แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ การทดลอง แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ การทดลอง แสดงบทความทั้งหมด

หน่วยปฏิบัติการ 731 (Unit731)

โดย ประภัสสร  จงพิมาย

เมื่อกล่าวถึงสงครามโลกครั้งที่ 2 ท่านอาจจะนึกไปถึงการต่อสู้ของฝ่ายสัมพันธมิตร และฝ่ายอักษะ หรือท่านอาจนึกไปถึงเหตุการณ์ทิ้งระเบิดนิวเคลียร์ที่เมืองฮิโระชิมะ และเมืองนะงะซะกิ ในประเทศญี่ปุ่น หรือความเศร้าโศกเสียใจในสงคราม แต่ท่านคงไม่ทราบถึงการมีอยู่ของหน่วยปฏิบัติการ “Unit731” หน่วยปฏิบัติการลับของญี่ปุ่นในขณะนั้น

หน่วยปฏิบัติการ 731 (Unit731) เป็นหน่วยวิจัยลับซึ่งจะใช้มนุษย์มาทดลอง ซึ่งเกิดจากความต้องการแสวงหาชัยชนะ และการเป็นชาติมหาอำนาจของกองทัพญี่ปุ่นในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยมี “นายแพทย์อิชิอิ   ชิโร” เป็นหัวหน้าหน่วย และเจ้าของการวิจัยที่รับคำสั่งมาโดยตรงจากกองทัพ Unit731 ถือเป็นหน่วยปฏิบัติการลับสุดยอดของกองทัพญี่ปุ่นที่จะมีแค่บุคคลระดับสูง และผู้ที่เกี่ยวข้องเท่านั้นที่ทราบ


ที่มา: http://ahrp.org/

หน่วยปฏิบัติการนี้ได้ตั้งขึ้นที่มุมหนึ่งของประเทศจีน เริ่มต้นที่เมืองฮาร์ปิน ทางตะวันออกเฉียงเหนือของกรุงปักกิ่ง ในชื่อ “หน่วยงานพิเศษเพื่อศึกษาภูมิคุ้มกัน และบำบัดน้ำเสีย” แต่เนื่องจากสถานที่ตั้งอยู่
ในเมืองทำให้ไม่อาจรอดสายตาชาวเมืองได้ จึงย้ายไปตั้งที่เมืองปิงฟาง ซึ่งเป็นเมืองทุรกันดารทางตอนใต้ของเมืองฮาร์ปินซึ่งคนทั่วไปจะรับรู้ว่าเป็น “โรงเลื่อยไม้”

งานวิจัยของ “หมออิชิอิ” ในหน่วยปฏิบัติการนี้คือการทดลองมนุษย์ โดยมนุษย์ทดลองนั้นมีอยู่หลากหลายเชื้อชาติทั้งจีน เกาหลี อเมริกัน รัสเซีย และยุโรป ซึ่งจะถูกทำให้เสมือนว่าเป็นคนที่ตายแล้วในสงคราม และจะถูกเรียกว่า “ท่อนซุง” เพื่อให้รอดพ้นสายตาเมื่อขนย้าย ซึ่งท่อนซุงจะได้รับการดูแลอย่างดีเพื่อให้ผลการทดลองมีประสิทธิภาพที่สุด

การทดลองของหน่วย unit731 ใช้เพื่อสร้างสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อกองทัพญี่ปุ่นในสงคราม ตัวอย่างการทดลองของหน่วย Unit731  เช่น


ภาพการทดลอง

           - การศึกษาสรีระมนุษย์และอวัยวะภายใน โดยจะผ่าคนเป็นๆในการทดลองเพื่อไม่ให้เปลืองยาสลบ และได้ผลการทดลองที่มีประสิทธิภาพที่สุด ซึ่งมีผู้เคยร่วมการทดลองเปิดเผยว่าเขาได้ผ่าคนเป็นๆไปมากกว่า1,000 คน ในการทดลองครั้งนั้น

           - การใช้ก๊าซฟอสจีนพ่นออกจากช่องที่กำแพงห้องขังในเวลา 5 นาที มนุษย์ทดลองจะหมดเรี่ยวแรงล้มลงอย่างทรมานและจะตายภายใน 1 วัน

           - การใช้โพแทสเซียมไซยาไนด์ฉีดเข้าไปในมนุษย์ทดลอง ใช้เพียง 15 มิลลิกรัม มนุษย์ทดลองจะหมดสติ และตายภายใน 20 นาที

         - การชอร์ตคนด้วยไฟฟ้า 20,000 โวลต์ พบว่าบางคนไม่ตาย การชอร์ตด้วยไฟฟ้า 5,000 โวลต์เป็นจังหวะมนุษย์ทดลองจะไม่ตายและเนื้อไหม้ แต่ถ้าปล่อยกระแสนานๆเนื้อจะสุก และตายในที่สุด

        - การทดลองอาวุธโดยการอัดแก๊สเข้าไปทางทวารหนักจนอวัยวะภายในของมนุษย์ระเบิด

        - การบังคับให้มีเพศสัมพันธ์ทดสอบการแพร่เชื้อโรคระบาด และวิจัยยารักษา
        - ฯลฯ


ภาพการทดลอง

และถ้าหากมี “ท่อนซุง” คนใดที่รอดชีวิต ก็จะถูกนำไปใช้ในการทดลองใหม่อีกครั้งกับการทดลองอื่นของหน่วย Unit731 และหน่วยปฏิบัติการนี้ได้คร่าชีวิตผู้คนไปมากกว่า 3,000 คน จากการทดลองเกี่ยวกับร่างกายมนุษย์ และอีกนับหมื่นคนจากการทดลองอาวุธชีวภาพต่างๆ ที่ใช้ในสงคราม

ซึ่งการทดลองเหล่านี้ประสบความสำเร็จมากน้อยเพียงใดไม่อาจทราบได้แน่ชัด ด้วยยังไม่มีการเปิดเผยอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับผลการทดลองที่ถูกบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรของหมออิชิอิเลยสักครั้ง

หน่วยปฏิบัติการ 731 สิ้นสุดลงเมื่อญี่ปุ่นแพ้สงคราม ทหารในหน่วยพยายามทำลายหลักฐานโดยการกำจัดท่อนซุงที่รอดชีวิต ทำลายซากศพ และเผาสถานที่ตั้งหน่วย ในขณะที่นักวิจัยและหมออิชิอิหนีกลับประเทศ แฝงตัวอยู่ในวงการต่างๆของญี่ปุ่นอย่างลอยนวล ทหารผู้ร่วมปฏิบัติการบางส่วนถูกจับ ซึ่งได้มีการไต่สวนอย่างลับๆในขณะที่หมออิชิอิไม่ถูกตัดสินโทษและได้ใช้ชีวิตอย่างสงบสุขที่บ้านเกิด

กล่าวกันว่านายพลอิชิอิได้มอบผลการวิจัยของเขาให้แก่ประเทศมหาอำนาจทำให้เขารอดการตัดสินโทษจากผลการกระทำอันโหดร้ายของเขา และผลการทดลองของหมออิชิอิในหน่วย Unit731 คือสิ่งที่ทำให้วิวัฒนาการในวงการทางการแพทย์ และวิทยาศาสตร์ในปัจจุบันพัฒนามาถึงจุดนี้ได้ แต่ก็คงไม่สามารถทราบได้ว่าจริงแท้เพียงใด

ไม่มีผู้ใดทราบแน่ชัดว่าผลการทดลองในหน่วย“Unit731” ของนายพลอิชิอิ ชิโร หรือหมออิชิอิผู้นี้ก่อให้เกิดสิ่งใดต่อโลกบ้างนอกจากผู้มีส่วนได้โดยตรงจากการทดลองนี้ และผู้กระทำเอง แต่ถึงกระนั้นเหตุการณ์ครั้งนี้คงเป็นสิ่งที่จะคอยย้ำเตือนความโหดร้ายมนุษย์ที่ไร้จรรยาบรรณ และคิดถึงเพียงผลประโยชน์ที่จะสามารถทำกับมนุษย์ด้วยกันได้โดยอาศัยความรู้ ความฉลาดของมนุษย์ และช่องว่างของสงครามที่มีคนตายมากมายมาปกปิด สิ่งที่คนในปัจจุบันอย่างผู้เขียนและทุกท่านควรทำคือการเรียนรู้จากเหตุการณ์นี้ และทำทุกวิถีทางที่จะไม่ให้เหตุการณ์โหดร้ายนี้เกิดขึ้นอีกครั้ง


อ้างอิง

No-Face.2552. ShiroIchii& Unit 731: จับคนมาทำเชื้อโรค.(ออนไลน์),สืบค้นเมื่อ 13 สิงหาคม 2559, จาก : https://lonesomebabe.wordpress.com/2009/09/13/shiro-ichii-unit-731

นิวัฒน์ อ่ำแสง.2559.มิติที่ 6 การทดลองวิปริตในหน่วยนรกสยองขวัญ 731. (ออนไลน์),สืบค้นเมื่อ 13 สิงหาคม 2559, จาก : http://mitithee6.blogspot.com/2016/04/unit-731-japanese-experiments.html

Wikipedia, The Free Encyclopedia.Unit731. (ออนไลน์),สืบค้นเมื่อ 13สิงหาคม2559, จาก : https://en.wikipedia.org/wiki/Unit_731

Pronphanh.2557.โรงงานแห่งความตาย Unit 731 อาชญากรรมสงครามของญี่ปุ่น.(ออนไลน์),สืบค้นเมื่อ 20กันยายน2559, จาก : http://teen.mthai.com/variety/84186.html

Wikipedia, The Free Encyclopedia.สงครามโลกครั้งที่ 2. (ออนไลน์),สืบค้นเมื่อ 23สิงหาคม2559, จาก : https://th.wikipedia.org/wiki/สงครามโลกครั้งที่2

อ่านเพิ่มเติม »

การทดลองบรรยากาศขั้นสูงของหมอนาซี

โดย อภิญญา หนูขยัน

ในระหว่างสงครามโลกที่สอง ขณะนั้นประเทศเยอรมนีมีผู้นำสูงสุด คือ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ได้คิดค้นยุทธวิธีการรบโดยสร้างทหารหน่วยพลร่มขึ้นมา เพื่อทำหน้าที่สอดแนม และโจมตีข้าศึก เวลาเดียวกันนี้ก็มีทหารพลร่มบาดเจ็บกันมากในขณะที่ร่อนตัวลงจากเครื่องบิน เนื่องจากเกิดแรงปะทะจากความกดอากาศรอบตัวอย่างแรงในขณะที่โรยตัวลงมาด้วยความสูงมากๆ ในแต่ละพื้นที่ พลร่มบางคนต้องกระโดดลงใน ทุ่งน้ำแข็งที่หนาวจัดอย่างไม่มีทางเลือกเพื่อให้รอดพ้นจากสายตาศัตรู เมื่อฮิตเลอร์ทราบข่าวนี้จึงได้มีการแต่งตั้งหน่วยแพทย์ทหาร หรือที่เราเรียกกันติดปากโดยทั่วไปว่าหมอนาซี ทำการทดลองลับโดยการจับชาวยิวและเชลยสงคราม มาเป็นเหยื่อการทดลอง ซึ่งการทดลองนี้ให้ผลสรุปที่น่าพอใจแก่หมอนาซีในระดับหนึ่ง    


ภาพ นายแพทย์ซิกมุนด์ ราเชอร์

การทดลองบรรยากาศขั้นสูงนั้น มีนายแพทย์ซิกมุนด์ ราเชอร์ ผู้เป็นหัวหน้าการทดลองนี้ เขาได้แบ่งการทดลองเป็น 4 เหตุการณ์ด้วยกัน คือ
1. การร่อนลงเชื่องช้าโดยไม่มีออกซิเจน (จำลองตอนมีร่มชูชีพกาง)
2. การร่อนลงเชื่องช้าโดยมีออกซิเจน (จำลองตอนมีร่มชูชีพกาง)      
3. การตกดิ่งโดยไม่มีออกซิเจน (จำลองการตกอิสระก่อนร่มกาง)    
4. การตกดิ่งโดยมีออกซิเจน (จำลองการตกอิสระก่อนร่มกาง)
โดยเขาได้สร้างห้องโลหะทรงกลมที่สามารถปรับลดความดันของบรรยากาศขึ้นมา แล้วสูบอากาศออกไป ทั้งยังกำหนดความกดอากาศที่ความสูง 68,000 ฟุต เพื่อจำลองเหตุการณ์ให้สมจริงที่สุด และได้มีการนำเหยื่อการทดลอง คือ ชาวยิว ยิปซี โปแลนด์ รัสเซีย และเชลยสงคราม  มาทดลองราวๆ 200 คน โดยหลอกพวกเหยื่อว่าหากเข้าร่วมการทดลองจะได้รับการปล่อยให้เป็นอิสระ ด้วยสภาพค่ายกักกันดาเชาที่คับแคบ อดมื้อกินมื้อ  ใช้แรงงานพวกเขาเยี่ยงทาส กอปรกับสุขอนามัยในค่ายกักกันก็แย่เสียเหลือเกิน จึงไม่แปลกใจเลยว่าทำไมพวกเขาจึงตอบตกลงที่จะเข้ามาเป็นเหยื่อในการทดลองนี้

นายแพทย์ราเชอร์ได้สรุปผลการทดลองนี้ว่า มีผู้เสียชีวิต 78 คน จากเหยื่อการทดลอง 200 คน ส่วนคนที่รอดก็ใช้ชีวิตอย่างปกติสุขไม่ได้ เพราะถูกตามฆ่าปิดปากเพื่อไม่ให้การทดลองลับนี้เผยแพร่ออกไป หรือเหยื่อบางคนก็ถูกนำไปทดลองในการทดลองอื่นๆ จากผลการชันสูตรศพนั้นพบว่า ช่องเยื่อหุ้มหัวใจมีของเหลวอยู่เต็ม และหลอดเลือดในสมองก็มีฟองอากาศมากขึ้นอย่างชัดเจน



หลังจากสงครามโลกครั้งที่สองจบลงเยอรมนีเป็นผู้พ่ายแพ้ในสงคราม โครงการทดลองลับของพวกหมอนาซีก็ถูกเปิดโปง โดยประเทศสหรัฐอเมริกาได้เข้ามามีส่วนร่วม และตั้งศาลในการพิพากษาคดีที่ห้องพิพากษาคดีที่เมืองนูเรมเบิร์ก จากบันทึกของวิเวียน ชปิตซ์ ผู้มีหน้าที่จดบันทึกคำพิพากษาคดีของนายแพทย์นาซีทั้งหมดกล่าวว่าในการพิพากษาคดีนี้มีโจทก์คือ เหยื่อการทดลองที่รอดชีวิต และจำเลยคือพวกหมอนาซีทั้งหลาย

ในคดีการทดลองบรรยากาศขั้นสูงนี้ มีหลักฐานที่แน่นหนาในการเอาผิดนายแพทย์ราเชอร์ก็คือ บันทึกที่เขาส่งมอบผลการทดลองของเหยื่อให้กับฮิตเลอร์ ผู้ซึ่งเป็นหัวหน้าโครงการทดลองมนุษย์ทั้งหมด โดยผลการทดลองเขียนไว้ว่า
“เหยื่อทดลองชาวยิวอายุ 37 ปี รายหนึ่ง ได้ถูกทดสอบที่ความสูง 12 กิโลเมตร เมื่อผ่านไป 4 นาที สภาพของเหยื่อจะมีเหงื่อออกจนท่วมตัว และมีอาการหัวส่ายไปมา เมื่อเข้าสู่นาทีที่ 5 เหยื่อทดลองจะเริ่มเป็นตะคริว และหลังจากผ่านนาทีที่ 6  ไปจนถึงนาทีที่10 การหายใจของเหยื่อ จะเริ่มถี่ขึ้น และหมดสติ จนผ่านนาทีที่ 11 ไปจนถึงนาทีที่ 30  การหายใจของเหยื่อทดลองก็จะช้าลงเหลือประมาณสามครั้งต่อนาที จนในที่สุดก็หยุดหายใจ โดยสภาพผิวของเหยื่อเริ่มเป็นจ้ำสีน้ำเงิน น้ำลายฟูมปาก และหัวใจจะหยุดเต้นภายในหนึ่งชั่วโมง” 
ด้วยหลักฐานนี้เองที่ทำให้นายแพทย์ซิกมุนด์ ราเชอร์ถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย หากแต่เขาไม่ได้เข้าร่วมแค่การทดลองนี้เพียงการทดลองเดียว เขาจึงถูกตัดสินประหารชีวิตในที่สุด


ภาพ เหยื่อหมดสติในระหว่างการทดลองบรรยากาศขั้นสูง

จากการทดลองบรรยากาศขั้นสูงนี้สามารถมองได้หลายแง่มุม ด้านแรก คือ ฮิตเลอร์มีความต้องการที่จะช่วยชีวิตพวกพลทหารร่มของเขาจึงเป็นที่มาในการทำการทดลองนี้ขึ้น โดยให้นายแพทย์ราเชอร์เป็นหัวหน้าการทดลอง พวกเขาไม่มีจิตสำนึกที่ว่าคนทุกคนมีสิทธิเท่าเทียมกันเนื่องจากพวกเขามีความคิดว่าพวกใดที่ไม่ใช่เผ่าอารยันจะต้องถูกกำจัดทิ้ง พวกที่ว่าโดยส่วนมากก็คือ ชาวยิวนั่นเอง ซึ่งพวกเขาเองก็ไม่ได้มองถึงเรื่องศีลธรรมแต่อย่างใด มองเพียงแต่ว่าได้ประโยชน์จากการทดลองนี้และยังได้กำจัดพวกยิวไปด้วย

ส่วนในด้านที่สองคือ ด้านคุณธรรม คงมองว่ามันเป็นการกระทำที่โหดร้าย ทารุณ ภายในจิตใจของพวกหมอนาซี ที่ขาดคุณธรรม ไม่มีความเห็นใจในเพื่อนมนุษย์ และจรรยาบรรณของความเป็นแพทย์หลงเหลือเลย แม้กระทั่งคำสัตย์สาบานของฮิปโปเครตีสที่พวกเขาได้กล่าวไว้เมื่อวันที่พวกเขารับปริญญาในวันสำเร็จการศึกษาจากสถาบัน ดังจะยกตัวอย่างคำสัตย์สาบานมาบางส่วน "จรรยาและข้อกำหนดที่ข้าพเจ้ายึดถือ และประกาศไว้นี้ เป็นไปเพื่อประโยชน์สุขของผู้ป่วยในความดูแล ซึ่งข้าพเจ้าจะใช้พละกำลังของข้าพเจ้าช่วยเหลือผู้ป่วยจนสุดความสามารถ ข้าพเจ้าจะไม่ใช้ความรู้ของข้าพเจ้าให้เป็นอันตรายต่อผู้อื่น หรือรักษาผู้อื่นด้วยวิธีการที่ผิด” ทว่าน่าเสียใจยิ่งนักที่พวกเขาไม่สามารถทำตามคำสัตย์สาบานที่พวกเขากล่าวไว้ได้


อ้างอิง

วิเวียน  ชปิตซ์. นพดล เวชสวัสดิ์ แปล. 2557. หมออำมหิตจากนรก (Doctors from Hell). สำนักพิมพ์มติชน

สำนักหอสมุดและศูนย์สารสนเทศวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี.คำสัตย์สาบานฮิปโปเครตีส.[Online], สืบค้นเมื่อ 2 กันยายน 2559,จาก  http://siweb.dss.go.th/Scientist/scientist/Hippocrates.html

Dachau High Altitude Medical Experiments.[Online],สืบค้นเมื่อ 2 กันยายน 2559, จาก  http://www.jewishvirtuallibrary.org/jsource/Holocaust/dachauex1.html

El campo de concentración de Dachau.[Online],สืบค้นเมื่อ 2 กันยายน 2559, จาก http://es.slideshare.net/pequeni/el-campo-de-concentracin-de-dachau-38845705?next_slideshow=1


อ่านเพิ่มเติม »

การจำลองเรือนจำสแตนฟอร์ด

โดย ฌานพิชชา  ลุพรหมมา

การทดลองมักมีจุดประสงค์เพื่อยืนยันสมมุติฐานที่ผู้ทำวิจัยคิดทฤษฎีขึ้นมาหรือยืนยันสมมุติฐานก่อนหน้าขึ้นมา จาก “ความสงสัย” นำมาสู่บทเรียนที่ยิ่งใหญ่แก่คนรุ่นหลังต่อไป แต่การกระทำทุกอย่างจะต้องดำเนินตามควบคู่กับศีลธรรมอันดีงามเสียด้วย ซึ่งเรื่องที่จะกล่าวต่อไปนี้คือการทดลองจิตวิทยาที่ปรากฏในวงการจิตวิทยาว่า ไม่ถูกหลักของมนุษยธรรม นั่นคือ “การทดลองจำลองเรือนจำสแตนฟอร์ด”

“จิตวิทยาเป็นศาสตร์ที่ศึกษาค้นคว้าเพื่อนำข้อมูลต่าง ๆ ความรู้ที่ได้จากแนวคิดทฤษฎี และการทดลองนำมาเสนอเพื่ออธิบายและควบคุมพฤติกรรมทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของมนุษย์”  (สุปราณี สนธิรัตน์ และคณะ, 2537)


ภาพ คณะผู้ร่วมวิจัยกำลังสร้างสถานที่จำลองเรือนจำ

การทดลองจำลองเรือนจำสแตนฟอร์ดนั้นมีจุดประสงค์ของการทดลองเพื่อการศึกษาการตอบสนองของมนุษย์และจะนำผลการทดลองมาเป็นหลักการลดความขัดแย้งระหว่างผู้คุมกับนักโทษ ดำเนินการทดลองนี้โดยนักจิตวิทยา ฟิลิป ซิมบาโด (Philip Zimbardo) และคณะของมหาลัยสแตนฟอร์ด รัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา กลุ่มเป้าหมายคือนักศึกษาในมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดเอง ระยะเวลาทำการทดลองในกำหนดการคือ 2 สัปดาห์เริ่มจากวันที่ 14 สิงหาคม ค.ศ. 1971 และขอบเขตการทดลองคือชั้นใต้ดินของคณะจิตวิทยามหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดเป็นที่จำลองเรือนจำ แต่ถึงกระนั้นการทดลองถูกระงับกลางคันเสียก่อนด้วยระยะเวลาเพียง 6 วันในภายหลัง เนื่องจากความรุนแรงของการทดลองกระทบถึงสภาพจิตใจของผู้ทดลองและคณะวิจัยเสียจนถือว่าเป็นการทดลองผิดศีลธรรม ซึ่งรายละเอียดที่ถูกระงับนั้นอยู่ในเนื้อหาของการทดลอง

เริ่มแรกของการทดลองจะต้องมีตัวแปรต้นคือ นักโทษ และตัวแปรตามคือ ผู้คุม เสียก่อนในการสังเกตการณ์เพื่อบันทึกผล จึงได้มีการจัดสรรหาผู้เข้าร่วมการทดลองโดยตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์หางาน พาร์ท-ไทม์ (Part-time job) มีค่าตอบแทนเป็น 15 เหรียญต่อวัน ซึ่งมีผู้สมัครเป็นผู้ร่วมทดลองมีถึง 70 คนแต่คัดสรรเพียง 24 คน โดยหลักการคัดสรรคือการเลือกผู้ร่วมทดลองไม่มีประวัติการเข้าสถานที่คุมขังหรือก่อการกระทำความผิดเข้าเรือนจำมาก่อนพร้อมทั้งมีร่างกายและสุขภาพจิตที่ดี อีกทั้ง 24 คนนั้นแบ่งอีกเป็น 2 ฝ่ายคือ ผู้คุม และนักโทษ โดยเกณฑ์การแบ่งเป็นผู้คุมและนักโทษนั้นใช้หลักการสุ่มเหรียญ(การโยนเหรียญหัวและก้อย) ผลสุดท้ายจำนวนที่ใช้จริงในการทดลองมีเพียง 18 คนอีก 6 คนที่เหลือนั้นเป็นคนสำรองโดยแบ่งนักโทษ 9 คนและผู้คุม 9 คน ซึ่งผู้คุม 9 คนนั้นผลัดเฝ้านักโทษละคน 3 คนต่อ 8 ชั่วโมง

เมื่อมีผู้ร่วมทดลองแล้วสถานที่ทดลองและผู้ที่ให้คำปรึกษาจะต้องมีความพร้อมเช่นกัน การจัดเตรียมนั้นเป็นหน้าที่ของคณะวิจัยและอดีตนักโทษในการจำลองเรือนจำ โดยเตรียมห้องขังทั้งหมด 3 ห้องเอามาจากห้องเเลปและใส่ประตูลูกกรงแทน  มีห้องขังเดี่ยวขนาดเล็กทำมาจากห้องเก็บของ เรียกว่า

“The hole”  สำหรับนักโทษที่ประพฤติไม่ดี  นอกจากนี้ยังมีทางเดินหน้าห้องขังที่เรียกว่า “The Yard” เป็นสถานที่ให้นักโทษเดินเล่น ออกกำลังกายและรับประทานอาหาร  ส่วนห้องน้ำถูกเเยกออกที่หนึ่ง เวลานักโทษจะไปห้องน้ำมีการปิดตาพาไป เพื่อป้องกันการจำทางหลบหนีของนักโทษ ห้องขังและทางเดินมีการติดตั้งกล้องวงจรปิดเเละเครื่องดักฟัง


ภาพ คณะผู้ร่วมวิจัยติดเครื่องดักฟัง

ลักษณะของผู้ร่วมทำทดลองที่เป็นผู้คุมนั้นไม่ได้รับการฝึกสอนมาก่อน แต่เพียงฟังคำสั่งว่าทำอย่างไรให้คุมนักโทษได้และให้นักโทษเชื่อฟัง หัวหน้าผู้คุมเป็นนักศึกษาปริญญาตรีจากมหาลัยสเเตนฟอร์ดชื่อ เดวิด เจฟฟี่ (David Jaffe) ผู้คุมเเต่งกายในชุดกากีเเละสวมเเว่นตาดำ เพื่อป้องกันไม่ให้อ่านอารมณ์จากสายตาผู้คุมได้  ส่วนนักโทษแต่งกายด้วยเสื้อคลุมยาวสีขาว โดยที่ด้านหน้าเเละด้านหลังเป็นเลขไอดีนักโทษ ซึ่งนักโทษทุกคนต้องเรียกด้วยเลขไอดีเเทนชื่อ ไม่สวมท่อนล่าง มีโซ่ตรวนหนามัดไว้ที่ข้อเท้า ใส่หมวกที่ทำมาจากถุงน่องผู้หญิง

วันแรกของการทดลองมีการเข้าจับกุมผู้ร่วมทดลองที่เป็นนักโทษขณะอยู่บ้านทำให้ผู้ร่วมทดลองนั้นไม่รู้ตัวว่าเริ่มการทดลองแล้ว แต่หลังจากนั้นก็ผ่านไปอย่างราบรื่นเพราะนักโทษและผู้คุมไม่กล้าทำอะไรรุนแรงในวันแรก

เมื่อถึงวันที่สองของการทดลองเริ่มมีการใช้ความรุนแรงเกิดขึ้นโดยนักโทษนำเตียงนอนขวางประตูไว้ จนสุดท้ายผู้คุมวางแผนกับคณะวิจัยในการคุมสถานการณ์นี้และได้พังประตูเข้าไปพร้อมยึดเตียงนอนในห้องขังอีกทั้งจับกุมนักโทษที่เป็นคนต้นเรื่องไปไว้ในห้องขังเดี่ยว ( The hole)  ต่อมาผู้คุมกำหนดห้องขังพิเศษและห้องขังธรรมดา โดยห้องขังพิเศษจะถูกปฏิบัติจากผู้คุมและเครื่องใช้ดีกว่าห้องขังอื่น และนั่นสร้างความแตกแยกในหมู่นักโทษ พร้อมทั้งการลงโทษที่รุนแรงแสดงให้เห็นถึงความโกรธของผู้คุมเป็นสัญญาณว่าผู้ร่วมทดลองที่รับบทผู้คุมและคณะผู้วิจัยมีความคิดเสมือนว่าเป็นเรือนจำของจริงไม่ใช่การทดลอง จนนับจากวันนี้เหตุการณ์ในการทดลองจะเทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น จนถึงขั้นมีนักโทษคนหนึ่งไม่มีสติที่จะคุมเสียได้แล้วเลยต้องถูกถอนออกจากการทดลองไป ซึ่งนั้นเป็นชนวนการสร้างความรุมแรงของผู้คุมต่อนักโทษยิ่งขึ้นเนื่องจากข่าวลือที่นักโทษที่ถูกถอนจากการทดลองนั้นจะทำการบุกเข้ามาช่วยเหลือนักโทษคนอื่นและบอกความจริงให้คนอื่นนั้นรับรู้ แต่ก็เป็นเพียงข่าวลือนั่นทำให้ผู้คุมและคณะวิจัยมีความโมโหเป็นอย่างมากจนสั่งลงโทษนักโทษรุนแรงมากขึ้นอาทิ การขัดโถส้วมโดยใช้มือเปล่าขัดแทน เป็นต้น

ในช่วงของวันที่ 4 ในการทดลองได้มีการเชิญบาทหลวงเข้ามาพูดคุยกับนักโทษ โดยคณะวิจัยให้บาทหลวงประเมินเรือนจำนี้เหมือนของจริงมากเพียงใด บาทหลวงกล่าวว่า เรือนจำนี้ไม่น่ามีความเป็นไปได้ที่จะสร้างอิทธิพลให้กับนักโทษได้แต่ผลลัพธ์กลับน่าตกใจที่สร้างความกดดันแก่นักโทษและผู้คุมได้อย่างมหาศาลเมื่อบาทหลวงถามชื่อนักโทษ นักโทษตอบกลับเลขไอดีแทนชื่อตนเองไปเสียแล้ว อีกทั้งเมื่อบาทหลวงถามว่าทำอย่างไรนักโทษถึงจะออกจากเรือนจำนี้ได้นักโทษตอบว่าหาทนาย บาทหลวงจึงยื่นข้อเสนอว่าจะติดต่อพ่อแม่ของนักโทษให้หาทนาย มีนักโทษบางส่วนตอบตกลงกับข้อเสนอนั้น

ผลสุดท้ายผู้ปกครองของนักโทษบางคนมาพบคณะวิจัยเเละบอกว่ามีบาทหลวงมาพูดถึงการติดต่อทนายแก่ผู้ร่วมทดลองที่รับบทนักโทษหากจะออกจากเรือนจำ  ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นให้ ฟิลิปมีสติกลับมาคิดว่างานวิจัยควรหยุดได้เสียแล้วเพราะผลลัพธ์ร้ายเเรงเเละผู้คุมใช้อำนาจมากขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งในวันที่ 6  ได้หยุดงานวิจัยลง เหตุการณ์ต่อจากนั้นคือทุกฝ่ายไม่ว่าจะเป็นทั้ง ผู้ร่วมการทดลอง คณะผู้วิจัย ได้มีการพูดคุยกันระหว่างกันและกันเพื่อปรับทัศนคติต่อกันหลังจบการทดลองผู้ร่วมทดลองทุกคนก็แยกย้ายกันมีบางส่วนได้ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับการทดลองและฟิลิปได้เขียนหนังสือชื่อ “The Lucifer effect”ซึ่งมีเนื้อหาเกี่ยวกับการทดลองนี้อีกด้วย

ซึ่งสุดท้ายนี้ ความรู้สึกของมนุษย์มีอารมณ์หลากหลายและแสดงถึงความรู้สึกดิบของตนเมื่อสิ่งแวดล้อมมีแรงกดดัน นั้นหมายความว่ามนุษย์มีความอ่อนไหวสูงมาก ไม่ว่าจะใครก็ตามย่อมมีความรู้สึกแท้จริงให้เห็นเมื่อยามที่สิ้นหวังที่สุด จะเป็นคนฉลาด ไหวพริบดีหรือเก่งรอบด้าน ก็ล้วนมีความรู้สึกดิบของตนทั้งนั้น จากการทดลองนี้เป็นการแสดงให้เห็นถึงสถานการณ์เลวร้ายต่อความมืดมิดในจิตใจของมนุษย์สามารถมีอิทธิพลเปลี่ยนคนดีเป็นคนที่ร้ายได้เช่นกัน  เพราะฉะนั้นไม่ว่าคนเราจะอยู่ที่ไหนหากมีความยึดมั่นในคุณความดีอย่างแรงกล้าและมีสติกับสถานการณ์หรือสิ่งเลวร้ายเพียงใด ก็จะแปรรูปผลลัทธ์นั้นได้อย่างแน่นอน


อ้างอิง

สุปราณี สนธิรัตน์ และคณะ. จิตวิทยาทัวไป. กรุงเทพฯ : เนติกุลการพิมพ์, 2537.

Stanford University.(1999). Stanford Prison Experiment .Retrieved 27 March 2016, from http://www.prisonexp.org/

นิติจิตวิทยา. stanford prison experiment งานวิจัยจิตวิทยาผิดจรรยาบรรณ.(ออนไลน์).สืบค้นเมื่อ 27 มีนาคม 2559, จาก http://pantip.com/topic/32483707


อ่านเพิ่มเติม »