แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ อารยธรรมกรีก แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ อารยธรรมกรีก แสดงบทความทั้งหมด

ปอมเปอี (Pompeii) สุสานแห่งความเจริญรุ่งเรือง

โดย ฐาปนี รอดคำวงศ์

ก่อนที่เมืองปอมเปอีจะจมหายไปตลอดกาลจากเหตุการณ์ระเบิดของภูเขาไฟวิสุเวียส ในปี ค.ศ. 79 ซึ่งเป็นเวลา 1500 ปี กว่าที่เมืองปอมเปอีจะถูกค้นพบ ในอดีตเมืองนี้เคยเป็นเมืองท่าที่เจริญรุ่งเรืองเมืองหนึ่งของอาณาจักรโรมันและถือเป็นเมืองตากอากาศยอดนิยมของชาวโรมัน ตัวเมืองมีการวางผังเมืองเป็นระเบียบ มีสาธารณูปโภคที่ขึ้นชื่อและวิหารบูชาเทพเจ้ามากมาย อารยธรรมเหล่านี้ล้วนแสดงให้เห็นถึงความเจริญรุ่งเรืองของอาณาจักรโรมันในอดีตได้เป็นอย่างดี


House of the Faun ที่เมือง Pompeii – ที่พักที่ร่ำรวยที่สุดของปอมเปอี

ปอมเปอี (Pompeii) ตั้งอยู่ใกล้กับเมืองเนเปิลส์ ทางตอนใต้ของประเทศอิตาลี ตัวเมืองมีการสร้างกำแพงล้อมรอบและมีการวางผังเมืองอย่างดี ถือว่าเป็นเมืองที่สวยงามคล้ายภาพวาดเพราะตั้งอยู่ริมอ่าวเมเปิ้ลและเป็นเมืองที่มีภูเขาใหญ่ มีต้นไม้ซึ่งก็คือ ภูเขาไฟวิสุเวียส เอกลักษณ์ของเมืองนี้คือ ชาวโรมันที่มีฐานะร่ำรวยมักสร้างบ้านพักตากอากาศตามชายฝั่งทะเลและเชิงเขาวิซูเวียสเพื่อเข้ามาพักผ่อนในฤดูร้อนจนทำให้กลายเป็นเมืองตากอากาศยอดนิยมของชาวโรมัน นอกจากนี้ยังมีการลงทุนทำการค้าขาย ทำไร่องุ่นและผ้าขนสัตว์รวมทั้งสินค้าหัตถกรรมมากมาย ทำให้เมืองปอมเปอีกลายเป็นศูนย์กลางการค้าและเจริญรุ่งเรืองอย่างมาก เห็นได้จากในเมืองมีอาคารสาธารณะต่างๆ สถาปัตยกรรมที่สวยงาม เช่น โรงอาบน้ำ โรงละคร ฟอรัมเมืองปอมเปอี ที่นับว่าเป็นจุดศูนย์กลางของเมือง มีตลาด ที่ทำการของรัฐและเทวสถานหลายแห่ง เช่น เทวสถานจูปีเตอร์ เทวสถานอพอลโล ฟอรัมแห่งนี้นับว่ามีความใหญ่โตมากที่สุดแห่งหนึ่งของอาณาจักรโรมันโบราณ โดยเวลานั้นมีประชากรอาศัยอยู่ราว 20,000 คน


ร่างปูนปลาสเตอร์ที่อยู่ในท่าทางใช้มือปิดปากปิดจมูก

จนเมื่อวันที่ 24 สิงหาคม ค.ศ.79 ขณะที่ชาวเมืองกำลังจัดงานเฉลิมฉลองเพื่อบูชาเทพเจ้าแห่งไฟอยู่นั้น ภูเขาไฟวิซูเวียสเกิดระเบิดขึ้นเมื่อเวลาประมาณ 13.30 น. เกิดฝุ่นควันและก๊าซพิษจำนวนมหาศาลถูกพ่นออกมาประกอบกับกระแสลมที่พัดพามันไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ซึ่งอยู่ใกล้เมืองปอมเปอีพอดี เมืองจึงได้รับผลกระทบจากภูเขาไฟระเบิดอย่างมาก ภายในเวลาเพียงไม่กี่นาทีท้องฟ้าทั่วทั้งเมืองถูกปกคลุมด้วยฝุ่นควันและเกิดท้องฟ้ามืดไปทั้งเมือง ไม่นานนักเศษดินและหินที่ลอยออกมากับฝุ่นควันก็เริ่มจับตัวกันแล้วเริ่มร่วงลงมาสู่เมืองปอมเปอี มีชาวเมืองจำนวนมากที่พยายามหนีออกจากเมืองและบางส่วนไปหลบในบ้านหรือในสถานที่ส่วนรวมแต่มีไม่มากนักที่รอดชีวิต ชาวปอมเปอีจำนวนมากหายใจไม่ออกเพราะ สำลักก๊าซพิษที่ภูเขาไฟพ่นออกมาหรือหินพัมมิซตกลงใส่หัวจนล้มลงหมดสติและเสียชีวิตในที่สุด

เช้าของวันที่ 25 วิซูเวียสระเบิดแรงขึ้น แรงสั่นสะเทือนทำให้เกิดคลื่นแรงในทะเลซัดพังสร้างความเสียหายแก่บ้านพักตากอากาศหลายหลัง  วันต่อมาการระเบิดยังคงมีอยู่แต่เบาลงกว่าสองวันแรก แต่ก็เกิดฝนตกลงมาบริเวณลาดเขาซึ่งเต็มไปด้วยเถ้าถ่านที่ร้อนจัดทำให้น้ำฝนผสมกับเถ้าถ่านกลายเป็นโคลนเดือดไหลลงมากลบเมืองเฮอร์คิวเลเนียม ทำให้เมืองนี้ถูกฝังอยู่ใต้หินและมีชาวเมืองหลายร้อยคนเสียชีวิตแต่เป็นเพียงส่วนน้อยเพราะ ส่วนใหญ่ได้อพยพออกไปก่อนแล้ว  การระเบิดของภูเขาไฟวิสุเวียสไม่เหมือนกับการระเบิดของภูเขาไฟทั่วไปแต่เป็นการระเบิดครั้งนี้เป็นแบบพลิเนียนจึงมีหินภูเขาไฟตกลงมาราวกับฝนและก้อนหินที่ค่อยๆทับถมเมืองปอมเปอีกับผู้คนที่อยู่ภายในเมืองนับหมื่นให้จมลงพร้อมกัน

การขุดซากเมืองปอมเปอี เริ่มขึ้นในปี ค.ศ. 1784 โดยตระกูลบูร์บง จนในปี 1860 กุยเซปเป ฟีโอเรลลี พบวิธีการสำรวจซากเมืองปอมเปอี คือ การเจาะรูเข้าไปในโพรงขี้เถ้าและเทปูนพลาสเตอร์ลงไป รอให้แห้งแล้วขุดขึ้นมาทำให้เห็นท่าทางสุดท้ายของชาวเมืองจำนวนมากที่เสียชีวิตภายใต้เศษเถ้าจากภูเขาไฟท่วมทับ มีบางคนอยู่ในท่าทางคล้ายกับกำลังสวดมนต์และมีหลายรายที่อยู่ในอาการใช้มือปิดปากปิดจมูก  นอกจากนี้ยังพบทรัพย์สินที่อยู่ข้างกายของผู้เสียชีวิตซึ่งบ่งบอกฐานะทางสังคมของแต่ละคน เช่น โครงกระดูกที่มีตุ้มหูหรือสร้อยทองคำ ส่วนทาสสามารถสังเกตได้จากโซ่ที่ล่ามข้อมือไว้ เป็นต้น เนื่องจากมีการขุดค้นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปลายปี ค.ศ. 1760 ทำให้เปิดสิ่งที่ทับถมออก ทำให้เห็นสภาพเมืองทั้งถนนและอาคาร บ้านเรือนต่างๆ เช่น คฤหาสน์ วิหารเทพเจ้าจูปิเตอร์และอพอลโล ลานจัตุรัสฟอรัมที่เป็นศูนย์กลางของเมืองซึ่งแสดงให้เห็นถึงความรุ่งเรืองของเมืองปอมเปอี

บางแหล่งก็กล่าวไว้ว่า เหตุที่เมืองปอมเปอีต้องเจอกับเหตุการณ์น่าสลดใจเช่นนี้ นั่นเพราะเป็นเมืองคนบาปที่ถูกพระเจ้าลงโทษ แม้ว่าในเมืองจะเต็มไปด้วยวิหารบูชาเทพเจ้าแต่ก็น่าเศร้าที่เทพเจ้าไม่สามารถที่ช่วยให้พวกเขารอดพ้นจากเหตุการณ์นี้ได้เลยแม้แต่น้อย นี่เป็นที่สิ่งที่เตือนใจทุกคนในเรื่องความไม่เที่ยงแท้ของชีวิต เราไม่มีวันรู้ตัวล่วงหน้าว่าวันพรุ่งนี้จะเกิดเหตุการณ์อะไรกับเรา บางทีอาจประสบชะตากรรมเดียวกันกับเหตุการณ์ปอมเปอีในอดีตก็เป็นได้

ปัจจุบันเมืองปอมเปอีได้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรมของยูเนสโกตั้งแต่ปี 1997 และเป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญของอิตาลี นับได้ว่าเป็นเมืองโรมันโบราณแห่งหนึ่งของโลกที่แม้ว่าจะมีอายุเก่าแก่แต่สถาปัตยกรรมต่างๆ กลับคงอยู่ในสภาพที่สมบูรณ์มาก


อ้างอิง

กระปุกดอทคอม.(2559). ปอมเปอี ประวัติ โศกนาฏกรรมแห่งเมืองภูเขาไฟ อิตาลี (ออนไลน์). สืบค้นเมื่อ 9 กุมภาพันธ์ 2563, จาก : https://hilight.kapook.com/view/

ไทยรัฐออนไลน์.(2557). มหาวิบัติปอมเปอี (ออนไลน์). สืบค้นเมื่อ 10 กุมภาพันธ์ 2563, จาก : https://www.thairath.co.th/content/403745

JINTANA.(2557). สุสานแห่งความเจริญรุ่งเรือง “ปอมเปอี” (Pompeii)1 (ออนไลน์). สืบค้นเมื่อ 9 กุมภาพันธ์   2563, จาก : https://bit.ly/38g4WJ5

Travel.trueid. (2559). ปอมเปอี นครแห่งความตาย เปิดกรุ สุสานใต้ลาวา (ออนไลน์). สืบค้นเมื่อ 9   กุมภาพันธ์ 2563, จาก : https://bit.ly/2tMpRob
     
                                                                   


อ่านเพิ่มเติม »

อพอลโล (Apollo) เทพแห่งดวงอาทิตย์

โดย ชญานิน ลีลาศ

สมัยโบราณมนุษย์ยังไม่ทราบถึงปรากฏการณ์ทางธรรมชาติต่าง ๆ เช่น พายุฝนฟ้าคะนอง น้ำท่วม หรือแผ่นดินไหว เป็นต้น ปรากฏการณ์เหล่านี้ทำให้เกิดความกลัว และสร้างความเดือดร้อนเป็นอย่างมาก จึงมีความเชื่อเกี่ยวกับเรื่องราวของเหล่าเทพเจ้าเกิดขึ้น เพื่อเป็นสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจของตน โดยเชื่อว่าเทพเจ้าควรได้รับการสักการะบูชา และเทพเจ้าจะเฝ้ามอง ปกป้อง และคอยช่วยเหลือพวกตน อีกทั้งยังคอยลงโทษผู้ที่พระพฤติตนไม่ดีอีกด้วย ชาวกรีกโบราณก็คิดเช่นกัน อีกทั้งพวกเขายังมีความเชื่อในของเรื่องเทพเจ้าเป็นอย่างมากเช่น การเกษตร การทำศึกสงคราม การแพทย์ หรือการดนตรี เป็นต้น ไม่ว่าสิ่งใดก็ล้วนเกี่ยวข้องกับเรื่องราวของเหล่าเทพเจ้าทั้งสิ้น


Apollo Belvedere

เทพอพอลโลเป็น 1 ใน 12 มหาเทพแห่งโอลิมปัส บุตรของซุส มหาเทพแห่งท้องฟ้าและนางเลโต
โดยอพอลโลเป็นเทพแห่งดวงอาทิตย์ แสงสว่าง การดนตรี สัจจะ และการแพทย์อีกด้วย อพอลโลถือได้ว่าเป็นเทพเจ้าหนุ่มรูปงาม มีน้องสาวฝาแฝดคือ เทพีอาร์เทมีส (โรมันคือไดอาน่า) ซึ่งเป็นเทพีแห่งดวงจันทร์และการล่าสัตว์อีกด้วย

เดิมสุริยเทพของกรีกคือ ฮีลิออส บุตรของไฮเพอร์เรียน ซึ่งเป็นเทพไทแทน เมื่อเหล่าเทพไทแทนสิ้นอำนาจ และเหล่าเทพเจ้าขึ้นปกครองแทน ชาวกรีกจึงหันมานับถือเทพอพอลโลแทนฮีลิออส

เมื่อนางเลโตมารดาของอพอลโลตั้งครรภ์ นางถูกทำร้ายโดยเทพีเฮร่า เหตุเพราะนางเป็นที่ต้องตาต้องใจของเทพซุส ทำให้นางเลโตต้องอุ้มครรถ์หนีงูไพธอน งูยักษ์ของเทพีเฮร่าที่ส่งมาทำร้ายนางและด้วยคำกล่าวของเทพีเฮร่าที่ว่า ห้ามทุกพื้นที่บนแผ่นดินนี้ให้พี่พักแก่เลโตในการคลอดบุตร ทำให้นางต้องเร่ร่อนไปมาเพื่อหนีงูไพธอน ทั้งยังไม่สามารถหาที่พักพิงในการคลอดบุตรได้ เมื่อนางเลโตได้เดินทางไปถึงเกาะดีลอส เทพโพไซดอนเกิดความสงสารจึงบันดาลให้เกิดเกาะน้องผุดขึ้นในทะเล ซึ่งไม่ได้อยู่ในพื้นที่คำกล่าวของเทพีเฮร่า นางเลโตจึงสามารถให้กำเนิดบุตรได้ เป็นคู่แฝดชายหญิงคือ เทพอพอลโลและเทพีอาร์เทมีสนั่นเอง

เมื่ออพอลโลถือกำเนิดได้ไม่นาน อพอลโลก็ได้ทำการฆ่างูไพธอน เพราะเหตุนี้บางครั้งเทพอพอลโลก็ถูกเรียกว่า ไพธูส แปลว่า ผู้ประหารไพธอน นอกจากนี้อพอลโลยังมีชื่อเรียกอื่น ๆ อีกมากมาย เช่น ชื่อตามสถาณที่เกิดว่า ดีเลียน หรือฟีบัส ที่แปลว่า แสงสว่าง โดยฟีบัสมักใช้รวมกันกับชื่อของเทพอพอลโล รวมเป็น ฟีบัส อพอลโล

อพอลโลเป็นเทพผู้เก่งกาจ และได้ทำการสังหารศัตรูและสัตว์ดุร้ายต่าง ๆ มากมาย เช่น งูยักษ์ไพธอน ,ยักษ์อโลอาดีและอีฟิอัลทิส ผู้สืบเชื้อสายจากราชวงศ์ไทแทน ที่หวังจะฟื้นคืนราชวงศ์ไทแทนกลับมา ก็ล้วนถูกจัดการด้วยฝีมือของเทพอพอลโลทั้งสิ้น

นอกจากสังหารเหล่าศัตรูและสัตว์ดุร้ายแล้ว เทพอพอลโลยังถือเป็นนักขับกล่อมดนตรีให้แก่เหล่าเทพโอลิมปัสอีกด้วย เทพอพอลโลมักจะถือพิณด้วยมือข้างหนึ่ง และอีกข้างหนึ่งถือคันธนู ซึ่งธนูของเทพอพอลโลนั้นสามารถยิงได้ไกลและแม่นยำเป็นอย่างมาก ทำให้ได้รับสมญานามว่า เทพแห่งธนู อีกทั้งอพอลโลยังเป็นเทพผู้ถ่ายทอดวิชาศิลป์ให้แก่เหล่ามนุษย์

เทพอพอลโลชื่นชอบการเล่นเล่นพิณเป็นอย่างมาก โดยอพอลได้รับพิณมาจากเฮอร์เมสเทพแห่งการสื่อสาร การเดินทาง และหัวขโมย สาเหตุมาจากเฮอร์เมสได้ทำการขโมยวัวของเทพอพอลโลไปซ่อน ทำให้อพอลโลโกรธเป็นอย่างมาก แต่เฮอร์เมสไถ่โทษด้วยการประดิษฐ์พิณชิ้นแรกของโลกให้แก่อพอลโล พิณนี้มีเสียงบรรเลงที่ไพเราะและถูกใจอพอลโลเป็นอย่างมาก จึงยอมคืนดีกับเฮอร์เมสเพื่อแลกกับพิณ

อพอลโลเป็นเทพหนุ่มที่มีรูปโฉมงดงามที่สุด เรียกได้ว่าเป็นตัวแทนของเพศชายชาวกรีกที่งดงามที่สุดเลยก็ว่าได้ โดยอพอลโลได้มีความรักมายมากไม่แพ้ซุสพ่อของตน ไม่ว่าจะทั้งเทพ เทพี มนุษย์ชายหรือหญิง อีกทั้งยังมีบุตรธิดาไม่น้อยกับความสัมพันธ์เหล่านี้

ตำนานของอพอลโลและสนมนางโคโรนิส ธิดาแห่งฟลีจีอัส ราชาแห่งเธสซาลี ในขณะที่นางตั้งครรภ์นางได้เล่นชู้กับชายนามว่าอิสคีส ซึ่งอพอลโลได้ให้อีกา (บางตำนานกล่าวว่าเป็นนกดุเหว่า) เฝ้านางเอาไว้ เมื่ออีกามาบอกข่าว อพอลโลโกรธเป็นอย่างมาก จึงได้ทำการสาปอีกาจากสีขาวเป็นสีดำ และทำการฆ่าโคโรนิส อีกทั้งยังเอาทารกออกมาก่อนเผาศพของนาง นั่นคือเอสคิวเลปิอัส โดยนำเขาไปให้ไครอน ซึ่งเป็นเซนทอร์ที่เชี่ยวชาญในเรื่องวิชาต่าง ๆ เลี้ยงดู

เอสคิวเลปิอัสเป็นคนฉลาด อีกทั้งยังเก่งเรื่องของการเยียวยารักษาโรคต่าง ๆ ไม่มีโรคใดที่เขารักษาไม่ได้ ทั้งยังสามารถทำให้คนตายกลับมามีชีวิตได้อีกครั้ง ชื่อเสียงของเขาแพร่กระจายไปอย่างกว้างใหญ่ไพศาล ฮาเดสเทพเจ้าแห่งความตายและใต้พิภพจึงได้ปรึกษาซุสว่า การฟื้นคืนชีพผู้คนของคิวเลปิอัสจะทำให้โลกรวน และมีผลกระทบกับจัดการเหล่าวิญญาณคนตาย ซุสได้ฟังดังนั้นจึงทำการฆ่าคิวเลปิอัส ด้วยสายฟ้าอาวุธของตน และได้ทำการเปลี่ยนคิวเลปิอัสเป็นกลุ่มดาว เมื่ออพอลโลรู้ถึงการตายของคิวเลปิอัสเขาโกรธเป็นอย่างมาก แต่เพราะไม่สามารถทำอะไรซุส ผู้เป็นพ่อได้ จึงทำการยิงธนูฆ่ายักษ์ไซคลอปส์ที่ประดิษฐ์สายฟ้าของซุสแทน ซุสได้ลงโทษอพอลโลด้วยการเนรเทศให้มาอยู่โลกมนุษย์และเป็นทาสรับใช้มนุษย์เป็นเวลา1ปี



ตำนานความรักของอพอลโลที่เป็นที่น่าจดจำอีกตำนานหนึ่งคือ เรื่องราวความรักของอพอลโลและนิมพ์ดาฟนี (นิมพ์คือสตรีที่เป็นตัวแทนสิ่งต่าง ๆ ในธรรมชาติ) เล่ากันว่าดาฟนีเป็นธิดาของเพอนีอัส เทพแห่งแม่น้ำ อพอลโลเมื่อได้เนนางก็ตกหลุมรักแต่แรกพบ อพอลโลได้เดินไปหาดาฟนีแต่นางหันมาพบเขาก่อน ดาฟนีรู้ทันจึงได้หนีอพอลโลขึ้นไปบนภูเขา อพอลโลได้ไล่ตามนางไปอย่างไม่ลดละ เมื่อเขาจวนจะขว้าตัวนาง ดาฟนีได้องขอให้เพอนีอัสพ่อของนางช่วย เพอนีอัสรับรู้คำขอของนางด้วยญาณ จึงได้ทำการเสกนางให้กลายเป็นต้นลอเรล เปลือกไม้เริ่มงอกปกคลุมผิวกาย แขนและมือกลายเป็นกิ่งและใบ นิ้วเท้ากลายเป็นราก ดวงหน้าอันงดงามของดาฟนีถูกฝังไว้กับยอดไม้ ทันทีที่อพอลโลคว้านาง เขาก็สัมผัสได้ถึงเปลือกไม้ นางกลายเป็นต้นไม้ไปต่อหน้าต่อตา เมื่อความรักของเขาไม่สมหวัง อพอลโลจึงได้ทำการรับต้นลอเรลเป็นต้นไม้ประจำตัวและเป็นสัญลักษณ์ของตน อีกทั้งมงกุฏลอเรลยังเป็นสัญลัษณ์แห่งชัยชนะอีกด้วย

อพอลโลรักไฮยาซินธัส เจ้าชายจากลาเคไดโมเนีย แต่เซฟีรัส เทพแห่งลมตะวันตกเกิดความอิจฉา ในขณะที่อพอลโลและไฮยาซินทัสเล่นขว้างจักรกัน เซฟีรัสจึงให้ให้จักรของอพอลโลไปโดนศรีษะของไฮยาซินทัสจนเสียชีวิต อพอลโลเสียใจมากจึงเปลี่ยนให้ไฮยาซินทัสเป็นดอกไม้ หรือดอกไฮยาซิน

อพอลโลเป็น1ใน 12 เทพแห่งโอลิมปัส โดยเป็นบุตรชายของมหาเทพซุส เทพแห่งท้องฟ้า และนางเลโต อพอลโลเป็นเทพแห่งดวงอาทิตย์ แสงสว่าง การดนตรี สัจจะ และการแพทย์ โดยทั่วไป รูปปั้นอะพอลโล จะถือเครื่องดนตรีคล้ายพิณและมีลูกบอลทองคำ ที่เป็นสัญลักษณ์ของดวงอาทิตย์ ปัจจุบัน อพอลโลเป็นชื่อที่ถูกอ้างอิงบ่อย ๆ ในทางที่เกี่ยวกับแสงสว่างหรือความสำเร็จ เช่น เป็นชื่อปฏิบัติการ ทางอวกาศ ของนาซาที่เรียกว่า โครงการอพอลโล เป็นต้น


อ้างอิง

12 เทวสภาเเห่งยอดเขาโอลิมปัส. (2557). อพอลโล (Apollo). สืบค้นเมื่อ 6 มกราคม 2562. จาก:  https://sites.google.com/site/12thewsphaehengyxdkheaxolimpas/12-the-wsph-aeheng-yxd-khea-xo-limpas/4-x-phxllo-apollo

ตำนานดีๆ. (2558). เทพอพอลโล (Apollo) แทพแห่งดวงอาทิตย์. สืบค้นเมื่อ 6 มกราคม 2562. จาก: https://www.tumnandd.com/

ADMIN. (2553). อพอลโล (Apollo) เทพแห่งแสงสว่าง หรือ เทพแห่งดวงอาทิตย์. สืบค้นเมื่อ 6 มกราคม 2562. จาก: http://variety.phuketindex.com/faith/

สำนักงานบริหาร สภากาชาดไทย. (2563)..เทพเจ้ากรีก. สืบค้นเมื่อ 13 เมษายน 2563. จาก: https://adminis.redcross.or.th/

ADMIN. (2562).ตำนานอพอลโล (Apollo) เทพแห่งแสงอาทิตย์ และดวงอาทิตย์ ตอนที่ 2. สืบค้นเมื่อ 13 เมยายน 2562. จาก: https://trvsdjam.com/2019/10/05/

อ่านเพิ่มเติม »

รัฐในอุดมคติของเพลโต

โดย วชิระ ศรีรัตนพาณิชย์

บนโลกของเราทุกอย่างมีที่มาที่ไปกันทั้งนั้น กฎหมายก็เช่นกัน โดยเฉพาะกฎหมายมหาชนซึ่งถือเป็นกฎหมายที่มีมายาวนาน กว่าจะได้รับอนุญาตให้นำมาใช้ได้ต้องมีการคิดแล้วคิดอีก คิดไตร่ตรองหลายรอบว่าดีแล้วหรือยัง จึงสามารถนำมาประกาศใช้ได้ ดังนั้นกฎหมายจึงยากที่จะเข้าใจ การที่จะเข้าใจถึงความหมายของกฎหมายได้นั้น จึงมีความจำเป็นที่จะต้องเรียนรู้ถึงความเป็นมา ซึ่งในบทความรัฐในอุดมคติของเพลโตที่จะกล่าวต่อไปนี้ จะเป็นการอธิบายเกี่ยวกับแนวคิดของเขาที่มีต่อรัฐและระบบการปกครอง ซึ่งแนวคิดของเขานั้น ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการนำหลักกฎหมายมาใช้ในยุคอารยธรรมกรีก

กรีกในสมัยโบราณเป็นยุคที่แนวคิดเกี่ยวกับกฎหมายได้ถือกำเนิดขึ้น การปกครองของกรีกนั้นจะเป็นรูปแบบของการปกครองแบบนครรัฐ เช่น นครรัฐเอเธนส์ นครรัฐสปาร์ตา ในแต่ละนครรัฐมีรูปแบบการปกครองที่แตกต่างกันออกไป และเปลี่ยนรูปแบบไปเรื่อยๆ ตามกาลเวลา เริ่มต้นจากการที่ปกครองโดยกษัตริย์องค์เดียว ถัดมาเป็นการปกครองโดยอภิสิทธิ์ชน ต่อมาเป็นการปกครองในรูปของเผด็จการ และไปสู่การปกครองในรูปแบบประชาธิปไตย

การปกครองในรูปแบบที่หลากหลายของกรีก ทำให้เห็นความแตกต่างของแนวคิดทางการปกครอง ซึ่งส่งผลให้นักปราชญ์ในยุคนี้มีหน่อความคิดเกี่ยวกับแนวคิดทางกฎหมาย และหน่อความคิดนั้นก็ได้พัฒนาการจนกลายเป็นรากฐานและต้นกำเนิดของกฎหมาย ยุคอารยธรรมกรีกนั้นกฎหมายจะถูกเขียนในรูปของปรัชญามากกว่าในรูปของกฎหมาย ผู้ก่อตั้งแนวคิดเกี่ยวกับกฎหมายก็คือเหล่านักคิดนักปราชญ์ทั้งหลาย และหนึ่งในนั้นที่วางรากฐานเกี่ยวกับ “หลักนิติรัฐ” มีชื่อว่า เพลโต ลูกศิษย์ของโสเครติส


Plato

เพลโต (Plato) เป็นนักอุดมคติในยุคอารยธรรมกรีก หนังสือที่ได้รับการกล่าวถึงอย่างมากของเขา คือ Republic, Statesman และ Laws ทั้งสามเล่มเป็นแนวคิดทางการเมือง ซึ่งเขาได้ถ่ายทอดแนวคิดผ่านบทสนทนาของตัวละครที่อยู่ในหนังสือ

หนังสือเล่มแรก คือ The Republic เป็นหนังสือเกี่ยวกับแนวคิดของรัฐในอุดมคติ เป็นรัฐที่ผู้ปกครองจะต้องมีปัญญา มีความรู้ รู้จักว่าสิ่งไหนดีสิ่งไหนไม่ดี มีความสามารถในการชักชวนผู้คนให้ทำความดี ดังนั้น ผู้ที่ปกครองรัฐในอุดมคตินั้นจะต้องเป็นคนที่มีคุณธรรม มีศีลธรรมอันดี เพลโตเรียกมันว่า “ราชาปราชญ์” และผู้ปกครองจะต้องไม่มีครอบครัวและทรัพย์สิน เพื่อที่จะได้ตั้งตนในการทำสิ่งต่างๆ ให้แก่รัฐอย่างเต็มที่ ดังนั้นรัฐในอุดมคติของเพลโต จึงเป็นรัฐที่ไม่จำเป็นต้องมีกฎหมายใดๆ ทั้งสิ้น ใช้เพียงแค่ปัญญาและความสามารถของราชาปราชญ์ก็เพียงพอ ในด้านของการปกครองนั้น เขาได้กล่าวว่าการปกครองแบบประชาธิปไตยเป็นระบบการปกครองที่แย่ การปกครองที่ดีที่สุดคือ การปกครองแบบราชาธิปไตย เป็นการปกครองที่มีกษัตริย์ที่เป็นนักปราชญ์และมีคุณธรรมเป็นผู้ครองรัฐ


The Republic

หนังสือเล่มที่สอง คือ The Statesman ในหนังสือเล่มนี้ เพลโตกล่าวว่าระบบการปกครองแบบราชาธิปไตย ในหนังสือเรื่อง The Republic นั้นเป็นไปได้ยากมาก จึงเปลี่ยนแนวคิดจากระบบราชาธิปไตยมาเป็นแบบประชาธิปไตยแทน ในหนังสือเล่มนี้ เขาได้เปลี่ยนความคิดที่ว่าการปกครองแบบประชาธิปไตยที่เขาเคยมองว่ามันแย่นั้น แท้จริงแล้วมันเป็นระบบการปกครองที่เหมาะสมในการปกครองรัฐ


The Statesman
ที่มา: https://www.amazon.com/

หนังสือเล่มที่สาม คือ The Laws ในหนังสือเล่มนี้ แนวคิดของระบบการปกครองแบบราชาธิปไตย และประชาธิปไตย ของเพลโตในหนังสือเล่มแรก และเล่มที่สองนั้น มันเป็นระบบที่แย่ทั้งคู่ กล่าวคือ ระบบการปกครองแบบราชาธิปไตย อำนาจจะอยู่ที่กษัตริย์เพียงคนเดียว ถ้ากษัตริย์ไร้คุณธรรม จรรยา ประชาชนก็จะเดือดร้อน ในขณะที่ระบบการปกครองแบบประชาธิปไตยนั้น เป็นระบบการปกครองที่มอบสิทธิและมอบอำนาจให้แก่ประชาชน ซึ่งประชาชนอาจจะใช้สิทธ์นั้นในทางที่ผิด เนื่องจากมีความรู้น้อย ดังนั้นในหนังสือเล่มที่สาม The Laws เขาจึงเสนอการปกครองรูปแบบใหม่ คือการเอาทั้งระบบการปกครองแบบราชาธิปไตย และประชาธิปไตย มาผสมกัน ดังนั้น จึงมีการสร้างหลักกฎหมายขึ้นมา ทั้งกษัตริย์และประชาชนจะต้องอยู่ภายใต้กฎหมาย ทุกคนจะต้องเคารพและปฏิบัติตาม หลักกฎหมายที่เขานำมาใช้ เรียกว่า “หลักนิติรัฐ”


The Laws
ที่มา: https://www.amazon.com/

หนังสือทั้งสามเล่มของเพลโต ได้แสดงให้เห็นถึงพัฒนาการทางแนวคิดของตัวเขาเองเกี่ยวกับรัฐในอุดมคติ ที่มีความแตกต่างกันออกไปในแต่ละช่วงชีวิต ซึ่งแนวคิดเหล่านั้นได้รับมาจากการตกผลึกทางความคิดของเขาเอง ในปัจจุบัน มีหลายประเทศที่นำแนวคิดของเพลโตไปปรับใช้ เช่น ประเทศไทยได้นำหลักนิติรัฐมาปรับใช้ในระบบการปกครอง ดังนั้นแล้ว เพลโตถือว่าเป็นคนที่วางรากฐานหลักนิติรัฐและระบบการปกครองไว้ให้แก่คนรุ่นหลังจนถึงปัจจุบันนี้


อ้างอิง

Teerayaut. (2012). แนวคิดและต้นกำเนินกฎหมายมหาชน. สืบค้นเมื่อวันที่ 9/2/2020. จาก  https://teerayaut.wordpress.com/2012/07/31/

ศาสตราจารย์ ดร.นันทวัฒน์ บรมานันท์. (2551). แนวคิดและปรัชญาของกฎหมายปกครอง. สืบค้นเมื่อวันที่ 9/2/2020. จาก http://public-law.net/publaw/view.aspx?id=1228

พระนิติกร จิตฺตคุตฺโต. (2015). การศึกษาเปรียบเทียบปรัชญาการเมืองของเพลโต กับแนวคิดทางการเมืองของพุทธทาสภิกขุ. สืบค้นเมื่อวันที่ 9/2/2020. จาก http://www.ojs.mcu.ac.th/index.php/jmcukk/article/view/2136

Bubeeja. (2556). เพลโต. สืบค้นเมื่อวันที่ 9/2/2020. จาก http://bubeeja.blogspot.com/2013/01/blog-post_20.html

อ่านเพิ่มเติม »

อาเรส (Ares) เทพแห่งสงคราม

โดย  ธีรยุทธ สมิตาสิน

อาเรส หรือ เเอรีส (Ares) หรือที่ชาวโรมันเรียกว่า มาร์ส (Mars) เป็นเทพเจ้าแห่งสงคราม นอกจากนี้ยังเป็นหนึ่งในสิบสองเทพแห่งโอลิมปัสด้วย โดยเป็นบุตรองค์หนึ่งของเทพซูส กับเทวีฮีรา อาเรสยังเป็นที่เกลียดชังของเทพ และมนุษย์ทั้งปวง เว้นแต่ชาวโรมัน ผู้มีนิสัยชอบการสงคราม


Ares Canope Villa Adrianar
ที่มา: https://www.tumnandd.com/

ประวัติของเทพอาเรสกล่าวไว้ว่า เทพอาเรสเป็นหนึ่งในโอรสระหว่างองค์เทพซูสกับเทวีฮีร่า และทรงเป็นโอรสที่ถูกพระบิดาตราหน้าว่า “เจ้าเป็นที่น่ารังเกียจ น่าชัง มากที่สุดในบรรดาลูกของข้าทั้งหมด เจ้าทั้งโหดร้าย และดื้อด้านเหมือนกับแม่เจ้าไม่ผิด!”  ซึ่งก็ถือว่าเป็นคำพูดที่ตรงกับอุปนิสัยใจคอของเทพอาเรสมากที่สุด

ความสามารถของเทพอาเรสคือ มีพละกำลังเหนือกว่ามนุษย์ปกติ ยิ่งหากเกิดสงครามจะทำให้อาเรสนั้นแข็งแกร่งขึ้น มีสัตว์ประจำตัวคือ เหยี่ยว และสุนัขมังกรไฟอาวุธของอาเรสนั้นส่วนใหญ่ที่ปรากฏในตำนานกรีกจะเป็นหอก แต่อาเรสสามารถใช้อาวุธทุกชนิดไม่ว่าจะเป็น ขวาน มีด ดาบ มาใช้ในการรบได้ทั้งสิ้น

นอกจากเทพอารีส จะมีนิสัยดังกล่าวแล้ว อาเรสยังเป็นเทพที่หุนหันพลันแล่น โมโหง่าย และรักในความรุนแรงเป็นอย่างมาก ซึ่งถือเป็นอุปนิสัยที่แตกต่างกับเทพีอะธีนาเป็นอย่างมาก แม้ว่าพระองค์จะเป็นเทวีแห่งสงครามเช่นกัน แต่เทพีอะธีนานั้นมีลักษณะนิสัยที่สุขุมนุ่มลึก ฉลาด และเต็มไปด้วยความกล้าหาญ ทำให้ได้รับการยกย่องจากมนุษย์และเทพทั้งปวง

ด้วยเหตุผลที่ว่ามานี้ จึงทำให้เทพอาเรสรู้สึกอิจฉาริษยาเป็นอย่างมาก และตัดพ้อว่า “เหตุใดฟ้าที่ส่งให้อาเรสมาเกิดแล้ว จึงต้องส่งเอะธีนามาเกิดด้วยเล่า” ทำให้เมื่อทั้งสองต้องพบกันทีไร ก็มักจะเกิดเหตุทะเลาะวิวาทกันเสียทุกครั้งไป



ตามตำนาน มีเหตุการณ์การทะเลาะกันที่สำคัญอยู่ครั้งหนึ่ง เกิดขึ้นเมื่อทั้งสองไปพบกันกลางทาง และเกิดมีปากเสียงกันอย่างเคย เทพอาเรสโกรธมาก จึงบันดาลโทสะขว้างจักรอันมีฤทธิ์แรงกล้าไม่ต่างกับอสนีบาตขององค์ซูสเทพ เข้าใส่อะธีนาแต่เจ้าแม่ก็หลบได้ทัน แล้วทรงทุ่มหินที่วางอยู่ข้างๆ ตอบกลับไป แต่พอดีว่าหินก้อนนั้นไม่ใช่หินธรรมดา กลับเป็นหินที่ตั้งไว้เพื่อบอกอาณาเขต  เมื่อหินนั้นกระทบถูกร่างของอาเรส ก็ทำให้อาเรสถึงกับล้มลง เทพีอะธีนาจึงได้กล่าวเยาะเย้ยเทพอาเรสด้วยว่า “เจ้าโง่! ศึกครั้งนี้ ก็น่าจะทำให้เจ้ารู้ได้แล้วใช่ไหมว่าพละกำลังของเรามีมากขนาดไหน คราวหน้าคราวหลังอย่าคิดจะมารบกวนเราอีกต่อไปเลย!”

การเป็นเทพแห่งสงครามตามปกติ จะต้องชนะการรบในทุกที่ แต่สำหรับเทพอาเรสแล้วกลับเป็นผลในทางตรงข้าม เพราะเขามักจะปราชัยเสียมากกว่า เพราะนอกจากจะพ่ายแพ้แก่เทวีอะธีนาแล้ว เทพอาเรสยังพ่ายแพ้ต่อมนุษย์อีกหลายคนด้วย เช่น เฮอร์คิวลิส ผู้ที่เคยสังหารโอรสของอาเรสมาแล้ว ส่วนในครั้งที่ผู้เป็นพ่อเข้าช่วยลูก ก็เกือบถูกต่อยตี จนเทพอาเรสต้องหลบหนีไปยังโอลิมปัสแทบไม่ทัน เมื่อเรื่องดังกล่าวถึงหูเทพซูส พระองค์ก็ตัดสินให้เลิกลากันไป เพราะ เฮอร์คิวลิสก็ถือเป็นโอรสของเทพซูสเช่นเดียวกัน เพียงแต่ว่าเขานั้นมีมารดาเป็นเพียงแค่มนุษย์สามัญเท่านั้น

เทพอาเรสเดินทางไปไหนต่อไหนได้โดยรถศึกเทียมม้าที่มีฝีเท้าจัด และมีแสงเกราะและแสงศาตราวุธของเธอเป็นอาวุธคู่กาย ที่คอยส่องแสงสว่างเจิดจ้าบาดตาบุคคลผู้พบเห็นเป็นอย่างมาก นอกจากนี้เทพอาเรสยังมีบริวารคู่ใจที่คอยตามติดอยู่ 2 คน ได้แก่ เดมอส (Deimos) ที่หมายความว่าความกลัว กับ โฟบอส (Phobos) ที่หมายความว่า น่าสยองขวัญ บางตำนานกล่าวว่าบริวารทั้งสองนี้ถือเป็นโอรสของเทพอาเรส ส่วนในเชิงดาราศาสตร์ หากตั้งชื่อดาวอังคารว่า มาร์ส ตามชื่อเทพแห่งสงครามแล้ว จึงมีการก็ตั้งชื่อดวงจันทร์ที่เป็นบริวารที่โคจรอยู่รอบดาวอังคารทั้งสองดวงว่า เดมอส กับ โฟบอส ตามไปด้วย

อาเรสก็มีตำนานด้านความรักเหมือนเทพองค์อื่นๆ เขาได้เร่ร่อนหารักไปเรื่อยๆในโอลิมปัส แต่ไม่ได้ยกย่องให้ใครเป็นชายา อย่างไรก็ตาม มีเรื่องราวความรักของอาเรสที่สำคัญอยู่ครั้งหนึ่ง เรื่องราวนี้เกิดขึ้นตอนที่ได้ลักลอบไปเป็นชู้กับเทวีแห่งความงามและความรัก ที่มีชื่อว่า อโฟรไดท์

การที่เทพอาเรสเป็นที่รังเกียดของเทพและมนุษย์ชาวกรีก พฤติการณ์ความรักการลอบเป็นชู้กับเทวีอโฟรไดท์ครั้งนี้ จึงเป็นที่ดูถูกดูแคลนและถูกกล่าวหาอย่างรุนแรงจากมวลเทพที่คิดจะจ้องจับผิดด้วย เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นก็เพราะความมืดในราตรีกาล หากยังไม่มีใครทราบเรื่องหรือจับผิดได้แบบคาหนังคาเขา พฤติการณ์ลักลอบเป็นชู้ของอาเรสและอโฟรไดท์ก็จะยังคงถูกเก็บเป็นความลับเรื่อยมา แต่เหตุเพราะเธอเกรงกลัวแสงสว่าง ซึ่งเปรียบได้กับนักสืบของเทพอพอลโล ถ้านักสืบผู้นี้แฉพฤติการณ์ความผิดของเธอให้เทพอพอลโลรับรู้ เทพอพอลโลก็คงจะนำเรื่องราวไปทูลบอกแก่เทพฮีฟีสทัสซึ่งเป็นสวามีของอโฟรไดท์อย่างแน่นอน เธอจึงได้จ้างยามหนุ่มน้อยไว้คนหนึ่ง เขามีนามว่า อเล็กไทรออน (Alectryon) เพื่อให้คอยปลุกเธอเมื่อตอนใกล้รุ่งนั่นเอง

แต่เมื่อครั้งที่ความแตก ก็เป็นเพราะอเล็กไทรออนเผลอหลับเพลินจนถึงรุ่งเช้า ทำให้เทพอพอลโลได้เห็นความจริงว่าอาเรสกับอโฟรไดท์ได้หลับอยู่ด้วยกัน เทพอพอลโลโกรธมาก จึงนำเรื่องนี้ไปบอกแก่เทพฮีฟีสทัส ฮีฟีสทัสจึงลงโทษทั้งสองโดยการนำร่างแหเหล็กที่เคยเตรียมสานไว้ก่อนหน้านี้  มาทอดครอบไปยังอาเรสกับอโฟรไดท์ แล้วให้เทพทั้งปวงมาร่วมกันดูแคลน และหัวเราะร่วนกันอย่างสนุกสนานครื้นเครง ก่อนจะปล่อยตัวทั้งสองไป

ฝ่ายอาเรสรู้สึกอัปยศอดสูกับการโดนประจานต่อหน้าธารกำนัลครั้งนี้ยิ่งนัก จึงสาปให้อเล็กไทรออนกลายเป็นไก่ เพื่อทำหน้าที่คอยขันปลุกคนในยามใกล้รุ่งทุกเช้า เพื่อเป็นการลงโทษที่เขาแอบหลับยามจนนำความพินาศมาสู่เทพอาเรสนั่นเอง ด้วยเหตุนี้จึงเชื่อกันว่า ไก่ตัวผู้ทุกตัวที่เกิดขึ้นบนโลก ได้รับการสืบสกุลมาจากไก่อเล็กไทรออนตัวนี้ทั้งสิ้น ส่วนเทวีอโฟร์ไดท์ ก็ได้ประสูติธิดาออกมาองค์หนึ่งมีชื่อว่า อาร์โมเนีย ซึ่งเกิดกับอาเรส ในเวลาต่อมา นางก็ได้เป็นราชินีแห่งนครธีบส์

ชาวกรีกมีความรู้สึกไม่ชัดเจนต่ออาเรส เนื่องจากเทพอาเรสเป็นสัญลักษณ์ของความพ่ายแพ้เช่นเดียวกับความสามารถในสงครามแม้พระองค์จะทรงมีความกล้าทางกายซึ่งจำเป็นต่อความสำเร็จในสงคราม แต่เป็นพลังที่อันตราย "ท่วมท้น ละโมบในการยุทธ์ ทำลายล้างและฆ่าคน" ความกลัว (โฟบอส) และความสยองขวัญ (ไดมอส) พระโอรส และความแตกสามัคคี (เอนีโอ) คนรักและพระกนิษฐภคินี เดินทางไปกับพระองค์ด้วยบนรถม้าศึกในมหากาพย์อีเลียด

ซูสพระบิดาตรัสแก่อาเรสว่า พระองค์ทรงเป็นเทพที่ซูสเกลียดที่สุด สถานที่หรือวัตถุที่สัมพันธ์กับอาเรสทำให้สถานที่หรือวัตถุนั้นมีคุณภาพโหดร้าย อันตรายหรือเกี่ยวกับทหาร คุณค่าของพระองค์ในฐานะเทพแห่งสงครามกลายเป็นที่กังขา เพราะในสงครามกรุงทรอย อาเรสทรงอยู่ข้างที่ปราชัย ขณะที่อะธีนา ซึ่งมักพรรณนาในศิลปะกรีกโดยถือชัยชนะ (ไนกี) อยู่ในพระหัตถ์ อยู่ฝ่ายกรีกผู้ชนะ

แต่อย่างไรก็ตามชาวโรมันนั้นได้นับถือเทพเจ้าอาเรสเป็นอย่างมาก เพราะชาวโรมันโปรดปรานในการรบถึงกับแต่งให้แอรีสเป็นบิดาของรอมิวลุส (Romulus) ผู้สร้างกรุงโรมเลยทีเดียว

อย่างไรก็ตามเราจึงได้เห็นว่าความรุนแรงหรือปัญหาไม่ใช่ทางออกของทุกสิ่ง ผู้คนย่อมเชิดชูในสิ่งที่ทำให้ตนเกิดประโยชน์มากที่สุด และหากตนเองนั้นมีความคิดที่ไม่ดีหรือกระทำสิ่งไม่ดีจะเห็นได้ว่าผลของการกระทำนั้นจะส่งผลกระทบต่อเราในแง่ที่ไม่ดีเช่นกันอย่างที่เหตุการที่ได้เกิดกับอาเรส


อ้างอิง  

ตำนานเทพ,เจ้ากรีกเทพาอาเรส (Ares) หรือ Mars แทพแห่งสงคราม. สืบค้นเมื่อ  29 กรกฎาคม พ.ศ.2561, จาก:  http://www.tumnandd.com/%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%9E%E0%B8%B2%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%AA-ares-%E0%B8%AB%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B8%AD-mars/

ศาสนาและความเชื่อ,อาเรส เเอรีส (Ares) มาร์ส (Mars) เทพเจ้าแห่งสงครามและอาวุธ. สืบค้นเมื่อ  29 กรกฎาคม พ.ศ.2561, จาก: http://variety.phuketindex.com/faith/%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%AA-ares-%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%8C%E0%B8%AA-mars-2907.html

วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี, เเอรีส. สืบค้นเมื่อ  29 กรกฎาคม พ.ศ.2561, จาก: https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%81%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%AA

อ่านเพิ่มเติม »

อาร์คิมิดีส (Archimedes) นักประดิษฐ์อัจฉริยะ

โดย อัครเดช โคตรนายูง

ในสมัยกรีกยุคโบราณ นับได้ว่า เป็นช่วงที่อารยธรรมของมนุษย์มีความเจริญก้าวหน้าในหลายๆ ด้าน ทั้งในด้านวิทยาศาสตร์ ดาราศาสตร์ วิศวรกรรม หรือแม้กระทั่งด้านปรัชญา ซึ่งเกี่ยวกับความคิดที่ลึกซึ้งชาวกรีก รวมทั้งสิ่งประดิษฐ์หรืออารยธรรมต่างๆที่เคยถูกนำมาใช้ในยุคสมัยของกรีก ก็ยังส่งผลมามีอิทธิพลกับคนในยุคสมัยปัจจุบัน สิ่งนี้แสดงให้เห็นว่า ในสมัยของอารยธรรมกรีกนั้น เป็นสมัยที่มีการกำเนิดของนักคิด นักประดิษฐ์ นักดาราศาสตร์ และนักปรัชญาอย่างมากมาย ในบทความนี้ เราจะนำท่านผู้อ่าน ไปรู้จักกับนักคิด นักประดิษฐ์ วิศวกร และนักดาราศาสตร์ ที่มีอิทธิพลต่อการค้นพบในทางคณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ในปัจจุบันเป็นอย่างมาก นักวิทยาศาสตร์บางคนยังกล่าวถึงเขาว่า เป็นบิดาแห่งวิทยาศาสตร์ปฏิบัติ เพราะสามารถคิดค้นทฤษฎีต่างๆได้ด้วยการปฏิบัติให้เห็นจริง และชื่อของเขาก็คือ อาร์คิมิดีส นั่นเอง


ที่มา: https://sites.google.com/

อาร์คิมิดีส (Archimedes) ถือกำเนิดขึ้นที่ซีรากูซา แถบเกาะซิซิลี แคว้นปกครองตนเองของอิตาลีปัจจุบัน เขาเกิดขึ้นราว 287 ปีก่อนคริสตกาล โดยวันเกิดของอาร์คิมิดีส ได้ถูกอ้างอิงมาจากการบันทึกของนักประวัติศาสตร์กรีกไบเซ็นต์ไทต์ ชื่อว่า จอห์น เซตเซส ได้กล่าวไว้ว่า อาร์คิมิดีส มีอายุรวมทั้งสิ้น 75 ปี แต่อย่างไรก็ตาม ประวัติของอาร์คิมิดีส ได้มีการบันทึก และเล่าขานต่อกันมาหลายกระแส และเคยมีหนังสือชีวประวัติของอาร์คิมิดีสที่ถูกเขียนขึ้นโดย เฮราครีดีส เพื่อนของอาร์คิมิดีสเอง แต่ในที่สุดแล้ว หนังสือเล่มนี้ก็สูญหายไปจึงทำให้ชีวประวัติของอาร์คิมิดีสยังคลุมเครืออยู่ ไม่สามารถบอกชัดได้ว่า เขามีบุตร หรือมีครอบครัวหรือไม่

อย่างไรก็ตาม ก็มีบันทึกบางฉบับระบุเอาไว้ว่า อาร์คิมิดีส ได้รับการศึกษาจากอเล็กซานเดรียร์ เมืองหนึ่งในอาณาจักรอียิปต์โบราณ และเขาได้ใช้ชีวิตทั้งชีวิต ทุ่มเท และศึกษาเกี่ยวกับคณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ ทำให้ประสบความสำเร็จในการค้นพบสิ่งประดิษฐ์หลายอย่าง โดยสิ่งประดิษฐ์ต่างๆที่มีการประดิษฐ์ขึ้นนั้น ส่วนใหญ่จะเกี่ยวกับคานในการขนส่ง เช่น คานดีด คานงัด และการชักรอก เป็นต้น เพราะชีวิตในวัยเด็กของเขา คลุกคลีอยู่กับท่าเรือและการขนส่ง ทำให้เกิดแนวคิดว่าทำอย่างไร จึงจะสามารถขนส่งของในจำนวนมากๆได้ในครั้งเดียว

นอกจากนี้ยังมีอาวุธสงครามที่มีการประดิษฐ์ขึ้นเพื่อป้องกันบ้านเมืองจากการรุกรานของกองทัพโรมันอีกด้วย อาวุธนั้นก็คือ กระจกรวมแสง เมื่อนำเอากระจกนี้ไปส่องกับดวงอาทิตย์ จะทำให้แสงอาทิตย์มาโฟกัสที่กระจก แล้วเกิดเปลวไฟขึ้น ทหารกรีกได้ใช้กระจกนี้ เผากองเรือของโรมันจนพ่ายแพ้ และสิ่งประดิษฐ์ชิ้นนี้ ก็ช่วยป้องกันการรุกรานของทหารโรมันได้เป็นอย่างดี

อาร์คิมิดีส ถึงแก่กรรมเมื่อปี 222 ก่อนคริสตกาล โดยในระหว่างนั้น ได้เกิดสงครามพิวนิกครั้งที่ 2 เขาได้ถูกสังหารโดยทหารชาวโรมัน จากบันทึกของพลูทาร์ค เล่าว่า ทหารโรมันได้สั่งให้อาร์คิมิดีสออกมามอบตัว แต่อาร์คิมิดีสกำลังอยู่ในช่วงขบคิดแผนผังทางคณิตศาสตร์ชิ้นหนึ่ง จึงบอกว่า ขอแก้ปัญหาให้เสร็จก่อน ทำให้ทหารโรมันเกิดบันดาลโทสะ และสังหารเขาด้วยดาบจนเสียชีวิต



ผลงานสำคัญ

อาร์คิมิดีส ได้ประดิษฐ์สิ่งต่างๆ รวมไปถึงการค้นพบทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์หลายทฤษฎี แต่การค้นพบที่สำคัญของอาร์คิมิดีส และทำให้มีคนรู้จักชื่อเขาไปทั่วโลก ก็คือ การค้นพบการหามวลรวมของวัตถุ โดยมีเรื่องเล่าว่า กษัตริย์เฮียโรที่ 2 ต้องการจะทราบว่ามงกุฎทองคำบริสุทธิ์ที่พระองค์สั่งให้ช่างทำนั้น ได้มีการเจือปนโลหะอื่นลงไปหรือไม่ อาร์คิมิดีสสามารถแก้ปัญหานี้ได้ เมื่อเขาก้าวเท้าลงในอ่างน้ำ และสังเกตว่า น้ำมีการล้นออกมา จึงวิ่งออกไปยังถนน และตะโกนว่า “ยูเรการ์ ยูเรการ์” ซึ่งแปลว่า “ฉันรู้แล้ว ฉันรู้แล้ว” จากนั้น จึงได้นำไปกราบทูลให้กษัตริย์เฮียโรทรงทราบ สรุปทฤษฎีนี้ก็คือ น้ำที่ล้นออกมาจะเท่ากับปริมาตรของวัตถุที่ลงไปแทนที่น้ำนั่นเอง นี่จึงเป็นอีกการค้นพบหนึ่งที่สำคัญ และมีผลในการค้นพบทางวิทยาศาสตร์ในปัจจุบัน


ที่มา: http://cafef.vn/viec-lam/

นอกจากนี้ ยังมีสิ่งประดิษฐ์ที่เรายังนำมาใช้จนถึงทุกวันนี้ เช่น สว่าน การชักรอก เป็นต้น นอกจากสิ่งประดิษฐ์และทฤษฎีแล้ว ยังมีหนังสือหลายเล่มที่เขาเขียนขึ้น แต่หลงเหลือมาให้ศึกษาจนถึงปัจจุบันน้อยมาก

จากประวัติของอาร์คิมิดีส จะเห็นได้ว่า ภูมิปัญญาหรือทฤษฎีต่างๆที่เราใช้อยู่ในปัจจุบัน ส่วนใหญ่จะเป็นการค้นพบของคนในอดีต หรือที่เราเรียกกันติดปากว่า “ยุคโบราณ” ซึ่งถ้าจะมองกันในความเป็นจริงแล้ว คนในอดีต ก็ไม่ได้หมายความว่า เขาจะล้าหลัง หรือมีภูมิปัญญาด้อยกว่าปัจจุบันเลยแม้แต่น้อย ตรงกันข้าม ในปัจจุบัน เราก็ยังต้องอาศัยภูมิปัญญาของคนที่เราบอกว่า เป็นคนโบราณ ในการดำรงค์ชีวิตอยู่และก่อสร้างสิ่งต่างๆเพื่อตอบสนองความต้องการของเราเอง เป็นไปได้ไหมว่า ปัจจุบันเราเองนั่นแหละ ที่อาจจะต้องมาพิจารณาตัวเองใหม่ว่า จริงๆแล้ว เราเป็นยุคที่กำลังเสื่อมลงของอารยธรรมหรือไม่…

อ้างอิง

อาร์คีมีดีสกับมงกุฎทองคำ. สืบค้นเมื่อ 27 กันยายน 2561, จาก: https://web.ku.ac.th/schoolnet/snet2/mathematicians/arch_crown.htm

อาร์คิมิดีส. สืบค้นเมื่อ 27 กันยายน 2561, จาก: http://www.beyondpartiii.org/archimedes/

เปิดสุดยอดผลงานของอารคิมิดีส นักคณิตศาสตร์และกลศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในยุคโบราณ. สืบค้นเมื่อ 27 กันยายน 2561, จาก: https://www.wtfintheworld.com/2018/09/08/archimedes-7563/

อ่านเพิ่มเติม »

Mediterranean Diet รากอารยธรรม รากชีวิต

โดย พิทยุตม์ มงคล

สำหรับคนรักสุขภาพคำว่าอาหารแบบเมดิเตอร์เรเนียนคงเริ่มเป็นที่คุ้นหูกันมากขึ้น เพราะในช่วงไม่กี่ปีนี้ได้มีการพูดถึงประโยชน์ต่อสุขภาพของอาหารแบบเมดิเตอร์เรเนียนกันอย่างกว้างขวาง ทั้งช่วยลดน้ำหนัก ลดความเสี่ยงโรคหัวใจ และช่วยชะลอความแก่ เป็นต้น ด้วยประโยชน์เหล่านี้หลายคนคงเริ่มอยากจะลองทานอาหารแบบเมดิเตอร์เรเนียนกันแล้ว แต่คงมีผู้คนอีกไม่น้อยที่ยังสงสัยว่าอาหารแบบเมดิเตอร์เรเนียนคืออะไร มีวิธีการทานแบบไหน บทความนี้จะพาคุณไปรู้จักอาหารแบบเมดิเตอร์เรเนียนให้มากขึ้น

การจะเข้าใจถึงแก่นของอาหารนั้น สิ่งหนึ่งที่จะทำให้เราดื่มด่ำไปกับรสชาติอาหารได้อย่างเต็มที่คือการรู้ถึงที่มาและต้นกำเนิดของอาหารเหล่านั้น สำหรับอาหารแบบเมดิเตอร์เรเนียนมีอดีตย้อนไปได้ถึงยุคอารยธรรมอียิปต์ ต่อเนื่องมาถึงกรีกและโรมันโบราณ


แผนที่แสดงพื้นที่แถบทะเลเมดิเตอร์เรเนียน
ที่มา : https://www.shutterstock.com/

Mediterranean หมายถึง ทะเลเมดิเตอร์เรเนียนเป็นทะเลระหว่างทวีป คั่นกลางทวีปยุโรปที่อยู่ทางเหนือ และทวีปแอฟริกาที่อยู่ทางใต้ และเอเชียที่อยู่ทางตะวันออก ดินแดนนี้เป็นต้นกำเนิดของอารยธรรมตะวันตกที่รุ่งเรืองมาหลายศตวรรษ Mediterranean Diet จึงมีความหมายถึง อาหารในวัฒนธรรมของผู้คนที่อาศัยอยู่ในแถบทะเลเมดิเตอร์เรเนียนนั่นเอง ดังนั้นอาหารแบบเมดิเตอร์เรเนียนจึงไม่ใช่ผลผลิตทางวัฒนธรรมของชนชาติใดชนชาติหนึ่งแต่เกิดมาจากการแบ่งปันวัฒนธรรมร่วมกันของชนชาติในบริเวณทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ซึ่งมีหลายปัจจัยที่ทำให้ผู้คนบริเวณทะเลเมดิเตอร์เรเนียนมีวัฒนธรรมอาหารร่วมกัน ได้แก่

สภาพภูมิศาสตร์และภูมิอากาศ เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้บริเวณทะเลเมดิเตอร์เรเนียนมีความอุดมสมบูรณ์ ส่งผลให้ทำการเกษตรได้ผลผลิตดี โดยเฉพาะมะกอก พืชผัก องุ่น ธัญพืช และเครื่องเทศ ซึ่งผลผลิตเหล่านี้ถูกนำมาใช้เป็นวัตถุดิบหลักในการดำเนินชีวิต ส่วนที่เหลือจากการบริโภคจึงนำไปค้าขาย

ด้วย ที่ตั้ง ของบริเวณนี้ทำให้สามารถเจริญเป็นศูนย์กลางการค้าและการแลกเปลี่ยนได้ ผลผลิตทางการเกษตรและสินค้าแปรรูป   จึงกลายเป็นสินค้าสำคัญและกระจายไปทั่วบริเวณทะเลเมดิเตอร์เรเนียน และได้กลายเป็นวัตถุดิบหลักในการทำอาหารของผู้คนบริเวณนี้  ผู้คนที่ไปทำการค้าขายในดินแดนห่างไกลกยังได้นำเอาวัฒนธรรมทางอาหารของตนไปเผยแพร่ แลกเปลี่ยนกับชนพื้นเมืองก่อให้เกิดการผสมผสานของวัฒนธรรมอาหารอีกด้วย

สงคราม เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่หล่อหลอมความเป็นอาหารแบบเมดิเตอร์เรเนียน เพราะเมื่ออารยธรรมใดได้ชัยชนะในการทำสงคราม พวกเขามักนำเอาการปกครองและวัฒนธรรมของตนเข้าไปครอบงำสังคมของผู้แพ้สงคราม ซึ่งการทำอาหารก็เป็นวัฒนธรรมหนึ่งที่ถูกนำไปเผยแพร่พร้อมกับชัยชนะ

ปัจจุบันประเทศรอบทะเลเมดิเตอร์เรเนียนมี 21 ประเทศ อยู่ในทั้ง 3 ทวีป อาหารในแต่ละประเทศก็จะมีเอกลักษณ์ของความเป็นเมดิเตอร์เรเนียนในรูปแบบของประเทศตนเอง โดยจะมีวัตถุดิบที่เป็นเอกลักษณ์ร่วมกันที่เรียกว่า Three Staples of Mediterranean diet นั่นคือ มะกอก ธัญพืช และองุ่น


วัตถุดิบในอาหารเมดิเตอร์เรเนียน

มะกอก ใช้ทั้งในรูปแบบผลสดและนำมาสกัดเป็นน้ำมันมะกอกใช้ในการปรุงอาหารทุกชนิด พบการใช้น้ำมันมะกอกในอาหารเมดิเตอร์เรเนียนกว่า 40%  ในปริมาณไขมันปกติที่คนบริโภคในแต่ละวัน แต่ไขมันจากน้ำมันมะกอกเป็นไขมันชนิดดี ปราศจากอนุมูลอิสระจึงส่งผลดีต่อสุขภาพ

ข้าวสาลี เป็นหนึ่งในธัญพืชที่สามารถปลูกได้ทั่วภูมิภาคเมดิเตอร์เรเนียนเช่นกัน โดยนำมาแปรรูปเป็นพาสตาหรือขนมปัง รวมไปถึงเมนูอย่าง Couscous ชาวเมดิเตอร์เรเนียนนั้นทานธัญพืชที่ไม่ผ่านการขัดสีซึ่งถือว่าเป็นแหล่งคาร์โบไฮเดรตและไฟเบอร์ชั้นดีต่อร่างกาย

องุ่น ถือว่าเป็นผลไม้แห่งเมดิเตอร์เรเนียน สามารถเอามาทำเป็นไวน์ หรืออบแห้งเป็นลูกเกด เพื่อเพิ่มรสชาติในสลัดหรือเครื่องดื่ม การดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณที่พอเหมาะมีผลดีต่อระบบไหลเวียนเลือดของร่างกาย

วัตถุดิบอื่นๆ ที่มีการใช้ในอาหารเมดิเตอร์เรเนียน ผัก เช่น มะเขือม่วง อาร์ติโช้ค มะเขือเทศ แตงกวา ผักโขม ผักกาดแก้ว และหอมแดงมีทั้งรับประทานสดและนำไปผ่านกรรมวิธีต่าง ๆ เช่น ย่าง อบ เป็นต้น

เนื้อสัตว์ เนื่องจากมีพื้นที่ในการเลี้ยงสัตว์จำกัด ปศุสัตว์จึงเป็นการเลี้ยงสัตว์ขนาดเล็กเช่น แพะ แกะ สุกรและไก่ เนื้อสัตว์มักจะถูกปรุงด้วยการย่าง มีการใช้นมและผลิตภัณฑ์จากนมของแกะและแพะในรูปของโยเกิร์ตและชีส

อาหารทะเล อาหารเมดิเตอร์เรเนียนจะใช้อาหารทะเลเป็นโปรตีนหลัก เนื่องด้วยการมีพื้นที่ติดทะเล ในอาหารทะเลมีโปรตีนที่จำเป็นและกรดไขมันดีต่อร่างกาย

เนื่องจากมีภูมิอากาศที่เหมาะสมในการปลูกพืชสมุนไพรและเครื่องเทศ ตัวอย่างเช่น โหระพา ออริกาโน ไธม์ โรสแมรี่ พาร์สลี่ มินท์ กระเทียม หญ้าฝรั่น เป็นต้น จึงมีการใช้สมุนไพรในการประกอบอาหาร

เมื่อเปรียบเทียบอาหารแบบเมดิเตอร์เรเนียนในปัจจุบันและอดีต ถึงแม้หลักการและส่วนประกอบของอาหารไม่ได้เปลี่ยนไปจากอดีตมากนักแต่จุดมุ่งหมายของอาหารในปัจจุบันมีการคำนึงถึงโภชนาการและประโยชน์ต่อสุขภาพมากขึ้น กล่าวคือเดิมนั้นอาหารเมดิเตอร์เรเนียนเน้นวัตถุดิบที่หาได้ในพื้นที่ พยายามปรุงหรือผ่านวิธีประกอบอาหารให้เรียบง่ายที่สุด ไม่ได้เน้นคำนึงเรื่องของโภชนาการและสุขภาพเหมือนในปัจจุบันแต่ผลพลอยได้ทางด้านสุขภาพที่ดีของผู้คนในแถบทะเลเมดิเตอร์เรเนียนก็ได้ทำให้นักวิทยาศาสตร์หันมาสนใจอาหารแบบเมดิเตอร์เรเนียนมากขึ้น

ก่อนหน้าทศวรรษที่ 1950 อาหารเมดิเตอร์เรเนียนยังเป็นแค่วัฒนธรรมอาหารในท้องถิ่นรอบ ๆ ทะเลเมดิเตอร์เรเนียน แต่หลังจากมีการศึกษาเกี่ยวกับการส่งผลต่อสุขภาพอาหารแบบเมดิเตอร์เรเนียน โดยนักชีววิทยาชาวอเมริกันชื่อ Ancel Keys ได้ทำการศึกษาโภชนาการของผู้คนที่อาศัยในแถบทะเลเมดิเตอร์เรเนียน โดยเฉพาะกลุ่มผู้ที่อาศัยในเกาะครีต (อยู่ทางตอนใต้ของประเทศกรีซ) ซึ่งมีอัตราผู้มีอายุยืนยาวมากกว่าที่อื่น จากผลการสำรวจประชากรในช่วงทศวรรษที่ 1950 ตามด้วยคนในแถบอิตาลี สเปนและฝรั่งเศสตอนใต้ โดยเขาได้สันนิษฐานว่าอาหารการกินของผู้คนในแถบนี้ที่มีความคล้ายคลึงกันน่าจะมีผลต่อการมีอายุที่ยืนยาว Keys จึงทำการศึกษาถึงอาหารของผู้คนในแถบนี้ และเผยแพร่การศึกษาของตนเองออกไปในปี 1975

การศึกษาในภายหลังพบว่า ผู้คนในบริเวณนี้มีการบริโภคเนื้อแดง ไขมันสัตว์และอาหารหวานในปริมาณน้อยและทานผลิตภัณฑ์จากนม ไก่และไข่ในปริมาณที่เหมาะสม โดยเพิ่มปริมาณโปรตีนจากอาหารทะเลในแต่ละมื้ออาหารให้มากขึ้น เลือกใช้วัตถุดิบประกอบอาหารที่หลากหลายทั้งจากผักสดและธัญพืช ใช้ไขมันจากน้ำมันมะกอกเป็นไขมันหลัก บริโภคแอลกอฮอล์ในปริมาณที่เหมาะสม รวมไปถึงมีการออกกำลังกายร่วมด้วย ปัจจุบันมีการสรุปสัดส่วนของรูปแบบอาหารแบบเมดิเตอร์เรเนียนออกมาเป็น Mediterranean diet’s pyramid ซึ่งสามารถนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันเพื่อสุขภาพที่ดีได้


Mediterranean diet’s pyramid
ที่มา : https://oldwayspt.org/

ผลการศึกษาทำให้อาหารแบบเมดิเตอร์เรเนียนได้รับความสนใจมากขึ้น การศึกษาต่อ ๆ มาพบผลการศึกษาที่บ่งบอกว่าอาหารรูปแบบนี้มีส่วนช่วยในลดและป้องกันโรคหลาย ๆ โรคที่ส่งผลต่อชีวิตของคนในยุคปัจจุบันทั้งโรคมะเร็ง หัวใจ ความดันโลหิต เบาหวาน อัลไซเมอร์ ช่วยชะลอความแก่ บำรุงสภาพผิว รวมไปถึงช่วยควบคุมน้ำหนักด้วย จากประโยชน์ต่อสุขภาพและรสชาติของอาหารทำให้อาหารแบบเมดิเตอร์เรเนียนได้รับความสนใจอย่างแพร่หลายไปทั่วโลก

ในปี ค.ศ. 2013 UNESCO ได้กำหนดให้ อาหารแบบเมดิเตอร์เรเนียน เป็นตัวแทนมรดกทางวัฒนธรรมของมนุษยชาติ ด้วยเหตุผลที่อาหารแบบเมดิเตอร์เรเนียนมีความเชื่อมโยงของทักษะ ความรู้ พิธีกรรม สัญลักษณ์ ประเพณี การเกษตร และการบริโภคอาหารเข้าไว้ด้วยกัน

หากมองลงไปให้ลึกกว่าความเป็นอาหารที่มีรสชาติดีเยี่ยมและให้ผลดีต่อสุขภาพแล้วนั้น อาหารแบบเมดิเตอร์เรเนียน เป็นรากฐานของอารยธรรมที่ยิ่งใหญ่ของโลก ทั้งอียิปต์ กรีก และโรมัน พวกเขาได้ใช้ประโยชน์จากอาหาร สร้างสรรค์และส่งต่อความก้าวหน้าให้แก่โลกมากมาย อาหารแบบเมดิเตอร์เรเนียนจึงเป็นอีกมรดกทางวัฒนธรรมที่ได้ถูกส่งต่อมาถึงเราในปัจจุบัน นั่นหมายความว่าขณะที่คุณกำลังดื่มดำกับรสชาติเมดิเตอร์เรเนียน...คุณอาจจะกำลังทานอาหารแบบเดียวกับที่ คลีโอพัตราที่ 7 ผู้เลอโฉม หรือ จูเลียซ ซีซาร์ ผู้ยิ่งใหญ่ เคยทานมาก่อนก็ได้นะครับ…


อ้างอิง

วิจัยชี้ กินอาหารแบบเมดิเตอร์เรเนียน มีส่วนช่วยลดการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด ตอนที่ 1. (2561). ค้นเมื่อ 22 กันยายน 2561, จาก http://www.thaiheartfound.org/category/details/food/441

อาหารเมดิเตอร์เรเนียน ต้านอัลไซเมอร์. (2561). ค้นเมื่อ 22 กันยายน 2561, จาก https://www.honestdocs.co/mediterranean-cuisine-alzheimer-s-disease-prevention

Froggielicious. (2560). อาหารเมดิเตอร์เรเนียน เรียบง่าย ร่วมสมัย. ค้นเมื่อ 22 กันยายน 2561, จาก https://40plus.posttoday.com/health/2916/

An Introduction to Mediterranean Cuisine. ค้นเมื่อ 22 กันยายน 2561, จาก https://tableagent.com/article/an-introduction-to-mediterranean-cuisine/

Aurelio, A. (2010). The mediterranean countries – Part 1. ค้นเมื่อ 22 กันยายน 2561, จาก http://www.mediterraneandietforall.com/mediterranean-diet-the-mediterranean-countries-part-1/

Aurelio, A. (2011). The origin and history of the mediterranean diet. ค้นเมื่อ 22 กันยายน 2561, จาก http://www.mediterraneandietforall.com/mediterranean-diet-the-origin-and-history/

Aurelio, A.  (2014). The Mediterranean Diet : “A Global Revolution” ?. ค้นเมื่อ 22 กันยายน 2561, จาก http://www.mediterraneandietforall.com/the-mediterranean-diet-a-global-revolution/

Mediterranean Diet. ค้นเมื่อ 22 กันยายน 2561, จาก https://en.wikipedia.org/wiki/Mediterranean_diet

The History Behind Mediterranean Cuisine. (2016). ค้นเมื่อ 22 กันยายน 2561, จาก https://www.cafesano.com/history-mediterranean-cuisine/

อ่านเพิ่มเติม »

เพอร์เซโฟนีราชินีแห่งยมโลก (Persephone) ต้นกำเนิดการเปลี่ยนแปลงฤดูกาล

โดย กมลชนก คำภา

ทุกคนล้วนรู้ดีว่าโลกของเรามีการเปลี่ยนแปลงฤดูกาลตามเวลาใน 1 ปี แต่หลายคนอาจยังไม่ทราบว่ามีตำนานที่กล่าวถึงการเปลี่ยนแปลงฤดูกาลไว้อยู่ เป็นเรื่องราวในสมัยโบราณที่มีสวรรค์ นรก เวทย์มนตร์ ปิศาจ เทพเจ้า และมนุษย์ซึ่งการเปลี่ยนแปลงฤดูการนี้เริ่มมาจากรักต้องห้ามของเทพเจ้ากรีกผู้เป็นที่เคารพนับถือของมนุษย์โลกในขณะนั้น คือตำนานความรักของเทพฮาเดสและเทพีเพอร์เซโฟนี

เพอร์เซโฟนี(Persephone) เป็นเทพีแห่งฤดูใบไม้ผลิเธอเป็นลูกสาวของเทพีดีมิเทอร์ (Demeter) เทพีแห่งความอุดมสมบูรณ์และมหาเทพซุส (Zeus) ผู้ปกครองโอลิมปัส เมื่อเพอร์เซโฟนีเดินคู่กายไปกับแม่ของเธอพื้นที่นั้นจะเต็มไปด้วยพืชพรรณธัญหารที่อุดมสมบูรณ์ เธอมีอีกนามหนึ่งว่า คอเร (Kore) ซึ่งแปลว่าดอกไม้

ที่มา: https://en.wikipedia.org/
เพอร์เซโฟนีเป็นเทพีหญิงสาวที่มีความน่ารัก สดใส ไร้เดียงสาและงดงามมาก เธอมีน้ำเสียงที่ไพเราะที่เมื่อเปล่งเสียงออกมาก็สามารถปลุกความมีชีวิตชีวาให้แก่ธรรมชาติ ไม่ว่าเธอจะย่างกรายไปที่ไหน ดอกไม้พืชพรรณก็จะบานชูช่อเปล่งประกายความงามออกมา เหล่าสัตว์ทั้งหลายล้วนมักเข้ามาคลอเคลียเธอ ทำให้เธอเป็นที่หมายปองของเหล่าเทพ แต่เทพีดีมิเทอร์นั้นรักและหวงเธอเป็นอย่างมาก จึงพาเธอไปอยู่ที่ห่างไกลจากโอลิมปัสและปฏิเสธเหล่าเทพที่มาสู่ขอลูกสาวของเธอไปจนหมด

อยู่มาวันหนึ่ง เพอร์เซโฟนีเทพีแห่งฤดูใบไม้ผลิผู้น่ารักสดใสไร้เดียงสาอยู่ๆก็ได้กลายเป็นราชินีแห่งยมโลกหรือนรกใต้พื้นพิภพ หลังจากถูกเทพฮาเดส (Hades) ผู้เป็นเทพผู้ปกครองยมโลกและคนตาย ผู้เย็นชาซึ่งมีศักดิ์เป็นพี่ชายของเทพซุสหรือเป็นลุงของเพอร์เซโฟนี ลักพาตัวเธอไปปกครองนรกด้วยกัน รักต้องห้ามนี้ที่เกิดขึ้น

มีตำนานหลักๆ อยู่ 2 ตำนาน ที่หลายๆ คนน่าจะเคยได้ยินมา บอกเล่าความเป็นมาเกี่ยวกับเรื่องนี้ ตำนานแรกคือ วันหนึ่งพื้นดินเกิดการสั่นสะเทือนรามไปถึงใต้พิภพจนฮาเดสร้อนใจจึงได้ประทับราชรถเทียมม้าขึ้นมาบนพื้นพิภพและได้พบกับเพอร์เซโฟนีที่กำลังเก็บดอกไม้อยู่ ฮาเดสตกหลุมรักเพอร์เซโฟนีทันที แต่กิตติศัพท์ความหวงลูกสาวของเทพีดีมิเทอร์นั้นเป็นที่เลื่องลือ ฮาเดสได้ตัดสินใจเข้าไปขอเพอร์เซโฟนีกับซุส ซึ่งซุสก็ได้เห็นดีเห็นงามด้วยแต่เทพีดีมิเทอร์นั้นหวงลูกสาวมากและคงไม่ยอมยกลูกสาวให้กับฮาเดสเป็นแน่ ซุสผู้น้องจึงแนะนำให้ฮาเดสจับตัวลูกสาวของตนไปซะดีกว่า ฮาเดสจึงได้ลักพาตัวเพอร์เซโฟนีไปเสียเลย

อีกตำนานหนึ่งคือ ตั้งแต่เล็ก เพอร์เซโฟนีนั้นมีความแน่วแน่มากที่จะประพฤติตนเป็นเทพีพรหมจรรย์เช่นเดียวกับ เฮสเทีย (Hestia) ผู้เป็นป้า อาธีน่า (Athena) และอาร์เทมีส (Artemis) ผู้เป็นพี่ ซึ่งสร้างความไม่พอใจให้กับ อโฟรไดท์ (Aphrodite) ซึ่งเป็นเทพีแห่งความงามและความรักเป็นอย่างมาก เพราะมีเทพีที่เป็นเทพีพรหมจรรย์ถึง 3 คนก็มากเกินไปแล้วสำหรับพระนาง ยังจะต้องมีคนที่ 4 อีกหรือ?

ที่มา: https://owlcation.com/
อยู่มาวันหนึ่งพื้นดินเกิดการสั่นสะเทือนจนพื้นใต้พิภพเกิดรอยแตกร้าว ทำให้เทพฮาเดสผู้ปกครองใต้พิภพเกิดความร้อนใจ จึงได้ประทับราชรถเทียมม้าคู่ขึ้นมาตรวจสอบทันที และเมื่อราชรถเทียมม้าขึ้นมาถึงพื้นดิน เทพีอโฟรไดท์ซึ่งเดินนวยนาดอยู่แถวนั้นพอดีได้เห็นเทพฮาเดส จึงเกิดความคิดสนุกขึ้นมาว่า เทพฮาเดสเป็นราชาแห่งยมโลกผู้โดดเดี่ยวไร้รักเพราะไม่มีเทพีองค์ใดหมายปองที่จะลงไปอยู่ในนรกใต้พื้นพิภพกับพระองค์และเพอร์เซโฟนีเองก็กำลังจะประพฤติตนเป็นพรหมจรรย์ เทพีอโฟรไดท์จึงวางแผนให้ฮาเดสและเพอร์ซิโฟนีได้พบรักกัน จึงสั่งให้ อีรอส (Eros) หรือ คิวปิด กามเทพแห่งรักไปยิงศรรักใส่ฮาเดส เพื่อที่จะให้ฮาเดสนั้นตกอยู่ในห้วงรักบ้าง

อีรอสได้ทำหน้าที่แผลงศรรักทันที หากฮาเดสต้องมนต์ของศรรัก จะทำให้ฮาเดสตกหลุมรักสิ่งแรกที่เห็นทันที เมื่อศรรักถูกยิงไปที่ฮาเดสอย่างแม่นยำ ฮาเดสก็ได้ตกอยู่ในห้วงรักทันที โดยสิ่งแรกที่ฮาเดสเห็นนั้นก็คือเทพีเพอร์เซโฟนีที่กำลังเก็บดอกไม้อยู่!! ฮาเดสไม่สนความผิดชอบชั่วดี จึงตรงรี่เข้าฉุดเพอร์เซโฟนีขึ้นราชรถเทียมม้าและกลับไปสู่พื้นพิภพโดยทันที ท่ามกลางความตกใจของเพอร์เซโฟนีและกรีดร้องเรียกหาแม่ของเธอ

ในขณะที่ฮาเดสขับราชรถจะกลับลงสู่พื้นพิภพ ก็ได้ผ่านแม่น้ำไซยานี ซึ่งเกิดความปั่นป่วนราวกับจะขัดขวางพระองค์เอาไว้ แต่ก็ไม่สามารถต้านทานพลังของฮาเดสได้ เพอร์เซโฟนีรู้สึกได้ว่าแม่น้ำพยายามจะช่วยเธอ เธอจึงได้ถอดสายรัดเอวของเธอลงทิ้งไปในแม่น้ำ เพื่อหวังว่าสายน้ำนี้จะพัดพาเอาสายรัดเอวไปให้แม่ของเธอ

ทางด้านเทพีดีมิเทอร์เมื่อรู้ตัวว่าลูกสาวที่รักสุดสวาทขาดใจหายไป ก็ได้ออกตามหาเพอร์เซโฟนีไปทั่วและดีมิเทอร์ก็ได้ทราบเรื่องจากพวกนางไม้ที่คอยตามเพอร์เซโฟนีแล้วก็เฮลิออสหรือดวงอาทิตย์ ที่เห็นเรื่องราวทั้งหมด จึงเศร้าโศกเสียใจเพราะดีมิเทอร์ไม่สามารถทำอะไรฮาเดสได้ เพราะมัวแต่ร้องไห้หาลูกสาว จึงหลงลืมที่จะบันดาลให้พืชผลงอกงามส่งผลให้พืชผลแห้งเหี่ยว มนุษย์เกิดความอดอยากและล้มตายเป็นจำนวนมาก ดีมิเทอร์ได้ร้องเรียนให้ซุสพาลูกสาวของตนกลับคืนมา ซุสที่ได้รับผลกระทบจากเรื่องนี้และทนดูไม่ไหวเนื่องจากมนุษย์ล้มตายและไม่มีของเซ่นไหว้ จึงได้ส่งเทพเฮอร์มีสนักเจรจาลงไปยังยมโลกเพื่อขอตัวเพอร์เซโฟนีคืน แต่ฮาเดสนั้นไม่ยอมคืนตัวเพอร์เซโฟนีให้ เฮอร์มีสจึงได้สร้างข้อตกลงขึ้นใหม่โดยกล่าวว่าเพอร์เซโฟนีนั้นไม่สามารถอยู่ในยมโลกได้เนื่องจากเป็นที่ของคนตาย หากอยู่ต่อไปจะถือว่าผิดกฎธรรมชาติ แต่ถ้าหากเพอร์เซโฟนีได้กินอะไรก็ตามที่อยู่ในยมโลกแล้ว จะทำให้เพอร์เซโฟนีเป็นคนของยมโลกทันที ฮาเดสย่อมมีสิทธิ์ในเธอ

ระหว่างที่อาศัยอยู่ในยมโลกใต้พื้นพิภพนั้น เพอร์เซโฟนีได้กินทับทิมไป 3 เม็ด โดยที่เธอไม่ได้ทราบ
เงื่อนไขข้อตกลงนี้เลย เมื่อเดินทางกลับขึ้นมายังพื้นโลก ฮาเดสก็ได้ทวงถามสิทธิ์ในการครอบครองเพอร์เซโฟนีกับซุสทันทีซุสเกิดความลำบากในการตัดสินใจเป็นอย่างมาก จึงตัดสินยอมให้เพอร์เซโฟนีกลับไปอยู่กับฮาเดสตามจำนวนของเมล็ดทับทิมที่กินไปเป็นเวลา 3 เดือน และสามารถกลับขึ้นมาอยู่บนพื้นดินกับดีมิเทอร์ผู้เป็นแม่ได้เป็นเวลา 9 เดือน ดังนั้นช่วงเวลาที่เพอร์เซโฟนีและดีมิเทอร์ได้อยู่ด้วยกันบนพื้นโลก พืชพรรณธัญหารของมนุษย์จะเจริญเติบโตงอกงามอุดมสมบูรณ์ สามารถเก็บเกี่ยวพืชผลได้ แต่เมื่อถึงยามที่เพอร์เซโฟนีจะต้องกลับลงไปยังยมโลก ดีมิเทอร์ผู้เป็นแม่ก็จะเศร้าโศกเสียใจ ส่งผลให้พืชพรรณไม่สามารถเจริญงอกงามหรือเพาะปลูกขึ้นได้ถือเป็นฤดูหนาวหรือฤดูแล้งในแต่ละพื้นที่ เรื่องราวนี้จึงเป็นที่มาของการเกิดฤดูกาลที่เปลี่ยนแปลงไปบนพื้นโลก

เพอร์เซโฟนีที่ได้กลายเป็นราชินีแห่งยมโลกนั้น ได้เปลี่ยนตัวเองจากเด็กสาวที่น่ารักใสซื่อบริสุทธิ์เป็นราชินีผู้เย็นชาเนื่องจากเธอไม่ได้ต้องการที่จะอยู่ในยมโลกที่มีแต่ความมืดมิดและคนตาย ฮาเดสจึงมักนำอัญมณีของมีค่ามาประจบเอาใจเธอ เพอร์เซโฟนีจึงมีความรู้สึกรักฮาเดสอยู่บ้าง และฮาเดสเองก็เป็นสามีที่ซื่อสัตย์ ไม่ค่อยมีพฤติกรรมเชิงชู้สาวเหมือนเทพผู้น้ององค์อื่นๆ ทำให้เพอร์เซโฟนีนั้นค่อนข้างหวงฮาเดสอยู่พอสมควรคล้ายคำพูดในปัจจุบันที่ว่า รักนะแต่ไม่แสดงออก เมื่อมีเหตุการณ์ที่ทำให้ฮาเดสนอกลู่นอกทาง เช่น มีพรายสาวมายั่วยวน ก็ถูกแม่ยายหรือเทพีดีมิเทอร์และเพอร์เซโฟนีไล่กระทืบจนตาย และสาปให้กลายเป็นต้นมิ้นต์ มีพรายน้ำที่ชื่อว่าเลอซีที่ฮาเดสชอบพอ แต่โชคร้ายที่อายุสั้นเพราะป่วยตายทั้งๆ ที่พรายน้ำเป็นอมตะ อาจกล่าวได้ว่าการป่วยตายนี้เป็นฝีมือของดีมิเทอร์แม่ยายที่หวงลูกเขยอีกก็เป็นได้...

และแน่นอนว่าตัวของเพอร์เซโฟนีเองแม้จะกลายเป็นราชินีแห่งยมโลกอยู่ใต้พื้นพิภพไปแล้ว กิตติศัพท์ความน่ารักงดงามของเธอก็ยังคงทำให้ชายหนุ่มเพ้อฝัน ถึงขั้นลงทุนเดินทางมายังยมโลก เพื่อมาขอเพอร์เซโฟนีจากฮาเดส แน่นอนว่าล้วนเจออิทธิฤทธิ์ของราชาแห่งยมโลกผู้หวงราชินียิ่งกว่าอะไร กลั่นแกล้งจนกลับพื้นดินโลกไม่ถูกกันเลยทีเดียว

อ้างอิง

Bearry Channel. (2559). Greek Bearry EP 7 เพอร์เซโฟนี (Persephone) ราชินีแห่งนรก และต้นก าเนิดของฤดูหนาว. ค้นเมื่อ 10 กันยายน 2560, จาก https://www.youtube.com/watch?v=WTsoi8Jc8_4

ginger bread. (ม.ป.ป.). ต านานรักเทพเฮดีสเทพแห่งโลกหลังความตาย กับ เทพธิดาเพอร์ซิโฟเนเทพธิดาแห่งฤดูใบไม้ผลิ. ค้นเมื่อ 10 กันยายน 2560 จาก, https://board.postjung.com/706088.html

เพอร์เซฟะนี Persephone. (2560). ค้นเมื่อ 10 กันยายน 2560, จาก http://storylegendsth.blogspot.com/2017/03/Persephone.html

จาตุรันต์ เสียงดี. (2555). ต านานกรีกโบราณกับฤดูกาลที่เปลี่ยนแปลง "Persephone". ค้นเมื่อ 10 กันยายน 2560, จาก https://www.gotoknow.org/posts/83595

อ่านเพิ่มเติม »

อาร์เทมิส (Artemis) เทพีแห่งดวงจันทร์และการล่าสัตว์

โดย มะลิวัลย์ ทำทอง

ในอดีตมนุษย์ยังไม่ค้นพบหลักการทางวิทยาศาสตร์ในการพิสูจน์สรรพสิ่งต่างๆในโลกใบนี้ มนุษย์จึงเชื่อว่าปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่เกิดขึ้น ล้วนเป็นฝีมือของสิ่งที่เหนือธรรมชาติ จึงทำให้มนุษย์ในสมัยโบราณนับถือเทพเจ้า ภูต ผี ปีศาจ เพื่อที่จะเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ รวมทั้งคอยปกปักรักษาชีวิตของตนเองและบ้านเมือง ชาวกรีกโบราณ ก็เป็นอีกชนชาติหนึ่งที่มีความเชื่อเกี่ยวกับเทพเจ้าเป็นอย่างมาก ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนเกี่ยวข้องกับเทพเจ้า


อาร์เทมิส จันทราเทพีแห่งกรีก
ที่มา : http://www.tumnandd.com/

เทพีอาร์เทมิส (Artemis) เป็นหนึ่งในเทพเจ้าที่ชาวกรีกนับถือ พระนางเป็นลูกสาวคนโตของเทพซูส (เทพแห่งท้องฟ้าและสายฟ้า) และเทพีเลโต อีกทั้งยังเป็นน้องสาวฝาแฝดของเทพอะพอลโล (เทพแห่งดวงอาทิตย์) โดยชาวกรีกนับถือพระนางเป็นตัวแทนของดวงจันทร์ การล่าสัตว์ และความรัก

เทพีอาร์เทมิสยังทรงเป็นเทพีผู้ถือพรหมจรรย์เจริญรอยตามเทพีเฮสเทียและเทพีอาธีน่า เพราะพระองค์ทรงเห็นความทุกข์ของเทพีเลโตผู้เป็นมารดาที่ต้องลำบากกับความรักที่เป็นพระชายาของเทพซูสจนถูกเทพีเฮร่าตามราวี จึงทำให้พระนางมิโปรดและกลัวที่จะออกเรือน จึงวิงวอนให้เทพซูสสาบานว่าจะไม่จับคู่สมรสให้พระนางหรือให้พระนางสมรสไม่ว่ากรณีใด และให้พระนางเป็นเทพีผู้ครองพรหมจรรย์ ซึ่งเทพซูสก็ให้พระนางสาบานโดยมีแม่น้ำสติกซ์ ซึ่งไหลรอบนรกเป็นพยานในการปฏิญาณว่าไม่ขอมีครอบครัวและจะรักษาพรหมจรรย์ไว้ยิ่งชีพ

แต่ก็ยังมีตำนานบางตอนที่กล่าวว่าเทพอาร์เทมิสได้ไปหลงรักสหายสนิทของตน ซึ่งมีนามว่า “โอไรออน” เขาเป็นนายพรานผู้ฉมังในการล่าสัตว์ มีสุนัขคู่ใจชื่อว่าซิริอุส ทุกๆวันพระนางและสหายจะร่วมกันล่าสัตว์ด้วยกัน พระนางหลงรักนายพรานหนุ่มและคิดที่จะสละความเป็นเทพีผู้ครองพรหมจรรย์ เพื่อแต่งงานกับโอไรออน เทพอะพอลโลรู้ถึงความคิดนี้เข้าและกลัวว่าพระนางจะต้องรับโทษจากการผิดคำสาบานต่อหน้าแม่น้ำสติกซ์ จึงวางแผนที่จะล้มเลิกความคิดของน้องสาวฝาแฝด จนเกิดเป็นโศกนาฏกรรมขึ้น

โดยอะพอลโลสั่งให้โอไรออนเดินลุยน้ำทะเลไปยังเกาะแห่งหนึ่งกลางทะเล และเมื่อโอไรออนเดินไปถึงยังจุดที่ไกลจนเมื่อมองจากเกาะดีลอสแล้วจะเห็นเพียงศีรษะของโอไรออนที่มองดูเหมือนกับเกาะกลางน้ำ เทพอะพอลโลก็ชวนเทพีอาร์เทมิสมาล่าสัตว์แข่งกัน และท้าพนันให้พระนางยิงธนูทะลุเกาะกลางทะเลที่อะพอลโลชี้ให้ดูให้ได้ พระนางตกหลุมพรางของเทพฝาแฝด เหนี่ยวสายธนูเต็มแรงจนลูกธนูทะลุศีรษะของโอไรออนถึงแก่ความตาย เมื่อพระนางทรงทราบว่าตนได้ฆ่าชายที่รักลงด้วยน้ำมือของตนเองแล้ว จึงนำศพของโอไรออนและซิริอุสสุนัขคู่ใจขึ้นไปไว้บนท้องฟ้าในตำแหน่งของกลุ่มดาวนายพราน และดาวสุนัขใหญ่

เทพีอาร์เทมิส ถือเป็นจันทราเทพีผู้ปกครองช่วงเวลาในตอนกลางคืน และถือเป็นเทพีผู้มอบแสงสว่างให้แก่รัตติกาลอีกด้วย ในขณะเดียวกัน พระนางก็ยังมีแนวทางที่แตกต่างจากเทพีองค์อื่นๆที่รักสวยรักงาม โดยเทพีอาร์เทมิส จะมีลักษณะออกแนวแข็งแกร่ง โปรดการล่าสัตว์ พระนางจะมีอาวุธคู่กายเป็นคันธนูและลูกศรติดตัวเอาไว้อยู่เสมอ มีสัตว์คู่ใจคือกวางหรือหมี พระนางจึงมักถูกนับถือในนามของเทพีผู้คุ้มครองสัตว์ป่าเสียมากกว่า หากมีผู้ใดที่เข้าไปในเขตป่าของพระนางโดยไม่ได้รับการยินยอม หรือเข้ามาทำร้ายสัตว์ป่าที่อาศัยอยู่ในอาณาเขตของพระนางแล้ว หากพระนางทราบเข้าก็จะทำการสังหารบุคคลผู้นั้นจนตายด้วยลูกธนู


มหาวิหารอาร์เทมีส (The Temple of Artemis)
ที่มา : http://www.bloggang.com/

นอกจากนี้ชาวกรีกยังได้สร้างวิหารอาร์เทมิส โดยเป็นวิหารสร้างด้วยหินอ่อน เพื่อถวายเทพีอาร์เทมีส ผู้มาจากสวรรค์ ผู้ช่วยชาวเมืองให้พ้นจากหายนะและภัยพิบัติได้ อยู่ในเมืองอีเฟซุส บนชายฝั่งแห่งหนึ่ง (ซึ่งปัจจุบันนี้ คือประเทศตุรกี) ในรัชสมัยของกษัตริย์อเล็กซานเดอร์ จัดเป็นวิหารที่สวยงามแห่งหนึ่งจนกลายเป็นที่รู้จักว่าเป็นสิ่งมหัศจรรย์ของโลกในยุคเก่า แต่วิหารแห่งนี้ได้ถูกทำลายสิ้น จนเหลือแต่ซากปรักหักพัง

ถึงแม้วิทยาศาสตร์จะก้าวหน้าไปมากเพียงใดก็ตาม จนสามารถพิสูจน์ว่าเทพเจ้าก็เป็นเพียงแค่ความเชื่อ ไม่มีตัวตนอยู่จริง แต่ผู้คนก็ยังคงเลือกที่จะศรัทธาต่อเทพเจ้า หรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ เพราะเทพเจ้าก็เปรียบเสมือนที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ โดยไม่จำเป็นต้องตรงตามหลักเหตุผลใดๆ


อ้างอิง

ชญา ปิยะชาติ. (2556). กรีก-โรมัน ประวัติศาสตร์และอารยธรรม (พิมพ์ครั้งที่ 3). กรุงเทพฯ : ยิปซี กรุ๊ป.

อนันตชัย จินดาวัฒน์. (2552). กำเนิดอารยธรรมโบราณ. กรุงเทพฯ : ยิปซี กรุ๊ป.

ดวงธิดา ราเมศวร์. (2559). ประวัติศาสตร์กรีกโบราณ (พิมพ์ครั้งที่ 1). กรุงเทพฯ : บริษัทยูโรปา เพลส จำกัด

เอดิธ แฮมิลตัน. (2554). ปกรณัมปรัมปรา ตำนานเทพและวีรบุรุษกรีก-โรมัน-นอร์ส. (พิมพ์ครั้งที่ 6). กรุงเทพฯ: อมรินทร์



อ่านเพิ่มเติม »