คุณแม่เทเรซ่า (Mother Teresa)

โดย ตรงหทัย บุญพูล

แม่ชีเทเรซา หรือ คุณแม่เทเรซา  นักบวชหญิงในศาสนาคริสต์ นิกายโรมันคาทอลิก  บุคคลที่เป็นที่รู้จักของคนยากไร้และผู้ที่ต่อสู้เพื่อคนยากไร้ทั้งในประเทศที่ยากจนและร่ำรวย

วันที่ 27 สิงหาคม ค.ศ.1910 ที่เมืองสโกเปีย จักรวรรดิออตโตมัน ปัจจุบันคือเมืองหลวงของประเทศมาซิโดเนีย แม่ชีเทเรซาถือกำเนิดขึ้นที่นั่น เป็นบุตรคนสุดท้องของครอบครัวชนชั้นกลางเชื้อสายอัลเบเนีย แม่ชีมีชื่อเดิมว่า “แอ็กเนส กอนจา โบยาจู (Agnes Gonxha Bojaxhiu)” คำว่า กอนจา แปลว่า ดอกไม้ตูม ครอบครัวของแม่ชี เป็นชาวคริตส์ที่เคร่งศาสนา ซึ่งทำให้แม่ชีชื่นชอบการไปโบสถ์และชอบการฟังเทศน์จากบาทหลวงมาโดยตลอด

เมื่อครั้งที่แม่ชีอายุ 9 ขวบ ในปี ค.ศ.1919 คุณพ่อของแม่ชีได้ถึงแก่กรรมลง แต่ด้วยความอบอุ่นภายในครอบครัวที่มาจากความรักอันมากมายของคุณแม่ จึงทำให้แม่ชีเติบโตขึ้นมาเป็นเด็กที่ร่าเริง แจ่มใสและแข็งแรง อีกทั้งแม่ชีได้เข้าร่วมกิจกรรมในโบสถ์อย่างจริงจังพร้อมๆกับพี่สาว จึงได้รู้จักกับประเทศอินเดีย ที่มีสภาพความเป็นอยู่ที่ลำบาก และล้าสมัยกว่าประเทศของตนในขณะนั้น และเป็นช่วงเวลาเดียวกันกับที่แม่ชีมีความคิดที่อยากจะบวชเป็นชี


เด็กกำพร้าเป็นปัญหาใหญ่ของสังคมในอินเดีย ที่เต็มไปด้วยความอยากจนในขณะนั้น

ในปี ค.ศ.1928  แอ็กเนส หรือ  แม่ชีเทเรซ่า ตัดสินใจบอกกับคุณแม่และครอบครัว เพื่อจะไปบวชเป็นแม่ชี แต่หนทางก็ไม่ได้ราบรื่นอย่างที่เธอคิด เพราะไม่มีใครเห็นด้วยกับความคิดของเธอเลยสักคน โดยเฉพาะคุณแม่ แต่ไม่กี่วันต่อมาทุกคนก็เห็นด้วยและยินยอมให้ให้บวช

แม่ชีเดินทางไปบวชที่สำนักชีโลเรโต กรุงดับลิน ประเทศไอร์แลนด์  ซึ่งการลาจากครอบครัวในครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้ายที่จะได้เห็นหน้าและสวมกอดคุณแม่และพี่สาว  หลังจากบวชแล้วแม่ชีตั้งใจศึกษาเล่าเรียน พร้อมกับการฝึกปฏิบัติเป็นเวลา 1 เดือนเต็ม สำหรับการเตรียมตัวบวชเป็นแม่ชี  ในปีเดียวกันแม่ชีเดินทางไปยังเมืองดาร์จีลิง รัฐสิกขิม ประเทศอินเดีย ตามความตั้งใจของแม่ชี

พฤษภาคม ค.ศ.1931 นี้เอง แม่ชีได้เข้าพิธีสาบานตนเป็นแม่ชี กับคณะภคินีพระนางมารีย์พรหมจารีย์ ได้สมญานามทางศาสนาว่า  “แม่ชีเทเรซ่า” มาจากนามของ นักบุญเทเรซ่าแห่งพระกุมารเยซู และหน้าที่แรกหลังจากการเข้าสาบานตนของแม่ชีคือ มาเป็นครูสอนนักเรียนที่โรงเรียนสตรีเซนต์มาเรีย ในสังกัดสำนักชีโลเรโต ในเมืองเอนทาลี นครกัลกัตตา โดยรอบโรงเรียนเป็นสลัมส่วนใหญ่

ในปี ค.ศ.1943 ช่วงนั้นเหตุการณ์ในอินเดียรุนแรง เพราะมีการเรียกร้องเอกราชจากอังกฤษ เกิดความอดยากครั้งใหญ่ในแถบเบงกอลผู้คนล้มตายหลายล้านคน ผู้ที่รอดตายพากันมาหาอาหารในนครกัลกัตตา ขณะนั้นแม่ชีเทเรซ่าได้ขึ้นเป็นครูใหญ่ของโรงเรียนสตรีเซนต์มาเรีย ก็พาตนเองและเหล่านักเรียนทั้งหลาย ผ่านเหตุการณ์เลวร้ายที่เกิดจากผลกระทบของความรุนแรงมาได้ด้วยดี

ค.ศ.1946 แม่ชีเทเรซ่า ตัดสินใจเข้าไปสู่สลัม ยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือคนยากไร้อย่างจริงจัง แต่แม่ชีก็ไม่สมปรารถนาโดยง่ายดายนัก เพราะการลาออกของการเป็นครูใหญ่ เพื่อที่จะได้เข้าไปช่วยเหลือคนยากไร้ในสลัม หมายความถึงการลาออกจากการเป็นแม่ชีด้วย  แต่พระผู้เป็นเจ้าก็ส่งความช่วยเหลือให้กับแม่ชี บาทหลวงฟานเอ็กเซ็น เป็นผู้ที่เข้าใจและสนับสนุนเจตนารมณ์ของแม่ชีเทเรซ่า และส่งแม่ชีไปศึกษาวิธีรักษาพยาบาลที่โรงพยาบาลปาโตน่า แม่ชีเทเรซ่าตั้งใจศึกษาการรักษาพยาบาลโดยไม่ค่อยได้พักผ่อน เพื่อจะได้ออกไปช่วยเหลือคนยากไร้โดยเร็วที่สุด



ภารกิจแรกของแม่ชีเทเรซ่า กับการช่วยเหลือคนยากไร้ แม่ชีมองไปเห็นเด็กนั่งๆนอนกันอยู่ ไม่ได้ทำอะไร  แม่ชีเทเรซ่าจึงเปิดโรงเรียนกลางแจ้งขึ้นในสลัม ชื่อเสียงของโรงเรียนขจรขจายไปทั่ว มีเด็กสนใจมาเรียนกันเยอะแยะ  วันหนึ่งนักเรียนที่เคยเรียนกับแม่ชีที่โรงเรียนเซนต์มาเรีย มาเจอแม่ชีกำลังทำงานอยู่ พวกเธอรู้สึกประทับใจและอยากเป็นอย่างแม่ชีบ้าง จึงตัดสินใจเข้าสาบานตนเป็นแม่ชีเข้ามาคอยช่วยเหลือแม่ชีเทเรซ่าในการช่วยเหลือคนยากไร้ ทำให้เป็นกลุ่มของแม่ชีเทเรซ่า สมาชิกในกลุ่มทุกคนล้วนเป็นศิษย์เก่าของแม่ชี่ทั้งสิ้น จากแต่ก่อนที่แม่ชีต้องรับภาระหนักอยู่คนเดียว  ก็มีคนคอยช่วยเหลือสนับสนุนงานของแม่ชีขึ้นเรื่อยๆ

7 ตุลาคม ค.ศ.1950 กลุ่มของแม่ชีเทเรซ่า ได้รับการยอมรับให้เป็น กลุ่มองค์กรใหม่ทางศาสนา  ที่มีชื่อว่า “คณะมิชชั่นนารีแห่งความรักของพระเจ้า”  เพื่อคนยากไร้ที่นอนรอความตาย   แม่ชีเทเรซ่าหาหนทางที่จะช่วยเหลือให้พวกเขาได้จากไปอย่างสงบ จึงขอความจากเหลือจากรัฐบาล  แล้วก็สำเร็จทางรัฐบาลได้ให้วัดกาลี แห่งศาสนาฮินดูมาใช้เป็นสถานที่  ด้วยเหตุนี้ “บ้านของผู้รอความตาย” จึงเกิดขึ้น  แม้จะต่างศาสนากัน ก็ไม่เกี่ยวกับการช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์  ผู้ที่กำลังจะตายไม่ว่าจะผู้หญิง หรือผู้ชาย ศาสนาใดก็ตาม ก็ได้รับการพยาบาลดูแลด้วยความเอาใจใส่  แต่กระนั้นก็มีผู้นับถือศาสนาฮินดูอีกส่วนหนึ่งไม่พอใจกับการทำงานของแม่ชีซึ่งเป็นศาสนาคริตส์ และออกมาต่อต้านกลุ่มของแม่ชี แต่แม่ชีก็สามารถผ่านปัญหานั้นมาได้  หลังจากนั้นมา สถานที่สำหรับคนยากไร้ที่นอกเหนือจาก บ้านของผู้รอความตาย ก็ได้ถูกสร้างขึ้น โดยกลุ่มของแม่ชีเทเรซ่า เช่น บ้านคุณแม่  บ้านเด็กใจบุญ หมู่บ้านสันติสุข

ในปี ค.ศ.1965 คณะมิชชั่นนารี แห่งความรักของพระเจ้า ก็แตกสาขาเพื่อไปช่วยเหลือคนยากไร้นอกประเทศอินเดีย ทั้งในยุโรป อเมริกา และออสเตรเลีย  บรรดาแม่ชีได้สร้างสถานสงเคราะห์มากมาย  ซึ่งไม่ใช่แค่ช่วยเหลือคนยากจนแต่ยังช่วยเหลือฟื้นฟูสภาพจิตใจด้วย  การทำงานของแม่ชีเทเรซ่าได้รับการยอมรับจากทั่วทุกมุมโลก

ค.ศ.1978 แม่ชีเทเรซ่าได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ แม่ชีตระเวนกล่าวคำปราศัยในประเทศญี่ปุ่นและเป็นที่รู้จักของคนไปทั่วโลก เนื้อหาส่วนใหญ่เกี่ยวกับความเหลื่อมล้ำในสังคม การรังเกียจคนจรจัด ต่อมาปี ค.ศ.1982 เกิดการสู้รบกันอย่างรุนแรงในตะวันออกกลางแถบชายแดนด้านตะวันตกของเอเชีย  แม่ชีเทเรซาเข้าไปช่วยเหลือเด็กๆที่ติดอยู่ในเหตุการณ์ออกมาได้ 36 คน  ด้วยภาระงานที่เพิ่มมากขึ้นทุกวัน แม่ชีเทเรซ่าเองก็แก่ลงเรื่อยๆทำให้สุขภาพร่างกายไม่เหมาะกับการทำงานหนักอีกแล้ว แม่ชีจึงมีความคิดที่จะลาออกจากการเป็นหัวหน้าคณะมิชชั่นนารี แล้วเสนอความคิดให้เลือกตั้งหัวหน้าคนใหม่ เพื่อหาคนที่จะมาสืบทอดงานของแม่ชีต่อ

 ค.ศ. 1979 คุณแม่เทเรซ่าได้รับเกียรตรับรางวัลโนเบล สาขาสันติภาพ ในฐานะ "สำหรับการอาสาต่อสู้เพื่อลดความยากจนทุกข์ยากซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการนำไปสู่ความสงบสุขและสันติ" (for work undertaken in the struggle to overcome poverty and distress, which also constitute a threat to peace.)  คุณแม่เทเรซ่าปฏิเสธงานเลี้ยงฉลองที่ท่านได้รับรางวัลโนเบล และขอให้ผู้ที่ทำเค้กฉลองมาให้แม่ชีนำเค้กไปมอบให้คนยากคนจน

ในระหว่างการทำงานของท่านก็มีอาการโรคหัวใจกำเริบมารบกวนท่านบ่อยขึ้น อาการป่วยในระดับหนักมากเกิดขึ้นกับแม่ชีเทเรซาอีกใน พ.ศ. 2532 (ค.ศ. 1989) และอีกครั้งใน พ.ศ. 2539 (ค.ศ. 1996) หลังจากนั้น คุณแม่เทเรซา ก็ป่วยหนักถึงขนาดล้มหมอนนอนเสื่อ ลุกนั่งไม่ได้

เมื่อคุณแม่เห็นว่าตนคงไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ ในวันที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2540 (ค.ศ. 1997) จึงได้ลาออกจากตำแหน่งมหาธิการิณีคณะธรรมทูตแห่งเมตตาธรรมอีกครั้ง ครั้งนี้เหล่าแม่ชีเห็นว่า คุณแม่เทเรซาควรได้พักผ่อน เพื่อต่อสู้กับโรคร้าย จึงไม่คัดค้านในการลาออกของคุณแม่เทเรซ่า และไม่เทคะแนนเสียงให้คุณแม่เทเรซา เพื่อให้คุณแม่ได้พักรักษาตัวไม่ต้องมีภารกิจ ดังนั้นภคินี นิรมลาจึงได้รับเลือกเป็นมหาธิการิณีคณะธรรมทูตแห่งเมตตาธรรมแทนคุณแม่เทเรซ่า



ในวันที่ 5 กันยายน ค.ศ.1997 แม่ชีเทเรซ่าได้จากไปอย่างสงบที่บ้านของคุณแม่ในอินเดีย ในขณะที่มีอายุ 87 ปี จากอาการของโรคหัวใจกำเริบ ที่เป็นต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี ค.ศ.1983

แม่ชีเป็นที่รักของลูกศิษย์ทั่วโลกเลยเลยก็ว่าได้ มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ที่จะมีใครสักคนที่คิดถึงคนอื่นมากกว่าคิดถึงตนเอง และคงไม่ใช่เรื่องง่ายอีกเหมือนกันที่จะมีใครสักคนที่ยอมอุทิศความสุขของตนเองเพื่อคนอื่น ความรักอันแสนจะบริสุทธิ์ที่ให้โดยมิหวังสิ่งตอบแทนมีอยู่จริงๆ บนโลกนี้ ไม่น่าเชื่อค่ะ คงได้แต่หวังว่าคนที่ดูแลมูลนิธิฯ ต่างๆ ต่อจากแม่ชีเทเรซ่า จะสามารถทำความฝันของแม่ชีท่านให้ประสบความสำเร็จต่อไปได้  แม้แม่ชีเทเรซ่าจะลาจากโลกนี้ไปแล้ว แต่คุณงามความดีของท่านก็ถูกกล่าวขานไปตราบนานเท่านาน
"ชีวิตที่ไม่ได้ช่วยเหลือคนอื่น คือชีวิตที่ไม่มีค่า"
(แม่ชีเทเรซ่า)

อ้างอิง

กาญจนา ประสพเนตร. 2547. แม่ชีเทเรซา. สำนักพิมพ์นานมีบุ๊คส์พับลิเคชั่นส์

วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี. แม่ชีเทเรซา. สืบค้นเมื่อ 14 มีนาคม 2559, จาก https://th.wikipedia.org/wiki/แม่ชีเทเรซา

สุรีย์ ทองปาน. ม.ป.ท. แม่พระนักบุญของโลก. สืบค้นเมื่อ 22 พฤษภาคม 2559, จาก http://www.matichon.co.th/news_detail.php?id=1147&catid=25

อ่านเพิ่มเติม »

ประเพณีรัดเท้าดอกบัวของสตรีจีนโบราณ

โดย ณัฐยา กองบุญ

ในเรื่องของแฟชั่นและความสวยงามของรูปลักษณ์ หน้าตา เป็นเรื่องที่ผู้หญิงทุกคนๆ ทั่วโลกให้ความสนใจและใส่ใจในทุกยุคทุกสมัย  เพราะรูปร่าง หน้าตา ภายนอกเป็นสิ่งที่ดึงดูดให้บุคคลอื่นเห็นหรือชื่นชมเป็นอันดับแรก แม้กระทั่งการมีเรียวเท้าที่สวยงามก็เป็นที่นิยมตั้งแต่อดีตมาจนถึงปัจจุบันเช่นกัน แต่แตกต่างกันที่มุมมองเกี่ยวกับเรื่องความงามที่เปลี่ยนไป เท้าที่เรียวงามของสตรีจีนโบราณนั้น คือ เท้ารูปดอกบัว จึงเป็นที่มาของประเพณีรัดเท้าดอกบัวที่จะกล่าวถึงต่อไปนี้

ประเพณีการรัดเท้าดอกบัวของผู้หญิงจีนในสมัยโบราณนั้น มีตำนานเล่าขานมามากมายหลายตำนาน บ้างก็เล่าว่า ในสมัยราชวงศ์ถังประเทศเกิดการแตกแยกซึ่งพระมหากษัตริย์ราชวงศ์ถัง ทรงพระนามว่า “หวี่ โฮว จู่” พระองค์ทรงมีพระสนมองค์หนึ่งซึ่งนางนั้นได้รับการเอ็นดูเป็นที่รักใคร่ของกษัตริย์หวี่โฮวจู่เป็นอย่างมาก เนื่องจากนางเต้นรำได้อย่างอ่อนช้อยงดงาม ใช้ผ้าพันเท้าพันที่เท้าของนางซึ่งทำให้เท้าเล็กโค้งดั่งรูปร่างของพระจันทร์เสี้ยว เต้นระบำบนดอกบัวที่ทำด้วยทองสูงหกฟุต ทำให้ธรรมเนียมการรัดเท้าเกิดขึ้นเฉพาะในวัง   หรือในบางตำนานก็เล่าว่า การที่ให้ผู้หญิงจีนซึ่งเป็นนางสนมในวังรัดเท้านั้นเป็นการป้องกันการหนีออกนอกวังได้อย่างสะดวกเป็นแผนอันแยบยลของจักรพรรดิจีน


ที่มา: http://chinajapanplus.com/

การรัดเท้าในระยะแรกยังไม่ได้รับความนิยมมากนักเพราะมีแต่หญิงสาวที่อยู่ในวังเท้านั้นแต่ต่อมาการรัดเท้าจึงแพร่ขยายออกไปเป็นที่นิยมเป็นธรรมเนียมปฏิบัติในหมู่หญิงสาวชาวจีน โดยการรัดเท้านั้นจะต้องมีรูปร่างคล้ายดอกบัวโดยลักษณะของเท้าดอกบัวที่สวยงามจะต้องมีลักษณะ 7 ประการสำคัญ คือ บาง เล็ก เรียว โค้ง หอม นุ่ม และต้องเท่ากัน ส่วนการรัดเท้านั้นต้องรัดเท้าให้เป็น “ดอกบัวทองคำสามนิ้ว” เพราะดอกบัวเป็นสัญลักษณ์แห่งความดีงามในพระพุทธศาสนา และขนาดสามนิ้วเป็นขนาดเท้าที่ได้รูปสวยงาม หากเกินกว่าสามนิ้วแต่ไม่เกินสี่นิ้ว เรียกว่า “ดอกบัวเงิน” หรือหากการรัดเท้าทำให้เท้ามีขนาดสี่นิ้วจะถูกเรียกว่า “ดอกบัวเหล็ก”  จากธรรมเนียมปฎิบัตินี้เองทำให้เกิดค่านิยมหรือความเชื่อว่า หากหญิงสาวชาวจีนคนใดมีเท้าที่เป็นรูปดอกบัวสวยงามจะเป็นที่รักใคร่ของสามีหรือจะมีผู้ชายร่ำรวยมาสู่ขอแต่งงานอีกด้วย

การรัดเท้านั้นจะเริ่มทำตั้งแต่เด็กๆ อายุประมาณ 4-5 ขวบ ส่วนขั้นตอนการทำเท้าดอกบัวนั้น เท้าของเด็กสาวจะถูกน้ำยาให้ความอุ่นสูตรพิเศษชโลมไปทั่วบริเวณ จากนั้นราดด้วยเลือดสัตว์สดๆ น้ำยาและเลือดสัตว์นี้จะมีปฎิกิยาทำให้เท้าอ่อนลงเพื่อง่ายต่อการมัด จากนั้นเล็บของเด็กสาวจะถูกดึงออกจนหมดรวมทั้งรากเล็บด้วยเพื่อไม่ให้เล็บยาวออกมาใหม่นอกจากนิ้วหัวแม่มือแล้ว นิ้วเท้าทั้งหมดจะถูกหักงองุ้มลงมาตามที่ต้องการ แล้วใช้ผ้าพันห่อรัดเข้าไว้ จากกระบวนการดังกล่าวทำให้หญิงสาวชาวจีนทุกข์ทรมานและไม่สามารถเคลื่อนได้อย่างสะดวก  จนเมื่อในศตวรรษที่ 20 พร้อมกับการล่มสลายของจักรพรรดิจีน    การรัดเท้าเป็นเรื่องผิดกฎหมายและห้ามทำในประเทศจีน ซึ่งในปัจจุบันยังมีหญิงชาวจีนที่ได้รับผลกระทบจากการรัดในสมัยก่อนส่งผลให้เท้ามีรูปร่างลักษณะผิดรูปและได้รับความทุกข์ทรมานจากการการเคลื่อนไหวในการเดินเป็นอย่างมาก


ที่มา: http://www.bloggang.com/

อย่างไรก็ตามประเพณีการรัดเท้าถือเป็นค่านิยมหรือแฟชั่นที่หญิงสาวชาวจีนในสมัยก่อนมีความเชื่อว่าดีงาม หากปฎิบัติจะเป็นผลดีแก่ตนเอง ส่วนในเรื่องของการรัดเท้านั้นทำด้วยความเต็มใจมิได้โดนบังคับแต่อย่างใดหากเราตัดสินจากรูปลักษณ์หรือเห็นว่าการรัดเท้าในอดีตเป็นธรรมเนียมปฎิบัติที่ทำให้หญิงสาวชาวจีนต้องทุกข์ทรมาน โดยนำค่านิยมในปัจจุบันไปวัดกับค่านิยมการรัดเท้าในสมัยอดีตของจีน ในทางตรงกันข้ามผู้คนในสมัยก่อนอาจจะมองค่านิยมในการลดความอ้วน มีหุ่นผอมบางมากเกินไป การมีผิวที่ขาว หรือการทำศัลยกรรมความงาม เป็นเรื่องที่ไม่สมควรซึ่งอาจมีการเกิดคำถามกลับมาว่า ค่านิยมในลักษณะเช่นว่านี้ จะทำไปเพื่ออะไร เฉกเช่นเดียวกับที่เรามีคำถามเกิดขึ้นเกี่ยวกับประเพณีการรัดเท้าของหญิงสาวชาวจีนในยุคโบราณได้เช่นกัน

อ้างอิง

Xieh. 2558. ประเพณีการรัดเท้าของจีนโบราณ เพื่อความสวยงาม. [ระบบออนไลน์].  สืบค้นเมื่อ 21 มีนาคม 2559, จาก:  http://chinajapanplus.com/

MGR Online. 2550. แม่เฒ่า “มัดเท้า” เล่าความปวดร้าวแห่งหญิงงาม.[ระบบออนไลน์]. สืบค้นเมื่อ 21 มีนาคม 2559, จาก:  http://www.manager.co.th/China/ViewNews.aspx?NewsID=9500000034014

ครูทิพย์.2550. ตีแผ่ประเพณีรัดเท้าความงามและเซกซ์ของสตรีจีนโบราณ. [ระบบออนไลน์]. สืบค้นเมื่อ 21 มีนาคม 2559, จาก:  http://www.oknation.net/blog/Tip2/2007/07/07/entry-1

sss28856_1.2556. ประเพณีการรัดเท้า ค่านิยมเรียกน้ำตาจากสาวจีน.[ระบบออนไลน์]. สืบค้นเมื่อ 21 มีนาคม 2559, จาก: http://www.thaigoodview.com/node/157296

อ่านเพิ่มเติม »

คำสอนของพระพุทธเจ้าก่อนปรินิพพาน

โดย มันตรา จำนงค์วงษ์

ท่านเป็นพุทธแท้หรือเปล่า? ท่านยึดถือในพระพุทธศาสนาจริงหรือไม่? หรือยึดถึอแค่เปลือกของพระพุทธศาสนา และสิ่งที่ท่านยึดถือนั้นถูกต้องจริงหรือ?

ปัจจุบันคำสอนพระพุทธเจ้าต่างๆ มีปะปนอยู่มาก และมิใช่คำสอนที่ออกจากพระโอษฐ์ของพระพุทธเจ้าทั้งหมด ซึ่งได้กลายมาเป็นปัญหาในปัจจุบัน กล่าวคือ เพราะเหตุว่าเราไม่ได้ใช้คำตถาคตโดยตรง ศาสนาจะเสื่อมลงไปเรื่อยๆ พระองค์ทรงกล่าวว่า คำสอนที่แต่งขึ้นใหม่ที่ไม่ใช่คำของตถาคต ไม่ควรฟัง มีพระสูตรคือ
"ภิกษุทั้งหลาย ! พวกภิกษุบริษัทในกรณีนี้ สุตตันตะเหล่าใด ที่กวีแต่งขึ้นใหม่เป็นคำร้อยกรองประเภทกาพย์กลอน มีอักษรสละสลวย มีพยัญชนะอันวิจิตร เป็นเรื่องนอกแนว เป็นคำกล่าวของสาวก เมื่อมีผู้นำสุตตันตะเหล่านั้นมากล่าวอยู่ เธอจักไม่ฟังด้วยดี ไม่เงี่ยหูฟัง ไม่ตั้งจิตเพื่อจะรู้ทั่วถึง และจักไม่สำคัญว่าเป็นสิ่งที่ตนควรศึกษาเล่าเรียน"



พระสูตรดังกล่าวมีความสำคัญมาก เนื่องจากพระองค์ได้ชี้ชัดว่าต้องฟังแต่คำของพระองค์เท่านั้น ด้วยเหตุว่าพระพุทธเจ้ามีความสามารถ 3 ประการ ด้านการพูดที่สาวกมิสามารถทำได้นั่นคือ
  1. พระองค์กำหนดสมาธิทุกครั้งด้านการพูด ไม่ให้พลาดแม้แต่คำเดียว
  2. คำของพระพุทธเจ้าสอดรับกันทั้งชีวิต ตั้งแต่ราตรีที่ตรัสรู้ถึงนิพพาน คำไม่มีการขัดแย้งกัน
  3. คำของพระพุทธเจ้าที่ออกจากพระโอษฐ์มาแล้วเป็น อกาลิโก คือเป็นจริงไม่จำกัดกาลเวลา ไม่ว่าเมื่อใดก็ตาม ไม่ว่าจะเมื่อ 2000 ปีที่แล้ว จนถึงปัจจุบัน และเป็นปัจจักตังคือรู้เฉพาะตน  เป็นพยานในตนเองได้ ไม่ต้องอาศัยการเชื่อหรือการฟังตามๆกันมา
พระอาจารย์คึกฤทธิ์ โสตฺถิผโล ได้ให้ความเห็นว่า  เหตุที่ศาสนาพุทธถึงมีการแยกเป็นนิกายต่างๆ มีพิธีกรรมที่แตกต่างกัน จนกลายเป็นว่าชาวพุทธในปัจจุบันกราบไหว้พระพุทธเจ้าแต่กลับไม่รู้จักคำสอนของพระพุทธเจ้าเลย พระพุทธองค์เคยทรงตรัสไว้ว่า ในอนาคตการณ์ที่ภิกษุไม่สนใจคำตถาคต ไม่ศึกษาคำตถาคต จึงไม่มีภิกษุที่ไปถ่ายทอดคำตถาคตให้แก่อุบาสก อุบาสิกาฟัง จึงเป็นเหตุให้ศาสนาเสื่อม คำตถาคตจึงค่อยๆหมดไปจากโลก โดยพระองค์อุปมาเปรียบเหมือนกลองศึกของกษัตริย์ เมื่อตีไปในที่สุดก็แตก จึงเอาเนื้อไม้ใหม่ตีเสริมเข้าไป ทำแบบนี้ทุกคราวไปเนื้อไม้เดิมของตัวกลองก็หมดสิ้นไป ดังเช่นเดียวกัน คำพระพุทธเจ้าก็จะค่อยๆเสื่อมสูญหายไป ถ้าเรามัวแต่ไปสนใจคำสอนที่สาวกหรือใครก็ตามที่แต่งขึ้นมาใหม่
               
คำสอนของศาสนาพุทธเป็นคำสอนเพื่อการหลุดพ้น หลุดพ้นจากการเวียน ว่าย ตาย เกิด เพื่อให้เข้าถึงซึ่งนิพพาน เหตุใดเราถึงต้องเข้าสู่นิพพาน?
             
สังสารวัฏนั้น เป็นเหตุให้สัตว์ทั้งหลายต้องท่องเที่ยวอยู่ในทะเลแห่งทุกข์ ทุกข์จากการเกิด แก่ เจ็บ ตาย มิรู้จบ เมื่อเวียนไปเกิดแล้ว อาจเกิดเป็น เทวดา มนุษย์ กำเนิดเดรัจฉาน เปรตวิสัย ซึ่งเวียนว่ายไปสู่ภพภูมิต่างๆ ตามกรรม ดังนั้นการเกิดใหม่เรื่อยๆจึงเป็นทุกข์ เราจึงต้องสู่สภาวะนิพพานคือการไม่เกิดอีก  ซึ่งมนุษย์นั่นโดยส่วนมากไม่รู้ว่าเมื่อตนเองตายไปแล้วนั้น จะต้องไปเกิดใน นรก กำเนิดเดรัจฉาน เปรตวิสัย หรือไปเกิดในภพภูมิเทวดา ซึ่งการไปเกิดในภพภูมิเทวดานั้นเป็นส่วนน้อย  เกือบทั้งหมดลงอบาย คือ นรก กำเนิดเดรัจฉาน เปรตวิสัย และเมื่อพ้นจากการเทวดาแล้ว ก็ยังจะต้องไปเกิดในอบายอีก พระพุทธองค์ทรงบอกทางที่จะพ้นอบายอย่างถาวร คือไม่ไปเกิดใน นรก กำเนิด เดรัจฉาน เปรตวิสัย อีก  การหลุดพ้นถาวรจากอบายพ้นจากปุถุชนภูมิสู่อริยะ อย่างน้อยที่สุดคือการได้โสดาบัน ดังนั้นจึงควรศึกษาว่าโสดาบันมีคุณสมบัติอย่างไร

โสดาบัน มีจริงหรือไม่ ?
             
โดยพระองค์ได้ตรัสอยู่ในคุณธรรมประเภทโสดาปฏิมรรค ก็คือศรัทธานุสารี คือ คุณธรรมของพระโสดาบันที่พระองค์ตรัสเอาไว้ คือ มีความเชื่อ น้อมไป ว่า ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เป็นของไม่เที่ยงบุคคลเหล่านี้ได้ชื่อว่า บุคคลนั้นเข้าสู่สัมมัตตนิยาม (ระบบแห่งความถูกต้อง) คือก้าวล่วงพ้นปุถุชนภูมิ โดยไม่อาจกระทำกรรมที่เข้าสู่ นรก กำเนิดเดรัจฉานและเปรตวิสัย และไม่ควรจะทำการละ (ความตาย) ก่อนที่จะรู้ให้แจ้งซึ่งปฏิผล

คุณสมบัติของพระโสดาบัน

โดยสามารถพยากรณ์ตนเองได้ตามหลักธรรมที่พระพุทธองค์ทรงบัญญัติเอาไว้
1. ความเลื่อมใสอันหยั่งลงมั่นในพระพุทธ
2. ความเลื่อมใสอันหยั่งลงมั่นในพระธรรม
3. ความเลื่อมใสอันหยั่งลงมั่นในพระสงฆ์
4. มีศีลที่ไม่ทะลุไม่ด่างพร้อย
ถ้าได้ธรรมเหล่านี้ทั้งสี่ประการแล้ว ก็สามารถพยากรณ์ตนว่าเป็นโสดาบันได้
             
สุดท้ายแล้วทุกสิ่งทุกอย่างล้วนเป็นเพียงธาตุตามธรรมชาติเป็นเพียงสิ่งที่อาศัยกันและกันในการเกิดขึ้น นามรูป ตัวธาตุเป็นเหตุให้ปรุงแต่งมาเป็น อายตนะ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ มาจาก ธาตุ ดิน น้ำ ลม ไฟ  มารวมกันเท่านั้น ซึ่งศาสนาพุทธเป็นศาสนาที่ปฏิเสธการมีอยู่ของพระผู้เป็นเจ้าซึ่งต่างจากศาสนาอื่น โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อสอนให้มนุษย์หลุดพ้นจากความทุกข์ทั้งปวง และการอยู่กับความทุกข์โดยการรู้เท่าทันตามความเป็นจริง โดยมีจุดสูงสุดของศาสนาพุทธคือ การหลุดพ้นจากความทุกข์ทั้งปวงและการเวียน ว่าย ตาย เกิด ในสังสารวัฏ


อ้างอิง

นายโกศล ศรีพงษ์พิจิตร. 2559. ดับทุกข์...ด้วยคำสอนของพระพุทธเจ้า.(ออนไลน์).
สืบค้นเมื่อ 25 กุมภาพันธ์ 2559, จาก : http://www.doisai.com/707116/.ดับทุกข์ด้วยคำสอนของพระพุทธเจ้า.

พระอาจารย์ คึกฤทธิ์ โสตฺถิผโล. 2559. พุทธวจน คืออะไร ทำไมต้องศึกษาแต่พุทธวจน.(ออนไลน์). สืบค้นเมื่อ 25 กุมภาพันธ์ 255, จาก : http://faq.watnapp.com/all/89-history-of-buddhawajana/147-05-03-0001.

พระอาจารย์ คึกฤทธิ์ โสตฺถิผโล. 2558. พุทธวจน จะพ้นจากกำเนิด เดรัจฉาน เปรตวิสัยได้อย่างไร.(ออนไลน์). สืบค้นเมื่อ 20 พฤษภาคม 2559, จาก : https://www.youtube.com/watch?v=0G9wnmfVAiI.

พระอาจารย์ คึกฤทธิ์ โสตฺถิผโล. 2557. คุณสมบัติโสดาบันและเหตุปัจจัยเพื่อความเป็นโสดาบัน.(ออนไลน์). สืบค้นเมื่อ 20 พฤษภาคม 2559, จาก : https://www.youtube.com/watch?v=Nmvb9aADh38.

พระอาจารย์ คึกฤทธิ์ โสตฺถิผโล. 2559. พุทธวจน สรุปหลักธรรมสำคัญที่ควรรู้ ทาน ,ศีล, ภาวนา, คุณธรรมโสดาบัน.(ออนไลน์). สืบคืนเมื่อ 23 กุมภาพันธ์ 2559, จาก: https://www.youtube.com/watch?v=gk9oZ5BmiMs.

Watchara Makawan2559คำสอนจากปากพระพุทธเจ้าโดยตรง.(ออนไลน์). สืบคืนเมื่อ 23 กุมภาพันธ์ 2559, จาก:  https://www.youtube.com/watch?v=TEQjzp1Th0E.

อ่านเพิ่มเติม »

ลัทธิฟาสซิสต์ (Fascism)

โดย  สุชาวลี นารี

หลังสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 1 ระยะเวลาหลังจากนั้นไม่นานได้ถือกำเนิดลัทธิหนึ่งขึ้น ชื่อว่า ลัทธิฟาสซิสต์ (Fascism) ในประเทศอิตาลี ลัทธินี้เป็นลัทธิที่แฝงไปด้วยการปกครองที่ต้องมีการปกครองอย่างเข้มแข็ง แต่ในขณะเดียวกันนั้นจะเต็มไปด้วยจิตวิญญาณในความรักชาติเกิด ความภูมิใจในตัวตน ในชาติกำเนิด จนผู้คนต่างเรียกลัทธิฟาสซิสต์นี้ว่า ลัทธิคลั่งชาติ

ลัทธิฟาสซิสต์หรือลัทธิคลั่งชาติเกิดขึ้นในประเทศอิตาลี โดยเรียกการปกครองว่า “ฟาซิโอ (Fascio)” มาจากภาษาละติน มีความหมายว่า สหภาพ หรือสมาชิก หรือสามารถที่จะแปลได้อีกว่าเป็นแขนงไม้ที่พันรอบขวาน โดยมีมาตั้งแต่สมัยโรมันโดยมนุษย์นิยมเรียกกันว่า”ฟาสเซล” ถือเกิดขึ้นโดยลิคเตอร์เป็นกลุ่มคนที่มีหน้าที่ในการดูแลความสงบเรียบร้อย ซึ่งแท้จริงแล้วนั้นลัทธิฟาสซิสต์นั้นเป็นชื่อของอาณาจักรโรมันสมัยก่อนนั่นเอง  ในความที่ว่า”แขนงไม้ที่พันรอบขวาน”ความหมายมันคือ เมื่อไม้มีอยู่แท่งเดียวก็จะหักง่าย แต่เมื่อนำไม้มารวมกันนั้นจะหักยากมาก เปรียบเสมือนการสื่อถึงกลุ่มหรือชนชาติที่มีประชาชนรวมตัวกันหรืออยู่อาศัยร่วมกันด้วยความแข็งแกร่งไร้เทียมทาน



สัญลักษณ์ของลัทธิฟาสซิสต์


ลัทธิฟาสซิสต์ถือว่าเป็นลักษณะการปกครองของรัฐ แนวคิดของฟาสซิสต์จะทุ่มไปที่ความเป็นรัฐนั้นสำคัญกว่าตน จะมีการแทรกซึมแนวคิดของตนเข้าสู่ชีวิตประจำวันของชาวอิตาลีในทุกแง่ทุกส่วนซึ่งเป้าหมายก็เพื่อให้ชาวอิตาลีกลายเป็นประเทศที่มีพรรคการเมืองเดียวได้สำเร็จ โดยการปกครองนั้นฟาสซิสต์จะมีผู้นำเผด็จการที่จะต้องเป็นผู้ปกครองที่ใช้อำนาจในการควบคุมดูแลรัฐและประชาชน โดยมีการใช้ขบวนการการเมืองปฏิวัติเพื่อจัดระเบียบชาติตามอุดมการณ์ของลัทธินี้เช่น การเคารพรัฐ การอุทิศให้แก่ผู้นำที่เข้มแข็ง การเน้นความคลั่งชาติ เป็นต้น

มุมมองการเมืองของลัทธินี้มองว่าเป็นความรุนแรงของสงครามและจักรวรรดิ แต่ก็เป็นวิธีการบรรลุการฟื้นพลังของชาติ ที่ทำให้เกิดความหนักแน่น ความเข้มแข็งในชนชาตินี้ อีกนัยหนึ่งเพื่อการขยายอาณาเขตแทนชาติที่อ่อนแอกว่า การปกครองในลัทธิฟาสซิสต์นั้นประชาชนภายในรัฐจึงต้องเชื่อฟังผู้นำสูงสุด เพื่อให้ประเทศชาติอยู่รอดปลอดภัยและมีการพัฒนาไปตามที่หวังไว้


มุสโสลินีและฮิตเลอร์ผู้นำลัทธิฟาสซิสต์
ที่มา https://sites.google.com/site/tayty3011/kar-khyay-taw-khxng-laththi-fassist-laea-laththi-nasi


ลัทธิฟาสซิสต์มีผู้นำเผด็จการชาวอิตาลีชื่อ เบนิโต มุสโสลินี ซึ่งเป็นผู้นำที่เอาลัทธิฟาสซิสต์มาใช้ ในการปกครองประเทศ เขาเข้าสู่สงครามความรุนแรงด้วยความคิดที่อยากจะชนะ อยากจะสำเร็จและใช้เวลาเพียงไม่นาน แต่นั่นกลับไม่ใช่ มันทำให้เขาเห็นถึงผลต่างๆที่เกิดขึ้นกับสงครามที่เขาได้เข้าร่วมหรือมีส่วนร่วมจากการใช้อำนาจเข้าสู้กันรวมทั้งความวุ่นวายของประชาชนที่ควบคุมไม่ได้ ในความหมายของ มุสโสลินี นั้นคือแนวคิดทางการเมืองที่รัฐบาลจะมีการออกกฎบังคับและควบคุมในส่วนต่างๆซึ่งประชาชนไม่มีสิทธิ์เข้ามาเกี่ยวข้องในการตัดสินใจในสิ่งที่เกี่ยวข้องกับประเทศอย่างเด็ดขาด ผู้นำหรือผู้ปกครองจะต้องมีความเข้มแข็ง แข็งแกร่งอยู่ตลอดเพื่อที่จะปกครองประชาชนได้ และมีหลายประเทศที่นำลัทธิฟาสซิสต์ไปใช้ เช่น อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ในนาซีเยอรมณี

อุดมการณ์ของฟาสซิสต์ คือเชื่อในกฎธรรมชาติที่กำหนดมาเพื่อความไม่เท่าเทียมกันของมนุษย์ รวมถึงการเชิดชูและเปรียบเทียบความมีสิทธิ ความเสมอภาคของคนชั้นสูงที่มีศักยภาพมากกว่าพวกชั้นต่ำที่ทำลายอารยธรรม ซึ่งความเชื่อเช่นนี้จะนำพาไปสู่การทำสงครามล้างเผ่าพันธุ์ และสร้างโศกนาฏกรรม รอยแผลที่ยากแก่การลบเลือนในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติจากความเชื่อที่ผิดๆ ซึ่งในเวลาต่อมานั้น ลัทธิฟาสซิสต์เริ่มที่ถูกเลือนหายไปเพราะความคิดหรืออุดมการณ์ที่ดูล้าหลังหรือเถื่อนมากเกินไป ในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สองจึงเกิดการแข่งขันขึ้นระหว่างคอมมิวนิสต์และประชาธิปไตยขึ้นแทน

กล่าวได้ว่าลัทธิฟาสซิสต์ถือเป็นลัทธิการปกครองรูปแบบหนึ่งที่เรียกว่าเผด็จการ มีการรวมอำนาจไว้ที่ศูนย์กลางที่ผู้นำแต่เพียงผู้เดียวซึ่งการปกครองในลักษณะนี้ถือว่าเป็นการปิดกั้นทางความคิดความเห็นในเรื่องต่างๆทำให้ประชาชนขาดสิทธิ เสรีภาพ ในการดำรงชีวิตที่อาจจะอยู่ในรูปแบบที่ถูกบังคับ เพราะถ้าไม่ปฏิบัติตามหรือขัดแย้งก็จะได้รับการลงโทษได้ อย่างไรก็ตามลัทธิฟาสซิสต์นี้ถึงจะมีการปกครองที่เผด็จการรวมไปถึงการมีทหารเป็นจำนวนมาก ให้ความสำคัญที่ตัววีรบุรุษ ความแข็งแกร่ง ความมั่นคงของลัทธิ แต่ก็ยังคงคำนึงถึงการใช้ชีวิตของประชาชนอยู่เสมอเพื่อให้ลัทธิเกิดความสงบสุขและมีความสามัคคี ดังนั้นพวกลัทธิฟาสซิสต์จะมีคำขวัญที่เตือนตนเองอยู่เสมอ นั่นคือ “สามัคคีคือพลัง” ซึ่งสอดคล้องกับความหมายในเรื่องของไม้ที่นำมารวมกันนั่นเอง


อ้างอิง

กังวาล ทองเนตร.2554. ฟาสซิสต์คืออะไร.(ออนไลน์).สืบค้นเมื่อ 5 มีนาคม 2559.จาก:
https://www.facebook.com/.

วีระชัย  โชคมุกดา.2556. สงครามโลกครั้งที่1,2ประวัติศาสตร์การเข่นฆ่าที่โลกต้องเรียนรู้. พิมพ์ครั้งที่2.   กรุงเทพฯ:ยิปซี สำนักพิมพ์.

สมเกียรติ วันทะนะ. 2551. อุดมการณ์ทางการเมืองร่วมสมัย. กรุงเทพมหานคร:สำนักพิมพ์อักษรข้าวสวย.


อ่านเพิ่มเติม »

เรือประจัญบานยามาโตะ (BATTLE SHIP YAMATO)

โดย ธนพล เมืองสนธิ์

ในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ประเทศญี่ปุ่นได้สร้างเรือรบที่ใหญ่ที่สุดในโลก และมีปืนเรือที่มีขนาดใหญ่และทรงอานุภาพที่สุดในสมัยนั้น มันถูกออกแบบให้เป็นเรือรบสัญชาติญี่ปุ่นที่ร้ายกาจที่สุดเท่าที่เคยสร้างมา เป็นความลับสุดยอด ที่ไม่มีแม้กระทั่งแบบแปลนฉบับสมบูรณ์ แต่แล้วเรือก็ต้องจม จนทำให้เป็นที่มาของประวัติศาสตร์ เรือประจัญบานยามาโตะ

เรือประจัญบานยามาโตะ (battle ship yamato) เป็นเรือประจัญบานขนาดยักษ์ลำแรกของญี่ปุ่น และเป็นเรือประจัญบานที่มีขนาดใหญ่ที่สุดและมีอาวุธทรงอาณุภาพมากที่สุดเท่าที่ญี่ปุ่นเคยสร้างมาในสมัยนั้นสามารถที่จะสร้างได้ เรือรบลำนี้มีความหมายในฐานะสัญลักษณ์ทางด้านนาวิกานุภาพของญี่ปุ่นและเป็นสัญลักษณ์ความพ่ายแพ้ของญี่ปุ่นด้วยเช่นกัน




การออกแบบและการสร้าง เรือยามาโตะได้รับการวางกระดูกงูที่ เมืองฮิโรชิม่า ในวันที่ 4 พฤศจิกายน 1937 ต้องดัดแปลงอู่เรือให้สามารถต่อเรือที่มีขนาดใหญ่โตได้  อู่เรือมีความลึก 1 เมตร ติดตั้งเครนขา ทีสามารถยกของหนักได้ 350 ตัน  และกลัวว่าทางฝ่ายสหรัฐจะรู้ลักษณะของเรือรบ จึงได้สร้างกระโจมคลุมเหนือช่องว่างระหว่างท่าเทียบเพื่อกันการพบเห็น  เรือถูกปล่อยลงผิวน้ำวันที่ 8 สิงหาคม 1940 โดยมีนาวาเอก มิยาซาโตะ ชุโตกุ เป็นผู้บัญชาการเรือ

บนเรือนั้นมีอาวุธประจำเรือที่สำคัญ ดังนี้
1.ปืนเรือ 18.1/45 จำนวน 9 กระบอก
2.ปืนเรือ 6.1/60 จำนวน 6 กระบอก
3.ปืนDPขนาดลำกล้อง 5/40 จำนวน 24 กระบอก
4.ปืนต่อต้านอากาศยาน 25 มม. จำนวนมากกว่า 150 กระบอก




เรือยามาโตะได้ออกปฎิบัติการครั้งสำคัญๆ ดังนี้

ครั้งที่ 1 ในยุทธนาวีทะเลฟิลิปปินส์ แต่ปฎิบัติการได้ถูกยกเลิกเมื่อข่าวเรือบรรทุกเครื่องบินของสหรัฐเข้าโจมตีหมู่เกาะมาเรียนา มาถึงกองบัญชาการโอะซาวะ

ครั้งที่ 2 ในยุทธนาวีอ่าวเลย์เต หลังจากวันที่ 24 ตุลาคม พ.ศ.2487 กองกำลังหลักพบกองเรือบรรทุกเครื่องบินสหรัฐ ครั้งนี้เรือยามาโตะได้ใช้ปืนใหญ่ 6 กระบอก ยิงใส่จนจม หลังจากสหรัฐยึดฟิลิปปินส์ เรือยามาโตะเดินทางกลับไปซ่อมแซมส่วนที่เสียหาย

ในการรบครั้งนี้ได้สร้างผลงานชิ้นสำคัญ คือ การใช้ปืนใหญ่ 460 มม. ยิงจมเรือพิฆาต โฮเอล ของสหรัฐ และทำความเสียหายแก่เรือพิฆาต จอนห์ส์ตัน จนต้องถอนตัวออกจากการรบ นอกจากนี้ยังทำความเสียหาย แก่เรือบรรทุกเครื่องบินคุ้มกัน แกมเบียร์ เบย์ จนไม่สามารถใช้ดาดฟ้าบินได้

ครั้งที่ 3ในการรบที่โอกินาว่า วันที่ 1 เมษายน พ.ศ.2488 สหรัฐได้ใช้เรือ 10 ลำ บุกโอกินาว่า ปฎิบัติการครั้งนี้เรือยามาโตะถูกตรวจพบ จึงถูกเครื่องบินสหรัฐ 3 หน่วยโจมตี ซึ่งแต่ละหน่วยมีเครื่องบิน 360 ลำเรือยามาโตะโดนโจมตีอย่างหนัก จึงต้องแล่นถอยกลับฐานทัพซาเซโบ้

ครั้งที่ 4 ในปฎิบัติการเท็งโง เป็นปฎิบัติการครั้งสุดท้ายของเรือยามาโตะ เมื่อวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2488 เครื่องบินทิ้งระเบิดของสหรัฐสามารถทิ้งระเบิดทำลายห้องเรดาร์และแท่นปืน ทีกราบขวาด้านท้ายเรือ และอีก 2 ลำ โจมตีกราบซ้ายของเรือ และเมื่อเวลา 12:45 มีตอร์ปิโดลูกหนึ่งโจมตีโดนเรือยามาโตะที่กราบซ้ายของเรือ เมื่อยามาโตะอัปปาง ทำให้รายละเอียดไม่มีความแน่นอน

จะเห็นได้ว่าเรือรบยามาโตะเป็นเรือรบที่มีขนาดใหญ่ที่สุดและเป็นสัญลักษณ์ความร้ายกาจของยุทธนาวีญี่ปุ่นในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่ได้สร้างความหวาดกลัวให้แก่กองทัพเรือสหรัฐมาหลายต่อหลายครั้ง แต่ในขณะเดียวกันก็ยังเป็นสัญลักษณ์ความพ่ายแพ้ของญี่ปุ่นด้วยเช่นเดียวกัน


อ้างอิง

ยุทธโธปกรณ์. เรือยามาโตะ. สืบค้นเมื่อ18 พฤษภาคม 2559, จาก board.postjung.com/669792.html

ระวัติความเป็นมา เรือยามาโตะ. สืบค้นเมื่อ18 พฤษภาคม 2559, จาก https://th.wikipedia.org/wiki/เรือประจัญบานยะมะโตะ

ปฎิบัติการ เรือยามาโตะ สืบค้นเมื่อ18 พฤษภาคม 2559, จาก www.rtna.ac.th/article/article08.pdf

อ่านเพิ่มเติม »

แผ่นดินไหวในญี่ปุ่น

โดย  อภิชญา   ไร่วิบูลย์

ในปัจจุบันนี้การเกิดแผ่นดินไหวในโลกก็เพิ่มมากขึ้น  แผ่นดินไหวเป็นภัยพิบัติทางธรรมชาติที่ไม่สามารถคาดการณ์ล่วงหน้า  จึงมักมีผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวอยู่เสมอ  แม้ในปัจจุบันเทคโนโลยีด้านการเตือนภัยที่เกิดจากแผ่นดินไหวจะมีการพัฒนา  และมีความก้าวหน้าไปอย่างมาก   แต่ก็ยังมีการเสียชีวิตของผู้คนเป็นจำนวนมากและไม่สามารถทำให้ลดลงได้หรืออาจจะลดลงได้แต่ภัยพิบัติก็ยังคาดชีวิตคนมากน้อยตามความรุนแรงของแผ่นดินไหว

ผลจากแรงสั่นสะเทือน ทำให้อาคารบ้านเรือนจำนวนมากได้รับความเสียหาย และถึงกับพังถล่ม รวมถึงก่อให้เกิดเพลิงไหม้ ส่งผลให้ประชาชนในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบพากันแตกตื่นและหนีตายออกมาอยู่บนท้องถนน ดังกรณีที่มักเกิดเสมอในประเทศที่พัฒนาแล้วอย่างญี่ปุ่นเป็นต้น

ประเทศญี่ปุ่นตั้งอยู่บนพื้นที่เสี่ยงภัยต่อการเกิดแผ่นดินไหวรุนแรงเนื่องจากว่าตั้งอยู่บริเวณวงแหวนไฟ และใต้บริเวณเกาะคิวชูนี้มีการเคลื่อนที่ของแผ่นทะเลฟิลิปปินส์มุดตัวใต้แผ่นยูเรเชีย ด้วยความเร็วประมาณ 58 มิลลิเมตร/ปี เหตุการณ์แผ่นดินไหวที่มีขนาดมากกว่า 7 (Mw) ส่วนใหญ่ที่เกิดบนเกาะญี่ปุ่นจะเป็น แผ่นดินไหวตื้น (ความลึก 0 - 69 กิโลเมตร)

แผ่นดินไหวครั้งใหญ่  เมื่อวันที่  11  มีนาคม  พ.ศ.2554  เวลา  14:46 น. ตามเวลาท้องถิ่น  ได้เกิดแผ่นดินไหววัดแรงสั่นได้ขนาด  9.0  แมกนิจูด  ความลึก  32  กิโลเมตร   การเกิดแผ่นดินไหวครั้งนี้นับได้ว่ารุนแรงเป็นอันดับ  4  ของของโลกที่มีการบันทึกมา  สภาพปัญหาของแผ่นดินไหวได้เคลื่อนเกาะฮอนชูไปทางตะวันออก  24  เมตร  และเคลื่อนแกนหมุนของโลกไปเกือบ  10  เซนติเมตร  แผ่นดินไหวที่กล่าวมาได้ย้ายตำแหน่งแกนโลกไป  25  เซนติเมตร  หลังจากเกิดแผ่นดินไหวนักวิจัยก็ได้ทำการเจาะพื้นมหาสมุทรตรงที่มีการขยับตัวของรอยเลื่อนลึกลงไป  800  เมตร  ซึ่งพบว่าตามแนวรอยเลื่อนมีค่า  cocfficient of friction 0.1 ซึ่งต่ำมาก  ซึ่งรอยนี้มีโอกาสเคลื่อนตัวได้ง่ายถ้าเกิดดินถล่ม  มีชั้นดินเหนียวก็จะเลื่อนง่าย  เป็นเพราะรอยเลื่อนมีแร่ดินเหนียวแทรกอยู่มาก  ทำให้รอยเลื่อนที่พบว่ามีขนาดความกว้างแค่ไม่ถึง  5  เมตร  และสามารถทำให้เกิดการเลื่อนของรอยเลื่อนได้มากถึง  50  เมตร



ภูเขาไฟเอโซะ เกาะคิวชู ที่ตั้งอยู่ห่างจากเมืองคุมาโมโตะ 50 กิโลเมตร หลังแผ่นดินไหว เมื่อวันที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2559 เริ่มส่งสัญญาณการปะทุ  

เมื่อวันที่  22  พฤศจิกายน  พ.ศ.2557 เวลา 22:08 ตามเวลาท้องถิ่น  เกิดแผ่นดินไหวขนาดความรุนแรง 6.8  แมกนิจูด ที่จังหวัดนากาโน ซึ่งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของกรุงโตเกียวประมาณ 250 กิโลเมตร ซึ่งแรงสั่นสะเทือนรู้สึกได้ในหลายจังหวัดโดยรอบเช่น จังหวัดนีกาตะ จังหวัดกุมมะ รวมถึกรุงโตเกียว โดยมีคนไทยอยู่ราวๆประมาณ 2,200 คน เมื่อเวลา 23:00 ไม่มีคำสั่งอพยพและไม่มีประกาศเตือนสึนามิ รวมทั้งไม่มีรายงานการเสียชีวิตและผู้ได้รับบาดเจ็บจากแผ่นดินไหวครั้งนี้  และไม่มีรายงานว่าโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่เมืองชิคะ ในจังหวัดอิชิคาวะ อยู่ทางทิศตะวันตกของจังหวัดนากาโน ได้รับความเสียหายแต่อย่างใด ต่อมาบริษัทเดินรถไฟ  JR East  ระงับการให้บริการรถไฟชินคันเซ็นหลายเส้นทางเช่น Nagano Shinkansen, Tohoku Shinkansen, Akita Shinkansen และ Yamagata Shinkansen  แต่เมื่อเวลาประมาณ 01:40 น. วันที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557 ได้มีรายงานเพิ่มเติมว่ามีผู้บาดเจ็บจากเหตุแผ่นดินไหวครั้งนี้แล้วประมาณ 20 ราย


ทีมกู้ภัยเข้าไปค้นหาประชาชนผู้รอดชีวิตที่ติดอยู่ในซากบ้านที่พังทลาย บริเวณที่เกิดดินถล่มในเมือง มินาไมโซะ จังหวัดคุมาโมโตะ 


จะเห็นได้ว่าช่วงเวลาในการเกิดแผ่นดินไหวเป็นช่วงเวลาที่คนส่วนใหญ่นอนหลับพักผ่อนอยู่ในอาคารทำให้ ผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่เสียชีวิตจากการโดยตึกถล่มทับและติดอยู่ในซากตึก

และเนื่องจากจุดศูนย์กลางการเกิดแผ่นดินไหวเกิดขึ้นใกล้เมืองมากก็จะทำให้เกิดความเสียหายรุนแรงมากขึ้น เนื่องจากใกล้บริเวณจุดศูนย์กลางแผ่นดินไหว พื้นดินจะสั่นสะเทือนมาก และจะปลดปล่อยคลื่นออกมาทุกความถี่ ไม่ว่าอาคารสูงหรือเตี้ยก็จะสั่นสะเทือนได้หมด คลื่นความถี่นี้จะต่ำลงในระยะทางที่ไกลออกไป ดังนั้นอาคารในตัวเมืองที่มีความสูงตั้งแต่ 7 ชั้นขึ้นไปถึงจะรับรู้ถึงแรงสะเทือนได้

อีกทั้งความลึกของจุดศูนย์กลางแผ่นดินไหวในครั้งนี้จัดว่าเป็นแผ่นดินไหวระดับตื้น ยิ่งจุดศูนย์กลาง แผ่นดินไหวตื้นมากเท่าไหร่ยิ่งทำให้พื้นดินสั่นสะเทือนมากขึ้น สำหรับอาคารที่แข็งแรง สร้างได้ตามมาตรฐานต้านแผ่นดินไหวสามารถลดความสูญเสียของชีวิตและทรัพย์สินได้ดีกว่า


ปราสาทคุมาโมโตะโบราณสถานที่สร้างขึ้นตั้งแต่ พ.ศ. 2150 ได้รับความเสียหายจากเหตุการณ์ แผ่นดินไหวครั้งนี้    


ประเทศญี่ปุ่นจัดว่าเป็นประเทศที่มีมาตรการเตรียมพร้อมเพื่อรับมือกับภัยแผ่นดินไหวได้เป็นอย่างดี จะเห็นได้ว่าประชาชนส่วนใหญ่มีระเบียบวินัย ทราบถึงวิธีการปฏิบัติตัวเมื่อเกิดแผ่นดินไหว มีความรู้ความ เข้าใจเกี่ยวกับภัยแผ่นดินไหวและทราบว่าหากเกิดแผ่นดินไหวขนาดใหญ่แล้วจะเกิดแผ่นดินไหวตามอีกเป็น จานวนมาก ในเหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งนี้เกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหวตาม ประมาณ 800 ครั้ง (วันที่ 25 เมษายน 2559) เฉลี่ยการเกิดแผ่นดินไหวตามวันละ 100 ครั้ง ทำให้บ้านเรือนที่ยังไม่พังทลายทั้งหลังไม่มีความปลอดภัยสาหรับอยู่อาศัยในช่วงนี้ อาจพังทลายจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวตามได้ตลอดเวลา ดังนั้น ประชาชนส่วนใหญ่จะอพยพออกจากบ้านหลังจากเกิดแผ่นดินไหวไปพักยังศูนย์อพยพที่ถูกสร้างอย่างแข็งแรง ปลอดภัย มีของใช้จำเป็นเตรียมไว้ในแต่ละพื้นที่ และในแต่ศูนย์อพยพก็จะมีการเตรียมอาหารสำเร็จรูป น้ำดื่ม และสิ่งของจาเป็นพื้นฐานสาหรับผู้อพยพ พร้อมกันนี้หลังจากเกิดแผ่นดินไหวก็จะมีหน่วยกู้ภัยที่ได้รับการ ฝึกฝนเข้าไปค้นหาผู้รอดชีวิตที่ติดอยู่ในซากอาคารที่พังทลาย

ส่วนของประเทศไทยถึงจะไม่ได้มีภัยแผ่นดินไหวรุนแรงเท่ากับประเทศญี่ปุ่น แต่ก็ทำให้เราได้รับรู้ว่าควรปฏิบัติตนอย่างไร ถ้าหากเกิดแผ่นดินไหวขึ้น และได้รับรู้มาตรการต่างๆ ที่ควรปฏิบัติตาม และในส่วนหน่วยงานของรัฐก็ไม่ควรประมาท อาจจะประยุกต์และเรียนรู้จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในประเทศญี่ปุ่นเพื่อเป็น บทเรียนสำหรับเตรียมพร้อมรับมือกับเหตุการณ์ภัยพิบัติต่างๆที่จะเกิดขึ้นกับประเทศไทยในอนาคตได้


อ้างอิง

วิชาการธรณีไทย.  แผ่นดินไหวในญี่ปุ่น.  สืบค้นเมื่อวันที่  5  มกราคม  2559, จาก : http://www.geothai.net/2011-tohoku-earthquake/

Kapook.  แผ่นดินไหวในญี่ปุ่น.  สืบค้นเมื่อวันที่  5  มกราคม  2559 , จาก : http://hilight.kapook.com/view/56994

Highlight  Kapook.  แผ่นดินไหวในญี่ปุ่น.  สืบค้นเมื่อวันที่  5  มกราคม  2559, จาก : http://hilight.kapook.com/view/111745

Sanook . แผ่นดินไหว คุมะโมโตะ ญี่ปุ่น. สืบค้นเมื่อวันที่ 5 มกราคม 2559, จาก: http://news.sanook.com/1980802/

อ่านเพิ่มเติม »

องค์การกองทุนสัตว์ป่าโลกสากล หรือ WWF (World Wide Fund for Nature)

โดย อริสรา จำปาสาร

ตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบันโลกเกิดการเปลี่ยนแปลงทางธรรมชาติมาโดยตลอด เกิดปัญหาสภาพแวดล้อมทั่วโลก ซึ่งถือเป็นผลพวงมาจากกิจกรรมต่างๆของมนุษย์ที่ได้กระตุ้นให้การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ประเด็นปัญหาข้อหนึ่งคือ มีสัตว์ป่าจำนวนมาก หลายชนิดต้องสูญพันธุ์ และหลายชนิดมีความเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ ด้วยเหตุนี้เองจึงได้มีกลุ่มคนที่ตระหนักต่อปัญหาดังกล่าว และได้ร่วมกันก่อตั้ง WWF หรือ กองทุนสัตว์ป่าโลกสากลขึ้นมา

องค์การกองทุนสัตว์ป่าโลกสากล หรือเรียกอีกชื่อว่า WWF (World Wide Fund for Nature) ถือเป็นองค์การอิสระด้านการอนุรักษ์ธรรมชาติระหว่างประเทศที่ได้เริ่มขึ้นเมื่อ 29 เมษายน ปี พ.ศ. 2504 (ค..1961) และก่อตั้งขึ้นที่เมืองมอร์เกส ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ อย่างเป็นทางการในเดือนกรกฎาคมปีเดียวกัน  โดยกลุ่มคนเล็กๆ ซึ่งได้ประกาศลงนาม โดย 16 นักอนุรักษ์ชั้นนำของโลก รวมทั้งนักชีววิทยาและผู้ที่ชื่นชอบสัตว์ป่าแอฟริกัน ซึ่งมี Julian Huxley รองประธานสหภาพนานาชาติเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติและทรัพยากรธรรมชาติ หรือ IUCN (International Union for the Conservation of Nature and Natural), Peter Scott, Max Nicholson และ Guy Mountfort ที่ต่างก็มีความมุ่งมั่นร่วมกันที่จะทำการอนุรักษ์ธรรมชาติอย่างจริงจัง



WWF ดำเนินงานด้านการอนุรักษ์โดยนำหลักองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์และภูมิปัญญาท้องถิ่นมาปรับใช้ควบคู่กัน ทั้งยังมีการนำข้อมูลทางวิชาการมาใช้ในการวางแผน การจัดการ และตัดสินใจ เพื่อหาทางแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมให้เป็นรูปธรรมมากที่สุด รวมถึงการประสานความร่วมมือกับกลุ่มองค์กร และบุคคลทุกระดับในหลายประเทศทั่วโลก การดำเนินงานเน้นการทำงานในภาคสนาม และปลูกสร้างจิตสำนึกผ่านกระบวนการสิ่งแวดล้อมศึกษา โดยต้องการให้มนุษย์อยู่ร่วมกับธรรมชาติควบคู่ไปกับการพัฒนาและความเจริญได้โดยไม่ไปทำลายหรือสร้างผลกระทบ หากแต่จะช่วยดูแลรักษาธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของโลกให้ยั่งยืน

ภารกิจหลักของ WWF คือ การอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพของโลก (Save biodiversity) และการบรรเทาผลกระทบจากกิจกรรมของมนุษย์ที่ส่งผลต่อทรัพยากรธรรมชาติ (Reduce Humanity’s impact on natural habitats)

เพื่อให้บรรลุเป้าหมายตามภารกิจที่ได้วางไว้ WWF ได้มุ่งไปที่การอนุรักษ์ชนิดพันธุ์ที่อยู่ในสถานภาพเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ (Critical species) อนุรักษ์ระบบนิเวศที่สำคัญและมีความเปราะบาง (Critical places) รวมถึงการลดผลกระทบจากกิจกรรมของมนุษย์ที่ส่งผลต่อธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (Ecological Footprint)ไปพร้อมๆ กันด้วย



แม้ในเรื่องสัญลักษณ์ขององค์กรเอง WWF ก็ได้ให้ความสำคัญกับการออกแบบสัญลักษณ์ขององค์กร โดยได้รับแรงบันดาลใจมาจากแพนด้ายักษ์เพศเมีย ชื่อชิชิ ที่ได้มาอยู่สวนสัตว์ในลอนดอนเมื่อปี พ.ศ.2504  ซึ่งตรงกันกับปีที่ WWF ได้ก่อตั้งขึ้นมา และแพนด้ายังเป็นสัตว์ที่ใกล้จะสูญพันธุ์ สื่อถึงสิ่งมีชีวิตต่างๆที่ควรได้รับการช่วยเหลือ ด้วยรูปร่าง ลักษณะของมันยังเป็นที่รักของทุกคนบนโลกอีกด้วย และ WWF ยังได้คำนึงถึงว่านอกจากลักษณะของมันเองเป็นสัตว์ที่มีโทนสีขาวและดำ มีความน่าสนใจด้วยแล้ว จุดนี้ยังสามารถช่วยลดต้นทุนในการผลิตสื่อสิ่งพิมพ์ได้อีกด้วย  แสดงให้เห็นถึงการใส่ใจผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในทุกรายละเอียดการดำเนินงานขององค์กร

ปัจจุบัน WWF เป็นองค์กรอิสระด้านการอนุรักษ์ธรรมชาติที่ยิ่งใหญ่และได้รับการยอมรับมากที่สุดในโลก และแม้เวลาได้ผ่านไป ความตั้งใจของ WWF คงจะไม่หยุดเพียงแค่การรักษาชีวิตสัตว์ป่า แต่ยังรวมไปถึงการอนุรักษ์ธรรมชาติ และพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ของชุมชนท้องถิ่นที่จะเป็นกำลังสำคัญในการช่วยรักษาความหลากหลายทางชีวภาพและการพัฒนาที่ยั่งยืนให้กับโลกใบนี้

มนุษย์จำเป็นต้องพึ่งพาสภาพแวดล้อม และสิ่งมีชีวิตอื่นๆ เพื่อความอยู่รอด ซึ่งเราจะดำรงชีวิตอยู่ได้ก็เพราะมีสัตว์ป่าและระบบนิเวศน์ที่ช่วยคงความสมดุลให้กับธรรมชาติ ทุกสิ่งต่างมีความสัมพันธ์กัน และล้วนต้องพึ่งพาอาศัยกัน และแม้มนุษย์จะมีความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ อาจมีความสามารถคิดค้น และพัฒนาเทคโนโลยีที่จะช่วยอพยพผู้คนไปอาศัยอยู่บนดาวเคราะห์ดวงอื่นได้  แต่จะดีกว่าหรือไม่ หากจะใช้ความฉลาดนั้น มาช่วยรักษาโลกใบเดิมของเราให้คงอยู่ต่อไปอีก เท่าที่ขีดความสามารถของเราจะทำได้ ดังนั้น เราทุกคนจึงต้องร่วมมือกันทำให้โลกเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของทุกชีวิตในโลกใบนี้ให้สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสงบสุขต่อไป

อ้างอิง

Worldwildlife. (ม.ป.ป). “History WWF.” สืบค้นเมื่อ 28 มกราคม 2559, จาก http://www.worldwildlife.org/about/history

WWF Global. (ม.ป.ป). “Global initiatives.” สืบค้นเมื่อ 28 มกราคม 2559, จาก http://wwf.panda.org/what_we_do/how_we_work/key_initiatives/

WWF Thailand. (ม.ป.ป). “ย้อนอดีต WWF.” สืบค้นเมื่อ 28 มกราคม 2559, จาก http://www.wwf.or.th/about_wwf/history/

อ่านเพิ่มเติม »