ต้นกำเนิดตัวอักษรเกาหลี

โดย นรารัตน์ ทองสง

การอ่านออกและเขียนได้ เป็นสิ่งสำคัญต่อการพัฒนาประเทศ ยิ่งประชาชนในประเทศสามารถอ่านออกและเขียนหนังสือได้ ทำให้เกิดการบันทึกความรู้ ความสามารถทางภูมิปัญญาต่าง ๆ และนำไปเรียนรู้หรือนำไปพัฒนาต่อได้เร็ว เพื่อช่วยให้ประเทศล้ำหน้าไปได้ไกลกว่าประเทศอื่นๆ อย่างเช่น ตัวอักษรเกาหลี เป็นต้น ซึ่งเป็นอักษรที่ถูกพัฒนาขึ้นเมื่อไม่นานมานี้เอง

โดยดั้งเดิมนั้นชาวเกาหลีใช้ตัวอักษรของจีน ซึ่งเข้ามามีอิทธิพลในประเทศเกาหลีตั้งแต่ 2,000 ปีมาแล้ว เมื่อจีนได้เข้ามาปกครองประเทศเกาหลีในช่วง พ.ศ. 435 ถึง พ.ศ. 856 ทำให้ภาษาจีนมีการใช้อย่างกว้างขวาง และเริ่มใช้อักษรจีนโบราณในการเขียนภาษาเกาหลี เมื่อประมาณ พ.ศ. 1000

อักษรจีนที่ยืมมาใช้ในภาษาเกาหลีและออกเสียงเป็นภาษาจีนสำเนียงเกาหลี เรียกว่า “อักษรฮันจา” อักษรจีนได้แพร่เข้าสู่อาณาจักรเกาหลีผ่านพระพุทธศาสนา ซึ่งตำราที่นำอักษรฮันจามาเผยแพร่ มีชื่อว่า “อักษรพันตัว” ชาวเกาหลีได้ปรับใช้ภาษาจีนให้เข้ากับไวยากรณ์ อักษรฮันจาได้ใช้ในการเขียนภาษาเกาหลีมาตลอด จนกระทั่งพระเจ้าเซจงได้ประดิษฐ์ตัวอักษรฮันกึลขึ้นมา ในระหว่างปี พ.ศ. 1987 - 1989

“อักษรฮันกึล” (Hangul) ถูกประดิษฐ์ขึ้นมาในปี พ.ศ. 1986 ซึ่งอยู่ในรัชสมัยมหาจักรพรรดิเซจง กษัตริย์รัชกาลที่ 4 แห่งราชวงศ์โชซอน ในการประกาศใช้อักษรเกาหลีเป็นครั้งแรกนั้น ที่มีชื่อว่า “ฮุนมินจองอึม” หรือ “ฮันมิงจองกึม” มีความหมายว่า “เสียงที่ถูกต้องเพื่อการศึกษาสำหรับประชาชน” ได้ถูกตีพิมพ์ในเอกสารเมื่อวันที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 1989 มีทั้งหมด 28 ตัวอักษร ซึ่งมีเพียง 24 ตัวที่ใช้กันในทุกวันนี้ ซึ่งในวันที่ 9 ตุลาคมของทุกปี ทางการเกาหลีใต้ได้ประกาศให้เป็น “วันฮันกึล” ซึ่งเป็นวันหยุดราชการ ส่วนในเกาหลีเหนือเป็นวันที่ 15 มกราคม


ภาพส่วนหนึ่งของเอกสาร “ฮูมิน จองอึม”
ที่มา : https://th.wikipedia.org/

เหตุที่พระเจ้าเซจงทรงคิดประดิษฐ์ฮันกึลขึ้นมานั้นก็เพราะว่า อักษรจีนมีความซับซ้อน ยากต่อการเขียนและการจดจำ อีกทั้งอักษรจีนยังใช้แทนเสียงในภาษาเกาหลีได้ไม่ลื่นนัก ดังนั้นชาวบ้านและสามัญชนทั่วไปจึงอ่านไม่ออก เขียนไม่ได้ พระเจ้าเซจงทรงมีความวิตกเป็นอย่างมากที่ประชาชนทั่วไปของพระองค์ไม่ได้รับการศึกษาหรือความเข้าใจในอักษรจีน นอกเหนือจากภาษาพูดที่มีเป็นของตัวเอง ทำให้ในสมัยโชซอนผู้ที่มีความรู้ความเข้าใจในอักษรจีนก็มีแค่นักปราชญ์ที่ทำงานในราชสำนัก เศรษฐีหรือไม่ก็ชนชั้นขุนนางเท่านั้นที่มีสิทธิ์เรียนและเขียนตัวอักษรฮันจา


ภาพอนุสาวรีย์พระเจ้าเซจงมหาราช
ที่มา : https://th.wikipedia.org/

ในการประกาศใช้เป็นครั้งแรก พระเจ้าเซจงได้ทรงตรัสไว้ว่า “อันเนื่องมาจากอักษรจีน เป็นอักษรที่ไม่สามารถใช้แทนคำบางคำของเกาหลีได้อย่างถูกต้องเท่าใดนัก ด้วยความเข้าใจ เห็นอกเห็นใจประชาชนในการใช้อักษรจีนที่ค่อนข้างยาก ข้าพเจ้าได้ประดิษฐ์อักษรของชาวเกาหลีขึ้นมาใช้ ซึ่งมีทั้งหมด 28 ตัวอักษร เป็นตัวอักษรที่ใช้ได้ง่าย และด้วยความหวังอย่างแรงกล้าของข้าพเจ้าว่า อักษรเหล่านี้จะช่วยยกระดับชีวิตความเป็นอยู่ของพวกท่านให้ดีขึ้น” ใจความของข้อความข้างต้นนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของพระองค์และความรักที่มีต่อประชาชนชาวเกาหลี

ตัวอักษรฮันกึลจึงเป็นอักษรที่ประสมพยัญชนะและสระได้อย่างมีประสิทธิภาพ เห็นได้ชัดว่าเพียงนำตัวอักษรเกาหลี(ที่ใช้ในปัจจุบัน) ประกอบด้วยพยัญชนะ 14 ตัว สระ 10 ตัว มาประสมกัน ทำให้สามารถสร้างคำและเสียงต่าง ๆ ได้มากกว่า 12,768 แบบ คนธรรมดา ๆ ก็สามารถเข้าใจได้ในเวลาอันรวดเร็ว จนชาวเกาหลียกย่องให้การประดิษฐ์อักษรฮันกึลเป็นนวัตกรรมและความสร้างสรรค์ที่ยอดเยี่ยมที่สุดของชาวเกาหลี และนั่นเป็นเหตุผลว่าทำไม “ฮันมิงจองกึม” จึงถูกคิดประดิษฐ์ขึ้น

แต่มีนักวิชาการบางคนได้ตั้งข้อสังเกตว่าการประดิษฐ์อักษรเป็นงานที่ซับซ้อน อาจเป็นฝีมือของบัณฑิตในสมัยนั้น แต่หลักฐานทางประวัติศาสตร์ได้แสดงว่าบัณฑิตสมัยนั้นต่างคัดค้านและต่อต้านการใช้ตัวอักษรใหม่แทนตัวอักษรฮันจา ดังนั้นจึงได้มีการบันทึกว่าอักษรฮันกึลเป็นผลงานของพระเจ้าเซจงแต่เพียงพระองค์เดียว และยังมีหลักฐานอีกว่าพระญาติของพระเจ้าเซจองได้มีส่วนร่วมในการประดิษฐ์อักษร

ในปีพ.ศ. 2540 “ฮันมิงจองกึม” ได้ถูกจดทะเบียนโดยยูเนสโกเป็นมรดกโลก และยังมีรางวัลชื่อว่า “รางวัลทรงรู้หนังสือของพระเจ้าเซจง” ซึ่งทุกปีจะแจกให้ชาวชนบทหรือองค์กรที่เพียรพยายามจนประสบความสำเร็จ สมควรได้รับการยกย่องในการพากเพียรเพื่อการรู้หนังสือ

ดังนั้น การมีอักษรหรือภาษาเป็นของตนเอง ทำให้ชนชาตินั้น ๆ มีความเป็นเอกลักษณ์มากขึ้น ทำให้คนในชาติรู้สึกมีความภาคภูมิใจและเป็นสิ่งที่น่ายกย่อง ยิ่งการรู้หนังสือของคนในชาตินั้น ๆ จะช่วยให้ประเทศมีความเจริญรุ่งเรือง และเป็นส่วนช่วยในการพัฒนาและสร้างรากฐานของประเทศให้มั่นคงต่อ ๆ ไป


อ้างอิง

ประวัติอักษรเกาหลี. (2551, 9 มิถุนายน). สืบค้นเมื่อ 9 สิงหาคม 2559, จาก http://hassalhome.blogspot.com/2008/06/blog-post.html

ต้นกำเนิดของฮันกึล. (ม.ป.ป.). สืบค้นเมื่อ 9 สิงหาคม 2559, จาก http://www.prkorea.com/thailand/thai_guide3.htm

อักษรฮันจา - วิกิพีเดีย. (2558, 12 กรกฎาคม). สืบค้นเมื่อ 10 กันยายน 2559, จาก https://th.wikipedia.org/wiki/อักษรฮันจา

อักษรฮันกึล - วิกิพีเดีย. (2559, 24 กรกฎาคม). สืบค้นเมื่อ 10 กันยายน 2559, จาก https://th.wikipedia.org/wiki/อักษรฮันกึล

อ่านเพิ่มเติม »

การทดลองบรรยากาศขั้นสูงของหมอนาซี

โดย อภิญญา หนูขยัน

ในระหว่างสงครามโลกที่สอง ขณะนั้นประเทศเยอรมนีมีผู้นำสูงสุด คือ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ได้คิดค้นยุทธวิธีการรบโดยสร้างทหารหน่วยพลร่มขึ้นมา เพื่อทำหน้าที่สอดแนม และโจมตีข้าศึก เวลาเดียวกันนี้ก็มีทหารพลร่มบาดเจ็บกันมากในขณะที่ร่อนตัวลงจากเครื่องบิน เนื่องจากเกิดแรงปะทะจากความกดอากาศรอบตัวอย่างแรงในขณะที่โรยตัวลงมาด้วยความสูงมากๆ ในแต่ละพื้นที่ พลร่มบางคนต้องกระโดดลงใน ทุ่งน้ำแข็งที่หนาวจัดอย่างไม่มีทางเลือกเพื่อให้รอดพ้นจากสายตาศัตรู เมื่อฮิตเลอร์ทราบข่าวนี้จึงได้มีการแต่งตั้งหน่วยแพทย์ทหาร หรือที่เราเรียกกันติดปากโดยทั่วไปว่าหมอนาซี ทำการทดลองลับโดยการจับชาวยิวและเชลยสงคราม มาเป็นเหยื่อการทดลอง ซึ่งการทดลองนี้ให้ผลสรุปที่น่าพอใจแก่หมอนาซีในระดับหนึ่ง    


ภาพ นายแพทย์ซิกมุนด์ ราเชอร์

การทดลองบรรยากาศขั้นสูงนั้น มีนายแพทย์ซิกมุนด์ ราเชอร์ ผู้เป็นหัวหน้าการทดลองนี้ เขาได้แบ่งการทดลองเป็น 4 เหตุการณ์ด้วยกัน คือ
1. การร่อนลงเชื่องช้าโดยไม่มีออกซิเจน (จำลองตอนมีร่มชูชีพกาง)
2. การร่อนลงเชื่องช้าโดยมีออกซิเจน (จำลองตอนมีร่มชูชีพกาง)      
3. การตกดิ่งโดยไม่มีออกซิเจน (จำลองการตกอิสระก่อนร่มกาง)    
4. การตกดิ่งโดยมีออกซิเจน (จำลองการตกอิสระก่อนร่มกาง)
โดยเขาได้สร้างห้องโลหะทรงกลมที่สามารถปรับลดความดันของบรรยากาศขึ้นมา แล้วสูบอากาศออกไป ทั้งยังกำหนดความกดอากาศที่ความสูง 68,000 ฟุต เพื่อจำลองเหตุการณ์ให้สมจริงที่สุด และได้มีการนำเหยื่อการทดลอง คือ ชาวยิว ยิปซี โปแลนด์ รัสเซีย และเชลยสงคราม  มาทดลองราวๆ 200 คน โดยหลอกพวกเหยื่อว่าหากเข้าร่วมการทดลองจะได้รับการปล่อยให้เป็นอิสระ ด้วยสภาพค่ายกักกันดาเชาที่คับแคบ อดมื้อกินมื้อ  ใช้แรงงานพวกเขาเยี่ยงทาส กอปรกับสุขอนามัยในค่ายกักกันก็แย่เสียเหลือเกิน จึงไม่แปลกใจเลยว่าทำไมพวกเขาจึงตอบตกลงที่จะเข้ามาเป็นเหยื่อในการทดลองนี้

นายแพทย์ราเชอร์ได้สรุปผลการทดลองนี้ว่า มีผู้เสียชีวิต 78 คน จากเหยื่อการทดลอง 200 คน ส่วนคนที่รอดก็ใช้ชีวิตอย่างปกติสุขไม่ได้ เพราะถูกตามฆ่าปิดปากเพื่อไม่ให้การทดลองลับนี้เผยแพร่ออกไป หรือเหยื่อบางคนก็ถูกนำไปทดลองในการทดลองอื่นๆ จากผลการชันสูตรศพนั้นพบว่า ช่องเยื่อหุ้มหัวใจมีของเหลวอยู่เต็ม และหลอดเลือดในสมองก็มีฟองอากาศมากขึ้นอย่างชัดเจน



หลังจากสงครามโลกครั้งที่สองจบลงเยอรมนีเป็นผู้พ่ายแพ้ในสงคราม โครงการทดลองลับของพวกหมอนาซีก็ถูกเปิดโปง โดยประเทศสหรัฐอเมริกาได้เข้ามามีส่วนร่วม และตั้งศาลในการพิพากษาคดีที่ห้องพิพากษาคดีที่เมืองนูเรมเบิร์ก จากบันทึกของวิเวียน ชปิตซ์ ผู้มีหน้าที่จดบันทึกคำพิพากษาคดีของนายแพทย์นาซีทั้งหมดกล่าวว่าในการพิพากษาคดีนี้มีโจทก์คือ เหยื่อการทดลองที่รอดชีวิต และจำเลยคือพวกหมอนาซีทั้งหลาย

ในคดีการทดลองบรรยากาศขั้นสูงนี้ มีหลักฐานที่แน่นหนาในการเอาผิดนายแพทย์ราเชอร์ก็คือ บันทึกที่เขาส่งมอบผลการทดลองของเหยื่อให้กับฮิตเลอร์ ผู้ซึ่งเป็นหัวหน้าโครงการทดลองมนุษย์ทั้งหมด โดยผลการทดลองเขียนไว้ว่า
“เหยื่อทดลองชาวยิวอายุ 37 ปี รายหนึ่ง ได้ถูกทดสอบที่ความสูง 12 กิโลเมตร เมื่อผ่านไป 4 นาที สภาพของเหยื่อจะมีเหงื่อออกจนท่วมตัว และมีอาการหัวส่ายไปมา เมื่อเข้าสู่นาทีที่ 5 เหยื่อทดลองจะเริ่มเป็นตะคริว และหลังจากผ่านนาทีที่ 6  ไปจนถึงนาทีที่10 การหายใจของเหยื่อ จะเริ่มถี่ขึ้น และหมดสติ จนผ่านนาทีที่ 11 ไปจนถึงนาทีที่ 30  การหายใจของเหยื่อทดลองก็จะช้าลงเหลือประมาณสามครั้งต่อนาที จนในที่สุดก็หยุดหายใจ โดยสภาพผิวของเหยื่อเริ่มเป็นจ้ำสีน้ำเงิน น้ำลายฟูมปาก และหัวใจจะหยุดเต้นภายในหนึ่งชั่วโมง” 
ด้วยหลักฐานนี้เองที่ทำให้นายแพทย์ซิกมุนด์ ราเชอร์ถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย หากแต่เขาไม่ได้เข้าร่วมแค่การทดลองนี้เพียงการทดลองเดียว เขาจึงถูกตัดสินประหารชีวิตในที่สุด


ภาพ เหยื่อหมดสติในระหว่างการทดลองบรรยากาศขั้นสูง

จากการทดลองบรรยากาศขั้นสูงนี้สามารถมองได้หลายแง่มุม ด้านแรก คือ ฮิตเลอร์มีความต้องการที่จะช่วยชีวิตพวกพลทหารร่มของเขาจึงเป็นที่มาในการทำการทดลองนี้ขึ้น โดยให้นายแพทย์ราเชอร์เป็นหัวหน้าการทดลอง พวกเขาไม่มีจิตสำนึกที่ว่าคนทุกคนมีสิทธิเท่าเทียมกันเนื่องจากพวกเขามีความคิดว่าพวกใดที่ไม่ใช่เผ่าอารยันจะต้องถูกกำจัดทิ้ง พวกที่ว่าโดยส่วนมากก็คือ ชาวยิวนั่นเอง ซึ่งพวกเขาเองก็ไม่ได้มองถึงเรื่องศีลธรรมแต่อย่างใด มองเพียงแต่ว่าได้ประโยชน์จากการทดลองนี้และยังได้กำจัดพวกยิวไปด้วย

ส่วนในด้านที่สองคือ ด้านคุณธรรม คงมองว่ามันเป็นการกระทำที่โหดร้าย ทารุณ ภายในจิตใจของพวกหมอนาซี ที่ขาดคุณธรรม ไม่มีความเห็นใจในเพื่อนมนุษย์ และจรรยาบรรณของความเป็นแพทย์หลงเหลือเลย แม้กระทั่งคำสัตย์สาบานของฮิปโปเครตีสที่พวกเขาได้กล่าวไว้เมื่อวันที่พวกเขารับปริญญาในวันสำเร็จการศึกษาจากสถาบัน ดังจะยกตัวอย่างคำสัตย์สาบานมาบางส่วน "จรรยาและข้อกำหนดที่ข้าพเจ้ายึดถือ และประกาศไว้นี้ เป็นไปเพื่อประโยชน์สุขของผู้ป่วยในความดูแล ซึ่งข้าพเจ้าจะใช้พละกำลังของข้าพเจ้าช่วยเหลือผู้ป่วยจนสุดความสามารถ ข้าพเจ้าจะไม่ใช้ความรู้ของข้าพเจ้าให้เป็นอันตรายต่อผู้อื่น หรือรักษาผู้อื่นด้วยวิธีการที่ผิด” ทว่าน่าเสียใจยิ่งนักที่พวกเขาไม่สามารถทำตามคำสัตย์สาบานที่พวกเขากล่าวไว้ได้


อ้างอิง

วิเวียน  ชปิตซ์. นพดล เวชสวัสดิ์ แปล. 2557. หมออำมหิตจากนรก (Doctors from Hell). สำนักพิมพ์มติชน

สำนักหอสมุดและศูนย์สารสนเทศวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี.คำสัตย์สาบานฮิปโปเครตีส.[Online], สืบค้นเมื่อ 2 กันยายน 2559,จาก  http://siweb.dss.go.th/Scientist/scientist/Hippocrates.html

Dachau High Altitude Medical Experiments.[Online],สืบค้นเมื่อ 2 กันยายน 2559, จาก  http://www.jewishvirtuallibrary.org/jsource/Holocaust/dachauex1.html

El campo de concentración de Dachau.[Online],สืบค้นเมื่อ 2 กันยายน 2559, จาก http://es.slideshare.net/pequeni/el-campo-de-concentracin-de-dachau-38845705?next_slideshow=1


อ่านเพิ่มเติม »

จัณฑาล

โดย ทิชากร  โพธิ์นรินทร์

มนุษย์ทุก ๆ หกคนบนโลก  จะเป็นชาวอินเดียหนึ่งคน  และในชาวอินเดียทุก ๆ หกคน  จะเป็นคนที่ถูกเรียกว่า จัณฑาล หนึ่งคน  คนอินเดียมากกว่า 170 ล้านคน ซึ่งเป็นจำนวนที่มากกว่าครึ่งหนึ่งของจำนวนประชากรในสหรัฐอเมริกา  เป็นคนจัณฑาล (นเรนทรา จาดฮาฟ, 2558)  พวกเขาต่างก็มีชีวิตที่ยากลำบาก ถูกรังเกียจและถูกเลือกปฏิบัติมากที่สุดในสังคมอินเดีย  ซึ่งเป็นผลมาจากระบบวรรณะที่ถูกกล่าวหาว่าไร้มนุษยธรรมและนำมาซึ่งความโหดร้ายต่อมนุษย์ด้วยกันเอง

ระบบวรรณะในอินเดียถูกฝังรากลึกมายาวนานกว่า 3500 ปี  มีการตั้งสมมุติว่าด้วยการกำเนิดวรรณะ  บางข้อเสนอกล่าวว่า  คนโบราณนั้นให้ความสำคัญของงานว่ามี 4 อย่าง  ต้องการแบ่งแยกความสำคัญ  ความยากของงานและลำดับชนชั้นในสังคม  จึงได้แบ่งวรรณะออกเป็น 4 วรรณะเพื่อให้จัดการได้ง่ายและเพื่อให้มีความต่อเนื่องในการถ่ายทอดทักษะความรู้ความสามารถของงาน  แต่สมมุติฐานนี้กลับไม่ได้รับความเชื่อถือเท่าที่ควร


ที่มา: http://news.mthai.com/

ยังมีอีกสมมุติฐานหนึ่งที่กล่าวถึงการกำเนิดวรรณะและได้รับความเชื่อถือมากกว่า  สมมุติฐานนี้กล่าวว่า  ระบบวรรณะนี้เกิดจากกษัตริย์และพราหมณ์ร่วมมือกันสร้างสิ่งที่จะใช้กีดกันประชาชนที่เป็นคนนอกสายเลือดของพวกตน  พวกกษัตริย์และพราหมณ์ที่เป็นคนมีความรู้นั้นเข้าใจว่า  ยิ่งมีคนมากเท่าไรก็ยิ่งปกครองได้ยากขึ้นเท่านั้น  จึงได้ใช้ศาสนาซึ่งเป็นสิ่งที่คนโบราณให้ความเคารพนับถือเป็นอย่างมากมากล่าวอ้างและนำระบบวรรณะเข้าไปหลอมรวมเพื่อให้ประชาชนที่เป็นคนนอกสายเลือดของตนนั้นไม่กล้าคิดแข็งข้อขึ้นมาชิงบัลลังก์  หรือระบบวรรณะนั้นอาจจะเป็นเพียงแค่การเหยียดเพศ  เหยียดสีผิว  เหยียดเชื้อชาติของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง  เพื่อยกคุณค่าตัวเองให้สูงขึ้นก็เป็นได้

วรรณะของคนอินเดียสามารถแบ่งโดยกว้างออกเป็น  วรรณะ ตามหลักความเชื่อของศาสนาฮินดู  ได้แก่  1) วรรณะพราหมณ์ เกิดจากโอษฐ์ของพระพรหม  2) วรรณะกษัตริย์ เกิดจากพระอุระของพระพรหม  3) วรรณะแพศย์ เกิดจากพระเพลา (ตัก) ของพระพรหม และ 4) วรรณะศูทร เกิดจากพระบาท (เท้า) ของพระพรหม  ส่วน จัณฑาล นั้น คือ ลูกที่เกิดจากการภรรยาที่เป็นวรรณะพราหมณ์กับสามีที่เป็นวรรณะศูทร  แต่ในทางปฏิบัติไม่ได้ยึดถือตามนี้  และมักถือกันมาตลอดว่าถ้าแต่งงานข้ามวรรณะ ลูกที่ออกมาจะเป็นจัณฑาลหมด (ศิลป์ชัย เชาว์เจริญรัตน์, 2558) แต่ละวรรณะจะมีบทบาทความสำคัญทางสังคมแตกต่างกันไปตามลำดับ  สำหรับวรรณะจัณฑาลนั้นจะถือเป็นคนต่ำทรามและมีสถานะต่ำที่สุดในระบบวรรณะของอินเดีย

คนจัณฑาลส่วนใหญ่มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ยากลำบาก  อาศัยอยู่ในที่แออัดสกปรกหรือข้างกองขยะ  ทั้งยังถูกบังคับให้ทำงานสกปรกที่คนอินเดียวรรณะอื่นไม่ทำ  เช่น การล้างท่อระบายน้ำ  กวาดอุจจาระ  ล้างส้วม  หรืองานขนศพ  ซึ่งการทำงานนี้บางครั้งนายจ้างจะเลี่ยงไม่จ่ายเงินให้โดยการยกความเชื่อทางศาสนามาอ้างว่าสิ่งนี้เป็นการสะสมบุญที่เอาไว้ใช้ในชาติหน้า  ถ้าทำไม่ดีหรือเรียกร้องให้ตัวเองมากเกินไปจะทำให้ชาติหน้าเกิดมาเป็นจัณฑาลอีก  ทำให้คนจัณฑาลหลายคนไม่กล้าเรียกร้องความเป็นธรรม หรืออาจจะเรียกร้องไปแต่รัฐไม่ให้ความสนใจก็มี



โรงเรียนรัฐบาลมากกว่าร้อยละ 38 ที่เด็กจัณฑาลต้องนั่งแยกโต๊ะรับประทานอาหารกับเด็กวรรณะอื่น  และโรงเรียนอีกร้อยละ 20 ที่เด็กจัณฑาลไม่ได้รับอนุญาตให้ดื่มน้ำแหล่งเดียวกันกับเด็กวรรณะอื่น  การนั่งเรียนก็ต้องไปนั่งเรียนอยู่ข้างหลังสุด (ศิลป์ชัย เชาว์เจริญรัตน์, 2558) และไม่มีโต๊ะเก้าอี้สำหรับเรียนหนังสือ  เด็กจัณฑาลมักไม่ได้รับความสนใจจากครูผู้สอน  ถูกปล่อยปละละเลย  และอาจถูกลงโทษอย่างรุนแรงมากกว่าเด็กในวรรณะอื่นจากการกระทำความผิดระดับเดียวกัน  ทำให้มีเด็กหลายคนลาออกเพราะไม่ได้รับความเป็นธรรม  นั่นยิ่งส่งผลให้เด็กจัณฑาลจำนวนมากไร้การศึกษาและไม่สามารถเรียกร้องสิทธิ์ของตนได้

ร้านค้าบางร้านประกาศไม่รับเงินโดยตรงจากลูกค้าจัณฑาล  ในบางหมู่บ้าน คนจัณฑาลถูกรังควานเพียงเพราะสวมเสื้อผ้าใหม่  บางคนถูกบังคับให้เหน็บกิ่งไม้ไว้ที่หลังเพื่อให้กิ่งไม้ช่วยลบรอยเท้าที่เขาเดิน  บางคนมีกะลาห้อยที่คอเพื่อไม่ให้น้ำลายของพวกเขาหยดลงบนพื้น  เมื่อจะแต่งงาน บางครั้งคนจัณฑาลก็ถูกคนวรรณะอื่นในหมู่บ้านกดดันให้เลิกจัด  ด้วยเหตุผลที่ว่าคนจัณฑาลไม่ควรมีงานแต่งงานที่เอิกเริก  และแม้จะเป็นช่วงเวลาที่อินเดียประสบภัยพิบัติทางธรรมชาติ  คนจัณฑาลก็ยังไม่ได้รับความช่วยเหลือจากรัฐอย่างเพียงพอในสิ่งที่พวกเขาควรได้  เพียงเพราะคำว่า จัณฑาล ไม่ควรได้รับเท่ากับวรรณะอื่น

ในช่วงแรกที่อินเดียได้รับเอกราชจากอังกฤษ  ดร.บาบาสาเฮบ อัมเบดการ์  ซึ่งเป็นชนชั้นจัณฑาล ทนายความ และนักเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิของคนจัณฑาล  ได้ถูกรับเชิญให้มามีบทบาทนำในการร่างรัฐธรรมนูญฉบับแรกของประเทศ  โดยร่างรัฐธรรมนูญของ ดร.อัมเบดการ์ นี้ มีความชัดเจนในการมุ่งสร้าง “การปฏิวัติทางสังคม” ในอินเดียเหนือสิ่งอื่นใด  ด้วยการประกันและคุ้มครองสิทธิพลเมืองนานัปการ ตั้งแต่เสรีภาพในการนับถือศาสนา การยกเลิกวรรณะจัณฑาล และประกาศให้การเลือกปฏิบัติทุกรูปแบบเป็นพฤติกรรมที่ผิดกฎหมาย (สฤณี อาชวานันทกุล, 2554)



แม้ว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้จะผ่านความเห็นชอบจากสภานิติบัญญัติในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ.2492 และถูกบังคับใช้อย่างเป็นทางการแล้วก็ตาม  แต่กฎหมายเหล่านั้นก็ไม่อาจเปลี่ยนแปลงความเชื่อที่มีมาอย่างยาวนานได้  คนจัณฑาลยังคงถูกเลือกปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง  อย่างเช่นปัจจุบันที่แม้จะมีบริการของรัฐที่เข้าถึงสถานที่ต่าง ๆ มากขึ้น  แต่การจะเข้าถึงสิทธิ์ดังกล่าว ชาวอินเดียยังต้องระบุชนชั้นวรรณะของตนในทะเบียนพลเมืองอยู่ดี บางคนเลือกที่จะหลุดพ้นจากวรรณะจัณฑาลโดยการเปลี่ยนศาสนา  แต่สุดท้ายคนในสังคมก็ยังเข้าใจว่าคนที่เปลี่ยนศาสนานั้นมาจากพวกจัณฑาลเหมือนเดิม

ทุกคนต่างก็ยอมรับว่าการเรียกร้องสิทธิให้คนจัณฑาลนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย  แต่ถึงอย่างนั้นก็ตาม  ตามหมู่บ้านหรือเมืองใหญ่ ๆ ก็มีการรณรงค์เรียกร้องสิทธิให้คนจัณฑาลได้เรียนหนังสือและมีสิทธิพื้นฐานในการรับบริการจากรัฐ  ให้คนจัณฑาลได้มีชีวิตที่ดีขึ้น  ให้เด็ก ๆ ได้รับการศึกษา  เพื่อให้คนจัณฑาลเชื่อว่า การศึกษาคือกุญแจสำคัญที่จะปลดแอกตัวเองจากความยากลำบาก  ความพยายามเหล่านี้ไม่ง่ายเลยที่จะประสบความสำเร็จเมื่อไม่ได้รับความร่วมมือจากคนในวรรณะอื่น ที่จะมองและปฏิบัติต่อพวกเขาเหมือนเป็นมนุษย์คนหนึ่ง  และเมื่อไม่ได้รับความร่วมมือจากคนในวรรณะเดียวกัน ที่ความเชื่อเรื่องวรรณะฝังรากลึกเกินไปจนยากจะเปลี่ยนแปลง

แม้เทคโนโลยีของอินเดียจะก้าวหน้าไปไกลในระดับโลก  แต่ชีวิตของคนจัณฑาลกลับยังคงได้รับความยากลำบากและถูกเหยียดหยามจากคนในสังคมเหมือนเดิมนับแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน  ระบบชนชั้นที่ถูกกล่าวหาว่าขาดมนุษยธรรมยังคงดำเนินต่อไป  สิ่งนี้ทำให้ปฏิเสธไม่ได้ว่าความเชื่อทางศาสนานั้นมีอิทธิพลต่อทั้งปัจเจกและสังคมได้อย่างลึกซึ้งและยาวนาน  ซี่งท้ายที่สุดแม้จะเป็นความพยายามที่มุ่งสร้างความเท่าเทียมและเพื่อให้ได้มาซี่งความเสมอภาค  แต่พลเมืองกลับยังคงถูกตีตราให้อยู่ภายใต้กรอบวัฒนธรรมแบบเดิม  แม้โลกจะเปลี่ยนแปลงและพัฒนาไปมากแล้วก็ตาม


อ้างอิง

นเรนทรา จาดฮาฟ.  (2558).  จัณฑาล (พิมพ์ครั้งที่ 9).  กรุงเทพมหานคร: สันสกฤต.

ปิยณัฐ สร้อยคำ. ความทุกข์ของจัณฑาล เมื่อต้องมาร่างรัฐธรรมนูญ.  สืบค้นเมื่อ 18 ตุลาคม 2558, จาก http://m.matichon.co.th/

ศิลป์ชัย เชาว์เจริญรัตน์.  จัณฑาล: ระบบชนชั้นของศาสนาที่กลายเป็นปัญหาสังคม. สืบค้นเมื่อ 29 กรกฎาคม 2556, จาก https://www.facebook.com/

สฤณี อาชวานันทกุล. ดร. บาบาสาเฮบ อัมเบดการ์ จัณฑาลผู้เปลี่ยนโฉมหน้าอินเดีย. สืบค้นเมื่อ 29 มีนาคม 2554, จาก http://www.sarakadee.com/2011/03/29/babasaheb/

อ่านเพิ่มเติม »

เมืองพัลไมรา (Palmyra) มรดกประวัติศาสตร์ที่ถูกทำลายจากสงคราม

โดย ศศิธร แก่นคำ

คำว่า “สงคราม” มีได้หลากหลายรูปแบบทั้งสงครามทางการเมือง สงครามทางศาสนา สงครามทางเศรษฐกิจและสงครามทางการเงิน เป็นต้น หากย้อนหลังกลับไปศึกษาประวัติศาสตร์ของมนุษย์ เรามักจะพบว่าหากต้องการที่จะยุติสงครามหรือต้องการให้ฝ่ายของตนเป็นผู้ชนะ มักจะใช้ความรุนแรง ใช้อาวุธสงครามหรือกลวิธีต่างๆ เพื่อให้ฝ่ายตรงข้ามเกิดความสูญเสียไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง โดยไม่ได้คำนึงถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นกับบุคคล สถานที่หรือทรัพยากรในพื้นที่นั้นๆ เลย “เมืองพัลไมรา (Palmyra)” พื้นที่มรดกทางประวัติศาสตร์แห่งนี้ก็เป็นอีกพื้นที่หนึ่งที่ได้รับผลกระทบจากสงครามที่มนุษย์สร้างขึ้น

“เมืองพัลไมรา (Palmyra)” นับว่าเป็นอีกเมืองหนึ่งที่สำคัญและมีประวัติศาสตร์ที่ยาวนานแห่งหนึ่งของประเทศซีเรีย มีผู้คนอาศัยอยู่อย่างหนาแน่น เป็นนครเซมิติกโบราณที่อยู่ในเขตเมืองฮอมส์ (Homs) ตัวเมืองตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกในทะเลทราย มีเมืองดามัสกัส (Damascus) อยู่ห่างออกไปทางทิศใต้ประมาณ 235 กิโลเมตรและมีเมืองอเล็ปโป (Aleppo) อยู่ทางทิศเหนือ ซึ่งในอดีตบริเวณนี้มีแหล่งน้ำที่อุดมสมบูรณ์ ทำให้สามารถสร้างแนวท่อส่งน้ำและสถานที่อาบน้ำสาธารณะได้เป็นจำนวนมาก แต่แหล่งน้ำเหล่านี้กลับแห้งหายไปไม่ปรากฏให้เห็นแม้แต่แห่งเดียว หลังจากการล่มสลายของเมือง


ภาพ : ที่ตั้งของเมืองพัลไมรา (Palmyra)

“เมืองพัลไมรา (Palmyra)” ซึ่งหมายถึง เมืองแห่งต้นปาล์ม (Palm) ถูกขึ้นทะเบียนไว้เป็นมรดกโลกโดยองค์การยูเนสโก ในปี ค.ศ.1980 เมืองแห่งนี้เคยเป็นเมืองหน้าด่านระหว่างโรมันและเปอร์เซีย รวมทั้งเป็นเมืองศูนย์กลางทางการค้าและกองคาราวานของเส้นทางสายไหม เมืองนี้ถูกค้นพบ ในปี ค.ศ.1924 หลังถูกทำลายเพราะแผ่นดินไหว ในปี ค.ศ.1089 แต่ร่องรอยที่ยังหลงเหลืออยู่บ่งบอกได้เป็นอย่างดีว่าในอดีตบริเวณนี้ คือจุดศูนย์กลางและเป็นศูนย์รวมของศิลปวัฒนธรรม เพราะจากการเข้ามาพำนักของคนหลากหลายเผ่าพันธุ์ ทำให้เกิดการผสมผสานด้านศิลปวัฒนธรรม โดยเฉพาะในช่วงศตวรรษที่ 1 และ 2 ซึ่งเห็นได้จากความโดดเด่นของสิ่งปลูกสร้างที่มีการผสมผสานสถาปัตยกรรมแบบโรมันและเปอร์เซียได้อย่างลงตัว

โดยเฉพาะที่ วิหารแห่งเทพเบลล์ (Temple of Bel) หนึ่งในสถาปัตยกรรมที่เป็นมรดกทางประวัติศาสตร์ที่ยังคงเหลืออยู่ในเมืองพัลไมรา ตัววิหารตั้งอยู่ทิศตะวันออกสุดของ Monumental Arch วิหารแห่งนี้คาดว่ามีการสร้างขึ้นในราว ค.ศ.100 การก่อสร้างวิหารได้รับอิทธิพลจากศิลปแบบกรีกโบราณ เนื่องจากเมืองพัลไมราได้อยู่ภายใต้อิทธิพลกรีกก่อนที่โรมันจะเข้ามาครอบครอง วิหารแห่งเทพเบลล์มีขนาดความกว้าง 205 เมตร ยาว 210 เมตร กำแพงปิดรอบทั้งสี่ด้านสูง 10 เมตร มีขอบเขตสองชั้น แต่ละชั้นมีทางเดินขึ้นเป็นลานกว้างหลายขั้น อีกทั้งเป็นวิหารสำหรับการบูชาเทพเบลล์ตามความเชื่อของกลุ่มชนในดินแดนเมโสโปเตเมียและชาวเมืองพัลไมราว่าเป็นเทพที่มีพลังสูงสุดเหนือเทพทั้งปวง นอกจากนี้ในวิหารแห่งเทพเบลล์ยังมีแท่นบูชาเทพระดับชุมชน คือ พระอาทิตย์ (Yarhibol) และพระจันทร์ (Aglibo) อยู่ด้วย แต่เป็นที่น่าเสียดายเมื่อวิหารแห่งนี้ได้ถูกทำลายลงเมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2015 โดยกลุ่มไอเอส เหลือไว้แต่เพียงประตูใหญ่ของวิหารที่ยังคงเหลืออยู่เท่านั้น


ภาพ : แหล่งโบราณคดีในเมืองพัลไมรา (Palmyra)
ที่มา : https://www.bostonglobe.com/

แม้ว่าเมืองพัลไมราจะงดงามและมีประวัติศาสตร์ที่ยาวนานเพียงใด แต่เมื่อมนุษย์ได้นำสงครามเข้ามาสู่พื้นที่แห่งนี้ ทำลายสิ่งปลูกสร้างทางประวัติศาสตร์หรือนำไปใช้ประโยชน์ในทางที่ผิด ความงามที่มีอยู่ย่อมสูญหายไป ดังเช่นที่กลุ่มผู้ก่อการร้าย ISIS หรือ กลุ่มรัฐอิสลามในอิรักและซีเรีย (Islamic State of Iraq and Syria) ซึ่งเป็นที่รู้จักว่าเป็นกลุ่มผู้ก่อการร้ายหัวรุ่นแรงที่โหดเหี้ยมมากที่สุดในปัจจุบัน ได้กระทำในสิ่งที่น่าสะเทือนใจ คือการจุดระเบิดทำลายสิ่งก่อสร้างหลายแห่งในเมืองพัลไมราจนย่อยยับและยังมีการจัดระเบียบเพื่อควบคุมการปล้นโบราณวัตถุ แล้วนำรายได้จากการปล้นมาสนับสนุนปฏิบัติการต่างๆ ของกลุ่มตนเอง พร้อมทั้งมีการออกใบอนุญาตขุดค้นโบราณวัตถุส่วนบุคคลเพื่อให้นักล่าสมบัติสามารถขุดค้นโบราณวัตถุในพื้นที่ที่ตนยึดครองได้อย่างอิสระ อีกทั้งยังมีการเก็บภาษีจากสิ่งที่ขุดค้นพบ จึงเป็นสาเหตุให้แหล่งโบราณคดีทางประวัติศาสตร์ทั้งหลาย เสียหาย ยับเยิน ปรุพรุนไปด้วยหลุมขุด และศิลปะวัตถุทรงคุณค่าประเมินราคาไม่ได้ก็ถูกกวาดไปจนเกลี้ยง จากการกระทำดังกล่าวของกลุ่ม ISIS นำไปสู่ปฏิบัติการยึดคืนพื้นที่คืน ของกองทัพรัฐบาลซีเรียที่ได้รับการสนับสนุนการโจมตีทางอากาศจากรัสเซียในที่สุด แต่สิ่งที่เมืองแห่งนี้ได้รับนั้นมันไม่ใช่อิสรภาพตามที่มนุษย์ต้องการ แต่กลับเป็นเศษซากของประวัติศาสตร์ที่ถูกทำลายลงอย่างไม่สามารถเรียกกลับคืนมาใหม่เหมือนเดิมได้


ภาพ : วิหารเบล (Temple of Bel) หลังถูกระเบิดทำลาย 

“ประวัติศาสตร์” มนุษย์เป็นผู้สร้างมันขึ้นมาและมนุษย์ยุคหลังๆ ก็นำประวัติศาสตร์มาศึกษาเรียนรู้ รวมทั้งพัฒนาไปในด้านต่างๆ ทั้งศาสนา การศึกษาและสิ่งก่อสร้าง เป็นต้น แต่มนุษย์กลับใช้มรดกทางประวัติศาสตร์เป็นเครื่องมือในการก่อสงคราม สร้างความขัดแย้ง และต่อรองทางการเมือง นำไปสู่การทำลายในรูปแบบต่างๆ โดยไม่ได้คำนึงว่ามรดกเหล่านี้ไม่สามารถซ่อมแซมให้กลับมาเป็นเช่นเดิมได้อีก หากมนุษย์ยังคงใช้สงครามเป็นเครื่องมือในการแก้ไขปัญหา ไม่ว่าที่แห่งใดก็คงไม่มีประวัติศาสตร์ให้จดจำ คงเหลือเพียงแค่คำว่า “สงคราม” และ “ความสูญเสีย” ให้กับชนรุ่นหลังได้รับรู้และศึกษาเท่านั้น


อ้างอิง

พูนทรัพย์. Palmyra [ออนไลน์] 5 กุมภาพันธ์ 2553, จาก http://www.oknation.net/blog/gowithauntie/2010/02/05/entry-1

พูนทรัพย์. Palmyra(2) [ออนไลน์] 8 กุมภาพันธ์ 2553, จาก http://www.oknation.net/blog/gowithauntie/2010/02/08/entry-1

น่าสลดใจ!! “ประวัติศาสตร์” ไม่พ้นต้องตกเป็นเหยื่อของสงคราม [ออนไลน์] 12 มิถุนายน 2559,
จาก http://www.snake-news.com/warandhistory

หวั่นปิดตำนานกว่า 2,000ปี !! “พัลไมรา” เมืองมรดกโลก “ตกอยู่ในอันตราย” ใต้อุ้งมือไอซิส. [ออนไลน์] 22 พฤษภาคม 2558, จาก http://www.thairath.co.th/content/500315

ไอเอสเสียจุดยุทธศาสตร์ ทัพซีเรียยึดคืนพัลไมรา. [ออนไลน์] 28 มีนาคม 2559, จาก http://www.posttoday.com/world/news/423806

ISIS คือใคร เจาะลึกจุดกำเนิดกลุ่มก่อการร้ายผู้เหี้ยมโหด [ออนไลน์] 5 กุมภาพันธ์ 2558, จาก http://hilight.kapook.com/view/115379

อ่านเพิ่มเติม »

Ice Houses: การกักเก็บน้ำแข็งในยุคก่อนที่จะมีตู้เย็น

โดย ณัฐรีย์ ยุ่นฉลาด

สมัยนี้จะหาน้ำแข็งที่ไหนก็หาได้ทั่วโลก ไม่จำเป็นต้องเดินทางไปขั้วโลกเหนือ แค่เดินไปร้านอาหารหน้าปากซอยแถวบ้านคุณ  แล้วสั่งน้ำแข็งเปล่าสักแก้วก็ได้แล้ว หรือหากไม่เห็นความจำเป็นที่จะต้องออกไปซื้อให้เปลืองเงิน คุณก็แช่น้ำในตู้แช่แข็งที่บ้านแล้วรอสักพัก คุณก็จะได้น้ำแข็งก้อนมาใช้ แล้วเคยสงสัยไหมว่าสมัยก่อนเขาทำกันได้อย่างไร? แน่นอนว่าเขาก็ต้องมีวิธีของเขา คนสมัยก่อนจะไปสรรหาน้ำแข็งมาจากแม่น้ำลำธารในพื้นที่อากาศหนาวเย็น แล้วทำการขนย้ายก้อนน้ำแข็งเหล่านั้นไปเก็บไว้ในโรงกักเก็บน้ำแข็งหรือ Ice house นั่นเอง

ก่อนหน้าที่จะออกแบบสร้าง Ice house ขึ้นมาอย่างแพร่หลายในช่วงยุคปี คศ. 1800 มนุษย์รู้จักการกักเก็บน้ำแข็งที่ไปหามาไว้ใน Ice Pit หรือ Ice Cave ซึ่งอยู่ในลักษณะของถ้ำ หรือบ่อที่ขุดไว้เพื่อกักเก็บน้ำแข็งโดยเฉพาะ แต่การก่อสร้าง ice house ที่เก่าแก่ที่สุดนั้น เกิดขึ้นที่เมือง Terqa ซึ่งอยู่ทางตอนเหนือของเมโสโปเตเมีย ในจารึกอักษรคูนิฟอร์มโบราณของปี 1780 BC บันทึกไว้ว่า กษัตริย์แห่ง Mari พระองค์หนึ่งพระนามว่า Zimri-Lim ได้ออกคำสั่งให้ก่อสร้าง ice house เพื่อกักเก็บน้ำแข็ง ซึ่งเป็นสิ่งที่แปลกใหม่สำหรับสมัยนั้น และไม่เคยมีกษัตริย์พระองค์ใดมีหมายสั่งให้ก่อสร้างมาก่อนเลย นอกจากนี้ ได้ค้นพบร่องรอยซากปรักหักพังของ ice pit หรือ บ่อกักเก็บน้ำแข็งที่ประเทศจีนซึ่งสันนิษฐานว่าสร้างขึ้นเมื่อปี 700 AD แล้วยังมีหลักฐานการกักเก็บน้ำแข็งใน ice pitในยุคของพระเจ้า Alexander มหาราช แห่งกรีกโบราณ

ต่อไปนี้ เป็นตัวอย่างสถานที่และวิธีการกักเก็บน้ำแข็งในอดีต ซึ่งมีพัฒนาการมาตั้งแต่ยุคสมัยเก่าแก่ที่สุดมาจนถึงยุคล่าสุดก่อนการใช้ตู้เย็น

1. Yakhchal แห่งจักรวรรดิเปอร์เซีย (400 BC)
 
เป็น Ice House รุ่นแรกๆที่สร้างขึ้นราวปี 400 BC ใช้อย่างแพร่หลายในจักรวรรดิเปอร์เซีย หรือในประเทศอิหร่านในปัจจุบัน Yakhchal มีกลไกในการผลิตน้ำแข็งเองในช่วงหน้าหนาว คือ น้ำจะไหลตามท่อระบายที่เรียกว่า qanat (หรือ aqueduct) ไปยัง Yakhchal แล้วจะแข็งตัวจากความเย็นในอากาศกลายเป็นน้ำแข็งเกาะตามโครงสร้าง หรือซอกต่างๆภายใน Yakhchal ที่มีผนังหนาทึบซึ่งสามารถรักษาอุณหภูมิเย็นๆไว้ให้น้ำแข็งคงสภาพได้นาน จะเห็นได้ชัดว่าโครงสร้างส่วนใหญ่จะอยู่บนพื้นดิน แต่ยังมีพื้นที่กักเก็บน้ำแข็งและอาหารไว้ใต้ดินอีกด้วย การกักเก็บอาหารไว้ใน Yakhchal ก็เหมือนกับที่สมัยนี้เราเก็บอาหารแช่ไว้ในตู้เย็นเพื่อถนอมอาหารกันไม่ให้บูดนั่นเอง น้ำแข็งที่ถูกผลิตขึ้นจะใช้ได้ตลอดทั้งปี


Yakhchal 
ที่มา: http://www.tishineh.com/

2. การกักเก็บน้ำแข็งในประเทศอังกฤษ (คศ.1660)

Ice Cutting หรือการตัดน้ำแข็งเป็นก้อนๆเพื่อขนย้ายไปยังเมืองต่างๆเพื่อกักก็บไว้ใช้ จำเป็นที่จะต้องรอให้ถึงฤดูหนาวเมื่อน้ำในแม่ลำธารแข็งตัวแล้วกลายเป็นน้ำแข็ง ชาวอังกฤษสมัยกลาง (Medieval Age) ต้องนำเข้าน้ำแข้งจากประเทศแถบ Scandinavia เพื่อนำมาใช้สอยในประเทศตนเอง โดยนำน้ำแข็งที่นำเข้าไปกักเก็บไว้ใน Ice House ที่มีอยู่บนพื้นที่ของ Manor แต่ละแห่งทั่วประเทศ (Manor คือที่ดินที่มอบให้กับขุนนางในสมัยกลาง เป็นระบบการปกครองในฟิวดัลเจ้าหน้าที่ในเขตปกครอง “คฤหาสน์”)

Ice House ของอังกฤษส่วนใหญ่มีลักษณะเดียวกันคือ ก่อสร้างด้วยอิฐหนา โครงสร้างเป็นโดม และมีทางเข้าอยู่บนดินแต่พื้นที่กักเก็บน้ำแข็งและอาหารแช่แข็งอยู่ลึกลงไปอีก เป็นลักษณะของอุโมงค์ใต้ดิน โดยสันนิษฐานว่าชาวอังกฤษได้รับแรงบันดาลใจจากการกักเก็บน้ำแข็งในถ้ำเก็บน้ำแข็งของชาวอิตาลี สันนิษฐานว่า ภายใน ice house สามารถบรรจุ หรือกักเก็บน้ำแข็งกว่า 20 ตัน
 

Ice House ที่มีทางเข้าแบบโดมที่ชัดเจน ที่เมือง Florence, Italy
ที่มา: https://en.wikipedia.org/

3. Ardgillan Castle, Ireland (คศ.1738)

ปราสาทแห่งนี้ ที่ตั้งอยู่ที่เมือง Balbriggan, Fingal ประเทศไอร์แลนด์ มีทางเดินใต้ดินที่สมัยก่อนสันนิษฐานว่าใช้เป็นที่กักเก็บน้ำแข็งหรือ Ice House ใต้ดินประจำคฤหาสถ์นั่นเอง ซึ่งสมัยก่อนคนมีฐานะร่ำรวยเท่านั้นถึงจะมี ice house ส่วนตัวใช้เองที่บ้าน ซึ่งที่แห่งนี้มีโครงสร้างคล้ายคลึงกันกับ ice house ของอังกฤษ


ทางเข้า Ice House ที่ปราสาท Ardgillan ประเทศไอร์แลนด์ 

4. Ice House ส่วนตัวแห่งคฤหาสน์ Hampton Mansion ในประเทศสหรัฐอเมริกา (ปี คศ. 1790)

คฤหาสน์หลังโตที่เมือง Baltimore รัฐ Maryland, ประเทศสหรัฐอเมริกา มี Ice House ส่วนตัว สมัยก่อนทาสประจำคฤหาสน์หรือคนงานรับจ้างจะทำการขุดเจาะและตัดก้อนน้ำแข็งก้อนใหญ่ๆจากลำธารที่อยู่ในเขตที่ดินแห่งนี้ในฤดูหนาว ขนย้ายขึ้นเนินเขาบนเลื่อนหิมะขนาดใหญ่ เพื่อนำไปกักเก็บไว้ใต้ดินภายใน Ice house
 

ทางเข้าของ Ice House ที่ Hampton Mansion USA และ ภาพใต้ดิน

5. ธุรกิจโรงน้ำแข็งในประเทศสหรัฐอเมริกา (คศ. 1805-1950s)

Frederic Tudor เป็นเจ้าของฉายา Boston’s Ice King หรือ ราชาน้ำแข็งแห่งบอสตัน เขาเป็นผู้ก่อตั้งบริษัท Tudor Ice Company ที่ทำการขนส่งน้ำแข็งไปยังที่ต่างๆทั่วโลกในช่วงปี คศ. 1826-1892 ทั้งในแถบทะเล Caribbean และทั่วทวีป Europe โดยทำการตัดก้อนน้ำแข็งจากแอ่ง Walden Pond ที่เมือง Concord, แอ่ง Fresh Pond ที่ Cambridge, แอ่ง Spy Pond ที่เมือง Ayer, แอ่ง Horn Pond ที่ Woburn, ทะเลสาป Lake Quannapowitt ที่ Wakefield, แอ่ง Haggett’s Pond ที่ Andover, ทะเลสาป Suntaug Lake ที่ Lynnfield, แอ่ง Spot Pond และแอ่ง Doleful Pond ที่เมือง Stoneham, และสุดท้ายที่ทะเลสาป Wenham Lake ที่เมือง Wenham (หรือทุกๆพื้นที่ในรัฐ Massachusetts) ช่วงที่บริษัทนี้รุ่งเรืองมากๆได้แก่ปี คศ.1880 Tudor ที Ice House ถึง 22 แห่งที่กักเก็บน้ำแข็งถึง 30,000 ตัน โดยช่วงนี้และช่วงหลังจากนั้นก็มีบริษัทอื่นก่อตั้งขึ้นมากมายหลายแห่งที่ทำเกี่ยวกับน้ำแข็งเช่นกัน เมื่อถึงช่วงฤดูร้อนในสหรัฐอเมริกา เหล่า Icemen หรือคนส่งน้ำแข็ง จะเริ่มหน้าที่ในการที่จะขนส่งน้ำแข็งจาก ice house ของบริษัทไปถึงบ้านของลูกค้า เพื่อที่จะใส่เข้าไปใน ice box ที่มีลักษณะการใช้งานคล้ายคลึงกับตู้เย็นในปัจจุบัน


ภายในโรงกักเก็บน้ำแข็ง Tudor Ice Company (ก่อตั้งเมื่อปี คศ.1805)

เห็นหรือยัง ว่าคนสมัยก่อนเขาจะหาน้ำแข็งกินง่ายๆเหมือนสมัยนี้ไม่ได้ อากาศร้อนๆก็ต้องทนร้อนไป ไม่มีแม้กระทั่งน้ำเย็นๆสักแก้วไว้ดื่มคลายร้อน ดีแค่ไหนที่เกิดมายุคที่มีเทคโนโลยีเข้ามาช่วยเหลือ แต่ถึงอย่างไรก็ตาม การที่ได้ศึกษาเรื่องราวในอดีตของมนุษย์ ทำให้คนรุ่นใหม่อย่างเราต้องทึ่งและนับถือความสามารถของคนยุคก่อนๆ และที่สำคัญต้องขอบคุณคนรุ่นนั้นที่ทำให้พวกเรามีวันนี้ได้


อ้างอิง

History of Refrigeration. (2559). Facts and History of Ice Houses. สืบค้นเมื่อ 18 สิงหาคม 2559, จาก http://www.historyofrefrigeration.com/refrigeration-history/history-of-ice-houses/

Kaushik. (2556). Ancient Ice Houses of Iran. สืบค้นเมื่อ 18 สิงหาคม 2559, จาก http://www.amusingplanet.com/2013/01/ancient-ice-houses-of-iran.html

Orville R. Butler. (2559). From Ice House to Refrigerator. สืบค้นเมื่อ 18 สิงหาคม 2559, จาก http://www.ultimatehistoryproject.com/ice-house.html

Revolvy. (2559). Ice house (building). สืบค้นเมื่อ 21 ธันวาคม 2559, จาก https://www.revolvy.com/main/index.php?s=Ice%20house%20(building)

Revolvy. (2559). Frederic Tudor. สืบค้นเมื่อ 21 ธันวาคม 2559, จาก https://www.revolvy.com/topic/Frederic%20Tudor&item_type=topic

อ่านเพิ่มเติม »

จอห์น เลนนอน อมตะวงการเพลง

โดย ประภัสรา วิเศษขลา

จอห์น วินสตัน โอะโนะ เลนนอน (John Winston Ono Lenon) นักร้อง นักดนตรี นักแต่งเพลงชาวอังกฤษผู้ก่อตั้งวง rock and roll ระดับตำนานจากเมืองลิเวอร์พูลอย่างวงเดอะบีเทิลส์ (The Beatles) ซึ่งได้รับการยกย่องให้เป็นวงดนตรีที่มีอิทธิพลที่สุดและประสบความสำเร็จมากที่สุดในช่วงยุค 60-70 จนเกิดกระแสความนิยมอย่างสูงในยุคนั้นเรียกว่ากระแสบีเทิลมาเนีย (Beatlemania) และนั่นทำให้จอห์น เลนนอนกลายเป็นบุคคลระดับตำนานที่โลกไม่มีวันลืม

จอห์น เลนนอนเกิดเมื่อวันที่ 9 ต.ค. ปี 1940 ณ โรงพยาบาลลิเวอร์พูลมาเทอร์นิตี ประเทศอังกฤษ โดยจูเลีย และอัลเฟรด เลนนอน เนื่องจากพ่อของจอห์น เลนนอนมีอาชีพเป็นพ่อค้าเดินเรือ มักจากบ้านไปทำงานอยู่บ่อยเป็นเหตุให้เกิดความร้านฉาวในครอบครัวของเขา หกเดือนต่อมาหลังจากอัลเฟรดถูกปลดประจำการในปี 1944  เขาได้กลับบ้านเพื่อยื่นข้อเสนอขอดูแลครอบครัว แต่กลับพบว่าภรรยาตั้งครรภ์กับชายคนอื่น จึงปฏิเสธข้อเสนอการดูแลจอห์น และส่งเขาให้พี่สาวของจูเลียดูแลแทน ทำให้จอห์น เลนนอนต้องย้ายไปอาศัยอยู่กับมีมีและจอร์จ สมิธผู้เป็นลุงและป้าของเขาที่เมืองวูลตัน

เมื่อจอห์นอายุได้ 11 ขวบเขามักไปเยี่ยมแม่ที่เมืองลิเวอร์พูลบ้านเกิดประจำ ซึ่งเธอได้จุดประกายความฝันด้านดนตรีโดยการเล่นแผ่นเสียงของเอลวิส เพรสลีย์ สอนเขาเล่นแบนโจและเล่นเพลง Ain’t that a shame ของ Fats Domino หลังจากเยี่ยมแม่ที่เมืองลิเวอร์พูลเรียบร้อย จอห์นจะแวะเยี่ยมลูกพี่ลูกน้องที่ฟลีตวูด ออกไปท่องเที่ยงและไปชมภาพยนตร์ในช่วงวันหยุด แถมยังเดินทางไปแบล็กพูลเพื่อชมการแสดงของศิลปินมากมายอย่างเช่น ดิกกี วาเลนไทน์และโจลอส และศิลปินที่จอห์นชื่นชอบเป็นพิเศษอย่างจอร์จ ฟอร์มบี จนกระทั่งจอห์น เลนนอนอายุได้ 14 ปีครอบครัวของเขาก็เกิดการสูญเสียเมื่อลุงจอร์จเสียชีวิตด้วยอาการตกเลือดที่ตับในวันที่ 5 มิ.ย. 1955



จอห์นเข้าศึกษาที่ควอรีแบงก์ไฮสกูลตั้งแต่ปี 1952 ถึง 1957  ฮาร์วีย์ลูกพี่ลูกน้องอีกคนหนึ่งกล่าวว่าเขาเป็นคนร่าเริง เรียบง่าย ไม่ทุกข์ร้อน นิตยสารของโรงเรียนมักปรากฏงานวาดการ์ตูนขบขันฝีมือจอห์นอยู่หลายฉบับ แต่ถึงแม้เขาจะมีพรสวรรค์ด้านศิลปะ แต่การเรียนของเขากลับไม่ดีนัก ความสามารถด้านดนตรีทำให้แม่ของเขายอมซื้อกีตาร์ให้ ถึงแม้มีมี่ไม่สนับสนุนให้จอห์น เลนนอนเป็นนักดนตรีก็ตาม หลังจากนั้นชีวิตของจอห์น เลนนอนก็ได้พบการสูญเสียอีกครั้งเมื่อจูเลีย เลนนอน แม่ของเขาถูกรถยนต์ชนและเสียชีวิตในวันที่ 15 ก.ค. 1958 ขณะจอห์น เลนนอนอายุเพียง 17 ปี

เนื่องจากผลการเรียนไม่ดีทำให้เขาสอบตกการวัดระดับการศึกษาทุกวิชา สุดท้ายเขาได้เลือกเข้าเรียนวิทยาลัยศิลปะลิเวอร์พูลโดยความช่วยเหลือของป้า และนั่นทำให้เขาพบรักกับซินเธีย เพาเอลล์ซึ่งกลายเป็นภรรยาคนแรกของเขา แต่ด้วยความเป็นเด็กหัวรั้นทำให้จอห์น เลนนอนเกิดปัญหากับทางวิทยาลัยอยู่บ่อยครั้งเช่นขัดขวางการสอน ล้อเลียนครู และนั่งบนตักของนางแบบเปลือยเป็นเหตุให้ถูกไล่ออกจากวิทยาลัยก่อนเรียนปีสุดท้าย


ที่มา: http://respect-mag.com/

จอห์น เลนนอนได้เริ่มเดินทางในเส้นทางสายดนตรีด้วยการก่อตั้งวงดนตรีชื่อ The Quarrymen กับเพื่อนในปี 1957 พอล แม็คคาร์ตนีย์รับตำแหน่งมือกีตาร์ จอร์จ แฮริสันเข้าร่วมกลุ่มในตำแหน่งกีตาร์นำ หลังจากนั้นสจ๊วต ซัตคลิฟมือเบสได้เสนอให้เปลี่ยนชื่อวงเป็น The Beatles และได้จ้างพีท เบสต์มาเป็นมือกลอง เพื่อขึ้นแสดงในเมืองฮัมบูร์ก หลังจากนั้น The Beatles ได้เปลี่ยนแปลงสมาชิกในวงเนื่องจากซัตคลิฟฟ์ ตัดสินใจอยู่ฮัมบูร์กต่อทำให้แม็กคาร์ตนีย์ต้องรับตำแหน่งแทน และริงโก สตาร์เข้ามาทำหน้าที่มือกลองแทนพีท เบสต์ กลายเป็นสมาชิกชุดสมบูรณ์แบบตั้งแต่นั้น

บทเพลงดังเพลงแรกของจอห์น เลนนอนที่พลิกให้วงดนตรีขนาดเล็กกลายเป็นวงดนตรีระดับตำนานโด่งดังไปทั่วโลกคือเพลง “Please Please Me” เป็นเพลงรักได้แรงบันดาลใจจากนักร้องชาวอเมริกาอย่าง รอย ออร์บิสัน เนื้อเพลงสะท้อนความรักในแง่มุมของเด็กหนุ่ม ส่งวงทะยานครองชาร์ตของสหราชอาณาจักร ด้วยฝีมือของเขาได้ถูกการันตีโดยบทสัมภาษณ์ของแม็ก คาร์ตนีย์ว่าสมาชิกวงเดอะบีเทิลส์คนอื่นหลงใหลในความสามารถของจอห์น และเปรียบเขาเป็นดั่งเอลวิส พวกเขานับถือจอห์น เลนนอนเป็นอย่างมาก

ในช่วงต้นปี 1963 จอห์น เลนนอนได้แสดงรายการโรยัลวาไรตีโชว์โดยมีพระราชินีและราชวงศ์อังกฤษเข้าร่วมชมการแสดงนั้นด้วย หลังจากกระแสบีเทิลเมเนียในสหราชอาณาจักรผ่านไปได้หนึ่งปีวงเดอะบีทเทิลส์ได้ปรากฎตัวในรายการดิเอ็ดซัลลิแวนโชว์ในปี 1964 และนั่นทำให้พวกเขาแจ้งเกิดไปทั่วโลก ตามมาด้วยผลงานทัวร์ การแต่งเพลงและการถ่ายทำภาพยนตร์ อีกทั้งจอห์น เลนนอนยังเขียนหนังสือสองเล่มคืออินฮิสโอนไรต์ และ อะสเปเนียดอินเดอะเวิกส์

จอห์น เลนนอนรู้สึกหดหู่และคิดลาออกจากวงเนื่องจากเขาได้ใช้ยาแอลเอสดี บวกกับความลุ่มหลงในตัวโยโกะ โอะโนะภรรยาคนที่สองของเขา ผู้เป็นปฎิปักษ์ต่อสมาชิกคนอื่นในวง จนสุดท้ายเขาตัดสินใจลาออกจากวงในปี 1967 โดยไม่ชี้แจงต่อสื่อ แต่ได้ออกมาให้สัมภาษณ์อีกครั้งหลังจากเกิดเรื่องบาดหมางระหว่างสมาชิกในวงโดยจอห์น เลนนอนกล่าวว่าเขาถูกว่าร้าย เขาเบนทิศหันไปบันทึกอัลบั้มกับโอโนะและออกผลงานเดี่ยวอย่างต่อเนื่อง



จากเด็กหนุ่มแต่งเพลงเรียกร้องความรักวัยใสผันเป็นหนุ่มผู้เรียกร้องสันติภาพผ่านบทเพลง เมื่อเขาได้แต่ง Imagine ในปี 1971 เพลงระดับโลกที่ทำให้เขากลายเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์ของการเรียกร้องสันติภาพแด่มวลมนุษย์ธรรม เขาเผยให้เห็นความตรงไปตรงมาในด้านดนตรีและเริ่มเคลื่อนไหวเชิงสันติภาพและการเมืองหนักขึ้น จนเกิดประเด็นโต้เถียงเนื่องจากการวิจารณ์เกี่ยวกับสงครามเวียดนามของเขาผ่านบทเพลงและการให้สัมภาษณ์  แต่หากมองผ่านความหัวรั้นของเขา จอห์น เลนนอนยังทำกิจกรรมเพื่อสังคมอยู่บ่อยครั้งโดยรายได้จากคอนเสิร์ตครั้งสุดท้ายในปี 1972 เขาได้บริจาคเพื่อช่วยผู้ป่วยในศูนย์สุขภาพจิตของโรงเรียนวิลโลว์บรุกสเตตสกูล

ในวันที่ 8 ธันวาคม ค.ศ.1980 เกิดเหตุการณ์สะเทือนขวัญไปทั่วโลกเมื่อนักดนตรีผู้มีชื่อเสียงอย่างจอห์น เลนนอนได้ถูกมาร์ก เดวิด แชปแมน ยิงเสียชีวิตที่ทางเข้าอพาร์ตเมนต์เดอะคาโดในนครนิวยอร์กซึ่งเป็นที่พักของเขา โดยตำรวจพบว่ามาร์ก เดวิดเป็นแฟนเพลงที่คลั่งไคล้เขาและมีอาการป่วยทางจิตซึ่งมือข้างที่ไม่ได้ถือปืน มาร์กเดวิดถืออัลบั้ม Double Fantasy ของจอห์น เลนนอนอยู่ด้วย และนั่นทำให้ศิลปินผู้ยิ่งใหญ่จากไปด้วยอายุ 40 ปี แต่เขาก็ยังคงทิ้งทำนองอันไพเราะของดนตรี อุดมการณ์อันหนักแน่น และบทเพลงอันมากมายที่ยังเป็นอมตะและมีอิทธิพลจนถึงทุกวันนี้


อ้างอิง

จอห์น เลนนอน. สืบค้นเมื่อวันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2559, จาก :
https://th.wikipedia.org/wiki/จอห์น_เลนนอน

เดอะบีเทิลส์. สืบค้นเมื่อวันที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2559, จาก :
https://th.wikipedia.org/wiki/เดอะบีเทิลส์

ประวัติของ John Lennon. สิบค้นเมื่อวันที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2559, จาก:
http://ddeardoo.blogspot.com/

อ่านเพิ่มเติม »

กาเบรียล ชาแนล (Gabrielle Chanel) แฟชั่นดีไซน์เนอร์ระดับโลก

โดย อธิชา คุณกิตติ

หากพูดถึงวงการแฟชั่นระดับโลกนั้นคงจะไม่มีใครไม่รู้จักแบรนด์ “ชาแนล” “Chanel” แบรนด์ของกระเป๋า เสื้อผ้า เครื่องประดับชื่อดังระดับโลก ได้รับการยกว่าย่องว่าเจ้าของแบรนด์ “ชาแนล” “Chanel”นั้นคือ สตรีผู้พลิกโฉมแฟชั่นผู้หญิงโลกชีวิตของผู้นำ ผู้สร้างผลกระทบในโลกแฟชั่น ก็มีชีวิตที่เจ็บปวด มากน้อยเพียงใด ชีวิตของเจ้าของแบรนด์ “ชาแนล” “Chanel”  ก็ไม่ได้ดีไปกว่าใครๆ ไม่ได้โรยด้วยกลีบดอกกุหลาบงั้นเรามารู้จักตัวตนของเธอกันเลยดีกว่า



โกโก หรือ กาเบรียล ชาแนล (Gabrielle Bonheur "Coco" Chanel) เกิดในวันที่19 สิงหาคมพ.ศ. 2426เป็นลูกสาวคนที่ 2 ของยูเชนี ชาน เดอโวลกับอัลแบรต์ชาแนล ซึ่งเป็นพ่อค้าขายเสื้อผ้าที่ต้องร่อนเร่ไปทั่วเมือง เมื่อแรกเกิด ชื่อสกุล “ชาแนล” ถูกบันทึกลงไปในสูติบัตรว่า “ชาส์แนล” เนื่องจากเจ้าหน้าที่สะกดผิด และเมื่อกาเบรียลเติบโตขึ้นมีอายุ 12 ปี แม่ของเธอก็เสียชีวิตด้วยโรคหลอดลมอักเสบ ไม่นานนักเธอกับพี่สาวก็ถูกส่งตัวไปที่คอนแวนต์โอบาซีนซึ่งถูกก่อตั้งเพื่อรับเลี้ยงเด็กกำพร้าที่ถูกทอดทิ้งและยากไร้ จากนั้นพอเกเบรียลอายุ 18 ปี เธอก็ย้ายไปอาศัยอยู่ที่หอพักสำหรับเด็กสาวผู้นับถือคริสต์นิกายคาทอลิกในเมืองมูแลงส์ ในตลอด 6 ปีที่กาเบรียลใช้ชีวิตอยู่ในคอนแวนต์เธอได้เรียนรู้วิชาการตัดเย็บจนสามารถประกอบอาชีพเป็นช่างตัดเย็บเสื้อผ้าได้

นอกเหนือจากการเป็นช่างเย็บเสื้อผ้า เธอยังร้องเพลงร่วมกับเพื่อนๆในหอพักเพื่อหารายได้พิเศษโดยการไปร้องเพลงในคาเฟ่เพื่อหาเงินเลี้ยงชีพ และสร้างความบันเทิง ในวันหนึ่งเธอร้องเพลง กิตาวู โกโก  “Qui qu’a vu Coco” ที่มาจากคำว่า Cocotte ในภาษาฝรั่งเศสซึ่งแปลว่าเมียเก็บ เป็นที่ถูกใจของผู้ฟัง และเรียกร้องให้เธอร้องอีกโดยตะโกนว่า "โกโก ชาแนล"ตั้งแต่บัดนั้นคนก็รู้จักเธอในนาม "โกโก ชาแนล"

หลังจากนั้นกาเบรียลก็พบว่าอาชีพนักร้องไม่เหมาะกับเธอแม้แต่นิดเดียว ชาแนลจึงเริ่มออกแบบหมวกครั้งแรกตั้งแต่ตอนที่ใช้ชีวิตอยู่กับบัลซอง เธอกลายเป็นช่างทำหมวกที่ได้รับใบอนุญาตในปี 1910 และเปิดร้าน ณ ห้องเลขที่ 21 บนถนนกัมบง “Cambon” ซึ่งเป็นย่านที่ทันสมัยที่สุดแห่งหนึ่งในกรุงปารีสโดยใช้ชื่อว่า “Chanel Modes” ปรากฎว่าชื่อเสียงของชาแนลโด่งดังเป็นพลุแตกเมื่อมีนักแสดงสาวสวมหมวกที่ชาแนลออกแบบในภาพยนตร์เรื่อง Bel Ami เมื่อปี 1912 ตามมาด้วยเรื่อง Les Modes จากนักแสดงสาวคนเดิมปี 1918

หลังจากนั้นเรื่อยมาเธอก็ได้เนรมิตโลกแห่งแฟชั่นอันประกอบไปด้วยเสื้อผ้า หมวก เครื่องประดับ ชุดกีฬา น้ำหอมออกมาให้ชาวโลกได้ชื่นชมกันโดยน้ำหอมชาแนลได้ผลิตออกมา 10 กลิ่น โดยกลิ่นที่เธอชอบและเป็นกลิ่นที่ขายดีที่สุดคือ ชาแนลนัมเบอร์ไฟว์ เพราะฉะนั้น เบอร์ 5 จึงเป็น lucky number ของเธอ แต่ด้วยความเป็นคนชอบสร้างสรรค์ ชอบใส่สร้างความแปลกประหลาดใจลงไป ทำให้ทุกคอลเล็กชั่นเด่นดังขึ้นมา เอาเพียงแค่ช่วงแรกเธอก็สร้างความเปลี่ยนแปลงด้วยการนำผ้าเจอร์ซี่เนื้อนุ่ม และเบาสบายมาใช้จนทำให้ช็อกวงการกันเลยทีเดียว


ดีไซน์ที่ชาแนลออกแบบจนสวนกระแสความนิยมจนกลายเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ชาแนล คือ ชุดกระโปรงสั้นสีดำ Little black dress เป็นกระโปรงยาว ที่ฮอตฮิตมากจนนิตยสารโว้คให้การยอมรับว่าเป็น “ยูนิฟอร์มของผู้หญิงทันสมัย” ที่สามารถใส่ไปทั้งกลางวัน กลางคืนในงานเรียบง่ายไปจนถึงงานที่ทรงเกียรติ และยังคงมีเอกลักษณ์อื่นอีกเช่น เครื่องประดับอย่างไข่มุกซึ่งกลายเป็นสัญลักษณ์อีกอย่างของชาแนล เพราะเธอมักจะสวมใส่สร้อยไข่มุกของเธออย่างไม่รู้เบื่อ สายสร้อยที่ยาวเป็นหลักฐานแสดงถึงรสนิยมและความเอาใจใส่ในความเป็นของแท้ ความลึกลับ และความทรงจำอันมีค่า ยังไม่พอสัญลักษณ์อีกอย่างหนึ่งของแบรนด์ชาแนลก็คือ ดอกคามิลเลียที่แสดงให้เห็นถึงอุดมคติด้านความงาม เสน่ห์ดึงดูดและความเรียบง่ายด้วยกลีบดอกเพียงสามกลีบเท่านั้น เธอนำแบบมาประดิษฐ์เป็นดอกไม้ผ้าจนพบเห็นได้ทุกคอลเล็กชั่นของชาแนล ไม่เว้นแม้แต่บนกล่องของสินค้าต่างในแบรนด์ของชาแนล โคโค่ ชาแนล เธอได้ชื่อว่าเป็นเจ้าแม่แห่งวงการแฟชั่นในตำนาน คำว่า “ชาแนล” จึงกลายเป็นชื่อที่ติดปากบรรดาแฟชั่นนิสต้าทุกคน

ลักษณะเด่นของชาแนลคือการดูอ่อนเยาว์ ความเป็นอิสระและปราศจากพันธนาการใดๆ ซึ่งสิ่งที่บ่งบอกถึงความเป็นอิสระและปราศจากพันธนาการใดๆของชาแนลคือ ชาแนลเป็นผู้ที่ริเริ่มให้ผู้หญิงใส่กางเกงเป็นคนแรก และเธอก็คิดค้นสูทของผู้หญิงมีชื่อเรียกว่า ชาแนลสูท สัญลักษณ์ของชาแนลคือรูปดอกคามีเลีย สีขาว เพราะเป็นดอกไม้ที่ชาแนลชอบนำติดตัวไปในงานแสดงเสื้อของเธอโดยเธอมักจะนำมาทัดไว้ที่ผม และด้วยดีไซน์ที่โดดเด่นจึงทำให้ชาแนลได้รับความนิยมอย่างล้นหลามในช่วงปี 1920 ซึ่งเธอคือผู้ปฏิวัติวงการแฟชั่นที่ทำให้ประวัติศาสตร์ต้องจารึกไว้ นอกจากนี้เธอยังมีลักษณะที่คล้ายกับผู้ชาย คือ เธอตัดผมสั้น และมีผิวสีแทน นับว่าเป็นความงดงามอันที่เป็นเอกลักษณ์ ที่ทั้งโลกยังต้องทึ่งซึ่งต่างจากสไตล์ผู้หญิงส่วนใหญ่ในสมัยนั้น ในชนิดที่ผู้นำแฟชั่นยุคก่อนหน้าอย่าง Poriet ยังต้องอึ้ง

และในช่วงบั้นปลายชีวิต โคโค่ ชาแนลเธอใช้ชีวิตอย่างโดดเดี่ยวปราศจากคู่ครอง และเธอเสียชีวิตในวันอาทิตย์ที่ 10 มกราคม ปี 1971 (อายุ 87 ปี) ที่โรงแรมริตซ์งานศพของเธอถูกจัดขึ้นที่ Eglise de la Madeleine โดยมีเหล่านางแบบมาร่วมไว้อาลัยเป็นครั้งสุดท้ายกันอย่างคับคั่ง โลงศพของชาแนลถูกตกแต่งด้วยดอกไม้สีขาวนานาชนิด เช่น คาเมเลีย พุดซ้อน กล้วยไม้ อาซาเลีย และกุหลาบสีแดงอีกเล็กน้อย และก่อนที่ชาแนลจะเสียชีวิตเพียง 1 วัน ชาแนลยังจัดเตรียมแคตตาล็อกของช่วงฤดูใบไม้ผลิอยู่
เลย

โกโก หรือ กาเบรียล ชาแนล (Gabrielle Bonheur "Coco" Chanel)เธอได้กลายเป็นแบบอย่าง เป็นแรงบันดาลใจของดีไซน์เนอร์รุ่นใหม่ๆ ให้คิดสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆให้โลกพัฒนาถึงความงามอย่างไม่มีที่สิ้นสุด และเธอยังคงเป็นเจ้าของแบรนด์ที่ผู้หญิงทั่วโลกอยากจะครอบครองสินค้าต่างๆของเธอ โดยเฉพาะความเป็นอมตะที่แบรนด์นี้อยู่ยงคงกระพันได้มาจนถึง วันนี้ ซึ่งแม้จะเปลี่ยนดีไซเนอร์มาเป็นคาร์ล ลาเกอร์เฟล แต่ “ชาแนล” คือตัวอย่างของแบรนด์ที่แข็งแกร่งระดับโลก

อ้างอิง

โกโก หรือ กาเบรียล ชาแนล (Gabrielle Bonheur "Coco" Chanel) สืบค้นข้อมูลเมื่อ 12 สิงหาคม พ.ศ.2559, จาก:
https://th.wikipedia.org/wiki/โกโก_ชาแนล/

โกโก หรือ กาเบรียล ชาแนล (Gabrielle Bonheur "Coco" Chanel) สืบค้นข้อมูลเมื่อ 12 สิงหาคม พ.ศ.2559, จาก: http://issue247.com/people/coco-chanel/

โกโก หรือ กาเบรียล ชาแนล (Gabrielle Bonheur "Coco" Chanel) สืบค้นข้อมูลเมื่อ 12 สิงหาคม พ.ศ.2559, จาก: http://www.thaitopwedding.com/wedding/coco-chanel-bio-about.html




อ่านเพิ่มเติม »