แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ศาสนาฮินดู แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ศาสนาฮินดู แสดงบทความทั้งหมด

พระแม่กาลี เทวีผู้ทรงมหิทธา

โดย โชคชัย คำจันทา

หนึ่งในเทวีผู้ทรงมหิทธาในศาสนาฮินดู นั่นคือ “พระแม่กาลี” หรือ “กาลิกา” ซึ่งใครหลายคนคงทราบกันดีว่าพระแม่กาลีนั้นเป็นอวตารปางหนึ่งของพระอุมาเทวี ซึ่งทรงมีอำนาจอิทธิฤทธิ์ในการปราบปรามสิ่งชั่วร้ายทั้งปวง มีเทวานุภาพอันแรงกล้าสามารถสร้างความวิบัติแก่เหล่าอสูรอย่างรุนแรง นอกจากนี้พระแม่กาลียังมีรูปกายที่แฝงเร้นไว้ซึ่งความน่ากลัว หากผู้บูชาพระแม่กาลีอย่างถูกต้องและเคร่งครัดพระแม่ก็จะประทานความแข็งแกร่ง ความกล้าหาญ และอำนาจเหนือผู้อื่น



ตามตำนานกล่าวว่า องค์พระศรีมหาอุมาเทวีเทพสตรีแห่งสวรรค์ ชายาของพระศิวะ มีความประสงค์ที่จะออกปราบอสูรร้าย ซึ่งพระองค์ได้ขอพรต่อพระศิวะผู้เป็นเจ้าเพื่อให้ได้รับชัยชนะในครั้งนี้ แล้วจึงเสด็จออกบำเพ็ญตบะทำพิธีศักดิ์สิทธิ์ให้มีฤทธิ์อำนาจปราบศัตรูร้ายได้ทั้งปวง ซึ่งได้ทำพิธีในเขตอุทยานป่าหิมพานต์ โดยพระศรีมหาอุมาเทวีได้ทรงมอบหมายให้องค์ขันทกุมาร ซึ่งเป็นโอรสของพระศิวะและพระแม่อุมาเทวีรับหน้าที่ดูแลไม่ให้ใครย่างกรายเข้าไปในพิธีโดยเด็ดขาด

เมื่อเวลาผ่านไปพระศิวะจึงได้เสด็จเข้าไปในอุทยานเพื่อให้รู้แน่ว่าเกิดเหตุอันใดขึ้น พระองค์ก็ได้พบกับพระขันทกุมารจึงสอบถามและขอเข้าพบพระอุมาเทวี พระขันทกุมารจึงไม่สามารถให้พระศิวะเข้าพบพระแม่อุมาเทวีได้ด้วยทรงรับสั่งไม่ให้ใครย่างกรายเข้ามาขณะทำพิธี เมื่อเป็นเช่นนั้นจึงเกิดการโต้เถียงกันขึ้นและเกิดการปะทะกำลังกันระหว่างพระขันทกุมารกับพระศิวะ เหตุการณ์ผ่านไปไม่นานนักพระแม่อุมาเทวีบำเพ็ญตบะเสร็จจึงได้เสด็จออกมา แต่สิ่งที่ปรากฏกลายเป็นรูปลักษณ์ที่เปลี่ยนไปจากเดิมเป็นพระแม่กาลี!! โดยองค์พระขันทกุมารเมื่อเห็นพระแม่กาลีก็ทรงทราบได้ว่านี่คือพระมารดาของตน

พระแม่อุมาได้ฟังคำจากพระขันทกุมารว่าพระศิวะไม่มีความเกรงใจและจะผ่านเข้าไปในพิธีให้ได้ พระแม่กาลีจึงเกิดความโมโห ตาถลนออกนอกเบ้า หน้าตาดุดัน แลบลิ้นยาวน่าเกลียดน่ากลัว ทำปากแบะกว้างเห็นเขี้ยวโง้ว มีเลือดไหลจากมุมปากและตามมือและลำตัว ส่งกลิ่นคาวคลุ้งไปทั่ว ทรงตรงเข้าหาพระศิวะทันทีด้วยความโมโห เมื่อพระศิวะเห็นถึงกับตกใจรีบหลบหนีไปทันที พระแม่กาลีก็ทรงไล่ตามจนพระศิวะพ้นจากเขตอุทยานไป จากนั้นพระนางจึงย้อนกลับไปหาพระขันทกุมารด้วยเห็นถึงความซื่อสัตย์ จงรักภักดี ไม่ยอมผิดคำสัตย์ที่พระองค์ทรงมอบหมายให้ ถึงแม้ว่าพระศิวะจะเป็นพระบิดาของตนก็ตาม เหตุการณ์นี้จึงเป็นที่พอพระทัยแก่พระแม่กาลีเป็นอย่างมาก



จากนั้นพระแม่กาลีจึงรีบเสด็จออกจากอุทยานโดยทันทีเพื่อตามล่าสังหารอสูรทารุณ ซึ่งไม่นานพระองค์ก็ได้เผชิญหน้ากับอสูรทารุณ และเกิดการต่อสู้กันด้วยเวลาที่ยาวนาน เหตุนี้ทำให้พระแม่กาลีทรงใช้ดาบฟันคออสูรขาด เลือดของอสูรก็หยดลงพื้น อสูรจำนวนมากจึงผุดขึ้นมาจากหยดเลือดเหล่านั้น อสูรที่เพิ่มทวีขึ้นเรื่อยๆ ตามหยดเลือดของอสูรทารุณ พระแม่กาลีเห็นดังนั้นจึงคิดว่าคงไม่มีวันฆ่าอสูรตนนี้ให้ตายได้เป็นแน่ พระองค์จึงคิดกลอุบายเพื่อจะเอาชัยชนะในครั้งนี้ให้ได้ โดยการตัดหัวของอสูรพร้อมทั้งดูดกินเลือดอสูรก่อนที่เลือดจะตกลงพื้น เมื่อกินจนหมดสิ้นแล้วรูปกายของพระแม่กาลีจึงอ้วนใหญ่ขึ้น และในมือนั้นถือหัวของอสูรที่ตัดร้อยเป็นพวงไว้ อสูรทารุณจึงสิ้นฤทธิ์ลง

หลังจากชนะอสูรพระนางทรงดีพระทัยจึงกระโดดโลดเต้นเพื่อฉลองชัยชนะ แต่ด้วยตบะอันแรงกล้าทำให้เกิดความเดือดร้อน ต่อโลกธาตุทั้งปวงเมื่อพระนางกระทืบพระบาท พระศิวะจะเข้าห้ามปรามก็เกรงความดุร้ายของพระนาง จึงใช้อุบายทรงทอดพระกายลงบนพื้นที่พระนางจะกระทืบพระบาท เมื่อพระกาลีเห็นพระศิวะที่พื้น ด้วยปางหนึ่งที่เป็นพระปารวตี ซึ่งรักและภักดีในพระศิวะยิ่งก็ทรงชะงักและหยุดการกระทำนั้น เหล่าเทวดาทั้งหลายทั้งมวลจึงยกย่องพระศิวะและพระแม่กาลี พากันศรัทธาในพระองค์ยิ่งขึ้นจากการปราบอสูรร้ายและการแก้ไขเหตุการณ์ในครั้งนี้


เทวรูปพระแม่กาลีศิลปะบาหลี
ที่มา : https://th.wikipedia.org/

ตามความเชื่อว่าพระแม่กาลีนั้นทรงมีความลึกลับที่สุดในบรรดาเทพเทวาทั้งปวง พระนางทรงมีความดุดัน เกรี้ยวกราด รูปลักษณ์และอุปนิสัยล้วนเต็มไปด้วยความน่ากลัว แต่กระนั้นพระนางก็จะทำลายเฉพาะอสูร ปีศาจ และมนุษย์ที่กระทำการชั่วร้ายเท่านั้น เพราะพระแม่กาลีก็คือเทพที่ปกป้องคุ้มครองผู้กระทำความดีเช่นเดียวกันกับเทพทุกพระองค์ ฉะนั้นแม้ผู้ที่บูชาพระแม่อย่างเคร่งครัด แต่เป็นคนที่ไม่ดีมีความคิดที่ชั่วร้าย พระแม่ท่านก็จะทำลายบุคคลผู้นั้นเสียเช่นกัน



ตามตำราอินเดียโบราณที่เมืองกัลกัตตากล่าวไว้ว่าการบูชาพระแม่กาลี ผู้บูชามักจะสังเวยพระแม่ด้วยเลือดแพะ น้ำสีแดง เพราะน้ำสีแดงถือเป็นสิ่งสำคัญมากเนื่องจากสีแดงคือ สีแห่งพลัง ที่มีการเคลื่อนไหว เป็นสีแห่งการกำเนิดและความเร่าร้อนตลอดจนเปรียบได้ดั่งโลหิตของอสูรร้าย นอกจากนี้ยังมีการถวายขนมสีแดง อาหารคาว (เป็นเทพองค์เดียวของฮินดูที่ถวายเนื้อสัตว์อาหารคาวได้) เนื้อสัตว์จะต้องปรุงสุกหรือกึ่งสุกกึ่งดิบแล้วนำมาถวายได้ แต่ห้ามถวายเนื้อวัวเนื้อควาย ควรใช้เนื้อไก่หรือเนื้อเป็ด ถ้าถวายอาหารคาวก็ควรมีเหล้าถวายด้วย แต่ถ้าถวายเพียงขนมก็ไม่จำเป็นต้องมีเหล้า

ผู้บูชาที่เคร่งครัดจำต้องสวดบูชาสรรเสริญพระแม่กาลีด้วยมนต์ที่ถูกต้องอย่างสม่ำเสมอที่ว่า
"โอม ศรี มหากาลิกาไย นะมะห์
โอม เจมาตากาลี
โอม สตี เยมา ตา กาลี
โอม ศรี มหากาลี มาตา นมัช"
นอกจากนี้จำต้องทำสมาธิทุกวันเพื่อประกอบ "ปราณยาม" หรือการทำสมาธิด้วยการหายใจเข้า-ออกโดยลากให้ยาวสุดเป็นระยะเวลาเท่าๆ กัน อย่างสม่ำเสมอทุกวัน และควรถือศีลอดบ้างเป็นครั้งคราวเพื่อถวายแด่พระองค์



พระแม่กาลียังคงได้รับความนิยมและเคารพนับถือมากในปัจจุบันดังจะเห็นได้จากการนำเสนอผ่านสื่อซีรีส์เรื่อง พระมหากาลี เทพีพิทักษ์โลก โดยมีการดัดแปลงโครงเรื่องหรือตำนานเพียงบางส่วนแต่ก็ยังคงเหลือเค้าโครงเดิมของตำนานเป็นส่วนมาก ไม่เพียงแต่เค้าโครงเรื่องเท่านั้นแต่รูปลักษณ์ของพระแม่กาลียังผิดแผกแปลกไปจากเดิมตามยุคสมัย เพื่อง่ายต่อการนำเสนอเรื่องราวผ่านสื่อและผู้ที่รับชมสื่อจะสามารถเข้าถึงสารได้ง่ายมากยิ่งขึ้น เพราะผู้นำเสนอต้องการที่จะกล่าวถึงบทบาทสำคัญของพระแม่กาลี อีกทั้งยังเป็นอีกวิธีการหนึ่งที่จะช่วยกระตุ้นให้คนหันกลับมาเคารพและศรัทธาพระแม่กาลีเป็นจำนวนมากดั่งเช่นในอดีต

ถึงแม้ว่าความเชื่อและศรัทธาในพระแม่กาลี มิได้มากล้นเหมือนดังในอดีต หากแต่ยังคงไว้ซึ่งตำนานที่มีมาอย่างยาวนาน และประวัติศาสตร์ที่ยังถูกเล่าขานสืบต่อกันมาผ่านสื่อซีรีส์หรือภาพยนตร์ต่างๆ ล้วนแล้วแต่อยากจะสื่อเรื่องราวให้ทุกผู้ทุกคนได้รับรู้และตระหนักถึงความสำคัญของพระองค์ ทั้งนี้รูปแบบการนับถือในปัจจุบันก็อาจจะแตกต่างกันออกไปตามกาลเวลาที่ผ่านไป


อ้างอิง

สยามคเณศ.(ม.ป.ป.) พระแม่กาลี เทวีผู้ทรงมหิทธา. สืบค้นเมื่อ 9 กุมภาพันธ์ 2562, จาก :
https://siamganesh.com/kali.html?

วิกิพีเดียสารานุกรมเสรี.(ม.ป.ป.) กาลี. สืบค้นเมื่อ 9 กุมภาพันธ์ 2562, จาก :
https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A5%E0%B8%B5

sanook. (2556).พระแม่กาลี. สืบค้นเมื่อ 9 กุมภาพันธ์ 2562, จาก :
https://guru.sanook.com/2702/

popcornfor2.(2561) [ภ.อินเดีย] มหากาลี เทวีพิทักษ์โลก. สืบค้นเมื่อ 9 กุมภาพันธ์ 2562, จาก :
http://www.popcornfor2.com/cafe/view-7820

อ่านเพิ่มเติม »

พระศิวะ มหาเทพแห่งการทำลายล้าง

โดย  พีรณัฐ  เจริญพงศ์อนันต์

ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู เป็นศาสนาที่เก่าแก่ที่สุดในโลก ซึ่งหากจะพูดกันถึงเรื่องเทพเจ้าของศาสนาพราหมณ์-ฮินดูนั้น เทพเจ้าแต่ละองค์ก็มีภาระหน้าที่ที่แตกต่างกันออกไป เช่น เทพผู้สร้าง เทพผู้ดูแลรักษา เทพผู้ทำลายล้าง เป็นต้น บทความนี้จะขอพูดในหัวข้อเรื่อง “เทพผู้ทำลายล้าง” ซึ่งเป็นเทพที่ถือว่ามีหน้าที่ที่สำคัญมากองค์หนึ่ง

เทพผู้ทำลายล้างหรือชื่อที่เราได้ยินกันบ่อยๆว่า “พระศิวะ” นั้นเป็นหนึ่งในตรีมูรติ หรือเทพเจ้าสูงสุดสามพระองค์ตามความเชื่อในศาสนาพราหมณ์-ฮินดู ซึ่งได้แก่ พระพรหม  เทพเจ้าผู้สร้างจักรวาลและโลก   พระวิษณุหรือพระนารายณ์  เทพผู้รักษาคุ้มครองโลก และพระศิวะหรือพระอิศวร  เทพผู้ทำลายล้าง

ที่มา: https://lord-shiva-wallpaper-landing-state.th.aptoide.com/

รูปลักษณ์ของพระศิวะนั้นมีปรากฏมากมายหลายลักษณะด้วยกัน แต่จุดเด่นที่ถือว่าเป็นเอกลักษณ์ของพระศิวะก็คือ รูปพระจันทร์เสี้ยวและดวงตาดวงที่ 3 บนพระนลาฏ สร้อยประคำที่เป็นหัวกะโหลกและงูที่คล้องพระศอของพระองค์อยู่นั้น ซึ่งถือได้ว่าเป็นเอกลักษณ์ของพระศิวะที่เป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลาย  พระศิวะนั้นเป็นเทพที่นิยมประพฤติองค์เป็นโยคีหรือผู้ถือศีล ดังนั้นรูปของพระองค์จึงมักปรากฏเป็นเทพที่ทรงเครื่องแบบที่ค่อนข้างติดดิน เป็นต้นว่า ทรงแต่งองค์คล้ายๆ พวกโยคะหรือพวกฤาษีสยายผมยาวแล้วม่นมวยผมเป็นชฎาบนศีรษะ ทรงนุ่งห่มด้วยหนังกวางบ้าง หนังเสือบ้าง

คัมภีร์โบราณหลายเล่ม กล่าวถึงสีพระวรกายของพระศิวะแตกต่างกันออกไป บางคัมภีร์ระบุว่าพระวรกายของพระศิวะนั้นเป็นสีแดงเข้มราวกับเปลวไฟหรือโลหิต บางคัมภีร์ว่าพระวรกายขององค์พระศิวะนั้นเป็นสีขาว นวล บริสุทธิ์ ดั่งสีของพระจันทร์ แต่หลายๆคัมภีร์กล่าวไว้ตรงกันว่า พระศิวะนั้นเป็นเทพที่มีพระเนตร 3 ดวง คือดวงที่ 3 นั้นจะปรากฏขึ้นอยู่บนพระนลาฏขององค์โดยปรากฏเป็นดวงตารูปแนวนอนบ้าง รูปตั้งทรงพุ่มช้างบิณฑ์บ้าง นอกจากนี้ดวงตาที่ 3 นี้สามารถมองเห็นอดีตและอนาคตได้อีกด้วย   

อาวุธในปางต่างๆของพระศิวะนั้น มักจะปรากฏพระกรแต่ละข้างของพระศิวะทรงถืออาวุธที่แตกต่างกันออกไปแต่ส่วนใหญ่อาวุธที่ถือได้ว่าเป็นเอกลักษณ์ของพระองค์นั้น คือ คทา – ที่ยอดเป็นรูปหัวกะโหลก ชื่อชัฏวางค์  ตรีศูล – ชื่อปีนาก  คันศร – ชื่ออชคพ นอกจากนั้นอาวุธของพระศิวะที่ปรากฏว่าทรงถืออยู่ในหลาย ๆ ปางหลาย ๆ รูปลักษณ์ก็คือ บัณเฑาะว์ พระสังข์ บ่วงบาศ เปลวเพลิง พระขรรค์

พาหนะประจำของพระศิวะ คือ โคที่มีชื่อว่า “ อุศุภราช ” บ้างก็มีชื่อเรียกที่ต่างกันไป ว่า โคนนทิราช ซึ่งมีการเกิดที่ไม่ธรรมดา คือโคนี้ไม่ได้เกิดขึ้นมาจากพ่อโค แม่โคเหมือนกับโคอื่นๆ แต่เกิดมาจากมหาเทพ ซึ่งในบางคัมภีร์นั้นก็กล่าวถึงประวัติการเกิดของโคนนทิราชที่แตกต่างกันออกไป ดังนั้นการที่ชาวฮินดูไม่นิยมฆ่าวัวก็เป็นเพราะเคารพและบูชาโคนนทิราช ซึ่งถือเป็นโคศักดิ์สิทธิ์นั่นเอง

ที่ประทับพระศิวะนั้น ทรงประทับอยู่บนยอดเขาไกรลาส ตามคัมภีร์นั้นได้บันทึกไว้ว่า พระศิวะเสด็จมาเยือนมนุษย์โลกหนึ่งครั้งเท่านั้นในแต่ละปี วันที่จะเสด็จลงมาจากยอดเขาไกรลาสนั้น คือวันขึ้น 7 ค่ำ เดือนยี่ และพอถึงวันแรม 1 ค่ำ เดือนยี่ ก็จะเสด็จกลับสู่ยอดเขาไกรลาสซึ่งเป็นที่ประทับของพระองค์

พระศิวะทรงมีเอกอัครมเหสีคือ “ พระแม่อุมามหาเทวี ” หรือที่ชาวฮินดูนิยมเรียกกันว่าพระนางปาราวตี ซึ่งเป็นอิตถีเทพ ที่งดงามเป็นยิ่งนัก และยังเป็นเทพเทวีที่มีผู้คนนิยมบวงสรวงบูชามากมายกว่าเทพนารีองค์อื่นองค์ใด นอกจากนั้นพระศิวะยังทรงเป็นพระบิดาของ “ พระพิฆเนศวรและพระขันธ์กุมาร ”  พระโอรส 2 พระองค์นี้ประสูติจากพระนางปาราวตี หรือพระแม่อุมาอัครมเหสีคู่บารมี ซึ่งพระขันธ์กุมารนั้นเป็น เทพแห่งนักรบ และ พระพิฆเนศวรเป็นเทพแห่งความสำเร็จ

พระองค์มักจะทรงประทานพรวิเศษให้แก่ผู้หมั่นกระทำความดี และยึดมั่นในศีลธรรม หากผู้ใดประพฤติดีเพื่ออุทิศถวายแก่พระองค์แล้วปรารถนาสิ่งวิเศษใดๆ พระองค์ก็จะประทานพรนั้นๆให้ แต่ถ้าได้พรสมปรารถนาแล้ว วันหน้ากระทำเรื่องไม่ดี ผู้นั้นจะถูกพระองค์ลงโทษ  มีความเชื่อกันว่าพระศิวะนั้นสามารถรักษาอาการเจ็บไข้ได้ป่วยต่างๆได้อย่างมหัศจรรย์ หากผู้ใดที่เจ็บป่วยหรือต้องการขอพรให้คนในครอบครัวหายจากอาการเจ็บไข้ได้ป่วย ถ้ากระทำการบวงสรวงบูชาและขอพรจากพระศิวะ ความเจ็บป่วยนั้นก็จะถูกปัดเป่าให้หายไปได้ในเร็ววัน

นอกจากนี้พระองค์ยังทรงเป็นเทพที่จะคอยขับไล่สิ่งชั่วร้ายให้ห่างไกล และทำให้เกิดความดีงามเป็นศิริมงคลเกิดขึ้น ผู้ที่มีความทุกข์ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไร หากบวงสรวงบูชา ขอพรให้พ้นทุกข์ พระศิวะก็จะประทานพรให้ผู้นั้นได้พ้นจากความทุกข์ด้วยเช่นกัน

สุดท้ายนี้ เรื่องที่อยากจะฝากกับทุกๆคนก็คือ มิควรที่จะลบหลู่การบูชาสักการะหรือพิธีกรรมต่างๆของศาสนา ไม่ว่าจะเป็นศาสนาที่ตนนับถือหรือไม่ก็ตาม  เนื่องจาก การบูชาสักการะเรื่องเทพเจ้านั้นถือเป็นความเชื่อส่วนบุคคลซึ่งถือเป็นเรื่องที่ศักดิ์สิทธิ์อย่างมาก ซึ่งหากกระทำเช่นนั้นอาจจะทำให้เกิดความขัดแย้งหรือการทะเลาะวิวาทต่างๆตามมาได้ในภายหลัง


อ้างอิง

ตำนานพระศิวะ มหาเทพผู้ยิ่งใหญ่. (2558). สืบค้นเมื่อ 11 กันยายน 2561,จาก http://www.siamganesh.com/ongtep/?p=15

พระศิวะ. (2561). สืบค้นเมื่อ 11 กันยายน 2561,จาก https://th.wikipedia.org/wiki/พระศิวะ

ตำนานเทพ พระพรหม พระศิวะ พระนารายณ์ พระพิฆเนศวร พระราหู. สืบค้นเมื่อเมื่อ 11 กันยายน 2561,จาก http://www.oceansmile.com/KHM/Tamnanthep.htm


อ่านเพิ่มเติม »

คัมภีร์ “พระเวท” มหาคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์แห่งฮินดู

โดย  วิรุฬห์ นาทะยัพ

ศาสนาฮินดูถือว่าเป็นศาสนาที่มีความเชื่อเกี่ยวกับเหล่าเทพเจ้าทั้งหลาย มีพิธีกรรมมนตราอันศักดิ์สิทธิ์ประกอบกับหลักประพฤติตนเพื่อให้บรรลุจุดสูงสุดของศาสนานั้นก็คือ “โมกษะ” ซึ่งสิ่งชี้แนะที่จะทำให้ถึงจุดนั้นก็คือ “พระเวท”

คัมภีร์พระเวทเป็นแหล่งกำเนิดของปรัชญาอินเดียทุกแขนง พระเวทแบ่งออกเป็น 3 ได้แก่ ฤคเวท สามเวท ยชุรเวท ในเวลาต่อมาก็เกิดอถรวเวท หรืออถรรพเวทเพิ่มเข้ามา แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังเรียกว่า ไตรเพท หรือพระเวท 3 ตามเดิม ชาวฮินดูถือว่าพระเวทเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ไม่มีข้อผิดพลาดเพราะว่าพระเจ้าได้ประทานให้มนุษย์โดยตรง



ต้นกำเนิดนั้นเชื่อกันว่าพวกฤาษีได้ไปบำเพ็ญเพียรในป่า แล้วได้ยินเสียงซึ่งเชื่อว่าเป็นพระสุรเสียงของพระพรหมธาดาได้ถ่ายทอดพระเวทแก่เหล่าฤาษีนั้น จึงได้มีการเล่าต่อกันมาเรียกว่า ศรุติ แปลว่าเรื่องที่ได้ยินได้ฟังกันมา ศาสตราจารย์ ดร.ราธกฤษณัน อดีตประธานาธิบดีอินเดีย สันนิษฐานว่าน่าจะเกิดช่วง 1,000 - 100 ปี ก่อน พ.ศ. เพราะในคัมภีร์พระพุทธศาสนาในครั้งพุทธกาลมีกล่าวถึงไตรเพท แต่ยังไม่ปรากฏอถรวเวทซึ่งน่าจะเกิดขึ้นภายหลังนั้น เนื้อหาของพระเวททั้ง 4 มีดังนี้

ฤคเวท ประกอบด้วยมันตระหรือบทสวดสรรเสริญเทพเจ้าทั้งหลาย ว่าแต่ละพระองค์มีความสำคัญอย่างไร มีคุณสมบัติอย่างไร และในบรรดาเทพเจ้าทั้งหลาย พระสาวิตรี พระวรุณะ พระอินทร์ และพระยม เป็นเทพเจ้ารุ่นแรกสุดในสมัยพระเวท เมื่อสวดสรรเสริญเหล่าเทพเจ้าจบ ก็อัญเชิญให้เสด็จมาทรงเป็นประธานในพิธีกรรมบูชายัญ ฤคเวท เป็นบทร้อยกรอง เป็นคำฉันท์ มีถึง 1,017 โศลก

สามเวท ว่าด้วยบทสวดทำนองเสนาะเพื่อขับกล่อมเทพเจ้าที่เสด็จมาถึงมณฑลพิธีบูชายัญ คำว่า สามะ แปลว่า เพลง หรือขับร้องทำนองเสนาะ ซึ่งมาจากฤคเวทแต่ตัดเอามาเป็นบทสั้นๆเพื่อให้เทพเจ้าพอพระทัย ควบคู่ไปกับการถวายน้ำโสมให้ทรงดื่ม

ยชุรเวท กล่าวถึงขั้นตอนพิธีกรรมในการบูชายัญบวงสรวงสังเวย ซึ่งก็นำมาจากฤคเวทอีกเช่นกัน เพียงแต่นำมาบางตอนดัดแปลงให้เป็นบทร้อยแก้ว เพื่อให้เหมาะกับการกล่าวเซ่นสังเวย และยชุร นั้นแปลว่าร้อยแก้ว

อถรวเวท หรือ อถรรพเวท ว่าด้วยเวทมนตร์ที่นำไปใช้ตามจุดประสงค์ต่างๆ เช่น ทำลายศัตรูให้ย่อยยับ แก้เสนียดจัญไร หรือนำโชคดีมีชัยมาให้แก่ตน เป็นต้น

และนอกจากจะแบ่งพระเวทออกเป็น 4 ดังข้างต้นแล้ว แต่ละพระเวทก็ไม่ได้มีเฉพาะเรื่องใดเรื่องหนึ่งเท่านั้น แต่จะประกอบไปด้วยอีก 4 เรื่อง ได้แก่

มันตระ  บทสำหรับสรรเสริญเทพเจ้า คัมภีร์ที่รวบรวมมันตระเข้าด้วยกันเรียกว่า สัมหิตา ดังนั้นในคัมภีร์ฤคเวทเรียกว่า ฤคสัมหิตา ในคัมภีร์สามเวทเรียกว่า สามสัมหิตา ในคัมภีร์ยชุรเวทเรียกว่า ยชุรสัมหิตา และในคัมภีร์อถรรพเวทก็เรียกว่า อถรรพสัมหิตา

พราหมณะ ขั้นตอนในการประกอบพิธีกรรมบูชายัญ เป็นคำอธิบายมันตระอีกทีหนึ่งว่า บทสวดสดุดีใด ควรใช้ในที่ใด เมื่อใด มีระเบียบทำอย่างไร เป็นต้น

อารัณยกะ เรื่องละเอียดนุ่มลึก ควรที่จะไปใช้ความคิดเพื่อวิเคราะห์พิจารณาในที่สงบ เช่น ในป่า เป็นต้น เช่น เรื่องปรมาตมัน อาตมัน มายา อวิชชา สังสารวัฏ และโมกษะเป็นต้น
อุปนิษัท ปรัชญาที่ได้จากการขบคิดในป่า

นอกจากพระเวทที่เกิดจากศรุติหรือได้ยินได้ฟังมาแล้ว ยังมีอีกส่วนหนึ่งนั้นก็คือสมฤติ ซึ่งเป็นคัมภีร์ที่แต่งเพิ่มเข้ามาในภายหลังเพื่ออธิบายความ หรือประกอบพระเวท ซึ่งได้แก่
มหากาพย์ ซึ่งมี 2 เล่ม คือ รามายณะ และมหาภารตะ                                                                         

รามายณะ เป็นเรื่องราวการทำสงครามระหว่างพระรามซึ่งเป็นอวตารของพระนารายณ์ กับทศกัณฐ์ เพื่อตามนางสีดา พระชายาของพระรามที่ถูกทศกัณฐ์ลักพาตัวมา แต่งโดย ฤาษีวัลมีกิ


พระราม นางสีดา พระลักษณ์ และหนุมานในรามายณะของอินเดีย
ที่มา : http://www.findmessages.com/l          

มหาภารตะ เชื่อว่าเป็นเรื่องราวสงครามครั้งใหญ่ที่สุดของอินเดีย ณ ทุ่งกุรุเกษตร ระหว่างพี่น้องตระกูลเการพกับตระกูลปาณฑพ แต่งโดย ฤาษีเวทวยาส หรือพระกฤษณะ


สงคราม ณ ทุ่งกุรุเกษตร

คัมภีร์ปุราณะ เรื่องราวตำนานเทพเจ้า การบูชาเทพเจ้าต่างๆที่มีมาตั้งแต่สมัยพระเวท

คัมภีร์พระธรรมศาสตร์ ว่าด้วยกฎหมาย ระเบียบแบบแผนการปฏิบัติของชาวฮินดู ตลอดจนแนวในการครองชีวิต อาทิ ระบบวรรณะ หลักธรรม 10 ประการ เป็นต้น

คัมภีร์ตันตระ เน้นหนักไปในด้านของไสยศาสตร์และเวทย์มนต์คาถา เป็นการสนทนาระหว่างพระศิวะเจ้า กับพระนางทุรคาเทวี ซึ่งคัมภีร์นี้ก่อให้เกิดลัทธิศักติ หรือการบูชาเทพฝ่ายสตรีบรรดาชายาของเหล่าเทพเจ้า เช่น พระอุมา พระลักษมี พระสุรัสวดี เป็นต้น


พระศักติ ซึ่งเป็นการรวมภาคของพระอุมา พระลักษมี และพระสุรัสวดี
ที่มา : http://baanjompra.com/

คัมภีร์อุปเวท ศึกษาทำหน้าที่เป็นนักรบ แพทย์ และนักแสดง

คัมภีร์ภควัทคีตา เป็นส่วนหนึ่งของมหากาพย์มหาภารตะในตอนที่พระกฤษณะปลุกใจอรชุนให้มีกำลังใจในการรบกล่าวถึงปรัชญา ศาสนา และจริยศาสตร์  เป็นปรัชญาที่ประสานความรู้ กรรม และความภักดีต่อพระเจ้าเข้าด้วยกัน กล่าวถึงการเข้าถึงโมกษะ

คัมภีร์พระเวทถือเป็นจุดกำเนิดของบรรดาปรัชญาทั้งหมดของอินเดีย ซึ่งได้เผยแพร่ไปทั่วทั้งเอเชียรวมถึงประเทศไทยก็ได้รับอิทธิพลมาเป็นอันมาก ดังนั้นการศึกษาพระเวทจึงเป็นสิ่งที่ทำให้เกิดความเข้าใจเกี่ยวกับบริบทสังคมของคนฮินดูหรือของคนไทยเองในยุคสมัยปัจจุบันที่ได้รับอิทธิพลมาตั้งแต่อดีตกาลจนฝังลึกเป็นรากเหง้า อีกทั้งความลึกลับน่าค้นหายังเป็นเสน่ห์ของคัมภีร์พระเวทก็ยังคงความท้าทายสำหรับผู้ที่ศึกษาเกี่ยวกับปรัชญาดินแดนภารตะเป็นอย่างมาก จึงไม่น่าแปลกที่คนฮินดูจะยังให้ความเคารพและนับถือพระเวทว่าเป็นคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์แม้จะผ่านกาลเวลามาเนิ่นนานจนถึงปัจจุบัน


อ้างอิง

กรุณา-เรืองอุไร กุศลาสัย. (2537). ภารตวิทยา. พระนคร: ศยาม.

ฟื้น ดอกบัว. (2555). ปวงปรัชญาอินเดีย. พระนคร: ศยาม.

สุนทร ณ รังษี. (2530). ปรัชญาอินเดีย : ประวัติและลัทธิ.  พระนคร: จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.




อ่านเพิ่มเติม »