โกลด มอแน (Claude Monet) ศิลปินแห่งลัทธิความประทับใจ

โดย อนัญญา กุลไธสง

โกลด มอแน เป็นหนึ่งในศิลปินคนสำคัญของฝรั่งเศสในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 19 ถึง 20  และยังเป็นหนึ่งในศิลปินผู้ร่วมก่อตั้งศิลปะลัทธิความประทับใจหรืออิมเพรสชันนิสม์ (Impressionism) ผู้เป็นแรงขับเคลื่อนในการสร้างผลงานศิลปะในรูปแบบใหม่โดยไม่จำเป็นที่จะต้องสร้างผลงานให้ออกมาเสมือนตามที่ตาเห็นและตามแบบฉบับของคนทั่วไปนิยมกัน แต่เน้นความรู้สึกที่เกิดจากความประทับใจครั้งแรกในสิ่งที่เห็นของตัวศิลปิน
                       

 ภาพเขียนสีน้ำมันมอแน

โกลด มอแน  (Claude Monet) หรือ อ็อสการ์ โกลด มอแน เป็นศิลปินชาวฝรั่งเศส เกิด ณ กรุงปารีส เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม ค.ศ. 1840 เมื่ออายุได้ 5 ปีได้ย้ายตามครอบครัวไปอาศัยที่เมืองเลออาฟวร์ แคว้นนอร์มังดี ทางตอนเหนือของประเทศฝรั่งเศส โดยมอแนเป็นบุตรชายคนที่สองของนายโกลด อาดอลฟ์ และนางลุย จุสตีน โอเบร ครอบครัวของมอแนประกอบอาชีพร้านขายของชำและอุปกรณ์เรือ โดยพ่อของเขามีความต้องการที่จะให้ลูกชายมาช่วยดูแลกิจการของครอบครัวต่อ หากแต่ความปรารถนาของมอแนนั้นคือการเป็นศิลปิน โดยมีแม่ที่เป็นอดีตนักร้องเก่าเข้าใจในความปรารถนาของเขาและให้การสนับสนุนความฝันในการเป็นศิลปินของมอแน มาตลอด

มอแนนั้นมีความสนใจในด้านศิลปะมาตั้งแต่เด็ก เขาได้ให้ความสำคัญและทุ่มเทให้กับงานศิลปะมากกว่าการศึกษา ซึ่งในปี ค.ศ.1851 มอแนได้เข้าศึกษาในโรงเรียนศิลปะที่เมืองเลออาฟวร์  ขณะที่อาจารย์กำลังสอนหนังสือ เขากลับใช้ช่วงเวลาดังกล่าววาดรูปการ์ตูนล้อเลียนอาจารย์ผู้สอน โดยใช้ถ่านไม้ในการสร้างภาพเขียนการ์ตูนล้อเลียน ทำให้มอแนเป็นที่รู้จักและสร้างรายได้ให้กับเขาจากการขายภาพล้อเลียนได้ราวๆ 20 ถึง 30 ฟรังก์

ต่อมามอแนได้มีโอกาสเรียนรู้เทคนิคการการวาดภาพกับศิลปินที่มีชื่อเสียงหลายคนเช่น ณาร์ค ฟรองซัวโอชาร์ด ซึ่งเป็นลูกศิษย์ของ ณาร์ค หลุยเดวิด ศิลปินผู้มีชื่อเสียงมากที่สุดคนหนึ่งในประเทศฝรั่งเศส จนกระทั่งในปี 1856 ได้เรียนเทคนิคการวาดภาพโดยใช้สีน้ำมันและเทคนิคการเขียนภาพ “กลางแจ้ง” จาก ยูจีน บูแดง ผู้เป็นหนึ่งในผู้เชี่ยวชาญในการเขียนภาพภูมิทัศน์กลางแจ้งเพียงไม่กี่คนที่ใช้เทคนิคการเขียนภาพกลางแจ้ง ทำให้มอแนหลงใหลในการเขียนภาพภูมิทัศน์กลางแจ้งเป็นอย่างมาก

จุดเปลี่ยนที่ทำให้โมเนต์เริ่มหันมาใช้เทคนิคการวาดภาพที่แตกต่างจากศิลปินคนอื่นในยุคเดียวกัน คือ ความไม่มีอิสระในการออกแบบผลงาน ดังเช่นที่ศิลปินคนอื่นๆ ในยุคเดียวกันที่นิยมวาดภาพในห้องสตูดิโอและมักจะวาดภาพให้ออกมาเสมือนจริงตามที่ตาเห็น นอกจากนี้ยังมีการใช้สีที่ทึบระบายลงไปในผลงาน ซึ่งมอแนคิดว่ามันเป็นการจำกัดกรอบความคิดมากเกินไป ด้วยเหตุนี้จึงทำให้มอแนหาแรงบันดาลใจใหม่ๆ ในการสร้างผลงานศิลปะ เขาได้ไปยังพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์เพื่อหาแนวทางในการเขียนภาพของเขา เมื่อโมเนต์ไปชมผลงานภายในพิพิธภัณฑ์ มอแนพบว่าภาพวาดส่วนมากที่ศิลปินเอามาแสดงผลงานนั้น มีการลอกเลียนผลงานภาพวาดจากครูสมัยเก่า ซึ่งเขาไม่เห็นด้วยที่จะสร้างผลงานศิลปะด้วยวิธีการลอกเลียนผลงานของคนอื่น อีกทั้งมอแนยังไม่ชอบเกี่ยวกับทฤษฎีการวาดภาพที่ทางมหาวิทยาลัยสอน

ต่อมาในปี 1862 มอแนจึงได้ย้ายเข้ามาศึกษาศิลปะต่อในโรงเรียนของ ชาร์ล เกรย์ ทำให้เขาได้พบกับ ออกุสต์ เรอนัวร์ เฟรเดริก บาซีย์ และอัลเฟรด ซิสลีย์ ซึ่งเป็นกลุ่มคนที่มีแนวคิดในการสร้างผลงานศิลปะที่เหมือนกันนั้นคือ การเน้น แสง สี อารมณ์และความรู้สึกในขณะนั้น อีกทั้งมีการใช้แปรงที่หยาบในการวาดภาพเหมือนกัน ทำให้กลายเป็นทั้งเพื่อนและผู้ร่วมก่อตั้งศิลปะลัทธิอิมเพรสชันนิสม์ร่วมกันในเวลาต่อมา

ภาพวาดของมอแนจึงมักจะเกิดจากความประทับใจในสิ่งที่ตนเองเห็นในครั้งแรก และไม่เน้นให้ภาพที่วาดออกมาเสมือนจริงตามที่ตาเห็น แต่จะคำนึงถึงการใช้สีเพื่อแสดงให้เห็นถึงแสงที่เปลี่ยนไปในแต่ละช่วงเวลาที่แตกต่างกัน จากมุมมองต่างๆ และใช้แปรงที่หยาบตะหวัดสีเข้มๆ ทับกันหลายๆครั้ง  โดยมากภาพวาดของมอแนมักเป็นภาพเขียนกลางแจ้งที่เน้นทิวทัศน์และบรรยากาศต่างๆ ที่มอแนได้พบเห็น

ในปลายปี 1871 มอแนและครอบครัวได้ย้ายมาอยู่ที่เมือง อาร์ฌ็องเตย หลังจากสงครามระหว่างฝรั่งเศสและปรัสเซีย และได้ตั้งกลุ่ม Anonymous Society of  Painter , Sculptors และ Engravers กับศิลปินรุ่นใหม่หลายคน เช่น ปีแยร์ โอกุสต์ เรอนัวร์ ,อัลเฟรด ซิสเลย์,กามีย์ ปีซาโร และ เอดัวร์ มาเนต์ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อแสดงผลงานศิลปะได้อย่างเป็นอิสระเสรี

ต่อมาในปี 1894  เป็นปีแรกที่กลุ่มศิลปินรุ่นใหม่จัดนิทรรศการแสดงศิลปะขึ้นมา ซึ่งมอแนได้ส่งภาพ  “Impression, Sunrise” (ความประทับใจของพระอาทิตย์ขึ้น) ซึ่งเป็นภาพเกี่ยวกับภาพบรรยากาศที่ท่าเรือท่ามกลางสายหมอกในยามเช้า ณ เมืองเลออาฟวร์  โดยภาพนี้ถูกวาดขึ้นในปี 1872  ได้เป็นที่มาของชื่อกลุ่มลัทธิของศิลปินรุ่นใหม่ นั้นคือ ลัทธิแห่งความประทับใจหรืออิมเพรสชันนิสม์นั้นเอง

ตลอดช่วงชีวิตการเป็นศิลปินของมอแน ได้สร้างผลงานภาพวาดศิลปะไว้มากกว่า 2,500 ภาพ ซึ่งยังไม่รวมภาพที่ถูกเขาทำลายไปเพราะยังไม่เป็นที่พอใจในผลงานของตัวเอง ซึ่งผลงานที่สำคัญของมอแน ได้แก่ ภาพ "ผู้หญิงในสวน" ในปี 1867 มอแนได้ใช้เทคนิคการวาดภาพโดยเน้นให้เห็นแสงแดดที่ส่องลงมายังสวนดอกไม้  และพยายามแสดงให้เห็นถึงเปลวแสงแดดที่ส่องประกายกระทบกับเสื้อของหญิงสาวที่อยู่ภายในสวน
                  

ภาพ“ผู้หญิงในสวน”  ในปีค.ศ. 1867

ภาพ “พอพพลาบนฝั่งแม่น้ำเอฟ” ในปี 1900 เป็นภาพวาดที่บรรยายบรรยากาศชนบทของประเทศฝรั่งเศส ซึ่งมอแนใช้เทคนิค การเล่นแสงและสีในช่วงเวลาที่ต่างกันออกไปในสถานที่เดิมเพื่อแสดงให้เห็นถึงความแตกต่างและการเปลี่ยนแปลงของแสงและฤดูกาลที่ผ่านมา และภาพที่มีชื่อเสียงและมีความนิยมมากที่สุดของมอแน คือ ภาพ “บัวน้ำ” ในปี 1916 มอแนได้เน้นให้เห็นถึง แสง สี น้ำและบัวที่อยู่ในสระ เมื่อโดนแสงอาทิตย์ที่ส่องลงมาในแต่ละฤดูกาล แสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงของแสงแดดที่ส่องลงมายังสระบัว  นอกจากนี้ยังมีผลงานอื่นๆ อีกมายมาย  เช่น ภาพวาดบนฝั่งแม่น้ำเซน, เบเนคอรท์, ภาพวาดหน้าผาที่เอทเทรทาท์ และ ภาพวาดลุ่มแม่น้ำเซนกับอาร์ฌ็องเตย
             

ภาพ“บัวน้ำ” ในปี ค.ศ. 1916

ในบั้นปลายชีวิตของมอแนเขาเป็นศิลปินที่ได้กลายเป็นศิลปินที่ได้รับการยอมรับอย่างแพร่หลายในประเทศฝรั่งเศสและมีฐานะร่ำรวยมากขึ้นจากการขายภาพวาด นอกจากนี้มอแนยังได้ผ่านเหตุการณ์ครั้งสำคัญของโลกนั้นคือ สงครามโลกครั้งโลกครั้งที่ 2  เขาได้วาดภาพ “วิลโลร้องไห้ (Weeping Willow)” ขึ้นเพื่อไว้อาลัยแก่ทหารชาวฝรั่งเศสที่เสียชีวิตจากสงครามโลก  ต่อมามอแนเป็นต้อกระจกส่งผลทำให้ผลงานในช่วงหลังๆของเขามักจะมีสีโทนแดง ซึ่งเกิดจากการมองเห็นสีที่ผิดไปจากเดิมจากการผ่าตัดตา และมอแนเสียชีวิตในปี 1926 ด้วยโรคมะเร็งปอด ขณะที่อายุได้ 86 ปี
                                         

Claude Monet - Weeping Willow (วิลโล่ร้องไห้) (1918)

จะถือได้ว่ามอแนก็เป็นอีกหนึ่งในศิลปินที่มีความสำคัญคนหนึ่งของโลกผู้เป็นแรงขับเคลื่อนในการสร้างสรรผลงานศิลปะแบบใหม่ขึ้นมาจนทำให้เกิดศิลปะแสงสีแห่งความประทับใจหรืออิมเพรสชั่นนิสต์ ที่เน้นการใช้สีเพื่อแสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงของแสงในแต่ละช่วงเวลา นอกจากนี้ยังเป็นแรงกระตุ้นให้กลุ่มศิลปินรุ่นใหม่ๆ มีการสร้างสรรค์ผลงานให้มีความหลากหลายมากยิ่งขึ้นจนนำไปสู่ศิลปะในแบบต่างๆ เช่น ศิลปะนามธรรรม และป๊อบอาร์ต ในช่วงเวลาต่อมา


อ้างอิง

โกลด มอแน (Claude Monet). (2561). ค้นข้อมูล 15กันยายน2561, จาก
https://www.bloggang.com/mainblog.php?id=klongrongmoo&month=24-01-2018&group=29&gblog=16

โกลด มอแน ศิลปินอิมเพรสชั่นนิสต์ผู้โด่งดังเจ้าของภาพเขียนสุดประทับใจตลอดกาล. (2561). ค้นข้อมูล 15กันยายน2561, จาก https://www.takieng.com/stories/8659

มอแน (Monet) ชื่อนี้ สะเทือนวงการศิลปินวาดภาพสีน้ำมัน. (2559). ค้นข้อมูล 15กันยายน2561, จาก https://www.takieng.com/stories/8659

Claude Monet. (2017). ค้นข้อมูล 15กันยายน2561, จาก https://www.greatstarsartshow.com/art/3910

Impressionism ศิลปะอิมเพรสชันนิสม์. (2011). ค้นข้อมูล 15กันยายน2561, จาก https://aunart.wordpress.com/2011/09/21/impressionism/

อ่านเพิ่มเติม »

ย้อนยุคชุดฮันบก

โดย พรรษชล มณีทับ

“ฮันบก (한복)” ซึ่งหากแยกคำ “ฮัน” จะหมายถึง ชาวฮั่นหรือชาวเกาหลี และ “บก” หมายถึง ชุด ความหมายรวมจึงเป็น “ชุดของชาวเกาหลี”นั่นเอง ความงามและความอ่อนช้อยของวัฒนธรรมเกาหลี มักถูกถ่ายทอดออกมาผ่านทางภาพถ่ายของสุภาพสตรีในเครื่องแต่งกายฮันบกนี้ จึงไม่น่าแปลกใจที่ชุด ฮันบกจะเป็นสัญลักษณ์อันโดดเด่นอีกอย่างหนึ่งของประเทศเกาหลี

เครื่องแต่งกายทั้งของผู้หญิงและผู้ชาย จะมีลักษณะหลวมเพื่อความสะดวกสบาย ในการเคลื่อนไหว และเสื้อผ้าจะใช้ผ้าผูกแทนกระดุมหรือตะขอ ในการผลิตชุดฮันบก มีประเภทเนื้อผ้าที่หลากหลาย ขึ้นอยู่กับโอกาสและวัยของ ผู้สวมใส่ โดยเด็กผู้หญิงหรือหญิงสาว (ที่ยังไม่แต่งงาน) จะสวมเสื้อสีเหลือง กระโปรงสีแดง และจะเปลี่ยนเป็นเสื้อสีเขียว กระโปรงสีแดงเมื่อแต่งงานแล้ว

นอกจากนี้ ชาวเกาหลียังคำนึงถึงความเหมาะสมของเนื้อผ้ากับสภาพ อากาศประเทศของตนอีกด้วย โดยในฤดูหนาวจะใช้ผ้าฝ้าย และสวมกางเกงขายาวที่มีสายรัดข้อเท้า ช่วยในการเก็บความร้อนของร่างกาย ส่วนในฤดูร้อนจะใช้ผ้าป่านลงแป้งแข็ง ซึ่งช่วยในการดูดซับและแผ่ระบายความร้อนในร่างกายได้ดี

ในปัจจุบันการสวมชุดประจำชาติฮันบก จะใช้เฉพาะในโอกาสพิเศษต่างๆ เท่านั้น เช่น งานมงคลสมรส ซอลนัล (วันขึ้นปีใหม่ของเกาหลี) หรือวันชูซก (วันขอบคุณพระเจ้า) แต่อย่างไรก็ตามผู้คนบางกลุ่มโดยเฉพาะผู้สูงอายุก็ยังคงสวมใส่ชุดฮันบกกันอยู่


การแต่งกายชุดฮันบกของผู้หญิงและผู้ชาย

จากเรื่องเล่าในประวัติศาสตร์เกี่ยวกับ “ชุดฮันบก” เริ่มจาก "องค์หญิงโนกุก" (ต่อมาได้รับแต่งตั้งเป็น "สมเด็จพระราชินีโนกุกแทจาง") เป็นองค์หญิงจากมองโกลที่ถูกกำหนดให้อภิเษกกับองค์ชายวังคีแห่งโครยอ ภายใต้สนธิสัญญาสันติภาพของมองโกลราชวงศ์หยวน แม้ในตอนแรกทั้งสองจะอาศัยอยู่ที่ปักกิ่ง แต่ต่อมาองค์ชายวังคีก็ได้กลับมาขึ้นครองราชสมบัติเป็นพระเจ้าคงมินแห่งโครยอ และนี่..ทำให้อาณาจักรโครยอหรือเกาหลีในสมัยนั้นได้รับเอาเอกลักษณ์ทางศิลปวัฒนธรรมและวิถีชีวิตของชาวมองโกลเข้ามา เป็นบ่อเกิดที่สำคัญของรูปแบบชุดฮันบกในสมัยโชซอนต่อมาจนถึงทุกวันนี้

แม้ว่าองค์หญิงโนกุกจะเป็นองค์หญิงมองโกลแต่พระนางก็สนับสนุนโครยอและสามีของพระนางเสมอมา และหลังจากอภิเษกมา 15 ปี พระนางก็ได้ทรงพระครรภ์ แต่จากภาวะแทรกซ้อนที่เกี่ยวข้องกับการคลอดบุตรทำให้พระนางเสียชีวิตลงในปี 1365  อาณาจักรโชซอน (ค.ศ.1392-1910) ในช่วงนี้เป็นจุดหักเหที่สำคัญของการเปลี่ยนแปลงฮันบก แม้จะค่อยๆ มีการเปลี่ยนไปอย่างทีละเล็กละน้อยก็ตาม อย่างเสื้อชอกอรีของสตรีมีการทำให้สั้นลงและให้กระชับกับผู้สวมใส่มากขึ้นกว่าที่ผ่านมา

เครื่องแต่งกายในสมัยโชซอนนอกเหนือจากที่มีการแบ่งรูปแบบของเครื่องแต่งกายตามวรรณะ ตามฐานะทางสังคม หรืออาชีพแล้ว ยังมีชุดที่เป็นเครื่องแบบที่เกี่ยวข้องกับพิธีกรรมต่างๆในความเชื่อของลัทธิขงจื้ออีกด้วย เช่น ชุดในพิธีแต่งงาน ชุดสำหรับไว้ทุกข์ให้กับผู้ตาย และชุดในพิธีต่างๆ ของราชสำนัก


ที่มา: http://asiancastle.net/?p=63

ช่วงยุคปลายของอาณาจักรโชซอน เป็นช่วงที่มีการเปลี่ยนแปลงทางสังคมที่ดีขึ้น ผู้คนเริ่มมีการศึกษาเล่าเรียน มีความรู้ มีสติปัญญามากกว่าเมื่อก่อน ทำให้เริ่มไม่พอใจกับระบบขุนนางและเริ่มมีการแสดงความคิดเห็นทางการเมืองมากขึ้น ทำให้เริงโรมที่เป็นสถานที่ให้ความบันเทิงได้รับความนิยมมากของพวกขุนนาง และชายหนุ่มที่มีฐานะเข้าสังสรรค์ดื่มกินและสนทนาทางการเมืองกัน ในช่วงนี้เองสตรีในเริงโรม หรือที่รู้จักกันในชื่อ “기생- (กีแซง)” มีการแข่งขันกันสูงเพื่อให้ตนมีชื่อเสียง และได้รับเลือกให้ปรนนิบัติขุนนางชั้นสูง ส่งผลให้ชุดฮันบกเริ่มมีการปักลวดลายให้สวยงามมากขึ้น

ประกอบกับเริ่มมีการเดินทางติดต่อค้าขาย และไปศึกษาหาความรู้ในต่างประเทศ รวมไปถึงการเข้ามาของพวกมิชชันนารี และทางการทูตกับเปอร์เซีย จีนและญี่ปุ่น ทำให้มีผ้าชนิดต่างๆ ที่มีลวดลายและสีสันสวยงามมาใช้ในการตัดเย็บชุดฮันบกมากขึ้น รวมถึงเครื่องประดับต่างๆที่เข้ามาจากต่างประเทศ ต่อมาเริ่มมีการใช้ผ้าสี และการปักลวดลายลงบนตัวชิ้นผ้า การแต่งกายเช่นนี้ได้เผยเห็นขนาดของหน้าอก และรูปร่างของสตรีมากขึ้น

แม้ในตอนแรกจะการปรับเปลี่ยนกันเฉพาะในกลุ่มของกีแซงก็ตาม แต่เมื่อสตรีอื่นได้พบเห็นเข้าบ่อยๆ ก็ได้ซึมซับเอาไปปฏิบัติ และด้วยอิทธิพลของงานศิลปะของต่างชาติที่เข้ามาก็ทำให้ชาวเมือง หรือช่างฝีมือชาวโชซอนได้รู้จักและเรียนรู้เพื่อทำและผลิตขึ้นใช้เองหรือขายเองในราคาที่ถูกกว่า ทำให้ผู้ที่ไม่ได้มีฐานะมากนัก ก็สามารถที่มีฮันบกและเครื่องประดับที่สวยงามมาสวมใส่ได้ในเวลาต่อมา นอกจากนี้ได้นำเอาการปักลวดลายลงบนตัวผ้า และสีของผ้ามาใช้เพื่อบ่งบอกชนชั้นและตำแหน่งในแต่ละอาชีพ แต่ละแผนกงานในราชสำนักอีกด้วย

ตั้งแต่ศตวรรษที่ 18 เป็นต้นมา สตรีชนชั้นล่างหยุดการสวมใส่ “ฮอรีตี” ปิดบังหน้าอก แน่นอนว่าได้มีคำถามต่อๆกันมา ว่า “ทำไมสตรีกลุ่มนี้ถึงไม่ปิดบังหน้าอก?” ฮันฮีซุค ผู้ที่เขียนหนังสือ “Women’s Life during the Chosŏn Dynasty-ชีวิตของสตรีในช่วงราชวงศ์โชซอน" ได้กล่าวถึงสาเหตุไว้ว่า “ อีกหนึ่งที่เป็นหน้าที่ที่สำคัญของสตรีสามัญธรรมดาหรือสตรีที่เกิดในตระกูลชั้นล่าง ก็คือ การให้กำเนิดและเลี้ยงดูแลบุตรชาย นั่นเอง

โดยในสมัยนั้นถ้าสตรีผู้ใดให้กำเนิดบุตรชายถือเป็นเรื่องน่ายกย่องสรรเสริญมาก ซึ่งสตรีที่อยู่ในชนชั้นดังกล่าวนี้จึงพยายามสวมใส่รูปแบบการแต่งกายที่เป็นเอกลักษณ์เพื่อแสดงให้เห็นว่า ได้ให้กำเนิดบุตรชายหรือมีบุตรชายแล้ว เพราะสตรีในชนชั้นล่างที่ไม่มีความรู้หรืออาชีพฐานะทางสังคมใดๆ เลย มีเพียงการให้กำเนิดทายาทชายให้กับสามีเท่านั้น ที่ทำให้พวกเธอมีเกียรติ อันน่าภาคภูมิใจ และได้รับการยอมรับจากครอบครัวของสามีได้ ซึ่งโดยทั่วไปนั้นจะ เผยให้เห็นหน้าอกของพวกเธอ การปฏิบัติดังกล่าวดูเหมือนจะจำกัดแค่เพียงเฉพาะสตรีชนชั้นธรรมดาสามัญหรือสตรีที่เกิดในตระกูลชั้นต่ำเท่านั้น ซึ่งมีการถือปฏิบัติสืบต่อกันมาถึงในช่วงปลายปี 1950 ยุคล่าอาณานิคมของญี่ปุ่น (ค.ศ. 1910–1945) และ สงครามเกาหลี (1950 -1953)

ต่อมาในช่วงยุคล่าอาณานิคมของญี่ปุ่น ผู้ที่มีฐานะ และอยู่ในชนชั้นสูงเริ่มมีความต้องการที่จะสวมใส่เครื่องแต่งกายที่ทันสมัยมากขึ้น จึงมีการออกแบบปรับสไตล์ของฮันบกใหม่มาใช้ โดยมีการจับคู่กระโปรงชีมาที่สั้นกว่าเมื่อก่อนสวมกับเสื้อชอกอรีสีขาว ในเวลาเดียวกันนั้นเองวัฒนธรรมของชาวตะวันตกได้เข้ามา บวกกับการติดต่อซื้อขายสินค้า เสื้อผ้าเครื่องแต่งกายอื่นๆของชาวตะวันตกในเกาหลีสมัยนั้น ทำให้เกิดค่านิยมการแต่งกายแบบชาวตะวันตก ส่งผลให้การสวมใส่ฮันบกจากเดิมเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงตามกระแสแฟชั่น และหันไปสวมใส่เครื่องแต่งกายแบบชาวตะวันตกกันมากขึ้น และการสวมใส่ฮันบกในชีวิตประจำวันก็ได้เริ่มเลือนหายไปในปี 1960 จะสวมใส่กันก็ต่อเมื่อเป็นวันเทศกาลหรือในโอกาสพิเศษ เช่น วันปีใหม่ งานแต่งงาน เป็นต้น

สำหรับผ้าที่นำมาใช้ตัดชุดฮันบกมีอยู่มากมายหลายชนิดด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็น ผ้าป่าน ผ้าฝ้ายมัส ลิน ผ้าไหม ผ้าแพร โดยผู้สวมใส่จะเลือกใส่ชุดที่ตัดจากผ้าชนิดใดขึ้นอยู่กับสภาพภูมิอากาศ ฮันบกที่ใช้สำหรับแต่งกายในฤดูหนาวมักใช้ผ้าที่ทอจากฝ้าย และกางเกงขายาวมีสายรัดที่ข้อเท้าซึ่งช่วยในการเก็บความร้อนของร่างกาย ในขณะที่ช่วงฤดูร้อนจะใช้ผ้าป่านลงแป้งแข็งหรือผ้ารามีซึ่งช่วยในการซึมซับ และการแผ่กระจายของความร้อนในร่างกาย สีผ้าที่ถูกเลือกมาใช้ตัดชุดฮันบกส่วนใหญ่จะเป็นสีขาว ซึ่งสื่อถึงความสะอาด ความบริสุทธิ์ แต่หากต้องการได้ชุดที่ดูหรูขึ้นมาอีกนิดสำหรับสวมใส่ไปงานสำคัญ ๆ ก็จะใช้ผ้าสีแดง สีเหลือง สีน้ำเงิน และสีดำมาประกอบ

การแต่งกายด้วยชุดฮันบกไม่ได้มีการกำหนดว่าจะต้องเป็นสีใด ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความพอใจของผู้สวมใส่เป็นหลัก หญิงสาวเกาหลีตั้งแต่เด็กจนถึงผู้ใหญ่จะมีชุดฮันบกเป็นของตนเองสำหรับใช้ใส่ในวันสำคัญต่าง ๆ โดยจะสังเกตได้ว่า ชุดฮันบกของหญิงสาวจะถูกออกแบบมาให้เป็นกระโปรงพองยาว และเสื้อตัวสั้น ทั้งนี้ก็เพื่อพรางรูปร่าง และปกปิดส่วนเว้าส่วนโค้งของผู้สวมใส่ไม่ให้เป็นที่ดึงดูดสายตาของเพศตรงข้าม


สตรีเกาหลีในเมืองปูซานในชุดฮันบก

ชุดฮันบกลักษณะที่ปรากฏในปัจจุบันนั้น ได้รับอิทธิพลมาจากมองโกล ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของชุดฮันบก มีการรับเอาศิลปะ วัฒนธรรม รวมถึงรูปแบบของเสื้อผ้าเครื่องแต่งกาย อย่างเสื้อชอกอรีของสตรีที่มีการออกแบบให้มีสัดส่วนที่ต่างไปจากเดิม จุดสำคัญก็คือการปรับตัวเสื้อให้มีความยาวที่สั้นลง และแขนเสื้อที่ปรับให้แคบและเพิ่มให้มีความโค้งเล็กน้อย และที่สำคัญคือมี “옷고름 –โอซโกรึม” เพิ่มเข้ามาเพื่อใช้ผูกเสื้อให้ติดกันเป็นโบว์บริเวณเอว แทนการใช้แถบชิ้นผ้าหรือเส้นไหมที่คาดทับเสื้อชอกอรีที่เอวเหมือนเมื่อก่อน ฮันบกเคยถูกนำมาใช้เป็นชุดแต่งกายประจำวัน โดยผู้ชายสมัยก่อนจะสวมใส่ “ชอกอรี” (เสื้อนอกแบบเกาหลี) และ “พาจิ” (กางเกงขายาว) ขณะที่ผู้หญิงจะสวมใส่ “ชอกอรี” กับ “ชีมา” (กระโปรง) แต่ปัจจุบันนี้ชาวเกาหลีมักจะใส่ “ฮันบก” เฉพาะโอกาสที่มีการเฉลิมฉลองหรือวันสำคัญๆ เช่น วันแต่งงาน วันซอล ลัล(วันขึ้นปีใหม่ทางจันทรคติ) หรือวันชูซก(วันขอบคุณพระเจ้า         


อ้างอิง

การแต่งกายชุดฮันบกของผู้หญิงและผู้ชาย. สืบค้นเมื่อ 22 กันยายน 2561. จาก: https://www.konest.com

ชุดฮันบก. สืบค้นเมื่อ 22 กันยายน 2561. จาก : https://www.wonderfulpackage.com/article

ชุดฮันบกกับการแต่งกายประจำชาติเกาหลี. สืบค้นเมื่อ 22 กันยายน 2561. จาก: http://group.wunjun.com

ชุดฮันบกสมัยเก่าของเกาหลี. สืบค้นเมื่อ22กันยายน2561.จาก: http://blog.naver.com/yoursun99/100087309170

สตรีเกาหลีในเมืองปูซานในชุดฮันบก. สืบค้นเมื่อ 25 กันยายน 2561.  จาก : https://th.m.wikipedia.org/ฮันบก

ฮันบก. สืบค้นเมื่อ 25 กันยายน 2561. จาก : https://th.m.wikipedia.org/wiki/ฮันบก.

อ่านเพิ่มเติม »

นโปเลียน โบนาปาร์ต (Napoleon Bonaparte) มหากษัตริย์แห่งฝรั่งเศสผู้ขยายอำนาจไปทั่วยุโรป

โดย  ธินิดา ห้วยจันทร์

ผู้มีชัยชนะในเกือบทุกสมรภูมิรบ...มีกลยุทธที่ไม่เหมือนใคร...แม้บางครั้งที่มีกองกำลังทหารน้อยกว่าข้าศึก แต่ก็ยังได้คงรับชัยชนะ จนได้ครอบครองแผ่นดินส่วนใหญ่ในทวีปยุโรป...ความอัจฉริยภาพในการทำสงครามนี้ ทำให้เขาเป็นที่รู้จักและจดจำในนาม จักรพรรดิ นโปเลียนที่ 1 หรือ นโปเลียน โบนาปาร์ตแห่งฝรั่งเศส


napoleon bonaparte
ที่มา : https://www.thoughtco.com/

นโปเลียน โบนาปาร์ต (Napoleon Bonaparte) หรือ นโปเลียนมหาราช เกิดเมื่อวันที่ 15 สิงหาคม ค.ศ.1769 ณ เมืองอาฌัคซีโอ หรือ อายาชโช (ในภาษาอิตาลี) บนเกาะคอร์ซิกา ซึ่งเป็นเวลาเพียง 1 ปี ภายหลังจากที่ฝรั่งเศสได้ครอบครองเกาะนี้จากสาธารณรัฐเจนัวใน ค.ศ. 1768 ครอบครัวของเขาเป็นหนึ่งในตระกูลผู้ดีจำนวนน้อยนิดบนเกาะคอร์ซิก้า บิดาของเขาชื่อ ชาร์ลส์ มาเรีย โบนาปาร์ตหรือ คาร์โล มาเรีย บัวนาปาร์เต (สำเนียงอิตาลี) นโปเลียนถูกมองว่าไม่ใช่ชาวฝรั่งเศสโดยแท้ เมื่อเยาว์วัยได้ย้ายเข้าไปรับการศึกษาวิชาทางทหาร ที่โรงเรียนนายร้อยทหาร กรุงปารีส และได้เข้าร่วมกองพลปืนใหญ่ ภายใต้กองกำลังของลาแฟร์ ทำให้ในปี 1787 เขาได้รับแต่งตั้งให้เป็นร้อยตรี นโปเลียนเป็นคนที่มีความถนัดในการใช้สติปัญญามากกว่าทางใช้กำลัง

ต่อมาเกิดการปฏิวัติฝรั่งเศสขึ้นในปี 1789 นโปเลียนได้เดินทางกลับไปปฏิบัติหน้าที่ที่เกาะคอร์ซิกา ในตำแหน่งพันโทและได้ต่อสู้กับขบวนการกู้ชาติคอร์ซิกา โดยมี ปาสกาล ดิเพาลี เป็นหัวหน้ากองทัพ ผลปรากฏว่ากองทัพฝั่งของนโปเลียนเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ จึงเป็นเหตุให้ครอบครัวโบนาปาร์ตต้องอพยพออกจากเกาะคอร์ซิกาไปอาศัยอยู่ในฝรั่งเศสกลายเป็นโอกาสที่ทำให้นโปเลียนได้เข้าร่วมกับขบวนการปฏิวัติ


ภาพเหตุการณ์การปราบปรามการก่อความไม่สงบในกรุงปารีส

เมื่อหลังการปฏิวัติใหญ่ในประเทศฝรั่งเศส ในยุคที่ฝรั่งเศสกำลังระส่ำระสาย และถูกข้าศึกรุมล้อมรอบด้าน นโปเลียนได้รับมอบหมายให้ยกกองทหารไปตีเมืองตูลอง (Toulon) ซึ่งอังกฤษยึดได้ ในปี 1793 ผลสุดท้ายคือนโปเลียนสามารถยึดเมืองตูลองคืนกลับมา ถือเป็นความดีความชอบ ส่งผลให้ได้รับการแต่งตั้งเป็นนายพลปืนใหญ่ในเวลาต่อมา

ในปี 1795 ปอล บาร์ราส์ ผู้บัญชาการรักษาความสงบแห่งชาติของฝรั่งเศสในขณะนั้น ได้สั่งการให้นโปเลียนผู้ที่มีผลงานดีเด่นจากชัยชนะที่ตูลอง กลับมาปราบปรามกลุ่มผู้สนับสนุนราชวงศ์ที่ลุกฮือขึ้นมาต่อต้านสมัชชาแห่งชาติของฝรั่งเศส วิธีการของนโปเลียนคือการนำปืนใหญ่มาใช้เพื่อให้เกิดความเด็ดขาดและรุนแรงทำให้ยุติการก่อความไม่สงบได้ทันที มีผลให้ชื่อเสียงของนโปเลียนเป็นที่นิยมอย่างมากในกลุ่มประชาชน 

ในช่วงเวลานี้เอง บาร์ราส์ก็ได้แนะนำให้เขารู้จักกับ “โจเซฟิน โบฮาร์เนส” หญิงหม้ายวัย 33 ปี ซึ่งมีลูกติด 2 คน และมีอายุมากว่านโปเลียนถึง 6 ปี นโปเลียนได้ตกหลุมรักโจเซฟินตั้งแต่ครั้งแรกที่พบเห็น ต่อมาในค.ศ. 1796 นโปเลียนจึงได้แต่งงานกับโจเซฟิน เนื่องจากโจเซฟิน เป็นหญิงสาวที่อยู่ในสังคมชั้นสูงและได้รู้จักกับบุคคลในทางการเมืองเป็นจำนวนมาก จึงทำให้นโปเลียนมีความก้าวหน้าในหน้าที่ราชการเร็วยิ่งขึ้น

ผลของการปราบปรามกลุ่มก่อความไม่สงบในครั้งก่อนทำให้นโปเลียนได้รับการขนานนามว่าเป็นวีรบุรุษและได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งแม่ทัพแห่งกองกำลังอิตาลี ในเดือนมีนาคม ค.ศ.1796 (หลังจากแต่งงานกับโจเซฟินได้ไม่นาน) เพื่อยึดอิตาลีกลับคืนมาจากออสเตรีย 

การทำสงครามของนโปเลียนในขณะนั้น กองกำลังของเขาได้ประสบกับปัญหามากมายทั้งเรื่องของอาวุธที่ไม่เพียงพอและเสบียงอาหารมีน้อย ทำให้ต้องอดมื้อกินมื้อแต่ด้วยการที่ทหารและตัวของนโปเลียนถูกฝึกฝนมาเป็นอย่างดี ทำให้การรบกับอิตาลีในครั้งนี้ ได้รับชัยชนะในที่สุด และนโปเลียนก็ยังสามารถทำให้อิตาลียอมทำสนธิสัญญาสงบศึก ที่เสียเปรียบต่อฝรั่งเศสได้นั่นก็คือสนธิสัญญา “กัมโป-ฟอร์มิโอ”  ว่าด้วยเรื่องการให้ฝรั่งเศสเข้าครอบครองเบลเยียม และยึดพรมแดนไปติดแม่น้ำไรน์ ส่วนออสเตรียได้ถือครองแคว้นเวเนเซีย (มหาราชผู้ครองโลก.2554:270)

ในปี 1798 สมัชชาแห่งชาติฝรั่งเศส ได้มีความกังวลต่อกระแสความนิยมที่ประชาชนมีต่อนโปเลียนเพิ่มสูงขึ้น จึงได้บัญชาให้นโปเลียนนำทัพเข้าบุกอียิปต์โดยอ้างว่าฝรั่งเศสต้องการเข้าครอบครองดินแดนตะวันออกใกล้และตะวันออกกลางเพื่อตัดเส้นทางลำเลียงของอังกฤษไปยังอินเดีย ในช่วงเวลานั้นถือว่าประเทศอังกฤษกับฝรั่งเศสเป็นศัตรูกัน เพราะอังกฤษถือเป็นประเทศที่มีอำนาจและมีเครื่องมือในการรบที่เหนือกว่าฝรั่งเศสก็ว่าได้ (นโปเลียนเคยคิดจะทำสงครามเพื่อยึดอังกฤษอยู่หลายครั้งแต่ไม่เป็นผลสำเร็จ) สุดท้ายนโปเลียนก็ยึดอียิปต์มาเป็นของฝรั่งเศสได้ เมื่อยึดอียิปต์ได้นโปเลียนก็ไม่ได้เดินทางกลับปารีสโดยทันที แต่ยังคงอยู่ปกครองที่อียิปต์ต่อ

มาในปี 1799 นโปเลียนได้ทราบข่าวความวุ่นวายที่เกิดขึ้นในฝรั่งเศส ทำให้นโปเลียนตัดสินใจเดินทางกลับไปยึดอำนาจในฝรั่งเศสทันทีโดยการล้มรัฐบาล ไดเรคทอรี่ ในขณะนั้น และได้เปลี่ยนแปลงการปกครอง มาเป็นระบอบกงสุล นโปเลียนได้แต่งตั้งตนเองเป็นกงสุลที่ 1 ปกครองประเทศร่วมกับกงสุลอีก 2 คน คือ โรเจอร์ ดูโกส์ และ ซีแยส์

ใน ค.ศ. 1802 มีการวางแผนล้มอำนาจของนโปเลียนจากกลุ่มนิยมกษัตริย์ โดยคนกลุ่มนี้ได้ร่วมมือกับอังกฤษบุกเข้ามาในปารีสแต่ผลสุดท้ายก็กระทำการไม่สำเร็จ เพื่อไม่ให้ให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นอีก นโปเลียนจึงใช้เหตุผลนี้เป็นข้ออ้างในการจัดตั้งจักรวรรดิขึ้นในฝรั่งเศส เพื่อให้กลุ่มนิยมกษัตริย์เหล่านี้หมดโอกาสขึ้นมามีอำนาจอีกครั้ง สองปีต่อจากนั้น สภานิติบัญญัติจึงได้มีมติเห็นชอบ มีผลให้สาธารรัฐฝรั่งเศสที่ 1 เปลี่ยนมาเป็นจักรวรรดิฝรั่งเศส และนโปเลียนก็ได้เปลี่ยนสถานภาพของตนมาเป็นจักรพรรดินโปเลียนที่ 1



ในเดือน ธันวาคม ค.ศ. 1804 สันตะปาปาไพอัสที่7 เสด็จไปกรุงปารีสเพื่อทำพิธีราชาภิเษกอย่างเป็นทางการเพื่อเปลี่ยนสถานภาพให้นโปเลียนและโจเซฟิน (จักรพรรดิและราชินี) จากเดิมที่พระสันตะปาปาจะเป็นคนที่สวมมงกุฎให้กษัตริย์ แต่ปรากฏว่า นโปเลียนทรงรับมงกุฎจากสันตะปาปามาสวมด้วยพระหัตถ์ของพระองศ์เองทำให้เห็นได้อย่างชัดเจนว่า นโปเลียนให้ความสำคัญของศาสนจักรลดน้อยลง

ในยุคจักรพรรดินโปเลียน ได้ทำสงครามกับดินแดนต่างๆ มากมายจนสามารถเข้าปกครองดินแดนส่วนใหญ่ของยุโรปได้ แล้วแต่งตั้งให้แม่ทัพและญาติพี่น้องของตนขึ้นครองบัลลังก์ในราชอาณาจักรยุโรปหลายแห่ง ประเทศอื่นเมื่อเห็นว่า นโปเลียนได้ครอบครองหลายประเทศ ก็เกิดความต้องการที่จะหยุดยั้งอำนาจของนโปเลียน ทำให้ในประเทศที่มีอำนาจได้ร่วมมือกัน (เกิดเป็นฝ่ายพันธมิตร) และเข้าบุกกรุงปารีสในเวลาต่อมา ใน ค.ศ. 1814 ประเทศที่เป็นฝ่ายพันธมิตรของฝรั่งเข้ายึดครองกรุงปารีสได้สำเร็จ ผลของการแพ้สงครามในครั้งนี้ทำให้ นโปเลียนถูกบังคับให้สละราชบัลลังก์ที่พระราชวังฟ่อนเทนโบ

เมื่อสละราชบัลลังก์ได้ไม่นานนโปเลียนก็ถูกเนรเทศไปอยู่ที่เกาะเอลบา (ELBA) ในทะเลเมดิเตอร์เรเนียน พร้อมทหารรักษาพระองศ์ ก่อนจะหวนคืนสู่อำนาจอีกครั้ง แต่อยู่ได้ไม่นานก็พ่ายแพ้ในสงครามอีกครั้ง สงครามสุดท้ายของนโปเลียนก็คือ “สงครามวอเตอร์ลู” เป็นที่รู้จักกันในนามของสมัยร้อยวันแห่งการกลับคืนสู่อำนาจของนโปเลียน (Hundred Days) สุดท้ายนโปเลียนก็ถูกเนรเทศไปอยู่ที่เกาะเซนต์ เฮเลนนา (Saint Helena) และได้สิ้นพระชนม์ด้วยโรคแผลในกระเพาะอาหาร เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม ค.ศ. 1821

จากบุคคลธรรมดา ที่เกิดอยู่ภายในเกาะเล็กๆแห่งหนึ่งของฝรั่งเศส สู่การเป็นจักรพรรดิที่ยิ่งใหญ่และได้ปกครองยุโรปเกือบทั้งหมด ทำให้วีรประวัติที่พระองค์ทรงปฏิบัติมาตลอด รัชสมัยนั้นได้รับการสรรเสริญและยกย่องให้พระองค์ เป็นมหาราช ผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดของโลกตะวันตกในเวลาต่อมา

นโปเลียนมหาราช ได้รับการยกย่องว่าเป็นแม่ทัพที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคนหนึ่งในประวัติศาสตร์แม้ด้านหนึ่งจะได้ชื่อว่าทรงเป็นผู้ที่กระหายในอำนาจและ ชัยชนะ แต่นโปเลียนก็เป็นที่ยอมรับว่าในสมัยของพระองค์ พระองค์ได้ทรงทำให้ประเทศฝรั่งเป็นประเทศที่มีอำนาจอย่างมาก และเป็นที่เกรงกลัวของประเทศอื่นๆ นอกจากการขยายอำนาจของพระองค์แล้ว พระองค์ก็ยังได้สร้างรัฐธรรมนูญและปฏิรูประบบกฎหมายฝรั่งเศสขึ้นอย่างเป็นระบบ ให้การอุปถัมภ์ทางด้านการศึกษา วิทยาศาสตร์ ศิลปะและวรรณคดี...นโปเลียนเคยกล่าวไว้ว่า

“I love power. But it is as an artist that I love it. I love it as a musician loves his violin, to draw out its sounds and chords and harmonies.” (ฉันรักอำนาจ แต่รักแบบที่ศิลปินรักดนตรี รักแบบที่นักดนตรีรักไวโอลิน)


อ้างอิง 

ปัญญา วิวัฒนานันต์.มหาราชผู้ครองโลก.พิมพ์ครั้งที่ 1. กรุงเทพฯ : ยิปซี สำนักหิมพ์,2554
 
สิริ เปรมจิตต์.นโปเลียนมหาราช.พิมพ์ครั้งที่ 1. กรุงเทพฯ :โรงพิมพ์เฟื่องอักษร,2509

เอี่ยม ฉายางาม.ประวัติศาสตร์ฝรั่งเศส ค.ศ 1789-1884.พิมพ์ครั้งที่ 1. กรุงเทพฯ : ไทยวัฒนาพาณิช, 2523

NapoleonBonaparteQuotes.[ออนไลน์]. เข้าถึงเมื่อ 20 กันยายน 2561, จาก: https://www.brainyquote.com/quotes/napoleon_bonaparte_15018
อ่านเพิ่มเติม »

คัมภีร์มรณะ (Book of the Death)

โดย กนกวรรณ  สมวงค์ษา

คัมภีร์มรณะ (Book of the Death) เป็นความเชื่อของชาวอียิปต์โบราณที่เชื่อกันว่าเป็นใบเบิกทางที่จะนำดวงวิญญาณของผู้ตายไปสู่ดินแดนอันเป็นที่อยู่ของเทพเจ้า “รา” เป็นการสอนวิธีการเอาตัวรอดหรือเอาชนะอันตรายที่จะต้องเผชิญในชีวิตหลังความตายให้กับวิญญาณทั้งหลาย รวมทั้งจะปกป้องและช่วยเหลือผู้ตายในปรโลกอีกด้วย 


ที่มา : https://qph.fs.quoracdn.net/

ซึ่งแต่เดิมคัมภีร์มรณะมีชื่อเรียกเป็นภาษาเฮียโรกลิฟฟิกว่า  The Cahptors of Coming-Forth-By-Day และในปี ค.ศ. 1842 Thomas G. Allen ผู้แปลภาษาอียิปต์โบราณที่เก่าแก่ที่สุดของโลก ได้ให้ความหมายของคัมภีร์มรณะว่า เป็นความปรารถนาที่จะเดินทางไปยังยมโลก (เอกชัย จันทรา, 2554 : 135)

คัมภีร์มรณะเกิดจากแนวความคิดที่ปรากฏอยู่ในภาพเขียนและจารึกบนหลุมฝังศพในพีระมิดในยุคอาณาจักรเก่า ซึ่งพีระมิดเท็กซ์หรือข้อความที่จารึกลงบนฝาผนังห้องเก็บพระศพภายในพีระมิดก็จะใช้สำหรับผู้ตายที่เป็นองค์ฟาโรห์ พระราชินี พระสนม ตลอดจนเชื้อพระวงศ์ ส่วนคอฟฟินเท็กซ์ จะใช้เก็บศพของบุคคลธรรมดาสามัญ แต่ต่อมาในระยะหลัง ๆ ขนาดของโลงศพเริ่มเล็กลงเรื่อย ๆ จนมาถึงสมัยราชอาณาจักรใหม่ก็มักจะทำโลงศพให้มีขนาดพอดีกับร่างของมัมมี่ ส่งผลให้ไม่มีพื้นที่ที่จะจารึกข้อความอันยาวเหยียดทั้งหมดลงไปได้ดังเช่นในสมัยก่อน ๆ  จึงทำให้มีการประดิษฐ์คัมภีร์มรณะขึ้นมาใช้และทำให้ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายในเวลาต่อมา (วีณา  รุธิรพงศ์, 2544 : 101)

ภายในคัมภีร์มรณะประกอบไปด้วยคาถาอาคม เวทมนตร์ บทสวด และพิธีกรรมต่าง ๆ ที่ถูกเขียนขึ้นโดยพระหรือนักบวช จารึกลงในกระดาษปาปิรัส ถูกบันทึกด้วยตัวอักษรสีดำและใช้ตัวอักษรสีแดงสำหรับบันทึกหัวข้อหรือคำสำคัญต่าง ๆ รวมทั้งมีการวาดรูปภาพประกอบไว้อีกด้วย คัมภีร์นี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อช่วยนำพาผู้ตายให้เดินทางไปยังดินแดนแห่งโลกหลังความตายได้อย่างปลอดภัย เป็นบทสวดที่ป้องกันมิให้วิญญาณของผู้ตายเสื่อมสลาย เพื่อเป็นการปลดปล่อยดวงวิญญาณที่ถูกคุมขังไว้ในยมโลก บรรยายถึงบรรยากาศของการตัดสินชะตากรรมของดวงวิญญาณต่อหน้าเทพโอซิริสในยมโลก รวมทั้งวิธีปฏิบัติตนและคำกล่าวที่วิญญาณควรกล่าวขณะอยู่ต่อหน้าเทพโอซิริส โดยจะแบ่งเป็นบท ๆ ซึ่งในแต่ละบทก็จะมีตัวเลขกำกับไว้

ภายหลังคัมภีร์มรณะกลายมาเป็นอุตสาหกรรม เป็นการผลิตเพื่อขาย เพราะ ชาวอียิปต์เชื่อว่า เวทมนตร์เป็นสิ่งที่มีความจำเป็นและขาดไม่ได้ เนื่องด้วยเทพเจ้าโอซิริสให้ความสำคัญกับการตัดสินชีวิตหลังความตายเป็นอย่างมาก ทำให้ปริมาณความต้องการเป็นเจ้าของคัมภีร์มรณะมีมากขึ้นเรื่อย ๆ สินค้าที่ผลิตขึ้นมาก็จะมีคุณภาพและราคาที่แตกต่างกันไป คัมภีร์ที่มีราคาสูงอาจมีความยาวกว่าเก้าสิบฟุต มีภาพประกอบสีสันสวยงาม มีบทสวด คาถาอาคมต่าง ๆ กว่าหนึ่งร้อยบท แต่ถ้าหากเป็นราคาที่ถูกลงมาก็จะมีข้อความคาถาสั้นลงหรือไม่มีภาพประกอบ เป็นต้น

ตำแหน่งการวางของคัมภีร์มรณะ จะวางไว้ระหว่างขาของมัมมี่หรืออาจวางไว้บนฐานของหุ่นผู้ตาย ซึ่งอาจจะเป็นรูปแกะสลักหรือรูปปั้นที่ฝังอยู่ในสุสาน ซึ่งการสร้างหุ่นไว้ในสุสานมีสาเหตุมาจากความเชื่อของชาวอียิปต์โบราณที่ว่า วีณา  รุธิรพงศ์ (2544)  หลังจากที่วิญญาณหลุดออกจากร่างแล้ว จะมี “บา” (Ba) มาเยี่ยมเยียนภายในสุสาน ซึ่งสามารถพบรูปบาตามภาพวาดบนฝาผนัง “บา” จะมาในรูปแบบของนกที่มีหัวของผู้ตายบินว่อนไปมาตามผนัง รอมาสมทบกับดวงวิญญาณเพื่อรวมกันเป็นหนึ่งเดียว

นอกจากนี้ยังมี “กา” (Ka) ที่มีความสำคัญเช่นเดียวกัน กาจะต้องเข้าไปอาศัยอยู่ในร่างของศพ จึงทำให้คนนิยมทำมัมมี่และหุ่นไว้ในสุสาน และจะพบคัมภีร์มรณะวางไว้ที่ฐานของหุ่นผู้ตาย นอกจากนี้ยังกลัวว่าหากมัมมี่ถูกทำลายไป “กา” อาจจะจำร่างของตนเองไม่ได้ จึงใช้หุ่นเป็นที่สิงสถิตแทน เพื่อเป็นการป้องกันการเข้าผิดร่างนั่นเอง รวมทั้งเป็นการรักษาร่างของศพเอาไว้จนกว่าจะได้รวมกับวิญญาณในวันที่ดวงวิญญาณเดินทางกลับจากยมโลก เพื่อรอคอยการฟื้นคืนชีพอีกครั้งหนึ่งในโลกมนุษย์อีกด้วย

ชาวอียิปต์โบราณเชื่อกันว่า หลังจากที่ตายจากโลกนี้ไปแล้ว จะมีเทพอานูบิสมารับดวงวิญญาณของผู้ตายไปสู่ยมโลก โดยจะพานั่งเรือของเทพแห่งดวงดวงอาทิตย์หรือเทพเจ้ารา (Ra) ไปยังมหาวิหารพิพากษาเทพโอซิริส หลังจากนั้นวิญญาณของผู้ตายก็ต้องเข้าไปยังห้องพิพากษาของวิญญาณ ในห้องนี้จะมีเครื่องชั่งใหญ่แบบใช้จานสองใบตั้งอยู่ โดยจะมีเทพฮอรัส (ร่างเป็นมนุษย์ หัวเป็นหยี่ยว) และเทพอานูบิส (ร่างเป็นมนุษย์ หัวเป็นสุนัข) ทำหน้าที่เป็นผู้กำกับดูแลเครื่องชั่งเอง ซึ่งเครื่องชั่งนี้จะเป็นเครื่องตรวจวัดความดีความชั่วของวิญญาณที่เคยกระทำมาเมื่อครั้งที่ยังมีชีวิตอยู่ นอกจากนี้ยังมี เทพธอท (God Thoth) เป็นผู้จดบันทึก มีมะอาท (Maat) คอยตรวจสอบความยุติธรรมอยู่ใกล้ ๆ มีเทพโอซิริส เป็นประธาน มีเทพเจ้าอีก 42 องค์รายล้อมอยู่



การพิสูจน์ความดีความชั่วของวิญญาณนั้นสามารถทำได้ โดยการควักหัวใจของผู้ตายออกมาแล้วนำมาวางบนข้างหนึ่งของตราชั่ง ส่วนอีกข้างหนึ่งเป็นขนนกของเทพีมะอาท (Maat) ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของความยุติธรรม เอกชัย  จันทรา (2554) หลังจากนั้นผู้ตายจะต้องประกาศความดีที่ตนเคยทำมา รวมทั้งประกาศว่าตนไม่เคยกระทำความผิด 42 ประการ เช่น ไม่เคยชักชวนให้ผู้อื่นเสียคน ไม่เคยใส่ร้ายป้ายสีใคร ไม่เคยกล่าวคำเท็จ ไม่เคยเบียดเบียนผู้อื่น เป็นต้น ซึ่งผู้ตายจะต้องกล่าวสิ่งเหล่านี้ต่อหน้าเทพเจ้าโอซิริส

หากสิ่งที่ผู้ตายพูดเป็นความจริง ขนนกของเทพีมะอาทจะหนักกว่าหัวใจของผู้ตาย นั่นหมายถึง การที่ผู้ตายผ่านบททดสอบแล้วและจะได้เข้าไปอยู่ดินแดนของเทพเจ้ารา เป็นดินแดนแห่งแสงสว่าง ความอุดมสมบูรณ์ และงดงามชั่วนิจนิรันดร์

แต่ถ้าหากสิ่งที่ผู้ตายกล่าวออกมานั้นเป็นเท็จ หัวใจก็จะหนักกว่าขนนก นั่นหมายถึงว่า วิญญาณไม่ผ่านการทดสอบ และยังหมายความว่าผู้ตายจะตกไปอยู่ในดินแดนแห่งความอดอยาก ยากไร้ และหิวโหย จะไม่ได้รับแสงสว่างจากเทพเจ้าราอีกเลย ซึ่งหลังจากนั้นก็ต้องเป็นหน้าที่ของเหล่าเทพทั้ง 42 องค์ ทำการซักถามผู้ตาย วีณา รุธิรพงศ์ (2544) กล่าวว่า ในช่วงเวลาวิกฤติเช่นนี้ ในคัมภีร์มรณะมีบทบาทแนะนำ คือ ต้องปฏิเสธอย่างเดียว พยายามปากแข็ง เพื่อทำให้ตนเองเป็นผู้บริสุทธิ์ จนกว่าเทพเจ้าจะเชื่อ

หลังจากนั้นผู้ตายต้องบอกชื่อลับและประวัติของเทพเจ้าทั้ง 42 องค์ ให้ถูกต้อง ซึ่งในคัมภีร์มรณะเขียนไว้ชัดเจน เพราะเชื่อว่า การที่สามารถล่วงรู้ในสิ่งเหล่านี้ได้ย่อมยืนยันว่ารู้จริง หลังจากผ่านการทดสอบนี้ไปแล้ว เทพฮอรัสก็จะนำผู้ตายไปอยู่ต่อหน้าเทพเจ้าโอซิริส ซึ่งถือเป็นผู้ตัดสินชะตาชีวิตของผู้ตายว่าจะต้องไปอยู่ ณ ที่แห่งใดแต่ก็ต้องถามวิญญาณก่อนว่าอยากจะเกิดเป็นมนุษย์อยู่อีกหรือไม่ หากไม่ต้องการเป็นมนุษย์อีกก็จะให้ไปอยู่ในทุ่งเอลิเซียน  ซึ่งในคัมภีร์มรณะกล่าวว่าจะได้พบกับความสุขสบายตลอดไป แต่ถ้าหากยังเป็นมนุษย์ต่อไป เทพโอซิริสก็จะปลดปล่อยดวงวิญญาณจากยมโลกกลับมายังโลกมนุษย์แล้วเจ้าไปอาศัยในร่างเดิมและสามารถฟื้นคืนชีพได้อีกครั้งหนึ่ง

การได้ไปเกิดยังดินแดนของเทพเจ้าราหรือการได้ไปเกิดบนสวรรค์ตามความเชื่อของชาวอียิปต์โบราณ ถือว่าเป็นความเชื่อหรือสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจของคนในสังคมในสมัยนั้น ให้ยึดมั่นในการทำความดีและละเว้นจากความชั่วทั้ง 42 ประการ เพื่อจุดมุ่งหมายหลัก คือเพื่อการดำรงอยู่ในโลกหลังความตาย ซึ่งคัมภีร์มรณะก็อาจจะเป็นเพียงหนทางหนึ่งที่จะแสวงหาผลประโยชน์จากความเชื่อความศรัทธาของคนในสังคมอียิปต์เท่านั้น และสิ่งที่เชื่อกันว่า การซื้อคัมภีร์มรณะถือว่าเป็นการซื้อใบเบิกทางให้ตนได้เข้าไปสู่อาณาจักรของเทพเจ้ารา แม้ว่าจะเคยทำผิดมาหรือไม่ก็ตาม ถือเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้คนไม่ฝักใฝ่ในการทำความดีและนำไปสู่การเสื่อมของศาสนาและหลักศีลธรรมของอียิปต์โบราณนั่นเอง


อ้างอิง

Joshua J. Mark.(2559). Egyptian Book of the Dead. ค้นเมื่อ 27 กันยายน 2561, จาก: https://www.ancient.eu/Egyptian_Book_of_the_Dead/

พรชัย  สังเวียนวงศ์. (2555).คัมภีร์มรณะ ใบเบิกทางสู่สรวงสวรรค์ ของชาวอียิปต์โบราณ.ค้นเมื่อ 28กันยายน 2561, จาก: https://board.postjung.com/646850.html

วีณา  รุธิรพงศ์. (2544). อียิปต์ดินแดนแห่งฟาโรห์ (พิมพ์ครั้งที่ 1). กรุงเทพฯ : อทิตตา พริ้นติ้ง.

ศักดิ์  บวร. (2548). ตำนานความมหัศจรรย์ของอียิปต์ (พิมพ์ครั้งที่ 1). นนทบุรี : โอเอ็นจีการพิมพ์.

เอกชัย  จันทรา. (2554). ฟาโรห์ มัมมี่ พีระมิด เปิดโลกไอยคุปต์มหาอาณาจักรพิศวงเหนือลุ่มน้ำไนล์      (พิมพ์ครั้งที่ 1). กรุงเทพฯ : ยิปซีกรุ๊ป จำกัด.


อ่านเพิ่มเติม »

ฮานนิบาล (Hannibal)

โดย ธัญลักษณ์ ทองปลิว

ในบรรดาแม่ทัพที่ทำสงครามได้น่าโจษจันท์มากที่สุด ต้องนึกถึง ฮานนิบาล บาร์กา (Hannibal Barca) แม่ทัพผู้เกรียงไกรที่สุดในประวัติศาสตร์คาร์เธจที่ทำสงครามกับชาวโรมันอย่างดุเดือด โดยเฉพาะแผนการรบที่คาดไม่ถึง จนทำให้ทัพโรมันพ่ายแพ้ไปในสงคามปูนิค (Punic) ครั้งที่ 2 จนเป็นที่กล่าวถึงมาถึงทุกวันนี้



อาณาจักรคาร์เธจ (Carthago) เป็นดินแดนที่อยู่ในแถบแอฟริกาเหนือ และยังเป็นอาณาจักรที่ร่ำรวยมั่งคั่ง ประชากรส่วนใหญ่นิยมทำการค้า ทำให้คาร์เธจเจริญรุ่งเรืองและขยายอาณาเขตบนแอฟริกาเหนือและเกิดการกระทบกระทั่งกับชาวโรมันที่ตั้งอาณาจักรบนคามสมุทรอิตาลี โดยทั้งสองอาณาจักรต่างก็ต้องการที่จะครอบครองผลประโยชน์ในทะเลเมดิเตอร์เรเนียนจนทำให้กลายเป็นข้อขัดแย้งและนำไปสู่สงครามในที่สุด

ฮานนิบาล บาร์กา (Hannibal Barca) เกิดที่สเปน เมื่อ 247 ปี ก่อนคริสต์ศักราช เป็นบุตรคนโตของ ฮามิลคาร์ บาร์กา (Hamilcar Barca) ซึ่งเป็นแม่ทัพใหญ่ของคาร์เธจในยุคนั้น  ฮามิลคาร์มีบุตรและธิดาทั้งสิ้น  5 คน เป็นหญิงหนึ่งคน แต่งงานกับคนสำคัญผู้หนึ่งนามว่า ฮาสดรูบาล  (Hasdrubal) ส่วนบุตรชายนั้นได้แก่ ฮานนิบาล รองลงมาคือ ฮาสดรูบาล (บังเอิญชื่อเหมือนพี่เขย) ตามด้วย มาโกและฮานโน  (Hanno)

ฮามิลคาร์ ผู้เป็นบิดาได้เดินทัพออกจากกรุงคาร์เธจในปี 237 ปี ก่อนคริสต์ศักราช ฮานนิบาลซึ่งตอนนั้นอายุ 9 ขวบ รบเร้าขอไปด้วย ฮามิลคาร์จึงตกลงจะพาไป และได้สาบานต่อหน้าเทพเจ้าว่า ตลอดชีวิตของฮานนิบาลจะต้องถือตนเป็นศัตรูกับกรุงโรมเสมอไป จะต้องพยายามแก้เผ็ดแทนกรุงคาร์เธจให้ได้

หลังจากนั้นฮานนิบาลได้มีโอกาสศึกษาวิชาทหารกับบิดาอย่างใกล้ชิดเป็นเวลา 9 ปีในระหว่างที่อยู่สเปน เมื่อฮามิลคาร์เสียชีวิต ฮัสดรูบาลซึ่งเป็นบุตรเขยก็ขึ้นเป็นแม่ทัพของคาร์เธจ โดยฮัสครูบาลสามารถสร้างกองทัพคาร์เธจใหม่ได้สำเร็จ แต่ไม่นาน เขาก็เสียชีวิตลงเพราะถูกชนพื้นเมืองชาวเคลท์ลอบสังหาร ฮันนิบาลจึงเดินทางไปสเปญ และได้ขึ้นเป็นแม่ทัพคนใหม่ทันที

ตั้งแต่ฮันนิบาลมีอายุพอที่จะออกรบได้ ทหารต่างพากันตื่นเต้นและรักใคร่ในตัวฮันนิบาลกันไปทั่ว เพราะไม่มีใครที่จะรู้จักฟังคำผู้ใหญ่และบังคับบัญชาผู้น้อยให้ดีได้ทั้งสองอย่างพร้อมกันเหมือนฮานนิบาลเลย ถ้าเวลามีภัยไม่มีใครกล้าเท่าฮานนิบาล และไม่มีใครใจเย็นเท่าฮานนิบาล หนักหนาแค่ไหนไม่เคยร้องว่าเหนื่อย นอนกลางดิน กินกลางทราย เป็นเช่นนี้จะไม่ให้ได้ใจทหารในกองทัพได้อย่างไร และฮานนิบาลได้สมรสกับหญิงสูงศักดิ์ชาวสเปญนางหนึ่ง ชื่อ อิมิลเซอา (Imilcea) เพราะเหตุผลทางการทหารล้วนๆ

หลังจากได้รับตำแหน่ง ฮานนิบาลยังไม่เข้าบุกโรมันในทันที เพราะต้องการที่จะสร้างพันธมิตรกับเมืองและชนเผ่าต่างๆ ในคาบสมุทรไอบีเรียเสียก่อน ในบรรดาเมืองที่ฮันนิบาลขอทำข้อตกลงด้วยนั้น มีนครซากุนตัม ซึ่งมีเหมืองเงินที่อุดมสมบูรณ์มาก ได้ปฎิเสธข้อเสนอของฮานนิบาลและไปขอเป็นพันธมิตรกับโรมันแทน ที่สำคัญยังพยายามที่จะดึงพันธมิตรต่างๆ ไปจากคาร์เธจอีกด้วย

ฮานนิบาลยกทัพเข้าโจมตีซากุนตัมในปี 219 ก่อนคริสต์ศักราช แน่นอนว่าคาร์เธจเป็นฝ่ายพิชิตซากุนตัมได้ แต่นั่นหมายถึงการเปิดศึกกับโรมันด้วย หลังจากนั้น ทางสภาแห่งโรมสั่งให้คาร์เธจส่งตัวฮานนิบาลไปให้ ซึ่งทางคาร์เธจได้ปฏิเสธไปและในปี 218 ก่อน คริสต์ศักราช ฮานนิบาลได้ยกทัพ ออกจากคาร์เธจใหม่ (สเปนในปุจจุบัน) โดยฮานนิบาลได้ทำสิ่งที่คาดไม่ถึงคือ วางแผนรุกข้ามเทือกเขาพีเรนีสและเทือกเขาแอลป์เข้าไปทางตอนเหนือของคาบสมุทรอิตาลีเพื่อโจมตีกรุงโรม อีกทั้งยังใช้ช้างทำศึกอีกด้วย

สงครามปูนิคครั้งที่สองก็ได้เริ่มขึ้น โดยแต่ละฝ่ายรบกันจนเสียไพร่พลไปมาก แต่เหตุการณ์ที่ทั้งสองกองทัพปะทะกันที่ คานาเอ ในวันที่ 2 สิงหาคม ปี 216 ก่อนคริสต์ศักราช กองทัพโรมันแพ้ยับเยิน ทั้งถูกสังหารและถูกจับเป็นเฉลยจำนวนกว่าสองหมื่นนาย ขณะที่คาร์เธจสูญเสียกำลังพลไปเพียง 5,700 นาย


ที่มา :  http://www.guitarthai.com/

แต่สงครามยังไม่จบ เพราะโรมไม่ยอมจำนน จึงเริ่มแผนการณ์ใหม่ ปล่อยให้คาร์เธจโจมตีเมืองตนไปเรื่อยๆ ให้คาร์เธจอ่อนแรงและเสียกำลังพลไปเรื่อยๆ คาร์เธจจึงมีโอกาสโจมตีโรมถึงสองครั้งและชนะทั้งสองครั้ง และสงครามครั้งสุดท้ายก็จบลง หลังคาร์เธจและโรมรบกันยาวนานถึงสิบห้าปี คาร์เธจเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ เพราะฮานนิบาลไม่ได้รับการสนับสนุนจากแผ่นดินใดเลย แม้กระทั่งแผ่นดินแม่อย่างกรุงคาร์เธจใหม่ ที่สำคัญโรมได้ศึกษากลยุทธของฮานนิบาลตลอดเวลาที่รบกัน ทำให้ฮานนิบาลไม่สามารถล่วงรู้เลยว่าโรมได้ลอบติดต่อกับชาวนูมิเดียนและซื้อทหารม้าที่เป็นแหล่งกำลังสำคัญของคาร์เธจไปฝึกจนเชี่ยวชาญและแข็งแกร่ง ทำให้คาร์เธจที่อ่อนแรงจากสงครามพ่ายแพ้ไปในที่สุด

หลังพ่ายแพ้สงคราม คาร์เธจต้องยกดินแดนในคาบสมุทรไอบีเรียให้โรมัน แต่โรมันก็ยังไม่ไว้ใจฮานนิบาล จึงสั่งให้คาร์เธจส่งฮานนิบาลให้อีกครั้ง แต่คราวนนี้ ฮานนิบาลหนีไปอยู่ที่เมืองเอเฟซุส (ตุรกีปัจจุบัน) และไปขอลี้ภัยกับพระเจ้าปรูซีอัสที่ 1 แห่งบิทิเนีย  โดยฮานนิบาลได้ไปช่วยรบ แต่เมื่อโรมรู้ที่อยู่ของฮานนิบาล จึงบีบบังคับให้บิทิเนียส่งตัวฮานนิบาลให้ ตอนแรกดูเหมือนพระองค์จะไม่ให้ แต่สุดท้ายก็ยินยอม ฮานนิบาลจึงตัดสินใจดื่มยาพิษเป็นการฆ่าตัวตายในบ้านพักของเขา ในปี พ.ศ 360  (183 ปี ก่อน คริสต์ศักราช) ด้วยวัย 65 ปี

ฮานนิบาลเป็นบิดาแห่งยุทธศาสตร์ ตลอดระยะเวลา 15 ปีที่ทำสงครามกับโรมัน ฮานนิบาลได้ทำในสิ่งที่โรมันคาดไม่ถึง ไม่ว่าจะเป็นการเดินทัพจากสเปนข้ามภูเขาแอลป์ รบด้วยช้าง และแผนการรบที่หาใครดีกว่าไม่ได้ ทั้งๆ ที่เขาไม่ได้รับการสนับสนุนจากแผ่นดินแม่เลยแม้แต่น้อย


อ้างอิง

พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์.(2490).ชีวะประวัติของฮานนิบาลจอมทัพแห่งกรุงคาร์เทจ.นครนายก :โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า.

ฮันนิบาล (Hannibal) แม่ทัพผู้เขย่าขวัญกรุงโรม. สืบค้นเมื่อ 9 มีนาคม 2560 จาก http://www.komkid.com/

ฮานนิบาล ยอดขุนศึกแห่งคาร์เธจ (Hannibal the great warlord of Carthage). สืบค้นเมื่อ 2 มิถุนายน 2560 จาก http://knowledge.eduzones.com/knowledge-2-4-43813

อ่านเพิ่มเติม »

ตำนานมังกร เรื่องจริงหรือเรื่องเล่า

โดย ชิดหทัย เหล่าทองสาร

มังกร (dragon) เป็นสัตว์วิเศษที่รู้จักกันในวรรณคดีของจีนและตะวันตก แม้จะใช้คำว่ามังกร เหมือนกัน แต่มังกรของจีนและตะวันตกนั้นสื่อถึงสัตว์ต่างชนิดกัน มังกรของจีนมีรูปร่างลักษณะจัดอยู่ในประเภทสัตว์เลื้อยคลานหรืองู ไม่มีปีก แต่สามารถบินไปในอากาศได้ ส่วนมังกรของตะวันตกจะมีขา มีปีกและสามารถพ่นไฟได้

ในตำนานยุโรป มังกรเป็นสัตว์อันตรายและน่าสะพรึงกลัวสำหรับมนุษย์ มังกรจึงเป็นศัตรูตัวฉกาจของเหล่าวีรบุรุษทั้งหลาย การฆ่ามังกรและขึ้นเถลิงราชย์เป็นกษัตริย์. มังกรจึงกลายเป็นสัญลักษณ์ของกษัตริย์ ทั้งที่มีตัวตนจริง ๆ และในตำนานต่าง ๆ เช่น กษัตริย์อาเธอร์ ซึ่งมีนามสกุลว่า Pendragon มีความหมายว่า 'ศีรษะของมังกร' หรือ 'หัวหน้ามังกร' และมงกุฎของกษัตริย์อาเธอร์ ก็เป็นรูปมังกร ส่วนในตำนานจีน มังกรเป็นสัตว์มงคลและมีสถานะเป็นเทพเจ้า เสื้อคลุมมังกร 5 เล็บเป็นเครื่องทรงของที่กษัตริย์สามารถใช้ได้เท่านั้น ส่วนเครื่องทรงที่มีรูปมังกร 4 เล็บจะเป็นชุดสำหรับขุนนาง และ 3 เล็บสำหรับประชาชนทั่วไป



เราพบมังกรได้ง่ายและบ่อยมาก ไม่ว่าจะเป็นในตำนานของทางยุโรปหรือเอเชียก็ตาม เรียกว่าที่ใดมีอารยธรรมและตำนาน ที่นั่นก็ต้องมีมังกรเป็นของคู่กัน. มังกรนั้นมีรูปร่างและลักษณะหลายอย่าง แตกต่างไปตามความเชื่อของแต่ละท้องถิ่น แต่โดยทั่ว ๆ ไปแล้วจะมีจุดเด่นคือ เป็นสัตว์ขนาดใหญ่ ร่างกายใหญ่โต มีพละกำลังมาก บางครั้งอาจพ่นไฟได้ หรือมีอำนาจเวทมนตร์มหาศาล และที่สำคัญคือ บินได้ (อาจจะมีปีกหรือไม่มีก็ได้) โดยขนาดรูปร่างและสีนั้น ก็แตกต่างกันไป

อย่างไรก็ตาม มังกรที่พบในตำนานของทางยุโรปและของทางเอเชียนั้น ค่อนข้างจะแตกต่างกันในแง่สัญลักษณ์ โดยเฉพาะคติของจีนที่มักจะถือว่า มังกรนั้นคือเทพเจ้า และเป็นสัญลักษณ์ของความเป็นมงคล รวมถึงเป็นสัญลักษณ์ของจักรพรรดิ (ซึ่งเป็นสมมติเทพ) แต่ทางยุโรปนั้นมักจะถือมังกรเป็นสัญลักษณ์ของความชั่วร้าย (อันเป็นคติที่สืบทอดมาจากความหวาดกลัวงูของชาวยุโรป)

ซึ่ง มังกรยุโรป (European dragon) เป็นมังกรในความเชื่อของยุโรปสมัยกลาง แต่มีความแตกต่างจากมังกรจีนหรือมังกรทิเบตมาก ซึ่งเป็นสัตว์กึ่งเทพเจ้ามีอิทธิฤทธิ์ดลบันดาลให้เกิดฝน เกิดความอุดมสมบูรณ์ได้ แต่มังกรของยุโรปเป็นสัตว์ที่เสมือนตัวแทนของความชั่วร้ายหรือปีศาจ เป็นสัตว์ที่มุ่งร้ายต่อมนุษย์ โดยมากมีลักษณะเป็นสัตว์สี่ขา มีปีกกว้างใหญ่คล้ายค้างคาว หางยาวปลายหางเป็นรูปสามเหลี่ยมคล้ายหัวหอก สามารถพ่นไฟได้

มังกรในตำนานพื้นบ้านของยุโรป มักเป็นสัตว์ที่เฝ้าสมบัติและหวงทรัพย์สินเหล่านั้น โดยมากมักจับเอาเจ้าหญิงแสนสวยไปขังไว้บนยอดปราสาท และเป็นอัศวินซึ่งเสมือนวีรบุรุษเข้ามาช่วยเจ้าหญิงและฆ่ามังการนั้นตาย

ตำนานมังกรของยุโรป ที่เป็นที่รู้จัก เช่น ซิคฟรีด (Siegfried) ในตำนานแร็กนาร็อกของยุโรปเหนือ ที่สังหารมังกรแล้วเลือดมังการอาบตัวทำให้เกิดความอมตะ ไม่มีวันตาย เป็นต้น

กระนั้นมังกรของยุโรป ก็มักใช้เป็นตราสัญลักษณ์ของตระกูลขุนนาง อัศวิน หรือประดับบนธงของบางประเทศ เวลส์ เป็นต้น เพราะถือเป็นการแสดงถึงพลังอำนาจ

และเมื่อพูดถึงมังกร ผู้คนส่วนใหญ่คิดว่ามันเป็นสัตว์ในเทพนิยาย เป็นเรื่องเล่าปรัมปรา แต่บางคนก็สงสัยต่อไปอีกว่า มันมีจริงหรือเปล่า? อาจจะเป็นไดโนเสาร์พันธุ์ใดพันธุ์หนึ่งได้ไหม? ทุกวันนี้มันมีหลงเหลืออยู่บ้างสักตัวหรือไม่? มีใครขุดเจอฟอสซิลยืนยันการมีตัวตนอยู่จริงของสัตว์สายพันธุ์นี้บ้างหรือเปล่า ?

เราพบเรื่องเล่ามังกรจากตำนานจากทั่วโลก มีเรื่องเกี่ยวกับมังกรมากมาย จากหลากหลายวัฒนธรรมทั่วทุกมุมโลก ตั้งแต่ยุคที่ยังไม่มีการติดต่อถึงกัน แต่กลับมีรูปแบบคล้ายคลึงกัน พวกเขาเอามังกรมาจากไหน ถ้าพวกเขาไม่ได้เห็นมันจริงๆ ตั้งแต่เรื่องเล่านิทานปรำปราของชาวบ้านที่บันทึกอย่างเป็นทางการ

ทั้งภาพวาดบนฝาผนัง ภาพแกะสลักนูนต่ำ ภาพจากกระจกสี รูปปั้น รูปแกะสลัก แม้กระทั่งบันทึกข้อความ ที่บรรยายลักษณะของสัตว์ชนิดนี้ไว้อย่างละเอียด โดยทั่วไปฝรั่ง ให้ความหมายมังกรว่า เป็นสัตว์ในตำนาน เป็นสิ่งมีชีวิต ที่มีลักษณะคล้ายงู หรือสัตว์เลื้อยคลาน คำว่า Dragon มาจากภาษากรีก หมายถึง งูยักษ์ งูน้ำ หรือปลาทะเลยักษ์  คำๆ นี้เพิ่งถูกนำมาใช้เป็นศัพท์ภาษาอังกฤษ ในต้นศตวรรษที่ 13 มานี่เอง เรื่องของมังกรที่เก่าแก่ที่สุดพบ กำไลหยกรูปมังกร มีอายุราว 8,000 ปีก่อน ในบันทึกของชาวจีน ราว 4 พันกว่าปีก่อน พูดถึงข้าราชการคนหนึ่ง ที่ทุ่มเทกายใจ แก้ไขปัญหาอุทกภัยอย่างต่อเนื่องถึง 33 ปี  โดยไม่เคยกลับไปเยี่ยมครอบครัวเลย สุดท้ายก็แก้ปัญหาได้สำเร็จ ชาวจีนยุคนั้นจึงเชื่อว่า เขาเป็นมังกรมาเกิดเป็นมนุษย์ เพื่อช่วยเหลือผู้คนให้พ้นทุกข์ยาก มังกรในความเชื่อของจีน จึงเปรียบเสมือนเทพเจ้า เป็นสิ่งมงคล ชนชาติโบราณ อย่างชาวสุเมเรียน ราว 4 พันปีก่อน ก็มีเรื่องมังกรที่เป็นรูปแบบของเทพเจ้า ใช้ร่างกายตนเอง สร้างฟ้าและมหาสมุทร เช่นกัน

พระธรรมเก่าของชาวคริสต์ อายุราว 3 พันกว่าปี มีการพูดถึงมังกรทะเล เป็นมังกรอีกสายพันธุ์หนึ่ง มีชื่อเฉพาะว่า เลเวียธาน ที่เกเรและดุร้าย ทำร้ายผู้คน พระเจ้าจึงทำลายเสีย ซึ่งคาดว่าอาจฆ่าไม่หมด เพราะภายหลังยังมีการพบเห็นมังกรลักษณะนี้อีก จากบันทึกของเรือเดินสมุทร

ราวคริสตศตวรรษที่ 3 ชาวแอชแท็กซ์ที่ป่าเถื่อน ฆ่าคนเป็นว่าเล่น ก็มีเทพเจ้ามังกรเหมือนกัน พวกเขาถือว่ามังกรเป็นเทพเจ้าแห่งการเกษตร มีรูปร่างเป็นงูยักษ์มีขน และต้องเซ่นสังเวยด้วยคนเป็นๆ การเพาะปลูกจึงจะได้ผลผลิตที่ดี จึงใช้พวกเชลยสงครามเป็นเหยื่อ

ทั้งหมดเป็นตำนานแบบที่มีการบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษร มีภาพวาด มีการแกะสลัก มีการกราบไหว้บูชา และเซ่นสังเวยกันอย่างจริงจัง แต่ที่เป็นเรื่องเล่าในหมู่ชาวบ้านสืบทอดกันมา ก็มีอยู่เยอะกว่านี้มากไปทั่วโลก ภาพลักษณ์ของมังกรในยุคแรกๆ รูปร่างจะเหมือนงูยักษ์ ไม่มีขา ไม่มีปีก ไม่มีเครา

ผู้เชี่ยวชาญบางคนบอกว่ามันเป็น “ไททันโอโบอา” งูยักษ์จากยุคพาลีโอซีน อยู่ในสายพันธุ์โบเดีย เป็นงูขนาดใหญ่ไม่มี เขายาวได้ถึง 15 เมตร หนักได้ถึง 2,000 กก. จากกระดูกที่ขุดพบ เป็นต้นตระกูลงูเหลือม ตัวใหญ่กว่าอนาคอนด้าที่ใหญ่ที่สุดที่เคยเจอราว 10 เท่า

ราว 65-23 ล้านปีก่อน เป็นยุคพาลีโอซีน คือ ที่มีคาร์บอนไดออกไซด์หนาแน่นกว่าปัจจุบันหลายเท่า อุณหภูมิของโลกสูงกว่าป่าดิบชื้นในปัจจุบันราว 3-4 องศาเซลเซียส ต้นไม้จะมีขนาดใหญ่มาก สัตว์เลือดเย็นก็ต้องตัวใหญ่มากๆ เช่นกัน ตัว “ไททันโอโบอา” จะมีชีวิตอยู่ยุคนี้ แต่นักชีววิทยายังไม่มีเหตุผลมาสนับสนุนว่า มันจะเป็นไททันโอโบอา มันควรจะเป็นสัตว์สายพันธุ์อื่นเสียมากกว่า

ยุคถัดมา ตำนานมังกรก็กลายร่างมาเป็นเหมือนจิ้งเหลนยักษ์ วิวัฒนาการให้มีขา แต่ทุกยุค ทุกสมัย ทุกสถานที่ มังกรก็พ่นไฟได้ แม้แต่มังกรที่อยู่ในน้ำ ยกเว้นมังกรจีนเท่านั้นที่ไม่สามารถพ่นไฟ เพราะจากตำนานเป็นเทพเจ้า นักวิทยาศาสตร์เมืองนอกเขาลงทุนศึกษามังกรกันอย่างจริงจัง ถึงขนาดมีศาสตร์ด้านมังกรกันเสียด้วยซ้ำ

เมื่อ 65 ล้านปีก่อนในยุคครีเตเชียส เกิดปรากฏการณ์สูญพันธุ์ครั้งใหญ่ ที่เกิดจากการที่อุกาบาตรยักษ์พุ่งชนโลก ที่คาบสมุทรยูคาทาน ทำให้ไดโนเสาร์ตายกันเป็นเบือ แต่จากการค้นพบฟอสซิล ก็พบว่ายังมีไดโนเสาร์จำนวนหนึ่งรอดตาย และดำรงชีวิตต่อมาได้อีกราว 3 แสนปี จึงสิ้นสุดยุคครีเตเชียส แต่เพราะสภาพแวดล้อมไม่เอื้ออำนวยต่อการดำรงชีวิตของสัตว์ใหญ่ๆ อีก ไดโนเสาร์สายพันธุ์ที่รอดมาได้จึงต้องวิวัฒนาการให้มีขนาดเล็กลง เช่น นกดึกดำบรรพ์ตัวใหญ่กว่าม้า และกินม้าเป็นอาหาร ปรับตัวให้มีขนาดเล็กลง โดยภาพรวมวิวัฒนาการของมังกร จึงมีความคล้ายคลึงกับไดโนเสาร์ มากกว่าจะเป็นสัตว์ยุคใหม่ แต่ไม่เคยมีใครเจอฟอสซิลของมังกร เช่นเดียวกับนก ที่มีการพบฟอสซิลน้อยมาก เพราะนกบินได้ มันสามารถหนีออกจากสถานการณ์เลวร้ายได้ง่ายกว่าสัตว์เลื้อยคลาน มีบันทึกการพบเห็นมังกรในยุคใหม่

ในศตวรรษ์ที่ 15 มีคนปีนเขา ตกลงในปล่องปากถ้ำ บนเทือกเขาคาร์เพเทียน โรมาเนีย  มีการส่งทีมช่วยเหลือ ตำรวจพบศพแช่แข็ง และซากสัตว์ที่ไม่เคยพบมาก่อน พวกเขาตั้งแลปชั่วคราวขึ้นในบ้านกลางป่า แล้วขอให้นักวิทยาศาสตร์จากพิพิธภัณฑ์ลอนดอน เข้าไปช่วยตรวจสอบเบื้องต้น ก่อนจะขนย้ายมาเก็บรักษาไว้ที่พิพิธภัณฑ์ลอนดอนในภายหลัง สิ่งที่พบ เป็นสัตว์เลื้อยคลาน มีรยางค์ 3 คู่ (ส่วนที่ยื่นออกมาจากร่างกาย)  เท่ากับมี 4 ขา ลักษณะของกล้ามเนื้อมีการใช้งานทุกขา แปลว่าสัตว์นี้เดิน 4 เท้า มีกรงเล็บขนาดใหญ่สำหรับการล่า และเป็นอาวุธป้องกันตัว มีหางยาวเกือบเท่าความยาว จากหัวถึงโคนหาง ปลายหางเป็นรูปลูกศร คาดว่าใช้เป็นอาวุธ และช่วยบังคับทิศทางในการบิน

ปีกทั้งสองข้าง มีลักษณะเป็นพังผืดคล้ายปีกค้างคาว แต่การที่สัตว์ใดๆ ก็ตามจะบินได้ ขึ้นอยู่กับน้ำหนักที่ยกได้ของปีก ความกว้างและความยาวของปีก กับน้ำหนักตัว ปีกสัตว์นี้ ยาวราว 6 เมตร น้ำหนักตัวราว 400 กิโลกรัม ถ้าประมาณจากขนาดที่เห็น สรุปว่ามีน้ำหนักมากเกินไป ปีกที่มีไม่สามารถยกตัวมันขึ้นจากพื้นได้ หัวใจขนาดใหญ่และมี 4 ห้อง มีระบบไหลเวียนโลหิตที่ทรงพลัง สามารถดึงเลือดและออกซิเจนปริมาณมาก ไปเลี้ยงกล้ามเนื้อทั่วร่างกายได้ในเวลาสั้นๆ และต่อเนื่อง ความเป็นไปได้คือ เชื่อกันว่าสัตว์คล้ายมังกรนี้ มีวิวัฒนาการมาจากมังกรทะเล จึงเป็นไปได้ว่าเลือดมังกรมีโปรตีนชนิดพิเศษ เหมือนที่มีในปลาทะเลน้ำลึก อันจะช่วยในการป้องกันไม่ให้เลือดแข็งตัวจากความเย็น ทำให้สามารถอาศัยอยู่บนเขาสูง ในถ้ำน้ำแข็ง หรือที่ๆ มีสภาพอากาศหนาวเย็นได้ โดยไม่แข็งตาย กระดูกมีโพรงอย่างเป็นระเบียบ มันคือรูปแบบของสัตว์ปีก กระดูกชนิดนี้มีความแข็งแรงพอ แต่น้ำหนักเบากว่ากระดูกสัตว์บกมากกว่าครึ่ง จึงทำให้มันมีน้ำหนักน้อยกว่าที่เห็น แต่ก็เป็นต้นเหตุให้เราไม่เจอฟอสซิลด้วยเหมือนกัน เพราะกระดูกชนิดนี้ย่อยสลายได้เร็ว ถ้าไม่ถูกทับถมอยู่ในโคลนหรือเถ้าภูเขาไฟ นอกจากปอดแล้ว ยังมีถุงลมขนาดใหญ่อีกด้วย ใช้สำหรับกักเก็บก๊าซไฮโดรเจน อันได้มาจากกระบวนการย่อยอาหาร ในกระเพาะอาหารของสัตว์กินเนื้อทุกชนิด จะมีแบคทีเรียที่ทำหน้าที่ย่อยสลายอาหาร คาดว่าในสัตว์คล้ายมังกร คงมีแบคทีเรียชนิดที่สร้างก๊าซโฮโดรเจนขึ้น จากนั้นอวัยวะพิเศษ และได้ทำการแยก และลำเลียงไปกักเก็บไว้ในถุงลม เนื่องจากไฮโดรเจนเบากว่าอากาศมาก มันจึงถูกใช้เพื่อช่วยเรื่องการลอยตัวในอากาศเป็นหลัก ปีกที่มีจึงมีขนาดที่เพียงพอต่อการยกตัวขึ้นจากพื้น บิน ร่อน บังคับทิศทาง และทำความเร็ว ขนาดใหญ่จึงไม่ใช่ความอ้วนจากไขมันหรือกล้ามเนื้อทั้งหมด แต่มีปริมาณของก๊าซที่น้ำหนักเบากว่าอากาศอยู่เกือบจะเป็น 1 ใน 4 ของปริมาตรร่างกาย ก๊าซไฮโดรเจนในถุงลม ไวไฟ ติดไฟได้ง่าย และดีกว่ามีเทน มีพังผืดแข็งแรงปิดด้านบนเพดานปาก ติดกับช่วงคอ เหมือนที่พบในจระเข้ ช่องปิดที่เพดานน่าจะทำหน้าที่เป็นวาล์วเปิดปิดในการส่งก๊าซ แต่การที่ไฟจะจุดติดได้ จำเป็นต้องมีประกายไฟ มาถึงส่วนหัว มันมีเขาแหลมด้วย คงเอาไว้ใช้ข่มขู่ศัตรู ใช้เป็นอาวุธ รวมถึงการหาคู่ มีฟัน 2 ประเภทคือ

1. ฟันยาวปลายแหลม ที่พบได้ทั่วไปในสัตว์กินเนื้อโบราณ นอกจากนี้ยังมีฟันกรามร่วมด้วย พบผลึกหินในปากของมังกร สันนิษฐานว่ามันคงกินหินด้วย อาจต้องการแร่ธาตุบางอย่างหรือให้ช่วยย่อยอาหาร ในสัตว์บางประเภท เราก็พบว่ามีการกินหินเข้าไป เพื่อช่วยในการย่อยอาหารอยู่เหมือนกัน

2. ฟันกรามคงใช้เพื่องานบดนี้ เหมือนในกระเบนก็มีไว้เพื่อขบเปลือกหอย ผลพลอยได้คือทำให้เศษหินที่เป็นผลึกติดอยู่ที่ฟัน เมื่อต้องการพ่นไฟ ก็เอาฟันกระทบกันให้เกิดประกายไฟ แล้วพ่นก๊าซไฮโดรเจนออกมา

ส่วนวาล์วเปิดปิด นอกจากจะใช้เพื่อควบคุมปริมาณของไฮโดรเจนที่ส่งออกมาแล้ว ยังมีไว้ก็เพื่อป้องกันไม่ให้ไฟย้อนกลับลงไปที่ถุงลม แล้วทำให้มังกรถูกเผาไปเสียเอง การสืบพันธุ์นั้น จากรูปร่างโดยรวม นักวิทยาศาสตร์คาดว่ามังกรออกลูกเป็นไข่ เหมือนนกหรือจระเข้ มีแนวโน้มว่ามังกร น่าจะมีเชื้อสายเกี่ยวข้องกับ “ไทโลซอรัส “ หรือเผ่าพันธุ์จระเข้โบราณนั่นเอง มันจึงควรออกลูกเป็นไข่ และฟักไข่แบบเดียวกับจระเข้

แต่มังกรมีไฟ จึงน่าจะสะดวกกว่าในการจัดการกับอุณหภูมิของไข่ ทฤษฏีคือ การเอาหินล้อมไข่ไว้ พ่นไฟใส่หิน แล้วให้ความร้อนจากหินทำให้ไข่อบอุ่น วิธีนี้จะช่วยให้อุณหภูมิของไข่คงที่อยู่หลายชั่วโมง จากนั้นใช้ลิ้นสัมผัสวัดคาดอุณหภูมิ ที่จะต้องไม่ต่ำกว่า 40 องศาเซลเซียส ไม่เช่นนั้นตัวอ่อนจะเสียชีวิต

มังกรต้องจำศีล อาจเป็นเหตุผลมาจากการขาดแคลนอาหารในช่วงฤดูหนาว ปัจจุบันเรายังคงพบสัตว์ขนาดใหญ่ต้องจำศีล เช่น หมี เป็นต้น เมื่ออยู่ในภาวะภาวะจำศีล ร่างกายจะมีอุณหภูมิลดต่ำลงจนเกือบจะเท่ากับอุณหภูมิภายนอก หัวใจเต้นช้ามาก การหายใจจะช้าลง ร่างกายจะอยู่ได้ด้วยไขมัน และสารอาหารที่สะสมไว้ก่อนภาวะจำศีล ซึ่งกินเวลาหลายเดือน คาดว่ามังกร ถูกคนฆ่าตายในขณะจำศีลเป็นจำนวนมาก เนื่องจากไม่มีการย่อยอาหารในกระเพาะ จึงไม่มีก๊าซไฮโดรเจน ทำให้บินหนีก็ไม่ได้ พ่นไฟก็ไม่ได้ เขี้ยวเล็บที่มี ถ้าเจอรุม ก็สู้ไม่ไหว สุดท้ายแล้ว นักวิทยาศาสตร์เลยสรุปออกมาว่า มีความเป็นไปได้ที่จะมีมังกรอยู่จริง มีความสามารถต่างๆ อย่างที่ผู้คนพบเห็นได้จริง

มีทฤษฏีที่รองรับได้ ในแง่ของชีววิทยา พันธุศาสตร์ ที่มีอยู่แล้วในสัตว์ตามธรรมชาติ ต่อมา ปี ค.ศ. 1641 คนราว 350 คน ชาวเมืองชานตง ของจีน เห็นมังกรทองบินอยู่ท่ามกลางกลุ่มเมฆ ปี ค.ศ.1800 มีคนนับสิบเห็นงูยักษ์ มีปีก มีเขา หัวเหมือนม้า ตัวยาวราว 15 เมตร เลื้อยอยู่กลางอากาศ ไล่จับนกกิน

ค.ศ. 1882 คนนับร้อยในขบวนรถไฟ พูดตรงกันถึงการโจมตีของสัตว์ มีลักษณะเหมือนงูขนาดใหญ่ ความยาวราว 9 เมตร มีปีกเหมือนค้างคาว บินอยู่บนท้องฟ้า ล่าสุดพบโครงกระดูกของสัตว์ที่เชื่อว่าเป็นมังกรในประเทศจีน กระโหลกมีขนาดใหญ่ กระดูกมีโพรงคล้ายนก ลำตัวยาวมาก ที่แน่ชัดอย่างเดียวคือ มันไม่ใช่โครงกระดูกของสัตว์ชนิดใดในโลกที่เรารู้จัก แต่ก็ยังไม่มีใครกล้ายืนยันอะไร

และถ้าจะแบ่งมังกรตามพื้นที่เล่าขานหลักภูมิศาสตร์ ก็แบ่งได้ 2 ประเภท คือ

1. มังกรตะวันออก เช่น มังกรจีน , พญานาคไทยและใกล้เคียง จะมีลักษณะเหมือนงูขนาดใหญ่ มีขา 4 ขา มีเขี้ยวขนาดใหญ่ มีหนวดยาว มีแผงคอและแผงตามแนวหลังด้วย สามารถเหาะเหินเดินอากาศได้ ดำน้ำได้ พ่นไฟได้

2. มังกรตะวันตก เช่น มังกรภูเขา ลักษณะลำตัวจะอ้วนสั้น หัวยาว มีเขี้ยว มีปีกเป็นพังผืดเหมือนค้างคาว หางยาว ปลายหางเหมือนใบหอก มี 4 ขา พ่นไฟได้ บินได้ (บางตำนาน พบมังกรแบบพ่นไอเย็น แต่ไม่มีใครค่อยพูดถึง )

แต่ถ้าแบ่งมังกรตามทฤษฏีวิวัฒนาการ จะแบ่งได้ 4 ประเภท คือ

1. มังกรทะเล ช่วงปรากฏการณ์อุกาบาตชนโลก ทำให้อาหารหายาก สัตว์น้ำรอดมาได้เยอะกว่าสัตว์บกหลายเท่า มังกรเลยปรับตัว ปรับสภาพร่างกาย ให้เหมาะสมกับการอยู่ในน้ำได้นานขึ้น วิวัฒนาการที่ว่านี้ ใช้เวลาเป็นแสนปี สุดท้ายก็อยู่ในน้ำเหมือนปลาไปเลย เช่น ปีกสั้นลงเรื่อยๆ กลายมาเป็นครีบ หางแบนขึ้นคล้ายปลา ช่วยให้บังคับทิศทางและเคลื่อนที่ในน้ำได้ดีขึ้น แต่ถึงจะอยู่ในน้ำ เมื่อโผล่ขึ้นมาก็ยังพ่นไฟได้

2. มังกรป่า วิวัฒนาการมาจากมังกรทะเลครับ เมื่ออุณหภูมิของโลกเย็นขึ้น สภาพบนพื้นดินเหมาะสมขึ้น มีป่าไผ่ มังกรของจีนก็ปรับตัวเป็นที่แรก ลักษณะที่เปลี่ยนแปลงไปคือ ตัวเรียวยาวขึ้น ผิวหนังเรียบลื่นขึ้น สีของผิวหนังดูคล้ายป่ามากขึ้น ปีกเล็กลง แต่ก็ยังมี พอที่จะช่วยในการร่อนได้ ในระยะสั้นๆ สามารถพ่นไฟได้ และพัฒนาวิธีการเลียนเสียงสัตว์อื่น เพื่อประโยชน์ในการล่า แต่ก็ยังมีมังกรอีกส่วนหนึ่ง ที่ดำรงชีวิตอยู่ในน้ำต่อไป

3. มังกรทะเลทราย มีลักษณะเหมือนมังกรภูเขา แต่น่าจะมีน้อยมาก เพราะขาดแคลนอาหาร และแทบไม่มีการกล่าวถึง

4. มังกรภูเขา นักวิทยาศาสตร์ยังไม่แน่ใจนักว่า มันมีวิวัฒนาการมาจากมังกรทะเล หรือ ว่ามันอยู่บนบกมาตลอด เพราะมีความเป็นไปได้ทั้งสองทาง มักพบภาพ stained glass ทำด้วยกระจก สีได้ในโบสถ์คริสต์ ช่วงคริสตศตวรรษที่ 15 มีชื่อว่า “ปีศาจแห่งยอดเขาสูง”

จากหลักฐานทั้งหมด สรุปได้คร่าวๆ ว่า มังกรถูกล่าอย่างหนักในช่วงคริสตศตวรรตที่ 15 อันเนื่องมาจาก การบุกรุกพื้นที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่า การทำปศุสัตว์ ทำให้มังกรไม่อาจล่าสัตว์ป่าเป็นอาหารได้ตามปกติ ทำให้มังกรไม่มีที่ทำกิน ไม่มีทางเลือก เมื่อหิวก็ต้องล่าปศุสัตว์ การล่าเป็นไปตามสัญชาติญาณธรรมชาติ ต้องกินเมื่อจะอดตาย เลยโดนมนุษย์ล่ากลับ เพราะมาขโมยสัตว์ของคน กลายมาเป็นตำนานวีรบุรุษล่ามังกร ใครฆ่ามังกรได้จะเก่ง ผู้คนกราบไหว้บูชา

สรุป การค้นพบมังกรที่เก่าแก่ที่สุด มีอายุนานมากกว่า 4 พันปี และพบเห็นล่าสุดที่ชัดเจนเมื่อราว 200 ปีก่อนนี่เอง ต้องยอมรับถึงความสามารถในการปรับตัวของมัน ผ่านยุคสมัยกว่า 65 ล้านปี ในสภาพร่างกายที่แปลกแยกจากสัตว์ทั่วไป ซึ่งนักวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่ไม่คิดว่า มันจะสามารถมีชีวิตรอดมาได้นานขนาดนี้


อ้างอิง

ไขปริศนา...มังกรเคยเป็นสัตว์ ที่เคยมีอยู่จริงบนโลกหรือไม่?. www.facebook.com. 2558. แหล่งที่มา : https://www.facebook.com/topsecretthai/posts/323138361209531. ค้นเมื่อ 4 มีนาคม, 2559.

มังกร. Wikipedia. แหล่งที่มา : https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%A3. ค้นเมื่อ 4 มีนาคม, 2559.

มังกรยุโรป. Wikipedia. แหล่งที่มา :
https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%A2%E0%B8%B8%E0%B9%82%E0%B8%A3%E0%B8%9B. ค้นเมือ 4 มิถุนายน, 2559.

นางสาวชิดหทัย เหล่าทองสาร   583080978-3  คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์

อ่านเพิ่มเติม »

ซินเจียง-อุยกูร์ จีนที่ไม่ใช่จีน

โดย กฤษดา โศกดุล
                   
ดินแดนในโลกนี้ถ้ามองถึงความหลากหลายทางชาติพันธุ์ประเพณีและวัฒนธรรม หนึ่งในนั้นต้องมีประเทศจีนซึ่งถือเป็นประเทศขนาดใหญ่หลากหลายผู้คนอีกทั้งยังเป็นประเทศที่มีอารยธรรมที่เก่าแก่ ทำให้แผ่นดินจีนตกเป็นจุดหมายปลายทางของนักสำรวจนักเดินทางรวมถึงนักผจญภัยหลายท่าน ที่จะต้องไปศึกษาในมิติต่างๆในดินแดนมังกรแห่งนี้ซักครั้งหนึ่ง วันนี้ผมจะขอพาทุกคนไปทำความรู้จักกับดินแดนแห่งหนึ่ง ซึ่งอยู่ในเขตการปกครองตนเองที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในจีนมีประชากรทั้งชาวพื้นเมืองและชนกลุ่มน้อยอาศัยอยู่ร่วมกันราว 19 ล้านคน ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ซึ่งเป็นพื้นที่ชนบทและทุรกันดารของจีน แต่ทำไมพื้นที่แห่งนี้ถึงมีความเป็นจีนแบบชาวจีนฮั่นซึ่งถือว่าเป็นประชากรหลักของจีนน้อยมากๆ วันนี้ผมจะพามาไขข้อสงสัยกัน ว่าดินแดนแห่งนี้ถึงไม่มีเอกลักษณ์แนวทางประเพณีและวัฒนธรรมเป็นจีนดั่งที่คนส่วนใหญ่ประจักษ์



ประวัติศาสตร์

“ซินเจียง” เป็นดินแดนที่ตั้งอยู่ทางภาคตะวันตกเฉียงเหนือของจีนเป็นพื้นที่ที่มีอาณาเขตใหญ่ที่สุดในเขตการปกครองของจีน ดินแดนแห่งนี้มีความสำคัญมาตั้งแต่สมัยเส้นทางสายไหมยังรุ่งโรจน์ ซินเจียงมีเมืองท่าหรือเมืองเอกที่มีความสำคัญมาตั้งแต่ยังเป็นอาณาจักรนั่นคือเมืองคัชการ์ ถือว่าเป็นจุดที่เชื่อมอารยธรรมตะวันตกและตะวันออกเข้าด้วยกัน ทำให้เราเห็นความแตกต่างในหลายสิ่ง ที่ดินแดนแห่งนี้ดูต่างไปมากเมื่อเทียบกับภูมิภาคอื่นๆของจีน ซินเจียงตั้งแต่ยุคแรกๆถือว่าเป็นเมืองที่มีอาณาจักรโบราณมาตั้งแต่ 2,000ปีก่อน โดยมีชาวอุยกูร์เป็นชาวพื้นเมือง เป็นกลุ่มชาติพันธุ์เดียวกับชาวเตอร์ก (Turkic peoples) เหมือนกับประชากรส่วนใหญ่ในตุรกีอีกทั้งยังมีภาษาที่คล้ายคลึงกัน ถ้าอ้างตามหลักฐานทางประวัติศาสตร์แล้วถือว่าชาวอุยกูร์เป็นกลุ่มที่ตั้งถิ่นฐานอยู่ในดินแดนแห่งนี้ก่อนชาวฮั่นอีกด้วย และชาวอุยกูร์ยังได้รับอิทธิพลจากศาสนาอิสลาม ซึ่งไม่ใช่เรื่องแปลกเพราะที่ตั้งอยู่ติดกับกลุ่มประเทศตะวันออกกลางแทบทั้งสิ้น ซึ่งเปรียบเสมือนเป็นหน้าต่างที่เปิดรับศาสนาอิสลามเข้ามารวมถึงอารยธรรมบางส่วนของกรีก-โรมันเข้ามาอีกด้วย ทำให้สภาพบ้านเรือน สังคม การแต่งกาย วิถีชีวิตและการกินออกไปทางตะวันออกกลางและยุโรปมากกว่า



การเข้ามาของรัฐบาลจีน

ดินของชาวอุยกูร์ซึ่งถือว่าเป็นประชากรหลักในเขตปกครองซินเจียงอุยกูร์ที่ได้มีอารยธรรมมานาน ก่อนที่ดินแดนแถบนี้จะถูกขีดเส้นแบ่งเขตในยุครัฐชาติสมัยใหม่ไม่นานมานี้ทำให้วัฒนธรรมของดินแดนแห่งนี้ถูกตัดขาดออกจากวัฒนธรรมตะวันออกกลางอย่างสิ้นเชิง ด้วยเหตุผลของอำนาจความมั่นคงของแต่ละประเทศที่ต้องการมีอิทธิพล เพื่อให้ชาติของตนมีพลังอำนาจจึงทำให้ดินแดนของชาวอุยกูร์ซึ่งเชื่อว่าเป็นดินแดนของบรรพบุรุษหรือ”สาธารณรัฐเตอร์กิสถานตะวันออก” ถูกผนวกเข้ากับจีนแผ่นดินใหญ่โดยปริยาย

ดินแดนแถบนี้ตกอยู่ภายใต้อำนาจของจีนมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 16 และรวมอำนาจไว้ที่กรุงปักกิ่งแต่ยังมีการปกครองแบบผ่อนปรน ซึ่งให้ชาวอุยกูร์ปกครองกันเองในระยะแรก พอถึงช่วงสมัยที่รัสเซียแข่งกับจีนเพื่อขยายอิทธิพลในตะวันออกกลางรวมถึงอังกฤษเริ่มแพร่ขยายอาณานิคมมาทางอินเดียยิ่งทำให้จีนแสดงแสงยานุภาพทางทหารถึงความเป็นเจ้าของซินเจียงมากขึ้น และรัฐบาลจีนก็ได้สร้างเมืองหลวงใหม่ให้เป็นเมืองเอกนั่นคือ “นครอุรมชี” ซึ่งเป็นศูนย์กลางการปกครองของซินเจียง ทำให้ส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตในหลายด้านของชาวอุยกูร์ ตั้งแต่สมัยที่เหมาเจ๋อตุงเป็นประธานาธิบดีสมัยคอมมิวนิสต์และมีนโยบายปฎิวัติวัฒนธรรมซึ่งอุดมการณ์นี้มีผลกระทบต่ออความเชื่อทางด้านศาสนาสั่งให้มีการทำลายมัสยิดทำลายคัมภีร์ รวมถึงกลุ่มผู้นำที่รัฐบาลจีนส่งมาปกครองยังมีการปกครองแบบกดขี่ประชาชนและละเมิดสิทธิ์หลายด้าน เช่น สั่งให้ชาวอุยกูร์ทำแท้งเพื่อควบคุมประชากร ออกกฎหมายห้ามแต่งกายปกปิดหน้าตาจึงสร้างความไม่พอใจแก่ชาวอูยกูร์เป็นอย่างมาก



จึงก่อให้เกิดความขัดแย้งระหว่างชาวอูยกูร์กับทางการจีนอยู่เป็นประจำ จนขยายวงกว้างขึ้นเรื่อยๆ จนทำให้รัฐบาลจีนมีการปราปรามอย่างหนักหน่วงแต่ผลก็ไม่เป็นอย่างที่คาดไว้ จนกระทั่งปี 1933 ชาวอูยกูร์และชนกลุ่มน้อยก็เริ่มเคลื่อนไหวเพื่อที่จะแยกตัวเป็นเอกราช ยิ่งทำให้รัฐบาลจีนเร่งเคลื่อนกองทัพเข้าควบคลุมซินเจียงมากขึ้น

ในปี 1983 รัฐบาลเริ่มเปลี่ยนแนวคิดใหม่โดยการยกเลิกกฏข้อห้ามที่เคยบัญญัติไว้เพื่อผ่อนปรนและให้เสรีภาพแก่ชาวอูยกูร์มากขึ้น มีการซ่อมบำรุงมัสยิดอีกครั้ง ให้เสรีทางด้านศาสนาอีกครั้งและรัฐบาลจีนยังผลักดันให้ชาวฮั่นเข้าไปตั้งถิ่นฐานเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจรวมถึงวัตถุประสงค์ด้านการเมืองเหมือนนโยบาย “กลืนชาติ” แต่ด้วยเหตุผลต่างๆ ก็ไม่ได้ทำให้ชาวอุยกูร์รู้สึกดีต่อรัฐบาลจีนเลยแถมยังมีการขัดแย้งทางเชื้อชาติระหว่างชาวจีนฮั่นกับชาวอูยกูร์ก่อเป็นสงครามกลางเมืองขึ้น
                                         
ปี ค.ศ.1949 รัฐบาลจีนได้สถาปนาซินเจียงเป็นเขตบริหารระดับมณฑลที่มีอำนาจปกครองตนเองอีกเขตหนึ่ง แต่อดีตจนถึงปัจจุบันชาวอุยกูร์ยังฝันว่าซักวันพวกเขาจะได้ปลดแอกจากจีน จึงทำให้มีกลุ่มชาวอุยกูร์พลัดถิ่นยังเดินหน้าเคลื่อนไหวเพื่อเรียกร้องเอกราชจากจีนจนถึงปัจจุบัน และยังมีอีกกลุ่มที่ยอมพลีชีพใช้แนวทางสุดโต่งเพื่อทวงดินแดนแห่งนี้กลับสู่การปกครอง โดยอิสรภาพของพวกเขา ซึ่งคนกลุ่มนี้ถูกทางการจีนมองว่าเป็นกลุ่ม”หัวรุนแรง” เป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ

ทำไมจีนถึงไม่ยอมปล่อยซินเจียง

ซินเจียงคือดินแดนที่มีความสำคัญมาตั้งแต่สมัยโบราณแล้วโดยบริเวณแห่งนี้เคยเป็นเส้นทางสายไหมจากเอเชียสู่ยุโรป จึงทำให้มีความมั่งคั่งมาตั้งแต่สมัยโบราณ ประกอบกับปัจจุบันพื้นที่ซินเจียงแห่งนี้ได้ซบเซาลงมากเมื่อเทียบกับอดีตจนกลายเป็นพื้นที่ยากจนของจีนเลยก็ว่าได้ แต่ด้วยพื้นที่ที่ติดกับกลุ่มประเทศตะวันออกกลาง รัสเซีย และอินเดียจึงทำให้ซินเจียงยังคงสำคัญมากต่อยุทธศาสตร์จีนและความมั่นคงของชาติ อีกทั้งยังมีเนื้อที่ใหญ่ที่สุดในจีนรวมถึงบริเวณแห่งนี้ที่เต็มไปด้วยทะเลทรายที่แห้งแล้งมีภูเขาสูงแต่กลับเป็นแหล่งทรัพยากรหลักทั้งน้ำมันและแก๊ซธรรมชาติที่ใหญ่ที่สุดของจีนที่ส่งผลต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจและความมั่นคงของชาติเป็นอย่างมากทำให้ซินเจียงแห่งนี้ยังสำคัญกับมหาอำนาจอย่างจีนมากเลยทีเดียว


                                 
ซินเจียง-อุยกูร์ ปัจจุบัน 

ซินเจียง-อุยกูร์ในวันเวลาที่แปรเปลี่ยนไปกับหลายเหตุการณ์ทำให้ปัจจุบันในสังคมของชาวอูยกูร์มีการผสมผสานปรับเปลี่ยนไปบ้าง นับตั้งแต่นโยบายอพยบชาวฮั่นเข้าไปตั้งถิ่นฐานในซินเจียงพร้อมกับนำวัฒนธรรมและกฏเกณฑ์ต่างๆเข้าไปปรับใช้ เช่นทางการจีนบัญญัติกฎการเรียนภาษาจีนเข้าไปในหลักสูตรพื้นฐานแทนที่ภาษาอูยกูร์ที่ใช้กันอย่างแพร่หลาย ซึ่งก็ไม่ต้องแปลกใจที่เห็นผู้คนที่หน้าตาออกแนวตะวันออกกลางและยุโรปแต่สามารถพูดภาษาจีนกลางได้อย่างคล่องแคล่ว

ในด้านเศรษฐกิจส่วนใหญ่ชาวจีนฮั่นเป็นเจ้าของกิจการขนาดใหญ่ในเมืองแต่ชาวอูยกูร์กลับประกอบธุรกิจเล็กและเกษตรกรรม เช่น ขายอาหาร ขายสมุนไพร เพาะปลูก ซึ่งมีฐานะค่อนข้างต่างกัน รวมถึงสิทธิ์ทางการศึกษารัฐบาลจีนจะให้สิทธิชาวฮั่นก่อนชาวอูยกูร์

ในด้านวิถีชีวิติความเป็นอยู่ โดยเราจะสามารถสังเกตได้ง่ายในตัวเมืองคือ ตึกสูง ซึ่งบ่งบอกถึงอำนาจของรัฐบาลจีนที่มีอิทธิพลเหนือชาวพื้นเมืองอย่างชัดเจนและรัฐบาลจีนยังใช้ตัวอักษรจีนเข้าไปผสมกับตัวอักษรออร์กอน ซึ่งเป็นตัวอักษรของชาวอูยกูร์ แต่สังคมชาวอูยกูร์ถือว่ายังรักษาประเพณีวัฒนธรรมไว้อย่างแนบแน่นถึงแม้รัฐบาลจีนจะพยายามทำให้กลายเป็นแบบเดียวกับชาวฮั่นก็ตาม แต่ชาวอูยกูร์ก็ยังใช้

ตัวกลางผ่านศาสนาอิสลามในการรวมกลุ่มพบปะกันทางสังคมซึ่งทำให้ประเพณีของชาวอูยกูร์ยังแข็งแกร่งดั่งเดิม ซึ่งชาวอูยกูร์ส่วนใหญ่ก็ยังจะร่วมกิจกรรมต่างๆแต่ในกลุ่มของตน อาจจะเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ยังทำให้วัฒนธรรมประเพณีของบรรพบุรุษยังคงเหลือ เหมือนดั่งคุณได้ไปเยือนแล้วคุณจะไม่เชื่อว่าคุณกำลังอยู่ในแผ่นดินจีน


อ้างอิง

คม ชัด ลึก.(2560).ประวัติศาสตร์ชาติพันธุ์'อุยกูร์-ฮั่น'.สืบค้นเมื่อ 30 สิงหาคม 2561.จาก: http://www.komchadluek.net/news/scoop/209845

ประชาไทย.(2015).ความเป็นมาของชาวอุยกูร์.สืบค้นเมื่อ 30 สิงหาคม 2561.จาก: https://prachatai.com/journal/2015/07/60380

มุสลิมไทยโพสต์.(2558).ความขัดแย้งชาวอูยกูร์ในซินเจียง มีความเป็นมาเช่นไร?.สืบค้นเมื่อ 30 กันยายน 2561.จาก: http://news.muslimthaipost.com/news/24539

วิกิพีเดีย.(มปป).เขตปกครองตนเองซินเจียงอุยกูร์.สืบค้นเมื่อ 25 กันยายน 2561.จาก: https://th.wikipedia.org/wiki/

BBC.(2017).จีนห้ามมุสลิมในซินเจียงไว้เครายาว-คลุมหน้า.สืบค้นเมื่อ 30 กันยายน 2561.จาก: https://www.bbc.com/thai/international-39465278

อ่านเพิ่มเติม »