สงครามนานกิง

โดย สิริราช ขันเงิน

 “นานกิง” คงหาได้น้อยคนนักที่จะไม่รู้จักชื่อนี้  เพราะมันคือเหตุการณ์ที่สำคัญมากๆที่เกิดขึ้นจริงในประวัติศาสตร์ชาติมนุษย์ ถึงแม้เวลาที่ผ่านไปนานแสนนานเกือบจะร้อยปีแล้วก็ตาม แต่ผลของเหตุการณ์หรือสงครามนานกิง ยังคงส่งผลกระทบต่อจิตใจของลูกหลานของสองชาติที่เป็นคู่สงครามกันในขณะนั้นอยู่ สองชาติที่กล่าวถึงก็คือ “จีน” และ “ญี่ปุ่น”

นานกิงรู้จักกันในหลายๆชื่อ เช่น สงครามนานกิง โศกนาฏกรรมนานกิง การสังหาหมู่นานกิง หรือแม้แต่การข่มขืนนานกิง ก็ยังมี และมีอีกหลายๆชื่อที่ใช้เรียกเหตุการณ์ครั้งนี้ ซึ่งชื่อแต่ละชื่อที่ใช้เรียกเหตุการณ์ในครั้งนี้นั้น ล้วนแต่แสดงเจตนารมณ์แห่งการประณาม การต่อว่า สื่อถึงว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่นานกิงนั้นเป็นเรื่องที่ผิดต่อมนุษยธรรมอย่างมาก สำหรับคนที่สนใจในประวัติศาสตร์ เหตุการณ์สำคัญๆที่เกิดขึ้นบนโลก เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่นานกิงนั้นเป็นสิ่งที่เขาเหล่านั้นต้องทราบและรู้จักเป็นอย่างดี เพราะมันคือเหตุการณ์ที่น่าสนใจมากๆ เพราะเป็นเหตุการณ์ที่สร้างความสะเทือนใจเป็นอย่างมาก และเป็นอีกหนึ่งเหตุการณ์ที่ส่งผลกระทบต่อความรู้สึกและความสัมพันธ์ของสองชาติที่กล่าวมาข้างต้น จากอดีตมาจนถึงปัจจุบัน

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่นานกิงนั้นมีรายละเอียดลึกซึ่งมากมาย อีกทั้งยังเป็นเหตุการณ์ที่ส่งผลกระทบต่อสภาพจิตใจของมวลมนุษยชาติโดยเฉพาะประเทศจีน ผู้ที่ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นผู้กระทำในครานั้น เหตุการณ์ในนานกิงนั้นเกิดอะไรขึ้น เพราะเหตุใดชาวโลกถึงร่วมกันประณามการกระทำนี้ของทหารญี่ปุ่นในยุคนั้น เหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นในนานกิงนั้น เกิดขึ้นเพียง 6 สัปดาห์เท่านั้น แต่ถึงจดจำมากว่า 70 ปีแล้ว และจะยังคงฝังอยู่ในความรู้สึกของมวลมนุษยชาติและชนชาติจีนแบบนี้ตลอดไป


ที่มา: https://th.wikipedia.org/

เหตุการณ์นั้นเริ่มต้นขึ้นจาก การที่กองทัพญี่ปุ่นอ้างว่ามีทหารนายหนึ่งหายไปและต้องการเข้าตรวจสอบที่เมืองหว่านผิง ซึ่งตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของกรุงปักกิ่ง ในเวลาค่ำคืนของวันที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ.2480(ค.ศ.1937) แต่ทหารของจีนที่รักษาการอยู่ในพื้นที่นั้นไม่ยอมให้เข้าตรวจค้น กองกำลังญี่ปุ่นจึงเปิดฉากยิงใส่ทหารของเมืองหว่านผิงในทันทีอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย ทำลายสะพานหลูโกวเฉียว (สะพานมาร์โคโปโล)และรุกเข้าตียึดกรุงปักกิ่งได้อย่างรวดเร็วในเวลาไม่กี่วันเท่านั้น ในเดือนเดียวกันนี่เอง วันที่ 16-17 กรกฎาคม พ.ศ.2480 นายทหารสูงสุดของจีนในขณะนั้นนามว่าเจี่ยงจงเจิ้ง หรือที่เรารู้กันในนาม นายพลเจียงไคเช็คได้ปลุกระดมคนจีนและกองกำลังจีนทุกหัวระแหงให้ต่อต้านการรุกรานของญี่ปุ่น

สาเหตุหลักที่ทำให้กองกำลังของจีนแผ่นดินใหญ่อ่อนแอและถูกกองทัพญี่ปุ่นรุกราฆ่าฟันได้โดยง่ายก็เพราะว่า หลังจากสงครามโลกครั้งที่ 1 ในปี พ.ศ.2474(ค.ศ.1931) จีนเองก็กำลังประสบปัญหาการเมืองภายในประเทศ จึงทำให้กองทัพจีนขาดประสิทธิภาพในการจัดการและวางแผนการรบ จนในที่สุดถูกกองทัพญี่ปุ่นตีจนแตกไปหลายเมืองอย่างรวดเร็ว อีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ญี่ปุ่นได้เปรียบในสงครามครั้งนี้ก็คืออาวุธยุทโธปกรณ์ที่ทันสมัยกว่าของญี่ปุ่น ทำให้ญี่ปุ่นสามารถที่จะเอาชัยเหนือจีนได้โดยง่าย

ต่อมาในเดือนสิงหาคม พ.ศ.2480(ค.ศ.1937) ญี่ปุ่นสามารถยึดเมืองเซี่ยงไห้ไว้ได้  ก่อนที่เซี่ยงไห้จะแตกรัฐบาลจีนได้ประกาศย้ายเมืองหลวงจากนานจิงไปที่เมืองจุงกิงชั่วคราว และในขณะนั้นนานกิงจึงเป็นเสมือนเพียงแค่เมืองหลวงเก่าของจีนเท่านั้น หลังจากที่ยึดเซี่ยงไห้ได้ เป้าหมายต่อไปของกองญี่ปุ่นก็คือนานจิง กองทัพญี่ปุ่นโหมกระหน่ำตีเมืองนานจิงทุกสารทิศ ในที่สุดนานจิงก็แตกและตกเป็นของกองทัพญี่ปุ่น และเหตุโศกนาฏกรรมก็เริ่มต้นขึ้นจากตรงนี้เป็นต้นไป

ในวันที่ 13 ธันวาคม พ.ศ.2480(ค.ศ.1937) กองทัพญี่ปุ่นสามารถที่จะกำหราบกองกำลังจีนที่ปกป้องนานจิงลงได้ โดยใช้เวลาเพียงแค่ 4 วันเท่านั้นในการโจมตีกองทหารที่รักษานานจิง และได้ทำการปลดอาวุธและจับทหารที่ยอมแพ้เป็นเชลยศึก

ในวันที่ 18 ธันวาคม พ.ศ.2480(ค.ศ.1937) เริ่มมีการสังหารหมู่เชลยศึกชาวจีนที่ถูกปลดอาวุธและยอมแพ้แก่กองทัพญี่ปุ่นแล้ว แต่กฎของสงครามในขณะนั้นมีว่า ห้ามฆ่าเชลยศึกที่ยอมแพ้และถูกปลดอาวุธแล้ว จักรพรรดิแห่งญี่ปุ่นในขณะนั้นซึ่งก็คือ “จักรพรรดิฮิโรฮิโต” ได้สั่งการให้ทหารทุกกรมกองยกเลิกใช้คำว่า “เชลยศึก” กับทหารจีนที่ยอมจำนนแล้ว และให้จัดการฆ่าเชลยศึกให้ได้มากที่สุดเพื่อลดแรงต่อต้านและลดการใช้เสบียง

เชลยศึกถูกทหารญี่ปุ่นฆ่าอย่างเหี้ยมโหด โดยไม่นึกถึงเรื่องของมนุษยธรรม ไม่นึกถึงความดี ความเลว รูปแบบการฆ่าเชลยศึกชาวจีนนั้นมีรูปแบบต่างๆนานา ตามแต่ที่ทหารญี่ปุ่นต้องการ มีทั้งการให้เชลยศึกยืนเรียงแถวหน้ากระดานและกราดยิงด้วยปืน  มีทั้งการใช้ดาบซามูไรตัดคอ การฝังเชลยศึกทั้งเป็น การผูกเชลยติดกับแผ่นไม้แล้วให้รถถังวิ่งเหยียบ การจับเชลยศึกมัดรวมกันแล้วจุดไฟเผาให้ตายทั้งเป็น และวิธีการที่โหดร้ายอื่นๆในการฆ่าเชลยศึกที่ไม่มีทางต่อสู้ตามแต่ที่ทหารญี่ปุ่นจะคิดกันได้

เมื่อเมืองนานจิงไม่มีทหารปกป้องประชาชนพลเรือนแล้ว การฆ่าพลเรือนจึงเริ่มขึ้นอย่างสนุกสนาน การข่มขืนผู้หญิงชาวจีน ไม่ว่าจะเป็น เด็ก คนแก่ แม่ชี นักศึกษา การข่มขืนหญิงชาวจีนนั้นเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องทุกวัน ทั้งกลางวันกลางคืน หญิงบางรายถูกข่มขืนจนถึงแก่ความตาย แต่ถ้าใครไม่ตายก็จะถูกฆ่าหลังจากข่มขืนเสร็จ เพราะในสงครามมีกฎว่าห้ามข่มขืนผู้หญิงของฝ่ายตรงข้าม แต่กองทัพญี่ปุ่นไม่ใยดีต่อกฎใดๆทั้งสิ้น ไม่เพียงแต่ทหารระดับล่างเท่านั้นที่ทำการข่มขืนหญิงชาวจีน นายทหารระดับสูงก็มีส่วนร่วมในการข่มขืนนี้ด้วย และยังมีการสั่งการกับทหารระดับล่างว่าให้เก็บกวาดให้เรียบร้อยอีกด้วย

ในระยะเวลาเพียงแค่ 6 สัปดาห์กองทัพญี่ปุ่นข่มขืนผู้หญิงชาวจีนไปไม่น้อยกว่า20,000 คน และจำนวนของพลเรือนและทหารจีนที่ถูกฆ่านั้นไม่ปรากฏเป็นที่แน่ชัดว่าเท่าใด นักประวัติศาสตร์ชาวจีนประเมินว่าไม่น้อยกว่า 300,000 คน ในขณะที่ศาลทหารพิเศษระหว่างประเทศภาคพื้นตะวันออกไกลประเมินจากหลักฐานที่หาได้(เอกสารหลักฐานบางส่วนถูกทหารญี่ปุ่นทำลายไป)ว่าจำนวนของการสังหารคราวนี้อยู่ประมาณ 250,000 คน

เหล่าทหารญี่ปุ่นที่ก่อการสังหารหมู่ในขณะนั้นถูกตราหน้าว่าเป็นอาชญากรรมสงคราม หลังจากนั้นศาลชำนาญพิเศษอาชญากรรมสงครามนานกิง ได้มีการไต่สวนและพิพากษาว่าทหารเหล่านั้นมีความผิดและถูกลงโทษประหารในเวลาต่อมา แต่เจ้าชายยะซุฮิโกะ อะซะกะ พระอนุวงศ์ญี่ปุ่น ซึ่งเป็นตัวการสำคัญคนหนึ่ง กลับรอดจากคดีอาญานี้ เพราะฝ่ายสัมพันธมิตรให้ความช่วยเหลือเอาไว้

เราจะเห็นว่าสงครามนั้นไม่ได้ก่อให้เกิดประโยชน์อันใดเลย รังแต่จะนำความเศร้าสลดมาให้มวลมนุษยชาติ สงครามนานกิงถือเป็นบทเรียนที่แสนจะโหดร้าย เป็นตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่า สงครามนั้นนำแต่ความพินาศย่อยยับมาให้ทั้งสองฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นชาวเมืองนานกิงที่เป็นคนจีน จะต้องสังเวยชีวิตอันบริสุทธิ์แก่เหล่ากองทหารญี่ปุ่น ที่เปรียบเสมือนสัตว์เดรัจฉานในขณะนั้น แต่สุดท้ายแล้ว ทหารเหล่านั้นของกองกำลังญี่ปุ่นก็ถูกลงโทษด้วยการประหารชีวิต สรุปแล้ว ไม่ว่าจีนหรือญี่ปุ่นต่างก็ต้องจบลงด้วยการสูญเสีย แต่ผลของการกระทำในครั้งนั้นยังคงฝังอยู่ในส่วนลึกของคนจีนและคนญี่ปุ่น จากอดีตมาจนถึงปัจจุบัน

ถึงอย่างไรก็ตามจากบทเรียนครั้งประวัติศาสตร์ในครั้งนั้น จากการสูญเสียที่ยิ่งใหญ่ของจีน จากการสำนึกผิดของญี่ปุ่น ทุกวันที่ 13 ธันวาคมของทุกปี จะมีการจัดงานลำลึกถึงสงครามนานจิง โดยทางการจีนประกาศให้วันนี้เป็นวันหยุดงาน และทางการญี่ปุ่นเองก็มีการจัดพิธีกล่าวขอขมาต่อประชาชนชาวจีนกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่นานจิง ในวันเดียวกันนี้ นอกจากนั้นแล้ว ยังมีชาวญี่ปุ่นอีกไม่น้อยที่ยอมอุทิศตัวเพื่อคนญี่ปุ่นเพื่อหวังที่จะเป็นการไถ่บาปของตนที่บรรพบุรุษของตนเคยทำไว้แต่ในอดีต ดังเช่น คุณหมอ ซัน ชื่อเดิมของคุณหมอซันคือ ฮิโรชิ ยามาซากิ คุณหมอซันเคยร่วมรบในสงครามนานจิง เป็นหน่วยแพทย์ แต่ทนความเสื่อมทรามของทหารญี่ปุ่นไม่ได้จึงหนีออกมา ระหว่างที่หนีได้รับความช่วยเหลือจากคนจีนอย่างมากมายตลอดทาง คุณหมอจึงตังใจว่าจะอุทิศตนเพื่อชาวจีน คุณหมอรักษาคนจีนที่ยากจนแบบฟรีๆ นอกจากนั้นแล้ว คุณหมอซันก็ไม่ได้กลับบ้านที่ญี่ปุ่นอีกเลย เพราะท่านบอกว่า เมืองจีนคือบ้านของท่าน


อ้างอิง

ไทยรัฐออนไลน์.  (2559).  นานกิง สงครามสังหารสุดหฤโหด. สืบค้นเมื่อ 23 มีนาคม 2559, จาก http://www.thairath.co.th/content/259862

ผู้จัดการออนไลน์.  (2559).  รำลึก “75 ปี สงครามนานกิง” รำลึกประวัติศาสตร์เพื่อแสวงหาโลกสันติภาพ.  สืบค้นเมื่อ 23 มีนาคม 2559, จาก http://www.manager.co.th/China/ViewNews.aspx?NewsID=9550000151444

ผู้จัดการออนไลน์.  (2559).  อดีตทหารญี่ปุ่นยุคนานกิง ใช้ชีวิตเพื่อคนจีนจนวันตาย.  สืบค้นเมื่อ 23 มีนาคม 2559, จาก http://www.manager.co.th/China/ViewNews.aspx?NewsID=9530000175338

มติชนออนไลน์. (2559).  ชาวญี่ปุ่น-จีน จับมือร่วมรำลึกเหตุสังหารหมู่นานกิง ชี้้เป็น"โศกนาฎกรรมตกหล่น -ไม่มีในตำราใด ๆ".  สืบค้นเมื่อ 23 มีนาคม 2559, จาก http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1439803483

วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี.  (2559).  การสังหารหมู่นานกิง. สืบค้นเมื่อ 23 มีนาคม 2559, จาก https://th.wikipedia.org/wiki/การสังหารหมู่นานกิง

BBCThai.com. (2548). สงครามโลกผ่านมาหกสิบปี แต่ทำไมจีนกับญี่ปุ่นถึงยังไม่ญาติดีกัน.  สืบค้นเมื่อ 23 มีนาคม 2559, จาก http://www.bbc.co.uk/thai/highlights/story/2005/08/050814_ww2_japan_china.shtml

อ่านเพิ่มเติม »

แจ็ค เดอะ ริปเปอร์ (Jack the Ripper)

โดย นวัต จูมงคล

การฆาตกรรมนั้นถือเป็นเรื่องที่โหดร้ายทารุณ และฆาตกรก็มักจะลงท้ายด้วยการถูกจับและลงโทษตามกฎหมาย แต่ก็ยังมีคดีฆาตกรรมจำนวนมากที่ยังเป็นปริศนาและยังคงจับคนร้ายไม่ได้ แล้วหนึ่งในนั้นเอง คือชายผู้นี้ที่โด่งดังไปทั่วโลก แจ๊ค เดอะ ริปเปอร์ (Jack the Ripper) ฆาตกรต่อเนื่อง ที่ฆ่าผู้คนหลายราย และยังคงลอยนวล อยู่จนถึงปัจจุบัน โดยฉายานี้ได้มาจากข่าวที่ตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ต่าง ๆ ที่ลงข่าวจดหมายลึกลับที่เขียนถึงสำนักข่าวกลางโดยผู้เขียนที่อ้างตนว่าเป็นฆาตกร ถึงแม้จะมีการสืบสวนและมีทฤษฎีที่น่าเชื่อถือมากมาย แต่ก็ไม่สามารถบ่งบอกโฉมหน้าที่แท้จริงของฆาตกรได้เลย



ตำนานเล่าขาน ฆาตกรแจ็กเดอะริปเปอร์ นี้ทำให้เกิดการค้นคว้าวิจัยอย่างจริงจังทางประวัติศาสตร์ ทฤษฎีสมรู้ร่วมคิดและนิทานพื้นบ้าน การขาดหลักฐานยืนยันที่แน่ชัดทำให้เกิดคำว่า “นักริปเปอร์วิทยา” มาใช้เรียกนักประวัติศาสตร์และนักสืบสมัครเล่นที่ศึกษาคดีอันโด่งดังนี้เพื่อกล่าวหาหรือพาดพิงถึงบุคคลต่าง ๆ ว่าคือตัวริปเปอร์

หนังสือพิมพ์ซึ่งมียอดขายเพิ่มสูงมากในช่วงนี้โทษว่าเป็นเพราะความล้มเหลวของตำรวจที่ไม่สามารถจับกุมคนร้ายได้ ทำให้ฆาตกรได้ใจและท้าทาย เหตุการณ์จึงเกิดต่อเนื่องเรื่อยมา บางครั้งตำรวจมาถึงที่เกิดเหตุหลังเกิดการฆ่าเพียง 2-3 นาที แต่กลับไม่ได้ตัวคนร้าย

เหยื่อเกือบทั้งหมดเป็นโสเภณี ฆาตกรรมส่วนใหญ่เกิดในที่สาธารณะหรือกึ่งสาธารณะ เหยื่อทุกรายถูกเชือดคอ หลังจากนั้นซากศพจะถูกหั่นตรงช่วงท้องและบางครั้งที่อวัยวะเพศ คาดกันว่าเหยื่อจะถูกรัดคอให้เงียบเสียงก่อนลงมือฆ่า มีหลายกรณีที่มีการตัดอวัยวะภายในออก จึงมีผู้อนุมานว่าฆาตกรอาจเป็นศัลยแพทย์หรือไม่ก็คนขายเนื้อ ซึ่งยังหาข้อสรุปไม่ได้

เหตุการณ์ฆาตกรรมโหด


31 สิงหาคม ค.ศ. 1888 ฆาตกรรมเหยื่อ ที่เป็นหญิงสาว นามว่า แมรี่ แอนน์ นิโคลส์ (เวลา 03:45 น.  Whitechapel , London)

ย่านสลัมที่แออัดเขต Whitechapel ของลอนดอน ศพของแมรี่ แอนน์ นิโคลส์ ถูกปาดคอเข้ามาที่ทั้งสองด้านจนศรีษระเกือบจะหลุด และที่ส่วนท้องก็ถูกชำแหละด้วยมีดยาวอย่างโหดเหี้ยม ตรอกตรงที่เกิดเหตุทั้งเปลี่ยวและมืด และไม่มีใครสัญจรไปมาในช่วงเช้าตรู่ มันเหมาะอย่างยิ่งสำหรับพวกโจรหรือฆาตกร มีหญิงโสเภณีมากมายที่มาหาลูกค้าอยู่ และทุกคนก็รู้ว่ามีจุดที่เงียบสงบตรงไหนบ้างที่จะทำธุระส่วนตัว ฆาตกรน่าจะเป็นคนที่รู้จักพื้นที่นี้ดี ฆาตกรผู้นี้มุ่งเป้าหมายไปยังพวกผู้หญิงหากิน และรู้ว่าเหยื่อของเขาน่าจะพาไปยังที่ๆ เหมาะที่สุด หรือจุดที่แทบไม่มีใครสังเกตเห็น รูปแบบและพฤติกรรมของฆาตกรค่อยๆ ปรากฏขึ้น ดูเหมือนเขาจะโกรธและเกลียดพวกผู้หญิงนี้อย่างมาก และยังมีเหยื่อผู้เคราะห์ร้ายอีกหลายราย ที่โดนฆาตกรรม จนตำรวจในเมืองลอนดอน ต้องปวดหัวไปตามๆกัน แต่ในที่สุด ก็ได้มีผู้ต้องสงสัย

อารอน โคสมินสกี้ 

จอห์น ดริตต์ อารอน โคสมินสกี้ เป็นช่างตัดผมชาวยิวที่อาศัยอยู่ในละแวก white chapel เขาเคยถูกพยานที่อ้างว่าเห็นฆาตกรชี้ตัว แต่ภายหลังพยานคนดังกล่าวไม่ได้ให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่เท่าไร แต่การชี้พยานในครั้งนั้น ทำให้เขาตกเป็นเป้าสายตาของสก๊อตแลนด์ยาร์ด ในฐานะว่าอาจจะเป็น แจ๊ค เดอะ ริปเปอร์ตัวจริง ต่อมาภายหลังอารอน โคสมินสกี้เกิดอาการกำเริบทางจิต จนถูกส่งตัวไปรักษาในโรงพยาบาลในปี พ.ศ 2433 และจบชีวิตลงในปีพ.ศ 2462

ใครกันคือ แจ็กเดอะริปเปอร์? (Jack the Ripper) 

ข้อมูลที่ผ่านๆ มามีการรายงานเกี่ยวกับการสืบหาฆาตกรในเรื่องนี้ ซึ่งก็มีหลายคนที่ตกเป็นผู้ต้องสงสัย แต่มีอยู่ 2 รายที่ดูท่าทีว่าอาจจะเป็น ฆาตกร แจ็กเดอะริปเปอร์ ( Jack the Ripper) ตัวจริง คนหนึ่งเป็นคนที่อ้างว่าเป็นแพทย์ชาวอเมริกัน ส่วนอีกคนเป็นผู้หญิงที่ฆ่าภรรยาและลูกของชายชู้ของเธอ สก๊อตแลนด์ยาร์ดตัดสินใจปิดคดีของ แจ๊ค เดอะ ริปเปอร์ลงใน ปี พ.ศ. 2435 ทั้งๆ ทียังไม่สามารถจับฆาตกรได้ แต่เนื่องจากผู้ต้องสงสัยสองรายสำคัญอย่าง มอนเทกิว จอห์น ดริตต์ ได้จบชีวิตลงและ อารอน โคสมินสกี้ ก็ต้องใช้ชีวิตที่เหลือในโรงพยาบาลโรคจิต


โฉมหน้า แจ็ก เดอะ ริปเปอร์
หลักฐานที่ชี้ว่า Aaron Kosminiski คือ Jack The Ripper

เมื่อไม่นานมานี้ Dr. Jari Louhelainen ได้ลองตรวจสอบดีเอ็นเอบนผ้าคลุมไหล่ของ Catherine Eddowes ทีเป็นหนึ่งในเหยื่อของ Jack The Ripper ก่อนจะพบว่าดีเอ็นเอที่ปรากฏตรงกับชายผู้ชื่อว่า Aaron Kosminski

โดยหลักฐานผ้าคลุมไหล่ชิ้นนี้ได้มาจาก Russell Edwards ซึ่งประมูลหลักฐานปริศนาชิ้นนี้มาเมื่อหลายปีก่อน แต่เขาเพิ่งมาตัดสินใจมอบให้กับด็อกเตอร์เพื่อทำการตรวจสอบ…และนั่นทำให้ชาวโลกถึงกับช็อคที่ได้รู้ตัวตนที่แท้จริงของ Jack The Ripper

ซึ่ง Aaron Kosminski คือชาวยิวที่หนีมาในกรุงลอนดอน และเมื่อปี 1987 ชายผู้นี้ก็เคยถูกสันนิษฐานเช่นกันโดย Dr. Robert Andersonว่าชายผู้นี่แหละมีแนวโน้มว่าจะเป็น Jack The Ripper ตัวจริง…และเมื่อผนวกเข้ากับหลักฐานดีเอ็นเอที่เพิ่งค้นพบก็ยิ่งตอกย้ำว่า Kosminski นี่ล่ะ ที่เป็นฆาตกรตัวจริงในตำนานลี้ลับเรื่องนี้

หลังจากพบหลักฐานที่ชัดเจนว่า Aaron Kominiski คือ Jack The Ripper ตัวจริงก็ไม่สามารถจับกุมเขาได้เนื่องจากเขาถูกส่งไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลเนื่องจากมีอาการทางจิต และไม่ปรากฏว่าหลังจากที่เขารักษาอาการทางจิตจนหายแล้ว ได้มีการจับกุมตัว Aaron Kominiski เนื่องจากสก๊อตแลนด์ยาร์ด ตัดสินใจปิดคดีของ Jack The Ripper ไปทั้งๆที่ยังไม่ได้จับกุมฆาตกรตัวจริง คดีของแจ็คเดอะริปเปอร์จึงเป็นปริศนามาจนถึงปัจจุบันว่าจุดจบของเขาเป็นอย่างไรกันแน่ แต่มีข่าวลือมาว่าแจ็คเดอะริปเปอร์ได้เสียชีวิตลงด้วยอาการป่วยหลังจากหายจากอาการทางจิตแล้ว


อ้างอิง

แจ็กเดอะริปเปอร์ ปริศนาฆาตกรโหดโด่งดังที่สุดในประวัติศาสตร์โลก. สืบค้นเมื่อ 20 มีนาคม 2559, จาก
http://teen.mthai.com/variety/78767.html     

ตำนานคฤหาสน์วินเชสเตอร์" Mystery House. สืบค้นเมื่อ 21 มีนาคม 2559, จาก http://kawthai.com/2015/11/%E0%B8%95%E0%B8%B3%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0

วีรวัฒน์ กนกนุเคราะห์. พลิกแฟ้ม ตำ ( กัน ) นาน ( ไปหน่อย ) คดีแจ๊ค เดอะ ริปเปอร์ “ฆาตกรจากนรก”. สืบค้นเมื่อ 21 มีนาคม 2559, http://bim-mover.com/verawat%20site/sitepage/onlineJack.html

อ่านเพิ่มเติม »

ย้อนรอยประวัติสะพานข้ามแม่น้ำแคว

โดย ศรายุทธ เกียรติศิริกุล

“สงคราม” เป็นคำที่มนุษย์ใช้เรียกในยามที่เกิดความขัดแย้งต่อกัน โดยใช้กำลัง อาวุธ และยุทโธปกรณ์ต่างๆในการแก้ไขปัญหา โดยเมื่อหลักการเจรจาอย่างสันตินั้นไม่เป็นผล หรือไม่สามารถหาข้อตกลงร่วมกันได้ การเกิดสงครามนั้นจะส่งผลกระทบในด้านต่างๆ อาทิเช่น เศรษฐกิจ การสูญเสียจำนวนประชากร หรือ การแลกเปลี่ยน ทางวัฒนธรรม ต่อประเทศคู่สงคราม และประเทศรอบข้างหรือใกล้เคียงที่อาจอยู่ในจุดยุทธศาสตร์ เป็นต้น ซึ่งประเทศไทยก็นับเป็นหนึ่งในจุดยุทศาสตร์สำคัญในการเดินทางของ กองทัพญี่ปุ่น โดยสร้างเป็นทางรถไฟเพื่อเชื่อมต่อเส้นทางไปสู่ประเทศพม่าในสงครามโลกครั้งที่ 2 การสร้างทางรถไฟในครั้งนั้นทำให้เกิดสะพานข้ามแม่น้ำแควขึ้น ซึ่งเป็นทั้งอนุสรณ์สถานสำคัญที่ถูกยกย่องให้เป็นสัญลักษณ์แห่งสันติภาพ และในอีกแง่มุมหนึ่งก็เป็นอนุสรณ์แห่งความโหดร้ายทารุณและความเศร้าสลดต่อการสูญเสียของเหตุการณ์สงครามโลกครั้งที่ 2



ประวัติสะพานข้ามแม่น้ำแคว

สะพานข้ามแม่น้ำแควตั้งอยู่ในตำบลท่ามะขาม อำเภอเมือง จังหวัดกาญจนบุรี เป็นสะพานข้ามทางรถไฟที่เชื่อมต่อกับทางรถไฟสายมรณะ โดยมีจุดเริ่มต้นจากสถานีหนองปลาดุก อำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรีและทอดยาวผ่านจังหวัดกาญจนบุรี ผ่านด่านเจดีย์สามองค์ ชายแดนไทย-พม่า ไปสู่เมืองตันบีอูซายัด ในประเทศพม่า เส้นทางสายนี้กองทัพญี่ปุ่นได้พิจารณาไตร่ตรองและคัดเลือกจากเส้นการเดินทางจากทั้งหมดแปดสาย โดยศึกษาประวัติศาสตร์การเดินทัพของไทย-พม่าในอดีต มีวัตถุประสงค์เพื่อหลีกเลี่ยงการลำเลียงอาวุธทางเรือที่มีความเสี่ยงต่อการโจมตีของฝ่ายสัมพันธมิตรและลดระยะทางในการเดินทางและการก่อสร้างทางรถไฟ

การสร้างสะพาน

สะพานข้ามแม่น้ำแควเริ่มต้นก่อสร้างในเดือนตุลาคม พ.ศ.2485-2486 ในระยะแรกเริ่มกองทัพญี่ปุ่นได้วางแผนที่จะสร้างสะพานบริเวณแม่น้ำแม่กลองอันมีแม่น้ำแควน้อยและแม่น้ำแควใหญ่มาบรรจบกัน แต่เนื่องด้วยบริเวณตัวเมืองนั้น มีดินที่มีสภาพอ่อนตัวและเป็นจุดที่มีขนาดความกว้างของแม่น้ำอยู่มาก กองทัพญี่ปุ่นจึงสร้างทางรถไฟให้เลยขึ้นผ่านทางท่ามะขาม ซึ่งเป็นบริเวณที่แม่น้ำแควใหญ่ไหลผ่าน สะพานชั่วคราวถูกสร้างด้วยไม้ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อลำเลียงสัมภาระ อาหาร ยารักษา และยุทธปัจจัยต่างๆที่จำเป็นต่อกองทัพและเชลยศึก โดยใช้เวลาการสร้างแล้วเสร็จประมาณ 3 เดือน ต่อมาได้มีการสร้างสะพานเหล็กถาวร ซึ่งห่างจากสะพานไม้เดิม100 เมตร และได้กลายมาเป็นที่ตั้งของสะพานข้ามแม่น้ำแควในปัจจุบัน

 ตัวสะพานข้ามแม่น้ำแควแบบถาวรมีความยาวทั้งหมด 300 เมตร ประกอบไปด้วยคานสะพานเหล็กจำนวน 11คาน ซึ่งเหล็กที่ใช้นั้นได้นำเข้ามาจากมลายู โดยลำเลียงผ่านทางเรือเข้ามาสู่แม่น้ำแม่กลองจนถึงแม่น้ำแควใหญ่ ส่วนตัวเสาสะพานสร้างด้วยคอนกรีตรับน้ำหนัก วัสดุที่ใช้สร้างสะพานนำเข้ามาจากชวา การสร้างล้วนแต่ใช้แรงงานจากเชลยศึก โดยเปิดใช้อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2486 และสะพานแห่งนี้เป็นสะพานเหล็กเพียงแห่งเดียวในประเทศไทยที่ญี่ปุ่นได้สร้างไว้


ที่มา: http://www.sarakadee.com/

ชีวิตเชลยศึก กับความโหดร้ายทารุณ

เชลยศึกที่ถูกเกณฑ์แรงงานมาก่อสร้างทางรถไฟสายมรณะและสะพานข้ามแม่น้ำแคว ส่วนหนึ่งเป็นทหารอังกฤษที่ประจำอยู่ที่ท่ามะขาม เชลยฝ่ายสัมพันธมิตรที่จับได้จากการรบในเอเชียแปซิฟิก อเมริกัน ออสเตรเลีย ออลันดา และนิวซีแลนด์ ประมาณ 61,700 คน และกรรมกรชาวจีน ยวน ชวา มลายู ไทย อินเดีย และพม่าจำนวนมาก ซึ่งในการสร้างสะพานนั้นมีความลำบากยากเข็ญเป็นอย่างมาก เชลยศึกต้องลงไปอยู่ในน้ำที่มีความลึกและเชี่ยวกรากเป็นอย่างมากเพื่อก่อสร้างสะพานเป็นระยะเวลานาน ซึ่งสภาพอากาศในพื้นที่นั้น กลางวันจะมีสภาพอากาศที่ร้อนจัด ส่วนตอนกลางคืนก็จะหนาวเย็น เมื่อทางกองทัพเร่งกำหนดการสร้างให้แล้วเสร็จเร็วขึ้น เชลยศึกจึงต้องทำงานทั้งกลางวันและกลางคืนผลัดกัน 24 ชั่วโมง บางวันก็ไม่หยุดพัก รวมถึงการขาดแคลนอาหารและยารักษาโรค เนื่องจากบริเวณที่ก่อสร้างนั้นอยู่ในถิ่นทุรกันดารและเต็มไปด้วยสัตว์ร้ายนานาชนิด ทำให้เกิดการล้มตายของเชลยศึกตลอดเวลาดั่งคำเปรียบเทียบที่ว่า “หนึ่งชีวิตเท่ากับหนึ่งไม้หมอนรถไฟ”

โรงนอนของเชลยศึกต้องสร้างด้วยพละกำลังของเชลยศึกเอง โดยมีเพียงไม้ไผ่ทำเป็นแคร่นอนเบียดเสียดกัน ไม่มีทั้งเครื่องนุ่งห่ม ไม่มีการแจกจ่ายเครื่องหลับนอนหรือหมอนมุ้ง มีเพียงแต่สิ่งที่ตนเองได้นำติดตัวมาเท่านั้น และมีการเกิดโรคระบาดร้ายแรงติดต่อกัน โดยเฉพาะโรคมาลาเลียที่ติดต่อกันอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในโรงนอน ซึ่งไม่มียารักษาเฉพาะ และอหิวาตกโรค หรือ ที่เรียกว่า “โรคห่า” เนื่องจากน้ำดื่มกินของเชลยศึกนั้นต้องใช้น้ำในแม่น้ำแควเป็นหลักในการดำรงชีพ ซึ่งเป็นบริเวณเดียวกับที่ทหารญี่ปุ่นโยนศพที่ติดเชื้อโรคอหิวาลงแม่น้ำ จึงเกิดเป็นจักรของโรคร้ายต่างๆนาๆ และเกิดการล้มตายมากขึ้นทุกวัน


ที่มา: https://th.wikipedia.org/

นายบุญผ่อง  สิริเวชพันธ์ 

วีรบุรุษคนไทย ผู้ช่วยชีวิตเชลยศึกในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่ได้รับการยกย่องนับถืออย่างมาก ก็คือ นายบุญผ่อง สิริเวชพันธ์  ท่านเป็นนายกเทศมนตรีและพ่อค้าไทย ณ.ตำบล ปากแพรก อำเภอ เมืองกาญจน์ จังหวัด กาญจนบุรี ได้รับสัมปทานในการส่งอาหารให้แก่แคมป์เชลยศึกของกองทัพญี่ปุ่น ท่านรับรู้ถึงความยากลำบากของเชลยศึก จึงให้ความช่วยเหลือในด้านต่างๆ ทั้งเรื่องเสบียงอาหาร หรือ แบตเตอรี่ โดยเฉพาะยารักษาโรคที่ซ่อนอยู่ด้วยวิธีการหลากหลายรูปแบบอาทิเช่น ซ่อนยาในหัวกะหล่ำ บุหรี่  กระป่องนม หรือ ตามตัว ให้แก่  “ พันโท อี.อี. เวียรี ดันลอป” นายแพทย์ชาวออสเตรเลีย จากการช่วยเหลือของนายบุญผ่องนั้นทำให้สามารถช่วยเหลือชีวิตของเชลยศึกได้นับร้อยนับพันชีวิต

เหตุการณ์การทิ้งระเบิด

ในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ.2487 สะพานข้ามแม่น้ำแควถูกฝ่ายสัมพันธมิตรโจมตี โดยได้มีการทิ้งระเบิดอย่างหนักและต่อเนื่องกันหลายสิบครั้ง  จนในที่สุดสะพานข้ามแม่น้ำแควก็ได้พังลงและเกิดความเสียหายอย่างหนักในช่วงที่ 4-6 ของตัวสะพานและไม่สามารถใช้การได้ จนกระทั่งภายหลังสงครามสิ้นสุดลง รัฐบาลไทยได้ทำการซ่อมแซมใหม่และใช้งานได้ดังเดิมเมื่อปี พ.ศ.2489

สงครามในอดีตเป็นบทเรียนชั้นเลิศที่สอนให้บรรพชนรุ่นหลังได้เรียนรู้และตระหนักถึงความโหดร้าย และความทารุณที่เกิดขึ้นจากฝีมือมนุษย์ ความขัดแย้งจากสงครามย่อมส่งผลให้เกิดความสูญเสียเรื่อยมา วิบากกรรมของเชลยศึกในทางรถไฟสายมรณะนั้น เป็นเพียงส่วนหนึ่งของผลกระทบที่เกิดขึ้นจากความไม่เข้าใจซึ่งกันและกัน และยังเป็นแบบอย่างสำคัญที่ทำให้เห็นถึงการสร้างมิตรไมตรี ความมีน้ำใจของเพื่อนมนุษย์ โดยไม่มีเรื่องสัญชาติ เผ่าพันธุ์ หรือภาษามาเกี่ยวข้อง ดั่งเช่น นายบุญผ่อง  สิริเวชพันธ์ ให้ความช่วยเหลือแก่เชลยศึก โดยที่ตนเองนั้นไม่ได้รับผลประโยชน์แต่อย่างใด เพียงเพื่อต้องการช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ให้หลุดจากความทารุณและความโหดร้ายจากสงคราม  จึงเห็นได้ว่าการที่พยายามหาทางออกด้วยกำลังนั้น ล้วนแต่เกิดความสูญเสีย แต่หากลองเปิดใจหันหน้าเข้าหากัน ยอมรับความคิดบนพื้นฐานแห่งความเท่าเทียมของการเป็นมนุษย์ ก็จะสามารถร่วมกันสร้างประตูทางออกที่มีแต่ความสันติสุขร่วมกันได้


อ้างอิง

กลุ่มงานข้อมูลสารสนเทศและการสื่อสาร สำนักงานจังหวัดกาญจนบุรี ๒๕๕๖. ประวัติความเป็นมา (ออนไลน์). สืบค้นเมื่อ ๒๖ มีนาคม ๒๕๕๙, จาก : http://www.kanchanaburi.go.th/au/sapanfestival2556/history.php.

วันชัย ตัน. ๒๕๕๖. บุญผ่อง สิริเวชพันธ์ “หนี้ที่ใช้คืนไม่หมด” (ออนไลน์). สืบค้นเมื่อ ๒๖ มีนาคม ๒๕๕๙, จาก : http://www.sarakadee.com/blog/oneton/?p=1338.

สงศักดิ์ ๒๕๕๑. ประวัติรถไฟสายมรณะ (ออนไลน์). สืบค้นเมื่อ ๒๖ มีนาคม ๒๕๕๙, จาก : http://allknowledges.tripod.com/deadrailway.html

Amazing Thailand ๒๕๕๙. สะพานข้ามแม่น้ำแคว (ออนไลน์). สืบค้นเมื่อ ๒๖ มีนาคม ๒๕๕๙, จาก : http://www.kanchanaburi-info.com/th/muang.html

Paiduaykan.com ๒๕๕๑. ทางรถไฟสายมรณะ (ออนไลน์). สืบค้นเมื่อ ๒๖ มีนาคม ๒๕๕๙, จาก : http://www.paiduaykan.com/province/central/kanjanaburi/railway.html

Yuttachai Supkham ๒๕๕๕. ประวัติสะพานข้ามแม่น้ำแคว (ออนไลน์). สืบค้นเมื่อ ๒๖ มีนาคม ๒๕๕๙, จาก : https://sites.google.com/site/yuttachaisupkham2/2

อ่านเพิ่มเติม »

สตีฟ จอบส์ (Steve Jobs)

โดย ธนลาภ วิรุณพันธ์

ถ้าพูดถึง สมาร์ทโฟนและอุปกรณ์สื่อสารที่ชาวโลกยอมรับและนิยมใช้กันมากจากบุคคลผู้มีความคิดอัจฉริยะและทรงคุณค่าก็ไม่ใช่ใครที่ไหน”สตีฟ จ็อบส์” นั่นเองจากผลงาน ที่ชื่อว่า apple ซึ่งเป็นบริษัทที่เขาก่อตั้งขึ้นมาจากน้ำพักน้ำแรงของเขา ซึ่งเป็นแบรนด์ที่มาแรงกว่ากระแสอื่นๆ ที่ผู้คนทั่วโลกจับตามองในชิ้นงานที่เขาสร้างขึ้นมาเป็นรุ่นๆ

สตีฟ จอบส์ (Steve Jobs หรือ Steven Paul Jobs) เกิดเมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ ปี 1955 เป็น บุตรชาย ของ คุณ อับดุลฟัตตะห์ จอห์น จันดาลี กับ คุณ โจแอน แคโรลด์ ชีเบิล ซึ่ง ในขณะนั้นเองพ่อแม่ของ เขา มีอายุเพียงได้แค่ 23ปี และยังเป็น นักศึกษา อยู่ และไม่นานทั้งคู่ก็ได้ตัดสินใจ ยก สตีฟ จอบส์ ให้เป็นบุตรบุญธรรม แก่ คุณ Paul Reinhold Jobs และ คุณ Clara Jobs สำหรับการใช้ชีวิตในช่วงวัยเด็กจนถึงเรียนจบ นั้น สตีฟ จอบส์ เขาได้เรียนรู้อะไรหลายๆอย่างจาก พ่อบุญธรรมของเขา ตั้งแต่ ประกอบวงจรคอมพิวเตอร์ ซ่อมรถ และ ความสามารถทางด้านการต่อรองทางด้านการตลาด



ในปีค.ศ. 1972 สตีฟ จอบส์ จบการศึกษาจาก โฮมสตีดไฮสคูล ในเมืองคิวเปอร์ทีโน มลรัฐแคลิฟอร์เนีย และได้สมัครเข้าเรียนต่อที่วิทยาลัยรีด (Reed College) ในเมืองพอร์ตแลนด์ มลรัฐโอเรกอน แต่ก็ต้องลาพักการเรียนหลังจากเข้าเรียนได้เพียงหนึ่งภาคการศึกษา

ผลงานชิ้นแรกที่สร้างชื่อให้ สตีฟ จ๊อบส์ คือเครื่องคอมพิวเตอร์แอปเปิ้ล II (Apple II) ซึ่งเป็นผลงานที่สร้างและออกแบบในโรงรถของบ้านของเขา และได้วางขายเมื่อปี ค.ศ. 1977อย่างไรก็ตาม ผลิตภัณฑ์ใหม่ๆหลังจากนั้น กลับไม่ค่อยประสบความสำเร็จนัก จนเมื่อถึงปี ค.ศ. 1985 จอบส์ก็ถูกบีบให้ต้องลาออกจากบริษัทแอบเปิ้ลคอมพิวเตอร์ที่เขาเองร่วมก่อตั้งขึ้นมาแต่จุดนี้เองที่ สตีฟ จ๊อบส์กล่าวว่า เป็นช่วงที่ทำให้เขามีความคิดสร้างสรรค์มากที่สุด

หลังจากที่เขากลับมาทำงานกับแอปเปิ้ลอีกครั้ง เขาได้กอบกู้บริษัทแอปเปิ้ลที่เกือบล้มละลาย ได้สร้างผลิตภัณฑ์ที่สร้างชื่อให้แอปเปิ้ล และเป็นที่นิยมอย่างสูงสุด เช่น คอมพิวเตอร์ iMac iPod iPhone และ iPad นวัตกรรมเหล่านี้ทำให้แอปเปิ้ลเป็นบริษัทด้านเทคโนโลยีที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยได้แซงหน้าคู่แข่งตลอดกาลอย่างไมโครซอฟท์ (Microsoft) ได้สำเร็จ

จอบส์เข้าพิธีสมรสกับลอเรนซ์ พาวเวลล์ เมื่อวัน18 มีนาคม ค.ศ. 1991 และมีบุตรด้วยกันสามคน จอบส์ยังมีลูกสาวหนึ่งคน ชื่อลิซา จอบส์ ที่เกิดจากสตรีผู้หนึ่งซึ่งเขาไม่ได้แต่งงานด้วย

เขาเป็นนักประดิษฐ์ ที่มักจะท้าทายขีดความสามารถของอุปกรณ์ไฮเทคอยู่เสมอ เขาพยายามอย่างมากที่จะนำเสนอนวัตกรรมที่ผู้บริโภคต้องการ ก่อนที่ผู้บริโภคจะรู้ความต้องการของตัวเองเสียอีก

จอบส์ลาออกจากการเป็น CEO ของแอปเปิ้ลเมื่อเดือนสิงหาคม ค.ศ. 2011 หลังจากต้องพักงานไปหลายครั้งเนื่องจากปัญหาด้านสุขภาพ เขาได้ต่อสู้กับโรคมะเร็งตับอ่อนตั้งแต่ปี ค.ศ. 2004 จนกระทั่งในวันที่ 5 ตุลาคม ค.ศ. 2011 สตีฟ จอบส์ก็ได้เสียชีวิตจากโรคมะเร็งตับอ่อน ด้วยวัย 56 ปี เขาจากไปอย่างสงบ หลังจากที่แอปเปิ้ลคอมพิวเตอร์ ประกาศเปิดตัว IPhone 4S ได้เพียงแค่วันเดียว



สตีฟ จ๊อบ ก็ไม่ต่างจากคนธรรมดาทั่วๆไป ที่เกิดมาแบบไม่ได้พร้อมไปทุกอย่าง แต่สิ่งหนึ่งที่เขามีก็คือ ความใฝ่ฝัน และ ความเชื่อมั่นในตัวเอง เขามีวิธีในการทำงานร่วมกับคนฉลาดเพื่อทำความฝันของเขาให้เป็นจริง หนึ่งสิ่งที่ต้องทำให้ได้ก็คือเชื่อมั่นในตัวเอง เชื่อว่าตัวเองก็เกิดมาเพื่อจะประสบความสำเร็จแต่สิ่งที่ทำให้ชาวโลกได้เห็นสิ่งที่น่าตื่นตาตื่นใจกับลูกเล่นบนสมาร์ทโฟนและอุปกรณ์อื่นๆนั้น เขาเป็นต้นแบบที่ดีของชาวโลก แต่สิ่งที่เสียดายที่สุดชายคนนี้ไม่มีให้ชาวโลกได้เห็นได้พัฒนาอะไรที่มันน่าจะสุดยอดไปกว่านั้น ถ้าเขายังอยู่ทุกคนคงจะเห็นเขาคนนี้ได้ มายืนบนเวทีการเปิดตัวอะไรใหม่ๆให้ชาวโลกได้เห็นครับผม…….


อ้างอิง

Steve Jobs (ประวัติ สตีฟ จ๊อบส์). สืบค้นเมื่อ 1 มี.ค 2559, จาก: http://www.fleth.co.th/index.php/

ประวัติ สตีฟ จอบส์ Steve Jobs. สืบค้นเมื่อ 1 มี.ค 2559, จาก: http://www.neutron.rmutphysics.com/science-news/index.php?option=com_content&task=view&id=2098&Itemid=4

วิกีพีเดียว สารานุกรมเสรี. สตีฟ จอบส์. สืบค้นเมื่อ 15 มี.ค 2559, จาก :  https://th.wikipedia.org/wiki/สตีฟ_จ๊อบส์

อ่านเพิ่มเติม »

เดวิด เบ็คแฮม (David Beckham)

โดย กัลชาญ เทียมกัน

เบ็คแฮม (David Robert Joseph Beckham)เป็นนักเตะหนึ่งในสี่คนที่เล่นในยูฟ่าแชมเปี้ยนส์ลีกมากกว่า 100 นัดเขายังเป็นนักเตะที่เล่นให้ทีมชาติอังกฤษ 107 ครั้งมากที่สุดเป็นอันดับ 3 และเป็นคนอังกฤษเพียงคนเดียวที่ทำประตูได้ในการแข่งขันฟุตบอลโลก 3 ครั้งในฟุตบอลโลก 1998 2002 และ 2006 รวมทั้งหมด 17 ประตูชื่อเสียงของเบ็คแฮมนอกสนามแข่งนั้นโด่งดังกว่าในสนามมากเฉพาะในสหราชอาณาจักรแล้วชื่อเบ็คแฮมเทียบได้กับแบรนด์อย่างโค้กหรือไอบีเอ็มเลยทีเดียว

นอกจากนั้น ยังได้รับเครื่องราชเป็นนายทหารแห่งจักรวรรดิบริเตน (Officer of the British Empire) จากสมเด็จพระราชินีนาถอลิซาเบธที่ 2


ที่มา : http://www.manager.co.th/

เดวิด เบ็คแฮม มีชื่อเต็มว่า David Robert Joseph Beckham สัญชาติอังกฤษ เกิดเมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม ค.ศ. 1975  ที่ลีย์ตันสโตน ลอนดอน อังกฤษ

สถิติการลงเล่นของเขา 394 นัด  ยิงประตู 85 ประตู นัดแรก23 ตุลาคม 1992 (ไบรตัน) เบ็คแฮม ได้ย้ายไปอยู่กับสโมสรที่ใหญ่กว่า และเป็นสโมสรในระดับลีกสูงสุดของประเทศอังกฤษ ชื่อสโมสร แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดหลังจากนั้นเขาก็เริ่มเล่นเข้มข้นมาเรื่อย ๆและได้เป็นตัวจริงถาวรนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาฤดูกาลแรกของเบ็คแฮมนั้นชนะเลิศทั้งพรีเมียร์ลีกและเอฟเอคัพ และ เขายังมีส่วนสำคัญในการสร้างประวัติศาสตร์คว้าแชมป์ 3 แชมป์พร้อมกัน มีส่วนร่วมในการทำประตูมากที่สุด

ชื่อเสียงของ เบ็คแฮม เริ่มโด่งดังขึ้นในเดือนสิงหาคม 1996 ขณะที่เขายังค้าแข้งกับสโมสร แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ด้วยลูกยิงจากครึ่งสนามเข้าในนัดที่พบกับวิมเบิลดัน เขาติดทีมชาติอังกฤษนัดแรกวันที่ 1 กันยายน ค.ศ. 1996 ในรอบคัดเลือกฟุตบอลโลกที่อังกฤษพบกับมอลโดวา ในฤดูกาลนี้เขายังได้รับรางวัลนักฟุตบอลดาวรุ่งยอดเยี่ยมของพีเอฟเอซึ่งโหวตโดยผู้เล่นในพรีเมียร์ลีค



แบ็คแฮมแต่งงาน เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2542 (ค.ศ.1999) กับ วิคตอเรีย อดัมส์ นักร้องสาวของวงสไปซ์ เกิร์ลส ฉายา "Posh Spice" ความสัมพันธ์ของทั้งสองคนเป็นที่สนใจของสื่อมวลชนอย่างมาก ทั้งคู่ถูกเรียกจากสื่อว่า "Posh and Becks" และชื่อนี้เป็นที่รู้จักกันทั่วไป ปัจจุบัน ครอบครัวเบ็คแฮมมีลูกชาย 3 คน และลูกสาว 1

เมือปี 2002 ความสัมพันธ์ ระหว่าง เบ็คแฮม และ เซอร์ อเล็กเฟอร์กุสัน มีอันต้องจบสิ้นลง ภายหลังหลังเกิดเรื่องอื้อฉาวขึ้น เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 2003 หลังการแข่งขันที่แพ้ให้กับสโมสรฟุตบอล อาร์เซน่อล ในห้องแต่งตัว เฟอร์กูสันได้เตะรองเท้าสตั๊ดไปโดนบริเวณเหนือคิ้วของ เบ็คแฮม จนได้รับบาดเจ็บ เหตุการณ์นี้เป็นจุดเริ่มต้นในการย้ายทีม ด้วยการเซ็นสัญญาค้าแข้งกับ รีล มาดริด และ ลอสแอนเจลิส แกแลกซี่ ในเวลาต่อนั้น เขาดูเหมือนจะราบรื่นได้ไม่นาน เพราะเขาไม่ค่อยพอใจกับชีวิตค้าแข้งที่ ลอสแอนเจลิส แกลกซี่  (LA galaxy)

ช่วงครึ่งเวลาหลังของปี 2008-2009 ต่อมา ของสโมสรฟุตบอลเอซี มิลาน ยักษ์ใหญ่แห่งอิตาลี ได้ทำการยืมตัว เดวิด เบ็คแฮม มาเล่นให้กับทีมจนจบฤดูกาล ซึ่งเขามีส่วนร่วมในการทำประตูมากมายให้กับสโมสรฟุตบอลเอซี มิลาน จนทำให้ทีมได้รองแชมป์ในศึกกัลโช่เซรีอา ซึ่งนั้นทำให้ ชื่อเสียงของเบ็คแฮมได้กลับมาอีกครั้ง

ขณะนี้เบ็คแฮม เริ่มเข้าสู่ช่วงบั้นปลายชีวิตลูกหนังแล้ว ในปี 2013 เมื่อ วันที่ 29 มกราคม เบคแฮมได้กลับมาฝึกกับสโมสรอาเซน่อลและได้เซ็นสัญญากับสโมสรปารีส แซงต์ แชร์กแมง ซึ่งนั้นถือว่า เป็นทีมสุดท้ายของการค้าแข้งของเขา

วันที่ 12 พฤษภาคม ค.ศ. 2013 เบ็คแฮมและเพื่อนร่วมสโมสรสามารนำทีม ปารีส แซงต์ แชร์กแมง คว้าแชมป์ลีกเอิงได้สำเร็จแล้วได้คว้าแชมป์ลีกเอิงเป็นสมัยแรกของเบ็คแฮมและสมัยที่สามของสโมสรปารีส แซงต์ แชร์กแมง อีกด้วย

เมื่อวันที่ 16พฤษภาคม ค.ศ.2013 เบ็คแฮมได้ออกมาประกาศให้แกสื่อมวลชนว่าเขาจะแขวนสตั๊ดจากอาชีพนักฟุตบอลอย่างเป็นทางการในการจบอาชีพการเล่นฟุตบอลที่ ประเทศฝรั่งเศส และ ในวันที่ 19พฤษภาคม ค.ศ.2013 เบ็คแฮมได้ลงเล่นนัดสุดท้ายในบ้านของฤดูกาลให้กับปารีสแซงต์แชร์กแมงและนัดสุดท้ายในการเล่นฟุตบอลอาชีพของเขาด้วยการพบกับ สโมสรฟุตบอลแบรสต์ผู้จัดการทีมของปารีส แซงต์ แชร์กแมงได้ให้เบ็คแฮมได้ลงเป็นตัวจริงและเป็นกัปตันทีมของปารีส แซงต์ แชร์กแมง จากจบการแข่งขัน ปารีส แซงต์ แชร์กแมง ก็สามารถเอาชนะไปได้ 3-1 และคว้าแชมป์ลีกเอิงอย่างเป็นทางการ และทำให้เบ็คแฮมเป็นนักฟุตบอลชาวอังกฤษคนแรกที่คว้าแชมป์ลีกสูงสุดของแต่ละประเทศได้ถึง 4 ประเทศ คือ อังกฤษ, สเปน, อิตาลี และฝรั่งเศส

แฟนๆลูกหนังต้องจดจำชื่อของเขาไปอีกนาน ตำนานลูกหนังจากอังกฤษแห่งยุค "เดวิดเบ็คแคม” นักเตะสุดหล่อ เจ้าของฉายา "ลูกบอลทองคำ” (Goldenballs)


อ้างอิง

David Robert Joseph Beckham. (ออนไลน์). สืบค้นเมื่อ 1 พฤษภาคม  2559, จาก : https://th.wikipedia.org/wiki/

David Robert Joseph Beckham. (ออนไลน์). สืบค้นเมื่อ 1 พฤษภาคม  2559, จาก :
http://www.manager.co.th/CelebOnline/ViewNews.aspx?NewsID=9560000059048

David Robert Joseph Beckham. (ออนไลน์). สืบค้นเมื่อ 1 พฤษภาคม  2559, จาก : https://www.gotoknow.org/posts/245650

David Robert Joseph Beckham. (ออนไลน์). สืบค้นเมื่อ 1 พฤษภาคม  2559, จาก: http://www.glory-manutd.com/

อ่านเพิ่มเติม »

เคิร์ต โคเบน (Kurt Cobain)

โดย รวิสุต   ทาน้อย

ชื่อ Kurt Cobain หรือ Nirvana สำหรับวัยรุ่นยุคนี้ในบ้านเรานั้นอาจไม่เป็นที่รู้จักมากมายนัก แต่เชื่อว่าวันรุ่นยุค 90 หรือผู้คนที่อายุ 20ปลายๆ ถึง 30 ต้นๆ คุ้นเคยกับชื่อนี้ดี เพราะนี่คือชื่อของตำนานวงดนตรีกรันจ์ร็อคระดับตำนานที่เป็นแบบอย่างให้ดนตรีสมัยใหม่อย่างมาก

เคิร์ต โคเบน (Kurt Cobain) หรือ เคิร์ต โดนัลด์ โคเบน นักกีตาร์และนักร้องของวงดนตรีกรีนจ์ชื่อดังอย่าง nirvana วงที่มีผลงานเพลงดังมากมายในช่วงต้นของยุค 90 เช่นเพลง smell like teen spirit , Heart Shaped Box , Come As You Are และอีกหลายบทเพลง



เคิร์ท โดนัลด์ โคเบน (Kurt Donald Cobain) เกิดเมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1967 ณ เมืองอเบอร์ดีน มลรัฐวอชิงตัน เขาเกิดในครอบครัวชนชั้นแรงงาน พ่อของเขาโดนัลด์ เลแลนด์ โคเบน เป็นช่างซ่อมรถยนต์ และแม่เวนดี้ เอลิซาเบธ ฟราเดนเบิร์ก ทำงานเป็นสาวเสิร์ฟ ตัวโคเบนนั้นมีน้องสาว 1 คน ชื่อคิมเบอร์ลี่ย์

ในช่วงวัยเด็กนั้นเคิร์ตมีชีวิตที่ค่อนข้างจะลำบากเพราะพ่อแม่ของเขาหย่ากันตั้งแต่เขาอายุ 9 ขวบ หรือบ้างก็ว่า 7 ขวบ และจากสาเหตุนี้เองเคิร์ตจึงกลายเป็นเด็กที่ก้าวร้าว ไม่ยอมไปโรงเรียนอีกด้วย หลังจากที่พ่อแม่ของเขาได้หย่ากัน เขาได้ย้ายไปอยู่กับพ่อ ต่อมาพ่อของเขาได้แต่งงานใหม่และเคิร์ตไม่ถูกกับแม่เลี้ยงและลูกๆของเธอนัก เพราะว่าเขาเชื่อว่าพ่อรักพวกเธอมากกว่าเขา เขาเริ่มที่จะสูบกัญชาและใช้สารเสพติด ต่อมาเขาได้รับของขวัญวันเกิดเป็นกีตาร์ไฟฟ้าจากลุงของเขาในวันเกิดครบรอบ 14 ปีและนั่นเองที่ เขาพบสิ่งที่เขารัก

ครอบครัวของเขาเกี่ยวข้องกับดนตรีอยู่บ้าง โดยลุงและป้าของเขาเป็นนักดนตรี เคิร์ตมีพรสวรรค์ด้านศิลปะมาตั้งแต่เด็กๆ แต่เขาไม่ถนัดวิชาอื่นๆมากนัก และเขาก็ย้ายออกจากบ้านของพ่อของเขาใน ปี 1982 ไปอยู่กับคุณลุงและอีกหลายเดือนเขาก็ย้ายไปอยู่กับแม่ของเขา

ในช่วงมัธยมปลายนั้นเขาชอบดนตรีพังค์ ร็อคมาก เขามีปัญหากับแม่ และพ่อเลี้ยงของเขาบ่อยครั้งเพราะทั้งคู่ดื่มเหล้าจัด และพ่อเลี้ยงของเขามักจะทำร้ายแม่ของเขาเสมอด้วย เขาหนีเรียน และใช้สารเสพติดมากกว่าเดิม และสุดท้ายเขาก็ลาออกจากโรงเรียน

แม่ของเขาเวนดี้ บอกให้เขาไปหางานทำไม่เช่นนั้นจะไล่เขาออกจากบ้าน และเคิร์ตก็ถูกไล่ออกจากบ้านบ่อยครั้ง บ้างวนเวียนไปนอนตามบ้านของเพื่อนๆ หรือนอนในโรงบาลบ้างบางครั้ง ในช่วงนี้เขาทำงานที่ Lamplighter Restaurant และบางครั้งก็ทำงานเป็นภารโรงที่โรงเรียน Weatherwax High School รวมถึงที่ YMCA ด้วย

ต่อมา เคิร์ตได้ร่วมมือกับเพื่อนของเขา ตั้งวงดนตรีขึ้นมาชื่อ nirvana โดยมีเครื่องดนตรี 3 ชิ้นคือ กีตาร์ เบส กลอง มือเบสคือ คริสท์ โนโวเซลิก (Krist Novaselic) ส่วนมือกลองในช่วงแรกนั้นต้องคอยสลับสับเปลี่ยนใหม่ไปเรื่อยๆก่อนที่จะได้ เดฟ โกรธ (Dave Grohl) มาเป็นมือกลองถาวร

วง nirvana ออกอัลบั้มชุดแรกในปี 1989 ชื่อ Bleach แต่ก็ไม่เป็นที่รู้จักเท่าไหร จนกระทั่งอัลบั้มชุด nevermind ออกมา ซึ่งอัลบัมชุดนี้นอกจากจะเปลี่ยนกระแสดนตรีแล้วก็ยังมีเพลงฮิตตลอดกาลอย่าง "Smells Like Teen Spirit, " "Come as You Are" และ "Something in the Way" พวกเขากลายเป็นฮีโร่ของเด็กวัยรุ่นในยุคนั้นและไม่มีทางที่จะปฎิเสธได้เลยว่าวัยรุ่นที่หัดเล่นกีตาร์ในยุคนั้นจะไม่เคยแกะเพลงของเขาเล่น

เคิร์ต สมรสกับ Courtney Love ศิลปินสาวแห่งวงร็อกอย่าง Holeและแล้วทั้งคู่ก็ได้ลูกสาวหนึ่งคน ปี 1993 ต่อมาเคิร์ตได้ติดสารเสพติดจำพวกเฮโรอีนอย่างหนักทำให้เขาทำการแสดงสดไม่ได้ดีเท่าที่ควรอย่างเก่า  ในบางครั้งเขาได้ทำการแสดงพังบ้างหรือขึ้นแสดงไม่ไหวบ้าง และในปีเดียวกันนี้เอง nirvana ก็ได้ออกอัลบั้มชุดใหม่  In Utero ซึ่งถือว่าเป็นอัลบั้มที่อัดเสียงในสตูดิโอของพวกเขาเป็นครั้งสุดท้าย

ต้นปี ค.ศ. 1994 สุขภาพจิตของเขาย่ำแย่ขึ้นเรื่อย ๆ เขาพยายามฆ่าตัวตายในอิตาลี จนภรรยาและผู้จัดการส่วนตัวต้องพาตัวเขาไปเข้ารับการบำบัดที่ศูนย์บำบัดเอ็กโซดัส ในลอสแอนเจลิส เมื่อวันที่ 30 มีนาคม แต่เขาก็หนีออกมาได้ในวันที่ 1 เมษายน แล้วกลับไปซีแอ็ทเทิ่ล มารดาของเคิร์ท แจ้งความว่าเคิร์ทหายไปในวันที่ 4 เมษายน ในวันที่ 5 เคิร์ทก็ยิงศีรษะตนเองที่บ้านในซีแอ็ทเทิ่ล แต่ยังไม่มีใครพบศพ จนกระทั่งวันที่ 8 เมษายน เมื่อช่างไฟที่ไปติดตั้งระบบสัญญาณเตือน ที่บ้านของเคิร์ท ไปสะดุดร่างของเขาเข้า

แต่ก็มีบางข้อสันนิฐานว่าเขาถูกฆาตกรรมโดยภรรยาของเขา เพราะก่อนที่เขาจะฆ่าตัวตายเขามีแผนจะหย่ากับภรรยาของเขาเอง

อ้างอิง

Lookmoo9531. Kurt cobain ตำนานที่ผมอยากให้พวกคุณรู้จัก(ออนไลน์). สืบค้นเมื่อ 25 มีนาคม 2559, จาก : http://www.juvethailand.com/forum/index.php?topic=22442.0

Ryn Writes. 2558. 10 ข้อที่คุณยังไม่ทราบเกี่ยวกับไอคอนกรันจ์ “เคิร์ท โคเบน” แห่ง Nirvana (ออนไลน์). สืบค้นเมื่อ 25 มีนาคม 2559, จาก : http://headbangkok.com/10-things-about-kurt-cobain-nirvana/

Biography.com. 2559. Kurt Cobain Biography(ออนไลน์). สืบค้นเมื่อ 25 มีนาคม 2559, จาก : http://www.biography.com/people/kurt-cobain-9542179/




อ่านเพิ่มเติม »

หลุยส์ ปาสเตอร์ (Louis Pasteur)

โดย ธนาคาร ดวงสุดา

ร่างกายของคนเรามักมีโรคร้ายมาคอยเบียดเบียนอยู่เสมอ จึงต้องป้องกันหรือรักษา บรรดาแพทย์ก็พยายามหาวิธีกำจัดโรคพวกนี้ ซึ่งหลายคนอาจจะรู้จักหลุยส์ ปาสเตอร์ ผู้ซึ่งเป็นบุคคลสำคัญที่สุดคนหนึ่งในวงการแพทย์ที่ทำให้การแพทย์ของโลกพัฒนาก้าวหน้าอย่างมาก
 
หลุยส์ ปาสเตอร์ (Louis Pasteur) เป็นนักวิทยาศาสตร์การแพทย์ชาวฝรั่งเศส เขาเป็นผู้ที่ทำให้ชาวโลกรอดพ้นจากโรคระบาดร้ายแรงต่างๆ มรดกที่เขาทิ้งไว้คือ ทางแก้และป้องกันโรคระบาดและโรคร้ายบางชนิดผลงานที่คนรู้จักคือ วัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า
 


เขาเกิดเมื่อวันที่ 27 ธันวาคม ค.ศ.1822 (พ.ศ.2365) ที่เมืองโดล ประเทศฝรั่งเศส เขาเป็นบุตรชายของจัง โจเซฟ ปาสเตอร์ ช่างฟอกหนัง ซึ่งฐานะทางบ้านของเขาไม่ค่อยดีนัก เขาได้รับการเลี้ยงดูอย่างดีจากบิดา เมื่อเขาเรียนจบวิชาสามัญ เขาก็ถูกส่งไปเรียนฝึกหัดครู ณ กรุงปารีส เมื่อเรียนสำเร็จแทนที่เขาจะไปเป็นครู เขากลับไปเป็นผู้ช่วยนักเคมีที่ห้องทดลอง เพื่อทำปริญญาดุษฎีบัณฑิตทางเคมีและฟิสิกส์ แล้วเขาก็ทำสำเร็จในปี ค.ศ.1847 (พ.ศ.2490)
ค.ศ.1848 ได้เป็นศาสตราจารย์สอนเคมีอยู่มหาวิทยาลัย เมืองซอร์บอนน์
ค.ศ.1867 ได้เป็นศาสตราจารย์สอนอยู่ที่ ซอร์บอนนี่
หลุยส์ ปาสเตอร์ได้สร้างชื่อเสียงให้ตัวเองด้วยการประดิษฐ์วัตถุทางเคมี คือ ผลึก ผลงานชิ้นนี้ทำให้เขาได้รับรางวัลและเงินทองมากมาย พร้อมกันนี้เขาก็ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นศาสตราจารย์ทางวิชาเคมีในมหาวิทยาลัยสตาสบูร์ก
 
หลุยส์ ปาสเตอร์ได้ชื่อว่าเป็นผู้ก่อกำเนิดจุลชีววิทยา เขาเป็นผู้ค้นพบจุลินทรีย์ที่เป็นภัยและเป็นประโยชน์ ส่วนที่เป็นภัยคือเชื้อโรคต่างๆ ส่วนที่เป็นประโยชน์คือเชื้อบูดที่เรียกว่า ยีสต์ ที่ทำให้ขนมปังฟู หรือทำเบียร์ทำเหล้า
 
เมื่อหลุยส์ ปาสเตอร์ประสบความสำเร็จในด้านค้นพบจุลินทรีย์แล้ว เขากลายเป็นบุคคลสำคัญของโรงงานผลิตเบียร์ผลิต เหล้าองุ่น เพราะก่อนหน้านี้ เจ้าของโรงงานต้องประสบกับปัญหารสชาติของสินค้า ซึ่งหลุยส์ ปาสเตอร์ต้องเป็นคนแก้ปัญหารสชาติเหล่านี้  ซึ่งการกระทำลักษณะนี้ต่อมาได้พัฒนาเป็นการฆ่าเชื้อวิธีปาสเตอร์ (Pasteurization) และเขายังทดลองโดยการนำเอาขวดซุปเนื้อขึ้นไปบนภูเขาแอลป์ซึ่ง มีอากาศบริสุทธิ์และไม่มีฝุ่นละอองเขาเปิดขวดเหล่านั้นและปล่อยทิ้งไว้ และน้ำซุปไม่เสีย บนหิ้งต่างๆของพิพิธภัณฑ์ปาสเตอร์ในกรุงปารีส มีขวดปิดไว้ซึ่งจัดทำขึ้นโดยปาสเตอร์น้ำซุปเนื้อในนั้นยังคงไม่บูดเน่า หลังจากนานกว่าร้อยปี การค้นคว้านี้ทำให้เกิดอาหารกระป๋องอย่างทุกวันนี้

งานสำคัญของเขาอีกอย่างหนึ่งที่ทำให้คนได้รู้จักเขา คือ กำจัดโรคพิษสุนัขบ้า หลุยส์ ปาสเตอร์ได้ใช้เวลาศึกษาอยู่นานจนถึงขั้นการทดลองก็เหมือนโชคเข้าข้างเขา บังเอิญเด็กคนหนึ่งถูกสุนัขบ้ากัดบิดาของเด็กคนนั้นยินยอมให้เขาทดลองยา ปรากฏว่าเด็กคนนั้นหายป่วย และความสำเร็จอย่างใหญ่หลวงก็ตกเป็นของเขาในปี พ.ศ.2431สถาบันปาสเตอร์ได้รับการจัดตั้งขึ้นในกรุงปารีสและอีกหลายประเทศรวมถึงประเทศไทยด้วยเพื่อต่อสู้กับโรคพิษสุนัขบ้าและโรคระบากอื่นๆซึ่งปาสเตอร์ได้ทำงานประจำในสถาบันนี้จนถึงแก่กรรม หลุยส์ ปาสเตอร์ได้ถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ 8 กันยายน ค.ศ.1895 (พ.ศ.2438) รวมอายุได้ 73 ปี

อันที่จริงหลุยส์ ปาสเตอร์ในใจจริงเขานั้นรักทางศิลปิน เคยตั้งใจว่าจะสร้างชื่อเสียงให้แก่ตนเองด้านนี้ แต่เขากลับเปลี่ยนใจมาเอาดีด้านการแพทย์ เขาจึงเป็นอีกคนหนึ่งที่ เป็นแบบฉบับ ผู้บำเพ็ญประโยชน์ต่อสาธารณชนอย่างแท้จริง เพราะเขาต้องทุ่มเททั้งแรงกายแรงใจ ซึ่งความทุ่มเทของเขาก็ทำให้เขามีชื่อเสียงและประสบผลสำเร็จในชีวิตและสิ่งที่เขาทุ่มเทให้ทั้งชีวิตก็ได้ทำให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อมวลมนุษยชาติและทำให้วงการแพทย์ของโลกได้พัฒนาขึ้นอีกด้วย


อ้างอิง

ชีวประวัตินักวิทยาศาสตร์. สืบค้นเมื่อ 27 มีนาคม 2559, จาก: http://writer.dek-d.com/oshitari/story/viewlongc.php?id=417778&chapter=16

วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี. 2559. หลุยส์ ปาสเตอร์. สืบค้นเมื่อ 27 มีนาคม 2559, จาก: https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B8%E0%B8%A2%E0%B8%AA%E0%B9%8C_%E0%B8%9B%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B9%80%E0%B8%95%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B9%8C

ประวัติบุคคลสำคัญของโลก. สืบค้นเมื่อ 27 มีนาคม 2559, จาก: http://personworld.exteen.com/20140920/louis-pasteur

อ่านเพิ่มเติม »