แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ นาซี แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ นาซี แสดงบทความทั้งหมด

ที่มาของการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิวในยุคนาซี

โดย ทิตาวีร์  การรัมย์

นาซีหรือที่เรารู้จักกันในอีกชื่อหนึ่งว่า พรรคชาติสังคมนิยม ซึ่งชื่อนี้เป็นอุดมการณ์ทางการเมืองของพรรคนาซีในประเทศเยอรมัน โดยมีผู้นำคนสำคัญชื่อ  อดอฟ  ฮิตเลอร์ เขาเป็นนักการเมืองชาวเยอรมัน  โดยดำรงตำแหน่งเป็นหัวหน้าพรรคกรรมกรชาติสังคมนิยมเยอรมัน และยังดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรีของเยอรมันอีกด้วย  รวมถึงอดอฟ  ฮิตเลอร์ยังเป็นบุคคลที่ถูกกล่าวขานมากที่สุดในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เนื่องจากเขาเป็นบุคคลที่จุดชนวนสงครามโลกครั้งนี้ขึ้น และยังได้กระทำการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิว ด้วยเหตุผลที่ว่า ชาวยิวจะเป็นภัยคุกคามร้ายแรงของเชื้อชาติเยอรมัน  จนทำให้เหตุการณ์ความรุนแรงในครั้งนั้นถูกจารึกในประวัติศาสตร์โลกว่า ไร้มนุษยธรรมที่สุด  แต่ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นนั้นล้วนมีเหตุผลและที่มาที่ไป เหตุการณ์อันโหดร้ายครั้งนั้นก็เช่นกัน


คำกล่าวสำคัญของฮิตเลอร์

แรกเริ่มเดิมทีนั้นชาวยิวเป็นกลุ่มคนที่ไม่มีแผ่นดินอยู่  เป็นแค่เพียงชนกลุ่มน้อยที่อาศัยอยู่บริเวณแถบชายแดนของปาเลสไตน์  แต่ต่อมาชาวยิวมีจำนวนประชากรเพิ่มขึ้นจนก่อให้เกิดปัญหาเรื่องที่อยู่ อีกทั้งชาวยิวถูกพวกอานารยชนรุกรานพื้นที่ทำกิน และในตอนนั้นเองประเทศเยอรมันก็มีนโยบายช่วยเหลือชาวยิวโดยรับพวกเขาเข้าไปอยู่ในประเทศ  แต่เมื่อเวลาผ่านไปหลายสิบปี  ชาวยิวก็มีจำนวนเพิ่มขึ้นเกือบ 10 ล้านคน  ชาวยิวจึงพยายามเข้าไปมีบทบาทและแทรกแซงไปทั่วกิจการต่างๆภายในเยอรมัน อีกทั้งชาวยิวยังมีความพยายามในการสั่งสอนลูกหลานของพวกเขาให้ได้รับการศึกษาที่ดี  สิ่งนี้เองที่เป็นตัวกระตุ้นที่ทำให้ชาวยิวมีความฉลาด และถือเป็นชนชาติหนึ่งที่มีความพยายามและอดทนสูง เพราะพวกเขาจะไม่ยอมแพ้ต่อสิ่งใดๆง่ายๆ จนทำให้ชาวยิวส่วนมากกลายเป็นบุคคลที่มีศักยภาพสูงทั้งการแสดงออกทางความคิดหรือแม้แต่ประสิทธิภาพในการทำงาน ทำให้ชาวเยอรมันที่ไม่มีศักยภาพเทียบเท่าถูกแย่งงาน ตลอดจนยังได้รับโอกาสในด้านต่างๆ มากกว่าคนเยอรมัน

แต่หลังจากที่ฮิตเลอร์เข้ามาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ด้วยความกลัวที่จะถูกกลืนโดยชาวยิว  บวกกับการที่พรรคนาซีมีความเชื่อที่ว่า ชนชาติเยอรมันของตนนั้นเปรียบเสมือนเลือดบริสุทธิ์  และกลัวว่าการที่มีชาวยิวเพิ่มขึ้นเรื่อยๆในประเทศของตนนั้น จะทำให้ชาวเยอรมันมีเลือดที่ไม่บริสุทธิ์  จนทำให้มีการสั่งการให้จับชาวยิวประมาน 1 ล้านคนไปยังค่ายกักกันเพื่อสังหารชาวยิวให้หมดสิ้น 

โดยวิธีการการสังหารหรือการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์เลือดไม่บริสุทธิ์ในครั้งนั้น ทำโดยการใช้ลมแก็สพิษและเผาทั้งเป็นในเตา  บางคนก็นำมาใช้แรงงานและนำมาเป็นกรรมกรในค่ายกักกัน หากใครต่อต้านหรือพยายามหนี ก็จะรุมทำร้าย หรือแม้แต่ปล่อยให้อดตาย ป่วยตาย  หลังจากนั้นก็ยิงทิ้งบนปากหลุมขนาดใหญ่ หรือถีบลงหลุมแล้วฝังทั้งเป็น 



แต่เหนือสิ่งอื่นใด การสังหารอันโหดร้ายครั้งนี้ ยังมีเหตุผลอื่นๆที่แอบแฝงอยู่ภายใต้จิตใจของฮิตเลอร์ นั่นคือ การที่ฮิตเลอร์เกลียดชาวยิวเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว รวมถึงจากคำกล่าวในหนังสือ “November 9 : How World War One Led To The Holocaust”  ซึ่งผู้เขียนหนังสือเล่มนี้ได้อ้างว่า ฮิตเลอร์โทษชาวยิวที่ทำให้ประเทศตัวเองพ่ายแพ้สงครามจนอับอายขายขี้หน้าไปทั่วโลก เขากล่าวว่าชาวยิวจะต้องรับผิดชอบกับสิ่งที่เกิดขึ้น ที่ทำให้ประเทศเยอรมันล่มจม 

อีกทั้งฮิตเลอร์ยังมีปมในใจเกี่ยวกับชาวยิวมาตั้งแต่เขายังเด็กๆ โดย นักประวัติศาสตร์ได้อ้างว่า ฮิตเลอร์ตามจริงแล้วก็เป็นชาวยิวเหมือนกัน ซึ่งการที่ฮิตเลอร์เกลียดชาวยิวนั้นก็เป็นเพราะว่า เขาเติบโตมาภายใต้สิ่งแวดล้อมของชาวยิว ทำให้เขาได้รู้ได้เห็นนิสัยของชาวยิวในด้านแย่ๆตั้งแต่เด็ก เขาจึงมีอคติกับชาวยิวตั้งแต่นั้นมา 



และยังมีเหตุผลอื่นๆที่คาดว่าน่าจะเกี่ยวข้องกับการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในครั้งนี้อีก เช่น การที่ชาวยิวร่ำรวยจากการเข้ามาแทรกแซงกิจการต่างๆ ภายในประเทศเยอรมันทำให้ ฮิตเลอร์ต้องสูญเสียผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ  หรือแม้แต่เหตุผลที่ว่า ฮิตเลอร์ได้รับการกระทบกระเทือนต่อสมองในขณะที่ไปร่วมรบในสงครามโลกครั้งที่ 1 แหล่งข้อมูลบางแหล่งได้อ้างว่า ในขณะที่ฮิตเลอร์ร่วมรบอยู่ เขามีอาการปวดที่ศรีษะอย่างรุนแรงทำให้เขาต้องหยุดรับใช้ชาติไป หลังจากนั้นสภาพจิตใจของเขาก็เริ่มแย่ลง  จนทำให้นักประวัติศาสตร์บางคนเชื่อว่า ความผิดหวังทางจิตใจ และการได้รับบาดเจ็บทางสมอง ทำให้ฮิตเลอร์มีการกระทำที่ก้าวร้าวและไม่รู้ว่าสิ่งที่ตนเองทำทั้งหมดนั้นผิดหรือถูก 

แน่นอนว่าเหตุการณ์นี้ส่งผลต่อสภาพจิตใจของชาวยิวเป็นอย่างมาก เด็กและผู้หญิงบางคนที่เขาไม่ได้ต้องการเข้ามาแย่งชิงหรือแข่งขันกับชาวเยอรมัน เขาไม่แม้แต่จะรู้ตัวด้วยซ้ำว่าตัวเองทำผิดอะไร ครอบครัวจากที่เคยอยู่ด้วยกันต้องพลัดพรากจากกันและไม่รู้เลยว่าครอบครัวของตนจะยังมีชีวิตอยู่ได้อีกนานแค่ไหน   พวกเขารู้แต่เพียงว่าการเกิดมาเป็นชาวยิวทำให้พวกเขาต้องมาพบเจอชะตากรรมแบบนี้ความโหดร้ายของการฆ่าชาวยิว

ซึ่งทั้งหมดที่กล่าวไป เป็นเพียงแค่ข้อเท็จจริงในประวัติศาสตร์เท่านั้น อย่างไรก็ตามการที่พรรคนาซีและ ฮิตเลอร์ทำการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิวอย่างโหดร้ายนั้น ทำให้ทั่วโลกต่างมองว่าพวกเขาเป็นมนุษย์ไร้หัวใจ  และมีจิตใจโหดเหี้ยม เพราะพวกเขาฆ่าชาวยิวอย่างเลือดเย็น แต่ถ้าหากเราลองมองในแง่มุมและความรู้สึกของฮิตเลอร์ดู บางทีทุกสิ่งทุกอย่างอาจเป็นหน้าที่ที่เขาต้องทำ  แต่ในทางกลับกันถึงจะเป็นหน้าที่ อย่างไรก็ตามการฆ่าคน การทำสงคราม หรือแม้แต่เหตุการณ์นองเลือดอื่นๆ ก็เป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง  เพราะมีแต่ความสูญเสียตามมา

สุดท้ายนี้ประวัติศาสตร์ก็คือ อดีตที่ผ่านมาแล้ว  การที่เราได้เรียนรู้ และเข้าใจเหตุการณ์ในอดีตต่างๆนั้น หากแม้ว่ามันเป็นสิ่งที่ไม่ดี  และมีแต่การสูญเสีย เราทุกคนที่อยู่ในปัจจุบันทำได้แค่เพียงเตือนใจตน  ปรับปรุง  แก้ไข  และพยายามไม่ให้ประวัติศาสตร์นั้นซ้ำรอยอีก  เพราะหากเรารู้ว่ามันผิด แล้วยังปล่อยให้มันเกิดขึ้นอีก เราคงไม่ต่างกับคำกล่าวในอดีตที่ว่า เราเป็นมนุษย์ไร้หัวใจ หรือหากจะกล่าวได้กับปัจจุบัน คนแบบนั้นก็คือ มนุษย์ที่ไม่มีการพัฒนาทางจิตใจนั่นเอง


อ้างอิง

unigang.(2554).ทำไมนาซีถึงต้องฆ่าชาวยิว..สืบค้นเมื่อวันที่ 22 กันยายน 2561.จาก : http://www.unigang.com/Article/8643

MThai.(2556).ประวัติอดอฟ ฮิตเลอร์ ผู่ก่อตั้งพรรคนาซี.สืบค้นเมื่อวันที่ 22 กันยายน 2561.จาก : https://teen.mthai.com/variety/57766.html

UNIGANG. (2560).รูปความโหดร้ายในเยอรมัน เมื่อฮิตเลอร์ฆ่าชาวยิว. สืบค้นเมื่อวันที่ 22 กันยายน 2561.จาก : http://www.unigang.com/Article/2730

Jewshev. (มปป.).ประวัติชาวยิว. สืบค้นเมื่อวันที่  22 กันยายน 2561.จาก : https://sites.google.com/site/jewsheaven/home/prawati-chaw-yiw

Onenee.com. (2558). ประวัติอันโหดเหี้ยม หรือน่าสรรเสริญของฮิตเลอร์.สืบค้นเมื่อวันที่ 22 กันยายน 2561.จาก : http://www.onenee.com/?p=3166

Gonoguide.com. (มปป.). ฮิตเลอร์กับสงครามโลก.สืบค้นเมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2561.จาก : http://www.gonoguide.com/ฮิตเลอร์-กับสงครามโลก/

ตุล อิศรางกูร ณ อยุธยา. นาซีศึกษา อ่านอดีตเพื่อเข้าใจปัจจุบัน.สืบค้นเมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2561.จาก : https://www.the101.world/tul-interview-nazi-study/


อ่านเพิ่มเติม »

การทดลองบรรยากาศขั้นสูงของหมอนาซี

โดย อภิญญา หนูขยัน

ในระหว่างสงครามโลกที่สอง ขณะนั้นประเทศเยอรมนีมีผู้นำสูงสุด คือ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ได้คิดค้นยุทธวิธีการรบโดยสร้างทหารหน่วยพลร่มขึ้นมา เพื่อทำหน้าที่สอดแนม และโจมตีข้าศึก เวลาเดียวกันนี้ก็มีทหารพลร่มบาดเจ็บกันมากในขณะที่ร่อนตัวลงจากเครื่องบิน เนื่องจากเกิดแรงปะทะจากความกดอากาศรอบตัวอย่างแรงในขณะที่โรยตัวลงมาด้วยความสูงมากๆ ในแต่ละพื้นที่ พลร่มบางคนต้องกระโดดลงใน ทุ่งน้ำแข็งที่หนาวจัดอย่างไม่มีทางเลือกเพื่อให้รอดพ้นจากสายตาศัตรู เมื่อฮิตเลอร์ทราบข่าวนี้จึงได้มีการแต่งตั้งหน่วยแพทย์ทหาร หรือที่เราเรียกกันติดปากโดยทั่วไปว่าหมอนาซี ทำการทดลองลับโดยการจับชาวยิวและเชลยสงคราม มาเป็นเหยื่อการทดลอง ซึ่งการทดลองนี้ให้ผลสรุปที่น่าพอใจแก่หมอนาซีในระดับหนึ่ง    


ภาพ นายแพทย์ซิกมุนด์ ราเชอร์

การทดลองบรรยากาศขั้นสูงนั้น มีนายแพทย์ซิกมุนด์ ราเชอร์ ผู้เป็นหัวหน้าการทดลองนี้ เขาได้แบ่งการทดลองเป็น 4 เหตุการณ์ด้วยกัน คือ
1. การร่อนลงเชื่องช้าโดยไม่มีออกซิเจน (จำลองตอนมีร่มชูชีพกาง)
2. การร่อนลงเชื่องช้าโดยมีออกซิเจน (จำลองตอนมีร่มชูชีพกาง)      
3. การตกดิ่งโดยไม่มีออกซิเจน (จำลองการตกอิสระก่อนร่มกาง)    
4. การตกดิ่งโดยมีออกซิเจน (จำลองการตกอิสระก่อนร่มกาง)
โดยเขาได้สร้างห้องโลหะทรงกลมที่สามารถปรับลดความดันของบรรยากาศขึ้นมา แล้วสูบอากาศออกไป ทั้งยังกำหนดความกดอากาศที่ความสูง 68,000 ฟุต เพื่อจำลองเหตุการณ์ให้สมจริงที่สุด และได้มีการนำเหยื่อการทดลอง คือ ชาวยิว ยิปซี โปแลนด์ รัสเซีย และเชลยสงคราม  มาทดลองราวๆ 200 คน โดยหลอกพวกเหยื่อว่าหากเข้าร่วมการทดลองจะได้รับการปล่อยให้เป็นอิสระ ด้วยสภาพค่ายกักกันดาเชาที่คับแคบ อดมื้อกินมื้อ  ใช้แรงงานพวกเขาเยี่ยงทาส กอปรกับสุขอนามัยในค่ายกักกันก็แย่เสียเหลือเกิน จึงไม่แปลกใจเลยว่าทำไมพวกเขาจึงตอบตกลงที่จะเข้ามาเป็นเหยื่อในการทดลองนี้

นายแพทย์ราเชอร์ได้สรุปผลการทดลองนี้ว่า มีผู้เสียชีวิต 78 คน จากเหยื่อการทดลอง 200 คน ส่วนคนที่รอดก็ใช้ชีวิตอย่างปกติสุขไม่ได้ เพราะถูกตามฆ่าปิดปากเพื่อไม่ให้การทดลองลับนี้เผยแพร่ออกไป หรือเหยื่อบางคนก็ถูกนำไปทดลองในการทดลองอื่นๆ จากผลการชันสูตรศพนั้นพบว่า ช่องเยื่อหุ้มหัวใจมีของเหลวอยู่เต็ม และหลอดเลือดในสมองก็มีฟองอากาศมากขึ้นอย่างชัดเจน



หลังจากสงครามโลกครั้งที่สองจบลงเยอรมนีเป็นผู้พ่ายแพ้ในสงคราม โครงการทดลองลับของพวกหมอนาซีก็ถูกเปิดโปง โดยประเทศสหรัฐอเมริกาได้เข้ามามีส่วนร่วม และตั้งศาลในการพิพากษาคดีที่ห้องพิพากษาคดีที่เมืองนูเรมเบิร์ก จากบันทึกของวิเวียน ชปิตซ์ ผู้มีหน้าที่จดบันทึกคำพิพากษาคดีของนายแพทย์นาซีทั้งหมดกล่าวว่าในการพิพากษาคดีนี้มีโจทก์คือ เหยื่อการทดลองที่รอดชีวิต และจำเลยคือพวกหมอนาซีทั้งหลาย

ในคดีการทดลองบรรยากาศขั้นสูงนี้ มีหลักฐานที่แน่นหนาในการเอาผิดนายแพทย์ราเชอร์ก็คือ บันทึกที่เขาส่งมอบผลการทดลองของเหยื่อให้กับฮิตเลอร์ ผู้ซึ่งเป็นหัวหน้าโครงการทดลองมนุษย์ทั้งหมด โดยผลการทดลองเขียนไว้ว่า
“เหยื่อทดลองชาวยิวอายุ 37 ปี รายหนึ่ง ได้ถูกทดสอบที่ความสูง 12 กิโลเมตร เมื่อผ่านไป 4 นาที สภาพของเหยื่อจะมีเหงื่อออกจนท่วมตัว และมีอาการหัวส่ายไปมา เมื่อเข้าสู่นาทีที่ 5 เหยื่อทดลองจะเริ่มเป็นตะคริว และหลังจากผ่านนาทีที่ 6  ไปจนถึงนาทีที่10 การหายใจของเหยื่อ จะเริ่มถี่ขึ้น และหมดสติ จนผ่านนาทีที่ 11 ไปจนถึงนาทีที่ 30  การหายใจของเหยื่อทดลองก็จะช้าลงเหลือประมาณสามครั้งต่อนาที จนในที่สุดก็หยุดหายใจ โดยสภาพผิวของเหยื่อเริ่มเป็นจ้ำสีน้ำเงิน น้ำลายฟูมปาก และหัวใจจะหยุดเต้นภายในหนึ่งชั่วโมง” 
ด้วยหลักฐานนี้เองที่ทำให้นายแพทย์ซิกมุนด์ ราเชอร์ถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย หากแต่เขาไม่ได้เข้าร่วมแค่การทดลองนี้เพียงการทดลองเดียว เขาจึงถูกตัดสินประหารชีวิตในที่สุด


ภาพ เหยื่อหมดสติในระหว่างการทดลองบรรยากาศขั้นสูง

จากการทดลองบรรยากาศขั้นสูงนี้สามารถมองได้หลายแง่มุม ด้านแรก คือ ฮิตเลอร์มีความต้องการที่จะช่วยชีวิตพวกพลทหารร่มของเขาจึงเป็นที่มาในการทำการทดลองนี้ขึ้น โดยให้นายแพทย์ราเชอร์เป็นหัวหน้าการทดลอง พวกเขาไม่มีจิตสำนึกที่ว่าคนทุกคนมีสิทธิเท่าเทียมกันเนื่องจากพวกเขามีความคิดว่าพวกใดที่ไม่ใช่เผ่าอารยันจะต้องถูกกำจัดทิ้ง พวกที่ว่าโดยส่วนมากก็คือ ชาวยิวนั่นเอง ซึ่งพวกเขาเองก็ไม่ได้มองถึงเรื่องศีลธรรมแต่อย่างใด มองเพียงแต่ว่าได้ประโยชน์จากการทดลองนี้และยังได้กำจัดพวกยิวไปด้วย

ส่วนในด้านที่สองคือ ด้านคุณธรรม คงมองว่ามันเป็นการกระทำที่โหดร้าย ทารุณ ภายในจิตใจของพวกหมอนาซี ที่ขาดคุณธรรม ไม่มีความเห็นใจในเพื่อนมนุษย์ และจรรยาบรรณของความเป็นแพทย์หลงเหลือเลย แม้กระทั่งคำสัตย์สาบานของฮิปโปเครตีสที่พวกเขาได้กล่าวไว้เมื่อวันที่พวกเขารับปริญญาในวันสำเร็จการศึกษาจากสถาบัน ดังจะยกตัวอย่างคำสัตย์สาบานมาบางส่วน "จรรยาและข้อกำหนดที่ข้าพเจ้ายึดถือ และประกาศไว้นี้ เป็นไปเพื่อประโยชน์สุขของผู้ป่วยในความดูแล ซึ่งข้าพเจ้าจะใช้พละกำลังของข้าพเจ้าช่วยเหลือผู้ป่วยจนสุดความสามารถ ข้าพเจ้าจะไม่ใช้ความรู้ของข้าพเจ้าให้เป็นอันตรายต่อผู้อื่น หรือรักษาผู้อื่นด้วยวิธีการที่ผิด” ทว่าน่าเสียใจยิ่งนักที่พวกเขาไม่สามารถทำตามคำสัตย์สาบานที่พวกเขากล่าวไว้ได้


อ้างอิง

วิเวียน  ชปิตซ์. นพดล เวชสวัสดิ์ แปล. 2557. หมออำมหิตจากนรก (Doctors from Hell). สำนักพิมพ์มติชน

สำนักหอสมุดและศูนย์สารสนเทศวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี.คำสัตย์สาบานฮิปโปเครตีส.[Online], สืบค้นเมื่อ 2 กันยายน 2559,จาก  http://siweb.dss.go.th/Scientist/scientist/Hippocrates.html

Dachau High Altitude Medical Experiments.[Online],สืบค้นเมื่อ 2 กันยายน 2559, จาก  http://www.jewishvirtuallibrary.org/jsource/Holocaust/dachauex1.html

El campo de concentración de Dachau.[Online],สืบค้นเมื่อ 2 กันยายน 2559, จาก http://es.slideshare.net/pequeni/el-campo-de-concentracin-de-dachau-38845705?next_slideshow=1


อ่านเพิ่มเติม »