แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แสดงบทความทั้งหมด

“บายน” ปราสาทยิ้มแห่งนครธม

โดย จิราธร ผลสมหวัง

“บายน” ปราสาทหลักใจกลางเมืองนครธม นอกจากเมืองนครธมหรือเมืองนครหลวงแห่งอาณาจักรพระนครจะมีปราสาทนครวัดที่มีชื่อเสียงโด่งดังแล้ว ยังมีปราสาทอีกแห่งหนึ่งที่มีชื่อเสียงพอกันเมื่อพูดถึงเมืองนครธม นั่นก็คือ”ปราสาทบายน” ปราสาทที่มีทั้งความแปลกและลึกลับทางด้านศิลปะและการก่อสร้าง

ปราสาทบายนเป็นจุดศูนย์กลางของนครธม เป็นเมืองรูปสี่เหลี่ยมจตุรัส มีความยาวด้านละ 3 กิโลเมตร ตั้งอยู่ภายในเมืองพระนคร สร้างในสมัยของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ระหว่างปลายคริสต์ศตวรรษที่ 12 ถึงคริสต์ศตวรรษที่ 13 ( AD 1180-1120 ) ก่อสร้างหลังจากที่พระเจ้าชัยวรมัน ทรงได้รับชัยชนะจากการขับไล่กองทัพอาณาจักรจามปา


ที่มา :  https://commons.wikimedia.org/

ปราสาทบายนนับเป็นศาสนสถานที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก มีความซับซ้อนทั้งในแง่โครงสร้างและความหมาย เนื่องจากผ่านความเปลี่ยนแปลงด้านศาสนาและความเชื่อมาตั้งแต่คราวนับถือเทพเจ้าฮินดูและพุทธศาสนา

ปราสาทถูกสร้างโดยการนำหินมาวางซ้อนๆกันเป็นรูปร่าง ประกอบด้วยองค์ปราสาท ตั้งอยู่บนฐานซ้อนสามชั้น สมมติให้เป็นทิพยสถานของเทพเจ้าบนยอดเขาพระสุเมรุ ซึ่งเป็นศูนย์กลางของจักรวาลตามความเชื่อดั้งเดิม ตัวปราสาทหันหน้าไปทางทิศตะวันออก ประกอบด้วยปรางค์น้อยใหญ่ 54 ปรางค์ และแต่ละปรางค์สลักรูปใบหน้าขนาดใหญ่อยู่ 4 ทิศ เฉพาะปรางค์ประธานองค์กลางขนาดใหญ่สูงถึง 42 เมตร มีรูปใบหน้าอยู่ทั้ง 8 ทิศ รวมใบหน้าในปราสาทบายนทั้งหมดกว่า 216 หน้า รอบๆปรางค์ประธานประกอบด้วยระเบียงคต 2 ชั้น รูปทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าและมักมีรูปสลักนูนต่ำของนางอัปสรอยู่  หน้าโคปุระทุกด้านมีภาพประติมากรรมลอยตัวรูปสิงค์ทั้งสองข้างของบันได และระเบียงคตชั้นในส่วนมากมักสลักภาพในพระราชพิธี ภาพบางตอนเล่าถึงกฤษดาภินิหารต่างๆ ของพระเจ้าชัยวรมันก่อนขึ้นครองราชย์ ระเบียงคตชั้นนอกแต่เดิมมีหลังคาหินทรายมุงอยู่ แต่สงครามหลายทศวรรษรวมทั้งธรรมชาติและป่าที่บดบังปราสาทนับร้อยปี ทำให้หลังคาส่วนใหญ่พังทลายลงหมด ลักษณะพิเศษอีกอย่างของปราสาทคือไม่มีกำแพงล้อมรอบเหมือนกับหลายๆปราสาท เนื่องจากมีกำแพงของนครธมอยู่แล้ว  

ถึงแม้ว่าปราสาทบายนจะไม่ใหญ่โตเท่านครวัด แต่กลับมีความแปลกและลี้ลับที่ดึงดูดให้ผู้คนเข้าไปสัมผัสสิ่งก่อสร้างที่น่าอัศจรรย์ใจนี้  เพราะทั้งปราสาทมีแต่ใบหน้าคน หากขึ้นไปยืนอยู่ภายในปราสาทไม่ว่าจะยืนมุมไหนก็ไม่สามารถที่จะพ้นจากสายตาของรูปสลักเหล่านี้ได้เลย ใบหน้าที่ถูกสลักนั้น นักโบราณคดีพยายามสันนิษฐานว่าใบหน้าเหล่านั้นเป็นของใคร จนในที่สุดก็ได้ข้อสรุปที่ว่า เนื่องจากพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ทรงหันมานับถือพุทธศาสนาและทรงสถาปนาพระองค์เองเป็นพุทธราชาแห่งนิกายมหายาน ดังนั้นอาจเป็นไปได้ว่าใบหน้าบนยอดพระปรางค์ของปราสาทบายนคือรูปพระพักตร์ของพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร อีกนัยนึงก็สันนิษฐานได้ว่าเป็นพระพักตร์ของพระเจ้าชัยวรมันนั่นเอง เป็นการแสดงถึงพระราชอำนาจของพระองค์ที่มีไปทั่วทุกสารทิศ ด้วยทรงถือว่าพระองค์เป็นอวตารของพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรบนโลกมนุษย์


ที่มา : http://chill.co.th/Cambodia/

รูปสลักหินหันหน้าออกไปทั้งสี่ทิศเพื่อสอดส่องดูแลทุกข์สุขของเหล่าพสกนิกรให้อยู่เย็นเป็นสุข รอยยิ้มบนพระพักตร์พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรเรียกว่า “ยิ้มแบบบายน” รูปสลักมองด้วยสายตาที่ทอดลงมายังที่ต่ำและเป็นรอยยิ้มที่เป็นสุขแบบบายน ที่เปี่ยมด้วยความเมตตา ทำให้ผู้ที่พบเห็นไม่สามารถที่จะละสายตาออกไปได้ง่าย  
 
ตัวเลขดวงตา 432 ดวง จากพระพักตร์ 216 หน้า ของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ในมิติของพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรที่ปราสาทบายน เป็นนัยสื่อให้รู้ว่า “เราๆ ท่านๆ มนุษย์ตาดำๆ กำลังตกอยู่ในยุคแห่งความขัดแย้ง ฉะนั้นต้องรีบสร้างกุศล” ดังตัวอย่างที่พระองค์ได้ปฏิบัติในการสร้างโรงพยาบาล 102 แห่ง ทั่วพระราชอาณาจักรและทรงเป็นพุทธนิกายมหายานอย่างเคร่งครัด รูปสลักของพระองค์จึงแสดงออกถึงการยิ้มอย่างมีเมตตาปราณี

ปราสาทบายนภายหลังสิ้นบุญของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ก็ถูกกษัตริย์ในยุคต่อมาทำการดัดแปลง ต่อเติมและแก้ไข ภาพสลักพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรถูกสกัดออกเกือบหมด และพระพุทธรูปมหายานก็ถูกแทนที่ด้วยศิวะลึงค์ และเมื่อมาถึงยุคที่กษัตริย์เปลี่ยนมานับถือศาสนาพุทธนิกายหินยานก็เอาพระพุทธรูปนิกายนี้เข้าไปตั้งแทนของเดิม

เมืองพระนครได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางด้านวัฒนธรรมภายใต้ชื่อ “พระนคร” เมื่อปี พ.ศ. 2535 หลังจากสงครามกลางเมืองในเขมรได้ยุติลงแล้ว องค์การยูเนสโกได้เข้ามาช่วยบูรณะฟื้นฟูปราสาทและจัดตั้งโครงการเพื่อช่วยดูแลป้องกันสถานที่และบริเวณโดยรอบของเมืองพระนคร ปัจจุบันรูปสลักได้สึกกร่อนพังทลายลงไปหลายหน้า ภาพจิตรกรรมฝาผนังไม่ค่อยสมบูรณ์ ไม่ค่อยมีการดูแลและบูรณะจิตรกรรมฝาผนังเท่าที่ควรและหลังคาหินทรายจากระเบียงคตชั้นนอกกองอยู่ในบริเวณปราสาทหลายกอง พบแต่เสาศิลาทรายที่ทั้งสี่ด้านของเสามีภาพสลักนูนต่ำของนางอัปสรกำลังร่ายรำ
 
ถึงแม้ว่าปราสาทจะสร้างจากหินและมีขนาดใหญ่มหึมาแต่ก็ไม่สามารถหนีวัฏจักรแห่งความเสื่อมไปได้ หินที่แข็งแกร่งเมื่อผ่านกาลเวลาและธรรมชาติก็ย่อมสึกกร่อนเป็นธรรมดา มนุษย์เราก็หนีวัฏจักรแห่งความเสื่อมไปไม่ได้เช่นกัน คงจะมีแค่ความดีที่ได้ทำไว้ยังคงเหลือไว้ให้คนรุ่นหลัง ดังเช่นที่พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ได้ทรงปฏิบัติให้มีการสร้างอโรคยาศาลาเพื่อเป็นการบำเพ็ญเพียรบารมีและบุญกุศล ทำให้เป็นที่กล่าวขานถึงความมีเมตตาของพระองค์ ฉะนั้นแล้วเราเองก็ควรหมั่นทำความดี สร้างกุศลแม้ว่าตัวจะจากไปแต่ก็ยังคงเหลือไว้ซึ่งความดีที่จะคงอยู่ต่อไป.


อ้างอิง

วิจัย กองสานะ.(2542). ย้อนอดีตพันปีนครวัด นครธม. ค้นเมื่อ 24 กันยายน 2559, จาก http://www.thailandoutdoor.com/JungleandSea/AnkorWat/AnkorStory/ankorstory.html

สรรค์สนธิ บุณโยทยาน.(2550).ปริศนา”ปราสาทบายน”ฤา...มนุษยชาติจะผ่านพ้นความขัดแย้ง. ค้นเมื่อ 23 กันยายน 2559, จาก http://www.yclsakhon.com/index.php?lay=show&ac=article&Id=539707368

อุบล มีโชค.(2557).มรดกโลกในกัมพูชา 1:เมืองพระนคร.ค้นเมื่อ 23 กันยายน 2559, จาก http://aseannotes.blogspot.com/2014/07/1_20.html?m=1

JinnyTent. (2556). ปราสาทบายน มนตราศิลาทราย @ นครวัด นครธม : กัมพูชา. ค้นเมื่อ 26 ธันวาคม 2559, จาก http://m.pantip.com/topic/30432009?

อ่านเพิ่มเติม »

พระนางศุภยาลัต

โดย รวิพร ภักดีสมัย

พระนางศุภยาลัตราชินีองค์สุดท้ายแห่งอาณาจักรพม่า ราชินีผู้ที่สร้างภาพจำให้ประวัติศาสตร์ได้จารึกไว้ ภาพของราชินีผู้ที่โหดเหี้ยมและร้ายกาจ ผู้ที่เป็นต้นเหตุของการสูญเสียชีวิตของผู้คนจำนวนมาก  จนนำไปสู่การสูญสิ้นแผ่นดินเกิด
         
พระนางศุภยาลัต เป็นพระธิดาในพระเจ้ามินโดง แห่งราชวงศ์คองบอง  และพระนางซินผิ่วมะฉิ่น (พระนางอเลนันดอ) ทรงประสูติเมื่อวันที่  13 ธันวาคม ค.ศ.1859  ทรงมีพระเชษฐภคินีคือ พระนางศุภยาจี และมีพระขนิษฐาคือเจ้าหญิงศุภยากะเล ชีวิตในวัยเด็กของพระนางมีเพื่อนเล่นมากมายภายในราชวัง  แต่ลักษณะนิสัยของพระนางมักจะดื้อรั้น  ชอบวางอำนาจเหนือเจ้าหญิงองค์อื่นๆ  เมื่อเจริญชันษายิ่งมีทิฐิแรงกล้า รักแรงเกลียดแรงและในบางครั้งจะเป็นผู้ที่โมโหร้ายมาก ซึ่งจะมีความคล้ายกับพระมารดา  พระองค์ได้เข้ารับการศึกษาที่โรงเรียนมิชชันนารีของบาทหลวงด็อกเตอร์ จอห์น  มาร์คส์  ในกรุงมัณฑะเลย์  เช่นเดียวกับราชนิกุลองค์อื่นๆ


       
ก่อนที่พระเจ้ามินโดงจะสวรรคตพระองค์ไม่ได้แต่งตั้งให้ผู้ใดเป็นองค์รัชทายาท เมื่อพระองค์ทรงประชวรหนักพระนางซินผิ่วมะฉิ่น จึงหาทางขยายอำนาจของตนโดยการเลือกผู้ที่จะมาเป็นกษัตริย์องค์ต่อไป  เนื่องจากพระนางไม่มีพระโอรส และผู้ที่ถูกเลือกคือเจ้าชายธีบอ  ซึ่งพระองค์ทรงเป็นพระโอรสในพระเจ้ามินโดงและพระนางแลซา  ด้วยความที่ก่อนหน้านั้นเจ้าชายธีบอทรงเป็นสามเณรและใช้ชีวิตแค่เพียงในวัด ไม่ได้รู้เรื่องภายนอกมากนัก จึงง่ายต่อการถูกควบคุยโดยพระนางซินผิ่วมะฉิ่น
         
พระเจ้ามินโดงสวรรคต เมื่อวันที่ 1ตุลาคม ค.ศ.1878  ในกลางดึกของคืนวันนั้นได้มีการวางแผนออกอุบายหลอกให้พระโอรสและพระธิดาพร้อมครอบครัวเข้าเฝ้าพระเจ้ามินโดงเป็นครั้งสุดท้าย แต่เหตุการณ์กลับพลิกผัน พวกเขาถูกกล่าวหาว่า คิดการกบฏจึงถูกคุมตัวไปขัง และต่อมาเกิดเหตุสังหารหมู่อย่างโหดร้ายที่สุด  การสังหารหมู่ในครั้งนี้ทางรัฐบาลให้เหตุผลว่า  เพื่อให้บ้านเมืองเกิดความสงบเรียบร้อยและเพื่อความมั่นคงของราชอาณาจักร
       
ภายในวันที่ 1 ตุลาคม1878  เป็นวันเดียวกันกับที่พระเจ้าธีบอขึ้นครองราชย์ พระนางซินผิ่วมะฉิ่นต้องการให้พระองค์ทรงอภิเษกสมรสกับพระธิดาองค์ใหญ่คือพระนางศุภยาจี  เมื่อพระนางศุภยาลัตทรงทราบก็เกิดความไม่พอพระทัยเป็นอย่างมากเพราะทรงรักกับพระเจ้าธีบอมาตั้งแต่ครั้งยังทรงพระเยาว์ พระนางจึงส่งจดหมายถึงพระเจ้าธีบอเพื่อให้พระเจ้าธีบอทรงปฏิเสธการอภิเษกสมรสกับพระนางศุภยาจี หลังจากนั้นไม่นาน

พระนางศุภยาลัตก็ได้เข้าไปประทับอยู่ตำหนักพระเจ้าธีบอ  ซึ่งสิ่งที่พระองค์กระทำนี้นับว่าเป็นสิ่งที่ขัดต่อจารีตประเพณีเป็นอย่างมาก พระนางซินผิ่วมะฉิ่นและเหล่าเสนาอำมาตย์ทราบเข้า จึงทูลเตือนพระเจ้าธีบอว่าเป็นการไม่เหมาะสม แต่พระองค์ก็ทรงเพิกเฉยต่อคำเตือนของพระนางซินผิ่วมะฉิ่น อย่างไรก็ตามพระเจ้าธีบอก็ต้องทรงอภิเษกกับเจ้าหญิงใหญ่ตามราชประเพณี แต่ผู้ที่ครองใจพระเจ้าธีบอกลับเป็นพระนางศุภยาลัต เพราะพระนางทรงทำทุกวิถีทางที่จะทำให้พระเจ้าธีบอเป็นของพระนางแต่เพียงผู้เดียว นับจากวันนั้นเป็นต้นมา พระนางศุภยาลัตก็มีอำนาจมากขึ้นเรื่อยๆ  เมื่อใดที่กล่าวถึงพระราชินีก็จะหมายถึงพระนางศุภยาลัตเพียงผู้เดียว
       
ชีวิตรักของพระนางมีหลายครั้งที่พระเจ้าธีบอติดพันหญิงอื่นซึ่งโดยธรรมเนียมแล้วพระมหากษัตริย์สามารถมีมเหสีได้หลายพระองค์ แต่พระนางทรงไม่ยินยอม จนทำให้เกิดเหตุการณ์รุนแรงขึ้น  ซึ่งเริ่มจากเจ้าชายยะหน่องสหายคนสนิทของพระเจ้าธีบอ ต้องการที่จะลดอำนาจของพระนางศุภยาลัต โดยการโน้มน้าวให้พระเจ้าธีบออภิเษกกับหญิงอื่น เจ้าชายยะหน่อง ได้แนะนำสตรีงามนามว่า มิขิ่นจี ให้กับพระเจ้าธีบอ และพระองค์ก็หลงรักนางพร้อมให้สัญญาว่าจะแต่งตั้งสตรีงามท่านนี้เป็นมเหสีฝ่ายเหนือ จากนั้นจึงให้นางปลอมตัวเป็นชายเข้ามาอยู่ในวังซึ่งสามารถปิดบังพระราชินีได้เป็นเวลาหลายเดือน  พระนางทราบเรื่องหลังจากที่ทรงประสูติพระธิดาองค์ที่สองได้ไม่นาน ทำให้ทรงเสียพระทัยเป็นอย่างมากและเกิดเหตุทะเลาะกันอย่างรุนแรง เมื่อสถานการณ์ดีขึ้น พระนางจึงส่งคนไปลอบสังหารมิขิ่นจี ขณะเดียวกันยังสามารถกำจัดศัตรูคนสุดท้ายของพระนางได้นั่นคือเจ้าชายยะหน่อง  เนื่องจากมีผู้ร้องทุกข์เกี่ยวกับเจ้าชายยะหน่องเป็นจำนวนมากถึงเรื่องการฉุดคร่าลูกสาวของชาวบ้าน กดขี่ประชาชนและแผนการที่จะกำจัดพระเจ้าธีบอ มีการพบหลักฐานดังกล่าวจริง โดยเฉพาะหลักฐานที่บ้านของเจ้าชายยะหน่องมีเตียงทองคำเหมือนของพระมหากษัตริย์ทำให้เจ้าชายยะหน่องถูกคุมขังและถูกลอบสังหารในปี ค.ศ.1882
         
จากเหตุการณ์ดังกล่าว ทำให้พระนางมีความมุ่งมั่นที่จะทำให้รัชสมัยของพระนางมีข้อปฏิบัติที่ว่า สามี ห้ามหย่าร้างภรรยา ทอดทิ้งหรือปฏิบัติไม่ดีต่อภรรยา  หลักการนี้ถูกนำมาใช้ในราชสำนักรวมไปถึงราษฎรของพระนาง   หากผู้ใดฝ่าฝืนจะถูกลงโทษอย่างรุนแรง  ซึ่งแนวคิดนี้ถือว่าเป็นแนวคิดใหม่สำหรับชาววัง ถ้าเกิดเรื่องราวในทำนองนี้จะทำให้พระนางให้ความสนใจทันที แต่สำหรับเรื่องอื่นไม่ได้ทรงสนพระทัยมากนัก ซึ่งอาจจะเป็นเพราะยังทรงพระเยาว์ ขาดความรู้ และไม่เคยทราบเรื่องราวภายนอกพระราชวัง  การที่ทั้งสองพระองค์ทรงไม่ได้สนใจกิจการบ้านเมืองก็ย่อมทำให้เกิดความเดือดร้อนต่อราษฎรเป็นอย่างมาก เกิดการปล้นฆ่าเป็นจำนวนมากและนอกจากนั้นยังเกิดเหตุการณ์รุนแรงและเป็นภัยต่อประเทศมากขึ้นเรื่อย ๆ จนนำไปสู่ภาวะสงคราม

ปี ค.ศ.1884 รัฐบาลพม่าตรวจพบว่าบริษัท บอมเบย์-เบอร์ม่า  เทรดดิ้ง คอมปานี ซึ่งเป็นของรัฐบาลอังกฤษที่รัฐบาลพม่าให้สัมปทานไม้สัก มีการละเมิดสัญญาที่ตกลงกันไว้  โดยการลักลอบการขนท่อนซุงขนาดใหญ่และแจ้งบิดเบือนให้เล็กกว่าความจริง ซึ่งสร้างความเสียหายเป็นอย่างมาก มีการตรวจสอบและพบว่ามีการทุจริตจริง จึงมีการออกคำสั่งให้จ่ายค่าปรับ 25,000 ปอนด์สเตอร์ลิง แต่ทางฝ่ายอังกฤษไม่ยอมจึงนำไปสู่ปัญหาในที่สุด ทางฝ่ายอังกฤษมีหนังสือถึงรัฐบาลพม่าเนื้อความว่า ถ้าหากทางพม่าไม่ยอมรับเงื่อนไข อังกฤษจะประกาศสงคราม เสนาบดีเต่งกะด๊ะมินจีจึงเสนอให้พระเจ้าธีบอเปิดสงครามและพระนางศุภยาลัตก็ทรงเห็นด้วย พระองค์ทรงมั่นพระทัยว่ากองทัพของพระเจ้าธีบอสามารถที่จะรับมือกับอังกฤษได้ แต่ทางเสนาบดีกินหวุ่นมินจี กลับบอกว่าควรที่จะใช้สันติวิธี คำแนะนำนี้ส่งผลให้พระนางศุภยาลัตไม่พอพระทัยเป็นอย่างมาก และมีการกล่าวบริภาษกินหวุ่นมินจีอย่างรุนแรง ในที่สุดพระเจ้าธีบอก็ทรงเลือกประกาศสงคราม และฝ่ายอังกฤษเปิดฉากสงครามเมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน ค.ศ.1885
         
ในวันที่ 25 พฤศจิกายน ค.ศ. 1885 ทางพม่ามีการส่งจดหมายยุติสงครามกับทางกองทัพอังกฤษ แต่กลับได้รับการปฏิเสธจากทางอังกฤษ รุ่งเช้าของวันที่ 28 พฤศจิกายน ค.ศ. 1885 พระนางศุภยาลัตเสด็จไปยังหอคอยทรงกลม ได้ทอดพระเนตรเห็นกองทัพอังกฤษ จากนั้นทรงทรุดพระวรกายลง ซบพระพักตร์ลงกับพื้น ทรงพระกันแสงและมีการกล่าวโทษว่าเป็นเพราะตนจึงทำให้หายนะมาสู่พระเจ้าอยู่หัวและแผ่นดิน

หลังจากที่พม่ายอมแพ้ต่ออังกฤษครอบครัวของพระองค์  ถูกเนรเทศให้ไปอยู่ที่เมืองรัตนคีรี ประเทศอินเดียเป็นเวลานานถึง 31 ปี ในระหว่างนั้นทางครอบครัวก็ประสบปัญหามากมายทั้งภายในและภายนอก
จนปี ค.ศ.1916  พระเจ้าธีบอสิ้นพระชนม์ที่เมืองรัตนคีรี พระนางศุภยาลัตและพระธิดาจึงได้รับอนุญาตให้กลับสู่พม่า ในปี ค.ศ.1919  และพระนางศุภยาลัตสิ้นพระชนม์เมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน  ค.ศ.1925  ด้วยพระชนมายุ 66 ชันษา  หนังสือพิมพ์ The Rangoon Times  ได้มีการตีพิมพ์เกี่ยวกับเหตุการณ์นี้ว่า “ชาวพม่าอาลัยการจากไปของพระราชินี ไม่ใช่เพราะความยิ่งใหญ่ในอดีตของพระนางแต่เป็นเพราะความศรัทธาในศาสนาและการสร้างกุศลของพระนางภายหลังที่ถูกขับจากบัลลังก์”                                                                                 
ความรู้อันมีขีดจำกัดและความเดียงสาต่อโลกภายนอกของพระนางนำมาซึ่งหายนะต่าง ๆ จากชีวิตที่เคยมีอำนาจอันสูงส่ง ต้องจบลงด้วยบั้นปลายชีวิตที่แตกต่าง ความหลงในอำนาจ ที่คิดว่าทำให้ตนเองอยู่เหนือทุกสิ่ง แต่เมื่ออำนาจถูกทำลายลงความโทมนัสครั้งยิ่งใหญ่ในชีวิตจึงเข้ามาแทนที่


อ้างอิง

คึกฤทธิ์  ปราโมช, ม.ร.ว. (2529). พม่าเสียเมือง  (พิมพ์ครั้งที่ 3). กรุงเทพพฯ: สยามรัฐ.

ซา, สุดาห์.(2558).ราชันผู้ผลัดแผ่นดิน เมื่อพม่าเสียเมือง (พิมพ์ครั้งที่ 5).แปลจาก The King in Exile :
The Fall of  the Royal of Burma โดยสุภัตรา  ภูมิประภาส.กรุงเทพฯ : มติชน.

นราธิปประพันธ์พงศ์, พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระ. (2505). พระราชพงศาวดารพม่า: เล่ม 3 พระนิพนธ์ พระ เจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์. (ม.ป.ท.) : คุรุสภา.

นราธิปประพันธ์พงศ์, พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระ. (2505). พระราชพงศาวดารพม่า: เล่ม 4 พระนิพนธ์
พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์.  (ม.ป.ท.) : คุรุสภา.

ฟีลดิ้ง-ฮอลล์, แฮโรลด์.(2559). ราชินีศุภยาลัต จากนางกษัตริย์สู่สามัญชน (พิมพ์ครั้งที่ 3).แปลจาก
Thibaw’s Queen โดยสุภัตรา  ภูมิประภาสและสุภิดา  แก้วสุขสมบัติ. กรุงเทพฯ:มติชน.

อ่านเพิ่มเติม »

บาบ๋า-ย่าหยา วัฒนธรรมลูกผสมแห่งคาบสมุทรมลายู

โดย พีรพงค์ จันทร์คำ

หากกล่าวถึงคาบสมุทรมลายูที่ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของไทยแล้ว หลายคนคงนึกถึงชนชาติมลายูที่นับถือศาสนาอิสลามเป็นอันดับแรก และคงจะจินตนาการถึงดินแดนอาหรับย่อยๆ แห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่ทว่ายังมีอีกกลุ่มวัฒนธรรมหนึ่งที่แฝงอยู่ในดินแดนเหล่านั้น คือ กลุ่มวัฒนธรรมบาบ๋า ย่าหยา หรือเปอรานากัน อันเป็นกลุ่มชนลูกครึ่งที่รวบรวมวัฒนธรรมดั้งเดิมของตนและวัฒนธรรมหลักในแผ่นดินที่พวกเขาได้อาศัย ทำให้เกิดการผสมผสานสรรค์สร้างวัฒนธรรมใหม่จนเป็นอัตลักษณ์ที่โดดเด่นจากอดีตจนถึงปัจจุบัน



หลายคนคงจะมีข้อสงสัยหลายประการในขณะนี้ว่า “บาบ๋า ย่าหยา หรือ เปอรานากัน” คือใคร กลุ่มวัฒนธรรมเปอรานากันนั้น คือ กลุ่มชาวจีนฮกเกี้ยน หรือ ชาวจีนจากมณฑลฝูเจี้ยน ที่ได้โล้สำเภาเรือมาทำการติดต่อค้าขายในแถบคาบสมุทรมลายู โดยเฉพาะเมืองมะละกาตั้งแต่อดีต จนเกิดความเจริญทางการค้าอย่างมั่งคั่งและมีการหลั่งไหลจากจีนแผ่นดินใหญ่มาสู่แผ่นดินใหม่ ชาวจีนบางส่วนนั้นได้ปักหลักตั้งถิ่นฐาน ณ ที่บริเวณแห่งนี้และได้แต่งงานกับชาวพื้นถิ่นที่นับถือพุทธศาสนา ไม่ว่าจะเป็นชาวมาเลย์ ชาวอินโด จนเกิดเป็นวัฒนธรรมใหม่ขึ้นที่หล่อหลอมวัฒนธรรมจีนและมลายูเข้ารวมกัน ที่ยังถือความเชื่อดั้งเดิมแบบจีนในเรื่องการระลึกถึงบรรพบุรุษ นับถือศาสนาและเทพเจ้า การรักษาประเพณี และความเชื่อใหม่แบบมลายูที่ไม่รับประทานเนื้อหมู การแต่งกายให้มิดชิด ตามหลักศาสนาอิสลามที่ผู้คนส่วนใหญ่นับถือ

สำหรับเอกลักษณ์ที่โดดเด่นชัดเจนของชาวเปอรานากันนั้น คือ การแต่งกายและอาหาร สำหรับในเรื่องการแต่งกายของชาวเปอรานากันนั้น พวกเขาได้นำความเป็นจีนและมลายูผสมผสานเข้าด้วยกัน จนกลายเป็นเครื่องแต่งกายที่สวยงามสำหรับผู้หญิงที่มีชื่อว่า “เกอบาญาลินดา” คือการนำผ้าฝ้ายลายลูกไม้มาตัดเย็บเป็นเสื้อแบบหญิงมลายู แต่เนื้อผ้าจะบางและลำตัวสั้นกว่าของชาวมลายูที่เป็นมุสลิม มีการนุ่งผ้าถุงปาเต๊ะแบบมลายู สวมรองเท้าปักแบบจีน สวมใส่เครื่องประดับแบบมลายูและกลัดเข็มกลัดสามตัวแทนกระดุม ส่วนผู้ชายนั้นก็จะสวมใส่เสื้อและกางเกงแบบจีน หรือเสื้อและโสร่งแบบมลายู อันเป็นวัฒนธรรมที่ผสมผสานอย่างลงตัว และในด้านอาหารนั้นชาวเปอรานากันได้นำเครื่องเทศจีนและมลายูมาผสมรวมเข้ากันมีทั้งเผ็ดแบบมลายูและหอมจืดแบบจีน เช่น ลักซา ก๋วยเตี๋ยวแบบจีนแต่น้ำซุปแบบแกงมลายู  

คำว่าเปอรานากัน (Peranakan) นั้น เป็นภาษามลายู ที่แปลว่า เกิด ณ ที่แห่งนี้ และจะมีอีกชื่อเรียกหนึ่ง คือ บาบ๋า ย่าหยา (Baba-Nyonya)  บาบ๋า ใช้เรียกผู้ชายเป็นภาษามลายูที่ยืมมาจากภาษาเปอร์เซีย แปลว่า ให้เกียรติบรรพบุรุษ และคำว่าย่าหยา ใช้เรียกผู้หญิงเป็นภาษาชวาที่ยืมคำมาจากภาษาอิตาลี แปลว่า ผู้หญิงที่แต่งงานแล้ว เนื่องด้วยสภาพสังคมในขณะนั้นดินแดนแถบคาบสมุทรมลายูล้วนตกเป็นอาณานิคมของ สหราชอาณาจักร ทำให้มีการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมกันเป็นอย่างมาก ด้วยต้นทุนเดิมของชาวเปอรานากันเป็นกลุ่มชนลูกผสมจึงสามารถพูดได้ 2 ภาษา คือจีนและมลายู อันเป็นภาษาแม่ ทำให้ได้เปรียบในเรื่องติดต่อการค้าและเป็นที่ต้องการในการเป็นล่ามแปลภาษาให้ชาวอังกฤษ จนทำให้ชาวเปอรานากันสามารถพูดภาษาอังกฤษได้ เพิ่มมาอีก 1 ภาษา และได้กระจายตัวไปยังหัวเมืองใหญ่ๆที่ชาวตะวันตกอาศัยอยู่ คือ ปีนัง มะละกา กัวลาลัมเปอร์ อินโดนีเซีย ทางภาคใต้ของไทย โดยเฉพาะในจังหวัดภูเก็ต ตรัง สตูลและ3 จังหวัดชายแดนไทย และบางส่วนได้อพยพมาตั้งรกรากถิ่นฐานที่เกาะสิงคโปร์ ได้สร้างบ้านแปลงเมืองพัฒนาความเป็นอยู่เรื่อยมาจนเจริญรุ่งเรืองถึงปัจจุบัน

จากการอพยพกระจายตัวตั้งถิ่นฐานในที่ต่างๆจากอดีตถึงปัจจุบัน ชาวเปอรานากันแต่ละถิ่นก็จะปรับวิถีชีวิตให้เข้ากับชาวท้องถิ่นเป็นส่วนใหญ่ ดังนี้

ในประเทศอินโดนีเซียนั้นที่ชาวท้องถิ่นนั้นส่วนใหญ่เป็นมุสลิม ทำให้ในเรื่องเครื่องแต่งกายต้องสวมใส่เสื้อผ้าที่มิดชิดและไม่แนบตัว การปรุงอาหารจะไม่ใช้เนื้อหมูใน บางส่วนก็หันมานับถือศาสนาอิสลามและใช้ภาษาบาฮาซา

ในประเทศสิงคโปร์ อันเป็นประเทศที่ชาวเปอรานากันได้สร้างบ้านแปลงเมืองแต่ด้วยความเจริญทางด้านเศรษฐกิจและความเป็นอยู่ทำให้วัฒนธรรมดั้งเดิมของชาวเปอรานากันได้ถูกหลงลืม ภาษาเปอรานากันจึงกลายเป็นคำแสลงในสิงคโปร์ มีการเปลี่ยนศาสนาไปนับถือคริสต์ อิสลามตามคู่ครองและวัตถุทางวัฒนธรรมเหลือเพียงให้ศึกษาในพิพิธภัณฑ์เท่านั้น

ในประเทศมาเลเซีย อันเป็นแผ่นดินแรกที่ชาวเปอรานากันได้มาตั้งถิ่นฐานและความสนับสนุนจากรัฐบาลมาเลเซียเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวและวัฒนธรรม จึงทำให้ยังคงมีการรักษาทั้งวัฒนธรรม ภาษา ประเพณีดั้งเดิมไว้อย่างเหนี่ยวแน่นโดยเฉพาะเมืองปีนังและเมืองมะละกา

ในประเทศไทย ชาวเปอรานากันได้เข้ามาตั้งถิ่นฐานในทางภาคใต้ โดยเฉพาะจังหวัดภูเก็ต ตรังและสตูลในสมัยยุคทองของเหมืองแร่ ด้วยที่ประเทศไทยเป็นเมืองพุทธและชาวเปอรานากันก็นับถือพุทธศาสนา ทำให้ไม่ต้องปรับตัวในวิถีชีวิตมากนัก เพียงแต่เรียนรู้ภาษาไทยเพิ่มเติมและปรับจากนับถือพุทธนิกายมหายานเป็นเถรวาท และยังเป็นด้วยประชากรส่วนใหญ่ของทั้ง 3 จังหวัดจึงส่งผลให้กลายเป็นวัฒนธรรมหลักของทั้ง 3 จังหวัด

ณ ตอนนี้หลายคนคงคลายฉงนสงสัยใน “วัฒนธรรมบาบ๋า ย่าหยา หรือเปอรานากัน” กันไปแล้ว เราเห็นถึงความงดงามของวัฒนธรรมที่ชวนให้น่าหลงใหล และเห็นถึงความพยายามในการปรับตัว เพื่อให้ตนเป็นที่ยอมรับในสังคมของชาวพื้นถิ่นเดิม จากฐานะผู้อพยพมาขอร่วมอาศัยจนเป็นประชากรของพื้นที่นั้นโดยใช้วิธีการสร้างสรรค์อัตลักษณ์ของตนที่ผสมผสานความเป็นจีนและมลายูเข้าไว้ด้วยกัน อันเป็นการไม่ปฏิเสธหรือรังเกียจวัฒนธรรมอื่น และยังต้องปรับตัวไปตามกระแสโลกาภิวัตน์แห่งโลกปัจจุบัน จนได้ข้อคิดที่ว่า “อย่าลืมรากเง้าของตัวเรา และจงปรับตัวให้อยู่กับปัจจุบัน”

อ้างอิง

ชีวสิทธิ์ บุณยเกียรติ. (บรรณาธิการ). (2553). พิพิธภัณฑ์สิงคโปร์. กรุงเทพฯ: ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน).

ชีวสิทธิ์ บุณยเกียรติ. (บรรณาธิการ). (2555). คน-ของ-ท้องถิ่น: เรื่องเล่า “สยามใหม่” จากมุมมองของชุมชน. กรุงเทพฯ: ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน).

ชีวสิทธิ์ บุณยเกียรติ. (2558). เกอบาญา (kebaya) ในวัฒนธรรมร่วม จากภูเก็ตถึงสิงคโปร์. ค้นข้อมูล 23 เมษายน พ.ศ. 2559, จาก http://www.academia.edu/12521703/เกอบาญา_kebaya_ในวัฒนธรรมร_วม_จากภูเก_ตถึงสิงคโป_

วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี. (ม.ป.ป.). เปอรานากัน. ค้นเมื่อ 23 เมษายน พ.ศ. 2559, จาก https://th.wikipedia.org/wiki/เปอรานากัน

อ่านเพิ่มเติม »