แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ตะวันออก แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ตะวันออก แสดงบทความทั้งหมด

ชายชาวจีนกับการไว้ผมเปีย

โดย ธิติกาญจน์ แสงฤทธิ์

สำหรับคอละครจีนย้อนยุคทั้งหลายหรือใครที่เคยดูหนังจีนแนวโบราณกันมาแล้วคงจะคุ้นตากันดีกับภาพตัวละครชายในเรื่องที่ส่วนมากมักจะไว้ทรงผมประหลาดตากันใช่มั้ยคะ โดยเป็นทรงผมที่มีลักษณะการโกนผมด้านหน้าครึ่งศรีษะส่วนด้านหลังจะถักเปียยาวลงมา ซึ่งทรงผมที่เราเคยเห็นนี้เรียกกันว่า “ทรงแมนจู” ซึ่งเป็นทรงผมของชาวแมนจูนั่นเอง หลายๆคนอาจจะสงสัยว่าทำไมผู้ชายชาวจีนในสมัยก่อนนั้นจึงต้องไว้ผมทรงนี้กัน เราจึงได้รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับที่มาของการไว้ทรงผมแมนจูของชาวจีนไว้ในบทความนี้ค่ะ



ต้องบอกก่อนเลยว่าแต่เดิมนั้นชาวจีนไม่ได้ไว้ผมทรงแมนจูตั้งแต่แรกเริ่ม ในยุคสมัยของราชวงศ์หมิงนั้นชาวจีนยังคงไว้ผมยาวแล้วเกล้าขึ้นมัดเป็นมวยตามความเชื่อลัทธิขงจื้อที่ว่า ผมและอวัยวะอื่นๆของร่างกายนั้นเป็นสิ่งที่พ่อแม่ให้มาไม่อาจทำลายได้และเป็นเช่นนี้มานับพันปี จนกระทั่งแผ่นดินจีนถูกปกครองด้วยราชวงศ์ชิง

ราชวงศ์ชิงซึ่งก่อตั้งโดยชาวแมนจูแต่เดิมเป็นชนเผ่าเร่ร่อนอาศัยอยู่ในเขตแมนจูเรีย ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของสาธารณรัฐประชาชนจีนในปัจจุบัน ชาวแมนจูมีเอกลักษณ์พิเศษคือทรงผมที่โกนผมส่วนหน้าแล้วถักหางเปียเป็นเส้นเดียวยาวลงมา เรียกว่า “เปี้ยนซือ” (辮子; biànzi) จากข้อสันนิษฐานที่ว่าชาวแมนจูนิยมใช้ม้ากันเยอะ จึงนิยมตัดผมทรงนี้เพื่อช่วยในการเคลื่อนไหวบนหลังม้าและเวลายิงธนูเส้นผมจะได้ไม่ปกหน้าอีกทั้งยังสะดวกในการใช้ชีวิตในท้องทุ่ง ส่วนการถักเปียนั้นสันนิษฐานว่ามีไว้พันคอเพื่อให้ความอบอุ่นในยามหนาว คนจีนจึงมองกลุ่มคนเหล่านี้ว่าเป็นคนเถื่อนนอกด่าน


ทรงผมเปียรูปแบบต่างๆของชาวแมนจู
ที่มา: https://th.wikipedia.org/

หลังจากที่ชาวแมนจูสามารถยึดครองแผ่นดินจีนไว้ได้ทั้งหมดและสถาปนาราชวงศ์ชิงขึ้นมาในช่วงค.ศ.1644  ได้มีการออกคำสั่งให้ชาวจีนทั้งหมดโกนผมครึ่งศรีษะและถักเปียแบบชาวแมนจู ในช่วงแรกนั้นมีการต่อต้านอย่างรุนแรงจากชาวจีนจนต้องระงับบคำสั่งนี้ จนกระทั้งค.ศ.1645 ได้ดำเนินนโยบายนี้อีกครั้ง และประกาศว่าหากผู้ใดไม่ปฏิบัติตามภายใน 10 วัน มีโทษถึงประหารชีวิต หลังจากประกาศนโยบายนี้ออกไปทำให้ชาวจีนที่ต่อต้านถูกทหารแมนจูประหารชีวิตไปมากกว่า 200,000 คน ภายในระยะเวลาเพียง 3 วัน โดยถือว่าผู้ที่ขัดขืนถือเป็นคนทรยศ ไม่ซื่อตรงต่อฮ่องเต้  ชาวจีนในยุคนั้นจึงขนานนามนโยบายนี้ว่า “ไว้ผมไม่ไว้หัว ไว้หัวไม่ไว้ผม (留头不留发,留发不留头)” หมายความว่า หากต้องการรักษาชีวิตไว้ก็ให้โกนผมและไว้เปียแบบชาวแมนจู



ส่วนทรงผมของหญิงชาวแมนจูนั้นจะแบ่งเป็น 2 แบบ คือทรงสองแกละ และ ทรงหมวกปีกกว้าง ทรงสองแกละนั้นเริ่มจากการหวีผมไปไว้ด้านหลัง จากนั้นแบ่งเป็นสองส่วน ส่วนล่างถึงลำคอ  แล้วแบ่งผมออกเป็นสองช่อยกสูง ตอนที่พับนั้นชโลมน้ำยาจัดทรงผมพร้อมกับจัดให้เรียบ ยกสูงขึ้นเล็กน้อย แล้วพับ จากนั้นรวมกันเป็นช่อเดียว  แล้วย้อนกลับไปด้านหน้า  ใช้เชือกมัดให้แน่นจากโคนผม    จากนั้นสอดแถบเหล็กสำหรับจัดทรง   แล้วนำเส้นผมพันรอบแถบเหล็กนั้นไว้  ให้เป็นรูปตัว T แล้วค่อยประดับด้วยดอกไม้ ลูกปัด และพู่ห้อยหรือตุ้งติ้ง ภายหลังในสมัยเสียเฟิงฮ่องเต้ (ก่อนสมัยซูสีไทเฮา) ผมทรงนี้ก็ค่อยๆมีขนาดใหญ่ขึ้น แกละทั้งสองข้างก็มีขนาดใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ จึงนำแถบรูปพัดสีดำมาประดับให้ปีกผมทั้งสองข้างกว้างขึ้นเรียกว่า ฉีโถว หรือ กวนจวง   หรือที่รู้จักกันในชื่อ  ต้าลาเช่อ


ที่มา: https://www.deviantart.com/

จากการที่ผู้ปกครองมีจำนวนน้อยกว่าผู้ถูกปกครอง อีกทั้งชาวจีนยังมีวัฒธรรมที่เหนือกว่า ทำให้ชาวแมนจูต้องการทำลายอัตลักษณ์ดั้งเดิมของชาวจีนทิ้ง จึงได้มีมารตราการหลายอย่างเพื่อเปลี่ยนชาวจีนให้เป็นชาวแมนจู ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือเรื่องทรงผม ทำให้ปัญหาเรื่องทรงผมขยายตัวรุนแรงขึ้นจนกลายเป็นปัญหาทางการเมือง ในช่วงราชวงศ์ชิงปกครองแผ่นดินจีนการไว้ทรงผมแมนจูจึงเป็นสัญลักษณ์ของการถวายความจงรักภักดีต่อราชวงศ์ชิง หากใครตัดผมเปียทิ้งก็หมายถึงการเป็นปฏิปักษ์นั่นเอง แต่ถึงอย่างไรก็ตามก็ยังมีชาวจีนที่ต่อต้านราชวงศ์นี้ก่อกบฎหลายครั้งทำให้ถูกประหารชีวิตไปเป็นจำนวนมาก โดยคาดการณ์กันว่าตลอดการปกครองของราชวงศ์ชิงมีชาวจีนกว่า 1  ล้านคน ถูกประหารชีวิตจากการไม่ไว้ผมทรงแมนจู

แต่หลังจากที่ราชวงศ์ชิงล่มสลายลง โดยถูกโค่นล้มจากขบวนการปฏิวัติซินไฮ่ และประเทศจีนเข้าสู่ระบอบการปกครองแบบสาธารณรัฐ รัฐบาลจึงได้มีคำสั่งให้ชาวจีนทุกคนยกเลิกการไว้ผมทรงแมนจู ในระยะแรกนั้นยังคงมีชาวจีนหลายคนที่ยังคงเลือกไว้ทรงผมแมนจู เนื่องจากการไว้ทรงผมแมนจูกลายเป็นวัฒนธรรมที่ยาวนานกว่า 300 ปีของชาวจีน จนรัฐบาลต้องออกกฎหมายให้ทหาร ข้าราชการและประชาชนทุกคนตัดผมเปียทิ้ง หากใครไม่ปฏิบัติตามถือว่าเป็นการทำผิดกฏหมาย จึงทำให้วัฒนธรรมการไว้ทรงผมแมนจูเริ่มจางหายไปจากสังคมจีน

จากชนเผ่าเร่ร่อนที่อาศัยอยู่ตามชายขอบของประเทศจีนถูกชาวจีนมองว่าเป็นกลุ่มคนเถื่อนนอกด่าน
จนสามารถยึดครองแผ่นดินจีนและสถาปนาราชวงศ์ชิงขึ้นมา นอกจากนี้แล้วยังถ่ายทอดอัตลักษณ์ความเป็นชนเผ่าแมนจูออกไปสู่ชาวจีนผ่านทรงผมโดยการให้ชายชาวจีนทุกคนไว้ทรงผมเดียวกัน ซึ่งก็คือทรงแมนจู สิ่งเหล่านี้นั้นถูกใช้เป็นเครื่องมือในการแสดงออกถึงความจงรักภักดีต่อราชวงศ์ชิง โดยหากผู้ใดยอมไว้ทรงผมแมนจูถือว่าบุคคลนั้นภักดีต่อราชวงศ์ แต่หากผู้ใดต่อต้านนั่นหมายถึงการเป็นปฏิปักษ์ ซึ่งหมายความว่าลักษณะการไว้ทรงผมของชายชาวจีนนั้นมีอิทธิพลต่อชีวิตความเป็นอยู่ของชาวจีนนั่นเอง


อ้างอิง  

กนกพร. (2007). ทำไมชายจีนต้องไว้ผมเปีย. สืบค้นเมื่อ  14 กันยายน 2018. จาก: http://www.uniserv.buu.ac.th/forum2/topic.asp?TOPIC_ID=1986

กรกิจ. (2017). ทำไมแมนจูต้องไว้เปีย. สืบค้นเมื่อ 14 กันยายน 2018. จาก:
http://www.gypzyworld.com/article/view/859

เอกชัย. (2017). ทรงผมแมนจู.   สืบค้นเมื่อ  14 กันยายน 2018. จาก: https://prachatai.com/journal/2017/11/74184

Ch3Thailand. (ม.ป.ป.). “ทรงผมแมนจู” ตำนานที่เป็นมากกว่าทรงผม. สืบค้นเมื่อ  14 กันยายน 2018. จาก: http://www.ch3thailand.com/news/drama/9953

Shoshui. (2561). ชาวแมนจู. สืบค้นเมื่อ  14 กันยายน 2018. จาก https://th.wikipedia.org/w/index.php?title=ชาวแมนจู&action=history

MGR Online. (2551). “เส้นผม” พลิ้ว...วัฒนธรรมมังกรไหว / อู่วัฒนธรรม. สืบค้นเมื่อ 21 ธันวาคม 2018 จาก: https://mgronline.com/china/detail/9510000112968

จาง จาง จาง จาง. (2013). เครื่องแต่งกายสมัยชิง. สืบค้นเมื่อ 21 ธันวาคม 2018 จาก: https://zhanglipan.wordpress.com/2013/10/16/เครื่องแต่งกายสมัยชิง/

อ่านเพิ่มเติม »

เกอิชา (GEISHA) สตรีผู้มีศาสตร์แห่งศิลป์

โดย รุ่งฟ้า บุญเจริญ

ประเทศญี่ปุ่น แดนอาทิตย์อุทัยที่เต็มเปี่ยมไปด้วยกลิ่นอายของวัฒนธรรมดั้งเดิม รวมถึงอาชีพหนึ่งของสตรีญี่ปุ่นในสมัยก่อนหรือที่เรียกว่า “เกอิชา” เขียนเป็นภาษาญี่ปุ่นว่า 芸者 หมายถึง ศิลปิน เกอิชาเป็นอาชีพที่คอยให้ความบันเทิงและความเพลิดเพลินแก่ลูกค้าด้วยความสามารถและความชำนาญทางด้านศิลปะ ผ่านการฝึกฝนศิลปะในหลากหลายแขนง ซึ่งอาชีพเกอิชาเป็นที่แพร่หลายอย่างมากในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 18 และ 19 แต่ในปัจจุบันอาชีพเกอิชามีจำนวนลดลงอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากสภาพทางสังคมที่เปลี่ยนไป ทำให้ผู้หญิงญี่ปุ่นมีทางเลือกในประกอบอาชีพมากขึ้น

เกอิชา (Geisha)
ที่มา : https://designyoutrust.com/

ในอดีตนั้นสตรีที่ถูกฝึกให้เป็นเกอิชาจะถูกฝึกฝนตั้งแต่เด็ก โดยสำนักเกอิชาจะซื้อเด็กสาวที่เกิดในครอบครัวที่มีฐานะยากจนมาฝึกฝนและเลี้ยงดู ในช่วงวัยเด็กจะให้เป็นเด็กรับใช้เกอิชารุ่นพี่ ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ยากลำบากมาก แต่เมื่อพ้นระยะแรกไปแล้ว ก็จะก้าวขึ้นเป็น เกอิชาฝึกหัดหรือ “ไมโกะ” เพื่อเข้าเรียนเป็นเกอิชา โดยเรียนรู้ศาสตร์แห่งศิลป์ในหลากหลายแขนง ได้แก่ การเล่นดนตรี การขับร้อง การเต้นรำ การชงชา การจัดดอกไม้ (อิเกะบะนะ) รวมถึงเรื่องบทกวีและวรรณคดี หลังจากมีความชำนาญมากขึ้น จะมีการเรียนรู้ศิลปะที่ซับซ้อนขึ้น เช่น การแต่งชุดกิโมโน รวมถึงการพนันหลายแบบ รู้จักการสนทนา และการโต้ตอบกับลูกค้า จากนั้นก็จะเริ่มติดตามเกอิชารุ่นพี่ไปยังโรงน้ำชา และงานเลี้ยงสังสรรค์ต่างๆ เพื่อให้เห็นสภาพแวดล้อมการทำงานของจริง โดยตามความเชื่อโบราณการฝึกฝนศิลปะให้ได้ผลที่ยอดเยี่ยมจะต้องเริ่มฝึกตั้งแต่อายุ 6 ปี 6 เดือน 6 วัน


เกอิชาขณะที่กำลังร่ำเรียนศิลปะแขนงต่างๆ
ที่มา : https://designyoutrust.com/

ต่างจากเกอิชาสมัยใหม่ที่จะไม่ถูกซื้อตัวหรือพามายังสำนักเกอิชาตั้งแต่เด็กเหมือนสมัยก่อน ซึ่งเกอิชาสมัยใหม่จะเป็นโดยสมัครใจ และจะถูกฝนฝึกตั้งแต่ช่วงวัยรุ่นตอนปลาย แต่จะใช้ระยะเวลาในการฝึกฝนที่ยาวนานขึ้นเพราะฝึกเมื่อมีอายุมากแล้ว แม้ในปัจจุบันอาชีพเกอิชาจะมีจำนวนลดลงตามยุคสมัย แต่ก็มีอยู่บ้าง โดยอาศัยอยู่มากในสำนักเกอิชาในพื้นที่ที่เรียกว่า ฮะนะมะชิ หรือ คะเรียวไก คล้ายกับย่านโพนโทะโชในโตเกียว และเมื่อหญิงที่เป็นเกอิชาแต่งงานหรืออายุมากขึ้นก็จะเลิกทำอาชีพนี้ แต่อาจไปทำงานเป็นเจ้าของร้านอาหาร ครูสอนดนตรี หรือเป็นครูสอนเกอิชาต่อไป


เกอิชากำลังดูแลและให้ความบันเทิงแก่ลูกค้า
ที่มา : https://designyoutrust.com/

เกอิชามักจะถูกเข้าใจผิดว่าเป็นหญิงขายบริการ เนื่องจากหญิงขายบริการเหล่านั้นมักจะชอบกล่าวอ้างว่าตัวเองเป็นเกอิชา แม้ทั้งสองอาชีพนี้จะมีการแต่งกายที่คล้ายกัน แต่สิ่งที่แตกต่างกันคือการผูกผ้าคาดเอวหรือโอบิ โดยเกอิชาจะผูกโอบิไว้ด้านหลัง ส่วนหญิงขายบริการจะผูกโอบิไว้ด้านหน้าเพื่อให้ง่ายต่อการถอดออก


หญิงขายบริการในญี่ปุ่นสมัยก่อน ประมาณปี 1865
ที่มา : https://designyoutrust.com/

เห็นได้ว่ากว่าจะเป็นเกอิชาได้นั้น จะต้องผ่านการฝึกฝนอย่างหนักเพื่อเป็นสตรีที่พรั่งพร้อมไปด้วยความสามารถในศาสตร์แห่งศิลป์ แม้สตรีเหล่านี้เมื่ออยู่ในงานรื่นเริงสังสรรค์ จะเป็นผู้ ให้ความสุขและความบันเทิงด้วยศิลปะที่ร่ำเรียนมาแก่ลูกค้า แต่ท้ายที่สุดแล้ว พวกเธอก็เป็นเพียงหญิงสาวที่ต้องทำหน้าที่เพื่อหาเลี้ยงชีพตนเองและครอบครัว และพวกเธอก็ได้พิสูจน์แล้วว่าศาสตร์ศิลปะก็สามารถนำมาสร้างความสุขให้แก่ผู้คนและประกอบอาชีพได้อย่างสง่าผ่าเผยในสังคมได้เช่นกัน


อ้างอิง

“Memoirs Of The Geisha” – A Look Back At The Traditional Japanese Female Entertainers. สืบค้นเมื่อวันที่ 22 กันยายน 2561, จาก: https://designyoutrust.com/2017/03/memoirs-of-the-geisha-a-look-back-at-the-traditional-japanese-female-entertainers/

เกอิชา – วิกิพีเดีย. สืบค้นเมื่อวันที่ 22 กันยายน 2561, จาก: https://th.wikipedia.org/wiki/เกอิชา

ประวัติเกอิชา. สืบค้นเมื่อวันที่ 22 กันยายน 2561, จาก: https://pirun.ku.ac.th/~b5410855752/ประวัติเกอิชา.html

อ่านเพิ่มเติม »

เทศกาลดิวาลี (Diwali) ในประเทศอินเดีย

โดย ปรียานันท์ จันไตร

คนไทยส่วนใหญ่อาจจะเคยชินกับเทศกาลฉลองปีใหม่ซึ่งนับวันที่ 1 มกราคมตามปีปฏิทินเป็นวันขึ้นปีใหม่ตามแบบชาวตะวันตก หรือคุ้นเคยกับการเฉลิมฉลองการขึ้นปีใหม่ไทยด้วยการรดน้ำดำหัวผู้ใหญ่ในเทศกาลสงกรานต์ หรือการไหว้พระขอพรตามศาลเจ้าต่างๆ สำหรับปีใหม่จีนในช่วงวันตรุษจีน แต่รู้หรือไม่ว่าชาวอินเดียที่นับถือศาสนาฮินดูก็มีการเฉลิมฉลองเทศกาลปีใหม่เช่นกันและยิ่งใหญ่อลังการไม่แพ้เทศกาลอื่นๆ โดยเทศกาลนี้มีชื่อว่า ดิวาลี หรือดีปาวาลี



เทศกาลสำคัญของชาวฮินดูถือว่าเป็นทั้งวันปีใหม่ของอินเดีย และเป็นวันบูชาพระแม่ลักษมีเทวีด้วย  มักจะมีขึ้นประมาณเดือนตุลาคมหรือพฤศจิกายนของทุกๆ ปี (ตรงกับช่วงหลังออกพรรษาของบ้านเรา)  โดยวันนี้นับว่าเป็นวันที่มีความสำคัญมากที่สุดในปฏิทินของชาวฮินดูและจัดเป็นเทศกาลที่เฉลิมฉลองอย่างสนุกสนานที่สุดด้วย

เทศกาลดีวาลี (Diwali) หรือ ดีพาวลี (Deepavali) จะเรียกแบบที่หนึ่งหรือที่สองก็ได้ มี หมายความว่า แถวแห่งตะเกียงเป็นเทศกาลแห่งการประดับไฟของชาวฮินดู ชาวอินเดียส่วนใหญ่เชื่อกันว่า พระนางลักษมี เทวีแห่งความมั่งคั่ง จะเสด็จลงมาเยี่ยมเยือนทุกบ้านเพื่อนำพาโชคลาภมาให้ เทศกาลดิวาลี จึงถือว่าเป็นวันขึ้นปีใหม่ของชาวฮินดูผู้คนจะทำความสะอาดบ้าน เพราะเชื่อว่าพระนางจะไปเยือนบ้านที่สะอาดที่สุดเป็นแห่งแรก

และยังความเชื่ออีกว่า เป็นวันประสูติของพระมหาลักษมี และเป็นวันฉลองชัยที่ พระกฤษณะ เอาชนะนรกสูร เนื่องจากอสูรตนนี้อาศัยอยู่ในความมืด และเมื่อใดก็ตามมีผู้จุดตะเกียงเพื่อใช้แสงสว่างเมื่อนั้นนรกสูรจะโดนสังหาร เมื่อพระกฤษณะทรงรับรู้ถึงเรื่องราวต่างๆ จึงฆ่าอสูรเสีย ดังนั้นจึงเชื่อว่าการจุดประทีบ เป็นการขับไล่นรกอสูร หรือสิ่งไม่ดีต่างๆ และเป็นการอัญเชิญ พระกฤษณะ หรือ เทพเจ้าต่างๆ (สิ่งดี)เข้ามาช่วยปัดเป่าสิ่งไม่ดีต่างๆ ออกไป ดิวาลีเป็นวันที่พระจันทร์เต็มดวงนั่นหมายถึงเป็นวันแห่งความสุกสว่างของแสงจันทร์ พระจันทร์เต็มดวงในวันดีปาวาลีนี้ถือเป็นการเต็มดวงครั้งแรกของปีใหม่ เรียกว่า "การติก อมาวาสยา"  แม้ในความมืดแสงจันทร์ยังสว่างเฉิดฉายก็มิต้องเกรงกลัวภยันตรายใดๆ มาแผ้วพาน การบูชาพระแม่ลักษมีในวันพระจันทร์เต็มดวงจึงเป็นการระลึกถึงพระคุณแห่งแสงจันทร์ด้วย
                             


ทั้งนี้นอกจากตะเกียงน้ำมันใบเล็กผู้คนจำนวนมากนิยมวาดภาพสัญลักษณ์รังโกลีด้วยแป้งหลากสีสันและดอกไม้ไว้ที่ประตูทางเข้าบ้าน ตกแต่งบ้านเรือนของพวกเขาอย่างสวยงามด้วยไฟกระพริบบ้างด้วยดิยาบ้าง มีการเล่นดอกไม้ไฟอย่างสนุกสนานในตอนกลางคืนและเป็นช่วงเวลาที่หาซื้อของขวัญโดยเฉพาะขนมหวานและผลไม้แห้งมาแลกเปลี่ยนกันระหว่างเพื่อนฝูงญาติพี่น้องและเพื่อนบ้าน เทศกาลนี้มีความเกี่ยวข้องกับไฟดังนั้นจึงมีชื่อเรียกอีกอย่างว่า เทศกาลแห่งแสงไฟ (The Festival of Lights)

เมื่อถึงเทศกาลทุกบ้านเรือนจะมีการจุดบูชาไฟโดยใช้ตะเกียงดินเผาใบเล็กทำเป็นภาชนะ หรือเรียกกันในชื่อว่า ดิยา (Diya) ซึ่งเป็นตะเกียงดินเผาใบเล็กที่ใช้น้ำมันเนย หรือน้ำมันพืชเป็นเชื้อเพลิงมีฝ้ายหรือสำลีเป็นไส้ตะเกียงและดิยานี้ถือเป็นสัญลักษณ์ของเทศกาลดิวาลีอีกด้วย ผู้คนจึงนิยมซื้อหามาจุดกันในทุก ๆ ที่ของบ้าน ไม่ว่าจะเป็นหลังคาบ้าน ห้องรับแขกห้องครัว แม้แต่ในห้องน้ำ รวมถึงมีการเล่นดอกไม้ไฟกันด้วยและอีกอย่างคือรวมทั้งยังนิยมแขวนดอกไม้และใบมะม่วงไว้ตามประตูและหน้าต่าง เพื่อต้อนรับสิ่งดีงาม ความสุข ความเจริญ และความรุ่งเรืองเข้ามาภายในบ้านอีกด้วย

และในช่วงเวลาดังกล่าวนี้ ชาวอินเดียจำนวนมากจะสวมเสื้อผ้าชุดใหม่และซื้อเสื้อผ้าชุดใหม่ให้กับสมาชิกในครอบครัวมีการแลกเปลี่ยนของขวัญ เลี้ยงอาหาร และแจกขนมหวานนานาชนิด ให้กับทั้งคนในครอบครัว เพื่อนบ้าน และมิตรสหายผู้มาเยี่ยมเยือน พร้อมจุดพลุ ประทัด ดอกไม้ไฟกันอย่างสนั่นหวั่นไหว โดยเชื่อว่าจะเป็นการขับไล่สิ่งชั่วร้ายและสิ่งอัปมงคลให้หมดไป จึงไม่น่าแปลกใจว่าทำไมเด็กๆจึงชอบเทศกาลนี้เป็นอย่างมาก

เทศกาลดีวาลีจึงเป็นเทศกาลแห่งความสนุกสนานและเป็นที่ชื่นชอบของเด็กๆ มากเลยทีเดียวและไม่เฉพาะแต่ชาวฮินดูในประเทศอินเดียเท่านั้นที่เฉลิมฉลองเทศกาลนี้ ทั้งเชน ซิกข์ รวมทั้งศาสนาอื่นๆ ทั่วอินเดียก็มีส่วนร่วมกันอย่างสนุกสนานในเทศกาลนี้ด้วยกัน ก็ขอให้เทศกาลแห่งแสงไฟนี้นำความสว่างสดใส และร่ำรวยมั่งคั่ง มาสู่ชีวิตของทุกคน


อ้างอิง

ตินัย นุตกุล. (2555) ดิวาลี : เทศกาลแห่งแสงสว่าง. (ออนไลน์). สืบค้นเมื่อ 5 กุมภาพันธ์ 2561,  จาก: http://newdelhi.thaiembassy.org/th

เทศกาลบูชาพระแม่ลักษมี และวันปีใหม่ของอินเดีย. (ออนไลน์).  สืบค้นเมื่อ 8 กุมภาพันธ์ 2561, จาก:  https://kamonwanfong.wordpress.com

เทศกาลและวันสำคัญของอินเดีย. (ออนไลน์). สืบค้นเมื่อ  8 กุมภาพันธ์ 2561,  จาก: https://learningpune.org/india-
อ่านเพิ่มเติม »

ขงเบ้ง ปราชญ์ผู้หยั่งรู้ดินฟ้ามหาสมุทร

โดย สุวพิชญ์ เชื้อศรีนนตรี

ในประวัติศาสตร์อันยาวนานนับพันปีของประเทศจีน ไม่มีใครที่ไม่รู้จักยุค “สามก๊ก” ซึ่งเป็นยุคที่แผ่นดินจีนแบ่งออกเป็น 3 แคว้น แต่ละแคว้นต่างก็มีผู้นำและแม่ทัพที่เก่งกล้ามากความสามารถเพื่อทำศึกสงครามระหว่างกัน เมื่อมีแม่ทัพแล้วก็ย่อมต้องมีกุนซือคู่กายแม่ทัพ เฉกเช่นหยินและหยาง และในบรรดากุนซือทั้งหลายผู้ที่มีชื่อเสียงมากที่สุด นั่นก็คือ “ขงเบ้ง” หรือ “จูกัดเหลียง” กุนซือผู้ยิ่งใหญ่และเป็นปราชญ์คนสำคัญแห่งแผ่นดินจีน ผู้ที่ได้รับฉายาจากบังเต็กกงว่า "ฮกหลง" ที่หมายถึง มังกรซุ่มหรือมังกรหลับ

ขงเบ้ง มีชื่อจริงว่า จูกัดเหลียง หรือ จูเก่อเลี่ยง (Zhuge Liang) เกิดเมื่อปี ค.ศ. 181 เป็นชาวหยางตู เมืองหลางหยาหรือมณฑลซานตง ประเทศจีนในปัจจุบัน ขงเบ้งเป็นบุตรชายคนที่ 2 ของจูกัดกุ๋ย ดำรงตำแหน่งเป็นผู้ช่วยของเจ้าเมืองในแถบไท่ซาน ขงเบ้งมีรูปร่างสูง ในหน้าขาวนวลดุจหยก ถือพัดขนนก โพกผ้ามีไหมห้อยระย้า บุคลิกสุขุม รอบคอบ ฉลาด มีเมตตา รอบรู้ศาสตร์ศิลป์ด้านต่างๆ ทั้งวิทยาศาสตร์ โหราศาสตร์ การเมืองการปกครอง การทูต ภูมิศาสตร์และอีกหลากหลาย


ที่มา : http://www.samkok911.com/

เมื่อขงเบ้งอายุได้เพียงแค่ 10 ปี ก็ต้องกลายเป็นกำพร้า เนื่องจากบิดาและมารดาเสียชีวิต ขงเบ้งต้องไปอยู่ในการดูแลของจูกัดเหี้ยนผู้เป็นอา และจูกัดเหี้ยนยังรับดูแลพี่น้องคนอื่นที่เหลืออีกด้วย ในขณะที่อยู่ภายใต้การอุปการะของผู้เป็นอา ขงเบ้งได้มีโอกาสเรียนรู้การเป็นขุนนาง จนกระทั่งจูกัดเหี้ยนเผชิญกับมรสุมทางการเมืองจนต้องพากันอพยพลงใต้ไปขอพึ่งพิงกับเล่าเปียว ใช้ชีวิตด้วยการทำไร่นาเพื่อยังชีพกับพี่น้องคนอื่นๆ และได้เริ่มศึกษาศาสตร์แขนงต่างๆ ในกระท่อมบนภูเขาโงลังกั๋ง เมื่อถึงวัยอันควรขงเบ้งแต่งงานกับนางหวังเย่อิง บุตรีของอองเสหงัน

ขงเบ้ง ได้มาเป็นกุนซือให้กับเล่าปี่เมื่ออายุได้เพียง 26 ปี จากคำแนะนำของชีซีที่ทำให้เล่าปี่ต้องฝ่าความหนาวไปคารวะด้วยตนเองที่กระท่อมไม้ไผ่บนภูเขาโงลังกั๋งถึงสามครั้งสามครา แม้ว่าช่วงแรกขงเบ้งจะไม่ได้เป็นที่ยอมรับของบรรดาทหารจ๊กก๊ก แต่ด้วยความสามารถและผลงานอันเป็นที่ประจักษ์ด้วยการทลายทัพของแฮหัวตุ้น แม่ทัพเอกของโจโฉที่เนินพกบ๋อง ทำให้ขงเบ้งได้รับการยอมรับนับถือและเป็นที่เลื่องลือถึงความสามารถอันปราดเปรื่อง


ภาพที่เล่าปี่มาตามหาจูกัดเหลียงที่กระท่อมไม้ไผ่ที่เขาโงกังลั๋ง
ที่มา : http://oknation.nationtv.tv/

กลศึกที่ทำให้ขงเบ้งเป็นที่กล่าวขานถึงมากที่สุดคือ “ยุทธการศึกเซ็กเพ็กหรือศึกผาแดง” ระหว่างกองทัพฝ่ายพันธมิตรของเล่าปี่กับซุนกวนและอีกฝ่ายคือกองทัพของโจโฉ ในฤดูหนาวปี ค.ศ. 208 ก่อนหน้าที่จะเกิดศึกเซ็กเพ็ก ขงเบ้งรับอาสาเป็นทูตเจรจาเกลี้ยกล่อมซุนกวนให้ร่วมทำศึกตอสู้กับโจโฉ ซุนกวนได้แต่งตั้งจิวยี่เป็นแม่ทัพใหญ่ในการทำศึก จิวยี่นั้นอิจฉาริษยาขงเบ้งคิดหวังกำจัดเสียให้สิ้นซาก จึงวางอุบายสั่งให้ขงเบ้งทำลูกเกาฑัณฑ์หรือลูกธนูไฟจำนวนสิบหมื่นให้เสร็จภายในเวลาสิบวันแต่ขงเบ้งขอเวลาเพียงสามวันเท่านั้น จิวยี่จึงคาดโทษประหารชีวิตไว้หากขงเบ้งไม่สามารถนำลูกเกาฑัณฑ์มาครบจำนวนตามสัญญา ขงเบ้งจึงวางกลยุทธ์จูงแพะติดมือโดยแสร้งว่าจะบุกโจมตีค่ายของโจโฉนำหุ่นฟางไปลวงระดมลูกธนูนับแสนดอกจากทัพของโจโฉ ขึ้นแท่นเรียกลมสลาตันอ่านโองการบัญชาฟ้าดิน และวางกลยุทธ์อยู่เบื้องหลังในการช่วยจิวยี่เผาทำลายทัพของโจโฉกำลังพลเกือบล้านจนหมดสิ้น จนถูกขนานนามว่า “ผู้หยั่งรู้ดินฟ้ามหาสมุทร” และจากเหตุการณ์โจโฉแตกทัพเรือในครั้งนี้ ทำให้เกิดการคานอำนาจทั้งสามฝ่ายขึ้นระหว่างจ๊กก๊กของเล่าปี่ วุยก๊กของโจโฉ และง่อก๊กของซุนกวน

ปี ค.ศ. 211 หลังจากยึดนครเฉิงตูได้แล้ว ขงเบ้งได้รับการแต่งตั้งให้เป็นเสนาธิการกองทัพควบตำแหน่งแม่ทัพฝ่ายซ้ายและได้รับมอบหมายให้บริหารนครเฉิงตูอีกด้วย

หลังจากเล่าปี่ได้ปราบดาภิเษกตนเองขึ้นเป็นฮ่องเต้เจียงหวู่ตี้ ได้แต่งตั้งขงเบ้งเป็นสมุหนายก “เฉิงเซี่ยง” (Prime Minister) มีราชโองการประกาศยกย่องคุณความชอบของขงเบ้ง นอกจากดำรงตำแหน่งสมุหนายกแล้ว ขงเบ้งยังควบตำแหน่งราชเลขาและนายอาลักษณ์ และในเวลาต่อมาเมื่อเตียวหุยได้สิ้นชีพลง ขงเบ้งจึงได้รับตำแหน่งสมุหกลาโหม มีอำนาจบังคับบัญชากองทัพเหล่าขุนพลและนายทหารทั้งปวงของจ๊กก๊ก

ในปี ค.ศ. 223 หลังจากพระเจ้าเล่าปี่สิ้นพระชนม์จากการประชวรหนัก พระเจ้าเล่าเสี้ยนได้ขึ้นครองราชย์สืบต่อมา ทรงแต่งตั้งขงเบ้งขึ้นเป็น “อู่เซียงโหว” (Lord of Wuxiang) ควบตำแหน่งเจ้ามณฑลเอ๊กจิ๋ว(เสฉวน) “อี้โจวมู่” มีอำนาจสูงสุดในการบริหารดูแลกิจการทั้งภายในและภายนอกทั้งหมดของอาณาจักรจ๊กก๊ก

ในปี ค.ศ. 225 ช่วงฤดูใบไม้ผลิ ขงเบ้งบัญชาการกองทัพลงใต้บุกปราบปรามชนเผ่าอานารยชนที่ทำการก่อกบฏ และจากชื่อเสียงของเบ้งเฮ้กผู้นำชนเผ่าทางใต้บริเวณยูนนาน ขงเบ้งจึงสั่งประกาศให้จับเป็น จากการโดนจับตัวแล้วปล่อยไปถึงเจ็ดครั้ง และในครั้งสุดท้ายขงเบ้งจะปล่อยเบ้งเฮ้กไปอีก แต่เบ้งเฮ้กไม่ยอมไปทำให้เบ้งเฮ้กพ่ายแพ้ให้กับขงเบ้ง

ในปี ค.ศ. 234 เดือนที่แปด ขงเบ้งที่มีอาการป่วยเรื่อยมาตั้งแต่ก่อนหน้านี้ อาการได้ทรุดหนักลงอย่างหนัก ในที่สุดก็สิ้นชีพลงในค่ายทหารในวัย 54 ปี  หากแต่ก่อนตายขงเบ้งได้วางกลยุทธ์ยืมซากกู้ชีพ โดยการนำศพของตนไว้บนเกวียนด้วยท่านั่งพร้อมด้วยธงศึกเพื่อหลอกให้สุมาอี้เชื่อว่าขงเบ้งยังไม่ตาย ด้วยกลนี้เองทำให้กองทัพของขงเบ้งยกทัพเดินทางกลับเอ๊กจิ๋วจากการทำศึกกับสุมาอี้ได้อย่างปลอดภัย


จูกัดเหลียง ภาพวาดจากหนังสือ "Wan hsiao tang-Chu chuang -Hua chuan"

หลังจากขงเบ้งได้สิ้นชีพลงแล้วทัพจ๊กก๊กก็ได้ถอยทัพกลับนครเฉิงตูไปจนหมดสิ้น พระเจ้าเล่าเสี้ยนได้พระราชทานพระราชโองการ ประกาศยศขงเบ้งเป็นพระยาผู้สู้ศึกด้วยความจงรักภักดี “จงอู่โหว” (Loyal and Martial Lord) และศพของขงเบ้งถูกฝังไว้บนเชิงเขาเตงกุนสัน ที่เมืองฮั่นจงตามความปรารถนาสุดท้ายของขงเบ้งที่ให้ภูเขาเป็นดั่งสุสาน โดยก่อนการสิ้นชีพของขงเบ้งได้ประพันธ์ตำราพิชัยสงคราม 36 บทขึ้นมาและได้มอบให้เกียงอุยเป็นผู้ดูแลและรักษาต่อไป ซึ่งเป็นศาสตร์ที่เกี่ยวกับแม่ทัพ 50 ประการ และศาสตร์การปกครอง 16 ประการ

แม้ว่าในปัจจุบันนี้ประเทศจีนจะไม่ได้อยู่ในภาวะสงครามแล้ว แต่จะเห็นได้ว่ามีการนำกลยุทธ์และหลักการต่างๆ ของขงเบ้งที่ใช้ในการทำศึกสงครามมาปรับใช้เป็นกลยุทธ์ในเชิงการค้า อีกทั้งการบริหารจัดการ การปกครองประเทศ หรือแม้แต่การปรับปรุงพัฒนาตนเอง ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความฉลาดปราดเปรื่องและรอบรู้สรรพวิชาอย่างแตกฉานของขงเบ้งที่ไม่ว่าในอดีตหรือปัจจุบันผู้คนทั้งหลายต่างยอมรับและต้องการความสามารถเช่นนี้ของเขาอย่างยิ่ง



อ้างอิง

จูกัดเหลียง.  (2560). สืบค้นเมื่อ 23 กุมภาพันธ์ 2561, จาก https://th.wikipedia.org/wiki/จูกัดเหลียง

ทำนุ นวยุค.  (2547).  ยอดขุนพลจากปัญญาขงเบ้ง.  กรุงเทพฯ: สุขภาพใจ.

ไป่ลี่หมิง.  (2552).  อ่านความคิดขงเบ้ง.  พิมพ์ครั้งที่ 2.  กรุงเทพฯ: ณ ดา สำนักพิมพ์.

ยศไกร.  (2558).  เจาะลึกเหล่าขุนพลสามก๊ก.  สืบค้นเมื่อ 23 กุมภาพันธ์ 2561, จาก https://writer.dek-d.com/eagle/story/viewlongc.php?id=10590&chapter=15

เล่า ชวน หัว.  (2546).  เปิดหน้ากากขงเบ้ง ภาคหนึ่ง.  พิมพ์ครั้งที่ 8.  กรุงเทพฯ: เคล็ดไทย.

อ่านเพิ่มเติม »

วัฒนธรรมเคป็อป (K-Pop)

โดย ชัยดิลก อัสสพันธ์

ยุคโลกาภิวัฒน์โลกไร้พรมแดนทำให้เกิดการติดต่อสื่อสารได้อย่างง่ายดายและรวดเร็ว สินค้าและวัฒนธรรมจากประเทศหนึ่งหลั่งไหลสู่อีกประเทศหนึ่ง หรือจากซีกโลกหนึ่งไปสู่อีกซีกโลกหนึ่งอย่างมากมายและง่ายดาย กระแสอเมริกานิยม (Americanization) ที่เคยเกิดขึ้นหลายสิบปีก่อนอาจกล่าวได้ว่าคือ ตัวอย่างแรกๆ ของกระบวนการผ่อนถ่ายขายสินค้าผ่านการแทรกซึมของวัฒนธรรมอเมริกัน โดยมีสินค้าฮอลลีวูด (Hollywood Product) เป็นตัวนำร่อง

เมื่อลมพัดหวนกลับมายังฝั่งตะวันออก วัฒนธรรมเอเชียกลายเป็นจุดสนใจของชาวโลกมากขึ้นเรื่อยๆ ประเทศจีนกลายเป็นพี่ใหญ่แห่งเอเชียที่ดูจะเป็นตัวเต็ง เพราะเป็นประเทศแรกของเอเชียที่เริ่มเผยแพร่วัฒนธรรมจีนผ่านภาพยนตร์ ละครโทรทัศน์ ส่งไปจำหน่ายในประเทศต่างๆ ทั่วโลก ต่อมาก็กระแสนิยมญี่ปุ่น ที่เริ่มมาแรงในช่วง 10 กว่าปีที่ผ่านมา สร้างมูลค่าและค่านิยมอันดีต่อภาพลักษณ์ของประเทศญี่ปุ่นได้มากขึ้น และกลายเป็นประเทศที่ได้รับความนิยมในโลกอีกประเทศหนี่ง

จนกระทั่งในปัจจุบันที่จะปฏิเสธไม่ได้เลยว่าวัฒนธรรมเคป็อป หรือที่เรียกกันว่า  Korean pop culture ในปัจจุบันได้รับความนิยม มีอิทธิพล และแพร่กระจายไปทั่วเอเชีย จากเดิมที่เกาหลีใต้เป็นเพียงประเทศเล็กๆ ที่ยูเนสโกเคยจัดอันดับให้เป็นหนึ่งประเทศยากจนเมื่อหลายสิบปีก่อน เพราะเป็นประเทศที่ผ่านสงครามซ้ำแล้วซ้ำเล่า อีกทั้งยังมีวัฒนธรรมที่ไม่โดดเด่นเท่ากับประเทศเพื่อนบ้านจีน หรือญี่ปุ่นที่มีต้นทุนทางวัฒนธรรมสูง แต่เกาหลีใต้ได้พยายามประชาสัมพันธ์ตัวเอง และเผยแพร่วัฒนธรรมให้เป็นที่รู้จักแพร่หลายไปทั่วเอเชีย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการแปลงต้นทุนทางวัฒนธรรมที่มีอยู่ให้เป็นสินค้าทางวัฒนธรรมผ่านการวางแผนยุทธศาสตร์ มีการเตรียมความพร้อมที่ชัดเจนและจริงจัง จนกลายเป็นแบรนด์สินค้าวัฒนธรรมที่มีศักยภาพอย่างยิ่งในการเจาะตลาดเอเชีย สร้างรายได้เข้าประเทศอย่างมหาศาล โดยมีวัฒนธรรมหรือกระแส K-Pop ที่เต็มไปด้วยศิลปินหรือนักร้องเกาหลี (Idol) ไม่ว่าจะเป็นศิลปินเดี่ยวหรือศิลปินกลุ่ม และเป็นที่นิยมอย่างถึงขีดสุดในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา จัดเป็นผลผลิตชั้นยอดของเกาหลีใต้ที่พัฒนาให้ศิลปินเหล่านี้กลายเป็น “แบรนด์ทางวัฒนธรรม”



นักสังคมวิทยา จอห์น ลี ได้อธิบายถึงการได้รับความนิยมของวัฒนธรรมเคป็อปนั้นเกิดขึ้นได้ด้วยลักษณะการรวมแนวทางดนตรีที่ทันสมัยเหมือนฝั่งตะวันตกไม่ว่าจะเป็น อิเล็กทรอนิกส์ อาร์แอนบี และ       ฮิปฮอบ เข้าด้วยกันจนเกิดเป็นลักษณะดนตรีที่เป็นเอกลักษณ์ของตนเอง การเต้นที่พร้อมเพรียงกันของ         วงเกิร์ลกรุ๊ปและบอยแบรนด์ อีกทั้งเพลงยังมีท่วงทำนองที่เข้าถึงง่ายผ่านการร้องโดยศิลปินที่มีหน้าตาสวยหล่อ และจะไม่มีเรื่องเซ็ก รอยสัก, เจาะ, ยาเสพติด เหมือนศิลปินฝั่งทางด้านตะวันตก สิ่งเหล่านี้ได้กลายเป็นลักษณะของวัฒนธรรมเกาหลีสมัยใหม่  จึงทำให้วัฒนธรรมเคป็อปนั้นได้รับความนิยมไปทั่วทั้งเอเชียและทั่วโลกในปัจจุบัน โดยผ่านความร่วมมือระหว่าง รัฐบาล สื่อ และผู้ประกอบการด้านบันเทิงต่างๆ ซึ่งมีนโยบายการจัดการที่จริงจัง ในการนำเอาวัฒนธรรมเคป็อปเผยแพร่ไปยังมุมต่างๆ ของโลก ทำให้จากหลายปีที่ผ่านมาวัฒนธรรมเคป็อปได้รับความนิยมและการตอบรับที่ชัดเจน ถือได้ว่าเป็นความประสบความสำเร็จที่สำคัญของเกาหลีใต้ก็ว่าได้ เพราะนอกเหนือไปจากความนิยมและผลตอบรับอย่างมากจากแฟนๆ ในเอเชียแปซิฟิก ยังพบว่าในส่วนของยุโรป อเมริกา หรือแม้แต่ตะวันออกกลาง ก็ได้รับความนิยมและการตอบรับจากกระแสวัฒนธรรมเคป็อปที่ได้แพร่กระจายมาเช่นเดียวกัน

หากพิจารณามองสังคมและวัฒนธรรมของเกาหลีใต้เมื่อ 20 ปีก่อน ก็จะสามารถอธิบายการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและวัฒนธรรมที่ได้ไหลผ่านสังคมของเกาหลีใต้ในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา รวมทั้งการลดลงของจริยธรรมขงจื้อ การปฏิเสธพิธีกรรมและค่านิยมที่ดั้งเดิมที่มองว่าเราควรที่จะให้เกียรติกับร่างกายที่เป็นสิ่งที่พ่อแม่ให้มา ไม่ควรที่จะแสดงร่างกายของตน ยึดถือใบหน้า รูปร่างที่ดั้งเดิมของตนเองโดยไม่ตกแต่งหรือศัลยกรรมเพื่อความงาม แต่ในปัจจุบันผู้คนในเกาหลีใต้นิยมความสวยความงามเพิ่มมากขึ้น โดยจะสังเกตได้จาก ดารา นักร้องหรือไอดอล ต่างมีหน้าตาที่สวยหล่อ สูง ผอม ด้วยการทำศัลยกรรมจนกลายเป็นอุตสาหกรรมอย่างหนึ่งที่ดึงดูดให้คนทั่วโลกต้องการเข้ามาทำศัลยกรรมที่เกาหลีใต้ จากการพิจารณาสังคมและวัฒนธรรมข้างต้น ก็จะสามารถเห็นการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจน ผ่านการพัฒนาในกระบวนการทำให้วัฒนธรรมเป็นสินค้าของเกาหลีใต้ ซึ่งมีการวิเคราะห์ความเป็นมาของวัฒนธรรมเกาหลีใต้สมัยใหม่ว่า พวกเขาได้รับอิทธิพลอย่างมากจากการตกเป็นอาณานิคมของประเทศญี่ปุ่น และการได้รับอิทธิพลจากวัฒนธรรมอเมริกาและโลกาภิวัฒน์ที่ผ่านมา สิ่งเหล่านี้ได้ทำให้เกิดการพัฒนาและหลอมรวมเกิดเป็นวัฒนธรรมเกาหลีสมัยใหม่ ผ่านระบบการทำงานของนวัตกรรมทางเศรษฐกิจและการผลิตสินค้าทางวัฒนธรรม ไม่ว่าจะเป็นในรูปแบบของ เพลง ละครโทรทัศน์ ภาพยนตร์ ฯลฯ  นอกจากการหลอมรวมวัฒนธรรมจนเกิดเป็นลักษณะของวัฒนธรรมเกาหลีสมัยใหม่แล้ว ยังมีการพัฒนาที่ได้รับอิทธิพลด้านกลยุทธ์และการวางแผนที่ทำให้เกาหลีใต้นำมาปรับปรุงและพัฒนามาตลอด ทั้งการออกแบบสินค้าจากประเทศเดนมาร์ก เทคโนโลยีการผลิตจากประเทศเยอรมัน และกลยุทธ์การตลาดจากประเทศญี่ปุ่น



ดังนั้นวัฒนธรรมเคป็อปจึงถือได้ว่าเป็นวัฒนธรรมสมัยใหม่ ซึ่งเป็นผลผลิตของกระบวนการครอบโลกที่เรียกว่า โลกาภิวัฒน์ และเป็นวัฒนธรรมที่เกิดจากการผลิตของสื่อมวลชนและสินค้าในระบบทุนนิยมที่ได้รับการผลิตคิดค้น นำเสนอและเผยแพร่ในสังคมหนึ่งเพื่อผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและสังคม โดยหากเรามองวัฒนธรรมสมัยใหม่เพียงผิวเผินก็อาจทำให้เราเกิดความไม่เข้าใจ มีอคติกับวัฒนธรรมสมัยใหม่ แต่อย่าลืมว่าวัฒนธรรมที่สูญสลายไปในอดีต สาเหตุหนึ่งก็เพราะว่าไม่สามารถปรับตัวกับกระแสปัจจุบันได้ ดังนั้นเราต้องรู้เท่าทันและเข้าใจมัน ในเนื้อแท้ มิใช่เปลือกนอกที่กลวงเปล่า วัฒนธรรมสมัยใหม่จึงเป็นสีสันของยุคสมัยใหม่ เป็นความเคลื่อนไหวที่น่าจับตามอง เพราะวัฒนธรรมไม่ใช่ค่านิยม อุดมคติ หรือความใฝ่ฝัน วัฒนธรรมไม่ใช่สิ่งประเสริฐหรือเครื่องมือบอกถึงความเจริญงอกงามในวิถีชีวิตของคน วัฒนธรรมคือสิ่งที่เป็นธรรมดาสามัญหรือวิถีธรรมดาสามัญของโลกและชีวิตเท่านั้นเอง


อ้างอิง 

Sohn Ji-young.  2557.  “Understanding contemporary South Korea through K-pop.”[ออนไลน์].     สืบค้นเมื่อ 17 มกราคม 2560, จาก: http://www.koreaherald.com/view.php?ud=20140714000987  .

“เบื้องหลังความสำเร็จแห่กระแส K-POP กับมนตรา 3 ประการ.”[ออนไลน์].  2552.  สืบค้นเมื่อ 17 มกราคม 2560, จาก http://forums.soshifanclub.com/index.php?showtopic=24772 

สุภัทรา สุชชู.  2549.  “Hallyu คลื่นความมั่งคั่งของเกาหลี.”[ออนไลน์].  สืบค้นเมื่อ 17 มกราคม 2560, จาก http://www.positioningmag.com/ 

อ่านเพิ่มเติม »

จุดจบราชวงศ์ชิง

โดย นายโสรัตน์  สันหา

เป็นเวลากว่า 268 ปี ที่ราชวงศ์ชิงได้ปกครองแผ่นดินจีน มันเป็นยุคที่จีนมีอาณาเขตกว้างใหญ่ไพศาลที่สุด และทรงอิทธิพลอย่างมาก เเต่เมื่อมองให้ลึกลงไปอย่างละเอียด ราชวงศ์ชิงเป็นยุคที่เสื่อมถอยความเจริญอย่างมาก อีกทั้งภัยจากมหาอำนาจตะวันตกได้เริ่มแผ่ขยายอิทธิพลมายังโลกตะวันออก นำไปสู่เหตุการณ์ที่ทำให้ระบบจักรพรรดิที่ใช้มากว่า 2000 ปีต้องปิดฉากลง

ราชวงศ์ชิงเป็นราชวงศ์ของชาวแมนจู เดิมที่นั้นชาวแมนจูเป็นชนเผ่าเร่รอนที่อาศัยอยู่ในเขตเเมนจูเรีย หรือทางตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศจีนในปัจจุบัน ซึ่งเป็นพื้นที่สภาพแห้งเเล้งและมีอากาศหนาวเย็น

เมื่อครั้งช่วงปลายราชวงศ์หมิง แผ่นดินเกิดความวุ่นวาย เกิดกบฏขึ้นในหลายพื้นที่ ผู้นำเผ่าแมนจู ชื่อ นู่เอ๋อร์ฮาชื่อ ได้ถือโอกาสรวบรวมกำหลังพล ยกทัพเข้าพิชิตกรุงปักกิ่งอันเป็นราชธานีของราชวงศ์หมิง เปิดศักราชชาวแมนจูปกครองแผ่นดินจีน

ในช่วงต้นราชวงศ์ชิงปกครองจีนอยู่นั้น ได้เกิดกบฏอยู่บ่อยครั้งอันเนื่องมาจากชาวฮั่น ไม่พอใจที่ราชวงศ์ชิงซึ่งเป็นชาวเเมนจูเข้ามาเป็นใหญ่ ดังนั้นในช่วงแรกจึงได้มีการใช้นโยบายที่ประนีประนอมเพื่อให้เกิดสันติสุข และแข็งกร้าว เพื่อควบคุมไม่ให้เกิดการกบฏ

ในช่วงต้นของการเข้าปกครอง จักรพรรดิหลายพระองค์ได้แสดงให้เห็นถึงแสนยานุภาพของกองทัพแมนจู ได้มีการขยายอาณาเขตของจักรวรรดิไปอย่างกว้างใหญ่ไพศาล ทางทิศเหนือมีพื้นที่ครอบคลุมเขตแมนจูเรีย มองโกเลีย ทางตะวันตกสามารถพิชิตดินแดนของชาวทิเบต และชาวอุยกูร์  ดังนั้นในช่วงยุคต้นของราชวงศ์ชิงจึงเป็นช่วงที่มีความรุ่งเรืองอย่างมาก

แต่แล้วราชวงศ์ชิงก็ไม่อาจควบคุม และรักษาเสถียรภาพของประเทศไว้ได้ ดังคำโบราณว่าไว้ สถานการณ์ในแผ่นดินนี้ เมื่อแตกแยกมานานก็จะรวมสมาน รวมสมานมานานก็จะแตกแยก หลังรัชสมัยของพระเจ้าเฉียนหลง

(1711–1799) ราชวงศ์ชิงเริ่มอ่อนแอและความเจริญรุ่งเรืองลดลง เกิดปัญหาในประเทศมากมายทั้งปัญหาการทุจริตของข้าราชการ ท้องพระคลังเริ่มขัดสนอันเนื่องมาจากการทำสงครามในช่วงยุคแรกๆ ปัญหาภัยธรรมชาติและขาดที่ดินทำกิน ประกอบกับชาติมหาอำนาจในยุคล่าอาณานิคม ที่ราชวงศ์ชิงไม่อาจทานได้เพราะระบบการปกครอง และเศรษฐกิจที่ล้าสมัย

ประเด็นสำคัญที่ทำให้ราชวงศ์ตกต่ำลงนั้น เห็นจะเป็นความล้าหลังทั้งด้านการปกครอง เศรษฐกิจ การทหาร เทคโนโลยี เหตุการณ์ที่แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนคือ สงครามฝิ่นครั้งที่ 1 (1711–1799) ผลของสงครามคือจีนพ่ายแพ้ต่ออังกฤษ อย่างหมดรูป แสดงให้เห็นว่า กองทัพของจีนล้าหลัง และไร้ประสิทธิภาพกว่าของทัพอังกฤษ


กองเรือสหราชอาณาจักรรบกับกองเรือสำเภาของจีน

การที่จีนรบแพ้อังกฤษในสงครามฝิ่นครั้งแรกนั้นทำให้จีนต้องลงนามในสนธิสัญญาไม่เป็นธรรมและต้องสูญเสียฮ่องกงให้แก่อังกฤษ และยกเลิกระบบการค้าแบบกวางตุ้งให้เป็นแบบเสรีในเมืองแถบชายฝั่งทะเล และเสียค่าปฏิกรรมสงครามจำนวนมาก ในช่วงนั้นท้องพระคลังเริ่มขาดแคลนจึงขูดรีดภาษีจากประชาชน ทำให้ประชาชนอดอยาก สังคมเริ่มวุ่นวาย ไร้ความสงบสุข ประชาชนเริ่มรวมตัวต่อต้านอำนาจรัฐกลายเป็นกบฏไท่ผิงขึ้น

รัฐบาลชิงใช้เวลาหลายปีในการจัดการกบฏไท่ผิง จนกระทั่งปี 1864 จึงปราบปรามสำเร็จ แต่ปัญหาใหม่ของรัฐบาลราชวงศ์ชิงก็เริ่มปรากฏให้เห็นอีกมากขึ้นเรื่อยๆ

ช่วงปลายศตวรรษที่ 19 ญี่ปุ่นเพื่อนบ้านของจีนได้ทำการปฏิรูปประเทศให้ทันสมัย และยังมีความต้องการขยายอิทธิพลเข้าสู่ภาคพื้นทวีป ผ่านทางเกาหลี รัฐบาลราชวงศ์ชิงให้ให้ความคุ้มครองเกาหลีจึงต้องส่งทหารเข้าร่วมการรบในสงครามจีน - ญี่ปุ่น ครั้งที่ 1  ผลของสงครามคือญี่ปุ่นชนะ ราชสำนักชิงต้องยกเกาหลี  ไต้หวัน และชดเชยค่าทำปฏิกรรมสงครามจำนวนมาก ทำให้มีการขูดรีดภาษีจากประชาชนหนักขึ้นไปเรื่อยๆ

จักรพรรดิกวางสู (1875–1908) จึงเริ่มตระหนักถึงความสำคัญที่ต้องปฏิรูปประเทศให้ทันสมัยอย่างยุโรป คังโยวเหวย นักปฏิรูปคนสำคัญชาวจีนในช่วงปลายราชวงศ์ชิง ได้เสนอแผนการปฏิรูปประเทศให้เข้มแข็ง ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากจักรพรรดิกวางสูเป็นอย่างดี แต่ล้มเหลวเนื่องจากพระนางซูสีไทเฮาซึ่งเป็นผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน กุมอำนาจว่าราชการมาตั้งแต่รัชสมัยของจักรพรรดิพระองค์ก่อน พระนางทรงคัดค้านเพราะเห็นว่าการปฏิรูปนั้นจะเกิดผลเสียมากว่าผลดี การปฏิรูปจึงดำเนินได้แค่เพียง  100  วัน

ในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 ย่างเข้าสู่ศตวรรษที่  20 แรงกดดันต่อราชสำนักมีมากขึ้น มีทั้งฝ่ายที่ต้องการให้มีจักรพรรดิภายใต้รัฐธรรมนูญ กับฝ่ายที่ต้องการล้มล้างราชวงศ์  เพื่อเป็นการลดแรงกดดันของประชาชน ราชสำนักชิงเลือกที่จะให้มีการร่างรัฐธรรมนูญเกิดขึ้น อีกทั้งยังได้สถาปนาจักรพรรดิพระองค์ใหม่ “ปูยี”


รูป จักรพรรดิปูยีขณะถ่ายภาพในพระราชวังต้องห้าม
ที่มา : https://www.findagrave.com/

แต่ร่างรัฐธรรมนูญที่ประกาศใช้นั้นกลับสร้างความผิดหวังแก่ประชาชนอย่างมาก เพราะว่าได้กำหนดให้มีการแต่งตั้งบุคคลเข้าดำรงตำแหน่งผู้บริหารที่เป็นเชื้อพระวงศ์ชิงจำนวนมาก สร้างความไม่พอใจแก่ประชาชนอย่างมาก ความกดดันที่ต้องล้มล้างราชวงศ์ชิงจึงมีมากขึ้น

ใน 1911 จึงได้มีการบีบให้จักรพรรดิปูยีสละราชสมบัติ ขณะนั้นทรงมีอายุเพียง 6 พรรษา ถือเป็นการสิ้นสุดของประวัติศาสตร์การปกครองระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ในจีนที่มีมายาวนานหลายพันปี ส่วนประเทศจีนก็ยังคงเดินหน้าต่อไปภายใต้การปกครองแบบสาธารณะรัฐ มีประธานาธิบดีเป็นผู้นำรัฐบาล

ข้อสันนิษฐานเกี่ยวกับการล้มล้างราชวงศ์ชิงนั้น มีอยู่หลายประการแต่ประเด็นสำคัญสุดคือการที่ชนชั้นสูงในราชสำนักละเลยต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก ซึ่งหลายคนยังคงยึดมั่นในหลักการแบบขงจื้อในการบริหารบ้านเมือง ตรงกันข้ามกับญี่ปุ่นที่มีความทะเยอทะยานที่จะปฏิรูปประเทศให้ทันสมัยและทัดเทียมกับชาติอื่นๆ จนสามารถกลายเป็นมหาอำนาจได้

การล้มล้างราชวงศ์จึงเป็นความหวังที่จะทำให้ประเทศหลุดพ้นจากความล้าหลัง แต่จีนก็ยังคงไม่ประสบความสำเร็จที่จะพัฒนาตนเองให้ทันสมัยทันเทียมกับนานาชาติ เพราะปัญหาภายในที่ยังคงมีอยู่ประกอบกับเกิดสงครามโลกครั้งที่ 1 และสงครามโลกครั้งที่ 2 ทำให้การพัฒนาประเทศต้องหยุดชะงักไปช่วงหนึ่ง

ตลอดระยะเวลากว่า 260 ปีที่ราชวงศ์ชิงเข้าปกครองประเทศจีน เป็นยุคที่โลกเริ่มมีการติดต่อ แลกเปลี่ยนวัฒนธรรมกันอย่างแพร่หลาย องค์ความรู้ วิทยาการ อุดมการณ์ทางการเมือง จากตะวันตกได้ไหล่บ่ามายังโลกตะวันออก เป็นแรงกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างมากมาย การปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์โลกจึงเป็นสิ่งสำคัญที่หลายชาติต้องตระหนักอย่างมาก

การปฏิรูปเมจิในญี่ปุ่นช่วงปลายศตวรรษที่ 18 แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าการปรับปรุงตนเองให้เข้ากับสถานการณ์โลกนั้นจึงจะทำให้ชาติบ้านเมือง รวมไปถึงราชวงศ์นั้นอยู่รอดต่อไปได้ ในทางกลับกันราชสำนักชิงกลับไม่ได้ใส่ใจถึงเรื่องการปรับปรุงตนเองให้สอดคล้องกับความเป็นไปของสถานการณ์โลก จึงเป็นเหตุที่ทำให้สิ้นสุดเกียรติยศ ความเกรียงไกรของราชวงศ์ที่บรรพบุรุษได้สั่งสมเอาไว้


อ้างอิง

จันทร์ฉาย ภัคอธิคม. (2553). ประวัติศาสตร์เอเชียตะวันออกสมัยใหม่. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัย รามคำแหง

แฟร์แบงค์, เจ. เค., ไรเชาเออร์, อี. โอ., และ เคร็ก, เอ. เอ็ม. (2525). เอเชียตะวันออกยุคใหม่ เล่ม 1 (เพ็ชรี สุมิตร, ผู้แปล) กรุงเทพฯ: ไทยวัฒนาพาณิชย์. (ต้นฉบับปี 1965)

หวัง, หลง. (2559). ราชสำนักจีนหันซ้าย โลกหันขวา (เขมณัฎฐ์ ทรัพย์เกษมชัย และ สุดารัตน์ วงศ์กระจ่าง, ผู้ แปล). กรุงเทพฯ: มติชน. (ต้นฉบับพิมพ์ปี 2010)

อั้ยชิง เจี่ยวหรอ ฟู่อี้. (2533). จากจักรพรรดิสู่สามัญชน. (ยุพเรศ วินัยธร, ผู้แปล) กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์ธรรมสาร.


อ่านเพิ่มเติม »

สงครามอ่าวเปอร์เซีย (Persian Gulf War)

โดย ชุติกาญจน์  ชมภูวัฒนา

ทวีปตะวันออกกลางนับเป็นดินแดนภูมิภาคหนึ่งที่เกิดปัญหาความขัดแย้ง และส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของโลกอย่างต่อเนื่อง ทำให้ประเทศมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกา และประเทศอื่นๆพยายามเข้าไปแทรกแซงและมีบทบาทในการแก้ไขปัญหา ซึ่งรวมถึงการเข้าไปแสวงประโยชน์จากทรัพยากรน้ำมันที่ใหญ่ที่สุดของโลกอีกด้วย อย่างเช่นเหตุการณ์ สงครามอ่าวเปอร์เซีย



สงครามอ่าวเปอร์เซีย เกิดขึ้นในปีพ.ศ.2533 เป็นสงครามที่สืบเนื่องมาจากสงครามอิรัก-อิหร่าน ในปีพ.ศ.2523 ซึ่งมีสาเหตุมาจากประเทศอิรักได้รับการสนับสนุนจากประเทศต่างๆ ในตะวันออกกลาง รวมทั้งประเทศในตะวันตกอย่างสหรัฐอเมริกา เนื่องจากความเกรงกลัวในการขยายอิทธิพลการปฏิวัติทางศาสนาของประเทศอิหร่านเข้ามายังประเทศอื่นๆ ในตะวันออกกลาง เพราะประเทศในตะวันออกกลางส่วนใหญ่นับถือนิกายซุนนี แต่ประเทศอิหร่านนับถือนิกายชีอะห์ และยังมีสาเหตุมาจากประเทศอิรักไม่พอใจที่ประเทศอิหร่านเข้ามายึดครองดินแดนเกาะสำคัญในอ่าวเปอร์เซีย ซึ่งเป็นเส้นทางควบคุมการขนส่งออกสู่อ่าวเปอร์เซีย อีกทั้งยังมีปัญหาการแบ่งเขตแดน ปัญหาเรื่องชนกลุ่มน้อย จึงทำให้เกิดสงครามขึ้น และเกิดการค้าขายอาวุธสงครามครั้งใหญ่ สงครามยุติลงด้วยความเสียหายของทั้ง 2 ฝ่าย หลังจากสงครามจบลงทำให้ประเทศอิรักตระหนักว่าประเทศอิรักมีกองทัพที่เข้มแข็ง พร้อมที่จะเปิดศึกกับประเทศอื่นๆ ในตะวันออกกลาง อีกทั้งความสัมพันธ์ระหว่างประเทศระหว่างประเทศอิรัก ประเทศอียิปต์ และประเทศจอร์แดน มีความสัมพันธ์ที่ดี เพราะได้ให้การช่วยเหลือในการสงครามกับประเทศอิรักมาโดยตลอด เมื่อประเทศอิรักตระหนักว่าประเทศอิรักมีกองทัพที่เข้มแข็ง จึงทำให้กล้าที่จะยกกองทัพบุกประเทศคูเวต จนกลายเป็นสงครามอ่าวเปอร์เซีย

จุดเริ่มต้นของสงครามอ่าวเปอร์เซีย คือ เมื่อสงครามอิรัก-อิหร่านยุติลงทำให้ประเทศอิรักล้มละลาย และเผชิญกับหนี้สินจากการทำสงคราม โดยกู้ยืมมาจากประเทศซาอุดิอาระเบียและประเทศคูเวตรวมกันเป็นจำนวนมาก ประเทศอิรักได้เรียกร้องให้ทั้ง 2 ประเทศ ยกหนี้ที่ติดค้างให้ แต่กลับถูกทั้ง 2 ประเทศปฏิเสธ ทำให้ประเทศอิรักกล่าวหาประเทศคูเวตว่าลักลอบขุดน้ำมันในเขตของตน และอ้างความชอบธรรมเหนือประเทศคูเวต ในฐานะที่เคยเป็นจังหวัดหนึ่งของอาณาจักรออตโตมัน ซึ่งประเทศอิรักถือว่าตนมีสิทธิในการปกครองประเทศคูเวตต่อจากออตโตมัน อีกทั้งยังกล่าวหาว่าประเทศคูเวตมีส่วนทำให้ราคาน้ำมันตกต่ำจากช่วงที่ประเทศอิรักยุติสงครามกับประเทศอิหร่าน ซึ่งเป็นช่วงที่ราคาน้ำมันในตลาดโลกตกต่ำ และยังกล่าวหาว่าประเทศคูเวตสูบน้ำมันมาจากแหล่งประเทศของตน ประเทศอิรักจึงขอเจรจาเรื่องพรมแดนกับประเทศคูเวต ซึ่งประเทศอิรักหวังว่าจะได้ดินแดนที่เป็นแหล่งน้ำมันเพิ่มขึ้น และอาจจะได้ดินแดนที่เป็นทางออกสู่อ่าวเปอร์เซียกว้างขึ้นด้วย แต่ถูกประเทศคูเวตปฏิเสธคำขอ เนื่องจากประเทศคูเวตมีประเทศมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกาหนุนหลังธุรกิจน้ำมันอยู่

จนเมื่อวันที่ 2 สิงหาคม พ.ศ.2533 กองกำลังทหารประเทศอิรัก ภายใต้การนำของประธานาธิบดีซัดดัม ฮุสเซน บุกเข้ายึดประเทศคูเวต จึงทำให้สหประชาชาติคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจกับประเทศอิรักในทันที ให้ธนาคารทั่วโลกอายัดทรัพย์สินของประเทศอิรักและประเทศคูเวต และยังมีมติให้ใช้ปฏิบัติการทางทหารเพื่อขับไล่กองทัพอิรักออกจากประเทศคูเวต ทางฝ่ายประธานาธิบดีซัดดัม ฮุสเซน ของประเทศอิรักไม่ยอมถอนกำลังทหารออกจากประเทศคูเวตตามคำสั่งของสหประชาชาติ กองกำลังสหประชาชาติภายใต้การนำของประเทศสหรัฐอเมริกาและพันธมิตรกว่า 30 ประเทศ ได้ร่วมกับกลุ่มสันนิบาตอาหรับ 12 ประเทศ ร่วมปฏิบัติการทางทหารที่เรียกว่า ยุทธการพายุทะเลทราย กองกำลังสหประชาชาติได้เคลื่อนทัพปลดปล่อยประเทศคูเวต และยกทัพเข้าสู่ประเทศอิรักในเวลาต่อมา จนทำให้ประเทศอิรักยอมลงนามยุติการสู้รบ เป็นผลให้ประเทศอิรักถูกควบคุมอย่างเข้มงวด ถูกตรวจสอบอาวุธ รวมถึงการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ

อีกหนึ่งความสูญเสียหลังการถอนกำลังออกจากประเทศคูเวตคือ ประเทศอิรักได้จุดไฟเผาบ่อน้ำมันหลายร้อยบ่อ และปล่อยลงสู่อ่าวเปอร์เซีย เป็นการจงใจทำลายทรัพยากรธรรมชาติและระบบนิเวศ ต่อมาประเทศสหรัฐอเมริกาได้ส่งกองทัพบุกเข้าประเทศอิรักเพื่อปลดปล่อยประเทศอิรักจากระบอบเผด็จการของประธานาธิบดีซัดดัม ฮุสเซน จึงโคนล้มรัฐบาลของซัดดัม ฮุสเซนลง และจัดตั้งรัฐบาลใหม่ที่นิยมตะวันตก ประเทศสหรัฐอเมริกาได้ใช้ทฤษฎีการทำสงครามก่อนที่จะถูกศัตรูโจมตี หรือเรียกว่า สงครามป้องกันตนเอง มีการถล่มทางอากาศครั้งใหญ่ ซึ่งเป็นยุทธวิธีการทำลายขวัญและกำลังใจ สร้างความหวาดกลัว จนฝ่ายตรงข้ามยอมจำนนในรูปของสงครามจิตวิทยา ชนะโดยไม่ต้องสู้รบและสูญเสียน้อยที่สุด

ปฏิบัติการดังกล่าวเสร็จสิ้นลงอย่างรวดเร็ว ด้วยการทหารและอาวุธสงครามที่เหนือกว่าของประเทศสหรัฐอเมริกา สงครามครั้งนี้ ถือเป็นสงครามไฮเทคดิจิตอลของระบบทุนนิยมโลก โดยอ้างความชอบธรรมในนามของความมั่นคงที่ยั่งยืน และสันติภาพที่ถาวรของโลก มีการนำอาวุธที่ทันสมัยออกมาสู้รบ

ต่อมาในวันที่ 13 ธันวาคม 2546 กองกำลังของประเทศสหรัฐอเมริกาสามารถจับตัวซัดดัม ฮุสเซน ได้สำเร็จ และส่งมอบให้แก่รัฐบาลของประเทศอิรัก เพื่อนำตัวไปไต่สวน ซึ่งศาลของประเทศอิรักได้ตัดสินให้ซัดดัม ฮุสเซน มีความผิดในข้อหาอาชญากรสงคราม อาชญากรรมต่อมนุษยชาติ และฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ และให้ลงโทษประหารชีวิตโดยการแขวนคอ

สงครามที่เกิดขึ้นนี้เป็นปัญหาที่ท้าทายบทบาทของสหประชาชาติ และเป็นปัญหาภาพลักษณ์ของประเทศสหรัฐอเมริกาที่ชี้นำและดำเนินการโดยพลการในนามสหประชาชาติ ถือเป็นการละเมิดกฎบัตรสหประชาชาติและหลักการของประชาคมโลก ผลจากสงครามนี้ทำให้มาตรการคว่ำบาตรของสหประชาชาติได้บีบคั้นเศรษฐกิจของประเทศอิรักมากขึ้นกว่าเดิม ประชาชนอดอยากขาดแคลนอาหารและยารักษาโรค และต้องเผชิญกับภาวะเงินเฟ้ออย่างรุนแรง อีกทั้งยังมีการทำสงครามเล็กๆ และการรอบสังหารทหารและพลเรือน อยู่เป็นประจำ รวมทั้งยังเกิดกลุ่มกบฏตามเขตชายแดน และกลุ่มผู้ก่อการร้ายมาปฏิบัติการในประเทศอิรัก จากเหตุการณ์สงครามอ่าวเปอร์เซียที่เกิดขึ้นทำให้เห็นว่า เมื่อประเทศมหาอำนาจร่วมมือกันระบบความมั่นคงร่วมเกิดขึ้นได้ และมีผลเด็ดขาด

อ้างอิง

กนกรัตน์ ใบแสด และพันธ์ทิพย์ อะภัย. (2555). สงครามอ่าวเปอร์เซีย. ค้นเมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2560, จาก https://www.slideshare.net/sm037/ss-14727188

กฤษฎา พิจิตรแสงเสรี. (2554). มหาสงครามอ่าวเปอร์เซีย. ค้นเมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2560, จาก https://krissada93.wordpress.com/เปียงยาง/

กองวิจัยและพัฒนาการรบ กรมยุทธการทหารอากาศ. (ม.ป.ป.). วิเคราะห์สงครามอิรัก (Operation Iraqi Freedom). ค้นเมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2560, จาก http://www.awfc.rtaf.mi.th/index.php?option=com_content&view=article&id=104&Itemid=79

DLIT Resources คลังสื่อการสอน. (2016). สงครามอ่าวเปอร์เซีย ตอน 1 สังคมศึกษาฯ ม.4-ม.6 (วิดีทัศน์). ค้นเมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2560, จาก https://www.youtube.com/watch?v=thdOdQwo-ck

DLIT Resources คลังสื่อการสอน. (2016). สงครามอ่าวเปอร์เซีย ตอน 2 สังคมศึกษาฯ ม.4-ม.6 (วิดีทัศน์). ค้นเมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2560, จาก https://www.youtube.com/watch?v=tHjrK_EeSr8


อ่านเพิ่มเติม »

การฝังเข็ม ศาสตร์การแพทย์ของจีน

โดย กนิษฐา กางสี

หากกล่าวถึงสุดยอด ศาสตร์การรักษาที่มีความสำคัญ และมีชื่อเสียงนับตั้งแต่สมัยโบราณกาลของโลกแล้ว หนึ่งในนั้นเชื่อว่าหลายคนต้องนึกถึง ศาสตร์การฝังเข็มของจีน ด้วยประวัติศาสตร์และอารยธรรมนานกว่า 5000 ปี ก่อให้เกิดความก้าวหน้าทางด้านวิทยาการการรักษาโรคโดย การฝังเข็ม ซึ่งได้รับการยอมรับของโลกแล้ว ยังมีเอกลักษณ์ความรู้ ที่มีความสำคัญต่อศาสตร์การรักษาโรคของการแพทย์ในสมัยปัจจุบัน

ศาสตร์การฝังเข็ม (针灸) มีต้นกำเนิด มาจาก ลุ่มแม่น้ำหวงเหอ (黄河 ) ซึ่งมนุษย์ในสมัยดึกดำบรรพ์ของจีนได้รู้จักใช้มือหรือก้อนหิน กด ถูบนร่างกายในจุดที่เจ็บปวดเพื่อช่วยให้อาการทุเลาลง


เข็มที่พบในสุสานราชวงศ์หมิง

พัฒนาการฝังเข็มในยุคหิน พวกเขารู้จักนำเอาเศษหินมาใช้ทำเป็นเครื่องมือสำหรับกด นวด แทงหรือกรีดระบายหนอง ต่อมาในสมัยยุคหินใหม่ เครื่องมือจำพวกก้อนหินเหล่านี้ได้ถูกปรับปรุงให้มีรูปร่างบาง มีขนาดเล็กลง  ซึ่งเครื่องมือที่ใช้ในการรักษานี้ เรียกว่า “เปียนสือ”(หินชนิดหนึ่ง)

หลังจากที่เทคโนโลยีการหลอมเหล็กพัฒนาขี้นอย่างมาก ในยุคราชวงศ์ชางเมื่อประมาณ 2400 ปีก่อน ทำให้มีการสร้างเข็มที่สร้างจากโลหะชนิดต่าง ๆ ได้แก่ เข็มสำริด เข็มเหล็ก เข็มทองคำ และเข็มเงินตามลำดับใช้รักษาโรคแทน และทำให้วิชาการแพทย์โดยการฝังเข็มได้รับการพัฒนาขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในสมัยนี้เองที่การฝังเข็มของจีนได้แพร่ไปยังเกาหลี และญี่ปุ่น  จนกระทั่งในช่วง ศตวรรษที่ 16 การฝังเข็มก็ได้แพร่ความนิยมเข้าสู่แผ่นดินยุโรป นับตั้งแต่สาธารณรัฐประชาชนจีนได้สถาปนาขึ้นในปี ค.ศ.1949 รัฐได้ให้ความสำคัญกับศาสตร์การแพทย์นี้อย่างมากมาย จึงทำให้การฝังเข็มนี้ไม่ถูกลืมเลือน

ลักษณะของเข็มที่ใช้ในการรักษา

ในปัจจุบันเข็มที่ยังนิยมใช้มากที่สุดคือ “เข็มเส้นขน (Filiform needle)” เข็มสำหรับใช้ในการฝังเข็มจะมีส่วนประกอบอยู่ 5 ส่วน คือ ปลายเข็ม ตัวเข็ม โคนเข็ม ด้ามเข็มและหางเข็ม ดังภาพ มีลักษณะคล้ายคลึงกับเข็มฉีดยาแต่ทว่าก็ยังมีข้อแตกต่าง เช่น ส่วนเข็มที่ใช้สำหรับฝังเข็มเป็นเส้นลวดเนื้อตัน มีปลายแหลมมนหรือเหลี่ยมตัด และขนาดเล็กบางกว่ามาก ต่างกับเข็มฉีดยาที่ตัวมีลักษณะเป็นโลหะท่อกลวง ปลายแหลมบากตัด เมื่อปักเข็มลงในผิวหนัง ผู้ป่วยที่ถูกฉีดยาจึงรู้สึกเจ็บมากกว่าการฝังเข็ม

จุดฝังเข็มแบ่งเป็น 3 ชนิดใหญ่ๆ คือ

1.จุดฝังเข็มในระบบเส้นลมปราณ จุดฝังเข็มที่มีตำแหน่งชื่อ และเส้นลมปราณที่สังกัดแน่นอน มีคุณสมบัติในการรักษาอาการหรือโรคที่เกี่ยวข้องกับเส้นลมปราณนั้นๆ

2.จุดฝังเข็มนอกระบบเส้นลมปราณ หรือ จุดฝังเข็มพิเศษ จุดฝังเข็มที่มีชื่อและตำแหน่งแน่นอน แต่ยังไม่จัดเข้าอยู่ในระบบเส้นลมปราณ มีคุณสมบัติในการรักษาอาการหรือโรคที่จำเพาะ

3.จุดอาซื่อ หรือ จุดกดเจ็บ จุดที่มีอาการกดเจ็บ คำว่า อาซื่อ มาจากเสียงร้องของผู้ป่วยเวลากดจุดนี้ ซึ่งจุดอาซื่อไม่มีชื่อและตำแหน่งแน่นอน อาจอยู่ใกล้เคียงกับบริเวณที่เกิดความผิดปกติหรือห่างไกลก็ได้

นอกจากนี้แต่ละจุดต่างมีชื่อเรียกของตัวเอง โดยทุกชื่อไม่เพียงแต่มีความหมายทางการแพทย์ แต่ยังแสดงถึงความรุ่งเรืองทางอารยธรรมสมัยโบราณ การทำความเข้าใจความหมายของชื่อจุด จะทำให้เรียนรู้และจดจำตำแหน่งของจุดและคุณสมบัติที่ใช้ในการรักษาได้เป็นอย่างดี
 

ที่มา: http://www.chatchawan.net/

การรักษาโรคโดยวิธีการฝังเข็ม

ศาสตร์การฝังเข็ม ได้รับการรับรองจากองค์การอนามัยโลก (WHO) ว่าสามารถรักษาอาการเจ็บป่วยในร่างกายโดยการกระตุ้นก่อให้เกิดการหลั่งสารฮอร์โมนลดอาการปวด และอักเสบ การเกร็งของกล้ามเนื้อ กระตุ้นการไหลเวียนเลือดไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ทำให้เกิดการขจัดของเสียที่เป็นสาเหตุของอาการปวด  อีกทั้งยังปรับการทำงานของอวัยวะ และระบบต่าง ๆ ให้เกิดความสมดุลตามปกติ ดังอย่าง เช่น
1) รักษาอาการปวดต่างๆ เช่น ไมเกรน ตึงเครียด ปวดหลัง ปวดหัว
2) กลุ่มโรคเกี่ยวกับเส้นประสาท เช่น อัมพฤกษ์ อัมพาต กระดูกทับเส้น
3) โรคเกี่ยวกับกล้ามเนื้อและกระดูก เช่น ข้อเสื่อม ปวดกล้ามเนื้อเรื้อรัง
4) โรคเกี่ยวกับภูมิแพ้ เช่น แพ้อากาศ ลมพิษ หอบหืด ภูมิต้านทานไวเกิน (เอสแอลดี) รูมาตอยด์
5) โรคอื่นๆที่เกี่ยวกับอาการทางร่างกายที่เกิดจากจิตใจ ได้แก่ นอนไม่หลับ ใจเต้น ใจสั่น อาหารไม่ย่อย เป็นต้น
อย่างไรก็ตาม การรักษาโดยการฝังเข็มก็ยังมีข้อจำกัดในการรักษาโรคที่อวัยวะภายในเสียหายมีอาการเรื้อรังมานาน โดยเฉพาะจากผู้สูงอายุ หรือ  สตรีที่มีภาวะตั้งครรภ์ โรคเลือดที่มีความผิดปกติของระบบแข็งตัวของเลือด โรคเร่งด่วนที่ต้องการการรักษาโดยการผ่าตัด หรือโรคที่ยังไม่ทราบการวินิจฉัยที่แน่นอน

แต่จากการกล่าวมาทั้งหมดนั้นเห็นได้ชัดว่าการรักษาโรคด้วยวิธีการฝังเข็มนั้น นับเป็นศาสตร์การรักษาที่ให้คุณประโยชน์สะท้อนให้เห็นถึงวัฒนธรรมของอารยธรรมจีน ที่ควรค่าแก่การศึกษาและอนุรักษ์สืบต่อไป

ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม การรักษาโดยการฝังเข็ม ไม่ใช่การรักษาที่ดีที่สุดที่สามารถรักษาได้ทุกโรค สุขภาพที่เจ็บปวดเรื้อรังคอยทำลายระบบอวัยวะภายในร่างกาย หากไม่ใส่ใจและขาดการดูแลรักษาที่ดีและถูกต้อง ไม่ว่าจะใช้การฝังเข็มหรือทานยาวิเศษ หรือแม้กระทั่งเทคโนโลยีความก้าวหน้าของการแพทย์มาช่วยในการรักษา ก็ช่วยไม่ได้ หากยังไม่เอาใจใส่และดูแลสุขภาพของตนเอง


อ้างอิง

การฝังเข็ม ..ว่าด้วยเข็ม. (ม.ป.ป). สืบค้นเมื่อ 26 ธันวาคม 2559, จาก: http://www.thaiacupuncture.net/web/index.php/2012-09-02-15-30-15/82-2012-08-28-03-58-30.html

การฝังเข็ม. (2559).  สืบค้นเมื่อ 23 กันยายน 2559, จาก: https://th.wikipedia.org/wiki/การฝังเข็ม

โกวิท คัมภีรภาพ. (2546).  ศาสตร์การฝังเข็ม. กรุงเทพฯ: การศาสนา.

ทวีศักดิ์ สิริรัตน์เรขา.(ม.ป.ป).  การฝังเข็ม ศาสตร์ที่ยั่งยืนAcupuncture. สืบค้นเมื่อ 26 ธันวาคม 2559, จาก: http://www.happyhomeclinic.com/alt08-acupuncture.htm

ศาสตร์การฝังเข็ม. (ม.ป.ป). สืบค้นเมื่อ 23 กันยายน 2559, จาก : http://www.acupuncturethai.com/13625114ศาสตร์การฝังเข็ม-

อ่านเพิ่มเติม »