แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ อารยธรรมตะวันตก แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ อารยธรรมตะวันตก แสดงบทความทั้งหมด

ดูลาฮาน (Dullahan) ยมทูตแห่งความตาย

โดย    ณัฏฐณิชา ประจวบกลาง

ตำนานต่างๆ มีที่มาที่ไป มาจากเรื่องเล่าบ้าง เรื่องจริงที่ถูกบิดเบือนบ้าง เฉกเช่นตำนานของ ดูลาฮาน (Dullahan) อัศวินไร้หัว หรือยมทูตแห่งความตาย ตามตำนานของชาวไอริส ซึ่งได้กล่าวไว้ว่า ดูลาฮานในชุดสีดำ ไม่มีหัว ใช้มือซ้ายบังคับม้าเทียม โดยมีม้าไม่มีหัวคอยลากรถม้าที่ทำจากกระดูกคนตาย ส่วนหัวนั้นถูกมือข้างขวาหิ้วเอาไว้ หรืออีกลักษณะหนึ่งก็คือ เป็นร่างไร้หัวขี่ม้าสีดำตัวใหญ่ เช่นเดียวกันมือซ้ายจับบังเหียน ส่วนมือขวาก็หิ้วหัวของตัวเอง ว่ากันว่า ดูลาฮาน นั้นเป็นเหมือนลางบอกเหตุของความตาย ซึ่งถ้าดูลาฮานไปที่บ้านใครแล้ว บ้านนั้นจะต้องมีคนตาย แต่คนตายในที่นี้หมายถึง หมดอายุขัยจริงๆ ไม่ได้ไปฆ่าคนแต่อย่างใด ส่วนการเดินทางไปรับวิญญาณนั้น เค้าก็จะควบม้าภายในความมืด โดยมีหัวที่ส่องแสงสีเขียวเป็นเหมือนกับตะเกียงยามค่ำคืน ดวงตาก็กลอกกลับไปมา ราวกับมองหาทุกสิ่งที่อยู่ละแวกนั้น


ภาพ  Dullahan 
ที่มา : https://www.cmxseed.com/

ต้นกำเนิดของดูลาฮาน ปรากฏบนตำนานพื้นเมืองของชาวไอริสหลายเรื่อง แต่เรื่องที่เป็นที่รู้จักกันมากที่สุดมาจากตำนานของเคลติก คือ เรื่อง  Sir Gavain and the Green Knight ซึ่งในเนื้องเรื่องได้กล่าวไว้ว่า อัศวินมรกตได้ทำการท้าเซอร์กาเวน หนึ่งในอัศวินโต๊ะกลมให้ต่อสู้กัน ด้วยเงื่อนไขที่ว่าใครก็ตามที่ตายในครั้งนี้ จะถือว่าเป็นการตายเอง ไม่มีผู้ใดสังหาร ด้วยกฎ “a year andone day” ซึ่งถ้าพ่ายแพ้จะหมายถึงการสูญเกียรติแห่งนักรบ แต่เซอร์กาเวนก็ยังรับคำท้านี้  เซอร์กาเวนรับขวานมาจากอัศวินมรกตและต่อสู้กัน ใช้เวลาไม่นาน เขาก็ฟันหัวอัศวินมรกตขาดในฉับเดียว! ด้วยเหตุนี้ เพื่อเป็นการรักษาสัญญาที่ว่าผู้แพ้ จะต้องตายด้วยกฎ “a year and one day” อัศวินมรกตจึงก้มลง หิ้วหัวตนเอง และควบทยานม้าออกไป เพื่อไม่ให้ใครรู้ว่าตนสิ้นใจด้วยคมดาบแห่งเซอร์กาเวน ทางด้านเซอร์กาเวนก็ถึงกับทึ่งในสัจจะของอัศวินมรกต จึงเล่าเรื่องของอัศวินมรกตให้กษัตริย์อาเธอร์ฟัง พอกษัตริย์อาเธอร์ได้ฟังจึงเล่าเรื่องนี้ต่อๆ ไป เพื่อยกย่องเซอร์กาเวนในความเก่งกาจและความซื่อสัตย์ของอัศวินมรกต


ภาพอัศวินเขียวจากตำนาน Sir Gavain and the Green Knight

อีกเรื่องเล่าหนึ่งของชาวเคลต์ ที่กล่าวถึงต้นกำเนิดของ ดูลาฮาน  เป็นเรื่องเล่าเก่าแก่ที่กล่าวถึง “ครอบ คับห์” (Crom Dubh) เทพแห่งความอุดมสมบูรณ์ การผสมพันธุ์ เทพผู้สร้าง เทพแห่งความมืด และอีกหลายๆ ชื่อที่เรียกขานเทพองค์นี้ ซึ่ง ครอบ ดีับห์ เป็นเทพที่ผู้คนให้การนับถือมากมายในแถบไอร์แลนด์ โดยเฉพาเหล่ากษัตริย์ เช่น คิงไทเคอร์มาส (King Tighermas) ในแต่ละปี คิงไทเคอร์มาสจะทำพิธีบูชายัญเพื่อให้ ครอม ดับห์ พอใจและมอบความอุดมสมบูรณ์แก่บ้านเมือง การบูชายัญนี้ดำเนินมาตลอดจนกระทั่ง ศตวรรษที่ 6 ชาวคริสต์เข้ามาที่ไอร์แลนด์ และยกเลิกการบูชายัญเพราะถือว่าเป็นสิ่งผิดมนุษยธรรม ทุกคนเชื่อและยกเลิกการบูชายัญตั้งแต่ปีนั้นเป็นต้นมา

จากวันนั้นหลายปีต่อมาเหตุการณ์ดูเหมือนจะปกติ ทว่า ครอม ดับห์ กลับเริ่มไม่พอใจที่พวกมนุษย์หยุดการสักการะตน ทั้งยังทำท่าที่ว่าจะหลงลืม ดรอม ดับห์ จึงเนรมิตตนให้อยู่ในร่างมนุษย์ไร้ศีรษะเพื่อเตือนมนุษย์ให้ตระหนักถึงความตาย และพร้อมจะลงไปเยื่ยมให้มนุษย์ได้เห็น ทำให้ ดรอม ดับห์ ตัดสินใจหิ้วศีรษะของตนเอง แล้วควบม้าทะยานไปหาเหล่ามนุษย์ พร้อมกับเรียกขานชื่อของตนใหม่ว่า “ดูลาฮาน ” ซึ่งจะมอบความตายให้ทุกๆ ที่ที่ตนไปเยือน โดยเมื่อดูลาฮาน หยุดพักม้าที่หมู่บ้านใด ดูลาฮานจะเข้าไปในหมู่บ้านนั้นและทำสัญลักษณ์ซึ่งไม่มีวันลบได้ให้แก่บุคคลนั้น และหากในครั้งต่อมา ดูลาฮานหยุดพักม้าที่หมู่บ้านนั้นอีก คนที่ดูลาฮานทำสัญลักษณ์เอาไว้จะต้องสังเวยชีวิตให้แก่ดูลาฮาน

ดูลลาฮานในความเชื่อของชาวไอริสก็คือยมทูตไร้หัวซึ่งถ้าหากโดนทำสัญลักษณ์ หรือได้เห็นดูลาฮานก็จะพบเจอกับความตาย เชื่อกันว่าเขามักจะกลับมาล่าวิญญาณมนุษย์ในช่วงเดือนสิงหาคม หรือ วันฮัลโลวีน (Halloween Day) ซึ่งดูลาฮานจะควบม้าไปตามทางและเมื่อหยุดที่บ้านใคร แล้วนำเลือดสดๆ สาดใส่คนๆ นั้น คนๆ นั้นจะมีอันเป็นไป หรือดูลาฮานจะเข้าไปในบ้านนั้นแล้วทำสัญลักษณ์บนใบหน้าคนๆ นั้นด้วยเลือดสดๆ เพื่อเป็นสัญลักษณ์ว่า ครั้งต่อไป จะได้มาเอาชีวิตได้ไม่ผิดคน แต่มีวิธีป้องกันตนเองจาก ดูลาฮานก็คือ การพกทองคำบริสุทธิ์ติดตัวไว้ ดูลาฮานผู้เก่งกาจพ่ายแพ้เพียงอยางเดียวคือ ทองคำบริสุทธิ์

โดยในปัจจุบันยังมีการบูชาคลอม ดับห์ในประเทศสวิตเซอร์เเลนด์และไอร์แลนด์อยู่ ในวันฮัลโลวีนชาวไอร์แลนด์และสวิตเซอร์เเลนด์ จะพากันพกเหรียญทองคำติดตัวและวางแจ็คโอเเลนเทิร์ล (Jack O Lantern)ไว้หน้าบ้านเพื่อป้องกันภูติผีปีศาจ


อ้างอิง

BeelzeBufo. ( 2554) .  ดูลาฮาน. Dek-D.สืบค้นเมื่อ 10 กุมภาพันธ์ 2563, จาก : https://my.dek-d.com/0012/writer/viewlongc.php?id=446421&chapter=220

blogspot.com.(2559). ตำนานและเรื่อลึกลับสากล ดูลาฮาน (Dullahan). สืบค้นเมื่อ 10 กุมภาพันธ์ 2563, จาก : http://ghostnamping.blogspot.com/2016/12/blog-post.html

Prayad.  (2557).อิงเรื่องจริงสารคดี. thaipoem. สืบค้นเมื่อ 10 กุมภาพันธ์ 2563, จาก : http://www.thaipoem.com/เรื่องสั้น-นิยาย/อิงเรื่องจริง-สารคดี/44063

Prayad.  2557.  อิงเรื่องจริงสารคดี. thaipoem.สืบค้นเมื่อ 10 กุมภาพันธ์ 2563, จาก :  http://www.thaipoem.com/เรื่องสั้น-นิยาย/อิงเรื่องจริง-สารคดี/44064

อ่านเพิ่มเติม »

อพอลโล (Apollo) เทพแห่งดวงอาทิตย์

โดย ชญานิน ลีลาศ

สมัยโบราณมนุษย์ยังไม่ทราบถึงปรากฏการณ์ทางธรรมชาติต่าง ๆ เช่น พายุฝนฟ้าคะนอง น้ำท่วม หรือแผ่นดินไหว เป็นต้น ปรากฏการณ์เหล่านี้ทำให้เกิดความกลัว และสร้างความเดือดร้อนเป็นอย่างมาก จึงมีความเชื่อเกี่ยวกับเรื่องราวของเหล่าเทพเจ้าเกิดขึ้น เพื่อเป็นสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจของตน โดยเชื่อว่าเทพเจ้าควรได้รับการสักการะบูชา และเทพเจ้าจะเฝ้ามอง ปกป้อง และคอยช่วยเหลือพวกตน อีกทั้งยังคอยลงโทษผู้ที่พระพฤติตนไม่ดีอีกด้วย ชาวกรีกโบราณก็คิดเช่นกัน อีกทั้งพวกเขายังมีความเชื่อในของเรื่องเทพเจ้าเป็นอย่างมากเช่น การเกษตร การทำศึกสงคราม การแพทย์ หรือการดนตรี เป็นต้น ไม่ว่าสิ่งใดก็ล้วนเกี่ยวข้องกับเรื่องราวของเหล่าเทพเจ้าทั้งสิ้น


Apollo Belvedere

เทพอพอลโลเป็น 1 ใน 12 มหาเทพแห่งโอลิมปัส บุตรของซุส มหาเทพแห่งท้องฟ้าและนางเลโต
โดยอพอลโลเป็นเทพแห่งดวงอาทิตย์ แสงสว่าง การดนตรี สัจจะ และการแพทย์อีกด้วย อพอลโลถือได้ว่าเป็นเทพเจ้าหนุ่มรูปงาม มีน้องสาวฝาแฝดคือ เทพีอาร์เทมีส (โรมันคือไดอาน่า) ซึ่งเป็นเทพีแห่งดวงจันทร์และการล่าสัตว์อีกด้วย

เดิมสุริยเทพของกรีกคือ ฮีลิออส บุตรของไฮเพอร์เรียน ซึ่งเป็นเทพไทแทน เมื่อเหล่าเทพไทแทนสิ้นอำนาจ และเหล่าเทพเจ้าขึ้นปกครองแทน ชาวกรีกจึงหันมานับถือเทพอพอลโลแทนฮีลิออส

เมื่อนางเลโตมารดาของอพอลโลตั้งครรภ์ นางถูกทำร้ายโดยเทพีเฮร่า เหตุเพราะนางเป็นที่ต้องตาต้องใจของเทพซุส ทำให้นางเลโตต้องอุ้มครรถ์หนีงูไพธอน งูยักษ์ของเทพีเฮร่าที่ส่งมาทำร้ายนางและด้วยคำกล่าวของเทพีเฮร่าที่ว่า ห้ามทุกพื้นที่บนแผ่นดินนี้ให้พี่พักแก่เลโตในการคลอดบุตร ทำให้นางต้องเร่ร่อนไปมาเพื่อหนีงูไพธอน ทั้งยังไม่สามารถหาที่พักพิงในการคลอดบุตรได้ เมื่อนางเลโตได้เดินทางไปถึงเกาะดีลอส เทพโพไซดอนเกิดความสงสารจึงบันดาลให้เกิดเกาะน้องผุดขึ้นในทะเล ซึ่งไม่ได้อยู่ในพื้นที่คำกล่าวของเทพีเฮร่า นางเลโตจึงสามารถให้กำเนิดบุตรได้ เป็นคู่แฝดชายหญิงคือ เทพอพอลโลและเทพีอาร์เทมีสนั่นเอง

เมื่ออพอลโลถือกำเนิดได้ไม่นาน อพอลโลก็ได้ทำการฆ่างูไพธอน เพราะเหตุนี้บางครั้งเทพอพอลโลก็ถูกเรียกว่า ไพธูส แปลว่า ผู้ประหารไพธอน นอกจากนี้อพอลโลยังมีชื่อเรียกอื่น ๆ อีกมากมาย เช่น ชื่อตามสถาณที่เกิดว่า ดีเลียน หรือฟีบัส ที่แปลว่า แสงสว่าง โดยฟีบัสมักใช้รวมกันกับชื่อของเทพอพอลโล รวมเป็น ฟีบัส อพอลโล

อพอลโลเป็นเทพผู้เก่งกาจ และได้ทำการสังหารศัตรูและสัตว์ดุร้ายต่าง ๆ มากมาย เช่น งูยักษ์ไพธอน ,ยักษ์อโลอาดีและอีฟิอัลทิส ผู้สืบเชื้อสายจากราชวงศ์ไทแทน ที่หวังจะฟื้นคืนราชวงศ์ไทแทนกลับมา ก็ล้วนถูกจัดการด้วยฝีมือของเทพอพอลโลทั้งสิ้น

นอกจากสังหารเหล่าศัตรูและสัตว์ดุร้ายแล้ว เทพอพอลโลยังถือเป็นนักขับกล่อมดนตรีให้แก่เหล่าเทพโอลิมปัสอีกด้วย เทพอพอลโลมักจะถือพิณด้วยมือข้างหนึ่ง และอีกข้างหนึ่งถือคันธนู ซึ่งธนูของเทพอพอลโลนั้นสามารถยิงได้ไกลและแม่นยำเป็นอย่างมาก ทำให้ได้รับสมญานามว่า เทพแห่งธนู อีกทั้งอพอลโลยังเป็นเทพผู้ถ่ายทอดวิชาศิลป์ให้แก่เหล่ามนุษย์

เทพอพอลโลชื่นชอบการเล่นเล่นพิณเป็นอย่างมาก โดยอพอลได้รับพิณมาจากเฮอร์เมสเทพแห่งการสื่อสาร การเดินทาง และหัวขโมย สาเหตุมาจากเฮอร์เมสได้ทำการขโมยวัวของเทพอพอลโลไปซ่อน ทำให้อพอลโลโกรธเป็นอย่างมาก แต่เฮอร์เมสไถ่โทษด้วยการประดิษฐ์พิณชิ้นแรกของโลกให้แก่อพอลโล พิณนี้มีเสียงบรรเลงที่ไพเราะและถูกใจอพอลโลเป็นอย่างมาก จึงยอมคืนดีกับเฮอร์เมสเพื่อแลกกับพิณ

อพอลโลเป็นเทพหนุ่มที่มีรูปโฉมงดงามที่สุด เรียกได้ว่าเป็นตัวแทนของเพศชายชาวกรีกที่งดงามที่สุดเลยก็ว่าได้ โดยอพอลโลได้มีความรักมายมากไม่แพ้ซุสพ่อของตน ไม่ว่าจะทั้งเทพ เทพี มนุษย์ชายหรือหญิง อีกทั้งยังมีบุตรธิดาไม่น้อยกับความสัมพันธ์เหล่านี้

ตำนานของอพอลโลและสนมนางโคโรนิส ธิดาแห่งฟลีจีอัส ราชาแห่งเธสซาลี ในขณะที่นางตั้งครรภ์นางได้เล่นชู้กับชายนามว่าอิสคีส ซึ่งอพอลโลได้ให้อีกา (บางตำนานกล่าวว่าเป็นนกดุเหว่า) เฝ้านางเอาไว้ เมื่ออีกามาบอกข่าว อพอลโลโกรธเป็นอย่างมาก จึงได้ทำการสาปอีกาจากสีขาวเป็นสีดำ และทำการฆ่าโคโรนิส อีกทั้งยังเอาทารกออกมาก่อนเผาศพของนาง นั่นคือเอสคิวเลปิอัส โดยนำเขาไปให้ไครอน ซึ่งเป็นเซนทอร์ที่เชี่ยวชาญในเรื่องวิชาต่าง ๆ เลี้ยงดู

เอสคิวเลปิอัสเป็นคนฉลาด อีกทั้งยังเก่งเรื่องของการเยียวยารักษาโรคต่าง ๆ ไม่มีโรคใดที่เขารักษาไม่ได้ ทั้งยังสามารถทำให้คนตายกลับมามีชีวิตได้อีกครั้ง ชื่อเสียงของเขาแพร่กระจายไปอย่างกว้างใหญ่ไพศาล ฮาเดสเทพเจ้าแห่งความตายและใต้พิภพจึงได้ปรึกษาซุสว่า การฟื้นคืนชีพผู้คนของคิวเลปิอัสจะทำให้โลกรวน และมีผลกระทบกับจัดการเหล่าวิญญาณคนตาย ซุสได้ฟังดังนั้นจึงทำการฆ่าคิวเลปิอัส ด้วยสายฟ้าอาวุธของตน และได้ทำการเปลี่ยนคิวเลปิอัสเป็นกลุ่มดาว เมื่ออพอลโลรู้ถึงการตายของคิวเลปิอัสเขาโกรธเป็นอย่างมาก แต่เพราะไม่สามารถทำอะไรซุส ผู้เป็นพ่อได้ จึงทำการยิงธนูฆ่ายักษ์ไซคลอปส์ที่ประดิษฐ์สายฟ้าของซุสแทน ซุสได้ลงโทษอพอลโลด้วยการเนรเทศให้มาอยู่โลกมนุษย์และเป็นทาสรับใช้มนุษย์เป็นเวลา1ปี



ตำนานความรักของอพอลโลที่เป็นที่น่าจดจำอีกตำนานหนึ่งคือ เรื่องราวความรักของอพอลโลและนิมพ์ดาฟนี (นิมพ์คือสตรีที่เป็นตัวแทนสิ่งต่าง ๆ ในธรรมชาติ) เล่ากันว่าดาฟนีเป็นธิดาของเพอนีอัส เทพแห่งแม่น้ำ อพอลโลเมื่อได้เนนางก็ตกหลุมรักแต่แรกพบ อพอลโลได้เดินไปหาดาฟนีแต่นางหันมาพบเขาก่อน ดาฟนีรู้ทันจึงได้หนีอพอลโลขึ้นไปบนภูเขา อพอลโลได้ไล่ตามนางไปอย่างไม่ลดละ เมื่อเขาจวนจะขว้าตัวนาง ดาฟนีได้องขอให้เพอนีอัสพ่อของนางช่วย เพอนีอัสรับรู้คำขอของนางด้วยญาณ จึงได้ทำการเสกนางให้กลายเป็นต้นลอเรล เปลือกไม้เริ่มงอกปกคลุมผิวกาย แขนและมือกลายเป็นกิ่งและใบ นิ้วเท้ากลายเป็นราก ดวงหน้าอันงดงามของดาฟนีถูกฝังไว้กับยอดไม้ ทันทีที่อพอลโลคว้านาง เขาก็สัมผัสได้ถึงเปลือกไม้ นางกลายเป็นต้นไม้ไปต่อหน้าต่อตา เมื่อความรักของเขาไม่สมหวัง อพอลโลจึงได้ทำการรับต้นลอเรลเป็นต้นไม้ประจำตัวและเป็นสัญลักษณ์ของตน อีกทั้งมงกุฏลอเรลยังเป็นสัญลัษณ์แห่งชัยชนะอีกด้วย

อพอลโลรักไฮยาซินธัส เจ้าชายจากลาเคไดโมเนีย แต่เซฟีรัส เทพแห่งลมตะวันตกเกิดความอิจฉา ในขณะที่อพอลโลและไฮยาซินทัสเล่นขว้างจักรกัน เซฟีรัสจึงให้ให้จักรของอพอลโลไปโดนศรีษะของไฮยาซินทัสจนเสียชีวิต อพอลโลเสียใจมากจึงเปลี่ยนให้ไฮยาซินทัสเป็นดอกไม้ หรือดอกไฮยาซิน

อพอลโลเป็น1ใน 12 เทพแห่งโอลิมปัส โดยเป็นบุตรชายของมหาเทพซุส เทพแห่งท้องฟ้า และนางเลโต อพอลโลเป็นเทพแห่งดวงอาทิตย์ แสงสว่าง การดนตรี สัจจะ และการแพทย์ โดยทั่วไป รูปปั้นอะพอลโล จะถือเครื่องดนตรีคล้ายพิณและมีลูกบอลทองคำ ที่เป็นสัญลักษณ์ของดวงอาทิตย์ ปัจจุบัน อพอลโลเป็นชื่อที่ถูกอ้างอิงบ่อย ๆ ในทางที่เกี่ยวกับแสงสว่างหรือความสำเร็จ เช่น เป็นชื่อปฏิบัติการ ทางอวกาศ ของนาซาที่เรียกว่า โครงการอพอลโล เป็นต้น


อ้างอิง

12 เทวสภาเเห่งยอดเขาโอลิมปัส. (2557). อพอลโล (Apollo). สืบค้นเมื่อ 6 มกราคม 2562. จาก:  https://sites.google.com/site/12thewsphaehengyxdkheaxolimpas/12-the-wsph-aeheng-yxd-khea-xo-limpas/4-x-phxllo-apollo

ตำนานดีๆ. (2558). เทพอพอลโล (Apollo) แทพแห่งดวงอาทิตย์. สืบค้นเมื่อ 6 มกราคม 2562. จาก: https://www.tumnandd.com/

ADMIN. (2553). อพอลโล (Apollo) เทพแห่งแสงสว่าง หรือ เทพแห่งดวงอาทิตย์. สืบค้นเมื่อ 6 มกราคม 2562. จาก: http://variety.phuketindex.com/faith/

สำนักงานบริหาร สภากาชาดไทย. (2563)..เทพเจ้ากรีก. สืบค้นเมื่อ 13 เมษายน 2563. จาก: https://adminis.redcross.or.th/

ADMIN. (2562).ตำนานอพอลโล (Apollo) เทพแห่งแสงอาทิตย์ และดวงอาทิตย์ ตอนที่ 2. สืบค้นเมื่อ 13 เมยายน 2562. จาก: https://trvsdjam.com/2019/10/05/

อ่านเพิ่มเติม »

รัฐในอุดมคติของเพลโต

โดย วชิระ ศรีรัตนพาณิชย์

บนโลกของเราทุกอย่างมีที่มาที่ไปกันทั้งนั้น กฎหมายก็เช่นกัน โดยเฉพาะกฎหมายมหาชนซึ่งถือเป็นกฎหมายที่มีมายาวนาน กว่าจะได้รับอนุญาตให้นำมาใช้ได้ต้องมีการคิดแล้วคิดอีก คิดไตร่ตรองหลายรอบว่าดีแล้วหรือยัง จึงสามารถนำมาประกาศใช้ได้ ดังนั้นกฎหมายจึงยากที่จะเข้าใจ การที่จะเข้าใจถึงความหมายของกฎหมายได้นั้น จึงมีความจำเป็นที่จะต้องเรียนรู้ถึงความเป็นมา ซึ่งในบทความรัฐในอุดมคติของเพลโตที่จะกล่าวต่อไปนี้ จะเป็นการอธิบายเกี่ยวกับแนวคิดของเขาที่มีต่อรัฐและระบบการปกครอง ซึ่งแนวคิดของเขานั้น ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการนำหลักกฎหมายมาใช้ในยุคอารยธรรมกรีก

กรีกในสมัยโบราณเป็นยุคที่แนวคิดเกี่ยวกับกฎหมายได้ถือกำเนิดขึ้น การปกครองของกรีกนั้นจะเป็นรูปแบบของการปกครองแบบนครรัฐ เช่น นครรัฐเอเธนส์ นครรัฐสปาร์ตา ในแต่ละนครรัฐมีรูปแบบการปกครองที่แตกต่างกันออกไป และเปลี่ยนรูปแบบไปเรื่อยๆ ตามกาลเวลา เริ่มต้นจากการที่ปกครองโดยกษัตริย์องค์เดียว ถัดมาเป็นการปกครองโดยอภิสิทธิ์ชน ต่อมาเป็นการปกครองในรูปของเผด็จการ และไปสู่การปกครองในรูปแบบประชาธิปไตย

การปกครองในรูปแบบที่หลากหลายของกรีก ทำให้เห็นความแตกต่างของแนวคิดทางการปกครอง ซึ่งส่งผลให้นักปราชญ์ในยุคนี้มีหน่อความคิดเกี่ยวกับแนวคิดทางกฎหมาย และหน่อความคิดนั้นก็ได้พัฒนาการจนกลายเป็นรากฐานและต้นกำเนิดของกฎหมาย ยุคอารยธรรมกรีกนั้นกฎหมายจะถูกเขียนในรูปของปรัชญามากกว่าในรูปของกฎหมาย ผู้ก่อตั้งแนวคิดเกี่ยวกับกฎหมายก็คือเหล่านักคิดนักปราชญ์ทั้งหลาย และหนึ่งในนั้นที่วางรากฐานเกี่ยวกับ “หลักนิติรัฐ” มีชื่อว่า เพลโต ลูกศิษย์ของโสเครติส


Plato

เพลโต (Plato) เป็นนักอุดมคติในยุคอารยธรรมกรีก หนังสือที่ได้รับการกล่าวถึงอย่างมากของเขา คือ Republic, Statesman และ Laws ทั้งสามเล่มเป็นแนวคิดทางการเมือง ซึ่งเขาได้ถ่ายทอดแนวคิดผ่านบทสนทนาของตัวละครที่อยู่ในหนังสือ

หนังสือเล่มแรก คือ The Republic เป็นหนังสือเกี่ยวกับแนวคิดของรัฐในอุดมคติ เป็นรัฐที่ผู้ปกครองจะต้องมีปัญญา มีความรู้ รู้จักว่าสิ่งไหนดีสิ่งไหนไม่ดี มีความสามารถในการชักชวนผู้คนให้ทำความดี ดังนั้น ผู้ที่ปกครองรัฐในอุดมคตินั้นจะต้องเป็นคนที่มีคุณธรรม มีศีลธรรมอันดี เพลโตเรียกมันว่า “ราชาปราชญ์” และผู้ปกครองจะต้องไม่มีครอบครัวและทรัพย์สิน เพื่อที่จะได้ตั้งตนในการทำสิ่งต่างๆ ให้แก่รัฐอย่างเต็มที่ ดังนั้นรัฐในอุดมคติของเพลโต จึงเป็นรัฐที่ไม่จำเป็นต้องมีกฎหมายใดๆ ทั้งสิ้น ใช้เพียงแค่ปัญญาและความสามารถของราชาปราชญ์ก็เพียงพอ ในด้านของการปกครองนั้น เขาได้กล่าวว่าการปกครองแบบประชาธิปไตยเป็นระบบการปกครองที่แย่ การปกครองที่ดีที่สุดคือ การปกครองแบบราชาธิปไตย เป็นการปกครองที่มีกษัตริย์ที่เป็นนักปราชญ์และมีคุณธรรมเป็นผู้ครองรัฐ


The Republic

หนังสือเล่มที่สอง คือ The Statesman ในหนังสือเล่มนี้ เพลโตกล่าวว่าระบบการปกครองแบบราชาธิปไตย ในหนังสือเรื่อง The Republic นั้นเป็นไปได้ยากมาก จึงเปลี่ยนแนวคิดจากระบบราชาธิปไตยมาเป็นแบบประชาธิปไตยแทน ในหนังสือเล่มนี้ เขาได้เปลี่ยนความคิดที่ว่าการปกครองแบบประชาธิปไตยที่เขาเคยมองว่ามันแย่นั้น แท้จริงแล้วมันเป็นระบบการปกครองที่เหมาะสมในการปกครองรัฐ


The Statesman
ที่มา: https://www.amazon.com/

หนังสือเล่มที่สาม คือ The Laws ในหนังสือเล่มนี้ แนวคิดของระบบการปกครองแบบราชาธิปไตย และประชาธิปไตย ของเพลโตในหนังสือเล่มแรก และเล่มที่สองนั้น มันเป็นระบบที่แย่ทั้งคู่ กล่าวคือ ระบบการปกครองแบบราชาธิปไตย อำนาจจะอยู่ที่กษัตริย์เพียงคนเดียว ถ้ากษัตริย์ไร้คุณธรรม จรรยา ประชาชนก็จะเดือดร้อน ในขณะที่ระบบการปกครองแบบประชาธิปไตยนั้น เป็นระบบการปกครองที่มอบสิทธิและมอบอำนาจให้แก่ประชาชน ซึ่งประชาชนอาจจะใช้สิทธ์นั้นในทางที่ผิด เนื่องจากมีความรู้น้อย ดังนั้นในหนังสือเล่มที่สาม The Laws เขาจึงเสนอการปกครองรูปแบบใหม่ คือการเอาทั้งระบบการปกครองแบบราชาธิปไตย และประชาธิปไตย มาผสมกัน ดังนั้น จึงมีการสร้างหลักกฎหมายขึ้นมา ทั้งกษัตริย์และประชาชนจะต้องอยู่ภายใต้กฎหมาย ทุกคนจะต้องเคารพและปฏิบัติตาม หลักกฎหมายที่เขานำมาใช้ เรียกว่า “หลักนิติรัฐ”


The Laws
ที่มา: https://www.amazon.com/

หนังสือทั้งสามเล่มของเพลโต ได้แสดงให้เห็นถึงพัฒนาการทางแนวคิดของตัวเขาเองเกี่ยวกับรัฐในอุดมคติ ที่มีความแตกต่างกันออกไปในแต่ละช่วงชีวิต ซึ่งแนวคิดเหล่านั้นได้รับมาจากการตกผลึกทางความคิดของเขาเอง ในปัจจุบัน มีหลายประเทศที่นำแนวคิดของเพลโตไปปรับใช้ เช่น ประเทศไทยได้นำหลักนิติรัฐมาปรับใช้ในระบบการปกครอง ดังนั้นแล้ว เพลโตถือว่าเป็นคนที่วางรากฐานหลักนิติรัฐและระบบการปกครองไว้ให้แก่คนรุ่นหลังจนถึงปัจจุบันนี้


อ้างอิง

Teerayaut. (2012). แนวคิดและต้นกำเนินกฎหมายมหาชน. สืบค้นเมื่อวันที่ 9/2/2020. จาก  https://teerayaut.wordpress.com/2012/07/31/

ศาสตราจารย์ ดร.นันทวัฒน์ บรมานันท์. (2551). แนวคิดและปรัชญาของกฎหมายปกครอง. สืบค้นเมื่อวันที่ 9/2/2020. จาก http://public-law.net/publaw/view.aspx?id=1228

พระนิติกร จิตฺตคุตฺโต. (2015). การศึกษาเปรียบเทียบปรัชญาการเมืองของเพลโต กับแนวคิดทางการเมืองของพุทธทาสภิกขุ. สืบค้นเมื่อวันที่ 9/2/2020. จาก http://www.ojs.mcu.ac.th/index.php/jmcukk/article/view/2136

Bubeeja. (2556). เพลโต. สืบค้นเมื่อวันที่ 9/2/2020. จาก http://bubeeja.blogspot.com/2013/01/blog-post_20.html

อ่านเพิ่มเติม »

โรมุลุส เอากุสตุลุส (Romulus Augustulus) จักรพรรดิโรมันองค์สุดท้าย และเหตุการณ์ที่นำไปสู่การล่มสลายของจักรวรรดิโรมัน

โดย ธนัญญา ตันชวลิต

ประวัติของจักรพรรดิโรมุลุส เอากุสตุลุส แม้จะไม่ปรากฏรายละเอียดมากนัก หากแต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในรัชสมัยของพระองค์นั้นเป็นสาเหตุหลักที่นำไปสู่การล่มสลายของจักรวรรดิโรมันตะวันตก ซึ่งถูกนำเสนอผ่านประวัติของพระองค์และสามารถเชื่อมโยงให้เห็นถึงปัจจัยที่ก่อให้เกิดปัญหาความขัดแย้งภายใน และการแย่งชิงอำนาจทางการเมือง โดยถึงแม้ว่าโรมุลุส เอากุสตุลุสจะดำรงตำแหน่งเป็นจักรพรรดิในช่วงเวลานั้น หากแต่อำนาจทางการปกครองกลับขึ้นอยู่กับบิดาของพระองค์แทบทั้งสิ้น ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องต่อการล่มสลายของจักรวรรดิโรมันตะวันตกนั้นจึงมิใช่จากพระองค์เอง หากแต่เป็นบุคคลที่อยู่รายล้อมพระองค์ ความสำคัญในรัชสมัยของพระองค์จึงมิใช่พระราชกรณียกิจของจักรพรรดิ หากแต่เป็นเหตุการณ์ที่นำไปสู่การสิ้นสุดของจักวรรดิโรมันตะวันตกซึ่งเคยรุ่งโรจน์และมีอำนาจเหนืออาณาจักรอื่นทั้งปวง

โรมุลุส เอากุสตุลุส (Romulus Augustulus) หรือเรียกสั้นๆ ว่า เอากุสตุลุส พระองค์ทรงเป็นจักรพรรดิโรมันพระองค์สุดท้าย ชื่อเดิมคือ ฟลาวิอุส โรมูลุส ประสูติราวช่วง ค.ศ.​461 ส่วนการสวรรคตไม่อาจทราบหลักฐานที่แน่ชัด ซึ่งจากการคาดการณ์น่าจะเป็นช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 5 ทรงขึ้นครองราชย์ขณะที่ยังเป็นวัยรุ่น ระหว่างวันที่ 31 ตุลาคม ค.ศ.​475 ถึงวันที่ 4 กันยายน ค.ศ.​476 ซึ่งเป็นวันที่พระองค์ถูกถอดออกจากราชบัลลังก์หลังจากครองราชย์ได้เพียง 10 เดือนเศษๆ เท่านั้น นักวิชาการจึงถือว่าการสิ้นสุดรัชกาลของพระองค์เป็นการสิ้นสุดของจักรวรรดิโรมันตะวันตก และเป็นจุดเริ่มต้นของสมัยกลางในยุโรปตะวันตก


โรมุลุส เอากุสตุส หรือ เอากุสตุลุส จักรพรรดิโรมันพระองค์สุดท้าย

บิดาของพระองค์คือ ฟลาวิอุส โอเรสเตส ทหารและนักการเมืองโรมันเชื้อสายเยอรมัน ผู้ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นผู้ช่วยของอัตติลา จักรพรรดิชาวฮันผู้ครองจักรวรรดิฮัน (Attila the Hun) และบางครั้งก็ถูกส่งไปเยือนกรุงคอนสแตนติโนเปิลโดยการทูต หลังจากที่อัตติลาเสียชีวิต โอเรสเตสได้เข้าร่วมรับใช้จักรวรรดิตะวันตก โดยได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้บัญชาการทหารจากจักรพรรดิจูเลียส เนโพส จึงทำให้มีอำนาจในการควบคุมกองทัพเมื่อราว ค.ศ.474

ส่วนมารดาของพระองค์เป็นลูกสาวของเคานท์ โรมุลุส ผู้ปกครองเมืองพาสซัว ซึ่งอยู่ทางตอนใต้ของแคว้นบาวาเรียในประเทศเยอรมนีปัจจุบัน ไม่ปรากฎหลักฐานว่าเอากุสตุลุสมีพี่น้องหรือแต่งงานกับใคร แต่เนื่องด้วยพระองค์เป็นบุตรของชนชั้นสูงที่ถือว่ามีอำนาจสูงสุดของรัฐบาลในช่วงสมัยนั้น จึงอาจกล่าวได้ว่าพระองค์คงได้รับการศึกษาอย่างดีเช่นเดียวกับเด็กชายจากครอบครัวผู้ดีมีสกุลอื่นๆ

ตำแหน่งนายทหารที่ได้รับทำให้โอเรสเตสได้รับการสนับสนุนจากกองกำลังมากกว่าจักรพรรดิของพวกเขาเอง ในช่วงเวลาขณะนั้นกองทหารรักษาการณ์ของอิตาลีเกือบทั้งหมดประกอบไปด้วยทหารรับจ้างชาวเยอรมัน ความรู้สึกจงรักภักดีต่อจักรวรรดิจึงน้อยลงมาก ซึ่งถ้าพวกเขาจะเกิดความจงรักภักดีมันก็จะเกิดจากเพื่อนร่วมชาติที่มีเชื้อสายเดียวกัน ซึ่งนั่นก็อาจหมายถึง โอเรสเตส นายทหารลูกครึ่งโรมัน-เยอรมัน

เหตุการณ์ก่อนการขึ้นครองราชย์ของโรมุลุส เอากุสตุลุส เกิดขึ้นในเดือนกันยายน ค.ศ.474 ซึ่งอยู่ในช่วงรัชสมัยของจักรพรรดิจูเลียส เนโพส ได้มีการแต่งตั้งให้โอเรสเตส บิดาของโรมุลุสขึ้นเป็นผู้บัญชาการทหารที่มีอำนาจสูงสุดในกองทัพโรมัน เมื่อเห็นโอกาสโอเรสเตสจึงได้ทำการก่อรัฐประหาร และประสบความสำเร็จเมื่อโอเรสเตสสามารถควบคุมรัฐบาลที่เมืองราเวนนา (เมืองหลวงของจักรวรรดิโรมันตะวันตก) ไว้ได้ และทำการยึดอำนาจจากจักรพรรดิองค์ก่อนหน้า คือ จักรพรรดิจูเลียส เนโพส ทำให้จักรพรรดิจูเลียสต้องหลบหนีไปยังแคว้นดัลเมเชียและปกครองอยู่ที่นั่นจนกระทั่งสวรรคต หลังจากนั้นโอเรสเตสจึงใช้อำนาจที่มีปูทางขึ้นสู่อำนาจให้แก่ลูกชาย

โอเรสเตสได้กลายเป็นผู้ปกครองโรมันตะวันตกไปโดยปริยาย ถึงแม้ว่าเขาจะไม่มีสิทธิชอบธรรมในการสถาปนาตนเองขึ้นสู่ราชบัลลังก์ก็ตาม แต่กระนั้นโอเรสเตสก็ได้แต่งตั้งลูกชายของตนที่เกิดจากภรรยาชาวโรมันให้ขึ้นเป็นจักรพรรดิแทน เพราะเขาคิดว่าชาวโรมันจะเต็มใจยอมรับลูกชายของเขาผู้ซึ่งมีสายเลือดโรมันในตัวเป็นจักรพรรดิมากกว่าตนเอง ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตามโอเรสเตสก็ยังมีความมุ่งมั่นที่จะแต่งตั้งลูกชายของตนขึ้นเป็นจักรพรรดิแห่งจักรวรรดิโรมันตะวันตก หากแต่การแต่งตั้งดังกล่าวไม่ได้รับการเห็นชอบหรือยอมรับจากจักรพรรดิในจักรวรรดิไบเซนไทน์ (โรมันตะวันออก) คือ เซโนและบาซิลิคุส

หลังจากได้ขึ้นครองราชย์เป็นจักรพรรดิแห่งจักรวรรดิโรมันตะวันตก พระองค์ทรงได้รับการสถาปนาพระนามว่า โรมุลุส เอากุสตุส ซึ่งประกอบด้วยคำว่า โรมุลุส เป็นชื่อของบุคคลในตำนานการก่อตั้งกรุงโรม กับ เอากุสตุส (ออกัสตัส ทายาทของจูเลียส ซีซาร์ และเป็นผู้สถาปนาจักรวรรดิโรมัน) ซึ่งได้มีการตั้งข้อสังเกตว่าเป็นความบังเอิญที่จักรพรรดิโรมันองค์สุดท้ายจะทรงได้รับพระนามมาจากจักรพรรดิพระองค์แรก อีกทั้งบางคนยังได้ตั้งชื่อเล่นให้พระองค์ใหม่ว่า โมมีลลุส ที่แปลว่า เด็กหน้าไม่อาย และ โรมุลุส เอากุสตุลุส ที่แปลว่า เอากุสตุสน้อย คำกล่าวล้อเลียนนั้นเป็นการแสดงให้เห็นว่าผู้คนที่ยอมรับโรมุลุสในฐานะจักรพรรดิในช่วงเวลานั้นมีไม่มากนัก อีกทั้งยังสะท้อนให้เห็นว่าประชาชนไม่ได้ให้ความเคารพจักรพรรดิเช่นเขา

ตลอดระยะเวลากว่าร้อยปีก่อนที่จักรพรรดิโรมุลุสขึ้นครองราชย์ จักรวรรดิโรมันตะวันตกมีความเสื่อมโทรมเป็นอย่างมาก อำนาจทางการเมืองและดินแดนก็หดหายไปเรื่อย ๆ ขณะที่จักรวรรดิฝั่งตะวันออกที่ต่อมาเรียกว่า จักรวรรดิไบเซนไทน์ กลับยิ่งร่ำรวยและมีอำนาจมากขึ้นเรื่อย ๆ เนื่องด้วยจักรพรรดิโรมุลุส ทรงมีพระชนมายุแค่ 14 ชันษา พระองค์จึงมิได้ปกครองด้วยตนเอง เพราะอำนาจการบริหารตกไปอยู่กับบิดาของพระองค์ทั้งหมด หรือเรียกอีกอย่างว่า สำเร็จราชการแทน ถึงแม้ว่าจะมีพระนามของพระองค์ปรากฏอยู่บนเหรียญกษาปณ์ของบางเมือง เช่น โรมัน ราเวนนา และมิลาน แต่กลับไม่พบอนุสาวรีย์ที่สร้างขึ้นเพื่อเชิดชูเกียรติพระองค์เลย เนื่องจากพระองค์เพิ่งขึ้นครองราชย์ ขณะเดียวกันอำนาจที่แท้จริงก็ไปตกอยู่กับบิดา นอกจากนี้ยังคงเป็นเพราะเรื่องของภาวะเศรษฐกิจและการเมืองด้วย

ภายในเวลาเพียงแค่สิบเดือนหลังจากที่จักรพรรดิโรมุลุสขึ้นครองราชย์ กบฏทางการทหารที่รุนแรงก็เกิดขึ้น เหตุที่ก่อให้เกิดปัญหาความขัดแย้งนี้ คือ บริเวณส่วนอื่น ๆ ของจักรวรรดิโรมันตะวันตก เจ้าของที่ดินถูกบังคับให้ส่งมอบสมบัติถึงสองในสามของทรัพย์สินที่พวกเขามีให้แก่ชาวเยอรมัน เพื่อเป็นการสร้างสัมพันธมิตรกับชาวเยอรมันภายในจักรวรรดิ อย่างไรก็ตามนโยบายนี้ไม่เคยถูกนำมาใช้กับอิตาลี โอเรสเตสได้ทำสัญญาขึ้นโดยตกลงจะมอบที่ดินให้แก่ทหารชาวเยอรมันหากพวกเขาช่วยขับไล่จักรพรรดิจูเลียส เนโพส เมื่อสามารถขับไล่ได้สำเร็จโอเรสเตสกลับเลือกที่จะลืมข้อตกลงดังกล่าว แต่กองกำลังเยอรมันไม่เต็มใจที่จะปล่อยให้ปัญหาถูกลืม และเรียกร้องต่อผลประโยชน์ที่พวกเขาควรจะได้รับ

ชนเผ่าเยอรมัน 3 เผ่า คือเผ่าเฮรูลี เผ่าตูรซีลิงกิ และเผ่าสกีเรียน รวมตัวกันต่อต้านอำนาจทางการปกครองของจักรพรรดิโรมุลุสและบิดา จนกระทั่งในที่สุดเมื่อเดือนสิงหาคม ค.ศ.​476 กองทัพชนเผ่าเยอรมันภายใต้การนำของโอโดเซอร์ ก็นำกำลังกองทัพเข้าตีฝ่าแนวชายแดนเข้ามาในคาบสมุทรอิตาลี


จักรพรรดิโรมุลุสทรงยอมอ่อนน้อมต่อโอโดเซอร์

ในวันที่ 23 สิงหาคม โอโดเซอร์ได้ตั้งตนเป็นกษัตริย์องค์แรกของอิตาลี และในอีก 5 วันต่อมา โอเรสเตส บิดาของจักรพรรดิโรมุลุส ก็ได้ถูกทหารของโอโดเซอร์เข้าจับกุมและสังหารที่เมืองปิอาเซนซา ทางตอนเหนือของอิตาลี ส่วนจักรพรรดิโรมุลุสหลบหนีไปจากสนามรบ กล่าวกันว่าพระองค์ทรงหลบไปอยู่ที่เมืองราเวนนา

เดือนต่อมา โอโดเซอร์ได้ทำการปลดจักรพรรดิโรมุลุสออกจากตำแหน่ง จึงอาจกล่าวได้ว่าจักรวรรดิโรมันตะวันตกที่ยืนยาวมาเกือบ 500 ปีก็ถึงกาลสิ้นสุดลง

แทนที่โรมุลุสจะถูกประหารเช่นเดียวกับบิดาของเขา แต่โอโดเซอร์เห็นว่าพระองค์ยังเด็กเกินไปที่จะตาย จึงไว้ชีวิตแล้วให้ไปอยู่ที่ปราสาทลูคูลลูสในเมืองกัมพาเนีย ทางตอนใต้ของอิตาลี พร้อมทั้งให้เงินเป็นค่าใช้จ่ายปีละ 6000 เหรียญทองตลอดไป

หลังการประหารโอเรสเตสบิดา ของจักรพรรดิโรมุลุสและปลดเอากุสตุสซึ่งก็คือจักรพรรดิองค์สุดท้ายออกจากตำแหน่ง บรรดาพระราชลัญจกร และราชภัณฑ์ต่าง ๆ ในราชสำนักก็ได้ถูกส่งไปให้จักรพรรดิเซโนแห่งจักรวรรดิโรมันตะวันออก

ในขณะเดียวกันนั้นจักรวรรดิโรมันตะวันออกนับตั้งแต่ปี ค.ศ. 474 ซึ่งถูกปกครองโดยจักรพรรดิเซโน (Flavius Zeno) ได้รับความเดือดร้อนเมื่อทราบว่าโอโดเซอร์จากเผ่าเยอรมันโจมตีกรุงโรม และปลดจักรพรรดิองค์สุดท้ายแห่งฝั่งตะวันตก คือ จักรพรรดิโรมุลุส ออกุสตุส ออกจากบัลลังก์ ทำให้จักรพรรดิฝั่งตะวันออกต้องส่งพระเจ้าธีโอโดริค แห่งชาวออสโตรกอท (Ostrogoths) มายึดกรุงโรมคืน ต่อมาสี่ปีภายหลังแห่งสมรภูมิรบ ผู้นำทั้งสอง คือ โอโดเซอร์และพระเจ้าธีโอดอริคจึงได้มีการตกลงที่จะพักรบชั่วคราวและทำข้อตกลงในการแบ่งเขตการปกครองอิตาลี แต่การแบ่งเขตอำนาจนั้นก็ไม่ประสบผลสำเร็จ เมื่อพระเจ้าธีโอดอริคได้สังหารโอโดเซอร์ และกองกำลังของพระเจ้าธีโอดอริคยังสังหารวงศาคณาญาติของโอโดเซอร์ทั้งหมด เนื่องจากต้องการตัดทอนกองกำลังของโอโดเซอร์ ต่อมาแม้ว่าจักรพรรดิโรมันตะวันออกต้องการส่งพระเจ้าธีโอดอริคไปต่อสู้เพื่อยึดกรุงโรมคืนจากโอโดเซอร์ หากแต่พระเจ้าธีโอดอริคกลับตั้งอาณาจักรในอิตาลีเสียเอง

พระเจ้าธีโอดอริคสถาปนาตนเองขึ้นเป็นพระราชาของอิตาลี ไม่ใช่จักรพรรดิของจักรวรรดิโรม ตระกูลของจักรพรรดิทางฝั่งจักรวรรดิโรมันตะวันตกจึงถือว่าสิ้นสุดลง และตกอยู่ภายใต้การปกครองของชาวเยอรมัน จึงถือได้ว่าเหตุการณ์นี้เป็นการสิ้นสุดการปกครองของจักรพรรดิในจักรวรรดิโรมันตะวันตกหรือเป็นการสิ้นสุดของจักรวรรดิโรมันตะวันตกโดยสมบูรณ์ ส่วนจักรวรรดิโรมันตะวันออกยังคงปกครองกรีซ เอเชียไมเนอร์ ซีเรีย ปาเลสไตน์ และอียิปต์ เป็นที่รู้จักกันในนามของจักรวรรดิไบเซนไทน์ จึงถือว่าอาณาจักรโรมันที่มีอิทธิพลมากที่สุดในโลกซึ่งมีอายุยาวนานกว่า 500 ปี ถึงคราวสิ้นสุด

จากการศึกษาประวัติของจักรพรรดิโรมุลุส เอากุสตุลุส แสดงให้เห็นว่าบุตรจะดีหรือเลวนั้นขึ้นอยู่กับการขัดเกลาทางสังคมจากสถาบันครอบครอบเป็นสำคัญ นอกจากนี้ยังสะท้อนให้เห็นถึงผลกระทบของอำนาจ ที่เมื่อผู้ใดครอบครองก็มักจะเกิดความเห็นแก่ตัว เห็นแก่ได้ และกระหายที่จะมีอย่างไม่สิ้นสุด เป็นสิ่งอันตรายที่มักจะนำภัยมาสู่ตนเอง เช่นเดียวกับจุดจบที่โอเรสเตสต้องพบเจอ
         

อ้างอิง  

ไม่ปรากฏชื่อผู้แต่ง. 2558. Life of the Week: Romulus Augustus, สืบค้นเมื่อ 28 กันยายน ปี 2561, จาก : https://www.historyextra.com/period/roman/life-of-the-week-romulus-augustus/

ชัยจักร ทวยุทธานนท์. 2017. โรมุลุส เอากุสตุลุส : จักรพรรดิโรมันองค์สุดท้าย. ออนไลน์. สืบค้นเมื่อ 1 กันยายน ปี 2561, จาก :  http://www.gypzyworld.com/article/view/447

ไม่ปรากฏชื่อผู้แต่ง. 2551. ประวัติศาสตร์ยุโรปเพิ่มเติม (โรมุลุส), สืบค้นเมื่อ 28 กันยายน ปี 2561, จาก : https://writer.dek-d.com/12455/story/viewlongc.php?id=399957&chapter=41

 ไม่ปรากฏชื่อผู้แต่ง. 2559. Romulus Augustus – The Last Emperor of Rome, สืบค้นเมื่อ 24 ธันวาคม ปี 2561, จาก : http://www.italiantribune.com/romulus-augustus-the-last-emperor-of-rome/
     
อ่านเพิ่มเติม »

ศาสนาดั้งเดิมของชาวนอร์ส (Norse)

โดย นภวรรณ ศรีผำน้อย

ชาวนอร์ส (Norse) หรือที่เรามักจะรู้จักกันดีในชื่อ ไวกิ้ง (Vikings) เมื่อเอ่ยถึงพวกเขาหลายๆ คนอาจคิดถึงภาพของคนเถื่อน โหดร้าย ที่ฆ่าคนด้วยขวาน ออกเดินเรือไปปล้นสะดมในหลายๆทวีป สู้รบอย่างโหดเหี้ยม ยอมตายในสนามรบมากกว่าที่จะต้องตายด้วยโรคภัยไข้เจ็บ แล้วอะไรคือแรงบันดาลใจให้พวกเขาต้องสู้ เดินเรือเป็นเวลายาวนานนั้นกัน เรามาทำความเข้าใจเกี่ยวกับพวกเขากันค่ะ

ในสมัยโบราณ นอร์ส (Norse) หรือ ไวกิ้ง (Viking)  เป็นพวกคนเหนือที่อาศัยอยู่ในสแกนดิเนเวีย คนเหล่านี้เป็นต้นตระกูลของชาวดัชท์ สวีดิช นอร์วีเจียน และไอซ์แลนด์ในปัจจุบัน ชนเผ่าไวกิ้งถือเป็นนักเดินเรือที่ชำนาญ กล้าที่จะนำเรือแล่นออกไปในมหาสมุทรแอตแลนติก เพื่อแสวงหาแหล่งทรัพยากรอื่นๆที่มีความอุดมสมบูรณ์มากกว่าถิ่นที่อยู่เดิมที่ใช้ชีวิตลำบากเนื่องจากฤดูหนาวที่แสนยาวนาน

นอกจากนี้แล้วชนเผ่านี้ยังเป็นนักรบที่มีความแข็งแกร่งอีกด้วย เนื่องจากชาวไวกิ้งต้องออกเดินทางล่องเรือและรบราฆ่าฟันกับอาณาจักรอื่นอยู่เป็นประจำ ชาวไวกิ้งจึงต้องมีสิ่งที่ช่วยยึดเหนี่ยวจิตใจ และคอยเป็นแรงบันดาลใจให้พวกเขาต้องต่อสู้ นั่นคือ ศาสนานั่นเอง

ศาสนาที่ปฏิบัติโดยชาวไวกิ้งนี้ คือ ศาสนาอาซาทรู (Asatru) พวกไวกิ้งเชื่อว่าถ้าพวกเขาตายในสนามรบพวกเขาอาจได้รับการคัดเลือกจากโอดินและเดินทางไปวัลฮัลลา (Valhalla) วัลฮัลลาเป็นห้องโถงใหญ่ตระหง่านอยู่ใน Asgard ซึ่งปกครองโดยโอดิน ในวัลฮัลลา (Valhalla) ผู้ตายร่วมกับฝูงคนที่เสียชีวิตในการสู้รบและวีรบุรุษและกษัตริย์นอร์สจะมีชีวิตที่สุขสบายที่นั่น จึงทำให้ชาวไวกิ้งนิยมที่จะนับถือศาสนาอาซาทรูนั่นเอง



ศาสนาอาซาทรู (Asatru)  หรือ โอดินนิสม์ (Odinism) เป็นศาสนาดั้งเดิมก่อนที่ศาสนาคริสต์จะเผยแพร่เข้ามา และทำให้ศาสนาอาซาทรูนี้ค่อยๆ ล่มสลาย ศาสนาอาซาทรูนั้นเป็นศาสนาที่นับถือเทพเจ้าได้หลายองค์ (พหุเทวนิยม) โดยมีเทพเจ้าสูงสุดคือ จอมเทพโอดิน (Odin)

จุดกำเนิดของศาสนาอาซาทรูนั้นตามตำนานของชาวนอร์สเชื่อว่าในสมัยปฐมกาลทุกหนแห่งล้วนว่างเปล่า (ทุ่งกินนุงกากัป (Ginnunggagap)) จนกระทั่งเวลาผ่านไป ก็บังเกิดเป็นทุ่งน้ำแข็งอันกว้างใหญ่มหึมาซึ่งขนาบด้วยดินแดนสองแห่งทางเหนือและใต้ โดยดินแดนทางเหนือเรียกว่า นีเฟลเฮล์ม เป็นดินแดนแห่งเมฆหมอกและความหนาวเย็น ส่วนดินแดนทางใต้นั้นเรียกว่า มูสเฟลเฮล์ม เป็นดินแดนที่เต็มไปด้วยเพลิงอันร้อนแรงที่เผาผลาญไปทั่ว เวลาผ่านไปมีเปลวไฟจากมูสเพล์เฮล์มตกลงกลางทุ่งน้ำแข็งและกลายเป็นแม่วัว ชื่อว่าโอดุมลา (Audhumla) ถือว่าเป็นสิ่งมีชีวิตแรกสุด

แม่วัวโอดุมลาเลียน้ำแข็งที่อยู่รอบๆตัว นานวันเข้าน้ำแข็งกลายเป็นยักษ์ชื่อ อีเมียร์ (Ymir) ยักษ์อีเมียร์อาศัยนมจากแม่วัวโอดุมลาเลี้ยงชีวิตผ่านไปนานเข้าเกล็ดน้ำแข็งที่เกาะรอบๆตัวอีเมียร์ก็แตกออก เป็นยักษ์รุ่นแรก เรียกกันว่า รีเม (Rime) ถือว่าเป็นต้นกำเนิดของยักษ์ ต่อมาแม่วัวโอดุมลาเลียน้ำแข็งอีกก้อนนึง ปรากฏว่าคราวนี้กลายเป็นเทพเจ้าองค์แรกอุบัติขึ้นชื่อว่า บูรี (Buri) บูรีมีรูปร่างงดงามและแข็งแรงซึ่งต่างจากพวกยักษ์รีเมที่มีร่างกายใหญ่โตน่าเกรงขาม

ต่อมาเทพบูรีมีโอรสชื่อว่า บอร์ (Bore) บอร์ได้สมสู่กับชื่อนางยักษ์เบสลา (Bestla) ก่อกำเนิด เป็นพฤกษาโลกภิภพมีชื่อว่า อิกก์ดราซิล (Yggdrasil) ซึ่งเป็นต้นไม้ที่ยึดโลกต่างๆทั้ง โลกเทพแอสการ์ด โลกมนุษย์มิดการ์ด โลกยักษ์อุตการ์ด และโลกต่างๆรวมแล้ว 9 โลกไว้ด้วยกัน เทพบอร์และนางยักษ์เบสลามีพระโอรส 3พระองค์ ได้แก่ โอดิน (Odin) โฮเนียร์ (Honir) และโลเทอร์ (Lother) และนี่ถือเป็นจุดกำเนิดของโอดิน เทพเจ้าที่ชนเผ่าไวกิ้งนับถือเป็นจำนวนมาก และเทพเจ้าโอดินนี้เป็นหนึ่งในเทพเจ้าของศาสนาอาซาทรูอีกด้วย


ที่มา : http://www.komkid.com/

ศาสนาอาซาทรูมีความเชื่อว่าทุกสิ่งในโลกล้วนไม่นิรันดร์ ไม่ว่าจะเป็นจักรวาล เทพเจ้าไม่เป็นอมตะ มนุษย์  ล้วนต้องแตกดับในวันมหาสงครามสิ้นโลก (Ragnarok)

ด้วยความเชื่อนี้ทำให้ชาวนอร์สเป็นพวกที่ยึดถือศักดิ์ศรีอย่างมาก เมื่อนับถือศาสนาที่เน้นสัจธรรมของความไม่จีรังยั่งยืน และการมุ่งมั่นกระทำในสิ่งที่ควรทำจนกว่าชีวิตจะหาไม่ อุดมคติของชาวนอร์สทั้งปวงจึงตั้งอยู่ที่การใช้ชีวิตอย่างคุ้มค่า การได้ออกไปผจญภัย ต่อสู้อย่างกล้าหาญ ปฏิบัติงานตามที่ได้รับมอบหมายหรือร้องขอ และถือสัจจะยิ่งกว่าสิ่งอื่นใด เพื่อจะได้ตายในสนามรบอย่างมีเกียรติ และคนรุ่นหลังนำเรื่องของตนไปเล่าสืบต่อกันในฐานะวีรชน

ชาวนอร์สยังเชื่ออีกว่า การตายอย่างมีเกียรติในการสงครามจะทำให้จอมเทพโอดินทรงพิจารณาคัดเลือกดวงวิญญาณของพวกเขาขึ้นสวรรค์ ไปสู่ดินแดนซึ่งผู้กล้าเท่านั้นที่จะได้ไป เรียกว่า วัลฮัลลา (Valhalla) เพื่อรวมกันเป็นกองกำลังที่จะทำการรบเคียงบ่าเคียงไหล่เหล่าเทพเจ้าในวันสิ้นโลก


จอมเทพโอดิน (Odin)
ที่มา : http://www.komkid.com/

ชีวิตในวัลฮัลลา คือสวรรค์ในอุดมคติของชาวนอร์ส  บาดแผลที่เกิดจากการต่อสู้จะมลายหายไปสิ้นเมื่อตะวันตกดิน และผู้ที่เพลี่ยงพล้ำจนถึงแก่ความตายจะกลับฟื้นคืนชีพอีกครั้ง ยามค่ำคืน จะมีการสังสรรค์ มีอาหารและสุราเลิศรสให้ดื่มกินอย่างไม่มีวันหมดสิ้น

อุดมคติเช่นนี้ เป็นแรงบันดาลใจที่ทำให้ชาวไวกิ้งแล่นเรือฝ่าคลื่นลม และความโหดร้ายของท้องทะเลที่ยากจะมีผู้ใดผ่านพ้น จนพิชิตบ้านเมืองต่างๆ ไม่มีผู้ใดต้านทานได้เป็นเวลายาวนานกว่า 300 ปี

ยุคเสื่อมของไวกิ้งคือการที่พวกเขาละทิ้งอุดมการณ์ และลัทธิศาสนาดั้งเดิมของพวกเขา เนื่องด้วยที่สาเหตุ คือ หลังจากสแกนดิเนเวียร์ถูกรวมเป็นปึกแผ่น  พระเจ้าฮารัล บลูทูธ  กษัตริย์แห่งเดนมาร์ก  ทรงรบแพ้พระเจ้าออตโตแห่งอาณาจักรโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ พระองค์ถูกบังคับให้เข้ารีตกลายเป็นกษัตริย์คริสเตียนพระองค์แรกของไวกิ้ง  เขาละทิ้งโอดินซึ่งเป็นเทพสูงสุดของชาวไวกิ้งไป และเพราะพระองค์ทรงมองเห็นข้อดีของศาสนา  ว่ามันสามารถเสริมสร้างอำนาจในการควบคุมอาณาจักรได้   และด้านชาวบ้านที่เข้ารีตตาม ก็ส่งผลให้พวกเขา ลดความเกรี้ยวกราด  และความโหดร้ายลง  มีเมตตาขึ้น จึงทำให้พวกเขาละทิ้งศาสนาดั้งเดิมของตนไป

สำหรับชาวนอร์สทั่วไปที่มิได้เป็นนักผจญภัยหรือนักแสวงโชค ก็มีความผูกพันกับเทพเจ้าในฐานะที่เป็นวิถีชีวิตอย่างหนึ่งเช่นกัน มีแม้กระทั่งการนับถือเทพประจำตระกูล ประจำสาขาอาชีพ และมีการประกอบพิธีกรรมในช่วงเวลาสำคัญของแต่ละปี โดยมีหลักเกณฑ์แน่นอนไม่แพ้ศาสนาเทวนิยมอื่นๆ

ท้ายที่สุดแล้ว ไม่ว่าสิ่งใดในโลกก็ล้วนไม่จีรังยั่งยืน ไม่มีสิ่งใดเป็นนิรันดร์ แม้แต่เทพเจ้าสูงสุดก็มิได้เป็นอมตะแต่อย่างใด ในการใช้ชีวิตของเรานั้น ควรที่ใช้ชีวิตอย่างคุ้มค่าที่สุด การได้ออกไปผจญภัย ต่อสู้อย่างกล้าหาญ ปฏิบัติงานตามที่ได้รับมอบหมายหรือร้องขอ และถือสัจจะยิ่งกว่าสิ่งอื่นใด ควรค่าแก่การทำให้เต็มที่ทุกอย่าง อย่างที่ศาสนาอาซาทรูได้สอนเป็นสัจธรรมให้แก่ชาวนอร์สทั้งหลาย

                       
อ้างอิง

Algiz Krafta. ศาสนาดั้งเดิมของชาวนอร์ส. สืบค้นเมื่อ 25 กันยายน 2561, จาก:
https://runesdivinator.blogspot.com/2015/11/blog-post_28.html

chaiji. ตำนานกำเนิดโลกของไวกิ้ง. สืบค้นเมื่อ 25 กันยายน 2561, จาก: http://www.komkid.com/ตำนาน/ตำนานเกิดโลกของไวกิ้ง/

ศาสนาอาซาทรู(Asatru). สืบค้นเมื่อ 25 กันยายน 2561, จาก: https://www.facebook.com/190776687723264/posts/สแกนดิเนเวียนในยุคของพวกนอร์สคนเถื่อน-ไวกิ้ง-มีตำนานเกี่ยวกบเทพปกรณัมอันมีเอกลัก/232231583577774/


อ่านเพิ่มเติม »

ชินคอร์โร (Chinchorro) มัมมี่ที่แก่ที่สุดในโลก

โดย นริศรา  แม้นจิต

เรามักจะเชื่อกันว่ามัมมี่ของอียิปต์โบราณถือเป็นมัมมี่ที่มีชื่อเสียงที่สุดในโลก แต่อย่างไรก็ยังเก่าแก่ไม่เท่ามัมมี่ชินคอร์โร ชินคอร์โร (Chinchorro) เป็นชื่อวัฒนธรรมที่รุ่งเรืองอยู่ทางตอนเหนือของประเทศชิลีและตอนใต้ของประเทศเปรู บริเวณทะเลทรายอะตาคามา (Atacama)ในช่วงราว 9,000 ถึง 3,500 ปีมาแล้ว ซึ่งชนเผ่าชินคอร์โรนั้นหาเลี้ยงชีพด้วยการตกปลา หาของป่าและล่าสัตว์ ซึ่งมีการค้นพบหลักฐานจากวัฒนธรรมชินคอร์โรหลายชิ้น แต่ที่โดดเด่นที่สุดก็คือ “มัมมี่” เรียกได้ว่ามัมมี่ของวัฒนธรรมชินคอร์โรในประเทศชิลีนี้เก่าแก่กว่ามัมมี่ของอียิปต์โบราณที่เราคุ้นเคยกันดีถึงกว่าสองพันปี


ที่มา : http://www.flagfrog.com/

มัมมี่ชินคอร์โรถูกค้นพบโดยนักโบราณคดีชาวเยอรมันนามว่า Max Uhle เมื่อ ค.ศ.1917 ซึ่งการขุดพบนั้นแสดงให้เห็นว่ามัมมี่ดังกล่าวถูกแพร่กระจายไปตามแนวชายฝั่งฝั่งทะเลทรายอาตาคามาตอนเหนือของชิลีและตอนใต้ของเปรู แต่ถึงอย่างนั้นการค้นพบมัมมี่ชินคอร์โรครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดกลับเกิดขึ้นใน ค.ศ.1983 การค้นพบนี้ไม่ได้เกิดจากนักโบราณคดี แต่พบโดยบริษัทจัดการน้ำแห่งหนึ่งที่กำลังขุดพื้นดินเพื่อวางท่อส่งน้ำ เมื่อคนงานขุดดินลึกลงไปได้ประมาณเกือบหนึ่งเมตร ก็ได้พบเข้ากับสุสานขนาดใหญ่ที่อัดแน่นไปด้วยมัมมี่ พวกเขาจึงได้เรียกให้ทีมนักโบราณคดีเข้ามาทำการตรวจสอบ ซึ่งสุดท้ายก็พบว่ามันคือมัมมี่ดึกดำบรรพ์ของวัฒนธรรมชินคอร์โรที่เก่าแก่ที่สุดในโลกนี่เอง

 จากการค้นพบมัมมี่ ชินคอร์โรนี้ นักโราณคดีได้กำหนดอายุของของมัมมี่ที่ได้ค้นพบซึ่งสามารถระบุอายุกลับไปได้ถึงประมาณ 5,000 ปีก่อนคริสตกาล หรือเมื่อกว่า 7,000 ปีมาแล้วโดยการกำหนดจากสภาพของการรักษาศพของมัมมี่ไว้ไม่ให้เน่าเปื่อยและอธิบายได้ว่า การทำมัมมี่ของที่นี่มีความแตกต่างจากการทำมัมมี่ของอียิปต์โบราณโดยชาวชินคอร์โรโบราณจะทำมัมมี่ให้กับสมาชิกทุกคนในสังคมและรวมถึงชายหญิงผู้สูงอายุเด็กทารกที่คลอดก่อนกำหนดโดยไม่มีการแบ่งชนชั้น  มัมมี่เกือบสามร้อยศพทั้งบุรุษ สตรี คนชรา หรือแม้แต่เด็กทารกล้วนแล้วแต่ได้รับการทำมัมมี่อย่างประณีตไม่ต่างกัน เพื่อรักษาสภาพศพไว้ให้ได้นานที่สุด แต่สำหรับมัมมี่อิยิปต์จะทำกับชนชั้นสูงเท่านั้น

นักโบราณคดีเสนอว่าชาววัฒนธรรมชินคอร์โรนั้นมีความเชื่อที่ว่ามัมมี่เปรียบเสมือนสะพานที่เชื่อมระหว่างโลกของคนเป็นกับโลกแห่งพลังเหนือธรรมชาติของคนตาย นั่นจึงทำให้พวกเขาตระเตรียมศพของผู้เป็นที่รักเอาไว้อย่างดีเพื่อให้เขาเตรียมพร้อมสำหรับการเดินทางไปยังโลกหน้า ซึ่งต่างกันกับมัมมี่ของอิยิปต์โบารณ เน้นไปในเรื่องพิธีกรรม และความเชื่อหลังความตาย และเชื่อว่าสักวันวิณญาณจะกลับมาคืนร่าง

โดยเทคนิคกระบวนการทำมัมมี่ของชาวชินคอร์โรนักโบราณคดีเชื่อว่ามีสองวิธีที่พบมากที่สุด คือ Black Mummy (มัมมี่ดำ) และ Red Mummy (มัมมี่แดง) ซึ่งจะกล่าวถึงในรายละเอียดต่อไป หลังจากนั้นวัฒนธรรมการทำมัมมี่ของชาวชินคอร์โรก็ค่อยๆ หายสาบสูญไปในที่สุด และเป็นกรรมวิธีที่แตกต่างจากหารทำมัมมี่ของอียิปต์ที่เราคุ้นเคยกันโดยสิ้นเชิง



เทคนิค Black Mummy ถูกใช้ตั้งแต่ประมาณ 5000 ปีก่อนคริสต์ศักราชไปจนถึง 3000 ปีก่อนคริสต์ศักราช คือการทำความสะอาดร่างกายของศพ หลังจากนั้นก็ “ตัดศีรษะ แขน และขา” ของผู้ตายออกก่อน จากนั้นเมื่อร่างกายแห้งสนิทแล้ว ก็จะควักเครื่องในออกจากร่าง กะโหลกศีรษะถูกตัดไปครึ่งทางประมาณระดับสายตาเพื่อที่จะเอาสมองออก แต่บางครั้งก็พบว่ากะโหลกของมัมมี่ชินคอร์โรหลายร่างยังคงสภาพดี นั่นหมายความว่าผู้ทำศพไม่ได้ทำการตัดแบ่งกะโหลกเสมอไป แต่อาจจะใช้วิธีตักสมองออกไปทางช่องเปิดขนาดใหญ่ที่อยู่บริเวณฐานของกะโหลกศีรษะหรือที่เรียกว่า “ฟอราเมน แมกนัม” (Foramen Magnum) ก็เป็นได้

ในส่วนของลำตัวก็จะค่อยๆ ใช้มีดหินอันคมกริบค่อยๆ แล่หนังและเนื้อออกจากกระดูก ดวงตาจะถูกควักออกมา แขนและขาก็จะถูกตัดแยกชิ้นส่วนออกมาจากลำตัว ส่วนมือและเท้าจะยังคงปล่อยเอาไว้ให้เชื่อมติดกับขาและแขนเหมือนเดิม เสร็จแล้วก็จะนำเอาหนังของศพที่เพิ่งแล่เสร็จไปแช่ในน้ำทะเลเพื่อให้มันนุ่มและพร้อมนำกลับมาห่อหุ้มให้กับศพอีกครั้ง หลังจากนั้นก็ยัดฟางหรือบ้างก็เป็นขี้เถ้าจากก้นเตาเข้าไปด้านในกะโหลก แล้วจัดแจงนำเอาอวัยวะต่างๆ ที่ตัดออกไปเข้ามาเชื่อมต่อกันไว้เหมือนเดิม โดยใช้ไม้ค้ำกับกระดูกแขนและขา บ้างก็นำเอาดินเหนียวและขนนกมายัดเอาไว้ในร่างกายเพื่อเติมเต็มช่องว่างของศพ หลังจากนั้นก็จะทำการทาศพด้วยแมงกานีสสีดำ อันเป็นที่มาของชื่อมัมมี่ดำนั่นเอง



เทคนิค Red Mummy ถูกนำมาใช้ตั้งแต่ 2500 ถึง 2000 ก่อนคริสต์ศักราชนี่เป็นวิธีที่แตกต่างไปจากเทคนิค Black Mummy อย่างสิ้นเชิงเนื่องจาก ชาวChinchorros จะไม่มีตัดหรือแยกส่วนต่างๆของร่างออกมา เขาจะลอกหนังออกมากองตรงส่วนข้อเท้า(เหมือนม้วนถุงเท้าลงมาที่ข้อเท้า) และจะใช้มีดเฉือนศพออกเป็นแนวยาวควักเอาอวัยวะภายในออกมา แล้วก็นำร่างไปทำให้แห้งด้วยถ่านร้อนๆและมีการ “เย็บ” ช่องเปิดกลับคืนไปด้วยเส้นผมของมนุษย์โดยนำหนามจากต้นกระบองเพชรมาใช้แทนเข็มเย็บผ้าอีกด้วย และใบหน้ามักจะถูกวาดด้วยดินเทศ (Red Ochre)


ที่มา : https://www.livescience.com/

ผู้เชี่ยวชาญด้านชีววิทยา   Harvard Ralph Mitchell  อธิบายว่า มัมมี่กำลังกลายสภาพเป็นเมือกดำเพราะเริ่มถูกแบคทีเรียกัดกินผิวหนัง ตลอดหลายพันปีที่ผ่านมามัมมี่เหล่านี้ยังคงแห้งอยู่ได้เพราะภูมิอากาศแบบทะเลทรายได้ช่วยรักษาสภาพศพเอาไว้ แต่เมื่อนำมัมมี่ออกมาเจอกับความชื้นและอุณหภูมิที่เปลี่ยนไปจึงทำให้แบคทีเรียเริ่มลุกลามและสร้างความเสียหายให้กับมัมมี่ดังกล่าวแต่ถึงอย่างนั้นนักโบราณคดีและนักชีววิทยาก็กำลังคิดหาวิธีที่จะควบคุมความชื้นและอุณหภูมิแวดล้อมเผื่อช่วยรักษาสภาพของมัมมี่ชินคอร์โรเอาไว้ให้ได้ อีกทั้งยังมีการยื่นเสนอขึ้นทะเบียนให้มัมมี่ชินคอร์โรเป็นมรดกของโลกกับทางองค์การยูเนสโกอีกด้วย

ปัจจุบันมัมมี่ชินคอร์โร ถูกเก็บรักษาไว้ที่พิพิธภัณฑ์อะซาปัส ซาน มิเกล (Azapas San Miguel) ในเมืองอาริกา ทางตอนเหนือของประเทศชิลี เพื่อเป็นการอนุรักษ์มัมมี่ดึกดำบรรพ์ของวัฒนธรรมชินคอร์โรเอาไว้ให้สมบูรณที่สุด เพื่อที่จะให้คนรุ่นหลังได้ศึกษาเรียนรู้ถึงความเป็นมาและวิธีการทำมัมมี่ในอดีตที่หาชมสิ่งเหล่านี้ได้ยาก และเพื่อที่จะอนุรักษ์วัฒนธรรมหรืออารยธรรมโบราณนี้ให้คงอยู่ยาวนาน


อ้างอิง

ณัฐพล เดชขจร.(2560).ชินคอร์โร มัมมี่เก่าแก่ที่สุดในโลก. (ออนไลน์).สืบค้นเมื่อ 21 กันยายน 2561, จาก: http://www.gypzyworld.com/article/view/685

Laura Geggel and Senior Writer. (2015).Ancient Chilean Mummies Now Turning into Black Ooze: Here's Why. (online),Retrieved  21 september 2018, from:  https://www.livescience.com/50090-chinchorro-mummies-chile.html

Ancient Origins.(2014).The 7,000-Year-Old Chinchorro Mummies of the Andes. (online), Retrieved 21 september  2018, from: https://www.ancient-origins.net/ancient-places-americas/7000-year-old-chinchorro-mummies-andes-001947?nopaging=1

อ่านเพิ่มเติม »

Let them eat cake! วลีนี้ พระนางมารี อองตัวแน็ตเคยตรัสไว้หรือไม่?

โดย กรรณิการ์   ดีสองชั้น

หลายคงคงเคยได้ยินวลีเด็ดที่ว่า "Let them eat cake" มาจาก "Qu'ils mangent de la brioche" (ขนมปังแพง ก็กินเค้กแทนสิ) จากการเรียนประวัติศาสตร์หรือตามร้านขนมสไตล์ฝรั่งเศสต่างๆ แล้วต้องนึกถึงเจ้าของวลีนี้ซึ่งก็คือ พระนางมารี อองตัวแน็ต อย่างแน่นอน ความจริงแล้วไม่มีหลักฐานชัดเจนที่บ่งบอกว่าพระองค์ได้เคยตรัสวลีนี้ไว้เลย

หลายคนเชื่อกันมาตลอดว่า เจ้าของวลีนี้คือ "พระนางมารี อองตัวแน็ต" (Marie Antoinette) พระชายาของพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 และพระราชินีของฝรั่งเศส ที่กล่าวขึ้นเมื่อเหล่าข้าราชบริพารถวายรายงานถึงความตกต่ำด้านเศรษฐกิจของประเทศ แสดงถึงการละเลยต่อปัญหาของประชาชน อันเป็นสาเหตุหลักของความยากจนและอดยากของประชาชนในประเทศ รวมถึงพฤติกรรมการใช้จ่ายเงินอย่างฟุ่มเฟือยของพระนาง นำมาซึ่ง "การปฏิวัติฝรั่งเศส ใน ค.ศ.1789"



พฤติกรรมการใช้จ่ายที่ฟุ่มเฟือยของพระนางมารีอาจเป็นส่วนหนึ่งของปัญหา แต่เป็นแค่ส่วนเดียวและอาจเล็กน้อยมากเมื่อเทียบกับปัจจัยอื่น ๆ ก่อนเกิดการปฏิวัติ ประเทศฝรั่งเศสประสบปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำขั้นรุนแรง เนื่องมาจากปัญหาด้านเศรษฐกิจ การกดขี่ของระบบเก่า พฤติกรรมการใช้จ่ายฟุ่มเฟือยตั้งแต่สมัยพระเจ้าหลุยส์มี่ 14 และความล้มเหลวของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาการคลัง ก่อให้เกิดปัญหาเรื้อรังทำให้ชาวนา ชนชั้นแรงงาน และอีกสารพัดผู้คนที่ไม่ใช่คนชั้นสูงตกอยู่ในภาวะอดอยากปากแห้ง ถึงขั้นไม่มีแม้แต่ “ขนมปัง” (ซึ่งเป็นอาหารหลักเช่นเดียวกับ “ข้าว” ของเรา) จะใช้ประทังชีวิตและร้ายแรงพอที่จะต่อยอดให้เกิดเหตุการณ์ปฏิวัติฝรั่งเศส และล้มล้างราชวงศ์ในเวลาต่อมา

ตามตำราประวัติศาสตร์ฝรั่งเศส ไม่มีการยืนยันว่าพระนางได้กล่าววลีนี้ออกมา แต่วลีดังกล่าวนี้ปรากฏอยู่ในหนังสืออัตชีวประวัติเรื่อง "คำสารภาพ" (Confessions) ของ Jean-Jacques Rousseau ที่เขียนขึ้นในปี 1765 (ก่อนปฏิวัติฝรั่งเศส 24 ปี) ขณะที่พระนางมารี อองตัวแน็ต มีพระชนมายุได้เพียง 9 ชันษา และหนังสือของรุซโช่เล่มนี้ ถูกตีพิมพ์เมื่อปี ค.ศ.1782

ข้อความตอนหนึ่งที่ปรากฏในหนังสือของรุซโซ่ คือ เขาต้องการขนมปังสักก้อน มากินแกล้มกับไวน์ที่เขาขโมยมา แต่เขาคิดว่าเขาแต่งตัวหรูหราเกินกว่าจะเข้าไปในร้านเบเกอรี่ธรรมดา ๆ สุดท้ายเขาจึงนึกถึงคำพูดของ “เจ้าหญิง” พระองค์หนึ่งที่ตรัสกับชาวบ้านที่ไม่มีขนมปังจะกินเพื่อประทังชีวิต ในหนังสือเล่มที่ 6 ว่า

"Enfin je me rappelai le pis-aller d’une grande princesse à qui l’on disait que les paysans n’avaient pas de pain, et qui répondit : Qu’ils mangent de la brioche."

("Finally I recalled the stopgap solution of a great princess who was told that the peasants had no bread, and who responded: "Let them eat brioche.")

"สุดท้ายแล้ว วิธีแก้ปัญหาความยากจนที่ได้จากเจ้าหญิงในเรื่องการขาดแคลนขนมปังของราษฎรคือ การที่เธอบอกราษฎรว่าไปกินเค้กซะสิ"

โดยกล่าวอ้างว่า เจ้าหญิงซึ่งเป็นเจ้าของคำพูดในหนังสือของรุซโช่ คือ พระนางมาเรีย เทเรซา (Maria Theresia) ผู้เป็นพระชายาของพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ที่มีอายุอยู่ก่อนพระนางมารี อองตัวเน็ตต์ ราว 100 ปีต่างหาก (ไม่ปรากฏข้อมูลที่แน่ชัดและไม่ปรากฏว่ากล่าวไปในทางบวกหรือทางลบ)



ต่อมาวลีนี้ จึงถูกเข้าใจผิดในภายหลังว่าเป็นคำกล่าวของพระนางมารี อองตัวแน็ต เพื่อปลุกระดมความโกรธแค้นของราษฎรที่มีต่อกษัตริย์โดยฝ่ายปฏิวัติ อันเป็นสาเหตุการล้มล้างระบอบการปกครองแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ และประหารพระนางมารี อองตัวแน็ต ด้วยเครื่องประหารกิโยติน

ความจริงแล้ว ไม่มีหลักฐานที่ว่าพระนางมารี อองตัวแน็ต เคยตรัสเอาไว้ เพราะพระนางไม่เคยถูกโจมตีจากฝ่ายตรงข้ามด้วยถ้อยความเหล่านี้ และไม่มีใครทราบว่า เจ้าหญิงพระองค์นั้นของรุซโซ่เป็นใคร แต่เธอคนนั้นย่อมไม่ใช่พระนางมารี อองตัวเน็ตต์ จึงเป็นข้อพิสูจน์ชั้นดีถึงความบริสุทธิ์ไร้มลทินของพระนาง ดังนั้นจากหลักฐานทางประวัติศาสตร์พอจะบอกได้ว่า วลี "Let them eat cake" พระนางมารี อังตัวแน็ต "ไม่เคยได้ตรัสไว้" ซึ่งทำให้เราเปลี่ยนแปลงความเข้าใจที่มีต่อประวัติศาสตร์และต่อพระนางที่ตกเป็น “จำเลย” ควบตำแหน่ง “แพะ” ของสังคมในรุ่นหลัง


อ้างอิง

กรกิจ ดิษฐาน. 2561. กินเค้กแทนสิ กินขอบพายสิ กินโจ๊กเนื้อสิ!. สืบค้นเมื่อวันที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2561, จาก: http://www.gypzyworld.com/article/view/1046.

ศิริพจน์ เหล่ามานะ. (2561). “Let them eat cake” ไม่ได้ออกมาจากพระโอษฐ์ ของพระนางมารี ออง   ตัวเน็ตต์?. มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับวันที่ 29 ธันวาคม 2560 - 4 มกราคม 2561, จาก:
https://www.matichonweekly.com/column/article_73827

(ไม่ปรากฏชื่อผู้เขียน). (2556). "Qu'ils mangent de la brioche"-"ขนมปังแพง ก็กินเค้กแทนสิ".
สืบค้นเมื่อวันที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2561, จาก: https://www.facebook.com/notes/tongrob-sunontalad/

อ่านเพิ่มเติม »

มิกคาอิล กอร์บาชอฟ (Mikhail Gorbachev) ผู้พลิกโฉมประวัติศาสตร์สหภาพโซเวียต

โดย ฑิตยา ไชยศรีหา

หนึ่งในผู้นำที่โดดเด่นและถูกกล่าวถึงมากที่สุดในรอบหกสิบปีที่ผ่านมา และเป็นผู้ที่ทำการปฏิรูปสังคมนิยมในสหภาพโซเวียต หลังจากที่ไม่เคยมีการเปลี่ยนแปลงมาก่อน บุคคลนั้นจะเป็นใครไม่ได้เลยนอกจาก “มิกคาอิล เชอร์เกเยวิช กอร์บาชอฟ”



มิกคาอิล เชอร์เกเยวิช กอร์บาชอฟ (Mikhail Sergeevich Gorbachev) เกิดที่เมืองรีวอลโนเย ประเทศรัสเซียเมื่อปี ค.ศ. 1931 อยู่ในครอบครัวของชาวยูเครน โดยในช่วงชีวิตวัยเด็กของเขาต้องเผชิญกับสงครามต่างๆ มากมาย ทำให้เขามีความเป็นอยู่ที่ลำบาก ไม่มีแม้แต่รองเท้าใส่ไปเรียน และครอบครัวเขาเองก็มีอาชีพเป็นเพียงชาวนาเท่านั้น แต่ถึงอย่างไรก็ตามครอบครัวของเขาก็พยายามให้เขาได้มีโอกาสเรียนหนังสือเช่นเดียวกับเด็กคนอื่นๆ มิกคาอิล กอร์บาชอฟ จึงเป็นคนที่ขยัน อดทนและกตัญญู มีใจที่ตระหนักถึงความรักที่ครอบครัวมีให้ ถือเป็นเด็กที่ฉลาดอีกคนหนึ่งที่ใฝ่ฝันจะเติบโตอย่างสวยงามเช่นเดียวกับเด็กคนอื่นๆ แต่เขาก็มีนิสัยเจ้าคิดเจ้าแค้นฝังใจเกลียดสงครามที่ทำให้เขาและครอบครัวต้องมีชีวิตที่ยากลำบากและไม่อยากให้สงครามเกิดขึ้นอีกครั้งหนึ่ง

ภายหลังสงครามในช่วงนั้นสิ้นสุดลง เขาก็ทำงานเป็นพนักงานประกอบรถแทรคเตอร์และควบคุมเครื่องจักรกล เขามีความมุ่งมานะ ขยัน และอดทน จนสามารถส่งตัวเองเรียนจบในระดับมหาวิทยาลัย โดยเขาจบปริญญาทางด้านกฎหมายจากมหาวิทยาลัยแห่งรัฐมอสโก ในปี ค.ศ. 1955  และในช่วงอายุเพียง 21 ปีขณะที่กำลังศึกษาอยู่ในระดับมหาวิทยาลัย เขาก็ได้เข้าร่วมพรรคคอมมิวนิสต์เป็นครั้งแรก มีความก้าวหน้าทางด้านการงานอย่างรวดเร็วได้รับการแต่งตั้งจากคณะกรรมการกลางพรรค ให้เป็นเลขาธิการพรรคแรกของภูมิภาคสะตาฟโรโปล (Stavropol)

ต่อมาในปี ค.ศ. 1970 กอร์บาชอฟได้รับเลือกให้เป็นผู้ช่วยผู้บริหารสูงสุดของ "สหภาพสาธารณรัฐสังคมนิยมโซเวียต" และในปีต่อมาได้เป็นสมาชิกกรรมการกลางของพรรค เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรระหว่างปี ค.ศ.1980-1985 จนเมื่อ คอนสแตนติน เชอร์เนนโก้ (Konstantin Chernenko) เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์ได้เสียชีวิตลง เขาก็ได้ดำรงตำแหน่งแทน ในช่วงระหว่าง ค.ศ. 1985 - 1991 จนกระทั่งได้เป็น " ประธานคณะผู้บริหารสูงสุดแห่งสภาโซเวียต " (President of the Presidium of the Supreme Soviet) ในปี ค.ศ.1990 ซึ่งเป็นประธานาธิบดีคนสุดท้ายของระบอบใหม่ ก่อนการล่มสลายของสหภาพโซเวียต



ในช่วงสมัยที่กอร์บาชอฟขึ้นมาดำรงตำแหน่งเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์แห่งสหภาพโซเวียต ถือเป็นการพลิกโฉมประวัติศาสตร์ของสหภาพโซเวียต และประเทศในแถบตะวันตกเลยก็ว่าได้ เพราะเขาได้ผลักดันนโยบายที่เป็นปัจจัยที่สำคัญในการก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงการปฏิรูปสังคม ซึ่งนโยบายนั้นได้แก่

1. นโยบายกลาสนอสต์ (Glasnost)  เป็นการให้เสรีภาพแก่ประชาชนมากขึ้น ยอมให้มีการวิพากษ์วิจารณ์แสดงความคิดเห็นในที่สาธารณะ เพิ่มสิทธิเสรีภาพแก่สื่อและสิ่งพิมพ์ ยอมให้มีเสรีภาพทางวัฒนธรรม

2. นโยบายเปเรสทรอยกา (Perestroika) มีเป้าหมายหลักคือ การปฏิรูปและปรับปรุงโครงสร้างแบบเก่าให้มีประสิทธิภาพและตอบโจทย์กับโลกปัจจุบันมากยิ่งขึ้น ทั้งในด้านเศรษฐกิจและการเมือง

จากนโยบายนี้เองทำให้เกิดผลกระทบตามมา ไม่ว่าจะเป็นการเรียกร้องอิสรภาพจากการปกครองจากมอสโก โดยเฉพาะในสาธารณรัฐแถบทะเลบอลติก คือ เอสโตเนีย ลัตเวีย และลิทัวเนีย ที่ได้รวมกับสหภาพโซเวียตตั้งแต่ปี ค.ศ.1940 โดยโจเซฟ สตาลิน ทำให้เกิดความรู้สึกชาตินิยมขึ้นและได้แพร่ขยายไปในสาธารณรัฐอื่นๆด้วย เช่น ยูเครน จอร์เจีย และอาเซอร์ไบจาน

อีกทั้งยังทำให้ความเชื่อมั่นของประชาชนและกลุ่มผู้เสียผลประโยชน์ต่อการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจของกอร์บาชอฟนั้นลดน้อยถอยลง ประชาชนประชาชนไม่เห็นด้วยกับการปฏิรูป จึงทำให้เกิดความไม่พอใจ และส่งผลให้เกิดการประท้วงหยุดงานครั้งใหญ่ ทำให้ระบบเศรษฐกิจเกิดปัญหา ขบวนการชาตินิยมเหล่านี้จึงเข้มแข็งขึ้น รัฐบาลสหภาพโซเวียตจึงรีบยับยั้งความเคลื่อนไหวดังกล่าว แต่ก็ไม่สามารถต้านทานความเป็นชาตินิยมนี้ได้ ทำให้ต่อมาประเทศสาธารณรัฐริมฝั่งทะเลบอลติกสามารถประกาศเอกราชได้สำเร็จ


ภาพการก่อรัฐประหารเมื่อปี ค.ศ.1991
ที่มา : https://th.wikipedia.org/wiki/

และสุดท้ายการล่มสลายของสหภาพโซเวียตก็มาถึง เมื่อกอร์บาชอฟมีนโยบายการต่างประเทศและกลาโหม เขาได้ทำการลดงบประมาณด้านการทหาร นำนโยบาย "การผ่อนความตึงเครียด" กลับมาใช้ใหม่ ลดอาวุธนิวเคลียร์กับฝ่ายตะวันตก พร้อมทั้งถอนทหารออกจากประเทศอัฟกานิสถานในปี ค.ศ.1989 จนในที่สุดฝ่ายอนุรักษ์นิยมในกองทัพไม่เห็นด้วยจึงเกิดการรัฐประหารในเดือนสิงหาคม ในปี ค.ศ.1991 จากการประท้วงของประชาชนนำโดย "บอริส เยลต์ซิน (Boris Yeltsin)" ซึ่งเขาก็รอดมาได้เพียงช่วงเวลาสั้นๆ แต่ในที่สุดเขาก็ถูกบังคับให้ลาออก หลังจากนั้นพรรคคอมมิวนิสต์ก็ถูกยุบและสหภาพโซเวียตก็ล่มสลายอย่างเป็นทางการในเดือนธันวาคมของปีเดียวกัน และนับตั้งแต่ปี ค.ศ.1993 เป็นต้นมา เขาก็ได้ดำรงตำแหน่งประธานมูลนิธินานาชาติเพื่อการศึกษาด้านเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง ชื่อว่า "มูลนิธิกอร์บาชอฟ"


Gorbachev received Nobel Peace Prize
ที่มา : https://www.sbs.com.au/

ถึงอย่างไรก็ตาม จากการที่เขาปรับปรุง เปลี่ยนแปลงระบบเศรษฐกิจและ ปฏิรูปการเมืองให้สิทธิเสรีภาพแก่ประชาชนมากขึ้นในครั้งนั้น แม้จะส่งผลกระทบต่อสหภาพโซเวียตก่อให้เกิดวิกฤตขึ้นอย่างมาก แต่ก็ยังทำให้เขาได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพใน ค.ศ.1990 ด้วยเช่นกัน

จากการผลักดันโยบายกลาสนอสต์และเปเรสทรอยกาที่เป็นปัจจัยที่สำคัญในการก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงปฏิรูปสังคมของผู้นำโซเวียตคนสุดท้ายอย่าง มิกคาอิล เชอร์เกเยวิช กอร์บาชอฟ ถึงแม้จะมีผลทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงและเกิดความรู้สึกชาตินิยมขึ้น จนทำให้สหภาพโซเวียตล่มสลายไปในที่สุด แต่อย่างไรก็ตามก็แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจ และการเป็นผู้นำที่ดีของมิกคาอิล กอร์บาชอฟ ที่อยากให้ประชาชนทุกคนที่อยู่ภายใต้การปกครองของตน ได้มีสิทธิเสรีภาพในด้านต่างๆมากขึ้น แม้จะไม่เป็นไปตามที่คาดหวัง ซึ่งเขาเองก็เสียใจจากการล่มสลายของสหภาพโซเวียตในครั้งนั้นเช่นกัน


อ้างอิง

ประทุมพร วัชรเสถียร. (2532). กลาสนอสท์ - เปเรสตรอยกา : กอร์บาชอฟปฏิรูป. กรุงเทพฯ: จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

ไพฑูรย์ วงศ์วานิช. (2528). มิคาอิล เชอร์เกเยวิช กอร์บาชอฟ. กรุงเทพฯ: บรรณกิจ.

สุชานัน สิทธิวรยศ. (2549). บาบาทของนโยบายกลานอสต์และเปเรสทรอยกาของนายมิคาอิล กอร์บาชอฟ ที่มีผลต่อพรรคคอมมิวนิสต์โซเวียต. กรุงเทพฯ: รัสเซียศึกษา คณะศิลปะศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.

สตีเฟน ออฟตินอสกี้. (2533). มิคาอิล เชอร์เกเยวิช กอร์บาชอฟ ผู้เปลี่ยนแปลงโลก. (อุดมพงษ์ แปลและเรียบเรียง). กรุงเทพฯ:สำนักพิมพ์แม่น้ำ.

The molussrcccp. (2555). 5 ยุคกอร์บาชอฟและการล่มสลาย. สืบค้นเมื่อ 15 กันยายน 2561. จาก: https://sites.google.com/site/themolussrcccp/home/5-yukh-kxr-ba-chxf-laea-kar-lm-slay

Tiew russia. (2554). รัสเซียหลายพันชุมนุมประท้วง. สืบค้นเมื่อ 15 กันยายน 2561. จาก: http://www.tiewrussia.com/thnews/index.php?name=news&file=readnews&id=896/

Wikipedia. (2561). มิคาอิล กอร์บาชอฟ. สืบค้นเมื่อ 15 กันยายน 2561. จาก https://th.wikipedia.org/wiki/มีฮาอิล_กอร์บาชอฟ#รางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ

อ่านเพิ่มเติม »