แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ตะวันออกกลาง แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ตะวันออกกลาง แสดงบทความทั้งหมด

ศาสนาโซโรอัสเตอร์ (Zoroastrianism) รากฐานแห่งศรัทธา

โดย อานนท์  รอยเวียงคำ

ในปัจจุบัน ศาสนาที่คนนับถือมากที่สุดในโลก ได้แก่  ศาสนาคริสต์ และศาสนาที่มีผู้ให้ความสนใจและมีผู้นับถือเพิ่มมากขึ้นอย่างรวดเร็ว ได้แก่ ศาสนาอิสลาม แน่นอนว่า ทั้งสองศาสนานับเป็นศาสนาที่สำคัญที่ยิ่งใหญ่ของโลก อย่างไรก็ตาม ยังมีศาสนาที่มีผู้นับถือเพียง 2 แสนคนทั่วโลก แต่กลับเป็นศาสนาที่มีผลต่อมนุษยชาติทั้งทางตรงและทางอ้อมอย่างลุ่มลึกกว้างขวางที่สุดตลอดระยะเวลา 2 พันปีที่ผ่านมา ซึ่งได้แก่ ศาสนา "โซโรอัสเตอร์"


รูปโซโรอัสเตอร์ 

ศาสนาโซโรอัสเตอร์เกิดขึ้นในช่วง 600-500ปี ก่อนคริสตศักราช  เป็นศาสนาที่เกิดขึ้นในอาณาจักรเปอร์เซียโบราณ ซึ่งในปัจจุบันคือ ประเทศอิหร่านโดยมีศาสดาชื่อ ซาราทุสตรา (Zarathustra) ซึ่งมีชื่อเรียกในภาษากรีกว่า โซโรอัสเตอร์ (Zoroaster)  ความเป็นมาของศาสนาโซโรอัสเตอร์เริ่มจากที่โซโรอัสเตอร์ได้รับประสบการณ์ทางจิต เริ่มค้นหาสัจธรรมบนโลก วิเคราะห์โลกและธรรมชาติๆ รวมถึงการที่เป็นคนมักชอบสังเกตเกี่ยวกับปรากฏการณ์ธรรมชาติต่างๆ ทำให้สังเกตุเห็นความเป็นไปของโลกทั้งสองด้าน อันได้แก่ กลางวันและกลางคืน ความมืดและความสว่าง หรือความดีและความชั่ว ไม่มีอำนาจใดเปลี่ยนความชั่วให้เป็นความดีได้ ดังความดีเปลี่ยนกลับเเป็นความชั่วไม่ได้ ดังนั้น การที่นักบวชหรือหมอผีที่อวดอ้างว่ามีอำนาจเหนือธรรมชาติย่อมเป็นไปไม่ได้ ทำให้โซโรอัสเตอร์ประกาศศาสนาเนื่องจากมีความมั่นใจและได้รับประสบการณ์จิต ที่เทพเจ้าแห่งความดีมอบหมายให้เปลี่ยนแปลงความชั่วเป็นความดี นับตั้งแต่ตอนนั้นก็ถือเป็นจุดเริ่มต้นขึ้นของศาสนาโซโรอัสเตอร์

ในสมัยที่อาณาจักรเปอร์เซียถูกปกครองด้วยกษัตริย์ วิศตาสปา (Vishtaspa) ซึ่งทรงนับถือศาสนาโซโรอัสเตอร์ และประกาศเป็นศาสนาประจำราชอาณาจักร นับเป็นจุดแสดงให้เห็นถึงการเติบโตของศาสนานี้เป็นอย่างมาก ดังนั้น ศาสนาโซโรอัสเตอร์ เป็นศาสนาที่มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งของชาวอิหร่านยุคก่อนที่จะหันมานับถือศาสนาอิสลาม โดยในปัจจุบันยังมีชาวอิหร่านที่นับถือศาสนาโซโรอัสเตอร์อยู่ และมีชาวปาร์ซีในประเทศอินเดียที่อพยพมาจากอิหร่าน เนื่องจากถูกคุกคามจากศาสนาอิสลามในช่วงอิสลามยึดอำนาจเปอร์เซีย ยังคงนับถือศาสนาโซโรอัสเตอร์อยู่ 

ที่สำคัญศาสนาโซโรอัสเตอร์ เป็นต้นแบบทัศนคติในเรื่องทวินิยมของโลก คือ เป็นเรื่องของความเชื่อของ 2 สรรพสิ่งที่คู่กัน ได้แก่ ความดีและความชั่ว และจุดหมายปลายทางของมนุษย์คือ มีความเชื่อชีวิตหลังความตายเรื่องการพิพากษาจากพระเจ้า ได้แก่ อหุระมาซดะ โดยผู้ทำดีจะได้ขึ้นสวรรค์ ผู้ทำชั่วจะตกนรก และ เป็นผู้ริเริ่มในการนำวิชาโหราศาสตร์ เวทย์มนต์มาสอน และเป็นศาสนาที่มีอิทธิพลต่อพัฒนาการของศาสนายูดาห์และการเกิดขึ้นของศาสนาคริสต์

ตามหลักคำสอนของศาสนาโซโรอัสเตอร์ คือ  โลกคือสมรภูมิแห่งสงครามอันศักดิ์สิทธิ์ของฝ่ายความดีและความชั่ว ซึ่งมีตัวแทนเป็นเทพเจ้า ได้แก่ ฝ่ายความดีมี เทพเจ้าอหุระมาซดา (Ahura Mazda) เป็นแม่ทัพ และฝ่ายความชั่ว มีพญามารอังคระไมนุย (Angra Mainyu ) เป็นแม่ทัพ อหุระมาซดา ทรงเป็นเทพเจ้าแห่งแสงสว่างหรือปัญญา และเป็นผู้สร้างสิ่งดีทั้งปวง ส่วนอังคระไมนุย เป็นมารในศาสนาโซโรอัสเตอร์มีลักษณะตรงข้ามกับ อหุระมาซดา คือ เป็นผู้สร้างสิ่งเลวร้ายทั้งปวง

แนวคิดการแบ่งฝั่งเทพ และ ฝั่งมาร ของศาสนาโซโรอัสเตอร์ มีอิทธิพลต่อแนวคิดทวินิยมแนวเทพเจ้ากับซาตานของศาสนายิว หรือศาสนายชูดาห์ รวมไปถึงศาสนาอื่นๆ ที่ต่อยอดจากศานายูดาห์อีกที โดยมีความเป็นไปได้ว่า อาจเกิดจากที่พระเจ้า ไซรัสมหาราช ( Cyrus the Great ) แห่งเปอร์เซีย ได้ยึดอำนาจกรุงบาบิโลนและปลดปล่อยผู้คนเชื้อชาติต่างๆ ที่เป็นเชลยศึกของกรุงบาบิโลนให้เป็นอิสระ ซึ่งชาวยิวก็เป็นหนึ่งในผู้ที่ถูกปลดปล่อย  จึงได้รับคติของศาสนาโซโรอัสเตอร์ เช่น การสู้รบระหว่างทพเจ้าแห่งแสงสว่าง(พระยาห์เวย์) และ เทพเจ้าแห่งความมืด (ซาตาน)


Ahura Mazda 
 

Angra Mainyu 
ที่มา : https://www.pinterest.com/

นอกจากนี้ยังมีคำกล่าวในคัมภีร์ยัสนะ 3 ว่า “ ในเบื้องต้นแห่งสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย ได้มีวิญญาณแห่ง อหุระมาซดา และ อังคระไมนุย ซึ่งแทนความดีและความชั่ว เทพทั้ง 2 นี้ ได้พบกันเพื่อสร้างชีวิตและศีลธรรมสากลโลกที่จะเกิดมีขึ้น พญามารได้ถูกสร้างขึ้นสำหรับคนชั่ว ส่วนอหุระมาซดา เพื่อคนที่บริสุทธิ์ที่มีศรัทธา คนชั่วย่อมเลือกวิญญาณฝ่ายชั่ว คนที่บริสุทธิ์และมีศรัทธาย่อมเลือกฝ่ายวิญญาณดี มนุษย์มีอิสระในการเลือกของตนเอง เขาอาจจะเลือกสิ่งดีหรือชั่ว และเขาก็จะต้องรับผิดชอบต่อการกระทำของเขา”

จากคำสอนดังกล่าวจะเห็นได้ว่า ศาสนาโซโรอัสเตอร์เน้นเจตจำนงเสรี หรือ Free will คือการเปิดโอกาสให้มนุษย์เลือกทำดีหรือทำชั่ว แต่ในที่สุดก็จะมี “วันพิพากษา” ที่ผู้ตายสามารถคืนชีพมาได้อีกครั้ง ซึ่งแนวคิดวันพิพากษาและการฟื้นคืนชีพ เป็นแนวคิดอีกแนวคิดหนึ่งที่มีอิทธิพลต่อศาสนายูดาห์ และศาสนาคริสต์ และที่สำคัญ ชีวิตหลังความตายถูกกำหนดขึ้นจากความสมดุลระหว่างความดีกับความชั่วที่ผู้นั้นได้กระทำขณะที่มีชีวิตอยู่ รวมทั้งการใช้วาจาและความคิด มีอยู่ 2 อย่างในการลบล้างความชั่วนั้นคือการ สารภาพบาป และไม่กลับมาทำอีก ซึ่งเหมือนกับพิธี Treasury of Merit ของศาสนาคริสต์

ศาสนาโซโรอัสเตอร์ยังมีอิทธิพลในทางอ้อมไปไกลถึงประเทศจีน เพราะมีความเกี่ยวพันกับลัทธิแมณี และพรรคเม้งก้าหรือพรรคจรัสที่เป็นที่รู้จักในนิยายกำลังภายในของจีน ซึ่งลัทธิแมณี ก่อตั้งโดยท่าน แมณี (Mani) ชาวกรุงบาบิโลน ซึ่งขณะนั้นเป็นเมืองขึ้นของเปอร์เซีย โดยผสมผสานลัทธิความเชื่อของศาสนาโซโรอัสเตอร์ ศาสนาพุทธ และศาสนาคริสต์ โดยเชื่อว่าคำสอนของศาสนาตนมีความสมบูรณ์มากกว่าคำสอนของ โซโรอัสเตอร์ พระพุทธเจ้า และ พระเยซู กล่าวคือ การนำเอาคำสอนศาสนาอื่นที่มองว่าศาสนาเหล่านั้นเป็นการนำร่องเท่านั้น มาทำให้คำสอนสมบูรณ์ยิ่งขึ้น

ลัทธิแมนีเริ่มเผยแผ่เมื่อท่านแมนีอายุ 27 ปี โดยเดินทางไปเอเชียกลาง อินเดีย และทางตะวันตกของจีน และจึงกลับเปอร์เซีย เมื่อกลับมาถึงบ้านเกิดเมืองนอนก็ถูกเบียดเบียนจากพระในศาสนาพื้นเมืองและถูกกษัตริย์บาหรัมที่ 1 ทรมานและถลกหนังจนตาย

ลัทธิแมณีได้เข้าสู่ประเทศจีนในช่วงราชวงศ์ถังโดยการติดต่อค้าขายระหว่างจีนกับเปอร์เซียบนเส้นทางสายไหม ซึ่งลัทธินี้มีชื่อภาษาจีน(แต้จิ๋ว) ว่า เม้งก้า แม้ลัทธิเม้งก้าจะมีแนวปฏิบัติที่ไม่เหมือนลัทธิแมณีอยู่บ้าง เช่น ไม่กินเหล้า กินอาหารมังสวิรัติ แต่หลักๆใหญ่ๆ เช่นเรื่องเทพเจ้าแห่งแสงสว่างและพญามารแห่งความมืดยังคงเหมือนกัน

ลัทธิเม้งก้าในจีนมีบทบาทสำคัญทางการเมือง เช่น รัชสมัยถังหวู่จงฮ่องเต้ ราชวงศ์ถัง ลัทธิเม้งก้าได้เป็นลัทธินอกกฎหมายเนื่องจากมีคำสอนเน้นหนักไปในทางต่อต้านชนชั้นปกครอง จึงทำให้ลัทธินี้แพร่หลายในหมู่คนที่ถูกกดขี่อย่างรวดเร็วในสมัยราชวงศ์ซ่ง และพยายามโค่นล้มราชสำนักนักหลายครั้งแต่ไม่สำเร็จ แต่พอถึงปลายราชวงศ์หยวน ก็มีกบฏโพกผ้าแดงซึ่งเป็นพลพรรคของลัทธิเม้งก้าและดอกบัวขาวได้โค่นล้มราชวงศ์หยวน และจูหยวนจางได้สถาปนาราชวงศ์หมิงขึ้น ซึ่งคำว่าหมิง มาจากต้าหมิง ซึ่งได้ตั้งชื่อตามลัทธิหมิงเจี๊ยว (ลัทธิเม้งก้าในภาษาจีนกลาง)


รูป ศาสดาแมณี 

จากบทความข้างต้น จะเห็นได้ว่า ระบบความเชื่อหรือศาสนาที่มีคนรู้จักน้อยมากในปัจจุบัน อย่างเช่น ศาสนาโซโรอัสเตอร์ อาจจะซุกซ่อนในความคิด แนวคิด คำสอน วิถีชีวิต และศิลปวัฒนธรรมในอารยธรรมต่างๆ อย่างแนบเนียน ซึ่งในโลกยุคโลกาภิวัตน์ในปัจจุบัน ที่เดินไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว หรือแม้กระทั่งการเปลี่ยนแปลงในอดีตย่อมทำให้เกิดวิวัฒนาการทางความเชื่อและศาสนา นั่นย่อมแสดงให้เห็นว่า บางสิ่งบางอย่างที่เราคิดเราทำอยู่ในวันนี้ บางทีอาจจะมีอิทธิพลในวันข้างหน้าก็เป็นได้


อ้างอิง

กรกิจ ดิษฐาน.( 2560). จูหยวนจางกับลัทธิเม้งก่า gypzyworld . สืบค้นเมื่อ วันที่ 27 กันยายน 2561,จาก:  http://www.gypzyworld.com/article/view/820

บัญชา ธนบุญสมบัติ.(2555).ท่องยานเวลาบุกฝ่าอารยธรรม. กรุงทพฯ : สำนักพิมพ์สารคดี
ประทีป สาวาโย.(2545). สิบเอ็ดศาสนาของโลก. กรุงทพฯ : สำนักพิมพ์โอเดียนสโตร์.

Beliefnet. (n.d.) .10 Things You Didn’t Know About Zoroastrianism. Retrieved September 27, 2018, from beliefnet  web site :  http://www.beliefnet.com/faiths/zoroastrianism/

Hammering Sheid. (2013). Zoroastrianism: Little Religion, Big Influence. Retrieved September 25, 2018, from hammeringshield web site  :  https://hammeringshield.wordpress.com/2013/09/01/

อ่านเพิ่มเติม »

ปริศนาจารึกโบราณแห่งทะเลสาบเดดซี (Dead Sea Scrolls)

โดย  นันทนา   หนาซุย

เรื่องราวต่างๆ ที่เกิดขึ้นบนโลกใบนี้ล้วนมีอดีตที่เป็นปริศนา  มีบางอย่างที่คลุมเครือและไม่กระจ่างแจ้ง แต่มนุษย์ก็ยังคงพยายามค้นหาวิธีการต่างๆ มากมายด้วยทักษะการวิเคราะห์ทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและความสามารถด้านอื่นๆ เพื่อให้ได้มาซึ่งคำตอบที่อาจจะมีความเป็นไปได้และเป็นไปไม่ได้เลย

จารึกโบราณแห่งทะเลสาบเดดซี
ที่มาภาพ : https://www.facsimilefinder.com/

ย้อนกลับไปช่วง ค.ศ. 1947-1956 หนึ่งในสมบัติที่ล้ำค่าที่สุดในโลกได้ถูกค้นพบโดยบังเอิญที่เมืองคุมราน (Qumran) ของถ้ำ 11 แห่งทางทิศตะวันตกเฉียงหนือของทะเลสาบเดดซี (ปัจจุบันอยู่ในประเทศอิสราเอล)  สมบัติล้ำค่าที่ว่าคือ จารึกโบราณแห่งทะเลสาบเดดซี (Dead Sea Scrolls) ซึ่งจารึกนี้ถูกเขียนขึ้นบนหนังสัตว์โดยมีลักษณะเป็นม้วนหนังสือ 800 รายการ เขียนด้วยอักษรฮิบรูโบราณ ส่วนใหญ่เป็นคัมภีร์เกี่ยวกับศาสนายูดายที่ไม่เคยพบมาก่อน นักโบราณคดีคาดว่าจารึกนี้มีอายุประมาณ 2,000 ปี จารึกดังกล่าวถูกเขียนขึ้นโดยพวกเอสซีน (Essene) บรรพบุรุษของชาวยิวในช่วงเวลาร่วมสมัยกับพระเยซู


ภาพทิวทัศน์จากปากถ้ำที่เมืองคุมรานของทะเลสาบเดดซี

การค้นพบโดยบังเอิญนี้เกิดขึ้นเมื่อปี ค.ศ.1947 มูฮัมมัด อาดิบ (Mohammed Adib) เด็กเลี้ยงแกะชาวเบดูอินชนเผ่าเร่ร่อนในทะเลทราย ได้ออกตามหาแกะที่พลัดหลงไปจากฝูงกระทั่งมาจนถึงถ้ำแห่งหนึ่งที่เขาคิดว่าแกะอาจจะอยู่ด้านใน จึงได้ขว้างก้อนหินเพื่อเป็นการเบิกทางผลปรากฏว่าได้ยินเสียงไหแตก มูฮัมมัดจึงคิดว่าอาจเจอขุมทรัพย์ วันรุ่งขึ้นเขาจึงชวนเพื่อนเข้ามาสำรวจด้วยกัน สิ่งที่พบภายในถ้ำคือไหดินเผาซึ่งข้างในมีเพียงผ้าลินินม้วนหนังสัตว์เก่าๆ 7 ม้วน เขาจึงขนกลับมาขายราคาถูกๆ ให้แก่พ่อค้าในตลาดเมืองเบทลิเฮม

เมื่อพ่อค้าขายของเก่าคลี่ออกดูก็เห็นอักษรจารึกบนหนังสัตว์ความยาว 8 เมตร แต่ด้วยความสงสัยจึงเดินทางไปกรุงเยรูซาเลมเพื่อให้นักบวชผู้เชี่ยวชาญภาษาโบราณชื่อ อัททานาซีอุส ชามูเอล วิเคราะห์และพบว่าเป็นอักษรฮิบรูโบราณซึ่งเป็นภาษาเก่าแก่ของชาวยิว ชามูเอลเชื่อว่าสิ่งที่เห็นต่อหน้าไม่ใช่เรื่องธรรมดาแน่ จึงได้เดินทางไปเมืองคุมรานและได้ค้นพบม้วนหนังสือซึ่งเป็นจารึกโบราณในถ้ำต่างๆอีก 4 ม้วน รวมทั้งหมดเป็น 11 ม้วน หลังจากนั้นได้ส่งไปตรวจสอบอายุที่มหาวิทยาลัยจอนส์ฮอปกินส์ พบว่ามีอายุเก่าแก่ถึง 2,000 ปี นับว่าเป็นการค้นพบจารึกโบราณที่เก่าแก่ที่สุดและสมบูรณ์ที่สุดในประวัติศาสตร์


ที่มาภาพ : https://www.facsimilefinder.com/

เอกสารชิ้นสำคัญที่สุดคือ พระคัมภีร์ไบเบิลภาคพันธสัญญาเดิมที่เขียนด้วยภาษาฮิบรูโบราณ เนื้อหาบางส่วนกล่าวถึงวิถีชุมชน กฎและข้อลงโทษที่แสดงให้เห็นภาพกลุ่มชาวเอสซีนหรือยิวที่เชื่อในวันสิ้นโลกอย่างมาก การเปิดเผยวิถีชีวิต วัฒนธรรมของชาวยิวในยุคก่อนการประสูติของพระเยซู มีทั้งคำสอนทางศาสนา ประวัติเมืองคุมราน สงคราม และบางจารึกยังเป็นการคัดลอกพระคัมภีร์ของศาสนายูดาห์ซึ่งถอดความตรงกับคัมภีร์ไบเบิลภาคพันธสัญญาเดิมด้วย จนถึงปัจจุบันม้วนหนังสือทั้งหมดยังคงถูกทยอยไขปริศนาเรื่อยๆมา

ปริศนาจารึกโบราณแห่งทะเลสาบเดดซี ในบรรดาม้วนหนังสือทั้งหมดมีอยู่หนึ่งม้วนที่ทำด้วยแผ่นทองแดง รอยสลักตัวอักษรบนแผ่นโลหะอายุร่วม 2,000 ปี ได้เผยนัยสำคัญแก่ชนรุ่นหลังถึงลายแทงขุมทรัพย์อันล้ำค่าที่ถูกซ่อนไว้ให้พ้นเงื้อมมือของศัตรู เนื้อหาบันทึกถึงสถานที่ซ่อนสมบัติ ทองคำ เงิน เครื่องหอมผ่านภาษาฮิบรูโบราณที่กระจัดกระจายอยู่ในดินแดนอิสราเอลและปาเลสไตน์ ในอดีตกาลวิหารหรือโบสถ์ของชาวยิวคือสถานที่เก็บสมบัติล้ำค่า เมื่อกองทัพโรมันยึดเมืองได้แล้ว โบสถ์วิหารจึงถูกทำลายอย่างราบคาบเพื่อขุดหาสมบัติ แต่จารึกบนแผ่นทองแดงยังคงเป็นปริศนาจนถึงทุกวันนี้ ดังเช่นประโยคที่ว่า

“หุบเขาแห่งอาคอร์เข้าไปทางทิศตะวันออกจะพบหีบเงิน  ในหลุมเกลือทางทิศใต้มีก้อนเงิน ถ้ำของคนทำความสะอาดเก็บทองคำไว้ 54 แท่ง  หลุมที่สามเก็บทองคำไว้ 800 แท่ง หลุมศพอับโซโลมทางตะวันตกขุดลึกลงไปจะมีเหรียญ 80 เหรียญ ”

อย่างไรก็ตามในปัจจุบันยังไม่มีการขุดพบสมบัติล้ำค่าใดๆตามลายแทง นักโบราณคดีเชื่อว่าอาจมีบันทึกที่เฉลยปริศนามากกว่าหนึ่งชุด และมีความเป็นไปได้ว่าสักวันหนึ่งขุมสมบัติอันล้ำค่าอาจเผยโฉมให้เห็น จารึกโบราณแห่งทะเลสาบเดดซี ได้เพิ่มพูนความรู้แก่เราทั้งในศาสนายูดาห์และศาสนาคริสต์ในการเปรียบเทียบสิ่งที่เกิดขึ้นในพระคัมภีร์พันธสัญญาใหม่และยังสอดคล้องกับการเคลื่อนไหวของพระเยซูที่แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า ศาสนาคริสต์มีรากฐานมาจากศาสนายูดาห์ จนสมควรได้รับการเรียกว่า “ม้วนหนังสืออันเป็นสะพานระหว่างสองศาสนา”

อ้างอิง 

Dead Sea Scrolls.(มมป.). สืบค้นเมื่อ 31 สิงหาคม 2561, จาก http://www.centuryone.com/25dssfacts.html

Dead Sea Scrolls.(มมป.). สืบค้นเมื่อ 31 สิงหาคม 2561, จาก https://www.deadseascrolls.org.il/featured-scrolls

วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี. (มมป.). Dead Sea Scrolls. สืบค้นเมื่อ 31 สิงหาคม 2561, จาก https://en.wikipedia.org/wiki/Dead_Sea_Scrolls

ถอดรหัสม้วนหนังสือเดดซี. (2561). สืบค้นเมื่อ 31 สิงหาคม 2561, จาก http://ngthai.com/history/6948/dead-sea-scrolls/

วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์.(2559). ปริศนาม้วนทองแดงแห่งเดดซี. สืบค้นเมื่อ 31 สิงหาคม 2561, จาก http://www.sarakadee.com/blog/oneton/?p=1930
อ่านเพิ่มเติม »

อเลปโป (Aleppo) สมรภูมิแห่งความขัดแย้งในซีเรีย

โดย ปรียนิตย์  กาษี

เมื่อพูดถึงซีเรียผู้คนมักนึกถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อไม่นานมานี้ คงไม่มีสงครามใดได้รับความสนใจจากทั่วโลกมากไปกว่าสงครามกลางเมือง ประเทศซีเรีย ที่เมือง “อเลปโป (Aleppo) ภูมิภาคตะวันออกกลาง กลายเป็นเป็นสมรภูมิสงครามความขัดแย้งที่ ก่อความเสียหาย สภาพความเป็นอยู่ของผู้คนที่ได้รับผลกระทบจากสงครามการเมืองและความเสียหายที่มาจากสงคราม หลายเมืองที่เป็นพื้นที่มรดกโลก ถูกทำลายเหลือเพียงซากปรักหักพัง สงครามที่เกิดขึ้นจากกลุ่มคนผู้มีอำนาจ ทำไม ถึงได้สร้างความเสียหายความรุนแรงและความน่าหดหู่ของสงครามกลางเมืองที่เกิดขึ้นได้มากขนาดนี้ ?

อเลปโป (Aleppo) หรือ ฮะลับ เป็นเมืองที่ตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศซีเรีย และเป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ ซึ่งเป็นเขตผู้ว่าราชการที่มีประชากรมากที่สุดในประเทศ มีจำนวนประชากรอย่างเป็นทางการ 2,132,100 คน (ค.ศ. 2004) เป็นหนึ่งในเมืองที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเลแวนต์ ร่วมหลายศตวรรษที่เมืองที่ใหญ่ที่สุดในเกรตเตอร์ซีเรีย และเป็นเมืองใหญ่เป็นอันดับ 3 ของอาณาจักรออตโตมัน รองจากอิสตันบูลและไคโร


เมืองอเลปโปก่อนสงครามกลางเมือง
ที่มา: https://mic.com/articles/

อเลปโปเป็นหนึ่งในเมืองที่เก่ามีคนอาศัยอยู่อย่างต่อเนื่องยาวนาน มีคนอาศัยอยู่ตั้งแต่ช่วงต้นของ 6 สหัสวรรษก่อนคริสต์ศักราช ได้รับการกล่าวถึงในหินคูนิฟอร์มในเอบลาและเมโสโปเตเมียที่กล่าวถึง ความช่ำชองในการค้าและการทหาร และด้วยประวัติอันยาวนาน อาจเป็นสาเหตุให้เป็นจุดยุทธศาสตร์ เป็นจุดกึ่งกลางระหว่างทะเลเมดิเตอร์เรเนียนกับเมโสโปเตเมีย
                                       
ก่อนสงครามในซีเรียจะเกิดขึ้น ชาวซีเรียได้เผชิญกับปัญหาการว่างงาน คอร์รัปชัน การขาดเสรีภาพทางการเมือง ตลอดจนการปราบปรามอย่างเข้มงวดโดยรัฐ จนกระทั่งกลางเดือนมีนาคม ปี 2554 การลุกฮือของประชาชนเพื่อต่อต้านรัฐในกลุ่มประเทศตะวันออกกลาง หรือ อาหรับสปริง (Arab Spring) ก็ได้จุดชนวนการประท้วงต่อต้านระบบการปกครอง ภายใต้การนำของประธานาธิบดี บาชาร์ อัล อัสซาด และรัฐบาลซีเรีย ที่กดขี่พวกเขามากว่า 40 ปี

ในช่วงเริ่มแรก กลุ่มกบฏผู้ต่อต้านรัฐบาล ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้วเป็นชาวมุสลิมนิกายซุนนี มีเพียงแค่ป้ายและเพลงเป็นเครื่องมือในการเรียกร้องเสรีภาพและประชาธิปไตยในครั้งนั้น แต่หลังจากที่รัฐบาลซีเรีย ซึ่งอยู่ภายใต้อิทธิพลของชาวมุสลิมนิกายชีอะห์ ได้มีกำลังปราบปรามต่อกลุ่มกบฏอย่างรุนแรง เช่น การใช้กำลังทหารจับกุม และการบังคับให้สูญหาย (forced disappearance) กลุ่มกบฏจึงหันมาจับอาวุธ ในขณะที่ ทหารซีเรียส่วนหนึ่งซึ่งไม่เห็นด้วยกับรัฐบาลก็จัดตั้งกองกำลังปลดปล่อยซีเรีย (Free Syrian Army: FSA) ขึ้น เพื่อเป็นปีกทางการทหารให้แก่กลุ่มกบฏ ทำให้การต่อสู้เพื่อปกป้องตนเองของกลุ่มกบฏ ได้ถูกยกระดับไปสู่การต่อสู้เพื่อขับไล่กองกำลังรักษาความปลอดภัยของรัฐ และกลายเป็นสงครามกลางเมืองในที่สุด


ที่มา : https://www.cnn.com/

ความพยายามของประธานาธิบดีอัสซาดที่จะปราบปรามกลุ่มกบฏ ซึ่งนำไปสู่การใช้กำลังและความรุนแรงที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ทั้งการทรมานและสังหาร การใช้อาวุธเคมี ตลอดจนการปล่อยตัวนักโทษกลุ่มซาลาฟีญิฮาด (Salafist-Jihadists) ซึ่งเป็นชาวมุสลิมนิกายซุนนีที่มีแนวคิดสุดโต่ง เพื่อให้เข้าร่วมกับกลุ่มกบฏ และทำให้พวกเขาสูญเสียความชอบธรรมในการต่อสู้กับรัฐบาล

สถานที่สำคัญที่ทำให้เกิดสมรภูมิสงครามทางการเมืองคือ “อเลปโป”ตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของซีเรีย และเป็นเมืองเก่าแก่ที่มีคนอยู่อาศัยเป็นเวลานาน ตั้งอยู่ซึ่งระหว่างทะเลเมดิเตอร์เรเนียนและดินแดนตะวันออก ทำให้อเลปโปเป็นศูนย์กลางการค้าของภูมิภาค ที่มีความสำคัญทั้งในทางการเมืองและเศรษฐกิจตั้งแต่ศตวรรษที่ 18 เป็นต้นมา ตั้งแต่ซีเรียได้รับอิสรภาพจากฝรั่งเศสในปี 2489 อเลปโปก็ได้พัฒนาเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมของประเทศ ในขณะเดียวกัน ประชากรในอเลปโปก็เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จากประมาณ 3 แสนคนในช่วงที่ได้รับอิสรภาพ เป็นประมาณ 2.3 ล้านคนในปี 2547 อเลปโปจึงเป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดของซีเรีย และมีความสำคัญในเชิงยุทธศาสตร์มาก แม้จะไม่ใช่เมืองหลวงของประเทศก็ตาม



ต่อมาในเดือนกรกฎาคม ปี 2555 อเลปโปได้กลายเป็นสมรภูมิที่สำคัญของสงครามกลางเมืองซีเรีย เมื่อกลุ่มกบฏสามารถได้ยึดครองดินแดนทางเหนือของซีเรียอย่างไรก็ตาม กองกำลังของกลุ่มกบฏไม่สามารถยึดครองอเลปโปได้อย่างเด็ดขาด อเลปโปจึงถูกแบ่งเป็นสองฝั่ง ได้แก่ ฝั่งตะวันตก ซึ่งควบคุมโดยรัฐบาลซีเรีย และฝั่งตะวันออก ซึ่งควบคุมโดยกลุ่มกบฏ

นับตั้งแต่นั้น การสู้รบในอเลปโปก็ทวีความรุนแรงและขยายวงกว้างไปจนถึงเขตเมืองเก่า (Old City) ซึ่งได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดยยูเนสโก (UNESCO) โดยตั้งแต่ปลายปี 2013 เป็นต้นมา กองกำลังฝ่ายรัฐบาลได้หันมาต่อสู้โดยการทิ้งระเบิดถัง (barrel bomb) ทางอากาศ ผลจากการสู้รบทำให้สถานที่สำคัญหลายแห่งในอเลปโปถูกทำลาย ทั้งตลาดนัดกลางแจ้ง มัสยิดอุมัยยะห์ (Umayyad Mosques) และป้อมปราการแห่งอเลปโป (Citadel of Aleppo) ซึ่งเป็นปราสาทที่ใหญ่และเก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ด้านสภาพความเป็นอยู่ องค์กรสิทธิมนุษยชน แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล (Amnesty International) ถึงกับออกโรงเตือนเมื่อเดือนพฤษภาคม ปี 2558 ว่า การใช้ชีวิตในอเลปโปนั้น “increasingly unbearable” หรือ “ย่ำแย่เหลือทนลงไปทุกขณะ”


                                       
เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2559 สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นภาพสะท้อนของผลพวงจากสงคราม ความขัดแย้ง และ ความรุนแรงที่เกิดขึ้นซึ่งคนที่เดือดร้อนที่สุดและได้รับผลกระทบก็ไม่พ้นประชาชน ที่ไม่รู้จะหันหน้าไปพึ่งใครเพื่อเอาชีวิตรอด ไม่มีใครและสถานที่ไหนที่ปลอดภัย ปืนใหญ่ยังคงยิงถล่มอย่างต่อเนื่องซึ่งบ้านเรือนประชาชน โรงเรียนและโรงพยาบาลล้วนอยู่ในแนววิถีกระสุน ประชาชนตกอยู่ท่ามกลางความหวาดกลัว เด็กๆได้รับความบอบช้ำทางจิตใจ ความเสียหายไม่สามารถประเมินได้ สี่ปีมาแล้วที่ประชาชนในเมืองอเลปโปต้องตกอยู่ท่ามกลางสงครามที่โหดร้ายและสถานการณ์ก็มีแต่จะเลวร้ายลงเรื่อยๆสำหรับพวกเขา ไม่ต้องสงสัยเลยว่านี่คือความขัดแย้งที่เลวร้ายที่สุดอีกครั้งหนึ่งในโลกยุคปัจจุบัน
                                     
ประชาชนหลายหมื่นถูกบังคับให้ต้องอพยพออกจากบ้านเรือนของพวกเขาและจำนวนไม่น้อยที่ต้องหลบหนีออกจากที่พักชั่วคราวที่พวกเขาใช้พักพิงระบบสาธารณูปโภคพื้นฐานของเมืองถูกทำลายจนย่อยยับ น้ำและไฟฟ้าถูกตัดขาดและในบางพื้นที่ก็แทบจะไม่มีทั้งน้ำและไฟฟ้าให้ใช้ ประชาชนต้องเสี่ยงดื่มน้ำที่ไม่สะอาดถูกสุขอนามัย ซึ่งไอซีอาร์ซีและสภาเสี้ยววงเดือนแดงอาหรับแห่งประเทศซีเรียได้เริ่มขนส่งน้ำดื่มเข้าไปในพื้นที่เพื่อแจกจ่ายให้กับประชาชนตามมาตรการฉุกเฉิน


ที่มา: https://www.aljazeera.com/

ต่อมา ไอซีอาร์ซีเรียกร้องให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องอนุญาติให้องค์กรด้านมนุษยธรรมสามารถเข้าถึงประชาชนที่กำลังต้องการความช่วยเหลือในพื้นที่ทุกแห่งของเมืองเช่นเดียวกับพื้นที่ห่างไกลที่อยู่ในบริเวณดังกล่าว การยุติการสู้รบด้วยเหตุผลด้านมนุษยธรรมเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อเปิดทางให้ความช่วยเหลือถูกส่งเข้าไปในพื้นที่และมีเวลาพอที่จะซ่อมแซมบริการพื้นฐานที่จำเป็นสำหรับประชาชน
                                             
ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาสมรภูมิสงครามใน ซีเรีย - อเลปโป กลายเป็นเป็นสมรภูมิสงครามความขัดแย้งที่ สร้างความเสียหาย ที่มาจากกลุ่มผู้มีอำนาจ ได้ทำลายสิ่งที่มีความสำคัญ ในพื้นที่มรดกโลกเป็นสิ่งที่ควรอนุรักษ์ไว้กลับถูกทำลายโดยผู้มีอำนาจ ประชาชนผู้ที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับต้องถูกลูกหลงล้มตายเป็นจำนวนมาก กลายเป็นเหตุการณ์ที่ผู้คนทั่วโลกได้จดจำในความสูญเสียครั้งนี้ในประเทศซีเรีย


อ้างอิง

พลอย ธรรมาภิรานนท์(2560).ซีเรีย 101: จากสงครามกลางเมือง สู่สงครามตัวแทน(ออนไลน์). สืบค้นเมื่อ 24 กุมภาพันธ์ 2561, จาก: https://www.the101.world/thoughts/syria-101/

ซีเรีย-อเลปโป ความขัดแย้งที่เลวร้ายที่สุดในโลกยุคปัจจุบัน.(2559). สืบค้นเมื่อ 24 กุมภาพันธ์ 2561, จาก : http://blogs.icrc.org/th/2016/08/22/1321-peter-maurer-syria-aleppo/

สงครามซีเรีย ย้อนปมความขัดแย้งสู้สมรภูมิเลือด.(2556). สืบค้นเมื่อ 24 กุมภาพันธ์ 2561, จาก: https://hilight.kapook.com/view/90189

อ่านเพิ่มเติม »

โซดอมและกอมมอราห์ (Sodom and Gomorrah) ตำนานนครแห่งบาป

โดย ประไพจิตร  ภูหนองโอง

โซดอมและกอมมอราห์ (Sodom and Gomorrah) เป็นตำนานที่ปรากฏขึ้นทั้งในพระคัมภีร์ ไบเบิล และอัลกุรอาล ซึ่งอาจจะเป็นเพราะว่า ทั้งสองคัมภีร์มีจุดเริ่มต้นที่ใกล้เคียงกัน คือถือกำเนิดขึ้นในบริเวณของดินแดนเยรูซาเร็ม ปัจจุบันตั้งอยู่ในประเทศอิสราเอล อีกทั้งยังมีต้นกำเนิดมาจากศาสนายิว หรือยูดาย เช่นเดียวกันจึงมีตำนานความเชื่อหลายอย่างที่คล้ายคลึงกัน  หนึ่งในนั้นก็คือ เมืองแฝด โซดอมและกอมมอราห์ นครที่ถูกพระเจ้าทำลายลงด้วยความที่มีบาปหนาเกินกว่าแผ่นดินจะรับไหว ในพระคัมภีร์ไบเบิล และในอัลกุรอาล ได้ปรากฏข้อความแสดงถึงการลงโทษเมืองที่เต็มไปด้วยความชั่วร้ายแห่งนี้

ที่มา: http://ansorimas.blogspot.com/
ตามตำนานเชื่อกันว่า ดินแดนอันเป็นที่ตั้งของ โซดอมและกอมมอราห์นั้น อยู่ในบริเวณที่เรียกว่าหุบเขาซิดดิม (Siddim) ใกล้กับทะเลสาป "Dead Sea" หรือทะเลมรณะ  ซึ่งเป็นตำนานความลึกลับมานานจนกระทั่งในปี ค.ศ. 1848 นักธรณีวิทยาที่สำรวจบริเวณนั้นจึงรู้ว่า น้ำในทะเลแห่งนี้เต็มไปด้วยเกลือ มีความเค็มสูงสุดถึง 33.7 % สูงกว่ามหาสมุทรปกติ จนไม่มีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่ได้ ปัจจุบันที่ตั้งของทะเลสาป "Dead Sea" ฝั่งตะวันออกติดกับประเทศจอร์แดน ฝั่งตะวันตกตอนเหนือติดกับเขตเวสต์แบ็งค์ (West Bank) ประเทศปาเลสไตน์ ฝั่งตะวันตกและใต้ติดกับประเทศอิสราเอล และอยู่ต่ำกว่าระดับน้ำทะเล 422 เมตร  ทางตอนเหนือของทะเลสาบมีสภาพเป็นโคลนขุ่นดำ  ส่วนทางตอนใต้ชายฝั่งมีลักษณะเหมือนก้อนเกลือขนาดใหญ่ รอบ ๆ บริเวณทะเลสาบ จะมีเกลือจับก้อนหินก้อนดินกลายเป็นโขดเขาเกลือขึ้นเรียงรายอยู่มาก หนึ่งในจำนวนนี้ได้แก่ เสาหินเกลือ (Pillar of Salt) ที่มีรูปร่างคล้ายสตรียืนอยู่

เมืองโซดอมและกอมมอราห์นั้น ตามตำนานที่ได้บันทึไว้ในพระคัมภีร์ไบเบิลได้กล่าวไว้ว่า เป็นเมืองที่เต็มไปด้วยความชั่วร้าย และบาปหนาจนเกินกว่าที่แผ่นดินจะแบกรับได้ ดังนั้น พระผู้เป็นเจ้าจึงทำลายเมืองนี้ฝังไว้ใต้ธรณีเสีย ตามพระคัมภีร์ ไบเบิล อิบรอฮีม(อับราฮัม) ได้ส่ง “ลูฏ”(โลต) หลานชายของท่านไปยังเมืองโซดอมเพื่อตักเตือนชาวเมืองให้เห็นถึงผลร้ายของความชั่วร้ายต่าง ๆ ในเมือง และละเว้นจากพฤติกรรมนี้เสีย แต่ไม่ประสบผลสำเร็จ เวลาผ่านไปหลายปีปรากฎว่ายิ่งนานวัน ศีลธรรมของผู้คนในเมืองโซดอมและกอมมอราห์จะยิ่งเสื่อมทรามลงเรื่อย ๆ เมื่อไม่สามารถยับยั้งลงได้ ลูฏจึงวิงวอนต่อพระผู้เป็นเจ้าให้ลงโทษเมืองโซดอมและกอมมอราห์เพื่อมิให้ความบาปของผู้คนในเมืองนี้แพร่ออกไปยังดินแดนอื่น ดังนั้นพระผู้เป็นเจ้าจึงตัดสินใจทำลายเมืองทั้งสองนี้โดย "กำมะถันและไฟจากพระยะโฮวาลงมาจากฟ้าตกที่เมืองโซดอมและกอมมอราห์” พระองค์ได้ทรงทำลายเมืองเหล่านี้ คือแถบที่ราบนั้นทั้งหมดและพลเมืองทั้งสิ้นและบรรดาพืชพันธุ์ที่งอกขึ้นจาก แผ่นดินให้พินาศไปสิ้น" พระองค์ส่งทูตสวรรค์สามองค์และอย่าได้หยุดหันหลังกลับไปมองเมืองที่กำลังถูกทำลายเป็นอันขาด แต่ภริยาของลูฏไม่เชื่อฟัง อาจเป็นเพราะความอยากรู้อยากเห็น จึงได้หันกลับไปมอง ผลคือ ร่างของนางกลายเป็นเสาหินเกลือ (Pillar of Salt) ติดตรึงอยู่ ณ ที่นั้น


แผนที่บริเวณทะเลสาป "Dead Sea" 

จากการศึกษาค้นคว้าโดยนักธรณีวิทยาและนักโบราณคดีอย่างละเอียด ร่องรอยของเมืองโซดอมและกอมมอราห์ปรากฏให้เห็นผ่านทางแผนที่เมืองแห่งที่ราบลุ่มทั้ง 5 ในไบเบิล เป็นภาพโมเสกโบราณ อยู่ในโบสถ์กรีก ยุคไบเซนไทน์ (Byzantine) ของเมืองมาดาบา (Madaba) ประเทศจอร์แดน ทำให้เชื่อว่าเมืองแห่งที่ราบลุ่มทั้ง 5 ในไบเบิล อยู่ริมทะเลสาบ"Dead Sea" ในฝั่งประเทศจอร์แดน ซึ่งเมืองโซดอมและกอมมอราห์อยู่ไกล้ๆ กับบริเวณที่เรียกว่า ลิซานเพนินซูลา (Lisan Peninsula) ใกล้ ๆ กับซากเมือง (Bab edh-Dhra) ที่เชื่อว่าเป็นเมือง โซอา (Zoor) ตามหลักฐานที่ปรากฏในทางโบราณคดีและธรณีวิทยาปรากฏว่า พื้นที่บริเวณนั้นในช่วงยุค 4,000 ก่อนได้เกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ เนื่องจากเป็นบริเวณรอยเลื่อนของแผ่นเปลือกโลก ประกอบกับเป็นพื้นที่ที่เต็มไปด้วยก้อนกำมะถันเกือบบริสุทธิ์ที่ติดไฟได้ ดังนั้นจึงสันนิษฐานได้ว่าสาเหตุการล่มสลายของโซดอมและกอมมอราห์ที่อยู่ในยุคที่ใกล้เคียงกับช่วงเวลานั้นเกิดจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งใหญ่ และในไบเบิลยังได้กล่าวถึงก้อนหินติดไฟที่พุ่งลงมาจากท้องฟ้า ซึ่งอาจหมายถึงการระเบิดของแมกม่าจากใต้เปลือกโลกก่อเกิดเป็นภูเขาไฟระเบิดทำให้ก้อนกำมะถันพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้าแล้วตกลงมาในเมือง เผาเมืองโซดอมและกอมมอราห์ ประกอบกับแผ่นดินไหวทำให้เมืองทั้งหมดจมลงไป และอาจอยู่ไต้ทะเลสาป "Dead Sea"

ตำนานนครแห่งบาปโซดอมและกอมมอราห์ แท้จริงแล้วคือเมืองที่ล่มสลายจากเหตุการณ์ภัยพิบัติทางธรรมชาติ จากการเคลื่อนตัวของรอยเลื่อนที่เปลือกโลก แต่เนื่องจากมนุษย์ในยุคนั้นไม่มีความรู้ในเรื่องนี้ จึงเชื่อว่าเหตุการณ์ภัยพิบัติต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นเป็นการกระทำของพระเจ้าที่ลงโทษความชั่วร้ายความบาป ของผู้คนในเมืองโซดอมและกอมมอราห์ เมื่อศาสนาคริสต์ และอิสลามกำเนิดขึ้นมาผู้ที่เขียนพระคัมภีร์จึงนำเอาตำนานเมืองโซดอมและกอมมอราห์มาเขียนบันทึกไว้ เพื่อเตือนให้สาวกเชื่องฟังพระผู้เป็นเจ้า มีความเกรงกลัวต่อบาป ประพฤติตนให้อยู่ในศีลธรรมอันดีงามเท่านั้นเอง


อ้างอิง : 

ดาบแห่งอัลเลาะห์ อะคาเดมี่. (2558,09 28). เรื่องราวของนบีลูฏ (โลฏในไบเบิล). [เว็ปบล็อก]. สืบค้นจาก http://ansorimas.blogspot.com/2015/09/blog-post_94.html

ทีมงานขั้นเทพ. (2555,06 21). Oh...My....GOD ตอนที่ 62:ว่าด้วยเรื่อง ยุคสุดท้าย. [เว็ปบล็อก].
สืบค้นจาก https://my.dek-d.com/Rosy/story/viewlongc.php?id=399277&chapter=62

Al-Qamar. (2553,03 18). ดวงอาทิตย์ตกลงในน้ำขุ่นดำ ที่ไหนหรือ?.  [เว็ปบล็อก]. สืบค้นจาก https://alquranstories.wordpress.com/2010/03/18/sunsets/

MCC HD. (2559,06 01). สารคดี Discovery | เมือง คนบาป ของ จอร์แดน. [วิดิโอออนไลน์]. สืบค้นจาก
https://www.youtube.com/watch?v=07WH-Ky67rE

อ่านเพิ่มเติม »

สงครามอ่าวเปอร์เซีย (Persian Gulf War)

โดย ชุติกาญจน์  ชมภูวัฒนา

ทวีปตะวันออกกลางนับเป็นดินแดนภูมิภาคหนึ่งที่เกิดปัญหาความขัดแย้ง และส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของโลกอย่างต่อเนื่อง ทำให้ประเทศมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกา และประเทศอื่นๆพยายามเข้าไปแทรกแซงและมีบทบาทในการแก้ไขปัญหา ซึ่งรวมถึงการเข้าไปแสวงประโยชน์จากทรัพยากรน้ำมันที่ใหญ่ที่สุดของโลกอีกด้วย อย่างเช่นเหตุการณ์ สงครามอ่าวเปอร์เซีย



สงครามอ่าวเปอร์เซีย เกิดขึ้นในปีพ.ศ.2533 เป็นสงครามที่สืบเนื่องมาจากสงครามอิรัก-อิหร่าน ในปีพ.ศ.2523 ซึ่งมีสาเหตุมาจากประเทศอิรักได้รับการสนับสนุนจากประเทศต่างๆ ในตะวันออกกลาง รวมทั้งประเทศในตะวันตกอย่างสหรัฐอเมริกา เนื่องจากความเกรงกลัวในการขยายอิทธิพลการปฏิวัติทางศาสนาของประเทศอิหร่านเข้ามายังประเทศอื่นๆ ในตะวันออกกลาง เพราะประเทศในตะวันออกกลางส่วนใหญ่นับถือนิกายซุนนี แต่ประเทศอิหร่านนับถือนิกายชีอะห์ และยังมีสาเหตุมาจากประเทศอิรักไม่พอใจที่ประเทศอิหร่านเข้ามายึดครองดินแดนเกาะสำคัญในอ่าวเปอร์เซีย ซึ่งเป็นเส้นทางควบคุมการขนส่งออกสู่อ่าวเปอร์เซีย อีกทั้งยังมีปัญหาการแบ่งเขตแดน ปัญหาเรื่องชนกลุ่มน้อย จึงทำให้เกิดสงครามขึ้น และเกิดการค้าขายอาวุธสงครามครั้งใหญ่ สงครามยุติลงด้วยความเสียหายของทั้ง 2 ฝ่าย หลังจากสงครามจบลงทำให้ประเทศอิรักตระหนักว่าประเทศอิรักมีกองทัพที่เข้มแข็ง พร้อมที่จะเปิดศึกกับประเทศอื่นๆ ในตะวันออกกลาง อีกทั้งความสัมพันธ์ระหว่างประเทศระหว่างประเทศอิรัก ประเทศอียิปต์ และประเทศจอร์แดน มีความสัมพันธ์ที่ดี เพราะได้ให้การช่วยเหลือในการสงครามกับประเทศอิรักมาโดยตลอด เมื่อประเทศอิรักตระหนักว่าประเทศอิรักมีกองทัพที่เข้มแข็ง จึงทำให้กล้าที่จะยกกองทัพบุกประเทศคูเวต จนกลายเป็นสงครามอ่าวเปอร์เซีย

จุดเริ่มต้นของสงครามอ่าวเปอร์เซีย คือ เมื่อสงครามอิรัก-อิหร่านยุติลงทำให้ประเทศอิรักล้มละลาย และเผชิญกับหนี้สินจากการทำสงคราม โดยกู้ยืมมาจากประเทศซาอุดิอาระเบียและประเทศคูเวตรวมกันเป็นจำนวนมาก ประเทศอิรักได้เรียกร้องให้ทั้ง 2 ประเทศ ยกหนี้ที่ติดค้างให้ แต่กลับถูกทั้ง 2 ประเทศปฏิเสธ ทำให้ประเทศอิรักกล่าวหาประเทศคูเวตว่าลักลอบขุดน้ำมันในเขตของตน และอ้างความชอบธรรมเหนือประเทศคูเวต ในฐานะที่เคยเป็นจังหวัดหนึ่งของอาณาจักรออตโตมัน ซึ่งประเทศอิรักถือว่าตนมีสิทธิในการปกครองประเทศคูเวตต่อจากออตโตมัน อีกทั้งยังกล่าวหาว่าประเทศคูเวตมีส่วนทำให้ราคาน้ำมันตกต่ำจากช่วงที่ประเทศอิรักยุติสงครามกับประเทศอิหร่าน ซึ่งเป็นช่วงที่ราคาน้ำมันในตลาดโลกตกต่ำ และยังกล่าวหาว่าประเทศคูเวตสูบน้ำมันมาจากแหล่งประเทศของตน ประเทศอิรักจึงขอเจรจาเรื่องพรมแดนกับประเทศคูเวต ซึ่งประเทศอิรักหวังว่าจะได้ดินแดนที่เป็นแหล่งน้ำมันเพิ่มขึ้น และอาจจะได้ดินแดนที่เป็นทางออกสู่อ่าวเปอร์เซียกว้างขึ้นด้วย แต่ถูกประเทศคูเวตปฏิเสธคำขอ เนื่องจากประเทศคูเวตมีประเทศมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกาหนุนหลังธุรกิจน้ำมันอยู่

จนเมื่อวันที่ 2 สิงหาคม พ.ศ.2533 กองกำลังทหารประเทศอิรัก ภายใต้การนำของประธานาธิบดีซัดดัม ฮุสเซน บุกเข้ายึดประเทศคูเวต จึงทำให้สหประชาชาติคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจกับประเทศอิรักในทันที ให้ธนาคารทั่วโลกอายัดทรัพย์สินของประเทศอิรักและประเทศคูเวต และยังมีมติให้ใช้ปฏิบัติการทางทหารเพื่อขับไล่กองทัพอิรักออกจากประเทศคูเวต ทางฝ่ายประธานาธิบดีซัดดัม ฮุสเซน ของประเทศอิรักไม่ยอมถอนกำลังทหารออกจากประเทศคูเวตตามคำสั่งของสหประชาชาติ กองกำลังสหประชาชาติภายใต้การนำของประเทศสหรัฐอเมริกาและพันธมิตรกว่า 30 ประเทศ ได้ร่วมกับกลุ่มสันนิบาตอาหรับ 12 ประเทศ ร่วมปฏิบัติการทางทหารที่เรียกว่า ยุทธการพายุทะเลทราย กองกำลังสหประชาชาติได้เคลื่อนทัพปลดปล่อยประเทศคูเวต และยกทัพเข้าสู่ประเทศอิรักในเวลาต่อมา จนทำให้ประเทศอิรักยอมลงนามยุติการสู้รบ เป็นผลให้ประเทศอิรักถูกควบคุมอย่างเข้มงวด ถูกตรวจสอบอาวุธ รวมถึงการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ

อีกหนึ่งความสูญเสียหลังการถอนกำลังออกจากประเทศคูเวตคือ ประเทศอิรักได้จุดไฟเผาบ่อน้ำมันหลายร้อยบ่อ และปล่อยลงสู่อ่าวเปอร์เซีย เป็นการจงใจทำลายทรัพยากรธรรมชาติและระบบนิเวศ ต่อมาประเทศสหรัฐอเมริกาได้ส่งกองทัพบุกเข้าประเทศอิรักเพื่อปลดปล่อยประเทศอิรักจากระบอบเผด็จการของประธานาธิบดีซัดดัม ฮุสเซน จึงโคนล้มรัฐบาลของซัดดัม ฮุสเซนลง และจัดตั้งรัฐบาลใหม่ที่นิยมตะวันตก ประเทศสหรัฐอเมริกาได้ใช้ทฤษฎีการทำสงครามก่อนที่จะถูกศัตรูโจมตี หรือเรียกว่า สงครามป้องกันตนเอง มีการถล่มทางอากาศครั้งใหญ่ ซึ่งเป็นยุทธวิธีการทำลายขวัญและกำลังใจ สร้างความหวาดกลัว จนฝ่ายตรงข้ามยอมจำนนในรูปของสงครามจิตวิทยา ชนะโดยไม่ต้องสู้รบและสูญเสียน้อยที่สุด

ปฏิบัติการดังกล่าวเสร็จสิ้นลงอย่างรวดเร็ว ด้วยการทหารและอาวุธสงครามที่เหนือกว่าของประเทศสหรัฐอเมริกา สงครามครั้งนี้ ถือเป็นสงครามไฮเทคดิจิตอลของระบบทุนนิยมโลก โดยอ้างความชอบธรรมในนามของความมั่นคงที่ยั่งยืน และสันติภาพที่ถาวรของโลก มีการนำอาวุธที่ทันสมัยออกมาสู้รบ

ต่อมาในวันที่ 13 ธันวาคม 2546 กองกำลังของประเทศสหรัฐอเมริกาสามารถจับตัวซัดดัม ฮุสเซน ได้สำเร็จ และส่งมอบให้แก่รัฐบาลของประเทศอิรัก เพื่อนำตัวไปไต่สวน ซึ่งศาลของประเทศอิรักได้ตัดสินให้ซัดดัม ฮุสเซน มีความผิดในข้อหาอาชญากรสงคราม อาชญากรรมต่อมนุษยชาติ และฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ และให้ลงโทษประหารชีวิตโดยการแขวนคอ

สงครามที่เกิดขึ้นนี้เป็นปัญหาที่ท้าทายบทบาทของสหประชาชาติ และเป็นปัญหาภาพลักษณ์ของประเทศสหรัฐอเมริกาที่ชี้นำและดำเนินการโดยพลการในนามสหประชาชาติ ถือเป็นการละเมิดกฎบัตรสหประชาชาติและหลักการของประชาคมโลก ผลจากสงครามนี้ทำให้มาตรการคว่ำบาตรของสหประชาชาติได้บีบคั้นเศรษฐกิจของประเทศอิรักมากขึ้นกว่าเดิม ประชาชนอดอยากขาดแคลนอาหารและยารักษาโรค และต้องเผชิญกับภาวะเงินเฟ้ออย่างรุนแรง อีกทั้งยังมีการทำสงครามเล็กๆ และการรอบสังหารทหารและพลเรือน อยู่เป็นประจำ รวมทั้งยังเกิดกลุ่มกบฏตามเขตชายแดน และกลุ่มผู้ก่อการร้ายมาปฏิบัติการในประเทศอิรัก จากเหตุการณ์สงครามอ่าวเปอร์เซียที่เกิดขึ้นทำให้เห็นว่า เมื่อประเทศมหาอำนาจร่วมมือกันระบบความมั่นคงร่วมเกิดขึ้นได้ และมีผลเด็ดขาด

อ้างอิง

กนกรัตน์ ใบแสด และพันธ์ทิพย์ อะภัย. (2555). สงครามอ่าวเปอร์เซีย. ค้นเมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2560, จาก https://www.slideshare.net/sm037/ss-14727188

กฤษฎา พิจิตรแสงเสรี. (2554). มหาสงครามอ่าวเปอร์เซีย. ค้นเมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2560, จาก https://krissada93.wordpress.com/เปียงยาง/

กองวิจัยและพัฒนาการรบ กรมยุทธการทหารอากาศ. (ม.ป.ป.). วิเคราะห์สงครามอิรัก (Operation Iraqi Freedom). ค้นเมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2560, จาก http://www.awfc.rtaf.mi.th/index.php?option=com_content&view=article&id=104&Itemid=79

DLIT Resources คลังสื่อการสอน. (2016). สงครามอ่าวเปอร์เซีย ตอน 1 สังคมศึกษาฯ ม.4-ม.6 (วิดีทัศน์). ค้นเมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2560, จาก https://www.youtube.com/watch?v=thdOdQwo-ck

DLIT Resources คลังสื่อการสอน. (2016). สงครามอ่าวเปอร์เซีย ตอน 2 สังคมศึกษาฯ ม.4-ม.6 (วิดีทัศน์). ค้นเมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2560, จาก https://www.youtube.com/watch?v=tHjrK_EeSr8


อ่านเพิ่มเติม »