เคิร์ต โคเบน (Kurt Cobain)

โดย รวิสุต   ทาน้อย

ชื่อ Kurt Cobain หรือ Nirvana สำหรับวัยรุ่นยุคนี้ในบ้านเรานั้นอาจไม่เป็นที่รู้จักมากมายนัก แต่เชื่อว่าวันรุ่นยุค 90 หรือผู้คนที่อายุ 20ปลายๆ ถึง 30 ต้นๆ คุ้นเคยกับชื่อนี้ดี เพราะนี่คือชื่อของตำนานวงดนตรีกรันจ์ร็อคระดับตำนานที่เป็นแบบอย่างให้ดนตรีสมัยใหม่อย่างมาก

เคิร์ต โคเบน (Kurt Cobain) หรือ เคิร์ต โดนัลด์ โคเบน นักกีตาร์และนักร้องของวงดนตรีกรีนจ์ชื่อดังอย่าง nirvana วงที่มีผลงานเพลงดังมากมายในช่วงต้นของยุค 90 เช่นเพลง smell like teen spirit , Heart Shaped Box , Come As You Are และอีกหลายบทเพลง



เคิร์ท โดนัลด์ โคเบน (Kurt Donald Cobain) เกิดเมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1967 ณ เมืองอเบอร์ดีน มลรัฐวอชิงตัน เขาเกิดในครอบครัวชนชั้นแรงงาน พ่อของเขาโดนัลด์ เลแลนด์ โคเบน เป็นช่างซ่อมรถยนต์ และแม่เวนดี้ เอลิซาเบธ ฟราเดนเบิร์ก ทำงานเป็นสาวเสิร์ฟ ตัวโคเบนนั้นมีน้องสาว 1 คน ชื่อคิมเบอร์ลี่ย์

ในช่วงวัยเด็กนั้นเคิร์ตมีชีวิตที่ค่อนข้างจะลำบากเพราะพ่อแม่ของเขาหย่ากันตั้งแต่เขาอายุ 9 ขวบ หรือบ้างก็ว่า 7 ขวบ และจากสาเหตุนี้เองเคิร์ตจึงกลายเป็นเด็กที่ก้าวร้าว ไม่ยอมไปโรงเรียนอีกด้วย หลังจากที่พ่อแม่ของเขาได้หย่ากัน เขาได้ย้ายไปอยู่กับพ่อ ต่อมาพ่อของเขาได้แต่งงานใหม่และเคิร์ตไม่ถูกกับแม่เลี้ยงและลูกๆของเธอนัก เพราะว่าเขาเชื่อว่าพ่อรักพวกเธอมากกว่าเขา เขาเริ่มที่จะสูบกัญชาและใช้สารเสพติด ต่อมาเขาได้รับของขวัญวันเกิดเป็นกีตาร์ไฟฟ้าจากลุงของเขาในวันเกิดครบรอบ 14 ปีและนั่นเองที่ เขาพบสิ่งที่เขารัก

ครอบครัวของเขาเกี่ยวข้องกับดนตรีอยู่บ้าง โดยลุงและป้าของเขาเป็นนักดนตรี เคิร์ตมีพรสวรรค์ด้านศิลปะมาตั้งแต่เด็กๆ แต่เขาไม่ถนัดวิชาอื่นๆมากนัก และเขาก็ย้ายออกจากบ้านของพ่อของเขาใน ปี 1982 ไปอยู่กับคุณลุงและอีกหลายเดือนเขาก็ย้ายไปอยู่กับแม่ของเขา

ในช่วงมัธยมปลายนั้นเขาชอบดนตรีพังค์ ร็อคมาก เขามีปัญหากับแม่ และพ่อเลี้ยงของเขาบ่อยครั้งเพราะทั้งคู่ดื่มเหล้าจัด และพ่อเลี้ยงของเขามักจะทำร้ายแม่ของเขาเสมอด้วย เขาหนีเรียน และใช้สารเสพติดมากกว่าเดิม และสุดท้ายเขาก็ลาออกจากโรงเรียน

แม่ของเขาเวนดี้ บอกให้เขาไปหางานทำไม่เช่นนั้นจะไล่เขาออกจากบ้าน และเคิร์ตก็ถูกไล่ออกจากบ้านบ่อยครั้ง บ้างวนเวียนไปนอนตามบ้านของเพื่อนๆ หรือนอนในโรงบาลบ้างบางครั้ง ในช่วงนี้เขาทำงานที่ Lamplighter Restaurant และบางครั้งก็ทำงานเป็นภารโรงที่โรงเรียน Weatherwax High School รวมถึงที่ YMCA ด้วย

ต่อมา เคิร์ตได้ร่วมมือกับเพื่อนของเขา ตั้งวงดนตรีขึ้นมาชื่อ nirvana โดยมีเครื่องดนตรี 3 ชิ้นคือ กีตาร์ เบส กลอง มือเบสคือ คริสท์ โนโวเซลิก (Krist Novaselic) ส่วนมือกลองในช่วงแรกนั้นต้องคอยสลับสับเปลี่ยนใหม่ไปเรื่อยๆก่อนที่จะได้ เดฟ โกรธ (Dave Grohl) มาเป็นมือกลองถาวร

วง nirvana ออกอัลบั้มชุดแรกในปี 1989 ชื่อ Bleach แต่ก็ไม่เป็นที่รู้จักเท่าไหร จนกระทั่งอัลบั้มชุด nevermind ออกมา ซึ่งอัลบัมชุดนี้นอกจากจะเปลี่ยนกระแสดนตรีแล้วก็ยังมีเพลงฮิตตลอดกาลอย่าง "Smells Like Teen Spirit, " "Come as You Are" และ "Something in the Way" พวกเขากลายเป็นฮีโร่ของเด็กวัยรุ่นในยุคนั้นและไม่มีทางที่จะปฎิเสธได้เลยว่าวัยรุ่นที่หัดเล่นกีตาร์ในยุคนั้นจะไม่เคยแกะเพลงของเขาเล่น

เคิร์ต สมรสกับ Courtney Love ศิลปินสาวแห่งวงร็อกอย่าง Holeและแล้วทั้งคู่ก็ได้ลูกสาวหนึ่งคน ปี 1993 ต่อมาเคิร์ตได้ติดสารเสพติดจำพวกเฮโรอีนอย่างหนักทำให้เขาทำการแสดงสดไม่ได้ดีเท่าที่ควรอย่างเก่า  ในบางครั้งเขาได้ทำการแสดงพังบ้างหรือขึ้นแสดงไม่ไหวบ้าง และในปีเดียวกันนี้เอง nirvana ก็ได้ออกอัลบั้มชุดใหม่  In Utero ซึ่งถือว่าเป็นอัลบั้มที่อัดเสียงในสตูดิโอของพวกเขาเป็นครั้งสุดท้าย

ต้นปี ค.ศ. 1994 สุขภาพจิตของเขาย่ำแย่ขึ้นเรื่อย ๆ เขาพยายามฆ่าตัวตายในอิตาลี จนภรรยาและผู้จัดการส่วนตัวต้องพาตัวเขาไปเข้ารับการบำบัดที่ศูนย์บำบัดเอ็กโซดัส ในลอสแอนเจลิส เมื่อวันที่ 30 มีนาคม แต่เขาก็หนีออกมาได้ในวันที่ 1 เมษายน แล้วกลับไปซีแอ็ทเทิ่ล มารดาของเคิร์ท แจ้งความว่าเคิร์ทหายไปในวันที่ 4 เมษายน ในวันที่ 5 เคิร์ทก็ยิงศีรษะตนเองที่บ้านในซีแอ็ทเทิ่ล แต่ยังไม่มีใครพบศพ จนกระทั่งวันที่ 8 เมษายน เมื่อช่างไฟที่ไปติดตั้งระบบสัญญาณเตือน ที่บ้านของเคิร์ท ไปสะดุดร่างของเขาเข้า

แต่ก็มีบางข้อสันนิฐานว่าเขาถูกฆาตกรรมโดยภรรยาของเขา เพราะก่อนที่เขาจะฆ่าตัวตายเขามีแผนจะหย่ากับภรรยาของเขาเอง

อ้างอิง

Lookmoo9531. Kurt cobain ตำนานที่ผมอยากให้พวกคุณรู้จัก(ออนไลน์). สืบค้นเมื่อ 25 มีนาคม 2559, จาก : http://www.juvethailand.com/forum/index.php?topic=22442.0

Ryn Writes. 2558. 10 ข้อที่คุณยังไม่ทราบเกี่ยวกับไอคอนกรันจ์ “เคิร์ท โคเบน” แห่ง Nirvana (ออนไลน์). สืบค้นเมื่อ 25 มีนาคม 2559, จาก : http://headbangkok.com/10-things-about-kurt-cobain-nirvana/

Biography.com. 2559. Kurt Cobain Biography(ออนไลน์). สืบค้นเมื่อ 25 มีนาคม 2559, จาก : http://www.biography.com/people/kurt-cobain-9542179/




อ่านเพิ่มเติม »

หลุยส์ ปาสเตอร์ (Louis Pasteur)

โดย ธนาคาร ดวงสุดา

ร่างกายของคนเรามักมีโรคร้ายมาคอยเบียดเบียนอยู่เสมอ จึงต้องป้องกันหรือรักษา บรรดาแพทย์ก็พยายามหาวิธีกำจัดโรคพวกนี้ ซึ่งหลายคนอาจจะรู้จักหลุยส์ ปาสเตอร์ ผู้ซึ่งเป็นบุคคลสำคัญที่สุดคนหนึ่งในวงการแพทย์ที่ทำให้การแพทย์ของโลกพัฒนาก้าวหน้าอย่างมาก
 
หลุยส์ ปาสเตอร์ (Louis Pasteur) เป็นนักวิทยาศาสตร์การแพทย์ชาวฝรั่งเศส เขาเป็นผู้ที่ทำให้ชาวโลกรอดพ้นจากโรคระบาดร้ายแรงต่างๆ มรดกที่เขาทิ้งไว้คือ ทางแก้และป้องกันโรคระบาดและโรคร้ายบางชนิดผลงานที่คนรู้จักคือ วัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า
 


เขาเกิดเมื่อวันที่ 27 ธันวาคม ค.ศ.1822 (พ.ศ.2365) ที่เมืองโดล ประเทศฝรั่งเศส เขาเป็นบุตรชายของจัง โจเซฟ ปาสเตอร์ ช่างฟอกหนัง ซึ่งฐานะทางบ้านของเขาไม่ค่อยดีนัก เขาได้รับการเลี้ยงดูอย่างดีจากบิดา เมื่อเขาเรียนจบวิชาสามัญ เขาก็ถูกส่งไปเรียนฝึกหัดครู ณ กรุงปารีส เมื่อเรียนสำเร็จแทนที่เขาจะไปเป็นครู เขากลับไปเป็นผู้ช่วยนักเคมีที่ห้องทดลอง เพื่อทำปริญญาดุษฎีบัณฑิตทางเคมีและฟิสิกส์ แล้วเขาก็ทำสำเร็จในปี ค.ศ.1847 (พ.ศ.2490)
ค.ศ.1848 ได้เป็นศาสตราจารย์สอนเคมีอยู่มหาวิทยาลัย เมืองซอร์บอนน์
ค.ศ.1867 ได้เป็นศาสตราจารย์สอนอยู่ที่ ซอร์บอนนี่
หลุยส์ ปาสเตอร์ได้สร้างชื่อเสียงให้ตัวเองด้วยการประดิษฐ์วัตถุทางเคมี คือ ผลึก ผลงานชิ้นนี้ทำให้เขาได้รับรางวัลและเงินทองมากมาย พร้อมกันนี้เขาก็ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นศาสตราจารย์ทางวิชาเคมีในมหาวิทยาลัยสตาสบูร์ก
 
หลุยส์ ปาสเตอร์ได้ชื่อว่าเป็นผู้ก่อกำเนิดจุลชีววิทยา เขาเป็นผู้ค้นพบจุลินทรีย์ที่เป็นภัยและเป็นประโยชน์ ส่วนที่เป็นภัยคือเชื้อโรคต่างๆ ส่วนที่เป็นประโยชน์คือเชื้อบูดที่เรียกว่า ยีสต์ ที่ทำให้ขนมปังฟู หรือทำเบียร์ทำเหล้า
 
เมื่อหลุยส์ ปาสเตอร์ประสบความสำเร็จในด้านค้นพบจุลินทรีย์แล้ว เขากลายเป็นบุคคลสำคัญของโรงงานผลิตเบียร์ผลิต เหล้าองุ่น เพราะก่อนหน้านี้ เจ้าของโรงงานต้องประสบกับปัญหารสชาติของสินค้า ซึ่งหลุยส์ ปาสเตอร์ต้องเป็นคนแก้ปัญหารสชาติเหล่านี้  ซึ่งการกระทำลักษณะนี้ต่อมาได้พัฒนาเป็นการฆ่าเชื้อวิธีปาสเตอร์ (Pasteurization) และเขายังทดลองโดยการนำเอาขวดซุปเนื้อขึ้นไปบนภูเขาแอลป์ซึ่ง มีอากาศบริสุทธิ์และไม่มีฝุ่นละอองเขาเปิดขวดเหล่านั้นและปล่อยทิ้งไว้ และน้ำซุปไม่เสีย บนหิ้งต่างๆของพิพิธภัณฑ์ปาสเตอร์ในกรุงปารีส มีขวดปิดไว้ซึ่งจัดทำขึ้นโดยปาสเตอร์น้ำซุปเนื้อในนั้นยังคงไม่บูดเน่า หลังจากนานกว่าร้อยปี การค้นคว้านี้ทำให้เกิดอาหารกระป๋องอย่างทุกวันนี้

งานสำคัญของเขาอีกอย่างหนึ่งที่ทำให้คนได้รู้จักเขา คือ กำจัดโรคพิษสุนัขบ้า หลุยส์ ปาสเตอร์ได้ใช้เวลาศึกษาอยู่นานจนถึงขั้นการทดลองก็เหมือนโชคเข้าข้างเขา บังเอิญเด็กคนหนึ่งถูกสุนัขบ้ากัดบิดาของเด็กคนนั้นยินยอมให้เขาทดลองยา ปรากฏว่าเด็กคนนั้นหายป่วย และความสำเร็จอย่างใหญ่หลวงก็ตกเป็นของเขาในปี พ.ศ.2431สถาบันปาสเตอร์ได้รับการจัดตั้งขึ้นในกรุงปารีสและอีกหลายประเทศรวมถึงประเทศไทยด้วยเพื่อต่อสู้กับโรคพิษสุนัขบ้าและโรคระบากอื่นๆซึ่งปาสเตอร์ได้ทำงานประจำในสถาบันนี้จนถึงแก่กรรม หลุยส์ ปาสเตอร์ได้ถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ 8 กันยายน ค.ศ.1895 (พ.ศ.2438) รวมอายุได้ 73 ปี

อันที่จริงหลุยส์ ปาสเตอร์ในใจจริงเขานั้นรักทางศิลปิน เคยตั้งใจว่าจะสร้างชื่อเสียงให้แก่ตนเองด้านนี้ แต่เขากลับเปลี่ยนใจมาเอาดีด้านการแพทย์ เขาจึงเป็นอีกคนหนึ่งที่ เป็นแบบฉบับ ผู้บำเพ็ญประโยชน์ต่อสาธารณชนอย่างแท้จริง เพราะเขาต้องทุ่มเททั้งแรงกายแรงใจ ซึ่งความทุ่มเทของเขาก็ทำให้เขามีชื่อเสียงและประสบผลสำเร็จในชีวิตและสิ่งที่เขาทุ่มเทให้ทั้งชีวิตก็ได้ทำให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อมวลมนุษยชาติและทำให้วงการแพทย์ของโลกได้พัฒนาขึ้นอีกด้วย


อ้างอิง

ชีวประวัตินักวิทยาศาสตร์. สืบค้นเมื่อ 27 มีนาคม 2559, จาก: http://writer.dek-d.com/oshitari/story/viewlongc.php?id=417778&chapter=16

วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี. 2559. หลุยส์ ปาสเตอร์. สืบค้นเมื่อ 27 มีนาคม 2559, จาก: https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B8%E0%B8%A2%E0%B8%AA%E0%B9%8C_%E0%B8%9B%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B9%80%E0%B8%95%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B9%8C

ประวัติบุคคลสำคัญของโลก. สืบค้นเมื่อ 27 มีนาคม 2559, จาก: http://personworld.exteen.com/20140920/louis-pasteur

อ่านเพิ่มเติม »

นครซีอาน

โดย วิลากรณ์ ฉากกุดฉิม

 “จีน” เป็นประเทศที่มีขนาดใหญ่ มีประชากรมากที่สุดในโลก มีสถานที่ท่องเที่ยวที่สวยงาม และสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆในจีนนั้นล้วนเกี่ยวโยงกับประวัติศาสตร์ความเป็นมาของอารยธรรมในอดีตด้วย หลายคนคงเคยได้ยินเรื่องราวประวัติศาสตร์ของประเทศจีนมาบ้างแล้ว ในที่นี่จะขอยกมาเพียงแค่หนึ่งเมืองของประเทศจีนมาอธิบาย ซึ่งก็คือ เมืองซีอาน

ซีอานเป็นหนึ่งในสิบเมืองที่ถือว่าเป็นเมืองที่มีขนาดใหญ่ มีความเจริญที่สุดในประเทศจีน เป็นหนึ่งเมืองสำคัญของประวัติศาสตร์จีน อีกทั้งยังเป็นเมืองแห่งประวัติศาสตร์ที่มีชื่อเสียงของโลกและยังเป็นเมืองปลายทางของเส้นทางสายไหมอีกด้วย


ที่มา: http://thai.cri.cn/mmsource/

ซีอานมีภูมิอากาศที่อบอุ่น มีฝนตกมาก มีปริมาณฝนเทียบได้ใกล้เคียงกับภูมิภาคด้านใต้ของประเทศจีนในปัจจุบัน ดังนั้นประชากรที่นี่จึงค่อนข้างมาก

ซีอานมีประวัติยาวนานมากกว่าสามพันกว่าปี ในสมัยราชวงศ์โจว พื้นที่บริเวณนี้ถูกเรียกว่าเฟิงฮั่ว ต่อมาในสมัยราชวงศ์ฮั่น ได้เปลี่ยนชื่อเป็นฉางอัน ซึ่งหมายถึง "สันติภาพอันยาวนาน " และถูกเรียกว่าเมืองหลวงแห่งตะวันตกหรือซีจิง ในสมัยราชวงศ์สุยได้เปลี่ยนชื่อมาเป็นต้าซิง และในสมัยราชวงศ์ถังได้เปลี่ยนกลับมาเป็นชื่อฉางอันอีกครั้ง

เมืองซีอานได้รับการตั้งชื่อครั้งแรกในช่วงราชวงศ์หยวนว่าเฟิ่งหยวน และตามด้วยชื่ออันซีหรืออานซี แล้วเปลี่ยนเป็นชื่อจิงเจ้าในเวลาต่อมา และในสมัยราชวงศ์หมิงจึงได้ใช้ชื่อว่าซีอาน จากนั้นไม่นานก็ได้ถูกเปลี่ยนชื่อเป็นชื่อซีจิง และกลับมาใช้ชื่อซีอานอีกครั้งในสมัยสาธารณรัฐจีน

เหตุการณ์ในประวัติศาสตร์ที่สำคัญของซีอานก็คงจะหนีไม่พ้นเรื่องการที่จักรพรรดิแห่งราชวงศ์ฉินรวมประเทศจีนเป็นหนึ่งเดียวแล้วได้สถาปนาเมืองหลวงของประเทศขึ้นคือเมืองเสียนหยาง ซึ่งตั้งอยู่ทางเหนือของซีอานในปัจจุบัน แต่ในอดีตจัดเป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดในยุคนั้น มีประชากรประมาณห้าถึงหกแสนคน เกือบเท่ากับหนึ่งในสามของประชากรทั้งประเทศ แต่จอมจักรพรรดิทรงเห็นว่าเมืองหลวงเสียนหยางยังมีขนาดใหญ่ไม่เพียงพอ จึงโปรดให้สร้างเมืองเออฝางขึ้นทางใต้ของเมืองเสียนหยาง ต่อมาไม่นานราชวงศ์ฉินได้ถูกชาวนาโค่นบัลลังก์ เหล่าบรรดาพระราชวังและตำหนักในเมืองทั้งสองถูกเผาทำลายจนสิ้น โดยใช้เวลาเผานานถึง 3 เดือน

และในสมัยราชวงศ์ฮั่นได้มีการสร้างเมืองหลวงใหม่ชื่อฉางอาน ซึ่งสร้างขึ้นบนพื้นที่ระหว่างที่ตั้งเมืองหลวงเก่าทั้งสอง ตำหนักภายในเมืองมีจำนวนมากและมีขนาดใหญ่ หลังจากนั้นจักรพรรดิราชวงศ์สุยได้สร้างเมืองหลวงอีกเมืองหนึ่งขึ้นทางใต้เมืองฉางอานของราชวงศ์ฮั่นชื่อ ต้าสิ้ง และเปลี่ยนฉางอานเป็นสวนดอกไม้ส่วนพระองค์ ต่อมาจักรพรรดิราชวงศ์ถังได้เปลี่ยนชื่อเมืองต้าสิ้ง เป็นฉางอาน และมีการดำเนินการก่อสร้างเมืองอย่างต่อเนื่อง จนเมืองฉางอานของราชวงศ์ถังเป็นเมืองที่มีขนาดใหญ่ที่สุดบนพื้นโลกในขณะนั้น มีความสัมพันธ์ด้านการค้ากับประเทศต่างๆ ชาวต่างประเทศจำนวนไม่น้อยมีถิ่นพำนักในเมืองนี้ อาจจะพูดได้ว่าฉางอานเป็นเมืองนานาชาติเมืองหนึ่งก็ได้ แต่ที่น่าเสียดายคือในช่วงปลายราชวงศ์ถังได้มีศึกสงครามไม่หยุดหย่อน จึงทำให้สิ่งก่อสร้าง 300 ปี ของฉางอานถูกทำลายจนหมดสิ้น เหลือเพียงสถูปห่านป่าใหญ่และสถูปห่านป่าเล็กเท่านั้น

ต่อมาหลังจากราชวงศ์ถังมา 2 - 3 ราชวงศ์ ฉางอานได้มีการก่อสร้างขึ้นอีกครั้ง แต่ตัวเมืองดั้งเดิมกลับเล็กลงอย่างเห็นได้ชัด จนเมื่อราชวงศ์หมิงเจริญรุ่งเรืองและมีอำนาจ  เมืองฉางอานก็ได้ถูกเปลี่ยนชื่อเป็นซีอาน ซึ่งเป็นชื่อที่ใช้กันจนถึงปัจจุบัน

สันนิษฐานว่าเมืองซีอานที่ปรากฏในปัจจุบันเป็นเมืองที่ถูกสร้างมาหกร้อยปีก่อนราชวงศ์หมิง โดยในสามร้อยปีก่อนหน้านี้ เมืองซีอานได้มีโอกาสการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ตัวเมืองในปัจจุบันมีพื้นที่มากถึง 129 ตารางกิโลเมตร มีจำนวนประชากรมากถึงหนึ่งล้านห้าแสนคนโดยประมาณ ภายในเมืองนอกจากจะสร้างอาคารบ้านเรือนสมัยใหม่แล้ว ยังมีการบูรณะสวนสาธารณะและโบราณสถานที่มีชื่อเสียงด้วย  หอนาฬิกากลางเมืองถูกสร้างขึ้นในสมัยราชวงศ์หมิง ซึ่งบรรดาเมืองหลวงในประวัติศาสตร์หลายๆแห่งต่างก็มีหอนาฬิกา แต่ไม่มีที่ไหนจะมีชื่อเสียงอย่างของซีอาน และสิ่งก่อสร้างสำคัญซึ่งอยู่ทางด้านใต้ของหอนาฬิกา เป็นที่ตั้งของพิพิธภัณฑ์ของมณฑลส่านซี ภายในมีแท่งศิลาจารึกที่มีชื่อเสียงซึ่งถูกทำขึ้นในสมัยราชวงศ์ซ่งจำนวนมากกว่า 1,000 แท่ง ส่วนด้านใต้ของซีอานมีสถูปห่านป่าใหญ่และสถูปห่านป่าเล็กซึ่งเป็นสิ่งก่อสร้างในสมัยราชวงศ์ถัง

ไม่กี่ปีที่ผ่านมา ได้ปรากฏสิ่งมหัศจรรย์ที่ตะลึงคนทั่วโลกเกิดขึ้น คือการค้นพบกองทัพหุ่นทหาร และม้าประจำสุสานจิ๋นซีฮ่องเต้ พูดได้ว่าเป็นสิ่งมหัศจรรย์ของโลก เช่นเดียวกับกำแพงเมืองจีน  ส่วนสุสานพระศพและอื่นๆยังไม่มีการขุดค้น จนกว่าจะมีเทคโนโลยีที่จะดำรงรักษาสภาพสีของวัตถุโบราณตลอดจนหุ่นทหารดินเผาได้ โบราณสถานที่มีชื่อเสียงในปริมณฑลของซีอานมีมากมายโดยเฉพาะสุสานของจักรพรรดิหลายๆ พระองค์และคลังสมบัติ และบริเวณเมืองซีอานคือพิพิธภัณฑ์ที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก



ปัจจุบันซีอานคือศูนย์กลางแห่งอุตสาหกรรมที่ใหญ่ที่สุดในตะวันตกเฉียงเหนือของจีน ถือได้ว่าซีอานเป็นเมืองที่เจริญรุ่งเรืองและมีการพัฒนาเป็นอย่างมาก อาจจะสืบเนื่องมาจากการครองราชย์ของแต่ละราชวงศ์ก็เป็นได้ เพราะจักรพรรดิของแต่ละราชวงศ์นั้นต่างก็มีกลวิธีของพระองค์เองในการปกครองและฟื้นฟูซีอาน


อ้างอิง

นครซีอาน. สืบค้นเมื่อ 30 พฤษภาคม 2559, จาก: https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%8B%E0%B8%B5%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%99

ประเทศจีน. สืบค้นเมื่อ 30 พฤษภาคม 2559, จาก: http://people-republic-of-china.blogspot.com/

รูปภาพของซีอาน. สืบค้นเมื่อ 30 พฤษภาคม 2559, จาก: https://th.images.search.yahoo.com/yhs/search;_ylt=A2oKmM_yGE1XaiIATOTHTQx


อ่านเพิ่มเติม »

ลีโอเนล เมสซี่ (Lionel Messi)

โดย เปรม พลายเพ็ชร

ลีโอเนล เมสซี่ (Lionel Messi) เป็นนักฟุตบอลชาวอาร์เจนตินา ปัจจุบันเล่นให้กับสโมสรฟุตบอลบาร์เซโลน่าและทีมชาติอาร์เจนตินา เขาถือสัญชาติสเปน ซึ่งทำให้เขาถือว่าเป็นนักฟุตบอลยุโรป เขาเป็นหนึ่งในผู้เล่นที่ดีที่สุดในยุคนี้เป็นเจ้าของรางวัลบัลลงดอร์ห้าสมัย หรือ รางวัลนักฟุตบอลยอดเยี่ยมแห่งปีซึ่งยังไม่มีใครทำได้เท่าเมสซี่มาก่อน ถือเป็นสถิติใหม่ของวงการฟุตบอลเลยก็ได้ที่จะมีนักเตะที่ได้รางวัลนักเตะ



เมสซี่ มีชื่อเต็มว่า ลิโอเนล อันเดรส เมสซี่ (Lionel Andrés Messi) เกิดเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน ค.ศ.1987 (พ.ศ.2530) เมสซี่ เกิดในแคว้นซานตาเฟ่ ที่เมืองโรซาริโอ ประเทศอาร์เจนติน่า เมสซี่ เริ่มเล่นกีฬาฟุตบอลมาตั้งแต่อายุ 5 ขวบ โดยได้เข้าอยู่ในสโมสรที่ชื่อว่า กรานโดลี่ ซึ่งเป็นสโมสรเล็ก ๆ มีพ่อเป็นโค้ชให้ จนเมื่อปี 1995 (พ.ศ.2538) เมสซี่ จึง ได้ย้ายไปอยู่กับสโมสรที่ใหญ่กว่า และเป็นสโมสรในระดับลีกสูงสุดของอาร์เจนติน่า ชื่อสโมสร นีเวลล์สโอลด์บอยส์ หลังจากนั้นเขาก็เริ่มเล่นเข้มข้นมาเรื่อย ๆ

เมสซี่ เป็นบุตรชายคนสุดท้องในจำนวนพี่น้อง 4 คน (พี่ชาย 2 พี่สาว 1) ของนายคอร์เค โอราเซียว เมสซี คนงานโรงงาน และนางเซเลีย มารีอา กุกซิตตีนี พนักงานทำความสะอาดนอกเวลา โดยครอบครัวฝ่ายบิดาได้อพยพมาจากอิตาลี แม้เกิดในอาร์เจนตินา แต่เมสซี่และครอบครัวก็ได้ย้ายไปอยู่ที่ประเทศสเปนหลังจากที่เขาตอบรับสัญญาของสโมสรบาร์เซโลน่า ทำให้จนถึงตอนนี้ เมสซี่ อาศัยในประเทศสเปนมายาวนานเทียบเท่ากับช่วงชีวิตที่ใช้ในบ้านเกิดแล้ว

ปัจจุบัน เมสซี่ พูดภาษาสเปนในสำเนียงชาวโรซาริโอ และยังคงไปเยี่ยมบ้านเกิดอยู่บ่อย ๆ เมสซี่ยังคงติดต่อเพื่อน ๆ ที่โรซาริโอด้วยการส่งข้อความและพูดคุยทางโทรศัพท์เป็นครั้งคราว นอกจากนี้เขายังเก็บบ้านเก่าที่โรซาริโอเอาไว้ แม้จะไม่มีคนอาศัยอยู่ก็ตาม

ความสัมพันธ์ในครอบครัวของเมสซี่ นับได้ว่าอบอุ่นเป็นอย่างดีไม่มีเรื่องที่ต้องกังวลแต่อย่างใด ในช่วงที่เขากลับบ้านเกิดมาฝึกซ้อมในฐานะสมาชิกทีมชาติอาร์เจนตินา เมสซี่ยอมเดินทางไป กลับเที่ยวละ 3 ชั่วโมง จากสนามฝึกซ้อมในกรุงบัวโนสไอเรสเพื่อกลับมากินข้าวกับครอบครัวในโรซาริโอ อยู่ค้างคืนที่บ้านแล้วจึงออกเดินทางแต่เช้าเพื่อไปฝึกซ้อมอีกครั้ง

นิสัยส่วนตัวของเมซี่นั้นในสนามในสนามกับนอกสนามนั้นจะคล้ายกันก็คือเป็นคนที่ไม่ค่อยจะแสดงออกอะไรมากเหมือนนักเตะคนอื่นอย่างเช่น ท่าดีใจก็จะวิ่งไปกอดเพื่อนซะมากกว่า
หลังจากที่ทำประตูได้ เมสซี่มักจะคิดถึงทีมก่อนตัวเองเสมอทำให้เค้าเป็นที่รักของเพื่อนในทีม  อย่างมากและส่งผลต่อการค้าแข้งของเค้า

ในเรื่องของ การศึกษาของเมสซี่นั้นในตอนประถมเมสซี่นั้น เมสซี่เป็นคนที่มีพัฒนาการพูดและเข้าสังคมในระดับที่ค่อนข้างแย่ในช่วงแรก ทั้งการฝึกพูด อ่านและเขียนพัฒนาได้ช้า แต่พอมาได้เพื่อนสนิทในวัยเด็กอย่าง ซิลเทีย คอยช่วยเหลือเรื่องการบ้านและการติวหนังสือทำให้เมสซี่ มีผลการเรียนที่เริ่มดีขึ้นในระดับทีอปๆของห้องเลยทีเดียวแต่หลักแล้วการศึกษาของเมสซี่นั้นจะเป็นไปด้านการศึกษาซะมากกว่า Las Heras เป็นที่เรียนสุดท้ายของเมสซี่ที่เป็น elementary school (ประถมศึกษา)เมสซี่ไม่ได้มีการศึกษาสูงแต่อย่างใด

เมื่ออายุ 11 ปี เมสซี่ ก็ได้เข้าร่วมสังกัด นีเวลล์ส โอลด์ บอยส์ เป็นทางการอย่างเต็มตัวแต่ดูเหมือนว่าเส้นทางนักเตะของเขาจะไม่ได้สวยหรูไปอย่างที่คิด เมื่อมีเหตุที่ทำให้เขาไม่ได้ไปต่อในสนามค้าแข้ง นั่นก็คือการที่ เมสซี่ ร่างกายเล็กและมีปัญหาทางด้านการเจริญเติบโตของร่างกาย เนื่องจากฮอร์โมนบางตัวหายไป (โรคขาดโกรทฮอร์โมน)

แต่โอกาศเมสซี่ก็มาถึง เมื่อ การ์เลส เรซัค ผู้อำนวยการด้านกีฬาของบาร์เซโลน่า ได้เห็นฟอร์มการเล่นฟุตบอลของเมสซี่ แล้วประทับใจในฝีเท้าของเมสซี่น้อย จึงได้ยื่นข้อเสนอว่าทางบาร์เซโลน่าจะจ่ายเงินค่ารักษา และเมสซี่ได้ย้ายไปอยู่ที่สเปนพร้อมทั้งครอบครัว เพื่อฝึกฝนฝีเท้ากับทีมบาร์เซโลน่าเพื่อเป็นอนาคตให้กลับบาร์เซโลน่า

และหลังจากนั้นนั้น เมสซี่ก็ได้ก้าวขึ้นเป็นดาวเด่นในทีมเยาวชนของบาร์เซโลน่าภายในเวลาไม่นาน และได้เข้าสู้ทีมบาร์เซโลน่า บี เป็นเวลาต่อมา พร้อมทั้งได้มีผลงานดีเรื่อยมา จนปลายฤดูกาล 2004เมสซี่ ก็ได้โอกาสเข้ามาอยู่กับทีมชุดใหญ่ ของบาร์เซโลน่า และถือเป็นนักเตะที่อายุน้อยที่สุดในทีมบาร์เซโลน่า วัยเพียงแค่ 17 ปี เท่านั้น (ปัจจุบันสถิตินี้ถูกทำลายไปแล้ว)

ทั้งนี้ถึงแม้ว่า เมสซี่ จะอยู่ในสังกัดทีมบาร์เซโลน่า แต่เค้าก็ยังมีความรักบ้านเกิด เขาได้กลับมาเป็นทีมชาติเยาวชนของอาร์เจนติน่า ถึงแม้ว่าทีมชาติสเปนจะเสนอให้เขาร่วมเล่นในทีมชาติสเปนด้วยแต่ เขาก็ปฏิเสธไป เพื่อกลับไปรับใช้ชาติ เป็นสมาชิกทีมฟุตบอลเยาวชนของอาร์เจนตินา ซึ่ง เมสซี่ ได้สร้างประวัติศาสตร์ลูกหนังที่วงการฟุตบอลเยาวชนต้องจารึก เมื่อเขายิง 6 ประตูรวด พาทีมฟ้าขาวอาร์เจนตินาครองแชมป์ศึกรุ่นเยาวชนได้ พร้อมคว้าตำแหน่งนักเตะยอดเยี่ยมประจำทัวร์นาเมนต์มาครอง จากนั้นจึงเลื่อนระดับใช้ทั้งบาร์เซโลน่าและทีมชาติอาร์เจนตินาในฐานะนักเตะชุดใหญ่ในที่สุด ถึงแม้ปัจจุบันในระดับทีมเมสซี่จะพาอาร์เจนตินาได้เพียงรองแชมป์ฟุตบอลโลก และ รองแชมป์โคปาอเมริกา เท่านั้น

ลิโอเนล เมสซี่ ยังสร้างประวัติศาสตร์น่าจดจำที่ทำให้วงการลูกหนังต้องตะลึงและรู้จักเค้า  ในสิ่งที่เค้าทำในการแข่งขันศึกชิงถ้วยประจำปีของสโมสรฟุตบอลสเปน โกปาเดลเรย์ ปี 2007 (พ.ศ. 2550) เมื่อเขายิงประตูในระยะเดียวกับที่ มาราโดนา เคยทำ หลบจำนวนทีมคู่แข่งเท่ากัน 6 คน และทำประตูในตำแหน่งที่ใกล้เคียงกันมาก ทั้งยังวิ่งไปที่ธงมุมสนามเหมือนอย่างที่ เสือเตี้ย ดิเอโก้ มาราโดน่า ตำนานแข้งแห่งทัพฟ้าขาวได้เคยทำไว้ในปี 1986 (พ.ศ. 2529) ในนัดแข่งขันกับทีมชาติอังกฤษ ที่เม็กซิโก จนแต้มที่เข้าไปตุงตาข่ายลูกนั้นถูกเรียกว่า ประตูแห่งประวัติศาสตร์ ด้วยสไตล์การเล่นและความสามารถที่เรียกได้ว่าแทบเทียบชั้นกับหัตถ์พระเจ้า ทำให้สื่อทั่วโลกพากันชื่นชม เมสซี่ ในฐานะ มาราโดน่าคนใหม่ อีกทั้งสื่อสเปนยังตั้งฉายาให้กับเขาว่า "เมสซี่โดน่า" ด้วย


       
ในชีวิตคู่นั้นเมสซี่คบหากับมาซาเรนา เลโมส ที่มาจากบ้านเกิดเดียวกันที่โรซาริโอว่าทั้งคู่รู้จักกันจากการแนะนำของพ่อของฝ่ายหญิง เมื่อครั้งที่เขากลับมารักษาตัวจากการบาดเจ็บในโรซารีโอ ไม่กี่วันก่อนที่จะเริ่มการแข่งขันฟุตบอลโลก2006 เมสซี่ และต่อมาได้พบกับแฟนสาวคนปัจจุบันก็คือเจ้าสาวของเมสซี่ อันโตเนลลา รอซซาริโอ ในงานคาร์นิวาลที่เมืองซิทเจส ของบาร์เซโลน่า ประเทศสเปน โดยฝ่ายหญิงมีพื้นเพมาจากบ้านเกิดของเมสซี่เช่นเดียวกัน จนในวันที่ 2 มิถุนายน 2012 หลังอาร์เจนตินาเตะชนะเอกวาดอร์ 1-0 ในนัดคัดเลือกเข้าแข่งขันฟุตบอลโลก 2014 เมสซี่ ได้นำลูกบอลไปซุกไว้ในเสื้อและประกาศข่าวดีว่า รอซซาริโอ แฟนสาวของเขาตั้งครรภ์ได้ 3 เดือนแล้ว และในวันที่ 2 พฤศจิกายน 2012 เมสซี่ก็กลายเป็นคุณพ่อมือใหม่เต็มตัวของลูกชายตัวน้อย ติอาโก เมสซี่ โดยล่าสุด รอซซาริโอ ยังได้อุ้มลูกชายตัวน้อยไปให้กำลังใจสามีถึงขอบสนาม ในนัด เนเธอร์แลนด์-อาร์เจนตินา ของศึกฟุตบอลโลก 2014 ที่ผ่านพ้นมานี้ด้วย
 
อนาคตของเมสซี่นั้นยังคงดำเนินต่อไปเพราะเขาสซี่ยังอยู่ในช่วงของอายุที่ยังสามารถที่จะค้าแข้งต่อไปได้ เพราะฝีเท้าของเมสซี่นั้นเป็นได้ทั้งกองหน้าที่จะถล่มประตูและกองกลางตัวทำเกมคอยช่วยเหลือเพื่อนให้เพื่อนร่วมทีมทำประตูได้ด้วย แต่เมสซี่อาจจะไม่แขวนสตั๊ดกับบาร์ซา  แต่อาจจะกลับไปแขวนสตั๊ดที่บ้านเกิดที่เมืองโรซาริโอที่เค้าเคยพูดอยู่บ่อยๆ


อ้างอิง

วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี. 2559. เลียวโอเนล  เมสซี่. (ออนไลน์). สืบค้นเมื่อ 31 พฤษภาคม 2559, จาก: https://th.wikipedia.org/wiki/เลียวเนล_เมสซี

Sport-idol.2559. ประวัติลิโอเนล เมสซี่. (ออนไลน์). สืบค้นเมื่อ 31 พฤษภาคม 2559, จาก:
http://football.kapook.com/news-19969

Jakkrit Nunong.2559. lionel messi(ออนไน์). สบค้นเมื่อ 31 พฤษภาคม 2559, จาก:
http://tonzamessi10.blogspot.com/

อ่านเพิ่มเติม »

อารัคเน่ (Arachne) ปีศาจแมงมุมทอผ้า

โดย ณัฐพงษ์  วรรณกร

หลายคนคงเคยได้ยินเรื่องเล่าต่างๆเกี่ยวกับเทพนิยายที่มีอยู่ทั่วโลก ซึ่งตำนานเหล่านั้นคงจะมีอยู่ไม่มากนักที่จะได้รับความนิยมในยุคสมัยที่วิทยาศาสตร์มีความสำคัญมากกว่าความเชื่อหรือเรื่องเล่าที่ไม่มีความเป็นมาเป็นไป และหนึ่งในนั้นคงเป็นเทพนิยายของชาวกรีกโบราณที่โด่งดังและได้รับความนิยมไปทั่วโลก โดยเฉพาะในส่วนของเทพและเทพีต่างๆที่มีลักษณะที่โดดเด่นจนถูกนำไปสร้างเป็นหนัง เขียนนิยาย ทำเป็นการ์ตูน ฯลฯ และในเมื่อมีเหล่าทวยเทพแล้ว คงขาดเหล่าปีศาจที่มีความสำคัญต่อตำนานของชาวกรีกเช่นกัน

ซึ่งเหล่าปีศาจจากตำนานของชาวกรีกนั้นก็มีมากมายและเป็นที่รู้จักไม่น้อยไปกว่าเทพของกรีก และหนึ่งในนั้นก็คืออารัคเน่ (Arachne) หรือปีศาจแมงมุมทอผ้า ซึ่งถูกนำไปสร้างใหม่ในหลายรูปแบบ ทั้งในรูปแบบภาพยนตร์ การ์ตูน หรือกระทั่งเกมออนไลน์ แต่ที่มาของปีศาจนั้นย่อมไม่สวยงามเหมือนเช่นเทพเจ้า อารัคเน เป็นเรื่องที่ถูกเพิ่มเติมในตำนานเทพปกรณัมกรีกในภายหลัง ชื่อของอารัคเนมีความหมายว่า "แมงมุม"



อารัคเน เป็นลูกสาวของ อิดมอน ชาวโคโลฟอน นางเป็นช่างย้อมขนแกะที่โด่งดัง นางเป็นช่างมืออาชีพของไฮเพปา(Hypaepa)ในลิเดีย นางมีความสามารถเทียบเท่ากับช่างมืออาชีพในปัจจุบันและ หลายคนยกย่องในตัวของนาง  นางเป็นสาวทอผ้าที่มีฝีมือดีมากจนกระทั่งนางถือดีในทักษะของตนและเริ่มโอ้อวดว่าฝีมือการทอผ้าของตนเยี่ยมยอดกว่าเทพีอาเธน่า (Athena) เทพีแห่งการทอผ้า อีกเสียด้วย


ที่มา: http://t12.deviantart.net/

เทพีอาธีนาถึงแก่โทสะเมื่อได้ยินเช่นนั้น แต่ก็ให้โอกาสอารัคเนได้แก้ตัว นางได้จำแลงกายเป็นหญิงชราเพื่อไปเตือนอารัคเนไม่ให้ท้าทายเทพเจ้า หากแต่อารัคเนกลับกล่าวเสียดสีและขอให้มีการแข่งขันขึ้นเพื่อพิสูจน์ฝีมือของตน เทพีอาธีนาจริงกลับคืนสู่ร่างเดิมและการแข่งขันก็เริ่มขึ้นเทพีอาธีนาทอผ้าออกมาเป็นลวดลายตอนที่นางมีชัยเหนือเทพโพไซดอน (Poseidon) ในการแข่งขันเพื่อตั้งชื่อเมืองและชาวเมืองเอเธนส์ได้ตั้งชื่อเมืองตามพระนามของนาง ส่วนลายผ้าของอารัคเนเป็นเรื่องราวของเทพซุส (Zeus) เป็นภาพเหตุการณ์ตอนที่มหาเทพแอบมีสัมพันธ์ชู้สาวแปลงกายลักพาตัวสาวๆ เจ้าหญิงลีดา (Leda) ยูโรปา (Europa) และองค์หญิงดาเน (Danae)

ถึงแม้ว่าเทพีอาธีนาจะยอมรับว่าฝีมือการทอผ้าของอารัคเนจะยอดเยี่ยมไร้ที่ติ แต่หัวข้อที่นางหยิบยกขึ้นมาใช้เป็นลวดลายทำให้เทพีไม่พอใจอย่างมาก ในที่สุดเทพีอาธีนาก็หมดความอดทน นางได้ทำลายผ้าทอผืนนั้นและที่ทอผ้า รวมทั้งทุบศีรษะของสาวทอผ้า อารัคเนบรรลุแก่ความเขลาของตนและรู้สึกอับอายเป็นอย่างมาก นางจึงวิ่งหนีออกไปและแขวนคอตาย

เทพีอาธีนานึกสงสารหญิงทอผ้า นางจึงพรมน้ำจากดอกอะโคไนท์ (aconite) และปลดเชือกที่ผูกคอซึ่งกลายเป็นใยแมงมุม ขณะที่ร่างของอารัคเนก็เปลี่ยนเป็นแมงมุม ราวเรื่องบ่งบอกว่าต้นกำเนิดการทอผ้าได้เลียนแบบมาจากแมงมุมและเชื่อกันว่าได้รับการปรับปรุงเป็นครั้งแรกในกลุ่มประเทศทางเอเชียตะวันตก

แต่บางตำราก็เล่าว่าเทพีอาเธน่ากล่าวหาว่าเรื่องราวที่นางอารัคเน่ทอนั้นเป็นการลบหลู่เทพเจ้า เอเธน่าโมโหทำลายผ้าทอทิ้งและได้สาปให้นางกลายเป็นปีศาจแมงมุมชักใยไปตลอดชีวิต

ซึ่งความทะนงตนและเพราะความโอ้อวดจนเกินเหตูที่ไปเทียบตนกับเทพเจ้าซึ่งแน่นอนว่าเป็นสิ่งที่ไม่เหมาะสมอย่างยิ่งเป็นสิ่งที่ทำให้นางอารัคเน่ต้องถูกสาป หากเปรียบกับปัจจุบันแล้วก็คงเหมือนกันกับคนที่มีฝีมือแต่กลับพูดจาโอ้อวดตนจนทำให้ผู้อื่นเกิดความคับแค้นใจและในที่สุดสิ่งที่โอ้อวดมาทั้งหมดนั้นกลับมาทำร้ายตนเองและต้องมาทุกข์ทรมานกับคำพูดของตนเอง

อ้างอิง

ประวัติอารัคเน่  สืบค้นเมื่อ 20 มีนาคม 2559 , จาก: http://writer.dek-d.com/0012/story/viewlongc.php?id=446421&chapter=75

ประวัติอารัคเน่  สืบค้นเมื่อ 20 มีนาคม 2559 , จาก: https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%84%E0%B9%80%E0%B8%99

ประวัติอารัคเน่  สืบค้นเมื่อ 20 มีนาคม 2559 , จาก: https://www.youtube.com/watch?v=hT3daHmPkXQ

อ่านเพิ่มเติม »

โรนัลโด้ (Ronaldo)

โดย สัญญพงศ์ ปัญญาทิพย์

ถ้าพูดถึง ดาวยิงระดับเทพ ชื่อ โรนัลโด้ กองหน้าทีมชาติบราซิล ฝีเท้าอันยอดเยี่ยมที่เขาได้แสดงต่อสายตาคนทั้งโลก มาเป็นเวลานานกว่า 10 ปี และความสำเร็จมากมาย โรนัลโด้(Ronaldo) มีชื่อเต็มว่า รูนัลดู ลูอิส นาซาลิอู เดอร์ ลิมา(Ronaldo Luís Nazário de Lima) เกิดเมื่อวันที่ 18 กันยายน 1976 เป็นชาวบราซิลเลี่ยน โรนัลโด้มีนิสัยเฮฮา โรนัลโด้เป็นนักฟุตบอลที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นหนึ่งในนักฟุตบอลที่ดีที่สุดในโลก ได้รับรางวัล Ballon d'Or ในปี 1997 และ 2002

โรนัลโด้ เริ่มเล่นฟุตบอลในวัย 14 ปี ในปี 1993 โรนัลโด้ วัย 16 ปี ได้ถล่มประตูให้กับทีมชาติบราซิล รุ่นอายุไม่เกิน 17 ปี ได้ถึง 59 ประตู จากการลงสนาม 57 นัด ในปี  1994 โรนัลโด้ได้ย้ายไปที่ PSV Eindhoven และในปีเดียวกันก็ได้รับเลือกเป็นหนึ่งในทีมชาติบราซิลในศึกฟุตบอลโลกปีนั้น แต่ไม่ได้โอกาสในการลงเล่น ระหว่างที่อยู่กับทีม PSV โรนัลโด้ได้เป็นที่ต้องการของสองทีมใหญ่อย่าง FC Barcelona และ Inter Milan แต่เป็น FC Barcelona คว้าตัวไปได้ โรนัลโด้ทำประตูให้กับ FC Barcelona ไปทั้งหมด 47 ประตูจาก 49 นัด อีกทั้งยังเป็นผู้ทำประตูสูงสุดใน La Liga นอกจากนี้ยังได้แชมป์ Copa del Rey , Supercopa de España และ UEFA Cup Winners' Cup อีกทั้งยังกลายเป็นผู้เล่นที่มีอายุน้อยที่สุดที่ได้รับรางวัล  FIFA World Player of the Year


   
ช่วงเวลาที่โรนัลโด้อยู่กับ FC Barcelona น้อยมาก เนื่องจากมีปัญหาเรื่องสัญญา ซึ่งทีม Inter Milan ที่เคยสนใจเมื่อก่อนหน้านี้ได้มาคว้าตัวโรนัลโด้ไป เขาได้รางวัล FIFA World Player of the Year และ Ballon d'Or ในปีนั้น ณ ตอนนั้นเขาได้รับการยอมรับว่าเป็นผู้เล่นที่ดีที่สุดในโลก
   
โรนัลโด้ได้มีชื่อติดชาติบราซิล ไปลุยศึกฟุตบอลโลก2002ที่ญี่ปุ่น-เกาหลีใต้ ในรายการนั้น โรนัลโด้ทำประตูได้เป็นกอบเป็นกำโดยทำไปทั้งหมด 8 ประตู และได้รับรางวัลรองเท้าทองคำ ทำให้ทรงผมที่เขาตัดเป็นที่นิยม และได้รับรางวัล FIFA World Player of the Year เป็นครั้งที่สาม

หลังจากนั้นเขาได้ย้ายไปที่ทีม Real Madrid โดยลงเล่นให้ Inter Milanไปทั้งหมด 99 นัด ทำไป 59 ประตูในฤดูกาลแรกของโรนัลโด้กับ Real Madrid เขาทำประตูไปทั้งหมด 30 ประตูจากการลงสนาม 45 นัด และได้แชมป์ Intercontinental Cup และ La Ligaในฤดูกาล 2003/2004 โรนัลโด้ได้รับบาดเจ็บในช่วงท้ายฤดูกาล ทำให้ Real Madrid พลาดแชมป์ Copa del Rey และตกรอบ UEFA Champions League แต่เขาก็ได้รับรางวัลดาวซัลโวของ La Liga โดยทำไป 24 ประตู
   
แต่หลังจากนั้น ชื่อเสียงของโรนัลโด้เริ่มตกลง เขาเริ่มมีปัญหาทางด้านความฟิต บวกกับสภาพร่างกายที่อ้วน ฤดูกาล 2006-07 ที่เขาได้ลงแค่ 13 นัด(แต่อุตส่าห์ยิงได้ 4 ลูก) นั่นเป็นฤดูสุดท้ายของเขา เมื่อเขาถูกขายออกจากทีมให้กับเอซี มิลาน และด้วยผลงานฤดูกาลครึ่งของเขา ได้ลงสนามทั้งหมด 20 นัด ยิงได้ 9 ลูก ซึ่งบ่งบอกว่า ร่างกายของเขาไม่พร้อมที่จะเล่นในลีกอีกต่อไป
   
เข้าปี 2008 ชื่อเสียงของโรนัลโด้เริ่มตกลง และสัญญาของโรนัลโด้กับทีมก็หมดลง แน่นอนว่าทางสโมสรไม่ต่อสัญญากับเขา และเขาก็กลับมาเปิดตัวอย่างเป็นทางการอีกครั้งกับทีมโครินเธียนส์
   
ณ ขณะนี้โรนัลโด้ เริ่มเข้าสู่ช่วงบั้นปลายชีวิตลูกหนังแล้ว แต่ก็เริ่มทำผลงานได้ดีกับทีมรอสโซเนรี่ ด้วยความหวังที่ว่าจะกลับมายืนบนจุดสูงสุดของโลกและอยากทำให้แฟนๆลูกหนังต้องจดจำชื่อของเขาในฐานะสุดยอดกองหน้าในตำนานตลอดกาล


อ้างอิง

รนัลดู ลูอิส นาซาลิอู เดอร์ ลิมา. (ออนไลน์). สืบค้นเมื่อ 27 มีนาคม 2559, จาก : http://byrdberger.blogspot.com/2011/07/ronaldo-luiz-nazario-de-lima.html

โรนัลดู ลูอิส นาซาลิอู เดอร์ ลิมา. (ออนไลน์). สืบค้นเมื่อ 27 มีนาคม 2559, จาก : http://sumsoccer.blogspot.com/2013/05/ronaldo.html

โรนัลดู ลูอิส นาซาลิอู เดอร์ ลิมา. (ออนไลน์). แหล่งที่มา : https://th.wikipedia.org/wiki/.

โรนัลดู ลูอิส นาซาลิอู เดอร์ ลิมา. (ออนไลน์). สืบค้นเมื่อ 27 มีนาคม 2559, จาก :
http://www.site-de-joueurs.com/les-legendes-du-foot/il-fenomeno-ronaldo.html

อ่านเพิ่มเติม »

เหมาเจ๋อตุง

โดย   ณัฐมณ  ขาวกุญชร

ในบรรดาบุคคลสำคัญต่างๆ มากมายในโลก เหมา เจ๋อ ตุง นับเป็นอีกบุคคลหนึ่งที่หากกล่าวถึงหลายๆ คนคงจะพอทราบดีอยู่แล้วว่าเหมาเป็นทั้งผู้นำให้เกิดการปฏิวัติวัฒนธรรม ก่อตั้งพรรคคอมมิวนิสต์จีน กุมอำนาจรัฐเบ็ดเสร็จเด็ดขาด และเหมายังสถาปนา “สาธารณรัฐประชาชนจีน”



เหมา เจ๋อ ตุง เกิดที่ครอบครัวชาวนาเจ้าของที่ดินในอำเภอเซียงถัน  มณฑลหูเป่ย  เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม ค.ศ.1839  เมื่ออายุ 8 ขวบ เข้าเรียนในโรงเรียนประถมในหมู่บ้านร่ำเรียนคำสอนหลักลัทธิขงจื้อ ปลูกฝังความคิดตามจารีตโบราณ แต่ไม่นานก็ต้องออกและต่อมาถูกคลุมถุงชนให้แต่งงานกับหญิงสาวที่อายุมากกว่าคือนางหลัว อีซิ่ว  ด้วยวัยเยาว์ทำให้ไม่ประสากับชีวิตครอบครัว อีกทั้งต้องการก้าวสู่โลกกว้างมากกว่ามีชีวิตปลูกพืช เลี้ยงสัตว์อยู่กับบ้านไปวันๆ ตัดสินใจขัดใจพ่อแล้วเดินทางออกจากบ้านเกิดเข้าตัวอำเภอฉางชา เรียนหนังสือในโรงเรียนตามหลักสูตรรัฐบาล เป็นนักเรียนโข่งร่วมชั้นกับเด็กเล็กๆ ต่อมาสอบเข้าเรียนต่อวิทยาลัยครูหูหนาน จากนั้นมุ่งหน้าเข้ามหาวิทยาลัยปักกิ่ง เรียนไปทำงานหน้าที่ผู้ช่วยบรรณารักษ์ห้องสมุดมหาวิทยาลัยไปด้วยและห้องสมุดนั่นเองที่เป็นคลังความรู้ให้สะสมภูมิปัญญาทั้งแตกฉานทางอักษรศาสตร์ยอดเยี่ยม ว่ากันว่าความรู้ที่ได้จากห้องสมุดมหาวิทยาลัยปักกิ่งคือต้นทุนที่ทำให้เหมาปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครองของจีนได้สำเร็จ

เหมาจบการศึกษาจากวิทยาลัยฝึกหัดครูก่อนจะเข้าร่วมพรรคคอมมิวนิสต์จีน หลังจากถูกปราบปรามโดยนายพลเจียงไคเชก เหมาได้ขึ้นมาเป็นประธานของคณะโปลิตบูโรของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศจีน ภายใต้การปกครองของเหมาเจ๋อตุงพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศจีนได้ชนะสงครามกลางเมืองจีนและปกครองจีนแผ่นดินใหญ่ได้ เหมาเจ๋อตุงได้ประกาศตั้งสาธารณรัฐประชาชนจีน เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม ค.ศ. 1949 ที่จัตุรัสเทียนอันเหมิน เหมาได้นำประเทศเข้าเป็นพันธมิตรกับสหภาพโซเวียต ก่อนจะแยกตัวมาภายหลัง และเหมายังเป็นผู้นำให้เกิดการปฏิวัติวัฒนธรรม

เหมาได้รับการยกย่องให้รวมประเทศจีนเป็นปึกแผ่นอีกครั้ง หลังจากตกอยู่ใต้อิทธิพลของต่างชาติตั้งแต่สงครามฝิ่น ในประเทศเขาถูกเรียกว่า ประธานเหมา (Chairman Mao) แต่เขาปกครองประเทศจีน และก็มีป้ายปรากฏคำวิพากษ์วิจารณ์ต่อพรรคคอมมิวนิสต์ เป็นครั้งสุดท้ายที่เหมาจะขอความคิดเห็นกับประชาชนจีน ไม่ช้าหลังจากนั้นเขาก็กำจัดคนที่ออกมาพูดอย่างอำมหิต คนหลายแสนคนถูกระบุว่าเป็นพลเรือนฝ่ายขวา และถูกไล่ออกจากงานคน หลายหมื่นคนถูกส่งเข้าคุก แต่เหมาไม่สนใจอีกต่อไป เขาแวดล้อมด้วยลูกขุนพลอยพยักและมีอิสระที่จะดำเนินตามความคิด ซึ่งมีน้อยคนนักที่จะคาดเดาปลายทางได้

เหมารวมพลคนใจเดียวกัน ก่อตั้งพรรคคอมมิวนิสต์จีนใน ค.ศ.1921 และปีเดียวกัน เขาเป็นแกนนำหยุดงานประท้วงของคนงานเหมืองแร่ที่อันหยวน เขียนหนังสือ “พลังปฏิวัติเบ่งบานออกมาจากปากกระบอกปืน”แล้วก่อตั้งกองทัพแดงกรรมกรและชาวนา ตามด้วยกองทัพปลดแอกประชาชน ปฏิบัติการ “ป่าล้อมเมือง” จนมีชัยเหนือเจียงไคเชก เหมาเจ๋อตุง กุมอำนาจรัฐเบ็ดเสร็จเด็ดขาด เขาสถาปนา “สาธารณรัฐประชาชนจีน” ดำรงตำแหน่งประธานสาธารณรัฐจนถึง ค.ศ.1969

หลักการของเหมาเจ๋อตุง 

หลักการของเหมาเจ๋อตุงนั้นเน้นการใช้อำนาจเด็ดขาด หรือวิธีการเผด็จการโดยชนชั้นกรรมาชีพภายใต้การนำของพรรคคอมมิวนิสต์ เหมาเจ๋อตุงเห็นว่าอำนาจนั้นจะได้มาก็ด้วยการปฏิวัติ ดังคำกล่าวว่า “อำนาจรัฐเกิดจากกระบอกปืน” กล่าวคือ “หลักการของเราคือ พรรคบัญชาปืน จะยอมให้ปืนมาบัญชาพรรคไม่ได้เป็นอันขาด แต่เป็นความจริงที่เมื่อมีปืนแล้ว ก็สามารถสร้างพรรคขึ้นมาได้” เหมาเจ๋อตุงย้ำว่า การปฏิวัติเป็นการต่อสู้โดยไม่ต้องคำนึงหรือนำพาต่อคำคัดค้านใดๆ ทั้งสิ้น

จุดมุ่งหมายของเหมาเจ๋อตุง

1.ในด้านเศรษฐกิจ เหมาเจ๋อตุงเน้นความสำคัญ หรือความทุกข์ร้อนของชาวไร่ ชาวนามากยิ่งกว่าความทุกข์ร้อนของชนชั้นกรรมาชีพ ฉะนั้น เหมาเจ๋อตุงจึงมุ่งการปฏิวัติเพื่อชนบทโดยใช้กลยุทธ “ป่าล้อมเมือง” และใช้ระบบคอมมูน ซึ่งเป็นเขตการเกษตรกรรม อันประกอบด้วยกองผลิตเล็ก และกองผลิตใหญ่

2.เหมาเจ๋อตุงมีความปรารถนาอย่างแน่วแน่ และจริงจัง ในการวางรากฐานของระบบคอมมิวนิสต์ในเอเชีย โดยใช้สาธารณรัฐประชาชนจีนเป็นศูนย์กลาง เพื่อเผยแพร่อิทธิพลของลัทธิคอมมิวนิสต์ให้บรรลุเป้าหมาย ฉะนั้น คอมมิวนิสต์ส่วนใหญ่ในภูมิภาคเอเชีย ได้ยึดถือแนวความคิดของเหมาเจ๋อตุงเป็นหลักการในการดำเนินการที่เรียกว่า “ลัทธิเหมา” (Maoism) เหมาเจ๋อตุงได้เรียกวิธีการของตนว่า “ประชาธิปไตยแผนใหม่” ซึ่งเน้นความสำคัญในการรวมกลุ่มชาวไร่ ชาวนา กรรมกร ปัญญาชน และนายทุน เข้ามาเป็นแกนกลางของคอมมิวนิสต์ เพื่อสนับสนุนการปฏิวัติ

3.เหมาเจ๋อตุงให้ความสำคัญของการต่อสู้ด้วยการใช้กำลังพลและอาวุธ โดยแสดงออกในรูปของสงครามปลดปล่อย ซึ่งมีทหารป่า และกองโจรติดอาวุธเป็นหัวหอกในการขยายอิทธิพล สำหรับกลยุทธที่ทหารป่า และกองโจรดำเนินการนั้นใช้หลัก “มึงมา ข้ามุด มึงหยุด ข้าแหย่ มึงแย่ ข้าตี มึงหนี ข้าตาม”

เหมา  เจ๋อ ตุง นับเป็นอีกบุคคลหนึ่งที่เป็นบุคคลสำคัญของโลกและเป็นผู้นำที่สำคัญและทำให้สาธารณรัฐประชาชนจีนเกิดการเปลี่ยนแปลงด้านการเมืองการปกครองเป็นอย่างมาก เหมาเป็นผู้นำที่มีวิสัยทัศน์ มีแนวความคิดที่ดีที่อยากจะเห็นประเทศชาติบ้านเมืองของตนดำเนินไปในแนวทางที่ดีแบบที่ควรค่าแก่การเป็นประเทศชาติที่ดี ทุกๆ อย่างในการดำเนินงานด้านต่างๆ ของเหมาเขามักจะนึกถึงผลกระทบต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นตามมาเสมอว่าจะเกิดผลกระทบต่อประชาชนภายใต้การปกครองของตนอย่างไรบ้าง  และนั่นจึงอาจเป็นเหตุผลให้มีประชาชนไม่น้อยที่รักในการปกครองระบบของเหมาเพราะเขามักจะเอาชนะจิตใจของประชาชนนั่นเอง

อ้างอิง

สังคมนิยมและคอมมิวนิสม์. สืบค้นเมื่อ 30 พฤษภาคม 2559 , จาก http://www.baanjomyut.com/library_2/socialist_and_communist_zionist/04.html

เหมา เจ๋อตง. สืบค้นเมื่อ 30 พฤษภาคม 2559 , จาก https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%B2_%E0%B9%80%E0%B8%88%E0%B9%8B%E0%B8%AD%E0%B8%95%E0%B8%87

เหมาเจ๋อตุง จักรพรรดิแดง. สืบค้นเมื่อ 30 พฤษภาคม 2559 , จาก http://www.banprak-nfe.com/webboard/index.php?topic=965.0

กลยุทธ์ 8 ประการของประธานเหมา. สืบค้นเมื่อ 30 พฤษภาคม 2559 , จาก http://www.homeloverthai.com/index.php?option=com_content&task=view&id=1464&Itemid=1

อ่านเพิ่มเติม »

เหตุการณ์การทิ้งระเบิดปรมาณูที่เมืองฮิโรชิมา

โดย กันยาวีร์ แสงสีแก้ว

 “สงครามย่อมส่งผลกระทบต่อจิตใจ ความเจ็บปวดของผู้คนในยุคก่อนยังคงส่งผลต่อจิตใจของผู้คนในยุคหลัง…” (ปิยะโชค ถาวรมาศ, 2556)

เรื่องราวของการทำลายล้างมวลมนุษยชาติด้วยอาวุธครั้งแรกในประวัติศาสตร์นั้น เกิดขึ้นเมื่อ 6 สิงหาคม ค.ศ. 1945 ณ จักรวรรดิญี่ปุ่น  หากย้อนกลับไปในปี ค.ศ.1920 จะพบว่าญี่ปุ่นเกิดปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำอย่างหนัก แนวคิดเรื่องการปกครองแบบเผด็จการมีอิทธิพลในหมู่ของทหารญี่ปุ่น อีกทั้งยังได้รับการสนับสนุนจากประชาชนที่ตกอยู่ในสภาวะอับจนทางเศรษฐกิจ เกิดการแยกตัวเป็นอิสระของกองทัพจากการบังคับของรัฐบาล ต่อมาในปี ค.ศ. 1931 กองทัพญี่ปุ่นได้เข้ายึดแมนจูเรียของจีน โดยที่รัฐบาลญี่ปุ่นไม่ทราบเรื่อง ถือว่ากองทัพไม่ยอมรับอำนาจของรัฐบาลได้อย่างชัดเจน

ประเทศญี่ปุ่นมีรูปแบบการบริหารจัดการประเทศเผด็จการแบบฟาสซิสต์เหมือนยุโรป นับตั้งแต่ นายพลฮิเดกิ โตโจ นายทหารคนสำคัญ ได้รับการแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ในปี ค.ศ. 1941 ทางยุโรปเกิดสงครามรุกรานกัน ช่วงเริ่มสงครามแรกๆนั้น ญี่ปุ่นท่าทางจะไปได้สวยเลยทีเดียว ขณะที่ทูตญี่ปุ่นกำลังดำเนินการเจรจาทางการทูตเพื่อแก้ไขปัญหากับสหรัฐอเมริกาอยู่นั้น ได้เกิดเหตุการณ์หนึ่งขึ้นซึ่งกองทัพญี่ปุ่นได้บุกเข้าเพิร์ลฮาร์เบอร์ซึ่งเกาะเล็กๆ ของหมู่เกาะฮาวาย ตีฐานทัพของสหรัฐอเมริกาที่อยู่บนเกาะ ซึ่งถือเป็นฐานทัพใหญ่ของสหรัฐอเมริกาที่คุมกำลังด้านแปซิฟิก โดยที่อเมริกาทำอะไรไม่ได้เลย ขณะเดียวกันญี่ปุ่นเริ่มบุกรุกเพื่อนบ้านในแถบเอเชีย อาคเนย์ ไม่มีประเทศไหนสามารถต้านทานญี่ปุ่นได้ กองกำลังของญี่ปุ่นเข้มแข็งมาก และการเข้าโจมตีเกาะเพิร์ลฮาร์เบอร์ของญี่ปุ่นในครั้งนั้น สร้างความไม่พอใจให้แก่สหรัฐอเมริกา เป็นการดันให้ทั้ง ญี่ปุ่นและสหรัฐอเมริกา เข้าสู่สงครามโลกครั้งที่สอง

แต่เมื่อถึงช่วงปลายสงครามโลกครั้งที่ 2 นั้น ญี่ปุ่นเริ่มอ่อนแอ ไม่สามารถต้านประเทศมหาอำนาจอย่างอเมริกาได้ เรือบรรทุกนํ้ามันโดนโจมตี เรือที่ขนเสบียงก็โดนตี คนญี่ปุ่นที่ไปรบในแถบอาเซียนเสียชีวิต จากการขาดเสบียงอาหารและยารักษาโรคเป็นจำนวนมาก ในประเทศญี่ปุ่น เครื่องบินอเมริกาบินมาถล่มญี่ปุ่นทุกค่ำคืน เมืองใหญ่ๆ ไม่ว่าจะเป็นโตเกียว โอซาก้า นาโกย่า ตอนปลายสงครามโดนถล่มแทบจะเป็นเมืองร้าง ทั้งทหารและพลเรือนเสียชีวิตเป็นจำนวนมาก

ย้อนกลับไปตั้งแต่เกาะเพิร์ลฮาร์เบอร์โดนญี่ปุ่นถล่มยับเยิน ได้มีโครงการหนึ่งเกิดขึ้น เป็นโครงการที่เร่งเครื่องไปข้างหน้า อย่างลับ ๆ ซึ่งโครงการนั้นก็คือ โครงการสร้างระเบิดนิวเคลียร์ การทดลองระเบิดนิวเคลียร์ลูกแรกของโลก ซึ่งนั่นคือว่าที่หายนะของเมืองฮิโรชิมาที่จะกล่าวต่อไป



สถานการณ์สงครามโลกเริ่มคลี่คลายไปมากถึงปี ค.ศ. 1944 และโครงการสร้างระเบิดนิวเคลียร์นี้ได้ประสบผลสำเร็จในกลางปี คศ. 1945 สหรัฐอเมริกาจึงเตรียมที่จะใช้อาวุธนี้จัดการกับประเทศญี่ปุ่น ได้ยื่นคำขาดให้ญี่ปุ่นยอมจำนน แต่ญี่ปุ่นหายอมจำนนไม่

และแล้วในวันที่ 6 สิงหาคม 1945 เครื่องบินบี-29 ลำหนึ่งได้บินอยู่เหนือเมืองฮิโรชิมา เพื่อตรวจสอบสภาพอากาศ ทำให้ประชาชนตื่นกลัวและหลบอยู่ในที่กำบัง เครื่องบินตรวจสอบสภาพอากาศรายงานผลไปยัง อีโนล่า เกย์  เมื่อเครื่องบินตรวจสอบอากาศบินเลยผ่านไปโดยไม่มีการโจมตี ช่วงนั้นดูเหมือนปลอดภัยแล้ว ต่อมา ในเวลา 8:15 นาฬิกา ระเบิดปรมาณู “Little Boy” ถูกจุดระเบิด ณ ตำแหน่งความสูง 580 เมตร เหนือเมืองฮิโรชิมา โดยทิ้งจากเครื่องบินของสหรัฐอเมริกาชื่อ “อีโนล่า เกย์” ที่เพดานบินสูง 9,500 เมตร
 

ภาพถ่ายทางอากาศของเมืองฮิโรชิมา ก่อนและหลังถูกระเบิดปรมณูทำลาย

หลังจากหล่นลงมา 43 วินาที กลไกที่ทำงานตามเวลาและแรงดันอากาศก็เริ่มกระบวนการจุดระเบิด  เกิดเป็นควันขาวอมเขียวพวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้าเป็นรูปดอกเห็ดสูงถึง 10 กิโลเมตร อันเป็นลักษณะเฉพาะของระเบิดนิวเคลียร์และเกิดแสงสว่างอันเจิดจ้า แรงระเบิดขนาด 15 กิโลตัน ระเบิดเหนือพื้นดิน 500 เมตร ปล่อยอานุภาพทำลายล้างออกมาทีละขั้น ประกายไฟที่ออกมาจากลูกไฟยักษ์ที่กว้างถึง 300 เมตร ทำให้อุณหภูมิที่อยู่ด้านล่างลูกไฟนั้นสูงถึง 4,000 องศาเซลเซียสและในอาณาบริเวณรัศมี 1 กิโลเมตร ความร้อนสูงขึ้นถึง 540 องศาเซลเซียส รังสีความร้อนหลอมละลายทุกอย่างที่อยู่ในที่โล่ง ถ้าไม่ระเหยกลายเป็นไอ ก็กลายเป็นเถ้าถ่านไปในทันที



ประชาชนที่โชคดีที่อยู่รัศมีเขตศูนย์กลางจะตายอย่างมีความสุขในทันทีโดยไม่รู้สึกตัว ร่างกายจะแปรสภาพเป็นเถ้าถ่านในชั่วพริบตาเดียว ผู้คนที่อยู่ห่างออกไป จะได้รับผลกระทบจากกระแสความร้อน ทำให้บาดเจ็บทรมานอย่างมาก ผิวไหม้และอิทธิฤทธิ์อีกประการของระเบิดตามมาคือ "แรงระเบิด" ซึ่งเป็น shock wave ความเร็วเบื้องต้นถึง 3.2 กิโลเมตรต่อวินาที แรงระเบิดทำให้เมืองฮิโรชิมาทลายราบเป็นหน้ากลองทั้งเมือง ยังคงเหลืออาคารก่อสร้างอยู่เพียง 10 เปอร์เซ็นต์ของที่มีเดิมเท่านั้น ปฏิบัติการของทหารอเมริกันครั้งนั้นคร่าชีวิตคนไปราว 240,000 คน ถึงกระนั้นญี่ปุ่นยังไม่ยอมจำนน สหรัฐอเมริกาจึงได้ทิ้งระเบิดปรมาณูลูกที่สองใส่ญี่ปุ่นที่นางาซากิอีก จึงเป็นการยุติสงครามโดยสิ้นเชิง รัฐบาลญี่ปุ่นจึงประกาศยอมจำนนอย่างไม่มีเงื่อนไข

ฮิโรชิมา เป็นเมืองเป้าหมายที่ถูกเลือกเป็นแห่งแรกเนื่องมาจาก 1.พื้นที่ของเป้าหมายต้องมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 3 ไมล์และเป็นเขตชุมชุนที่สำคัญขนาดใหญ่ เมื่อปล่อยระเบิด ต้องสามารถทำลายล้างและสร้างความเสียหายได้อย่างมีประสิทธิภาพ 2.เป้าหมายมียุทโธปกรณ์ โรงผลิตอาวุธมากมายและที่ตั้งของกองทัพทหารต้องได้รับการระบุที่ตั้งแน่นอน เพื่อป้องกันหากการทิ้งระเบิดเกิดข้อผิดพลาด เมื่อมีการเลือกแบบนี้ทำให้ฮิโรชิมาเหมาะแก่การทิ้งระเบิดเป็นอย่างยิ่ง  

ในสงครามโลกครั้งที่สอง ถือเป็นสงครามแห่งการสูญเสียของทุกประเทศทั้งเข้าร่วมและไม่เข้าร่วมแต่ได้รับความสูญเสียด้วยในสงครามโลกครั้งนี้ ซึ่งมีหลายเมืองที่ประสบกับการสูญเสียที่ไม่อาจลบเลือน แค่เพียงไม่สามารถเทียบเคียงกับเหตุระเบิดของเมือง ฮิโรชิมา แห่งนี้ได้เท่านั้น

อ้างอิง :

เคยสงสัยหรือไม่?? ทำไมต้องเป็นฮิโรชิมา และนางาซากิ    ค้นเมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2559  จาก http://www.unigang.com/Article/4310

เหตุการณ์ทิ้งระเบิดปรมณูที่ฮิโรชิม่า    ค้นเมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2559  จาก http://pantip.com/topic/30392023

ระเบิดปรมาณูนิวเคลียร์ ถล่มเมืองฮิโรชิมากับนางาซากิ. ค้นเมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2559,  จาก http://www.neutron.rmutphysics.com/science-news/index.php?option=com_content&task=view&id=836&Itemid=4

รำลึกถึงการทิ้งระเบิดปรมาณู. ค้นเมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2559,  จาก http://www.baanjomyut.com/library_2/atom/04.html

6 สิงหาคม ย้อนรอยประวัติศาสตร์ เมืองฮิโรชิมา. ค้นเมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2559,  จาก http://www.vcharkarn.com/varticle/44012

รำลึกถึงโศกนาฏกรรมครั้งร้ายแรงที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ของโลก. ค้นเมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2559,  จาก http://www.unigang.com/Article/3286



อ่านเพิ่มเติม »

โคลอสเซียม (Colosseum)

โดย สิบสกุล โพธิ์พันธุ์กระจ่าง

หากย้อนเวลากลับไปค้นหาอาณาจักรที่มีชื่อเสียงและเป็นที่รู้จักมากที่สุดในประวัติศาสตร์ คงจะหนีไม่พ้น อาณาจักรโรมัน  อาณาจักรโรมันหรือจักรวรรดิโรมันนั้น ได้ก่อให้เกิดอารยธรรมหลายอย่างขึ้นมาที่ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางวัฒณธรรมและเป็นแบบแผนในการใช้ชีวิตในยุคปัจจุบัน ทั้งด้าน กฎหมาย ด้านการเมือง การปกครอง สาธารณูปโภค ด้านชลประทาน และอื่นๆอีกหลายๆด้าน รวมถึง ด้านกีฬา  ในสมัยกรีกนั้นได้เกิดกีฬาขึ้นมาหลายอย่าง อาทิ เช่น กีฬาโอลิมปิก และมาราธอน แต่ต่อมาในสมัยโรมันนั้นได้นิยมจัดการเล่นกีฬากลางแจ้ง เช่น การสู้รับ โดยจัดการแข่งขันในสนามกีฬาที่ถูกจัดสร้างขึ้นมาให้มีขนาดใหญ่พอที่จะจุผู้ชมให้ได้ราว 50,000 คน สนามกีฬาที่มีขนาดใหญ่มหึมาแห่งนี้ มีชื่อว่า “โคลอสเซียม”

โคลอสเซียม หรือ โคลอสโซ  ถือว่าเป็นสนามกีฬากลางแจ้งขนาดใหญ่ ที่มีลักษณะเป็นรูปวงกลมคล้ายอัฒจันทร์ก่อสร้างด้วยอิฐและหินทรายทำให้เป็นสถาปัตยกรรมที่มีความแข็งแรงและขนาดมหึมามีอายุเฉลี่ยมากกว่า 1,900ปี โดยสามารถวัดโดยรอบตัวสนามได้ประมาณ 527 เมตร สูงประมาณ 57 เมตร และสามารถจุผู้ชมได้ถึง 50,000คน ถึงแม้ว่าสนามกีฬาจะมีรูปร่างวงกลม แต่ภายในตัวสนามกีฬาจริงๆนั้นกลับมีรูปร่างเป็นวงรี ถือว่านับเป็นการก่อสร้างที่ชาญฉลาดของคนในสมัยนั้น ก็เพื่อไม่ให้มีจุดอับและให้ผู้ชมได้รู้สึกว่าตนได้เข้าใกล้นักกีฬามากขึ้นนั่นเอง อีกทั้งภายในสนามยังมีระบบระบายน้ำที่ถูกทำขึ้นเพื่อไม่ให้เกิดน้ำขังในสนามเวลาที่ฝนตกอีกด้วย

โดยปัจจุบัน โคลอสเซียมนั้นได้ตั้งอยู่ใจกลางกรุงโรม ประเทศอิตาลี ภายใต้การควบคุมดูแลของรัฐบาลอิตาลี


     
โดยแต่เดิมทีโคลอสเซียมนั้นถูกก่อตั้งในสมัยพระเจ้าจักรพรรดิเวสปาเซียน (Vespasian) ซึ่งเป็นผู้ก่อตั้งราชวงศ์ฟลาเวียน (Flavian) เมื่อพระองค์เสด็จขึ้นครองราชย์ใน ค.ศ. 69  ทำให้มีการสันนิษฐานว่าโคลอสเซียมนั้นถูกสร้างใน ค.ศ.72 แล้วเสร็จในสมัยของพระเจ้าจักรพรรดิไททัส ในคริสต์ศตวรรษที่ 1 หรือประมาณปี ค.ศ. 80 โดยใช้ระยะเวลาสร้างประมาณ 8ปี เป็นสิ่งที่ไม่น่าเชื่อว่าจะสามราถสร้างเสร็จในระยะเวลาอันสั้นด้วยเทคโนโลยีที่มีในขณะนั้น



โคลอสเซียมนั้นเป็นสนามกีฬาที่เปิดให้ชาวโรมันได้เข้าชมสัตว์ป่าต่อสู้กัน รวมถึงคนต่อสู้กับสัตว์ป่า เช่น เปิดให้คนสู้กับสิงโต หรือหมูป่าดุร้าย เมื่อคนต่อสู้สัตว์ร้ายได้จะถือว่าคนนั้นเป็นผู้ชนะและจุดเด่นของโคลอสเซียมนั้น ยังมีไว้เพื่อนชมการแข่งขันของการต่อสู้ระหว่างคนกับคน หรือที่เรียกกันว่า กลาดิเอเตอร์

กลาดิเอเตอร์ส่วนมากนั้นคือ เชลยจากสงครามหรือทาส โดยเชลยสงครามจะถูกจับมาเป็นนักกีฬาเพื่อต่อสู้ให้ผู้ชมกว่า 50,000คนได้ชมและได้พนันกันอย่างสนุกสนาน  โดยกลาดิเอเตอร์ผู้ที่ชนะก็จะต่อสู้     และสังหารผู้แพ้เพื่อที่จะไปต่อสู้กับกลาดิเอเตอร์ผู้ที่เก่งกว่าไปเรื่อยๆ  จนกว่าจะเป็นสุดยอดแห่งกลาดิเอเตอร์  เพราะเขาเหล่านั้นเชื่อว่าถ้าเป็นที่หนึ่ง ก็จะมีอิสรภาพและหลุดพ้นจากการเป็นทาสสงครามได้ สำหรับผู้ที่ตายในการต่อสู้นั้น ก็จะได้รับเงินค่าฌาปณกิจจากผู้คนที่มารับชมการแสดง  ต่อมาเมื่อยุครุ่งเรืองเริ่มจางหายไป การต่อสู้ก็เริ่มลดจำนวนน้อยลง เชื่อกันว่าการต่อสู้ครั้งสุดท้าย ของกลาดิเอเตอร์นั้นสิ้นสุดลงเมื่อ ค.ศ.404 สันนิษฐานว่าเกิดจากเหตุแผ่นดินไหวจึงไม่สามารถจัดการแข่งขันต่อไปได้

ต่อมาภายหลังจากที่อาณาจักรโรมันเสื่อมสภาพลง ก็ถูกข้าศึกเข้าทำลายหลายครั้งจนที่สุด โคลอสเซียมหรือสนามกีฬากลางแจ้งอันรุ่งโรจน์ของโรมันก็ถูกทำลายลง เหลือแต่เพียงเศษซากของสถาปัตยกรรมขนาดมหึมาดำรงไว้ถึงปัจจุบันไว้ให้ได้ชมกัน

นับได้ว่าโคลอสเซียมคือ 1 ใน 7สิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคใหม่ จากการจัดอันดับของการลงคะแนนทั่วโลกถือว่าเป็นสถาปัตยกรรมโบราณอย่างหนึ่งที่มีให้เห็นจวบจนปัจจุบันและควรค่าแก่การอณุรักษ์ไว้ โดยปัจจุบันนั้นโคลอสเซียมได้อยู่ภายใต้อำนาจกำกับดูแลของรัฐบาลอิตาลีซึ่งเปิดให้คนทั่วไปเข้าชมโดยมีค่าใช้จ่าย ปัจจุบันโคลอสเซียมตั้งอยู่บริเวณด้านข้างของประตูชัยคอนสแตนติน ซึ่งถือได้ว่าเป็นประตูชัยต้นแบบของประเทศฝรั่งเศส โดยในวันที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2550 โคลอสเซียมได้ถูกจัดอำดับให้เป็น 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกจากการโหวดโดยประชาชนทั่วไป

อ้างอิง

สมเจตน์ เจตนสุนทรเวทิน.2559. สนามกีฬากลางแจ้งขนาดใหญ่ที่มีโครงสร้างเกือบสมบูรณ์ตั้งอยู่ใจกลางกรุงโรม ใช้เวลาก่อสร้างประมาณ 10 ปี โดยเริ่มต้นสมัยจักรพรรดิเวสปาเซียน (ราวปี ค.ศ. 72)(ออนไลน์). สืบค้นเมื่อ 14 มีนาคม 2559, จาก:  http://www.sahavicha.com/?name=knowledge&file=readknowledge&id=3004

Abroad-Tour.com.2559. โคลอสเซียม(ออนไลน์). สืบค้นเมื่อ 14 มีนาคม 2559, จาก:  http://www.abroad-tour.com/italy/world_heritage/colosseum.html.

วิกิพีเดีย.2559. โคลอสเซียม. สืบค้นเมื่อ 14 มีนาคม 2559, จาก: https://th.wikipedia.org/wiki/โคลอสเซียม(ออนไลน์).


อ่านเพิ่มเติม »

บาร์เซโลน่า (Barcelona)

โดย ก่อเกียรติ ชัยตอกเตี้ย

หากจะพูดถึงเมืองที่สำคัญๆ  ที่เป็นเมืองที่ชาวนักท่องเที่ยวมักจะมาเที่ยวชมยอมเป็นเมืองที่ ใหญ่หรือไม่ก็เป็นเมืองหลวง ของประเทศนั้นๆ โดยลักษณะเมืองต่างๆ นี้ก็จะมีเอกลักษณ์ที่โดดเด่นที่เป็นของเมืองตัวเองโดยที่จุดเด่นนั้นจะมาเป็นจุดเด่น ที่ดึงดูดเชิญชวนให้ผู้ที่มีใจรักในการท่องเที่ยว ได้มาหาประสบการณ์ที่แปลกใหม่ กับการท่องเที่ยวกับเมืองท่องเที่ยวสำคัญๆนี้ โดยในที่นี้จะพูดถึงเมืองทางตะวันออกของประเทศสเปน ซึ่งเป็นเมืองที่มีความยิ่งใหญ่อีกเมืองหนึ่งของสเปนเลยก็ว่าได้ และเป็นเมืองที่มีเสน่ห์ให้นักท่องเที่ยว หรือ ผู้ที่ชื่นชอบในการท่องเที่ยว ได้มารับประสบการณ์ที่หาซื้อไม่ได้จากเมืองนี้ ซึ่งเมืองที่กล่าวเกลิ่นมานั้นก็คือ “เมือง บาร์เซโลน่า”  นั้นเอง

บาร์เซโลน่า เป็นเมืองที่ยิ่งใหญ่เป็นอันดับสองรองจากเมืองหลวง นั้นก็คือเมืองมาดริด นั้นเอง และบาร์เซโลน่าก็เป็นเมืองที่มีประชากรที่อาศัยอยู่หนาแน่น มากๆกว่าสองล้านคนเลยทีเดียว โดยเมืองบาร์เซโลน่านั้น เป็นเมือง ที่ติดกับชายฝั่งทะเลเมดิเตอร์เรเนี่ยน ทางตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศสเปน ทำให้อากาศไม่ค่อยร้อนอบอ้าวจนเกินไปตอนกลางวันก็จะมีลมทะเลพัดให้ลมเย็นสบาย และเมืองบาร์เซโลน่า นี้เป็นเมืองที่มีสถาปัตยกรรมหลายแห่งที่สร้างขึ้นตั้งแต่สมัยเมื่อ 2000 ปีก่อนทำให้เมืองบาร์เซโลน่าเป็นเมืองที่เป็นตัวเลือกอันดับแรกๆเลยสำหรับผู้ที่จะมาท่องเที่ยวประเทศสเปนเลยก็ว่าได้ เพราะเป็นเมืองที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานตั้งแต่เป็นเมืองสมัยยุคโรมันเมื่อก่อน ยังใช้ชื่อเมืองว่า บาร์ซิโน่


ที่มา: http://l.facebook.com/

ถ้าเมืองบาร์เซโลน่านั้นต้องมองย้อนกลับไปถึง ศตวรรษที่ 9  หรือ  900 ร้อยปีก่อนเลยที่เดียว แต่ก็มีสิ่งก่อสร้างหรือสถาปัตยกรรมที่มีความเก่าแก่กว่าที่กล่าวมาข้างต้นอยู่หลายแห่ง ทำให้ได้ทราบว่า เมืองบาร์เซโลน่านั้นได้เกิดมาก่อนที่นักวิชาการได้คาดการณ์ไว้อีกซะด้วย ในราวศตวรรษที่ 2-4 ก่อนคริสตกาลนั้น เมืองบาร์เซโลน่าเคยเป็นหุบเขา ที่อยู่บนพื้นที่ราบ จัตุรัสบาร์เซโลน่า จึงมีคนอาศัยอยู่เป็นชุมชนเล็กๆ แต่สิ่งที่น่าสนใจมากกว่านั้นก็คือเรื่องเล่าขานหรือตำนานที่ถูกเล่าต่อๆ กันมารุ่นสู่รุ่น เรื่องได้ถูกเล่าถึงการสร้างเมืองเพื่อมอบให้แก่เฮอร์คิวลิสเมื่อ 400 ปีก่อนการสร้างกรุงโรมและถูกสร้างขึ้นใหม่โดยชาวนครคาร์เธจที่ชื่อ ฮามิลคาร์  บาร์คา ชายผู้เป็นพ่อของฮันนิบาลและตั้งชื่อเมืองบาชิโนตามนามสกุลของเขาอีกด้วย

เมื่อปี ค.ศ. 1992 เมืองบาร์เซโลน่านี้ ก็เคยเป็นเจ้าภาพในการจัดมหกรรมกีฬาโอลิมปิก ทำให้เมืองมีซื่อเสียงตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา และ เมื่อเวลาผ่านไปก็มีการสร้างสถาปัตยกรรมใหม่ๆมาผสมผสานกับของเดิมที่สวยงามอยู่แล้ว ทำให้มีความสวยงามขึ้นไปอีก และนี้ก็คืออีกหนึ่งสาเหตุที่นักท่องเที่ยวนิยมมาเที่ยวชมศิลปะร่วมสมัยที่ร่วมเอาความเก่าแก่และความใหม่เข้ากันได้อย่างลงตัว

เนื่องจากเมืองบาร์เซโลน่าเป็นเมืองที่อยู่ที่ประเทศสเปนดังนั้นชาวเมืองบาร์เซโลน่าส่วนใหญ่จะใช้ภาษาสเปน และจะใช้ควบคู่ไปกับภาษาท้องถิ่นนั้นก็คือ คาตะลัน แต่ถ้าส่วนใหญ่จะใช้ภาษาคาตะลันเท่านั้นที่เป็นหลัก เนื่องจากสเปนจะแบ่งกันเป็นแคว้นๆ ในอดีต และที่ที่เมืองบาร์เซโลน่าตั้งอยู่ก็คือแคว้นคาตะลันโดยสมัยก่อน ชาวเมืองบาร์เซโลน่าจะเรียก แทนตัวเองว่า ชาว คาตาโรเนียน และดินแดนจะเรียกว่าคาตาโรเนีย และภาษาคาตะลัน จะไม่เหมือนกับภาษาสเปน โดยจะไปคล้ายกับภาษาฝรั่งเศสซะมากกว่า

โดยการเดินทางไปเมืองบาร์เซโลน่านั้นก็ง่ายมากเพราะเมืองบาร์เซโลน่านั้นมีสนามบินเป็นของตัวเองทำให้ไม่ต้องไปบินลงที่เมืองใดเมืองหนึ่งเพื่อเดินทางต่อมาที่เมือง ส่วนการเดินทางในเมืองจะมีบริการ รถไฟฟ้าและรถประจำทางเพื่อบริการกับนักท่องเที่ยวและชาวเมืองอีกด้วย

โดยภายในเมืองบาร์เซโลน่า ก็มีสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจอยู่หลายแห่ง อาทิเช่น โบสถ์ ซากาด้า แฟมีเลีย ซึ่งเป็นโบสถ์เก่าแก่ที่มีอายุกว่า 100 ปีมาแล้วและยังมีการสร้างต่อเพื่อให้ตัวโบสถ์มีขนาดใหญ่ขึ้น ซึ่งโบสถ์นี่เป็นโบสถ์ที่มีชื่อเสียงเป็นอันดับแรกๆของเมืองบาร์เซโลน่าเลยทีเดียว เพราะภายในตัวโบสถ์นั้นออกแบบมาให้เล่นกับธรรมชาติโดยใช้แสงจากดวงอาทิตย์มาสะท้อนกับตัวกระจกที่อยู่ในตัวโบสถ์ให้เป็นรูปต่างๆ  ถือเป็นสถานที่ที่ผู้ที่ไปเมืองบาร์เซโลน่าไม่ไปไม่ได้ แม้แต่ประการเดียว


ที่มา: https://l.facebook.com/l

ภายในเมืองมีสถานที่ให้ท่องเที่ยวอีกมากมาย รวมไปถึงสนามกีฬาที่มีชื่อเสียงไม่ว่าจะเป็นสนามเทนนิสที่ใช้ใจงานเทนนิสบาร์เซโลน่า โอเพ่น และสนามฟุตบอลที่มีความจุเยอะที่สุดในยุโรป นั้นก็คือสนาม คัมป์ นู ของ ทีมเอฟซี บาร์เซโลน่านั้นเอง เป็นสนามที่นักท่องเที่ยวสามารถเข้าชมในวันที่มีการแข่งขัน และ ในวันที่ไม่มีการแข่งขัน ก็สามารถซื้อตั๋วเข้าชมสนามได้เช่นกัน

เมืองบาร์เซโลน่าเป็นเมืองที่สวยงามและมีความสถาปัตยกรรมมากมายที่ผสมผสานระหว่างความเก่าแก่และความร่วมสมัย จึงเป็นเมืองที่ชีวิตนี้ไม่ควรพลาดที่จะไปเที่ยวเลย


อ้างอิง

กระปุกดอทคอม. ๒๕๕๙. ที่เที่ยวบาร์เซโลน่า. (ออนไลน์). สืบค้นเมื่อ ๒๗ มีนาคม ๒๕๕๙, จาก : http://travel.kapook.com/view99237.html

ท่องเที่ยวสเปน. ๒๕๕๙. บาร์เซโลน่า. (ออนไลน์). สืบค้นเมื่อ ๒๗ มีนาคม ๒๕๕๙, จาก :http://www.hoteltravel.com/th/spain/barcelona/barcelona-weather.htm

เที่ยวต่างประเทศ. ๒๕๕๙. บาร์เซโลน่า,ประวัติ,ที่เที่ยว. (ออนไลน์). สืบค้นเมื่อ ๒๗ มีนาคม ๒๕๕๙, จาก :http://www.hoteltravel.com/th/spain/barcelona/history-of-barcelona.htm

เรียนต่อต่างประเทศ. ๒๕๕๙. บาร์เซโลน่า. (ออนไลน์). สืบค้นเมื่อ ๒๗ มีนาคม ๒๕๕๙, จาก : http://www.educatepark.com/เรียนต่อสเปน/tourism-spain/

mthaitravel. ๒๕๕๙. เมืองบาร์เซโลน่า. (ออนไลน์). สืบค้นเมื่อ ๒๗ มีนาคม ๒๕๕๙, จาก : http://travel.mthai.com/world-travel/60159.html
อ่านเพิ่มเติม »

โศกนาฏกรรมในมิวนิค

โดย จารุวรรณ แก้วไทย

มิวนิค (Munich) เป็นเมืองหลวงของรัฐบาวาเรีย (Bavaria) ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของประเทศเยอรมนี ซึ่งเป็นเมืองที่ใหญ่เป็นอันดับที่สามของเยอรมนี รองจากอันดับหนึ่งคือเบอร์ลิน และอันดับสองคือฮัมบูร์ก อีกทั้งยังเป็นเมืองที่มีความมั่งคั่งเป็นอันดับต้นๆในทวีปยุโรป จึงเป็นเมืองที่มีความสำคัญ และมีเหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้นมากมายในเมืองแห่งนี้ ซึ่งในบางเหตุการณ์ เรียกได้ว่าเป็นโศกนาฏกรรมที่นำความสลดใจสู่ผู้รับรู้เป็นอย่างยิ่ง

เหตุการณ์ที่ถือเป็นโศกนาฏกรรมครั้งหนึ่งที่เกิดขึ้นที่มิวนิค อันเป็นเหตุการณ์ที่ทำให้แฟนฟุตบอลทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ต้องจดจำความโศกเศร้าเสียใจ จากโศกนาฏกรรมที่ไม่มีใครคาดคิดว่าจะเกิดขึ้น  โศกนาฏกรรมอันเป็นเหตุให้ยอดทีมที่แข็งแกร่งและยิ่งใหญ่ที่สุดในขณะนั้น และเป็นทีมที่ดีที่สุดในประวัติศาสตร์ของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ถูกทำลายลงไป

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1958 ทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ต้องเดินทางโดยเครื่องบินอลิซาเบธัน จากกรุงเบลเกรด ประเทศเซอร์เบีย เพื่อไปแข่งขันฟุตบอลยูโรเปี้ยนคัพ รอบก่อนรองชนะเลิศ ในระหว่างการเดินทางต้องแวะเติมเชื้อเพลิงที่สนามบินกรุงมิวนิค แต่เนื่องจากในขณะนั้นมีพายุหิมะเกิดขึ้น ในขั้นตอนการนำเครื่องลงต้องเผชิญกับปัญหาทางทัศนวิสัย เนื่องจากเมฆลอยต่ำ มีหิมะตก นักบินสามารถนำเครื่องลงจอดได้หลังจากต้องขับวนอยู่เป็นเวลานาน และในขั้นตอนการนำเครื่องบินขึ้นสู่ท้องฟ้าก็ประสบกับปัญหานี้เช่นกัน รันเวย์เต็มไปด้วยหิมะ และมองไม่เห็นทัศนียภาพนอกกระจกเนื่องจากถูกปกคลุมไปด้วยหิมะ นักบินพยายามเร่งเครื่องเพื่อที่จะออกตัว แต่แทนที่หัวเครื่องจะเชิดขึ้นฟ้ากลับดิ่งลงละพุ่งไปข้างหน้า ทำให้เครื่องบินพุ่งชนแนวกั้นและบ้านเรือนในละแวกนั้น ปีกและหางของเครื่องบินได้รับความเสียหายและเกิดระเบิดขึ้น


ภาพนักเตะทีมแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด ภาพถ่ายก่อนขึ้นเครื่อง

อุบัติเหตุในครั้งนี้ทำให้มีนักเตะเสียชีวิต 8 ราย ได้แก่วอลเตอร์ คริกเมอร์, ทอม เคอร์รี่, เบิร์ท วอลลี่ย์, ทอมมี่ เทย์เลอร์, เดวิด เพ็กก์, เจฟฟ์ เบนท์, เอ็ดดี้ โคลแมน, โรเจอร์ เบิร์น, มาร์ค โจนส์, เลียม วีแลน คนที่เสียชีวิตในเวลาต่อมา หลังเข้ารับการรักษาที่โรงพยายาบาลคือ ดันแคน เอ็ดเวิร์ดส์ ซึ่งได้รับการขนานนามว่าเป็นตำนานที่ยิ่งใหญ่, ทอม แจ๊คสัน และ แฟร้งค์ สวิฟต์ นอกจากนี้ยังมีสื่อมวลชน ทีมงานของสโมสรและนักบิน นาฬิกาที่สนามโอลด์ แทรฟฟอร์ด ซึ่งเป็นสนามของสโมสรแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ถูกหยุดไว้ในเวลา 15.03 น. เพื่อเป็นการไว้อาลัยและเป็นสิ่งย้ำเตือนให้ระลึกถึงความสูญเสียที่เคยเกิดขึ้น

อีกหนึ่งโศกนาฏกรรมที่เป็นที่น่าหวาดกลัวและน่าเศร้าอีกเหตุการณ์หนึ่งที่เกิดขึ้นในมิวนิค คือ เหตุก่อการณ์ร้ายที่เกิดขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1972 กรุงมิวนิคได้เป็นเจ้าภาพในการจัดการแข่งขันกีฬาโอลิมปิก ครั้งที่ 20 ที่โอลิมปิก สเตเดียม ทั้งนี้วัตถุประสงค์ของการจัดการแข่งขันคือ เพื่อสร้างสัมพันธภาพทีดีต่อกันระหว่างประเทศในสังคมโลก แต่กลับเกิดโศกนาฏกรรมอันน่าเศร้าที่เกิดจากความแตกต่างทางด้านชาติพันธุ์ อุดมการณ์ ความเชื่อและศาสนา

ในวันที่ 5 กันยายน ค.ศ. 1972  เวลา 04.30 น. ตามเวลาเยอรมัน ได้เกิดการกลุ่มผู้ก่อการร้ายชาวปาเลสไตน์ที่เรียกตัวเองว่า ขบวนการกันยาทมิฬ หรือ Black September  จำนวน 8 คน พร้อมอาวุธปืนและระเบิดครบมือ บุกเข้าไปยังที่พักนักกีฬาชาวอิสราเอลในหมู่บ้านนักกีฬา เกิดการต่อสู้กันขึ้นทำให้ผู้ก่อการร้ายสังหารนักกีฬาอิสราเอลลงทันที 2 คน และมีผู้ก่อการร้ายตายไป 2 คน จากนั้นมีการจับตัวนักกีฬาและเจ้าหน้าที่รวม 9 คน เป็นตัวประกัน เพื่อใช้เป็นข้อเรียกร้องให้อิสราเอลปล่อยตัวนักโทษชาวปาเลสไตน์ 234 คน และอีก 2 คนที่ถูกคุมขังอยู่ที่เยอรมนี แต่รัฐบาลอิสราเอลปฏิเสธ

ในเวลา 15.30 น. ได้มีการยุติการแข่งขันกีฬาไว้ชั่วคราว กลุ่มผู้ก่อการร้ายต้องการนำตัวประกันไปที่อียิปต์เนื่องจากอียิปต์เป็นพันธมิตรกับโลกอาหรับ จึงได้ขอเฮลิคอปเตอร์ 2 ลำ เพื่อขนตัวประกันกับสมาชิกในกลุ่มขบวนการกันยาทมิฬไปลงที่สนามบินมิวนิค และขอเครื่องบินเจ็ทเพื่อไปยังสนามบินไคโร ประเทศอียิปต์ ซึ่งฝ่ายตำรวจประเทศเยอรมนีได้จัดให้ไปตามข้อเรียกร้อง

เมื่อล่วงเข้าวันที่ 6 กันยายน เวลา 00.30 น. ตำรวจเยอรมันได้วางแผนที่จะตลบหลังกลุ่มผู้ก่อการร้ายเพื่อจะชิงตัวประกัน มีการลงมืออย่างสะเปะสะปะเนื่องจากขาดประสบการณ์และไม่มีความเชี่ยวชาญในการรับมือกับการก่อการร้าย การช่วยเหลือและชิงตัวประกัน อีกทั้งยังไม่รับฟังคำแนะนำจากเจ้าหน้าที่ชาวอิสราเอล ทำให้เกิดการยิงต่อสู้กันระหว่างตำรวจและกลุ่มผู้ก่อการร้าย จนในที่สุด คนร้ายกราดยิงและได้ขว้างระเบิดใส่เฮลิคอปเตอร์ที่กักตัวประกันไว้ทั้งสองลำ ทำให้ตัวประกันเสียชีวิตทั้งหมด เวลาประมาณ 01.30 น. การยิงต่อสู้จบลง ผู้ก่อการร้ายเสียชีวิตไป 3 คน ซึ่งตายในการต่อสู้กับทีมนักกีฬาอิสราเอลที่บ้านพักนักกีฬา 2 คน  ถูกจับ 3 คน ฝ่ายตำรวจเยอรมันเสียชีวิต 1 นาย ส่วนอิสราเอลสูญเสียตัวประกันทั้ง 11 คนรวมกับนักกีฬาที่ต่อสู้กับผู้ก่อการร้ายที่บ้านพักนักกีฬา

หลังจากเหตุการณ์นั้น อิสราเอลได้เรียกตัวนักกีฬาที่เหลือกลับประเทศ และได้มีการลดธงโอลิมปิกลงเป็นเวลา 34 ชั่วโมงเพื่อเป็นการไว้อาลัยแก่นักกีฬาและเจ้าหน้าที่ที่เสียชีวิต นอกจากนี้ยังมีการเรียกร้องให้มีการจัดพิธีรำลึกขึ้นในสถานที่จัดโอลิมปิกทุกรบหลังจากนี้ เพื่อเป็นการระลึกถึงเหตุการณ์ความสูญเสีย และเป็นการประณามความชั่วร้ายของกลุ่มผู้ก่อการร้าย

เหตุการณ์ทั้งสองเหตุการณ์ข้างต้นเป็นโศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้นที่มิวนิค ประเทศเยอรมนี แม้สาเหตุของทั้งสองเหตุการณ์จะมีที่มาที่แตกต่างกัน แต่บทสรุปของเหตุการณ์คือความโศกเศร้าเสียใจของผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องและผู้ที่ได้รับรู้ แม้เหตุการณ์จะผ่านไปเป็นเวลานานแล้ว ความสูญเสียที่ไม่ควรเกิดขึ้นก็ยังคงเป็นที่จดจำและเป็นสิ่งย้ำเตือนให้ระลึกถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเสมอมา


อ้างอิง

มิวนิค 15.03 น. สืบค้นเมื่อ 25 มีนาคม 2559, จาก http://www.redarmyfc.com/content.php?id=153

โศกนาฏกรรมที่มิวนิค. สืบค้นเมื่อ 25 มีนาคม 2559, จาก  http://manuthailand.com/โศกนาฏกรรมที่มิวนิค/

ชาวอิสราเอล รำลึกเหตุฆ่าชาวยิวในโอลิมปิกที่มิวนิค. สืบค้นเมื่อ 25 มีนาคม 2559, จาก http://news.voicetv.co.th/world/46782.html

เกิดสังหารหมู่ในกีฬา โอลิมปิกที่ประเทศเยอรมนี. สืบค้นเมื่อ 25 มีนาคม 2559, จาก http://guru.sanook.com/26554/


อ่านเพิ่มเติม »

พิธีฮัจญ์ (Hajj)

โดย นราธิวัฒน์ ประภาสอน

ในแต่ละศาสนาที่สำคัญๆทั่วโลก ล้วนแล้วแต่มี พิธีกรรม ต่างๆ เพื่อเป็นขนบธรรมเนียม ประเพณี สืบทอดและอนุรักษ์ศาสนา อีกทั้งยังเป็นการฝึกฝน ปฏิบัติตน เพื่อพัฒนาจิตใจอีกด้วย ผู้อ่านหลายท่านคงจะรู้จักพิธีกรรมของพุทธศาสนามามากมายแล้ว และคริสตศาสนาก็คงเคยได้ยินกันมาบ้าง วันนี้ กระผมจะพาผู้อ่านทุกท่าน มาทำความรู้จักกับพิธีกรรมของศาสนาหนึ่ง ที่หลายๆท่านคงได้ยินมาบ้าง แต่ไม่รู้รายละเอียดว่าแท้จริงแล้ว พวกเขาปฏิบัติอะไรกันบ้าง พิธีกรรรมนี้ นั้นก็คือ พิธีฮัจญ์ ของศาสนาอิสลาม โดย ชาวมุสลิม

การทำฮัจญ์ เป็นพิธีกรรมทางศาสนาที่เก่าแก่ ซึ่งมีมาตั้งแต่สมัยศาสดาอิบรอฮีม การทำฮัจญ์ เริ่มต้นขึ้นเมื่อพระอัลลอฮได้บัญชาให้ศาสดาอิบรอฮีม และศาสดาอิสมาอีล ผู้เป็นลูกชายร่วมกันสร้าง บัยตุลลอหฺ ขึ้นมา เพื่อใช้เป็นสถานที่สำหรับการเคารพบูชาพระอัลลอฮ เมื่อสร้างเสร็จแล้ว พระองค์ก็ทรงบัญชา ให้ศาสดาอิบรอฮีม เรียกร้องให้มนุษย์ชาติมาร่วมกันแสดงความจงรักภักดีต่อพระองค์ โดยการประกอบ    ศาสนพิธี ที่เรียกว่า พิธีฮัจญ์ นั่นเอง

การประกอบพิธีฮัจญ์ หรือ การทำฮัจญ์ คือ การเดินทางไปปฏิบัติศาสนกิจที่นครมักกะหฺ ในเดือนซุลฮิจญะห์ หรือเดือนที่ ๑๒ ของปีฮิจเราะห์ศักราช ศาสนกิจข้อนี้เป็นหน้าที่สำหรับมุสลิมทั้งชายและหญิง ทุกคนที่มีความสามารถในด้านร่างกาย ทรัพย์สิน และการเดินทาง ที่จะต้องปฏิบัติ

ผู้ที่เลื่อมใสหลักศรัทธาของศาสนาอิสลาม ตามหลักห้าประการของศาสนา ย่อมได้ชื่อว่า "มุสลิม" แปลว่า ผู้สยบตนหรือผู้นอบน้อมตน หลักห้าประการประกอบด้วย ปฏิญาณ, นมัสการ, ศีล, ทาน และบำเพ็ญพิธีฮัจญ์



ในช่วงฮัจญ์ ชาวมุสลิมทั่วโลกจะเดินทางเข้าสู่ประเทศซาอุดิอาระเบีย โดยก่อนอื่นจะมีการทำ         อิหะรอม นั่นคือ การตั้งใจว่าจะทำพิธีฮัจญ์ ก่อนการเข้าไปในแผ่นดินหะรอม (แผ่นดินต้องห้าม) โดยจะปฏิบัติตามกฎของฮัจญ์ อาทิ การไม่มีเพศสัมพันธ์ การไม่ล่าสัตว์ในแผ่นดินหะรอม การไม่ตัดเล็บหรือผม การไม่เสริมสวยหรือใช้น้ำหอม ผู้ชายจะเปลี่ยนเครื่องแต่งกายมาสวมผ้าเพียงสองผืน แล้วต่างก็จะมาชุมนุมกันที่ ทุ่งอะรอฟะห์ ในตอนเช้าตรู่ของวันที่เก้าของเดือนซุลฮิจญะห์ เมื่อถึงเวลาค่ำ ซึ่งตามปฏิทินฮิจเราะห์จะเป็นคืนที่สิบ เหล่า นักแสวงบุญจะเดินทางผ่าน ทุ่งมุซดะลิฟะหฺ พักชั่วครู่หนึ่ง ก่อนที่จะมุ่งหน้าสู่ ทุ่งมีนา ก่อนเที่ยงของวันต่อไป
             
ส่วนชาวมุสลิมทั่วโลกที่ไม่ได้ไปประกอบพิธีฮัจญ์ ก็จะเฉลิมฉลองทำบุญเลี้ยงอาหารที่บ้าน เรียกวันนี้ว่า วันอีดิ้ลอัฎฮา ซึ่งเป็นคำภาษาอาหรับ มาจากคำว่า อีด แปลว่า รื่นเริง เฉลิมฉลอง และ อัฎฮา แปลว่า เชือดสัตว์พลีทาน ดังนั้น วันอีดิ๊ลอัฎฮา จึงหมายถึง วันเฉลิมฉลองการเชือดสัตว์เพื่อพลีทาน ให้ผู้คนรับประทานในยามดุฮา คือยามสายหลังตะวันขึ้น แต่ก่อนเที่ยง หรือชาวไทยเชื้อสายมลายูในห้าจังหวัดภาคใต้เรียกว่าวันรายอ (รายาฮาญี) ซึ่งแปลเป็นไทยตามตรงก็คือ วันใหญ่ นั่นเอง
         
นักแสวงบุญจะพักอยู่ที่ ทุ่งมีนา เป็นเวลาสามวัน เพื่อขอพรและบำเพ็ญตนตามพิธีหัจญ์ หลังจากนั้นจึงเดินทางเข้ากรุงมักกะห์ เพื่อฏอวาฟ(เวียนรอบ) กะอฺบะหฺ หรือที่เรียกว่า บัยตุลลอหฺ อันเป็นเสมือนเสาหลักของชุมทิศ ซึ่งตั้งอยู่ใน มัสญิด ฮะรอม (มัสยิดต้องห้าม) หลังจากนั้นผู้แสวงบุญก็จะเดินจากเนินเขาศอฟา สู่เนินเขามัรวะหฺ ซึ่งมีระยะทาง ๔๕๐ เมตร ไปมาจนครบ ๗ รอบ ระหว่างที่เดินก็จะกล่าวคำขอพรและคำวิงวอนต่อพระผู้เป็นเจ้า เมื่อเสร็จพิธีนี้แล้วก็จะขลิบผมหรือโกนหัว



พิธีฮัจญ์ ถือเป็นศาสนพิธีที่สำคัญที่สุดของศาสนาอิสลามก็ว่าได้  เพราะถือเป็นหลักศรัทธาห้าประการของศาสนาอิสลาม ชาวมุสลิมที่มีความสามารถทางด้านร่างกายและทรัพย์สิน จะต้องหาโอกาสเข้าร่วมสักครั้งในชีวิต ทั้งนี้ทั้งนั้น ใช่ว่าการทำพิธีกรรมทุกครั้งจะสำเร็จไปด้วยดี จากประวัติศาสตร์การทำพิธีฮัจญ์ในหลายปีที่ผ่านมา มีหลายปีที่ในระหว่างการทำพิธี ได้เกิดอุบัติเหตุขึ้น ไม่ว่าจะเป็น สะพานถล่ม  ผู้คนตื่นตระหนกจนเหยียบกัน หรือแม้กระทั่งเกิดอุปทานหมู่ ทำให้มีผู้เสียชีวิตนับร้อย และที่มากที่สุดคือในปี คริสตศักราช 1900 ที่มีผู้เสียชีวิตมากถึง 1,426 คน ด้วยเหตุ แย่งกันเข้าสู่บริเวณศาสนพิธี ที่เรียกว่า ลานพระเจ้าอวยพร จนบางคนผู้เคราะห์ร้ายถูกเหยียบจนเสียชีวิต

การทำพิธีกรรมทางศาสนานั้น ย่อมเป็นเรื่องที่ดีในหลายๆด้าน ไม่ว่าจะ อนุรักษ์และธำรงไว้ซึ่งศาสนา ปฏิบัติตนและพัฒนาจิตใจ แต่ทั้งนี้ ก็จะต้องทำด้วยสติ มีความระมัดระวัง และเอื้อเฟื้อเผื่อแพร่กันและกันเสมอ พิธีกรรมจึงจะสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี เพราะไม่เช่นนั้นแล้ว พิธีกรรมเพื่อระลึกถึงและสรรเสริญพระเจ้า ก็อาจจะกลายเป็น พิธีกรรมนองเลือดเพื่อการสังเวยแก่พระเจ้า แทนก็เป็นได้

"ขอความสันติ ความเมตตาปราณีจงมีแด่พี่น้องทุกท่าน"

อ้างอิง

ปวีณา สัมฤทธิ์, การประกอบพิธีฮัจญ์ สืบค้นเมื่อวันที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2559, จาก https://sites.google.com/site/krumouymp/islamic-studies/rites/unit-5

Annisaa, ทำไมมุสลิมต้องไปประกอบพิธีฮัจญ์ และประวัติบางส่วนของพิธีฮัจญ์ สืบค้นเมื่อวันที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2559, จาก http://www.annisaa.com/forum/index.php?topic=125.0

Website BBC, Hajj: pilgrimage to Mecca, Hajj stampede: At least 717 killed in Saudi Arabia
สืบค้นเมื่อวันที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2559, จาก http://www.bbc.co.uk/religion/religions/islam/practices/hajj_1.shtml





อ่านเพิ่มเติม »

การโจมตีอ่าวเพิร์ล ฮาร์เบอร์ (Pearl Harbor)

โดย ปภังกร  วรไวย์

สงคราม คือสิ่งเลวร้ายที่มนุษย์กระทำต่อกัน เพราะเมื่อใดมีภาวะสงคราม ย่อมหมายถึง การสูญเสีย และความทุกข์ของทุกฝ่าย ไม่ว่าสุดท้ายฝ่ายใดจะเป็นฝ่ายได้รับชัยชนะก็ตาม หากกล่าวถึงเหตุการณ์สำคัญที่สร้างความเสียหายมากที่สุดของสหรัฐอเมริกา และเป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้สหรัฐอเมริกา  ได้เข้าร่วมสงครามโลกครั้งที่ 2 รวมถึงโศกนาฏกรรมที่ร้ายแรงที่สุดของโลก ที่คร่าชีวิตผู้คนเป็นจำนวนมาก คงจะหนีไม่พ้นเหตุการณ์การโจมตีกองทัพสหรัฐอเมริกา ที่อ่าวเพิร์ล ฮาร์เบอร์ โดยกองกำลังของจักรพรรดิญี่ปุ่น ซึ่งเป็นที่มาของหลายๆเหตุการณ์ที่สำคัญของโลกและทุกคนจะต้องกล่าวถึง จนถึงทุกวันนี้                      



หลายคนคงไม่ทราบว่าเหตุการณ์การโจมตีอ่าวเพิร์ล ฮาเบอร์นี้ มีส่วนสำคัญอย่างไรกับประวัติศาสตร์ แต่ถ้าท่านได้มีโอกาสได้ศึกษาถึงสงครามโลกครั้งที่ 2 ท่านจะเห็นถึงความสำคัญในเหตุการณ์นี้อย่างมาก เพราะ การโจมตีอ่าวเพิร์ล ฮาเบอร์ ซึ่งเป็นฐานทัพเรือที่สำคัญของสหรัฐอเมริกา ในภาคพื้นแปซิฟิกได้ถูกทำลายลง สร้างความเสียหายอย่างรุนแรงมากในประวัติศาสตร์ของสหรัฐอเมริกา นับเป็นเหตุการณ์สำคัญที่ผลักดันให้อเมริกาประกาศเข้าร่วมในสงครามโลกครั้งที่สอง อย่างเป็นทางการ และก่อให้เกิดโศกนาฏกรรมครั้งยิ่งใหญ่ของโลก

ซึ่งเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเพราะความขัดแย้งที่ไม่สามารถหยุดยั้งได้ระหว่างญี่ปุ่นกับสหรัฐอเมริกา ซึ่งสาเหตุของความขัดแย้งนี้มาจากสงครามจีน-ญี่ปุ่นครั้งที่ 2 เนื่องจากจักรวรรดิญี่ปุ่นต้องการขยายอำนาจของตน จึงได้ทำสงครามกับจีนจนญี่ปุ่นก็ได้รับชัยชนะในหลายพื้นที่ ทำให้จีนต้องสูญเสียดินแดนให้กับญี่ปุ่น เช่น ปักกิ่ง เป่ยผิง และอีกหลายๆเมือง เมืองนานกิงเองก็ได้ถูกกองทัพญี่ปุ่นเข้ายึดครองและทำการสังหารหมู่ชาวจีนไปเป็นจำนวนมาก สร้างความโกรธแค้นให้กับชาวจีนเป็นอย่างมาก นับเป็นอีกเหตุการณ์หนึ่งที่เลวร้ายที่สุดของโลกก็ว่าได้

เมื่อจีนถูกญี่ปุ่นรุกรานอย่างหนักเช่นนี้จึงคิดที่จะหาที่พึ่ง เพื่อให้ประเทศของตนรอดพ้อจากวิกฤตครั้งนี้ จึงได้เล็งเห็นประเทศสหรัฐอเมริกาที่เป็นชาติมหาอำนาจหนึ่งที่สามารถถ่วงดุลอำนาจของจักรวรรดิญี่ปุ่นได้ จึงได้ขอความช่วยเหลือ ช่วงนั้นแม้สหรัฐอเมริกาจะวางตัวเป็นกลางอย่างไร ก็ต้องการที่จะช่วยเหลือจีนอย่างเต็มที่ จึงประกาศยุติการส่งออกสินค้าไปยังญี่ปุ่น  ทำให้ญี่ปุ่นขาดแคลนปัจจัยในการบำรุงกองทัพโดยเฉพาะน้ำมัน และการบุกเข้ายึดจีนต่อไปต้องหยุดชะงักลง ญี่ปุ่นจึงได้ขอเจรจากับสหรัฐอเมริกา แต่ไม่เป็นผล เนื่องจากข้อตกลงของทั้งสองไม่สามารถยุติได้ ทำให้ญี่ปุ่นแค้นเคืองสหรัฐอเมริกาเป็นอย่างมาก

ด้วยความขัดแย้งระหว่างญี่ปุ่นกับสหรัฐอเมริกาที่ยุติไม่ได้ ทำให้ญี่ปุ่นคิดที่จะโจมตีเพิร์ล ฮาร์เบอร์ ซึ่งเป็นฐานทัพที่สำคัญที่สุดของสหรัฐอเมริกา ในภาคพื้นแปซิฟิก ตั้งอยู่ในหมู่เกาะฮาวาย ณ วันที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2484 โดยการโจมตีที่เฉียบพลันของกองทัพอากาศญี่ปุ่น ซึ่งมีเครื่องบินทิ้งระเบิดและเครื่องบินตอร์ปิโดญี่ปุ่น 353 ลำ (ฝูงบินรบ "กามิกาเซ่") เป็นการลอบโจมตีที่สหรัฐอเมริกาไม่สามารถตั้งรับได้ทัน การโจมตีนี้มีสองระลอก โดยการโจมตีระลอกแรก เริ่มขึ้นก่อน 8 .00 น.เพียงเล็กน้อย และระลอกที่สองก็ตามมาอีกหนึ่งชั่วโมงถัดมา ใช้เวลาทั้งหมดเพียงไม่กี่ชั่วโมงในการทำลายล้าง สร้างความเสียหายอย่างหนัก ส่งผลให้กองทัพของสหรัฐอเมริกามีทหารเสียชีวิต 2,335 นาย ทหารอากาศ 55 นาย ทหารเรือดำน้ำ 9 นาย พลเรือน 68 คน ทหารบาดเจ็บ 1,143 นาย พลเรือน 35 คน เรือรบจม 4 ลำ และเสียหายอีก 4 ลำ เครื่องบินถูกทำลาย 29 ลำ และเรือดำน้ำเสียหายอีก 4 ลำ ขณะที่ฝ่ายญี่ปุ่นสูญเสียเล็กน้อย คือ เรือประจัญบาน 29 ลำและเรือดำน้ำขนาดเล็กมาก 5 ลำ และทหารเสียชีวิตหรือบาดเจ็บ 185 นาย หลังจากนั้นอีก 44 เดือน กองเรือสหรัฐ ได้จมเรือบรรทุกเครื่องบิน เรือประจัญบานและเรือลาดตระเวนญี่ปุ่นในกองกำลังที่โจมตีเพิร์ลฮาร์เบอร์ได้ทุกลำ                



และเหตุการณ์นี้ก็ได้นำไปสู่การทิ้งระเบิดปรมาณูนิวเคลียร์ ถล่มเมืองฮิโรชิมากับนางาซากิ ก่อให้เกิดความเสียหายอย่างมากกับประเทศญี่ปุ่น นับเป็นการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ที่มีผู้คนล่มตายเป็นอย่างมาก สุดท้ายญี่ปุ่นก็ได้ยอมจำนนและยุติสงคราม และเป็นจุดจบของสงครามโลกครั้งที่สองของมวลมนุษยชน

เชื่อว่าหลายคนคงได้ทราบถึงความสำคัญของเหตุการณ์ในครั้งนี้แล้วว่าส่งผลกระทบต่อประวัติศาสตร์โลกอย่างไร ถ้าความขัดแย้งระหว่างญี่ปุ่นกับสหรัฐอเมริกายุติลงได้ คงจะไม่มีเหตุการณ์เช่นนี้ และจะไม่เกิดการสูญเสียของทั้งสองฝ่าย สุดท้ายนี้ขอให้ท่านได้พิจารณาและคิดทบทวนเรื่องราวที่เกิดขึ้นนี้ว่า สำคัญด้วยหรือที่คนเราจะสร้างความหายนะให้กันและกัน ต้องมีสงครามที่ไม่จบสิ้น เพียงเพราะความคิดที่จะทำให้พวกของตนและผลประโยชน์ของตนต้องมีประสิทธิภาพกว่าผู้อื่น ทำไมเราไม่ยุติความขัดแย้งด้วยความสันติเพื่อความสงบสุขของทุกฝ่าย ความสูญเสียเช่นเหตุการณ์ดังกล่าวก็จะไม่ต้องเกิด ขอให้เหตุการณ์เหล่านี้เป็นบทเรียนที่สำคัญให้เราได้ศึกษาและคิดที่จะปรับปรุงแก้ไขในส่วนที่ผิดพลาดไป


อ้างอิง

จิ้มจุ่ม.(2554). สงครามอ่าวเพิร์ลฮาร์เบอร์. ออนไลน์. สืบค้นเมื่อ 11 มีนาคม 2559, จาก: http://variety.teenee.com/foodforbrain/33679.html

บ้านจอมยุทธ.ฮิโรชิมา 1945. ออนไลน์. สืบค้นเมื่อ 11 มีนาคม 2559, จาก: http://www.baanjomyut.com/library/hirochima1945/04.html

การโจมตีเพิร์ลฮาร์เบอร์.(2556). ออนไลน์. สืบค้นเมื่อ 11 มีนาคม 2559, จาก : http://kwanlikehistory.blogspot.com/2013/09/blog-post_1002.html

อ่านเพิ่มเติม »

คิม จองอิล (Kim Chŏngil)

โดย จันทกานต์ กิจสูงเนิน

เมื่อพูดถึงประเทศที่ปกครองด้วยระบอบสังคมนิยมหรือที่เราเรียกว่าระบอบคอมมิวนิสต์ ในทวีปเอเชียนั้นแน่นอนว่าต้องนึกถึงประเทศเกาหลีเหนือ ซึ่งเป็นประเทศคอมมิวนิสต์ที่ทั่วโลกกำลังจับตามอง มีกองทัพที่แข็งแกร่งติดอันดับโลกและที่สำคัญคือ มีอดีตผู้นำที่ทรงอิทธิพลเรียกได้ว่ามีอำนาจมากที่สุดในประเทศ ประชาชนต่างเรียกเขาว่า “บิดาที่รัก” หรือที่เรารู้จักกันในชื่อ คิม จองอิล

คิม จองอิล (Kim Chŏngil) เป็นอดีตผู้นำสูงสุดของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี(เกาหลีเหนือ) เขาเป็นเลขาธิการพรรคกรรมกรเกาหลี ซึ่งเป็นพรรครัฐบาลตั้งแต่ ค.ศ.1948 เป็นประธานคณะกรรมาธิการป้องกันประเทศแห่งเกาหลีเหนือ และเป็นผู้บัญชาการกองทัพประชาชนเกาหลีสูงสุด อีกทั้งเขายังถูกจัดอยู่ในอันดับที่ 31 ของบุคคลทรงอำนาจที่สุดของโลกอีกด้วย


ที่มา : http://www.innnews.co.th/shownews/show?newscode=350390              

คิม จองอิล เป็นบุตรชายของ คิม อิลซอง ผู้นำคนแรกของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี และนางคิม จอง ซุค เขาเกิดที่ค่ายทหารโซเวียตในไซบีเรีย ตามบันทึกโซเวียต แต่ตามบันทึกเกาหลีเหนือบอกว่าเขาเกิดบนภูเขาแพกตูที่เป็นยอดภูเขาสูงสุดของเกาหลีเหนือ โดยเขาเกิดเมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ ค.ศ.1942

ในตอนเด็กเขามีชื่อเล่นเป็นภาษารัสเซียว่า ยูรา เขาใช้ชื่อนี้มาเรื่อยๆจนจบมัธยมปลาย คนอื่นๆจึงเริ่มเรียกเขาว่า คิม จองอิล

เขาสำเร็จการศึกษาขึ้นพื้นฐานระหว่างเดือนกันยายน ค.ศ.1950 และสิงหาคม ค.ศ.1960 ในกรุงเปียงยาง ซึ่งตลอดการศึกษาในโรงเรียนนั้น เขาได้เกี่ยวข้องกับการเมืองอยู่เสมอ เขาได้ร่วมในสหภาพเด็กและสันนิบาติเยาวชนประชาธิปไตยแห่งเกาหลีเหนือ ผลงานที่โดดเด่นในตอนนั้น คือ เขาดำเนินตามโครงการต่อต้านการถือพวกพ้องและพยายามกระตุ้นการศึกษาอุดมการณ์ที่ยิ่งใหญ่ขึ้นในบรรดาเพื่อนร่วมชั้นของเขา

เขาเริ่มเข้าศึกษาระดับมหาวิทยาลัยในเดือนกันยายน ค.ศ.1960 ที่มหาวิทยาลัยคิมอิลซอง เพราะเป็นมหาวิทยาลัยซึ่งผู้เป็นบิดาของเขาเป็นคนสร้าง โดยเขาเข้าศึกษาในสาขา เศรษฐศาสตร์การเมือง และก่อนที่เขาจะสำเร็จการศึกษา เขาได้ทำปริญญานิพนธ์ในหัวข้อ “the role and status of gun in socialism building”หรือบทบาทและสถานะของปืนในการสร้างระบบสังคมนิยม โดยเขาได้อธิบายช่องว่างระหว่างสังคมเมืองและสังคมชนบท บทบาทของปืนและอาวุธต่างๆที่ใช้ในการเปลี่ยนแปลงสังคมชนบทให้กลายเป็นสังคมเมือง

ต่อมาในเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ.1982 เขาได้รับการแต่งตั้งเป็นสมาชิกสภาประชาชนสูงสุด ในขณะนั้นเองเขาถือกำเนิดขึ้นเป็นบุคคลทรงอำนาจที่สุดรองจากบิดาของเขาในเกาหลีเหนือ หลังจากนั้นในวันที่ 24 ธันวาคม ค.ศ.1991 เขาก็ได้รับแต่งตั้งเป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุดของกองทัพเกาหลีเหนือ และเนื่องจากกองทัพเป็นรากฐานอำนาจที่แท้จริงในเกาหลีเหนือ ดังนั้นนี่จึงเป็นก้าวสำคัญในการมีอำนาจของเขา

ต่อมาหลังจากที่ คิม อิลซอง เสียชีวิตใน ค.ศ.1994 ได้มีการประกาศอย่างเป็นทางการให้เขาเป็นตำแหน่งสูงสุดของรัฐ ดังนั้น คิม จองอิล จึงถูกเรียกว่าเป็นประมุขแห่งรัฐของเกาหลีเหนือนับแต่นั้นมา

ขณะที่เขาเข้าดำรงตำแหน่งผู้นำ ใน ค.ศ.1944 เกาหลีเหนือต้องงเผชิญกับปัญหาทางเศรษฐกิจและความอดอยาก และแม้ว่าในประเทศจะประสบปัญหาขาดแคลนอย่างหนักในขณะนั้นก็ตาม เขาก็ได้ประกาศนโยบาย ซองกุน หรือ “ทหารมาก่อน” (Millitary First) คือ นโยบายการใช้ทรัพยากรไปกับการพัฒนาเทคโนโลยีความก้าวหน้าทางการทหารเป็นอันดับแรก เพื่อเป็นการป้องกันประเทศเกาหลีเหนือจากการคุกคามของชาติตะวันตก อย่างที่ทราบกันว่าเกาหลีเหนือได้มีการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์นั่นเอง

จากการที่เศรษฐกิจของประเทศเสียหายอย่างรุนแรง เขาจึงได้ทำการปฏิรูปเศรษฐกิจของเกาหลีเหนือ โดยเริ่มอนุมัติกิจกรรมการแลกเปลี่ยนและการค้าขนาดเล็กอย่างเป็นทางการ ซึ่งการที่เขานำ “การปฏิบัติเศรษฐกิจของตลาดหลักเขตประเภทสังคมนิยม” มาใช้ใน ค.ศ.2002 นี้ ยังสามารถประคับประคองให้เกาหลีเหนือไม่ล่มจม แม้ต้องพึ่งพาความช่วยเหลือด้านอาหารจากต่างประเทศอย่างต่อเนื่องก็ตาม

ในด้านชีวิตสมรสคิมจองอิล เริ่มความสัมพันธ์กับดาราชื่อดังของเกาหลีเหนือ คือ ซองฮเยริม และเธอได้ให้กำเนิดบุตรชายคนแรกแก่คิมจองอิล คือ คิมจองนัม แต่ว่าคิมจองอิลได้ปิดบังเรื่องความสัมพันธ์นี้ไว้เป็นความลับ ต่อมาเขาได้สมรสกับ นางคิมยองซุก เมื่อ ค.ศ.1974 และในปีต่อมาได้ให้กำเนิดบุตรสาว คือ คิมซอลซง หลังจากนั้นเขาก็ได้มีความสัมพันธ์กับภรรยานอกสมรสคนที่สอง คือ นางโคยองฮี ซึ่งได้ให้กำเนิดบุตรชายสองคน คือ คิมจองซอล เมื่อปี ค.ศ.1981 และ คิมจองอึน เมื่อปี ค.ศ.1983 ต่อมาเมื่อเขาได้ขึ้นเป็นผู้นำเกาหลีเหนือ จึงได้ตั้งนางโคยองฮีเป็นสตรีหมายเลขหนึ่ง และตั้งใจจะผลักดันให้ คิมจองนัม บุตรชายคนโตเป็นผู้สืบทอดตำแหน่งผู้นำเกาหลีเหนือ แต่ทว่าเกิดเหตุการณ์ที่ คิมจองนัม ทำให้บิดาต้องผิดหวังจึงทำให้เกิดการเปลี่ยนตัวผู้สืบทอดตำแหน่งเป็นบุตรชายคนเล็ก คือ คิมจองอึน ในที่สุด

คิม จองอิล ได้ถึงแก่อสัญกรรมด้วยสาเหตุทำงานมากเกินไป จนทำให้ทั้งทางร่างกายและจิตใจรับไม่ไหว เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม ค.ศ. 2011 ที่กรุงเปียงยาง ท่ามกลางความเศร้าโศกเสียใจของประชาชนทั้งประเทศ

แม้ว่า คิม จองอิล จะถูกมองจากต่างชาติว่าเป็นผู้นำที่เผด็จการและโหดร้าย แต่สำหรับประชาชนในเกาหลีเหนือนั้น ท่านผู้นำของพวกเขาถือเป็นต้นแบบของการดำเนินชีวิต เพราะเขามีความมุ่งมั่นพยายาม มีความเชื่อมั่นในอุดมการณ์สูง ปกป้องและรักประเทศชาติเหนือสิ่งอื่นใด ซึ่งนี่เป็นสิ่งที่ คิม จองอิล ได้ปลูกฝังให้กับประชาชนของเขาเอง และนั่นถือเป็นสิ่งดีที่เราสามารถนำมาปรับใช้ในการดำเนินชีวิตประจำวันได้ ไม่ว่าจะเป็นการเรียน การทำงาน หากเราทุกคนมีความพยายามและมุ่งมั่นตั้งใจในการทำสิ่งใดแล้ว ความสำเร็จก็จะไม่ไกลเกินเอื้อม

อ้างอิง

ปรัญา วรรณวิจิตร. 2559. สิ้นยุค คิมจองอิล สิ้นคอมมิวนิสต์. (ออนไลน์). สืบค้นเมื่อ 2 มีนาคม 2559, จาก: http://www.innnews.co.th/shownews/show?newscode=350390.

วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี. 2559. คิม จองอิล. (ออนไลน์). สืบค้นเมื่อ 20 กุมภาพันธ์ 2559, จาก: https://th.wikipedia.org/wiki/คิม_จ็อง-อิล

Mr.scoop. 2559. ประวัติ คิม จองอิล. (ออนไลน์). สืบค้นเมื่อ 15 มีนาคม 2559, จาก: http://scoop.mthai.com/hot/3647.html

อ่านเพิ่มเติม »

บิลล์ เกตส์ (Bill Gates)

โดย รัชชานนท์  เคนชมภู

ในวงการซอฟท์แวร์และคนที่ใจบุญที่สุดผู้หนึ่งในระดับโลกไม่มีใครจะไม่รู้จักผู้ชายคนนี้ เขาคือ วิลเลียม เฮนรี เกตส์ ที่สาม หรือ บิลล์ เกตส์ (Bill Gates)

วิลเลียม เฮนรี เกตส์ ที่สาม (เกิด 28 ตุลาคม ค.ศ. 1955) บิดาชื่อนายวิลเลียม เอ็ช เกตส์ จูเนียร์ มีอาชีพนักกฎหมายของบริษัท มารดาชื่อแมรี แมกซ์เวล เกตส์ เป็นสมาชิกคณะกรรมการของ Berkshire Hathaway, First Interstate Bank, Pacific Northwest Bell และคณะกรรมการแห่งชาติของ United Way

บิล เกตส์ ได้เข้าศึกษาที่โรงเรียนเลคไซด์ ในเมืองซีแอทเทิลเขาที่จะเริ่มเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์กับเครื่องมินิคอมพิวเตอร์ที่โรงเรียนกับพอล อัลเลน เพื่อนสนิทของเขา พวกเขาเคยแอบเข้าไปในห้องปฏิบัติการคอมพิวเตอร์องมหาวิทยาลัยวอชิงตัน ทั้งคู่ถูกจับได้ตอนเข้าไป แต่ก็ได้เจรจากับเจ้าหน้าที่ของห้องปฏิบัติการ เพื่อที่จะได้คอมพิวเตอร์ให้กับนักเรียนได้ใช้ฟรี          


บิลล์ เกตส์ (Bill Gates)

ต่อมาบิล เกตส์ ได้เข้าศึกษา มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด แต่โดนพักการเรียนโดยไม่จบการศึกษา บิล เกตส์ เพื่อที่จะได้ประกอบอาชีพด้านพัฒนาซอฟท์แวร์ ในตอนระหว่างกำลังศึกษาที่ฮาวาร์ด เขามีโอกาสได้ทำความรู้จักกับสตีฟ บาลเมอร์ หนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้งบริษัทไมโครซอฟท์ ทั้งคู่เป็นเพื่อนร่วมหอในหอพักตอนเป็นนักศึกษาปี 1

เขาได้สมรสกับ เมลินดา เฟร้นช์ ทั้งคู่มีบุตรด้วยกันสามคน คือ เจนนิเฟอร์ แคทารีน เกตส์,โรรี จอห์น เกตส์,ฟีบี อาเดล เกตส์  บิล เกตส์ ปัจจุบันอายุได้ 61 ปี



วิลเลียม เฮนรี เกตส์ ที่สาม(บิล เกตส์)และยังเป็นนักธุรกิจชาวอเมริกัน และเป็นหนึ่งในผู้ก่อตั้งบริษัทไมโครซอฟท์ที่โด่งดังทั่วโลกและเป็นผู้เปิดทัศนคติวงการเทคโนโลยีอีกด้วย เพื่อนและทีมงานของเขาก็คือ นายพอล อัลเลน และนายสตีฟ บาลเมอร์ ที่ได้ก่อตั้งไมโครซอฟท์ ได้ร่วมคิดค้นการเขียนต้นแบบภาษาอัลแตร์เบสิก (ใช้ในเครื่องอัลแตร์ 8800 ที่เป็นคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลในยุคแรก) ซึ่งในปัจจุบันเขาดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมการบริหาร และยังเป็นหัวหน้าสถาปนิกซอฟต์แวร์ ไม่เพียงแค่นั้นเขายังได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้บัญชาการอัศวินแห่งจักรวรรดิบริเตน (KBE) จากสมเด็จพระราชินีนาถอลิซาเบธที่ 2 บิลเกตส์ เคยเขียนหนังสือ “เส้นทางสู่อนาคต”

นอกจากนั้นยังมีผลงานเขียนอื่นๆ เช่น เรื่อง The Road Ahead และได้เขียนหนังสือ Business @ the Speed of Thought ที่ชี้ให้เห็นถึงความสามารถของเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ในการแก้ปัญหาทางธุรกิจ ซึ่งมีการพิมพ์ 25 ภาษาและจำหน่ายมากกว่า 60 ประเทศทั่วโลก

บิล เกตส์ ติดอันดับหนึ่ง จากการจัดอันดับ "ฟอร์บ 400" ระหว่างปี ค.ศ. 1993-2005 และติดอันดับหนึ่งในการจัดอันดับมหาเศรษฐีโลกของนิตยสารฟอร์บ ในปี ค.ศ. 1996 และระหว่างปี ค.ศ. 1998-2005 เขายังได้บริจาคเงินหลายพันล้านดอลลาร์ให้องค์กรการกุศล รวมกว่า 28,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐให้กับในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา

บิล เกตส์ เรียนถึงระดับมหาวิทยาลัยแต่เขาเรียนไม่จบการศึกษาเขาได้มุ่งมั่นเกี่ยวกับความฝันของเขาและความตั้งใจของเขา ทำให้เขาประสบความสำเร็จที่จะพัฒนาซอฟท์แวร์คอมพิวเตอร์และอื่นๆ อีกมากมาย ถ้าทุกคนมีเป้าหมาย ความตั้งใจ และความพยายามแล้ว ไม่ว่าเป้าหมายใดก็จะสามารถสำเร็จลุล่วงได้ทุกประการ


อ้างอิง

ชีวประวัติ,ค้นเมื่อ 24 พฤษภาคม พ.ศ.2559
http://www.discuzthai.com/thread-28872-1-1.html

ผลงาน,ค้นเมื่อ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2559
http://mlmsmart2rich.blogspot.com/2014/10/blog-post.html

ประมาณทรัพย์สิน,ค้นเมื่อ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2559
https://th.wikipedia.org/wiki

อ่านเพิ่มเติม »