แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ วีรบุรุษ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ วีรบุรุษ แสดงบทความทั้งหมด

เฮอร์คิวลิส กับภารกิจ 12 ประการ

โดย พีรวัส ตั้งวานิชกพงษ์

เฮอคิวลิสวีรบุรุษผู้มีกำลังมหาศาล ตำนานที่ถูกเล่าขานตามความเชื่อของชาวกรีก โรมัน ครึ่งมนุษย์ครึ่งเทพ ผู้มีทั้งปัญญา และความสามารถ เรื่องราวภารกิจ 12 ประการเป็นเรื่องราวของการผจญภัยทำภารกิจที่สุดแสนอันตราย มีความยากลำบาก พร้อมทั้งการช่วยเหลือและการขัดขวางจากเหล่าทวยเทพ เพื่อทำการไถ่บาปให้ตนเองเขาต้องพบกับภารกิจที่ไม่มีมนุษย์คนใดที่จะสามารถทำได้

เรื่องราวตำนานของวีรบุรุษ ผู้มีพละกำลังมหาศาล ครึ่งมนุษย์ครึ่งเทพ เขาเป็นลูกที่เกิดจาก"เทพซีอุส"
ที่ได้ปลอมตัวมาเป็นสามีของหญิงสาวคนหนึ่ง "อัลคมีนา" โดยชื่อของเฮอร์คิวลิสนั้นมีความหมายว่า  "เกียรติยศแห่งเฮรา" แต่ในความเป็นจริงแล้วเทพเฮรากลับเกลียดชังในหนุ่มน้อยคนนี้เพราะเป็นลูกของสามีเธอกับหญิงอื่น เธอได้ส่งความชั่วร้ายเข้ามาสิงสู่เฮอร์คิวลิสทำให้เขาคลุ้มคลั่งทำร้ายลูกเมียของตนตายจนหมด เมื่อเขาได้สติและได้ทราบเรื่องราวที่เกิดขึ้นทำให้เขาเกิดความเศร้าสลดอย่างมาก เขาจึงเนรเทศตนเองออกจากเมืองไป และไปที่วิหารเดลฟี่ เพื่อพบกับ โอราเคิลผู้ทำนายดวงชะตา เขาแนะนำให้เฮอร์คิวลิสไปรับใช้ยูริสธีอุสผู้โหดร้าย เขาได้มอบภารกิจสุดยากให้กับเฮอร์คิวลิสทั้งหมด 10 ภารกิจ แต่ด้วยอำนาจของเฮราทำให้โน้มน้าวยูริสธีอัสมอบภารกิจให้เขาเป็น 12 ภารกิจ หรือเรียกกันว่า        
                                   


ภารกิจ 12 ประการของเฮอร์คิวลิส
ที่มา : http://www.komkid.com/

ภารกิจแรกของเขาคือการจัดการกับสิงโตแห่งนีเมีย ซึ่งมีความสามารถที่ทนทาน อาวุธไม่สามารถทำอะไรมันได้ ทำให้เขาต้องจัดการมันด้วยมือเปล่าด้วยพละกำลังมหาศาลทำให้เขาจัดการสิงโตร้ายได้สำเร็จ เมื่อกลับไปเขาจึงนำขนของเจ้าสิงโตนีเมียกลับไปด้วยเพื่อมอบให้กับยูริสธีอุสแต่ด้วยความกลัวเขาจึงไม่กล้ารับไว้ ทำให้เฮอร์คิวลิสเป็นผู้สวมใส่เองดังจะเห็นได้จากรูปปั้นของเขาที่มักจะมีผ้าคลุมสิงโตอยู่ด้วย

ภารกิจที่สอง คือ ภารกิจไฮดร้า โดยเป็นที่รู้กันว่าเป็นสัตว์ร้ายที่มี 7 หัว เมื่อตัดออกก็จะงอกขึ้นมาใหม่อยู่เสมอ ภารกิจนี้เฮอร์คิวลิสมีผู้ช่วย คือ ไอโอลอส โดยเฮอร์คิวลิสจะจัดการตัดหัวของไฮดร้าออกแล้วให้ไอโอลอสเป็นคนจุดไฟเผาเพื่อไม่ให้หัวของมันเกิดขึ้นมาใหม่ได้ ทว่าหัวสุดท้ายของมันนั้นเป็นอมตะทำให้ไม่สามารถทำลายได้เขาเลยทำการตัดหัวนั้นออกแล้วฝังไว้ก้อนหินใหญ่แต่งานนี้ไม่ถือว่าเฮอร์คิวลิสได้ทำภารกิจเพราะว่ามีไอโอลอส เป็นผู้ช่วยเหลือทำให้ภารกิจของเฮอร์คิวลิสสำเร็จ


ภารกิจไฮดร้า
ที่มา : http://www.komkid.com/

ภารกิจที่สาม คือ การจับกวางวิเศษกลับมาโดย กวางวิเศษตัวนี้เป็นของเทพอาร์เทมิส เทพีแห่งจันทราเขาทำการไล่ล่ากวางวิเศษตัวนี้อยู่เป็นปี จนทำให้กวางตัวนี้อ่อนล้า เมื่อเขาจับมันได้เทพ
อาร์เทมิส และอพอลโลมาพบเข้าพอดีทำเขาจึงขอยืมเจ้ากวางวิเศษนั้น เมื่อไปถึงเขาก็ปล่อยกวางไว้แต่เจตนาของเขาตั้งใจปล่อยให้ห่างจากตัวยูริสธีอุส แล้วเจ้ากวางวิเศษก็วิ่งกลับไปหาเจ้านายของมัน

ภารกิจที่สี่ ภารกิจนี้เขาต้องนำหมูป่าที่ออกอาละวาดทำร้ายผู้คนกลับมาแบบเป็นๆ เฮอร์คิวลิสได้ไปขอคำแนะนำจากเซนทอร์เพื่อหาวิธีการจัดการหมูป่า เขาแนะนำให้ล่อหมูป่าเข้าไปบริเวณที่เป็นหิมะเพื่อที่จะจับได้ง่ายขึ้น เฮอร์คิวลิสจึงใช้การตะโกนต้อนให้มันเข้าไปติดกับจากนั้นจึงใช้ตาข่ายดักจับไว้ได้ เมื่อนำกลับไปด้านยูริสธีอุสเองก็เกรงกลัวทั้งสัตว์ร้าย และชายผู้ที่กำหราบมันได้ถึงขั้นต้องหลบเลยทีเดียว

ภารกิจที่ห้า ภารกิจล้างคอกเลี้ยงสัตว์ที่ขึ้นชื่อว่าเป็นคอกสัตว์ที่สกปรกที่สุดในโลกเลยก็ว่าได้ โดยคอกนี้เป็นคอกสัตว์ที่เทพประธานมาให้ ทำให้คอกสัตว์แห่งเมืองออกีสมีความกว้างใหญ่ไพศาล เฮอร์คิวลิสได้ร้องขอรางวัลจากราชาของเมืองออกีส คือ ถ้าเขาสามารถล้างคอกสัตว์นี้ได้ภายในวันเดียวเขาขอสัตว์จำนวน 1 ใน 10 ของทั้งหมด และเมื่อเขาทำสำเร็จด้วยวิธีการเปลี่ยนเส้นทางการเคลื่อนของแม่น้ำ กษัตริย์กลับไม่ยอมมอบรางวัลให้แก่เขาตามที่ตกลง อีกทั้งท้างด้านยูริสธีอุสก็ไม่นับภารกิจนี้เพราะเขาได้ไปร้องขอรางวัลต่อกษัตริย์เมืองออกีสแล้ว


ภารกิจล้างคอกเลี้ยงสัตว์
ที่มา : http://www.komkid.com/

ภารกิจที่หก การไล่นกกินคนที่เมืองสติมฟาลอส โดยภารกิจนี้เขาได้รับการช่วยเหลือจากเทพี่อาเธนาที่มอบเครื่องดนตรีที่มีความเสียงดังกึกก้อง ขนของพวกมันมีความแข็งเหมือนโลหะ เมื่อเขาใช้เครื่องดนตรีทำให้นกเหล่านี้บินขึ้นไปบนท้องฟ้าจากนั้นเขาใช้ธนูอาบยาพิษของไฮดราจัดการพวกมัน

ภารกิจที่เจ็ด ปราบวัวกระทิงเมืองครีทโดยวัวตัวนี้เป็นวัวที่เทพโพไซดอนประทานให้ และหากทุกคนรู้จักกับอสูรร้ายที่มีนามว่ามินอร์ทอร์ นี่ก็คือพ่อของมันนั่นเอง แต่ด้วยพละกำลัง ความสามารถของเฮอร์คิวลิส เขาสามารถสยบมันลงได้โดยง่าย เมื่อนำกลับไปยูริสธีอุสก็ให้เขาปล่อยมันไปเพราะมันมีความดุร้ายและอันตรายมากต่อบุคคลธรรมดา

ภารกิจที่แปด พาม้ากินคนของไดโอมิดิสกลับมา ไดโอมีดิสเป็นคนที่โหดร้าย เฮอร์คิวลิสได้ต่อสู้กับทหารและเมื่อจัดการไดโอมิดิสแล้ว เขาจึงให้ม้ากินเนื้อของไดโอมีดิสทำให้ม้าเชื่อง เมื่อเขาพาม้ากลับมาก็ได้ปล่อยเข้าป่าไป

ภารกิจที่เก้า เข็มขัดของฮิปโปลิต เป็นเข็มขัดที่เธอได้รับมาจากเทพแห่งสงครามอาเรส เขาสามารถตกลงกับฮิปโปลิตได้ โดยนางสัญญาว่าจะมอบให้ แต่เทพเฮราแปลงกายมาทำให้เกิดการต่อสู้กัน บ้างก็ว่าเฮอร์คิวลิสฆ่านางแล้วนำเข็ดขัดทองกลับไป แต่บางตำราก็กล่าวว่าเขาพานางหนีมาพร้อมกับตนและในที่สุดนางก็แต่งงานกับเพื่อนของเฮอร์คิวลิส


ภารกิจเข็มขัดของฮิปโปลิต
ที่มา : http://www.komkid.com/

ภารกิจที่สิบ โขมยเอาวัวของกีเรียน กีเรียนเป็นคนสามหัว หกขา เขายังเป็นเจ้าของหมาสองหัวที่เป็นน้องชายของหมาสามหัว เซอบีรัส ที่ดูแลนรก เฮอร์คิวลิสได้จัดการหมาสองหัวด้วยลูกธนู จากนั้นจึงจัดการกีเรียนแล้วนำวัวเดินทางกลับเมือง ระหว่างทางเฮราได้สร้างความก่อกวนทำให้ฝูงวัวเกิดความแตกตื่นเฮอร์คิวลิสจึงต้องใช้เวลาเพิ่มขึ้นเพราะต้องต้อนวัวที่แตตื่นกลับมา

ภารกิจที่สิบเอ็ด แอปเปิ้ลทองคำของเฮสเพอริดิส ซึ่งเป็นของขวัญในการแต่งงานของเฮรากับ         ซุสจากเทพไกอา ตัวของเฮอร์คิวลิสเองไม่ทราบว่าแอปเปิ้ลทองคำนั้นอยู่ที่ใด เขาได้รับคำแนะนำจากโพมิทีอุส ที่เฮอร์คิวลิสได้ช่วยเหลือไว้ เขาแนะนำให้เฮอร์คิวลิสกับแอตลาสผู้แบกโลก ซึ่งแอตลาสเป็นพ่อของนางไม้ที่ดูแลสวนอยู่ แต่การที่แอตลาสจะไปขอความช่วยเหลือจากลูกสาวนั้นเขาต้องให้คนมาแบกโลกไว้แทนเขา เมื่อแอตลาสได้แอปเปิ้ลทองคำกลับมาตอนนี้เขาไม่ต้องการแบกโลกอีกแล้วจึงอาสานำแอปเปิ้ลไปให้ยูริธีอุสเอง เฮอร์คิวลิสจึงออกอุบายว่าขอหาอะไรมาลองบ่าเสียก่อน แล้วแอตลาสก็หลงกล แบกโลกกลับคืนอย่างเดิม ส่วนเฮอร์คิวลิสก็รีบวิ่งหนีกลับไปนำแอปเปิ้ลทองคำให้กับยูริธีอัส แต่ราวกับสวรรค์แกล้ง ของทุกอย่างที่เฮอร์คิวลิสนำมานั้นยูริธีอัสไม่เคยได้ครอบครองสิ่งใดได้เลย คราวนี้ก็เช่นกัน เขาก็ได้มอบแอปเปิ้ลทองคำให้กับอาเธน่า แล้วเทพอาเธน่าก็นำกลับไปไว้ที่เดิม

ภารกิจที่สิบสอง การพาเอาเซอบีรัส หรือหมาสามหัวกลับมาแบบเป็นๆ เซอบีรัสเป็นหมาเฝ้านรกเฮอร์คิวลิสจึงทำการร้องขอฮาเดสที่เป็นเจ้าแห่งนรก ฮาเดสอนุญาตให้เขานำเซอบิรัสกลับไปได้แต่มีข้อแม้ห้ามไม่ให้เซอบิรัสโดนอาวุธใดๆ และแล้วเขาก็นำเซอบิรัสกลับไปให้ยูริสธีอุสได้สำเร็จ

หลังเสร็จสิ้นภารกิจเขายังได้เดินทางผจญภัยอีกหลายต่อหลายครั้ง เช่น การออกตามหาขนแกะทองคำกับพวกขบวนนาวิกของเจสัน แต่เหมือนโชคร้ายที่ความบ้าคลั่งสิงสู่เขาทำให้เขาฆ่าเพื่อนของตนไปด้วยและยังได้เข้าร่วมสงครามระหว่างเทพเจ้ากับยักษ์ไททันครั้งที่ 2 อีกด้วย โดยได้สร้างความดีความชอบด้วยการสังหารเหล่าไททันไปเป็นจำนวนมาก

ในช่วงบั้นปลายชีวิตเขาแต่งงานกับหญิงสาวนามว่า เดอาไนรา และเธอคนนี้เองเป็นคนนำจุดจบมาให้กับวีรบุรุษผู้เลื่องชื่อ เมื่อนางต้องการให้เฮอร์คิวลิสรักนางแค่คนเดียว นางได้ยินมาว่าเลือกของ
เซนทอร์ช่วยได้ นางจึงเอาเลือดเซนทอร์ไปป้ายไว้บนเกราะของเขา แต่แล้วเรื่องที่ไม่คาดคิดจึงเกิดขึ้นเมื่อเซนทอร์ตัวดังกล่าวตายด้วยพิษของไฮดรา ทำให้เฮอร์คิวลิสเกิดอาการร้อนเหมือนโดนไฟเผา เขาจึงร้องขอให้เพื่อนของเขาจุดไฟของเขาเพื่อจบชีวิตของเขาซะ และในที่สุดบุรุษครึ่งเทพผู้เป้นตำนานก็จบชีวิตลง เมื่อตายลงเทพอาเธนาจึงพาเขาขึ้นไปอยู่ดังสรวงสวรรค์และกลายเป็นเทพอย่างเต็มตัว

เรื่องราวของเฮอร์คิวลิส ได้แสดงให้เห็นถึงความพยายามที่ต้องการจะทำความดีเพื่อทดแทนสิ่งที่ตนได้ทำผิดพลาดไป ด้วยใจที่มีความกล้าหาญ มุ่งมั่น ถึงแม้จะต้องพบกับอุปสรรค หรือ ภัยอันตราย ความยากลำบากเขาก็ต่อสู้ด้วยพละกำลังความสามาถ ด้วยปัญญาของตนโดยไม่ย่อท้อจนสามารถทำสำเร็จได้ครบแสดงให้เห็นว่า “คนเราหากมีความหวัง และมีความพยายามที่มากพอก็สามารถไปถึงจุดหมายยที่ตนมุ่งหวังได้อย่างแน่นอน”

อ้างอิง

NJAARNME (2553). เฮอร์คิวลิสตำนานวีรบุรุษที่แข็งแกร่งที่สุดในเทวตำนานกรีก(Berserker). ค้นเมื่อ 24 กันยายน 2559, จาก : http://conan-kung.blogspot.com/2010/11/berserker.html

2busy2know (2558). ตำนานเทพกรีกตอนที่ 6 : ลูกซุสครึ่งเทพครึ่งมนุษย์ เพอร์ซิอุส เฮอร์คิวลิส. ค้นเมื่อ 24  กันยายน 2559, จาก : http://2busy2know.com/การ์ตูน/ตำนานเทพกรีก-ตอน7-ลูกซุส/

Tumnandd (2558). เฮอร์คิวลิส (hercules) วีรบุรุษแห่งกรีก ที่มีพละกำลังมหาศาล. ค้นเมื่อ 24 กันยายน  2559, จาก : http://www.tumnandd.com/วีรบุรุษแห่งกรีก-เฮอร์ค/

อ่านเพิ่มเติม »

เอ็ดเวิร์ด จอห์น สมิธ (Edward John Smith) กัปตันแห่งเรือไททานิค

โดย อัยรินทร์ พงษ์ไชยกุล

เรื่องราวของตำนาน เรือไททานิค (Titanic) นั้นยังคงเป็นสิ่งที่หลายๆ คนพูดถึงกันไม่ว่าจะผ่านไปนานเท่าไหร่ เรือไททานิคนี้โด่งดังและเป็นที่รู้จักกันทั่วโลก เมื่อเรื่องจริงนี้ถูกนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์เกี่ยวกับเรือใหญ่ที่ไม่มีวันจม ได้เกิดอุบัติเหตุชนเข้ากับภูเขาน้ำแข็งอันมหึมา! ถ้าเพื่อนๆ เคยดูหนังเรื่องไททานิค (Titanic) จะเห็นได้ว่า มีนักแสดงตัวสำคัญอยู่หลายคน เช่น กัปตันเรือ, นักออกแบบเรือ, นักดนตรีบนเรือ เป็นต้น ซึ่งนักแสดงเหล่านี้มีอยู่จริงในเหตุการณ์นั้น! วันนี้ดิฉันจะนำเรื่องของกัปตันแห่งเรือไททานิคมาฝากเพื่อนๆ ลองตามไปดูกันเลยค่ะ


Captain Edward John Smith
ที่มา : https://commons.wikimedia.org/

กัปตันสมิธเกิดเมื่อวันที่ 27 มกราคม ค.ศ. 1850 ณ เมืองฮันลีย์ สหราชอาณาจักร เขาเป็นลูกชายของเอ็ดเวิร์ด สมิธ กับ คาธีริน แฮนคอคค์ ซึ่งครอบครัวของกัปตันสมิธนั้นมีร้านค้าเป็นของตัวเองในสตาฟฟอร์ดไชร์ กัปตันสมิธได้เข้าในโรงเรียนอีทรูเรีย บริทิช ซึ่งเป็นโรงเรียนใกล้บ้านในสตาฟฟอร์ดไชร์ จนกระทั่งเขาอายุ 13 ปี ก็ได้เริ่มต้นชีวิตการเดินเรือที่ลิเวอร์พูล ต่อมาในปี ค.ศ. 1887 สมิธได้แต่งงานกับ ซาราห์ อีลีนอร์ เพนนิงทัน ในวันที่ 12 กรกฎาคม ค.ศ. 1887 ทั้งสองมีลูกสาวด้วยกันคือ เฮเลน เมลวิลลี สมิธ เธอเกิดที่ วอเตอร์ลู แลนคาไชร์ เมื่อปี ค.ศ. 1898 ครอบครัวของกัปตันสมิธอาศัยอยู่ใน เซาแธมป์ทัน สหราชอาณาจักร

กัปตันเรือ เอ็ดเวิร์ด จอห์น สมิธ (Captain Edward John Smith) หรือมีชื่อย่อว่า Edward J. Smith หรือ E.J. Smith ได้รับหน้าที่บัญชาการเรือไททานิคเมื่อ ค.ศ. 1912 ซึ่งในขณะนั้น เรือไททานิคถือได้ว่าเป็นเรือที่ใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งการเดินทางไปกับเรือไททานิคของกัปตันสมิธครั้งนี้ ก็ถือว่าเป็นรอบสุดท้ายก่อนเกษียณของตัวเขาเองอยู่แล้ว เพราะตอนนั้นกัปตันสมิธอายุได้ปาเข้าไป 62 ปีแล้ว

กัปตันสมิธเป็นกัปตันเรือที่มีชื่อเสียงคนหนึ่งในต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 และเป็นกัปตันเรือที่ค่าตัวแพงที่สุดในยุคนั้น ด้วยความสามารถของนักเดินเรือผู้เต็มไปด้วยประสบการณ์ มีผลงานข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกมาหลายครั้ง โดยผลงานที่โดดเด่นมากก็คือการได้เป็นกัปตันเรือ อาร์เอ็มเอส และไททานิค อันเป็นเรือลำสุดท้ายในชีวิตของเขา ซึ่งเขาได้ดำรงตำแหน่งกัปตันจนถึงวาระสุดท้ายของชีวิตบนเรือที่ได้รับฉายาว่า เรือที่ไม่มีวันจม

เรือไททานิคได้ออกเดินทางครั้งแรกเมื่อวันที่ 11 เมษายน ค.ศ. 1912 เพื่อแวะตามท่าเรือต่าง ๆ แล้วจึงมุ่งหน้าเดินทางไปยังนครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ซึ่งในช่วงวันแรกๆของการเดินทางนั้นเป็นไปอย่างราบรื่น จนกระทั่งวันที่ 14 เมษายน ค.ศ. 1912 เรือไททานิคได้รับคำเตือนหลายครั้งเรื่องภูเขาน้ำแข็งในมหาสมุทรแอตแลนติกเหนือ แต่กลับไม่ได้รับความสนใจเท่าที่ควรจะเป็น

ช่วงดึกของวันที่ 14 เมษายน ค.ศ. 1912 มีการพบภูเขาน้ำแข็งขวางเส้นทางการเดินเรือไททานิค จึงมีการเลี้ยวเรือหลบ แต่ไม่สามารถหลบได้พ้น ทำให้เรือไททานิคได้แล่นเฉี่ยวชนกับภูเขาน้ำแข็ง เกิดรอยรั่วยาวหลายเมตรที่กราบขวาด้านหัวเรือ ส่งผลให้น้ำเริ่มท่วมเข้ามาในตัวเรืออย่างรวดเร็ว


ภาพถ่ายจริงของกัปตันและลูกเรือ

ขณะที่เรือกำลังจะจม กัปตันสมิธได้ทำหน้าที่ของกัปตันอย่างกล้าหาญ เขาได้ขึ้นไปที่ดาดฟ้าเรือ ควบคุมสถานการณ์วุ่นวายของผู้โดยสารร่วมกับลูกเรือคนอื่นๆ กัปตันสมิธสั่งกับเจ้าหน้าที่ว่าให้ผู้หญิงกับเด็กลงเรือก่อน และต้องทำตามอย่างเคร่งครัด กัปตันสมิธได้สั่งให้เรือทุกลำติดดวงไฟไว้ที่หัวเรือ เพราะสามารถมองเห็นแสงไฟได้ไกลถึง4ไมล์ และเขาก็ยังคงสั่งให้เรือช่วยชีวิตช่วยคนอื่นๆก่อน โดยที่ไม่ต้องมาช่วยตัวเขา ในขณะนี้มีเจ้าหน้าที่กระจายกันไปทั่วเรือเพื่อดูแลความสงบและป้องกันการก่อจลาจลของผู้โดยสาร เขาพยายามควบคุมเหตุการณ์ให้ลดความวุ่นวายลง จนในที่สุดเรือไททานิคก็ได้จมลง มีผู้รอดชีวิตเพียง 700 กว่าคน มีผู้เสียชีวิตกว่า 1,500 คน และหนึ่งในผู้เสียชีวิตกว่า 1,500 คนนั้นก็คือกัปตันเอ็ดเวิร์ด จอห์น สมิธ กัปตันที่ยืนหยัดอยู่กับลูกเรือและผู้โดยสารจนถึงวาระสุดท้ายของเขาเอง เขาก็จมลงไปกับเรือของเขา แสดงความรับผิดชอบต่อหน้าที่กัปตันของตนเอง และชดใช้ความผิดที่ตนเองชะล่าใจเรื่องคำเตือนภูเขาน้ำแข็งที่เรือลำอื่นๆส่งมาเตือนเขาผู้เป็นกัปตัน

กัปตันเอ็ดเวิร์ด จอห์น สมิธ กัปตันที่เริ่มต้นการเดินเรือที่ลิเวอร์พูลตั้งแต่อายุ 13 ได้จบชีวิตในวาระสุดท้ายบนเรือไททานิคด้วยวัย 62 ปี พร้อมยืนหยัดอยู่กับลูกเรือและผู้โดยสาร ไม่อาจทราบได้ว่ากัปตันเอ็ดเวิร์ด จอห์น สมิธเสียชีวิตลงอย่างไรในคืนนั้น แต่มีพยานบอกว่าเห็นกัปตันครั้งสุดท้ายเมื่อเข้ามาหานายท้ายบนสะพานและเสียชีวิตที่นั่น ในขณะที่เรือไททานิคจมลงสู่ใต้มหาสมุทร…


อ้างอิง

บุคคลที่มีอยู่จริงในประวัติศาสตร์ เรือไททานิค Titanic.(ออนไลน์).สืบค้นเมื่อ 1 กันยายน 2559, จาก http://teen.mthai.com/variety/80388.html

เอ็ดเวิร์ด สมิธ.(ออนไลน์).สืบค้นเมื่อ 2 กันยายน 2559, จาก https://th.wikipedia.org/wiki/เอ็ดเวิร์ด_สมิธ

ไททานิค โศกนาฏกรรมบนหน้าประวัติศาสตร์.(ออนไลน์).สืบค้นเมื่อ 15 กันยายน 2559 , จาก http://www.oknation.net/blog/past/2007/11/26/entry-1

อ่านเพิ่มเติม »

ลีโอนีดาส (Leonidas I) กษัตริย์ยอดนักรบ

โดย สุพัตรา แสงกองมี

เรื่องราวที่กล่าวถึงต่อไปนี้  เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับวีรกรรมของกษัตริย์ลีโอนีดาส (Leonidas I) ซึ่งเป็นกษัตริย์ยอดนักรบของชาวสปาร์ตา  ที่เสียสละชีวิตตนเองต่อต้านกองทัพขนาดใหญ่จากจักรวรรดิเปอร์เซีย  เมื่อครั้งยกทัพมารุกรานนครรัฐกรีกที่ช่องเขาเทอร์โมฟีเลีย (Thermopylae) ซึ่งได้กลายเป็นตำนานนักรบในประวัติศาสตร์อีกคนหนึ่งที่คนทั้งโลกจดจำ และยังเป็นที่เล่าขานกันมาตราบจนถึงทุกวันนี้

กษัตริย์ลีโอนีดาส (Leonidas I)  ประสูติเมื่อ ปีที่ 540 ก่อนคริสตกาล เป็นโอรสคนที่ 2 จากภรรยาคนแรกของกษัตริย์อนาซิสไดดาสที่ 2  บรรพบุรุษสืบทอดเชื้อสายมาจากชาวดอเรียน  มีพระมเหสีพระนามว่า กอร์โก (Gorgo) เมื่อกษัตริย์ลีโอนีดาสมีอายุได้ 7 ชันษา พระองค์ถูกนำออกจากครอบครัวเพื่อฝึกการต่อสู้ ให้มีร่างกายและจิตใจที่เข้มแข็ง มีความทนทานต่อสภาพที่ทุกข์ยากลำบาก รวมทั้งมีความเชี่ยวชาญในการนำทัพ


ที่มา : http://www.lofttravel.com/

ปีที่ 480 ก่อนคริสตกาล  กษัตริย์เซอร์เซสที่ 1 ได้นำกองทัพเปอร์เซียขนาดมหาศาลจำนวน 500,000 คน ประกอบไปด้วยทัพบกและทัพเรือ  โดยทรงนำทัพมาด้วยพระองค์เอง  เข้าโจมตีดินแดนกรีกทางเขตมาซิโดเนีย  เพื่อเป็นการล้างแค้นแทนกษัตริย์ดาริอุส  ซึ่งเป็นพระบิดาของพระองค์  ถือเป็นการเปิดฉากสงครามเปอร์เซียครั้งที่ 2 หลังจากที่กษัตริย์ดาริอุสเคยพ่ายแพ้สงครามแก่พันธมิตรแห่งกรีกในสงครามเปอร์เซียครั้งแรก

เมื่อทราบข่าว นครรัฐสำคัญของกรีกได้รวมตัวกันเพื่อเตรียมตัวตั้งรับทัพเปอร์เซีย ประกอบไปด้วยกองทัพผสมระหว่าง ทหารเอเธนส์  สปาตาร์ และนครพันธมิตร กว่า 7,000 นาย นำทัพโดยกษัตริย์ลีโอนีดาสแห่งสปาตาร์ พระองค์ได้นำไพร่พลเคลื่อนทัพไปตั้งมั่นอยู่ที่ช่องเขาเทอร์โมฟีเลีย (Thermopylae) เพื่อสกัดกองทัพเปอร์เซียไว้จนกว่าบรรดาพันธมิตรของพระองค์จะสามารถรวมพลเตรียมกองทัพบกและทัพเรือเสร็จกษัตริย์เซอร์เซสทรงส่งทูตไปเจรจากับกษัตริย์ลีโอนีดาส  ให้ทำการยอมจำนนและถอยทัพกับไป

แต่กษัตริย์ลีโอนีดาสได้ทรงปฏิเสธ  กษัตริย์เซอร์เซสจึงตัดสินใจส่งกองทัพบุกเข้าโจมตีทัพของกษัตริย์ลีโอนีดาส  ในช่วงสองวันแรกของการรบนั้นกษัตริย์ลีโอนีดาสเป็นฝ่ายได้เปรียบเนื่องจากสปาตาร์เป็นรัฐทางทหาร ที่ถือได้ว่ามีความเข้มแข็งที่สุดในประวัติศาสตร์ของกรีกโบราณ  แต่แล้วโชคชะตากลับเข้าข้างเปอร์เซีย เนื่องจากมีชาวกรีกผู้ทรยศนาม เอพิเทส (Ephialtes) ได้ไปเข้าเฝ้ากราบทูลกษัตริย์เซอร์เซส ถึงช่องทางที่สามารถผ่านไปได้โดยขอสิ่งตอบแทนเป็นของรางวัล  ตอนรุ่งเช้าในวันที่สามของสงครามนั้น  แม่ทัพเปอร์เซียได้นำทหารจำนวนหนึ่งไปตามเส้นทางลับนี้และพบกับกองทหารชาวโพเชี่ยน1,000 นาย ที่กษัตริย์ลีโอนีดาสได้ให้มาเฝ้าเส้นทางไว้ ทั้งสองฝ่ายจึงเกิดการต่อสู้กัน เปอร์เซียเป็นฝ่ายชนะทำให้เปอร์เซียสามารถยึดเส้นทางนี้ได้ทั้งหมด



เมื่อกษัตริย์ลีโอนีดาสทรงทราบว่ากองทัพของตนถูกล้อมรอบ  จึงทำการเรียกประชุมแม่ทัพนายกองทั้งหมดและออกคำสั่งให้ทัพจากนครกรีกอื่นๆ ถอยทัพไปรวมพลกับกองทัพพันธมิตร ส่วนตนเองพร้อมทหารสปาตาร์อีก 300 นายจะคอยสู้เพื่อถ่วงเวลาทหารเปอร์เซียไว้เพื่อให้ทัพกรีกหนีไปได้อย่างปลอดภัย  แม้ว่าในการรบครั้งนี้ชาวสปาตาร์จะสามารถสังหารทหารเปอร์เซียได้มากมาย  รวมทั้งพระอนุชาสองพระองค์ของพระเจ้าเซอร์เซสแต่เนื่องจากมีกำลังพลน้อยกว่าทำให้ในที่สุดกษัตริย์ลีโอนีดาสพร้อมด้วยทหารสปาตาร์ 300 นายของพระองค์ก็ถูกสังหารจนสิ้น

หลังจากทัพเปอร์เซียผ่านช่องเขาเทอร์โมฟีเลีย (Thermopylae)ไปได้  กองทัพเปอร์เซียก็เข้าโจมตีนครเอเธนส์พร้อมกับนครอื่นๆอีกหลายนคร  แต่ต่อมากองทัพเรือของเอเธนส์ที่นำโดยเธมิสโตเคิล  สามารถเอาชนะทัพเรือเปอร์เซียได้ที่ซาลามีส (Salamis) จนทำให้กองทัพเปอร์เซียของกษัตริย์เซอร์เซสต้องถอยทัพกลับไปพร้อมกับความปราชัย  ด้วยความโกรธแค้นกษัตริย์เซอร์เซสได้สั่งให้ทำการตัดหัวร่างอันไร้วิญญาณของกษัตริย์ลีโอนีดาสและนำร่างไปตรึงกับแผ่นไม้  กษัตริย์เซอร์เซสทรงรู้สึกสำนึกได้ในภายหลัง จึงสั่งให้ฝั่งพระศพของกษัตริย์ลีโอนีดาสอย่างสมพระเกียรติในบริเวณช่องเขาเทอร์โมฟีเลีย (Thermopylae) และในอีก 40 ปีต่อมาพระศพของกษัตริย์ลีโอนีดาสก็ถูกส่งกลับคืนสู่สปาร์ตา

บทเรียนที่ได้จากสงครามครั้งนี้สะท้อนให้เราเห็นว่า  สงครามไม่เคยสร้างสรรสิ่งที่ดีแก่ใคร  ทุกฝ่ายต่างสูญเสียด้วยกันทั้งสิ้น สงครามเป็นเพียงวิธีการที่ใช้ทำลายล้างหรือยุติข้อขัดแย้งซึ่งต้องแลกมาด้วยเลือดและความสูญเสียเพียงเท่านั้น...


อ้างอิง

ณภัค เสรีรักษ์. (2550).300 กับ สงครามแห่งอุดมการณ์.สืบค้นเมื่อ 27 กันยายน 2558 จาก http://www.prachatai.com/journal/2007/03/12208

ย้อนรอย 300 : ประวัติศาสตร์ชาตินักรบ.(2550). สืบค้นเมื่อ 28 กันยายน 2558 จาก http://www.artsmen.net/content/show.php?Category=warboard&No=5231

อัศวินแห่งการเวลา. (2554). คุยเฟื่องเรื่องประวัติศาสตร์ ตอน สงครามกรีกเปอร์เชีย 3 ศึกเทอร์โมไพเล สปาร์ตันชาตินักรบ. สืบค้นเมื่อ 29 กันยายน 2558 จาก http://writer.dek-d.com/churocker/story/viewlongc.php?id=648832&chapter=5

อ่านเพิ่มเติม »

ตำนานกษัตริย์อาเธอร์กับอัศวินโต๊ะกลม

โดย อธิปัตย์ รัตนะ

ในบรรดากษัตริย์ยอดนักรบในตำนาน เชื่อว่าหลายท่านคงนึกถึงชื่อของกษัตริย์อาเธอร์ (King Arthur) แห่งหมู่เกาะบริเทน มาเป็นอันดับต้นๆ เรื่องราวของกษัตริย์อาเธอร์นั้นเป็นหนึ่งในตำนานที่คนทั่วโลกรู้จักกันดี และได้ถูกเล่าขานนับเนื่องกันมาตั้งแต่สมัยกลาง (หรือยุคมืด) ซึ่งเชื่อกันว่าพระองค์ทรงเป็นวีรบุรุษที่กอบกู้ดินแดนอันวุ่นวายให้กลับมาเป็นปึกแผ่นอีกครั้งหนึ่ง

แม้ว่านามของกษัตริย์อาเธอร์จะมีชื่อเสียงโด่งดังจากเกาะอังกฤษก็ตาม แต่จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์กลับบอกว่าพระองค์เป็นผู้นำของชาวเวลส์และไอริชที่เข้าต่อสู้กับชาวแองโกลแซกซอนหรือชาวอังกฤษในปัจจุบัน นอกจากนั้นตัวตนที่แท้จริงของพระองค์นั้นยังไม่ปรากฏชัดเจนว่าเป็นกษัตริย์หรือนักรบจากชนชาติใดกันแน่ แต่อย่างไรก็ตามตำนานของกษัตริย์อาเธอร์ก็ได้ปรากฏในหนังสือประวัติศาสตร์กษัตริย์แห่งบริเทน ซึ่งถูกเขียนขึ้นโดยเจฟฟรีย์ แห่งมอนมัท (Geoffry of Monmouth) นักบวชชาวอังกฤษแห่งศตวรรษที่สิบสอง ซึ่งถือเป็นเอกสารที่เป็นลายลักษณ์อักษรชิ้นแรกที่มีการกล่าวถึงพระนามของ กษัตริย์อาเธอร์


รูปภาพ กษัตริย์อาเธอร์และเหล่าอัศวินโต๊ะกลม

เรื่องราวของตำนานนี้คาดว่าเกิดขึ้นในช่วงยุคกลางของยุโรป ราวคริสต์ศตวรรษที่ 5 โดยเริ่มจากยูเทอร์ เพนดรากอน (Uther Pendragon) กับพี่ชายนามว่าออเรลิอานัส แอมโบรซิอุส ได้นำทัพข้ามมาจากฝรั่งเศสเพื่อทำสงครามกับราชาวอร์ติเกิร์นผู้ครองอังกฤษในตอนนั้น หลังจากได้รับชัยชนะ ออเรลิอานัสจึงได้ขึ้นครองบัลลังก์แทน แต่หลังจากนั้นไม่นานออเรลิอานัสก็ถูกชาวแซกซอนลอบปลงพระชนม์ ทำให้ยูเทอร์ขึ้นปกครองอังกฤษ ต่อมายูเทอร์ได้แอบมีความสัมพันธ์กับเลดี้ไอเยอร์น่า ภริยาของดยุกแห่งคอร์นวอลล์ และได้ลูกนอกสมรสขึ้นมาคนหนึ่ง ซึ่งเด็กคนนั้นก็คือ อาเธอร์นั่นเอง

ต่อมาเมอร์ลิน พ่อมดแห่งยุคผู้เป็นที่ปรึกษาของยูเทอร์ ได้พายูเทอร์ไปเอาดาบศักดิ์สิทธิ์เอ็กซ์คาลิเบอร์จากทะเลสาบ โดยเทพธิดาแห่งทะเลสาบได้ชูดาบนี้ขึ้นเหนือน้ำเพื่อมอบดาบให้ ด้วยพลังของดาบทำให้ยูเทอร์เกือบจะรวบรวมแผ่นดินทั้งหมดมาไว้ได้ หากแต่ยูเทอร์ไม่ได้ดูแลบ้านเมืองอย่างที่กษัตริย์ควรจะเป็น พ่อมดเมอร์ลินจึงใช้เวทมนตร์นำดาบเอ็กซ์คาลิเบอร์ไปปักไว้บนแท่งหินและได้จารึกคำไว้ว่า ‘ผู้ใดที่สามารถชักดาบขึ้นจากแท่งหินนี้ได้ เขาผู้นั้นจะได้ครอบครองแผ่นดินทั้งปวงบนเกาะอังกฤษ’


รูปภาพ ดาบเอ็กซ์คาลิเบอร์ ที่ถูกปักไว้บนแท่งหินรอผู้ที่สมควรมาดึงออก

เมื่อยูเทอร์พลาดท่าให้กับเมอร์ลินก็ไม่ได้ดูแลบ้านเมืองอีกต่อไปจนกระทั่งยูเทอร์เสียชีวิตลง บัลลังก์จึงไร้ผู้ครอง มีผู้คนหลายคนอยากขึ้นเป็นกษัตริย์มากมายและได้ไปลองดึงดาบเอ็กซ์คาลิเบอร์จากแท่งหิน หากแต่ไม่มีใครสามารถดึงดาบเล่มนั้นขึ้นมาได้ จนเวลาผ่านไปถึง 15 ปี พ่อมดเมอร์ลินได้พาเด็กหนุ่มคนหนึ่งมาดึงดาบโดยหวังจะให้เขาเป็นกษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ ซึ่งเด็กหนุ่มคนนั้นสามารถดึงดาบขึ้นมาได้อย่างง่ายดายจนได้ขึ้นเป็นกษัตริย์และเด็กหนุ่มคนนั้นก็คือ อาเธอร์ นั่นเอง

เมื่ออาเธอร์ได้ขึ้นเป็นกษัตริย์ พระองค์ทรงปราบอริราชศัตรูจนหมดสิ้น ไม่ว่าจะเป็นพวกแซกซอน สกอตแลนด์ ไอร์แลนด์ นอร์เวย์ เดนมาร์ก ฝรั่งเศส ฯลฯ โดยมีเมอร์ลินเป็นที่ปรึกษาคนสำคัญ นอกจากนั้นอาเธอร์ยังได้ก่อตั้งกลุ่มทหารกลุ่มหนึ่งขึ้นมา โดยเรียกว่า  กลุ่มอัศวินโต๊ะกลม (Knights of the round table) ซึ่งเป็นกลุ่มคนที่ได้รับเกียรติยศสูงสุดในราชสำนักของกษัตริย์อาเธอร์ โดยโต๊ะกลมที่ประชุมของพวกเขาแสดงให้เห็นถึงความเท่าเทียมกันของสมาชิกทุกคน ไม่มีหัวโต๊ะหรือท้ายโต๊ะ

ซึ่งเรื่องราวสำคัญของตำนานนี้ก็คือ การผจญภัยของเหล่าอัศวินโต๊ะกลมที่ออกตามหาจอกศักดิ์สิทธิ์ (The holy grail) ของพระเยซู ซึ่งเป็นจอกที่พระองค์ได้ใช้ดื่มไวน์ร่วมกับศานุศิษย์ในพระกระยาหารมื้อสุดท้าย (The last supper) และจอกใบนี้ยังใช้รองรับพระโลหิตของพระเยซูในยามถูกตรึงกางเขน  เล่ากันว่าจอกใบนี้มีอำนาจวิเศษสถิตย์อยู่ และด้วยเหตุนี้จึงทำให้อัศวินทั้งหลายได้ออกตามหาจอกศักดิ์สิทธิ์เพื่อให้ได้ครอบครองตำแหน่งอภิอัศวินอันทรงเกียรติ


รูปภาพ เหล่าอัศวินที่ออกค้นหาจอกศักดิ์สิทธิ์

การค้นหาจอกศักดิ์สิทธิ์ของอัศวินมีหลายตำนาน โดยบางตำนานบอกว่าอัศวินที่พบคือ เซอร์เปอร์ซิวาล ซึ่งเขาได้รับจอกศักดิ์สิทธิ์จากลุงของเขาเอง โดยลุงของเขาทำหน้าที่เป็นผู้พิทักษ์จอก แต่อีกตำนานบอกว่า เซอร์กาลาฮัด อัศวินผู้มาถึงโต๊ะกลมในช่วงหลังต่างหากที่เป็นผู้ได้รับจอกใบนี้ โดยได้รับจากญาติอาวุโสเช่นเดียวกัน

หลังจากอัศวินโต๊ะกลมนามว่าแลนเซล็อตกลับจากการค้นหาจอกศักดิ์สิทธิ์อย่างผิดหวังนั้น เขาได้แอบมีความสัมพันธ์กับกวินีเวียร์ มเหสีของพระเจ้าอาเธอร์ ซึ่งบางตำนานบอกว่าทั้งคู่รักกันมาตั้งแต่กวินีเวียร์ยังไม่ได้สมรสกับพระองค์ แต่ทว่ามอร์เดร็ดอัศวินโต๊ะกลมอีกคนได้บังเอิญเห็นเข้าจึงนำเรื่องไปบอกกับพระเจ้าอาเธอร์ ทำให้กลายเป็นเรื่องใหญ่โตขึ้น และเหล่าอัศวินก็ถูกแบ่งออกเป็นสองกลุ่มโดยกลุ่มแรกจงรักภักดีต่อพระเจ้าอาเธอร์เหมือนเดิม ส่วนอีกกลุ่มเข้าข้างแลนเซล็อต และเกิดศึกกลางเมืองขึ้น อัศวินโต๊ะกลมส่วนใหญ่ต่างเสียชีวิตในศึกครั้งนี้ และมอร์เดร็ดที่ต้องการครอบครองบัลลังก์ ก็ได้หักหลังพระเจ้าอาเธอร์ โดยเข้าต่อสู้กับพระองค์ที่คัมลานน์ แต่เขากลับถูกพระเจ้าอาเธอร์สังหารด้วยหอกทำให้เสียชีวิต ทว่าพระเจ้าอาเธอร์เองก็ได้รับบาดเจ็บสาหัสจากการต่อสู้เช่นกัน

และก่อนที่พระเจ้าอาเธอร์จะสิ้นพระชนม์พระองค์ได้มอบดาบเอ็กซ์คาลิเบอร์ให้ เซอร์เบเดเวียร์ อัศวินโต๊ะกลมที่ยังเหลืออยู่ ให้นำดาบไปคืนที่ทะเลสาบที่เดิมและได้ให้คำมั่นสัญญาว่าจะกลับมาเกิดใหม่เพื่อปกป้องแผ่นดินของเกาะบริเทนอีกครั้ง  เมื่อเบเดเวียร์ไปยังทะเลสาบและขว้างดาบศักดิ์สิทธิ์ลงไปได้มีแขนของเทพธิดาแห่งทะเลสาบชูขึ้นจากน้ำมารับดาบไป สุดท้ายแล้วพระเจ้าอาเธอร์ก็ได้สิ้นพระชนม์ลง พระศพของพระองค์ได้ถูกนำไปล่องแพไปสู่เกาะอวาลอน อันเป็นดินแดนแห่งสรวงสวรรค์ โดยมีเหล่าเทพธิดาห้อมล้อมแพไว้ เป็นอันจบตำนานกษัตริย์อาเธอร์

เรื่องราวของกษัตริย์อาเธอร์แม้ว่าจะมีหลักฐานทางประวัติศาสตร์กล่าวอ้างถึง แต่ก็ไม่สามารถระบุได้ว่าแท้จริงแล้วพระเจ้าอาเธอร์เป็นใครกันแน่ อย่างไรก็ตามตัวตนที่แท้จริงของพระองค์อาจเป็นนักรบผู้กล้าหาญที่ทรงอำนาจและมีคุณธรรม ซึ่งผู้คนในยุคมืด อาจระลึกถึงช่วงเวลาอันสงบสุขในอดีต และโหยหาวีรบุรุษที่จะนำความสงบสุขกลับมาอีกครั้ง และ พระเจ้าอาเธอร์ อาจเป็นตัวแทนของสิ่งนั้นก็เป็นได้ และนี่อาจเป็นที่มาที่แท้จริงของกษัตริย์ยอดนักรบผู้นี้


อ้างอิง

Rookie Blacksmith. (2558). Excalibur ประวัติของสุดยอดดาบในตำนานจากอังกฤษ. ค้นเมื่อ 10 กันยายน 2558, จาก : http://www.metalbridges.com/excalibur-story/

กษัตริย์อาเธอร์กับอัศวินโต๊ะกลม. (2556). ค้นเมื่อ 10 กันยายน 2558, จาก : http://guru.sanook.com/6050/

ตำนานอาเธอร์ กษัตริย์ในตำนานแห่งหมู่เกาะบริเทน. (2558). ค้นเมื่อ 10 กันยายน 2558, จาก : http://writer.dek-d.com/souleater01/story/viewlongc.php?id=554165&chapter=84

อัศวินโต๊ะกลม. (2557). ค้นเมื่อ 10 กันยายน 2558, จาก : https://th.wikipedia.org/wiki/อัศวินโต๊ะกลม



อ่านเพิ่มเติม »