แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สแกนดิเนเวียร์ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สแกนดิเนเวียร์ แสดงบทความทั้งหมด

ศาสนาดั้งเดิมของชาวนอร์ส (Norse)

โดย นภวรรณ ศรีผำน้อย

ชาวนอร์ส (Norse) หรือที่เรามักจะรู้จักกันดีในชื่อ ไวกิ้ง (Vikings) เมื่อเอ่ยถึงพวกเขาหลายๆ คนอาจคิดถึงภาพของคนเถื่อน โหดร้าย ที่ฆ่าคนด้วยขวาน ออกเดินเรือไปปล้นสะดมในหลายๆทวีป สู้รบอย่างโหดเหี้ยม ยอมตายในสนามรบมากกว่าที่จะต้องตายด้วยโรคภัยไข้เจ็บ แล้วอะไรคือแรงบันดาลใจให้พวกเขาต้องสู้ เดินเรือเป็นเวลายาวนานนั้นกัน เรามาทำความเข้าใจเกี่ยวกับพวกเขากันค่ะ

ในสมัยโบราณ นอร์ส (Norse) หรือ ไวกิ้ง (Viking)  เป็นพวกคนเหนือที่อาศัยอยู่ในสแกนดิเนเวีย คนเหล่านี้เป็นต้นตระกูลของชาวดัชท์ สวีดิช นอร์วีเจียน และไอซ์แลนด์ในปัจจุบัน ชนเผ่าไวกิ้งถือเป็นนักเดินเรือที่ชำนาญ กล้าที่จะนำเรือแล่นออกไปในมหาสมุทรแอตแลนติก เพื่อแสวงหาแหล่งทรัพยากรอื่นๆที่มีความอุดมสมบูรณ์มากกว่าถิ่นที่อยู่เดิมที่ใช้ชีวิตลำบากเนื่องจากฤดูหนาวที่แสนยาวนาน

นอกจากนี้แล้วชนเผ่านี้ยังเป็นนักรบที่มีความแข็งแกร่งอีกด้วย เนื่องจากชาวไวกิ้งต้องออกเดินทางล่องเรือและรบราฆ่าฟันกับอาณาจักรอื่นอยู่เป็นประจำ ชาวไวกิ้งจึงต้องมีสิ่งที่ช่วยยึดเหนี่ยวจิตใจ และคอยเป็นแรงบันดาลใจให้พวกเขาต้องต่อสู้ นั่นคือ ศาสนานั่นเอง

ศาสนาที่ปฏิบัติโดยชาวไวกิ้งนี้ คือ ศาสนาอาซาทรู (Asatru) พวกไวกิ้งเชื่อว่าถ้าพวกเขาตายในสนามรบพวกเขาอาจได้รับการคัดเลือกจากโอดินและเดินทางไปวัลฮัลลา (Valhalla) วัลฮัลลาเป็นห้องโถงใหญ่ตระหง่านอยู่ใน Asgard ซึ่งปกครองโดยโอดิน ในวัลฮัลลา (Valhalla) ผู้ตายร่วมกับฝูงคนที่เสียชีวิตในการสู้รบและวีรบุรุษและกษัตริย์นอร์สจะมีชีวิตที่สุขสบายที่นั่น จึงทำให้ชาวไวกิ้งนิยมที่จะนับถือศาสนาอาซาทรูนั่นเอง



ศาสนาอาซาทรู (Asatru)  หรือ โอดินนิสม์ (Odinism) เป็นศาสนาดั้งเดิมก่อนที่ศาสนาคริสต์จะเผยแพร่เข้ามา และทำให้ศาสนาอาซาทรูนี้ค่อยๆ ล่มสลาย ศาสนาอาซาทรูนั้นเป็นศาสนาที่นับถือเทพเจ้าได้หลายองค์ (พหุเทวนิยม) โดยมีเทพเจ้าสูงสุดคือ จอมเทพโอดิน (Odin)

จุดกำเนิดของศาสนาอาซาทรูนั้นตามตำนานของชาวนอร์สเชื่อว่าในสมัยปฐมกาลทุกหนแห่งล้วนว่างเปล่า (ทุ่งกินนุงกากัป (Ginnunggagap)) จนกระทั่งเวลาผ่านไป ก็บังเกิดเป็นทุ่งน้ำแข็งอันกว้างใหญ่มหึมาซึ่งขนาบด้วยดินแดนสองแห่งทางเหนือและใต้ โดยดินแดนทางเหนือเรียกว่า นีเฟลเฮล์ม เป็นดินแดนแห่งเมฆหมอกและความหนาวเย็น ส่วนดินแดนทางใต้นั้นเรียกว่า มูสเฟลเฮล์ม เป็นดินแดนที่เต็มไปด้วยเพลิงอันร้อนแรงที่เผาผลาญไปทั่ว เวลาผ่านไปมีเปลวไฟจากมูสเพล์เฮล์มตกลงกลางทุ่งน้ำแข็งและกลายเป็นแม่วัว ชื่อว่าโอดุมลา (Audhumla) ถือว่าเป็นสิ่งมีชีวิตแรกสุด

แม่วัวโอดุมลาเลียน้ำแข็งที่อยู่รอบๆตัว นานวันเข้าน้ำแข็งกลายเป็นยักษ์ชื่อ อีเมียร์ (Ymir) ยักษ์อีเมียร์อาศัยนมจากแม่วัวโอดุมลาเลี้ยงชีวิตผ่านไปนานเข้าเกล็ดน้ำแข็งที่เกาะรอบๆตัวอีเมียร์ก็แตกออก เป็นยักษ์รุ่นแรก เรียกกันว่า รีเม (Rime) ถือว่าเป็นต้นกำเนิดของยักษ์ ต่อมาแม่วัวโอดุมลาเลียน้ำแข็งอีกก้อนนึง ปรากฏว่าคราวนี้กลายเป็นเทพเจ้าองค์แรกอุบัติขึ้นชื่อว่า บูรี (Buri) บูรีมีรูปร่างงดงามและแข็งแรงซึ่งต่างจากพวกยักษ์รีเมที่มีร่างกายใหญ่โตน่าเกรงขาม

ต่อมาเทพบูรีมีโอรสชื่อว่า บอร์ (Bore) บอร์ได้สมสู่กับชื่อนางยักษ์เบสลา (Bestla) ก่อกำเนิด เป็นพฤกษาโลกภิภพมีชื่อว่า อิกก์ดราซิล (Yggdrasil) ซึ่งเป็นต้นไม้ที่ยึดโลกต่างๆทั้ง โลกเทพแอสการ์ด โลกมนุษย์มิดการ์ด โลกยักษ์อุตการ์ด และโลกต่างๆรวมแล้ว 9 โลกไว้ด้วยกัน เทพบอร์และนางยักษ์เบสลามีพระโอรส 3พระองค์ ได้แก่ โอดิน (Odin) โฮเนียร์ (Honir) และโลเทอร์ (Lother) และนี่ถือเป็นจุดกำเนิดของโอดิน เทพเจ้าที่ชนเผ่าไวกิ้งนับถือเป็นจำนวนมาก และเทพเจ้าโอดินนี้เป็นหนึ่งในเทพเจ้าของศาสนาอาซาทรูอีกด้วย


ที่มา : http://www.komkid.com/

ศาสนาอาซาทรูมีความเชื่อว่าทุกสิ่งในโลกล้วนไม่นิรันดร์ ไม่ว่าจะเป็นจักรวาล เทพเจ้าไม่เป็นอมตะ มนุษย์  ล้วนต้องแตกดับในวันมหาสงครามสิ้นโลก (Ragnarok)

ด้วยความเชื่อนี้ทำให้ชาวนอร์สเป็นพวกที่ยึดถือศักดิ์ศรีอย่างมาก เมื่อนับถือศาสนาที่เน้นสัจธรรมของความไม่จีรังยั่งยืน และการมุ่งมั่นกระทำในสิ่งที่ควรทำจนกว่าชีวิตจะหาไม่ อุดมคติของชาวนอร์สทั้งปวงจึงตั้งอยู่ที่การใช้ชีวิตอย่างคุ้มค่า การได้ออกไปผจญภัย ต่อสู้อย่างกล้าหาญ ปฏิบัติงานตามที่ได้รับมอบหมายหรือร้องขอ และถือสัจจะยิ่งกว่าสิ่งอื่นใด เพื่อจะได้ตายในสนามรบอย่างมีเกียรติ และคนรุ่นหลังนำเรื่องของตนไปเล่าสืบต่อกันในฐานะวีรชน

ชาวนอร์สยังเชื่ออีกว่า การตายอย่างมีเกียรติในการสงครามจะทำให้จอมเทพโอดินทรงพิจารณาคัดเลือกดวงวิญญาณของพวกเขาขึ้นสวรรค์ ไปสู่ดินแดนซึ่งผู้กล้าเท่านั้นที่จะได้ไป เรียกว่า วัลฮัลลา (Valhalla) เพื่อรวมกันเป็นกองกำลังที่จะทำการรบเคียงบ่าเคียงไหล่เหล่าเทพเจ้าในวันสิ้นโลก


จอมเทพโอดิน (Odin)
ที่มา : http://www.komkid.com/

ชีวิตในวัลฮัลลา คือสวรรค์ในอุดมคติของชาวนอร์ส  บาดแผลที่เกิดจากการต่อสู้จะมลายหายไปสิ้นเมื่อตะวันตกดิน และผู้ที่เพลี่ยงพล้ำจนถึงแก่ความตายจะกลับฟื้นคืนชีพอีกครั้ง ยามค่ำคืน จะมีการสังสรรค์ มีอาหารและสุราเลิศรสให้ดื่มกินอย่างไม่มีวันหมดสิ้น

อุดมคติเช่นนี้ เป็นแรงบันดาลใจที่ทำให้ชาวไวกิ้งแล่นเรือฝ่าคลื่นลม และความโหดร้ายของท้องทะเลที่ยากจะมีผู้ใดผ่านพ้น จนพิชิตบ้านเมืองต่างๆ ไม่มีผู้ใดต้านทานได้เป็นเวลายาวนานกว่า 300 ปี

ยุคเสื่อมของไวกิ้งคือการที่พวกเขาละทิ้งอุดมการณ์ และลัทธิศาสนาดั้งเดิมของพวกเขา เนื่องด้วยที่สาเหตุ คือ หลังจากสแกนดิเนเวียร์ถูกรวมเป็นปึกแผ่น  พระเจ้าฮารัล บลูทูธ  กษัตริย์แห่งเดนมาร์ก  ทรงรบแพ้พระเจ้าออตโตแห่งอาณาจักรโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ พระองค์ถูกบังคับให้เข้ารีตกลายเป็นกษัตริย์คริสเตียนพระองค์แรกของไวกิ้ง  เขาละทิ้งโอดินซึ่งเป็นเทพสูงสุดของชาวไวกิ้งไป และเพราะพระองค์ทรงมองเห็นข้อดีของศาสนา  ว่ามันสามารถเสริมสร้างอำนาจในการควบคุมอาณาจักรได้   และด้านชาวบ้านที่เข้ารีตตาม ก็ส่งผลให้พวกเขา ลดความเกรี้ยวกราด  และความโหดร้ายลง  มีเมตตาขึ้น จึงทำให้พวกเขาละทิ้งศาสนาดั้งเดิมของตนไป

สำหรับชาวนอร์สทั่วไปที่มิได้เป็นนักผจญภัยหรือนักแสวงโชค ก็มีความผูกพันกับเทพเจ้าในฐานะที่เป็นวิถีชีวิตอย่างหนึ่งเช่นกัน มีแม้กระทั่งการนับถือเทพประจำตระกูล ประจำสาขาอาชีพ และมีการประกอบพิธีกรรมในช่วงเวลาสำคัญของแต่ละปี โดยมีหลักเกณฑ์แน่นอนไม่แพ้ศาสนาเทวนิยมอื่นๆ

ท้ายที่สุดแล้ว ไม่ว่าสิ่งใดในโลกก็ล้วนไม่จีรังยั่งยืน ไม่มีสิ่งใดเป็นนิรันดร์ แม้แต่เทพเจ้าสูงสุดก็มิได้เป็นอมตะแต่อย่างใด ในการใช้ชีวิตของเรานั้น ควรที่ใช้ชีวิตอย่างคุ้มค่าที่สุด การได้ออกไปผจญภัย ต่อสู้อย่างกล้าหาญ ปฏิบัติงานตามที่ได้รับมอบหมายหรือร้องขอ และถือสัจจะยิ่งกว่าสิ่งอื่นใด ควรค่าแก่การทำให้เต็มที่ทุกอย่าง อย่างที่ศาสนาอาซาทรูได้สอนเป็นสัจธรรมให้แก่ชาวนอร์สทั้งหลาย

                       
อ้างอิง

Algiz Krafta. ศาสนาดั้งเดิมของชาวนอร์ส. สืบค้นเมื่อ 25 กันยายน 2561, จาก:
https://runesdivinator.blogspot.com/2015/11/blog-post_28.html

chaiji. ตำนานกำเนิดโลกของไวกิ้ง. สืบค้นเมื่อ 25 กันยายน 2561, จาก: http://www.komkid.com/ตำนาน/ตำนานเกิดโลกของไวกิ้ง/

ศาสนาอาซาทรู(Asatru). สืบค้นเมื่อ 25 กันยายน 2561, จาก: https://www.facebook.com/190776687723264/posts/สแกนดิเนเวียนในยุคของพวกนอร์สคนเถื่อน-ไวกิ้ง-มีตำนานเกี่ยวกบเทพปกรณัมอันมีเอกลัก/232231583577774/


อ่านเพิ่มเติม »

ศิลาจารึกเคนซิงตัน (Kensington Rune Stone)

โดย ธมลวรรณ  จงดี

ปริศนาที่น้อยคนนักที่จะได้ยินเกี่ยวกับศิลาจารึกเคนซิงตัน  (Kensington Rune Stone)  ที่เจอในเมืองเคนซิงตัน  รัฐมินนิโซตา  สหรัฐอเมริกา  สิ่งที่น่าสงสัยคือ  เหตุใดการสลักแบบอักษรรูน  (Runic writing)  ของชาวนอร์สโบราณ  (แถบสแกนดิเนเวีย)  จึงได้ไปเจอที่สหรัฐอเมริกา  ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ห่างไกลกันมาก  จากแถบยุโรปที่มีผู้คนใช้อักษรนี้  มีข้อสันนิษฐานประการหนึ่งว่าชาวยุโรปได้เดินทางเข้ามาแผ่นดินอเมริกาก่อนโคลัมบัส ทำให้เกิดการศึกษามากมายสำหรับศิลาจารึกนี้  และเป็นการศึกษาที่ท้าทายสำหรับพวกเราที่เคยเรียนตามหนังสือประวัติศาสตร์ว่ากลุ่มของโคลัมบัสค้นพบทวีปอเมริกาเป็นกลุ่มแรก


ภาพ  Kensington Rune Stone
ที่มา  :  https://www.kensingtonrunestone.us/

ใครเป็นผู้ค้นพบ?

ศิลาจารึกเคนซิงตัน  (Kensington Runstone)  ถูกค้นพบเมื่อปี  ค.ศ. 1898  โดยชาวสวนชาวสวีเดน  ชื่อว่า  โอลอฟ  โอแมน  (Olof Ohman)  ขณะที่เขากำลังปรับแต่งดินเพื่อทำฟาร์ม  ที่เมืองเคนซิงตัน  รัฐมินนิโซตา  (Kensington, Minnesota)  ซึ่งบางคนสันนิษฐานว่าลูกชายของเขาที่ชื่อ  เอ็ดเวิร์ด  โอแมน  (Edward Ohman)  เป็นผู้ที่ไปพบ  บ้างก็ว่าโอลอฟทำขึ้นมาเอง  แต่ต่อมาความจริงก็ถูกเปิดเผยคือโอลอฟไม่ได้ทำขึ้นมาเอง จากการรายงานของ สกอท โวลเทอร์ (Scott Wolter) และ เชอร์รี่ เวกลาห์น (Sherry Veglahn)  จากบริษัทอเมริกัน เอนจิเนียริ่ง เทสติ้ง (American Engineering Testing, Inc.) โดยใช้กล้องจุลทรรศน์สำหรับตรวจสอบแร่ประกอบหิน แต่ก็ยังไม่มั่นใจว่าใครเป็นผู้ไปพบ  สิ่งที่แน่นอนคือ  ศิลาจารึกนี้ถูกค้นพบจากใต้ดิน 


ภาพ  Olof Ohman ผู้ค้นพบศิลาจารึกอักษรรูน?
ที่มา  :  http://kahsoc.org/ohman.htm

ลักษณะของศิลาจารึกเมื่อถูกค้นพบเป็นอย่างไร?

Kensington Rune Stone ถูกค้นพบในลักษณะที่คว่ำหน้าตรงด้านที่ถูกเขียนไว้ และถูกพันโดยรากต้นแอซป์  (aspen tree)  ที่มีอายุราวๆ  กว่า  30  ปี  ศิลาจารึกมีความสูง  30  นิ้ว  กว้าง  16  นิ้ว  หนา  6  นิ้ว  ศิลานี้ถูกจารึกโดยใช้อักษรรูน  (Runic Writing ในภาษาพื้นเมืองแถบสแกนดิเนเวียเรียกฟูทาร์ก (futhark หรือ fuþark) ซึ่งหมายถึงตัวอักษร ข้อความ หรือจารึก ในภาษาเยอรมันเก่า หมายถึง ประหลาดหรือความลับ ทำให้เชื่อว่าอักษรนี้มีความเกี่ยวข้องกับเวทมนตร์ ทฤษฎีเกี่ยวกับจุดกำเนิดของอักษรรูน ได้แก่ อักษรนี้ถูกออกแบบโดยอิสระ ไม่ขึ้นกับอักษรอื่น การเขียนเริ่มขึ้นในยุโรปใต้และถูกนำไปทางเหนือโดยเผ่าเยอรมัน เป็นแบบให้อักษรละตินและอักษรอีทรัสคันในเวลาต่อมา) 


ภาพวาดเหตุการณ์จำลองเมื่อศิลาจารึกถูกค้นพบ

การศึกษาศิลาจารึก  Kensington Rune Stone?

ศิลาจารึกนี้ถูกแปลโดย  ดร.  ริชาร์ด  นีลเซน  (Dr. Richard Neilsen)  การจารึกโดยใช้อักษรรูน  (Runic) ซึ่งเป็นของชาวนอร์สโบราณ  (แถบสแกนดิเนเวีย)  และเป็นการเขียนที่ไม่ปะติดปะต่อกัน รวมทั้งพบว่ามีการเขียนอยู่สองช่วงจึงเขียนเสร็จ  เนื้อหากล่าวถึงการเดินทางและการผจญภัยของผู้สลัก  เป็นข้อความสั้นๆ  ที่ต้องมีการหาความหมาย

ต่อมา  Faram Research Foundation  ก็ได้ถอดรหัสออกมา  รวมถึงสังเกตตำแหน่งของหินสลักจนได้รู้จุดที่เรียกว่า  Inspiration Peak  (จุดที่สูงที่สุดของ  The Leaf Mountains  หรือ  The Leaf Hills Moraines  และของ  Otter Tail County  รัฐมินนิโซตา  สหรัฐอเมริกา)  เขาได้ทำการวัดต่อมาจากข้อมูลที่ถอดรหัสได้  จนทำให้เราได้รู้อาณาเขตของอเมริกาเหนือ


ภาพแสดงถึงจุด  Inspiration  Peak  และประเทศสหรัฐอเมริกา  บน  Google  map  และตัวเลขที่ได้จากการถอดรหัส


ภาพแสดงถึงการคำนวณพื้นที่ของประเทศสหรัฐอเมริกาจากการถอดรหัสตัวเลข
โดยมีจุด  Inspiration  peak  เป็นจุดหลัก


ภาพแสดงถึงจุดของสถานที่สำคัญบนโลกจากจากการถอดรหัสตัวเลข
โดยมีจุด  Inspiration  peak  เป็นจุดหลัก 

เปรียบเทียบเวลาของการสร้างสถานที่สำคัญบนโลกและเชื่อมโยงความสัมพันธ์จากจากการถอดรหัสตัวเลขโดยมีจุด  Inspiration  peak  เป็นจุดหลักจาก  Kensington  Rune  Stone

1. สโตนเฮนจ์  (Stonehenge), UK  3100  ปีก่อนคริสต์ศักราช
2. Monte Alban Pyramid, Oaxaca Mexico  500  ปีก่อนคริสต์ศักราช
3. Pigeon Point Geoglyph, Minnesota USA  ค.ศ. 1200 
4. Manchester, Ohio Geoglyph USA  ค.ศ. 1300
5. Geoglyph near 23rd Street NW, Washington DC USA    ค.ศ. 1400
6. Point du Raz Geoglyphs, Bretagne, France    ค.ศ. 1400
7. Malabo Island Geoglyphs, Equatorial New Guinea, West Africa    ค.ศ. 1400
8. Cape of Good Hope Geoglyphs, South Tip of Africa   ค.ศ. 1400
9. Atanacio Geoglyphs, Mexico   ค.ศ. 1400
10. Newport Tower, Newport, RI USA   ค.ศ. 1473
11. Kensington  Rune  Stone  ค.ศ. 1362 - 1492

ปัจจุบัน  Kensington  Rune  Stone  ถูกนำไปไว้ในพิพิธภัณฑ์รูนสโตน  (Runestone  Museum)  ณ เมืองอเล็กซานเดรีย  รัฐมินนิโซตา  สหรัฐอเมริกา

จากการศึกษาศิลาจารึกนี้ทำให้เห็นถึงความซับซ้อนของคนโบราณที่สามารถคิดค้นปริศนาที่ยากจะเข้าใจต่อคนทั่วไปได้  อย่างไรก็ตาม  ปัจจุบันนี้เรายอมรับว่าศิลาจารึกนี้มีไว้เพื่อกำหนดอาณาเขตของประเทศสหรัฐอเมริกา  รวมถึงมีความสัมพันธ์กับสถานที่สำคัญบนโลกอย่างน่าเหลือเชื่ออีกด้วย


อ้างอิง  

 Faram, A. (2017). The Kensington Runestone "An Ancient Mystery Solved". The Faram Foundation Website. Retrieved  September  18,2018, from : http://www.thekensingtonrunestone.com/

Kensington Rune stone. KRS.us Website. Retrieved  September  18,2018, from : https://www.kensingtonrunestone.us/

McCulloch, J. Huston. (2002). The Kensington Runestone. College of Arts and Sciences, The Ohio State University Website.  Retrieved  September  18,2018, from : http://www.econ.ohio-state.edu/jhm/arch/kens/kens.htm

Runes. Wikipedia, the free encyclopedia Website. Retrieved  September  18,2018, from : https://en.wikipedia.org/wiki/Runes

Runestone. Runestone  Museum Website. Retrieved  September  18,2018, from : https://www.runestonemuseum.org/runestone

อ่านเพิ่มเติม »

ไวกิง (Viking)

โดย ทวีโชค พรมขันตี

ไวกิง หมายถึงชนเผ่านักรบ นักการค้าและนักตั้งถิ่นฐานจากนอร์เวย์ สวีเดนและเดนมาร์ก ซึ่งได้บุกรบชนะ ยึดครองและตั้งอาณานิคมอาณาเขตในส่วนใหญ่ของอังกฤษ นอร์มังดี รัสเซียเมื่อระหว่างประมาณ พ.ศ. 1200 - พ.ศ. 1590 นอกจากนี้ยังบุกจู่โจมสเปน โมร็อกโกและอิตาลี มีการติดต่อการค้ากับจักรวรรดิไบแซนไทน์ เปอร์เชียและอินเดีย ชาวไวกิงยังได้ค้นพบและยึดครองไอซ์แลนด์และกรีนแลนด์และเดินเรือไปถึงชายทวีปอเมริกาเหนืออีกด้วย

อ่านเพิ่มเติม »