แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สมัยโบราณ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สมัยโบราณ แสดงบทความทั้งหมด

นครลึกลับใต้พิภพแห่งคัปปาโดเจีย (Cappadocia)

โดย มัลลิกา นาคเล็ก

หากพูดถึงประเทศ ๆ หนึ่งในตะวันออกกลางอย่าง “ตุรกี” ผู้คนส่วนใหญ่ก็อาจจะนึกถึงเทศกาลบอลลูน ซึ่งมีชื่อเสียงอย่างมากโดยเฉพาะอย่างยิ่งในเมือง คัปปาโดเจีย (Cappadocia) ซึ่งเป็นเมืองที่มีการปล่อยบอลลูนมากที่สุดในตุรกี คัปปาโดเจียมีความสำคัญมาแต่โบราณกาล เป็นบริเวณที่อยู่ระหว่าง ทะเลดำ กับ ภูเขาเทารุส เป็นส่วนหนึ่งของเส้นทางสายไหม เมืองแห่งนี้ยังเป็นพื้นที่พิเศษที่เกิดจากการระเบิดของภูเขาไฟเมื่อประมาณ 3 ล้านปีมาแล้ว ทำให้ลาวาที่พ่นออกมาและเถ้าถ่านจำนวนมหาศาลกระจายไปทั่วบริเวณ ทับถมเป็นแผ่นดินชั้นใหม่ และสลับกับการถูกปกคลุมด้วยหิมะขึ้นมาอย่างยาวนาน ทำให้ดินแดนแห่งนี้มหัศจรรย์เป็นเอกลักษณ์งดงามดูแปลกตา โดยทั้งหมดถูกรังสรรค์โดยธรรมชาติ


เมืองคัปปาโดเจีย
ที่มา : http://www.pentorexchange.com/

คัปปาโดเจีย  (Cappadocia ) เป็นชื่อเก่าแก่ภาษาฮิตไตต์ (ชนเผ่ารุ่นแรกๆ ที่อาศัยอยู่ในดินแดนแถบนี้) แปลว่าดินแดนแห่งอาชาที่แสนงามสง่า (The Land of Beautiful Horses) ซึ่งเป็นพื้นที่ขนาดใหญ่ ตั้งอยู่ในเขตอนาโตเลียตอนกลางของประเทศตุรกี (ระหว่างทะเลดำกับภูเขาเทารุส) มีภูมิประเทศที่แปลกตา เต็มไปด้วยหินรูปแท่งกรวย ปล่อง กระโจม โดม และอีกสารพัดรูปทรง ดูเสมือนดินแดนในเทพนิยาย จนคนพื้นเมืองเรียกหินรูปทรงแปลกประหลาดนี้ว่า “ปล่องไฟนางฟ้า” (Fairy Chimneys)

และหากพูดถึงเมืองแห่งนี้อีกหนึ่งสถานที่ที่มิอาจมองข้ามได้นั่นคือ “นครลึกลับใต้พิภพ” เนื่องจากเมืองใต้ดินในคัปปาโดเจียและพื้นที่รอบ ๆ ว่ากันว่าอาจจะมีจำนวนมากกว่าห้างในกรุงเทพ ฯ ของเราด้วยซ้ำ เพราะปัจจุบันมีการค้นพบแล้วมากกว่า 30 แห่ง โดยเมืองใต้ดินขนาดใหญ่สามารถบรรจุคนได้หลายหมื่นคน มีการแบ่งสันปันส่วนที่พัก คอกสัตว์ ห้องเก็บไวน์ ห้องอาหาร ห้องครัว ห้องหมักเหล้า ศาสนสถาน รวมถึงพื้นที่ฝังศพ โดยมีระบบระบายอากาศครบครันถึงระดับความลึกกว่า 60 เมตร


ห้องภายในใต้ดิน

สาเหตุของการเกิดถ้ำใต้ดินนั่นเพราะในช่วงราวศตวรรษที่ 1 ก่อนคริสตกาล คัปปาโดเจียตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของอาณาจักรโรมัน ผู้คนแถบนี้ล้วนต่างเคารพบูชาในเทพเจ้าของกรีกและโรมัน กระทั่งประมาณกลางคริสต์ศตวรรษที่ 1 “เซนต์ปอล” ได้เดินทางมาเผยแผ่ศาสนาคริสต์ในแถบนี้ แต่ดูเหมือนว่าชาวโรมันผู้ปกครองในยุคนั้นจะปฏิเสธและไล่กำจัดทำลายล้าง ผู้ที่นับถือคริสต์ต้องหลบซ่อนการรังควานของพวกโรมันด้วยการเจาะถ้ำขุดพื้นดินลงไปเป็นอุโมงค์โถงห้อง เกิดเป็นเมืองใต้ดินขึ้นมา ที่สำคัญคือ พวกเขาได้ขุดเจาะบริเวณเกอเรเม่ทำเป็นโบสถ์ถ้ำขึ้นมาเป็นจำนวนมาก

ทางตอนใต้ของเมืองคัปปาโดเกียมีเมืองใต้พิภพที่มีชื่อเสียงเป็นอย่างมากเรียกว่าเมืองใต้พิภพไคมัคลี  (Kaymakli Underground City) ถือเป็นเมืองใต้ดินโบราณที่ใหญ่ที่สุดในโลกมีอายุราวๆ 4,000-5,000ปี ทั้งหมดของเมืองอยู่ใต้ดิน เมืองใต้ดินแห่งนี้ขุดลึกลงไปมากกว่า 10 ชั้น ห้องที่อยู่ลึกที่สุดมีความลึกประมาณ 85 เมตร และภายในเมืองใต้ดินยังแบ่งซอยเป็นห้องย่อย และยังมีการขุดเชื่อมกันระหว่างแต่ละเมืองอีกด้วย


แผนผังเมืองใต้ดิน

ซึ่งภายในเมืองใต้ดินมีห้องอำนวยความสะดวกครบทุกอย่างไม่ว่าจะเป็น ห้องนอน ห้องน้ำ ห้องอาหาร ห้องประชุม คอกสัตว์ โบสถ์  บ่อน้ำ บางห้องเป็นห้องโถงกว้าง ว่ากันว่าสามารถจุคนได้มากกว่า 30,000 คน รวมถึงมีโพรงระบายอากาศอย่างดี ทำให้ไม่ร้อนไม่หนาวจนเกินไป การขุดเจาะพื้นดินลึกลงไป 10 กว่าชั้น เพื่อใช้เป็นที่หลบภัยจากข้าศึกศัตรู ในยามสงครามซึ่งการลงไปอยู่ใต้ดินไม่ออกมาเห็นแสงตะวันเลยนั้นนานถึง 6 เดือนถึงหนึ่งปี นับเป็นสิ่งไม่ธรรมดาเลยทีเดียว บริเวณนี้มีเมืองใต้ดินอยู่หลายแห่ง บางแห่งมีอุโมงค์ลับเชื่อมถึงกัน หากศัตรูค้นพบเมืองใต้ดินแห่งนึง ผู้คนก็จะหลบหนีไปเมืองใต้ดินอีกเมืองหนึ่งด้วยอุโมงค์ลับนี้เองของชาว คัปปาโดเจียในอดีต โดยทั้งจากชาวอาหรับจากทางตะวันออกที่ต้องการเข้ามายึดครองดินแดนนี้ เพื่อหวังผลประโยชน์ทางการค้า และชาวโรมันจากทางตะวันตกด้วยเหตุผลเดียวกัน รวมทั้งต้องการที่จะหยุดยั้งการเผยแพร่ศาสนาคริสต์ในดินแดนแถบนี้
       

ห้องภายในใต้ดิน


โบสถ์คริสต์ ณ ห้องใต้ดิน

ผู้คนสมัยก่อนขุดสร้างนครใต้ดินนี้ได้อย่างไร จากข้อมูลพื้นดินรอบ ๆ จะมีสีที่แตกต่างมีทั้งดินที่ดูเหลือง และแดง เหตุเพราะว่ามีภูเขาไฟที่ยังระอุ 3 ลูกล้อมรอบคัปปาโดเจียเป็นพื้นที่สามเหลี่ยม ซึ่งการระอุเกิดขึ้นเมื่อ 3 ล้านปีก่อน ดังนั้นเมื่อเกิดการระเบิด เถ้าภูเขาไฟ (ทูฟา Tufa) จึงปกคลุมเมืองคัปปาโดเจีย เมื่อกาลเวลาผ่านไปเป็นล้านปี เถ้าเหล่านี้ปกคลุมเป็นชั้นที่หนา และแข็ง สถานะเป็นหินตะกอน ที่มีความไม่แข็งมาก ผู้คนจึงสามารถขุดเจาะลงไปสร้างเมืองได้โดยง่าย แต่หินนี้ก็แข็งแรงพอที่จะสร้างบ้านใต้ดิน จึงเห็นบ้านถ้ำเมืองถ้ำ ได้ในบริเวณนี้ เมื่อมีลมพัด ฝนตก หิมะตก ก็ได้เซาะหินเหล่านี้ทุกปีนับร้อย ๆ ปี จนรูปร่างหินเปลี่ยนไปตามกาลเวลา ทำให้บริเวณนี้เป็นดินแดนที่เป็นหนึ่งเดียวในโลกที่เราจะเห็นหินที่มีรูปร่างแตกต่างกันมากมาย


       
ในปัจจุบันเมืองคัปปาโดเจียได้รับการยกย่องให้เป็นมรดกโลกทางธรรมชาติและวัฒนธรรม จากยูเนสโก (UNESCO) เมื่อปีค.ศ.1985 เนื่องด้วยสาเหตุที่เมืองแห่งนี้มีความสำคัญตั้งแต่โบราณกาล โดยในปัจจุบันยังมีคนอาศัยอยู่ในเมืองใต้ดิน  และทุกวันนี้บ้านหินเกือบทั้งหมดถูกทิ้งร้างเพื่อการอนุรักษ์ เพราะหินทูฟานั้นมีลักษณะเปราะบาง เพียงแค่สายลมพัดผ่านก็ทำให้บ้านเหล่านี้เสื่อมสภาพได้ แต่ถึงอย่างไรก็ยังมีโรงแรม ร้านอาหารที่รัฐบาลอนุญาติให้สร้างในภูเขาบางส่วน และก็ยังมีชุมชนโบราณบางส่วนที่ยังมีคนอาศัยอยู่จริงในหิน

ถือได้ว่าเมืองคัปปาโดเจียเป็นอีกแหล่งท่องเที่ยวหนึ่งที่สำคัญและไม่ควรพลาดที่จะมาเยี่ยมชมหากเดินทางมาเที่ยวที่ตุรกี เพราะเป็นสถานที่ที่น่าสนใจ น่ามาชมและศึกษามากมาย ไม่ว่าจะเป็นเกี่ยวกับความมหัศจรรย์ของธรรมชาติ วัฒนธรรมและวิถีชีวิตของผู้คนเมืองคัปปาโดเจียและที่เมืองใต้ดินแห่งนี้ และมากไปกว่านั้นเมืองใต้ดินแห่งนี้ยังสะท้อนให้เห็นถึงอารธรรมของมนุษย์ที่ย้อนไปหลายพันปี แสดงถึงความรู้และความเชี่ยวชาญในการสร้างผังเมืองและความรู้ทางวิศวกรรมของผู้คนสมัยโบราณว่าไม่ธรรมดา และน่าค้นหาเป็นอย่างยิ่ง


อ้างอิง

Oporshady. (2556). คัปปาโดเจีย อัศจรรย์ นครใต้พิภพ! .ค้นเมื่อ 5 กุมภาพันธ์ 2563,  จาก:
https://travel.mthai.com/world-travel/46251.html

Manasya. (2551). เยือนเมืองคัปปาโดเกีย .ค้นเมื่อ 5 กุมภาพันธ์  2563, จาก:
https://www.angelstartravel.com

Sakulrat Preedaphol. (ม.ป.ป.). CAPPADOCIA ประติมากรรมธรรมชาติโลกตะลึง .ค้นเมื่อ 5 กุมภาพันธ์  2563, จาก:  https://travel.mthai.com/world-travel/46251.html

บริษัท โอเชี่ยนสไมล์ทัวร์ จำกัด. (ม.ป.ป.). เมืองคัปปาโดเจีย มหานครใต้ดิน .ค้นเมื่อ 5 กุมภาพันธ์  2563,  จาก: http://www.oceansmile.com/Turkey/Cappadocia.shtml



อ่านเพิ่มเติม »

โรมุลุส เอากุสตุลุส (Romulus Augustulus) จักรพรรดิโรมันองค์สุดท้าย และเหตุการณ์ที่นำไปสู่การล่มสลายของจักรวรรดิโรมัน

โดย ธนัญญา ตันชวลิต

ประวัติของจักรพรรดิโรมุลุส เอากุสตุลุส แม้จะไม่ปรากฏรายละเอียดมากนัก หากแต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในรัชสมัยของพระองค์นั้นเป็นสาเหตุหลักที่นำไปสู่การล่มสลายของจักรวรรดิโรมันตะวันตก ซึ่งถูกนำเสนอผ่านประวัติของพระองค์และสามารถเชื่อมโยงให้เห็นถึงปัจจัยที่ก่อให้เกิดปัญหาความขัดแย้งภายใน และการแย่งชิงอำนาจทางการเมือง โดยถึงแม้ว่าโรมุลุส เอากุสตุลุสจะดำรงตำแหน่งเป็นจักรพรรดิในช่วงเวลานั้น หากแต่อำนาจทางการปกครองกลับขึ้นอยู่กับบิดาของพระองค์แทบทั้งสิ้น ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องต่อการล่มสลายของจักรวรรดิโรมันตะวันตกนั้นจึงมิใช่จากพระองค์เอง หากแต่เป็นบุคคลที่อยู่รายล้อมพระองค์ ความสำคัญในรัชสมัยของพระองค์จึงมิใช่พระราชกรณียกิจของจักรพรรดิ หากแต่เป็นเหตุการณ์ที่นำไปสู่การสิ้นสุดของจักวรรดิโรมันตะวันตกซึ่งเคยรุ่งโรจน์และมีอำนาจเหนืออาณาจักรอื่นทั้งปวง

โรมุลุส เอากุสตุลุส (Romulus Augustulus) หรือเรียกสั้นๆ ว่า เอากุสตุลุส พระองค์ทรงเป็นจักรพรรดิโรมันพระองค์สุดท้าย ชื่อเดิมคือ ฟลาวิอุส โรมูลุส ประสูติราวช่วง ค.ศ.​461 ส่วนการสวรรคตไม่อาจทราบหลักฐานที่แน่ชัด ซึ่งจากการคาดการณ์น่าจะเป็นช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 5 ทรงขึ้นครองราชย์ขณะที่ยังเป็นวัยรุ่น ระหว่างวันที่ 31 ตุลาคม ค.ศ.​475 ถึงวันที่ 4 กันยายน ค.ศ.​476 ซึ่งเป็นวันที่พระองค์ถูกถอดออกจากราชบัลลังก์หลังจากครองราชย์ได้เพียง 10 เดือนเศษๆ เท่านั้น นักวิชาการจึงถือว่าการสิ้นสุดรัชกาลของพระองค์เป็นการสิ้นสุดของจักรวรรดิโรมันตะวันตก และเป็นจุดเริ่มต้นของสมัยกลางในยุโรปตะวันตก


โรมุลุส เอากุสตุส หรือ เอากุสตุลุส จักรพรรดิโรมันพระองค์สุดท้าย

บิดาของพระองค์คือ ฟลาวิอุส โอเรสเตส ทหารและนักการเมืองโรมันเชื้อสายเยอรมัน ผู้ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นผู้ช่วยของอัตติลา จักรพรรดิชาวฮันผู้ครองจักรวรรดิฮัน (Attila the Hun) และบางครั้งก็ถูกส่งไปเยือนกรุงคอนสแตนติโนเปิลโดยการทูต หลังจากที่อัตติลาเสียชีวิต โอเรสเตสได้เข้าร่วมรับใช้จักรวรรดิตะวันตก โดยได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้บัญชาการทหารจากจักรพรรดิจูเลียส เนโพส จึงทำให้มีอำนาจในการควบคุมกองทัพเมื่อราว ค.ศ.474

ส่วนมารดาของพระองค์เป็นลูกสาวของเคานท์ โรมุลุส ผู้ปกครองเมืองพาสซัว ซึ่งอยู่ทางตอนใต้ของแคว้นบาวาเรียในประเทศเยอรมนีปัจจุบัน ไม่ปรากฎหลักฐานว่าเอากุสตุลุสมีพี่น้องหรือแต่งงานกับใคร แต่เนื่องด้วยพระองค์เป็นบุตรของชนชั้นสูงที่ถือว่ามีอำนาจสูงสุดของรัฐบาลในช่วงสมัยนั้น จึงอาจกล่าวได้ว่าพระองค์คงได้รับการศึกษาอย่างดีเช่นเดียวกับเด็กชายจากครอบครัวผู้ดีมีสกุลอื่นๆ

ตำแหน่งนายทหารที่ได้รับทำให้โอเรสเตสได้รับการสนับสนุนจากกองกำลังมากกว่าจักรพรรดิของพวกเขาเอง ในช่วงเวลาขณะนั้นกองทหารรักษาการณ์ของอิตาลีเกือบทั้งหมดประกอบไปด้วยทหารรับจ้างชาวเยอรมัน ความรู้สึกจงรักภักดีต่อจักรวรรดิจึงน้อยลงมาก ซึ่งถ้าพวกเขาจะเกิดความจงรักภักดีมันก็จะเกิดจากเพื่อนร่วมชาติที่มีเชื้อสายเดียวกัน ซึ่งนั่นก็อาจหมายถึง โอเรสเตส นายทหารลูกครึ่งโรมัน-เยอรมัน

เหตุการณ์ก่อนการขึ้นครองราชย์ของโรมุลุส เอากุสตุลุส เกิดขึ้นในเดือนกันยายน ค.ศ.474 ซึ่งอยู่ในช่วงรัชสมัยของจักรพรรดิจูเลียส เนโพส ได้มีการแต่งตั้งให้โอเรสเตส บิดาของโรมุลุสขึ้นเป็นผู้บัญชาการทหารที่มีอำนาจสูงสุดในกองทัพโรมัน เมื่อเห็นโอกาสโอเรสเตสจึงได้ทำการก่อรัฐประหาร และประสบความสำเร็จเมื่อโอเรสเตสสามารถควบคุมรัฐบาลที่เมืองราเวนนา (เมืองหลวงของจักรวรรดิโรมันตะวันตก) ไว้ได้ และทำการยึดอำนาจจากจักรพรรดิองค์ก่อนหน้า คือ จักรพรรดิจูเลียส เนโพส ทำให้จักรพรรดิจูเลียสต้องหลบหนีไปยังแคว้นดัลเมเชียและปกครองอยู่ที่นั่นจนกระทั่งสวรรคต หลังจากนั้นโอเรสเตสจึงใช้อำนาจที่มีปูทางขึ้นสู่อำนาจให้แก่ลูกชาย

โอเรสเตสได้กลายเป็นผู้ปกครองโรมันตะวันตกไปโดยปริยาย ถึงแม้ว่าเขาจะไม่มีสิทธิชอบธรรมในการสถาปนาตนเองขึ้นสู่ราชบัลลังก์ก็ตาม แต่กระนั้นโอเรสเตสก็ได้แต่งตั้งลูกชายของตนที่เกิดจากภรรยาชาวโรมันให้ขึ้นเป็นจักรพรรดิแทน เพราะเขาคิดว่าชาวโรมันจะเต็มใจยอมรับลูกชายของเขาผู้ซึ่งมีสายเลือดโรมันในตัวเป็นจักรพรรดิมากกว่าตนเอง ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตามโอเรสเตสก็ยังมีความมุ่งมั่นที่จะแต่งตั้งลูกชายของตนขึ้นเป็นจักรพรรดิแห่งจักรวรรดิโรมันตะวันตก หากแต่การแต่งตั้งดังกล่าวไม่ได้รับการเห็นชอบหรือยอมรับจากจักรพรรดิในจักรวรรดิไบเซนไทน์ (โรมันตะวันออก) คือ เซโนและบาซิลิคุส

หลังจากได้ขึ้นครองราชย์เป็นจักรพรรดิแห่งจักรวรรดิโรมันตะวันตก พระองค์ทรงได้รับการสถาปนาพระนามว่า โรมุลุส เอากุสตุส ซึ่งประกอบด้วยคำว่า โรมุลุส เป็นชื่อของบุคคลในตำนานการก่อตั้งกรุงโรม กับ เอากุสตุส (ออกัสตัส ทายาทของจูเลียส ซีซาร์ และเป็นผู้สถาปนาจักรวรรดิโรมัน) ซึ่งได้มีการตั้งข้อสังเกตว่าเป็นความบังเอิญที่จักรพรรดิโรมันองค์สุดท้ายจะทรงได้รับพระนามมาจากจักรพรรดิพระองค์แรก อีกทั้งบางคนยังได้ตั้งชื่อเล่นให้พระองค์ใหม่ว่า โมมีลลุส ที่แปลว่า เด็กหน้าไม่อาย และ โรมุลุส เอากุสตุลุส ที่แปลว่า เอากุสตุสน้อย คำกล่าวล้อเลียนนั้นเป็นการแสดงให้เห็นว่าผู้คนที่ยอมรับโรมุลุสในฐานะจักรพรรดิในช่วงเวลานั้นมีไม่มากนัก อีกทั้งยังสะท้อนให้เห็นว่าประชาชนไม่ได้ให้ความเคารพจักรพรรดิเช่นเขา

ตลอดระยะเวลากว่าร้อยปีก่อนที่จักรพรรดิโรมุลุสขึ้นครองราชย์ จักรวรรดิโรมันตะวันตกมีความเสื่อมโทรมเป็นอย่างมาก อำนาจทางการเมืองและดินแดนก็หดหายไปเรื่อย ๆ ขณะที่จักรวรรดิฝั่งตะวันออกที่ต่อมาเรียกว่า จักรวรรดิไบเซนไทน์ กลับยิ่งร่ำรวยและมีอำนาจมากขึ้นเรื่อย ๆ เนื่องด้วยจักรพรรดิโรมุลุส ทรงมีพระชนมายุแค่ 14 ชันษา พระองค์จึงมิได้ปกครองด้วยตนเอง เพราะอำนาจการบริหารตกไปอยู่กับบิดาของพระองค์ทั้งหมด หรือเรียกอีกอย่างว่า สำเร็จราชการแทน ถึงแม้ว่าจะมีพระนามของพระองค์ปรากฏอยู่บนเหรียญกษาปณ์ของบางเมือง เช่น โรมัน ราเวนนา และมิลาน แต่กลับไม่พบอนุสาวรีย์ที่สร้างขึ้นเพื่อเชิดชูเกียรติพระองค์เลย เนื่องจากพระองค์เพิ่งขึ้นครองราชย์ ขณะเดียวกันอำนาจที่แท้จริงก็ไปตกอยู่กับบิดา นอกจากนี้ยังคงเป็นเพราะเรื่องของภาวะเศรษฐกิจและการเมืองด้วย

ภายในเวลาเพียงแค่สิบเดือนหลังจากที่จักรพรรดิโรมุลุสขึ้นครองราชย์ กบฏทางการทหารที่รุนแรงก็เกิดขึ้น เหตุที่ก่อให้เกิดปัญหาความขัดแย้งนี้ คือ บริเวณส่วนอื่น ๆ ของจักรวรรดิโรมันตะวันตก เจ้าของที่ดินถูกบังคับให้ส่งมอบสมบัติถึงสองในสามของทรัพย์สินที่พวกเขามีให้แก่ชาวเยอรมัน เพื่อเป็นการสร้างสัมพันธมิตรกับชาวเยอรมันภายในจักรวรรดิ อย่างไรก็ตามนโยบายนี้ไม่เคยถูกนำมาใช้กับอิตาลี โอเรสเตสได้ทำสัญญาขึ้นโดยตกลงจะมอบที่ดินให้แก่ทหารชาวเยอรมันหากพวกเขาช่วยขับไล่จักรพรรดิจูเลียส เนโพส เมื่อสามารถขับไล่ได้สำเร็จโอเรสเตสกลับเลือกที่จะลืมข้อตกลงดังกล่าว แต่กองกำลังเยอรมันไม่เต็มใจที่จะปล่อยให้ปัญหาถูกลืม และเรียกร้องต่อผลประโยชน์ที่พวกเขาควรจะได้รับ

ชนเผ่าเยอรมัน 3 เผ่า คือเผ่าเฮรูลี เผ่าตูรซีลิงกิ และเผ่าสกีเรียน รวมตัวกันต่อต้านอำนาจทางการปกครองของจักรพรรดิโรมุลุสและบิดา จนกระทั่งในที่สุดเมื่อเดือนสิงหาคม ค.ศ.​476 กองทัพชนเผ่าเยอรมันภายใต้การนำของโอโดเซอร์ ก็นำกำลังกองทัพเข้าตีฝ่าแนวชายแดนเข้ามาในคาบสมุทรอิตาลี


จักรพรรดิโรมุลุสทรงยอมอ่อนน้อมต่อโอโดเซอร์

ในวันที่ 23 สิงหาคม โอโดเซอร์ได้ตั้งตนเป็นกษัตริย์องค์แรกของอิตาลี และในอีก 5 วันต่อมา โอเรสเตส บิดาของจักรพรรดิโรมุลุส ก็ได้ถูกทหารของโอโดเซอร์เข้าจับกุมและสังหารที่เมืองปิอาเซนซา ทางตอนเหนือของอิตาลี ส่วนจักรพรรดิโรมุลุสหลบหนีไปจากสนามรบ กล่าวกันว่าพระองค์ทรงหลบไปอยู่ที่เมืองราเวนนา

เดือนต่อมา โอโดเซอร์ได้ทำการปลดจักรพรรดิโรมุลุสออกจากตำแหน่ง จึงอาจกล่าวได้ว่าจักรวรรดิโรมันตะวันตกที่ยืนยาวมาเกือบ 500 ปีก็ถึงกาลสิ้นสุดลง

แทนที่โรมุลุสจะถูกประหารเช่นเดียวกับบิดาของเขา แต่โอโดเซอร์เห็นว่าพระองค์ยังเด็กเกินไปที่จะตาย จึงไว้ชีวิตแล้วให้ไปอยู่ที่ปราสาทลูคูลลูสในเมืองกัมพาเนีย ทางตอนใต้ของอิตาลี พร้อมทั้งให้เงินเป็นค่าใช้จ่ายปีละ 6000 เหรียญทองตลอดไป

หลังการประหารโอเรสเตสบิดา ของจักรพรรดิโรมุลุสและปลดเอากุสตุสซึ่งก็คือจักรพรรดิองค์สุดท้ายออกจากตำแหน่ง บรรดาพระราชลัญจกร และราชภัณฑ์ต่าง ๆ ในราชสำนักก็ได้ถูกส่งไปให้จักรพรรดิเซโนแห่งจักรวรรดิโรมันตะวันออก

ในขณะเดียวกันนั้นจักรวรรดิโรมันตะวันออกนับตั้งแต่ปี ค.ศ. 474 ซึ่งถูกปกครองโดยจักรพรรดิเซโน (Flavius Zeno) ได้รับความเดือดร้อนเมื่อทราบว่าโอโดเซอร์จากเผ่าเยอรมันโจมตีกรุงโรม และปลดจักรพรรดิองค์สุดท้ายแห่งฝั่งตะวันตก คือ จักรพรรดิโรมุลุส ออกุสตุส ออกจากบัลลังก์ ทำให้จักรพรรดิฝั่งตะวันออกต้องส่งพระเจ้าธีโอโดริค แห่งชาวออสโตรกอท (Ostrogoths) มายึดกรุงโรมคืน ต่อมาสี่ปีภายหลังแห่งสมรภูมิรบ ผู้นำทั้งสอง คือ โอโดเซอร์และพระเจ้าธีโอดอริคจึงได้มีการตกลงที่จะพักรบชั่วคราวและทำข้อตกลงในการแบ่งเขตการปกครองอิตาลี แต่การแบ่งเขตอำนาจนั้นก็ไม่ประสบผลสำเร็จ เมื่อพระเจ้าธีโอดอริคได้สังหารโอโดเซอร์ และกองกำลังของพระเจ้าธีโอดอริคยังสังหารวงศาคณาญาติของโอโดเซอร์ทั้งหมด เนื่องจากต้องการตัดทอนกองกำลังของโอโดเซอร์ ต่อมาแม้ว่าจักรพรรดิโรมันตะวันออกต้องการส่งพระเจ้าธีโอดอริคไปต่อสู้เพื่อยึดกรุงโรมคืนจากโอโดเซอร์ หากแต่พระเจ้าธีโอดอริคกลับตั้งอาณาจักรในอิตาลีเสียเอง

พระเจ้าธีโอดอริคสถาปนาตนเองขึ้นเป็นพระราชาของอิตาลี ไม่ใช่จักรพรรดิของจักรวรรดิโรม ตระกูลของจักรพรรดิทางฝั่งจักรวรรดิโรมันตะวันตกจึงถือว่าสิ้นสุดลง และตกอยู่ภายใต้การปกครองของชาวเยอรมัน จึงถือได้ว่าเหตุการณ์นี้เป็นการสิ้นสุดการปกครองของจักรพรรดิในจักรวรรดิโรมันตะวันตกหรือเป็นการสิ้นสุดของจักรวรรดิโรมันตะวันตกโดยสมบูรณ์ ส่วนจักรวรรดิโรมันตะวันออกยังคงปกครองกรีซ เอเชียไมเนอร์ ซีเรีย ปาเลสไตน์ และอียิปต์ เป็นที่รู้จักกันในนามของจักรวรรดิไบเซนไทน์ จึงถือว่าอาณาจักรโรมันที่มีอิทธิพลมากที่สุดในโลกซึ่งมีอายุยาวนานกว่า 500 ปี ถึงคราวสิ้นสุด

จากการศึกษาประวัติของจักรพรรดิโรมุลุส เอากุสตุลุส แสดงให้เห็นว่าบุตรจะดีหรือเลวนั้นขึ้นอยู่กับการขัดเกลาทางสังคมจากสถาบันครอบครอบเป็นสำคัญ นอกจากนี้ยังสะท้อนให้เห็นถึงผลกระทบของอำนาจ ที่เมื่อผู้ใดครอบครองก็มักจะเกิดความเห็นแก่ตัว เห็นแก่ได้ และกระหายที่จะมีอย่างไม่สิ้นสุด เป็นสิ่งอันตรายที่มักจะนำภัยมาสู่ตนเอง เช่นเดียวกับจุดจบที่โอเรสเตสต้องพบเจอ
         

อ้างอิง  

ไม่ปรากฏชื่อผู้แต่ง. 2558. Life of the Week: Romulus Augustus, สืบค้นเมื่อ 28 กันยายน ปี 2561, จาก : https://www.historyextra.com/period/roman/life-of-the-week-romulus-augustus/

ชัยจักร ทวยุทธานนท์. 2017. โรมุลุส เอากุสตุลุส : จักรพรรดิโรมันองค์สุดท้าย. ออนไลน์. สืบค้นเมื่อ 1 กันยายน ปี 2561, จาก :  http://www.gypzyworld.com/article/view/447

ไม่ปรากฏชื่อผู้แต่ง. 2551. ประวัติศาสตร์ยุโรปเพิ่มเติม (โรมุลุส), สืบค้นเมื่อ 28 กันยายน ปี 2561, จาก : https://writer.dek-d.com/12455/story/viewlongc.php?id=399957&chapter=41

 ไม่ปรากฏชื่อผู้แต่ง. 2559. Romulus Augustus – The Last Emperor of Rome, สืบค้นเมื่อ 24 ธันวาคม ปี 2561, จาก : http://www.italiantribune.com/romulus-augustus-the-last-emperor-of-rome/
     
อ่านเพิ่มเติม »

โกโก้ : ประวัติศาสตร์ที่อัดแน่นอยู่เต็มฝัก!

โดย พิมชนก บุญแจ้ง

จากฝักสู่แก้วโปรด

เมื่อพูดถึงเครื่องดื่มแก้วโปรด โกโก้ร้อน โกโก้เย็น หรือโกโก้ปั่น ก็เป็นหนึ่งในคำตอบในดวงใจของใครหลายๆ คน ด้วยกลิ่นหอมที่เป็นเอกลักษณ์กับรสชาติเข้มข้นติดปลายลิ้น ถ้าได้ดื่มโกโก้ร้อนในช่วงหน้าหนาวก็จะทำให้ร่างกายอบอุ่น หรือจะเป็นโกโก้เย็น โกโก้ปั่นในหน้าร้อน ก็ทำให้สดชื่นในครั้งแรกที่ยกดื่ม และเมื่อถามถึงขนมที่ทุกคนโปรดปราน ช็อกแลต ก็เป็นที่หนึ่งในดวงใจของใครหลายๆ คนเช่นกัน ซึ่งไม่ว่าจะเป็นโกโก้หรือช็อกโกแลต ทั้งสองอย่างนี้ก็ล้วนทำมาจากเมล็ดของต้นคาเคา (Cacao) หรือต้นโกโก้นั่นเอง


เมล็ดโกโก้

ที่มาของแก้วโปรด

แต่หากพูดถึงต้นกำเนิดของโกโก้ ต้องย้อนไปถึงสมัยอเมริกาโบราณ ในพื้นที่ เมโสอเมริกา หรือ อเมริกากลาง นั้นมีอารยธรรมสำคัญที่เกิดขึ้นในพื้นที่ 3 อารยธรรม ได้แก่ โอลเม็ก (Olmec) มายา (Maya) และแอซเท็ก (Aztec) โดยชนเผ่ามายานั้นเป็นชนกลุ่มแรกที่สร้างเครื่องดื่มรสเข้มข้นจากเมล็ดโกโก้ ซึ่งความน่าสนใจนั้นอยู่ที่พวกเขามีความเชื่อว่า

"โกโก้นั้นคือของขวัญจากพระเจ้า"

โกโก้เป็นพืชสกุล Theobroma มีถิ่นกำเนิดบริเวณ Upper Amazon Basin จากประเทศเม็กซิโก ถึงประเทศเปรูในปัจจุบัน ซึ่งเป็นบริเวณป่าฝนเขตร้อน (Tropical Rainforest) มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Theobroma cacao L. (สัณห์ ละอองศรี, ออนไลน์) ซึ่ง Theobroma เป็นภาษากรีก หมายถึง Food of the Gods หรือ อาหารของพระเจ้านั่นเอง!

โกโก้เป็นพืชพื้นเมืองในเขตร้อนของทวีปอเมริกา ทุกวันนี้เรายังไม่รู้ว่าใครคือผู้เริ่มต้นปลูกโกโก้เป็นคนแรก แต่เท่าที่ทราบ คำว่าโกโก้เองมีรากศัพท์มาจากคำว่า กากาว ในภาษามายา และพอถึง 1100 ปีก่อนคริสตศักราช ชาวมายายุคแรกๆ ก็รู้จักนำโกโก้มาทำเป็นเครื่องดื่มกันแล้ว สูตรการปรุงช็อกโกแลตของชาวมายาเริ่มจากการตาก คั่ว และบดเมล็ดโกโก้ที่ผ่านการหมักมาแล้ว จากนั้นจึงนำผงที่ได้ไปผสมน้ำ ปรุงแต่งรสชาติด้วยอบเชย พริก และวนิลลา ก่อนจะรินใส่หม้ออีกใบสลับกันไปมาจนเกิดฟองขึ้นด้านบน ซึ่งถือเป็นส่วนที่เลิศรสที่สุด (เอ. อาร์. วิลเลียมส์, น. 114)

ต่อมาประมาณ ค.ศ. 1500 กองทัพสเปนได้ยกทัพมาบุกอเมริกากลางและเม็กซิโก และได้รู้จักประโยชน์ของโกโก้ พร้อมนำกลับไปยังสเปน และค้นพบว่าเมล็ดมีรสเลิศ และอร่อยกว่าเมล็ดพืชอื่น ซึ่งในช่วงแรกมีการใช้ผงเมล็ดมาชงน้ำ และดื่มแบบเย็น ๆ ซึ่งมีรสขม เป็นฟอง จึงยังไม่นิยมมากนัก ต่อมาปรับเปลี่ยนวิธีชงเป็นแบบร้อน ทำให้มีรสหวาน และมีกลิ่นหอมมากขึ้น หลังจากนั้น สเปนจึงเริ่มเพาะปลูกโกโก้จำนวนมากเป็นชาติแรกในยุโรป เพื่อแปรรูปเป็นเครื่องดื่มโกโก้ และวิวัฒนาการแปรรูปมาเป็นช็อกโกแลตที่ได้รับความนิยมมากในปัจจุบัน (puechkaset, ออนไลน์)


อักษรภาพภาษามายาเขียนว่าคาเคา แปลว่า โกโก้

ภาชนะสำหรับบรรจุและเสิร์ฟช็อกโกแลตของชาวมายาประดับลวดลายเป็นภาพกษัตริย์ ชนชั้นสูง รวมถึงเทพเจ้าขณะทรงดื่มเครื่องดื่มชนิดนี้ ส่วนสามัญชนอาจมีโอกาสได้ดื่มช็อกโกแลตในงานเลี้ยงฉลอง (เอ. อาร์. วิลเลียมส์, น. 114)


ศิลปะของชนเผ่ามายาแสดงภาพของกษัตริย์กับถ้วยโกโก้

นอกจากที่เมล็ดโกโก้จะถูกนำมาผลิตเป็นเครื่องดื่มของพระเจ้าแล้ว มันยังถูกใช้ประหนึ่ง “เงินตรา” เพื่อใช้เป็นหน่วยกลางในการซื้อขายแลกเปลี่ยนสินค้า เช่น อาหาร หรือเครื่องแต่งกายในวัฒนธรรมของชาวมายาและชาวแอซเท็กด้วยเช่นกัน (ณัฐพล เดชขจร, ออนไลน์)

ในช่วงที่ชาวสเปนบุกเข้ามาในอาณาจักรของชาวมายาโบราณช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 16 นั้น พวกเขาก็ได้ลิ้มรสเครื่องดื่มโกโก้ด้วย แต่แน่นอนว่าชาวสเปนไม่ชอบเครื่องดื่มรสขมเฝื่อนที่ปรุงรสและกลิ่นด้วยวัตถุดิบแสนประหลาดเหล่านี้เลย พวกเขาจึงได้ลองนำน้ำตาลอ้อยผสมลงไป พอรสชาติของโกโก้หวานขึ้น มันก็อร่อยขึ้นตามไปด้วย นอกจากนั้นแล้วชาวสเปนยังดื่มโกโก้แบบร้อนๆ ไม่เหมือนกับโกโก้ต้นฉบับของชาวมายาโบราณที่ดื่มกันแบบเย็นชืด นั่นจึงทำให้เครื่องดื่มโกโก้เริ่มมีรสชาติใกล้เคียงกับที่เราคุ้นเคยกันในปัจจุบันนับตั้งแต่นั้นมา (ณัฐพล เดชขจร, ออนไลน์)

ลิ้มรสแก้วโปรด

ปัจจุบันเมล็ดโกโก้ได้ถูกแปรรูปให้กลายเป็นทั้งโกโก้และช็อกโกแลต ซึ่งต่างกันที่กรรมวิธีในการผลิต โดยช็อกโกแลตนั้นทำมาจากเมล็ดโกโก้ที่ไม่ผ่านการแยกไขมันโกโก้ออกมา ทำให้มีปริมาณไขมันอยู่มากกว่า 50 เปอร์เซ็นต์ ส่วนโกโก้นั้นทำมาจากเมล็ดโกโก้ที่ผ่านการรีดไขมันออกจนหมด ทำให้มีปริมาณไขมันอยู่ 0 – 20 เปอร์เซ็นต์ นอกจากนี้ยังมีส่วนช่วยในเรื่องการบำรุงสมอง มีสารต้านอนุมูลอิสระ ลดความเสี่ยงโรคหัวใจ และช่วยลดอาการเครียดหรือเศร้าซึมได้ดี

ไม่น่าเชื่อว่าเครื่องดื่มและขนมในดวงใจของใครหลายๆ คนนั้นมีต้นกำเนิดมานานนับพันปี และยังเป็นส่วนสำคัญในวิถีชีวิตของชนเผ่ามายา เป็นเครื่องดื่มสำหรับกษัตริย์ ชนชั้นสูง และเทพเจ้า นอกจากนี้ยังมีค่ามากจนสามารถแลกกับสิ่งของต่างๆ ได้อีกด้วย แต่กว่าจะมาเป็นเครื่องดื่มรสขมติดปลายลิ้นจนถึงทุกวันนี้ ยุคแรกเริ่มของการดื่มโกโก้นั้นก็ได้มีการปรุงแต่งโดยการเพิ่มเครื่องเทศเข้าไปมากมาย และเพื่อที่จะได้เข้าถึงต้นตำรับแท้ๆ ลองเพิ่มอบเชย พริก และวนิลลา ลงในโกโก้แก้วโปรดของคุณเพื่อลิ้มรสชาติหรูเลิศที่เป็นต้นตำรับจากชาวมายา


อ้างอิง

ณัฐพล เดชขจร. (2560). ประวัติศาสตร์ฉบับย่อของ “ช็อกโกแลต”, ค้นเมื่อวันที่ 26 กันยายน 2561, จาก: http://www.gypzyworld.com/article/view/428

สัณห์ ละอองศรี. (2558). Botanical characteristic of Cocoa ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ของโกโก้, ค้นเมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2561, จาก: https://www.cocoathailandcenter.com/15514952/botanical-characteristic-of-cocoa

เอ. อาร์. วิลเลียมส์. 2552. ปริศนาเร้นลับของอารยธรรมมายา. แปลจาก Mysteries of maya. แปลโดย คุณากร วาณิชย์วิรุฬห์. กรุงเทพฯ: เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก

Puechkaset. โกโก้ สรรพคุณ และการปลูกโกโก้, ค้นเมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2561, จาก: https://puechkaset.com/โกโก้/
     

อ่านเพิ่มเติม »

ไอซิส (Isis) เทพีผู้ยิ่งใหญ่

โดย กิตติยา เพียตุ

ชาวอียิปต์นับถือบูชาเทพเจ้าหลายองค์ (Polytheism) โดยเชื่อว่าธรรมชาติซึ่งบันดาลความผาสุก ความดีงาม หรือความหายนะให้แก่มนุษย์นั้น ล้วนแล้วแต่เป็นการกระทำของเทพเจ้าทั้งสิ้น แต่ละเมืองของอียิปต์จะมีเทพเจ้าประจำเมือง ชาวอียิปต์โบราณเชื่อว่าคนตายแล้วจะกลับคืนชีพมาใหม่เหมือนดวงอาทิตย์ที่หายลับขอบฟ้าในยามเย็น และกลับขึ้นมาใหม่ในวันรุ่งขึ้น ความเชื่อเรื่องเทพเจ้าจึงฝังลึกในวิถีชีวิตของชาวอียิปต์โบราณ โดยในที่นี้จะขอกล่าวถึงเฉพาะ เทพีไอซิส ซึ่งเป็นเทพีที่ได้รับความนิยมนับถือมากองค์หนึ่ง
     

เทพีไอซิส

ลักษณะของเทวีไอซิสมีสัญลักษณ์แทนพระองค์ได้หลายแบบ โดยพระนางอาจเป็นมนุษย์ที่มีศีรษะเป็นวัว หรืออาจมีดวงจันทร์สวมอยู่บนศีรษะ บางครั้งก็จะสวมมงกุฎรูปดอกบัว นอกจากนี้จะมีหูเป็นข้าวโพด หรือถือขาแพะเอาไว้ในมือ ซึ่งแสดงถึงสัญลักษณ์แห่งความอุดมสมบูรณ์ แต่ถ้าเป็นลักษณะของรูปปั้น มักจะเป็นรูปของพระมารดากำลังให้นมเทพเจ้าฮอรัสอยู่ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ที่แสดงถึงการคุ้มครองเด็กจากโรคภัยไข้เจ็บ ส่วนบนศีรษะก็จะมีเขาสองเขา และมีวงสุริยะอยู่ตรงกลาง

เทพีไอซิสเป็นธิดาของเทพรากับเทพีนุต (หรือ เทพีนัต) ซึ่งต้นกำเนิดของพระนางเริ่มมาจาก หลังจากที่เทพราได้อภิเษกกับเทพีนุตแล้วเทพราปรารถนายิ่งนักที่จะได้โอรสธิดา แต่เทพีนุตก็ไม่ทรงครรภ์เทพราทรงพิโรธ จึงได้สาปว่าเทพีนุตไม่มีวันที่จะตั้งครรภ์ได้เทพีนุตเสียใจเป็นอันมากจึงได้ไปปรึกษาเทพธอทแห่งความรอบรู้ ซึ่งหลงรักเทพีนุตตลอดมาเทพธอทจึงแลกเปลี่ยนว่าถ้าเทพีนุตมีโอรสธิดาให้เทพราได้ พระนางต้องมอบความรักให้แก่เทพธอทซึ่งเทพีนุตก็ได้ตอบตกลง จนในที่สุดเทพีนุตได้ให้กำเนิดโอรสธิดาทั้งหมด 5 พระองค์ ได้แก่ เทพโอซีริส เทพฮามาร์คิส เทพเซต เทพีไอซิส และเทพีเนฟธิส

เทพีไอซิสได้หลงรักเทพโอซิริส ซึ่งเป็นพี่น้องกันได้หลงรักกันตั้งแต่อยู่ครรภ์ของเทพีนุต เทพีไอซิสคิดอยากให้เทพโอซิริสได้ขึ้นครองบัลลังก์ไอยคุปต์จึงใช้สติปัญญาของพระนางลวงเทพรา จนเทพราหลงบอกพระนามจริงซึ่งผู้ใดรู้จะมีอิทธิฤทธิ์ยิ่งใหญ่ พระนางเลยมอบฤทธิ์ให้แก่เทพโอซิริส เทพราจึงสละบัลลังก์ให้แก่เทพโอซิริส เมื่อเทพโอซิริสขึ้นเป็นเทพราชาพระองค์จึงจัดอภิเษกสมรสกับเทพีไอซิสเป็นพระราชินี ในช่วงที่พระองค์ปกครองอยู่นั้น อียิปต์เจริญรุ่งเรืองเป็นอย่างมาก ทรงสอนให้ประชาชนเรียนรู้อารยธรรมและประดิษฐ์สิ่งของต่างๆ มากมาย
                               

เทพีไอซิสและเทพโอซิริส

เมื่อเทพเซตที่ถือว่าเป็นเทพแห่งความชั่วร้ายเห็นดังนี้จึงเกิดความอิจฉาริษยา จึงอยากจะขึ้นปกครองแทนโอซิริส จึงได้วางแผนฆ่าโอซิริส แล้วนำโลงไปลอยในแม่น้ำไนล์  ทำให้เทพีโอซิสเสียใจเป็นอย่างมาก และในขณะนั้นพระนางได้ตั้งครรภ์อยู่ด้วย โอรสของเทพีไอซิสคือเทพฮอรัส และด้วยความรักที่พระนางมีต่อเทพโอซิริส พระนางจึงได้ออกไปตามหาสามีทั่วแม่น้ำไนล์

ในที่สุดเทพีไอซิสก็พบพระศพของเทพโอซิริสแต่เทพเซตก็สามารถตามหาพระศพเจอเช่นกันเทพเซตจึงทำการฉีกศพเทพโอซิริสจนขาดวิ่นและโยนศพนั้นทิ้งไปทั่วไอยคุปต์ทำให้เทพีไอซิสต้องออกตามหาพระศพของเทพโอซิริสอีกครั้ง โชคร้ายกว่านั้นคือเทพเซตได้ส่งงูร้ายตามไปสังหารเทพฮอรัสที่ยังเป็นเพียงแค่ทารกจนตาย เพื่อที่จะได้ขจัดเสี้ยนหนามที่ขวางทางการขึ้นเป็นราชาให้หมดไป

เทพีไอซิสต้องการแก้แค้นเทพเซตจึงแปลงกายเป็นเทพีเนฟธิสเพื่อขอคำสาบานจากเทพเซตว่าจะไม่ทำร้ายโอรสของพระนางอีกจนกว่าโอรสของพระนางจะทำร้ายท่านซึ่งจะทำให้เทพโฮรัสสามารถฟื้นคืนชีพขึ้นมาได้อีกครั้งอย่างสำเร็จและปลอดภัยจนกว่าจะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ ด้วยความที่เทพเซตคิดว่าเทพีเนฟธิสเป็นผู้พูดเทพเซตจึงตกปากรับคำสาบานนั้นไป ทันใดนั้นเองเทพีไอซิสแปลงกายกลับสู่ร่างเดิมทำให้เทพเซตโกรธแค้นเป็นอย่างมาก

หลังจากที่ติดตามหาชิ้นส่วนของเทพโอซิริสมาตลอดหลายปีเทพีไอซิสก็สามารถตามหาชิ้นส่วนได้จนครบ และนำชิ้นส่วนกลับมาประกอบพิธีศพได้อีกครั้ง โดยมีเทพอานูบิส เทพแห่งความตาย เป็นผู้ทำพิธีศพให้ โดยพิธีศพมีการพันผ้ารอบศพและลงน้ำยา จนก่อให้เกิดเป็นมัมมี่นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา หลังจากประกอบพิธีศพแล้วเทพโอซิริสก็สามารถไปถึงดินแดนแห่งความตายได้ พระองค์ได้ขึ้นเป็นใหญ่ถึงขนาดเป็นราชาแห่งโลกของคนตาย

เมื่อฮอรัสเติบโตขึ้น ได้รับการฝึกเพลงอาวุธและเวทมนต์จากพระมารดาและเทพฮามาคิสต์ผู้เป็นลุง เมื่อทุกอย่างพร้อมแล้ว ฮอรัสและฮามาคิสต์พร้อมเหล่านายทัพ ก็ยกไพร่พลมาชิงบัลลังก์คืน และล้างแค้นให้พระบิดา กองทัพของเซตปะทะกับกองทัพของฮอรัสที่เอ็ดฟู ริมแม่น้ำไนล์ และสงครามก็เริ่มขึ้น หลังจากต่อสู้ได้ไม่นานทหารของเซต ก็เริ่มล่าถอย ฮามาคิสต์ได้กลายร่างเป็นสฟิงส์ยักษ์ และตะปบเหล่าทหารศัตรูที่กำลังแตกพ่ายเอาไว้ได้ แต่เซตยังไม่ยอมแพ้ พระองค์โจนลงแม่น้ำไนล์ และได้แปลงร่างเป็นฮิปโปยักษ์เข้าเล่นงานฮอรัส  ฮอรัสกระโดดขึ้นหลังของมัน และเสกฉมวกเหล็กยาวสามสิบฟุตแทงลงไปยังศรีษะฮิปโป ทะลุผ่านสมอง ยังผลให้เทพเซตสิ้นพระชนม์ทันที ซึ่งเหตุการณ์นี้ทำให้ฮอรัสได้ขึ้นเป็นกษัตริย์ปกครองเมืองอย่างสงบสุขในเวลาต่อมา


เซตต่อสู้กับฮอรัส
ที่มา http://www.komkid.com/

กล่าวได้ว่าเทพีไอซิสเป็นเทพีผู้เปี่ยมไปด้วยความรักที่มีต่อสามีและลูกของตน  ผู้คนต่างยกย่องตำนานรักของเทพีไอซิสและเทพโอซิริสว่าเป็นตำนานรักที่ยิ่งใหญ่ตำนานหนึ่ง จึงทำให้ผู้คนศรัทธาในตัวของพระนางเป็นอย่างมาก และในปัจจุบันชาวอียิปต์ก็ยังนับถือและศรัทธาเทพีไอซิสอยู่


อ้างอิง 

ตำนานศึกเทพเจ้าแห่งไอยคุปต์ สืบค้นเมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2561, จาก http://www.komkid.com/ตำนาน/ศึกเทพเจ้าไอยคุปต์/

เทพีแห่งสันติภาพไอซิส (Isis). สืบค้นเมื่อวันที่ 29 กันยายน 2561, จาก
http://phoebeistelling.blogspot.com/2017/02/isis.html#!/2017/02/isis.html

เทพเจ้าอียิปต์โบราณ รูปและตำนานเทพเจ้าแห่งอียิปต์. สืบค้นเมื่อวันที่ 29 กันยายน 2561, จาก
http://www.oceansmile.com/Egypt/God.htm

Legend Isis เทวีไอซิส พระแม่แห่งอียิปต์. สืบค้นเมื่อวันที่ 29 กันยายน 2561, จาก
http://legendtheworld.blogspot.com/2013/09/isis-goddess-of-fertility.html

อ่านเพิ่มเติม »

อาณาจักรเกาหลีโบราณ โกโชซอน

ไม่ระบุชื่อ | 12:12 | | Be the first to comment!
โดย อัจฉรา แสนทีสุข

ภาพยนตร์ชุดที่บันทึกเรื่องราวประวัติศาสตร์ของประเทศเกาหลีนั้นเป็นที่นิยมเป็นอย่างมาก โดยเผยแพร่วัฒนธรรมต่างๆ ผ่านทางเนื้อเรื่องเพื่อให้ผู้ชมได้เข้าถึงเรื่องราวประวัติศาสตร์ผ่านทางจอภาพ เป็นที่น่าสนใจว่าหากเรารู้เรื่องเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ในยุคนั้นๆ อาณาจักรนั้นๆ จะทำให้เราเข้าใจเนื้อหาเรื่องราวของภาพยนตร์เหล่านั้นได้ดียิ่งขึ้นหรือไม่ จะดียิ่งถ้าได้ถ่ายทอดเรื่องราวของเกาหลีโบราณสักเรื่อง และหวังว่าจะเป็นประโยชน์แก่ผู้เข้าชมบทความนี้ โดยเรื่องราวที่เล่าผ่านบทความนี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับอาณาจักรเกาหลีโบราณ โกโชซอน



“โกโซซอน” เป็นคำที่ใช้เรียกกันในปัจจุบัน หมายถึงอาณาจักรเกาหลีโบราณซึ่งเมื่อครั้งอดีตตามการเรียกขานของทันกุน (ตำนานผู้สร้างอาณาจักรโชซอนโบราณ) และในบันทึกได้รู้จักกันในนามของ “โชซอน” และชาวเกาหลีโบราณมีความเชื่อในตำนานเทพเจ้าว่าเทพสูงสุด คือ ยุลเรียล เป็นผู้ให้กำเนิดเทวีมาโกะ เทวีมาโกะก็ได้ให้กำเนิดเทวีอีก 2 องค์ คือ กุงวี และโชวี และทั้งสององค์ก็ได้ให้กำเนิดเทวดาหญิงชายหนึ่งคู่ เป็นต้นกำเนิดเหล่าเทวดาต่างๆ ให้กำเนิดขึ้นสืบต่อโดยอาศัยอยู่ในเขตคามสวรรค์ที่เรียกว่า มาโกซุง ต่อมานั้น ยุลเรียลได้ทรงสร้างแผ่นดินและมหาสมุทร โดยประกอบขึ้นจากธาตุทั้ง 5 คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ และอากาศ (ธาตุทั้ง 5 นี้ปรากฏอยู่บนธงชาติของเกาหลีใต้ ล้อมรอบสัญลักษณ์ ยิน หยาง อันหมายถึงสิ่งแทนสวรรค์และโลกหรือแผ่นดิน) ธาตุทั้ง 5 นี้ก็คือบ่อเกิดที่ทำให้เกิดสรรพสิ่งรวมถึงสิ่งมีชีวิตทั้งหมดขึ้นบนโลกขยายเผ่าพันธุ์สืบต่อมา


ที่มา : https://m.terms.naver.com/

ตำนานการสร้างประเทศเกาหลีในยุคเริ่มแรกชื่อว่า โชซอน แต่ในประวัติศาสตร์ราชวงศ์สุดท้ายก่อนที่ประเทศเกาหลีจะเข้าสู่ยุคสมัยใหม่ก็ได้เรียกขานว่า โชซอนเช่นเดียวกัน ดังนั้นจึงมีการเรียกอาณาจักรเกาหลีเริ่มแรกว่าโกโชซอน ซึ่ง “โก” นั้นแปลว่าโบราณหรือเก่า ซึ่งเมื่อรวมกันแล้วจึงแปลว่าโซชอนโบราณ

ยุคสมัยของโกโชซอนนี้อยู่ในช่วงของยุคสำริดและก้าวสู่ยุคเหล็กตอนปลาย มีการอ้างอิงจากการค้นพบเครื่องมือเครื่องใช้ของชาวโกโชซอน โดยสมัยโกโชซอนนั้นเริ่มตั้งแต่ 2333 ไปจนถึง 108 ปีก่อนคริสตศักราช

กลุ่มคนที่หลั่งไหลเข้ามาจากจีนนั้น มีการสร้างอาณาจักรโชซอนโบราณ ที่ผสมผสานทางชาติพันธุ์กับพวกชนเผ่าพื้นเมืองทั้งเหนือและใต้เดิม โดยที่มีการนำศิลปะวิทยาการและเทคโนโลยีเข้ามาเปลี่ยนแปลงความเป็นอยู่ของชนพื้นเมืองเดิม จากที่เคยอยู่อาศัยในถ้ำ ก็เปลี่ยนแปลงเป็นการสร้างบ้านเรือนด้วยไม้และระบบปล่องไฟในฤดูหนาว การเกษตรกรรมทำไร่ทำนา การเลี้ยงตัวไหม การทอผ้า การถลุงเหล็ก และประเพณีการฝังศพแบบเนินดินหรือการทำฮวงซุ้ยแบบเดียวกันกับประเพณีของชาวจีน

อีกทั้งอาณาจักรโกโชซอนมีการจัดระบบการปกครองและสร้างระบบกฎหมายขึ้นเป็นครั้งแรก ๆ ในระหว่างความรุ่งเรืองอันยาวนานกว่า 900 ปี

การตั้งถิ่นฐานนับเป็นอาณาจักรแห่งแรกที่ตั้งอยู่ตอนใต้ของแมนจูเรียและอยู่ทางตอนเหนือของคาบสมุทรเกาหลี ชาวโกโชซอนอยู่กันเป็นชุมชนซึ่งมีการเกษตรกรรมและเพราะปลูกเพื่อยังชีพ บันทึกของจีนได้กล่าวว่าโกโชซอนเป็น นักรบคนเถื่อนแห่งตะวันออก ซึ่งสมัยราชวงศ์โจว โกโชซอนอยู่ใกล้กับแมนจูเรียมีพื้นที่ติดต่อกันจึงถูกเรียกรวมไปกับคนเถื่อนนอกที่ราบภาคกลางของจีน

ในบันทึกของแคว้นฉีราชวงศ์โจวมีการติดต่อสัมพันธ์กันระหว่างแคว้นฉีและโกโชซอน และเมื่อเกิดสงครามระหว่างรัฐช่วงปลายราชวงศ์โจวก็ได้มีการอพยพเข้ามาในโกโชซอนเป็นจำนวนมาก



บันทึกประวัติศาสตร์อีกเล่มคือ ฮวานดาน โกกี เป็นบันทึกของเกาหลี มีเรื่องราวที่แตกต่างกันออกไปคือในประวัติศาสตร์ผู้สืบบัลลังก์ต่อจากยุคสมัยของทันกุน วังกอม เป็นโอรสของทันกุน วังกอม ชื่อว่าดันกุน ปูรู ในปี 2240 ก่อนคริสตศักราช  โดยที่ว่ากันก่อนที่ดันกุน ปูรูจะสืบทอดบัลลังก์นั้นพระบิดาได้ส่งไปเมืองจีนและได้พบกับเซี่ยหยู ซึ่งดันกุน ปูรูได้บอกวิธีการสร้างฝายทดน้ำให้แก่เซี่ยหยูเพื่อแก้ปัญหาให้แก่ประชาชนจนเซี่ยหยูได้เป็นกษัตริย์ต้นราชวงเซี่ย บันทึกนี้กล่าวไว้อีกว่ามีกษัตริย์อีก 45 พระองค์ที่ได้ครองราชย์สืบต่อกันตั้งแต่ 2333 ปีก่อนคริสตศักราช ถึง 237 ปีก่อนคริสศักราช

อย่างไรก็ตามบันทึกของจีนนั้นได้กล่าวถึงเรื่องราวของ “จี้จื่อ” โดยที่เกาหลีเรียกขานกันว่า “กีจา” ได้เดินทางไปยังโกโชซอน 507 ปีก่อนคริสตศักราช และได้ขึ้นครองราชย์ในโกโชซอน ในประวัติศาสตร์จีนกล่าวถึงจี้จื่อว่าเป็นอาจารย์ของตี้ชิงกษัตริย์องค์สุดท้ายของราชวงศ์ชาง จี้จื่อถูกขังด้วยความที่กษัตริย์นั้นเกิดความไม่พอพระทัย ต่อมาเนื่องจากราชวงศ์ชางได้ล่มสลายโจวอู๋หวังจึ้งได้ปล่อยตัวของจี้จื่อและเนรเทศออกนอกเมืองจีน จี้จื่อได้พาคนออกจากเมืองจีนไปด้วยจำนวน 5000 คน และได้เดินทางมาจนถึงโกโชซอน ด้วยความที่เป็นผู้รอบรู้จึงได้ตำแหน่งขุนนางไป และได้เป็นกษัตริย์ต้นราชวงศ์ซึ่งเรียกว่า “กีจาโชซอน”


ที่มา : https://m.blog.naver.com/

เนื่องด้วยบันทึกทั้งสองฝั่งนั้นทำให้เกิดความสับสนในช่วงระยะเวลาไม่น้อย แต่ก็ยังมีเหตุการณ์สำคัญในสมัยโกโชซอนยุคปลายตรงกับยุคของราชวงศ์ฮั่นของจีน เกิดการก่อตั้งอาณาจักรแห่งใหม่ทางตอนใต้ของคาบสมุทรเกาหลี โดยประวัตศาสตร์ได้ถ่ายทอดเรื่องราวไว้ ว่ามีขุนพลจากจีน “เหว่ยมั่ง” จากแคว้นเอี๋ยนลี้ภัยมายังโกโชซอน ละเข้ารับใช้จุนผู้ปกครองโกโชซอนในขณะนั้น ได้รับคำสั่งให้ปกป้องดินแดนทางทิศตะวันตก แต่เหว่ยมั่งกับก่อการกบฏยึดอำนาจมาเป็นของตนและก่อตั้งราชวงศ์เหว่ยมั่งโชซอนขึ้น กษัตรย์จุนและทหารจำนวนหนึ่งได้หนีไปตั้งอาณาจักรใหม่ชื่อว่า “อาณาจักรฮัน” โดยพื้นที่นั้นคือเมืองอิกซานในจังหวัดจอลลาเกาหลีใต้ในปัจจุบัน

ในยุคของเหว่ยมั่งได้ขยายอำนาจอย่างกว้างขวางจนถึงในสมัยของหยูฉู่ เมืองจีนนั้นตรงกับยุคราชวงศ์ฮั่น กษัตริย์ “ฮั่นหวูตี้” ได้นำกองทัพเข้ามาโจมตีโกโชซอนจนสำเร็จ ในปี 108 ก่อนคริสตศักราชโกโชซอนจึงได้ตกเป็นเมืองขึ้นของจีนเป็นครั้งแรก ต่อมาอาณาจักรโชซอนโบราณนั้นได้ถูกแบ่งออกเป็น 4 แคว้นด้วยกัน ได้แก่ มณฑลนังนัง มณฑลชินบอน มณฑลอินดุล และมณฑลฮยอนโด แต่เน้นปกครองแค่ที่มณฑลนังนังเท่านั้น เพราะมีทรัพยากรที่อุดมสมบูรณที่สุด เวลาต่อมาพระเจ้าชอยรีได้ประกาศเอกราชจากราชวงศ์ฮั่นให้แก่มณฑลนังนัง แต่ก็ต้องล่มสลายลงจากการถูกโจมตีโดยโกคูรยอในปีคริสตศักราช 313 สามารถขับไล่จีนออกไปได้สำเร็จ เมื่อโกคูรยอได้ผนวกดินแดนนังนังเข้ากับโกคูรยอแล้วจึงก้าวเข้าสู่ยุคสามอาณาจักร หรือเรียกอีกอย่างว่ายุคสามก๊กนั่นเอง

ดังนั้นเมื่ออารยธรรมของจีนจึงเริ่มหลั่งไหลและเข้ามามีอิทธิพลต่อชาวเกาหลี ตั้งแต่ในสมัยราชวงศ์ฮั่นของจีน นี่เองที่ได้เริ่มรับเอาพระพุทธศาสนาอย่างจริงจัง พระพุทธศาสนาจากจีนได้เริ่มเข้ามาในดินแดนเกาหลีต้ังแต่นั้นมา อย่างไรก็ตามการบันทึกการสร้างบ้านแปงเมืองของชาวเกาหลีที่มีบันทึกอย่างจริงจังเกิดขึ้นเม่ือ 57 ปีก่อนคริสต์ศักราช

จากประวัติศาสตร์ทำให้เห็นว่ามีการเข้ามารุกรานพื้นที่โดยส่วนใหญ่จากเมืองจีน เป็นเหตุให้ต้องมาการเสียเอกราชในช่วงระยะเวลาหนึ่ง มีการเกิดอาณาจักรต่างๆ ขึ้นซึ่งยังไม่ได้รวมกันเป็นอาณาจักรเดียว อีกทั้งยังได้อิทธิพลในด้านการสร้างตัวอักษรไปจนถึงการนับถือศาสนาซึ่งในยุคนั้นเป็นการรุ่งเรืองของศาสนาพุทธในอาณาจักรเกาหลีเป็นอย่างมาก เมื่อมีตัวอักษรจึงมีบันทึกเรื่องราวไปจนถึงกฎหมายต่างๆ อีกด้วย อาณาจักรโกโชซอนเจริญไปจนเมื่อมีการเข้าโจมตีของโกคูรยอจึงทำให้อาณาจักรโบราณนั้นสิ้นสุดลง โกโชซอนนับเป็นอาณาจักรแรกของเกาหลีที่ได้ทิ้งเรื่องราวไว้ให้รุ่นหลังได้ศึกษากันต่อไป
     

อ้างอิง

วีระชัย โชคมุกดา. (2555). ประวัติศาสตร์เกาหลี แผ่นดินแห่งความแตกแยกจากอดีตถึงปัจจุบัน. กรุงเทพฯ : ยิปซี.

พระราชปริยัติมุนี (เทียบ สิริญาโณ/มาลัย), อรทัย มีแสง และเดชฤทธิ์ โอฐสู. (2561). พระพุทธศาสนาในสาธารณรัฐเกาหลี: ประวัติศาสตร์ พัฒนาการ ความสัมพันธ์ทางสังคมและสถานการณ์ปัจจุบัน. วารสารบัณฑิตศึกษาปริทรรศน์. 14(12). 2.

runlawan. ยุคโกโชซอน. สืบค้นเมื่อวันที่ 30 กันยายน 2561 จาก : https://kimchulbeer.wordpress.com/ประวัติศาสตร์/ยุคโกโชซอน/

ศูนย์วัฒนธรรมเกาหลี. ประวัติศาสตร์. สืบค้นเมื่อวันที่ 30 กันยายน 2561 จาก : http://thailand.korean-culture.org/th/about-kcc/korean-history.html

อาณาจักรโชซอนโบราณ "KOCHOSUN". สืบค้นเมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2561 จาก : https://www.dek-d.com/board/view/1476768/?fbclid=IwAR2Ebg0lUr0KVZ5ZZwp6A1s0U3nd5bYIR8XCjTTk6B3buOOJkFHZGE4vgbE
อ่านเพิ่มเติม »

ศาสนาโซโรอัสเตอร์ (Zoroastrianism) รากฐานแห่งศรัทธา

โดย อานนท์  รอยเวียงคำ

ในปัจจุบัน ศาสนาที่คนนับถือมากที่สุดในโลก ได้แก่  ศาสนาคริสต์ และศาสนาที่มีผู้ให้ความสนใจและมีผู้นับถือเพิ่มมากขึ้นอย่างรวดเร็ว ได้แก่ ศาสนาอิสลาม แน่นอนว่า ทั้งสองศาสนานับเป็นศาสนาที่สำคัญที่ยิ่งใหญ่ของโลก อย่างไรก็ตาม ยังมีศาสนาที่มีผู้นับถือเพียง 2 แสนคนทั่วโลก แต่กลับเป็นศาสนาที่มีผลต่อมนุษยชาติทั้งทางตรงและทางอ้อมอย่างลุ่มลึกกว้างขวางที่สุดตลอดระยะเวลา 2 พันปีที่ผ่านมา ซึ่งได้แก่ ศาสนา "โซโรอัสเตอร์"


รูปโซโรอัสเตอร์ 

ศาสนาโซโรอัสเตอร์เกิดขึ้นในช่วง 600-500ปี ก่อนคริสตศักราช  เป็นศาสนาที่เกิดขึ้นในอาณาจักรเปอร์เซียโบราณ ซึ่งในปัจจุบันคือ ประเทศอิหร่านโดยมีศาสดาชื่อ ซาราทุสตรา (Zarathustra) ซึ่งมีชื่อเรียกในภาษากรีกว่า โซโรอัสเตอร์ (Zoroaster)  ความเป็นมาของศาสนาโซโรอัสเตอร์เริ่มจากที่โซโรอัสเตอร์ได้รับประสบการณ์ทางจิต เริ่มค้นหาสัจธรรมบนโลก วิเคราะห์โลกและธรรมชาติๆ รวมถึงการที่เป็นคนมักชอบสังเกตเกี่ยวกับปรากฏการณ์ธรรมชาติต่างๆ ทำให้สังเกตุเห็นความเป็นไปของโลกทั้งสองด้าน อันได้แก่ กลางวันและกลางคืน ความมืดและความสว่าง หรือความดีและความชั่ว ไม่มีอำนาจใดเปลี่ยนความชั่วให้เป็นความดีได้ ดังความดีเปลี่ยนกลับเเป็นความชั่วไม่ได้ ดังนั้น การที่นักบวชหรือหมอผีที่อวดอ้างว่ามีอำนาจเหนือธรรมชาติย่อมเป็นไปไม่ได้ ทำให้โซโรอัสเตอร์ประกาศศาสนาเนื่องจากมีความมั่นใจและได้รับประสบการณ์จิต ที่เทพเจ้าแห่งความดีมอบหมายให้เปลี่ยนแปลงความชั่วเป็นความดี นับตั้งแต่ตอนนั้นก็ถือเป็นจุดเริ่มต้นขึ้นของศาสนาโซโรอัสเตอร์

ในสมัยที่อาณาจักรเปอร์เซียถูกปกครองด้วยกษัตริย์ วิศตาสปา (Vishtaspa) ซึ่งทรงนับถือศาสนาโซโรอัสเตอร์ และประกาศเป็นศาสนาประจำราชอาณาจักร นับเป็นจุดแสดงให้เห็นถึงการเติบโตของศาสนานี้เป็นอย่างมาก ดังนั้น ศาสนาโซโรอัสเตอร์ เป็นศาสนาที่มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งของชาวอิหร่านยุคก่อนที่จะหันมานับถือศาสนาอิสลาม โดยในปัจจุบันยังมีชาวอิหร่านที่นับถือศาสนาโซโรอัสเตอร์อยู่ และมีชาวปาร์ซีในประเทศอินเดียที่อพยพมาจากอิหร่าน เนื่องจากถูกคุกคามจากศาสนาอิสลามในช่วงอิสลามยึดอำนาจเปอร์เซีย ยังคงนับถือศาสนาโซโรอัสเตอร์อยู่ 

ที่สำคัญศาสนาโซโรอัสเตอร์ เป็นต้นแบบทัศนคติในเรื่องทวินิยมของโลก คือ เป็นเรื่องของความเชื่อของ 2 สรรพสิ่งที่คู่กัน ได้แก่ ความดีและความชั่ว และจุดหมายปลายทางของมนุษย์คือ มีความเชื่อชีวิตหลังความตายเรื่องการพิพากษาจากพระเจ้า ได้แก่ อหุระมาซดะ โดยผู้ทำดีจะได้ขึ้นสวรรค์ ผู้ทำชั่วจะตกนรก และ เป็นผู้ริเริ่มในการนำวิชาโหราศาสตร์ เวทย์มนต์มาสอน และเป็นศาสนาที่มีอิทธิพลต่อพัฒนาการของศาสนายูดาห์และการเกิดขึ้นของศาสนาคริสต์

ตามหลักคำสอนของศาสนาโซโรอัสเตอร์ คือ  โลกคือสมรภูมิแห่งสงครามอันศักดิ์สิทธิ์ของฝ่ายความดีและความชั่ว ซึ่งมีตัวแทนเป็นเทพเจ้า ได้แก่ ฝ่ายความดีมี เทพเจ้าอหุระมาซดา (Ahura Mazda) เป็นแม่ทัพ และฝ่ายความชั่ว มีพญามารอังคระไมนุย (Angra Mainyu ) เป็นแม่ทัพ อหุระมาซดา ทรงเป็นเทพเจ้าแห่งแสงสว่างหรือปัญญา และเป็นผู้สร้างสิ่งดีทั้งปวง ส่วนอังคระไมนุย เป็นมารในศาสนาโซโรอัสเตอร์มีลักษณะตรงข้ามกับ อหุระมาซดา คือ เป็นผู้สร้างสิ่งเลวร้ายทั้งปวง

แนวคิดการแบ่งฝั่งเทพ และ ฝั่งมาร ของศาสนาโซโรอัสเตอร์ มีอิทธิพลต่อแนวคิดทวินิยมแนวเทพเจ้ากับซาตานของศาสนายิว หรือศาสนายชูดาห์ รวมไปถึงศาสนาอื่นๆ ที่ต่อยอดจากศานายูดาห์อีกที โดยมีความเป็นไปได้ว่า อาจเกิดจากที่พระเจ้า ไซรัสมหาราช ( Cyrus the Great ) แห่งเปอร์เซีย ได้ยึดอำนาจกรุงบาบิโลนและปลดปล่อยผู้คนเชื้อชาติต่างๆ ที่เป็นเชลยศึกของกรุงบาบิโลนให้เป็นอิสระ ซึ่งชาวยิวก็เป็นหนึ่งในผู้ที่ถูกปลดปล่อย  จึงได้รับคติของศาสนาโซโรอัสเตอร์ เช่น การสู้รบระหว่างทพเจ้าแห่งแสงสว่าง(พระยาห์เวย์) และ เทพเจ้าแห่งความมืด (ซาตาน)


Ahura Mazda 
 

Angra Mainyu 
ที่มา : https://www.pinterest.com/

นอกจากนี้ยังมีคำกล่าวในคัมภีร์ยัสนะ 3 ว่า “ ในเบื้องต้นแห่งสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย ได้มีวิญญาณแห่ง อหุระมาซดา และ อังคระไมนุย ซึ่งแทนความดีและความชั่ว เทพทั้ง 2 นี้ ได้พบกันเพื่อสร้างชีวิตและศีลธรรมสากลโลกที่จะเกิดมีขึ้น พญามารได้ถูกสร้างขึ้นสำหรับคนชั่ว ส่วนอหุระมาซดา เพื่อคนที่บริสุทธิ์ที่มีศรัทธา คนชั่วย่อมเลือกวิญญาณฝ่ายชั่ว คนที่บริสุทธิ์และมีศรัทธาย่อมเลือกฝ่ายวิญญาณดี มนุษย์มีอิสระในการเลือกของตนเอง เขาอาจจะเลือกสิ่งดีหรือชั่ว และเขาก็จะต้องรับผิดชอบต่อการกระทำของเขา”

จากคำสอนดังกล่าวจะเห็นได้ว่า ศาสนาโซโรอัสเตอร์เน้นเจตจำนงเสรี หรือ Free will คือการเปิดโอกาสให้มนุษย์เลือกทำดีหรือทำชั่ว แต่ในที่สุดก็จะมี “วันพิพากษา” ที่ผู้ตายสามารถคืนชีพมาได้อีกครั้ง ซึ่งแนวคิดวันพิพากษาและการฟื้นคืนชีพ เป็นแนวคิดอีกแนวคิดหนึ่งที่มีอิทธิพลต่อศาสนายูดาห์ และศาสนาคริสต์ และที่สำคัญ ชีวิตหลังความตายถูกกำหนดขึ้นจากความสมดุลระหว่างความดีกับความชั่วที่ผู้นั้นได้กระทำขณะที่มีชีวิตอยู่ รวมทั้งการใช้วาจาและความคิด มีอยู่ 2 อย่างในการลบล้างความชั่วนั้นคือการ สารภาพบาป และไม่กลับมาทำอีก ซึ่งเหมือนกับพิธี Treasury of Merit ของศาสนาคริสต์

ศาสนาโซโรอัสเตอร์ยังมีอิทธิพลในทางอ้อมไปไกลถึงประเทศจีน เพราะมีความเกี่ยวพันกับลัทธิแมณี และพรรคเม้งก้าหรือพรรคจรัสที่เป็นที่รู้จักในนิยายกำลังภายในของจีน ซึ่งลัทธิแมณี ก่อตั้งโดยท่าน แมณี (Mani) ชาวกรุงบาบิโลน ซึ่งขณะนั้นเป็นเมืองขึ้นของเปอร์เซีย โดยผสมผสานลัทธิความเชื่อของศาสนาโซโรอัสเตอร์ ศาสนาพุทธ และศาสนาคริสต์ โดยเชื่อว่าคำสอนของศาสนาตนมีความสมบูรณ์มากกว่าคำสอนของ โซโรอัสเตอร์ พระพุทธเจ้า และ พระเยซู กล่าวคือ การนำเอาคำสอนศาสนาอื่นที่มองว่าศาสนาเหล่านั้นเป็นการนำร่องเท่านั้น มาทำให้คำสอนสมบูรณ์ยิ่งขึ้น

ลัทธิแมนีเริ่มเผยแผ่เมื่อท่านแมนีอายุ 27 ปี โดยเดินทางไปเอเชียกลาง อินเดีย และทางตะวันตกของจีน และจึงกลับเปอร์เซีย เมื่อกลับมาถึงบ้านเกิดเมืองนอนก็ถูกเบียดเบียนจากพระในศาสนาพื้นเมืองและถูกกษัตริย์บาหรัมที่ 1 ทรมานและถลกหนังจนตาย

ลัทธิแมณีได้เข้าสู่ประเทศจีนในช่วงราชวงศ์ถังโดยการติดต่อค้าขายระหว่างจีนกับเปอร์เซียบนเส้นทางสายไหม ซึ่งลัทธินี้มีชื่อภาษาจีน(แต้จิ๋ว) ว่า เม้งก้า แม้ลัทธิเม้งก้าจะมีแนวปฏิบัติที่ไม่เหมือนลัทธิแมณีอยู่บ้าง เช่น ไม่กินเหล้า กินอาหารมังสวิรัติ แต่หลักๆใหญ่ๆ เช่นเรื่องเทพเจ้าแห่งแสงสว่างและพญามารแห่งความมืดยังคงเหมือนกัน

ลัทธิเม้งก้าในจีนมีบทบาทสำคัญทางการเมือง เช่น รัชสมัยถังหวู่จงฮ่องเต้ ราชวงศ์ถัง ลัทธิเม้งก้าได้เป็นลัทธินอกกฎหมายเนื่องจากมีคำสอนเน้นหนักไปในทางต่อต้านชนชั้นปกครอง จึงทำให้ลัทธินี้แพร่หลายในหมู่คนที่ถูกกดขี่อย่างรวดเร็วในสมัยราชวงศ์ซ่ง และพยายามโค่นล้มราชสำนักนักหลายครั้งแต่ไม่สำเร็จ แต่พอถึงปลายราชวงศ์หยวน ก็มีกบฏโพกผ้าแดงซึ่งเป็นพลพรรคของลัทธิเม้งก้าและดอกบัวขาวได้โค่นล้มราชวงศ์หยวน และจูหยวนจางได้สถาปนาราชวงศ์หมิงขึ้น ซึ่งคำว่าหมิง มาจากต้าหมิง ซึ่งได้ตั้งชื่อตามลัทธิหมิงเจี๊ยว (ลัทธิเม้งก้าในภาษาจีนกลาง)


รูป ศาสดาแมณี 

จากบทความข้างต้น จะเห็นได้ว่า ระบบความเชื่อหรือศาสนาที่มีคนรู้จักน้อยมากในปัจจุบัน อย่างเช่น ศาสนาโซโรอัสเตอร์ อาจจะซุกซ่อนในความคิด แนวคิด คำสอน วิถีชีวิต และศิลปวัฒนธรรมในอารยธรรมต่างๆ อย่างแนบเนียน ซึ่งในโลกยุคโลกาภิวัตน์ในปัจจุบัน ที่เดินไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว หรือแม้กระทั่งการเปลี่ยนแปลงในอดีตย่อมทำให้เกิดวิวัฒนาการทางความเชื่อและศาสนา นั่นย่อมแสดงให้เห็นว่า บางสิ่งบางอย่างที่เราคิดเราทำอยู่ในวันนี้ บางทีอาจจะมีอิทธิพลในวันข้างหน้าก็เป็นได้


อ้างอิง

กรกิจ ดิษฐาน.( 2560). จูหยวนจางกับลัทธิเม้งก่า gypzyworld . สืบค้นเมื่อ วันที่ 27 กันยายน 2561,จาก:  http://www.gypzyworld.com/article/view/820

บัญชา ธนบุญสมบัติ.(2555).ท่องยานเวลาบุกฝ่าอารยธรรม. กรุงทพฯ : สำนักพิมพ์สารคดี
ประทีป สาวาโย.(2545). สิบเอ็ดศาสนาของโลก. กรุงทพฯ : สำนักพิมพ์โอเดียนสโตร์.

Beliefnet. (n.d.) .10 Things You Didn’t Know About Zoroastrianism. Retrieved September 27, 2018, from beliefnet  web site :  http://www.beliefnet.com/faiths/zoroastrianism/

Hammering Sheid. (2013). Zoroastrianism: Little Religion, Big Influence. Retrieved September 25, 2018, from hammeringshield web site  :  https://hammeringshield.wordpress.com/2013/09/01/

อ่านเพิ่มเติม »

ศาสนาดั้งเดิมของชาวนอร์ส (Norse)

โดย นภวรรณ ศรีผำน้อย

ชาวนอร์ส (Norse) หรือที่เรามักจะรู้จักกันดีในชื่อ ไวกิ้ง (Vikings) เมื่อเอ่ยถึงพวกเขาหลายๆ คนอาจคิดถึงภาพของคนเถื่อน โหดร้าย ที่ฆ่าคนด้วยขวาน ออกเดินเรือไปปล้นสะดมในหลายๆทวีป สู้รบอย่างโหดเหี้ยม ยอมตายในสนามรบมากกว่าที่จะต้องตายด้วยโรคภัยไข้เจ็บ แล้วอะไรคือแรงบันดาลใจให้พวกเขาต้องสู้ เดินเรือเป็นเวลายาวนานนั้นกัน เรามาทำความเข้าใจเกี่ยวกับพวกเขากันค่ะ

ในสมัยโบราณ นอร์ส (Norse) หรือ ไวกิ้ง (Viking)  เป็นพวกคนเหนือที่อาศัยอยู่ในสแกนดิเนเวีย คนเหล่านี้เป็นต้นตระกูลของชาวดัชท์ สวีดิช นอร์วีเจียน และไอซ์แลนด์ในปัจจุบัน ชนเผ่าไวกิ้งถือเป็นนักเดินเรือที่ชำนาญ กล้าที่จะนำเรือแล่นออกไปในมหาสมุทรแอตแลนติก เพื่อแสวงหาแหล่งทรัพยากรอื่นๆที่มีความอุดมสมบูรณ์มากกว่าถิ่นที่อยู่เดิมที่ใช้ชีวิตลำบากเนื่องจากฤดูหนาวที่แสนยาวนาน

นอกจากนี้แล้วชนเผ่านี้ยังเป็นนักรบที่มีความแข็งแกร่งอีกด้วย เนื่องจากชาวไวกิ้งต้องออกเดินทางล่องเรือและรบราฆ่าฟันกับอาณาจักรอื่นอยู่เป็นประจำ ชาวไวกิ้งจึงต้องมีสิ่งที่ช่วยยึดเหนี่ยวจิตใจ และคอยเป็นแรงบันดาลใจให้พวกเขาต้องต่อสู้ นั่นคือ ศาสนานั่นเอง

ศาสนาที่ปฏิบัติโดยชาวไวกิ้งนี้ คือ ศาสนาอาซาทรู (Asatru) พวกไวกิ้งเชื่อว่าถ้าพวกเขาตายในสนามรบพวกเขาอาจได้รับการคัดเลือกจากโอดินและเดินทางไปวัลฮัลลา (Valhalla) วัลฮัลลาเป็นห้องโถงใหญ่ตระหง่านอยู่ใน Asgard ซึ่งปกครองโดยโอดิน ในวัลฮัลลา (Valhalla) ผู้ตายร่วมกับฝูงคนที่เสียชีวิตในการสู้รบและวีรบุรุษและกษัตริย์นอร์สจะมีชีวิตที่สุขสบายที่นั่น จึงทำให้ชาวไวกิ้งนิยมที่จะนับถือศาสนาอาซาทรูนั่นเอง



ศาสนาอาซาทรู (Asatru)  หรือ โอดินนิสม์ (Odinism) เป็นศาสนาดั้งเดิมก่อนที่ศาสนาคริสต์จะเผยแพร่เข้ามา และทำให้ศาสนาอาซาทรูนี้ค่อยๆ ล่มสลาย ศาสนาอาซาทรูนั้นเป็นศาสนาที่นับถือเทพเจ้าได้หลายองค์ (พหุเทวนิยม) โดยมีเทพเจ้าสูงสุดคือ จอมเทพโอดิน (Odin)

จุดกำเนิดของศาสนาอาซาทรูนั้นตามตำนานของชาวนอร์สเชื่อว่าในสมัยปฐมกาลทุกหนแห่งล้วนว่างเปล่า (ทุ่งกินนุงกากัป (Ginnunggagap)) จนกระทั่งเวลาผ่านไป ก็บังเกิดเป็นทุ่งน้ำแข็งอันกว้างใหญ่มหึมาซึ่งขนาบด้วยดินแดนสองแห่งทางเหนือและใต้ โดยดินแดนทางเหนือเรียกว่า นีเฟลเฮล์ม เป็นดินแดนแห่งเมฆหมอกและความหนาวเย็น ส่วนดินแดนทางใต้นั้นเรียกว่า มูสเฟลเฮล์ม เป็นดินแดนที่เต็มไปด้วยเพลิงอันร้อนแรงที่เผาผลาญไปทั่ว เวลาผ่านไปมีเปลวไฟจากมูสเพล์เฮล์มตกลงกลางทุ่งน้ำแข็งและกลายเป็นแม่วัว ชื่อว่าโอดุมลา (Audhumla) ถือว่าเป็นสิ่งมีชีวิตแรกสุด

แม่วัวโอดุมลาเลียน้ำแข็งที่อยู่รอบๆตัว นานวันเข้าน้ำแข็งกลายเป็นยักษ์ชื่อ อีเมียร์ (Ymir) ยักษ์อีเมียร์อาศัยนมจากแม่วัวโอดุมลาเลี้ยงชีวิตผ่านไปนานเข้าเกล็ดน้ำแข็งที่เกาะรอบๆตัวอีเมียร์ก็แตกออก เป็นยักษ์รุ่นแรก เรียกกันว่า รีเม (Rime) ถือว่าเป็นต้นกำเนิดของยักษ์ ต่อมาแม่วัวโอดุมลาเลียน้ำแข็งอีกก้อนนึง ปรากฏว่าคราวนี้กลายเป็นเทพเจ้าองค์แรกอุบัติขึ้นชื่อว่า บูรี (Buri) บูรีมีรูปร่างงดงามและแข็งแรงซึ่งต่างจากพวกยักษ์รีเมที่มีร่างกายใหญ่โตน่าเกรงขาม

ต่อมาเทพบูรีมีโอรสชื่อว่า บอร์ (Bore) บอร์ได้สมสู่กับชื่อนางยักษ์เบสลา (Bestla) ก่อกำเนิด เป็นพฤกษาโลกภิภพมีชื่อว่า อิกก์ดราซิล (Yggdrasil) ซึ่งเป็นต้นไม้ที่ยึดโลกต่างๆทั้ง โลกเทพแอสการ์ด โลกมนุษย์มิดการ์ด โลกยักษ์อุตการ์ด และโลกต่างๆรวมแล้ว 9 โลกไว้ด้วยกัน เทพบอร์และนางยักษ์เบสลามีพระโอรส 3พระองค์ ได้แก่ โอดิน (Odin) โฮเนียร์ (Honir) และโลเทอร์ (Lother) และนี่ถือเป็นจุดกำเนิดของโอดิน เทพเจ้าที่ชนเผ่าไวกิ้งนับถือเป็นจำนวนมาก และเทพเจ้าโอดินนี้เป็นหนึ่งในเทพเจ้าของศาสนาอาซาทรูอีกด้วย


ที่มา : http://www.komkid.com/

ศาสนาอาซาทรูมีความเชื่อว่าทุกสิ่งในโลกล้วนไม่นิรันดร์ ไม่ว่าจะเป็นจักรวาล เทพเจ้าไม่เป็นอมตะ มนุษย์  ล้วนต้องแตกดับในวันมหาสงครามสิ้นโลก (Ragnarok)

ด้วยความเชื่อนี้ทำให้ชาวนอร์สเป็นพวกที่ยึดถือศักดิ์ศรีอย่างมาก เมื่อนับถือศาสนาที่เน้นสัจธรรมของความไม่จีรังยั่งยืน และการมุ่งมั่นกระทำในสิ่งที่ควรทำจนกว่าชีวิตจะหาไม่ อุดมคติของชาวนอร์สทั้งปวงจึงตั้งอยู่ที่การใช้ชีวิตอย่างคุ้มค่า การได้ออกไปผจญภัย ต่อสู้อย่างกล้าหาญ ปฏิบัติงานตามที่ได้รับมอบหมายหรือร้องขอ และถือสัจจะยิ่งกว่าสิ่งอื่นใด เพื่อจะได้ตายในสนามรบอย่างมีเกียรติ และคนรุ่นหลังนำเรื่องของตนไปเล่าสืบต่อกันในฐานะวีรชน

ชาวนอร์สยังเชื่ออีกว่า การตายอย่างมีเกียรติในการสงครามจะทำให้จอมเทพโอดินทรงพิจารณาคัดเลือกดวงวิญญาณของพวกเขาขึ้นสวรรค์ ไปสู่ดินแดนซึ่งผู้กล้าเท่านั้นที่จะได้ไป เรียกว่า วัลฮัลลา (Valhalla) เพื่อรวมกันเป็นกองกำลังที่จะทำการรบเคียงบ่าเคียงไหล่เหล่าเทพเจ้าในวันสิ้นโลก


จอมเทพโอดิน (Odin)
ที่มา : http://www.komkid.com/

ชีวิตในวัลฮัลลา คือสวรรค์ในอุดมคติของชาวนอร์ส  บาดแผลที่เกิดจากการต่อสู้จะมลายหายไปสิ้นเมื่อตะวันตกดิน และผู้ที่เพลี่ยงพล้ำจนถึงแก่ความตายจะกลับฟื้นคืนชีพอีกครั้ง ยามค่ำคืน จะมีการสังสรรค์ มีอาหารและสุราเลิศรสให้ดื่มกินอย่างไม่มีวันหมดสิ้น

อุดมคติเช่นนี้ เป็นแรงบันดาลใจที่ทำให้ชาวไวกิ้งแล่นเรือฝ่าคลื่นลม และความโหดร้ายของท้องทะเลที่ยากจะมีผู้ใดผ่านพ้น จนพิชิตบ้านเมืองต่างๆ ไม่มีผู้ใดต้านทานได้เป็นเวลายาวนานกว่า 300 ปี

ยุคเสื่อมของไวกิ้งคือการที่พวกเขาละทิ้งอุดมการณ์ และลัทธิศาสนาดั้งเดิมของพวกเขา เนื่องด้วยที่สาเหตุ คือ หลังจากสแกนดิเนเวียร์ถูกรวมเป็นปึกแผ่น  พระเจ้าฮารัล บลูทูธ  กษัตริย์แห่งเดนมาร์ก  ทรงรบแพ้พระเจ้าออตโตแห่งอาณาจักรโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ พระองค์ถูกบังคับให้เข้ารีตกลายเป็นกษัตริย์คริสเตียนพระองค์แรกของไวกิ้ง  เขาละทิ้งโอดินซึ่งเป็นเทพสูงสุดของชาวไวกิ้งไป และเพราะพระองค์ทรงมองเห็นข้อดีของศาสนา  ว่ามันสามารถเสริมสร้างอำนาจในการควบคุมอาณาจักรได้   และด้านชาวบ้านที่เข้ารีตตาม ก็ส่งผลให้พวกเขา ลดความเกรี้ยวกราด  และความโหดร้ายลง  มีเมตตาขึ้น จึงทำให้พวกเขาละทิ้งศาสนาดั้งเดิมของตนไป

สำหรับชาวนอร์สทั่วไปที่มิได้เป็นนักผจญภัยหรือนักแสวงโชค ก็มีความผูกพันกับเทพเจ้าในฐานะที่เป็นวิถีชีวิตอย่างหนึ่งเช่นกัน มีแม้กระทั่งการนับถือเทพประจำตระกูล ประจำสาขาอาชีพ และมีการประกอบพิธีกรรมในช่วงเวลาสำคัญของแต่ละปี โดยมีหลักเกณฑ์แน่นอนไม่แพ้ศาสนาเทวนิยมอื่นๆ

ท้ายที่สุดแล้ว ไม่ว่าสิ่งใดในโลกก็ล้วนไม่จีรังยั่งยืน ไม่มีสิ่งใดเป็นนิรันดร์ แม้แต่เทพเจ้าสูงสุดก็มิได้เป็นอมตะแต่อย่างใด ในการใช้ชีวิตของเรานั้น ควรที่ใช้ชีวิตอย่างคุ้มค่าที่สุด การได้ออกไปผจญภัย ต่อสู้อย่างกล้าหาญ ปฏิบัติงานตามที่ได้รับมอบหมายหรือร้องขอ และถือสัจจะยิ่งกว่าสิ่งอื่นใด ควรค่าแก่การทำให้เต็มที่ทุกอย่าง อย่างที่ศาสนาอาซาทรูได้สอนเป็นสัจธรรมให้แก่ชาวนอร์สทั้งหลาย

                       
อ้างอิง

Algiz Krafta. ศาสนาดั้งเดิมของชาวนอร์ส. สืบค้นเมื่อ 25 กันยายน 2561, จาก:
https://runesdivinator.blogspot.com/2015/11/blog-post_28.html

chaiji. ตำนานกำเนิดโลกของไวกิ้ง. สืบค้นเมื่อ 25 กันยายน 2561, จาก: http://www.komkid.com/ตำนาน/ตำนานเกิดโลกของไวกิ้ง/

ศาสนาอาซาทรู(Asatru). สืบค้นเมื่อ 25 กันยายน 2561, จาก: https://www.facebook.com/190776687723264/posts/สแกนดิเนเวียนในยุคของพวกนอร์สคนเถื่อน-ไวกิ้ง-มีตำนานเกี่ยวกบเทพปกรณัมอันมีเอกลัก/232231583577774/


อ่านเพิ่มเติม »

อาเรส (Ares) เทพแห่งสงคราม

โดย  ธีรยุทธ สมิตาสิน

อาเรส หรือ เเอรีส (Ares) หรือที่ชาวโรมันเรียกว่า มาร์ส (Mars) เป็นเทพเจ้าแห่งสงคราม นอกจากนี้ยังเป็นหนึ่งในสิบสองเทพแห่งโอลิมปัสด้วย โดยเป็นบุตรองค์หนึ่งของเทพซูส กับเทวีฮีรา อาเรสยังเป็นที่เกลียดชังของเทพ และมนุษย์ทั้งปวง เว้นแต่ชาวโรมัน ผู้มีนิสัยชอบการสงคราม


Ares Canope Villa Adrianar
ที่มา: https://www.tumnandd.com/

ประวัติของเทพอาเรสกล่าวไว้ว่า เทพอาเรสเป็นหนึ่งในโอรสระหว่างองค์เทพซูสกับเทวีฮีร่า และทรงเป็นโอรสที่ถูกพระบิดาตราหน้าว่า “เจ้าเป็นที่น่ารังเกียจ น่าชัง มากที่สุดในบรรดาลูกของข้าทั้งหมด เจ้าทั้งโหดร้าย และดื้อด้านเหมือนกับแม่เจ้าไม่ผิด!”  ซึ่งก็ถือว่าเป็นคำพูดที่ตรงกับอุปนิสัยใจคอของเทพอาเรสมากที่สุด

ความสามารถของเทพอาเรสคือ มีพละกำลังเหนือกว่ามนุษย์ปกติ ยิ่งหากเกิดสงครามจะทำให้อาเรสนั้นแข็งแกร่งขึ้น มีสัตว์ประจำตัวคือ เหยี่ยว และสุนัขมังกรไฟอาวุธของอาเรสนั้นส่วนใหญ่ที่ปรากฏในตำนานกรีกจะเป็นหอก แต่อาเรสสามารถใช้อาวุธทุกชนิดไม่ว่าจะเป็น ขวาน มีด ดาบ มาใช้ในการรบได้ทั้งสิ้น

นอกจากเทพอารีส จะมีนิสัยดังกล่าวแล้ว อาเรสยังเป็นเทพที่หุนหันพลันแล่น โมโหง่าย และรักในความรุนแรงเป็นอย่างมาก ซึ่งถือเป็นอุปนิสัยที่แตกต่างกับเทพีอะธีนาเป็นอย่างมาก แม้ว่าพระองค์จะเป็นเทวีแห่งสงครามเช่นกัน แต่เทพีอะธีนานั้นมีลักษณะนิสัยที่สุขุมนุ่มลึก ฉลาด และเต็มไปด้วยความกล้าหาญ ทำให้ได้รับการยกย่องจากมนุษย์และเทพทั้งปวง

ด้วยเหตุผลที่ว่ามานี้ จึงทำให้เทพอาเรสรู้สึกอิจฉาริษยาเป็นอย่างมาก และตัดพ้อว่า “เหตุใดฟ้าที่ส่งให้อาเรสมาเกิดแล้ว จึงต้องส่งเอะธีนามาเกิดด้วยเล่า” ทำให้เมื่อทั้งสองต้องพบกันทีไร ก็มักจะเกิดเหตุทะเลาะวิวาทกันเสียทุกครั้งไป



ตามตำนาน มีเหตุการณ์การทะเลาะกันที่สำคัญอยู่ครั้งหนึ่ง เกิดขึ้นเมื่อทั้งสองไปพบกันกลางทาง และเกิดมีปากเสียงกันอย่างเคย เทพอาเรสโกรธมาก จึงบันดาลโทสะขว้างจักรอันมีฤทธิ์แรงกล้าไม่ต่างกับอสนีบาตขององค์ซูสเทพ เข้าใส่อะธีนาแต่เจ้าแม่ก็หลบได้ทัน แล้วทรงทุ่มหินที่วางอยู่ข้างๆ ตอบกลับไป แต่พอดีว่าหินก้อนนั้นไม่ใช่หินธรรมดา กลับเป็นหินที่ตั้งไว้เพื่อบอกอาณาเขต  เมื่อหินนั้นกระทบถูกร่างของอาเรส ก็ทำให้อาเรสถึงกับล้มลง เทพีอะธีนาจึงได้กล่าวเยาะเย้ยเทพอาเรสด้วยว่า “เจ้าโง่! ศึกครั้งนี้ ก็น่าจะทำให้เจ้ารู้ได้แล้วใช่ไหมว่าพละกำลังของเรามีมากขนาดไหน คราวหน้าคราวหลังอย่าคิดจะมารบกวนเราอีกต่อไปเลย!”

การเป็นเทพแห่งสงครามตามปกติ จะต้องชนะการรบในทุกที่ แต่สำหรับเทพอาเรสแล้วกลับเป็นผลในทางตรงข้าม เพราะเขามักจะปราชัยเสียมากกว่า เพราะนอกจากจะพ่ายแพ้แก่เทวีอะธีนาแล้ว เทพอาเรสยังพ่ายแพ้ต่อมนุษย์อีกหลายคนด้วย เช่น เฮอร์คิวลิส ผู้ที่เคยสังหารโอรสของอาเรสมาแล้ว ส่วนในครั้งที่ผู้เป็นพ่อเข้าช่วยลูก ก็เกือบถูกต่อยตี จนเทพอาเรสต้องหลบหนีไปยังโอลิมปัสแทบไม่ทัน เมื่อเรื่องดังกล่าวถึงหูเทพซูส พระองค์ก็ตัดสินให้เลิกลากันไป เพราะ เฮอร์คิวลิสก็ถือเป็นโอรสของเทพซูสเช่นเดียวกัน เพียงแต่ว่าเขานั้นมีมารดาเป็นเพียงแค่มนุษย์สามัญเท่านั้น

เทพอาเรสเดินทางไปไหนต่อไหนได้โดยรถศึกเทียมม้าที่มีฝีเท้าจัด และมีแสงเกราะและแสงศาตราวุธของเธอเป็นอาวุธคู่กาย ที่คอยส่องแสงสว่างเจิดจ้าบาดตาบุคคลผู้พบเห็นเป็นอย่างมาก นอกจากนี้เทพอาเรสยังมีบริวารคู่ใจที่คอยตามติดอยู่ 2 คน ได้แก่ เดมอส (Deimos) ที่หมายความว่าความกลัว กับ โฟบอส (Phobos) ที่หมายความว่า น่าสยองขวัญ บางตำนานกล่าวว่าบริวารทั้งสองนี้ถือเป็นโอรสของเทพอาเรส ส่วนในเชิงดาราศาสตร์ หากตั้งชื่อดาวอังคารว่า มาร์ส ตามชื่อเทพแห่งสงครามแล้ว จึงมีการก็ตั้งชื่อดวงจันทร์ที่เป็นบริวารที่โคจรอยู่รอบดาวอังคารทั้งสองดวงว่า เดมอส กับ โฟบอส ตามไปด้วย

อาเรสก็มีตำนานด้านความรักเหมือนเทพองค์อื่นๆ เขาได้เร่ร่อนหารักไปเรื่อยๆในโอลิมปัส แต่ไม่ได้ยกย่องให้ใครเป็นชายา อย่างไรก็ตาม มีเรื่องราวความรักของอาเรสที่สำคัญอยู่ครั้งหนึ่ง เรื่องราวนี้เกิดขึ้นตอนที่ได้ลักลอบไปเป็นชู้กับเทวีแห่งความงามและความรัก ที่มีชื่อว่า อโฟรไดท์

การที่เทพอาเรสเป็นที่รังเกียดของเทพและมนุษย์ชาวกรีก พฤติการณ์ความรักการลอบเป็นชู้กับเทวีอโฟรไดท์ครั้งนี้ จึงเป็นที่ดูถูกดูแคลนและถูกกล่าวหาอย่างรุนแรงจากมวลเทพที่คิดจะจ้องจับผิดด้วย เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นก็เพราะความมืดในราตรีกาล หากยังไม่มีใครทราบเรื่องหรือจับผิดได้แบบคาหนังคาเขา พฤติการณ์ลักลอบเป็นชู้ของอาเรสและอโฟรไดท์ก็จะยังคงถูกเก็บเป็นความลับเรื่อยมา แต่เหตุเพราะเธอเกรงกลัวแสงสว่าง ซึ่งเปรียบได้กับนักสืบของเทพอพอลโล ถ้านักสืบผู้นี้แฉพฤติการณ์ความผิดของเธอให้เทพอพอลโลรับรู้ เทพอพอลโลก็คงจะนำเรื่องราวไปทูลบอกแก่เทพฮีฟีสทัสซึ่งเป็นสวามีของอโฟรไดท์อย่างแน่นอน เธอจึงได้จ้างยามหนุ่มน้อยไว้คนหนึ่ง เขามีนามว่า อเล็กไทรออน (Alectryon) เพื่อให้คอยปลุกเธอเมื่อตอนใกล้รุ่งนั่นเอง

แต่เมื่อครั้งที่ความแตก ก็เป็นเพราะอเล็กไทรออนเผลอหลับเพลินจนถึงรุ่งเช้า ทำให้เทพอพอลโลได้เห็นความจริงว่าอาเรสกับอโฟรไดท์ได้หลับอยู่ด้วยกัน เทพอพอลโลโกรธมาก จึงนำเรื่องนี้ไปบอกแก่เทพฮีฟีสทัส ฮีฟีสทัสจึงลงโทษทั้งสองโดยการนำร่างแหเหล็กที่เคยเตรียมสานไว้ก่อนหน้านี้  มาทอดครอบไปยังอาเรสกับอโฟรไดท์ แล้วให้เทพทั้งปวงมาร่วมกันดูแคลน และหัวเราะร่วนกันอย่างสนุกสนานครื้นเครง ก่อนจะปล่อยตัวทั้งสองไป

ฝ่ายอาเรสรู้สึกอัปยศอดสูกับการโดนประจานต่อหน้าธารกำนัลครั้งนี้ยิ่งนัก จึงสาปให้อเล็กไทรออนกลายเป็นไก่ เพื่อทำหน้าที่คอยขันปลุกคนในยามใกล้รุ่งทุกเช้า เพื่อเป็นการลงโทษที่เขาแอบหลับยามจนนำความพินาศมาสู่เทพอาเรสนั่นเอง ด้วยเหตุนี้จึงเชื่อกันว่า ไก่ตัวผู้ทุกตัวที่เกิดขึ้นบนโลก ได้รับการสืบสกุลมาจากไก่อเล็กไทรออนตัวนี้ทั้งสิ้น ส่วนเทวีอโฟร์ไดท์ ก็ได้ประสูติธิดาออกมาองค์หนึ่งมีชื่อว่า อาร์โมเนีย ซึ่งเกิดกับอาเรส ในเวลาต่อมา นางก็ได้เป็นราชินีแห่งนครธีบส์

ชาวกรีกมีความรู้สึกไม่ชัดเจนต่ออาเรส เนื่องจากเทพอาเรสเป็นสัญลักษณ์ของความพ่ายแพ้เช่นเดียวกับความสามารถในสงครามแม้พระองค์จะทรงมีความกล้าทางกายซึ่งจำเป็นต่อความสำเร็จในสงคราม แต่เป็นพลังที่อันตราย "ท่วมท้น ละโมบในการยุทธ์ ทำลายล้างและฆ่าคน" ความกลัว (โฟบอส) และความสยองขวัญ (ไดมอส) พระโอรส และความแตกสามัคคี (เอนีโอ) คนรักและพระกนิษฐภคินี เดินทางไปกับพระองค์ด้วยบนรถม้าศึกในมหากาพย์อีเลียด

ซูสพระบิดาตรัสแก่อาเรสว่า พระองค์ทรงเป็นเทพที่ซูสเกลียดที่สุด สถานที่หรือวัตถุที่สัมพันธ์กับอาเรสทำให้สถานที่หรือวัตถุนั้นมีคุณภาพโหดร้าย อันตรายหรือเกี่ยวกับทหาร คุณค่าของพระองค์ในฐานะเทพแห่งสงครามกลายเป็นที่กังขา เพราะในสงครามกรุงทรอย อาเรสทรงอยู่ข้างที่ปราชัย ขณะที่อะธีนา ซึ่งมักพรรณนาในศิลปะกรีกโดยถือชัยชนะ (ไนกี) อยู่ในพระหัตถ์ อยู่ฝ่ายกรีกผู้ชนะ

แต่อย่างไรก็ตามชาวโรมันนั้นได้นับถือเทพเจ้าอาเรสเป็นอย่างมาก เพราะชาวโรมันโปรดปรานในการรบถึงกับแต่งให้แอรีสเป็นบิดาของรอมิวลุส (Romulus) ผู้สร้างกรุงโรมเลยทีเดียว

อย่างไรก็ตามเราจึงได้เห็นว่าความรุนแรงหรือปัญหาไม่ใช่ทางออกของทุกสิ่ง ผู้คนย่อมเชิดชูในสิ่งที่ทำให้ตนเกิดประโยชน์มากที่สุด และหากตนเองนั้นมีความคิดที่ไม่ดีหรือกระทำสิ่งไม่ดีจะเห็นได้ว่าผลของการกระทำนั้นจะส่งผลกระทบต่อเราในแง่ที่ไม่ดีเช่นกันอย่างที่เหตุการที่ได้เกิดกับอาเรส


อ้างอิง  

ตำนานเทพ,เจ้ากรีกเทพาอาเรส (Ares) หรือ Mars แทพแห่งสงคราม. สืบค้นเมื่อ  29 กรกฎาคม พ.ศ.2561, จาก:  http://www.tumnandd.com/%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%9E%E0%B8%B2%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%AA-ares-%E0%B8%AB%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B8%AD-mars/

ศาสนาและความเชื่อ,อาเรส เเอรีส (Ares) มาร์ส (Mars) เทพเจ้าแห่งสงครามและอาวุธ. สืบค้นเมื่อ  29 กรกฎาคม พ.ศ.2561, จาก: http://variety.phuketindex.com/faith/%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%AA-ares-%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%8C%E0%B8%AA-mars-2907.html

วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี, เเอรีส. สืบค้นเมื่อ  29 กรกฎาคม พ.ศ.2561, จาก: https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%81%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%AA

อ่านเพิ่มเติม »