พระเจ้าเซจงมหาราช (Sejong the Great)

โดย สุประวีณ์ ขวาธิจักร

หากจะกล่าวถึงพระมหากษัตริย์ที่มีชื่อเสียงและเป็นที่รักของประชาชนเกาหลี หนึ่งในนั้น คือ พระเจ้าเซจงมหาราช พระองค์เป็นพระมหากษัตริย์เกาหลีองค์ที่สี่แห่งราชวงศ์โชซ็อน ทรงเป็นที่รู้จักในนามผู้ประดิษฐ์อักษรเกาหลีฮันกึล อีกทั้งยังทรงเป็นหนึ่งในสองกษัตริย์แห่งเกาหลีที่ได้รับการขนานนามว่าเป็นมหาราช (อีกพระองค์ คือพระเจ้ากวางแกโตมหาราชแห่งราชวงศ์โกคูรยอ)


ที่มา: https://writer.dek-d.com/

พระราชประวัติ

พระเจ้าเซจง (Sejong) เกิดเมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม ค.ศ. 1397 เป็นพระราชโอรสองค์ที่สามของพระเจ้าแทจงกับพระนางว็อนกย็อง เมื่อครั้งยังทรงพระเยาว์ได้รับสถาปนาให้เป็นเจ้าชายชุงนยอง และทรงอภิเษกกับพระชายาชิม ซึ่งภายหลังได้รับสถาปนาเป็นพระนางโชฮ็อน พระเชษฐาทั้งสองเห็นว่าเจ้าชายชุงนยองมีความรู้ความสามารถ จึงคิดจะยกบัลลังก์ให้โดยการประพฤติตนเหลวแหลกในราชสำนัก ทำให้เจ้าชายทั้งสองถูกไล่ออกจากวัง หลังจากนั้นพระเจ้าแทจงก็สละราชบัลลังก์ให้แก่เจ้าชายชุงนยองได้ขึ้นครองราชย์เป็นพระเจ้าเซจง

พระราชกรณียกิจ

พระเจ้าเซจง ได้รับการขนานนามว่าเป็น “มหาราช”  เนื่องจากความสำเร็จในการสร้างความก้าวหน้าทางวัฒนธรรมให้กับราชอาณาจักรเกาหลี โดยในรัชสมัยของพระองค์ได้มีการส่งเสริมลัทธิขงจื๊อและวัฒนธรรมจีนให้แพร่หลาย ทรงก่อตั้งชิบฮย็อนจอนเป็นสำนักปราชญ์ขงจื๊อ พระองค์มีพระราชโองการให้ปรับเปลี่ยนขนบธรรมเนียมประเพณีดั้งเดิมของเกาหลีให้สอดคล้องกับลัทธิขงจื๊อ เช่น ประเพณีการแต่งงาน ประเพณีการไว้ทุกข์ ส่งผลให้ลัทธิขงจื๊อกลายเป็นบรรทัดฐานทางสังคมเกาหลีในสมัยนั้น นอกจากนี้พระองค์ยังใช้อำนาจลดบทบาทของสำนักสงฆ์ในศาสนาพุทธอย่างหนัก ลดจำนวนนิกายศาสนาพุทธจากเจ็ดสำนักเหลือแค่สองสำนัก และยังมีคำสั่งให้จำกัดจำนวนวัดและจำนวนพระสงฆ์อีกด้วย

พระเจ้าเซจงทรงได้ชื่อว่าเป็นกษัตริย์ที่มีความห่วงใยราษฎรเป็นอย่างมาก ทรงเล็งเห็นปัญหาของราษฎรทั่วไปที่อ่านหนังสือไม่ออกและเขียนไม่ได้ เนื่องจากประวัติศาสตร์เกาหลีอันยาวนานนั้น ชาวเกาหลีไม่มีอักษรเป็นของตนเอง ส่วนใหญ่ใช้อักษรของจีนที่เรียกว่า ฮันจา แต่ตัวอักษรจีนนั้นมีจำนวนมากและยากลำบากในการเรียนรู้ มีเพียงชนชั้นขุนนางชาย (ยังบัน) เท่านั้นที่มีสิทธิเรียนและเขียนอักษรฮันจาได้ พระเจ้าเซจงจึงทรงประกาศใช้อักษรฮันกึลขึ้นใน ค.ศ. 1446 ซึ่งเป็นอักษรที่ง่ายต่อการเรียนรู้ ผ่านทางวรรณกรรมเรื่องฮุนมินจ็องอึม เพื่อให้ราษฎรทุกชนชั้นสามารถอ่านออกเขียนได้โดยไม่จำเป็นต้องเรียนรู้อักษรจีน ในรัชสมัยของพระเจ้าเซจงขุนนางชื่อว่าชังย็องชิล ซึ่งเป็นนักวิทยาศาสตร์ผู้ประดิษฐ์มาตรวัดน้ำฝนอันแรกของโลก

นอกจากนี้พระเจ้าเซจงยังทรงเห็นถึงปัญหาของชาวนาที่ทำเกษตรกรรมแล้วไม่เกิดผลิตผล เนื่องจากความแห้งแล้งและน้ำท่วม จึงทรงให้มีการแต่งหนังสือนงซาจิกซอล ซึ่งหนังสือนี้เกี่ยวกับความรู้และประสบการณ์ในการทำเกษตรกรรมจากเกษตรกรอาวุโสทั่วราชอาณาจักร อีกทั้งยังทรงลดภาษีเพื่อให้เกษตรกรต้องลำบากและมีกินมีใช้ มีทรัพย์ในการทำเกษตรกรรมมากขึ้น

พระเจ้าเซจงเสด็จสวรรคตในปี 1450 เนื่องจากภาวะแทรกซ้อนจากโรคเบาหวานและเศร้าโศกเสียพระทัยจากการสิ้นพระชนม์ของพระมเหสีโชฮ็อน พระบรมศพของทั้งคู่ถูกฝังไว้ที่พระราชสุสานยองนึง หลังจากนั้นพระเจ้ามุนจง ซึ่งเป็นพระราชโอรสพระองค์แรกของพระเจ้าเซจงมหาราช ทรงขึ้นครองราชย์ในเวลาต่อมา แต่ทรงครองราชย์ได้เพียง 2 ปีก็สวรรคต


ที่มา : http://popp1412.blogspot.com/2

จากที่กล่าวมาข้างต้นแสดงให้เห็นว่า พระเจ้าเซจงมหาราชทำคุณความดีต่อาณาจักโชซ็อนเป็นอย่างมาก รวมไปถึงประเทศเกาหลีเหนือและเกาหลีใต้ในปัจจุบันด้วย ทั้งในด้านปกครองและวัฒนธรรม ไม่ว่าจะเป็นการก่อตั้งสำนักปราชญ์ขงจื๊อ การประดิษฐ์อักษรฮันกึล การแต่งหนังสือเกี่ยวกับการทำเกษตรกรรม นอกจากนี้รูปของพระองค์ยังคงปรากฏอยู่ในธนบัตร 10,000 วอนของเกาหลีใต้มาจนถึงปัจจุบัน สิ่งเหล่านี้ยิ่งทำให้ชาวเกาหลีภาคภูมิใจในวัฒนธรรมของตนเองมาจนถึงทุกวันนี้


อ้างอิง

จินตนา. (2556). พระเจ้าเซจงมหาราช (세종대왕,世宗大王). ค้นเมื่อ 6 กุมภาพันธ์ 2563, จาก https://www.modernpublishing.co.th

วิกิพีเดีย. (2562). พระเจ้าเซจงมหาราช. ค้นเมื่อ 6 กุมภาพันธ์ 2563, จาก  https://th.wikipedia.org/wiki/

วิกิพีเดีย. (2562). ราชวงศ์โชซ็อน. ค้นเมื่อ 6 กุมภาพันธ์ 2563, จาก https://th.wikipedia.org/wiki/

วิกิพีเดีย. (2562). Sejong The Great. ค้นเมื่อ 24 มีนาคม 2563, จาก https://en.wikipedia.org/wiki/Sejong_the_Great

ศิลปวัฒนธรรม. (2562). สรงน้ำ พระเจ้าเซจง. ค้นเมื่อ 6 กุมภาพันธ์ 2563, จาก https://www.silpa-mag.com/


อ่านเพิ่มเติม »

หลาง ผิง (Lang Ping)

โดย นันธิดา กระสี

กีฬาวอลเล่ย์บอลเป็นกีฬาที่นิยมกันอย่างแพร่หลายตั้งแต่อดีตมาจนถึงปัจจุบัน และมีหลายประเทศที่สามารถพัฒนากีฬาวอลเล่ย์บอลขึ้นมาเป็นแถวหน้าของโลกโดยเฉพาะประเทศจีน ที่สามารถขึ้นมาเป็นอับดับที่ 1 ของโลกได้  ซึ่งนอกจากทักษะของนักกีฬาแล้วก็ต้องมีความเชี่ยวชาญของโค้ชผู้ฝึกสอนในการที่จะปรับเกมหรือให้คำแนะนำสำหรับนักกีฬาในการแข่งขัน และการจัดตารางการฝึกซ้อมย่อมต้องมีโค้ชดูแลเรื่องเหล่านี้ด้วย และโค้ชวอลเล่ย์บอลคนสำคัญที่จะนำมาเล่าสู่กันฟังในที่นี้คือ หลาง ผิง


ที่มา :  http://thai.cri.cn/20190227/

หลาง ผิง (Lang Ping) โค้ชวอลเล่ย์บอลหญิงทีมชาติจีน เกิดเมื่อวันที่ 10 ธันวาคม ค.ศ. 1960 ที่กรุงปักกิ่ง ประเทศจีน มีเชื้อสายชาวแมนจู ส่วนสูง 1.84 เมตร น้ำหนัก 71 กก. จบการศึกษาปริญญาโท The sports management department ที่มหาวิทยาลัยนิวเม็กซิโก ประเทศอเมริกา เธอเป็นอดีตนักกีฬาวอลเล่ย์บอลชาวจีน ตำแหน่ง ตัวตีด้านนอก และเป็นอดีตหัวหน้าผู้ฝึกสอนวอลเล่ย์บอลหญิงทีมชาติสหรัฐอเมริกา เธอมีฉายาที่รู้จักกันดี คือ “ค้อนเหล็ก”

อุปนิสัยของ หลาง ผิง เป็นคนที่มีนิสัยดี เป็นกันเองกับผู้อื่น เข้ากับผู้อื่นได้ง่าย เก่งในเรื่องของการวางแผน  เป็นบุคคลที่ภายนอกอาจจะดูเท่ห์ดูโหดแต่ที่จริงเธอเป็นคนอ่อนโยน และเป็นคนที่จริงจังกับการทำงานเนื่องจาก หลาง ผิง เป็นผู้ฝึกสอนวอลเล่ย์บอลทีมชาติ แต่เธอจะเป็นคนที่ไม่เครียดกับเกมการแข่งขัน จะไม่กดดันลูกทีมจะค่อยๆ ใช้ความรู้มากกว่าอารมณ์ในการควบคุมผู้อื่น ทำให้บุคคลภายนอกที่ได้อยู่ใกล้หรือได้รู้จักเธอนับถือเธอและรักเธอเป็นอย่างมาก

จุดเริ่มต้นของการเล่นกีฬา หลาง ผิง มีความสนใจในกีฬาวอลเล่ย์บอลมาตั้งแต่สมัยหลาง ผิง ยังเด็กเพราะมีคนรอบข้างของเธออย่างเช่น ครอบครัว ที่เล่นวอลเลย์บอล หลาง ผิง มีต้นแบบนักกีฬามากมายจึงเป็นแรงจูงใจให้ หลาง ผิง มีความสนใจกีฬาวอลเล่ย์บอลอย่างมาก เธอจึงมีความสนใจที่จะเล่นกีฬาวอลเล่ย์บอล หลาง ผิง เธอมีความพยายามที่จะพัฒนาฝีมือของเธออยู่เรื่อยๆ จนเธอติดทีมชาติวอลเล่ย์บอลจีน


ที่มา :  http://thai.cri.cn/20190227/

ผลงานในระดับอาชีพ หลาง ผิง เคยเป็นสมาชิกคนหนึ่งของวอลเล่ย์บอลหญิงทีมชาติจีน และได้รับรางวัลเหรียญทองเมื่อครั้งที่เป็นฝ่ายชนะทีมชาติสหรัฐอเมริกาในการแข่งขันโอลิมปิกฤดูร้อนในปี 1984 ที่ลอสแอนเจลิสรัฐแคลิฟอร์เนีย รวมถึงเธอเป็นสมาชิกคนหนึ่งของทีมที่ชนะการแข่งขันชิงแชมป์โลกในปี ค.ศ.1982 ที่ประเทศเปรู รวมถึงรายการเวิลด์คัพ เมื่อ ค.ศ 1981 และ 1985

ในปี 1986 หลาง ผิง ก็ได้ถอนตัวออกจากการเป็นนักกีฬาทีมชาติจีนเพราะตัวเธอเองต้องการผันตัวไปเป็นโค้ชและก็ย้ายไปอเมริกาในเดือนเมษายน 1987 เพื่อเรียนต่อในมหาวิทยาลัยนิวเม็กซิโก ประเทศอเมริกาในระหว่างที่หลางผิงเรียนปริญญาโททางด้าน The sports management department ในช่วงปี 1987-1989 หลาง ผิง ก็ได้เป็นผู้ช่วยผู้ฝึกสอนให้กับมหาวิทยาลัยนิวเม็กซิโกที่ หลาง ผิง เรียนอยู่ และนี่คือช่วงเวลาที่อาจเรียกได้ว่าเป็นจุดเริ่มต้นของการเป็นโค้ชของหลางผิงก็เป็นได้

ต่อมาในปี 1989 หลาง ผิง ก็ได้ไปเป็นโค้ชให้กับทีม Modena ในลีคอิตาลีและพาทีมคว้าแชมป์อิตาลีคัพในปีนั้นด้วย และต่อมาในปี ค.ศ.1990 หลางผิงก็ถูกเรียกตัวให้กลับไปเล่นทีมชาติจีนอีกครั้ง แล้วก็สามารถพาทีมได้เหรียญเงินแชมป์โลกในปีนั้นด้วย และหลางผิงก็ได้ลาออกจากทีมชาติจีนอีกครั้งเพื่อผันตัวไปเป็นโค้ชอย่างจริงจังในปี 1991 ก็เป็นโค้ชให้กับทีมมหาวิทยาลัยนิวเม็กซิโกและก็สามารถพาทีมได้ที่ 1 ของ Eastern US Women’s Volleyball Tournament และระหว่างนั้นหลาง ผิง ก็ได้รับเชิญให้ไปเป็นโค้ช ในญี่ปุ่นและอเมริกาและได้พาทีมได้ลำดับที่ดีๆ ไม่ว่าจะเป็นที่ 1 2 3

ในปี ค.ศ.1995 หลาง ผิงได้เข้ามาเป็นหัวหน้าผู้ฝึกสอนวอลเล่ย์บอลหญิงทีมชาติจีน หลาง ผิง สามารถนำทีมคว้าเหรียญเงินจากการแข่งขันโอลิมปิกฤดูร้อนในปี 1996 ที่แอตแลนตา รัฐจอร์เจีย และอันดับสองในรายการชิงแชมป์โลกในปี 1998 ที่ประเทศ ญี่ปุ่น

ในปี ค.ศ. 1998 หลาง ผิง ได้ลาออกจากทีมชาติจีนเนื่องจากปัญหาสุขภาพเพราะหลาง ผิง ต้องเข้าผ่าตัดหัวเข่า และต่อมา หลาง ผิง ได้ไปเป็นหัวหน้าผู้ฝึกสอนในการแข่งขันหลีกอาชีพของประเทศอิตาลีและประสบความสำเร็จอย่างยอดเยี่ยมและ หลาง ผิง ยังได้รับรางวัลผู้ฝึกสอนยอดเยี่ยมแห่งปีอยู่หลายสมัย



อิทธิพลในประเทศจีน เนื่องจากบทบาทสำคัญของเธอในความสำเร็จของวอลเลย์บอลหญิงทีมชาติจีนในช่วงคริสต์ทศวรรษ 1980 หลาง ผิง ได้รับการมองว่าเป็นสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรม และเป็นหนึ่งในบุคคลที่ได้รับการยอมรับมากที่สุดในประวัติศาสตร์กีฬาสมัยใหม่ของประเทศจีน โดยในตอนท้ายของการปฏิวัติทางวัฒนธรรม ค.ศ. 1976 ประเทศจีนได้เข้าร่วมแข่งขันกีฬาในระดับโลกอีกครั้ง แม้ว่าทีมปิงปองของจีนจะชนะการแข่งขันในระดับนานาชาติ ซึ่งกีฬานี้มักได้รับการพิจารณาว่าชาวจีนมีความเชี่ยวชาญ แต่ หลาง ผิง กับทีมวอลเลย์บอลหญิงของเธอก็ได้รับการจัดเป็นกีฬาประเภททีมที่ชนะการแข่งขันชิงแชมป์โลกหลายสมัย โดยการแข่งขันครั้งสุดท้ายของเธอคือกีฬาโอลิมปิกฤดูร้อน 1984 โดย หลาง ผิง ได้เป็นดาวในตำแหน่งตัวตีด้านนอกของทีม เธอมักได้รับการจดจำเป็นอย่างมาก ว่าเป็นหนึ่งในนักกีฬาแชมป์โลกสมัยแรกของวอลเลย์บอลหญิงทีมชาติจีน

ในปีค.ศ. 2002 เธอได้รับเกียรติในการจารึกชื่อไว้ในวอลเล่ย์บอลฮอลล์ออฟเฟมที่ฮอลโยค รัฐแมสซาซูเซตส์เธอเป็นผู้ฝึกสอนวอลเล่ย์บอลหญิงทีมชาติสหรัฐอเมริกาและพาทีมเข้ารับรางวัลเหรียญเงินในการแข่งขันโอลิมปิกฤดูร้อน 2008 ที่ประเทศบ้านเกิดของเธอเอง ปัจจุบัน เธอทำหน้าที่เป็นผู้ฝึกสอน ให้แก่วอลเล่ย์บอลทีมชาติหญิงจีน

ชัยชนะครั้งสำคัญ

* เวิลด์คัพ 1981 (แชมป์โลก)
* ชิงแชมป์โลก 1982 (แชมป์โลก)
* โอลิมปิกฤดูร้อน 1984 ที่ลอสแอนเจลิส (แชมป์โลก)
* เวิลด์คัพ 1985 (แชมป์โลก)
* โอลิมปิก 2016 (เหรียญทอง)

เกียรติประวัติ

* หนึ่งในสิบนักกีฬาจีนยอดเยี่ยมแห่งปี ค.ศ. 1981-1986
* ผู้ฝึกสอนวอลเล่ย์บอลยอดเยี่ยมแห่งปี สหพันธ์วอลเล่ย์บอลนานาชาติ ค.ศ. 1996
* ผู้ฝึกสอนวอลเล่ย์บอลหญิงในประเทศอิตาลียอดเยี่ยมแห่งปี ค.ศ. 1999-2000

โค้ชหลาง ผิง เป็นบุคคลที่มีความสามารถในการเล่นกีฬาอย่างมากทั้งเป็นผู้เล่นหรือเป็นคนที่คอยสนับสนุนทีม ควบคุมทีมในการแข่งขันและแก้เกมอย่างฉลาด ทั้งยังเป็นบุคคลในวงการกีฬาวอลเล่ย์บอลที่น่าเคารพนับถืออย่างมากทั้งในประเทศจีนและประเทศอื่นๆ เธอเป็นบุคคลต้นแบบที่น่ายกย่องเป็นอย่างยิ่งทั้งในการใช้ชีวิตประจำวัน และการทำงาน


อ้างอิง 

Sitemap.(2559).รู้จัก หลางผิงเท่ากับรู้จักนักกีฬา โค้ชที่ยอมเยี่ยมที่สุดคนหนึ่งของโลกวอลเล่ย์บอล. สืบค้นเมื่อ 6 มกราคม 2563 จาก : https://pantip.com/topic/35145298

Unknow. (2008). Iron Hammer still pounding. Retrieved January 07, 2020, from : http://en.people.cn/90001/90779/90867/6342656.html

Lassen, D. (2008). “U.S. women’s volleyball coach an icon back in Beijing”.Retrieved January 07, 2020, from : http://www.venturacountystar.com/

O’Halloran, R. (2008). “Lang Ping goes home”.Retrieved January 07, 2020, from : https://m.washingtontimes.com/news/2008/

Townsend, B.(2008). “Lang Ping left china for normal life”. Retrieved January 07, 2020, from : http://www.dallasnews.com/sharedcontent/

Tabuchi, H.(2008). “Return of the iron Hammer”.Retrieved January 07, 2020, from : http://blogs.wsj.com/chinajournal/2008/08/09/

Wong, E.(2008). “Ex-Chinese Star Guides U.S. to win in Volleyball”. Retrieved January 07, 2020, from : http://www.nytimes.com/2008/08/16/s

อ่านเพิ่มเติม »

เทศกาลหน้ากากไม้แห่งสคิญ๊าโน๊ะ (Carnival of Schignano)

โดย วิษราภรณ์  จตุเทน

นอกเหนือจากทะเลสาบโคโม แหล่งท่องเที่ยวสำคัญของแคว้นลอมบาร์เดีย ทางตอนเหนือของประเทศอิตาลี คุณรู้หรือไม่ว่าท่ามกลางหุบเขาที่เขียวขจีมีหมู่บ้านเล็กๆ แห่งหนึ่งมีชื่อว่า สคิญ๊าโน๊ะ (Schignano) มีเทศกาลที่น่าสนใจและสื่อไปถึงวัฒนธรรมของคนในหมู่บ้านนั้นๆ ด้วยการที่คนในหมู่บ้านจะมีการเดินขบวนหน้ากากไม้ และการแสดงต่างๆ โดยชื่อของเทศกาลนี้ถูกเรียกว่า เทศกาลหน้ากากไม้แห่งสคิญ๊าโน๊ะ หรือ Carnival of Schignano


ที่มา : https://www.pinterest.com/p

สคิญ๊าโน๊ะ เป็นหมู่บ้านเล็ก ๆ ที่ตั้งอยู่ระหว่าง บริเอนโน และ อาร์เจโญ ในจังหวัด โคโม และมีชื่อเสียงไปทั่วอิตาลีในงานคาร์นิวัลที่จัดขึ้นตามพิธีกรรมโรมัน ซึ่งตรงกับวันเสาร์และวันอังคารของสัปดาห์แรกในเดือนมีนาคม

ความพิเศษที่ทำให้เทศกาลนี้มีความน่าสนใจคือ หน้ากากไม้ (ไม้วอลนัท) ที่ทำขึ้นด้วยฝีมือของช่างท้องถิ่น ดังนั้นหน้ากากจึงดูไม่มีความทันสมัยหรือปราณีตมากนัก แต่ตัวหน้ากากกลับสะท้อนเอกลักษณ์ของตัวละครที่แตกต่างกันออกไป


ที่มา: www.carnevaledischignano.it
เทศกาลหน้ากากไม้  (Carnival of Schignano) 

เทศกาลหน้ากากไม้คือเทศกาลที่ชาวบ้านในท้องถิ่นร่วมกันจัดขบวนตัวละครสวมหน้ากากต่าง ๆ เดินผ่านถนนรอบ ๆ หมู่บ้าน เพื่อไปแสดงที่จัตุรัสกลาง โดยการแสดงจะเล่าถึงวิถีชีวิตและสถานการณ์ทั้งในอดีตและปัจจุบันของคนในหมู่บ้าน

โดยเทศกาลนี้เป็นเทศกาลพื้นบ้านที่เล่าถึงความคิดถึงและความคาดหวังของหญิงในหมู่บ้านที่มีให้ชายที่ต้องออกไปทำงานต่างเมือง และแสดงถึงความเหลื่อมล้ำของคนในหมู่บ้าน สืบเนื่องจากสถานการณ์ของทั่วไปในปัจจุบัน ในสมัยก่อนจนถึงปัจจุบันหมู่บ้านแห่งนี้เป็นหมู่บ้านที่ทำหน้ากากไม้ แต่รายได้จากการทำหน้ากากไม้ไม่พอต่อการดำรงชีวิต ซึ่งทำให้ผู้ชายในหมู่บ้านต้องออกไปทำงานนอกเมือง

และในทุกๆ ปีในช่วงของเทศกาล เหล่าผู้ชายที่ออกไปทำงานจะต่างพากันกลับบ้านแต่ทุกคนใช่ว่าจะสมหวังในเรื่องการงาน บางคนกลับมาพร้อมด้วยกระเป๋าเดินทางที่ว่างเปล่า แต่บางคนก็กลับมาพร้อมกับเสื้อผ้าที่มีความสวยงาม ร่างกายอุดมสมบูรณ์ซึ่งหมายถึงการที่ไปทำงานต่างเมืองประสบความสำเร็จ และในตัวของเทศกาลก็จะมีการเดินขบวนไปรอบหมู่บ้านและการแสดงต่างๆ

ที่เป็นจุดโดนเด่นในเทศกาลนี้คือตรงกลางจัตุรัสของหมู่บ้านจะมีการละเล่น หรือ การหยอกล้อนักท่องเที่ยวที่เข้าชมเทศกาล และภาพต่าง ๆ ที่ถ่ายทอดออกมาสื่อถึงความเหลื่อมล้ำต่างๆ ชายและหญิงแต่งตัวจะเป็นอาชีพต่างๆ เช่นชาวนา แม่ค้าพ่อค้า หลังจากการเดินขบวนของเทศกาลนี้ก็จะมีการเลี้ยงสังสรรค์กันในหมู่บ้านและในเวลา 23:30 น. จะมีการรอบกองไฟเพื่อแสดงถึงการจบลงของเทศกาล

ความเป็นเอกลักษณ์ของเทศกาลหน้ากากนั้นก็คือความแตกต่างระหว่าหน้ากากสองแบบคือ  1.หน้ากากสวยงาม ในภาษาท้องถิ่น“ i bei” ในภาษาอังกฤษ The beautiful และ 2. หน้ากากอัปลักษณ์ ในภาษาท้องถิ่น  (i“ brut”) ในภาษาอังกฤษ The ugly และสำหรับตัวผู้เล่น หรือ ผู้ที่สวมใส่หน้ากากจะรับบทเป็นตัวแทนของสองชนชั้นที่สุดคลาสสิกในสังคมทั่วไปคือ คนรวยและคนจน



หน้ากากสวยงาม 

ความสวยงามหรือที่เรียกว่า“ Mascarun” เป็นตัวละครที่น่าสนใจ ด้วยความต้องการของเทศกาลที่จะทำให้ตัวละครนี้เก่ง และแสดงถึงความมั่งคั่ง ซึ่งมีจุดมุ่งหมายเพียงเพื่อเน้นถึงสถานะทางสังคมของพวกเขา พวกเขาจึงสวมสูทราคาแพงที่เย็บปักอย่างปราณีต มีลักษณะท้องที่โตเพื่อแสดงถึงความร่ำรวยมีอาหารการกินที่ดี ตกแต่งด้วยหมวกที่มีดอกไม้สีสันสดใส มีริบบิ้นที่ด้านหลัง มักจะถือร่มและพัดที่มีสีสันสดใส การมาถึงของพวกเขาจะมีเสียงเป็นตัวนำขบวนโดยการที่จะนำระฆังขนาดเล็ก 4 อันติดกับเข็มขัดด้วยเสียงที่ไพเราะและน่าฟัง


ที่มา: www.carnevaledischignano.it

หน้ากากอัปลักษณ์ 

เห็นได้ชัดว่าความน่าเกลียดตรงข้ามกับความสวยงามเสมอซึ่งตัวละครตัวนี้ก็มีความน่าสนใจและมีจุดเด่นที่เป็นเอกลักษณ์ไม่น้อยนั้นคือ คนจนจะสวมใส่เสื้อผ้าสีโทนมืดและเก่า เพื่อแสดงให้เห็นถึงความยากจนของคนในหมู่บ้าน โดยมักเป็นคนผิวดำซึ่งจะใส่หน้ากากสีดำแทนสีผิว เนื่องจากการที่ทำงานหนักท่ามกลางแสงแดด โดยหน้ากากมีลักษณะที่มีปากคดเคี้ยว ฟันที่หายไป จมูกที่บิดเบี้ยวและริ้วรอยตามใบหน้า พวกเขาจะมาพร้อมกับไม้กวาด ตะกร้าหรือกระเป๋าเดินทางใบเก่าของเหล่าผู้ชายที่ออกไปทำงานหาเงินต่างเมือง ซึ่งกลับมาพร้อมกับความว่างเปล่า


ที่มา: www.carnevaledischignano.it

เทศกาลหน้ากากพื้นบ้านนี้เป็นเทศกาลที่จัดขึ้นเฉพาะในหมู่บ้านสคิญ๊าโน๊ะ ในแคว้นลอมบาร์เดีย ทางตอนเหนือของประเทศอิตาลี ที่แสดงถึงทักษะของคนในหมู่บ้านซึ่งมีฝีมือในการทำหน้ากากไม้ที่เป็นเอกลักษณ์ และเล่าถึงวิถีชีวิตในท้องถิ่นตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันที่มีทั้งคนจนถึงคนรวยและความเหลื่อมล้ำทางสังคม โดยเรื่องราวของอาชีพต่าง ๆ ที่ใช้ในการดำรงชีวิตนั้นถูกแสดงออกผ่านตัวละคร  The beautiful และ The ugly ซึ่งการออกไปทำงานต่างเมืองแต่ล่ะอาชีพย่อมได้ผลตอบแทนที่แตกต่างกัน และผู้คนเหล่านี้มักจะถูกคาดหวังจากคนที่บ้านที่เฝ้ารอการกลับมาของพวกเขาในทุก ๆ ปี


อ้างอิง

Silvia./(2019)./carnival of Schignano. Retrieved 8 January 2020, from: https://mylakecomo.co/en/local-festivals/

Patrizia Gilardony./(2019)./ RETURNS THE HISTORICAL SCHIGNANO’S CARNIVAL. Retrieved 8 January 2020, from: https://blog.hotel-posta.it/en/

Agostina Lavagnino./(2013)./ WOODEN MASK SCULPTORS OF SCHIGNANO. Retrieved 8 January 2020, from: http://www.intangiblesearch.eu/s



อ่านเพิ่มเติม »

เครื่องสำอางยุคอียิปต์โบราณ

โดย วิภาวี ภูมิคอนสาร

อียิปต์อาณาจักรโบราณที่ตั้งอยู่ในบริเวณลุ่มแม่น้ำไนล์ เกิดขึ้นราว 3,200 ปีก่อนคริสตกาล มีการปกครองโดยกษัตริย์ คือ ฟาโรห์ ซึ่งผู้คนจะให้ความเคารพนับถือดังเทพเจ้า ผู้คนส่วนใหญ่จะประกอบอาชีพทางด้านเกษตรกรรมเพื่อเป็นอาหารหลัก และส่งออกไปขายยังดินแดนอื่น ทั้งยังเลี้ยงสัตว์ไว้เพื่อทำการเกษตรอีกด้วย ผู้คนจะมีความเชื่อเกี่ยวกับพระเจ้า และชีวิตหลังความตายเป็นอย่างมาก จึงเกิดการเก็บรักษาศพ ที่เรียกกันว่า มัมมี่ (Mummy) และมีสถานที่ที่ใช้ในการเก็บมัมมี่ของฟาโรห์ ที่มีความสวยงามและยิ่งใหญ่ คือ ปิรามิด (Pyramid) ซึ่งทำให้คนในปัจจุบันรู้สึกอัศจรรย์ใจกับความสามารถในการสร้างสิ่งที่มีความยิ่งใหญ่และสวยงามในยุคโบราณเป็นอย่างมาก


ราโฮเทปและโนเฟรต
ที่มา : http://www.gypzyworld.com/

อีกหนึ่งสิ่งที่มีความโดดเด่นของอียิปต์โบราณก็คือ การตกแต่งใบหน้าให้สวยงามโดยใช้เครื่องสำอาง ถือเป็นสิ่งที่น่าสนใจเป็นอย่างมาก เพราะจากจิตรกรรม หรือประติมากรรม จะเห็นได้ว่าทั้งผู้หญิงและผู้ชายมีการใช้เครื่องสำอางตกแต่งใบหน้า ซึ่งการแต่งหน้าของชาวอียิปต์นั้นไม่ใช่เพราะความสวยงามเพียงเท่านั้น แต่ชาวอียิปต์เชื่อว่าจะช่วยในการป้องกันและรักษาโรคภัยต่าง ๆ ได้


ตัวอย่างดินเทศหรือดินสีแดง ที่ชาวอียิปต์ใช้เป็นเครื่องสำอาง

ลักษณะโดดเด่นในการแต่งหน้าของชาวอียิปต์โบราณคือ การทาขอบตาเป็นสีดำและสีเขียว ซึ่งจะใช้แร่มาลาไคท์ (Malachite) ที่ให้สีเขียว และใช้คาร์บอน (Carbon) และโคล (Kohl) ที่ให้สีดำ เนื่องจากมีความเชื่อว่าการทาขอบตาจะช่วยในการรักษาพลังเวทมนตร์ในการรักษาโรคภัยต่าง ๆ และการทาขอบตานั้นจะช่วยในการดักฝุ่น หรือป้องกันแสงแดดที่จะสามารถทำร้ายดวงตาได้ ชาวอียิปต์โบราณจะรองพื้นใบหน้าด้วยคาร์บอเนตของตะกั่ว (Cerussite) ที่เป็นสารสีขาวเพื่อให้ใบหน้ามีความเนียน ผ่องใส ยังใช้ดินเทศสีแดง (Red Ochre) ผสมกับน้ำ เพื่อใช้ในการทาริมฝีปาก และอาจจะใช้ทาบริเวณแก้มอีกด้วย ส่วนเล็บจะใช้สีเหลืองและสีแดงในการทา สีที่นำมาทาจะได้จากต้นเฮนนา (Henna)


ต้นเฮนนา ในภาษาไทยเรียก ต้นเทียนกิ่ง

ในการดูแลผิวพรรณ ชาวอียิปต์โบราณจะใช้น้ำมัน ไขมัน ขี้ผึ้ง ที่สกัดจากพืชและสัตว์มาใช้ทาผิว เมื่อมีการแต่งหน้าแล้ว ก็มีครีมที่ใช้ทำความสะอาดเครื่องสำอางออกจากผิวอีกด้วย โดยทำมาจากน้ำมันและปูนขาว นอกจากนั้นยังมีสิ่งที่ใช้บำรุงผิวหน้าเพื่อช่วยในการลดรอยเหี่ยวย่น คือการใช้ยางเหนียวของไม้หอม ขี้ผึ้ง น้ำมะรุมสด และหญ้าแห้วหมูมาบดและผสมกับน้ำโดยให้ส่วนผสมทั้งหมดเป็นเนื้อเดียวกัน แล้วนำมาทาที่ผิวเป็นประจำทุกวัน


ที่มา : http://www.sakurabag.net/

เครื่องสำอางชนิดต่าง ๆ ที่ชาวอียิปต์โบราณนำมาใช้นั้นเป็นสิ่งที่ได้มาจากธรรมชาติ เช่น ต้นไม้ สัตว์ และแร่ต่าง ๆ ซึ่งในแร่ที่นำมาใช้กับผิวนั้นมีสารตะกั่วผสมอยู่ หากใช้ในปริมาณที่พอเหมาะสารตะกั่วมีประโยชน์ในการช่วยป้องกันเชื้อโรค แบคทีเรียต่าง ๆ ไม่ให้เข้ามาสู่ดวงตา ได้ แต่หากใช้ในปริมาณที่มากเกินไป หรือร่างกายได้รับสารตะกั่วมาเป็นเวลานานและมีการสะสมก็จะส่งผลเสียต่อสุขภาพได้ เช่น เกิดอาการปวดท้อง ท้องผูก โลหิตจาง หรือทำให้เป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตได้ชีวิตได้เช่นเดียวกัน

ปัจจุบันนี้ที่มีเครื่องสำอางมากมายหลายประเภทให้ทุกคนได้เลือกสรร ดังนั้นควรเลือกผลิตภัณฑ์หรือเครื่องสำอางที่จะไม่ก่อให้เกิดอันตรายหรือผลเสียต่อร่างกาย และควรใช้ในปริมาณที่เหมาะสม อีกหนึ่งสิ่งที่สำคัญคือการรักษาความสะอาด เพื่อที่จะเป็นการแต่งใบหน้าให้เกิดความสวยไม่ใช่ความสยอง


อ้างอิง 

ม.ป.ผ. (2553). เครื่องสำอางค์ของชาวอียิปต์สมัยโบราณ มีประโยชน์อย่างไรบ้าง. ค้นเมื่อ 6 กุมภาพันธ์ 2563, จาก  https://www.voathai.com/

ณัฐพล เดชขจร. (2561). เครื่องสำอางดึกดำบรรพ์ในอียิปต์โบราณ. ค้นเมื่อ 2 กุมภาพันธ์ 2563, จาก http://www.gypzyworld.com/article/view/1143

NGThai. (2561). อาณาจักรโบราณ: อาณาจักรอียิปต์. ค้นเมื่อ 2 กุมภาพันธ์ 2563, จาก https://ngthai.com/history/

Worldwide. (2562). อารยธรรมไอยคุปต์ ยุคทองของเครื่องสำอางความงามของชนชาติอียิปต์. ค้นเมื่อ 6 กุมภาพันธ์ 2563, จาก https://www.blockdit.com/

อ่านเพิ่มเติม »

เนลสัน แมนเดลา (Nelson Mandela) รัฐบุรุษแห่งแอฟริกาใต้

โดย กฤติกา มาวงค์ษา

ในยุคโลกาภิวัตน์ คนผิวสีได้ก้าวเข้าสู่ยุคทอง หลังจากที่พวกเขาได้อดทน รอคอยมาอย่างยาวนาน ซึ่งในอดีตก็มีคนผิวสีมากมายต้องสังเวยชีวิตให้กับอคติจากการประเมินค่าความเป็นมนุษย์ เพียงเพราะมองกันแค่สีผิว อย่างไรก็ตามเส้นทางการต่อสู้เรียกร้องสิทธิของคนผิวสีที่ต้องการเสรีภาพไม่ได้มีอยู่แต่อเมริกาเท่านั้น แต่มีที่เข้มข้นยิ่งกว่าก็คือ แอฟริกาทั้งทวีป เพราะที่นั่นคือบ้านของคนผิวสีที่ถูกคนผิวขาว กดขี่ แต่มีพลังของผู้ชายผิวสีคนหนึ่งที่ต่อสู้เพื่อเสรีภาพ จนประสบความสำเร็จในชีวิต และกลายเป็นบุคคลสำคัญคนหนึ่งของโลก ผู้ชายคนนั้นชื่อ “เนลสัน แมนเดลา” รัฐบุรุษและอดีตประธานาธิบดีของประเทศแอฟริกาใต้


ที่มา : https://mgronline.com/

เนลสัน แมนเดลา (Nelson Mandela) เกิดเมื่อวันที่ 18 กรกฏาคม ปี 2461 ในครอบครัวเทมบู เติบโตในชนบท ของเมืองเคป อีสต์เทิร์น เดิมนั้นเขามีชื่อว่า มาดิบา ต่อมาครูในโรงเรียนได้ตั้งชื่อเป็นภาษาอังกฤษให้เขาว่า แมนเดลา  เขาเป็นผู้ที่ขยันในการจดบันทึกและหลงใหลการเก็บบันทึกเป็นอย่างมาก

ในขณะที่เขาอายุได้ 9 ขวบ พ่อของเขาซึ่งเป็นที่ปรึกษาของตระกูลผู้ปกครองชาวเทมบู ได้เสียชีวิต เขาจึงถูกเลี้ยงดูจากรักษาการผู้สำเร็จราชการเมืองเทมบู และต้องถูกแยกออกจากแม่อันเป็นที่รัก จนกระทั่งอายุ 23 ปี แมนเดลา ได้หนีออกจากบ้านเพื่อหลบหนีการแต่งงานแบบคลุมถุงชน

เนลสัน แมนเดลา เริ่มเข้าศึกษาระดับอุดมศึกษาในปี 2482 ที่มหาวิทยาลัยฟอร์ต แฮร์ และจบการศึกษาในปี 2485 ด้วยวุฒิปริญญาตรี ศิลปศาสตร์บัณฑิต

ในช่วงที่ศึกษาวิชากฏหมายอยู่ที่มหาวิทยาลัย วิทวอเตอร์แรนด์ ในนครโจฮันเนสเบิร์ก เขามีส่วนร่วมในการก่อตั้งสันนิบาตยุวชนแห่งแอฟริกัน เนชั่นแนล คองเกรส ( African National Congress หรือ ANC) และพยายามผลักดันให้องค์กรดังกล่าวมีบทบาทในการเปลี่ยนแปลงสังคม มีการร่วมมือกันเคลื่อนไหวแบบใต้ดินเพื่อต่อต้านรัฐบาลที่ใช้นโยบายแบ่งแยกสีผิว

จนกระทั่งในช่วงปีพุทธศักราช 2503 รัฐบาลแอฟริกาใต้ที่ปกครองโดยชาวผิวขาวมีนโยบายเหยียดผิวได้สั่งห้ามและปราบปรามอย่างหนัก ทำให้กลุ่ม ANC ต้องเคลื่อนไหวในทางลับ และยกระดับในการใช้กำลังตอบโต้ด้วยการก่อวินาศกรรมสถานที่ทางราชการต่าง ๆ ของรัฐบาลแอฟริกาใต้ ก่อนที่แมนเดลา จะถูกจับเมื่อปีพุทธศักราช 2505 และถูกส่งไปจำคุกบนเกาะรอบเบิน นอกชายฝั่งเคปทาวน์ ซึ่งเขาใช้เวลาอยู่ในนั้นถึง 18 ปี ในระหว่างนั้นเขาปฏิเสธทำตามข้อเสนอของรัฐบาลที่จะปล่อยตัวเขาเพื่อแลกกับการยุติบทบาทและวางอาวุธของกลุ่ม ANC

ในปีพุทธศักราช 2533 แมนเดลาได้รับอิสระ หลังจากประธานาธิบดี เฟเดอริค เดอ เคลิ์ก ประกาศรับรองพรรคการเมืองทุกพรรคให้ถูกต้องตามกฏหมาย และประกาศนิรโทษกรรมนักโทษการเมือง หลังจากนั้นไม่นาน เนลสัน แมนเดลา ก็ได้รับเลือกให้เป็นหัวหน้าพรรค ANC และก้าวขึ้นดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีแอฟริกาใต้หลังพรรคของเขาชนะการเลือกตั้งเป็นครั้งแรก ในวัย 75 ปี


ที่มา : https://www.bbc.com/thai/

ประธานาธิบดีแมนเดลา กล่าวในทันทีว่าเขาจะขอดำรงตำแหน่งผู้นำแอฟริกาใต้เพียง 1 สมัย ในระยะเวลา 5 ปีเท่านั้น และได้รับความเคารพอย่างมากในฐานะผู้นำบนเวทีระดับนานาชาติหลังจากสามารถสร้างความเป็นปึกแผ่นในแอฟริกาใต้ได้ในที่สุด

ปีพุทธศักราช 2536 ประธานาธิบดี แมนเดลา ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ ร่วมกับอดีตประธานาธิบดี เดอ เคลิ์ก ซึ่งเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการเริ่มต้นขั้นตอนการสร้างสันติภาพในแอฟริกาใต้ ก่อนที่ประธานาธิบดีแมนเดลาจะประกาศอุทิศรางวัลนี้ให้กับประชาชนชาวแอฟริกาใต้ที่ร่วมสร้างสังคมแห่งความเท่าเทียมได้สำเร็จ

ในปี 2538 แอฟริกาใต้จัดการแข่งขันกีฬาระดับนานาชาติครั้งแรก คือ การแข่งขันรักบี้ชิงแชมป์โลก ซึ่งแมนเดลา ให้การสนับสนุนทีมรักบี้ของแอฟริกาใต้ซึ่งนักกีฬาส่วนใหญ่เป็นคนผิวขาว เหตุการณ์ครั้งนั้นได้ช่วยสร้างความสามัคคีขึ้นในชาติอย่างมาก

ในช่วงการรับดำรงตำแหน่งผู้นำแอฟริกาใต้ เขามีบทบาทสำคัญในการต่อสู้กับการแพร่ระบาดของโรคเอดส์ที่เคยถึงขั้นเลวร้ายจนประสบผลในภายหลัง แม้จะก้าวลงจากตำแหน่งผู้นำหลังดำรงตำแหน่งครบ 1 สมัยในปีพุทธศักราช 2542 แต่อดีตผู้นำผู้ประสานรอยร้าวแห่งแอฟริกาใต้ ก็ยังทำงานเพื่อสังคมและชาวแอฟริกาใต้อย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ แมนเดลาอำลาการเมืองในปี 2547 ด้วยวัย 85 ใช้ชีวิตอยู่กับครอบครัวและเพื่อน โดยไม่ค่อยออกงานสังคมมากนัก ยกเว้นการปรากฏตัวของเขาในพิธีปิดการแข่งขันฟุตบอลโลกที่แอฟริกาใต้ในปี 2553 หลังจากนั้น เมื่อวันที่ 5 ธ.ค. 2556 เนลสัน แมนเดลา รัฐบุรุษแห่งแอฟริกาใต้ ก็ได้เสียชีวิตลงขณะอายุ 95 ปี ด้วยอาการปอดติดเชื้อเรื้อรัง ภายในบ้านพักส่วนตัวที่โจฮันเนสเบิร์ก

เนลสัน แมนเดลา ได้พยายามนำพาประชาชนไปสู่สันติภาพได้สำเร็จ แม้จะฝ่าฟันกับความขัดแย้งอย่างรุนแรงของเชื้อชาติ และสีผิวมายาวนานหลายปี อดึตผู้นำแห่งแอฟริกาใต้ออกจากเรือนจำเยี่ยงวีรบุรุษ ท่านเป็นที่รู้จักไปทั่วโลกในฐานะผู้ส่งเสริมการให้อภัยและความเสมอภาค เนลสัน แมนเดลา คือรัฐบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ของโลกโดยแท้จริง


อ้างอิง

BBC NEWS ไทย. (2556, 9 ธันวาคม). เนลสัน แมนเดลา : เหตุใดเขาจึงเป็นบุคคลสำคัญของโลก? . ค้นเมื่อ 28 มกราคม 2563, จาก https://www.bbc.com/thai/international-46448176?fbclid

Sanook. (2556, 6 ธันวาคม). เนลสัน แมนเดลา ถึงแก่อสัญกรรม ด้วยวัย 95 ปี. ค้นเมื่อ 28 มกราคม 2563, จาก https://www.sanook.com/news/1352719/

Thai PBS. (2556, 6 ธันวาคม). ประวัติ “เนลสัน แมนเดลา” รัฐบุรุษแห่งแอฟริกาใต้. ค้นเมื่อ 28 มกราคม 2563, จาก https://news.thaipbs.or.th/

BBC NEWS ไทย. (2556, 9 ธันวาคม). เส้นทางชีวิต และชีวประวัติของ “เนลสัน แมนเดลา” มหาบุรุษแห่งแอฟริกาใต้. ค้นเมื่อ 28 มกราคม 2563, จาก https://www.voathai.com/a/mandela-obit-pt/1806291.html

มุมคุณธรรมสำนักหอสมุดมหาวิทยาลัยเชียงใหม่. (2554, พฤศจิกายน). เนลสัน แมนเดลา บำเหน็จเลอค่า สำหรับผู้รู้จักอดทนและรอคอย. ค้นเมื่อ 28 มกราคม 2563, จาก http://library.cmu.ac.th/moralcorner/node/99

Kapook. (2556, 27 มิถุนายน). ประวัติ เนลสัน แมนเดลา รัฐบุรุษผู้หญิงใหญ่ นักสู้ผู้ต่อต้านการเหยียดผิว. ค้นเมื่อ 30 มกราคม 2563, จาก https://hilight.kapook.com/

 Voathai. (2556, 9 ธันวาคม). เส้นทางชีวิต และชีวประวัติของ “เนลสัน แมนเดลา” มหาบุรุษแห่งแอฟริกาใต้. ค้นเมื่อ 28 มกราคม 2563, จาก https://www.voathai.com/


อ่านเพิ่มเติม »

ชาวโรฮิงญา ปัญหาที่ไม่สิ้นสุด

โดย ปณิดา รัตนประเสริฐ

ชาว ‘โรฮิงญา’ หรือ ‘โรฮีนจา’ เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่ไร้รัฐ หรือไร้ถิ่นฐานที่อยู่อาศัย ความเป็นมาของพวกเขายังคลุมเครือ บ้างก็ว่ามาจากพม่า บ้างก็ว่ามาจากบังกลาเทศ แต่พวกเขากลับไม่เป็นที่ต้องการของทั้งสองประเทศ เรื่องราวของพวกเขากลายเป็นปัญหาใหญ่ในระดับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในปัจจุบัน


ผู้ลี้ภัยชาวโรฮิงญา  

ชาวโรฮิงญาเป็นกลุ่มชาติพันธุ์มุสลิมที่อาศัยอยู่ทางตอนเหนือของรัฐยะไข่ (อาระกัน) ทางตะวันตกของประเทศพม่า และพูดภาษาโรฮีนจา ชาวโรฮิงญาและนักวิชาการบางส่วนกล่าวว่า โรฮิงญาเป็นชนพื้นเมืองในพื้นที่รัฐยะไข่ ในขณะที่นักประวัติศาสตร์บางส่วนอ้างว่า พวกเขาอพยพเข้าพม่าจากเบงกอลในสมัยการปกครองของสหราชอาณาจักรเป็นหลัก และนักประวัติศาสตร์ส่วนน้อยกล่าวว่า พวกเขาอพยพมาหลังจากพม่าได้รับเอกราชในปี 2491 และหลังจากบังกลาทศทำสงครามประกาศเอกราชในปี 2514

ชาวโรฮิงญาได้เข้ามาตั้งถิ่นฐานในรัฐยะไข่ตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 15 แต่ไม่สามารถประมาณจำนวนผู้ตั้งถิ่นฐานก่อนการปกครองของสหราชอาณาจักรได้อย่างแม่นยำ หลังสงครามอังกฤษ-พม่าครั้งที่หนึ่งในปี 2369 สหราชอาณาจักรผนวกรัฐยะไข่และสนับสนุนให้มีการย้ายถิ่นจากเบงกอลเพื่อทำงานเป็นผู้ใช้แรงงานในไร่นา โดยบว่าประชากรชาวโรฮิงญาอาจมีจำนวนถึงร้อยละ 5 ของประชากรรัฐยะไข่ เมื่อปี 2412 ได้มีการประเมินของปีก่อนหน้าก็พบว่ามีจำนวนสูงกว่านี้ ระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง ความรุนแรงระหว่างชุมชนก็ปะทุขึ้นระหว่างชาวยะไข่ซึ่งนับถือศาสนาพุทธกับหน่วยกำลังวี (V-Force) ชาวโรฮิงญาที่สหราชอาณาจักรติดอาวุธให้ และการแบ่งขั้วก็รุนแรงมากขึ้นในพื้นที่ ในปี 2525 รัฐบาลพลเอกเนวีนตรากฎหมายความเป็นพลเมืองซึ่งปฏิเสธความเป็นพลเมืองของชาวโรฮิงญา

ในปี 2556 พบว่ามีชาวโรฮิงญาประมาณ 735,000 คน อาศัยอยู่ในประเทศพม่า ส่วนใหญ่อยู่ในเมืองทางเหนือของรัฐยะไข่ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 80–98 ของประชากร สื่อระหว่างประเทศและองค์การสิทธิมนุษยชนกล่าวว่าชาวโรฮิงญาเป็นชนกลุ่มน้อยที่ถูกข่มเหงที่สุดกลุ่มหนึ่งในโลก อย่างเช่น การโดนสังหารหมู่ทางชาติพันธุ์ รวมถึงกฏหมายในพม่าที่กำจัดสิทธิพวเขาทุกอย่างตั้งแต่เรื่องการแต่งงาน การศึกษา และการมีบุตรได้เพียง 2 คนเท่านั้น ทำให้ชาวโรฮิงญาจำนวนมากหนีไปอยู่ในย่านชนกลุ่มน้อยและค่ายผู้ลี้ภัยในประเทศเพื่อนบ้านอย่างบังกลาเทศ รวมทั้งพื้นที่ตามชายแดนไทย–พม่า ชาวโรฮิงญากว่า 100,000 คนยังคงอาศัยอยู่ในค่ายสำหรับผู้พลัดถิ่นในประเทศ ซึ่งทางการไม่อนุญาตให้ออกมา

ชาวโรฮิงญาได้รับความสนใจจากนานาชาติในห้วงเหตุจลาจลในรัฐยะไข่ พ.ศ. 2555 โดยเหตุการณ์นี้เริ่มต้นมาจากความขัดแย้งระหว่างชาวยะไข่ซึ่งนับถือศาสนาพุทธ กับชาวโรฮิงญาที่นับถือศาสนาอิสลาม และเหตุการณ์นี้ทำให้ชาวโรฮิงญาเสียชีวิตลงเป็นจำนวนมาก รวมทั้งถูกเผาบ้านเรือน เป็นเหตุทำให้เกิดการประท้วงของชาวโรฮิงญาในย่างกุ้ง รัฐบาลจึงตอบสนองโดยการตั้งรัฐมนตรีและผู้บัญชาการตำรวจอาวุโส เพื่อเป็นผู้นำในการสืบสวนสาเหตุและการยั่วยุที่เกิดขึ้นในเหตุการณ์นี้และจะดำเนินการทางกฎหมายต่อไป


ภาพนี้มาจากบังกลาเทศในปี 1971 แต่ถูกส่งต่อในสื่อสังคมออนไลน์เพื่อบอกว่าชาวโรฮิงญาในเมียนมาเป็นกลุ่มก่อการร้าย 
ที่มา : https://ichef.bbci.co.uk/

อาจกล่าวได้ว่าชาวโรฮิงญาเป็นปัญหาใหญ่ประการหนึ่งของพม่า เนื่องจากความหวาดกลัวการแพร่กระจายของชาวมุสลิมที่มาจากอินโด-อาระยัน หรือที่เรียกว่า ‘อินโดฯ โฟเบีย’ ที่จะนำมาสู่ความขัดแย้งต่างๆ ตามคำกล่าวของ ผศ.ดุลยภาค ปรีชารัชช (โรฮิงญาคือใคร ทำไมชื่อนี้เป็น "ของแสลงหู" ของเมียนมา?) อาจารย์ประจำโครงการเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่าในแง่ความทรงจำทางประวัติศาสตร์ ชาวโรฮิงญาอยู่ในวงแหวนแห่งความขัดแย้ง 3 วง คือ
1.การขยายตัวของลัทธิอิสลามนิยม ไม่ว่าจะเป็น กลุ่มมุสลิมสุดโต่ง ขบวนการหัวรุนแรงที่เรียกตัวเองว่าไอซิส กระแสการทำสงครามศักดิ์สิทธิ์ รวมถึงมุสลิมจากประเทศบังกลาเทศที่ทะลักเข้ามา จนกลายเป็นกระแสกลัวอิสลาม (อิสลามโฟเบีย)
2.ลัทธิพุทธนิยมแท้ นำโดยพระวีระธู แกนนำสงฆ์ชาตินิยมของเมียนมา ที่เทศน์ไว้ว่าในปี ค.ศ.2100 หากเมียนมาไม่สามารถหยุดการขยายพันธุ์มุสลิมก็จะกลายเป็นประเทศมุสลิม
3.ความเปลี่ยนแปลงทางภูมิประชากรศาสตร์ในรัฐยะไข่ของเมียนมา และอ่าวเบงกอลของบังกลาเทศ ที่สภาพอากาศแปรปรวน มีพายุไซโคลนถล่ม จึงเกิดการแย่งชิงที่ดินทำกินชาวมุสลิมจากบังกลาเทศหลั่งไหลเข้าพม่ามาต่อเนื่อง ทำให้นักการทหารมองว่าพื้นที่ตอนเหนือของรัฐยะไข่จะเป็นพื้นที่อันตราย หากไม่หยุดก็จะพังทลายแบบโดมิโน
คำว่า ‘โรฮิงญา’ ไม่มีความหมายในภาษาพพม่า เพราะชาวพม่าและรัฐบาลพม่าถือว่าคำนี้เป็นคำใหม่ที่ถูกคิดขึ้นมาจากกลุ่มคนที่อาศัยอยู่ตามเขตชายแดนติดกับบังกลาเทศ และพวกเขาต้องการมีอัตลักษณ์ของตัวเองจึงคิดคำเรียกตัวเองว่าโรฮิงญา แม้สหประชาชาติและองค์กรสิทธิมนุษยชนหลายแห่งระบุว่าทุกคนเหล่านี้มีสิทธิที่จะถูกเรียกตามชื่อที่พวกเขาต้องการ แต่รัฐบาลพม่ากังวลว่าหากชื่อโรฮิงญาได้รับการยอมรับ นั่นอาจหมายถึงว่าชาวโรฮิงญาจะได้รับการยอมรับเป็นหนึ่งในกลุ่มชาติพันธุ์ของเมียนมา ในอดีตเคยใช้คำเรียกคนเหล่านี้ว่าโรฮิงญาจากรัฐบาลชุดก่อน เพราะช่วงทศวรรษ 1940-1960 มีชาวโรฮิงญาไม่มากเท่านี้


ผู้ลี้ภัยชาวโรฮิงญาหลายพันคนซึ่งรวมถึงเด็กและผู้หญิงข้ามพรมแดนเข้าไปยังบังกลาเทศ
ที่มา: https://ichef.bbci.co.uk/

อีกทั้งชาวโรฮิงญาก็ยังไม่เป็นที่ยอมรับในบังกลาเทศ และแม้ว่าพวกเขาจะเคยเป็นส่วนหนึ่งของพม่า เนื่องจากพวกเขาเป็นชาวเมืองอาระกัน สถานะของพวกเขากลับไม่เป็นที่ยอมรับในพม่า ชาวบังกลาเทศเองก็มองว่าชาวโรฮิงญาไม่ใช่ส่วนหนึ่งของชนชาติ จึงถือเป็นผู้อพยพ แม้รัฐบาลเองพยายามที่จะดูแลพวกเขา แต่ไม่มีทรัพยากรเพียงพอที่จะรองรับผู้อพยพจำนวนมหาศาลที่หลั่งไหลเข้าประเทศในช่วงเวลาสั้น ๆ

ชาวโรฮิงญานั้นได้ตกอยู่ในภาวะลำบากถึงขั้นวิกฤตมานานหลายปีแล้ว ทั้งจากพวกเขาถูกขับไล่ด้วยการเผาทำลายบ้านเรือนของตัวเอง ถูกเจ้าหน้าที่จากกองทัพพม่าทารุณกรรม และยังขาดแคลนอาหารและน้ำดื่มระหว่างการอพยพลี้ภัยทางเรือไปยังประเทศต่าง ๆ แม้ว่าสหประชาชาติและองค์กรสิทธิมนุษยชนได้ยื่นมือเข้ามาให้ความช่วยเหลือและหาแนวทางแก้ไข้ให้กับพวกเขา ถึงอย่างไรก็ตามอนาคตของกลุ่มชาติพันธุ์นี้แทบมองไม่เห็นว่าจะมีจุดจบอย่างไร และทำอย่างไรจึงจะสามารถหลุดพ้นจากฐานะผู้ที่ตกเป็นเหยื่อความขัดแย้งจนกลายเป็นกลุ่มคนไร้รัฐได้


อ้างอิง

บีบีซี นาวิเกชัน. (2559). วิกฤตโรฮิงญา ในสายตานักประวัติศาสตร์ไทย-เมียนมา (ออนไลน์). สืบค้นเมื่อ 9 มกราคม 2563, จาก: https://www.bbc.com/

บีบีซี นาวิเกชัน. (2559). โรฮิงญาคือใคร ทำไมชื่อนี้เป็น "ของแสลงหู" ของเมียนมา? (ออนไลน์). สืบค้น
เมื่อ 9 มกราคม 2563, จาก: https://www.bbc.com/

วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี. (2561). โรฮีนจา (ออนไลน์). สืบค้นเมื่อ 9 มกราคม 2563, จาก:
https://th.wikipedia.org/wiki/โรฮีนจา

วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี. (2555). เหตุจลาจลในรัฐยะไข่ พ.ศ. 2555 (ออนไลน์). สืบค้นเมื่อ 26 มกราคม
2563, จาก: https://th.wikipedia.org/wiki/เหตุจลาจลในรัฐยะไข่_พ.ศ._2555

GQ. (2558). โรฮิงญา ชนกลุ่มน้อยที่ถูกขมเหงทารุณมากที่สุดในโลก (ออนไลน์). สืบค้นเมื่อ 26 มกราคม
2563, จาก: https://www.gqthailand.com/life/article/rohingya

MTHAI. (2558). ต้นกำเนิด โรฮิงญา บุคคลไร้สัญชาติ เหยื่อค้ามนุษย์ (ออนไลน์). สืบค้นเมื่อ 9 มกราคม
2563, จาก: https://news.mthai.com/

อ่านเพิ่มเติม »

The Black Dahlia คดีฆาตกรรมโหดที่ยังเป็นปริศนา

โดย ชฎาพร มะลิซ้อน

เมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมานั้น ดิฉันได้ไปดูหนังเรื่อง Spider Man: Far From Home โดยในหนังมีฉากที่ปีเตอร์ พาร์คเกอร์ พ่อหนุ่มสไปเดอร์แมนของเรานั้นไปซื้อสร้อยดอกรักเร่สีดำเพื่อจะเอาไปให้สาวที่เขาชอบ โดยมีคำพูดนึงในหนังที่กล่าวว่า “Black Dahlia คือการฆาตกรรม” เนื่องจากสาวที่พ่อหนุ่มสไปเดอร์แมนชอบนั้นชอบเรื่องราวของการฆาตกรรมมาก ทำให้ดิฉันสนใจที่จะศึกษาเรื่องราวของคดีฆาตกรรม The Black Dahlia ที่แม้จะเกิดขึ้นมานานแล้ว แต่ก็ยังถูกกล่าวถึงมาจนถึงปัจจุบัน

The Black Dahlia นั้นถือเป็นคดีฆาตกรรมในสหรัฐอเมริกา ปี 1947 ที่โหดเหี้ยม และโด่งดังมาก แต่จะมีสักกี่คนที่รู้ชื่อจริงของหญิงสาวที่ตกเป็นเหยื่อในคดีฆาตกรรมอันโหดเหี้ยมนี้ หญิงสาวที่ได้รับฉายาว่า “Black Dahlia”


ที่มา: https://www.google.com/

Black Dahlia หรือแม่สาวดอกรักเร่สีดำนี้มีชื่อว่า Elizabeth Short เกิดวันที่  29  พฤศจิกายน 1924 ที่เมือง Hyde Park รัฐ Massachusetts U.S.A. พ่อชื่อ Cleo Short และแม่ชื่อ Phoebe Short เธอเป็นลูกสาวคนที่ 3 จากลูกสาวทั้งหมด 5 คน เมื่อเธอเกิดได้ไม่นานก็ได้ย้ายไปอยู่ Medford ตอนนั้นฐานะทางบ้านของเธอถือว่าดีมาก เนื่องจากพ่อของเธอเปิดบริษัทออกแบบ และผลิตสนามมินิกอล์ฟ จนกระทั่งในปี 1929 เกิดวิกฤตเศรษฐกิจวอลล์สตรีท ทำให้บริษัทพ่อของเธอเจอสภาวะขาดทุนอย่างรุนแรง และล้มละลาย พ่อของเธอคิดจะเอาตัวรอดคนเดียวในวิกฤตนี้ จึงจัดฉากฆ่าตัวตายโดยการขับรถไปจอดทิ้งไว้ที่สะพานและหายตัวไป ทำให้แม่ของเธอและตำรวจเชื่อว่า พ่อของเธอกระโดดสะพานและจมหายตายไปในน้ำแล้ว ซึ่งในขณะนั้นเธอมีอายุเพียง 5 ปีเท่านั้น แม่ของเธอจึงต้องออกไปทำงานพาร์ททามเพื่อหาเงิน อีกทั้งยังรับเงินสวัสดิการจากรัฐเพื่อดูแลลูกๆ ทั้งหมด

12 ปีหลังจากพ่อของ Elizabeth ตายไป จู่ๆวันนึงแม่ของเธอก็ได้รับจดหมายจากพ่อของเธอที่ทุกคนเชื่อว่าตายแล้ว ในจดหมายล้วนมีแต่ความรู้สึกผิด และคำขอโทษ อีกทั้งพ่อของเธอยังขอกลับมาอยู่ด้วย แต่แม่ของเธอโกรธมากจึงปฏิเสธการกลับมาของพ่อ ถึงแม้แม่ของเธอจะโกรธพ่อมากเพียงใด แต่ Elizabeth กลับมองเห็นช่องทางที่จะได้ทำตามความฝันของตัวเธอเอง นั่นคือการเป็นดารา เพราะเนื่องจากเธอมีหน้าตาที่สวย และเมื่อตอนที่เธอยังเด็ก การดูหนังในโรงหนังนั้นถือเป็นความสุขที่สุดของเธอ เธอจึงแอบติดต่อพ่ออย่างลับๆ เพื่อความฝันของตน จนกระทั่งในปี 1943 เธอได้ย้ายไปอยู่กับพ่อที่ Vallejo รัฐ California ซึ่งตอนนั้นเธอมีอายุ 19 ปี แต่หลังจากที่เธอย้ายมาอยู่กับพ่อเพียงไม่กี่เดือน เธอก็โดนพ่อไล่ออกจากบ้าน เพราะเธอมีนิสัยขี้เกียจ เอาแต่นอนทั้งวัน ตื่นมากลางดึกก็แต่งตัวออกไปเที่ยว กินเหล้าสังสรรค์ และควงผู้ชายไม่ซ้ำหน้า ไม่เคยช่วยพ่อดูแลทำความสะอาดบ้าน

หลังจากที่ Elizabeth ย้ายออกจากบ้านพ่อ เธอไปอาศัยอยู่กับเพื่อนของเธอที่ Santa Barbara และในวันที่ 23 กันยายน 1943 เธอถูกจับในข้อหาดื่มสุราทั้งที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ เธอจึงต้องมารายงานตัว และคุมประพฤติ หลังจากนั้นตำรวจได้พาเธอกลับไปส่งที่บ้านแม่ของเธอที่ Massachusetts แต่ความฝันนั้นหากยังไม่สามารเอื้อมถึงได้ ใครล่ะจะยอมปล่อยไป ความอยากเป็นดาราของเธอนั้นจึงยังอยู่ หลังจากกลับไปอยู่กับแม่ได้ไม่นาน เธอก็ย้ายกลับมาอยู่ที่ California เพื่อสานฝันของตน และคราวนี้เธอไปได้ถึง Hollywood ที่นั่นเองที่เธอได้ตกหลุมรักกับทหารอากาศนายหนึ่งคือ ร้อยโท Joseph Gordon Fickling ทั้งสองวางแผนที่จะแต่งงานกัน แต่แผนนี้ก็ต้องพังลงเพราะ Joseph นั้นถูกเรียกตัวไปรบในสงครามโลกครั้งที่ 2

ในช่วงหลังจากนั้น Elizabeth ได้รับงานถ่ายแบบ และงานแสดงเล็กๆ แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้เธอดังขึ้นมาเลยสักนิด เธอเริ่มเบื่อหน่ายกับชีวิต จึงย้ายไปอยู่กับญาติที่ Miami และที่นั่นเธอได้พบรักกับนักบินอีกคนนึงคือ พลตรี Matthew Michael Gordon เขาได้ให้สัญญากับเธอว่าหลังจากที่เขากลับมาจากสงครามที่อินเดีย เขาจะมาแต่งงานกับเธอ แต่โชคร้ายที่เครื่องบินของเขาตกทำให้เขาเสียชีวิต Elizabeth เสียใจมากจนกลายเป็นคนเก็บตัวไปช่วงนึง เมื่อเวลาผ่านไปสักพักเธอเริ่มทำใจได้ เธอจึงกลับไปติดต่อหา ร้อยโท Joseph แฟนเก่าของเธอ และเธอก็ตกหลุมรักเขาอีกครั้ง เธอจึงตัดสินใจย้ายไปอยู่ Long Beach กับเขา แต่ในท้ายที่สุดความรักของทั้งสองก็ไปกันไม่รอด ทั้งสองจึงตัดสินใจแยกทางกัน

เดือนตุลาคม 1946 Elizabethได้ย้ายไปอยู่บ้านของ Mark Hansen ซึ่งเป็นเจ้าของไนท์คลับแห่งหนึ่ง Mark นั้นถือเป็นผู้มีอิทธิพล ซึ่งเขาชอบเธอมาก และพยายามหว่านล้อมให้เธอมาทำงานกับเขา หรือร่วมหลับนอนกับเขา แต่เธอปฏิเสธ หลังจากที่เธออยู่นั่นได้แค่เดือนกว่าๆ ก็ถูกไล่ออกมาในเดือนพฤศจิกายนปีเดียวกัน หลังจากโดนไล่ออกมาเธอจึงต้องไปอาศัยอยู่ที่ห้องเช่าราคาถูก แต่เธอก็อาศัยอยู่ที่นั่นไม่นานมากนัก ในวันที่ 8 ธันวาคมปีเดียวกัน เธอนั่งรถบัสย้ายจาก LA ไปที่ San Diego หลังจากย้ายมาที่นี่ไม่นานเธอก็ได้เพื่อนใหม่คือ Dorothy French เขาจึงชวนเธอไปอยู่ด้วยกันที่บ้านกับครอบครัวของเขา Elizabeth อยู่ที่นั่นอย่างสบาย และยังทำนิสัยเดิมๆ ที่เคยทำคือ ไม่ช่วยงานบ้านอะไรเลย ตกดึกมาก็ควงผู้ชายออกไปสังสรรค์ จนครอบครัว French ทนไม่ไหว ในช่วงต้นเดือนมกราคมครอบครัว French  จึงขอให้เธอย้ายออก

ในเช้าวันที่ 8 มกราคม 1947 Elizabeth ย้ายออกจากบ้านของครอบครัว French โดยมีผู้ชายคนหนึ่งมารับเธอ ชายคนนั้นคือ Robert Manly เขารู้จักกับ Elizabeth จากการไปสังสรรค์ปาร์ตี้ เธอได้ขอให้เขาไปส่งเธอที่ Hollywood และในคืนนั้นทั้งสองจึงเปิดโรงแรมนอนด้วยกัน แต่ก็ไม่ได้มีความสัมพันธ์ลึกซึ้งต่อกันแต่อย่างใด รุ่งเช้าของวันที่ 9 มกราคม เธอบอกให้โรเบิร์ตไปส่งเธอที่โรงแรม Biltmore เพราะเธอจะไปพบพี่สาวของเธอ แล้วจึงเดินทางกลับบ้านที่ Massachusetts Robert จึงไปส่งเธอที่นั่นในช่วงบ่าย และเห็นเธอกำลังโทรหาใครสักคนเพื่อติดต่อหาที่พักใน Hollywood แต่เนื่องจากเขารีบไปทำธุระที่อื่นต่อจึงไม่ได้อยู่รอพบพี่สาวของเธอด้วย และหลังจากวันนั้น Elizabeth ก็หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย


ภาพในที่เกิดเหตุ
ที่มา: https://www.google.com/

เช้าวันที่ 15 มกราคม 1947 มีคนแจ้งว่าพบร่างไร้ลมหายใจของหญิงสาวคนนึงที่บริเวณ Leimert Park LA เมื่อตำรวจมายังที่เกิดเหตุ และตรวจสอบพบว่าร่างนั้นอยู่ในลักษณะนอนหงาย แขนทั้งสองข้างยกขึ้นเหนือศีรษะ ร่างถูกหั่นออกเป็นสองท่อนอย่างประณีต เนื่องจากไม่มีการแตกหักของกระดูก และรอยหั่นที่เนี้ยบมาก ร่างที่ถูกหั่นเป็นสองท่อนนั้นวางห่างกันประมาณ 1 ฟุต บนใบหน้ามีแผลที่เกิดจากรอยกรีดจากมุมปากทั้งสองข้าง ลากขึ้นไปสู่ใบหู ยาวประมาณ 3 นิ้ว และที่ศีรษะยังมีรอยฟกช้ำจากการถูกของแข็งทุบอย่างแรง ที่คอมีรอยเชือกรัด และยังมีรอยกรีดในบริเวณต่างๆตามร่างกาย เช่น ข้อมือ ข้อเท้า รวมไปถึงรอยกรีดที่เป็นแผลฉกรรจ์ที่ลากยาวตั้งแต่ใต้สะดือไปจนถึงบริเวณหัวหน่าว และหัวนมด้านขวายังถูกมีดกรีดออกไป นอกจากนี้ฆาตกรยังได้กรีดเอาผิวหนังบริเวณต้นขาด้านซ้ายที่มีรอยสัก และโกนเอาขนในที่ลับยัดใส่ในช่องคลอด และที่น่าตกใจที่สุดคือร่างนี้ถูกถ่ายเลือดออกจนหมดตัว และถูกชำระล้างทำความสะอาดมาอย่างดีแล้ว หลังจากนั้นได้มีการยืนยันแล้วว่าร่างที่เป็นเหยื่อในการฆาตกรรมอันโหดเหี้ยมนี้คือ Elizabeth Short นั่นเอง ซึ่งตอนที่เธอเสียชีวิตเธอมีอายุเพียง 22 ปีเท่านั้น

คดีฆาตกรรมนี้โด่งดังไปทั่วภายในชั่วข้ามคืน สื่อต่างๆให้ความสนใจในคดีนี้เป็นอย่างมาก และที่คดีนี้ได้รับฉายาว่า The Black Dahlia เนื่องจากเพื่อนของเธอตั้งให้เพราะเธอเป็นคนผิวขาว มีผมสีดำ แล้วก็แต่งชุดสีดำ ซึ่งก่อนหน้านั้นมีหนังเรื่อง Blue Dahlia ออกมา เพื่อนของเธอจึงตั้งฉายาล้อเลียนหนังเรื่องนั้นให้เธอ และหลังจากที่คดีนี้ได้รับความสนใจอย่างมาก ก็มีผู้คนมากมายมาสารภาพว่าตัวเขานี่แหละที่เป็นฆาตกรที่ฆ่า Elizabeth แต่ก็ได้รับการพิสูจน์ความบริสุทธิ์ทุกคน

มาจนถึงวันนี้ ก็เป็นเวลากว่า 72 ปีแล้วที่คดีฆาตกรรมอันโหดร้ายนี้ยังไม่สามารถหาตัวฆาตกรได้ และยังคงทำให้ผู้ที่ได้มาอ่านเรื่องราวของคดี The Black Dahlia ยังคงเกิดคำถามในใจว่าใครกันแน่ที่เป็นฆาตกรที่ฆ่าเธออย่างโหดเหี้ยม อีกทั้งคดีนี้ยังเป็นตอนจบที่น่าเศร้าของผู้หญิงคนนึง ที่มีความฝันอยากเป็นดารา แต่ช่วงที่เธอมีชีวิตอยู่นั้นเธอกลับไม่มีชื่อเสียงเลย แต่เมื่อเธอตายชื่อเสียงของเธอกลับโด่งดังไปทั่ว เพื่อนๆ คิดไหมคะ ว่าหาก Elizabeth ยังมีชีวิตอยู่และได้มีเวลาทำตามความฝันของตัวเองต่อ ทุกวันนี้เธออาจจะเป็นดาราชื่อดังที่เราทุกคนรู้จักก็ได้ สุดท้ายนี้ก่อนที่เราจะจากลากันดิฉันอยากให้เพื่อนๆ ไม่ลืมชื่อของ Black Dahlia หรือแม่สาวดอกรักเร่สีดำ ว่าชื่อที่แท้จริงของเธอนั้นคือ “Elizabeth Short”


อ้างอิง 

James Bartlett. (2017). The Black Dahlia: Los Angeles' most famous unsolved murder. สืบค้นเมื่อวันที่ 2 กันยายน  พ.ศ.2562, จาก: https://www.bbc.com/news/world-us-canada-38513320

Morgan Korzik. (2016). The Black Dahlia: The 1947 Murder of Elizabeth Short. สืบค้นเมื่อวันที่ 2 กันยายน พ.ศ.2562, จาก: http://blackdahlia.web.unc.edu/the-life-of-elizabeth-short/

The Common Thread. (2018). BLACK DAHLIA แบล็ค ดาห์เลีย ปริศนาศพสยองข้างทาง WHAT HAPPENED EP. 06 | The Common Thread. สืบค้นเมื่อวันที่ 1 กันยายน พ.ศ.2562, จาก: https://www.youtube.com/watch?v=WSLu-TEbHjg

นครินทร์ จันทร์ศร และพีท ศรีทนนท์. คดีฆาตกรรมดอกรักเร่สีดำ : Black Dahlia. สืบค้นเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม พ.ศ.2562, จาก: https://sites.google.com/site/specialresponsibility/khdi-khatkrrm-dxkrak-re-si-da-the-black-dahlia

พี่ซูม. (2560). ปริศนาคดีหลอนข้ามทศวรรษที่กลายเป็นหนังสือขายดี ใครฆ่า 'Black Dahlia'. สืบค้นเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม พ.ศ.2562, จาก: https://www.dek-d.com/writer/46601/


อ่านเพิ่มเติม »