ตำนานเอลฟ์ (Elf)

โดย ศิริพงษ์ พิลาไชย

เรื่องราวที่เล่าขานเป็นตำนานเกี่ยวกับชนเผ่าลึกลับของชาวตะวันตกนั้นมีหลายเรื่องราวด้วยกัน ในบรรดาเรื่องเล่าเทพนิยายทั้งหลาย “เอลฟ์” มักจะเป็นเผ่าพันธุ์หนึ่งที่ถูกพูดถึงเสมอ โดยมักจะยึดติดกับเอลฟ์ในภาพลักษณ์ที่งดงาม สง่าผ่าเผย อาศัยอยู่ในดินแดนที่มีอารยะสูงส่ง และเรื่องราวของเอลฟ์ยังถูกนำไปสร้างเป็นบทภาพยนต์ดังหลายเรื่องอีกด้วย

“เอลฟ์” คือสิ่งมีชีวิตอมนุษย์ในตำนานนอร์สและตำนานปรัมปราในกลุ่มประเทศเจอร์เมนิก เอลฟ์ คือ ชนเผ่าที่เกี่ยวข้องกับธรรมชาติและเทพแห่งความอุดมสมบูรณ์ ภาพวาดของชนเหล่านี้มักเป็นมนุษย์ทั้งชายและหญิงที่แลดูอ่อนเยาว์และงดงาม อาศัยอยู่ในป่า ในถ้ำ ใต้พื้นดิน หรือตามบ่อน้ำและตาน้ำพุ มักเชื่อกันว่าพวกเขามีชีวิตยืนยาวมากหรืออาจเป็นอมตะ รวมทั้งมีพลังเวทมนตร์วิเศษ



อายุขัยของเอลฟ์ ในอาร์ดา (โลกของเอลฟ์) นั้นจะมีเวลาที่ผ่านไปจริงๆ กับเวลาสมมุติ ซึ่งเวลาสมมุตินั้นก็คือ ปีวาลาร์และปีตะวัน ปีวาลาร์เป็นเวลาสมมุติในแดนอามัน ส่วนปีตะวันเป็นเวลาสมมุติในมิดเดิ้ลเอิร์ธ โดยหนึ่งปีวาลาร์จะเท่ากับ 10 ปีตะวัน (โดยประมาณ) ดังนั้นเวลาที่ผ่านไปจริงๆ เมื่อนับด้วยเวลาสมมุติปีวาลาร์ที่ผ่านไป 1 ปี บนมิดเดิ้ลเอิร์ธเวลาก็จะผ่านไป 10 ปีตะวัน  บนแผ่นดินอามันนั้นสรรพสิ่งจะเปลี่ยนแปลงไปช้า ๆ หากแต่สรรพสิ่งบนมิดเดิ้ลเอิร์ธนั้นจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว  ชีวิตของเอลฟ์นั้นจะมีความเปลี่ยนแปลงไปอย่างเชื่องช้ามากโดยจะสัมพันธ์กับปีวาลาร์ ขณะที่ชีวิตของมนุษย์นั้นมีความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วซึ่งสัมพันธ์กับปีตะวัน

เมื่อเทียบกับมนุษย์ มนุษย์นั้นจะมีอายุขัยนับแต่เกิดจนตายอยู่ที่ประมาณ 100 ปีตะวัน (กรณีที่ไม่เจ็บป่วยหรือบาดเจ็บจนตายเสียก่อน) โดยที่เอลฟ์ตั้งแต่เกิดออกมา ผ่านไป 100 ปีตะวันก็ยังไม่ผ่านพ้นวัยเด็ก ดังนั้นพวกเอลฟ์จึงนิยมนับอายุเทียบเคียงกับปีวาลาร์ ซึ่งเป็นเวลาสมมุติในแดนอามันแทน

เอลฟ์ของชาวยุโรปเหนือจะแบ่งออกเป็นสองกลุ่ม กลุ่มหนึ่งเรียกว่า "เอลฟ์สว่าง" กับอีกกลุ่มเรียกว่า "เอลฟ์มืด" ซึ่งพวกเอลฟ์มืดจะอยู่ใต้ดินและมีความชำนาญด้านโลหะ

เอลฟ์สว่าง จะมีรูปร่างคล้ายคลึงกับมนุษย์ มีความสวยงามทั้งชายหญิง อาวุธที่เหล่าเอลฟ์ใช้กันโดยส่วนมากจะเป็นธนู แต่บางพวกก็จะใช้ดาบซึ่งเป็นส่วนน้อย

เอลฟ์มืด ถูกระบุว่ามีลักษณะคล้ายคนแคระ เนื่องจากมีร่างกายที่เล็ก หรือในบางครั้งอาจจะดูเหมือนสัตว์ แสงแดดสำหรับพวกเอลฟ์มืดถือเป็นสิ่งมีพิษมีภัย เพราะจะทำให้มันทรมานและกลายเป็นหินได้


ที่มา : http://www.tartoh.com/

จุดกำเนิดของเอลฟ์ตามตำนานนอร์สและตำนานปรัมปราในกลุ่มประเทศเจอร์เมนิก (สแกนดิเนเวียและเยอรมัน)

“พวกเอลฟ์นั้นได้ตื่นขึ้นในยุคที่หนึ่งของ ยุคแห่งพฤกษา ที่ริมทะเลสาบ คุยวิเอเนน ทางตะวันออกของ มิดเดิ้ลเอิร์ธ เวลานั้นโลก อาร์ดา ยังไม่มีดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ มีแต่เพียงแสงสว่างจากแสงดาว พวกเอลฟ์จึงมองเห็นแสงดาวเป็นสิ่งแรก และหลงรักในแสงดาวเหล่านั้น

เทพ โอโรเม เป็น วาลา องค์แรกที่มาพบการตื่นของพวกเอลฟ์ และนำข่าวกลับไปแจ้งยังวาลินอร์ ในยุคนั้นวาลาร์ทั้งปวงอาศัยอยู่ที่วาลินอร์บน ทวีปอามัน ส่วนมิดเดิ้ลเอิร์ธตกอยู่ใต้การก่อความวุ่นวายของ เมลคอร์ เมลคอร์ยังลอบจับตัวเอลฟ์บางคนไปทรมานและดัดแปลงให้กลายเป็น ออร์ค เหล่าวาลาร์จึงมีดำริให้พวกเอลฟ์อพยพมาอยู่ที่ทวีปอามันด้วยกัน เมื่อนั้นจึงเกิดเป็น การเดินทางครั้งใหญ่ ( The Great Journey)”  เป็นเหตุให้เกิดการแบ่งชาติพันธุ์ของเอลฟ์เป็นกลุ่มต่างๆ

ตำนานพื้นบ้านต่างๆของเอลฟ์ในแต่ละประเทศ เช่น สวีเดน  เดนมาร์ก  เยอรมันนี  และอังกฤษ ส่วนใหญ่มักเป็นภูตเพศหญิงที่มีร่างกายเล็ก และมีความงดงามยิ่ง บ้างก็มีปีก บ้างก็ไม่มีปีก

แม้จะมีร่างเล็ก แต่ก็มีมนุษย์ที่หลงรักภูตเอลฟ์ สายเลือดผสมระหว่างเอลฟ์กับมนุษย์จึงเริ่มต้นมาจากความเชื่อเก่าแก่ในตำนานนอร์สโบราณ เมื่อมีราชินีชาวมนุษย์ผู้หนึ่ง ได้รักกับภูตเอลฟ์และได้เสียกันจนให้กำเนิดวีรบุรุษคนหนึ่ง ชื่อ ฮอกนีย์ ส่วนนางเอลฟ์ซึ่งถูกกษัตริย์เฮลกิขืนใจให้กำเนิดธิดานามว่า สกุลด์ ในมหากาพย์ หลายเรื่องของตะวันตกเล่าว่าพวกที่สืบทอดเชื้อสายมาจากเอลฟ์มักจะเป็นผู้ที่งดงามยิ่งกว่ามนุษย์ธรรมดาทั่วไป

เอลฟ์ที่ปรากฏอยู่ในภาพยนต์ดังอย่าง The Lord Of The Ring และ The Hobbit  บทประพันธ์ของ เจ. อาร์. อาร์. โทลคีน ก็ได้รับแรงบันดาลใจจากตำนานนอร์สโบราณ ส่วนเอลฟ์ที่ปรากฏอยู่ในภาพยนต์ดังอีกเรื่อง คือ Harry Potter คือพวกเอลฟ์เป็นภูตที่เป็นเหมือนสัตว์ประหลาด


เอลฟ์ในภาพยนตร์เรื่อง The Lord of The Ring
ที่มา http://f.ptcdn.info/

อย่างไรก็ดี ในขณะที่ Animation และเกมส์ต่าง ๆ ก็แสดงตัวตนของเอลฟ์ว่าเป็นภูตร่างเล็ก ที่ไม่มีพิษภัยกับมนุษย์ แต่คนส่วนใหญ่เมื่อพูดถึงเอลฟ์ก็มักจะพูดถึง หรือติดกับตาภาพลักษณ์ของเอลฟ์ว่าเป็นสิ่งมีชีวิตที่สวยงาม และมีรูปลักษณ์เหมือนมนุษย์ ซึ่งเป็นภาพลักษณ์ที่คุ้นเคยจากภาพยนต์เรื่อง The Lord of The Ring  ซึ่งเป็นภาพนต์ที่เอลฟ์มีบทบาทมากที่สุด และเป็นสิ่งที่ตราตรึงใจของผู้คนในปัจจุบัน


อ้างอิง

เวปสุดยอดตำนานทั่วโลก. Elf เอลฟ์.[Online], สืบค้นเมื่อ 26 สิงหาคม 2559, จาก: http://www.geocities.ws/kyo_petrucci/taleelf.html

ตาโตดอทคอม. ตำนาน เอลฟ์.[Online], สืบค้นเมื่อ 26 สิงหาคม 2559, จาก:  http://www.tartoh.com/topic/8783/Elf

Itsaraboardsct. ตำนานสิ่งมีชีวิตในเทพนิยาย. [Online], สืบค้นเมื่อ 26 สิงหาคม 2559, จาก:  http://archive.wunjun.com/itsaraboardsct/7/340.html

การเติบโตของเอลฟ์.[Online], สืบค้นเมื่อ 26 สิงหาคม 2559, จาก:  http://pantip.com/topic/32989905

คติความเชื่อแบบโบราณ. ตำนาน เอลฟ์ มนุษย์ หรือ อมนุษย์. [Online], สืบค้นเมื่อ 26 สิงหาคม 2559, จาก: http://horoscope.thaiza.com/


อ่านเพิ่มเติม »

มหาวิทยาลัยอ๊อกฟอร์ด (Oxford)

โดย สปัน เย็นเสมอ

หากพูดถึงมหาวิทยาลัยสำคัญของโลกที่ได้สร้างชื่อสียงให้แก่วงการต่างๆในหลายทวีป  สร้างบุคลากรที่มีคุณภาพมาสร้างสรรค์ความเจริญให้แก่บุคคลรุ่นหลัง รวมทั้งยังเป็นมหาวิทยาลัยที่มีอายุเก่าแก่นับหลายร้อยปี และปัจจุบันยังคงมีความเจริญงดงามทางด้านสถาปัตยกรรม ก็คงหนีไม่พ้นมหาวิทยาลัยอ๊อกฟอร์ด (Oxford) แห่งราชอาณาจักรอังกฤษนั่นเอง

มหาวิทยาลัยอ๊อกฟอร์ด ตั้งอยู่ในเมืองอ๊อกซฟอร์ด ประเทศอังกฤษ เป็นมหาวิทยาลัยที่ใหญ่โตและมีชื่อเสียงเป็นอันดับต้นๆของสหราชอาณาจักร แต่กลับไม่พบประวัติการก่อตั้งที่แน่นอน พบเพียงว่ามีอายุราวๆ 800 ปีล่วงมาแล้ว โดยมีการจัดการเรียนการสอนมาตั้งแต่ พ.ศ.1639 (ค.ศ.1096) โดยเริ่มขึ้นหลังจากที่พระเจ้าเฮนรี่ที่ 2 ของอังกฤษ ทรงสั่งห้ามชาวอังกฤษไปศึกษา ณ มหาวิทยาลัยปารีส นักวิชาการและนักศึกษาอังกฤษที่เชี่ยวชาญในด้านสาขาต่างๆจึงรวมตัวกันที่เมืองอ๊อกซฟอร์ด และได้เกิดมหาวิทยาลัยขึ้น



หลังจากที่ก่อตั้งมหาวิทยาลัยอ๊อกฟอร์ด ได้ไม่นาน ก็ได้เกิดการจลาจลระหว่างนักวิชาการกับชาวเมืองอ๊อกซฟอร์ดขึ้น จนทำให้หญิงสาวชาวบ้านถูกแขวนคอเสียชีวิต นักศึกษาและนักวิชาการจำนวนหนึ่งจึงพากันหนีไปยังเมืองเคมบริดจ์ และก่อตั้งมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ขึ้น และสาเหตุที่ทั้งสองมหาวิทยาลัยมีความคล้ายคลึงกันก็เนื่องมาจากนักวิชาการจากมหาวิทยาลัยอ๊อกฟอร์ด ได้นำเอาวิธีการจัดการศึกษาในรูปแบบวิทยาลัยและระบบติวเตอร์ รวมทั้งการจัดหลักสูตรไปประยุกต์ใช้กับมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ทำให้ทั้งสองมหาวิทยาลัยมีการแข่งขันทางวิชาการมาอย่างยาวนาน และมีชื่อเสียงมากที่สุดในสหราชอาณาจักร โดยที่มหาวิทยาลัยอ๊อกฟอร์ด จะเน้นการเรียนการสอนในด้านสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ ส่วนมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์จะเน้นทางด้านวิทยาศาสตร์

เกียรติภูมิของมหาวิทยาลัยอ๊อกฟอร์ด  นั้นถือว่าเป็นมหาวิทยาลัยที่เก่าแก่แห่งหนึ่งของโลกที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาแม่ และยังเป็นมหาวิทยาลัยต้นแบบในการพัฒนาให้แก่มหาวิทยาลัยอื่นๆในหลายๆทวีป ไม่ว่าจะเป็นมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ในประเทศอังกฤษ มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ในสหรัฐอเมริกา  และอีกมากมายในประเทศแคนาดา และออสเตรเลีย  เป็นต้น

มหาวิทยาลัยอ๊อกซฟอร์ดในระยะแรกมีการจัดการเรียนการสอนในด้านการค้นคว้าวิจัยทางวรรณคดี ประวัติศาสตร์ คัมภีร์ศาสนา ภาษา โบราณคดี ศิลาจารึก ดนตรี การละคร มานุษยวิทยา ฯลฯ โดยมุ่งสอนนักศึกษาให้เป็นบัณฑิตในอุดมคติ เพราะแต่เดิมนั้นผู้ก่อตั้งมหาวิทยาลัยเป็นบาทหลวงในศาสนาคริสต์ วิทยาลัยทุกแห่งที่ก่อตั้งในระยะแรกจะมีโบสถ์ไว้สวดมนต์หรือประกอบพิธีศาสนา  ต่อมาภายหลังเมื่อรัฐบาลอังกฤษต้องการความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจและวิทยาศาสตร์-เทคโนโลยี จึงกระตุ้นให้มหาวิทยาลัยในสหราชอาณาจักรหันไปเน้นวิทยาศาสตร์และการบริหารจัดการ โดยจัดสรรทุนให้สาขาเหล่านี้ทำวิจัยมากขึ้นเป็นพิเศษ จนสามารถเร่งพัฒนาวิทยาศาสตร์และบริหารธุรกิจให้ประสบความสำเร็จ และด้วยความที่มหาวิทยาลัยอ๊อกซฟอร์ดมีรากฐานทางวิชาการที่เข้มแข็ง ผ่านการสั่งสมประสบการณ์การบริหารวิชาการมาอย่างต่อเนื่องไม่ต่ำกว่า 800 ปี  ส่งผลให้มหาวิทยาลัยอ๊อกซฟอร์ดสามารถก้าวมาอยู่ระดับแนวหน้าของโลกได้อย่างงายดาย

นอกจากนั้นมหาวิทยาลัยอ๊อกฟอร์ด ยังมีรูปแบบสถาปัตยกรรมที่โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์  ตึกเรียนภายในมหาวิทยาลัยได้ถูกใช้ในการถ่ายทำภาพยนตร์ระดับโลกไม่ว่าจะเป็น แฮรี่ พอตเตอร์ และ เจมส์ บอนด์  จนทำให้มหาวิทยาลัยอ๊อกฟอร์ด กลายมาเป็นสถานที่ท่องที่ยวที่น่าสนใจแห่งหนึ่งในประเทศอังกฤษที่หลายๆ คนล้วนต้องการมาเยี่ยมเยือนความคลาสสิกของสถาปัตยกรรมแห่งนี้สักครั้งในชีวิต
 


ห้องสมุดของมหาวิทยาลัยอ๊อกฟอร์ด มีชื่อว่า Bodlear Library ได้มีการจดทะเบียนเป็นห้องสมุดสงวนลิขสิทธิ์แห่งที่สองถัดจากสำนักหอสมุดแห่งชาติ นั่นก็แปลว่า หนังสือที่จัดพิมพ์ขึ้นทุกเล่มในสหราชอาณาจักรจะถูกส่งไปยังมหาวิทยาลัยอ๊อกฟอร์ด ทำให้นักศึกษาสามารถศึกษาหาความรู้จากตำราเรียนที่หลากหลายและมีความทันสมัยได้อย่างมีประสิทธิภาพ  จึงเป็นการเพิ่มพูนความรู้ที่ถูกต้องให้แก่บุคลากรของมหาวิทยาลัย

สิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับนักศึกษามหาวิทยาลัยอ๊อกฟอร์ด มีมากมายหลากหลายเหมายกับการคลายเครียดจากการเรียนที่เข้มข้นในคาบเรียน  ซึ่งมีออกมาในหลายๆรูปแบบ เช่น สถานที่ออกกำลังกาย ซึ่งประกอบไปด้วย สนามฟุตบอล สนามเทนนิส สนามแบตมินตัน สระว่ายน้ำ และในรูปแบบบัตรนักศึกษาที่ใช้เป็นส่วนลดในการซื้อสินค้าตามร้านค้าต่างๆในเมืองอ๊อกซฟอร์ด  นับเป็นการบริการด้านสิ่งอำนวยความสะดวกที่มหาวิทยาลัยจัดขึ้นเพื่อให้นักศึกษาได้ผ่อนคลายอย่างแท้จริง



มหาวิทยาลัยอ๊อกฟอร์ด ได้สร้างศิษย์เก่าที่มีชื่อเสียงในสาขาต่างๆมากมาย ไม่ว่าจะเป็น ผู้ก่อตั้งมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ผู้ร่วมในคณะนักบวชเพียวริแตนในการก่อตั้งมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ผู้ก่อตั้ง University College London พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงได้ปรับปรุงจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อดัม สมิท นักเศรษฐศาสตร์การเมือง โทนี่ แบลร์ นายกรัฐมนตรีแห่งสหราชอาณาจักร และบุคคลสำคัญอื่นๆ อีกมากมาย ซึ่งจะเห็นได้ว่าแต่ละบุคคลได้สร้างสรรค์คุณงามความดีไว้ให้แก่บรรพชนรุ่นหลังอย่างมากมาย

มหาวิทยาลัยอ๊อกฟอร์ด ถือเป็นมหาวิทยาลัยที่โด่งดังและทันสมัยแห่งหนึ่งของโลกที่มีประวัติอันเลืองชื่อมาอย่างยาวนาน มีการเติบโตทางด้านวิชาการอย่างก้าวกระโดดตามการเปลี่ยนแปลงของโลกในยุคปัจจุบัน จึงไม่แปลกที่ อ๊อกฟอร์ด ได้กลายมาเป็นมหาวิทยาลัยชั้นนำของโลกที่ใครๆ ก็ใฝ่ฝันที่จะเข้ามาเรียน


อ้างอิง

มหาวิทยาลัยอ๊อกซฟอร์ด.สืบค้นเมื่อ 16 กันยายน 2559, จาก :
https://th.wikipedia.org/wiki/

มหาวิทยาลัยอ๊อกซฟอร์ด.สืบค้นเมื่อ 16 กันยายน 2559, จาก :
http://www.baanjomyut.com/library_2/extension-1/university_of_oxford/index.html

University of Oxford แหล่งผลิตบุคคลชั้นนำของโลก.สืบค้นเมื่อ 16 กันยายน 2559, จาก :
http://www.dek-d.com/studyabroad/13737/

University of Oxford.สืบค้นเมื่อ 16 กันยายน 2559, จาก :
http://www.hotcourses.in.th/study/uk/school-college-university/university-of-oxford/3757/international.html

University of Oxford.สืบค้นเมื่อ 16 กันยายน 2559, จาก :
http://www.siuk-thailand.com/profiles/university/oxford/

อ่านเพิ่มเติม »

สงครามวอเตอร์ลู (Waterloo)

โดย วิภาวี เพชรรื่น

สงครามวอเตอร์ลูเป็นอีกเหตุการณ์สำคัญหนึ่งที่มีชื่อเสียงมากในสงครามนโปเลียน และเป็นสงครามสุดท้ายในชีวิตของนโปเลียน ผู้ได้รับชัยในศึกครั้งนี้คือ ดยุคแห่งเวลลิงตัน อาเธอร์ เวลเลสลี่ย์ ถึงกับเอ่ยปากว่า ‘มันเป็นเรื่องที่เฉียดฉิวมาก’ เพราะสงครามครั้งนี้เป็นการรบที่ดุเดือด มีสภาพแวดล้อมที่โหดร้าย รวมถึงกลยุทธิ์แผนการโจมตีที่ละเอียดอ่อน

จุดฉนวนสาเหตุการเกิดสงครามวอเตอร์ลูเริ่มจากการประชุมสภาคองเกรสที่เวียนนา ซึ่งเป็นการประชุมก่อนถึงศึกวอเตอร์ลูเพียง 9 วัน ทางฝ่ายสัมพันธ์มิตรซึ่งประกอบด้วยรัสเซีย ปรัสเซีย ออสเตรียร่วมกับอังกฤษมาเข้าร่วมประชุมกัน และได้ข้อสรุปของการหารือกันว่านโปเลียนเป็นศัตรูและเป็นผู้สั่นคลอนสันติภาพของโลก จุดมุ่งหมายของการประชุมครั้งนี้ต้องการที่จะให้มีการจัดระเบียบยุโรปใหม่ทั้งหมด

ในเดือนพฤษภาคม ค.ศ.1814 จักรพรรดิ์นโปเลียนถูกกดดันให้สละราชสมบัติ และถูกเนรเทศให้ไปเกาะเอลบา ในระหว่างนั้นพระเจ้าหลุยส์ที่ 18 ก็ขึ้นครองราชย์แทน ในเวลา 10 เดือนต่อมานโปเลียนได้เสด็จหนีจากเกาะเอลบาเพื่อกลับมายังฝรั่งเศส ก่อนที่จะถึงปารีส กองทัพของนโปเลียนเจอกับกองทัพของนายพลเนย์ซึ่งเคยเป็นขุนพลคู่ใจ ทางฝั่งนายพลเนย์ก็ได้รับคำสั่งให้ไปจับนโปเลียนมาถวายพระเจ้าหลุยส์ที่ 18 ทั้งสองฝ่ายเผชิญหน้ากันแต่ทหารของนายพลเนย์กลับไม่ยอมยิงปืนใส่นโปเลียน ต่างวิ่งเข้าไปต้อนรับนโปเลียน นายพลเนย์จึงต้องยอมจำนนและพานโปเลียนกลับมาครองราชย์ดังเดิม



ช่วงที่นโปเลียนกลับมาเป็นช่วงเวลาที่มีการประชุมแห่งเวียนนาอยู่ ตรงกับวันที่ 13 มีนาคม ค.ศ.1815 ทางฝ่ายสัมพันธมิตรประกอบไปด้วยรัสเซีย, ปรัสเซีย, ออสเตรียและอังกฤษมาประชุมกัน ได้มติที่ประชุมคือนโปเลียนเป็นศัตรูและเป็นผู้สั่นคลอนสันติภาพของโลก สงครามจึงเริ่มต้นขึ้น ศึกครั้งนี้ทางฝ่ายสัมพันธมิตรได้ส่งกองทัพอังกฤษโดยมีดยุคแห่งเวลลิงตันหรือจอมพลอาเธอร์ เวลเลสลี่ย์เป็นแม่ทัพ และกองทัพปรัสเซียโดยมีจอมพลเกอร์ราด วอน บลูเกอร์เป็นแม่ทัพ เพื่อเผชิญหน้ากับกองทัพฝรั่งเศสของนโปเลียน

หลังจากที่การประชุมแห่งเวียนนาจบลง ดยุคเวลลิงตันได้ไปพบกับนายพลบลูเกอร์เพื่อประชุมกันที่เพอร์มองต์ในวันที่ 3 พฤษภาคม ค.ศ.1815 พวกเขาทั้งสองมีความคิดว่านโปเลียนจะไม่เป็นฝ่ายโจมตีก่อน แต่ถ้านโปเลียนบุกโจมตีก่อนก็จะรวมทัพที่ควอเตอร์ บราสกับซอมเบรฟเฟ่ จากนั้นทั้งสองได้แยกย้ายไปจัดเตรียมกองทัพของตนเอง โดยนายพลบลูเกอร์ไปตั้งทัพที่นาเมอร์ ส่วนดยุคเวลลิงตันไปตั้งทัพที่บรัสเซลส์

ในวันที่ 14 มิถุนายน ค.ศ. 1815 นโปเลียนย้ายกองบัญชาการไปตั้งอยู่ที่ชาร์เลรอยด์ โดยที่ดยุคเวลลิงตันกับนายพลบลูเกอร์ไม่รู้ตัว ช่วงดึกวันที่ 15 มิถุนายน ค.ศ. 1815 กองกำลังของนโปเลียนบุกเข้าโจมตีกองทัพปรัสเซียของนายพลบลูเกอร์ เกิดศึกประจันหน้าระหว่างฝรั่งเศสและปรัสเซียขึ้นที่เมืองลิกนี่ นโปเลียนมีจุดประสงค์ของการโจมตีครั้งนี้เพื่อให้กองทัพของนายพลบลูเกอร์ถอยห่างจากกองทัพของดยุคเวลลิงตัน จากนั้นนโปเลียนก็รอกำลังเสริมของนายพลเนย์เพื่อปิดฉากกองทัพปรัสเซีย แต่นายพลเนย์ไม่เข้าใจแผนของนโปเลียนจึงไม่ได้ส่งกองกำลังเสริมมาโจมตี ส่งผลให้การต่อสู้นี้นโปเลียนได้รับชัยชนะแต่ไม่เด็ดขาด ส่วนทางนายพลบลูเกอร์ก็ถอยทัพร่นไปให้อยู่ใกล้กับกองทัพของดยุคเวลลิงตัน

ความผิดพลาดของนโปเลียนเกิดขึ้นช่วงที่นโปเลียนต้องใช้ความรวดเร็วในการบุก แต่ว่าการรบของนโปเลียนช้ากว่าเกณท์ที่กำหนดไว้ ในวันที่ 16 -17 มิถุนายนนั้นจึงเป็นช่วงเวลาที่สูญเปล่า ในขณะเดียวกันดยุคเวลลิงตันก็รู้แผนการของนโปเลียนก่อนแล้วจึงเคลื่อนทัพมาที่วอเตอร์ลู



ในวันที่ 18 มิถุนายน ค.ศ. 1815 ที่เมืองวอเตอร์ลู ประเทศเบลเยี่ยม ซึ่งเป็นวันที่สภาพอากาศไม่เอื้อต่อการรบ พื้นดินเต็มไปด้วยโคลน เป็นเหตุให้กองทัพของนโปเลียนเดินทัพช้ากว่าที่กำหนดไว้ จึงทำให้ศัตรูรู้แผนการของนโปเลียนทั้งหมด จากนั้นก็เริ่มเปิดศึกโจมตีประมาณช่วงเวลา 11 โมงครึ่ง การรบเป็นไปอย่างดุเดือดจนถึง 6 โมงเย็น ในวันนั้นทางกองทัพฝรั่งเศสสามารถยึดฟาร์มฮูทกรูมอนต์ได้สำเร็จ ในขณะที่กองทัพของเวลลิงตันกำลังเสียท่านั้น กองทัพของนายพลบลูเกอร์ก็โผล่มาสมทบได้ทันเวลา ระดมเข้าโจมตีกองทัพฝรั่งเศสจนย่อยยับ และผลการสู้รบของสงครามครั้งนี้คือฝ่ายกองทัพนโปเลียนขอยอมแพ้

หลังจากสงครามครั้งนี้นโปเลียนถูกบังคับให้สละราชบัลลังก์อีกครั้ง และถูกส่งตัวไปยังเกาะเซนต์เฮเลน่าจนสิ้นพระชนม์ ก่อนสิ้นพระชนม์นโปเลียนได้สูญเสียความทรงจำ รวมทั้งเห็นภาพหลอน ท่านจากโลกนี้ไปอย่างผู้แพ้ และสิ้นหวังได้ไม่นาน ก็กลับมามีชื่อเสียง ทั้งในฐานะกษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ แม่ทัพผู้เก่งกล้าสามารถ และนักปกครองอัจฉริยะ ตำนานของนโปเลียนถูกสร้างใหม่ และเล่าขานจากคนรุ่นหนึ่งสู่อีกรุ่นหนึ่งจนถึงปัจจุบัน ส่วนดยุคเวลลิงตันท่านได้รับการยกย่องให้เป็นวีรบูรุษผู้พิชิตนโปเลียน ถึงกองทัพอังกฤษจะเป็นฝ่ายชนะแต่ท่านกลับรู้สึกช้ำใจที่ได้รับชัย เพราะมีทหารล้มตายเป็นจำนวนมาก สงครามครั้งนี้เป็นการปิดฉากของสงครามนโปเลียนอย่างถาวร

“ชัยชนะท่ามกลางซากศพเป็นชัยชนะที่น่าเศร้ายิ่งนัก” เป็นประโยคที่ดยุคเวลลิงตันได้กล่าวไว้หลังจากได้รับชัยชนะที่วอเตอร์ลู เห็นได้ชัดว่าสงครามมักให้บทเรียนที่เป็นความทุกข์ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายแพ้หรือชนะ สงครามไม่ใช่ทางออกของผู้ที่ต้องการความสงบสุขแต่เป็นเครื่องหมายของความมีอำนาจของผู้ที่แสวงหาอำนาจอย่างไม่มีที่สิ้นสุด เพราะเมื่อแพ้หรือชนะสงคราม สงครามก็ยังเกิดขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่า ฝ่ายที่ชนะบ้านเมืองอาจจะเจริญขึ้นแต่ก็เสี่ยงที่จะตกเป็นเป้าของมหาอำนาจอื่น ส่วนฝ่ายที่แพ้อาจส่งผลเสียต่อบ้านเมือง แต่ไม่ได้ทำให้บ้านเมืองถดถอยเสมอไป เพราะความพ่ายแพ้ของนโปเลียนในสงครามวอเตอร์ลูเป็นการฟื้นฟูสถาบันพระมหากษัตริย์ของฝรั่งเศสเป็นครั้งที่สอง น่าเสียดายที่ความทะเยอทะยานของนโปเลียนกลับมาทำร้ายตนเอง


อ้างอิง

iseehistory.  (2550).  Waterloo ความมโหฬารของสงครามปราบจักรพรรดิ์นโปเลียน.  (ออนไลน์).  สืบค้นเมื่อ 18 กันยายน 2559, จาก http://www.iseehistory.com/index.php?lay=show&ac=article&Id=492575

Quincy.  (2554).  สงครามนโปเลียน.  (ออนไลน์).  สืบค้นเมื่อ 18 กันยายน 2559, จาก http://www.thailandsusu.com/webboard/index.php?topic=197819.0;wap2

symmetryrebirth.  (2554).  สมรภูมิวอเตอร์ลู.  (ออนไลน์).  สืบค้นเมื่อ 18 กันยายน 2559, จาก http://symmetryrebirth.exteen.com/20110618/entry

พิไลรัตน์ อินจันทร์.  (2556).  ตำนานสงครามวอเตอร์ลู.  (ออนไลน์).  สืบค้นเมื่อ 18 กันยายน 2559 จาก https://aung06510087.wordpress.com/2013/02/24/ตำนานสงครามวอเตอร์ลู/

อ่านเพิ่มเติม »

มหาวิหารเซนต์สตีเฟน จิตวิญญาณแห่งเวียนนา (Stephansdom)

โดย  ทะนงลักษณ์   ยศกลาง

เมื่อใดก็ตามที่มีการกล่าวถึงกรุงเวียนนาเมืองหลวงของประเทศออสเตรีย เชื่อได้ว่าหลายๆคนคงจะจินตนาการถึงภาพแห่งความโรแมนติก ศิลปะอันงดงาม เสียงดนตรีคลาสสิคอันไพเราะ และสถาปัตยกรรมมากมายที่ล้ำค่า ซึ่งหนึ่งในสิ่งก่อสร้างที่มีชื่อเสียงมากที่สุดของกรุงเวียนนาคือ มหาวิหารเซนต์สตีเฟน (St. Stephen) อันศักดิ์สิทธ์และยังนับว่าเป็นสัญลักษณ์ของกรุงเวียนนาที่ตั้งสูงตระหง่าอยู่ท่ามใจกลางเมืองแห่งเสียงดนตรีอีกด้วย

มหาวิหารเซนต์สตีเฟน ( St. Stephen Cathedral ) มีชื่อเฉพาะที่เป็นภาษาเยอรมันคือ ชเตฟานส์โดม( Stephansdom ) เป็นโบสถ์นิกายโรมันคาทอลิกที่สำคัญที่สุดของออสเตรีย ซึ่งตั้งอยู่บริเวณจุดศูนย์กลางของกรุงเวียนนา มหาวิหารแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1137 เพื่ออุทิศให้แก่นักบุญสตีเฟน ในสมัยโรมันนั้นถูกใช้เป็นสถานที่สำหรับฝังศพ และบรรจุศพของทั้งขุนนางและคนธรรมดา โดยมีความเชื่อว่าการได้รับการบรรจุศพภายในมหาวิหารแห่งนี้นับว่าเป็นสิ่งที่มีเกียรติอย่างยิ่งเพราะได้ใกล้ชิดกับนักบุญ ส่วนผู้ที่ไม่ค่อยมีเกียรติยศเท่าใดนักก็จะได้รับการฝังใกล้มหาวิหารแห่งนี้


ที่มา:  http://www.planetware.com/

มหาวิหารเซนต์สตีเฟนถือว่าเป็นสิ่งก่อสร้างเก่าแก่ที่อยู่คู่บ้านคู่เมืองมานานแสนนานถูกสร้างตามสถาปัตยกรรมยุโรปแบบกอทิก ที่มีความอ่อนช้อยงดงามเป็นอย่างมาก ซึ่งจะเห็นได้อย่างชัดเจนว่าตัวโบสถ์นั้นมีขนาดใหญ่ ทรงสูง มียอดปลายแหลมหลายยอด ซึ่งถูกสร้างด้วยหินปูนที่มีความยาว 107 เมตร กว้าง 70 เมตร สูง 136.7 เมตร และมีทางเดินกลางที่ยาว 38.9  เมตร

อาสนวิหารนี้มีหอที่ชาวเวียนนาเรียกว่า สเตฟเฟิล (Steffle) ซึ่งแผลงมาจากคำว่า Stephen เป็นหอใต้ขนาดใหญ่ที่สูงเด่นสง่าถึง 136.7 เมตร ใช้เวลาสร้างทั้งสิ้น 65 ปี ระหว่าง ค.ศ. 1368 ถึง ค.ศ. 1433 ระหว่างการล้อมกรุงเวียนนา ในปี ค.ศ. 1529 และอีกครั้งในยุทธการเวียนนาปี ค.ศ. 1683 หอใต้ขนาดมหึมานี้ใช้เป็นหอสังเกตการณ์อีกทั้งยังเป็นที่ตั้งของกองบังคับการต่างๆเพื่อใช้ในการป้องกันกรุงเวียนนาโดยมีกำแพงล้อมรอบ ภายในตัวหอนี้มีห้องพักสำหรับผู้ที่ทำหน้าที่สังเกตการณ์อีกด้วย ซึ่งหอสเตฟเฟิลนั้นมีผู้ประจำการตอนกลางคืนมาจนถึงปี ค.ศ. 1956 ถ้าเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉิน เช่น ไฟไหม้ในเมือง ผู้ประจำการหอก็จะสั่นระฆังเพื่อเป็นการแจ้งเตือนให้กับประชาชน บนยอดของหอนั้นจะเป็นที่ตั้งของราชอินทรีสองหัว ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ตราอาร์มของราชวงศ์ฮับส์บรูก – ลอแรน ซึ่งบริเวณหน้าอกจะเป็นกางเขนอัครบิดรที่หมายถึง Apostolic Majesty ของพระมหากษัตริย์แห่งฮังการี

ส่วนหอเหนือนั้นมีการสร้างยอดหอในลักษณะที่เป็นแบบเรอเนสซองที่เรียกกันว่า “ยอดหอน้ำ” ( Water tower top ) โดยหอเหนือนี้มีความสูง 68 เมตร ซึ่งเทียบได้ราวครึ่งหนึ่งของความสูงของหอใต้เลยทีเดียว

ประตูยักษ์ ( Riesentor ) หมายถึงกระดูกต้นขาของ Mastodon ซึ่งเป็นทางเข้าหลักของมหาวิหารแห่งนี้ หน้าบันไดเหนือประตูนั้นเป็นภาพพระเยซูในท่า “ พระเยซูผู้ทรงอานุภาพ ” ประดับด้วยทูตสวรรค์ที่มีปีก 2 องค์ ซึ่งทางด้านซ้ายและขวาของประตูยักษ์จะมีหอโรมันอยู่ 2 หอ ซึ่งถูกขนานนามว่า “ หอไฮเดน ” แต่ละหอนั้นมีความสูง 65 เมตร

อีกหนึ่งจุดเด่นของอาสนวิหารนักบุญสตีเฟน คือลวดลายอันวิจิตรงดงามของหลังคาที่ปูด้วยกระเบื้องหลากสี ซึ่งมีความยาว 111 เมตร โดยใช้กระเบื้องเคลือบทั้งหมด 230,000 แผ่น การวางกระเบื้องถูกออกแบบให้เป็นรูปอินทรีสองหัวที่อยู่เหนือบริเวณร้องเพลงสวดทางด้านใต้ของสิ่งก่อสร้าง ส่วนทางด้านเหนือเป็นสัญลักษณ์ตราอาร์มของกรุงเวียนนาและของสาธารณรัฐออสเตรีย ในช่วงปีค.ศ 1945  โครงไม้ของหลังคาได้รับความเสียหายจากเหตุการณ์เพลิงไหม้ที่ข้ามมาจากสิ่งก่อสร้างอื่น การซ่อมแซมหลังคาโบสถ์ในครั้งนี้ไม่สามารถบูรณะด้วยไม้ได้เพราะต้องใช้ไม้เป็นจำนวนมหาศาล จึงได้ใช้โครงสร้างเหล็กหล่อ 600 เมตริกตันแทนที่


ที่มา:  http://www.planetware.com/

ภายในอาสนวิหารนักบุญสตีเฟนนั้นจะประกอบไปด้วยแท่นบูชาทั้งสิ้น 18 แท่น ซึ่งฉากแท่นบูชาน็อยชตัดท์จัดว่าเป็นแท่นบูชาที่เด่นที่สุด ถูกสร้างขึ้นในปีค.ศ. 1447 โดยจักรพรรดิฟรีดริชที่ 3 ซึ่งปัจจุบันนี้ภายในตัวโบสถ์นั้นมีระบบทำความร้อนในช่วงฤดูหนาวโดยใช้เครื่องมือตามจุดต่างๆเพื่อลดการหมุนเวียนของอากาศให้น้อยที่สุดซึ่งเป็นวิธีที่จะช่วยให้สิ่งก่อสร้างหรืองานศิลปะไม่ให้ถูกทำลายโดยจะรักษาอุณหภูมิในโบสถ์ให้อยู่ในระดับประมาณ 10 องศาเซลเซียส

ปัจจุบันนี้นักท่องเที่ยวสามารถเข้าชมความสวยงามของมหาวิหารแห่งนี้ได้ในช่วงวันจันทร์ ถึง วันเสาร์ ตั้งแต่เวลา 6:00-22:00 นาฬิกา และในวันอาทิตย์รวมไปถึงวันหยุดราชการ ได้ตั้งแต่เวลา 7:00 -22:00 นาฬิกา

มหาวิหารเซนต์สตีเฟนยังคงตั้งตระหง่าอย่างโดดเด่นมาจนกระทั่งปัจจุบันนี้ แม้ว่าบางส่วนจะเคยถูกทำลายด้วยเพลิงไฟ แต่ก็ไม่สามารถเผาทำลายศิลปะความงดงามของมหาวิหารแห่งนี้ไปได้ ความยิ่งใหญ่ของมหาวิหารเป็นจุดเด่นที่มีชื่อเสียงอย่างมากทำให้นักท่องเที่ยวจากทั่วทุกมุมโลกหลั่งไหลเข้ามาเที่ยวชมความงดงามของสถาปัตยกรรมแบบโรมานเนสก์ กอทิก อย่างล้มหลาม ถ้าหากท่านใดมีโอกาสได้ไปเยือนกรุงเวียนนาจึงมิควรพลาดที่จะไปเที่ยวชมความยิ่งใหญ่และความงดงามของมหาวิหารแห่งนี้


อ้างอิง

จัตุรัสสเตฟาน- มหาวิหารเซนต์สตีเฟน. สืบค้นเมื่อ 20 กันยายน 2559, จาก: http://www.europefanclub.com/stephansplatz-st-stephens-cathedral/

วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี. (2559).  ชเตฟันสโดม.  สืบค้นเมื่อ 20 กันยายน 2559, จาก: https://th.wikipedia.org/wiki/ชเตฟันสโดม

MGR Online.  (2553).  “เวียนนา” นครแห่งเสียงดนตรี งดงาม โรแมนติก.  สืบค้นเมื่อ 19 กันยายน 2559. จาก: http://www.manager.co.th/Travel/ViewNews.aspx?NewsID=9530000102956


อ่านเพิ่มเติม »

นครแอตแลนติส (Atlantis)

โดย สุพิชชา บูรพาพรพันธ์

เรื่องราวความเป็นมาของอาณาจักรโบราณต่างๆ ในตะวันตก มีตำนานที่เล่าขานกันมาหลากหลาย ทั้งที่มีหลักฐานจากการค้นพบ หรือยังรอการพิสูจน์ เช่นเดียวกับอาณาจักรโบราณที่ชื่อว่า “นครแอตแลนติส” ก็รอการค้นพบว่าอาณาจักรนี้จมอยู่ใต้มหาสมุทรแห่งใดแห่งหนึ่ง หรืออาจจะเป็นเพียงตำนานที่ผู้คนเล่าขานกันมาเท่านั้น


จำลองนครแอตแลนติสที่จมอยู่ใต้มหาสมุทร
ที่มา : http://4.bp.blogspot.com/

“นครแอตแลนติส” คำว่า แอตแลนติส มาจากนามของ “แอตลาส” ซึ่งเป็นบุตรของเทพโพไซดอน เป็นอาณาจักรโบราณที่หายสาบสูญ มีลักษณะเป็นทวีป กลางนครแอตแลนติสเป็นที่ราบแห้งแล้ง มีภูเขาสูงกั้นขวางลมทางเหนือ มีดินอุดมสมบูรณ์ ป่าไม้ สินแร่และสัตว์ป่า สภาพอากาศเป็นแบบกึ่งเขตร้อน เก็บเกี่ยวพืชผลปีละสองครั้ง นอกจากนี้ยังมีท่าเรือใหญ่มากมาย สำหรับการติดต่อการค้ากับโลกภายนอก มีการกล่าวว่า อารยธรรมโบราณ ไม่ว่าจะเป็นอียิปต์ เมโสโปเตเมีย ไปจนถึงชนเผ่าอินคา มายา และแอชแท็กในแถบอเมริกากลาง ก็ได้รับวัฒนธรรมรวมทั้งสิ่งปลูกสร้างที่มหัศจรรย์จากชาวแอตแลนติสทั้งสิ้น

เชื่อกันว่าแอตแลนติสตั้งอยู่บริเวณใกล้ ๆ กับเสาหินแห่งเฮอร์คิวลีส (Pillars of Hercules) ซึ่งในปัจจุบัน ก็คือช่องแคบยิบรอลตา (Gibraltar) เป็นช่องแคบที่เชื่อมต่อระหว่างมหาสมุทรแอตแลนติกกับทะเลอัลโบรันและแยกประเทศสเปนออกจากประเทศโมร็อกโก โดยน่าจะเป็นหมู่เกาะอะซอเรส (Azores) หรือ คานารีส (Canaries) ของโปรตุเกส


บริเวณที่ตั้งของนครแอตแลนติส
ที่มา : http://www.thairath.co.th/

ตามตำนานกล่าวว่าช่วงเวลาที่แอตแลนติสล่มสลายไป อยู่ในช่วงเวลาประมาณ 9,000 - 12,000 ปีก่อน ซึ่งเป็นช่วงที่เปลือกโลกเกิดการเปลี่ยนแปลง แกนโลกเอียงมาก มีการกล่าวว่า นครแอตแลนติสที่หายสาบสูญอาจเกิดจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวและถูกคลื่นยักษ์ไหลท่วมจมหายไปในทะเล

ผู้ที่สร้างตำนานแห่งอาณาจักรลึกลับนี้ คือ “เพลโต” นักปรัชญาชื่อดังของกรีกโบราณ เพลโตเขียนถึงแอตแลนติสในหนังสือเล่มหนึ่งที่ชื่อว่า ทีเมอุสและครีทีแอซ ซึ่งประกอบด้วยเนื้อหาเกี่ยวกับบทสนทนาของคุณทวดของท่านที่ชื่อ “ครีทีแอซ” ได้ยินนิทานที่ท่านพ่อของทวด “ดรอพิเดส” เล่าไว้ว่า เพื่อนของท่าน นามว่า ซาลอน (Solon) มีชีวิตอยู่ในราว 533 ปีก่อนคริสต์ศักราช ได้ยินเรื่อง แอตแลนติส จากพระชาวอียิปต์มาอีกทอดหนึ่ง ซาลอน กล่าวว่า
“แอตแลนติสอยู่บนเกาะกลางมหาสมุทรแอตแลนติก ชาวเมืองเป็นลูกหลานของโพไซดอนเทพแห่งทะเล มีกษัตริย์ปกครองถึง 10 พระองค์ ซึ่งเป็นบุตรที่กำเนิดจากนางไคลโตและเทพไซดอน ในเมืองหลวงจะมีบ่อน้ำร้อนสำหรับอาบน้ำในฤดูหนาวและบ่อน้ำเย็นสำหรับอาบน้ำในฤดูร้อน มีกำแพงเมืองทองคำ วิหารเงิน มีอุทยานหย่อนใจ ชาวเมืองมีการศึกษาและความสามารถด้านทำสงคราม รวมถึงศีลธรรมอันสูงส่ง ตัวเกาะแบ่งออกเป็นวงแหวนเรียงซ้อนกัน 5 วง โดยมีสะพานเชื่อมโยงระหว่างวง และเรือเดินสมุทรสามารถลอยลำเข้าไปได้ แต่เมื่อเวลาผ่านไปชั่วอายุคนความเจริญรุ่งเรืองได้สลายจากความเป็นอารยะ ชาวแอตแลนติสเปลี่ยนเป็นคนกระหายอำนาจ เทพเจ้าซีอุส จึงได้ลงโทษอาณาจักรแอตแลนติส”


นครแอตแลนติสแบ่งออกเป็นวงแหวน 5 วง

ตลอดระยะเวลากว่า 2,000 ปีที่ผ่านมา ยังไม่มีผู้ใดเคยได้เห็นนครแอตแลนติสเลย แต่จากเรื่องเล่าขานถึงความรุ่งเรืองของอารยธรรมแห่งนี้ จึงเป็นเสน่ห์ดึงดูดให้นักประวัติศาสตร์และนักสำรวจพยายามค้นหาที่ตั้งของแอตแลนติสต่อไป ปัจจุบันจึงยังมีข่าวคราวเกี่ยวกับการค้นพบนครแอตแลนติสปรากฏออกมาอยู่เรื่อย ๆ

ล่าสุดโรเบิร์ต ซาร์แมสต์ นักวิจัยชาวสหรัฐฯ เปิดเผยว่า ได้ค้นพบแอตแลนติสเมืองแห่งอารยธรรมที่หายไปใต้ทะเลระหว่างไซปรัส (Cyprus) และซีเรีย (Syria) แต่นักฟิสิกส์ชาวเยอรมัน จากศูนย์วิทยาศาสตร์ทางทะเลและบรรยากาศ แย้งว่า พื้นที่นั้นภูเขาไฟเคยพ่นหินละลายเมื่อหมื่นปีก่อน ซึ่งเขาและเพื่อนร่วมงานเคยเดินเรือไปสำรวจมาก่อนแล้ว จึงไม่น่าจะใช่นครแอนแลนติสที่ตามหา

นอกจากนี้ นักโบราณคดีจากมหาวิทยาลัยเอดินเบอร์ก ก็ได้พุ่งเป้าไปที่ชายฝั่งของสเปน คิวบา และทางตะวันตกของเกาะอังกฤษ โดยภาพถ่ายดาวเทียมของเขาที่บริเวณอุทยานแห่งชาติโดนาอานาของสเปนได้พบสิ่งก่อสร้างขนาดใหญ่สี่เหลี่ยม 2 หลัง จมอยู่ในโคลนใต้ทะเล และได้เผยแพร่ภาพถ่ายนี้ออกไป

ทางด้านกลุ่มนักโบราณคดีและนักวิทยาศาสตร์นานาชาติ นำโดยศาสตราจารย์ริชาร์ด ฟรอยนด์ จากมหาวิทยาลัยฮาร์ทฟอร์ด ประกาศว่า ค้นพบที่ตั้งของแอตแลนติสแล้ว อยู่ใต้เมืองกาดิช ทีมงานเริ่มค้นหาโดยใช้ภาพถ่ายทางดาวเทียมก่อนหน้านั้นเป็นจุดเริ่มต้น ในระยะเวลาหนึ่งปี ทีมงานใช้เทคโนโลยีต่าง ๆ ค้นในจุดที่คาดว่าจะเป็นเมืองขนาดใหญ่ ในที่สุดทีมงานก็ค้นพบเงาของสิ่งก่อสร้าง มีคูน้ำล้อมรอบเป็นชั้น เหมือนวงแหวนซ้อนกัน ซึ่งคล้ายกับผังเมืองแอตแลนติสที่ได้กล่าวไว้ ทำให้ฟรอยนด์และทีมงานมั่นใจว่านี่คือแอตแลนติสที่หายสาบสูญ จากเรื่องราวทั้งหมด จึงได้จัดทำสารคดีออกอากาศในช่อง National Geographic แต่ฮวน โจเซ่ บิลาเรียส โรเบลส์ (Juan Jose Villarias Robles) ผู้เชี่ยวชาญด้านมนุษยวิทยา เป็นหนึ่งในผู้คัดค้าน โดยระบุว่าหลักฐานไม่ชัดเจน

อย่างไรก็ตาม ยังมีผู้คนให้ความสนใจต่อเรื่องราวความเป็นมาของนครแอตแลนติส เพราะเชื่อว่ายังคงอยู่ใต้มหาสมุทร รอคอยวันค้นพบ เพื่อพิสูจน์ตำนานที่เล่าขานต่อกันมานั้น เป็นจริงมากน้อยเพียงใด และการพิสูจน์ที่จะทำให้แน่ชัดได้ ก็ต่อเมื่อ มีการค้นพบซากเมืองแล้ว ซึ่งอาจจะต้องใช้ระยะเวลาอีกหลายปีในการพยายามค้นหานครแอตแลนติสแห่งนี้ต่อไป


อ้างอิง

แอตแลนติสนครที่หายสาบสูญ. (2555). ค้นเมื่อ 17 กันยายน 2559, จาก http://www.dek-d.com/board/view/2381272/

แอตแลนติส. (2558). ค้นเมื่อ 17 กันยายน 2559, จาก https://th.wikipedia.org/wiki/แอตแลนติส

แอตแลนติสอาณาจักรที่สาบสูญ. [ม.ป.ป.]. ค้นเมื่อ 17 กันยายน 2559, จาก http://www.unigang.com/Article/10360

Indepencil. (2554). ค้นพบแล้ว(รึเปล่า)...แอตแลนติส. ค้นเมื่อ 17 กันยายน 2559, จาก http://www.indepencil.com/ค้นพบแล้วรึเปล่า-แอตแล/

ไทยรัฐออนไลน์. (2554). ฮือฮา!ทีมวิจัยมะกันอ้างพบ‘ทวีปแอตแลนติส’ที่สาบสูญ. ค้นเมื่อ 17 กันยายน 2559, จาก http://www.thairath.co.th/content/156176

Pongkhuan. (2555). ตำนานแอตแลนติส. ค้นเมื่อ 17 กันยายน 2559, จาก http://the-mythical-legend.blogspot.com/2012/10/blog-post.htmll

อ่านเพิ่มเติม »

มหาตมะ คานธี (Mahatma Gandhi)

โดย นันทวรรณ แสนแก้ว

เมื่อกล่าวถึงผู้นำที่น่ายกย่อง คงมีผู้นำหลายท่านที่เราจะนึกถึงเป็นอันดับต้นๆ และหนึ่งในนั้นคงไม่พ้น มหาตมะ คานธี ท่านไม่เพียงแต่เป็นผู้นำในการต่อสู้เพื่อเอกราชของอินเดีย จากการตกเป็นอาณานิคมของอังกฤษเท่านั้น แต่ยังเป็นทั้งนักกฎหมายและนักการเมืองที่มีชื่อเสียงอีกด้วย และยังเป็นผู้ริเริ่มแนวคิดการต่อสู้แบบอหิงสา หรือการต่อสู้โดยไม่ใช้ความรุนแรง ที่เรียกว่า หลักสัตยาเคราะห์

มหาตมะ คานธี มีชื่อเดิมว่า โมฮันดาส คาดามจันด์ คานธี  เกิดเมื่อวันที่ 2 ตุลาคม ค.ศ.1869 ในแคว้นคุชราตทางทิศตะวันตกของอินเดีย เมื่อท่านมีอายุ 13 ปี ท่านได้สมรสกับ กัสตูรพา และมีบุตรร่วมกัน 5 คน แต่คนหนึ่งเสียชีวิตตั้งแต่ยังเป็นทารก


ที่มา: http://www.dhammajak.net/

ค.ศ.1888 ท่านถูกส่งไปเรียนวิชากฎหมายที่มหาวิทยาลัยลอนดอน ประเทศอังกฤษจนสำเร็จการศึกษา และสอบได้เป็นเนติบัณฑิต จึงได้เดินทางกลับอินเดียเพื่อประกอบอาชีพ และไม่นานนัก ท่านได้งานๆหนึ่ง ซึ่งเป็นงานที่ทำให้ท่านมีชื่อเสียงโด่งดังในเวลาต่อมา งานนั้นคือการเป็นทนายว่าความให้ลูกความ ในประเทศแอฟริกาใต้ ซึ่งตอนนั้นประเทศแอฟริกาก็ตกเป็นอาณานิคมของอังกฤษเช่นเดียวกับประเทศอินเดีย เวลานั้นท่านคานธีได้จองตั๋วรถไฟชั้น First Class เพื่อเดินทางไปหาลูกความที่ประเทศแอฟริกาใต้ แต่ต้องถูกผู้โดยสารผิวขาวโยนเขาออกมาจากรถไฟ โดยมีเจ้าหน้าที่อ้างว่าชั้น First Class สร้างให้ผู้โดยสารผิวขาวเท่านั้น เหตุการณ์นั้นทำให้ท่านรู้ว่าชาวผิวสีถูกเหยียดหยามเป็นอย่างมากในแอฟริกาใต้ ท่านไม่รอช้ารีบนำความคิดที่จะต่อสู้เพื่อเรียกร้องสิทธิมนุษยชนของชาวผิวสีในแอฟริกาใต้เข้าในที่ประชุม และท่านก็เป็นส่วนสำคัญในการแก้ไขข้อกฎหมายให้คนทุกชนชั้นมีความเท่าเทียมกัน

ในปี ค.ศ.1906 ท่านได้เข้าต่อต้านกฎหมายฉบับหนึ่งของอังกฤษที่กำหนดให้ชาวอินเดียเข้ารับการจดทะเบียน และพิมพ์ลายนิ้วมือ รวมทั้งให้หญิงสาวชาวอินเดียเปลื้องผ้าต่อหน้าเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพื่อกรอกตำหนิรูปพรรณ ท่านคานธีพร้อมชาวอินเดียนับ 3,000 คน มารวมกันประท้วง จากครั้งนั้นท่านก็ได้รู้ว่าการไม่ใช้ความรุนแรง ในการต่อสู้นั้นให้ผลดีอย่างมาก ท่านเรียกการต่อสู้แบบอหิงสานี้ว่า สัตยาเคราะห์

หลังจากนั้น ท่านก็ได้เป็นผู้นำในการเรียกร้องสิทธิมนุษยชนในหลายๆเหตุการณ์ อาทิเช่น การเข้าต่อต้านกฎหมายที่กำหนดการแต่งงานของชาวฮินดู-มุสลิม ถือเป็นโมฆะ การชักชวนให้ชาวอินเดียพึ่งพาตัวเองโดยการละทิ้งเครื่องแต่งกายแบบตะวันตก จนเขาได้รับการขนานนามว่า มหาตมะ ซึ่งหมายความว่า ผู้มีจิตใจสูงส่ง จาก รพินทรนาถ ฐากุร มหากวีแห่งอินเดีย และมหาตมะ คานธี ยังได้ชักชวนให้คนงานชาวอินเดียหยุดงานเพื่อประท้วงกฎหมายโรว์แลตต์ (Rowlett Act of 1919) ของอังกฤษ ที่กำหนดขึ้นมากดขี่ชาวอินเดียเพื่อป้องกันการจลาจล ซึ่งเหตุการณ์นี้ทำให้เขารู้ว่า การใช้วิธีสัตยาเคราะห์มีผลเสียเมื่อใช้กับคนจำนวนมาก เพราะในบางพื้นที่เกิดการต่อสู้ จึงเป็นข้ออ้างให้รัฐบาลอังกฤษจับกุม มหาตมะ คานธี และท่านก็ถูกปล่อยตัวในไม่กี่สัปดาห์ต่อมา


ที่มา: http://www.noknight.com/

ค.ศ.1924 มหาตมะ คานธีได้แก้ไขปัญหาภายในประเทศ เช่น ฟื้นฟูเศรษฐกิจชนบท แก้ไขการถือชนชั้นวรรณะ ปัญหาขัดแย้งระหว่างฮินดู-มุสลิม ปัญหาความไม่เสมอภาคของสตรี เป็นต้น

ต่อมาปี ค.ศ.1930 ท่านได้เข้าต่อต้านการเก็บภาษีที่ไม่เป็นธรรมและประท้วงกฎหมายที่ห้ามให้คนอินเดีย ทำเกลือกินเองทั้งที่เป็นทรัพยากรของประเทศอินเดียเอง โดยท่านใช้วิธีการเดินทางไปยังทะเลอาหรับ เพื่อจะทำเกลือ พร้อมกับชาวอินเดียนับแสนที่เต็มใจร่วมเดินทางไปกับท่านด้วย ในการเดินทางครั้งนี้เป็นที่กล่าวขานไปทั่วโลก รัฐบาลอังกฤษพยายามจับกุมประชาชนนับแสนที่ทำเกลือกินเอง แต่ก็ต้องปล่อยตัวในเวลาต่อมาเพราะปัญหาการขาดแรงงานเป็นจำนวนมาก

เมื่อ ค.ศ. 1939 ได้เกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 ท่านมหาตมะ คานธีได้มีส่วนร่วมการเมืองอีกครั้ง แต่แล้วก็ต้องถูกจับใน ค.ศ. 1942 ซึ่งครั้งนั้นระหว่างที่ท่านอยู่ในคุก ภรรยาของท่านได้เสียชีวิตลงใน ค.ศ. 1944 จึงเป็นเหตุให้ท่านได้รับการปล่อยตัวออกมา

ในปี ค.ศ. 1945 มีการเลือกตั้งทั่วไปของประเทศอังกฤษ นายกรัฐมนตรีคนใหม่ประกาศคืนอิสรภาพ ให้ประเทศอินเดีย แต่ต้องให้รัฐบาลอังกฤษหารัฐบาลชาวอินเดียเพื่อขึ้นมาปกครองต่อจากรัฐบาลอังกฤษ ได้เสียก่อน แต่ชาวอินเดียไม่สามารถตกลงกันได้ว่าระหว่างพรรคคองเกรส (ที่นับถือศาสนาฮินดู) กับสันนิบาตมุสลิม ใครจะได้ขึ้นมาปกครองประเทศ ทำให้การได้อิสรภาพของประเทศอินเดียต้องเลื่อนออกไป

ในปีต่อมาได้เกิดสงครามนองเลือดภายในประเทศอินเดีย ระหว่างชาวฮินดูและมุสลิม เหตุการณ์ครั้งนั้นทำให้ท่านมหาตมะ คานธีเสียใจเป็นอย่างมาก ด้วยวัย 77 ปีท่านได้เดินเท้าไปยังภูมิภาคต่างๆ เพื่อขอร้องให้ชาวอินเดียหันมาสามัคคีกัน ชาวอินเดียเห็นเช่นนี้ก็รู้จักผิดชอบชั่วดี และเลิกทะเลาะกัน หันมาสามัคคีกันตามประสงค์ของท่านมหาตมะ

ต่อมาปี ค.ศ. 1947 พรรคคองเกรสและสันนิบาตมุสลิมได้มีการเจรจากัน และได้ข้อสรุปว่า เมื่อประเทศอินเดียได้รับเอกราช จะแบ่งประเทศออกเป็น 2 ส่วน โดยพรรคคองเกรสจะปกครอง พื้นที่ที่มีชาวฮินดูอาศัยเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งเป็นประเทศอินเดีย และสันนิบาตมุสลิมจะปกครอง พื้นที่ที่มีชาวมุสลิมอาศัยเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งเป็นประเทศปากีสถาน

จนในที่สุดวันที่15 สิงหาคม ค.ศ. 1947 ประเทศอินเดียได้ถูกปลดออกจากการเป็นอาณานิคมของอังกฤษ โดยสมบูรณ์ และในวันนั้นอินเดียก็แตกเป็น 2 ประเทศตามที่พรรคคองเกรสและมุสลิมได้ตกลงกันไว้ ทั้ง 2 ประเทศจัดงานฉลองอิสรภาพครั้งใหญ่ แต่มหาตมะ คานธีไม่ได้เข้าร่วมพิธีฉลองด้วย แต่ท่านกลับเดินทาง ไปยังกัลกัตตา เพราะได้ยินข่าวว่ามุสลิมและฮินดูยังมีการต่อสู้กันอยู่ เมื่อท่านเดินทางไปถึง ได้ขอร้องให้ทั้ง 2 ฝ่ายหยุดต่อสู้กัน แต่ไม่เป็นผล ท่านจึงประกาศอดอาหาร ทำให้ชาวมุสลิมและชาวฮินดูเลิกสู้กันทันที และด้วยความต้องการที่อยากจะให้ชาวฮินดูและมุสลิมปรองดองกัน ท่านจึงต้องการไปปากีสถาน แต่สันนิบาตมุสลิมคัดค้านการเข้าปากีสถานของท่าน เพราะเกรงจะเกิดอันตราย ท่านจึงประกาศอดอาหารอีกครั้งเพื่อสมานฉันท์ระหว่างมุสลิมและฮินดู

และในวันที่ 30 มกราคม ค.ศ. 1948 ขณะที่ท่านสวดมนต์ ตามปกตินั้น ท่านถูกลอบสังหารโดย นาถูราม โคทเส ชาวฮินดูผู้คลั่งศาสนา ผู้ที่ไม่ต้องการให้ฮินดูสมานฉันท์ กับมุสลิม เขายิงปืนใส่มหาตมะ คานธี 3 นัด ทำให้ท่านเสียชีวิตด้วยวัย 78 ปี

แม้ว่ามหาตมะ คานธี จะไม่อยู่บนโลกใบนี้แล้วแต่ความเสียสละและความมีจิตใจมุ่งมั่นของท่านนั้นไม่ได้ลบเลื่อนหายไปจากโลกใบนี้ไปกับท่านด้วย ทุกคนยังจดจำและยกย่องมหาตมะ คานธี ให้เป็นบุคคลสำคัญของประวัติศาสตร์โลก อีกทั้งยังมีอีกหลายคนที่ยังจดจำแนวทางคำสอนของมหาตมะ คานธี และสามารถนำแนวทางนี้ไปใช้ในการดำเนินชีวิตได้ดีอีกด้วย


อ้างอิง

กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษาศาสนาและวัฒนธรรม. มหาตมา คานธี บิดาแห่งประชาชาติ ของอินเดีย. (ออนไลน์). สืบค้นเมื่อ 29 สิงหาคม 2559, จาก: http://www.techcare.co.th/demo_school/view.php?userid=social&id=LR531000000041

วิกิพีเดีย สาราณุกรมเสรี. มหาตมา คานธี. (ออนไลน์). สืบค้นเมื่อ 1 กันยายน 2559, จาก: https://th.wikipedia.org/

สไลด์ แชร์. 2558. ชีวประวัติ มหาตมา คานธี. (ออนไลน์). สืบค้นเมื่อ 20 สิงหาคม 2559, จาก: http://www.slideshare.net/apichat1828/ss-46363426

อ่านเพิ่มเติม »

ปอล ป็อกบา (Paul Labile Pogba) นักฟุตบอลที่ค่าตัวแพงที่สุดในโลก

โดย พงค์ปวีร์ ชาญธีระประวัติ

ในปัจจุบันเป็นที่รู้กันว่ากีฬาฟุตบอลนั้นได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายทั่วโลก ซึ่งถ้าพูดถึงฟุตบอลนั้นหลายๆคนถึงแม้จะไม่เคยดูฟุตบอลเลยก็ตาม ก็คงจะเคยได้ยินชื่อของนักเตะอย่าง ‘คริสเตียโน่ โรนัลโด้’ (Cristiano Ronaldo)อดีตเจ้าของนักเตะที่ค่าตัวแพงที่สุดในโลก หรือจะเป็น ‘ลิโอเนล เมสซี่’(Lionel Messi) พระเจ้าแห่งวงการลูกหนัง แต่ว่าปัจจุบันนั้นสถิติค่าตัวนักฟุตบอลที่แพงที่สุดของโลกนั้นไม่ได้เป็นของเหล่าเครื่องจักรถล่มประตูอีกต่อไป แต่กลับเป็นของกองกลางวัย 23 ปีที่เคยย้ายออกจากแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดไปยูเวนตุสแบบไร้ค่าตัว ‘ปอล ป็อกบา’  ซึ่งมูลค่าในการย้ายกลับมาร่วมทีมเก่าครั้งนี้มีมากถึง105ล้านยูโรทีเดียว(ประมาณ4100ล้านบาท)

ปอล ลาบีล ป็อกบา (Paul Labile Pogba) เกิดที่เมือง ลาญี-ซูร์-มาร์นประเทศฝรั่งเศส เป็นชาวประกินี เขามีพี่ชายสองคนซึ่งทั้งสองคนนั้นก็เป็นนักฟุตบอล โฟลเลนติน,พี่คนชายโตของเขา ตอนนี้เล่นให้สโมสร แซงต์-เอเตียน ส่วนพี่ชายอีกคน,มัธธิอุส ค้าแข้งอยู่กับทีม สปาร์ต้า ร็อตเตอร์ดัมที่ประเทศฮอลแลนด์ ทั้งนี้ ป็อกบา เริ่มเล่นฟุตบอลตั้งแต่อายุ 6 ขวบ กับสโมสรยูเอส รอยส์-ออง-เบร จนกระทั่งอายุได้ 13 ปี เขาย้ายมทีมไปอยู่กับ ยูเอส ทรอซี่ย์ และได้เป็นกัปตันทีมของต้นสังกัดยู-13 อีกด้วย ให้หลังเพียงปีเดียว ป็อกบา ย้ายไปอยู่กับ เลอ อาฟร์ ซึ่งด้วยฟอร์มอันยอดเยี่ยม ส่งผลให้เจ้าตัวได้รับความสนใจจากอาร์เซน่อล และอีกหลายทีมในเซเรีย อา


ที่มา: https://www.thesun.co.uk/

ป็อกบาเริ่มเส้นทางค้าแข้งของเขาอย่างจริงจังเมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม ปี2009 เขาประกาศย้ายจากสโมสรเลอ อาฟร์ ไปร่วมกับทีมเยาวชนของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ด้วยฟอร์มการเล่นสุดร้อนแรงและดูโดดเด่นกว่านักเตะคนอื่นในรุ่นอายุต่ำกว่า18ปีทำให้ป็อกบากลายเป็น1ใน 4 นักเตะเยาวชนที่ถูกดักให้ขึ้นมาเล่นชุดใหญ่ของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด แต่ถึงแม้เขาจะได้ขึ้นมาในทีมชุดใหญ่ แต่กลับไม่ได้รับโอกาสในการลงเล่นเท่าที่ควร เนื่องจากอายุยังน้อยและนักเตะคนอื่นในตำแหน่งเดียวกันค่อนข้างมากประสบการณ์กว่าทำให้ป็อกบาไม่ได้เป็นตัวเลือกลำดับแรกๆในตำแหน่งกองกลางภายใต้การคุมทีมของเซอร์ อเล็ก เฟอกูสัน ผู้จัดการทีมแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด ณ เวลานั้น

ในวันที่ 3 กรกฎาคม 2012 ป็อกบาได้ทำการตัดสินใจที่ได้เปลี่ยนแปลงชีวิตของเขาแบบก้าวกระโดด นั่นคือการย้ายออกจากแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ไปร่วมทีมยูเวนตุส ในประเทศอิตาลีแบบไร้ค่าตัว ป็อกบาบอกเหตุผลในการย้ายไปร่วมทีมยูเวนตุสว่าหลักๆมาจากข้อเสนอในสัญญาฉบับที่ยูเวนตุสยื่นให้นั่นคือ การการันตีได้ลงเล่นไม่น้อยกว่า20แมตช์ในหนึ่งฤดูกาล ที่ยูเวนตุสเขาได้แสดงสักภาพออกมาให้เห็นมากมายราวกับเป็นคนละคนเจ้าหนูที่แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด  ป็อกบานั้นเป็นเหมือนกับเพชรที่ช่างฝีมืออย่างแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดไม่สามารถที่จะเจียระไนออกมาได้ หากแต่เป็นยูเวนตุสที่เจียระไนเพชรนี้ออกมา แถมเขายังเป็นเพชรเซนทีนารีราคา 100ล้าน อีกด้วย

ฟอร์มการเล่นของป็อกบาเข้ากับยูเวนตุสอย่างน่า จากนักเตะไร้ค่าตัวกลับกลายเป็นตัวหลักของทีมที่ขาดไม่ได้ ด้วยฟอร์มการเล่นที่โดดเด่นทำให้เขากวาดแชมป์มากมายทั้งจากสโมสรและทีมชาติ โดยในปี 2012-2016 เขาได้แชมป์เซเรียอา ลีคสูงสุดของอิตาลี  4ฤดูกาลติดต่อกันกับยูเวนตุส แชมป์ โคปา อิตาเลีย ในฤดูกาล 2014-2015, 2015-2016 และยังได้แช๊ม ซุปเปอร์โคปาในปี 2013 และ2015อีกด้วย  นอกจากนี้เขายังได้รางวัลรองชนะเลิศยูฟ่าแชมป์เปียรลีคฤดูกาล 2014-2015 และรองชนะเลิศฟุตบอลยูโร 2016 อีกด้วย นอกจากนี้เขายังมีรางวัลส่วนตัวเด่นๆเช่น  นักเตะดาวรุ่งยอดเยี่ยมปี 2013 นักฟุตบอลดาวรุ่งยอดเยี่ยมในฟุตบอลโลก2014 ทีมยอดเยี่ยมยูฟ่า 2015 และทีมยอดเยี่ยมฟีฟ่า2015


ที่มา: http://www.dailymail.co.uk/

แต่แล้วแม้แต่นกก็ยังคืนถิ่นของมันแล้วป็อกบาเล่าเหตุใดจะเป็นไปไม่ได้  ในวันที่ 9 สิงหาคม 2559 ที่ผ่านมานั้นสโมรสรแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดได้ประกาศอย่างเป็นทางการว่าได้ทำการคว้าตัวปอล ป็อกบา กลับคืนบ้านเก่าด้วยค่าตัวถึง 105ล้านยูโร(ราว4100ล้านบาท) ซึ่งเป็นราคาทุบสถิติของสโมสรแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดและทุบสถิตินักเตะที่ค่าตัวแพงที่สุดของวงการลูกหนังอีกด้วย ซึ่งในการคว้าตัวป็อกบาครั้งนี้ถูกวิจาร์ณจากหลายฝ่ายเนื่องจากเป็นนักเตะที่ตนนั้นเคยปล่อยไปแบบไร้ค่าตัวแต่กลับซื้อกลับมาด้วยค่าตัวเป็นสถิติโลก แต่เราก็ไม่สามารถที่จะมาด่วนสรุปว่าการซื้อตัวครั้งนี้คุ้มค่าหรือขาดทุนเพียงใดเพราะฟุตบอลฤดูกาลนี้นั้นพึ่งเริ่มต้นยังเหลือเวลาอีกมากมายให้เขาได้พิสูจน์ตัวในฐานะนักฟุตบอลของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด,นักฟุตบอลที่ค่าตัวแพงที่สุดในโลก,ปอล ป็อกบา


อ้างอิง

 คอลัมนิสต์ เขียนให้คุณอ่าน โดย บ.บู๋ : อย่ามาเลย... ป็อกบา. สืบค้นเมื่อวันที่ 16 กันยายน 2559, จาก  http://www.siamsport.co.th/Column/160805_009.html

Paul pogba สืบค้นเมื่อวันที่ 16 กันยายน 2559 จาก https://en.wikipedia.org/wiki/Paul_Pogba

ปอล ป็อกบา. สืบค้นเมื่อวันที่ 16 กันยายน 2559, จาก http://www.sport-idol.com/547/ประวัตินักฟุตบอล/ประวัติของ-ปอล-ป็อกบา

Paul Pogba completes Man Utd transfer for world-record fee. สืบค้นเมื่อวันที่ 16 กันยายน 2559, จาก http://www.telegraph.co.uk/football/2016/08/09/paul-pogba-completes-man-utd-transfer-for-world-record-fee/

อ่านเพิ่มเติม »