แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ อารยธรรมตะวันออก แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ อารยธรรมตะวันออก แสดงบทความทั้งหมด

ย้อนยุคชุดฮันบก

โดย พรรษชล มณีทับ

“ฮันบก (한복)” ซึ่งหากแยกคำ “ฮัน” จะหมายถึง ชาวฮั่นหรือชาวเกาหลี และ “บก” หมายถึง ชุด ความหมายรวมจึงเป็น “ชุดของชาวเกาหลี”นั่นเอง ความงามและความอ่อนช้อยของวัฒนธรรมเกาหลี มักถูกถ่ายทอดออกมาผ่านทางภาพถ่ายของสุภาพสตรีในเครื่องแต่งกายฮันบกนี้ จึงไม่น่าแปลกใจที่ชุด ฮันบกจะเป็นสัญลักษณ์อันโดดเด่นอีกอย่างหนึ่งของประเทศเกาหลี

เครื่องแต่งกายทั้งของผู้หญิงและผู้ชาย จะมีลักษณะหลวมเพื่อความสะดวกสบาย ในการเคลื่อนไหว และเสื้อผ้าจะใช้ผ้าผูกแทนกระดุมหรือตะขอ ในการผลิตชุดฮันบก มีประเภทเนื้อผ้าที่หลากหลาย ขึ้นอยู่กับโอกาสและวัยของ ผู้สวมใส่ โดยเด็กผู้หญิงหรือหญิงสาว (ที่ยังไม่แต่งงาน) จะสวมเสื้อสีเหลือง กระโปรงสีแดง และจะเปลี่ยนเป็นเสื้อสีเขียว กระโปรงสีแดงเมื่อแต่งงานแล้ว

นอกจากนี้ ชาวเกาหลียังคำนึงถึงความเหมาะสมของเนื้อผ้ากับสภาพ อากาศประเทศของตนอีกด้วย โดยในฤดูหนาวจะใช้ผ้าฝ้าย และสวมกางเกงขายาวที่มีสายรัดข้อเท้า ช่วยในการเก็บความร้อนของร่างกาย ส่วนในฤดูร้อนจะใช้ผ้าป่านลงแป้งแข็ง ซึ่งช่วยในการดูดซับและแผ่ระบายความร้อนในร่างกายได้ดี

ในปัจจุบันการสวมชุดประจำชาติฮันบก จะใช้เฉพาะในโอกาสพิเศษต่างๆ เท่านั้น เช่น งานมงคลสมรส ซอลนัล (วันขึ้นปีใหม่ของเกาหลี) หรือวันชูซก (วันขอบคุณพระเจ้า) แต่อย่างไรก็ตามผู้คนบางกลุ่มโดยเฉพาะผู้สูงอายุก็ยังคงสวมใส่ชุดฮันบกกันอยู่


การแต่งกายชุดฮันบกของผู้หญิงและผู้ชาย

จากเรื่องเล่าในประวัติศาสตร์เกี่ยวกับ “ชุดฮันบก” เริ่มจาก "องค์หญิงโนกุก" (ต่อมาได้รับแต่งตั้งเป็น "สมเด็จพระราชินีโนกุกแทจาง") เป็นองค์หญิงจากมองโกลที่ถูกกำหนดให้อภิเษกกับองค์ชายวังคีแห่งโครยอ ภายใต้สนธิสัญญาสันติภาพของมองโกลราชวงศ์หยวน แม้ในตอนแรกทั้งสองจะอาศัยอยู่ที่ปักกิ่ง แต่ต่อมาองค์ชายวังคีก็ได้กลับมาขึ้นครองราชสมบัติเป็นพระเจ้าคงมินแห่งโครยอ และนี่..ทำให้อาณาจักรโครยอหรือเกาหลีในสมัยนั้นได้รับเอาเอกลักษณ์ทางศิลปวัฒนธรรมและวิถีชีวิตของชาวมองโกลเข้ามา เป็นบ่อเกิดที่สำคัญของรูปแบบชุดฮันบกในสมัยโชซอนต่อมาจนถึงทุกวันนี้

แม้ว่าองค์หญิงโนกุกจะเป็นองค์หญิงมองโกลแต่พระนางก็สนับสนุนโครยอและสามีของพระนางเสมอมา และหลังจากอภิเษกมา 15 ปี พระนางก็ได้ทรงพระครรภ์ แต่จากภาวะแทรกซ้อนที่เกี่ยวข้องกับการคลอดบุตรทำให้พระนางเสียชีวิตลงในปี 1365  อาณาจักรโชซอน (ค.ศ.1392-1910) ในช่วงนี้เป็นจุดหักเหที่สำคัญของการเปลี่ยนแปลงฮันบก แม้จะค่อยๆ มีการเปลี่ยนไปอย่างทีละเล็กละน้อยก็ตาม อย่างเสื้อชอกอรีของสตรีมีการทำให้สั้นลงและให้กระชับกับผู้สวมใส่มากขึ้นกว่าที่ผ่านมา

เครื่องแต่งกายในสมัยโชซอนนอกเหนือจากที่มีการแบ่งรูปแบบของเครื่องแต่งกายตามวรรณะ ตามฐานะทางสังคม หรืออาชีพแล้ว ยังมีชุดที่เป็นเครื่องแบบที่เกี่ยวข้องกับพิธีกรรมต่างๆในความเชื่อของลัทธิขงจื้ออีกด้วย เช่น ชุดในพิธีแต่งงาน ชุดสำหรับไว้ทุกข์ให้กับผู้ตาย และชุดในพิธีต่างๆ ของราชสำนัก


ที่มา: http://asiancastle.net/?p=63

ช่วงยุคปลายของอาณาจักรโชซอน เป็นช่วงที่มีการเปลี่ยนแปลงทางสังคมที่ดีขึ้น ผู้คนเริ่มมีการศึกษาเล่าเรียน มีความรู้ มีสติปัญญามากกว่าเมื่อก่อน ทำให้เริ่มไม่พอใจกับระบบขุนนางและเริ่มมีการแสดงความคิดเห็นทางการเมืองมากขึ้น ทำให้เริงโรมที่เป็นสถานที่ให้ความบันเทิงได้รับความนิยมมากของพวกขุนนาง และชายหนุ่มที่มีฐานะเข้าสังสรรค์ดื่มกินและสนทนาทางการเมืองกัน ในช่วงนี้เองสตรีในเริงโรม หรือที่รู้จักกันในชื่อ “기생- (กีแซง)” มีการแข่งขันกันสูงเพื่อให้ตนมีชื่อเสียง และได้รับเลือกให้ปรนนิบัติขุนนางชั้นสูง ส่งผลให้ชุดฮันบกเริ่มมีการปักลวดลายให้สวยงามมากขึ้น

ประกอบกับเริ่มมีการเดินทางติดต่อค้าขาย และไปศึกษาหาความรู้ในต่างประเทศ รวมไปถึงการเข้ามาของพวกมิชชันนารี และทางการทูตกับเปอร์เซีย จีนและญี่ปุ่น ทำให้มีผ้าชนิดต่างๆ ที่มีลวดลายและสีสันสวยงามมาใช้ในการตัดเย็บชุดฮันบกมากขึ้น รวมถึงเครื่องประดับต่างๆที่เข้ามาจากต่างประเทศ ต่อมาเริ่มมีการใช้ผ้าสี และการปักลวดลายลงบนตัวชิ้นผ้า การแต่งกายเช่นนี้ได้เผยเห็นขนาดของหน้าอก และรูปร่างของสตรีมากขึ้น

แม้ในตอนแรกจะการปรับเปลี่ยนกันเฉพาะในกลุ่มของกีแซงก็ตาม แต่เมื่อสตรีอื่นได้พบเห็นเข้าบ่อยๆ ก็ได้ซึมซับเอาไปปฏิบัติ และด้วยอิทธิพลของงานศิลปะของต่างชาติที่เข้ามาก็ทำให้ชาวเมือง หรือช่างฝีมือชาวโชซอนได้รู้จักและเรียนรู้เพื่อทำและผลิตขึ้นใช้เองหรือขายเองในราคาที่ถูกกว่า ทำให้ผู้ที่ไม่ได้มีฐานะมากนัก ก็สามารถที่มีฮันบกและเครื่องประดับที่สวยงามมาสวมใส่ได้ในเวลาต่อมา นอกจากนี้ได้นำเอาการปักลวดลายลงบนตัวผ้า และสีของผ้ามาใช้เพื่อบ่งบอกชนชั้นและตำแหน่งในแต่ละอาชีพ แต่ละแผนกงานในราชสำนักอีกด้วย

ตั้งแต่ศตวรรษที่ 18 เป็นต้นมา สตรีชนชั้นล่างหยุดการสวมใส่ “ฮอรีตี” ปิดบังหน้าอก แน่นอนว่าได้มีคำถามต่อๆกันมา ว่า “ทำไมสตรีกลุ่มนี้ถึงไม่ปิดบังหน้าอก?” ฮันฮีซุค ผู้ที่เขียนหนังสือ “Women’s Life during the Chosŏn Dynasty-ชีวิตของสตรีในช่วงราชวงศ์โชซอน" ได้กล่าวถึงสาเหตุไว้ว่า “ อีกหนึ่งที่เป็นหน้าที่ที่สำคัญของสตรีสามัญธรรมดาหรือสตรีที่เกิดในตระกูลชั้นล่าง ก็คือ การให้กำเนิดและเลี้ยงดูแลบุตรชาย นั่นเอง

โดยในสมัยนั้นถ้าสตรีผู้ใดให้กำเนิดบุตรชายถือเป็นเรื่องน่ายกย่องสรรเสริญมาก ซึ่งสตรีที่อยู่ในชนชั้นดังกล่าวนี้จึงพยายามสวมใส่รูปแบบการแต่งกายที่เป็นเอกลักษณ์เพื่อแสดงให้เห็นว่า ได้ให้กำเนิดบุตรชายหรือมีบุตรชายแล้ว เพราะสตรีในชนชั้นล่างที่ไม่มีความรู้หรืออาชีพฐานะทางสังคมใดๆ เลย มีเพียงการให้กำเนิดทายาทชายให้กับสามีเท่านั้น ที่ทำให้พวกเธอมีเกียรติ อันน่าภาคภูมิใจ และได้รับการยอมรับจากครอบครัวของสามีได้ ซึ่งโดยทั่วไปนั้นจะ เผยให้เห็นหน้าอกของพวกเธอ การปฏิบัติดังกล่าวดูเหมือนจะจำกัดแค่เพียงเฉพาะสตรีชนชั้นธรรมดาสามัญหรือสตรีที่เกิดในตระกูลชั้นต่ำเท่านั้น ซึ่งมีการถือปฏิบัติสืบต่อกันมาถึงในช่วงปลายปี 1950 ยุคล่าอาณานิคมของญี่ปุ่น (ค.ศ. 1910–1945) และ สงครามเกาหลี (1950 -1953)

ต่อมาในช่วงยุคล่าอาณานิคมของญี่ปุ่น ผู้ที่มีฐานะ และอยู่ในชนชั้นสูงเริ่มมีความต้องการที่จะสวมใส่เครื่องแต่งกายที่ทันสมัยมากขึ้น จึงมีการออกแบบปรับสไตล์ของฮันบกใหม่มาใช้ โดยมีการจับคู่กระโปรงชีมาที่สั้นกว่าเมื่อก่อนสวมกับเสื้อชอกอรีสีขาว ในเวลาเดียวกันนั้นเองวัฒนธรรมของชาวตะวันตกได้เข้ามา บวกกับการติดต่อซื้อขายสินค้า เสื้อผ้าเครื่องแต่งกายอื่นๆของชาวตะวันตกในเกาหลีสมัยนั้น ทำให้เกิดค่านิยมการแต่งกายแบบชาวตะวันตก ส่งผลให้การสวมใส่ฮันบกจากเดิมเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงตามกระแสแฟชั่น และหันไปสวมใส่เครื่องแต่งกายแบบชาวตะวันตกกันมากขึ้น และการสวมใส่ฮันบกในชีวิตประจำวันก็ได้เริ่มเลือนหายไปในปี 1960 จะสวมใส่กันก็ต่อเมื่อเป็นวันเทศกาลหรือในโอกาสพิเศษ เช่น วันปีใหม่ งานแต่งงาน เป็นต้น

สำหรับผ้าที่นำมาใช้ตัดชุดฮันบกมีอยู่มากมายหลายชนิดด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็น ผ้าป่าน ผ้าฝ้ายมัส ลิน ผ้าไหม ผ้าแพร โดยผู้สวมใส่จะเลือกใส่ชุดที่ตัดจากผ้าชนิดใดขึ้นอยู่กับสภาพภูมิอากาศ ฮันบกที่ใช้สำหรับแต่งกายในฤดูหนาวมักใช้ผ้าที่ทอจากฝ้าย และกางเกงขายาวมีสายรัดที่ข้อเท้าซึ่งช่วยในการเก็บความร้อนของร่างกาย ในขณะที่ช่วงฤดูร้อนจะใช้ผ้าป่านลงแป้งแข็งหรือผ้ารามีซึ่งช่วยในการซึมซับ และการแผ่กระจายของความร้อนในร่างกาย สีผ้าที่ถูกเลือกมาใช้ตัดชุดฮันบกส่วนใหญ่จะเป็นสีขาว ซึ่งสื่อถึงความสะอาด ความบริสุทธิ์ แต่หากต้องการได้ชุดที่ดูหรูขึ้นมาอีกนิดสำหรับสวมใส่ไปงานสำคัญ ๆ ก็จะใช้ผ้าสีแดง สีเหลือง สีน้ำเงิน และสีดำมาประกอบ

การแต่งกายด้วยชุดฮันบกไม่ได้มีการกำหนดว่าจะต้องเป็นสีใด ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความพอใจของผู้สวมใส่เป็นหลัก หญิงสาวเกาหลีตั้งแต่เด็กจนถึงผู้ใหญ่จะมีชุดฮันบกเป็นของตนเองสำหรับใช้ใส่ในวันสำคัญต่าง ๆ โดยจะสังเกตได้ว่า ชุดฮันบกของหญิงสาวจะถูกออกแบบมาให้เป็นกระโปรงพองยาว และเสื้อตัวสั้น ทั้งนี้ก็เพื่อพรางรูปร่าง และปกปิดส่วนเว้าส่วนโค้งของผู้สวมใส่ไม่ให้เป็นที่ดึงดูดสายตาของเพศตรงข้าม


สตรีเกาหลีในเมืองปูซานในชุดฮันบก

ชุดฮันบกลักษณะที่ปรากฏในปัจจุบันนั้น ได้รับอิทธิพลมาจากมองโกล ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของชุดฮันบก มีการรับเอาศิลปะ วัฒนธรรม รวมถึงรูปแบบของเสื้อผ้าเครื่องแต่งกาย อย่างเสื้อชอกอรีของสตรีที่มีการออกแบบให้มีสัดส่วนที่ต่างไปจากเดิม จุดสำคัญก็คือการปรับตัวเสื้อให้มีความยาวที่สั้นลง และแขนเสื้อที่ปรับให้แคบและเพิ่มให้มีความโค้งเล็กน้อย และที่สำคัญคือมี “옷고름 –โอซโกรึม” เพิ่มเข้ามาเพื่อใช้ผูกเสื้อให้ติดกันเป็นโบว์บริเวณเอว แทนการใช้แถบชิ้นผ้าหรือเส้นไหมที่คาดทับเสื้อชอกอรีที่เอวเหมือนเมื่อก่อน ฮันบกเคยถูกนำมาใช้เป็นชุดแต่งกายประจำวัน โดยผู้ชายสมัยก่อนจะสวมใส่ “ชอกอรี” (เสื้อนอกแบบเกาหลี) และ “พาจิ” (กางเกงขายาว) ขณะที่ผู้หญิงจะสวมใส่ “ชอกอรี” กับ “ชีมา” (กระโปรง) แต่ปัจจุบันนี้ชาวเกาหลีมักจะใส่ “ฮันบก” เฉพาะโอกาสที่มีการเฉลิมฉลองหรือวันสำคัญๆ เช่น วันแต่งงาน วันซอล ลัล(วันขึ้นปีใหม่ทางจันทรคติ) หรือวันชูซก(วันขอบคุณพระเจ้า         


อ้างอิง

การแต่งกายชุดฮันบกของผู้หญิงและผู้ชาย. สืบค้นเมื่อ 22 กันยายน 2561. จาก: https://www.konest.com

ชุดฮันบก. สืบค้นเมื่อ 22 กันยายน 2561. จาก : https://www.wonderfulpackage.com/article

ชุดฮันบกกับการแต่งกายประจำชาติเกาหลี. สืบค้นเมื่อ 22 กันยายน 2561. จาก: http://group.wunjun.com

ชุดฮันบกสมัยเก่าของเกาหลี. สืบค้นเมื่อ22กันยายน2561.จาก: http://blog.naver.com/yoursun99/100087309170

สตรีเกาหลีในเมืองปูซานในชุดฮันบก. สืบค้นเมื่อ 25 กันยายน 2561.  จาก : https://th.m.wikipedia.org/ฮันบก

ฮันบก. สืบค้นเมื่อ 25 กันยายน 2561. จาก : https://th.m.wikipedia.org/wiki/ฮันบก.

อ่านเพิ่มเติม »

ซินเจียง-อุยกูร์ จีนที่ไม่ใช่จีน

โดย กฤษดา โศกดุล
                   
ดินแดนในโลกนี้ถ้ามองถึงความหลากหลายทางชาติพันธุ์ประเพณีและวัฒนธรรม หนึ่งในนั้นต้องมีประเทศจีนซึ่งถือเป็นประเทศขนาดใหญ่หลากหลายผู้คนอีกทั้งยังเป็นประเทศที่มีอารยธรรมที่เก่าแก่ ทำให้แผ่นดินจีนตกเป็นจุดหมายปลายทางของนักสำรวจนักเดินทางรวมถึงนักผจญภัยหลายท่าน ที่จะต้องไปศึกษาในมิติต่างๆในดินแดนมังกรแห่งนี้ซักครั้งหนึ่ง วันนี้ผมจะขอพาทุกคนไปทำความรู้จักกับดินแดนแห่งหนึ่ง ซึ่งอยู่ในเขตการปกครองตนเองที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในจีนมีประชากรทั้งชาวพื้นเมืองและชนกลุ่มน้อยอาศัยอยู่ร่วมกันราว 19 ล้านคน ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ซึ่งเป็นพื้นที่ชนบทและทุรกันดารของจีน แต่ทำไมพื้นที่แห่งนี้ถึงมีความเป็นจีนแบบชาวจีนฮั่นซึ่งถือว่าเป็นประชากรหลักของจีนน้อยมากๆ วันนี้ผมจะพามาไขข้อสงสัยกัน ว่าดินแดนแห่งนี้ถึงไม่มีเอกลักษณ์แนวทางประเพณีและวัฒนธรรมเป็นจีนดั่งที่คนส่วนใหญ่ประจักษ์



ประวัติศาสตร์

“ซินเจียง” เป็นดินแดนที่ตั้งอยู่ทางภาคตะวันตกเฉียงเหนือของจีนเป็นพื้นที่ที่มีอาณาเขตใหญ่ที่สุดในเขตการปกครองของจีน ดินแดนแห่งนี้มีความสำคัญมาตั้งแต่สมัยเส้นทางสายไหมยังรุ่งโรจน์ ซินเจียงมีเมืองท่าหรือเมืองเอกที่มีความสำคัญมาตั้งแต่ยังเป็นอาณาจักรนั่นคือเมืองคัชการ์ ถือว่าเป็นจุดที่เชื่อมอารยธรรมตะวันตกและตะวันออกเข้าด้วยกัน ทำให้เราเห็นความแตกต่างในหลายสิ่ง ที่ดินแดนแห่งนี้ดูต่างไปมากเมื่อเทียบกับภูมิภาคอื่นๆของจีน ซินเจียงตั้งแต่ยุคแรกๆถือว่าเป็นเมืองที่มีอาณาจักรโบราณมาตั้งแต่ 2,000ปีก่อน โดยมีชาวอุยกูร์เป็นชาวพื้นเมือง เป็นกลุ่มชาติพันธุ์เดียวกับชาวเตอร์ก (Turkic peoples) เหมือนกับประชากรส่วนใหญ่ในตุรกีอีกทั้งยังมีภาษาที่คล้ายคลึงกัน ถ้าอ้างตามหลักฐานทางประวัติศาสตร์แล้วถือว่าชาวอุยกูร์เป็นกลุ่มที่ตั้งถิ่นฐานอยู่ในดินแดนแห่งนี้ก่อนชาวฮั่นอีกด้วย และชาวอุยกูร์ยังได้รับอิทธิพลจากศาสนาอิสลาม ซึ่งไม่ใช่เรื่องแปลกเพราะที่ตั้งอยู่ติดกับกลุ่มประเทศตะวันออกกลางแทบทั้งสิ้น ซึ่งเปรียบเสมือนเป็นหน้าต่างที่เปิดรับศาสนาอิสลามเข้ามารวมถึงอารยธรรมบางส่วนของกรีก-โรมันเข้ามาอีกด้วย ทำให้สภาพบ้านเรือน สังคม การแต่งกาย วิถีชีวิตและการกินออกไปทางตะวันออกกลางและยุโรปมากกว่า



การเข้ามาของรัฐบาลจีน

ดินของชาวอุยกูร์ซึ่งถือว่าเป็นประชากรหลักในเขตปกครองซินเจียงอุยกูร์ที่ได้มีอารยธรรมมานาน ก่อนที่ดินแดนแถบนี้จะถูกขีดเส้นแบ่งเขตในยุครัฐชาติสมัยใหม่ไม่นานมานี้ทำให้วัฒนธรรมของดินแดนแห่งนี้ถูกตัดขาดออกจากวัฒนธรรมตะวันออกกลางอย่างสิ้นเชิง ด้วยเหตุผลของอำนาจความมั่นคงของแต่ละประเทศที่ต้องการมีอิทธิพล เพื่อให้ชาติของตนมีพลังอำนาจจึงทำให้ดินแดนของชาวอุยกูร์ซึ่งเชื่อว่าเป็นดินแดนของบรรพบุรุษหรือ”สาธารณรัฐเตอร์กิสถานตะวันออก” ถูกผนวกเข้ากับจีนแผ่นดินใหญ่โดยปริยาย

ดินแดนแถบนี้ตกอยู่ภายใต้อำนาจของจีนมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 16 และรวมอำนาจไว้ที่กรุงปักกิ่งแต่ยังมีการปกครองแบบผ่อนปรน ซึ่งให้ชาวอุยกูร์ปกครองกันเองในระยะแรก พอถึงช่วงสมัยที่รัสเซียแข่งกับจีนเพื่อขยายอิทธิพลในตะวันออกกลางรวมถึงอังกฤษเริ่มแพร่ขยายอาณานิคมมาทางอินเดียยิ่งทำให้จีนแสดงแสงยานุภาพทางทหารถึงความเป็นเจ้าของซินเจียงมากขึ้น และรัฐบาลจีนก็ได้สร้างเมืองหลวงใหม่ให้เป็นเมืองเอกนั่นคือ “นครอุรมชี” ซึ่งเป็นศูนย์กลางการปกครองของซินเจียง ทำให้ส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตในหลายด้านของชาวอุยกูร์ ตั้งแต่สมัยที่เหมาเจ๋อตุงเป็นประธานาธิบดีสมัยคอมมิวนิสต์และมีนโยบายปฎิวัติวัฒนธรรมซึ่งอุดมการณ์นี้มีผลกระทบต่ออความเชื่อทางด้านศาสนาสั่งให้มีการทำลายมัสยิดทำลายคัมภีร์ รวมถึงกลุ่มผู้นำที่รัฐบาลจีนส่งมาปกครองยังมีการปกครองแบบกดขี่ประชาชนและละเมิดสิทธิ์หลายด้าน เช่น สั่งให้ชาวอุยกูร์ทำแท้งเพื่อควบคุมประชากร ออกกฎหมายห้ามแต่งกายปกปิดหน้าตาจึงสร้างความไม่พอใจแก่ชาวอูยกูร์เป็นอย่างมาก



จึงก่อให้เกิดความขัดแย้งระหว่างชาวอูยกูร์กับทางการจีนอยู่เป็นประจำ จนขยายวงกว้างขึ้นเรื่อยๆ จนทำให้รัฐบาลจีนมีการปราปรามอย่างหนักหน่วงแต่ผลก็ไม่เป็นอย่างที่คาดไว้ จนกระทั่งปี 1933 ชาวอูยกูร์และชนกลุ่มน้อยก็เริ่มเคลื่อนไหวเพื่อที่จะแยกตัวเป็นเอกราช ยิ่งทำให้รัฐบาลจีนเร่งเคลื่อนกองทัพเข้าควบคลุมซินเจียงมากขึ้น

ในปี 1983 รัฐบาลเริ่มเปลี่ยนแนวคิดใหม่โดยการยกเลิกกฏข้อห้ามที่เคยบัญญัติไว้เพื่อผ่อนปรนและให้เสรีภาพแก่ชาวอูยกูร์มากขึ้น มีการซ่อมบำรุงมัสยิดอีกครั้ง ให้เสรีทางด้านศาสนาอีกครั้งและรัฐบาลจีนยังผลักดันให้ชาวฮั่นเข้าไปตั้งถิ่นฐานเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจรวมถึงวัตถุประสงค์ด้านการเมืองเหมือนนโยบาย “กลืนชาติ” แต่ด้วยเหตุผลต่างๆ ก็ไม่ได้ทำให้ชาวอุยกูร์รู้สึกดีต่อรัฐบาลจีนเลยแถมยังมีการขัดแย้งทางเชื้อชาติระหว่างชาวจีนฮั่นกับชาวอูยกูร์ก่อเป็นสงครามกลางเมืองขึ้น
                                         
ปี ค.ศ.1949 รัฐบาลจีนได้สถาปนาซินเจียงเป็นเขตบริหารระดับมณฑลที่มีอำนาจปกครองตนเองอีกเขตหนึ่ง แต่อดีตจนถึงปัจจุบันชาวอุยกูร์ยังฝันว่าซักวันพวกเขาจะได้ปลดแอกจากจีน จึงทำให้มีกลุ่มชาวอุยกูร์พลัดถิ่นยังเดินหน้าเคลื่อนไหวเพื่อเรียกร้องเอกราชจากจีนจนถึงปัจจุบัน และยังมีอีกกลุ่มที่ยอมพลีชีพใช้แนวทางสุดโต่งเพื่อทวงดินแดนแห่งนี้กลับสู่การปกครอง โดยอิสรภาพของพวกเขา ซึ่งคนกลุ่มนี้ถูกทางการจีนมองว่าเป็นกลุ่ม”หัวรุนแรง” เป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ

ทำไมจีนถึงไม่ยอมปล่อยซินเจียง

ซินเจียงคือดินแดนที่มีความสำคัญมาตั้งแต่สมัยโบราณแล้วโดยบริเวณแห่งนี้เคยเป็นเส้นทางสายไหมจากเอเชียสู่ยุโรป จึงทำให้มีความมั่งคั่งมาตั้งแต่สมัยโบราณ ประกอบกับปัจจุบันพื้นที่ซินเจียงแห่งนี้ได้ซบเซาลงมากเมื่อเทียบกับอดีตจนกลายเป็นพื้นที่ยากจนของจีนเลยก็ว่าได้ แต่ด้วยพื้นที่ที่ติดกับกลุ่มประเทศตะวันออกกลาง รัสเซีย และอินเดียจึงทำให้ซินเจียงยังคงสำคัญมากต่อยุทธศาสตร์จีนและความมั่นคงของชาติ อีกทั้งยังมีเนื้อที่ใหญ่ที่สุดในจีนรวมถึงบริเวณแห่งนี้ที่เต็มไปด้วยทะเลทรายที่แห้งแล้งมีภูเขาสูงแต่กลับเป็นแหล่งทรัพยากรหลักทั้งน้ำมันและแก๊ซธรรมชาติที่ใหญ่ที่สุดของจีนที่ส่งผลต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจและความมั่นคงของชาติเป็นอย่างมากทำให้ซินเจียงแห่งนี้ยังสำคัญกับมหาอำนาจอย่างจีนมากเลยทีเดียว


                                 
ซินเจียง-อุยกูร์ ปัจจุบัน 

ซินเจียง-อุยกูร์ในวันเวลาที่แปรเปลี่ยนไปกับหลายเหตุการณ์ทำให้ปัจจุบันในสังคมของชาวอูยกูร์มีการผสมผสานปรับเปลี่ยนไปบ้าง นับตั้งแต่นโยบายอพยบชาวฮั่นเข้าไปตั้งถิ่นฐานในซินเจียงพร้อมกับนำวัฒนธรรมและกฏเกณฑ์ต่างๆเข้าไปปรับใช้ เช่นทางการจีนบัญญัติกฎการเรียนภาษาจีนเข้าไปในหลักสูตรพื้นฐานแทนที่ภาษาอูยกูร์ที่ใช้กันอย่างแพร่หลาย ซึ่งก็ไม่ต้องแปลกใจที่เห็นผู้คนที่หน้าตาออกแนวตะวันออกกลางและยุโรปแต่สามารถพูดภาษาจีนกลางได้อย่างคล่องแคล่ว

ในด้านเศรษฐกิจส่วนใหญ่ชาวจีนฮั่นเป็นเจ้าของกิจการขนาดใหญ่ในเมืองแต่ชาวอูยกูร์กลับประกอบธุรกิจเล็กและเกษตรกรรม เช่น ขายอาหาร ขายสมุนไพร เพาะปลูก ซึ่งมีฐานะค่อนข้างต่างกัน รวมถึงสิทธิ์ทางการศึกษารัฐบาลจีนจะให้สิทธิชาวฮั่นก่อนชาวอูยกูร์

ในด้านวิถีชีวิติความเป็นอยู่ โดยเราจะสามารถสังเกตได้ง่ายในตัวเมืองคือ ตึกสูง ซึ่งบ่งบอกถึงอำนาจของรัฐบาลจีนที่มีอิทธิพลเหนือชาวพื้นเมืองอย่างชัดเจนและรัฐบาลจีนยังใช้ตัวอักษรจีนเข้าไปผสมกับตัวอักษรออร์กอน ซึ่งเป็นตัวอักษรของชาวอูยกูร์ แต่สังคมชาวอูยกูร์ถือว่ายังรักษาประเพณีวัฒนธรรมไว้อย่างแนบแน่นถึงแม้รัฐบาลจีนจะพยายามทำให้กลายเป็นแบบเดียวกับชาวฮั่นก็ตาม แต่ชาวอูยกูร์ก็ยังใช้

ตัวกลางผ่านศาสนาอิสลามในการรวมกลุ่มพบปะกันทางสังคมซึ่งทำให้ประเพณีของชาวอูยกูร์ยังแข็งแกร่งดั่งเดิม ซึ่งชาวอูยกูร์ส่วนใหญ่ก็ยังจะร่วมกิจกรรมต่างๆแต่ในกลุ่มของตน อาจจะเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ยังทำให้วัฒนธรรมประเพณีของบรรพบุรุษยังคงเหลือ เหมือนดั่งคุณได้ไปเยือนแล้วคุณจะไม่เชื่อว่าคุณกำลังอยู่ในแผ่นดินจีน


อ้างอิง

คม ชัด ลึก.(2560).ประวัติศาสตร์ชาติพันธุ์'อุยกูร์-ฮั่น'.สืบค้นเมื่อ 30 สิงหาคม 2561.จาก: http://www.komchadluek.net/news/scoop/209845

ประชาไทย.(2015).ความเป็นมาของชาวอุยกูร์.สืบค้นเมื่อ 30 สิงหาคม 2561.จาก: https://prachatai.com/journal/2015/07/60380

มุสลิมไทยโพสต์.(2558).ความขัดแย้งชาวอูยกูร์ในซินเจียง มีความเป็นมาเช่นไร?.สืบค้นเมื่อ 30 กันยายน 2561.จาก: http://news.muslimthaipost.com/news/24539

วิกิพีเดีย.(มปป).เขตปกครองตนเองซินเจียงอุยกูร์.สืบค้นเมื่อ 25 กันยายน 2561.จาก: https://th.wikipedia.org/wiki/

BBC.(2017).จีนห้ามมุสลิมในซินเจียงไว้เครายาว-คลุมหน้า.สืบค้นเมื่อ 30 กันยายน 2561.จาก: https://www.bbc.com/thai/international-39465278

อ่านเพิ่มเติม »

พระราชวังเคียงบกกุง (Gyeongbokgung Palace)

โดย นุชนภางค์  วิริยะ

หากกล่าวถึงสถานที่ท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์ที่เป็นที่นิยมในประเทศเกาหลีใต้ก็คงต้องนึกถึง พระราชวังต่างๆในกรุงโซล เนื่องจากเป็นพระราชวังที่มีความสวยงาม  อีกทั้งยังมีความสำคัญด้านประวัติศาสตร์ของประเทศเกาหลีใต้อีกด้วย ซึ่งภายในกรุงโซลก็มีพระราชวังที่สำคัญอยู่หลายแห่งแต่พระราชวังที่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวมากที่สุด หรืออาจกล่าวได้ว่าเป็นทั้งสัญลักษณ์และแหล่งท่องเที่ยวยอดฮิตของกรุงโซล ก็คือ พระราชวังเคียงบกกุง

“พระราชวังเคียงบกกุง (Gyeongbokgung Palace)”
ที่มา : https://www.theseoulguide.com/sights/gates/gwanghwamun-gate/

พระราชวังเคียงบกกุง (Gyeongbokgung Palace) หรือเรียกอีกแบบหนึ่งว่า “พระราชวังคยองบกกุง” คำว่า "เคียงบกกุง" ในภาษาเกาหลีมีความหมายว่า "พระราชวังแห่งพรที่ส่องสว่าง ( The Palace of Shining Blessings)" ถูกก่อสร้างสร้างขึ้นในปีค.ศ.1394 โดยพระเจ้าแทโจแห่งราชวงศ์โชซอนและได้รับการปรับปรุงต่อเติมในของพระเจ้าแทจงและพระเจ้าเซจงมหาราชเพื่อใช้เป็นพระราชวังหลักของราชวงศ์โชซอนสำหรับประทับในการว่าราชการของกษัตริย์และเหล่าเชื้อพระวงศ์ของรางวงศ์โชซอน โดยพระองค์ได้ทรงสร้างพระราชวังไว้ถึง 5แห่ง ได้แก่ พระราชวังเคียงบกกุง พระราชวังชางด็อกกุง พระราชวังด็อกซูกุง  พระราชวังชังกย็องกุง  และพระราชวังคย็องฮีกุง

 ในจำนวนพระราชวังทั้ง 5 ที่สร้างขึ้นในราชวงศ์โชซอนนี้ พระราชวังเคียงบกกุงถือว่าเป็นพระราชวังที่สวยงามและยิ่งใหญ่ที่สุด ซึ่งมีอีกชื่อเรียกที่เป็นที่รู้จักโดยทั่วไปคือ “พระราชวังภาคเหนือ”(Northern Palace)  เนื่องจากตั้งอยู่ที่ตอนเหนือของกรุงโซลประเทศเกาหลีใต้ และตั้งอยู่ในทิศเหนือที่สุดของบรรดาพระราชวังทั้ง 5 แห่งอาทิ พระราชวังชางด็อกกุงตั้งอยู่ทางทิศตะวันออก และพระราชวังเคียงฮุยกุงตั้งอยู่ทางทิศตะวันตก อีกทั้งพระราชวังเคียงบกกุงนั้นยังมีชื่อเสียงว่าเป็นพระราชวังที่มีความงดงามมากที่สุด เนื่องจากบริเวณด้านหลังของพระราชวังเคียงบกกุงนั้นเป็นวิวของภูเขาพูกักซานจึงส่งผลทำให้พระราชวังเคียงบกกุงมีความยิ่งใหญ่งดงามเป็นอย่างมาก


“พระราชวังเคียงบกกุง (Gyeongbokgung Palace)”
ที่มา : https://blog.traveloka.com/

พระราชวังเคียงบกกุงมีจำนวนพื้นที่ทั้งหมดเป็นจำนวนมากถึง 5.4 ล้านตารางฟุต โดยในช่วงต้นของราชวงศ์โชซอนนั้น พระราชวังเคียงบกกุงมีจำนวนตำหนักมากถึง 200 ตำหนักและมีจำนวนห้องทั้งหมดกว่า 7700 ห้องภายในเขตพระราชวัง จนกระทั่งเมื่อปี ค.ศ.1592 กองทัพของประเทศญี่ปุ่นได้เข้ารุกรานประเทศเกาหลี ทำให้ตำหนักต่างและห้องต่างๆ ในพระราชวังเคียงบกกุงได้ถูกทุบทำลาย ถูกเผาไหม้ไปเป็นจำนวนมากคงเหลือไว้แค่เพียงซากปรักหักพังของพระราชวังและผลจาการเข้ารุกรานของกองทัพญี่ปุ่นนี้ส่งผลให้อาคารส่วนใหญ่ภายในพระราชวังได้ถูกทำลายลงก่อนที่จะได้รับการบูรณะซ่อมแซมและฟื้นฟูสร้างพระราชวังขึ้นมาใหม่ในแบบฉบับเดิมโดยผู้นำชื่อ ฮึงซอน แดวอนกุน เมื่อปีค.ศ.1868  ในสมัยของกษัตริย์โกจงซึ่งเป็นพระมหากษัตริย์แห่งราชอาณาจักรโชซอน ลำดับที่ 26 และสมเด็จพระจักรพรรดิแห่งจักรวรรดิเกาหลีพระองค์แรกโดยจากการฟื้นฟูพระราชวังเคียงบกกุงในสมัยพระเจ้าโกจง ทำให้ในปัจจุบันพระราชวังเคียงบกกุงมีตำหนักทั้งสิ้น 10 ตำหนัก

นอกจากชื่อเสียงเรื่องความสวยงามแล้ว พระราชวังเคียงบกกุงยังเป็นสถานที่ที่มีความสำคัญในด้านประวัติศาสตร์ของประเทศเกาหลีใต้เป็นอย่างมาก เนื่องจากภายในพระราชวังเคียงบกกุงนั้นเป็นที่ตั้งของพิพิธภัณฑ์พระราชวังแห่งชาติเกาหลี (National Palace Museum of Korea) อันเป็นสถานที่รวบรวมและจัดแสดงโบราณวัตถุและประวัติศาสตร์ของราชวงศ์โซซอนตั้งแต่ปี ค.ศ. 1392-1910

ซึ่งภายในพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ได้มีการเก็บรักษารวบรวมโบราณวัตถุจากพระราชวังเคียงบกกุก พระราชวังช็องด็อกกุง พระราชวังช็องยองกุง และศาลเจ้าจองเมียว เป็นจำนวนกว่า 20,000 ชิ้น  อีกทั้งภายในบริเวณของพระราชวังเคียงบกกุงยังเป็นที่ตั้งของพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านเกาหลี (National Folk Museum of Korea) ซึ่งเป็นสถานที่จัดแสดงเกี่ยวกับศิลปวัฒนธรรมและสิ่งประดิษฐ์ รวมถึงประวัติศาสตร์การใช้ชีวิตประจำวันของชาวเกาหลีในอดีต เพื่อต้องการที่จะให้ผู้ที่เข้าชมได้เรียนรู้ถึงวิถีชีวิตแท้จริงของคนเกาหลีใต้ วิถีทางการเกษตร และความเชื่อทางวัฒนธรรมของประเทศเกาหลีใต้

สถาปัตยกรรมที่น่าสนใจภายในบริเวณของพระราชวังเคียงบกกุง มีดังนี้

พระที่นั่งคึนจองวอง (Geunjeongjeon) หรือท้องพระโรงของพระราชวังคยองบกเป็นเสมือนสถานที่ว่าราชการของกษัตริย์ในสมัยก่อนของราชวงศ์เกาหลีใต้ และใช้สำหรับการรับรองทูตจากต่างประเทศ รวมถึงใช้เป็นสถานที่สำหรับการจัดงานพิธีราชาภิเษก

คยองเฮรุ (Gyeonghoeru) หรือศาลากลางน้ำ เป็นห้องโถงที่เอาไว้ใช้ในการจัดงานเลี้ยง หรืองานพระราชพิธีสำคัญต่างๆ ของกษัตริย์ในสมัยราชวงศ์โชซอน คยองเฮรุถูกสร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1867 บนทะเลสาบขนาดสี่เหลี่ยม ซึ่งตัวศาลานั้นส่วนใหญ่สร้างขึ้นจากไม้และหิน ส่วนบริเวณโดยรอบจะรายล้อมไปด้วยเสาและสะพานหิน เนื่องด้วยฉากหลังที่สวยงามตามธรรมชาติของต้นไม้และสีสันของใบไม้ที่เปลี่ยนผันไปตามแต่ละฤดูกาล ส่งผลให้  คยองเฮรุกลายเป็นหนึ่งในสถานที่ที่ได้รับความนิยมมากที่สุดภายในพระราชวังเคียงบกกุง


“คยองเฮรุ (Gyeonghoeru)” หรือศาลากลางน้ำ

ศาลาฮางวอนจอง (Hyangwonjeong) คือ ศาลาหกเหลี่ยมสองชั้นตั้งอยู่บนเกาะเล็กๆ กลางสวนบริเวณด้านหลังของพระราชวัง ซึ่งมีสะพานที่ทอดยาวจากฝั่งไปถึงศาลาฮางวอนจอง ถูกสร้างขึ้นในปี ค.ศ.1873 โดยศาลาฮางวอนยองมีความหมายในภาษาเกาหลีว่าศาลาที่มีกลิ่นหอมแผ่ไปไกล


“ศาลาฮางวอนจอง” (Hyangwonjeong)

จากที่กล่าวมาข้างต้น “พระราชวังเคียงบกกุง” หรือเรียกอีกแบบหนึ่งว่า “พระราชวังคยองบกกุง”   ถือเป็นหนึ่งในห้าของพระราชวังสำคัญในประเทศเกาหลีใต้ นอกจากเป็นพระราชวังที่มีความงดงามน่าชื่นชมแล้ว ยังถือเป็นพระราชวังที่มีความสำคัญในเรื่องของประวัติศาสตร์ประเทศเกาหลีใต้อีกด้วย เนื่องจากภายในพระราชวังเคียงบกกุงเป็นสถานที่ตั้งของพิพิธภัณฑ์พระราชวังแห่งชาติเกาหลี (National Palace Museum of Korea) และ พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านเกาหลี (National Folk Museum of Korea) ทำให้ผู้ที่เข้าชมพระราชวังสามารถเข้าชมพิพิธภัณฑ์เหล่านี้ได้ในคราวเดียวกัน เพื่อที่จะได้เรียนรู้ถึงประวัติศาสตร์ วัฒนธรรมและวิถีชีวิตของคนพื้นเมืองเกาหลีใต้ในอดีต

ดังนั้นอาจกล่าวได้ว่าพระราชวังเคียงบกกุง นอกจากจะเป็นสถานที่ที่มีความงดงามเหมาะสำหรับการเดินเที่ยวชมแล้ว ยังเป็นสถานที่ให้ความรู้ในเรื่องประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรมต่างๆเกี่ยวกับประเทศเกาหลีใต้อีกด้วย


อ้างอิง

ChilloutKorea เที่ยวเกาหลีด้วยตัวเอง. (2561). พระราชวังเคียงบกกุง Gyeongbokgung Palace. ค้นเมื่อ 24 กันยายน 2561, จาก: https://www.chilloutkorea.com/gyeongbokgung-palace/

Dooasia. (2554). พระราชวังเคียงบกกุง (Gyeongbokgung Palace)และพิพิธภัณฑ์แห่งชาติเกาหลี ประเทศเกาหลี. ค้นเมื่อ 24 กันยายน 2561, จาก: http://www.dooasia.com/trips/detail.php?id=291

Seoulcafe. (2558). พระราชวังคยองบกกุง วังหลวงที่ใหญ่ที่สุดในเกาหลี. ค้นเมื่อ 24 กันยายน 2561, จาก: http://seoulcafe2013.blogspot.com/2015/04/blog-post_29.html

Centertourandtravel. (2560). 5 พระราชวังสำคัญเกาหลีสวยหลุดซีรี่ย์. ค้นเมื่อ 24 กันยายน 2561, จาก: http://www.centertourandtravel.com/บทความ/121/5%20พระราชวังสำคัญเกาหลี%20สวยหลุดซีรี่ย์.html
อ่านเพิ่มเติม »

ชิน ซาอิมดัง (Shin Saimdang) สตรีบนธนบัตรในสกุลเงินวอนเกาหลีใต้

โดย กัลยรัตน์ ตั้งใจแท้จริง

เมื่อพูดถึงธนบัตรที่ใช้อยู่ทั่วโลก จะสังเกตเห็นได้ว่าภาพบนธนบัตรนั้นส่วนมากจะเป็นบุคคลสำคัญหรือ ผู้นำแต่ละประเทศ และส่วนใหญ่จะเป็นผู้ชาย เลยสงสัยว่าจะมีบ้างหรือไม่ที่จะมีภาพผู้นำหรือบุคคลสำคัญที่เป็นผู้หญิงอยู่บนธนบัตร จึงไปค้นคว้าดูจึงพบว่ามีประเทศบ้านใกล้เรือนเคียงประเทศเรานี่เอง นั่นคือ สาธารณะรัฐเกาหลี หรือเกาหลีใต้ พบว่ามีรูปภาพผู้หญิงปรากฏอยู่บนธนบัตร 50,000 วอน หญิงสาวผู้นั้นมีชื่อว่า ชิน ซาอิมดัง


ภาพธนบัตร 50000 วอน
ที่มา : https://booooks.co/2018/02/27/

เมื่อปี 2009 สาธารณรัฐเกาหลีใต้ได้ผลิตธนบัตร 50,000 วอน ซึ่งเป็นธนบัตรที่มีมูลค่าสูงที่สุด (ประมาณ 1,200 บาท) ภาพพิมพ์ในธนบัตรที่มีมูลค่าสูงที่สุดนี้มีภาพผู้หญิงที่ชื่อว่า ชิน ซาอิมดัง (Shin Saimdang) ศิลปินหญิงคนสำคัญในประวัติศาสตร์เกาหลี รัฐบาลเกาหลีได้ใช้ภาพของเธอเพราะว่า ชิน ซาอิมดัง เป็นศิลปินที่สร้างคุณูปการแก่ทั้งวงการศิลปะและสังคมเกาหลีอย่างมาก

เนื่องจากเกาหลีเป็นสังคมปิตาธิปไตยหรือสังคมนิยมชายแบบเข้มข้น ซึ่งมันมีผลมาจากลัทธิขงจื๊อที่พ่อจะมีอำนาจสูงสุดและมีหน้าที่ต้องปกครองครอบครัวอย่างเป็นธรรมและหาเลี้ยงครอบครัว ส่วนแม่และลูกต้องเชื่อฟังพ่อ ตามหลักขงจื๊อที่เพศชายจะมีอภิสิทธิ์เหนือกว่าเพศหญิง แต่เหตุใดเกาหลีถึงยกย่องชิน ซาอิมดังถึงขนาดนำรูปของเธอไว้บนธนบัตร 50,000 วอน เรามาดูประวัติของเธอกัน

ในยุคปลายสมัยโชซอน ชิน ซาอิมดัง เป็นเพียงชื่อในวงการ ชื่อจริงของเธอคือ ชิน อินซอน เกิดในจังหวัดกังนึง เธอถูกเลี้ยงดูมาในครอบครัวที่มีแต่ผู้หญิง เธอเป็นบุตรตรีของ ชิน มยองฮวา ข้าราชการคนหนึ่งในสมัยโซชอน ในช่วงสมัยนั้นการที่ผู้หญิงจะร่ำเรียนยังไม่เป็นที่ยอมรับมากนัก แต่บิดาของเธอไม่ได้ปิดกั้นแต่อย่างใด ทำให้เธอได้เรียนหนังสือและศาสตร์ศิลป์ต่างๆเธอมีชื่อเสียงในฐานะศิลปินผู้มีพรสวรรค์

ซาอิมดังพยายามที่จะแอบเข้าไปในสถานที่แห่งหนึ่งเพราะอยากเห็น “ภาพกึมคังซานโด” ภาพวาดซึ่งเป็นผลงานชิ้นสำคัญของ “ลีคยอม” ศิลปินที่มีชื่อเสียงคนหนึ่งในยุคนั้น ซึ่งเป็นสิ่งที่นำพาให้มาพบกับ ลีคยอม ชายผู้มีเชื้อสายราชวงศ์ผู้มีทักษะทางศิลปะและเป็นเจ้าของภาพกึมคังซานโดที่ได้รับสืบทอดเป็นมรดก ทั้งสองก็ตกหลุมรักกัน แต่ความรักของทั้งคู่กลับไม่ราบรื่นอย่างที่คิด เมื่อพระเจ้าจุงจงสั่งฆ่าชิน มยองฮวา รวมทั้งสั่งให้ซาอิมดังแต่งงานกับอี วอนซู ข้าราชการในวังหลวงอีกด้วย


ชิน ซาอิมดัง

จนกระทั่งเธออายุ 19 ปีก็ได้แต่งงานกับ อี วอนซู ข้าราชการฝ่ายพลเรือน ทั้งคู่ได้ให้กำเนิดลูกชายสี่คน คือ อีซอน อีบอน อีอี และอีอู นอกจากนี้ยังได้ให้กำเนิดลูกสาวอีกสามคน ลูกสาวคนแรกชื่ออี แมชัง เป็นพี่สาวของอีอี แต่อีกสองคนนั้นกลับไม่มีชื่อบันทึกอยู่ในประวัติศาสตร์ ด้วยความที่มีลูกทั้งหมด 7 คน เธอ ได้ทำหน้าที่ ภรรยา และมารดาอย่างสมบูรณ์ ให้การศึกษาลูกๆของเธออย่างดี ลูกของเธอล้วนแล้วแต่มีพรสวรรค์ทั้งด้านศิลปะและวิชาการ อย่างไรก็ตาม สามีของเธอกลับทำตัวเสเพล เขาหลอกลวงเธอ พร้อมทิ้งให้เธออยู่เพียงลำพัง


จากซ้าย: อีอี , ชิน ซาอิมดัง

เธอได้ทุ่มเทเวลาเลี้ยงดูลูกๆ ของเธออย่างดีที่สุด ประกอบการที่เธอได้กำเนิด อีอี ขงจื๊อแห่งเกาหลีผู้ปรากฏอยู่บนธนบัตร 5,000 วอน และเป็นอีกหนึ่งนักปราชญ์ที่ยิ่งใหญ่ในสมัยโชซอนทำให้เธอได้รับการยกย่องกลายเป็นแม่ต้นแบบของเกาหลี และถูกเรียกว่าเป็น ต้นฉบับมารดาผู้ทรงคุณค่า นอกจากที่เธอเป็นภรรยาและมารดาในอุดมคติแล้ว เธอยังเป็นศิลปินที่มีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับเช่นเดียวกับ อันกยอน ศิลปินชื่อดังแห่งยุคโชซอนอีก ถึงขนาดที่ธนบัตร 50,000 วอน เป็นรูปของชิน ซาอิมดัง เพื่อปลูกฝังความคิดว่าเพศหญิงคือเพศผู้รับใช้ และควรได้รับการยกย่องในเรื่องของการเลี้ยงดูสามีและลูกเท่านั้น


ภาพธนบัตร 50,000 วอน และ 5,000 วอน

ชิน ซาอิมดังเป็นผู้หญิงที่มีความสามารถหลากหลาย ทั้งความเชี่ยวชาญทางด้านวรรณกรรม บทกวี ศิลปะ การคัดอักษร การเย็บปักถักร้อย และ การวาดภาพ ผลงานศิลปะของเธอมักเต็มไปด้วยเรื่องราวที่มีชีวิตชีวา ซึ่งโดดเด่นด้วยความละเอียดอ่อน ความงดงามของ แมลง ดอกไม้ ผีเสื้อ กล้วยไม้ และทัศนียภาพต่างๆ ภาพวาดของเธอถ่ายทอดสีสันของธรรมชาติ เป็นเหตุผลอีกประการหนึ่งที่ทำให้เธอได้รับการยกย่องจากคนเกาหลี และได้ถูกนำภาพมาไว้บนธนบัตร 50,000 บาท


ตัวอย่างผลงานของซาอิมดัง

ชั่วชีวิตของชิน ซาอิมดัง นั้นเธออยู่ในตระกูลที่ดี ได้เรียนหนังสือและได้เป็นจิตรกรที่มีความสามารถเป็นที่ยอมรับทั่วทั้งประเทศเกาหลี และเธอยังเป็นแม่ที่ดีของลูก ๆ ได้ช่วยเหลือผู้คนมากมาย จนทำให้เธอได้เป็นผู้หญิงคนแรกและคนเดียวที่ปรากฏอยู่บนธนบัตรที่มีมูลค่าที่สูงที่สุดของเกาหลีใต้ ถึงแม้เกาหลีใต้ในปัจจุบันจะไม่มีการกีดกันทางเพศแล้วก็ตาม แต่การที่ยังมีรูปของ ชิน ซาอิมดัง บนธนบัตร 50,000 วอนนั้นเพราะว่าเป็นการเตือนใจให้ผู้หญิงได้รำลึกถึงในเรื่องของความเท่าเทียมกันทางเพศและแสดงให้เห็นถึงความเป็นแม่ที่ทรงคุณค่านั่นเอง


อ้างอิง  

บุ๋มบิ๋ม. (2561). ชินซาอิมดังผู้หญิงคนแรกและคนเดียวที่ได้อยู่บนธนบัตรเกาหลี. สืบค้นเมื่อ 22 กันยายน 2561, จาก : https://www.dek-d.com/studyabroad/49290

มาดามหลูหลี. (2560). Saimdang Light’s Diary : ซาอิมดังศิลปินหญิงแห่งโซชอน. สืบค้นเมื่อ 22 กันยายน 2561, จาก : https://www.matichonweekly.com/column/article_69220

booooky70. (2561). ความลับในธนบัตร 50,000 วอน. สืบค้นเมื่อ 22 กันยายน 2561, จาก : http://worldcivil14.blogspot.com/2016/05/blog-post_36.html

DRAMASCHEDULE. (2560). 7 สิ่งควรรู้ก่อนดูซีรี่ส์เกาหลี ซาอิมดัง บันทึกรักตำนานศิลป์. สืบค้นเมื่อ 22 กันยายน 2561, จาก : http://dramaschedule.net/blog/2017/08/15/7

yuwadee. (2561). เปิดประวัติ 4 บุคคลที่ปรากฏบนธนบัตรเงินวอน ของเกาหลีใต้. สืบค้นเมื่อ 23 ธันวาคม 2561, จาก : https://teen.mthai.com/variety/159931.html

อ่านเพิ่มเติม »

ตำนานชายรักชายในประวัติศาสตร์จีนยุคโบราณ

โดย จารุวรรณ  สังฆะจารย์

เมื่อพูดถึงประเทศจีน เป็นหนึ่งในไม่กี่ชาติที่มีประวัติความเป็นมาที่เก่าแก่และยาวนานนับเป็น “อู่อารยธรรม” แห่งหนึ่งของโลกที่เผยแพร่ความเจริญมายังดินเเดนต่างๆ นอกจากนี้จีนยังมีอีกสิ่งหนึ่งที่ถูกพบอยู่ในประวัติศาสตร์จีนเป็นที่แรกๆ ซึ่งถูกปกปิดไว้ในฐานที่เป็นเรื่อง "ต้องห้าม" แต่รู้กันทั่วไปในจีนเเละมีการใช้ถ้อยคำมากมายที่สื่อถึงความรักในเพศเดียวกัน ตามตำนานที่จะกล่าวดังต่อไปนี้



มีตำนานเล่าว่า เมื่อ 500 ปีก่อนคริสตกาลในช่วงราชวงศ์โจวที่พระราชอำนาจของเทียนจื่อหรือพระเจ้าแผ่นดินโอรสแห่งสวรรค์ตกต่ำลงมาก บรรดานครรัฐทั้งหลายต่างพยายามตั้งตัวเป็นรัฐมหาอำนาจเพื่อบังคับบัญชานครรัฐอื่นๆ แทนพระเจ้าแผ่นดิน ขงจื๊อเรียกยุคนี้ว่ายุคชุนชิว ที่นครรัฐเหว่ยอันเป็นรัฐชั้นสาม กษัตริย์หรือเจ้านครรัฐมีพระนามว่า เหว่ยหลิงกง พระองค์ทรงโปรดขันทีคนหนึ่ง มีชื่อว่า จื่อเสีย ทรงคลอเคลียกับคนผู้นี้ไม่ได้ห่าง นอนด้วยกัน กินด้วยกัน

และในการเสด็จประพาสคราวหนึ่งจื่อเสียได้กินลูกท้อแล้วรู้สึกมีรสชาติอร่อยดีก็ส่งลูกท้อที่กินเหลือนั้นให้เหว่ยหลิงกงรับไปเสวยต่อการกระทำเช่นนี้นับว่าเป็นเรื่องเสียมารยาทมาก โดยเฉพาะเมื่ออยู่ต่อหน้าคนจำนวนมาก แต่แทนที่เหว่ยหลิงกงจะทรงพิโรธ พระองค์กลับรับลูกท้อนั้นมาเสวยต่อหน้าต่อตา พร้อมกับตรัสว่าจื่อเสียช่างมีน้ำใจดีต่อพระองค์เหลือเกินที่กินของดีๆ แล้วก็ยังมีแก่ใจเหลือไว้ให้พระองค์กินด้วย ตั้งแต่นั้นมาคำว่า แบ่งลูกท้อ จึงกลายเป็นสำนวนอย่างหนึ่งที่หมายความถึงเรื่องความรักของผู้ชายที่ผิดปกติ

และอีกตำนานหนึ่งได้เล่าเรื่องราวที่เกิดในสมัยกว๋อ คือ สมัยรัฐสงครามที่ต่อจากยุคชุนชิว วุ่ยอ๋องหรือวุ่นหวางเจ้านครรัฐวุ่ยทรงโปรดปรานขันทีชื่อ หลงหยางจวุน ในการเสด็จประพาสทางชลมารคคราวหนึ่งวุ่ยอ๋องทรงเพลินกับการตกปลามาก เมื่อตกปลาตัวใหม่ขึ้นมาได้อีกพระองค์ก็โยนปลาตัวเก่าที่ตกมาได้ก่อนนั้นทิ้งไป ทำอย่างนี้อยู่นาน ครั้นเเล้วก็ได้ยินเสียงร้องไห้ตีอกชกหัวจากหลงหยางจวุนขันทีคนโปรด  วุ่นอ๋องตกพระทัยว่าเกิดอะไรขึ้น ทันทีผู้นั้นจึงจึงกล่าวอ้อนว่า ตัวเขาคงมีสภาพเหมือนปลาในไม่ช้าที่วุ่ยอ๋องตกตัวใหม่ได้เเล้วก็โยนเขาทิ้งไปเหมือนกัน วุ่ยอ๋องจึงรีบตรัสปลอบประโลมว่าไม่มีทางที่พระองค์จะทำอย่างนั้นเเน่นอน พร้อมกับรับสั่งเป็นประกาศิตว่าห้ามผู้หญิงหรือขันทีมาถวายอีก ผู้ฝ่าฝืนมีโทษประหารสถานเดียว

ช่วงก่อนราชวงศ์ฮั่นพฤติกรรมรักร่วมเพศในชายมีให้เห็นไม่มากนักผิดกับผู้หญิงที่มีพฤติกรรมนี้ค่อนข้างแพร่หลาย จนมาถึงราชวงศ์ฮั่นพฤติกรรมรักร่วมเพศจึงได้ระบาดอย่างกว้างขวาง ดังตำนาน ต้วนโจ้ว ที่เล่าถึงในสมัยราชวงศ์ฮั่นตะวันตก อายตี้ (漢哀帝) หรือพระนามเดิมว่าหลิวซิน (劉欣) เป็นจักรพรรดิยุคปลายราชวงศ์ฮั่นตะวันตก ทรงโปรดขันทีชื่อ ต่งเสียน วันหนึ่งเมื่อเสพเมถุนด้วยกันจนเหน็ดเหนื่อยแล้วก็หลับไปด้วยกันทั้งคู่ อายตี้ทรงตื่นบรรทมขึ้นก่อน เมื่อลืมพระเนตรขึ้นเห็นว่าต่งเสียนยังหลับสนิทอยู่แต่นอนทับแขนเสื้อฉลองพระองค์อยู่ ด้วยความเสน่ห์หาที่พระองค์มีต่อต่งเสียนล้นเหลือนักจึงไม่รบกวนคนรักในยามนิทราค่อยๆ ขยับพระวรกาย โดยใช้พระแสงดาบตัดแขนเสื้อฉลองพระองค์นั้นทิ้งเสียปล่อยให้ต่งเสียนหลับอย่างมีความสุขต่อไป คำว่า ตัดแขนเสื้อ จึงเป็นอีกคำที่หมายถึงความรักในผู้ชายด้วยกัน
 

ที่มา: https://hornet.com/stories/

ในช่วงแรกของหกราชวงศ์ เรียกได้ว่าเป็นยุคที่เฟื่องฟูอย่างมาก แต่ในเวลาต่อมาเมื่อสังคมจีนได้ผูกยึดอยู่กับความเชื่อเกี่ยวกับมูลธาตุดั้งเดิมของจักรวาลที่ไม่เกี่ยวกับพระเจ้า โดยเชื่อว่าสิ่งต่างๆ ในสากลจักรวาลเกิดมาจากธาตุคู่ คือ ธาตุอ่อนกับธาตุแข็ง และบัญญัติเรียกการรวมตัวของธาตุคู่นี้ว่า หยิน-หยาง หยิน หมายถึง ธาตุอ่อนซึ่งก็คือธาตุดินหรือ ธาตุแม่ ส่วนหยาง หมายถึง ธาตุแข็ง ซึ่งก็คือ ธาตุฟ้าหรือธาตุพ่อ เมื่อธาตุทั้งสองนี้ผสมผสานกันจึงก่อให้เกิดธาตุต่างๆในจักรวาลขึ้น เนื่องจากเกิดมาจากธาตุคู่ สิ่งต่างๆในโลกจึงมีลักษณะเป็นคู่ เช่น หญิงกับชาย เป็นต้น ในความคิดของชาวจีนสรรพสิ่งบนโลกดำรงอยู่ได้จะต้องหยินและหยางในสภาพที่สมดุลกัน ดังนั้นการอุบัติและคงอยู่ของสรรพสิ่งที่ผิดไปจากคู่ทั้งสองจึงถูกมองว่าเป็นสิ่งผิดปกติ



ในยุคของปรัชญา นักปรัชญานามว่า “ขงจื๊อ” ได้วางกฎเกณฑ์ความสัมพันธ์ของมนุษย์ขึ้น 5 กลุ่ม เรียกว่าอู่หลุน 1 ใน 5 นั่นคือ ความสัมพันธ์ระหว่างสามีภรรยา ลัทธิขงจื๊อมีบทบาทอย่างมากในการเน้นฐานะคนในสังคม ผู้หญิงในฐานะขงจื๊อมีบทบาทอย่างมากในการเน้นฐานะคนในสังคม ผู้หญิงในทัศนะคติของขงจื๊อจะได้รับการยกย่องต่อเมื่อได้ทำหน้าที่เป็นมารดาอย่างสมบูรณ์ หญิงต้องเชื่อฟังบุรุษ เมื่อยังไม่แต่งงานต้องเชื่อฟังบิดา เมื่อแต่งงานแล้วต้องเชื่อฟังสามี ถ้าปราศจากสามีต้องเชื่อฟังบุตรชาย แสดงให้เห็นถึงสถานภาพอันต่ำต้อยของผู้หญิงจีนตามความเชื่อที่ว่าเพศหญิงนอกจากจะต้องคู่กับเพศชายแล้วยังต้องเป็นผู้นอบน้อมต่อผู้ชายเสมอ ไม่ว่าผู้ชายนั้นจะเป็นบิดา สามี หรือบุตร นอกจากนั้นคำสั่งสอนของลัทธิขงจื๊อยังระบุว่าความอกตัญญูนั้นมีอยู่สามประการ ที่สุดของความอกตัญญูนั้นคือ การไร้ทายาทสืบตระกูล ก็เป็นสิ่งที่ชวนให้ตระหนักได้ว่าผู้หญิงชอบพอกับผู้หญิงด้วยกันเองแล้ว นอกจากจะถูกตราหน้าว่าเป็นสิ่งผิดปกติแล้วยังเป็นผู้ที่มีความอกตัญญูในสังคมจีนด้วย

หลังจากที่รับเอาความเชื่อทั้งสองลัทธิเข้ามารักร่วมเพศในช่วงนี้ก็ค่อยๆ หายไป ต่อมาสมัยราชวงศ์ซ่งเหนือ (พ.ศ.1503-1670) จึงได้กลับมาเฟื่องฟูอีกครั้งจนถึงช่วงปลายราชวงศ์หมิง (พ.ศ.2187)  แต่เมื่อเข้าสู่ยุคราชวงศ์ชิงในช่วงปี 1600 จนถึง 1900 ได้มีกฏหมายที่ต่อต้านเพศทางเลือกนั้นเกิดขึ้นซึ่งเป็นเรื่องที่ทางราชการทำการสอดส่องดูแลความสัมพันธ์ต่างๆ เมื่อถึงช่วงสงครามโลกครั้งที่สองที่ความกลัวเพศทางเลือกจากทางตะวันตกได้ถาโถมเข้ามา LGBT ในประเทศจีนก็ได้กลายเป็นเรื่องผิดกฏหมายที่ต้องพบกับการล่วงละเมิดและการถูกตัดสิน

อย่างไรก็ตามพฤติกรรมรักร่วมเพศทั้งในเพศชายและเพศหญิงไม่ได้เป็นที่รังเกียจของคนในสมัยนั้น เนื่องจากคนจีนใช้ท่าที "เอาหูไปนาเอาตาไปไร่" มากกว่าการที่จะมาทุกข์ร้อนกับเรื่องแบบนี้ เพราะสิ่งที่คนจีนให้ความสำคัญจริงๆคือความสัมพันธ์ทางเพศระหว่างเพศชายกับหญิงมากกว่า ซึ่งถือว่าเป็นการสืบทอดเผ่าพันธุ์


อ้างอิง

อดุลย์  รัตนมั่นเกษม. (2548). เรื่องเพศในวัฒนธรรมจีน 400 ปี. กรุงเทพ:สุขภาพใจ.

อดิเทพ พันธ์ทอง. (2561).เว็บเกย์อ้าง “ฮ่องเต้ฮั่น” ส่วนใหญ่เคยผ่านประสบการณ์ทางเพศกับผู้ชายด้วยกัน.

สืบค้น 23 กันยายน พ.ศ. 2561, จาก : https://www.silpa-mag.com/club/art-and-culture/article_1442

เปิดหน้าประวัติศาสตร์จีน "ชายรักชาย" ฉบับวังต้องห้าม. (ม.ป.ป.). สืบค้น 27 กันยายน พ.ศ. 2561, จาก: https://board.postjung.com/743058.html 

อ่านเพิ่มเติม »

ญี่ปุ่นในยุคเอโดะ

โดย ธัญชนก บุญประคม

ประเทศญี่ปุ่นเป็นประเทศที่มีอารยธรรมและวัฒนธรรมหลากหลายที่มีชื่อเสียง มีความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตนสูง มีพัฒนาการตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก ตามยุคสมัยต่างๆ จนกลายเป็นประเทศที่มีความเจริญรุ่งเรืองมากในปัจจุบัน สามารถทัดเทียมประเทศตะวันตกได้และเป็นที่ชื่นชมกันทั่วโลก ซึ่งการพัฒนาในด้านต่างๆ ในแต่ละยุคสมัยมีการเปลี่ยนแปลงแตกต่างกันออกไปตามผู้ปกครองหรือปัจจัยอื่นๆ ซึ่งในบทความนี้จะนำเสนอเกี่ยวกับยุคสมัยเอโดะ เป็นยุคที่มีการเกิดขึ้นของหลายสิ่งหลายอย่าง และมีความน่าสนใจอย่างยิ่ง


โทะกุงะวะ อิเอะยะซุ โชกุนคนแรกของตระกลูโทกุงะวะ 

1. ประวัติศาสตร์และการเมืองการปกครอง

ยุคเอโดะเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า ยุคโทกุงาวะ ซึ่งปกครองด้วยไดเมียวโทกุงาวะเป็นโชกุน ได้รวบอำนาจและตั้งรัฐบาลโชกุนขึ้นที่เอโดะ (ปัจจุบันคือโตเกียว) ใน ค.ศ. 1603 รัฐบาลเอโดะได้ลิดรอนอำนาจจากจักรพรรดิ เชื้อพระวงศ์ และพระสงฆ์จนหมดสิ้น และปกครองเกษตรกรไปทีละเล็กละน้อย ส่งต่ออำนาจต่อเนื่องเป็นเวลานานกว่าสองร้อยปี ซึ่งตลอดระยะเวลานั้นองค์จักรพรรดิยังคงประทับอยู่ที่เมืองหลวงที่เกียวโตแต่ไม่มีพระราชอำนาจใดๆ

ในช่วงยุคสมัยเอโดะ  เป็นช่วงที่ญี่ปุ่นได้หยุดพักสงครามภายในประเทศที่มีมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน ต้องยกให้เป็นความดีความชอบของตระกูลโทะกุงะวะ ที่ออกกฏ สันคินโคไท ตามกฎนี้ไดเมียวของแต่ละเมืองจะต้องมาประจำการอยู่ที่เอโดะปีเว้นปี โดยครอบครัว ภรรยาและบุตรจะต้องอยู่ในเอโดะตลอดเวลา นั่นทำให้ไดเมียวของแต่ละเมืองไม่กล้าคิดต่อต้านรัฐบาลกลาง การที่ไดเมียวของทุกเมืองต้องมาประจำที่เมืองเอโดะ ทำให้ไดเมียวแต่ละเมืองต้องนำซามูไรและคนของตนเองติดตามมาอยู่ด้วย ทำให้ช่วงเวลาดังกล่าวเอโดะกลายเป็นเมืองที่มีประชากรหนาแน่นที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ประมาณถึงหนึ่งล้านคน

2. สภาพสังคม

สังคมญี่ปุ่นในยุคเอโดะแตกต่างจากสังคมญี่ปุ่นในยุคอื่น ๆ เนื่องจากลัทธิขงจื๊อใหม่เข้ามามีอิทธิพล สังคมยุคเอโดะแบ่งออกเป็นสี่ชนชั้นเรียกว่าชิโนโกโช ประกอบด้วย ชนชั้นซามูไร ชนชั้นชาวนา ชนชั้นช่างฝีมือ และชนชั้นพ่อค้า แต่ละชนชั้นมีบทบาทและหน้าที่ของตนเองอย่างชัดเจนเคร่งครัด และการเปลี่ยนแปลงทางชนชั้นเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ยาก

การแบ่งชนชั้นในยุคเอโดะ เรียกกันว่า "มิบุงเซ" ประกอบด้วย
1. นักรบ หรือ ซามูไร (ประมาณร้อยละ 5 ของประชากรทั้งหมด)
2. ชาวไร่ชาวนา (ประมาณร้อยละ 80 ของประชากรทั้งหมด)
3. ช่างฝีมือ
4. พ่อค้า

ภาพ การครองแผ่นดินของตระกูลโทกุงาวาในยุคเอโดะ

ในช่วงเวลานี้มีการหลั่งไหลเข้ามาของชาวยุโรป ซึ่งมีผลกระทบต่อญี่ปุ่นอย่างมาก คณะผู้สอนศาสนาทำให้ชาวญี่ปุ่นเปลี่ยนศาสนากันมาก โดยเฉพาะทางตอนใต้ของญี่ปุ่น โชกุนตระหนักดีว่าศาสนาคริสต์อาจจะมีอานุภาพในการทำลายทัดเทียมกับอาวุธปืนที่เข้ามาในญี่ปุ่น ในที่สุดได้มีการสั่งห้ามเผยแพร่ศาสนาคริสต์ในญี่ปุ่น และโชกุนโทะกุงะวะได้ออกคำสั่งห้ามชาวต่างชาติทุกคนเข้าประเทศญี่ปุ่น ปิดประเทศญี่ปุ่นอนุญาตให้เฉพาะพวกดัทช์ (ฮอลันดา) เข้ามาค้าขายได้แค่บนเกาะเล็กๆ ชื่อเดจิมะ ซึ่งอยู่ริมฝั่งท่าเรือนะงะซะกิห้ามออกจากเกาะมาเหยียบแผ่นดินใหญ่เด็ดขาด ส่วนคนญี่ปุ่นก็ห้ามข้ามไปเกาะนี้เช่นกันยกเว้นช่างหรือล่าม เป็นต้น

แต่กฎนี้ผ่อนปรนสมัยโชกุนโยะชิมุเนะเปิดทางให้พวกปัญญาชนข้ามไปเรียนวิชาฝรั่งแบบชั่วคราว ตลอดจนชาวจีนจำนวนหนึ่งที่อาศัยอยู่ที่ นะงะซะกิ และทูตจากราชวงศ์ลีของประเทศเกาหลีที่เดินทางมาญี่ปุ่นเป็นครั้งคราว เป็นเวลา 250 ปีที่ญี่ปุ่นได้ติดต่อกับโลกภายนอกผ่านกลุ่มคนเหล่านี้เท่านั้น นักวิชาการญี่ปุ่นได้รับความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับการแพทย์ตะวันตกและวิทยาศาสตร์แขนงอื่นๆ

การศึกษาและวิชาการก็เจริญรุ่งเรือง ชนชั้นนักรบเล่าเรียนปรัชญาของขงจื๊อและหลักคำสอนจูจื่อ ซึ่งเป็นปรัชญาพื้นฐานที่ค้ำจุนการปกครองของรัฐบาลเอโดะ การศึกษาเกี่ยวกับญี่ปุ่นและดัทช์ เจริญรุ่งเรืองตั้งแต่ศตวรรษที่ 18 เป็นต้นมา มีการเปิดโรงเรียนตามหัวเมืองต่างๆ เพื่อลูกหลานของชนชั้นนักรบ ราษฎรสามัญเองก็นิยมส่งลูกหลานเรียนหนังสือเช่นกัน

3.ภูมิปัญญา

ผู้คนจากหลากหลายที่มาอยู่ร่วมกันจึงทำให้เกิดการสร้างภูมิปัญญาในด้านต่างๆ วัฒนธรรมการบริโภคในรูปแบบต่างๆ ทำให้ยุคเอโดะเป็นยุคที่วัฒนธรรมราษฏรสามัญเจริญรุ่งเรืองที่สุด และกลายเป็นวัฒนธรรมญี่ปุ่นที่ชาวต่างชาติรู้จักและคุ้นเคยกันดี เช่น ซูชิ ละครคาบูกิ และภาพพิมพ์แกะไม้ที่เรียกว่าภาพอุกิโยะ มีการต่อเรือตามแบบตะวันตกเพื่อใช้ในการค้าขาย เป็นต้น

4.การเปลี่ยนผ่านยุคสมัย

ปลายสมัยเอโดะสภาพเศรษฐกิจและสังคมเริ่มเห็นถึงการล่มสลาย ของระบอบโชกุนตระกูลโทะกุงะวะ  โดยชาวนาเสียภาษีให้กับรัฐบาลบะกุฟุมากแต่ได้รับส่วนแบ่งที่น้อย เกิดความไม่เท่าเทียมกันระหว่างชนชั้น  ทำให้เกิดกบฏชาวนาที่โอซากะและเอโดะ ในปี ค.ศ.1788 ชนชั้นซามูไรเองก็เกิดความขัดสนโดยหันไปประกอบอาชีพอื่น  ในยุคนี้เป็นช่วงที่เกิดภัยธรรมชาติครั้งใหญ่ทั่วญี่ปุ่น เรียกว่า “ทุพพิกขภัยแห่งปีเท็นโป” การเกิดภัยธรรมชาติครั้งใหญ่ในปีเท็นโป  ทำให้เกิดปัญหาทางเศรษฐกิจตามมา

ต่อมาญี่ปุ่นถูกบังคับให้เปิดประเทศเพื่อให้ชาติตะวันตกเข้าไปค้าขายได้มากขึ้น โดยสหรัฐอเมริกาได้ส่งได้นายพลเพอรี่ พร้อมเรือรบเหล็กเพื่อเข้ามากดดันให้ญี่ปุ่นทำการเปิดประเทศ  ในที่สุดรัฐบาลบะกุฟุก็ยอมทำสนธิสัญญาคะนะกะวะ ขึ้นในปี ค.ศ.1854  จึงถือเป็นการเปิดประเทศของญี่ปุ่นอย่างเป็นทางการ

หลังจากการทำสนธิสัญญากับชาติตะวันตก  ทำให้เกิดความขัดแย้งทางความคิดของบรรดาข้าราชการอย่างรุนแรงตามมา  ความคิดเห็นแตกออกเป็น 2 ฝ่าย คือ ฝ่ายที่เห็นว่าจำเป็นต้องทำตามข้อเรียกร้องของชาติตะวันตกและฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกับข้อเรียกร้อง  ต่อมาไม่นานจึงเกิดกระแสต่อต้านรัฐบาล  โดยรัฐบาลได้ทำการกวาดล้างอย่างรุนแรง  เรียกว่า “การกวาดล้างในปีอันเซ” ในปีค.ศ.1858-1859  โดยทำการปลดข้าราชการออกจากตำแหน่งหลายคน และเกิดการปะทะกันหลายครั้งระหว่างรัฐบาลญี่ปุ่นกับชาติตะวันตก แต่อย่างไรก็ตามญี่ปุ่นก็ไม่อาจต้านทานแสนยานุภาพจากชาติตะวันตกได้  ในปี ค.ศ.1865 เกิดการต่อต้านรัฐบาล รัฐบาลบะกุฟุทำให้โชกุน

โทะกุงะวะ โยชิโนบุ ได้ลาออกจากตำแหน่งในปี ค.ศ.1867  แต่การลาออกของโชกุนก็ไม่สามารถทำให้ความขัดแย้งลดลงได้ จนลุกลามทำให้เกิดสงครามกลางเมืองครั้งใหม่ เรียกว่า “สงครามโบชิน” ในปี ค.ศ.1868-1869  ฝ่ายโชกุนโยชิโนบุพ่ายแพ้ จึงต้องถอยร่นกองกำลังของตนมาทางใต้ แต่ในที่สุดจึงยอมสละตำแหน่ง ต่อมามีเคลื่อนไหวของบรรดาผู้นำจากแคว้นทางใต้มีเป้าหมายเพื่อการสร้างชาติให้มีความมั่นคงทางเศรษฐกิจ และมีความเข้มแข็งทางทหารและนำไปสู่การปฏิรูปยุคใหม่ หรือ “การฟื้นฟูเมจิ” เป็นยุคสมัยต่อมา

ญี่ปุ่นในยุคเอโดะได้มีการเกิดขึ้นของวัฒนธรรมและวิทยาการใหม่ ๆ มากมาย ซึ่งมีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้วิทยาการจากชาวตะวันตก และการหันมาให้ความสำคัญกับการศึกษา รวมถึงอิทธิพลของศาสนาที่มีต่อแนวคิดของชาวญี่ปุ่น ถือได้ว่ายุคเอโดะเป็นยุคที่สร้างความเจริญความเป็นปึกแผ่นไว้ให้ญุี่ปุ่นอย่างมาก  และได้มีการพัฒนาเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย จนได้กลายเป็นโตเกียวเมืองที่โด่งดังในปัจจุบัน


อ้างอิง

วันอาทิตย์.(2560).ย้อนอดีตไปยุคเอโดะสู่โตเกียว ผ่านพิพิธภัณฑ์เอโดะ-โตเกียว,สืบค้นเมื่อ 25 กันยายน 2560, จาก: www.iurban.in.th/travel/edo_tokyo/

วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี.(2561).ประวัติศาสตร์ญี่ปุ่น,สืบค้นเมื่อ 25 กันยายน 2561, จาก: https://th.wikipedia.org/wiki/ประวัติศาสตร์ญี่ปุ่น

วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี.(2561).ยุคเอโดะ,สืบค้นเมื่อ 25 กันยายน 2561, จาก: https://th.wikipedia.org/wiki/ยุคเอโดะ#ประวัติศาสตร์

Pasadon Wittaya-udom.(2556). 100 ปีสุดท้ายของยุคเอโดะ และการล่มสลายของรัฐบาล"บะกุฟุ", สืบค้นเมื่อ 25 กันยายน 2561, จาก: https://th-th.facebook.com/notes/pasadon-wittaya-udom/100-ปีสุดท้ายของยุคเอโดะ-และการล่มสลายของรัฐบาลบะกุฟุ/657125654308037/

อ่านเพิ่มเติม »

สตรีชั้นสูงในพระราชวังต้องห้าม

โดย วนิดา  บานเย็น

สตรีเป็นความสวยงามของโลกใบนี้ที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อเติมแต่งสีสันให้สังคมหรืออารยธรรมหนึ่งๆ ให้สามารถที่จะดำเนินต่อไปได้ สตรีไม่ได้เป็นเพียงสัญลักษณ์ของเพศที่อ่อนแอแต่กลับมีอำนาจมากมายที่จะทำให้อารยธรรมนั้นเจริญหรือถูกทำลายได้เช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นการมีอำนาจในการครอบครองจักรพรรดิและประชาชนทั่วไปหรือการมีอำนาจในหมู่สตรีด้วยกัน จะเห็นได้ชัดเจนในสังคมจีนโบราณ โดยเฉพาะจะขอกล่าวถึงสมัยราชวงศ์ชิงของจีน พระราชวังต้องห้ามนั้นขึ้นชื่อเรื่องการมีนางกำนัล นางสนม ข้าราชบริพานที่เป็นสตรีเป็นจำนวนมาก ทำให้เกิดการแก่งแย่งชิงดี แบ่งชนชั้นหรือการทำร้ายกันเองในหมู่สตรีด้วยกัน ทำให้พระราชินีที่มีอำนาจในการดูแลฝ่ายในต้องจัดการดูแล เพื่อให้เกิดความมีระเบียบในพระราชวัง


รูปที่ 1. พระราชวังต้องห้ามหรือกู้กง

สตรีเป็นองค์ประกอบหลักที่อาศัยอยู่ในวัง ซึ่งในสมัยราชวงศ์ชิงภายในวังได้แบ่งหน้าที่การดูแลองค์จักรพรรดิออกเป็น 4 ประเภท ได้แก่ พระราชินี นางสนม นางกำนัลและข้าราชบริพาร โดยพระราชินีเป็นประมุขฝ่ายในที่มีอำนาจมากที่สุดและยังเป็นบุคคลที่ได้รับความรัก ความเมตตา และเป็นที่โปรดปรานมากที่สุดขององค์จักรพรรดิ ตำแหน่งราชินี หรือ Hoàng hậu (หว่าง เหิ่ว) ได้รับการพระราชทานจากจักรพรรดิ ซึ่งพระราชินีมีหน้าที่ในการช่วยองค์งจักรพรรดิดูแลกิจการต่างๆ ภายในพระราชวัง ถึงแม้ว่าจะดำรงตำแหน่งสูงสุดของฝ่ายใน แต่ก็ต้องทรงงานหนักด้วย เช่น ในทุกๆ วัน จะต้องดูแลงานในพระราชวังทั้งหมด ดูแลนางสนม นางกำนัลและข้าราชบริพารที่อยู่ใต้อำนาจการปกครอง อีกทั้งคอยปรนนิบัติองค์จักพรรดิในเรื่องต่างๆ

ต่อมาตำแหน่งของนางสนมหรือผู้ที่กำลังเข้ารับการฝึกฝนก่อนถูกยกฐานะให้เป็นนางสนม ภาพสะท้อนอย่างหนึ่งที่แสดงให้เห็นถึงอำนาจขององค์จักรพรรดิคือ การเลือกและแต่งตั้งสตรีที่เป็นที่โปรดปรานขึ้นมาเป็นพระสนม ซึ่งจะอยู่ภายใต้การดูแลและการแต่งตั้งของพระราชินี นอกจากนี้แล้วตำแหน่งพระสนมสามารถแบ่งได้ 7 ระดับ ได้แก่ หวงกุ้ยเฟย กุ้ยเฟย เฟย ผิน กุ้ยเหริน ฉางจ้ายและตาอิ้งตามลำดับการโปรดปรานขององค์จักรพรรดิซึ่งการจัดลำดับเหล่านี้มีผลต่อชีวิตความเป็นอยู่ของพระสนมในวังเช่น จำนวนข้าวหรือเงินเบี้ยหวัดประจำปีที่จะได้รับตามระดับชั้นของตำแหน่งซึ่งส่งผลต่อข้าทาสบริวารและผู้รับใช้ในแต่ละตำหนักที่จะได้รับมาก น้อยลดหลั่นแตกต่างกันไป ทั้งนี้การจัดลำดับของพระสนมนั้นก็ขึ้นอยู่กับว่าบิดาของเหล่าสตรีเหล่านี้จะมีตำแหน่งสูงเพียงใด

นอกเหนือจากตำแหน่งสนมทั้ง 7 ระดับแล้ว ยังมีสตรีอีกจำนวนหนึ่งที่รอการพระราชทานลำดับ พระสนม ซึ่งเป็นสตรีที่อยู่ในทะเบียนที่ยังอยู่ระหว่างการรอถวายตัว โดยมักมาจากครอบครัวชาวบ้านสามัญ ซึ่งแน่นอนว่าต้องมีความงามเป็นที่ประจักษ์ บรรดาสตรีที่เข้ามาใหม่จะยังไม่ได้ถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มของสนม 7 ระดับนั้น จะถูกเรียกว่าเป็นโฉมงามที่ไม่อยู่ในลำดับชั้น ซึ่งสตรีที่จะมาเป็นข้าหลวงในวังนั้นแม้จะเป็นตระกูลไพร่หลวง แต่ก็มีฐานะที่ต่างกันบางคนอาจจะเป็นลูกขุนนางชั้นสูง


รูปที่ 2. ข้าหลวงในราชวงศ์ชิง

ถ้าเป็นลูกขุนนางมีหน้ามีตาก็จะได้รับตำแหน่งถวายงานนางในระดับกุ้ยเหรินขึ้นไป หรือเจ้านายชั้นสูง ก็จะได้รับตำแหน่งพระสนมสูงศักดิ์ มีชีวิตที่สบายกว่า แต่ว่าถ้าเป็นลูกของขุนนางระดับล่าง อาทิ ทหารล้อมวัง ข้าราชการน้อย ๆ ก็จะไปถวายงานในระดับเจ้าจอมหรืออาจจะต้องทำงานหนัก นางในแต่ละคนนั้นจะมีนางข้าหลวงมาคอยรับใช้ในจำนวนต่างกันไป  สำหรับที่มาของเหล่าสตรีทั้งหลายที่อยู่ในพระราชวังนั้น ส่วนใหญ่มาจากบุตรของขุนนางในราชสำนัก และตามเมืองต่างๆ การส่งตัวบุตรีเข้าพระราชวังของเหล่าขุนนางนั้นถือเป็นเกียรติอย่างสูง เป็นความภาคภูมิใจ ตลอดจนความสำเร็จของวงค์ตระกูล ในการที่บุตรีของตนมีโอกาสเข้ามารับใช้โอรสแห่งสวรรค์ เป็นไปได้ว่าขุนนางเหล่านี้มุ่งจะใช้เป็นเครื่องปูทางเพื่อเป็นฐานทางอำนาจของเหล่าขุนนาง

การเป็นข้าหลวงในวังของราชวงศ์ชิงนั้นจะต้องเรียนประเพณีในวังกับท้าวนางผู้ใหญ่ก่อน ที่เรียกว่า “โมโม่” หรือ “กู้กู” ซึ่งมีกฎระเบียบที่รัดตัว เช่น ห้ามยิ้มเห็นฟัน ห้ามหัวเราะเสียงดัง ถ้าอยู่เวรตอนถวายงานห้ามกินอาหารที่มีกลิ่นแรง ห้ามกินจนอิ่มหรือน้อยเกินไปก็และห้ามกินทุกอย่างที่จะทำให้ผายลม เมื่อถึงเวลานอนห้ามนอนหงาย ต้องนอนตะแคงเท่านั้น เพราะถือว่าถ้านอนหงายจะเป็นการดูถูกเทวดารักษาวัง ห้ามพูดคำหยาบ ห้ามพูดคำไม่เป็นมงคลเช่นตาย ฆ่า เป็นต้น เวลาโกรธคนห้ามด่า เรื่องการด่าเป็นธรรมเนียมที่เคร่งครัดมากในวังจีนสามารถที่จะตีได้แต่ด่าไม่ได้เพราะถือว่าคนในวังล้วนแล้วแต่สืบเชื้อสายมาจากต้นสกุลแมนจูเหมือน ๆ กัน ดังนั้นเมื่อนางข้าหลวงทำผิดจึงถูกหวดเป็นประจำ

แม้ชีวิตนางข้าหลวงจะดูหนักเพราะการมีกฎระเบียบข้อบังคับที่มากเกินไป แต่การใช้ชีวิตอยู่ในวังก็ถือว่าสุขสบายเช่นเดียวกันเพราะทางพระราชวังได้จัดให้มีการเรียนหนังสือการเรียนวิชาชีพชั้นสูงในด้านต่างๆ พร้อมได้รับเงินเดือนทุกเดือน และได้กินอยู่อย่างสุขสบาย

จะเห็นได้ว่าสตรีที่อยู่ในพระราชวังต้องห้ามนั้นมีทั้งนางสนม นางกำนัล ข้าราชบริพารในระดับต่างๆ อีกทั้งพระราชินีที่ทำหน้าที่ในการดูแลพระราชวังฝ่ายในโดยทำหน้าที่ดูแลความเรียบร้อย อาจจะทำให้เกิดความวุ่นวายจากการที่มีสตรีเป็นจำนวนมาก ซึ่งการจะเข้ามาเป็นสตรีในวังได้จะต้องมีคุณสมบัติครบถ้วนจึงจะผ่านการคัดเลือกให้เข้ามาอยู่ในวังและเมื่อเข้ามาแล้วจะต้องเรียนรู้กฎระเบียบต่าง ๆ ของพระราชวัง เพื่อที่ทุกคนจะได้ปฎิบัติตามและดำเนินตามแบบแผนเดียวกัน แม้ว่าชีวิตความเป็นอยู่ในช่วงแรกๆ จะดูลำบากและอดทนกับสิ่งต่างๆ มากมาย แต่สตรีเหล่านี้ก็ได้รับสิ่งตอบแทนที่มีคุณค่าทั้งภายในและภายนอกที่พวกนางตั้งใจไว้นั่นเอง


อ้างอิง 

นิลพัท. (2558).   กว่าจะเป็นนางใน – ยศนางในสมัยราชวงศ์ชิงและการคัดเลือกเข้าสู่วัง. สืบค้นเมื่อ25 กันยายน 2561, จาก: http://www.reurnthai.com/index.php?topic=6201.0

มรกตวงศ์ ภูมิพลับ. (2553). สตรี และชีวิตในพระราชวังต้องห้าม. สืบค้นเมื่อ 25 กันยายน 2561, จาก: http://www.thaiworld.org/th/thailand_monitor/answer.php?question_id=1010

Natsuo. (2556).   ระดับขั้นตำแหน่งนางในและตำแหน่งเชื้อพระวงศ์แบบละเอียดของราชวงศ์ชิงแห่งจีน. สืบค้นเมื่อ23 ธันวาคม 2561, จาก: https://pantip.com/topic/30613438

Sahaburapa.(2560). สาวจีนยุคโบราณกับการเข้าวังเป็นนางข้าหลวง. สืบค้นเมื่อ 25 กันยายน 2561, จาก: http://plodlock.com/2017/08/10/saojeen/


อ่านเพิ่มเติม »

กิมจิ อาหารแห่งชาติเกาหลี

โดย สุมินตรา มากเอี่ยม

สาธารณรัฐเกาหลี หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า เกาหลีใต้ นอกจากจะมีสถานที่ท่องเที่ยวที่สวยงามเป็นอันดับต้นๆ ของเอเชียแล้ว ที่นี่ยังมีอาหารพื้นเมืองที่อร่อยและน่าสนใจอีกด้วย เมื่อพูดถึงอาหารแล้วนั้น อาหารเกาหลีที่เป็นที่รู้จักกันดีที่สุดก็คือ “กิมจิ” นั่นเอง โดยสำรับมื้อหนึ่งของคนเกาหลีนั้น หากขาดกิมจิไปอย่างหนึ่ง นั่นหมายความว่า อาหารมื้อนั้นจะขาดคุณลักษณะของอาหารเกาหลีไปเลยทีเดียว



ตั้งแต่มนุษย์เริ่มทำการเพาะปลูกมานั้น ทำให้นิยมปลูกพืชผักเนื่องจากมีวิตามินและแร่ธาตุมากมาย เมื่อเข้าสู่ฤดูหนาว การเพาะปลูกไม่เอื้ออำนวย จึงได้นำไปสู่การพัฒนาการถนอมอาหารโดยวิธีการหมักดอง

โดยกิมจิซึ่งเป็นผักดองชนิดหนึ่งจึงได้ถือกำเนิดในศตวรรษที่ 7 เป็นการใช้ภูมิปัญญาของบรรพบุรุษของชาวเกาหลีในการถนอมอาหารให้สามารถเก็บไว้รับประทานได้นานขึ้น โดยการนำผักไปดองเค็มด้วยเกลือ แล้วหมักใส่ในไหฝังดินเอาไว้ พอได้ที่แล้วจึงนำมารับประทานแทนผักสดที่หาไม่ได้ในช่วงฤดูหนาว

ในเกาหลียุคต้น ผู้คนส่วนใหญ่จะนำผักหลากหลายชนิดมาหมักใส่เกลือและเครื่องปรุงชนิดต่างๆ โดยบริโภคพร้อมกับซอสถั่วเหลือง ต่อมาได้มีการนำผักดองจากจีนเข้ามาเผยแพร่เมื่อครั้งยุคอาณาจักรสหพันธ์รัฐซิลลา (United Shilla ค.ศ. 668 - 935) คนเกาหลีจึงได้ปรับปรุงกรรมวิธีการทำผักดองเพื่อให้ได้รสชาติที่ชื่นชอบ ดังปรากฏในงานเขียนของยี คิวโบ (ค.ศ. 1168 - 1241) แห่งอาณาจักรโครยอ (Koryo dynasty ค.ศ. 918 - 1392) ที่บรรยายถึงการหมักหัวผักกาดพันธุ์พื้นเมือง (เป็นหัวไชเท้าพันธุ์พื้นเมืองของเกาหลีที่มีขนาดเล็ก) โดยหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ เรียก Dongchimi เพื่อใช้ในการรับประทาน


Dongchimi

กิมจิสีแดงรสเผ็ดที่นิยมบริโภคจนถึงปัจจุบันนั้น มีวิวัฒนาการที่ผ่านวันเวลามายาวนานกว่าจะมาเป็นกิมจิอย่างที่เห็น ซึ่งในอดีตกิมจิยังไม่เป็นสีแดงเหมือนกับปัจจุบัน โดยมีหลักฐานเกี่ยวกับกิมจิกล่าวไว้ว่า กิมจิในสมัยโครยอนั้นมีเพียง 2 ชนิด คือ kimchi-jangajji หรือหัวผักกาดในซีอิ๊ว กับ sunmu-sogeumjeori หัวผักกาดเค็ม ต่อมาในสมัยโชซอนตอนต้น กิมจิทำจากผักใบเขียวมาดองด้วยเกลือหรือเหล้าเท่านั้น ซึ่งถือว่าเป็นรสดั้งเดิม

ช่วงต้นศตวรรษที่ 17 เกาหลีถูกญี่ปุ่นรุกราน จึงเริ่มมีการนำผักจากต่างประเทศเข้ามา ส่วนพริกสีแดงจากอเมริกากลางนั้นถูกนำเข้ามาโดยพ่อค้าชาวโปรตุเกสที่ทำการค้าขายอยู่ที่เมืองนางาซากิ ประเทศญี่ปุ่น พริกสีแดงจึงถูกนำมาใช้เป็นส่วนผสมของกิมจิหรือผักดอง

ขั้นตอนในการทำนั้น เริ่มแรกหั่นผักกาดขาวและหัวผักกาดที่ล้างแล้วให้เป็นก้อนหนาๆ หลังจากนั้นนำเกลือมาโรยและทา ต่อไปก็ผสมให้เข้ากันกับพริกแดงหั่น กระเทียม ผักชีล้อม ตังฉ่าย และสาหร่าย ขั้นตอนที่สามก็คือการต้มปลาหมักในน้ำและทิ้งให้เย็น หลังจากนั้นก็เติมปลาหมักลงกับส่วนผสมทั้งหมดข้างต้น สุดท้ายใส่ทุกอย่างเข้าในไหเพื่อเก็บรักษารสชาติและรอให้มันหมักเต็มที่ ดังนั้นราวปลายสมัยราชวงศ์โชซอนสีของกิมจิจึงกลายเป็นสีแดงอย่างที่เห็นและรับประทานกันในปัจจุบัน


Kimchi

ต่อมาราวต้น ค.ศ. 1800 ได้มีการเขียนสูตรการทำกิมจิขึ้นในตำราอาหาร 2 เล่ม โดยกล่าวว่าพริกแดงเป็นส่วนผสมที่สำคัญ โดยสูตรการทำดังกล่าวเป็นสูตรที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในยุคปัจจุบัน ซึ่งพริกแดงไม่เพียงแต่จะทำให้กิมจิมีรสชาติที่ดีขึ้นและรักษาผักดองให้สดกรอบอยู่เสมอแล้วนั้น แต่ยังส่งผลให้กิมจิกลายเป็นอาหารเพื่อสุขภาพที่อุดมไปด้วยวิตามินหลากหลายชนิดที่สามารถป้องกันโรคร้ายได้ ซึ่งโดยธรรมชาติของกิมจินั้นจะมีรสเผ็ด เปรี้ยว และมีกลิ่นเฉพาะตัว

กิมจิที่เรารับประทานกันเข้าไปนั้นมีผักและสมุนไพรเป็นส่วนประกอบหลัก ทำให้ร่างกายไม่มีความเสี่ยงต่อภาวะโรคอ้วน นอกจากนี้กิมจิยังมีส่วนช่วยให้ระบบการหมุนเวียนโลหิตของร่างกายทำงานเป็นปกติ ทำให้ระบบขับถ่ายดีขึ้นและทำให้ผิวพรรณสดใสอีกด้วย เนื่องจากกิมจิอุดมไปด้วยโปรตีน วิตามินเอ (Vitamin A) ไทอะมีน บี 1 (Thiamine (B1))   ไรโบฟลาวิน บี2 (Riboflavin (B2)) วิตามินซี แคลเซียมธาตุเหล็ก และสารคาโรทีน (Carotene) นอกจากนี้ยังมีสรรพคุณช่วยย่อยอาหาร

สรรพคุณต่างๆในกิมจิได้มาจากส่วนผสมหลักที่ทำมาจากผักหลายชนิดซึ่งมีปริมาณของเส้นใยสูง มีแคลอรี่ต่ำ ซึ่งในกิมจิ 100 กรัม จะมีแคลอรี่อยู่เพียง 32 กิโลแคลอรี่ นอกจากนี้ หัวหอม พริกและกระเทียมที่เป็นเครื่องปรุงในกิมจิก็เป็นผักที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ กิมจิยังมีแบคทีเรียแลคโตบาซิลลัส (Lactobacillus) ที่ให้กรดแลคติก (Lactic Acid) ที่เกิดจากการหมักดองกิมจิ หลังจากการดองกิมจิไปเป็นเวลา 3 อาทิตย์ ระดับของวิตามินบี 1 วิตามินบี 2 และวิตามินบี 12 ก็จะเพิ่มถึงเป็นสองเท่า และกรดแลคติกซึ่งเป็นสารอาหารสำคัญที่ร่างกายได้รับจากการรับประทานกิมจินั้นจะมีส่วนอย่างมากในการช่วยยับยั้งแบคทีเรียที่เป็นอันตรายต่อร่างกายไม่ให้เจริญเติบโตภายในลำใส้ของเรา

กิมจิยังมีหน้าที่ป้องกันโรคต่างๆได้อีก เช่น โรคอ้วน โรคมะเร็งกระเพาะอาหาร และกรดแลคติกนี้เอง ที่ทำให้กิมจิมีรสเปรี้ยว ซึ่งมาจากจุลินทรีย์และแบคทีเรียที่มีประโยชน์ทำให้กิมจิเป็นอาหารที่มีส่วนช่วยในเรื่องการขับถ่ายได้เป็นอย่างดี ช่วยยับยั้งอาการท้องผูกและมะเร็งลำไส้ ส่วนพริกและกระเทียมที่ใช้เป็นส่วนประกอบในการทำกิมจิ มีส่วนช่วยอย่างมากในการป้องกันการจับตัวเป็นก้อนของเลือดและการลดคลอเรสเตอรอล ( Cholesterol ) ในเลือดอีกด้วย

กรรมวิธีในการทำกิมจิปัจจุบันไม่ต่างกับในยุคโบราณเท่าไหร่ เนื่องจากเป็นสิ่งที่สืบทอดมาจากบรรพบุรุษ สูตรการหมักกิมจิจึงเป็นสูตรที่สืบต่อมาจากคนในครอบครัว ซึ่งนอกจากกิมจิจะใช้เป็นอาหารเครื่องเคียงสำหรับคนในประเทศเกาหลีแล้วนั้น ในปัจจุบันยังมีการนำกิมจิไปปรุงอาหารมากมาย ไม่ว่าจะเป็น ซุปหม้อไฟทหารเกาหลี(บูเดจิเก) ข้าวยำเกาหลี(บิบิมบัม) ข้าวปั้นกิมจิเกาหลี(กิมจิ จูมอกบับ) ซุปเผ็ดกิมจิ(กิมจิจีเก) หรือแม้กระทั่ง มาม่าเกาหลี(กิมจิรามยอน) ซึ่งทุกเมนูถือได้ว่าเป็นการนำมาประยุกต์ให้เข้ากับยุคสมัยและความนิยมของคนในสมัยนั้นๆ

ในเดือนมิถุนายน ปี พ.ศ. 2543 องค์กรการค้าเกษตรกรรมและการประมงประเทศเกาหลี (Korea Agro-Fisheries Trade Corporation) ได้สร้างตัวสัญลักษณ์กิมจิขึ้น สัญลักษณ์กิมจินี้พบได้เฉพาะกิมจิแท้ของประเทศเกาหลี ซึ่งต้องทำและผลิตจากวัตถุดิบในประเทศเกาหลีเท่านั้น โดยตัวสัญลักษณ์นี้เป็นเครื่องหมายการค้าที่จดทะเบียนในประเทศเกาหลี จากเอกสารของพิพิธภัณฑ์ในกรุงโซลระบุว่า มีกิมจิมากกว่า 187 ชนิด โดยมีความแตกต่างกันตามท้องถิ่นและสภาพอากาศที่ผลิต


สัญลักษณ์การค้าที่ใช้แสดงว่าเป็นกิมจิแท้ของประเทศเกาหลี
ที่มา: http://www.wikiwand.com/

มีการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ พบว่ากิมจิเป็นอาหารบำรุงอย่างดีและยังมีนักโภชนาการทั้งหลายได้แนะนำให้บริโภค กิมจิจึงได้เริ่มแพร่หลายในวงกว้าง เริ่มจากประเทศใกล้เคียงและค่อยๆ เป็นที่นิยมมากขึ้นในกลุ่มชาวต่างชาติ เมื่อก่อนการผลิตและการบริโภคอยู่แค่เพียงในประเทศเกาหลีเท่านั้น แต่ปัจจุบันอาจกล่าวได้ว่า “กิมจิ” ได้กลายเป็นอาหารของโลกไปแล้ว


อ้างอิง

รุ่งนภา แซ่เอ็ง. (2555). กิมจิ อาหารสุขภาพจริงหรือ. สืบค้น 26 กันยายน 2561, จาก: http://www.uniserv.buu.ac.th/forum2/topic.asp?TOPIC_ID=5229

สวรินทร์ สินะวิวัฒน์. (2552). กิมจิ อาหารดองประจำบ้านชาวเกาหลี. สืบค้น 26 กันยายน 2561, จาก: http://www.vcharkarn.com/varticle/39374

Chillout korea. (ม.ป.ป.). ต้นกําเนิดของกิมจิ. สืบค้น 26 กันยายน 2561, จาก: https://www.chilloutkorea.com/kimchi-history/

Korean foods guide. (2552). ประวัติ กิมจิเกาหลี. สืบค้น 26 กันยายน 2561, จาก https://koreanfoodsguide.blogspot.com/2009/11/blog-post_17.html?m=1

winnews. (2560). ประโยชน์ของกิมจิ.....อาหารขึ้นชื่อของเกาหลี. สืบค้น 22 ธันวาคม 2561, จาก https://www.winnews.tv/news/12430

อ่านเพิ่มเติม »