วอร์เรน บัฟเฟตต์ (Warren Buffett)

โดย จุลทรัพย์ จิเนราวัต

วอร์เรน บัฟเฟตต์ เป็นใคร ? ทำไมเราต้องรู้จักและเรียนรู้จากเขาผู้นี้ คำตอบก็คือเพราะเขาเป็นคนที่ร่ำรวยอันดับสองของโลก ความมั่งคั่งของเขามีสูงถึง 30.5 พ้นล้าน และเขายังเป็นนักลงทุนที่ผ่านการพิสูจน์แล้วว่าเขาสามารถหากำไรจากตลาดหุ้นอย่างต่อเนื่องยาวนาน ดังนั้นใครก็ตามที่อยากเป็นนักลงทุนหรือร่ำรวยมั่งคั่งจากการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ต้องมาดูกันว่า "ผู้เล่น" นักลงทุนแบบเน้นคุณค่าตัวจริงเสียงจริง เป็นแบบไหน

วอร์เรน เอ็ดเวิร์ด บัฟเฟตต์ (Warren Edward Buffett) เกิดเมื่อวันที่ 30 สิงหาคม ค.ศ. 1930 ที่โอมาฮาในรัฐเนแบรสกา เป็นลูกชายคนเดียวและคนที่ 2 ในพี่น้อง 3 คนของผู้แทนอเมริกา บัฟเฟตต์ เริ่มเรียนชั้นประถมศึกษาที่ Rose Hill Elementary School ในโอมาฮา ได้ซื้อหุ้นครั้งแรกเมื่ออายุ 11 ปี เข้าเรียนระดับมหาวิทยาลัยที่วอร์ตัน มหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย และได้ย้ายไปเรียนและจบการศึกษาที่มหาวิทยาลัยเนแบรสกา หลังจากนั้นได้ศึกษาต่อระดับปริญญาโทสาขาเศรษฐศาสตร์ที่ มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย ในปี 1951 เป็นต้นมา
 


สมัยเป็นเด็ก วอร์เรน บัฟเฟต์ เคยหารายได้พิเศษด้วยการติดตั้งตู้เกมส์พินบอลหยอดเหรียญในร้านตัดผมและเคยเป็นเด็กขายหนังสือพิมพ์มาก่อน เมื่อครั้งที่ยังศึกษาในระดับปริญญาโทสาขาเศรษฐศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยโคลัมเบียอยู่นั้นวอร์เรน บัฟเฟต์ได้ศึกษาถึงปรัชญาการลงทุนจาก เบนจามิน เกรแฮม และเมื่อเรียนจบ เขาพยายามเกลี้ยกล่อมแกรแฮมจ้างเขาทำงานเป็นนั่งวิเคราะห์การลงทุน แต่เกรแฮมบอกปัดตลอดจนทนความพยายามของบัฟเฟตต์ไม่ไหวจึงยอมรับ เขาเข้าทำงานและเขาก็ทำงานให้กับบริษัทนี้จนกระทั่งแกรแฮมเกษียณในปี 1956

วอร์เรน บัฟเฟตต์ ถือได้ว่าเป็นนักลงทุนที่เน้นคุณค่าของหุ้นที่มั่นคงในระยะยาวมากกว่าการเก็งกำไรในระยะสั้น เขามองการลงทุนในหลักทรัพย์เหมือนกับการลงทุนทำธุรกิจ  และธุรกิจที่บัฟเฟตต์สนใจและลงทุนมากที่สุดก็คือ ธุรกิจที่มีแฟรนไชส์ (Franchise Bussiness -- ไม่ใช่ระบบเฟรนไชส์อย่างที่เข้าใจกันเมืองไทย)  ซึ่งก็คือธุรกิจที่สามารถสร้างผลกำไรมากกว่าปกติ  เนื่องจากเป็นธุรกิจที่ผู้บริโภคนิยมมากกว่าสินค้าของคู่แข่ง  เช่น โค๊ก มีดโกนยิลเล็ตต์ หนังสือพิมพ์วอชิงตันโพสต์ เป็นต้น ส่วนธุรกิจที่ปัฟเฟตต์จะไม่ลงเลยก็คือ  ธุรกิจที่เขาไม่เข้าใจ  เช่น ธุรกิจคอมพิวเตอร์  ซึ่งรวมถึงคอมพิวเตอร์อย่างไมโครซอฟต์  และธุรกิจที่เป็นสินค้าโภคภัณฑ์ทั้งหลาย

วอร์เรน บัฟเฟตต์มีมิตรสหายเป็นมหาเศรษฐีชื่อดัง บิลล์ เกตส์ ซึ่งเคยชวนให้เขาร่วมลงทุนในบริษัทไมโครซอฟท์ แต่บัฟเฟตต์ก็ขอปฏิเสธ เนื่องจากไม่มีความเข้าใจในระบบธุรกิจประเภทนี้ แต่ถึงกระนั้น เขาก็ยินดีที่จะบริจาคเงินจำนวนมหาศาลแก่มูลนิธิของบิลล์ เกตส์แทน ในบางโอกาสเขามักเล่นเกมไพ่บริดจ์กับบิลล์ เกตส์ผ่านทางระบบออนไลน์ (เพื่อลับสมองมากกว่าเพื่อการพนัน)

วอร์เรน บัฟเฟตต์ จึงนับเป็นอีกหนึ่งบุคคลที่นักลงทุนควรนำปรัชญาความคิดและหลักการของเขามาปรับใช้ เพราะเขาคือนักลงทุนที่เก่งมากๆ และมีชื่อเสียง การประสบความสำเร็จของสามารถสร้างแรงบันดาลใจในคนรุ่นหลังได้เป็นอย่างดีมากๆ

อ้างอิง

วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี .2558. (ออนไลน์) สืบค้นเมื่อ 24 ธันวาคม 2558, จาก: https://th.wikipedia.org/

"How Does Warren Buffett Get Married? Frugally, It Turns Out". New York Times. 2006-09-01. สืบค้นเมื่อ 24 ธันวาคม 2558, จาก: http://www.nytimes.com/2006/09/01/business/01buffett.html?_r=0

Mary Buffet , David Clark .2557.ลงทุนอย่าง...วอร์เรน บัฟเฟตต์(ฉบับปรับปรุงใหม่).--นนทบุรี : วิสดอมเวิร์ส เพรส, 2557,388 หน้า.

อ่านเพิ่มเติม »

ฟรานเซสโก้ ต็อตติ (Francesco Totti) เจ้าชายหมาป่าแห่งกรุงโรม

โดย ธมนันท์ คชานันท์

ในวงการลูกหนังโลกหรือวงการฟุตบอลแล้ว คงจะไม่มีแฟนบอลคนไหนไม่รู้จักนักฟุตบอลคนนี้ และยิ่งไปกว่านั้นเขายังได้รับการยกย่องให้เป็นสัญลักษณ์ของกรุงโรม ในฐานะนักฟุตบอลเขาไม่ใช่แค่สัญลักษณ์ของทีมฟุตบอลทีมหนึ่ง แต่เขายังแสดงให้เห็นว่าเขารักบ้านเกิดและสโมสรจนได้รับสมยานามว่า 'เจ้าชายหมาป่าแห่งกรุงโรม"

ฟรานเชสโก้ ต็อตติ (Francesco Totti) เกิดเมื่อวันที่ 27 กันยายน ปี 1976  เกิดที่กรุงโรมประเทศอิตาลี เล่นตำแหน่งกองกลางและกองหน้า ส่วนสูง 180 เซนติเมตร สโมสรปัจจุบันโรม่าสวมเสื้อหมายเลข 10



เขามีชีวิตในวัยเด็กต่างจากเด็กคนอื่นๆทั่วๆไป ด้วยวัยเพียงแค่ 9 เดือน ก็ได้สัมผัสลูกฟุตบอลแล้ว  มันเหมือนเป็นของเล่นของเขาที่คุณพ่อ ลอเร็นโซ่ และคุณแม่ ฟิออเรลล่า หยิบยื่นให้  แม้กระทั่งในเวลาหลับก็ยังกอดลูกฟุตบอลไว้ในอ้อมแขน  เหตุผลอย่างหนึ่งที่คุณแม่เค้าสนับสนุนให้หนูน้อย ต๊อตติ เล่นฟุตบอล เพราะเธอต้องการให้เขาอยู่ห่างจากบริเวณบ้าน หลีกหนีการที่จะต้องเห็นคุณปู่ คุณย่าซึ่งต้องทนทรมานกับอาการเจ็บป่วยในวัยชราอย่างหนัก

ด้านชีวิตคู่ของตอตตีสมรสกับอิลารี บลาซี นางแบบ และ พิธีกรโทรทัศน์ ชื่อดังของอิตาลี ในปี 2005 ทั้งคู่มีบุตรด้วยกัน 2 คน คนโตเป็นผู้ชายชื่อ คริสเตียน ส่วนคนเล็กเป็นผู้หญิงชื่อ ชาแนล โดยตั้งแต่หลังจากภรรยาคลอดบุตรคนแรก ตอตตี จะฉลองการทำประตูได้ด้วยการดูดนิ้วโป้งทุกครั้ง ซึ่งหลายคนเชื่อว่าเป็นการทำท่าเลียนแบบการดูดจุกนมของบุตรชาย ก่อนจะมีการเปิดเผยภายหลังว่าเป็นการกล่าวถึงภรรยาของเขาเองที่ชอบดูดนิ้วตัวเองบ่อยๆ

ด้านอุปนิสัยส่วนตัวของเขา เขาเป็นคนที่รักครอบครัวและลูกของเขามาก หากเขามีเวลาว่างหลังจากการซ้อมฟุตบอลหรือแข่งฟุตบอลเขาก็จะกลับไปหาครอบครัวและในขณะเดียวกันภรรยาของเขาจะพาลูกๆไปเชียร์เขาตลอดเวลามีการแข่งขัน

\


การเข้าสู่วงการฟุตบอลครั้งแรกของเขาในวัยเพียง 12 ปี กับทีม โลดิจานี่ เป็นการเริ่มต้นเตะฟุตบอลจริงจังในระดับเยาวชน     และการเซ็นสัญญาครั้งแรกในวัยเพียง 13 ปี เขาได้เซ็นสัญญากับสโมสรโรม่า ซึ่งเป้นสโมสรที่เขาใฝ่ฝันและยิ่งเติบใหญ่ในพรสวรรค์ของเจ้าหนูอัจฉริยะคนนี้ก็ยิ่งเปล่งประกาย ต็อตติ ใช้เวลาเพียงแค่ 3 ปีเท่านั้นในการไต่เต้าขึ้นมาสู่ทีมชุดใหญ่ของโรม่า และได้รับโอกาสในการลงสนามเป็นเกมแรกในนัดที่โรม่า บุกไปเอาชนะเบรสชาได้ 2-0 เมื่อวันที่ 28 มี.ค. 1993 ซึ่งนั่นเป็นจุดเริ่มต้นตำนานบทใหม่ของทีมโรม่า

ตำแหน่งที่สำคัญที่สุดในชีวิตเขา หลังจากนั้นต็อตติได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของสโมสรโรม่า กลายเป็นหัวใจของทีมอย่างรวดเร็ว หลังจากนั้นในไม่นานเขาก็ได้ถูกแต่งตั้งให้เป็นกัปตันทีมในอายุเพียงแค่ 23 ปี เท่านั้น หลังจากนั้นเขาได้พาทีมทำผลงานขึ้นมาดีขึ้นเรื่อยๆ

โดยสถิติในการลงเล่นให้กับโรม่าในฤดูกาล 2003 - 2004  ด้วยความสามาถและพรสวรรณ์ของเขานั้น เขายิงประตูไป 20 ประตูถือว่าเป็นผลงานที่ยอดเยี่ยมของเขาและสโมสรในตอนนั้น แต่ก็ยังไม่เพียงพอที่จะคว้าแชมป์ในปีนั้น ได้มาเพียงรองแชมป์โดยแชมป์ในถดูการนั้นเป็นของ เอซี  มิลาน  และในถดูการถัดมาถึงแม้ว่าสโมสรอยู่ในช่วงเปลี่ยนถ่ายโค้ช โดยในฤดูการเดียวเปลี่ยน โค้ชถึง 4 คน ถึงขณะนั้นต็อตติยังทำประตูได้ถึง 12 ประตู


ที่มา: http://www.zimbio.com/

ในนามทีมชาติ  ฟุตบอลโลก 2006 แม้ว่าจะไม่อยู่ในสภาพสมบูรณ์พร้อมและฟอร์มการเล่นก็ดาดๆ ต็อตตี้ ก็ยังเป็นส่วนหนึ่งในความสำเร็จของชาวอัซซูรี่ เมื่อพาทีมคว้าแชมป์โลกสมัยที่ 4 มาครองได้อย่างยิ่งใหญ่ด้วยชัยชนะเหนือทีมชาติฝรั่งเศส และเป็นการล้างแค้นความผิดหวังเมื่อปี 2000 ไปด้วย

รางวัลที่เขาได้รับที่สำคัญที่สุดในชีวิตของเขาคือ รางวัลดาวรุ่งยอดเยี่ยมของลีคอิตาลีเพราะเป็นรางวัลแรกในชีวิตค้าแข้งของเขา และแชมป์ฟุตบอลโลกในปี 2006 เขาพาอิตาลีได้แชมป์โลกอีกครั้งหลังจากห่างหายจากเวธีนี้มานาน จึงเป็นรางวัลที่เขาภูมิใจมากในชีวิตนักฟุตบอล และมีอีกหลายรางวัลที่ยังไม่ได้กล่าวถึง แชมป์สคูเด็ตโต้ แชมป์ซูเปอร์โคปปา อิตาเลียน่า 2 ครั้ง 2001, 2007 รางวัลนักฟุตบอล เซเรีย อา แห่งปี 2 ครั้ง เป็นต้น

ในวงการฟุตบอลและหนึ่งในนักเตะที่ผมชื่นชอบและประทับใจในตัวของ ต็อตติ นั้น ไม่ใช่แค่เขาเป็นนักเตะที่มีฝีเท้าโดนเด่นมีความสามารถเฉพาะตัวสูง แต่สิ่งหนึ่งที่นักเตะคนอื่นหรือนักเตะที่เก่งกว่า ผู้ชายคนนี้ซึ่งอาจจะไม่เทียบเท่าเขาเลยก็ได้ คือการจงรักภัคดีต่อบ้านเกิดและสโมสรของเขาแม้ในยามที่สโมสรอยู่ในจุดสูงสุดและจุดที่แย่ที่สุด เขาไม่เคยทิ้งสโมสรและแฟนบอล ซึ่งในฐานะแฟนบอลของเขาผมยงย่องสิ่งนี้ที่เขามีมากกว่าอื่นใดและประฏิเสธไม่ได้ว่าเขาคนนี้คือ ราชาหมาป่าแห่งกรุงโรม เขาจะอยู่สโมสรเพื่อเป็นตำนานที่วงการฟุตบอลจะต้องจดจำชื่อของเขาไปตลอดการ


อ้างอิง

กระทู้พันทิป 37 ปี ฟรานเชสโก้ ต๊อตติ ตำนานนักเตะที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ โรม่า สืบค้นเมื่อ 4 ตุลาคม 2558, จาก: http://pantip.com/topic/31035723

เว็ปไซด์  Francesco Tottiเจ้าชายหมาป่าผู้เก่งกาจ สืบค้นเมื่อ 4 ตุลาคม 2558, จาก: http://www.epopclub.com/forum.php?mod=viewthread&tid=3925

Francesco Totti( ฟรานเชสโก้ต็อตติ ) นักฟุตบอลของทีมชาติอิตาลี และทีม โรม่า ค้สืบค้นเมื่อ 4 ตุลาคม 2558, จาก: http://www.tlcthai.com/sports/

อ่านเพิ่มเติม »

King of Pop ไมเคิล แจ็คสัน (Michael Jackson)

โดย ณฐกร จันทเขต

เมื่อพูดถึง ราชาเพลงป็อป หรือ " King of Pop " ต้องนึกถึง ไมเคิล แจ็กสัน ที่มีท่าเต้น "มูน วอล์ค" และ "ลูบเป้า" อันเป็นเอกลักษณ์สร้างชื่อของเขา ไมเคิล ได้เดินทางไปเปิดคอนเสิร์ตทั่วโลก รวมทั้งที่ประเทศไทยด้วย โดยเป็นที่รู้จักของคนไทยส่วนหนึ่งขึ้นมาจากมีชื่อถูกอ้างถึงในเพลง ทับหลัง ของคาราบาว ในปี พ.ศ. 2531 ที่มีเนื้อร้องในท่อนแยกว่า “เอาไมเคิล แจ็กสันคืนไป เอาพระนารายณ์คืนมา” ซึ่งเป็นบทเพลงที่ได้รับความนิยมจากกระแสเรียกร้องทวงคืนทับหลังนารายณ์บรรทมสินธุ์จากสหรัฐอเมริกา

ไมเคิล แจ็คสัน (อังกฤษ: Michael Jackson) มีชื่อเต็มว่า ไมเคิล โจเซฟ แจ็กสัน (Michael Joseph Jackson) หรือเรียกย่อ ๆ ว่า เอ็มเจ (MJ) หรือแจ็คโก้ (Jacko) เกิดเมื่อวันที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2501 เป็นนักร้องชาวอเมริกัน เป็นบุตรชายครอบครัวชาวแอฟริกัน-อเมริกัน บิดาชื่อโจเซฟ วอลเตอร์ "โจ" แจ็กสัน และมารดาชื่อแคเทอรีน เอสเตอร์ (สกุลเดิม สคริวส์) เขาเป็นลูกคนที่ 7 มีพี่น้องจำนวน 9 คน โดยมีพี่น้องคือ รีบี แจ็กกี ติโต เจอร์เมน ลา โทยา มาร์ลอน แรนดี และเจเน็ต พ่อของพวกเขาโจเซฟเป็นลูกจ้างโรงงานเหล็กที่แสดงในวงอาร์แอนด์บีที่ชื่อ "เดอะฟอลคอนส์" กับพี่ชายเขา ลูเธอร์ แจ็กสันโตมากับความเชื่อ "พยานพระยะโฮวา" จากแม่ของเขา



ไมเคิลแจ็คสันปรากฏตัวครั้งแรกในระดับอาชีพด้านดนตรีตั้งแต่อายุ 11 ปี โดยเป็นหนึ่งในสมาชิกวงเดอะแจ็คสันไฟฟ์ ในปี 1969  เดอะแจ็คสันไฟฟ์ บันทึกเพลงหลายเพลง รวมถึงเพลง "Big Boy" ภายใต้สังกัดท้องถิ่นที่ชื่อสตีลทาวน์ (ปี 1967) และได้เซ็นสัญญากับค่ายโมทาวน์ในปี 1968 นิตยสารโรลลิงสโตน อธิบายถึงแจ็กสันตอนเด็กไว้ว่า "เป็นเด็กอัจฉริยะ" กับ "พรสวรรค์ทางด้านดนตรีอย่างเต็มเปี่ยม" และยังพูดว่าแจ็กสัน "เป็นที่รู้จักอย่างรวดเร็วที่เป็นตัวหลักในฐานะนักร้องนำ" หลังจากที่เขาเริ่มเต้นและร้องเพลงกับพี่ ๆ ของเขา วงสร้างสถิติบนอันดับเพลงโดยการมี 4 ซิงเกิ้ลแรก ("I Want You Back", "ABC", "The Love You Save" และ "I'll Be There") ขึ้นสูงสุดอันดับ 1 บนบิลบอร์ดฮ็อต 100 อีกด้วย

เขาเริ่มมีผลงานเดี่ยวในปี 1971 ขณะที่ยังคงเป็นสมาชิกของวงอยู่ ในปี 1982 มีผลงานอัลบั้มที่ชื่อ Thriller ซึ่งถือเป็นอัลบั้มที่ขายดีที่สุดตลอดกาลและสี่อัลบั้มเดี่ยวที่เหลือก็ยังถือว่าเป็นอัลบั้มที่ขายดีที่สุดอัลบั้มหนึ่ง อันประกอบด้วยชุด Off the Wall (1979), Bad (1987), Dangerous (1991) และ HiStory (1995)

ต้นคริสต์ทศวรรษ 1980 เขาเริ่มมีผลงานที่โดดเด่นในวงการเพลงป็อป และถือเป็นชาวแอฟริกัน- อเมริกัน คนแรกที่มีแฟนเพลงมากมายผ่านทางช่องเอ็มทีวี ความนิยมของเขามาจากการออกอากาศมิวสิกวิดีโอทางช่องเอ็มทีวี อย่างเช่นเพลง "Beat It", "Billie Jean" และ "Thriller" เพลงนี้ได้รับเอ่ยถึงว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงรูปแบบมิวสิกวิดีโอจากอุปกรณ์การประชาสัมพันธ์ไปเป็นรูปแบบของศิลปะ มิวสิกวิดีโอเหล่านี้ได้ช่วยให้ช่องที่เพิ่งเปิดใหม่นี้มีชื่อเสียงเพิ่มขึ้น วิดีโอเพลง "Black or White" และ "Scream" ก็ยังคงเปิดบ่อยทางช่องเอ็มทีวีในคริสต์ทศวรรษ 1990 ด้วย ลีลาบนเวทีของแจ็กสันและมิวสิกวิดีโอ แจ็กสัน สร้างความโด่งดังกับท่าเต้นซับซ้อนโดยใช้ร่างกายมากมายหลาย ๆ ท่า อย่างเช่นท่าเต้น "หุ่นยนต์" และท่าเต้น "มูน วอล์ค" ส่วนเอกลักษณ์ด้านดนตรีและเสียงร้องของเขายังเป็นอิทธิพลให้กับศิลปินแนวฮิปฮอป ป็อป และอาร์แอนด์บี ให้อีกหลายคน อิทธิพลเพลงของเขามีแพร่กระจายไปสู่คนหลายรุ่น



เขาเป็นหนึ่งในไม่กี่ศิลปินที่มีชื่ออยู่ใน ร็อกแอนด์โรลฮอลออฟเฟม ถึงสองครั้ง ผลงานของเขาประสบความสำเร็จได้รับสถิติหลายครั้งจากกินเนสบุ๊ค รวมถึงในหัวข้อ เป็นหนึ่งใน "ศิลปินบันเทิงที่ประสบความสำเร็จที่สุดตลอดกาล" เขาได้รับรางวัลแกรมมี่ 13 ครั้ง มี 13 ซิงเกิ้ลที่ขึ้นอันดับ 1 ในฐานะนักร้องเดี่ยว และมียอดขายรวมกว่า 750 ล้านชุดทั่วโลก เขาถือเป็นส่วนสำคัญในวัฒนธรรม เพลงป็อปมากว่า 4 ทศวรรษ

จากนั้นหลายๆคนคงสงสัยเรื่องสีผิวทีเปลี่ยนไปของเขา ซึ่งมีเพลง Black or White ในปี 1991 เนื้อหา (ที่แท้จริง) ของเพลงนี้เกี่ยวกับความรัก ความสมานฉันท์ของคนที่ไม่ว่าสีผิวไหนก็รักกันได้ ซึ่งชื่อเพลงดันไปคล้องกับจุดสนใจเรื่องสีผิวของ ไมเคิล แจ็คสัน พอดิบพอดี

เขาได้ให้สัมภาษณ์กับ Oprah Winfrey เจ้าแม่ทอล์กโชว์เมื่อ 1993 ว่าผมไม่ได้ฟอกสีผิว มีคนบอกว่าผมเกลียดสิ่งที่ผมเป็น ซึ่งมันไม่ใช่ ผมไม่คิดว่ามีการฟอกสีผิวในโลกนี้ได้ ผมเป็นโรคผิวหนังที่เรียกว่า Vitiligo ต่างหากซึ่งในการสนทนา Oprah บอกว่า ฉันได้ยินว่ามีครีมฟอกผิวนะ แต่ไมเคิล คุณคงอาบครีมนี้มากกว่า 3000 แกลลอนแน่ๆ

ต่อมาไมเคิล แจ็คสันก็ได้รับรางวัล "ตำนานที่ยังคงอยู่" ในงานแจกรางวัลแกรมมี่ครั้งที่ 35 ในลอสแอนเจลิส เพลง "Black or White" ถูกเสนอชื่อรางวัลแกรมมี่ในสาขาร้องยอดเยี่ยม ส่วนเพลง "Jam" ถูกเสนอเข้าชิง 2 รางวัลในสาขาแสดงเพลงอาร์แอนด์บียอดเยี่ยมและเพลงอาร์แอนด์บียอดเยี่ยมอีกด้วย



จากความสำเร็จของเขาทำให้ได้รับฉายา "King of Pop" หรือ ราชาเพลงป็อป จากนักแสดงหญิงที่ตั้งชื่อให้เขาคือเอลิซาเบธ เทย์เลอร์ เธอยังเชิญรางวัล "ศิลปินแห่งทศวรรษ" ให้กับเขาในปี 1989 โดยพูดว่า "ราชาแห่งป็อป ร็อกและโซลตัวจริง" ประธานาธิบดีจอร์จ เอช. ดับเบิลยู. บุช ยังเชิญรางวัล "ศิลปินแห่งทศวรรษ" ให้เขาเป็นพิเศษที่ทำเนียบขาว เพื่อเป็นการสดุดีให้กับอิทธิพลทางด้านดนตรีตลอดคริสต์ทศวรรษ 1980 จากปี 1985 ถึง 1990 แจ็กสันบริจาคเงิน 500,000 เหรียญสหรัฐให้กับ United Negro College Fund และผลกำไรจากซิงเกิ้ล "Man in the Mirror" ทั้งหมดก็เข้าการกุศล

จากนั้นไมเคิล แจ็คสันก็มีมีข่าวอื้อฉาว กรณีล่วงละเมิดทางเพศกับเด็กครั้งแรก และแจ็กสันให้บทสัมภาษณ์ในรายการยาว 90 นาทีของโอปราห์ วินฟรีย์ เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 1993 ถือเป็นการสัมภาษณ์ทางโทรทัศน์ครั้งที่ 2 ของเขาตั้งแต่ปี 1979 เขาทำหน้าบูดบึ้งขณะพูดถึงชีวิตที่ถูกทารุณด้วยน้ำมือพ่อของเขาในวัยเด็ก เขาเชื่อว่าเขาพลาดความสนุกสนานในชีวิตวัยเด็ก และยอมรับว่าเขามักจะร้องไห้เมื่อโดดเดี่ยว เขาปฏิเสธข่าวลือจากแท็ปลอยด์ที่ว่าเขาซื้อกระดูกมนุษย์ช้างหรือนอนในตู้ออกซิเจน เขาปฏิเสธข่าวที่เขาฟอกสีผิว และยังพูดครั้งแรกว่าเขาเป็นโรคด่างขาว การสัมภาษณ์ครั้งนี้มีผู้ชมอเมริกันถึง 90 ล้านคน ถือเป็นรายการที่มีผู้ชมมากที่สุดเป็นอันดับ 4 ที่ไม่ใช่รายการประเภทกีฬา ในประวัติศาสตร์อเมริกา และถือเป็นการให้ความรู้เรื่องโรคด่างขาวที่ไม่ค่อยมีใครรู้เท่าไหร่ อัลบั้ม เดนเจอรัส กลับมาเข้าชาร์ทท็อป 10 อีกครั้ง หลังจากที่ออกขายมากกว่า 1 ปี

แจ็กสันถูกฟ้องร้องจากเรื่องละเมิดทางเพศจากเด็กชายอายุ 13 ปีที่ชื่อ จอร์แดน แชนด์เลอร์และพ่อของเขา อีแวน แชนด์เลอร์ อาชีพทันตแพทย์ หลังตรวจสอบและมีเด็กหลายคนรวมถึงครอบครัวต่างปฏิเสธว่าแจ็กสันไม่ใช่เป็นพวกชอบมีเพศสัมพันธ์กับเด็ก

ไมเคิล แจ็คสัน ได้ถึงแก่กรรมด้วยโรคหัวใจวายเฉียบพลัน ในช่วงบ่ายของวันที่ 25 มิถุนายน พ.ศ.2552 ณโรงพยาบาล UCLA hospital (Ronald Reagan UCLA Medical Center) เวลาประมาณ บ่าย4โมง36นาที ตามเวลาท้องถิ่น และเวลาประมาณ ตี4ในประเทศไทย รวมอายุได้ 50 ปี ในขณะนั้น

เรื่องราวของเขานั้นมีทั้งข้อดีและข้อเสีย เราต้องนำจุดที่ดีของเขามาปรับใช้ในสังคมการกล้าแสดงออก การฝึกฝนในการร้องเพลงที่ดี และในสิ่งที่เป็นเรื่องไม่ดีเราก็ควรตั้งไว้เป็นวิทยาทานเป็นตัวอย่าง ให้เยาวชนที่เห็นเขาเป็นต้นแบบหรือไอดอล ให้จดจำสิ่งที่เขาได้ทำไว้ในด้านที่ดีครับผม

อ้างอิง

วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี. ไมเคิล แจ็กสัน. สืบค้นเมื่อ 5 ตุลาคม 2558 , จาก : https://th.wikipedia.org/wiki/ไมเคิล_แจ๊กสัน

Hunsa fanclub. Michael Jackson แฟนคลับ ข้อมูล ประวัติ. สืบค้นเมื่อ 5 ตุลาคม 2558 , จาก : http://fanclub.hunsa.com/star/Michael_Jackson

MThai Men. ไมเคิล แจ็คสัน . สืบค้นเมื่อ 5 ตุลาคม 2558 , จาก : http://men.mthai.com/infocus/33012.html

อ่านเพิ่มเติม »

เทพอานูบิส (Anubis)

โดย กัณฑิมา เงยวิจิตร

ชาวอียิปต์มีความเชื่ออย่างหนึ่งที่มีบทบาทสำคัญต่อการใช้ชีวิตอย่างมาก คือความเชื่อในเรื่องโลกหลังความตาย มีตำนานมากมายเกี่ยวกับเรื่องนี้ และเทพเจ้าที่ชาวอียิปต์นับถือว่าเป็นเทพแห่งความตาย เป็นเทพที่สำคัญในพิธีการทำศพของชาวอียิปต์โบราณ และโลกหลังความตายของมนุษย์ คือ “เทพอานูบิส”

เทพอานูบิส เป็นบุตรแห่งเทพเซต(Set) และ เทพีเนฟทิส(Nephtys)  ซึ่งเป็นหลานของเทพโอซิริส(Osiris) และเทพีไอซิส(Isis) ด้วย บางตำรากล่าวว่า เทพอานูบิสเคารพนับถือเทพีไอซิส(Isis) เหมือนเป็นแม่แท้ๆของตน ที่มาของชื่อเทพแห่งความตายที่ชาวอียิปต์นับถือนั้นมาจาก ในครั้งที่เทพอานูบิสรับอาสาเป็นผู้ดูแลรักษาพระศพของเทพโอซิริส เทพอานูบิสได้ให้สัญญากับพระมารดาทั้งสอง ว่าตนเองจะเป็นผู้ดูแลร่างของเทพโอซิริสไว้ให้ปลอดภัยเอง เทพอานูบิสเป็นผู้เสาะหาน้ำมันหอม, ยาที่หายาก และขี้ผึ้งสูตรเฉพาะที่ทรงสร้างขึ้นเอง บวกกับผ้าลินินสีขาวที่ทอขึ้นจากฝีมือของเทพีไอซิส และเทพีเนฟทีสมาใช้ห่อหุ้มพระศพ จากตำนานที่กล่าวมาจึงทำให้เทพอานูบิสถูกนับถือให้เป็นเทพผู้พิทักษ์คนตายและคอยนำทางวิญญาณไปสู่โลกหลังความตาย


ที่มา : http://www.soccersuck.com/

อาวุธในมือของเทพอานูบิสคือคทา หน้าที่หลักของเทพอานูบิสคือ การนำดวงวิญญาณของคนตายไปสู่ยมโลก เพื่อให้ดวงวิญญาณได้รับผลกรรมที่ตนทำเอาไว้เมื่อตอนมียังมีชีวิตอยู่ โดยเทพอานูบิสจะวางหัวใจของดวงวิญญาณตนนั้นไว้บนตาชั่งข้างหนึ่ง และวางขนนกได้รับมาจากเทพมูอาท(Muat) ไว้ที่ตาชั่งอีกข้างหนึ่ง หากหัวใจของดวงวิญญาณตนนั้นมีน้ำหนักเบากว่าขนนก แสดงว่าดวงวิญญาณตนนั้นเคยทำกรรมดีเอาไว้ ในตอนที่ยังมีชีวิตอยู่ จึงสมควรที่จะได้รับพรให้มีชีวิตเป็นนิรันดร์จากเทพโอซิริส และเดินทางไปอยู่ในที่ที่เรียกว่า “Fields of the Reed” หรือสวรรค์ของชาวอียิปต์นั่นเอง ตรงกันข้ามคนที่หัวใจมีน้ำหนักมากกว่าขนนก ก็จะถูกอสูรที่มีนามว่าอัมมุท(Ammut) กลืนกินหัวใจของดวงวิญญาณตนนั้นเข้าไปทันที ทำให้ดวงวิญญาณตนนั้นสลายไปตลอดกาล


ที่มา : http://www.soccersuck.com/

การนับถือเทพอานูบิสมีที่มาจากเมืองอาบิโดส(Abydos) อยู่ตอนเหนือของประเทศอียิปต์ แต่มีศูนย์กลางของความเชื่อเรื่องเทพอานูบิส อยู่ที่เมืองไซโนโปลิส(Cynopolis) ตั้งอยู่ในตอนเหนือของประเทศอียิปต์เช่นกัน เชื่อกันว่าการนับถือเทพอานูบิสมีมาอย่างยาวนานมากแล้ว มีการสร้างรูปปั้นหมาในสีดำหรือสีทองขึ้นเพื่อเป็นตัวแทนของเทพอานูบิส ลักษณะของเทพอานูบิสเป็นเทพที่มีลำตัวเป็นมนุษย์ มีส่วนศีรษะไปจนถึงลำคอเป็นหมาในสีดำ ซึ่งสันนิษฐานได้ว่าการที่ลักษณะของเทพอานูบิสมีใบหน้าเป็นหมาใน ก็เพราะสัตว์ชนิดนี้มักจะหากินในช่วงกลางคืน และพบได้บ่อยแถวๆสุสานของคนตาย ซึ่งทำให้ในสมัยโบราณ นักบวชที่ทำพิธีกรรมเกี่ยวกับศพจะสวมหน้ากากที่มีลักษณะเป็นรูปหมาใน เพื่อเป็นสัญลักษณ์ในการบูชาเทพอานูบิสนั่นเอง

แม้ว่าชื่อเทพแห่งความตายจะฟังดูน่ากลัว แต่เมื่อศึกษาตำนานของเทพอานูบิสอย่างจริงจังแล้ว อาจกล่าวได้ว่าเทพแห่งความตายหรือเทพอานูบิสเป็นที่พึ่งทางจิตใจของชาวอียิปต์ ที่ทำให้เชื่อว่าผู้ที่จากไปจะถูกนำทางโดยเทพอานูบิสไปสู่ภพภูมิดี และผู้ที่ยังอยู่ก็จะได้หมั่นทำความดีเพื่อที่จะได้ไปสู่ภพภูมิที่ดีด้วยเช่นกัน จากตำนานทั้งหมดทั้งมวลนี้ ทำให้เทพอานูบิสถูกนับถือให้เป็นเทพผู้พิทักษ์คนตาย และคอยนำทางวิญญาณไปสู่โลกหลังความตาย

อ้างอิง

เมท ทศวิวัฒน์. เทพอานูบิส. (ออนไลน์). สืบค้นเมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2558, จาก: http://www.horonumber.com/blog-144

Ratsel. เขียนเมื่อวันที่ 26 มี.ค. 52. เทพอานูบิส. (ออนไลน์). จาก: http://writer.dek-d.com/cammy/story/viewlongc.php?id=499109&chapter=89

Xzodic. เขียนเมื่อวันที่ 6 ต.ค. 51. เทพอานูบิส. (ออนไลน์). จาก http://www.pantown.com/board.php?id=36953&area=3&name=board3&topic=13&action=view

J Hill. เทพอานูบิส. (ออนไลน์). สืบค้นเมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2558, จาก: http://www.ancientegyptonline.co.uk/anubis.html

อ่านเพิ่มเติม »

ขงจื้อ ปรมาจารย์แห่งแผ่นดินจีน

โดย นิรันดร์ มีไพฑูรย์

ในบรรดานักปราชญ์จีนผู้มีความสามารถและเป็นนักคิดนักปรัชญา อันเป็นที่เคารพนับถือของประชาชนแล้ว มีมากมายไม่ว่าจะเป็น เล่าจื๊อ ม่อจื๊อ เม่งจื๊อ ซุนจื๊อ กว๋อฉาง ซุนวู ซือหม่าเซียน และอีกบุคคลที่มีชื่อเสียงและยังเป็นอาจารย์ของนักปราชญ์คนอื่นๆ ก็คือ ขงจื๊อ

ขงจื๊อมีชื่อเดิมว่า ข่งชิว เป็นบุตรชายที่เกิดจากการแต่งงานใหม่ ของจูเหลียงโฮผู้เป็นพ่อ อายุ 70 ปี และมารดาชื่อจินไจ อายุ 17 ปี ในแคว้นลู่ ปัจจุบันคือจังหวัดฉู่ฝู มณฑลซานตง ทางภาคเหนือของประเทศจีน ตามประวัติกล่าวว่ามารดาได้ให้กำเนิดขงจื๊อในถ้ำที่ภูเขาแห่งหนึ่ง ในสมัยชุนชิวและจั้นกั๋ว รัชสมัยของโจวหลิงหลาง แห่งราชวงศ์โจว

เมื่อบิดาเสียชีวิตไป ผู้เป็นแม่จึงได้เล็งเห็นว่าหนทางเดียวที่จะทำให้ขงจื๊อมีความเจริญก้าวหน้าในอนาคตได้คือการเป็นขุนนางในราชวัง และหนทางที่จะทำให้บรรลุได้ก็คือการได้รับการศึกษาเรียนหนังสือ อาจารย์ผู้ประสิทธ์ประสาทความรู้ให้แก่ขงจื๊อเมื่อยังเยาว์วัยนั้นคือมารดาและผู้เป็นตา สิ่งที่เล่าเรียนคือ จารีต ประเพณี ธรรมเนียมปฏิบัติ และพิธีกรรมของชนชั้นสูงและผู้มีฐานะในสังคมสมัยราชวงศ์โจว ด้วยลักษณะนิสัยของขงจื๊อที่หมั่นขวนขวายหาความรู้มาตั้งแต่เด็ก ฉลาด  ซื่อตรง ถ่อมตน  ตั้งใจศึกษาอย่างจริงจังและขยันขันแข็งทำให้เรียนรู้ได้รวดเร็วและลึกซึ้ง

ด้วยอุปนิสัยที่ใฝ่ศึกษาหาความรู้อยู่ตลอด เมื่อขงจื๊ออายุ 20 กว่าก็สนใจเกี่ยวกับการเมืองการปกครอง มักถกปัญหาให้ข้อคิดเห็นเกี่ยวกับบ้านเมืองแก่บรรดานักปกครอง จนได้รับยกย่องให้เป็น “ผู้รอบรู้และสันทัดในนิติธรรมเนียม” ครั้นเมื่อเจ้าผู้ครองแคว้นฉี พระนามว่า ฉีจิ่งกง  เดินทางมาเยือนแคว้นหลู่ พร้อมเสนาบดีผู้กระเดี่ยงนามในประวัติศาสตร์ นามว่า เยี่ยนอิง ทั้งสองได้เชิญขงจื๊อเข้าพบและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์บ้านเมือง


ภาพวาดท่านขงจื๊อ
ที่มา: http://www.thongkasem.com/

ในวัยกลางคนของขงจื๊อ ทุ่มเทให้กับการปกครองบ้านเมืองอย่างมาก ปรารถนาให้บ้านเมืองสงบสุขมีการปกครองที่ดี แต่ก็ผิดหวังกับการเมืองภายในแคว้น ด้วยเหตุนี้จึงกลายเป็นจุดเปลี่ยนในชีวิตของขงจื๊อ โดยลาออกจากราชการและออกเผยแพร่แนวคิดทางการปกครองแก่แคว้นต่างๆ ด้วยความมีความรู้ความสามารถในการสร้างระบบแนวคิด ทำให้ขงจื๊อเป็นผู้รอบรู้ในสมัยนั้น ด้วยท่านเป็นอาจารย์ทำให้มีศิษย์เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ จนมีชื่อเสียงเลื่องลือไปทั่ว

ลัทธิขงจื๊อเกิดเมื่อประมาณ 8 ปีก่อนพุทธศักราช โดยคิดตามปีเกิดของขงจื๊อ ท่านไม่เคยคิดว่าท่านเป็นศาสดาและไม่เคยคิดตั้งศาสนา แต่ได้กลายเป็นศาสดาก็เพราะมีผู้ตั้งให้แบบเดียวกับเล่าจื๊อ

ในขณะที่ขงจื๊อเป็นอาจารย์นั้น เป็นคนที่เปิดกว้างด้านการศึกษาเป็นอย่างมาก โดยมีคำกล่าวว่า มีเพียงเนื้อเป็นค่าเล่าเรียนก็เพียงพอแล้ว การสอนศิษย์ของขงจื๊อนั้นเป็นไปอย่างเข้มงวดกวดขันทีเดียว

ผลงานด้านการเขียนที่สำคัญของขงจื๊อ ที่เขียนโดยขงจื๊อโดยตรง เรียกว่า เก็ง หรือ กิง ทั้ง5 หมายถึงวรรณคดีชั้นสูงทั้ง 5 มีรายละเอียดดังต่อไปนี้

1. ชุนชิว เป็นบันทึกเหตุการณ์กิจการทางการเมืองของแคว้นหลู่ อุปนิสัยข้าราชการ และแจกแจงเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์

2. ซือจิง เป็นหนังสือเกี่ยวกับบทกวีนิพนธ์เก่าแก่ของจีน มีจำนวน 305 บท

3. ซูจิง กล่าวถึงเหตุการณ์และรัฐศาสตร์ย้อนหลังไป ตั้งแต่สมัยราชวงศ์ถึง ถึงรัชสมัย
จักรพรรดิมุกุง แห่งราชวงศ์จิ้น

4. อี้จิง เป็นการให้ความรู้ทางจักรวาล-วิทยา แสดงความเป็นมาของโลกและอภิปรัชญาตามทัศนะของชาวจีนโบราณ

5. หลี่จี้ กล่าวถึงจารีตพิธีเกี่ยวกับชีวิต 2 ประการ ดังนี้
5.1 พิธีการในการติดต่อกันทางสังคม การรับรองบุตร การแต่งงาน การไว้ทุกข์
5.2 สถาบันทางสังคมและทางประเทศชาติ
ในบั้นปลายชีวิตของท่านนั้น ก็ต้องเผชิญกับความสูญเสียและความเศร้าโศกเป็นอย่างยิ่ง เมื่อลูกชายของท่านได้ถึงแก่กรรม รวมถึงศิษย์รักที่สุดของท่าน คือ เหยียนหุย และ จื่อลู่ ซึ่งแต่ละคนห่างกันเพียง 2 ปีเท่านั้น ท่านจึงเร่งรัดเขียนตำราอย่างหนัก จนล้มป่วยลง และถึงแก่กรรมในปี 479 ก่อนคริสต์ศักราช ด้วยอายุ 73 ปี


ภาพสุสานตระกูลข่ง หรือสุสานจื้อเซิ่ง

ศพของขงจื๊อถูกฝังอยู่ที่ สุสานตระกูลข่ง ตั้งอยู่ที่เมือง ชวีหู่ มณฑลซานตง รวมถึง ศาลเจ้าขงจื๊อ และคฤหาสน์ตระกูลข่ง โดยเรียกรวมกันว่า “ซานข่ง” มีพื้นที่ขนาดกว่า 14,175 ตารางกิโลเมตร มีขนาดใหญ่เป็นรองเพียงพระราชวังต้องห้ามเท่านั้น สุสานตระกูลข่ง เรียกอีกชื่อหนึ่งว่า “สุสานจื้อเซิ่ง” เป็นสถานที่ที่ฝังทั้งศพของขงจื๊อและลูกหลานรวมกว่าหนึ่งแสนคน เป็นเวลากว่าสองพันปีล่วงมา

แม้ว่าขงจื๊อได้ตายจากไป แต่ปรัชญาและคำสอนแนวทางในการใช้ชีวิตเหล่านั้นยังคงอยู่ กลายเป็นลัทธิแห่งปรัชญาการดำเนินชีวิตที่ฝังรากลึกในจิตใจผู้คนมายาวนานกว่า 20 ศตวรรษ และได้รับการขนานนามว่า “ขงจื๊อ ปรมาจารย์แห่งแผ่นดิน” จวบจนถึงปัจจุบัน


อ้างอิง

ชูเกียรติ  มุ่งมิตร.  (2545).  ประวัติย่อขงจื๊อ. (ออนไลน์), สืบค้นเมื่อ 24 กันยายน 2558 จาก: http://www.rta.mi.th/chukiat/story/khongjue.html

โรงเรียนสอนภาษาจีนหอการค้าไทย-จีน.  2553.  ประวัติขงจื๊อ.  (ออนไลน์).  สืบค้นเมื่อ 26 กันยายน 2558, จาก: http://www.tcbl-thai.net/index.php?lay=show&ac=article&Id=538845762

สำนักพิมพ์ทองเกษม. 2555.  ขงจื๊อ ปรมาจารย์แห่งแผ่นดิน.  (ออนไลน์).  สืบค้นเมื่อ 23 กันยายน 2558, จาก: http://www.thongkasem.com/knowledge.php?kid=32

วิกิพีเดีย สาราณุกรมเสรี. ขงจื๊อ. (ออนไลน์). สืบค้นเมื่อ 23 กันยายน 2558, จาก: https://th.wikipedia.org/wiki/ขงจื๊อ


อ่านเพิ่มเติม »

เครื่องแบบทหารเยอรมันช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2

โดย สุเมธา ธรรมทินโน

เสื้อผ้านั้นถือเป็นปัจจัยสำคัญที่อยู่คู่กับมนุษย์มาอย่างยาวนาน ในแต่ละพื้นที่นั้นก็จะมีลักษณะแตกต่างกันออกไปตามจุดประสงค์การใช้งานและมีการพัฒนาเรื่อยมา และเมื่อเกิดความเจริญระดับหนึ่งที่ผู้คนมีความคิดเห็นไม่ตรงกันความแตกแยกจึงก่อให้เกิดสงคราม และในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 นั้น สิ่งที่ทำให้ผู้คนจดจำภาพของกองทัพเยอรมันได้นั้นคงจะปฏิเสธไม่ได้ว่าหนึ่งในนั้นคือเครื่องแบบนายทหารทั้งหลาย ซึ่งแต่ละชุดนั้นจะแสดงถึงระดับชั้นยศ ภาระหน้าที่ ความรับผิดชอบ ที่แตกต่างกันออกไป แต่ผู้ที่อยู่เบื้องหลังการผลิตนั้นคือใครกัน?

ในปี 1931 ฮูโก้ บอสส์ (Hugo Boss) เจ้าของแบรนด์ห้องเสื้อชื่อเดียวกันกับตัวเขา เมื่อสภาพเศรษฐกิจเยอรมันดิ่งลงเหว ในช่วงเวลานั้นจะมีใครที่สนใจแฟชั่นหรือเสื้อผ้า เมื่อยอดขายย่ำแย่บริษัทจึงมีหนี้ก้อนโตต้องแบกรับ เขาเหลือเพียงเครื่องจักรเย็บ 6 ชุดสุดท้าย ธุรกิจของเขาเดินทางมาสู่จุดเปลี่ยนสำคัญเมื่อเขาเห็นช่องทางทำกำไรเขาเข้าร่วมพรรคนาซี และทุกอย่างก็เปลี่ยนธุรกิจเติบโตขึ้น 10 เท่าในปีเดียวด้วยคอนเซ็ปที่ว่าดูดี มีพลังและแฝงความน่ากลัวเอาไว้ และในปี 1934 บอสส์ก็ได้โอกาสทองอีกครั้งเมื่อเขาได้สัญญาเป็นผู้สนับสนุนด้านเครื่องแต่งกายของหน่วย NSKK, SS, SA, ยุวชนนาซี และหน่วยอื่นอีกมากมายในเครือนาซี ที่มีสมาชิกอยู่หลายล้านนายในช่วงสงคราม แม้ว่าบอสส์จะถูกปรับหนักหลังสงครามจบลงเนื่องจากเป็นผู้สนับสนุนพรรคนาซี แต่ธุรกิจของเขาก็สามารถอยู่รอดและกลายเป็นหนึ่งในแบรนด์เสื้อผ้าที่หรูหราในปัจจุบัน

ตัวอย่างเครื่องแบบของทหารเยอรมันช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 มีดังนี้


เครื่องแบบของทหารราบ
ที่มา: http://www.iseehistory.com/

เครื่องแบบของทหารราบที่สามารถเห็นเป็นประจำตามภาพยนตร์

การแต่งกายของทหารราบหมวกเหล็กสีเทา(สำหรับชั้นยศที่ต่ำกว่าสัญญาบัตร)จะมีสัญลักษณ์นกอินทรีกางปีกครึ่งเดียวเกาะอยู่บนเครื่องหมายสวัสดิกะติดอยู่ อีกจะเป็นธงชาติเยอรมัน มีกระดุมห้าเม็ดสีเงิน คอปกเสื้อเป็นสีเทาเข้ม อินทนูที่ไหล่เป็นสีน้ำเงินเข้มมีขลิบสีขาว ทั้งหมดนี้คือสิ่งที่แสดงถึงเหล่าทหารราบ


เครื่องแบบของพลประจำรถถังหรือปืนอัตราจร (ปืนใหญ่)
ที่มา: http://www.iseehistory.com/

เครื่องแบบของพลประจำรถถังหรือปืนอัตราจร (ปืนใหญ่)

ปกติจะแต่งกายด้วยเครื่องแบบสีดำเพื่อปกปิดรอยเปื้อนของคราบน้ำมัน ยกเว้นในกรณีที่เป็นพลประจำรถถังติดปืนใหญ่ หรือรถถังล่ารถถัง จะแต่งกายด้วยเสื้อเอวสั้นสีเทาเขียว นอกจากนี้ทหารปืนใหญ่บางส่วนก็แต่งกายด้วยเสื้อสีเขียวแทนสีดำเนื่องจากสามารถสังเกตเห็นได้ง่ายจากฝ่ายศัตรู โดยเฉพาะทหารปืนใหญ่ที่ปฏิบัติงานนอกตัวรถ ไม่เหมือนทหารประจำรถถังที่อยู่ภายในตัวรถ


เครื่องแบบในสภาพภูมิศาสตร์ที่เป็นภูเขา
ที่มา: http://www.iseehistory.com/


เครื่องแบบในสภาพภูมิศาสตร์ที่เป็นภูเขา

ลักษณะของเครื่องแบบที่แตกต่างคือ หมวกแก๊ปตัดเย็บด้วยเนื้อผ้าทูนิคชนิดเดียวกับเสื้อเครื่องแบบ ด้านข้างของหมวกติดสัญลักษณ์รูปดอกไม้สีทองชื่อว่าดอก เอ-เดอล-วายซ์ (Edeweiss) เสื้อแจ็กเก็ตเป็นผ้าคอตตอนเพื่อใช้กันความหนาวเย็นในพื้นที่สูง รองเท้าบู้ตสั้นคุณภาพดี


เครื่องแบบทหารอากาศ
ที่มา: http://www.iseehistory.com/

เครื่องแบบทหารอากาศ

ลักษณะเครื่องแบบทหารอากาศเป็นเสื้อทูนิคสีฟ้าเทา ที่คอปกติดสัญลักษณ์เป็นรูปนกบินสามตัวแสดงถึงยศสิบเอกพื้นเครื่องหมายเป็นสีเลือดหมู เมื่อออกสู่สนามรบจะใส่เสื้อคลุมสีเขียวหรือสีพรางทับเครื่องแบบสีเทา แต่ก็เป็นเรื่องปกติที่จะทำการรบในชุดปกติโดยไม่สวมเสื้อคลุมทับแต่อย่างใด ประดับเครื่องหมายของกองทัพอากาศเยอรมันรูปนกอินทรีกางปีกอยู่บนเครื่องหมายสัวัสดิกะ พร้อมกับหมวกเหล็กสีเทาดำ


เครื่องแบบทหารพลร่ม
ที่มา: http://www.iseehistory.com/

เครื่องแบบทหารพลร่ม

สีหมวกเสื้อกางเกงเป็นสีกากี หมวกเหล็กจะแตกต่างออกไปขอบหมวกจะไม่ยื่นลงมาปกป้องบริเวณใบหูและศีรษะด้านหลัง เสื้อคลุมสีเขียวสวมทับเครื่องแบบกองทัพอากาศ มีแนนกระเป๋าบริเวณหัวไหล่เปิด-ปิดด้วยซิปเพื่อความสะดวก เสื้อคลุมสีเขียวจะคลุมยาวถึงเป้ากางเกง ชุดเครื่องแบบอาจเปลี่ยนไปตามห้วงของสงครามหรือตามภูมิประเทศ

สงครามนั้นสร้างทั้งความเจ็บปวด สร้างความสูญเสียให้กับทุกฝ่าย สร้งความทรงจำที่โหดร้ายติดตรึงไปชั่วลูกชั่วหลาน แต่ในมุมเล็กๆก็มีเรื่องน่าประหลาดใจที่ทำให้คนคนหนึ่งสามารถเอาตัวรอด ด้วยความรักความศรัทธที่มีต่ออาชีพของเขา


อ้างอิง

กิตติชาติ บุณยะภักดิ์. แบรนด์ดังที่สร้างตัวจากสงคราม. สืบค้นเมื่อ 30 กัยายน 2558, จาก: http://www.thairath.co.th/content/449972

(ม.ป.ป.). ภาพตัวอย่างเครื่องแบบทหารเยอรมันสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2. สืบค้นเมื่อ 1 ตุลาคม 2558, จาก: http://www.iseehistory.com/index.php?lay=show&ac=article&Id=538711119

ศนิโรจน์ ธรรมยศ. การแต่งกายของทหารเยอรมันในสงครามโลกครั้งที่ 2. สืบค้นเมื่อ 1 ตุลาคม 2558, จาก: http://www.bloggang.com/viewblog.php?id=vuw&date=13-07-2009&group=5&gblog=25

อ่านเพิ่มเติม »

จอร์จ โซรอส (George Soros) นักเก็งกำไรในอสังหาริมทรัพย์ผู้ที่เก่งติดอันดับแนวหน้าของโลก

โดย อภิวัฒน์ คำจันทร์

เมื่อนึกถึงนักลงทุนในอสังหาริมทรัพย์แบบเก็งกำไรระดับแนวหน้าของโลก หรือทั่วโลกยกย่องให้เป็นปรมาจารย์ด้านการเก็งกำไรการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ บุคคลสำคญที่ต้องนึกถึงคือ จอร์จ โซรอส ผู้ซึ่งได้ทำกำไรจากตลาดอสังหาริมทรัพย์โดยเฉลี่ยแล้วเพิ่มขึ้นจากเงินทั้งหมดปีละประมาณ 40 เปอร์เซ็นต์ของพอร์ทการลงทุน ทำให้ จอร์จ โซรอส มีชื่อเสียงอย่างมากในด้านการเก็งกำไรในระดับแนวหน้าของโลก

จอร์จ โซรอส (George Soros) เกิดเมื่อวันที่ 12 สิงหาคม ค.ศ. 1930 เดิมชื่อ จอร์จี ชวาร์ตซ์ (György Schwartz) โซรอสเกิดที่เมืองบูดาเปสต์ เมืองหลวงของประเทศฮังการีโซรอสออกจากบ้านเกิดที่ประเทศฮังการีแบบเสื่อผืนหมอนใบเพื่อไปตายเอาดาบหน้าในต่างประเทศเมื่ออายุ 17 ปี จอร์จ โซรอสทำงานทุกอย่างที่ขวางหน้า บางครั้งมีความเป็นอยู่แบบอดมื้อกินมื้อในประเทศอังกฤษ แต่ก็มีความอดทนจนสามารถเรียนจบปริญญาตรีได้ก่อนกำหนด ต่อมาย้ายไปอยู่สหรัฐอเมริกา


ที่มา: http://www.telegraph.co.uk/

จอร์จ โซรอสทุ่มเททำงานแบบหามรุ่งหามค่ำ ต่อมา จอร์จ โซรอส ศึกษาวิชาของเขาอย่างแตกฉาน จนสามารถตั้งทฤษฎีใหม่เป็นของตัวเองได้ ทฤษฎีของเขาคงมีส่วนถูกต้อง มันจึงทำให้เขาได้รับผลสำเร็จทางการเงินอย่างใหญ่หลวงเมื่อเขานำไปใช้ในวิชาชีพนักลงทุนหรือเทรดเดอร์ของเขา

จุดที่สำคัญในชีวิตของโซรอส คือการได้เกษียนตัวเองจากการเป็นผู้จัดการกองทุน Quantum Fund ที่เขาเข้าทำงานตั้งแต่ช่วงปี ค.ศ. 1970 โดยเกษียนในปี ค.ศ. 2000 ต่อมาอีก 7 ปี ถัดมา หรือในช่วงปี 2007 โซรอสได้ตั้งกองทุนของตัวเองชื่อว่า SOROS FUND MANAGEMENT โดยกองทุนนี้เน้นไปที่การทำกำไรระยะสั้น หาผลตอบแทนในทุกรูปแบบจากตลาดไม่ว่าจะเป็นหุ้น พันธบัตร เงินตรา ทองคำ วัตถุดิบของอุตสาหกรรม น้ำมัน สินค้าเกษตรหรืออนุพันธ์ต่างๆ แต่คำว่า "สั้น" อาจกินเวลาเป็นเดือน หรือเป็นปี โดย โซรอสได้ใช้ ทฤษฎีการสะท้อนกลับไปมา หรือ Reflexivity ในการบริหารจัดการกองทุนของเขา

เหตุการณ์ที่ทำให้คนไทยได้รู้จัก จอร์จ โซรอส คือเหตุการณ์เมื่อปี พ.ศ. 2540 ตอนนั้นเศรษฐกิจในประเทศไทยใกล้ฟองสบู่แตก   มีการขาดดุลการค้าจำนวนมากการส่งออกหยุดชะงักเหมาะแก่การโจมตีค่าเงินบาทกองทุนของโซรอสเข้ามาทำ ชอร์ตเซล (Short sell) ซึ่งการชอร์ตเซลเป็นการขายสินทรัพย์ที่ไม่มีอยู่ในมือออกไป  และซื้อคืนกลับมาเพื่อส่งมอบเมื่อสินทรัพย์นั้นราคาตกลงไปการขายหลักทรัพย์ที่ไม่มีอยู่ในมือเป็นเหมือนกับการยืมหลักทรัพย์ของคนอื่นมาขายก่อน วิธีการดังกล่าวทำให้  จอร์จ โซรอส ได้กำไรจากการโจมตีค่าเงินรอบนั้นอย่างมหาศาล

แต่ในความเป็นจริงแล้ว จอร์จ โซรอส เป็นเพียงแค่ กลุ่มลงทุนกลุ่มหนึ่งที่เข้ามาทำการโจมตีค่าเงินบาท ยังมีอีกหลายกลุ่มที่ไม่ได้พูดถึงและกลุ่มต่างๆ นอกจากกลุ่มของจอร์จ โซรอส ยังทำเงินได้มากกว่าที่กลุ่มของโซรอส ทำได้ เพียงแต่มีผู้ไม่หวังดีบางกลุ่ม ต้องการให้ จอร์จ โซรอส เป็นแพะในการโจมตีค่าเงิน ปัจจัยที่แท้จริงที่ทำให้เกิดวิกฤตการณ์ขึ้น แท้จริงแล้วมาจากการที่ธนาคารแห่งประเทศไทยในสมัยในนั้นไม่มีสเถียรภาพ เพราะใช้จ่ายเกินตัว ส่งผลให้เกิดวิกฤตการณ์ต้มยํากุ้งขึ้นมา

การที่ จอร์จ โซรอส สามารถที่จะเป็นอย่างทุกวันนี้ได้ เขาได้ใช้เวลา ความพยายาม เคี่ยวกรำตัวเองจากการอ่านงบของบริษัทต่างๆ อ่านหนังสือหลายๆเล่ม ฟังข่าวดินฟ้าอากาศ ซึ่งทำให้เขาสามารถนำสิ่งเหล่านั้นมาเชื่อมเป็น กุญแจแห่งความประสบผลสำเร็จได้ เพราะทุกอย่างเกี่ยวเนื่องกันทั้งหมด เช่น ฝนไม่ตกตามฤดูกาล อ้อยผลผลิตไม่ดี บริษัทผลิตน้ำตาลมีผลผลิตไม่เพียงพอ อาจทำให้บริษัทรับซื้ออ้อยในราคาที่สูงเพราะอ้อยมีน้อยส่งผลให้บริษัทขาดทุนได้เมื่อครบไตรมาส เป็นต้น


อ้างอิง : 

Guruteachstocks.(2013).รู้จัก "จอร์จ โซรอส" พ่อมดการเงินอันโด่งดัง.23/12/2015.จาก: http://guruteachstocks.blogspot.com/2012/06/blog-post.html

พลวัต2015.(2015).พ่อมดหมดลาย. 23/12/2015.จาก:   http://kaohoon.com/online/content/view/2851

Triamboy.(2008).ฉบันทึกโจรปล้นไทย 2540. 23/12/2015 จาก:

https://bordeure.wordpress.com/tag/จอร์จ-โซรอส/

อ่านเพิ่มเติม »