แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ โรมัน แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ โรมัน แสดงบทความทั้งหมด

กฎหมายสิบสองโต๊ะ (Law of The twelve Table) กฎหมายแห่งโรม

โดย บัญชาฤทธิ์ พลพันธ์

“ที่ใดมีสังคม ที่นั่นย่อมมีกฎหมาย” (Ubi societas , ibi jus)  

สุภาษิตละตินข้างต้นแสดงนัยยะที่ว่ากฎหมายถูกสร้างขึ้น เมื่อมนุษย์ได้มีการรวมตัวกันและมีการปฏิสัมพันธ์กันเป็นสังคม กฎหมายจึงเป็นเสมือนหลักเกณฑ์กำหนดความประพฤติของคนในสังคมเพื่อให้เกิดความสงบเรียบร้อย กฎหมายที่ใช้อยู่ในแต่ละสังคมก็ย่อมแตกต่างกันออกไป โดยในอดีตกฎหมายถูกกำหนดผ่านจารีตประเพณีที่สืบทอดกันมาจากรุ่นสู่รุ่นอันถือเป็นบรรทัดฐานทางสังคม แต่เมื่อสังคมมีความเจริญรุ่งเรืองขึ้น ถึงขั้นที่สามารถประดิษฐ์อักษรขึ้นใช้ได้ จึงมีการนำเอาจารีตประเพณีนั้นมาบันทึกไว้เป็นลายลักษณ์อักษรดังเช่น กฎหมายสิบสองโต๊ะของชาวโรมัน ซึ่งถือได้ว่าเป็นครั้งแรกที่มีการรวบรวมกฎหมายขึ้น และเป็นการยอมรับว่ากฎหมายควรเป็นสิ่งที่เปิดเผยให้คนทั่วไปได้รู้ได้เห็นและศึกษาหาเหตุผลได้

มูลเหตุของการเกิดขึ้นของกฎหมายสิบสองโต๊ะนั้น เนื่องจากชาวโรมันแบ่งชนชั้นเป็น 2 พวกใหญ่ ๆ คือ พวกแพทริเชียน (Patricians) ซึ่งเป็นชนชั้นปกครอง ชนชั้นสูงหรือคนมั่งมี เป็นผู้มีที่ดินมาก และพวกเพลเบียน (Plebeians) เป็นชนชั้นที่ถูกปกครอง ราษฎรสามัญที่ยากจน และมักจะตกเป็นทาส (Slave) ของพวกแพทริเชียนโดยหนี้สิน พวกเพลเบียนมีจำนวนมากกว่าพวกแพทริเชียน แต่ไม่มีอำนาจหรืออิทธิพลใด ๆ ในการปกครองเพราะอำนาจส่วนใหญ่ทั้งทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคม รวมไปถึงศาสนาล้วนอยู่ในมือของพวกแพทริเชียน ประกอบกับกฎหมายของกรุงโรมไม่ได้มีบัญญัติไว้แน่นอน พวกแพทริเชียนจึงเปลี่ยนแปลงและตัดสินคดีความตามความพึงพอใจและเป็นประโยชน์กับฝ่ายตนโดยอ้างจารีตประเพณี ซึ่งไม่ได้ป็นลายลักษณ์อักษร สร้างความไม่พอใจให้พวกเพลเพียนที่ถูกกดขี่ข่มเหง จึงเกิดการเรียกร้องกับทางการโรมันให้มีการบัญญัติกฎหมายขึ้นเป็นลายลักษณ์อักษรเพื่อคุ้มครองและรักษาผลประโยชน์ให้กับประชาชนชาวโรมันทุกคน


ภาพชนชั้นในสังคมของชาวโรมัน
ที่มาภาพ: https://i.pinimg.com/

ทางการโรมันจึงได้มีการคัดเลือกคณะกรรมการจำนวน 10 คน เรียกว่า เดเซมวีร์ (Decemvirs) ซึ่งประกอบด้วยพวกแพทริเชียนเป็นส่วนใหญ่เป็นผู้จัดทำกฎหมายขึ้น กฎหมายนี้เป็นการรวบรวมเอาจารีตประเพณีที่ใช้เป็นกฎหมายอยู่ในขณะนั้นมาบันทึกเป็นลายลักษณ์ โดยจารึกลงบนแผ่นทองแดง (โต๊ะบรอนซ์) จำนวน 10 โต๊ะ ในปี 451 ก่อนคริสต์ศักราช และได้รับการรับรองโดยสภา Senate และ Carnitia Centuriata ในระยะต่อมาในปี 450 ก่อนคริสต์ศักราชได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการอีกคณะหนึ่ง จำนวน 3 คน ซึ่งเลือกจากพวกเพลเบียนให้ทำหน้าที่จัดทำกฎหมายเพิ่มเติมอีก 2 โต๊ะ รวมเป็นจำนวนทั้งสิ้น 12 โต๊ะ แล้วนำไปตั้งประกาศไว้ในที่ฟอรัม (Forum) หรือที่สาธารณะใจกลางเมืองให้ชาวโรมันได้ทราบทั่วกัน และรู้จักกันอย่างแพร่หลายในนามของ “กฎหมายสิบสองโต๊ะ”

สำหรับบทบัญญัติของกฎหมายสิบสองโต๊ะนั้น ซึ่งได้มาจากฉบับที่คัดลอกเพื่อการศึกษาเป็นส่วนตัวและจากเอกสารอื่น ๆ ทำให้ทราบว่าประกอบด้วย

          โต๊ะที่ 1, 2 และ 3 เกี่ยวกับวิธีการพิจารณาความแพ่งและการบังคับคดี
            โต๊ะที่ 4                  เกี่ยวกับอำนาจบิดาในฐานะเป็นหัวหน้าครอบครัว
            โต๊ะที่ 5, 6 และ 7     เกี่ยวกับการสืบมรดกและทรัพย์สิน
            โต๊ะที่ 8              เกี่ยวกับการละเมิด หรือกฎหมายอาญา
            โต๊ะที่ 9              เกี่ยวกับกฎหมายมหาชน
            โต๊ะที่ 10              เกี่ยวกับกฎหมายศักดิ์สิทธิ์
            โต๊ะที่ 11 ,12      เป็นกฎหมายเพิ่มเติม ซึ่งรวมทั้งกฎหมายห้ามมิให้มีการสมรสระหว่าง
                                                    พวกชนชั้นสูง (Patrician) กับพวกสามัญชน (Plebeians)


ภาพชาวโรมันศึกษากฎหมายสิบสองโต๊ะ
ที่มาภาพ: http://skyridgeairlines.weebly.com/

เป็นที่น่าเสียดายว่ากฎหมายสิบสองโต๊ะถูกทำลายในปี 390 ก่อนคริสต์ศักราช เนื่องจากโรมถูกพวกโกล(Goul) รุกราน และถูกเผา ทำให้กฎหมายสิบสองโต๊ะถูกทำลายไปด้วย และไม่เป็นที่เชื่อได้อย่างแน่นอนว่ากฎหมายสิบสองโต๊ะที่ศึกษาอยู่ในภายหลังจะถูกต้องตามต้นฉบับจริงหรือไม่ แต่การจัดทำกฎหมายสิบสองโต๊ะขึ้นมานั้นได้บรรลุตามวัตถุประสงค์ในการช่วยให้พวกแพทริเชียนและเพลเบียน มีความความสามัคคีกัน ทำให้ชาวโรมันรู้กฎหมายเท่าเทียมกัน แก้ไขกฎหมายบางส่วนที่ไม่ยุติธรรมแก่สามัญชน อีกทั้งลดการตึงเครียดในการต่อสู้ทางการเมืองและสังคม แม้ประมวลกฎหมายฉบับนี้ยังไม่ใช่เรื่องวิชาการที่จะนำมาสร้างระบบกฎหมายที่ดีได้ แต่ก็เป็นผลงานทางด้านกฎหมายที่ทำให้กฎหมายได้เริ่มพัฒนาขึ้นเป็นลำดับ กฎหมายสิบสองโต๊ะยังถือเป็นต้นแบบของกฎหมายที่ถูกพัฒนามาเป็นประมวลกฎหมายของโรม นั่นก็คือ ประมวลกฎหมายจัสติเนียน ที่มีเนื้อหาสาระละเอียดและมีระบบระเบียบ เป็นประโยชน์ในการศึกษาและเป็นแม่บทของประมวลกฎหมายของโลกในเวลาต่อมา

การที่บุคคลจะอยู่ร่วมกันในสังคมจึงจำเป็นที่จะต้องรู้จักกฎหมายเพื่อปฏิบัติตนตามกฎหมาย หรือไม่ละเมิด ไม่ฝ่าฝืนตามที่กฎหมายนั้นบัญญัติไว้ ซึ่งถือเป็นเป้าประสงค์สำคัญแห่งการเกิดขึ้นของกฎหมาย เพื่อที่จะทำให้คนในสังคมนั้น ๆ อยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข

อ้างอิง

ชาญชัย แสวงศักดิ์ และวรรณชัย บุญบำรุง. (2543). สาระน่ารู้เกี่ยวกับการจัดทำประมวลกฎหมายของต่าง
ประเทศและของไทย. กรุงเทพฯ:นิติธรรม.

ทศพร มูลรัตน์. (2559). ระบบกฎหมายของโลก. สืบค้นเมื่อ 12 กันยายน 2562, จาก
https://www.baanjomyut.com/library/global_community/05_2_2.html

ลูกศร. (2554). การศึกษากฎหมาย. สืบค้นเมื่อ 12 กันยายน 2562, จาก http://smartlaw-pp.blogspot.com/

สุเมธ จานประดับและคณะ. (2550). ประวัติศาสตร์กฎหมายไทย และระบบกฎหมายหลัก. กรุงเทพฯ:
มหาวิทยาลัยรามคำแหง.

อ่านเพิ่มเติม »

โคลอสเซียม (Colosseum)

โดย สิบสกุล โพธิ์พันธุ์กระจ่าง

หากย้อนเวลากลับไปค้นหาอาณาจักรที่มีชื่อเสียงและเป็นที่รู้จักมากที่สุดในประวัติศาสตร์ คงจะหนีไม่พ้น อาณาจักรโรมัน  อาณาจักรโรมันหรือจักรวรรดิโรมันนั้น ได้ก่อให้เกิดอารยธรรมหลายอย่างขึ้นมาที่ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางวัฒณธรรมและเป็นแบบแผนในการใช้ชีวิตในยุคปัจจุบัน ทั้งด้าน กฎหมาย ด้านการเมือง การปกครอง สาธารณูปโภค ด้านชลประทาน และอื่นๆอีกหลายๆด้าน รวมถึง ด้านกีฬา  ในสมัยกรีกนั้นได้เกิดกีฬาขึ้นมาหลายอย่าง อาทิ เช่น กีฬาโอลิมปิก และมาราธอน แต่ต่อมาในสมัยโรมันนั้นได้นิยมจัดการเล่นกีฬากลางแจ้ง เช่น การสู้รับ โดยจัดการแข่งขันในสนามกีฬาที่ถูกจัดสร้างขึ้นมาให้มีขนาดใหญ่พอที่จะจุผู้ชมให้ได้ราว 50,000 คน สนามกีฬาที่มีขนาดใหญ่มหึมาแห่งนี้ มีชื่อว่า “โคลอสเซียม”

โคลอสเซียม หรือ โคลอสโซ  ถือว่าเป็นสนามกีฬากลางแจ้งขนาดใหญ่ ที่มีลักษณะเป็นรูปวงกลมคล้ายอัฒจันทร์ก่อสร้างด้วยอิฐและหินทรายทำให้เป็นสถาปัตยกรรมที่มีความแข็งแรงและขนาดมหึมามีอายุเฉลี่ยมากกว่า 1,900ปี โดยสามารถวัดโดยรอบตัวสนามได้ประมาณ 527 เมตร สูงประมาณ 57 เมตร และสามารถจุผู้ชมได้ถึง 50,000คน ถึงแม้ว่าสนามกีฬาจะมีรูปร่างวงกลม แต่ภายในตัวสนามกีฬาจริงๆนั้นกลับมีรูปร่างเป็นวงรี ถือว่านับเป็นการก่อสร้างที่ชาญฉลาดของคนในสมัยนั้น ก็เพื่อไม่ให้มีจุดอับและให้ผู้ชมได้รู้สึกว่าตนได้เข้าใกล้นักกีฬามากขึ้นนั่นเอง อีกทั้งภายในสนามยังมีระบบระบายน้ำที่ถูกทำขึ้นเพื่อไม่ให้เกิดน้ำขังในสนามเวลาที่ฝนตกอีกด้วย

โดยปัจจุบัน โคลอสเซียมนั้นได้ตั้งอยู่ใจกลางกรุงโรม ประเทศอิตาลี ภายใต้การควบคุมดูแลของรัฐบาลอิตาลี


     
โดยแต่เดิมทีโคลอสเซียมนั้นถูกก่อตั้งในสมัยพระเจ้าจักรพรรดิเวสปาเซียน (Vespasian) ซึ่งเป็นผู้ก่อตั้งราชวงศ์ฟลาเวียน (Flavian) เมื่อพระองค์เสด็จขึ้นครองราชย์ใน ค.ศ. 69  ทำให้มีการสันนิษฐานว่าโคลอสเซียมนั้นถูกสร้างใน ค.ศ.72 แล้วเสร็จในสมัยของพระเจ้าจักรพรรดิไททัส ในคริสต์ศตวรรษที่ 1 หรือประมาณปี ค.ศ. 80 โดยใช้ระยะเวลาสร้างประมาณ 8ปี เป็นสิ่งที่ไม่น่าเชื่อว่าจะสามราถสร้างเสร็จในระยะเวลาอันสั้นด้วยเทคโนโลยีที่มีในขณะนั้น



โคลอสเซียมนั้นเป็นสนามกีฬาที่เปิดให้ชาวโรมันได้เข้าชมสัตว์ป่าต่อสู้กัน รวมถึงคนต่อสู้กับสัตว์ป่า เช่น เปิดให้คนสู้กับสิงโต หรือหมูป่าดุร้าย เมื่อคนต่อสู้สัตว์ร้ายได้จะถือว่าคนนั้นเป็นผู้ชนะและจุดเด่นของโคลอสเซียมนั้น ยังมีไว้เพื่อนชมการแข่งขันของการต่อสู้ระหว่างคนกับคน หรือที่เรียกกันว่า กลาดิเอเตอร์

กลาดิเอเตอร์ส่วนมากนั้นคือ เชลยจากสงครามหรือทาส โดยเชลยสงครามจะถูกจับมาเป็นนักกีฬาเพื่อต่อสู้ให้ผู้ชมกว่า 50,000คนได้ชมและได้พนันกันอย่างสนุกสนาน  โดยกลาดิเอเตอร์ผู้ที่ชนะก็จะต่อสู้     และสังหารผู้แพ้เพื่อที่จะไปต่อสู้กับกลาดิเอเตอร์ผู้ที่เก่งกว่าไปเรื่อยๆ  จนกว่าจะเป็นสุดยอดแห่งกลาดิเอเตอร์  เพราะเขาเหล่านั้นเชื่อว่าถ้าเป็นที่หนึ่ง ก็จะมีอิสรภาพและหลุดพ้นจากการเป็นทาสสงครามได้ สำหรับผู้ที่ตายในการต่อสู้นั้น ก็จะได้รับเงินค่าฌาปณกิจจากผู้คนที่มารับชมการแสดง  ต่อมาเมื่อยุครุ่งเรืองเริ่มจางหายไป การต่อสู้ก็เริ่มลดจำนวนน้อยลง เชื่อกันว่าการต่อสู้ครั้งสุดท้าย ของกลาดิเอเตอร์นั้นสิ้นสุดลงเมื่อ ค.ศ.404 สันนิษฐานว่าเกิดจากเหตุแผ่นดินไหวจึงไม่สามารถจัดการแข่งขันต่อไปได้

ต่อมาภายหลังจากที่อาณาจักรโรมันเสื่อมสภาพลง ก็ถูกข้าศึกเข้าทำลายหลายครั้งจนที่สุด โคลอสเซียมหรือสนามกีฬากลางแจ้งอันรุ่งโรจน์ของโรมันก็ถูกทำลายลง เหลือแต่เพียงเศษซากของสถาปัตยกรรมขนาดมหึมาดำรงไว้ถึงปัจจุบันไว้ให้ได้ชมกัน

นับได้ว่าโคลอสเซียมคือ 1 ใน 7สิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคใหม่ จากการจัดอันดับของการลงคะแนนทั่วโลกถือว่าเป็นสถาปัตยกรรมโบราณอย่างหนึ่งที่มีให้เห็นจวบจนปัจจุบันและควรค่าแก่การอณุรักษ์ไว้ โดยปัจจุบันนั้นโคลอสเซียมได้อยู่ภายใต้อำนาจกำกับดูแลของรัฐบาลอิตาลีซึ่งเปิดให้คนทั่วไปเข้าชมโดยมีค่าใช้จ่าย ปัจจุบันโคลอสเซียมตั้งอยู่บริเวณด้านข้างของประตูชัยคอนสแตนติน ซึ่งถือได้ว่าเป็นประตูชัยต้นแบบของประเทศฝรั่งเศส โดยในวันที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2550 โคลอสเซียมได้ถูกจัดอำดับให้เป็น 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกจากการโหวดโดยประชาชนทั่วไป

อ้างอิง

สมเจตน์ เจตนสุนทรเวทิน.2559. สนามกีฬากลางแจ้งขนาดใหญ่ที่มีโครงสร้างเกือบสมบูรณ์ตั้งอยู่ใจกลางกรุงโรม ใช้เวลาก่อสร้างประมาณ 10 ปี โดยเริ่มต้นสมัยจักรพรรดิเวสปาเซียน (ราวปี ค.ศ. 72)(ออนไลน์). สืบค้นเมื่อ 14 มีนาคม 2559, จาก:  http://www.sahavicha.com/?name=knowledge&file=readknowledge&id=3004

Abroad-Tour.com.2559. โคลอสเซียม(ออนไลน์). สืบค้นเมื่อ 14 มีนาคม 2559, จาก:  http://www.abroad-tour.com/italy/world_heritage/colosseum.html.

วิกิพีเดีย.2559. โคลอสเซียม. สืบค้นเมื่อ 14 มีนาคม 2559, จาก: https://th.wikipedia.org/wiki/โคลอสเซียม(ออนไลน์).


อ่านเพิ่มเติม »

กองทหารโรมันไร้พ่าย ลีเจียนแนร์ (Legionaires)

โดย นิธิ  อึงพินิจพงศ์

เป็นที่ทราบกันดีว่าอาณาจักรโรมันนั้นเป็นอาณาจักรที่ยิ่งใหญ่มากที่สุดใน อารยธรรมตะวันตกในช่วงยุคคลาสสิค โรมันได้มอบอารยธรรม มากมายไว้ให้กับชาวโลก ซึ่งเป็นรากฐานของวิทยาการที่นำมาประยุกต์ใช้อยู่ในทุกๆวันนี้  และหนึ่งในนั้นคือ การทหารที่มีประสิทฺธิภาพอันสูงส่งของชาวโรมัน ที่สามารถเอาชนะและรวบรวมพื้นที่รอบๆ ทะเลเมดิเตอร์เรเนียนไว้ภายใต้ชื่อของโรมได้สำเร็จ

กองทหารมืออาชีพของโรมันเหล่านี้ถูกจัดตั้งเป็นรูปเป็นร่างขึ้นเมื่อปี 107 BC โดย มาริอัส (Gaius Marius) ผู้เป็นแม่ทัพโรมันในสมัยนั้น ทำให้ทหารเป็นอาชีพที่มีเกียรติและน่าภาคภูมิใจสำหรับชาวโรมัน ผู้ที่เป็นทหารเป็นด้วยความสมัครใจต้องรับราชการทหารเป็นเวลา 25 ปี ซึ่งใน 5 ปีสุดท้ายจะเป็นงานที่เบาสำหรับทหารผ่านศึก เมื่อเกษียณแล้วทางการจะสนับสนุนชีวิตของทหารผ่านศึกเต็มที่ในกรณีที่ต้องการออกไปประกอบอาชีพส่วนตัว


ที่มา : http://www.truthnet.org/

กองทหารโรมันถูกจัดแบ่งเป็นกลุ่มๆ เหมือนระบบ กองทัพ กองพัน กองร้อย ของทหารในปัจจุบัน ซึ่งใน กองทัพจะมีทหาร 6,000 คนเรียกว่า ลีเจียน (Legion ) แล้วแบ่ง เป็น 10 กองพันละ 600 คนเรียกว่า คอร์ฮอรท์ ( Cohort ) และแบ่งเป็น 6 กองร้อยอีกมีทหาร 100 คนเรียกว่า เซนจูรี่ ( Century ) ซึ่งในแต่ละเซนจูรี่ ต้องดูแลกันและกัน จึงประกอบไปด้วยทหารหลายแบบ เช่น พ่อครัว ช่างเย็บ ช่างตีเหล็ก หมอ เป็นต้น

เมื่อมีการแบ่งหน้าที่กันอย่างชัดเจนทหารโรมันก็สามารถทำงานร่วมกันได้อย่างพี่น้อง เมื่อถึงเวลารบพวกเขาสามารถแปรแถว ตั้งโล่ให้เป็นกระบวนทัพต่างๆ มากมายได้ ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีสุดในชื่อของ กระบวนทัพเต่า เทสทูโด ( Testudo ) ที่ทหารโรมันสามารถป้องกันการโจมตีจากระยะไกลได้ เมื่อข้าศึกเข้าประชิด แล้วพวกเขาได้ทำการขว้างหอกที่มีประสิทธิภาพสูงออก ไปใส่ศัตรูก่อนจะทำการเข้าประทะอย่างมีระเบียบ ทหารโรมันยืนชิดติดกันตั้งโล่ขึ้น ที่ศัตรูอยากที่จะต่อกรได้



นอกจากนี้ประกอบกับยุทธอุปกรณ์ที่ประสิทธิภาพสูงแล้วยิ่งทำให้พวกเขาแข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น ด้วยชุดเกราะและหมวกจากเหล็กสามารถปกป้องทหารโรมันได้เป็นอย่างดี รวมถึงอาวุธอย่าง
  • ดาบสั้น (Gladius) จากเหล็ก แม้ไม่รุนแรง แต่สร้างบาดแผลฉกรรจ์ และทำให้เสียชีวิตได้ง่ายๆ
  • หอกสำหรับขว้าง (Javelins) ที่ปลายหอกออกแบบมาคล้ายฉมวกที่แทงเข้าไปแล้วดึงออกไม่ได้
  • เครื่องยิงธนู ขนาดเล็ก (Scorpion) ขนาดใหญ่ (Ballista) มีพลังในการทำลายล้างสูง

 แต่อย่างไรก็ตามชีวิตที่น่าภาคภูมิใจของทหารโรมันนั้นไม่ได้เป็นแต่เพียงเครื่องจักรสังหารเท่านั้น แต่ในยามสงบก็สามารถทำงานพัฒนาด้านอื่นๆ ได้ เช่นกัน โดยเฉพาะในการก่อสร้างสาธารณูปโภคต่างๆ ให้กับชุมชน เช่น ท่อส่งน้ำ การสร้างถนน ป้อมปราการ หรือแม้กระทั่ง สิ่งก่อสร้างที่ยิ่งใหญ่อย่างวิหาร พาร์เธออน นั้นก็เป็นผลงานของทหารโรมัน ด้วยเช่นกัน นอกจากนี้ทหารโรมันยังทำหน้าที่เป็นตำรวจ คอยดูแลความสงบแก่ประชาชนในยามสงบอีกด้วย


อ้างอิง

Sumner, G. and Raffaele D'Amato. Arms and Armour of the Imperial Roman Soldier. Frontline Books, 2009.

Watson, G.R. The Roman Soldier. Cornell University Press, 1993.

Matyszak, Philip. Legionary: the Roman soldier's (unofficial) manual. Thames & Hudson, 2009.

Cowan, Ross, and Angus McBride. Roman Legionary: 58 BC - AD 69. Osprey Publishing, 2003.

Legionaires.  Wikipedia. [ออนไลน์] สืบค้นเมื่อ 13 กันยายน 2558.  จาก : https://en.wikipedia.org/wiki/Legionary.

Roman army.  Wikipedia. [ออนไลน์] สืบค้นเมื่อ 13 กันยายน 2558.  จาก : https://en.wikipedia.org/wiki/.

อ่านเพิ่มเติม »

จุดจบอันน่าสลดของ จูเลียส ซีซาร์

โดย วิยะดา ชัชวาลย์

จูเลียส  ซีซาร์ เกิดวันที่ 13 กรกฎาคม 102 ปีก่อนคริสตศักราช  เป็นมนุษย์คนแรกที่เกิดโดยการผ่าตัดจากหน้าท้อง จูเลียส ซีซาร์ได้เข้ามามีบทบาททางการเมืองโดยคำชักชวนของ ไกอัส มาริอัส ผู้เป็นเขยของตระกูลซีซาร์ มีศักดิ์เป็นลุงของเขา ซีซาร์ไต่เต้าขึ้นมาตามหน้าที่บทบาททางการเมืองเป็นระดับด้วยความสามารถของตนเอง มิใช่การอาศัยใบบุญของลุงขึ้นมาเป็นใหญ่ เพราะเหตุนี้ทำให้เขาเกิดความอดทนและมีความมุ่งมานะเป็นอย่างมาก และเป็นที่มาสำหรับความสำเร็จทัังหมดในชีวิตของเขา

จูเลียส  ซีซาร์ มักจะขันอาสาออกสนามรบได้รับชัยชนะกลับมาอยู่บ่อยครั้ง ทำให้ซีซาร์มีทั้งอำนาจและฐานะที่ร่ำรวยยิ่งขึ้น ประชาชนก็ชื่นชอบและเริ่มศรัทธาในตัวเขา อำนาจของเขาก็มากขึ้นเป็นเงาตามตัว พร้อมทั้งศัตรูก็เพิ่มขึ้นตามมาด้วย

ครั้งหนึ่ง ซีซาร์ได้ติดตามไปสังหารปอมเปย์ มิตรที่กลายเป็นศัตรูของเขา แต่ก็พบว่าปอมเปย์ได้ถูกสังหารไปก่อนแล้วที่อียิปต์ เมื่อไปถึงและพักอยู่ในอียิปต์ขณะนั้น ซีซาร์ ก็ได้พบกับพระนางคลีโอพัตรา เขาหลงในพระสิริโฉมอันงดงามของพระนาง ทั้งสองได้สานสัมพันธ์รักด้วยกันนานพอจนทำให้เกิดทายาทมีนามว่าซีซาเรียน



ทางด้านสถานการณ์ฝั่งโรมันเริ่มมีความตึงเครียด สภาเริ่มเอือมระอากับพฤติกรรมของซีซาร์ โดยให้เหตุผลว่า เขาใช้เงินสิ้นเปลืองจับจ่ายใช้สอยอย่างมือเติบในด้านการสงคราม และเขาก็ถูกโจมตีว่าพาคนไปตายจำนวนมากในสนามรบ และที่สำคัญคือเขามัวแต่หลงใหลกับเสน่ห์ของพระนางคลีโอพัตรา พยายามทำตัวเหนือจารีตดั้งเดิมของชาวโรมัน ที่รับสตรีชาวต่างชาติมาเทิดทูน เป็นการเหยียบหัวชาวโรมัน การกระทำของเขาเช่นนี้ ทำให้สมาชิกสภาได้โอกาสที่จะทำลายความน่าเชื่อถือของเขาได้อย่างง่ายดาย สภาเริ่มปรึกษากันว่า ซีซาร์คงกำลังวางแผนที่จะสถาปนาตนเองขึ้นเป็นจักรพรรดิ โดยนำเอาทั้งคลีโอพัตรากับซีซาเรียนกลับมา เตรียมประกาศเป็นราชวงศ์ใหม่ของตน การกระทำนี้จะทำให้รัฐสภาไร้ความหมายอีกต่อไป

เรื่องราวได้เกิดขึ้นเมื่อบรรดาสมาชิกสภาซีเนทที่หวั่นเกรงว่าจะถูกซีซาร์ลิดรอนสิทธิและอำนาจนั้น ได้รวบรวมเป็นคณะขึ้นมา มีแกนนำสำคัญคือ ลองจินัส  เทรโบนิอัส  อัลบินัสและบรูตุส บุคคลภายหลังก็คือ ลูกเลี้ยงนอกสมรสระหว่างนางซีพิโอนิสกับจูเลียส ซีซาร์นั่นเอง โดยมีสมาชิกสภาซีเนทเข้าร่วมกับแผนการสังหารปลิดชีพซีซาร์ถึง60 คนด้วยกัน  การประชุมถูกจัดขึ้นที่โรงมหรสพ ปอมเปย์  ซีซาร์ได้เดินทางมาประชุมในตอนเช้าเพียงลำพัง โดยไม่รู้ตัวว่าวาระสุดท้ายแห่งชีวิตกำลังเดินทางมาถึง

แผนกำหนดการไว้ว่า  การสังหารจะเกิดขึ้นทันทีที่ซีซาร์มาถึงสภาซีเนท หลังจากที่ซีซาร์เข้ามาในสถานประชุม ทัลลิอุส ซิมเบอร์ เดินมาหาซีซาร์ทำทีมาคุยกับซีซาร์เรื่องขอให้อภัยโทษน้องชายเขาที่ถูกเนรเทศไปชายแดน  และระหว่างที่ซีซาร์กำลังสนทนากับทัลลิอุส ซิมเบอร์นั้นเอง  วินาทีสังหารก็เริ่มขึ้น คัสกาได้เดินอ้อมมาข้างหลังซีซาร์และกระชากเสื้อคลุมของซีซาร์ออกและเอามีดจ้วงแทงเข้าไปที่หลังเป็นคนแรก เป็นสัญญาณของการเริ่มต้นสังหาร หลังจากนั้นทุกคนก็เข้ามารุมแทงชายผู้ยิ่งใหญ่แต่ไร้ซึ่งอาวุธป้องกันตัวได้อย่างอำมหิต  ซีซาร์อุตส่าห์พาร่างที่อาบไปด้วยเลือดของเขาไปอยู่ต่อหน้าบรูตุส ยังคงหวังว่าบรูตุสจะจงรักภักดีต่อเขา แต่ก็สิ้นหวัง ก่อนที่ซีซาร์จะล้มลง เขารู้สึกผิดหวังอย่างมาก ไม่เชื่อว่าลูกเลี้ยงของตนจะทรยศผู้เป็นพ่อได้ เขาได้เปล่งวาจาออกมาว่า“แกด้วยหรือ บูรตุส” บรูตุสได้เงื้อมมีดดาบเข้าจ้วงแทงมือที่ซีซาร์ยกขึ้นรับแต่ก็ไม่สำเร็จ มีดได้เสียบทะลุผ่านลำคอ แล้วร่างของ จูเลียส ซีซาร์ ก็ร่วงลงซบที่ฐานรูปปั้นของปอมเปย์นั้นเอง  ซีซาร์ผู้ยิ่งใหญ่ก็สิ้นใจตายโดยมีบาดแผลถูกแทงกว่า 23 แผล



หลังการตายอย่างน่าสลดของจูเลียส ซีซาร์  ได้มีการมอบหมายให้ ปิโซ อดีตพ่อตาของซีซาร์เป็นพยานอาวุโสในการเปิดพินัยกรรม ซึ่งในพินัยกรรมได้ระบุไว้ว่า ซีซาร์ได้มอบบ้านและสวนของเขาทั้งหมดให้เป็นสมบัติแก่ประชาชนชาวโรม นำไปใช้เป็นประโยชน์สาธารณะ ทรัพย์สินส่วนหนึ่งให้แจกจ่ายแก่ประชาชนที่ตกทุกข์ได้ยาก อีกส่วนได้มอบให้แก่ทายาทชาวโรมันคนเดียวของเขาคือ ออคตาเวียน ซีซาร์

พิธีปลงศพของจูเลียส ซีซาร์ ถูกจัดขึ้นที่หน้าโรงมหรสพปอมเปย์ สถานที่ซีซาร์ถูกสังหารโหดนั้นเอง ข่าวการเสียชีวิตของจูเลียส ซีซาร์ แพร่สะพัดออกไปอย่างรวดเร็ว ประชาชนมากมายที่รักใคร่ในซีซาร์ ต่างแห่แหนออกมาร่วมในพิธีด้วยอย่างคับคั่งเป็นหมื่นเป็นแสนคน ต่างก็ร่ำไห้ให้กับการจากไปของจูเลียส ซีซาร์ และยังมีประชาชนอีกไม่น้อยออกมาแสดงความไม่พอใจและต้องการนำตัวฆาตกรมาลงโทษ ภายหลังเสร็จสิ้นพิธีศพ มาร์คัส อันโตนิอัส ทหารคู่ใจของซีซาร์ ก็ได้จัดส่งพระนางคลีโอพัตราและซีซาเรียนเดินทางกลับสู่อียิปต์ จากนั้นอันโตนิอัส เลปิตัสขุนพลผู้ที่รบเคียงบ่าเคียงไหล่กับซีซาร์ และออคตาเวียน บุตรบุญธรรมของซีซาร์ ได้ร่วมมือกันควานหาตัวกลุ่มสังหารทั้งหมด 60คน และช่วยกันกวาดล้างไปได้ทั้งหมด เมื่อสงครามจัดการกบฏจบลง อำนาจก็ตกอยู่ในการควบคุมของ อันโตนิอัส เลปิตัสและออคตาเวียนอย่างเบ็ดเสร็จ แต่ต่อมาก็เกิดการแก่งแย่งอำนาจกันเองขึ้น โดยผู้ที่ได้รับชัยชนะอย่างถาวรก็คือออคโตเวียนและได้ ขึ้นครองราชย์ในนาม พระจักรพรรดิ ออกุสตุส ซีซาร์ สถาปนาตนขึ้นเป็นจักรพรรดิโรมันพระองค์แรก เมื่ออายุ 36 ปี

ผู้ยิ่งใหญ่ทุกคนย่อมมีศัตรู ในโลกนี้มีคนอีกหลายคนที่ทนเห็นความสำเร็จของผู้อื่นไม่ได้  ทว่าศึกเหนือเสือใต้ที่ว่าร้ายแล้ว ก็คงไม่น่ากลัวกว่าศัตรูที่มาในรูปแบบ “มิตร” จูเลียส ซีซาร์ ก็เป็นหนึ่งในจำนวนนั้นที่ถูกอิจฉาริษยา เขาเองก็รู้ตัวดี แต่ต้องทำเป็นไม่รู้ ไม่เห็นเสียบ้าง และความเมตตาที่มีให้ต่อศัตรูนั้นได้กลับกลายมาเป็นอาวุธที่ทำร้ายตนเองในที่สุด

                                 
อ้างอิง

คอสมอส. บันทึกโลกฉบับรวมเล่ม 1-2. พิมพ์ครั้งที่4. กรุงเทพฯ:ไทยควอลิตี้บุ๊คส์(2006),2556.

มิสแซฟไฟร์. จุดจบรัฐบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ “จูเลียส ซีซาร์”. 19 สิงหาคม,2558, จาก ไทยรัฐออนไลน์: http://www.thairath.co.th/content/417260

เอกนารี พรปรีดา. 5 วีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ ผู้รวมชาติรวมแผ่นดิน. พิมพ์ครั้งที่1. กรุงเทพฯ:มายิกสำนักพิมพ์.

Cammy. 2550. เบื้องหลังการรุมสังหาร จูเลียส ซีซาร์. 20 สิงหาคม,2558, จากDek-D.COM-เด็กดีดอทคอม:    http://writer.dek-d.com/cammy/story/viewlongc.php?id=219485&chapter=137

อ่านเพิ่มเติม »

จักรพรรดิไททัส (Titus)

โดย ธีรวัฒน์ หงส์วงค์

จักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่และมีชื่อเสียงในโลกมีหลายท่าน และต่างก็มีชื่อเสียงเรียงนามในเรื่องคุณงามความดีและความสามารถหลากหลายของตนเอง หนึ่งในนั้นคือ จักรพรรดิไททัส บุตรชายองค์ที่สองแห่งราชวงศ์เฟลเวีย  จักรพรรดิไททัสมีชื่อเสียงในการปกครอง และมีผลงานชิ้นเอกในการสร้างสถาปัตยกรรมในกรุงโรม  นั้นก็คือ สนามกีฬากลางแจ้งเฟลเวียน Flavian Amphitheatre หรือที่คุ้นชินในชื่อ สนามกีฬาโคลอสเซี่ยม (The Colosseum) ในปัจจุบันนั่นเอง

จักรพรรดิไททัส (Titus) หรือ ไททัส เฟลเวียส เวสปาซิอานัส (Titus Flavius Vespa) เป็นบุตรของจักรพรรดิเวสเปเซียนของจักรวรรดิโรมัน ไททัสเป็นจักรพรรดิองค์ที่สองและมีพระอนุชาชื่อโดมิเนียม ราชวงศ์เฟลเวียแห่งจักรวรรดิโรมันมีเพียงสามพระองค์เท่านั้น คือ แห่งราชวงศ์เฟลเวีย ที่ก่อตั้งโดยพระราชบิดาจักรพรรดิเวสเปเซียน ซึ่งเป็นราชวงศ์ที่มีจักรพรรดิเพียงสามพระองค์ ที่รวมทั้งจักรพรรดิโดมิเชียนพระอนุชาผู้ครองราชย์ต่อจากไททัส


             
ไททัสถือเป็นแม่ทัพที่ยิ่งใหญ่และรับราชการภายใต้การปกครองของพระบิดา ทำสงครามในจังหวัดยูเดีย  ซึ่งเกิดขึ้นระหว่างปี ค.ศ67-70 ในการทำทำสงครามครั้งนั้นต้องยุติการทำสงครามชั่วคราว เพราะจักรพรรดิเนโรเสด็จสวรรคตอย่างกะทันหัน เมื่อจักรพรรดิเนโรผู้มีฉายาเนโรจอมโหดเสด็จสวรรคต จักรดิพรรดิเวสเปเซียนผู้เป็นพระราชบิดาของไททัสจึงเข้าชิงอำนาจในการเป็นจักรพรรดิ  และในครั้งนี้เวสเปเซียนจึงได้รับการประกาศให้เป็นพระจักรพรรดิเมื่อวันที่1ก.ค. ค.ศ69  ไททัสได้รับมอบหมายให้ทำสงครามปราบปรามชาวยิวในจังหวัดยูเดียต่อให้เสร็จสิ้น และในครั้งนี้ไททัสสามารถนำชัยชนะกลับมาได้สำเร็จตามที่รับมอบหมาย ก็ได้นำทัพทำศึกสงครามชนะและทำสงครามสำเร็จตามที่ได้รับมอบหมายจากพระบิดาในค.ศ.70 โดยวิธีการล้อมกรุงเยรุซาเล็ม ในครั้งนี้ไททัสมีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ตนเองได้ทำการรบสำเร็จลุล่วงเป็นอย่างดี และเพื่อเป็นเกียรติให้แก่ตนเองนั้น เขาจึงสร้างประตูชัยเพื่อเป็นการเฉลิมฉลองในความสำเร็จครั้งนั้น        

ในระหว่างที่พระจักรพรรดิเวสเปเซียนครองราชย์  ไททัสในขณะนั้นมีตำแหน่งเป็นผู้บังคับบัญชากองทหารรักษาพระองค์แพรเทอเลียน ซึ่งมีหน้าที่อารักขาจักรพรรดิและกำจัดจักรพรรดิหรือราชวงศ์ที่ทำผิดกฎร้ายแรงหรือออกนอกลู่นอกทาง โดยจะรับคำสั่งจากสภาซีแนต แต่กลับกันไททัสกลับทำตัวเสื่อมเสียเสียเอง เขาได้แอบมีความสัมพันธ์กับพระราชินีชาวยิว แบแรนิชผู้เป็นลูกสาวของกริพาที่ 1 ซึ่งทำให้เขาถูกวิพากวิจารเป็นอย่างหากให้เขาขึ้นครองราชแทนพระบิดา แต่เมื่อไททัวขึ้นครองราชเขาก็พิสุจน์ให้ประชาชนเห็นว่าเขาสามารถทำหน้าที่ในการปกครองได้ดี ไม่แพ้พระบิดาของเขาเอง และสิ่งสาคัญที่ทำให้จักรพรรดิไททัสนั้นมีชื่อเสียงในการสร้างกรุงโรม คือในรัชสมัยของพระจักรพรรดิเวสเปเซียน ไททัสได้สร้างสนามกีฬากลางแจ้งเฟลเวียนหรือที่เรียกกัน โคลอสเซียม
         


ที่มา: http://www.telegraph.co.uk/
         
สนามกีฬาFlavian Amphitheatre หรือ สนามกีฬาโคลอสเซียม The Colosseum  ถือเป็นสนามกีฬากลางแจ้งขนาดใหญ่ตั้งอยู่ใจกลางกรุงโรม เริ่มสร้างเมื่อสมัยพระจักรพรรดิเวสเปเซียนแห้งจักรวรรดิโรมันและสร้างเสร็จในสมัยสมันจักรพรรดิไททัสประมาณปีค.ศ.80 อัฒจันทร์ป็นรูปวงกลมก่อด้วยอิฐและหินวัดโดยรอบได้ประมาณ 527 เมตร สูง 57 เมตร สามารถจุผู้ชมได้ประมาณ 50,000 คน ขึ้นชื่อในเรื่องการออกแบบโดยสร้างให้สนามกีฬามีลักษณะเป็นรูปวงรี เพื่อให้ผู้ชมรู้สึกเข้าใกล้นักกีฬา และมีการออกแบบทางระบายน้ำเพื่อไม่ให้น้ำท่วมขังในสนามขณะเกิดฝนตกอีกด้วย ซึ่งกลายเป็นต้นแบบของสนามกีฬาต่างๆในปัจจุบันนี้ ใช้เวลาก่อสร้างประมาณ 10 ปีและที่สำคัญในปี 2550 ได้รับการคัดเลือกจากองค์กร New 7 Wanders ให้เป็น 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลก
         
จักรพรรดิไททัส พระองค์ครองราชย์ได้ไม่ถึง2ปี  แต่ได้รับการยกย่องถึงขั้นที่ว่า เมื่อภายหลังพระองค์เสด็จสวรรคตลงด้วยไข้ ในวันที่ 13 กันยายน ค.ศ.81 พระองค์ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นเทพ (Apotheosis )  โดยสภาซีเนตของโรมัน ซึ่งแน่นอนว่าบุคคลที่ได้รับการยกย่องให้เป็นเทพได้นั้นจะต้องมีผลงานที่น่ายกย่องเป็นอย่างมาก  ถึงแม้พระองค์จะครองราชย์ได้ไม่นานแต่ผลงานและคุณงามความดีของพระองค์ก็จารึกให้พวกเราได้เห็นผ่านสถาปัตยกรรมชิ้นเอกในปัจจุบันนี้นั้นเอง
                                                                       
อ้างอิง

bloggang.2015. จักรพรรดิไททัส. สืบค้นเมื่อ 30 เมษายน 2558,จาก  : http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=vinitsiri&month=01-2012&date=31&group=25&gblog=265

slideshare. จักรพรรดิไททัส. สืบค้นเมื่อวันที่ 30 เมษายน 2558,
จาก: http://www.slideshare.net/sutasineekotayee1/ss-45455760

จักรพรรดิไททัส.(ออนไลน์).สืบค้นวันที่ 30 เมษายน 2558,
จาก: http://lv.termwiki.com/TH/Titus



อ่านเพิ่มเติม »

"ออกัสตัส (Augustus)" มหาจักรพรรดิแห่งกรุงโรม

โดย พุฒิพงศ์ แสงหอย

หากกล่าวถึงจักรพรรดิแห่งจักรวรรดิโรมันที่สร้างคุณูปการต่อบ้านเมืองอย่างมากมายนั้น"ออกัสตัส"หรือ จักรพรรดิกายุส ยูลิอุส ไกซาร์ ออกัสตัส นับเป็นหนึ่งในมหาจักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่ที่คงจะไม่พูดถึงไม่ได้ พระองค์ทรงเป็นจักรพรรดิพระองค์แรกของจักรวรรดิโรมัน พระนามเมื่อประสูติ คือ กายุส ยูลิอุส ทูรีนุส ทรงเป็นบุตรบุญธรรมของพระมาตุลา กายุส ยูลิอุส ไกซาร์ และในปีที่ 27 ก่อนคริสตกาล วุฒิสภาโรมันได้ถวายพระนามเฉลิมพระเกียรติแด่พระองค์ว่า ออกัสตัส ซึ่งมีความหมายว่า "ผู้ได้รับความเคารพนับถือ"

อ่านเพิ่มเติม »

จักรพรรดิคาลิกูล่า

โดย พงศ์ศิริ สันติภาษิต

เมื่อนึกถึงผู้นำของโรมันองค์ต่างๆ ชื่อแรกที่เราจะนึกถึงก็คือจูเรียส ซีซาร์ หรือจักรพรรดิคอนสแตนตินมหาราช แต่ที่เราจะกล่าวถึงวันนี้เป็นเรื่องราวของจักรพรรดิพระองค์หนึ่งในยุคแรกๆ ของจักรวรรดิโรมัน

หลังจากที่จูเลียส ซีซาร์ ได้ถูกกลุ่มสมาชิกสภาแห่งกรุงโรมรุมสังหารจนเสียชีวิตไปด้วยมีด จึงถือเป็นจุดสิ้นสุดของสาธารณรัฐโรมัน เนื่องด้วยผู้ปกครองคนใหม่ที่ปกครองอาณาจักรโรมัน คือ ออกัสตัสได้สถาปนาตนขึ้นเป็นจักรพรรดิองค์แรกของกรุงโรม โรมันจึงถือเริ่มเป็นยุคจักรวรรดิโรมัน โดยมีจักพรรดิองค์ถัดมา คือ จักรพรรดิไทเบอรีอัส เป็นองค์ที่ 2 และตามมาด้วยจักรพรรดิคาลิกูล่า เป็นจักรพรรดิองค์ที่ 3 แห่งจักรวรรดิโรมัน

คาลิกูล่า จักรพรรดิโรมองค์ที่ 3 ทรงเป็นบุตรชายของวีรบุรุษสงครามเจอมันนิคัส กับ อกริพพีน่า ซึ่งมีศักดิ์เป็นหลานสาวของจักพรรดิออกัสตัส ทรงประสูติเมื่อเดือน สิงหาคม ค.ศ.31 ณ ยอดเขาอันตินัม

เมื่อบิดาตายไป มารดาของพระองค์ก็อภิเษกสมรสกับจักรพรรดิไทเบอรีอัส คาลิกูล่าจึงเป็นโอรสบุญธรรม แต่  คาลิกูล่าเกือบถูกไทเบอรีอัสประหารเหมือนกับพี่น้องผู้ชาย ที่ไทเบอรีอัสต้องการกำจัดไม่ให้เป็นศัตรูของโอรสที่แท้จริงของพระองค์ ซึ่งมีศักดิ์เป็นอนุชาบุญธรรมของคาลิกูล่า โชคดีที่มารดาของคาลิกูล่าขอร้องไว้ชีวิตจึงรอดมาได้


Roman Emperor Caligula

เมื่อจักรพรรดิไทเบอรีอัสสิ้นพระชนม์  คาลิกูล่าก็ชิงประกาศตนว่า ตนเองคือรัชทายาทผู้ชอบธรรมของไทเบอรีอัส เพราะได้ทรงแต่งตั้งให้พระองค์เป็นองค์รัชทายาทก่อนสวรรคตแล้ว ดังนั้น รัฐสภาจึงประกาศยอมรับให้คาลิกูล่าขึ้นเป็นจักรพรรดิองค์ที่ 3 แห่งจักรวรรดิโรมันในที่สุด

แรกเริ่มครองราชย์นั้น คาลิกูล่าจัดว่าเป็นจักรพรรดิผู้ปรีชาพระองค์หนึ่ง เพราะพระองค์ทรงบริหารราชกิจด้วยความขยันขันแข็ง ทรงบริหารราชการแผ่นดินร่วมกับรัฐสภาด้วยกันเป็นอย่างดีเหมือนสมัยออกกัสตัสซีซาร์ และนอกจากนั้นพระองค์ก็ทรงประกาศลดภาษี แต่เพิ่มงบประมาณให้กับกรมท่าและกลาโหม เพื่อกระตุ้นการค้าระหว่างประเทศและพัฒนากองทัพให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น

เพียงหกเดือนแรกจากการขึ้นครองราชย์ จักรพรรดิคาลิกูล่าได้รับความยอมรับจากทุกฝ่ายอย่างสมบูรณ์ สภาแห่งโรมได้ถวายเกียรติสูงสุดเท่าที่จะถวายได้แด่พระองค์ ด้วยการเสนอพระสมญานานว่า "pater patriae" แปลว่า "บิดาแห่งแผ่นดิน"

แต่หลังจากที่เจ้าหญิงเดียซิร่ามาสิ้นพระชนม์ ทำให้พระองค์โศกเศร้าจนเริ่มเสียพระสติ นับตั้งแต่นั้นมา คาลิกูล่าก็ทรงประกาศขึ้นภาษี ทั้งที่เพิ่งสั่งลดไป และก็ไม่ยอมออกว่าราชการอีก โดยประทับอยู่แต่ในตำหนักฝ่ายใน โดยไม่สนใจบ้านเมืองอีกต่อไป และแม้จะมีเหล่าวุฒิสภาพยายามกราบทูลให้ทรงกลับมาบริหารราชกิจตามเดิมก็ตาม


Death Of Caligura

เมื่อคาลิกูล่าไม่สนใจดูแลปกครองบ้านเมืองส่งผลให้บ้านเมืองย่ำแย่ จึงได้มีองครักษ์ผู้หนึ่งซึ่งหมดความอดทนต่อการปกครองบ้านเมืองเช่นนี้  ได้ฉวยโอกาสที่พระองค์ทรงเสด็จไปดูละครเข้าฟันองค์จักรพรรดิจนสิ้นพระชนม์ โดยที่ไม่มีใครเข้ามาช่วยเหลือแม้แต่น้อย  จักรพรรดิคาลิกูล่า จึงสวรรคตลงด้วยพระชนมายุเพียง 28 ชันษาเมื่อปี ค.ศ.41 หลังจากทรงครองราชย์ได้เพียงสี่ปีเท่านั้น

อ้างอิง

ไอแสค อาศิระ.(2556).ต่วยตู่นพิเศษ ฉบับที่459,461

วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี.2558.คาลิกูล่า.[ออนไลน์].  สืบค้นเมื่อ 5 มีนาคม 2558,  จาก: http://th.wikipedia.org/wiki/คาลิกูล่า

Timelines of World History (ย้อนรอยประวัติศาสตร์โลก), ตอนที่ 1 : คาลิกูลา (CALIGULA) กษัตริย์วิปริตเเห่งโรมัน. สืบค้นเมื่อ 25 เมษายน 2558, จาก http://writer.dek-d.com/daoprincess/story/viewlongc.php?id=708443

รูปปั้นจักพรรดิคาลิกูล่า สืบค้นเมื่อ 5 มีนาคม 2558, จาก http://www.history.com/news/history-lists/7-things-you-may-not-know-about-caligula

รูปความตายของคาลิกูล่า สืบค้นเมื่อ 5 มีนาคม 2558, จาก www.posterlounge.co.uk/death-of-caligula-pr175715.html



อ่านเพิ่มเติม »

มหาวิหารแพนธีออน (PANTHEON)

โดย สุกัญญา  ผันอากาศ

มหาวิหารแพนธีออน  หมายถึง  The temple to “all of God” Pantheon  สร้างมาก่อน 27 ปี คริสตศักราช โดยจักรพรรดิมารคุส อากริปปา แต่โดนไฟไหม้ไปในปี ค.ศ. 80 ต่อมากษัตริย์ฮาดริอานได้ปฎิสังขรณ์ขึ้นมาใหม่ในปี ค.ศ.118 มีวัตถุประสงค์เพื่อบวงสรวงแด่เหล่าทวงเทพเทวาหรือให้เหล่าเทพเทวามาชุมนุมกัน จนปี ค.ศ.606 เข้าสู่ยุคคริสตจักรเรืองอำนาจก็เปลี่ยนรูปแบบการใช้งานมาเป็นโบสถ์คริสต์จนถึงทุกวันนี้  โดยมหาวิหารแพนธีออนแห่งนี้ มีอายุกว่า 2,000 ปี แสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งทนทานและอัจฉริยะแห่งการสร้างสรรค์ของสถาปนิกสมัยโบราณกับเอกลักษณ์ที่ไม่เหมือนใครในสมัยนั้น

อ่านเพิ่มเติม »

ผลงานของมหาบุรุษ “จูเลียส ซีซาร์” (Julius Ceasar)

โดย พิมพ์ชนก ชมชื่นดี

หากจะกล่าวถึงบุคคลสำคัญของโรมัน ซึ่งถือเป็นรัฐบุรุษผู้ที่ทำให้อาณาจักรวรรดิโรมัน ยิ่งใหญ่และมีชื่อเสียง กลายเป็นเป็นที่รู้จักและน่าจดจำของพวกเราทุกคนจนถึงทุกวันนี้   คงไม่พ้น “จูเลียส ซีซาร์”  (Julius Ceasar) ผู้นำกองทัพโรมันซึ่งสามารถตีชนะและยึดเมืองมากกว่า 800 เมือง จูเลียส ซีซาร์เข้ากวาดล้อมเมืองต่างๆเข้ามาเป็นอาณัติของกรุงโรมทั้งหมด ตั้งแต่ตอนเหนือของยุโรปจนถึงทางตอนใต้ของยุโรป จากประเทศสเปนไปถึงอียิปต์ รวมไปถึงแถบเอเชียด้วยและอีกหลายๆที่ ซึ่งเขามีความภูมิใจในความแกร่งกล้า และหึกเหิมในความสำเร็จของตนเป็นอย่างมาก ถึงขนาดที่เคยเกล่าไว้ว่า "ข้ามา ข้าเห็น ข้าพิชิต" หรือ Vini Vidi Vici ในภาษาลาติน

อ่านเพิ่มเติม »

จูเลียส ซีซาร์ (Julius Ceasar)

โดย พลอยไพลิน จันทะวงษ์

จูเลียส ซีซาร์ (Julius Ceasar) หรือชื่อเต็มคือ กายอัส จูเลียส ซีซาร์ (Gaius Julius Ceasar) เป็นรัฐบุรุษที่โด่งดังในประวัติศาสตร์ที่สถาปนาตนขึ้นปกครองกรุงโรมัน และทำให้อาณาจักรมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักของคนในทุกวันนี้ อีกทั้งยังเป็นต้นแบบของการใช้ชื่อ “ซีซาร์” ของกษัตริย์ถึง 12 พระองค์

อ่านเพิ่มเติม »

ปอมเปอี (Pompeii) เมืองหายนะแห่งความตาย

โดย ฐิติยา วงศ์ศิริ

ปอมเปอี (Pompeii) หลายท่านอาจจะคุ้นหูกับชื่อนี้เพราะเรื่องราวของเมืองมรณะแห่งนี้ได้เคยถูกสร้างเป็นภาพยนตร์ที่ทำรายได้อย่างมาก เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับหายนะครั้งใหญ่ที่คร่าชีวิตคนทั้งเมืองให้จมหายไปพร้อมกับเศษขี้เถ้าจากภูเขาไฟวิสุเวียส

อ่านเพิ่มเติม »

จักรวรรดิไบแซนไทน์ (Byzantine Empire)

โดย ศุภฤกษ์ พวงจำปา

ไบเซ็นไทน์เดิมเป็นดินแดนอาณานิคมของกรีก เรียกกันว่า ไบเซส ( Byzas) ต่อมาเมื่อ ค.ศ.330 จักรพรรดิคอนสแตนตินได้ใช้เป็นฐานอำนาจสำรองของกรุงโรม ในช่วงสุดท้ายของจักรวรรดิโรมัน เมืองไบแซนไทน์จึงเป็นเมืองหลวงโดยสมบูรณ์ของอาณาจักรโรมันตะวันออก สืบทอดอารรยธรรมกรีก-โรมันโบราณ ภาษาราชการใช้ภาษาละตินเป็นหลัก เมืองหลวงแห่งนี้มีชื่อว่า คอนสแตนติโนเปิล (The City of Constantine) เพื่อเป็นเกียรติให้แก่ จักรพรรดิคอนสแตนติโนเปิล

อ่านเพิ่มเติม »

จักรพรรดิคอนสแตนตินที่ 1 (Constantine I)

โดย จารุวัฒน์ จันทะวงศ์

จักรพรรดิคอนสแตนตินที่ 1 เป็นจักรพรรดิโรมันคนแรกที่ประกาศตัวเป็นคริสเตียน พระองค์ทำให้ศาสนาที่เมื่อก่อนเคยถูกต่อต้านได้กลายเป็น “สิ่งที่มีอิทธิพลต่อสังคมและการเมืองมากที่สุด” เท่าที่เคยมีมา และส่งผลต่อประวัติศาสตร์โลก

อ่านเพิ่มเติม »