วอร์เรน บัฟเฟตต์ (Warren Buffett)

โดย จุลทรัพย์ จิเนราวัต

วอร์เรน บัฟเฟตต์ เป็นใคร ? ทำไมเราต้องรู้จักและเรียนรู้จากเขาผู้นี้ คำตอบก็คือเพราะเขาเป็นคนที่ร่ำรวยอันดับสองของโลก ความมั่งคั่งของเขามีสูงถึง 30.5 พ้นล้าน และเขายังเป็นนักลงทุนที่ผ่านการพิสูจน์แล้วว่าเขาสามารถหากำไรจากตลาดหุ้นอย่างต่อเนื่องยาวนาน ดังนั้นใครก็ตามที่อยากเป็นนักลงทุนหรือร่ำรวยมั่งคั่งจากการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ต้องมาดูกันว่า "ผู้เล่น" นักลงทุนแบบเน้นคุณค่าตัวจริงเสียงจริง เป็นแบบไหน

วอร์เรน เอ็ดเวิร์ด บัฟเฟตต์ (Warren Edward Buffett) เกิดเมื่อวันที่ 30 สิงหาคม ค.ศ. 1930 ที่โอมาฮาในรัฐเนแบรสกา เป็นลูกชายคนเดียวและคนที่ 2 ในพี่น้อง 3 คนของผู้แทนอเมริกา บัฟเฟตต์ เริ่มเรียนชั้นประถมศึกษาที่ Rose Hill Elementary School ในโอมาฮา ได้ซื้อหุ้นครั้งแรกเมื่ออายุ 11 ปี เข้าเรียนระดับมหาวิทยาลัยที่วอร์ตัน มหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย และได้ย้ายไปเรียนและจบการศึกษาที่มหาวิทยาลัยเนแบรสกา หลังจากนั้นได้ศึกษาต่อระดับปริญญาโทสาขาเศรษฐศาสตร์ที่ มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย ในปี 1951 เป็นต้นมา
 


สมัยเป็นเด็ก วอร์เรน บัฟเฟต์ เคยหารายได้พิเศษด้วยการติดตั้งตู้เกมส์พินบอลหยอดเหรียญในร้านตัดผมและเคยเป็นเด็กขายหนังสือพิมพ์มาก่อน เมื่อครั้งที่ยังศึกษาในระดับปริญญาโทสาขาเศรษฐศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยโคลัมเบียอยู่นั้นวอร์เรน บัฟเฟต์ได้ศึกษาถึงปรัชญาการลงทุนจาก เบนจามิน เกรแฮม และเมื่อเรียนจบ เขาพยายามเกลี้ยกล่อมแกรแฮมจ้างเขาทำงานเป็นนั่งวิเคราะห์การลงทุน แต่เกรแฮมบอกปัดตลอดจนทนความพยายามของบัฟเฟตต์ไม่ไหวจึงยอมรับ เขาเข้าทำงานและเขาก็ทำงานให้กับบริษัทนี้จนกระทั่งแกรแฮมเกษียณในปี 1956

วอร์เรน บัฟเฟตต์ ถือได้ว่าเป็นนักลงทุนที่เน้นคุณค่าของหุ้นที่มั่นคงในระยะยาวมากกว่าการเก็งกำไรในระยะสั้น เขามองการลงทุนในหลักทรัพย์เหมือนกับการลงทุนทำธุรกิจ  และธุรกิจที่บัฟเฟตต์สนใจและลงทุนมากที่สุดก็คือ ธุรกิจที่มีแฟรนไชส์ (Franchise Bussiness -- ไม่ใช่ระบบเฟรนไชส์อย่างที่เข้าใจกันเมืองไทย)  ซึ่งก็คือธุรกิจที่สามารถสร้างผลกำไรมากกว่าปกติ  เนื่องจากเป็นธุรกิจที่ผู้บริโภคนิยมมากกว่าสินค้าของคู่แข่ง  เช่น โค๊ก มีดโกนยิลเล็ตต์ หนังสือพิมพ์วอชิงตันโพสต์ เป็นต้น ส่วนธุรกิจที่ปัฟเฟตต์จะไม่ลงเลยก็คือ  ธุรกิจที่เขาไม่เข้าใจ  เช่น ธุรกิจคอมพิวเตอร์  ซึ่งรวมถึงคอมพิวเตอร์อย่างไมโครซอฟต์  และธุรกิจที่เป็นสินค้าโภคภัณฑ์ทั้งหลาย

วอร์เรน บัฟเฟตต์มีมิตรสหายเป็นมหาเศรษฐีชื่อดัง บิลล์ เกตส์ ซึ่งเคยชวนให้เขาร่วมลงทุนในบริษัทไมโครซอฟท์ แต่บัฟเฟตต์ก็ขอปฏิเสธ เนื่องจากไม่มีความเข้าใจในระบบธุรกิจประเภทนี้ แต่ถึงกระนั้น เขาก็ยินดีที่จะบริจาคเงินจำนวนมหาศาลแก่มูลนิธิของบิลล์ เกตส์แทน ในบางโอกาสเขามักเล่นเกมไพ่บริดจ์กับบิลล์ เกตส์ผ่านทางระบบออนไลน์ (เพื่อลับสมองมากกว่าเพื่อการพนัน)

วอร์เรน บัฟเฟตต์ จึงนับเป็นอีกหนึ่งบุคคลที่นักลงทุนควรนำปรัชญาความคิดและหลักการของเขามาปรับใช้ เพราะเขาคือนักลงทุนที่เก่งมากๆ และมีชื่อเสียง การประสบความสำเร็จของสามารถสร้างแรงบันดาลใจในคนรุ่นหลังได้เป็นอย่างดีมากๆ

อ้างอิง

วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี .2558. (ออนไลน์) สืบค้นเมื่อ 24 ธันวาคม 2558, จาก: https://th.wikipedia.org/

"How Does Warren Buffett Get Married? Frugally, It Turns Out". New York Times. 2006-09-01. สืบค้นเมื่อ 24 ธันวาคม 2558, จาก: http://www.nytimes.com/2006/09/01/business/01buffett.html?_r=0

Mary Buffet , David Clark .2557.ลงทุนอย่าง...วอร์เรน บัฟเฟตต์(ฉบับปรับปรุงใหม่).--นนทบุรี : วิสดอมเวิร์ส เพรส, 2557,388 หน้า.

อ่านเพิ่มเติม »

ฟรานเซสโก้ ต็อตติ (Francesco Totti) เจ้าชายหมาป่าแห่งกรุงโรม

โดย ธมนันท์ คชานันท์

ในวงการลูกหนังโลกหรือวงการฟุตบอลแล้ว คงจะไม่มีแฟนบอลคนไหนไม่รู้จักนักฟุตบอลคนนี้ และยิ่งไปกว่านั้นเขายังได้รับการยกย่องให้เป็นสัญลักษณ์ของกรุงโรม ในฐานะนักฟุตบอลเขาไม่ใช่แค่สัญลักษณ์ของทีมฟุตบอลทีมหนึ่ง แต่เขายังแสดงให้เห็นว่าเขารักบ้านเกิดและสโมสรจนได้รับสมยานามว่า 'เจ้าชายหมาป่าแห่งกรุงโรม"

ฟรานเชสโก้ ต็อตติ (Francesco Totti) เกิดเมื่อวันที่ 27 กันยายน ปี 1976  เกิดที่กรุงโรมประเทศอิตาลี เล่นตำแหน่งกองกลางและกองหน้า ส่วนสูง 180 เซนติเมตร สโมสรปัจจุบันโรม่าสวมเสื้อหมายเลข 10



เขามีชีวิตในวัยเด็กต่างจากเด็กคนอื่นๆทั่วๆไป ด้วยวัยเพียงแค่ 9 เดือน ก็ได้สัมผัสลูกฟุตบอลแล้ว  มันเหมือนเป็นของเล่นของเขาที่คุณพ่อ ลอเร็นโซ่ และคุณแม่ ฟิออเรลล่า หยิบยื่นให้  แม้กระทั่งในเวลาหลับก็ยังกอดลูกฟุตบอลไว้ในอ้อมแขน  เหตุผลอย่างหนึ่งที่คุณแม่เค้าสนับสนุนให้หนูน้อย ต๊อตติ เล่นฟุตบอล เพราะเธอต้องการให้เขาอยู่ห่างจากบริเวณบ้าน หลีกหนีการที่จะต้องเห็นคุณปู่ คุณย่าซึ่งต้องทนทรมานกับอาการเจ็บป่วยในวัยชราอย่างหนัก

ด้านชีวิตคู่ของตอตตีสมรสกับอิลารี บลาซี นางแบบ และ พิธีกรโทรทัศน์ ชื่อดังของอิตาลี ในปี 2005 ทั้งคู่มีบุตรด้วยกัน 2 คน คนโตเป็นผู้ชายชื่อ คริสเตียน ส่วนคนเล็กเป็นผู้หญิงชื่อ ชาแนล โดยตั้งแต่หลังจากภรรยาคลอดบุตรคนแรก ตอตตี จะฉลองการทำประตูได้ด้วยการดูดนิ้วโป้งทุกครั้ง ซึ่งหลายคนเชื่อว่าเป็นการทำท่าเลียนแบบการดูดจุกนมของบุตรชาย ก่อนจะมีการเปิดเผยภายหลังว่าเป็นการกล่าวถึงภรรยาของเขาเองที่ชอบดูดนิ้วตัวเองบ่อยๆ

ด้านอุปนิสัยส่วนตัวของเขา เขาเป็นคนที่รักครอบครัวและลูกของเขามาก หากเขามีเวลาว่างหลังจากการซ้อมฟุตบอลหรือแข่งฟุตบอลเขาก็จะกลับไปหาครอบครัวและในขณะเดียวกันภรรยาของเขาจะพาลูกๆไปเชียร์เขาตลอดเวลามีการแข่งขัน

\


การเข้าสู่วงการฟุตบอลครั้งแรกของเขาในวัยเพียง 12 ปี กับทีม โลดิจานี่ เป็นการเริ่มต้นเตะฟุตบอลจริงจังในระดับเยาวชน     และการเซ็นสัญญาครั้งแรกในวัยเพียง 13 ปี เขาได้เซ็นสัญญากับสโมสรโรม่า ซึ่งเป้นสโมสรที่เขาใฝ่ฝันและยิ่งเติบใหญ่ในพรสวรรค์ของเจ้าหนูอัจฉริยะคนนี้ก็ยิ่งเปล่งประกาย ต็อตติ ใช้เวลาเพียงแค่ 3 ปีเท่านั้นในการไต่เต้าขึ้นมาสู่ทีมชุดใหญ่ของโรม่า และได้รับโอกาสในการลงสนามเป็นเกมแรกในนัดที่โรม่า บุกไปเอาชนะเบรสชาได้ 2-0 เมื่อวันที่ 28 มี.ค. 1993 ซึ่งนั่นเป็นจุดเริ่มต้นตำนานบทใหม่ของทีมโรม่า

ตำแหน่งที่สำคัญที่สุดในชีวิตเขา หลังจากนั้นต็อตติได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของสโมสรโรม่า กลายเป็นหัวใจของทีมอย่างรวดเร็ว หลังจากนั้นในไม่นานเขาก็ได้ถูกแต่งตั้งให้เป็นกัปตันทีมในอายุเพียงแค่ 23 ปี เท่านั้น หลังจากนั้นเขาได้พาทีมทำผลงานขึ้นมาดีขึ้นเรื่อยๆ

โดยสถิติในการลงเล่นให้กับโรม่าในฤดูกาล 2003 - 2004  ด้วยความสามาถและพรสวรรณ์ของเขานั้น เขายิงประตูไป 20 ประตูถือว่าเป็นผลงานที่ยอดเยี่ยมของเขาและสโมสรในตอนนั้น แต่ก็ยังไม่เพียงพอที่จะคว้าแชมป์ในปีนั้น ได้มาเพียงรองแชมป์โดยแชมป์ในถดูการนั้นเป็นของ เอซี  มิลาน  และในถดูการถัดมาถึงแม้ว่าสโมสรอยู่ในช่วงเปลี่ยนถ่ายโค้ช โดยในฤดูการเดียวเปลี่ยน โค้ชถึง 4 คน ถึงขณะนั้นต็อตติยังทำประตูได้ถึง 12 ประตู


ที่มา: http://www.zimbio.com/

ในนามทีมชาติ  ฟุตบอลโลก 2006 แม้ว่าจะไม่อยู่ในสภาพสมบูรณ์พร้อมและฟอร์มการเล่นก็ดาดๆ ต็อตตี้ ก็ยังเป็นส่วนหนึ่งในความสำเร็จของชาวอัซซูรี่ เมื่อพาทีมคว้าแชมป์โลกสมัยที่ 4 มาครองได้อย่างยิ่งใหญ่ด้วยชัยชนะเหนือทีมชาติฝรั่งเศส และเป็นการล้างแค้นความผิดหวังเมื่อปี 2000 ไปด้วย

รางวัลที่เขาได้รับที่สำคัญที่สุดในชีวิตของเขาคือ รางวัลดาวรุ่งยอดเยี่ยมของลีคอิตาลีเพราะเป็นรางวัลแรกในชีวิตค้าแข้งของเขา และแชมป์ฟุตบอลโลกในปี 2006 เขาพาอิตาลีได้แชมป์โลกอีกครั้งหลังจากห่างหายจากเวธีนี้มานาน จึงเป็นรางวัลที่เขาภูมิใจมากในชีวิตนักฟุตบอล และมีอีกหลายรางวัลที่ยังไม่ได้กล่าวถึง แชมป์สคูเด็ตโต้ แชมป์ซูเปอร์โคปปา อิตาเลียน่า 2 ครั้ง 2001, 2007 รางวัลนักฟุตบอล เซเรีย อา แห่งปี 2 ครั้ง เป็นต้น

ในวงการฟุตบอลและหนึ่งในนักเตะที่ผมชื่นชอบและประทับใจในตัวของ ต็อตติ นั้น ไม่ใช่แค่เขาเป็นนักเตะที่มีฝีเท้าโดนเด่นมีความสามารถเฉพาะตัวสูง แต่สิ่งหนึ่งที่นักเตะคนอื่นหรือนักเตะที่เก่งกว่า ผู้ชายคนนี้ซึ่งอาจจะไม่เทียบเท่าเขาเลยก็ได้ คือการจงรักภัคดีต่อบ้านเกิดและสโมสรของเขาแม้ในยามที่สโมสรอยู่ในจุดสูงสุดและจุดที่แย่ที่สุด เขาไม่เคยทิ้งสโมสรและแฟนบอล ซึ่งในฐานะแฟนบอลของเขาผมยงย่องสิ่งนี้ที่เขามีมากกว่าอื่นใดและประฏิเสธไม่ได้ว่าเขาคนนี้คือ ราชาหมาป่าแห่งกรุงโรม เขาจะอยู่สโมสรเพื่อเป็นตำนานที่วงการฟุตบอลจะต้องจดจำชื่อของเขาไปตลอดการ


อ้างอิง

กระทู้พันทิป 37 ปี ฟรานเชสโก้ ต๊อตติ ตำนานนักเตะที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ โรม่า สืบค้นเมื่อ 4 ตุลาคม 2558, จาก: http://pantip.com/topic/31035723

เว็ปไซด์  Francesco Tottiเจ้าชายหมาป่าผู้เก่งกาจ สืบค้นเมื่อ 4 ตุลาคม 2558, จาก: http://www.epopclub.com/forum.php?mod=viewthread&tid=3925

Francesco Totti( ฟรานเชสโก้ต็อตติ ) นักฟุตบอลของทีมชาติอิตาลี และทีม โรม่า ค้สืบค้นเมื่อ 4 ตุลาคม 2558, จาก: http://www.tlcthai.com/sports/

อ่านเพิ่มเติม »

King of Pop ไมเคิล แจ็คสัน (Michael Jackson)

โดย ณฐกร จันทเขต

เมื่อพูดถึง ราชาเพลงป็อป หรือ " King of Pop " ต้องนึกถึง ไมเคิล แจ็กสัน ที่มีท่าเต้น "มูน วอล์ค" และ "ลูบเป้า" อันเป็นเอกลักษณ์สร้างชื่อของเขา ไมเคิล ได้เดินทางไปเปิดคอนเสิร์ตทั่วโลก รวมทั้งที่ประเทศไทยด้วย โดยเป็นที่รู้จักของคนไทยส่วนหนึ่งขึ้นมาจากมีชื่อถูกอ้างถึงในเพลง ทับหลัง ของคาราบาว ในปี พ.ศ. 2531 ที่มีเนื้อร้องในท่อนแยกว่า “เอาไมเคิล แจ็กสันคืนไป เอาพระนารายณ์คืนมา” ซึ่งเป็นบทเพลงที่ได้รับความนิยมจากกระแสเรียกร้องทวงคืนทับหลังนารายณ์บรรทมสินธุ์จากสหรัฐอเมริกา

ไมเคิล แจ็คสัน (อังกฤษ: Michael Jackson) มีชื่อเต็มว่า ไมเคิล โจเซฟ แจ็กสัน (Michael Joseph Jackson) หรือเรียกย่อ ๆ ว่า เอ็มเจ (MJ) หรือแจ็คโก้ (Jacko) เกิดเมื่อวันที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2501 เป็นนักร้องชาวอเมริกัน เป็นบุตรชายครอบครัวชาวแอฟริกัน-อเมริกัน บิดาชื่อโจเซฟ วอลเตอร์ "โจ" แจ็กสัน และมารดาชื่อแคเทอรีน เอสเตอร์ (สกุลเดิม สคริวส์) เขาเป็นลูกคนที่ 7 มีพี่น้องจำนวน 9 คน โดยมีพี่น้องคือ รีบี แจ็กกี ติโต เจอร์เมน ลา โทยา มาร์ลอน แรนดี และเจเน็ต พ่อของพวกเขาโจเซฟเป็นลูกจ้างโรงงานเหล็กที่แสดงในวงอาร์แอนด์บีที่ชื่อ "เดอะฟอลคอนส์" กับพี่ชายเขา ลูเธอร์ แจ็กสันโตมากับความเชื่อ "พยานพระยะโฮวา" จากแม่ของเขา



ไมเคิลแจ็คสันปรากฏตัวครั้งแรกในระดับอาชีพด้านดนตรีตั้งแต่อายุ 11 ปี โดยเป็นหนึ่งในสมาชิกวงเดอะแจ็คสันไฟฟ์ ในปี 1969  เดอะแจ็คสันไฟฟ์ บันทึกเพลงหลายเพลง รวมถึงเพลง "Big Boy" ภายใต้สังกัดท้องถิ่นที่ชื่อสตีลทาวน์ (ปี 1967) และได้เซ็นสัญญากับค่ายโมทาวน์ในปี 1968 นิตยสารโรลลิงสโตน อธิบายถึงแจ็กสันตอนเด็กไว้ว่า "เป็นเด็กอัจฉริยะ" กับ "พรสวรรค์ทางด้านดนตรีอย่างเต็มเปี่ยม" และยังพูดว่าแจ็กสัน "เป็นที่รู้จักอย่างรวดเร็วที่เป็นตัวหลักในฐานะนักร้องนำ" หลังจากที่เขาเริ่มเต้นและร้องเพลงกับพี่ ๆ ของเขา วงสร้างสถิติบนอันดับเพลงโดยการมี 4 ซิงเกิ้ลแรก ("I Want You Back", "ABC", "The Love You Save" และ "I'll Be There") ขึ้นสูงสุดอันดับ 1 บนบิลบอร์ดฮ็อต 100 อีกด้วย

เขาเริ่มมีผลงานเดี่ยวในปี 1971 ขณะที่ยังคงเป็นสมาชิกของวงอยู่ ในปี 1982 มีผลงานอัลบั้มที่ชื่อ Thriller ซึ่งถือเป็นอัลบั้มที่ขายดีที่สุดตลอดกาลและสี่อัลบั้มเดี่ยวที่เหลือก็ยังถือว่าเป็นอัลบั้มที่ขายดีที่สุดอัลบั้มหนึ่ง อันประกอบด้วยชุด Off the Wall (1979), Bad (1987), Dangerous (1991) และ HiStory (1995)

ต้นคริสต์ทศวรรษ 1980 เขาเริ่มมีผลงานที่โดดเด่นในวงการเพลงป็อป และถือเป็นชาวแอฟริกัน- อเมริกัน คนแรกที่มีแฟนเพลงมากมายผ่านทางช่องเอ็มทีวี ความนิยมของเขามาจากการออกอากาศมิวสิกวิดีโอทางช่องเอ็มทีวี อย่างเช่นเพลง "Beat It", "Billie Jean" และ "Thriller" เพลงนี้ได้รับเอ่ยถึงว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงรูปแบบมิวสิกวิดีโอจากอุปกรณ์การประชาสัมพันธ์ไปเป็นรูปแบบของศิลปะ มิวสิกวิดีโอเหล่านี้ได้ช่วยให้ช่องที่เพิ่งเปิดใหม่นี้มีชื่อเสียงเพิ่มขึ้น วิดีโอเพลง "Black or White" และ "Scream" ก็ยังคงเปิดบ่อยทางช่องเอ็มทีวีในคริสต์ทศวรรษ 1990 ด้วย ลีลาบนเวทีของแจ็กสันและมิวสิกวิดีโอ แจ็กสัน สร้างความโด่งดังกับท่าเต้นซับซ้อนโดยใช้ร่างกายมากมายหลาย ๆ ท่า อย่างเช่นท่าเต้น "หุ่นยนต์" และท่าเต้น "มูน วอล์ค" ส่วนเอกลักษณ์ด้านดนตรีและเสียงร้องของเขายังเป็นอิทธิพลให้กับศิลปินแนวฮิปฮอป ป็อป และอาร์แอนด์บี ให้อีกหลายคน อิทธิพลเพลงของเขามีแพร่กระจายไปสู่คนหลายรุ่น



เขาเป็นหนึ่งในไม่กี่ศิลปินที่มีชื่ออยู่ใน ร็อกแอนด์โรลฮอลออฟเฟม ถึงสองครั้ง ผลงานของเขาประสบความสำเร็จได้รับสถิติหลายครั้งจากกินเนสบุ๊ค รวมถึงในหัวข้อ เป็นหนึ่งใน "ศิลปินบันเทิงที่ประสบความสำเร็จที่สุดตลอดกาล" เขาได้รับรางวัลแกรมมี่ 13 ครั้ง มี 13 ซิงเกิ้ลที่ขึ้นอันดับ 1 ในฐานะนักร้องเดี่ยว และมียอดขายรวมกว่า 750 ล้านชุดทั่วโลก เขาถือเป็นส่วนสำคัญในวัฒนธรรม เพลงป็อปมากว่า 4 ทศวรรษ

จากนั้นหลายๆคนคงสงสัยเรื่องสีผิวทีเปลี่ยนไปของเขา ซึ่งมีเพลง Black or White ในปี 1991 เนื้อหา (ที่แท้จริง) ของเพลงนี้เกี่ยวกับความรัก ความสมานฉันท์ของคนที่ไม่ว่าสีผิวไหนก็รักกันได้ ซึ่งชื่อเพลงดันไปคล้องกับจุดสนใจเรื่องสีผิวของ ไมเคิล แจ็คสัน พอดิบพอดี

เขาได้ให้สัมภาษณ์กับ Oprah Winfrey เจ้าแม่ทอล์กโชว์เมื่อ 1993 ว่าผมไม่ได้ฟอกสีผิว มีคนบอกว่าผมเกลียดสิ่งที่ผมเป็น ซึ่งมันไม่ใช่ ผมไม่คิดว่ามีการฟอกสีผิวในโลกนี้ได้ ผมเป็นโรคผิวหนังที่เรียกว่า Vitiligo ต่างหากซึ่งในการสนทนา Oprah บอกว่า ฉันได้ยินว่ามีครีมฟอกผิวนะ แต่ไมเคิล คุณคงอาบครีมนี้มากกว่า 3000 แกลลอนแน่ๆ

ต่อมาไมเคิล แจ็คสันก็ได้รับรางวัล "ตำนานที่ยังคงอยู่" ในงานแจกรางวัลแกรมมี่ครั้งที่ 35 ในลอสแอนเจลิส เพลง "Black or White" ถูกเสนอชื่อรางวัลแกรมมี่ในสาขาร้องยอดเยี่ยม ส่วนเพลง "Jam" ถูกเสนอเข้าชิง 2 รางวัลในสาขาแสดงเพลงอาร์แอนด์บียอดเยี่ยมและเพลงอาร์แอนด์บียอดเยี่ยมอีกด้วย



จากความสำเร็จของเขาทำให้ได้รับฉายา "King of Pop" หรือ ราชาเพลงป็อป จากนักแสดงหญิงที่ตั้งชื่อให้เขาคือเอลิซาเบธ เทย์เลอร์ เธอยังเชิญรางวัล "ศิลปินแห่งทศวรรษ" ให้กับเขาในปี 1989 โดยพูดว่า "ราชาแห่งป็อป ร็อกและโซลตัวจริง" ประธานาธิบดีจอร์จ เอช. ดับเบิลยู. บุช ยังเชิญรางวัล "ศิลปินแห่งทศวรรษ" ให้เขาเป็นพิเศษที่ทำเนียบขาว เพื่อเป็นการสดุดีให้กับอิทธิพลทางด้านดนตรีตลอดคริสต์ทศวรรษ 1980 จากปี 1985 ถึง 1990 แจ็กสันบริจาคเงิน 500,000 เหรียญสหรัฐให้กับ United Negro College Fund และผลกำไรจากซิงเกิ้ล "Man in the Mirror" ทั้งหมดก็เข้าการกุศล

จากนั้นไมเคิล แจ็คสันก็มีมีข่าวอื้อฉาว กรณีล่วงละเมิดทางเพศกับเด็กครั้งแรก และแจ็กสันให้บทสัมภาษณ์ในรายการยาว 90 นาทีของโอปราห์ วินฟรีย์ เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 1993 ถือเป็นการสัมภาษณ์ทางโทรทัศน์ครั้งที่ 2 ของเขาตั้งแต่ปี 1979 เขาทำหน้าบูดบึ้งขณะพูดถึงชีวิตที่ถูกทารุณด้วยน้ำมือพ่อของเขาในวัยเด็ก เขาเชื่อว่าเขาพลาดความสนุกสนานในชีวิตวัยเด็ก และยอมรับว่าเขามักจะร้องไห้เมื่อโดดเดี่ยว เขาปฏิเสธข่าวลือจากแท็ปลอยด์ที่ว่าเขาซื้อกระดูกมนุษย์ช้างหรือนอนในตู้ออกซิเจน เขาปฏิเสธข่าวที่เขาฟอกสีผิว และยังพูดครั้งแรกว่าเขาเป็นโรคด่างขาว การสัมภาษณ์ครั้งนี้มีผู้ชมอเมริกันถึง 90 ล้านคน ถือเป็นรายการที่มีผู้ชมมากที่สุดเป็นอันดับ 4 ที่ไม่ใช่รายการประเภทกีฬา ในประวัติศาสตร์อเมริกา และถือเป็นการให้ความรู้เรื่องโรคด่างขาวที่ไม่ค่อยมีใครรู้เท่าไหร่ อัลบั้ม เดนเจอรัส กลับมาเข้าชาร์ทท็อป 10 อีกครั้ง หลังจากที่ออกขายมากกว่า 1 ปี

แจ็กสันถูกฟ้องร้องจากเรื่องละเมิดทางเพศจากเด็กชายอายุ 13 ปีที่ชื่อ จอร์แดน แชนด์เลอร์และพ่อของเขา อีแวน แชนด์เลอร์ อาชีพทันตแพทย์ หลังตรวจสอบและมีเด็กหลายคนรวมถึงครอบครัวต่างปฏิเสธว่าแจ็กสันไม่ใช่เป็นพวกชอบมีเพศสัมพันธ์กับเด็ก

ไมเคิล แจ็คสัน ได้ถึงแก่กรรมด้วยโรคหัวใจวายเฉียบพลัน ในช่วงบ่ายของวันที่ 25 มิถุนายน พ.ศ.2552 ณโรงพยาบาล UCLA hospital (Ronald Reagan UCLA Medical Center) เวลาประมาณ บ่าย4โมง36นาที ตามเวลาท้องถิ่น และเวลาประมาณ ตี4ในประเทศไทย รวมอายุได้ 50 ปี ในขณะนั้น

เรื่องราวของเขานั้นมีทั้งข้อดีและข้อเสีย เราต้องนำจุดที่ดีของเขามาปรับใช้ในสังคมการกล้าแสดงออก การฝึกฝนในการร้องเพลงที่ดี และในสิ่งที่เป็นเรื่องไม่ดีเราก็ควรตั้งไว้เป็นวิทยาทานเป็นตัวอย่าง ให้เยาวชนที่เห็นเขาเป็นต้นแบบหรือไอดอล ให้จดจำสิ่งที่เขาได้ทำไว้ในด้านที่ดีครับผม

อ้างอิง

วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี. ไมเคิล แจ็กสัน. สืบค้นเมื่อ 5 ตุลาคม 2558 , จาก : https://th.wikipedia.org/wiki/ไมเคิล_แจ๊กสัน

Hunsa fanclub. Michael Jackson แฟนคลับ ข้อมูล ประวัติ. สืบค้นเมื่อ 5 ตุลาคม 2558 , จาก : http://fanclub.hunsa.com/star/Michael_Jackson

MThai Men. ไมเคิล แจ็คสัน . สืบค้นเมื่อ 5 ตุลาคม 2558 , จาก : http://men.mthai.com/infocus/33012.html

อ่านเพิ่มเติม »

เทพอานูบิส (Anubis)

โดย กัณฑิมา เงยวิจิตร

ชาวอียิปต์มีความเชื่ออย่างหนึ่งที่มีบทบาทสำคัญต่อการใช้ชีวิตอย่างมาก คือความเชื่อในเรื่องโลกหลังความตาย มีตำนานมากมายเกี่ยวกับเรื่องนี้ และเทพเจ้าที่ชาวอียิปต์นับถือว่าเป็นเทพแห่งความตาย เป็นเทพที่สำคัญในพิธีการทำศพของชาวอียิปต์โบราณ และโลกหลังความตายของมนุษย์ คือ “เทพอานูบิส”

เทพอานูบิส เป็นบุตรแห่งเทพเซต(Set) และ เทพีเนฟทิส(Nephtys)  ซึ่งเป็นหลานของเทพโอซิริส(Osiris) และเทพีไอซิส(Isis) ด้วย บางตำรากล่าวว่า เทพอานูบิสเคารพนับถือเทพีไอซิส(Isis) เหมือนเป็นแม่แท้ๆของตน ที่มาของชื่อเทพแห่งความตายที่ชาวอียิปต์นับถือนั้นมาจาก ในครั้งที่เทพอานูบิสรับอาสาเป็นผู้ดูแลรักษาพระศพของเทพโอซิริส เทพอานูบิสได้ให้สัญญากับพระมารดาทั้งสอง ว่าตนเองจะเป็นผู้ดูแลร่างของเทพโอซิริสไว้ให้ปลอดภัยเอง เทพอานูบิสเป็นผู้เสาะหาน้ำมันหอม, ยาที่หายาก และขี้ผึ้งสูตรเฉพาะที่ทรงสร้างขึ้นเอง บวกกับผ้าลินินสีขาวที่ทอขึ้นจากฝีมือของเทพีไอซิส และเทพีเนฟทีสมาใช้ห่อหุ้มพระศพ จากตำนานที่กล่าวมาจึงทำให้เทพอานูบิสถูกนับถือให้เป็นเทพผู้พิทักษ์คนตายและคอยนำทางวิญญาณไปสู่โลกหลังความตาย


ที่มา : http://www.soccersuck.com/

อาวุธในมือของเทพอานูบิสคือคทา หน้าที่หลักของเทพอานูบิสคือ การนำดวงวิญญาณของคนตายไปสู่ยมโลก เพื่อให้ดวงวิญญาณได้รับผลกรรมที่ตนทำเอาไว้เมื่อตอนมียังมีชีวิตอยู่ โดยเทพอานูบิสจะวางหัวใจของดวงวิญญาณตนนั้นไว้บนตาชั่งข้างหนึ่ง และวางขนนกได้รับมาจากเทพมูอาท(Muat) ไว้ที่ตาชั่งอีกข้างหนึ่ง หากหัวใจของดวงวิญญาณตนนั้นมีน้ำหนักเบากว่าขนนก แสดงว่าดวงวิญญาณตนนั้นเคยทำกรรมดีเอาไว้ ในตอนที่ยังมีชีวิตอยู่ จึงสมควรที่จะได้รับพรให้มีชีวิตเป็นนิรันดร์จากเทพโอซิริส และเดินทางไปอยู่ในที่ที่เรียกว่า “Fields of the Reed” หรือสวรรค์ของชาวอียิปต์นั่นเอง ตรงกันข้ามคนที่หัวใจมีน้ำหนักมากกว่าขนนก ก็จะถูกอสูรที่มีนามว่าอัมมุท(Ammut) กลืนกินหัวใจของดวงวิญญาณตนนั้นเข้าไปทันที ทำให้ดวงวิญญาณตนนั้นสลายไปตลอดกาล


ที่มา : http://www.soccersuck.com/

การนับถือเทพอานูบิสมีที่มาจากเมืองอาบิโดส(Abydos) อยู่ตอนเหนือของประเทศอียิปต์ แต่มีศูนย์กลางของความเชื่อเรื่องเทพอานูบิส อยู่ที่เมืองไซโนโปลิส(Cynopolis) ตั้งอยู่ในตอนเหนือของประเทศอียิปต์เช่นกัน เชื่อกันว่าการนับถือเทพอานูบิสมีมาอย่างยาวนานมากแล้ว มีการสร้างรูปปั้นหมาในสีดำหรือสีทองขึ้นเพื่อเป็นตัวแทนของเทพอานูบิส ลักษณะของเทพอานูบิสเป็นเทพที่มีลำตัวเป็นมนุษย์ มีส่วนศีรษะไปจนถึงลำคอเป็นหมาในสีดำ ซึ่งสันนิษฐานได้ว่าการที่ลักษณะของเทพอานูบิสมีใบหน้าเป็นหมาใน ก็เพราะสัตว์ชนิดนี้มักจะหากินในช่วงกลางคืน และพบได้บ่อยแถวๆสุสานของคนตาย ซึ่งทำให้ในสมัยโบราณ นักบวชที่ทำพิธีกรรมเกี่ยวกับศพจะสวมหน้ากากที่มีลักษณะเป็นรูปหมาใน เพื่อเป็นสัญลักษณ์ในการบูชาเทพอานูบิสนั่นเอง

แม้ว่าชื่อเทพแห่งความตายจะฟังดูน่ากลัว แต่เมื่อศึกษาตำนานของเทพอานูบิสอย่างจริงจังแล้ว อาจกล่าวได้ว่าเทพแห่งความตายหรือเทพอานูบิสเป็นที่พึ่งทางจิตใจของชาวอียิปต์ ที่ทำให้เชื่อว่าผู้ที่จากไปจะถูกนำทางโดยเทพอานูบิสไปสู่ภพภูมิดี และผู้ที่ยังอยู่ก็จะได้หมั่นทำความดีเพื่อที่จะได้ไปสู่ภพภูมิที่ดีด้วยเช่นกัน จากตำนานทั้งหมดทั้งมวลนี้ ทำให้เทพอานูบิสถูกนับถือให้เป็นเทพผู้พิทักษ์คนตาย และคอยนำทางวิญญาณไปสู่โลกหลังความตาย

อ้างอิง

เมท ทศวิวัฒน์. เทพอานูบิส. (ออนไลน์). สืบค้นเมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2558, จาก: http://www.horonumber.com/blog-144

Ratsel. เขียนเมื่อวันที่ 26 มี.ค. 52. เทพอานูบิส. (ออนไลน์). จาก: http://writer.dek-d.com/cammy/story/viewlongc.php?id=499109&chapter=89

Xzodic. เขียนเมื่อวันที่ 6 ต.ค. 51. เทพอานูบิส. (ออนไลน์). จาก http://www.pantown.com/board.php?id=36953&area=3&name=board3&topic=13&action=view

J Hill. เทพอานูบิส. (ออนไลน์). สืบค้นเมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2558, จาก: http://www.ancientegyptonline.co.uk/anubis.html

อ่านเพิ่มเติม »

ขงจื้อ ปรมาจารย์แห่งแผ่นดินจีน

โดย นิรันดร์ มีไพฑูรย์

ในบรรดานักปราชญ์จีนผู้มีความสามารถและเป็นนักคิดนักปรัชญา อันเป็นที่เคารพนับถือของประชาชนแล้ว มีมากมายไม่ว่าจะเป็น เล่าจื๊อ ม่อจื๊อ เม่งจื๊อ ซุนจื๊อ กว๋อฉาง ซุนวู ซือหม่าเซียน และอีกบุคคลที่มีชื่อเสียงและยังเป็นอาจารย์ของนักปราชญ์คนอื่นๆ ก็คือ ขงจื๊อ

ขงจื๊อมีชื่อเดิมว่า ข่งชิว เป็นบุตรชายที่เกิดจากการแต่งงานใหม่ ของจูเหลียงโฮผู้เป็นพ่อ อายุ 70 ปี และมารดาชื่อจินไจ อายุ 17 ปี ในแคว้นลู่ ปัจจุบันคือจังหวัดฉู่ฝู มณฑลซานตง ทางภาคเหนือของประเทศจีน ตามประวัติกล่าวว่ามารดาได้ให้กำเนิดขงจื๊อในถ้ำที่ภูเขาแห่งหนึ่ง ในสมัยชุนชิวและจั้นกั๋ว รัชสมัยของโจวหลิงหลาง แห่งราชวงศ์โจว

เมื่อบิดาเสียชีวิตไป ผู้เป็นแม่จึงได้เล็งเห็นว่าหนทางเดียวที่จะทำให้ขงจื๊อมีความเจริญก้าวหน้าในอนาคตได้คือการเป็นขุนนางในราชวัง และหนทางที่จะทำให้บรรลุได้ก็คือการได้รับการศึกษาเรียนหนังสือ อาจารย์ผู้ประสิทธ์ประสาทความรู้ให้แก่ขงจื๊อเมื่อยังเยาว์วัยนั้นคือมารดาและผู้เป็นตา สิ่งที่เล่าเรียนคือ จารีต ประเพณี ธรรมเนียมปฏิบัติ และพิธีกรรมของชนชั้นสูงและผู้มีฐานะในสังคมสมัยราชวงศ์โจว ด้วยลักษณะนิสัยของขงจื๊อที่หมั่นขวนขวายหาความรู้มาตั้งแต่เด็ก ฉลาด  ซื่อตรง ถ่อมตน  ตั้งใจศึกษาอย่างจริงจังและขยันขันแข็งทำให้เรียนรู้ได้รวดเร็วและลึกซึ้ง

ด้วยอุปนิสัยที่ใฝ่ศึกษาหาความรู้อยู่ตลอด เมื่อขงจื๊ออายุ 20 กว่าก็สนใจเกี่ยวกับการเมืองการปกครอง มักถกปัญหาให้ข้อคิดเห็นเกี่ยวกับบ้านเมืองแก่บรรดานักปกครอง จนได้รับยกย่องให้เป็น “ผู้รอบรู้และสันทัดในนิติธรรมเนียม” ครั้นเมื่อเจ้าผู้ครองแคว้นฉี พระนามว่า ฉีจิ่งกง  เดินทางมาเยือนแคว้นหลู่ พร้อมเสนาบดีผู้กระเดี่ยงนามในประวัติศาสตร์ นามว่า เยี่ยนอิง ทั้งสองได้เชิญขงจื๊อเข้าพบและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์บ้านเมือง


ภาพวาดท่านขงจื๊อ
ที่มา: http://www.thongkasem.com/

ในวัยกลางคนของขงจื๊อ ทุ่มเทให้กับการปกครองบ้านเมืองอย่างมาก ปรารถนาให้บ้านเมืองสงบสุขมีการปกครองที่ดี แต่ก็ผิดหวังกับการเมืองภายในแคว้น ด้วยเหตุนี้จึงกลายเป็นจุดเปลี่ยนในชีวิตของขงจื๊อ โดยลาออกจากราชการและออกเผยแพร่แนวคิดทางการปกครองแก่แคว้นต่างๆ ด้วยความมีความรู้ความสามารถในการสร้างระบบแนวคิด ทำให้ขงจื๊อเป็นผู้รอบรู้ในสมัยนั้น ด้วยท่านเป็นอาจารย์ทำให้มีศิษย์เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ จนมีชื่อเสียงเลื่องลือไปทั่ว

ลัทธิขงจื๊อเกิดเมื่อประมาณ 8 ปีก่อนพุทธศักราช โดยคิดตามปีเกิดของขงจื๊อ ท่านไม่เคยคิดว่าท่านเป็นศาสดาและไม่เคยคิดตั้งศาสนา แต่ได้กลายเป็นศาสดาก็เพราะมีผู้ตั้งให้แบบเดียวกับเล่าจื๊อ

ในขณะที่ขงจื๊อเป็นอาจารย์นั้น เป็นคนที่เปิดกว้างด้านการศึกษาเป็นอย่างมาก โดยมีคำกล่าวว่า มีเพียงเนื้อเป็นค่าเล่าเรียนก็เพียงพอแล้ว การสอนศิษย์ของขงจื๊อนั้นเป็นไปอย่างเข้มงวดกวดขันทีเดียว

ผลงานด้านการเขียนที่สำคัญของขงจื๊อ ที่เขียนโดยขงจื๊อโดยตรง เรียกว่า เก็ง หรือ กิง ทั้ง5 หมายถึงวรรณคดีชั้นสูงทั้ง 5 มีรายละเอียดดังต่อไปนี้

1. ชุนชิว เป็นบันทึกเหตุการณ์กิจการทางการเมืองของแคว้นหลู่ อุปนิสัยข้าราชการ และแจกแจงเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์

2. ซือจิง เป็นหนังสือเกี่ยวกับบทกวีนิพนธ์เก่าแก่ของจีน มีจำนวน 305 บท

3. ซูจิง กล่าวถึงเหตุการณ์และรัฐศาสตร์ย้อนหลังไป ตั้งแต่สมัยราชวงศ์ถึง ถึงรัชสมัย
จักรพรรดิมุกุง แห่งราชวงศ์จิ้น

4. อี้จิง เป็นการให้ความรู้ทางจักรวาล-วิทยา แสดงความเป็นมาของโลกและอภิปรัชญาตามทัศนะของชาวจีนโบราณ

5. หลี่จี้ กล่าวถึงจารีตพิธีเกี่ยวกับชีวิต 2 ประการ ดังนี้
5.1 พิธีการในการติดต่อกันทางสังคม การรับรองบุตร การแต่งงาน การไว้ทุกข์
5.2 สถาบันทางสังคมและทางประเทศชาติ
ในบั้นปลายชีวิตของท่านนั้น ก็ต้องเผชิญกับความสูญเสียและความเศร้าโศกเป็นอย่างยิ่ง เมื่อลูกชายของท่านได้ถึงแก่กรรม รวมถึงศิษย์รักที่สุดของท่าน คือ เหยียนหุย และ จื่อลู่ ซึ่งแต่ละคนห่างกันเพียง 2 ปีเท่านั้น ท่านจึงเร่งรัดเขียนตำราอย่างหนัก จนล้มป่วยลง และถึงแก่กรรมในปี 479 ก่อนคริสต์ศักราช ด้วยอายุ 73 ปี


ภาพสุสานตระกูลข่ง หรือสุสานจื้อเซิ่ง

ศพของขงจื๊อถูกฝังอยู่ที่ สุสานตระกูลข่ง ตั้งอยู่ที่เมือง ชวีหู่ มณฑลซานตง รวมถึง ศาลเจ้าขงจื๊อ และคฤหาสน์ตระกูลข่ง โดยเรียกรวมกันว่า “ซานข่ง” มีพื้นที่ขนาดกว่า 14,175 ตารางกิโลเมตร มีขนาดใหญ่เป็นรองเพียงพระราชวังต้องห้ามเท่านั้น สุสานตระกูลข่ง เรียกอีกชื่อหนึ่งว่า “สุสานจื้อเซิ่ง” เป็นสถานที่ที่ฝังทั้งศพของขงจื๊อและลูกหลานรวมกว่าหนึ่งแสนคน เป็นเวลากว่าสองพันปีล่วงมา

แม้ว่าขงจื๊อได้ตายจากไป แต่ปรัชญาและคำสอนแนวทางในการใช้ชีวิตเหล่านั้นยังคงอยู่ กลายเป็นลัทธิแห่งปรัชญาการดำเนินชีวิตที่ฝังรากลึกในจิตใจผู้คนมายาวนานกว่า 20 ศตวรรษ และได้รับการขนานนามว่า “ขงจื๊อ ปรมาจารย์แห่งแผ่นดิน” จวบจนถึงปัจจุบัน


อ้างอิง

ชูเกียรติ  มุ่งมิตร.  (2545).  ประวัติย่อขงจื๊อ. (ออนไลน์), สืบค้นเมื่อ 24 กันยายน 2558 จาก: http://www.rta.mi.th/chukiat/story/khongjue.html

โรงเรียนสอนภาษาจีนหอการค้าไทย-จีน.  2553.  ประวัติขงจื๊อ.  (ออนไลน์).  สืบค้นเมื่อ 26 กันยายน 2558, จาก: http://www.tcbl-thai.net/index.php?lay=show&ac=article&Id=538845762

สำนักพิมพ์ทองเกษม. 2555.  ขงจื๊อ ปรมาจารย์แห่งแผ่นดิน.  (ออนไลน์).  สืบค้นเมื่อ 23 กันยายน 2558, จาก: http://www.thongkasem.com/knowledge.php?kid=32

วิกิพีเดีย สาราณุกรมเสรี. ขงจื๊อ. (ออนไลน์). สืบค้นเมื่อ 23 กันยายน 2558, จาก: https://th.wikipedia.org/wiki/ขงจื๊อ


อ่านเพิ่มเติม »

เครื่องแบบทหารเยอรมันช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2

โดย สุเมธา ธรรมทินโน

เสื้อผ้านั้นถือเป็นปัจจัยสำคัญที่อยู่คู่กับมนุษย์มาอย่างยาวนาน ในแต่ละพื้นที่นั้นก็จะมีลักษณะแตกต่างกันออกไปตามจุดประสงค์การใช้งานและมีการพัฒนาเรื่อยมา และเมื่อเกิดความเจริญระดับหนึ่งที่ผู้คนมีความคิดเห็นไม่ตรงกันความแตกแยกจึงก่อให้เกิดสงคราม และในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 นั้น สิ่งที่ทำให้ผู้คนจดจำภาพของกองทัพเยอรมันได้นั้นคงจะปฏิเสธไม่ได้ว่าหนึ่งในนั้นคือเครื่องแบบนายทหารทั้งหลาย ซึ่งแต่ละชุดนั้นจะแสดงถึงระดับชั้นยศ ภาระหน้าที่ ความรับผิดชอบ ที่แตกต่างกันออกไป แต่ผู้ที่อยู่เบื้องหลังการผลิตนั้นคือใครกัน?

ในปี 1931 ฮูโก้ บอสส์ (Hugo Boss) เจ้าของแบรนด์ห้องเสื้อชื่อเดียวกันกับตัวเขา เมื่อสภาพเศรษฐกิจเยอรมันดิ่งลงเหว ในช่วงเวลานั้นจะมีใครที่สนใจแฟชั่นหรือเสื้อผ้า เมื่อยอดขายย่ำแย่บริษัทจึงมีหนี้ก้อนโตต้องแบกรับ เขาเหลือเพียงเครื่องจักรเย็บ 6 ชุดสุดท้าย ธุรกิจของเขาเดินทางมาสู่จุดเปลี่ยนสำคัญเมื่อเขาเห็นช่องทางทำกำไรเขาเข้าร่วมพรรคนาซี และทุกอย่างก็เปลี่ยนธุรกิจเติบโตขึ้น 10 เท่าในปีเดียวด้วยคอนเซ็ปที่ว่าดูดี มีพลังและแฝงความน่ากลัวเอาไว้ และในปี 1934 บอสส์ก็ได้โอกาสทองอีกครั้งเมื่อเขาได้สัญญาเป็นผู้สนับสนุนด้านเครื่องแต่งกายของหน่วย NSKK, SS, SA, ยุวชนนาซี และหน่วยอื่นอีกมากมายในเครือนาซี ที่มีสมาชิกอยู่หลายล้านนายในช่วงสงคราม แม้ว่าบอสส์จะถูกปรับหนักหลังสงครามจบลงเนื่องจากเป็นผู้สนับสนุนพรรคนาซี แต่ธุรกิจของเขาก็สามารถอยู่รอดและกลายเป็นหนึ่งในแบรนด์เสื้อผ้าที่หรูหราในปัจจุบัน

ตัวอย่างเครื่องแบบของทหารเยอรมันช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 มีดังนี้


เครื่องแบบของทหารราบ
ที่มา: http://www.iseehistory.com/

เครื่องแบบของทหารราบที่สามารถเห็นเป็นประจำตามภาพยนตร์

การแต่งกายของทหารราบหมวกเหล็กสีเทา(สำหรับชั้นยศที่ต่ำกว่าสัญญาบัตร)จะมีสัญลักษณ์นกอินทรีกางปีกครึ่งเดียวเกาะอยู่บนเครื่องหมายสวัสดิกะติดอยู่ อีกจะเป็นธงชาติเยอรมัน มีกระดุมห้าเม็ดสีเงิน คอปกเสื้อเป็นสีเทาเข้ม อินทนูที่ไหล่เป็นสีน้ำเงินเข้มมีขลิบสีขาว ทั้งหมดนี้คือสิ่งที่แสดงถึงเหล่าทหารราบ


เครื่องแบบของพลประจำรถถังหรือปืนอัตราจร (ปืนใหญ่)
ที่มา: http://www.iseehistory.com/

เครื่องแบบของพลประจำรถถังหรือปืนอัตราจร (ปืนใหญ่)

ปกติจะแต่งกายด้วยเครื่องแบบสีดำเพื่อปกปิดรอยเปื้อนของคราบน้ำมัน ยกเว้นในกรณีที่เป็นพลประจำรถถังติดปืนใหญ่ หรือรถถังล่ารถถัง จะแต่งกายด้วยเสื้อเอวสั้นสีเทาเขียว นอกจากนี้ทหารปืนใหญ่บางส่วนก็แต่งกายด้วยเสื้อสีเขียวแทนสีดำเนื่องจากสามารถสังเกตเห็นได้ง่ายจากฝ่ายศัตรู โดยเฉพาะทหารปืนใหญ่ที่ปฏิบัติงานนอกตัวรถ ไม่เหมือนทหารประจำรถถังที่อยู่ภายในตัวรถ


เครื่องแบบในสภาพภูมิศาสตร์ที่เป็นภูเขา
ที่มา: http://www.iseehistory.com/


เครื่องแบบในสภาพภูมิศาสตร์ที่เป็นภูเขา

ลักษณะของเครื่องแบบที่แตกต่างคือ หมวกแก๊ปตัดเย็บด้วยเนื้อผ้าทูนิคชนิดเดียวกับเสื้อเครื่องแบบ ด้านข้างของหมวกติดสัญลักษณ์รูปดอกไม้สีทองชื่อว่าดอก เอ-เดอล-วายซ์ (Edeweiss) เสื้อแจ็กเก็ตเป็นผ้าคอตตอนเพื่อใช้กันความหนาวเย็นในพื้นที่สูง รองเท้าบู้ตสั้นคุณภาพดี


เครื่องแบบทหารอากาศ
ที่มา: http://www.iseehistory.com/

เครื่องแบบทหารอากาศ

ลักษณะเครื่องแบบทหารอากาศเป็นเสื้อทูนิคสีฟ้าเทา ที่คอปกติดสัญลักษณ์เป็นรูปนกบินสามตัวแสดงถึงยศสิบเอกพื้นเครื่องหมายเป็นสีเลือดหมู เมื่อออกสู่สนามรบจะใส่เสื้อคลุมสีเขียวหรือสีพรางทับเครื่องแบบสีเทา แต่ก็เป็นเรื่องปกติที่จะทำการรบในชุดปกติโดยไม่สวมเสื้อคลุมทับแต่อย่างใด ประดับเครื่องหมายของกองทัพอากาศเยอรมันรูปนกอินทรีกางปีกอยู่บนเครื่องหมายสัวัสดิกะ พร้อมกับหมวกเหล็กสีเทาดำ


เครื่องแบบทหารพลร่ม
ที่มา: http://www.iseehistory.com/

เครื่องแบบทหารพลร่ม

สีหมวกเสื้อกางเกงเป็นสีกากี หมวกเหล็กจะแตกต่างออกไปขอบหมวกจะไม่ยื่นลงมาปกป้องบริเวณใบหูและศีรษะด้านหลัง เสื้อคลุมสีเขียวสวมทับเครื่องแบบกองทัพอากาศ มีแนนกระเป๋าบริเวณหัวไหล่เปิด-ปิดด้วยซิปเพื่อความสะดวก เสื้อคลุมสีเขียวจะคลุมยาวถึงเป้ากางเกง ชุดเครื่องแบบอาจเปลี่ยนไปตามห้วงของสงครามหรือตามภูมิประเทศ

สงครามนั้นสร้างทั้งความเจ็บปวด สร้างความสูญเสียให้กับทุกฝ่าย สร้งความทรงจำที่โหดร้ายติดตรึงไปชั่วลูกชั่วหลาน แต่ในมุมเล็กๆก็มีเรื่องน่าประหลาดใจที่ทำให้คนคนหนึ่งสามารถเอาตัวรอด ด้วยความรักความศรัทธที่มีต่ออาชีพของเขา


อ้างอิง

กิตติชาติ บุณยะภักดิ์. แบรนด์ดังที่สร้างตัวจากสงคราม. สืบค้นเมื่อ 30 กัยายน 2558, จาก: http://www.thairath.co.th/content/449972

(ม.ป.ป.). ภาพตัวอย่างเครื่องแบบทหารเยอรมันสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2. สืบค้นเมื่อ 1 ตุลาคม 2558, จาก: http://www.iseehistory.com/index.php?lay=show&ac=article&Id=538711119

ศนิโรจน์ ธรรมยศ. การแต่งกายของทหารเยอรมันในสงครามโลกครั้งที่ 2. สืบค้นเมื่อ 1 ตุลาคม 2558, จาก: http://www.bloggang.com/viewblog.php?id=vuw&date=13-07-2009&group=5&gblog=25

อ่านเพิ่มเติม »

จอร์จ โซรอส (George Soros) นักเก็งกำไรในอสังหาริมทรัพย์ผู้ที่เก่งติดอันดับแนวหน้าของโลก

โดย อภิวัฒน์ คำจันทร์

เมื่อนึกถึงนักลงทุนในอสังหาริมทรัพย์แบบเก็งกำไรระดับแนวหน้าของโลก หรือทั่วโลกยกย่องให้เป็นปรมาจารย์ด้านการเก็งกำไรการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ บุคคลสำคญที่ต้องนึกถึงคือ จอร์จ โซรอส ผู้ซึ่งได้ทำกำไรจากตลาดอสังหาริมทรัพย์โดยเฉลี่ยแล้วเพิ่มขึ้นจากเงินทั้งหมดปีละประมาณ 40 เปอร์เซ็นต์ของพอร์ทการลงทุน ทำให้ จอร์จ โซรอส มีชื่อเสียงอย่างมากในด้านการเก็งกำไรในระดับแนวหน้าของโลก

จอร์จ โซรอส (George Soros) เกิดเมื่อวันที่ 12 สิงหาคม ค.ศ. 1930 เดิมชื่อ จอร์จี ชวาร์ตซ์ (György Schwartz) โซรอสเกิดที่เมืองบูดาเปสต์ เมืองหลวงของประเทศฮังการีโซรอสออกจากบ้านเกิดที่ประเทศฮังการีแบบเสื่อผืนหมอนใบเพื่อไปตายเอาดาบหน้าในต่างประเทศเมื่ออายุ 17 ปี จอร์จ โซรอสทำงานทุกอย่างที่ขวางหน้า บางครั้งมีความเป็นอยู่แบบอดมื้อกินมื้อในประเทศอังกฤษ แต่ก็มีความอดทนจนสามารถเรียนจบปริญญาตรีได้ก่อนกำหนด ต่อมาย้ายไปอยู่สหรัฐอเมริกา


ที่มา: http://www.telegraph.co.uk/

จอร์จ โซรอสทุ่มเททำงานแบบหามรุ่งหามค่ำ ต่อมา จอร์จ โซรอส ศึกษาวิชาของเขาอย่างแตกฉาน จนสามารถตั้งทฤษฎีใหม่เป็นของตัวเองได้ ทฤษฎีของเขาคงมีส่วนถูกต้อง มันจึงทำให้เขาได้รับผลสำเร็จทางการเงินอย่างใหญ่หลวงเมื่อเขานำไปใช้ในวิชาชีพนักลงทุนหรือเทรดเดอร์ของเขา

จุดที่สำคัญในชีวิตของโซรอส คือการได้เกษียนตัวเองจากการเป็นผู้จัดการกองทุน Quantum Fund ที่เขาเข้าทำงานตั้งแต่ช่วงปี ค.ศ. 1970 โดยเกษียนในปี ค.ศ. 2000 ต่อมาอีก 7 ปี ถัดมา หรือในช่วงปี 2007 โซรอสได้ตั้งกองทุนของตัวเองชื่อว่า SOROS FUND MANAGEMENT โดยกองทุนนี้เน้นไปที่การทำกำไรระยะสั้น หาผลตอบแทนในทุกรูปแบบจากตลาดไม่ว่าจะเป็นหุ้น พันธบัตร เงินตรา ทองคำ วัตถุดิบของอุตสาหกรรม น้ำมัน สินค้าเกษตรหรืออนุพันธ์ต่างๆ แต่คำว่า "สั้น" อาจกินเวลาเป็นเดือน หรือเป็นปี โดย โซรอสได้ใช้ ทฤษฎีการสะท้อนกลับไปมา หรือ Reflexivity ในการบริหารจัดการกองทุนของเขา

เหตุการณ์ที่ทำให้คนไทยได้รู้จัก จอร์จ โซรอส คือเหตุการณ์เมื่อปี พ.ศ. 2540 ตอนนั้นเศรษฐกิจในประเทศไทยใกล้ฟองสบู่แตก   มีการขาดดุลการค้าจำนวนมากการส่งออกหยุดชะงักเหมาะแก่การโจมตีค่าเงินบาทกองทุนของโซรอสเข้ามาทำ ชอร์ตเซล (Short sell) ซึ่งการชอร์ตเซลเป็นการขายสินทรัพย์ที่ไม่มีอยู่ในมือออกไป  และซื้อคืนกลับมาเพื่อส่งมอบเมื่อสินทรัพย์นั้นราคาตกลงไปการขายหลักทรัพย์ที่ไม่มีอยู่ในมือเป็นเหมือนกับการยืมหลักทรัพย์ของคนอื่นมาขายก่อน วิธีการดังกล่าวทำให้  จอร์จ โซรอส ได้กำไรจากการโจมตีค่าเงินรอบนั้นอย่างมหาศาล

แต่ในความเป็นจริงแล้ว จอร์จ โซรอส เป็นเพียงแค่ กลุ่มลงทุนกลุ่มหนึ่งที่เข้ามาทำการโจมตีค่าเงินบาท ยังมีอีกหลายกลุ่มที่ไม่ได้พูดถึงและกลุ่มต่างๆ นอกจากกลุ่มของจอร์จ โซรอส ยังทำเงินได้มากกว่าที่กลุ่มของโซรอส ทำได้ เพียงแต่มีผู้ไม่หวังดีบางกลุ่ม ต้องการให้ จอร์จ โซรอส เป็นแพะในการโจมตีค่าเงิน ปัจจัยที่แท้จริงที่ทำให้เกิดวิกฤตการณ์ขึ้น แท้จริงแล้วมาจากการที่ธนาคารแห่งประเทศไทยในสมัยในนั้นไม่มีสเถียรภาพ เพราะใช้จ่ายเกินตัว ส่งผลให้เกิดวิกฤตการณ์ต้มยํากุ้งขึ้นมา

การที่ จอร์จ โซรอส สามารถที่จะเป็นอย่างทุกวันนี้ได้ เขาได้ใช้เวลา ความพยายาม เคี่ยวกรำตัวเองจากการอ่านงบของบริษัทต่างๆ อ่านหนังสือหลายๆเล่ม ฟังข่าวดินฟ้าอากาศ ซึ่งทำให้เขาสามารถนำสิ่งเหล่านั้นมาเชื่อมเป็น กุญแจแห่งความประสบผลสำเร็จได้ เพราะทุกอย่างเกี่ยวเนื่องกันทั้งหมด เช่น ฝนไม่ตกตามฤดูกาล อ้อยผลผลิตไม่ดี บริษัทผลิตน้ำตาลมีผลผลิตไม่เพียงพอ อาจทำให้บริษัทรับซื้ออ้อยในราคาที่สูงเพราะอ้อยมีน้อยส่งผลให้บริษัทขาดทุนได้เมื่อครบไตรมาส เป็นต้น


อ้างอิง : 

Guruteachstocks.(2013).รู้จัก "จอร์จ โซรอส" พ่อมดการเงินอันโด่งดัง.23/12/2015.จาก: http://guruteachstocks.blogspot.com/2012/06/blog-post.html

พลวัต2015.(2015).พ่อมดหมดลาย. 23/12/2015.จาก:   http://kaohoon.com/online/content/view/2851

Triamboy.(2008).ฉบันทึกโจรปล้นไทย 2540. 23/12/2015 จาก:

https://bordeure.wordpress.com/tag/จอร์จ-โซรอส/

อ่านเพิ่มเติม »

ภีมราว รามชี อัมเพทการ์ (Bhimrao Ramji Ambedkar)

โดย ฐนนนต์ แสงวงษา

ในสังคมอินเดียที่มีความอยุติธรรมที่สุดแห่งหนึ่งของโลกที่เป็นที่รู้จักกันดีคือการแบ่งประชาชนออกเป็นวรรณะตามศาสนาฮินดู จากเด็กชายที่เกิดในอวรรณะ (คนนอกวรรณะ) สู่การเป็นรัฐมนตรีกระทรวงยุติธรรมคนแรกของประเทศ ทั้งยังเป็นประธานร่างรัฐธรรมนูญฉบับแรกของประเทศและเป็นผู้ฟื้นฟูพระพุทธศาสนาให้กลับมารุ่งเรืองอีกครั้งอย่างที่เห็นในปัจจุบัน

ท่านผู้นั้นคือ ดร.บี. อาร์. อัมเพทการ์ (Dr. B. R. Ambedkar) เกิดในครอบครัวจัณฑาลหรืออธิศูทรที่ยากจนเมื่อวันที่ 14 เมษายน พ.ศ.2434 ณ หมู่บ้านของคนจัณฑาลชื่ออัมพาวดี อำเภอรัตนคีรี รัฐมหาราษฏระ ประเทศอินเดีย บิดาชื่อ”รามชี สักปาล” (Ramji Sakpal) เคยมีอาชีพเป็นทหารมาก่อน เมื่อปลดประจำการแล้วจึงมายึดอาชีพกรรมกรขายแรงงานที่หาเช้ากินค่ำ มารดาเป็นสตรีวรรณะจัณฑาลเหมือนกันชื่อ “ภีมาไพ” (Bhimabai) ทั้งสองมีลูกด้วยกันถึง 14 คน อัมเพทการ์นับว่าเป็นคนสุดท้อง แต่ต่อมาพี่น้องส่วนใหญ่ก็เสียชีวิต เหลือกันอยู่เพียง 5 ชีวิตเท่านั้น


ที่มา: http://ambedkaree.com/

สังคมอินเดียซึ่งประชากรส่วนใหญ่กว่า 80 เปอร์เซ็นต์นับถือศาสนาฮินดูนั้น มีการแบ่งประชาชนออกเป็น 4 วรรณะคือ 1.วรรณะพราหมณ์ 2.วรรณะกษัตริย์ 3.วรรณะแพศย์ 4.วรรณะศูทร วรรณะทั้งสี่นี้เรียกว่าเป็นพวก ”สวรรณะ” (คนมีวรรณะ) นับว่ายังมีเกียรติมีฐานะในสังคมอินเดียเหมือนคนปกติทั่วไป แต่นอกจากทั้งสี่วรรณะนี้แล้วยังมีคนอีกกลุ่มหนึ่งซึ่งพระเจ้าของศาสนาฮินดูไม่ยอมจัดให้สังกัดวรรณะใด คนทั่วไปจึงเรียกพวกเขาว่าเป็นพวก “อวรรณะ” (คนนอกวรรณะ) อาจเรียกอีกชื่อได้ว่าวรรณะที่ 5 ก็ได้ ซึ่งเป็นวรรณะที่ “ภีม” (Bhim) ชื่อเมื่อยังเล็กของ ดร.อัมเพทการ์ อยู่

ด้านการศึกษาพออายุได้ 2 ขวบ ก็เข้าเรียนที่โรงเรียนประถมแห่งหนึ่ง จนอายุได้ 4 ขวบ มารดาก็ถึงแก่กรรมลาจากไป บิดาของภีมก็ไม่ย่อท้อทำงานอย่างหนักเพื่อส่งลูกให้ได้เรียนหนังสือให้สูงที่สุดเท่าที่จะทำได้ เมื่อภีมเรียนจบชั้นประถมศึกษาแล้วพ่อก็ส่งเสียให้เขาได้เรียนในชั้นมัธยมศึกษาต่อทันที ชีวิตในโรงเรียนของภีมเต็มไปด้วยการดูถูกเหยียดหยาม ที่โรงเรียนภีมจะถูกให้นั่งหลังห้องแยกจากเด็กคนอื่น เขาไม่มีสิทธิ์จะอ่าน โคลง กลอน ภาษาสันสกฤตเหมือนเพื่อนร่วมชั้นคนอื่น เพราะภาษาสันสกฤตเป็นภาษาที่สงวนไว้สำหรับชนชั้นสูงเช่นวรรณะพราหมณ์เท่านั้น หรือหากภีมหิวน้ำขึ้นมาก็ไม่มีสิทธิ์จะไปตักน้ำดื่มด้วยตนเอง ถ้าเกิดหิวกระหายจริงๆภีมต้องเป็นฝ่ายขอร้องเพื่อนที่มีจิตใจอารีมาตักให้ แล้วค่อยๆรินน้ำไม่ให้อวัยวะส่วนใดของภีมไปถูกภาชนะใส่น้ำหรือไปสัมผัสกับผู้มีเมตตารินน้ำใส่ปากให้เขา

แต่ภายใต้ความอาภัพของภีมก็มีหนึ่งคนที่สังเกตุถึงความตั้งใจเรียนขยันหมั่นเพียรตินั้นคือครูประจำชั้นซึ่งเป็นพราหมณ์เห็นความดีที่มีอยู่ในตัวภีม ครูจึงช่วยแบ่งอาหารให้เป็นบางมื้อ แล้วอยู่มาวันหนึ่งครูคนนี้ก็เรียกภีมไปหาแล้วอนุญาติให้ใช้นามสกุลของตัวเองแทนนามสกุล “สักปาละ” (ซึ่งเป็นนามสกุลที่ใครได้ยินก็รู้ว่าเป็นวรรณะจัณฑาล) ตั้งแต่นั้นมาภีมจึงมีนามสกุลใหม่ว่า “อัมเพทการ์” ภีม สักปาละ กลายเป็น ภีม อัมเพทการ์ ทำให้เขามีความมุ่งมานะพยายามขึ้นอีกมากมายและเขาก็จบด้วยผลการเรียนที่ดีมากรวมทั้งวิชาภาษาอังกฤษที่คะแนนสูงกว่าวิชาอื่นๆด้วย

ต่อมา อัมเพทการ์สอบเข้าเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยบอมเบย์ (มหาวิทยาลัยมุมไบในปัจจุบัน)เขาเป็นจัณฑาลคนแรกที่ได้เข้าเรียนในระดับมหาวิทยาลัยโดยได้รับทุนการศึกษาจากมหาราชาแห่งแคว้นบาโรดาหลังจากจบการศึกษาทางด้านเศรษฐศาสตร์และรัฐศาสตร์เขาก็ได้รับทุนไปศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยโคลัมเบียและวิทยาลัยเศรษฐศาสตร์และรัฐศาสตร์แห่งลอนดอน



อัมเพทการ์กลับสู่อินเดียด้วยปริญญาไม่ต่ำกว่า 7 ใบ เขาได้รับตำแหน่งศาสตราจารย์ทางด้านเศรษฐศาสตร์และรัฐศาสตร์การเมืองที่วิทยาลัยซิดนาห์มในบอมเบย์ หลังจากนั้นเขาก็เคลื่อนไหวเพื่อต่อต้านการแบ่งชนชั้นวรรณะอย่างจริงจังได้ก่อตั้งพรรคการเมืองชื่อ “พรรคกรรมกรอิสระ” และได้รับเชิญเข้าเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ดร.อัมเพทการ์ร่วมมือกับพรรคคองเกรสของอินเดียต่อสู้กับจักรวรรดิอังกฤษจนที่สุดอินเดียก็ได้รับเอกราชเมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2490 เพราะเหตุนี้รัฐบาลอินเดียก็แต่งตั้งให้ ดร.อัมเพทการ์รับหน้าที่อันสำคัญที่สุดในชีวิตของเขาคือ การเป็นประธานร่างรัฐธรรมนูญฉบับแรกของประเทศ ดร.อัมเพทการ์จึงทำหน้าที่ปลดปล่อยคนอินเดียให้เป็นอิสระจากระบบวรรณะด้วยการเขียนรัฐธรรมนูญอินเดียตอนนึงว่า “ไม่ให้ประชาชนอินเดียมีการเลือกปฏิบัติต่อกันและกันด้วยเหตุผลทางวรรณะ และวรรณะจัณฑาลนั้นก็ยุบทิ้งเสียซิ้นซาก”


ที่มา: http://www.tricycle.com/

หลังจากเสร็จสิ้นภารกิจสำคัญทางการเมืองแล้ว ดร.อัมเพทการ์ก็หันมาทำงานปลดปล่อยคนจัณฑาลให้เป็นอิสระอีกทางหนึ่ง ด้วยการประกาศตนเป็นพุทธมามกะ ดร.อัมเพทการ์ได้เป็นประธานทำพิธีปฏิญาณตนเป็นพุทธมามกะที่เมืองนาคปุระเหตุการณ์ครั้งประวัติศาสตร์ตรงกับวันที่ 15 ตุลาคม 2499 ในพิธีอันสำคัญยิ่งมีคนจัณฑาลเข้าร่วมปฏิญาณตนหลายแสนคน หลังจากการปฏิญาณตน ดร.อัมเพทการ์ได้รับการยกย่องจากมหาชนว่า “เป็นผู้เปิดประตูดินแดนภาระตะเพื่อนำพระพุทธศาสนาคืนมาตุภูมิ” พระพุทธศาสนาที่เรือนหายไปจากประเทศอินเดียกว่า 1500 ปี มีโอกาสกลับมารุ่งโรจน์อีกครั้งหนึ่งในยุคสมัยของ ดร.อัมเพทการ์นี่เอง หลังจากนั้นไม่นานท่านก็ล้มป่วยและเสียชีวิตอย่างสงบในบ้านพัก



ความดีงามหลายสิ่งหลายอย่างมากที่ ดร.อัมเพทการ์ ได้ทำไว้แก่ประเทศอินเดีย การยกเลิกระบบวรรณะ การฟื้นฟูพระพุทธศาสนาอีกทั้งยังมีการก่อตั้งมหาวิทยาลัยไม่ต่ำกว่า 4 แห่งและอีกมากมาย ท่านได้เปลี่ยนแปลงหลายสิ่งหลายอย่าง ดังนั้นท่านจึงได้รับการยกย่องจากคนจัณฑาลและปัญญาชนเสมือนหนึ่งเป็นวีรบุรุษของชาติ มีผู้สร้างอนุสาวรีย์ให้ท่านกระจายไปทั่วอินเดียหลายแห่ง รัฐบาลอินเดียยังประกาศยกย่องท่านให้วันที่ 14 เมษายน ของทุกปีซึ่งเป็นวันคล้ายวันเกิดของ ดร.อัมเพทการ์ เป็นวันหยุดราชการอีกด้วย จากคนต่ำต้อยเกิดวรรณะจัณฑาล สุดท้ายได้รับการเทิดทูนจากมหาชนให้เป็นดั่งวีรบุรุษและเทพเจ้าองค์หนึ่งของประเทศอินเดีย


อ้างอิง

ว.วชิรเมธี.  (2554).  คนดลใจ : HEROES.  กรุงเทพมหานคร: ปราณ

ดร.ภีมราว รามชี อามเพฑกร (ดร.อัมเบดก้าร์).  (ออนไลน์).  สืบค้นเมื่อ 29 สิงหาคม พ.ศ.2558 เข้าถึงได้จาก : http://www.huexonline.com/knowledge_detail.php?knowledge_id=38

ภีมราว รามชี อามเพฑกร.  (ออนไลน์).  สืบค้นเมื่อ 29 สิงหาคม พ.ศ.2558
เข้าถึงได้จาก : https://th.wikipedia.org/

พานิชพล มงคลเจริญ.  ดร.อัมเบดการ์ ผู้ที่ชาวพุทธควรยกย่อง.  (ออนไลน์).  สืบค้นเมื่อ 29 สิงหาคม พ.ศ.2558 เข้าถึงได้จาก : http://krooair.blogspot.com/2009/08/blog-post_25.html


อ่านเพิ่มเติม »

ดาบซามูไร : อัตลักษณ์แห่งนักรบญี่ปุ่น

โดย ณิชากร เผ่าพันธุ์

หากจะกล่าวถึงสิ่งที่เป็นเอกลักษณ์ของประเทศญี่ปุ่น นอกจากวัฒนธรรมอันโดดเด่น เช่น ศาสตร์การชงชา ศิลปะเกี่ยวกับอาหาร ชุดประจำชาติ การละเล่นในวัง หรือรถไฟความเร็วสูงแล้ว สิ่ง ๆ หนึ่งซึ่งถูกบันทึกลงในหน้าประวัติศาสตร์อย่างภาคภูมิก็คือ ‘ดาบซามูไร’ อันอยู่คู่กับนักรบผู้ทระนงองอาจ

ดาบซามูไรถือเป็นอาวุธสำคัญและศักดิ์สิทธิ์ยิ่งของเหล่านักรบซึ่งถูกเรียกกันอย่างแพร่หลายว่าซามูไร (ข้ารับใช้เจ้านายและแผ่นดิน) เป็นสิ่งของที่ได้รับการเคารพไม่แพ้ผู้เป็นนาย ยิ่งเจ้าของดาบน่าเกรงขามมากเท่าไร ดาบก็ยิ่งสูงส่งมากเท่านั้น ดังนั้นดาบแต่ละเล่มจึงถูกจำแนกให้แตกต่างออกไปตามความต้องการของผู้ถือครองและความเก่งกาจของผู้ตีดาบ

ในประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นมีดาบจำนวนไม่น้อยที่ถูกตีขึ้นเพื่ออุ้มชูศักดิ์ของจักรพรรดิ ตีเพื่อใช้ในการสงคราม หรือตีเพื่อต้องการเพิ่มงานศิลปะ การตีดาบในทุกยุคมีความหมายในตัวของมัน

โดยบทความของคุณ Miyuki Wonderland (http://miyuki-wonderland.exteen.com/) กล่าวว่าตนทำการแบ่งยุคสมัยของดาบซามูไรออกตามวิธีการตีดาบจำนวน  6 ยุค เพราะแต่ละยุคสมัยมีวิธีการตีดาบไม่เหมือนกัน ทั้งนี้เพื่อให้เห็นภาพชัดและเป็นลำดับขั้นของเวลา หากเห็นว่าดาบเล่มนี้มีการตีละเอียด สวยงาม ประณีต นั่นอาจเป็นดาบในสมัยหลัง เป็นต้น

ดังนั้นแล้ว ข้าพเจ้าจึงทำการแบ่งยุคสมัยของดาบออกเป็น 4 ยุคใหญ่ ๆ เพื่อให้เห็นภาพพัฒนาการของดาบในทำนองเดียวกัน ดังนี้

1. ยุคดาบโบราณ (Ancient Sword) (สมัยก่อนเฮอัน – สมัยนารา ราวปี 650-793) : เป็นช่วงที่ญี่ปุ่นเกิด
สงครามบ่อยครั้งจึงจำเป็นต้องใช้อาวุธซึ่งนำเข้าจากจีนและเกาหลีอย่างไม่มีทางเลือก โดยดาบ 2 ชนิดแรกที่นำเข้าคือ โจะคุโตะและเค็น ลักษณะเป็นดาบยาวและดาบทรงสั้นตามลำดับ แต่เพราะดาบทั้งสองชนิดไม่มีความคงทนมากพอจึงมีการแสวงหาอาวุธประเภทดาบแบบใหม่มาใช้งาน แต่ก็ยังไม่พบช่างตีดาบที่มีฝีมือจนกระทั่งถึงยุคดาบเก่า


โจะคุโต


เค็น

2. ยุคดาบเก่า (Old Sword) (สมัยเฮอัน – นารา) : เพราะดาบนำเข้าจากต่างประเทศนั้นเป็นอาวุธที่บิ่นและเปราะง่าย ทั้งยังมีอายุการใช้งานที่ไม่คงทนเท่าไรนัก ด้วยเหตุนี้เอง ช่างตีดาบนามอามากุนิ ยาสึทสึนะ ซึ่งมีตำแหน่งเป็นช่างตีดาบของจักรพรรดิจึงทำการคิดค้นและริเริ่มกรรมวิธีผลิตดาบเพื่อความคงทนที่มากขึ้นโดยใช้หลัก 3 ข้อคือ 2.1 ควบคุมความเย็นเมื่อนำดาบออกจากเตา 2.2 ควบคุมจำนวนคาร์บอน หากเยอะไป ดาบจะแข็งง่ายและหักเร็ว จะต้องควบคุมให้ได้ปริมาณที่พอดี และ 2.3 นำสิ่งที่ปะปนมากับเหล็กในดาบออก ซึ่งวิธีดังกล่าวนี้ถือเป็นต้นกำเนิดการตีดาบซามูไรที่ต่อมามีการต่อยอดและพัฒนาเป็นดาบชนิดต่าง ๆ อย่างหลากหลายอีกด้วย

นอกจากทำเพื่อการสงครามแล้ว ดาบอีกหนึ่งหน้าที่ที่อามากุนิตีขึ้นและมีชื่อเสียงชื่อว่าดาบ ‘โคกะระสึมารุ’ เป็นดาบโค้งมีคมทั้งสองด้านอันเป็นดาบที่ผสมผสานระหว่างดาบโบราณทั้งสองชนิดนั่นคือโจะคุโตะและเค็นเข้าด้วยกัน ตามประวัติศาสตร์กล่าวว่าเป็นดาบในคลังสมบัติพระจักรพรรดิ ไม่ถูกใช้งานจริง ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่าเป็นดาบที่ถูกตีขึ้นเพื่อเชิดชูพระเกียรติยศของพระมหากษัตริย์เล่มแรก ๆ ของยุคนั่นเอง


โคกะระสึมารุ

นอกจากอามากุนิ ยาสึทสึนะแล้วยังมีฮนโจ มาซามุเนะ ช่างตีดาบซึ่งได้รับสมญานามว่าเป็นดาบแห่งความเยือกเย็น แต่ดาบมาซามูเนะหายไปอย่างไร้ร่องรอยในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ต่อมาคือมุรามาสะ ลูกศิษย์ของมาซามูเนะได้ทำการตีดาบเพื่อประชันฝีมืออาจารย์ตัวเอง แต่ดาบของมุรามะสะจะเครียดเคร่ง ดุดันและก้าวร้าวมากกว่า เชื่อว่ามีความคมเหนือธรรมชาติเพราะตีขึ้นจากความริษยาของนายช่าง เป็นต้น

ดาบที่กล่าวมาข้างต้นถือเป็นดาบที่ตีขึ้นเพื่อใช้งาน ส่วนดาบที่ถูกทำขึ้นด้วยจุดประสงค์เดียวกันคือเชิดชูพระเกียตริของพระมหากษัตริย์และหมุนเวียนเปลี่ยนมือผู้ถือครองแค่ในกลุ่มขุนนางนั้น ตามตำนานกล่าวว่ามีอยู่ 5 เล่มสำคัญได้แก่

มิกาซึกิ มุเนจิกะ : เป็นผลงานดาบที่มีใบดาบยาวถึง 80 ซม.จากฝีมือช่างตีดาบซันโจว มุเนจิกะ ประจำสำนักตีดาบซันโจว ดาบมุเนจิกะเป็นหนึ่งในดาบเลื่องชื่อทั้ง 5 เล่มของญี่ปุ่นที่สวยงาม คงทน น้ำหนักเบา และมีเอกลักษณ์ตรงใบดาบสลักรูปพระจันทร์เสี้ยวอันเป็นที่มาของนาม ‘มิกาซึกิ’ ในคราวต่อมา ถือได้ว่าเป็นดาบที่สวยงามที่สุดในบรรดาดาบทั้ง 5



โดจิกิริ ยาสุทซึนะ : เป็นดาบยาว (ทาจิ) ขนาด 79.9 เซน โดยฝีมือช่างตีดาบนามยาสุทซึนะประจำสำนักดาบโฮคิ โอฮาระ ไม่ระบุปีที่ตีแน่ชัด หากแต่ตกทอดเรื่อยมารุ่นสู่รุ่นในกลุ่มโจรปล้นสะดม เป็นดาบที่มีความยาวเทียบเท่ามิคาซึกิ เพียงแค่อยู่คนละสำนัก

โอนิมารุ คุนิทสึนะ : ความยาวของใบดาบอยู่ที่ 79.2 ต่างจากสองเล่มด้านบนเล็กน้อย ถูกตีขึ้นที่สำนักอะวะตะคุจิในสมัยคามาคุระ ซึ่งเทียบได้ว่าอยู่ในช่วงเดียวกันกับสมัยเฮอัน ไม่ระบุปีที่ตีและช่างตีดาบที่แน่ชัดเช่นกัน ในตอนแรกถูกตีขึ้นด้วยจุดประสงค์ให้บาคุฟุ (รัฐบาลของพระจักรพรรดิ พกดาบได้) ได้ใช้งาน หลังจากนั้นกลายเป็นสมบัติของตระกูลโฮโจและผลัดเปลี่ยนเจ้าของไปตามชัยชนะในสงคราม โดย ‘โอนิมารุ’ แปลว่าปีศาจ

โอเดนตะ มิทสึโยะ : เป็นดาบที่มีความยาวเพียง 66.1 ซึ่งสั้นที่สุดในบรรดาดาบทั้ง 5 ประวัติของโอเดนตะไม่ปรากฏทั้งช่างตีและสำนักที่อาศัย รู้เพียงว่าอยู่ในสมัยเฮอันเท่านั้น

จูซึมารุ ทสึเนะทสึกุ : ความยาวของใบดาบคือ 81 อยู่ในสมัยคามาคุระเช่นเดียวกับโอนิมารุ ประจำสำนักตีดาบโค-อาโอเอะ และเป็นดาบเล่มเดียวจากทั้งหมดที่ปรากฏปีที่ตีคือ 1261- 1264 เชื่อกันว่าดาบเล่มนี้เคยเป็นสมบัติของพระนักปฏวัติศาสนานามนิจิเร็น ดังนั้นในปัจจุบันดาบจูซึมารุจึงถูกเก็บไว้ที่วัดฮงโกในฐานะสมบัติทางวัฒนธรรมของญี่ปุ่น แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังมีข้อถกเถียงถึงสำนักตีดาบ โดยให้ข้อมูลว่าเนื้อดาบจูซึมารุต่างจากเนื้อดาบอื่น ๆ ในโค-อาโอเอะ ผู้เชี่ยวชาญบางท่านจึงเชื่อว่าอาจเป็นงานของทสึเนะทสึกุแห่งสำนักโคบิเซ็นที่ทำงานในสมัยเก็นเรียคุ (1184-1185) แทน

สมัยหลังจากนี้จะเป็นช่วงที่ดาบถูกตีขึ้นเพื่องานศิลปะเป็นส่วนใหญ่ เนื่องจากในช่วงหลังไม่ค่อยมีสงครามกันแล้ว ผู้คนส่วนใหญ่ รวมถึงช่างตีดาบจึงหันมาทำดาบเพื่องานศิลปะแทน ได้แก่ยุคดาบใหม่และยุคดาบสมัยปัจจุบัน (โมเดิร์น) ดังนี้

3. ยุคดาบใหม่ (New Sword) : ตรงกับสมัยเอโดะ ดาบถูกตีขึ้นด้วยความคิดใหม่คือต้องใหญ่ขึ้น หนักขึ้น หนาขึ้นเพื่อที่จะสามารถเพิ่มงานศิลปะลวดลายต่าง ๆ ลงไปได้ แน่นอนว่าไม่เน้นเรื่องการทำสงครามอีกต่อไปเพราะเอโดะคือยุคสงบสุขของญี่ปุ่น ในยุคนี้มีทั้งคนที่นิยมดาบลักษณะใหม่และกลุ่มคนที่ยังชมชอบลักษณะเดิมในยุคดาบเก่าอยู่ปะปนกันไป อีกทั้งยุคนี้ยังเป็นยุคที่กลุ่มนักรบซามูไรเฟื่องฟูมาก อย่างไรเสียอุปสงค์อุปทานระหว่างลูกค้าและช่างตีดาบย่อมเกิดขึ้นอยู่เนือง ๆ



3. ยุคดาบสมัยโมเดิร์น (Modern Sword) : เข้าสู่ยุคเมจิที่มีการปฏิวัติญี่ปุ่นเข้าสู่ความเป็นสากลแขนงใหม่ โดยญี่ปุ่นตัดสินใจปิดประเทศในปี 1876 หลังจากอเมริกาสั่งวางระเบิดเมืองฮิโรชิม่าและนางาซากิจนเสียหายยับเยิน ทำให้ทั้งเหล่าซามูไรและดาบถูกลดความสำคัญลงอย่างเห็นได้ชัด หากใครพกดาบจะถือว่าผิดกฎหมาย เพราะเหตุนั้นอาชีพช่างตีดาบจึงถูกลดความสำคัญลงมากแต่กลับไม่หายไป 100% โดยในช่วงสังคราม ดาบที่ใช้รบจะเป็นดาบเล่มใหญ่ที่เรียกว่ากุนโตะ ถูกตีขึ้นเพื่อใช้งามเพียงอย่างเดียว รูปร่างจึงไม่สวยงาม ไร้ความประณีตต่างจากดาบในยุคต่าง ๆ โดยสิ้นเชิง จนกระทั่งสงครามโลกครั้งที่ 2 สงบลงในที่สุด


ลักษณะดาบกุนโตะ

ในทัศนะของข้าพเจ้า อาจกล่าวได้ว่าญี่ปุ่นสามารถรักษาอัตลักษณ์อันดีงามนี้ไว้ตราบเท่าทุกวันนี้ได้อย่างดี เพราะถึงแม้ว่าในสมัยปัจจุบัน (หลังสงครามโลกครั้งที่สองเป็นต้นมา) ดาบซามูไรจะไม่ได้ถูกใช้ในฐานะอาวุธ แต่ญี่ปุ่นก็ยังคงเก็บรักษาสิ่งมีค่าเหล่านี้ไว้ในฐานะเครื่องเตือนใจทั้งทางสมบัติชาติและทางวัฒนธรรมว่าครั้งหนึ่ง วีรบุรุษของพวกเขาสามารถผ่านสงครามมาด้วยอาวุธทรงคุณค่าอย่างดาบซามูไรเหล่านี้


อ้างอิง 

สมัยของดาบญี่ปุ่น. สืบค้นเมื่อ 29 กันยายน 2558, จาก: http://miyuki-wonderland.exteen.com/20150528/d

ประวัติดาบ: Tenka Goken. สืบค้นเมื่อ 18 ธันวาคม 2558, จาก: https://goo.gl/WGVFzG

ประวัติดาบ: Mikazuki Munechika part 2. สืบค้นเมื่อ 29 กันยายน 2558, จาก: https://goo.gl/UB3gWG

ตำนานดาบมาซามุเนะ และมุรามาสะ. สืบค้นเมื่อ 29 กันยายน 2558, จาก: http://game.sanook.com/954042/

วีระชัย โชคมุกดา. (2556). ประวัติศาสตร์ญี่ปุ่น. กรุงเทพมหานคร: ยิปซี กรุ๊ป

5 ดาบในตำนานของญี่ปุ่น. สืบค้นเมื่อ 18 ธันวาคม 2558, จาก: http://goo.gl/H8gYtf


อ่านเพิ่มเติม »

ทัชมาฮาล (Taj Mahal)

โดย ฐิตินันท์ วงษ์ไทย

เมื่อพูดถึงประเทศอินเดียในปัจจุบัน ผู้คนส่วนใหญ่จะไม่รู้มาก่อนว่าเป็นประเทศที่มีอารยธรรมที่เก่าแก่ของโลก มีอารยธรรมที่รุ่งเรืองและสืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน โดยเฉพาะอนุสรณ์ที่สำคัญของโลกที่เราเรียกว่า “ทัชมาฮาล” ซึ่งเป็น 1 ใน 7 ของสิ่งมหัศจรรย์ของโลกในยุคใหม่นั่นเอง

ทัชมาฮาล คือ สุสานหินอ่อนที่ผู้คนเชื่อว่าเป็นสถาปัตยกรรมแห่งความรักที่สวยที่สุดในโลก สร้างขึ้นเมื่อปีค.ศ. 1631 สร้างเสร็จเมื่อปี ค.ศ. 1648 รวมเวลาการก่อสร้าง 17 ปี การประดับตกแต่งใช้เวลา 5 ปี รวมทั้งสิ้น 22 ปี จึงเสร็จเรียบร้อยทุกอย่าง ตั้งอยู่ในสวนริมฝั่งแม่น้ำยมุนาในเมืองอาครา ประเทศอินเดีย

ทัชมาฮาล ถูกสร้างขึ้นโดย เจ้าชายขุร์รัม ซึ่งต่อมาคือพระเจ้าชาร์จาฮัน พระองค์ได้พบกับ อรชุมันต์ภานุเบคุม ธิดาของรัฐมนตรี เมื่ออรชุมันต์ภานุเบคุมได้คลอดธิดาคนที่ 14 หลังจากให้กำเนิดพระธิดาพระนางตกเลือดมาก อยู่ได้เพียงไม่นานพระนางก็สิ้นพระชนม์ พระเจ้าชาร์จาฮันโศกเศร้าอยู่นาน จึงทรงสร้างอนุสรณ์แห่งความรักที่มั่นคงต่อพระมเหสีของพระองค์ พระเจ้าชาร์จาฮันจึงเรียกนางว่า มุมตัส มาฮาล ที่แปลว่า “มงกุฎแห่งพระราชวัง” โดยทรงเลือกทำเลที่ดีที่สุดบริเวณริมโค้งแม่น้ำยมุนาเป็นที่ตั้งของอนุสรณ์แห่งรักนี้



ในปี ค.ศ. 1657 พระเจ้าชาร์จาฮันทรงพระประชวร และในปี ค.ศ. 1658 พระโอรส พระนามว่า โอรังเซบ จับพระพระเจ้าชาร์จาฮันขัง และขึ้นครองราชย์บัลลังก์แทน พระองค์ถูกกักขังอยู่ถึง 8 ปี จนกระทั่งสวรรคตในปี ค.ศ. 1666 ตามตำนานกล่าวว่าให้วันสุดท้ายของชีวิตพระองค์ใช้เวลาทั้งวันในการจ้องมอง เศษกระจกที่สะท้อนภาพของทัชมาฮาลและสิ้นพระชนม์ด้วยเศษกระจกในกำมือ พระเจ้าชาร์จาฮันถูกฝังในทัชมาฮาล เคียงข้างมเหสีของพระองค์

ทัชมาฮาล ตั้งอยู่ในสวนริมฝั่งแม่น้ำยมุนาในเมืองอาครา ประเทศอินเดีย ส่วนที่มีชื่อเสียงที่สุด คือหลุมศพของพระนางมุมตัซ มาฮาล ซึ่งถูกสร้างด้วยหินอ่อนสีขาว ศิลาแลง พลอยสีฟ้า  พลอยสีเขียว หินสีฟ้า โมรา  เพชร  หินทองแดง  และหินทราย

โดยประดับลวดลายเครื่องเพชร พลอย หิน โมราและเครื่องประดับจากมิตรประเทศ ได้รับคำรับรองว่าสร้างขึ้นด้วยสัดส่วนที่วิจิตรและงดงามที่สุด กว้างยาวด้านละ 100 เมตร สูง 60 เมตร มีผู้สร้างและออกแบบร่วม 20,000 คน การก่อสร้างกินเวลานานถึง 22 ปี ทัชมาฮาลมีเนื้อที่ประมาณ 42 เอเคอร์ โดยนายช่างที่ออกแบบชื่อ อุสตาด ไอซา ถูกประหารชีวิตเพื่อไม่ให้ไปออกแบบสถาปัตยกรรมใดๆที่สวยกว่าได้ ส่วนหัวของทัชมาฮาลมีลักษณะโดมที่เรียกว่า โอเนียนโดม


ที่มา :  http://innfoorrr.blogspot.com

ทัชมาฮาลได้ถูกรับเลือกเป็นมรดกโลกเมื่อปี พ.ศ. 2526 โดยมีเหตุผลตามเกณฑ์การพิจารณาคือ
เป็นตัวแทนซึ่งแสดงผลงานชิ้นเอกที่จัดทำขึ้นด้วยการสร้างสรรค์อันฉลาด และยังได้รับการพิจารณาเลือกให้เป็นหนึ่งในเจ็ดสิ่งมหัศจรรย์ของโลกในยุคใหม่อีกด้วย

ด้วยความที่พระเจ้าชาร์จาฮันทรงรักพระมเหสีของพระองค์มาก พระองค์จึงได้สร้าง อนุสรณ์เพื่อแสดงความรักที่มั่นคงที่มีต่อพระมเหสี เป็นอนุสรณ์แห่งความรักที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกยุคปัจจุบัน


อ้างอิง

วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี. ทัชมาฮาล .สืบค้นเมื่อวันที่ 21 ธันวาคม พ.ศ.2558, จาก https://th.wikipedia.org/wiki/ทัชมาฮาล

7 สิ่ง มหัศจรรย์ ของโลกยุคปัจจุบัน.สืบค้นเมื่อวันที่ 21 ธันวาคม พ.ศ.2558,
จาก http://kwanlikehistory.blogspot.com/2013/10/blog-post.html

ทัชมาฮาล รักเหนือกาลเวลาที่อินเดีย สุดโรแมนติก.สืบค้นเมื่อ วันที่ 21 ธันวาคม พ.ศ.2558,
จาก http://travel.truelife.com/detail/1749948

อ่านเพิ่มเติม »

ฝูงบินกามิกาเซ่ (Kamikaze)

โดย ปฏิภาณ แก้วเนตร

ช่วงนี้เราคงจะได้ยินข่าวเกี่ยวกับการก่อการร้ายในหลายๆประเทศซึ่งสร้างความเสียหายแก่ชีวิตและทรัพย์สินเป็นจำนวนมากโดยการก่อการร้ายมีหลายวิธีซึ่งหนึ่งในวิธีที่นิยมนำมาใช้ในการก่อการร้ายคือ การพลีชีพไปพร้อมกับการก่อการร้ายซึ่งเป็นวิธีที่กระทำกันตั้งแต่ยุคอดีตจนถึงยุคปัจจุบัน โดยครั้งที่โด่งดังครั้งหนึ่ง คือ ครั้งที่นักบินรบของญี่ปุ่นได้ทำการพลีชีพไปพร้อมกับเครื่องบินรบซึ่งได้รับการขนานนามว่า กามิกาเซ่ (Kamikaze)

กามิกาเซ่ เป็นคำในภาษาญี่ปุ่น คำว่า KAMI หมายถึง พระเจ้า และคำว่า KAZE หมายถึง ลม รวมแล้วมีความหมายว่า “ลมแห่งสวรรค์”  ซึ่งคำๆนี้ถูกนำมาใช้เรียกกองกำลังจู่โจมพิเศษของกองทัพญี่ปุ่นในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 มีนักบินพลีชีพขับเครื่องบินพร้อมระเบิดโจมตีข้าศึก


ฝูงบินรบแบบพลีชีพกามิกาเซ่

การกำเนิดหน่วยการโจมตีพิเศษกามิกาเซ่หน่วยแรก เริ่มจากนักบิน 24 คน ของนาวาโท อะไซกิ ทาไม อาจารย์สอนการบินทหารเรือ พร้อมกับมี 4 หน่วยย่อยที่เป็นพันธมิตรกัน คือ หน่วยชิคิชิมา หน่วยยามาโตะ หน่วยอาซิฮิ และหน่วยยามาซาคูราโดยมีเรือโท เซกิ ยูคิโอะ ที่เข้ามาเป็นคนที่ 24 เป็นผู้บังคับกองกำลังพิเศษนี้ ซึ่งเรือโท ยูคิโอะ ได้พูดหลังได้รับตำแหน่งว่า “โปรดให้ผมได้ทำหน้าที่นี้ด้วย”

อาสาสมัครนักบินของหน่วยโจมตีพิเศษนี้ไม่เคยขาดแคลนโดยส่วนใหญ่จะเป็นนักศึกษา อายุประมาณ 20 ปีและอายุที่น้อยที่สุดที่เข้าร่วมเป็นนักบินมีอายุเพียง 17 ปีเท่านั้น ซึ่งมีแรงจูงใจของอาสาสมัครมาจากความรักชาติ ด้วยต้องการนำเกียรติยศสู่วงศ์ตระกูล ไม่กลัวตายเพราะถูกปลูกฝังมาในวิถีแห่งนักรบหรือ Bushido โดยมีธรรมเนียมก่อนออกปฏิบัติการคือสวดมนต์และมอบเครื่องยศทางการทหาร ส่งผลต่อขวัญกำลังใจของนักบินและยังสร้างแรงจูงใจให้กับคนรุ่นต่อไปด้วย ซึ่งทำให้จำนวนคนที่ต้องการเป็นนักบินมากกว่าจำนวนเครื่องบินด้วยซ้ำไปในการคัดตัวนักบิน นักบินที่มีประสบการณ์จะถูกกันตัวออกไปด้วยเหตุผลนักบินเหล่านี้มีความรู้มากโดยที่กองทัพต้องการผู้ฝึกสอนนักบินรุ่นใหม่ๆซึ่งจะมีประโยชน์ในระยะยาวมากกว่า


สิบตรี ยูคิโอะ อาราคิ (อุ้มลูกสุนัข) ถ่ายรูปกับเพื่อนร่วมฝูงบินก่อนภารกิจพลีชีพ เสียชีวิตด้วยวัย 17 ปี จากการโจมตีเรือรบอเมริกันใน ศึกโอกินาวา  ซึ่งเป็นนักบิน คามิคาเซ่ ที่อายุน้อยที่สุดที่พลีชีพ

การโจมตีครั้งแรกของฝูงบินกามิกาเซ่ที่เชื่อถือได้และเป็นที่ยอมรับจากหลายๆฝ่ายคือ เรือลาดตระเวรของ ออสเตรเลีย ที่ชื่อ HMAS AUSTRALIAได้ถูกเครื่องบินบรรทุกระเบิดพุ่งเข้าชนแต่ระเบิดที่บรรทุกมาด้วยกลับไม่ระเบิด แต่ก็เพียงพอที่จะทำให้เรือเสียหายอย่างหนักแก่เรือและลูกเรือ การโจมตีครั้งนี้ไม่ใช่ฝีมือของหน่วยโจมตีพิเศษของ นาวาโท ทาไม แต่เป็นการปฏิบัติการของนักบินนิรนาม

25 ตุลาคม 1944 ฝูงบินกามิกาเซ่ที่มาพร้อมกับเครื่องบิน Zero มีเรือโท เซกิ เป็นผู้นำได้โจมตีเรือบรรทุกเครื่องบินของสหรัฐ Uss St.Lo ซึ่งมีเครื่องบินเพียงลำเดียวที่พุ่งชนเรือได้สำเร็จแต่เพียงลำเดียวก็เพียงพอที่จะทำให้เรือเสียหายหนักเพราะระเบิดที่ติดมากับเครื่องบินได้ระเบิดและเกิดเปลวไฟลุกท่วมเรือและเครื่องบินอีกหลายลำของญี่ปุ่นก็ได้สร้างความเสียหายให้กับเรือรบอีกมากมาย

แม้ว่าฝูงบินกามิกาเซ่จะสร้างความเสียหายและทำลายขวัญแก่สหรัฐเป็นอย่างมากแต่เนื่องจากการโจมตีเป็นการโจมตีแบบใช้ชีวิตแลกในภาวะขาดแคลน ญี่ปุ่นจึงไม่สามรถที่จะเอาชนะในสงครามครั้งนั้นได้โดยนักบินพลีชีพกามิกาเซ่เสียชีวิตไปกว่า 1387 นาย ซึ่งผู้เสียชีวิตหลายคนเสียชีวิตตั้งแต่อายุยังน้อย

อ้างอิง

มาทำความรูจักนักรบ  Kamikaze (2555). สืบค้นเมื่อ 19 พฤศจิกายน 2558, จาก: http://board.postjung.com/641259.html

วิกิพีเดีย. (2558).คะมิกะเซ่. สืบค้นเมื่อ 19 พฤศจิกายน 2558, จาก: https://th.wikipedia.org/wiki/Wik/คะมิกะเซะ

ขุนเพชรขุนราม.(2554).ประวัติของหน่วยนักบินกามิกาเซ่ ของญี่ปุ่นในสงครามโลก.สืบค้นเมื่อ 19 พฤศจิกายน 2558, จาก: http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=goirish2011&month=12-2011&date=23&group=23&gblog=17

อ่านเพิ่มเติม »

อองซาน ซูจี (Aung San Suu Kyi)

โดย อรชา อุทิศธรรม

ในบรรดาบุคคลสำคัญต่างๆ มายมายในโลก อองซาน  ซูจี นับเป็นสตรีเหล็กผู้หนึ่งที่มากไปด้วยความสามารถ และยืนหยัดต่อสู้เรียกร้องเพื่อความเป็นธรรมให้กับประชาชนชาวพม่ามายาวนาน จนประสบความสำเร็จอย่างท่วมท้นในการเลือกตั้งครั้งล่าสุดที่ผ่านมาเมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ.2558 ชื่อของนางอองซาน  ซูจี  ได้โด่งดังไปทั่วโลกจากเส้นการดำเนินชีวิตและการต่อสู้ที่เต็มไปด้วยขวากหนามของเธอ

อองซาน  ซูจี (Aung San Suu Kyi) เกิดเมื่อ  วันที 19  มิถุนายน พ.ศ. 2488  ที่เมืองย่างกุ้ง  ประเทศพม่า เป็นธิดาของ นายพลอองซาน  และนางดอว์ขิ่นจี บิดาของซูจีนับได้ว่าเป็นวีรบุรุษของพม่า  ผู้นำการต่อสู้เรียกร้องเอกราชจากประเทศญี่ปุ่นและสหราชอาณาจักร  จนนำไปสู่การได้รับอิสรภาพเป็นรัฐเอกราช ซึ่งไม่น่าแปลกใจเลยที่เธอจะเลือกเดินในเส้นทางเดียวกับบิดา



แต่บิดาของเธอได้ถูกลอบสังหารตั้งแต่เธอมีอายุเพียง 2 ขวบ  มารดาของเธอในขณะนั้นเป็นทูตและได้รับการแต่งตั้งไปดำรงตำแหน่งที่อินเดีย  เลยทำให้ซูจี ต้องเข้ารับการศึกษาที่ประเทศอินเดีย เมื่อจบการศึกษาจึงได้ไปศึกษาต่อที่ประเทศอังกฤษ  และได้พบรักกับนายนาย ไมเคิล อริส  จนได้แต่งงานและมีบุตรชายด้วยกัน 2 คน  แต่ในระหว่างปี พ.ศ. 2516-2529 ซูจี ได้มีการย้ายไปทำงานในหลายประเทศพร้อมกับสามีของเธอ  โดยจุดเปลี่ยนสำคัญของชีวิตทางการเมืองของเธอเกิดขึ้นในปี พ.ศ. 2531

นางซูจีได้กลับบ้านเกิดที่กรุงย่างกุ้ง เพื่อมาดูแลมารดา ที่ป่วยหนักในขณะนั้น ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่ประเทศพม่ากำลังประสบปัญหาภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ  และมีความวุ่นวายทางการเมือง  ประชาชนจำนวนมากโดยเฉพาะกลุ่มนักศึกษาได้มีการชุมนุมเคลื่อนไหวทางการเมืองเพื่อกดดันให้นายพลเนวิน  ที่ยึดอำนาจการปกครองประเทศพม่าให้ลาออกจากตำแหน่งประธานพรรคสังคมนิยมพม่าขณะนั้นจนกระทั่งสำเร็จ  จนเป็นเหตุให้ผู้นำทหารได้สั่งการให้ใช้กำลังอาวุธในการสลายการชุมนุมจนนำมาสู่การเสียชีวิตของผู้ชุมนุมหลายพันคน ซูจี ได้เข้าร่วมชุมนุมกิจกรรมทางการเมืองครั้งนี้เป็นครั้งแรกโดยการส่งจดหมายถึงรัฐบาลเรียกร้องให้มีการเลือกตั้งเพื่อให้ประเทศเป็นประชาธิปไตย

เธอได้ร่วมจัดตั้งพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย หรือ NLD ขึ้น แต่รัฐบาลพม่าได้ใช้อำนาจตามกฏอัยการศึกกักกันบริเวณเธอให้อยู่แต่ในบ้านเป็นครั้งแรกโดยไม่มีข้อหา เป็นเวลาถึง 3 ปี และได้กักบริเวณสมาชิกพรรค NLD ไว้ที่เรือนจำ  และนี่คือจุดเริ่มต้นบทบาททางการเมืองของซูจี


ที่มา: http://variety.teenee.com/

ซูจีได้อดอาหารเพื่อประท้วงเรียกร้องให้นำตัวเธอไปขังรวมกับสมาชิกพรรคของเธอ  และในขณะนั้นเองได้มีการเลือกตั้งครั้งใหม่ในพม่า และพรรคของเธอได้รับการชนะในการเลือกตั้งอย่างท่วมท้น  แต่รัฐบาลเผด็จการของพม่าปฏิเสธที่จะถ่ายโอนอำนาจให้แก่ผู้ชนะการเลือกตั้ง แต่ได้ยื่นข้อเสนอให้เธอออกนอกประเทศเพื่อไปใช้ชีวิตกับครอบครัวที่อังกฤษ  แต่ซูจี ได้ปฏิเสธ ข้อเสนอนั้น

ต่อมาในปี 2538 ซูจี  ได้รับอิสรภาพจากการถูกกักบริเวณ  แต่ถูกห้ามให้ดำเนินกิจกรรมใดๆเกี่ยวกับการเมือง  และถูกจำกัดเสรีภาพต่างอีกมากมายทั้งไม่ให้พบปะกับประชาชน  และสมาชิกพรรคของซูจีเองและแม้ต่อมาเธอจะถูกปล่อยให้ได้รับอิสรภาพแต่เธอก็ยังถูกทหารติดตามเธอไม่ว่าจะทำอะไรก็ตาม

ต่อมาในปี 2542 สามีของเธอก็ได้เสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งที่ประเทศอังกฤษ และตั้งแต่ปี 2543-2552  เธอก็ยังมีบทบาททางการเมืองโดยสันติวิธีเพื่อการนำประเทศมาสู่ประชาธิปไตยอยู่เรื่อยมาปัญหาการพัฒนาประชาธิปไตยในพม่า จะยังคงเป็นปัญหาที่ยุ่งยากซับซ้อนอีกยาวไกล แต่บทบาทของเธอยังถูกทางการทหารของพม่าควบคุมดูแลนางซูจีอยู่ตลอดเรื่อยๆ มา

ล่าสุดเมื่อ 13 พ.ย.2558 ที่มีการเลือกตั้งของพม่า ผลการเลือกตั้งปรากฏว่า พรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (NLD) ของนางออง ซาน ซูจี ได้คะแนนเสียงเพิ่มขึ้นอีก 15 ที่นั่ง และยิ่งเสริมความแข็งแกร่งให้พรรคเอ็นแอลดี ถือเป็นการเปลี่ยนผ่านรัฐบาลชุดใหม่ของประวัติศาสตร์การเมืองในพม่ามานับแต่กองทัพทหารพม่ามาปกครองประเทศมายาวนานกว่า 50 ปี ขณะเดียวกันก็มีทั้งผู้นำในระดับโลกและผู้มีชื่อเสียงอีกมากมายออกมาร่วมแสดงความยินดีกับชัยชนะอย่างถล่มทลายของนางซูจี ในการเลือกตั้งครั้งล่าสุดนี้ที่เธอได้รับชัยชนะมา อองซาน ซูจี ยังได้รับเกียรติเข้ารับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ เมื่อปีพ.ศ. 2534

และนี่คือเรื่องราวชีวิตของผู้หญิงคนหนึ่งที่ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย  เพื่อประชาชน และเพื่อประเทศของเธอเอง   จากสถานะหญิงแม่บ้านคนหนึ่งสู่ผู้มีบทบาททางการเมืองที่มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลก  และเชื่อว่าไม่มีใครที่ไม่รู้จักชื่อ อองซาน  ซูจี


อ้างอิง

https://www.thairath.co.th/content

หนังสือ AUNG SAN SUU KYI วีรสตรีประชาธิปไตยพม่า โดย ดร.กุลธิดา  บุณญะกุล

ประวัติ อองซานซูจี เส้นทางชีวิตและการต่อสู้ของอองซานซูจี –highlight.kapool.com

สืบค้นเพิ่มเติมเมื่อ 22  พ.ย. 2558 ผลการเลือกตั้งพม่าครั้งล่าสุด

http://news.mthai.com/hot-news/world-news/468465.html


อ่านเพิ่มเติม »

มารี อ็องตัวเน็ต (Marie Antoinette)

โดย วงศ์ทิพา  คงมีสกุลรัตน์

กีโยตินเป็นเครื่องประหารที่มีชื่อเสียงอย่างมากในฝรั่งเศส ซึ่งใช้สำหรับลงโทษผู้ที่มีความผิดร้ายแรง โดยในเหตุการณ์ปฏิวัติฝรั่งเศส มีการใช้เครื่องกีโยตินประหารชีวิตพระราชินีผู้ซึ่งเป็นสาเหตุของความวุ่นวายในประเทศฝรั่งเศส ซึ่งก็คือ พระนางมารี อ็องตัวเน็ต

มารี อังตัวเนต โฌเซฟ โยฮฌานน์ วอน ฮับส์บวร์ก – ลอแรนน์ หรือ พระนางมารีอ็องตัวเน็ต (Marie Antoinette) ประสูติเมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน ปี ค.ศ.1755 เป็นธิดาของจักรพรรดิฟรันซ์ที่ 1 แห่งโรมันและจักรพรรดินีมาเรีย เทเรซา พระนางเติบโตภายใต้การเลี้ยงดูอย่างเรียบง่าย ไม่เข้มงวดเท่าใดนัก การศึกษาของพระนางค่อนข้างถูกปล่อยประละเลยทำให้สามารถอ่านออกเขียนได้เมื่ออายุเกือบสิบชันษา ส่วนการเขียนและการพูดภาษาเยอรมัน ภาษาฝรั่งเศส และภาษาอิตาเลียนนั้น พระนางพูดและเขียนได้ไม่ดีนัก  เมื่อมีพระชนม์ได้ 14 พรรษา พระนางมารี อ็องตัวเน็ต ก็ได้เข้าพิธีอภิเษกสมรสกับมกุฎราชกุมารแห่งฝรั่งเศสหรือที่เรารู้จักกันดีว่าเป็นกษัตริย์หลุยส์ที่ 16  ทั้งนี้ก็เพื่อการเอื้อประโยชน์ให้แก่แผ่นดินของพระนาง



เมื่อพระนางก้าวเข้าสู่แผ่นดินฝรั่งเศส พระนางก็ถูกเรียกขานว่าเป็นผู้หญิงออสเตรียและต้องเผชิญกับความลำบาก ทั้งการปรับตัวให้เข้ากับพระราชพิธีและขนบธรรมเนียมของฝรั่งเศสและการถูกปฏิเสธจากสวามีของตัวเองเป็นเวลาหลายปี ทำให้พระนางมีปฏิกิริยาในทางตรงกับข้ามกับจารีตประเพณีที่กุลสตรีชั้นสูงในราชสำนักควรจะเป็น พระนางกลายเป็นราชินีที่ปรารถนาจะมีชีวิตอยู่เพื่อตัวเอง ใฝ่หาอิสรภาพและเสรีภาพ ในช่วงปลายศตวรรษที่ 18 พระนางคือผู้นำแฟชั่นของยุโรปและพยายามมีอิทธิพลทางการเมืองเหนือพระมหากษัตริย์ ด้วยการแต่งตั้งและถอดถอนรัฐมนตรีเป็นว่าเล่นตามพระทัย หรือไม่ก็ด้วยคำแนะนำของพระสหายผู้จะได้รับประโยชน์ ด้วยพฤติกรรมเช่นนี้ ทำให้พระนางถูกต่อต้านโดยกลุ่มคนที่ไม่เห็นด้วย นับตั้งแต่เมื่อพระนางขึ้นสู่ราชบัลลังก์ มีการแจกใบปลิวกล่าวหาว่าพระนางมีความสัมพันธ์ชู้สาวกับทั้งบุรุษและสตรี มีการใช้จ่ายเงินสาธารณะอย่างสุรุ่ยสุร่ายเพื่อการบันเทิงเริงรมย์ ด้วยการจัดหาเครื่องแต่งกายและเครื่องประดับจำนวนมาก จัดงานเลี้ยงหรูหราฟุ่มเฟือย และจัดเกมการละเล่นที่มีเงินเดิมพันจำนวนมหาศาล

ในระหว่างที่ประชาชนฝรั่งเศสตกอยู่ในสภาวะอดอยากยากแค้นไม่มีแม้แต่ขนมปังจะกินอยู่นั้น พระนางกลับถลุงเงินหลวงอย่างไม่คำนึงถึงสิ่งอื่นใด จนเมื่อวันที่ 5 ตุลาคม ค.ศ. 1789 ขบวนประท้วงของสตรีเดินทางมาถึงพระราชวังแวร์ซายน์เพื่อเรียกร้องขอขนมปังไปบรรเทาความทุกข์ยากให้กับครอบครัวตนเอง พระนางกลับตอบไปว่า “ให้พวกเขากินเค้กสิ”คำพูดที่พระนางเอ่ยออกมานั้นหารู้ไม่ว่าเป็นสิ่งที่บาดลึกและทิ่มแทงใจของประชาชนเป็นอย่างมากมาย  ในที่สุดเหตุการณ์สำคัญทางประวัติศาสตร์ก็เกิดขึ้น ประชาชนทั้งประเทศพร้อมใจกันทำการปฏิวัติฝรั่งเศส เพื่อล้มล้างระบอบกษัตริย์และเปลี่ยนเป็นระบอบประชาธิปไตย  มีการเรียกร้องให้ประหารพระนางมารีอ็องตัวเน็ตและกล่าวหาว่าพระนางเป็นศัตรูของชาติฝรั่งเศส

จากเด็กสาวออสเตรียผู้อ่อนด้อยประสบการณ์โลก ต้องกลายมาเป็นหญิงโฉดที่เอาแต่สร้างความวุ่นวายให้กับแผ่นดินฝรั่งเศส เพียงเพื่อต้องการหลีกหนีความเบื่อหน่ายในชีวิตของตัวเองและคนรอบข้างที่เอาแต่มอบความเกลียดชังให้กับเธอ ทำให้พระนางต้องมีจุดจบอันน่าสลดเช่นนี้ ในวันที่ 16 ตุลาคม ค.ศ. 1793 พระนางถูกประหารด้วยเครื่องกิโยติน สิริอายุได้ 37 พรรษา

และจากที่ได้กล่าวไปนั้นเรื่องราวชีวิตของพระนางมารี อ็องตัวเน็ต ก็ได้ถูกเชื่อมโยงและถ่ายทอดออกมาผ่านตัวหนังสือและบทละครที่ให้แง่คิดและมุมมองมากมายต่างกัน สำหรับดิฉันนั้นคิดว่า การที่คนๆหนึ่งจะสร้างบาปหรือความดีให้กับตัวเองนั้นไม่ได้เกิดจากจิตใต้สำนึกที่มีตั้งแต่เกิดได้ แต่มักจะเกิดขึ้นจากการเติบโตซึ่งต้องอาศัยการเรียนรู้ โดยมีสิ่งแวดล้อมและคนรอบข้างคอยช่วย  ไม่ใช่แค่ขัดเกลาแต่ยังสามารถบั่นทอนจิตใจของคนผู้นั้นได้อีกด้วย


อ้างอิง

มารี อ็องตัวแน็ต. Wikipedia (ออนไลน์). สืบค้นเมื่อวันที่ 14 กันยายน 2558  เข้าถึงได้จาก: https://th.wikipedia.org/wiki/มารี_อ็องตัวแน็ต

พระนาง มารี อองตัวแนตต์ ถูกประหารชีวิต (ออนไลน์). สืบค้นเมื่อวันที่ 14 กันยายน 2558  เข้าถึงได้จาก:  http://guru.sanook.com/25542/

มารี อังตัวแนต ราชินีใจบาปหรือเพียงเหยื่อของสังคม (ออนไลน์). สืบค้นเมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2558  เข้าถึงได้จาก:  http://www.manager.co.th/Entertainment/ViewNews.aspx?NewsID=9510000022526
อ่านเพิ่มเติม »

มหากาพย์อีเลียดและโอดีสซีย์

โดย ไอรยา เกื้อหนองขุ่น

มหากาพย์อีเลียดและมหากาพย์โอดีสซีย์ ทั้ง 2 เรื่องนี้เป็นบทประพันธ์ของกวีที่ชื่อว่า โฮเมอร์  ประพันธ์ขึ้นในราว 800 ปีก่อนคริสตกาล มหากาพย์อีเลียดเป็นเรื่องราวของสงครามระหว่างชาวกรีกกับชาวเมืองทรอย เป็นระยะเวลายาวนานถึง 10 ปี ผลจบลงโดยชาวกรีกเป็นฝ่ายชนะ โดยอาศัยกลศึกม้าไม้ และมหากาพย์โอดีสซีย์ เป็นเรื่องราวต่อจากมหากาพย์อีเลียด  เป็นผจญภัยของ ยูลิซิส ซึ่งเดินทางกลับบ้านทางทะเลภายหลังจากกรุงทรอยพินาศ


มหากาพย์อีเลียด

เอริส เทพีแห่งการทะเลาะวิวาท โกรธแค้นที่ไม่ได้รับเชิญไปร่วมงานอภิเษกสมรสระหว่างเทพีเธทิสและกษัตริย์เพลีอุสแห่งพาเธีย ทำให้เกิดเรื่องวุ่นวายขึ้นในสรวงสวรรค์ นางแอบเอาแอ๊ปเปิ้ลทองคำไปวางไว้หน้างาน ซึ่งจารึกข้อความว่า แด่ผู้ที่สวยที่สุดในสวรรค์ ด้วยเหตุนี้เทพีที่ได้ชื่อว่าสวยงามที่สุด 3 องค์ ได้แก่ เทพีเฮรา เทพีอเธน่า และเทพีอะโฟไดท์  ต่างก็แย่งกันเป็นเจ้าของแอ๊ปเปิ้ลลูกนั้น แต่ก็ไม่มีใครสามารถตัดสินได้ แม้แต่ซุสผู้เป็นราชาแห่งทวยเทพ จึงให้มนุษย์เป็นผู้ตัดสินใจแทน ซึ่งก็คือ เจ้าชายปารีส โอรสองค์เล็กของพระเจ้าเปรียมแห่งกรุงทรอย เฮราให้สัญญาว่าหากปารีสเลือกนาง นางจะบัลดาลให้มีอำนาจเกรียงไกรและมั่งคั่งมหาศาลที่สุดในโลก ในขณะที่เอเธน่ารับปากจะให้เขาเป็นคนที่เฉลียวฉลาดที่สุดในโลก แต่อะโฟไดท์ ติดสินบนด้วยการจะให้ได้หญิงที่สวยที่สุดมาครอบครอง

ซึ่งชายหนุ่มอย่างปารีสย่อมยินดีในของรางวัลจากอะโฟไดท์มากกว่าความมั่งคั่งร่ำรวยหรือความรอบรู้ ปารีสจึงตัดสินให้เทพีอะโฟไดท์ได้ครอบครองผลแอ๊ปเปิ้ลทองคำเพราะเขาอยากครองคู่กับเฮเลน สตรีที่งดงามที่สุดบนโลกมนุษย์ และในต่อมาปารีสได้พบกับเฮเลนชายาของกษัตริย์เมเนลาอุสแห่งสปาร์ตา สตรีที่เขาหมายปองเทพีอะโฟไดท์ได้ทำตามสัญญานั้น และทำให้เฮเลนตกหลุมรักปารีสในทันใด จึงตัดสินใจหนีตามปารีสกลับเมืองทรอย เป็นเหตุให้กษัตริย์เมเน ลาอุส กษัตริย์อกาเมมนอนและเจ้าชายทุกเมืองแห่งกรีก ได้รวบรวมกำลังพลและพันธมิตรเข้าทำสงครามกับเมืองทรอยเพื่อชิงตัวนางเฮเลนกลับคืน อันเป็นต้นเหตุที่ทำให้สงครามครั้งยิ่งใหญ่ระหว่างกรีกและทรอยเกิดขึ้น

สงครามเริ่มต้นขึ้นเมื่อชาวกรีกได้จับตัวนางไครเซอีส ลูกสาวของไครลีสเจ้าพิธีของอพอลโลมาแล้ว และยกนางให้เป็นรางวัลแก่อักกะเมมนอน เทพอพอลโลจึงทำให้เกิดโรคระบาดในกองทัพกรีก เพื่อบีบบังคับให้อักกะเมมนอนคืนตัวนางไครเซอีสให้แก่เขา อักกะเมมนอนจึงไปบังคับเอาตัวนางไบรเซอีสมาแทน ซึ่งนางไบรเซอีสเป็นทาสชาวเอเคียนที่ยกให้เป็นรางวัลแก่อคิลลีสนักรบผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งยุค อคิลลีสจึงได้ถอนตัวออกจากการรบ ฝ่ายเมื่องทรอยมีเจ้าชายเฮกเตอร์ ลูกชายของท้าวเพรียม เป็นแม่ทัพนำศึกป้องกันเมืองและปกป้องครอบครัวของตนเอง เมื่ออคิลลีสไม่ได้รบด้วย เฮกเตอร์จึงสามารถเอาชนะกองทัพกรีกได้ นักรบกรีกที่เหลืออยู่รวมถึงโอดิซูสและดิโอมีดีสต่างได้รับบาดเจ็บ ปวงเทพต่างเข้าข้างเมืองทรอย ปโตรกลัสได้ปลอมตัวเป็นอคิลลีสโดยนำเสื้อเกราะของเขามาสวม และได้นำทัพชาวเมอร์มิดอนกลับเข้าร่วมรบเพื่อช่วยป้องกันเรือของพวกกรีกไม่ให้โดนเผาทำลาย ต่อมาปโตรกลัสได้ถูกเฮกเตอร์ฆ่า อคิลลีสจึงกลับเข้าร่วมรบเพื่อที่จะแก้แค้นให้ปโตรกลัส เขาประลองตัวต่อตัวกับเฮกเตอร์และฆ่าเฮกเตอร์ได้สำเร็จ แล้วเอาร่างของเฮกเตอร์กลับไปค่ายด้วย เท้าเพรียมซึ่งเป็นพ่อของเฮกเตอร์ ได้ลอบเข้าค่ายทัพกรีกเพื่อไถ่ร่างของลูกชายคืน อคิลลิสเกิดความสงสารจึงคืนร่างของเฮกเตอร์ให้แก่เขา และก็ได้จบลงที่การทำพิธีศพของเฮกเตอร์

การเสียชีวิตของวีรบุรุษแต่ละคนนั้นส่งผลให้สงครามรุนแรงหนักยิ่งขึ้น ทัพทั้งสองฝ่ายต่างเข้าแย่งชิงเสื้อเกราะอาวุธ และแก้แค้นต่อผู้ที่ฆ่าคนของฝ่ายตนเอง นักรบที่รอดชีวิตมาจากฝีมือขับรถของสารถี หรือด้วยการช่วยเหลือของเหล่าเทพ มหากาพย์อีเลียดเป็นสงครามที่โหดเหี้ยมและมีผู้เสียชีวิตมากที่สุด


มหากาพย์โอดีสซีย์

นักรบกรีกที่รอดชีวิตจากสงครามโทรจัน ต่างพากันเดินทางกลับบ้าน ยกเว้นโอดิสซีอุสที่ถูกเทพเจ้าโพเซดอนกักขังไว้เพราะบังอาจติเตียนเจ้าสมุทร โอดิสซีอุสต้องไปเฝ้าจอมเทพซีอุสที่เขาโอลิมปัส ขอให้เขาช่วยให้ได้กลับบ้านที่อิตากา ขณะเดียวกันนั้นเทวีอเธนาได้เดินทางไปพบลูกชายของโอดิสซีอุส คือ เทเลมาชัสที่อิตากา นางได้บอกเรื่องที่พ่อของเขายังไม่ตายให้เขาไปพบพ่อให้ได้ เทเลมาชัสกับลูกเรือจึงออกเดินทางทางเรือไปถึงเมืองไพลอส เขาได้เข้าเฝ้ากษัตริย์เนสเตอร์และถามเรื่องพ่อของเขา เนสเตอร์ได้บอกให้เขาเดินทางไปลาซิเดมอนเพื่อสอบถามจากกษัตริย์แห่งสปาร์ตาคือเมเนลอส และพระนางเฮเลนผู้เป็นต้นเหตุแห่งสงครามกรุงทรอย ซึ่งในที่สุดเทเลมาซัสก็รู้ว่าพ่อของตนตกอยู่ในเงื้อมมือของธิดาแห่งทะเลชื่อกาลิปโซ ที่เกาะโอจิเจียในทะเลเมดิเตอร์เนียน

ฝ่ายซีอุสได้รู้ว่าโอดิสซีอุสถูกจับจึงได้ส่งเฮอร์มีสไปที่โอจิเจีย บังคับให้ธิดาทะเลปล่อยโอดิสซีอุส โอดิสซีอุสจึงรีบต่อเรือเสร็จใน4วันและแล่นออกจากเกาะไป ฝ่ายโพซิดอนที่ยังไม่หายโกรธแค้นโอดิสซีอุสจึงได้ทำให้เกิดลมพายุพัดเรือแตก สายน้ำพัดพาโอดิสซีอุสไปติดที่ชายฝั่งทะเลเฟเซียน ลูกสาวของกษัตริย์อัลซิโนสคือนางนอสิกาได้พบโอดิสซีอุสที่ไม่ได้สวมใส่เสื้อผ้าโผล่ขึ้นมาจากน้ำ ทั้งสองนางตกใจแต่สุดท้ายก็ได้ช่วยเหลือโอดิสซีอุส ให้สวมเสื้อผ้าให้ดื่มน้ำและรับประทานอาหารและพาไปพบพ่อของนางและสัญญาว่าจะส่งโอดิสซีอุสกลับบ้านเมืองโดยที่ยังไม่รู้ว่าเขาเป็นใคร ในงานเลี้ยงมีการร้องเพลง พูดถึงสงครามโทรจันและความทุกข์ยากในการเดินทางกลับกรีซ

อัลซิโนสสังเกตว่าโอดิสซีอุสร้องไห้ระหว่างที่ฟังเพลงนั้น เพื่อให้หายสงสัยเมื่อเพลงจบลง กษัตริย์จึงได้จัดให้มีการเล่นเกมส์ โอดิสซีอุสได้แสดงความแข็งแกร่งออกมา ด้วยพละกำลังของเขาทุกคนสามารถรับรู้ได้ว่าเขาเป็นใคร โอดิสซีอุสจึงได้เล่าเรื่องของเขาให้ทุกคนฟังว่า เมื่อเดินทางออกจากกรุงทรอยนั้น เรือของเขาได้ลอยตามกระแสลมถึงเมืองอิสมารัสและต่อไปถึงเมืองกินบัวที่ทำให้คนของเขาที่มาด้วย เกิดความเกียจคร้านเขาจึงได้พยายามแก้ไขจนเดินทางต่อไปถึงดินแดนของไซคลอป อสุรกายตาเดียวได้จับคนของเขากินทีละคนส่วนโอดิสซีอุสนั้นเจ้ายักษ์เก็บไว้กินคนสุดท้าย เขาจึงมอมเหล้าเจ้ายักษ์ เอาเสาทิ่มตาจนตาบอดและหนีกลับไปลงเรือได้

ฝ่ายโอดิสซีอุสแล่นเรือไปถึงเอโอเลียที่อยู่ของเอโอลัส คือ เทพเจ้าแห่งลม พระองค์ได้ให้ถุงลมแก่เขา แต่ลูกเรือคิดว่าเป็นถุงสมบัติจึงเปิดถุงปล่อยให้ลมพัดออกไปหมด ลมพัดพาเรือไปถึงดินแดนเลสติโกเนียน มนุษย์ครึ่งคนครึ่งยักษ์ก็จับเอาลูกเรือไปกิน ส่วนที่เหลือต้องพากันรีบแล่นเรือหนีมาถึงเอเอียดินแดนของนักร้องเซอร์ชีได้สาปให้ลูกเรือกลายเป็นหมู แต่ด้วยโมลีที่เฮอร์มิสให้มาสามารถบังคับให้เซอร์ชีถอนคำสาปและกลับมาเป็นคนตามเดิม โอดิสซีอุสแล่นเรือต่อไปถึงเกาะไซเรน ผู้มีเสียงหวานดึงดูดให้ชายหลงเข้าไปสู่ความตายที่โขดหินมรณะ โอดิสซีอุสจึงเอาขี้ผึ้งอุดหูลูกเรือไว้และผูกตัวติดเสากระโดงเรือทำให้ออกมาจากเกาะนั้นอย่างปลอดภัย จนมาถึงช่องแคบในทะเลที่มีสัตว์ร้ายดูแลอยู่คือ สกิลากับชาริบดีสมนุษย์หกหัว สกิลาได้จับลูกเรือ 6 คน แต่เรือก็สามาถแล่นผ่านช่องแคบไปได้ และมาถึงเกาะสุริยเทพ ลูกเรือผู้หิวโหยได้แอบไปฆ่าวัวศักดิ์สิทธิ์โดยไม่ฟังคำเตือนของโอดิสซีอุส สุริยเทพจึงทำให้เรือแตกต้องผจญกับวังน้ำวนคาริบดีส ซึ่งดูดทุกอย่างลูกเรือจมหายหมดเหลือแต่โอดิสซีอุสที่ลอยตัวตามกระแสคลื่นมาเกยฝั่งเกาะโอจิเจีย

เขาได้พบกับนางไม้อีกคนชื่อ คาลิปโซ่ นางอาศัยอยู่ในเกาะแห่งความฝัน เขาหลงรักโอดิสซีอุสจนจับเขามัดด้วยเล่ห์ เสน่หา อยู่กับนางถึง7ปี และหากเขาตกลงจะอยู่กับเทพธิดานี้ตลอดไป โอดิสซีอุสก็จะได้รับชีวิตนิรันดร์ มีความสุขบนเกาะแห่งความฝันแต่โอดิสซีอุสไม่ยอมตกลง เทวดาลงมาช่วยเจรจาให้นางปล่อยโอดิสซีอุสไปหาลูกเมีย คาลิปโซ่จึงปล่อยให้ไปพบกับชาวเฟอีเซียส์ซึ่งต่อเรือเก่งที่สุดในโลก และเขาก็ได้กลับนครอิธาคาของเขา ส่วนคาลิโซ่ก็ตายหลังจากที่โอดีสซีอุสออกจากเกาะไปไม่นาน

เมื่อมาถึงนครธิอาคาแล้วโอดิสซีอุสนำสมบัติที่ได้ทั้งหมดไปซ่อนไว้ในถ้ำ เทวีอธีนาแปลงให้โอดิสซีอุสเป็นชายแก่เดินทางไปลาซิโดมอนเพื่อรอการกลับมาของลูกชายที่เดินทางไปเฝ้าเมเนลอสกับพระนางเฮเลน ระหว่างนั้นโอดิสซีอุสก็ไปที่กระท่อมของคนรับใช้เก่าคือยูเมอุส ได้เล่าให้โอดิสซีอุสฟังว่า บรรดาผู้ดูแลทรัพย์สินได้ใช้จ่ายเงินทองอย่างฟุ่มเฟือยจนแทบจะไม่เหลือ เมื่อลูกของเขากลับมาถึงทั้งสองพ่อลูกก็ได้พบกัน ยูเมอุสและโอดิสซีอุสได้แปลงตัวเป็นคนขอทานไปยังบ้านของโอดิสซีอุส ทั้งสองถูกพวกผู้ดูแลขับไล่และด่าว่าอย่างรุนแรงแถมแอนติโนสยังเหวี่ยงม้านั่งมาโดนไหล่ของโอดิสซีอุสอีกด้วย โอดิสซีอุสสั่งให้ลูกของเขาเก็บอาวุธทั้งหมด กักผู้หญิงรับใช้ไปที่มุมหนึ่ง เพเนโลปจำเค้าหน้าของโอดิสซีอุสได้ แต่โอดิสซีอุสไม่ยอมรับว่าเขาเป็นใคร คงมีแต่นางยูริแคลอดีตนางกำนัลในวังที่จำนายเก่าได้ ขณะที่ล้างเท้าให้ขอทาน เพราะเห็นรอยแผลเป็นเหนือเข่าแต่เธอไม่บอกใคร

ฝ่ายเพเนโลปวางแผนหาคนที่แข็งแรงเพื่อมาช่วยเธอจากพวกคนดูแล เธอประกาศใช้คนธนูและขวาน 12 ด้ามของยูริตัสมาใช้ในการแข่งขัน เธอบอกกับพวกดูแลว่าเธอยินดีแต่งงานกับคนที่สามารถยิงธนูทะลุขวาน 12 ด้ามได้ เทมาชัสจึงเข้าสนามประลอง แต่เขาทำไม่สำเร็จฝ่ายผู้ดูแลพยายามทีละคนก็ไม่สำเร็จ ในที่สุดโอดิสซีอุสจึงขอเข้าร่วมการแข่งขัน ปรากกว่าโอดิสซีอุสทำสำเร็จ เขาแปลงร่างกลับเป็นโอดิสซีอุสคนเดิม และยิงพวกผู้ดูแลเริ่มจากแอนติโนสตามด้วยผู้ดูแลคนอื่นๆเกิดการสู้รบกันพักหนึ่ง พวกผู้หญิงที่จงรักภักดีต่อผู้ดูแลถูกจับแขวนคอที่สนามหญ้า ฝ่ายเพเนโลปที่รอผลการประลองอยู่ในห้องได้ออกมาพบสามีของเธอ ทั้งสองได้มีความสุขอยู่ด้วยกันอีกครั้ง หลังที่ต้องจากกันเป็นเวลานาน

โอดิสซีย์ ใช้เวลาเดินทางกลับบ้านนานถึง 10 ปี เขาได้เจอปัญหาและอุปสรรคมากมายกว่าจะเดินทางกลับถึงบ้าน แต่เขาก็ต่อสู้เพื่อจะกลับไปหาคนที่เขารักที่รออยู่บ้าน เรื่องนี้แสดงให้เห็นความซื่อสัตย์ต่อสามีของเพเนโลปที่ไม่หลงระเริงไปกับความหรูหราที่พวกผู้ดูแลประเคนให้ และโอดิสซีย์ วีรบุรุษที่มีความฉลาด มีไหวพริบดี

ม้าไม้ยักษ์แห่งทรอยนั้นมีจริงหรือไม่ เรื่องนี้ก็ยังไม่สามารถตอบฟันธงลงไปได้ 100 เปอร์เซ็นต์ เพราะว่าไม่มีหลักฐานใดที่สามารถชี้ชัดได้ แต่ถ้าเมืองทรอยนั้นมีอยู่จริง เพราะว่ามีการขุดค้นพบซากเมืองที่เชื่อกันว่าจะเป็นเมืองทรอย บริเวณที่ชื่อ ฮิซาร์ลิก ในเมืองคานัคเกล ทางตะวันตกของประเทศตุรกี ซึ่งมีอายุอยู่ในช่วง 1,250 ปีก่อนคริสตกาล โดยเราสามารถเห็นซากกำแพงและหอคอยของเมืองทรอยได้ และปัจจุบันก็มีการสร้างม้าไม้จำลองขนาดยักษ์ขึ้นบริเวณซากเมืองทรอยอีกด้วย

สงครามกรุงทรอย ระหว่างชาวเมืองทรอยกับชาวกรีก ซึ่งยืดเยื้อยาวนานถึง 10 ปี ผลจบลงด้วยชัยชนะของชาวกรีกโดยอาศัยกลศึกม้าไม้ นอกจากจะเป็นการสู้รบของมนุษย์แล้ว ยังมีเรื่องราวของเทพเจ้าสอดแทรกอยู่ด้วย มหากาพย์เรื่องนี้สะท้อนให้เห็นว่าเทพเจ้าได้มีบทบาทสำคัญในการดำเนินชีวิตของมนุษย์ และเทพเจ้าสามารถที่จะประทานความสำเร็จหรือความล้มเหลวให้แก่มนุษย์ก็ได้ และการผจญภัยของ ยูลิซิส ซึ่งเดินทางรอนแรมทางทะเลกลับบ้านเกิดเมืองนอนภายหลังจากกรุงทรอยพินาศ ชี้ให้เห็นถึงความรักการผจญภัยของชาวกรีก   มหากาพย์ทั้ง 2 เรื่องนี้ เป็นการแสดงออกทางอารมณ์ของมนุษย์ ที่มีทั้งความรัก ความโกรธและศักดิ์ศรี

อ้างอิง 

เทพเจ้าราตรี. 2556. มหากาพย์โอดิสซีย์. สืบค้นเมื่อ 24 ธันวาคม 2558, จาก: http://www.cmxseed.com/cmxseedforumn/index.php?topic=79153.0

มหากาพย์อีเลียด. (ม.ป.ป.). สืบค้นเมื่อ 24 ธันวาคม 2558, จาก: http://www.thongkasem.com/news_view.php?newsID=70

Chanapat bourtang. 2555. มหากาพย์อีเลียด. สืบค้นเมื่อ 24 ธันวาคม 2558, จาก: http://gkmyth.blogspot.com/2012/12/blog-post_7269.html

Chanapat bourtang. 2555. มหากาพย์โอดิสซีย์. สืบค้นเมื่อ 24 ธันวาคม 2558, จาก: http://gkmyth.blogspot.com/2012/12/blog-post_8.html

Jansa. 2551. สงครามเมืองทรอย. สืบค้นเมื่อ 24 ธันวาคม 2558, จาก: http://www.oknation.net/blog/print.php?id=233766

อ่านเพิ่มเติม »