แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เทพปกรณัม แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เทพปกรณัม แสดงบทความทั้งหมด

ไดโอนิซัส (Dionysus) เทพแห่งเมรัยและไวน์องุ่น

โดย ปราณพิชญ์ ปุรัมพกา

องุ่น เป็นผลไม้ที่ถูกค้นพบและได้รับความนิยมมาเป็นเวลามากกว่า 15,000 ปีนอกจากจะมีรสชาติที่แสนอร่อยแล้วยังให้ความมึนเมาสำหรับผู้ที่นำไปทำไวน์ สามารถทำให้คนดีกลายเป็นคนบ้าเสียสติได้ ตามตำนานถูกเล่าขานไว้มีเทพเจ้าองค์หนึ่งตามความเชื่อของชาวกรีกโบราณ ซึ่งก็คือ เทพไดโอนิซัส (dionysus) หรือ แบกคัส” เป็นเทพเจ้าแห่งไวน์ที่ค้นพบการทำไวน์  และเป็นเทพองค์สำคัญหนึ่งในสิบสองเทพโอลิมปัส



ไดโอนิซัส (dionysus) เป็นบุตรของซูสเทพบดี และ นางสีมิลี ธิดาของแคดมัสผู้สร้างเมืองธีบส์ กับนางเฮอร์ไมโอนี ชีวิตของไดโอนิซัสแม้จะดูมีความสุขหากแต่เต็มไปด้วยความเจ็บปวด และน่าสงสารเพราะความหึงหวงของเจ้าแม่ฮีราที่มีต่อนางสีมิลี เจ้าแม่ฮีราปลอมตัวเป็นพี่เลี้ยงแก่ของนางสีมิลี และแอบเข้าไปในห้องของนาง พี่เลี้ยงตัวปลอมพยายามชวนนางสีมิลีคุยเรื่องต่างๆนานาและชักโยงไปถึงเรื่องความรักของนาง เจ้าแม่เฮราในร่างพี่เลี้ยงแก่พยายามทำให้นางสีมิลีคล้อยตามและสงสัยในตัวสามีของตน เพื่อให้เกิดความรู้สึกสงสัยว่าชายคนดังกล่าวเป็นเทพซูสจำแลงมาจริงหรือ พี่เลี้ยงแก่ตัวปลอมแนะนำให้นางสีมิลีบอกให้ชายคนดังแสดงตัวตนที่แท้จริง

นางสีมิลีหลงเชื่อในคำแนะนำ เมื่อซูสกลับมานางสีมิลี ได้ทำการสาบานตามที่พี่เลี้ยงตัวปลอมหว่านล้อม นางสีมิลีสาบานโดยอ้างถึงแม่น้ำสติกซ์ให้เป็นพยานว่าโปรดประทานอนุญาตตามคำที่นางขอหนึ่งประการ เมื่อได้สาบานแล้วนางจึงทูลความประสงค์ให้เทพซูสทราบ ซึ่งทำให้ซูสถึงแก่ตกตะลึงเพราะไม่คิดว่านางจะทูลขอในเรื่องนี้ แต่ซูสก็ตระหนักในความจริงข้อหนึ่งดีว่า หากสำแดงองค์จริงให้นางสีมิลีเห็น จะทำให้นางสีมิลีที่เป็นเพียงมนุษย์ธรรมดาไม่สามารถมีชีวิตอยู่ต่อไปได้ แต่ก็จำเป็นต้องทำตามคำสาบานที่นางสีมิลีได้ทูลขอมาโดยไม่สามารถหลีกเหลี่ยงได้ เพราะหากละเมิดต่อคำสาบานที่อ้างถึงแม่น้ำสติกซ์อันศักดิ์สิทธิ์เป็นพยาน ย่อมบังเกิดผลร้ายต่อเทพผู้สาบานทุกองค์ไม่เว้นแม้แต่องค์เทพบดีซูสเอง

สุดท้ายเทพซูสจำยอมเผยร่างแท้จริงให้นางสีมิลีเห็น ทำให้นางนั้นสิ้นชีวิตลงด้วยไฟที่ลุกท่วมซึ่งในขณะนั้นนางกำลังตั้งครรภ์อยู่ แม้จะรักษาชีวิตของนางสีมิลีไว้ไม่ได้ แต่เทพซูสช่วยชีวิตบุตรในครรภ์ของนางไว้ได้ พระองค์จึงบอกแก่นางสีมิลีว่า จะดูแลลูกในครรภ์ของนางส่วนนางก็จะได้รับของขวัญสมใจ แล้วพระองค์จึงได้เปลี่ยนร่างเป็น   เทพซูส จากนั้นเทพซูสจึงได้เก็บทารกเอาไว้ในต้นชานุมณฑลของเทพซูส เมื่อครบเวลากำหนดคลอด ทารกก็สามารถคลอดออกมาได้สำเร็จจากต้นชานุ จากนั้นเทพซูสก็ได้มอบทารกของตนให้นางอัปสรพวกหนึ่งที่มีชื่อว่า ไนสยาดีส (Nysiades) เป็นผู้เลี้ยงดูอนุบาล ซึ่งนางอัปสรพวกนี้ก็ได้เลี้ยงดูเอาใจใส่ทารกผู้น้อยนี้เป็นอย่างดีด้วยความรักใคร่ทะนุถนอม ส่งผลให้เทพซุสโปรดเนรมิตให้พวกเธอได้กลายเป็นกลุ่มดาวกลุ่มหนึ่ง ที่มีชื่อว่า ไฮยาดีส (Hyades)

ส่วนทารกน้อยที่นางอัปสรช่วยเลี้ยงดู มีมีนามว่า ไดโอนิซัส หรือ แบกคัส นั่นเอง จากนั้นก็เก็บทารกเอาไว้ในต้นชานุเมื่อครบเวลากำหนดคลอด ทารกก็สามารถคลอดออกมาได้สำเร็จจากต้นชานุ จากนั้น เทพซุสก็ได้มอบทารกของตนให้นางอัปสรพวกหนึ่งที่มีชื่อว่า ไนสยาดีส (Nysiades) เป็นผู้เลี้ยงดูอนุบาล ซึ่งนางอัปสรพวกนี้ก็ได้เลี้ยงดูเอาใจใส่ทารกผู้น้อยนี้เป็นอย่างดีด้วยความรักใคร่ทะนุถนอม ส่งผลให้เทพซุสโปรดเนรมิตให้พวกเธอได้กลายเป็นกลุ่มดาวกลุ่มหนึ่ง ที่มีชื่อว่า ไฮยาดีส (Hyades) จากนั้นเทพซูสจึงได้ให้พวกนิมฟ์ นางไม้ ดูแลเทพไดโอไนซูส พวกนิมฟ์ ได้สอนให้เทพไดโอไนซูส ปลูกพืชต่างๆ โดยเฉพาะองุ่น

ไดโอนิซัสมีรูปร่างสูงใหญ่ มีรูปงามไม่แพ้เทพองค์อื่นๆ ชอบความรื่นเริง ความสนุกสนาน จนได้ชื่อว่าเป็นเทพแห่งพิธีกรรมความปิติศานติ์ ไดโอนิซัสแต่งกายด้วยผ้าสีขาวคลุมตัวมีเถาไม้เลื้อยพันและมีน้ำผึ้งไหลเป็นหยด ซึ่งถือเป็นไม้ที่มีประโยชน์นอกจากนี้ยังเป็นอาวุธได้ด้วย สามารถใช้ทำลายผู้ที่ต่อต้านลัทธิของพระองค์และเสรีภาพซึ่งพระองค์เป็นตัวแทน สัญลักษณ์แห่งเทพไดโอนิซัส ก็คือ วัวตัวผู้ (Bull) งูใหญ่ (Serpent) ต้นไอวี่และไวน์ (The ivy and wine) และมีพาหนะเป็นเสือดาว ดังจะเห็นภาพของไดโอนิซัสที่มักจะออกมาในรูปของเทพผู้ขี่เสือดาว (Leopard) สวมใส่อาภรณ์เป็นหนังเสือดาว หรืออาจเป็นเทพผู้ทรงราชรถที่ถูกชักลากโดยเสือดำ (Panthers)


ที่มา: https://my.dek-d.com/

พระองค์ยังทรงถูกเรียกว่า ผู้ปลดปล่อย เพราะปลดปล่อยส่วนลึกของตนเองโดยทำให้คลั่ง หรือให้มีความสุขอย่างล้นเหลือ ไดโอนิซัสสามารถเปลี่ยนคนดีให้กลายเป็นคนบ้าวิกลจริตได้ เพราะไดโอนิซัสค้นพบสุราโดยทดลองนำองุ่นไปหมักเอาไว้ ทำให้ค้นพบน้ำองุ่นที่รสชาติดีอย่างประหลาดที่ยิ่งดื่ม ยิ่งมึนเมา ยิ่งอยากดื่ม ยิ่งสนุกสนาน พระองค์จึงได้เผยแพร่การทำไวน์องุ่นไปทั่วดินแดน  ดังตัวอย่างของสตรีกลุ่มหนึ่งที่มีชื่อเรียกว่า เมนาดส์ (Maenads) ถูกพิษของเมรัยเล่นงาน จนทำให้เป็นบ้าเสียสติไปทุกคน พวกนางต่างพากันกระโดดโลดเต้น และร้องรำทำเพลงไปตามป่าอย่างไร้สติด้วยอำนาจของสุรา และบางครั้งก็เข้ามาห้อมล้อมเพื่อติดสอยห้อยตามไดโอนิซัสไปด้วย ในยุคโรมัน หลังจากที่ไดโอนิซัสได้มีนามเป็นภาษาละตินว่า แบกคัส (Bacchus) นางผู้เสียสติเหล่านั้นที่อยู่รอบๆไดโอนิซัสก็ได้รับชื่อใหม่ว่า แบกคันทีส (Bacchantes) เช่นกัน ซึ่งภาพของเทพองค์นี้มักจะเป็นภาพที่ประหลาดกว่าเทพองค์อื่นๆ เพราะจะเห็นเป็นชายหนุ่มรูปงามที่แวดล้อมไปด้วยผู้หญิงบ้าตามติดไปตลอดการเดินทาง

ต่อมาเทพซูสได้รับพระองค์ไปเป็นเทพโอลิมปัสอีกพระองค์ (เทพไดโอไนซัส และเทพีดิมีเตอร์เป็นเทพแห่งความอุดมสมบูรณ์ ที่ชาวกรีกและโรมันให้ความเคารพบูชายิ่งนัก) แม้ว่าต้นกำเนิดที่แท้จริงของไดโอนิซัสจะเป็นเพียงกึ่งมนุษย์กึ่งเทพ แต่ไดโอนิซัสก็ได้รับการยอมรับให้เป็นเทพอย่างสมบูรณ์เหมือนกับเทพองค์อื่นๆ อีกทั้งยังมีอมฤตภาพไม่แตกต่างไปจากเหล่าเทพสภาอื่น ๆ บนสวรรค์ชั้นโอลิมปัสด้วย

อย่างไรก็ตาม ไดโอนิซัสหลงรักในการเดินทางท่องเที่ยวไปบนผืนดินอันกว้างใหญ่เป็นชีวิตจิตใจ และไม่ว่าจะไปทางไหนก็ทรงนำพาความชุ่มชื้นแห่งสุราเมรัยติดไปด้วย จึงทำให้เกิดเป็นกลุ่มบุคคลสองกลุ่มที่เคารพและเหยียดนามไดโอนิซุส ทำให้ไดโอนิซัสมีอาวุธประจำตัวที่สามารถเปลี่ยนคนดีให้กลายเป็นคนเสียสติได้เพียงเพราะการดื่มเมรัยที่ทำจากองุ่นเข้าไป

เทพไดโอนิซัส ในเทพนิยายกรีกและโรมัน ถือเป็นทั้งเทพเจ้าแห่งไวน์ รวมถึงเป็นเทพผู้นำความเจริญด้านอารยธรรม (Civilization) ผู้กำหนดกฏระเบียบ (Lawgiver) ผู้รักในสันติภาพ (Lover of Peace) และเป็นผู้รวบรวมเอาความอุดมสมบูรณ์ทางการเกษตร (Agriculture) มาไว้ด้วยกัน และยังเป็นเทพที่มีความสำคัญในการละคร (Theater) ด้วย และในบางแห่งก็ขนานนามเทพองค์นี้ว่า “The god of cats and savagery” หรือ “เทพแห่งเหล่าหญิงเลวและคนป่าเถื่อน”


อ้างอิง

เทพไดโอนิซัส (Dionysus) เทพองุ่นและน้ำเมาตำนานดี.สืบค้นเมื่อ 23 กันยายน 2561, จาก : http://TumnanDD.com

ไดโอนีซุส (Dionysus) เทพแห่งไวน์. สืบค้นเมื่อ23 กันยายน 2561, จาก : http://tamnan-tuadi.blogspot.com

ตำนานเทพปกรณัมกรีก-โรมัน. สืบค้นเมื่อ 23 กันยายน 2561, จาก : http://wanarphapron.wordpress.com

เทพเจ้าแห่งไวน์-ไดอะไน. (2558). สืบค้นเมื่อ 23 กันยายน 2561, จาก : http://icevanillacream.wordpress.com

อ่านเพิ่มเติม »

เทพี เฮรา (Hera)

โดย นายกรวิชญ์   เจริญ

อารยธรรมกรีกสมัยโบราณ มีความเชื่อเกี่ยวกับการนับถือเทพเจ้าหลายองค์ ซึ่งเชื่อว่าเทพเจ้า
เป็นผู้สร้างโลก สร้างมนุษย์ มีชีวิตเป็นอมตะ ไม่มีวันตาย และเชื่อว่าเทพเจ้านั้นมีหน้าตา มีอารมณ์ ความรู้สึกเช่นเดียวกับมนุษย์ แต่มีพลังอำนาจเหนือกว่า  และจะสถิตอยู่ ณ เทือกเขาโอลิมปัส ซึ่งมีอยู่ทั้งหมด 12 องค์ โดยหนึ่งในนั้นก็คือ เทพีเฮรา

เทพีฮีรา หรือ เฮรา พระนางเป็นเทพีแห่งหญิงสาวและชีวิตสมรส เป็นผู้ปกป้องสตรีที่แต่งงานแล้วในตำนานโบราณสัตว์ประจำองค์ของเทพีเฮราคือวัว แต่ในตำนานยุคใหม่คือ นกยูง ซึ่งเป็นสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ประจำพระองค์ และจะตามเสด็จอยู่ไม่ห่าง และพฤกษาประจำตัวของพระนางคือผลทับทิม กับนกแขกเต้า


เทพีเฮรากับสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ประจำพระองค์

เทพีเฮราเป็นบุตรองค์ที่ 3 เป็นมเหสีและเชษฐภคินี (พี่สาว)ของซูส เป็นธิดาของโครนัส และเรีย
พระนางถูกโครนัสกลืนลงท้องไปตั้งแต่เพิ่งถือกำเนิดเนื่องจากคำสาปของไกอาที่ว่าบุตรของโครนัส
จะโค่นอำนาจของโครนัสเหมือนกับที่โครนัสได้โค่นอำนาจของยูเรนัส แต่ต่อมาเทพีเรียได้ซ่อนซูส
ผู้เป็นบุตรองค์สุดท้องไว้และนำซูสกลับมาเพื่อแก้แค้นโครนัส และนำพี่ ๆ ที่ถูกกลืนเข้าไปอยู่ในท้อง
ของโครนัสออกมา เทพีเฮราจึงปรากฏกายขึ้น

ซูสคลั่งไคล้เทพีเฮรา ต้องการได้นางเป็นภรรยา แต่ทว่าเทพีเฮร่าไม่ต้องการเช่นนั้น เนื่องจาก
ต้องติดอยู่ในท้องของบิดามาตลอดชีวิตวัยเยาว์ เฮร่าจึงต้องการใช้ชีวิตให้คุ้มค่า ไม่รีบร้อนที่จะคิดมีพันธะใดๆเมื่อแรกที่ซูสขอแต่งงาน เฮร่าปฏิเสธ และ ปฏิเสธเรื่อยมาจนถึง 300 ปี วันหนึ่งซูสคิดทำอุบายปลอมตัวเป็น นกกาเหว่า เปียกพายุฝน ไปเกาะที่หน้าต่าง เทพีเฮราสงสารก็เลยจับนกมาลูบขน
พร้อมกับพูดว่า “ฉันรักเธอ” ทันใดนั้นซูสก็กลายร่างกลับคืน และบอกว่า เทพีเฮราต้องแต่งงานกับพระองค์ แต่ทว่าชีวิตการครองคู่ ของเทวีเฮรากับเทพซูส ไม่ค่อยราบรื่นเท่าใดนัก มักจะทะเลาะเบาะแว้งมีปากเสียงกันตลอดเวลา จนเป็นเหตุให้ชาวกรีกโบราณเชื่อกันว่า ในเวลาที่เกิดฟ้าคะนองดุเดือดขึ้นเมื่อใด นั่นคือ สัญญาณว่า ซูสกับเฮรา ต้องทะเลาะกัน เพราะเทพทั้งสองเป็นสัญลักษณ์ของสรวงสวรรค์


ซูส และเทพีเฮรา

แม้ว่าเทพีเฮรามีศักดิ์เป็นถึงราชินีแห่งสวรรค์ หรือเทพมารดาแทนรีอา แต่ความประพฤติ และอุปนิสัย ของเทพีเฮราก็ไม่อ่อนหวานมีเมตตาสมกับเป็นเทพมารดาเลย โดยประวัติของเทพีเฮรานั้นมีทั้งโหดร้าย
ไร้เหตุผล เจ้าคิดเจ้าแค้น และอาฆาตพยาบาท เทพีเฮราเป็นที่รู้จักกันดีในด้านของอารมณ์ดุร้าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อชายาองค์อื่นๆของซูส และบุตรที่เกิดจากชายาเหล่านั้น ไม่ว่าพวกนางจะเป็นเทพี หรือเป็นมนุษย์ก็ตาม ตัวอย่างของผู้ที่ถูกเทพีเฮราปองร้ายมีมากมาย เช่น เทพีลีโต มารดาของเทพอพอลโล่ และเทพีอาร์ทีมิส เฮอร์คิวลิส ไอโอ ลามิอา เกรานา ซิมิลี มารดาของเทพไดโอนิซัส ยูโรปา เป็นต้น ก็จะเจอจุดจบแบบไม่สวยงาม

แต่อย่างไรก็ตามองค์เทพซูสเองก็เคยร้ายกาจกับเทพีเฮราเหมือนกัน โดยลงโทษทัณฑ์แก่เทพีเฮราอย่างไม่ไว้หน้าอยู่บ่อยๆ นอกจากทุบตีอย่างรุนแรงแล้ว ยังใส่โซ่ตรวนที่เท้าของเทพีเฮรากับผูกข้อมือ
มัดโยงอยู่บนท้องฟ้า

เทพีเฮรา นอกจากขี้หึงแล้ว ยังช่างริษยามากอีกด้วย ครั้งหนึ่งเมื่อซูสทรงมีราชธิดานามว่า เอเธน่า ออกมาได้โดยไม่ต้องพึ่งใคร ซึ่งกระโดดออกมาจากเศียรของซูสเอง เทพีเฮราก็ริษยา ทรงตรัสว่าเมื่อซูส
ทรงมีกุมารีด้วยตัวเองได้ นางเองก็มีได้ เช่นกัน ทว่าบุตรที่เกิดจากตัวเทพีเฮรานั้น กลับมิได้สะสวย เรืองฤทธิ์เช่นเอเธน่า แต่เป็นอสูรร้าย น่าเกลียดน่ากลัวยิ่ง คืออสูรร้าย ไทฟีอัส (Typheus) ซึ่งผู้ใดเห็นก็หวาดกลัว เลยทำให้เทพซูสโกรธเป็นอย่างมาก และเกิดการทะเลาะบาดหมางกันอีก

ชีวิตของเทพีเฮรา ถึงแม้จะเป็นเทพเจ้า มีอำนาจเหนือมนุษย์ แต่ในชีวิตก็ยังประสบปัญหา อุปสรรคต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง ปัญหาการใช้ชีวิตกับซูส ปัญหาความเจ้าชู้ของซูส เป็นต้น ดังนั้นการที่เราเจอปัญหา อุปสรรคต่างๆ ในชีวิตก็จงคิดว่าปัญหา และอุปสรรคนั้นคือบททดสอบหนึ่ง ที่ทุกคนต่างก็ต้องเผชิญ
และต้องผ่านพ้นปัญหานั้นไปให้ได้ ซึ่งเมื่อเราสามารถผ่านปัญหานั้นไปได้ ก็จะทำให้เราสามารถมีภูมิคุ้มกันที่พร้อมจะรับมือปัญหาต่างๆได้ดี


อ้างอิง

ณัฐรัตน์ เสนชัย. (ม.ป.ป.). เทพนิยายกรีก. ค้นข้อมูล 26 กุมภาพันธ์ 2560, จาก
https://etcphotoploi.wikispaces.com

พรพิมล พรมทา. (2556). เจาะลึกอารยธรรมกรีก-โรมัน. ค้นข้อมูล 25 กุมภาพันธ์  2560, จาก
https://pornpimolpromta.wordpress.com/about/

มาลัย (จุฑารัตน์). (2547). ตำนานกรีก-โรมัน (ฉบับสมบูรณ์). กรุงเทพฯ : บริษัท พิมพ์ดี จำกัด.

อังสุมารินทร์ ศรีกลชาญ. (2556). จุดกำเนิดเทพเจ้าปกรณัมกรีก และเทพเจ้ากรีกโรมันแห่งยอดเขาโอลิมปัส. ค้นข้อมูล 25 กุมภาพันธ์ 2560, จาก https://angsumarin.wordpress.com

แอนโธนี ฮอโรวิทซ์. (2546). ตำนานเทพ และปรัชญากรีก. กรุงเทพฯ : Good morning

Phuketindex. (ม.ป.ป.). เฮร่า (Hera) หรือจูโน่ (Juno) ราชินีของเทพธิดา. ค้นข้อมูล 25 กุมภาพันธ์ 2560, จาก http://variety.phuketindex.com/faith/-juno-393.html


อ่านเพิ่มเติม »

อาร์เทมิส (Artemis) เทพีแห่งดวงจันทร์และการล่าสัตว์

โดย มะลิวัลย์ ทำทอง

ในอดีตมนุษย์ยังไม่ค้นพบหลักการทางวิทยาศาสตร์ในการพิสูจน์สรรพสิ่งต่างๆในโลกใบนี้ มนุษย์จึงเชื่อว่าปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่เกิดขึ้น ล้วนเป็นฝีมือของสิ่งที่เหนือธรรมชาติ จึงทำให้มนุษย์ในสมัยโบราณนับถือเทพเจ้า ภูต ผี ปีศาจ เพื่อที่จะเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ รวมทั้งคอยปกปักรักษาชีวิตของตนเองและบ้านเมือง ชาวกรีกโบราณ ก็เป็นอีกชนชาติหนึ่งที่มีความเชื่อเกี่ยวกับเทพเจ้าเป็นอย่างมาก ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนเกี่ยวข้องกับเทพเจ้า


อาร์เทมิส จันทราเทพีแห่งกรีก
ที่มา : http://www.tumnandd.com/

เทพีอาร์เทมิส (Artemis) เป็นหนึ่งในเทพเจ้าที่ชาวกรีกนับถือ พระนางเป็นลูกสาวคนโตของเทพซูส (เทพแห่งท้องฟ้าและสายฟ้า) และเทพีเลโต อีกทั้งยังเป็นน้องสาวฝาแฝดของเทพอะพอลโล (เทพแห่งดวงอาทิตย์) โดยชาวกรีกนับถือพระนางเป็นตัวแทนของดวงจันทร์ การล่าสัตว์ และความรัก

เทพีอาร์เทมิสยังทรงเป็นเทพีผู้ถือพรหมจรรย์เจริญรอยตามเทพีเฮสเทียและเทพีอาธีน่า เพราะพระองค์ทรงเห็นความทุกข์ของเทพีเลโตผู้เป็นมารดาที่ต้องลำบากกับความรักที่เป็นพระชายาของเทพซูสจนถูกเทพีเฮร่าตามราวี จึงทำให้พระนางมิโปรดและกลัวที่จะออกเรือน จึงวิงวอนให้เทพซูสสาบานว่าจะไม่จับคู่สมรสให้พระนางหรือให้พระนางสมรสไม่ว่ากรณีใด และให้พระนางเป็นเทพีผู้ครองพรหมจรรย์ ซึ่งเทพซูสก็ให้พระนางสาบานโดยมีแม่น้ำสติกซ์ ซึ่งไหลรอบนรกเป็นพยานในการปฏิญาณว่าไม่ขอมีครอบครัวและจะรักษาพรหมจรรย์ไว้ยิ่งชีพ

แต่ก็ยังมีตำนานบางตอนที่กล่าวว่าเทพอาร์เทมิสได้ไปหลงรักสหายสนิทของตน ซึ่งมีนามว่า “โอไรออน” เขาเป็นนายพรานผู้ฉมังในการล่าสัตว์ มีสุนัขคู่ใจชื่อว่าซิริอุส ทุกๆวันพระนางและสหายจะร่วมกันล่าสัตว์ด้วยกัน พระนางหลงรักนายพรานหนุ่มและคิดที่จะสละความเป็นเทพีผู้ครองพรหมจรรย์ เพื่อแต่งงานกับโอไรออน เทพอะพอลโลรู้ถึงความคิดนี้เข้าและกลัวว่าพระนางจะต้องรับโทษจากการผิดคำสาบานต่อหน้าแม่น้ำสติกซ์ จึงวางแผนที่จะล้มเลิกความคิดของน้องสาวฝาแฝด จนเกิดเป็นโศกนาฏกรรมขึ้น

โดยอะพอลโลสั่งให้โอไรออนเดินลุยน้ำทะเลไปยังเกาะแห่งหนึ่งกลางทะเล และเมื่อโอไรออนเดินไปถึงยังจุดที่ไกลจนเมื่อมองจากเกาะดีลอสแล้วจะเห็นเพียงศีรษะของโอไรออนที่มองดูเหมือนกับเกาะกลางน้ำ เทพอะพอลโลก็ชวนเทพีอาร์เทมิสมาล่าสัตว์แข่งกัน และท้าพนันให้พระนางยิงธนูทะลุเกาะกลางทะเลที่อะพอลโลชี้ให้ดูให้ได้ พระนางตกหลุมพรางของเทพฝาแฝด เหนี่ยวสายธนูเต็มแรงจนลูกธนูทะลุศีรษะของโอไรออนถึงแก่ความตาย เมื่อพระนางทรงทราบว่าตนได้ฆ่าชายที่รักลงด้วยน้ำมือของตนเองแล้ว จึงนำศพของโอไรออนและซิริอุสสุนัขคู่ใจขึ้นไปไว้บนท้องฟ้าในตำแหน่งของกลุ่มดาวนายพราน และดาวสุนัขใหญ่

เทพีอาร์เทมิส ถือเป็นจันทราเทพีผู้ปกครองช่วงเวลาในตอนกลางคืน และถือเป็นเทพีผู้มอบแสงสว่างให้แก่รัตติกาลอีกด้วย ในขณะเดียวกัน พระนางก็ยังมีแนวทางที่แตกต่างจากเทพีองค์อื่นๆที่รักสวยรักงาม โดยเทพีอาร์เทมิส จะมีลักษณะออกแนวแข็งแกร่ง โปรดการล่าสัตว์ พระนางจะมีอาวุธคู่กายเป็นคันธนูและลูกศรติดตัวเอาไว้อยู่เสมอ มีสัตว์คู่ใจคือกวางหรือหมี พระนางจึงมักถูกนับถือในนามของเทพีผู้คุ้มครองสัตว์ป่าเสียมากกว่า หากมีผู้ใดที่เข้าไปในเขตป่าของพระนางโดยไม่ได้รับการยินยอม หรือเข้ามาทำร้ายสัตว์ป่าที่อาศัยอยู่ในอาณาเขตของพระนางแล้ว หากพระนางทราบเข้าก็จะทำการสังหารบุคคลผู้นั้นจนตายด้วยลูกธนู


มหาวิหารอาร์เทมีส (The Temple of Artemis)
ที่มา : http://www.bloggang.com/

นอกจากนี้ชาวกรีกยังได้สร้างวิหารอาร์เทมิส โดยเป็นวิหารสร้างด้วยหินอ่อน เพื่อถวายเทพีอาร์เทมีส ผู้มาจากสวรรค์ ผู้ช่วยชาวเมืองให้พ้นจากหายนะและภัยพิบัติได้ อยู่ในเมืองอีเฟซุส บนชายฝั่งแห่งหนึ่ง (ซึ่งปัจจุบันนี้ คือประเทศตุรกี) ในรัชสมัยของกษัตริย์อเล็กซานเดอร์ จัดเป็นวิหารที่สวยงามแห่งหนึ่งจนกลายเป็นที่รู้จักว่าเป็นสิ่งมหัศจรรย์ของโลกในยุคเก่า แต่วิหารแห่งนี้ได้ถูกทำลายสิ้น จนเหลือแต่ซากปรักหักพัง

ถึงแม้วิทยาศาสตร์จะก้าวหน้าไปมากเพียงใดก็ตาม จนสามารถพิสูจน์ว่าเทพเจ้าก็เป็นเพียงแค่ความเชื่อ ไม่มีตัวตนอยู่จริง แต่ผู้คนก็ยังคงเลือกที่จะศรัทธาต่อเทพเจ้า หรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ เพราะเทพเจ้าก็เปรียบเสมือนที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ โดยไม่จำเป็นต้องตรงตามหลักเหตุผลใดๆ


อ้างอิง

ชญา ปิยะชาติ. (2556). กรีก-โรมัน ประวัติศาสตร์และอารยธรรม (พิมพ์ครั้งที่ 3). กรุงเทพฯ : ยิปซี กรุ๊ป.

อนันตชัย จินดาวัฒน์. (2552). กำเนิดอารยธรรมโบราณ. กรุงเทพฯ : ยิปซี กรุ๊ป.

ดวงธิดา ราเมศวร์. (2559). ประวัติศาสตร์กรีกโบราณ (พิมพ์ครั้งที่ 1). กรุงเทพฯ : บริษัทยูโรปา เพลส จำกัด

เอดิธ แฮมิลตัน. (2554). ปกรณัมปรัมปรา ตำนานเทพและวีรบุรุษกรีก-โรมัน-นอร์ส. (พิมพ์ครั้งที่ 6). กรุงเทพฯ: อมรินทร์



อ่านเพิ่มเติม »

เฮดีส (Hades) เทพเจ้าแห่งโลกใต้พิภพ

โดย ภาสินี ชัยวรรณคุปต์
   
มีเรื่องเล่าขานเกี่ยวกับตำนานเทพเจ้าต่างๆมากมายทั่วมุมโลกที่โด่งดังและผู้คนต่างเคารพบูชา แต่ยังมีอีกหนึ่งตำนานเทพเจ้าที่มีช่อเสียงโด่งดัง สืบทอดมาจนถึงปัจจุบันโดยมีการจัดทำเป็นภาพยนต์ ละครโทรทัศน์ นิยาย การ์ตูน และบทละครอื่นๆอีกมากมาย นั่นคือ ตำนานเทพเจ้าตามความเชื่อของชาวกรีกโบราณที่โด่งดังไปทั้วโลก โดยเฉพาะ ตำนานของเหล่าเทพแห่งเขาโอลิมปัส (Olympus) ตามความเชื่อของชาวกรีกโบราณ ที่เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลาย อย่างเช่น ซุส (Zeus) เทพผู้ปกครองเขาโอลิมปัสและบรรดาเทพทั้งหมด โพไซดอน (Poseidon) เทพผู้ปกครองท้องทะเลทั้งหมด และ เฮดีส หรือ ฮาเดส (Hades) เทพเจ้าผู้ปกครองโลกใต้พิภพ

เฮดีส เป็บบุตรของ เทพ โครนอส (Kronos) และ ไกอา (Gia) เทพเจ้าของเหล่าตระกูล ไททัน (Titan) มีพี่น้องทั้งหมด 6 คนรวมเทพเฮดีสเอง ได้แก่ ซุส เทพเจ้าแห่งเขาโอลิมปัส โพไซดอน เทพเจ้าแห้งท้องทะเล เฮดีส เทพเจ้าแห่งโลกใต้พิภพ เฮร่า เทพีแห่งเทพเจ้าทั้งปวง ดีมีเธอร์ เทพเจ้าแห่งการเก็บเกี่ยวและเกษตรกรรม และ เฮสเธีย เทพเจ้าแห่งบ้าน เมื่อครั้งแบ่งการปกครอง เหล่าทวยเทพทั้งสาม ได้แก่ ซุส เฮดีส และโพไซดอน  ได้ทำบางอย่างเพื่อแบ่งเขตการปกครอง แต่จากหลายแหล่งข้อมูลมีการบันทึกไว้ว่า ซุส โกงการตัดสิน ทำให้เขาได้ปกครองบนเทือกเขาโอลิมปัส และเฮดีสได้ลงมาปกครองโลกใต้พิภพ ด้วยเหตุนี้เอง ทำให้เฮดีสไม่ค่อยจะได้รับการต้อนรับจากเขาโอลิมปัสหรือโลกข้างบนซักเท่าไหร่ เพราะหลายคนเข้าใจผิดว่า เฮดีสเป็นเทพแห่งความตายแต่จริงๆแล้วไม่ใช่


เฮดีส เป็นแทพแห่งโลกใต้พิภพ ที่ปกครองโลกข้างล่างทั้งหมด อีกทั้งยังเป็นเทพที่รำ่รวยที่สุดใน บรรดาเหล่าทวยเทพทั้งหลาย เฮดีสเป็นเทพที่มีความยุติธรรมอย่างมาก เพาะเขารู้ว่า ไม่ว่าคนจะมาจากไหนก็ล้วนแต่ต้องตายกันหมด ดั้งนั้นจึงเป็นผู้มีความเที่ยงธรรม และความซื่อตรงอย่างมาก สัญลักษณ์ประจำตัวของเทพเฮดีสคือ หมาสามหัว หรือ Ceberus ผู้คอยปกป้องประตูแห่งโลกใต้พิภพ และ ไม้สองง่าม อีกทั้งยังมีเทพอีกสามองค์คอยให้ความช่วยเหลือในการตัดสินคดีเรียกว่า สามเทพสุภา ได้แก่ เทพราดาแมนทีส เทพไมนอส และเทพไออาคอส นอกจากนี้ ฮิปนอส เทพเจ้าแห่งการหลับไหล และ ทานาทอส เทพแห่งความตายก็ยังเป็นผู้มีส่วนร่วมและให้ความช่วยเหลือในการพิจรณาอยู่อีกด้วย

ตำนานความรักที่เด่นของเทพเฮดีสได้แก่ การครองรักกับเทพี เพอร์เซโฟนี (Persephone) ลูกสาวของเทพี ดีมีเธอร์ เทพเจ้าแห่งเกษตรกรรมและการเก็บเกี่ยวกับซุส ซึ่งถ้าตามหลักการแล้ว เฮดีสและเฟอร์เซโฟนี่ก็มีศักดิ์เป็นอา-หลาน กันนั่นเอง เรื่องมีอยู่ว่า เมื่อครั้งเฮดีสได้ขึ้นมายังพื้นโลกและได้พบกับเพอร์เซโฟนี่ก็เกิดเป็นความรักของเฮดีสที่มีความหลงไหลในเฟอร์เซโฟนี่อยู่มาก หลังจากนั้น เฮดีสจึงได้ทำการลักพาตัวเฟอร์เซโฟนี่ลงมาอยู่กับตนเองเพื่อเป็นคู่ครองที่โลกใต้พิภพ แต่ทว่าเมื่อเทพีดิมีเธอร์ผู้เป็นแม่ทราบว่าธิดาของตน ถูกเฮดีสลักพาตัว ก็เกิดความไม่พอใจและได้ไปร้องเรียนต่อเทพซุสให้ช่วยนำธิดาของเธอคืนมา ซุส ได้วานให้เทพเฮอร์มีส (Hermes) ไปเป็นผู้เจรจากับเทพเฮดีส โดยในการเจรจาครั้งนั้นมีเงื่อนไขว่า ถ้าเทพีเพอร์เซโฟนี ไม่ได้หยิบจับกินอะไรในยมโลก เทพเฮดีสต้องส่งนางคืนแก่เทพีดิมีเตอร์โดยทันที แต่หาก เทพีเพอร์เซโฟนี เสวยของในยมโลก เฮดีสก็จะสามารถมีสิทธิในตัวนาง ผลปรากฏว่าเทพีเพอร์เซโฟนีได้กินเมล็ดผลทับทิมไป 6 เมล็ดทำให้เฮดีสมีสิทธ์ในตัวนาง จึงตกลงกันว่าในแต่ละปี เทพีเปอร์เซโฟนี จะกลับขึ้นมาอยู่กับดีมีเธอร์บนพื้นโลก 6 เดือน และต้องกลับไปอยู่กับเฮดีสในโลกใต้พิภพอีก 6 เดือน ช่วงที่เทพีเพอร์เซโฟนีขึ้นมาอยู่บนพื้นโลกนั้น เทพีดิมีเธอร์ มีความยินดีอย่างยิ่ง ทำให้แผ่นดินและพืชพันธุ์คืนสู่ความเขียวขจี พร้อมกับเข้าสู่ฤดูใบไม้ผลิและฤดูร้อน ในทางกลับกัน เมื่อเทพีเพอร์เซโฟนี ต้องกลับไปอยู่ข้างล่าง พืชพรรณและแผ่นดินที่เขียวขจีก็จะเหี่ยวแห้งไม่เจริญผล พร้อมกับเข้าสู่ฤดูใบไม้ร่วงและฤดูหนาว


ที่มา: http://www.tumnandd.com/

อาณาจักใต้พิภพซึ่งเฮดีสปกครองอยู่นั้น(ตามตำนานที่ Homerได้เขียนไว้) แบ่งออกเป็น 4 ส่วน ได้แก่ ส่วนแรกของ ทาทารัส (Tartarus) ดินแดนที่คนส่วนใหญ่เรียกว่า นรก เพราะผู้ใดที่หมดอายุไขต้องถูกส่งมาเพื่อพิจรณาความที่นี่ ส่วนที่สองคือ อิลีเซียม (Elysium) ซึ่งตรงข้ามกับทาทารัส โดยเปรียบเหมือนกับ สวรรค์ ซึ่งเป็นที่ฝังศพเทพโครนอส และยังเป็นดินแดนที่มีความสว่งสดใส วิญญาณตนใดที่อยู่นดินแดนนี้ สามารถกลับขึ้นไปใช้ชีวิตเหมือนเดิมได้ ส่วนที่สามได้แก่ แอสโฟเดล (Asphodel Fields) จะมีลักษณะคล้ายๆกับ อิลีเซียมแต่ไม่ได้มีความสว่างสดใสเท่า และวิญญาณส่วนใหญ่อยู่ในที่แห่งนี้ และส่วนสุดท้ายได้แก่ อีเรบีส (Erebus) เป็นสถานที่ซึ่งเฮดีสอาศัยอยู่ ทุกคนที่หมดอายุไขแล้วต้องผ่านที่นี่เป็นที่แรก

นอกจากนั้น เราจะมาพูดถึงเรื่องการเดินทางของวิญญาณหลังความตาย  ในดินแดนใต้พิภพยังมีแม่น้ำอีก 5 สายที่สำคัญได้แก่ แม่น้ำ สติงค์ (Stynx) แม่น้ำ อาคีรอน (Acheron) แม่น้ำ โคซายตัส (Cocytus) แม่น้ำ เฟลกีธัน (Phlegeton) และแม่น้ำ เลธี (Lethe) โดยเมื่อหมดอายุไข วิญญาณทุกตนจะต้องนั่งเรือข้ามแม่น้ำสติงค์เพื่อเข้ามาที่โลกใต้พิภพโดยจะมี ชาร์ลอน เป็นผู้ภายเรือข้าม ซึ่งจากตรงนี้จะทำให้เห็นในแง่ของความเชื่อที่ว่าทำไมเมื่อเวลามีคนตายต้องใส่เหรียญไว้ที่ปากศพ เพื่อมาจ่ายค่าผ่านทางให้กับชารฺลอนในการพาข้ามแม่น้ำไป และหลังจากนั้นก็จะถูกนำมาพิจารณาไปตามลำดับ และมีการดื่มน้ำที่แม่น้ำเลธีเพื่อลืมเรื่องราวข้างบนและมีความสุขกับชีวิตใหม่

และนี่คือเรื่องราวและประวัติเกี่ยวกับเทพเจ้าเฮดีส เทพเจ้าแห่งโลกใต้พิภพในตำนานกรีก หรือเทพเจ้า พลูโต ตามตำนานของชาวโรมัน ที่มีความเชื่อถือและความศรัทาเผยแพร่ไปทั่วโลก หลายคนอาจะเข้าใจผิดเกี่ยวกับเรื่องราวของเขาว่าเฮดีสเป็นเทพแห่งความตาย และน่ากลัว แต่จริงๆแล้วเฮดีสไม่ใช่ ท่านเป็นผู้ที่มีความยุติธรรมต่อทุกคนที่ลงมาอยู่ในอณาจักรของท่าน และยังเป็นผู้ที่ร่ำรวยที่สุดอีกด้วย


อ้างอิง

Danae. (2010). เฮดีสเทพแห่งคนตายและอณาจักรใต้พิภพ. Retrieved September 15, 2016, from https://my.dek-d.com/Gemeaux/writer/viewlongc.php?id=154645&chapter=5

เจ้าข้าเจ้าของ. (2013). ตำนานรักเทพเฮดีสเทพแห่งโลกหลังความตาย กับเทพธิดาเพอร์ซิโฟเนเทพธิดาแห่งฤดูใบไม้ผลิ. Retrieved September 16, 2016, from: http://board.postjung.com/706088.html

Shmoop. PERSEPHONE, DEMETER, AND HADES SUMMARY.  Retrieved September 20, 2016, from: http://www.shmoop.com/persephone-demeter-hades/summary.html

อ่านเพิ่มเติม »

กลุ่มเทพีเกรซ (The Graces)

โดย พิชญ์สินี ศรีทา

เมื่อพูดถึงตำนานกรีกหลายคนอาจเคยได้ยินเรื่องราวมากมายเกี่ยวกับเทพเจ้าแต่ละองค์ซึ่งตำนานกรีกถูกเล่าต่อกันมาหลายพันปีและตำนานของเทพแต่ละองค์ก็มีเรื่องราวแตกต่างกันออกไป ตำนานเหล่านี้ได้รับความสนใจเป็นอย่างมากจนกระทั่งปัจจุบัน ยังคงมีการหยิบยกตำนานกรีกมาเพื่อเป็นความรู้ให้แก่ผู้ที่สนใจได้ศึกษากันอีกด้วยซึ่งแต่ละแหล่งความรู้ก็ยังมีข้อมูลบางอย่างที่ไม่ตรงกันแต่ก็ไม่คลาดเคลื่อนจากกันมากนักและเรื่องเล่าแต่ละเรื่องในตำนานกรีกยังเป็นจุดเริ่มต้นของการเกิดขึ้นของสิ่งต่างๆทางธรรมชาติและยังส่งผลต่อความเชื่อของมนุษย์ในปัจจุบันอีกด้วยทั้งยังแสดงให้เห็นถึงวิวัฒนาการการดำรงชีวิตของมนุษย์ในยุคก่อนว่าเป็นอย่างไร ดังนั้นดิฉันจึงขอนำเสนอเรื่องที่ดิฉันสนใจมากที่สุดนั่นก็คือกลุ่มเทพีชาริทีสหรือเทพีเกรซหรือไตรเทพี 3 เทพีแห่งชีวิตชีวาและความรื่นเริง


ที่มา: http://fineartamerica.com/

ความสดใส ร่าเริง และความมีชีวิตชีวา เป็นของคู่มากับมนุษย์ตั้งแต่อดีตมาถึงปัจจุบัน ทั้งงานเลี้ยงฉลองที่มีความรื่นเริงและสีสันแห่งความสุข หากคุณมีความสุขและสดชื่นกับสิ่งเหล่านี้ ทำนองดนตรีที่ไพเราะจนเหมือนชักเชิญให้เราลุกขึ้นมาเต้นรำอย่างมันส์ แสดงว่าคุณอาจจะถูกมนต์สะกดแห่ง 3 เทพีแล้ว ใช่พวกท่านคือ กลุ่มเทพีเกรซ 3 เทพีแห่งชีวิตชีวาและความรื่นเริง กลุ่มเทพีเกรซเป็นพระธิดาในเทพซีอุสกับเทพียูริโนมี ซึ่งกลุ่มเทพีเกรซเป็นเทพีที่รักการเต้นรำมากมายและรักเสียงดนตรีเพราะจะทำให้เหล่าเทพีนี้เต้นกันไม่หยุดเลยทีเดียว กลุ่มเทพีเกรซไม่ค่อยมีความสำคัญหรือเ็ป็นที่นับถือกันอย่างแพร่หลาย แต่เป็นเทพีผู้พิทักษ์ความสนุกสนานในงานรื่นเริงและความมีชีวิตชีวาของมนุษย์ ซึ่งเหล่าพระเทพีเกรซมีด้วยกัน 3 เรียกว่า ไตรเทพี (Charites) หรือThe Graces

ตามตำนานเทพเจ้ากรีก ไตรเทพี ซึ่งเป็นเทพีแห่งความมีเสน่ห์, ความงาม, ธรรมชาติ, การสร้างสรรค์ และ การเจริญพันธุ์ จำนวนเทพีชาริทีสเดิมมีด้วยกันสามองค์ตั้งแต่องค์ที่มีอาวุโสที่สุดคือ เทพีอกลาเอีย (Aglaea) ซึ่งเป็นเทพีแห่งความงามและมีความสามารถในการพูดให้ผู้คนประทับใจอีกด้วย


ที่มา: https://www.pinterest.com/

เทพีผู้อาวุโสปานกลางคือ เทพียูโฟรเซเน (Euphrosyne) หรือ เทพีแห่งความร่าเริงผู้บันดาลให้เกิดความสนุกสนานและเสียงหัวเราะในงานสังสรรค์และงานรื่นเริงต่างๆ หากไม่มีเทพียูโฟรเซเนก็อาจทำให้งานนั้นตึงเครียดก็เป็นได้
 และองค์ที่อาวุโสน้อยที่สุดเทพีธาเลีย (Thalia) หรือ เทพีแห่งความสนุกสนานและเป็นเทพธิดาผู้ซึ่งเป็นแรงบันดาลใจให้กับเหล่ากวี เป็นเทพีแห่งความตลกขบขันแต่ยังคงความเรียบร้อยและเป็นธรรมชาติในตนเอง

ซึ่งกลุ่มเทพีเกรซมีหน้าที่ๆสำคัญต่อสวรรค์คือ เป็นนักแสดงโชว์ในงานฉลองแห่งทวยเทพ คือ พระเทพีทั้ง 3 เก่งทั้งงานร้อง งานแสดง และเต้นรำ จึงเป็นที่ชื่นชมของทวยเทพ ซึ่งมีบางครั้งที่พระองค์จะเข้าร่วมแสดงกับกลุ่มเทพีมิวส์ทั้ง 9 ซึ่งเป็นเทพีแห่งศิลปศาสตร์ทั้ง 9 แขนง และมีเทพอะพอลโลชอบบรรเลงเพลงพิณให้อย่างไพเราะทำให้งานวันนั้นไม่จืดจางเลยทีเดียว... และทวยเทพที่เครียดและเหนื่อยจากภาระหน้าที่ก็จะพาหายเหนื่อยหายกังวลเมื่อเจอกลุ่มเทพรเกรซ

ไตรเทพีมีความแตกต่างกันทางภาระหน้าที่และความรับผิดชอบในด้านต่างๆเนื่องจากแต่ละองค์ก็มีหน้าที่แตกต่างกันออกไปแต่อย่างไรก็ตามเทพีทั้งสามองค์นี้ก็ยังคงทำงานร่วมกันอยู่เสมอ


อ้างอิง

เทพีชาริทีส (Charites) ไตรเทพี. สืบค้นเมื่อ 21 กันยายน 2559, จาก: http://tamnan-tuadi.blogspot.com/2012/10/charites.html

Mark, C. (2016). Graces. Retrieved 21 September 2016, from: http://www.ancient.eu/Graces/

Aquileana. (2014). Greek Mythology: “The Charites” (“The Three Graces”). Retrieved 21 September 2016, from: https://aquileana.wordpress.com/2014/11/12/greek-mythology-the-charites-the-three-graces/

อ่านเพิ่มเติม »

อีออส (Eos) เทพีแห่งรุ่งอรุณ

โดย มนสิชา มุกนำพร

คุณเคยมองไปที่ท้องฟ้ายามเช้าหรือเปล่าค่ะ ? เคยเห็นแสงอ่อนๆจางๆ ของพระอาทิตย์ตอนเช้า แล้วคุณรู้หรือไม่ว่าแสงสว่างตอนเช้าที่เราพบเห็นกันมีตำนานเกี่ยวกับแสงสว่างในช่วงเวลานี้ มีความเกี่ยวข้องกับตำนานของปกรนัมกรีกโบราณ  เป็นตำนานของเทพธิดาองค์หนึ่งซึ่งเป็นเทพธิดาแห่งรุ่งอรุณมีนามว่า “อีออส” หรือ “ออโรร่า” ซึ่งเป็นเทพเจ้าชั้นรองตามตำนานปกรนัมกรีก


รูปเทพีอีออสหรือออโรร่า
ที่มา : http://www.indepencil.com/

เทพธิดาอีออส เป็นชื่อในตำนานเทพปกรณัมโรมัน ผู้เป็นซึ่งเทพีแห่งรุ่งอรุณอันเก่าแก่ของตำนานปกรณัมกรีก หรือเรียกว่า “ออโรร่า” คำว่าออโรร่าในภาษาละตินมีความหมายว่า รุ่งอรุณ ซึ่งเทพธิดาอีออส หรือ เทพีออโรร่าจะมาปรากฏตัวใหม่ทุกๆวันในยามเช้า มักเป็นช่วงเวลารุ่งสาง โบยบินข้ามท้องฟ้าเพื่อเป็นการประกาศการมาของยามเช้า เธอเป็นเทพีที่ใกล้ชิดกับเทพอพอลโลมากที่สุด หน้าที่ที่เธอทำเป็นประจำนั่นคือ เปิดประตูให้ราชรถทองคำของอพอลโลในยามเช้าและไขแสงเงินแสงทองเพื่อเป็นสัญญาณเบิกทาง ตามตำนานว่ากันว่าแสงสีชมพูที่เกิดขึ้นบนท้องฟ้าเมื่อฟ้าเริ่มสางนั้นคือนิ้วของอีออส และแสงสีทองในยามเช้าคือเส้นผมของอีออสนั่นเอง

ครอบครัวของเทพีอีออส เทพีอีออสนั้นเป็นลูกของเธอิอาและไฮเปอร์ริออน ซึ่งเป็นไททันเทพเจ้ารุ่นดึกดำบรรพ์ เทพีอีออสมีพี่น้องอยู่สองคน คนแรกชื่อเฮลิออส เป็นเทพแห่งสุริยันหรือดวงอาทิตย์และคนที่สองชื่อเซเลเน่เป็นเทพธิดาจันทรา ทั้งสามพี่น้องจะมีเทียมรถม้าเป็นยานพาหนะในการเดินทาไปยังที่ต่างๆ  และเทพีอีออสก็ยังมีพระสวามีอยู่หลายองค์เช่นกันไม่ว่าจะเป็นไทโธนอสเจ้าชายแห่งกรุงทอย โอรสของท้าวเลือมมิดอนแห่งกรุงทอย และเซฟฟลัสโอรสของเจ้าผู้ครองแคว้นเธสสะลี  ลูกของเทพีอีออส 4 องค์ จะไปประจำอยู่ ณ ทิศสี่ทิศ ได้แก่ ทิศเหนือ ทิศใต้ ทิศตะวันออกและทิศตะวันตก
                   

รูป เฮลิออสพี่น้องของเทพีอีออส
ที่มา : http://www.indepencil.com/

ความรักของเทพีอีออสที่เป็นที่กล่าวถึงอย่างมาก คือ คนรักของเทพีอีออส ชื่อ ไทโธนัส  ซึ่งไทโธนัสเป็นองค์ชายแห่งกรุงทอยและเป็นมนุษย์ธรรมดาคนหนึ่งเท่านั้น แต่อีออสกลับตกหลุมรักไทโธนอสอย่างมาก เธอรักมากจนคิดไปเองว่าในอนาคตนั้นไทโธนอสจะอยู่กับเธอไปตลอดกาล ถึงแม้เธอจะรู้ดีว่าเมื่อกาลเวลาได้ผ่านไป เวลาจะไม่มีผลสำหรับเธอและเทพทั้งหลาย  แต่ไม่ใช่กับมนุษย์ธรรมดาแบบไทโธนอส

เมื่อเวลาผ่านพ้นไปไทโธนอสจะต้องสิ้นอายุไขและตายไปตามวัฎจักรของธรรมชาติ  เพราะแบบนี้เทพีอีออสจึงไปเฝ้าเทพเจ้าซุสเพื่อขอให้เทพเจ้าซุสประทานพรแห่งความนิรันดร์ให้กับไทโธนอสเพื่อให้ไทโธนอสเป็นอมตะเช่นเดียวกับเธอ  เธอและเขาจะได้ครองคู่กันจนฟ้าดินสลาย ซุสนั้นจึงให้พรตามที่อีออสขอ  ไทโธนอสจึงได้มีชีวิตที่เป็นอมตะ

เมื่อเวลาผ่านมาประมานสิบปี ไทโธนอสเริ่มสงสัยว่าทำไมผ่านมาแค่สิบปีทำไมหน้าถึงเริ่มเหี่ยวย่นและมีริ้วรอย ซึ่งจริงๆแล้วซุสนั้นให้พรกับไทโธนอสตามที่อีออสขอจริง คือ อีออสขอให้ไทโธนอสเป็นอมตะแต่ไม่ได้ขอให้ไทโธนอสหนุ่มตลอดกาลไปด้วย ไทโธนอสจึงแก่ลงไปเรื่อยๆ อีออสจึงเริ่มเบื่อไทโธนอสและเริ่มไม่สนใจใยดีเขาเหมือนแต่ก่อน

เธอเริ่มแอบไปมีความรักกับผู้ชายคนอื่นโดยไม่เกรงใจไทโธนอสที่แก่ชรา ซึ่งไทโธนอสเริ่มแก่ลงและตัวเล็กลงไปเรื่อยๆ เมื่ออีออสเห็นจึงรู้สึกสงสารและสาปให้ไทโธนอสกลายเป็นจิ้งหลีด และเมื่อเขาได้กลายเป็นจิ้งหลีดแล้วยามเช้าเขาจะส่งเสียงจี๊ดๆเพื่อทักทายอีออสสุดที่รัก ถึงแม้ว่าไทโธนอสจะรู้ว่าอีออสไม่สนใจเขาแล้วก็ตาม


รูปไทโธนัส เฒ่าอมตะ
ที่มา : http://www.cmxseed.com/

เรื่องของเทพีอีออสที่หลงรักมนุษย์นั้นสอนให้เห็นถึงการอย่าฝืนธรรมชาติเพราะธรรมชาติของชีวิตและวัฎจักรของชีวิตแต่ละคนนั้นแตกต่างกันไม่ว่าจะเป็นคนหรือ สิ่งมีชีวิตอื่นๆก็ล้วนมีธรรมชาติชีวิตที่ต่างกันถ้าเราไปบังคับชีวิตคนอื่นสุดท้ายทั้งเขาและเราก็จะไม่มีความสุขกันทั้งสองฝ่ายดังเช่นเรื่องอีออสกับเฒ่าอมตะ

ในการได้ศึกษาเรื่องเทพีอีออส ทำให้มีความรู้สึกว่า เทพีอีออสเป็นเทพีที่มีความรักให้กับผู้คนมากมาย แต่ถึงกระนั้น เธอก็ต้องการชีวิตในแบบที่เธอหวังไว้ และสุดท้ายนี้ผู้เขียนบทความปรารถนาให้ผู้อ่านทุกท่านที่ได้เข้ามาอ่านบทความเรื่อง เทพีอีออส และได้รับประโยชน์รวมทั้งความรู้เกี่ยวกับเทพีองค์นี้ พร้อมทั้งได้ทราบเรื่องราวเทพเจ้ากรีก-โรมันเพิ่มขึ้นด้วย


อ้างอิง 

เทพีออโรร่า สืบค้นเมื่อ  17 กันยายน 2559 จาก  : https://th.wikipedia.org/wiki/

คุณ etatae333. (2556,มิถุนายน)  ไทโธนัส เฒ่าอมตะ และ เซฟฟลัสเหยื่อรักของอีออส.(ออนไลน์)สืบค้นเมื่อ 17 กันยายน 2559 จาก:  http://www.cmxseed.com/cmxseedforumn/index.php?topic=70468.0

คุณมะเดหวีมาตา. (2553,เมษายน). กลุ่มเทพไททัน เทพเจ้ารุ่นเก่ากลาง.(ออนไลน์). สืบค้นเมื่อ 17 กันยายน 2559 จาก : https://writer.dek-d.com/chanin34/story/viewlongc.php?id=602520&chapter=26


อ่านเพิ่มเติม »

เฮอร์คิวลิส กับภารกิจ 12 ประการ

โดย พีรวัส ตั้งวานิชกพงษ์

เฮอคิวลิสวีรบุรุษผู้มีกำลังมหาศาล ตำนานที่ถูกเล่าขานตามความเชื่อของชาวกรีก โรมัน ครึ่งมนุษย์ครึ่งเทพ ผู้มีทั้งปัญญา และความสามารถ เรื่องราวภารกิจ 12 ประการเป็นเรื่องราวของการผจญภัยทำภารกิจที่สุดแสนอันตราย มีความยากลำบาก พร้อมทั้งการช่วยเหลือและการขัดขวางจากเหล่าทวยเทพ เพื่อทำการไถ่บาปให้ตนเองเขาต้องพบกับภารกิจที่ไม่มีมนุษย์คนใดที่จะสามารถทำได้

เรื่องราวตำนานของวีรบุรุษ ผู้มีพละกำลังมหาศาล ครึ่งมนุษย์ครึ่งเทพ เขาเป็นลูกที่เกิดจาก"เทพซีอุส"
ที่ได้ปลอมตัวมาเป็นสามีของหญิงสาวคนหนึ่ง "อัลคมีนา" โดยชื่อของเฮอร์คิวลิสนั้นมีความหมายว่า  "เกียรติยศแห่งเฮรา" แต่ในความเป็นจริงแล้วเทพเฮรากลับเกลียดชังในหนุ่มน้อยคนนี้เพราะเป็นลูกของสามีเธอกับหญิงอื่น เธอได้ส่งความชั่วร้ายเข้ามาสิงสู่เฮอร์คิวลิสทำให้เขาคลุ้มคลั่งทำร้ายลูกเมียของตนตายจนหมด เมื่อเขาได้สติและได้ทราบเรื่องราวที่เกิดขึ้นทำให้เขาเกิดความเศร้าสลดอย่างมาก เขาจึงเนรเทศตนเองออกจากเมืองไป และไปที่วิหารเดลฟี่ เพื่อพบกับ โอราเคิลผู้ทำนายดวงชะตา เขาแนะนำให้เฮอร์คิวลิสไปรับใช้ยูริสธีอุสผู้โหดร้าย เขาได้มอบภารกิจสุดยากให้กับเฮอร์คิวลิสทั้งหมด 10 ภารกิจ แต่ด้วยอำนาจของเฮราทำให้โน้มน้าวยูริสธีอัสมอบภารกิจให้เขาเป็น 12 ภารกิจ หรือเรียกกันว่า        
                                   


ภารกิจ 12 ประการของเฮอร์คิวลิส
ที่มา : http://www.komkid.com/

ภารกิจแรกของเขาคือการจัดการกับสิงโตแห่งนีเมีย ซึ่งมีความสามารถที่ทนทาน อาวุธไม่สามารถทำอะไรมันได้ ทำให้เขาต้องจัดการมันด้วยมือเปล่าด้วยพละกำลังมหาศาลทำให้เขาจัดการสิงโตร้ายได้สำเร็จ เมื่อกลับไปเขาจึงนำขนของเจ้าสิงโตนีเมียกลับไปด้วยเพื่อมอบให้กับยูริสธีอุสแต่ด้วยความกลัวเขาจึงไม่กล้ารับไว้ ทำให้เฮอร์คิวลิสเป็นผู้สวมใส่เองดังจะเห็นได้จากรูปปั้นของเขาที่มักจะมีผ้าคลุมสิงโตอยู่ด้วย

ภารกิจที่สอง คือ ภารกิจไฮดร้า โดยเป็นที่รู้กันว่าเป็นสัตว์ร้ายที่มี 7 หัว เมื่อตัดออกก็จะงอกขึ้นมาใหม่อยู่เสมอ ภารกิจนี้เฮอร์คิวลิสมีผู้ช่วย คือ ไอโอลอส โดยเฮอร์คิวลิสจะจัดการตัดหัวของไฮดร้าออกแล้วให้ไอโอลอสเป็นคนจุดไฟเผาเพื่อไม่ให้หัวของมันเกิดขึ้นมาใหม่ได้ ทว่าหัวสุดท้ายของมันนั้นเป็นอมตะทำให้ไม่สามารถทำลายได้เขาเลยทำการตัดหัวนั้นออกแล้วฝังไว้ก้อนหินใหญ่แต่งานนี้ไม่ถือว่าเฮอร์คิวลิสได้ทำภารกิจเพราะว่ามีไอโอลอส เป็นผู้ช่วยเหลือทำให้ภารกิจของเฮอร์คิวลิสสำเร็จ


ภารกิจไฮดร้า
ที่มา : http://www.komkid.com/

ภารกิจที่สาม คือ การจับกวางวิเศษกลับมาโดย กวางวิเศษตัวนี้เป็นของเทพอาร์เทมิส เทพีแห่งจันทราเขาทำการไล่ล่ากวางวิเศษตัวนี้อยู่เป็นปี จนทำให้กวางตัวนี้อ่อนล้า เมื่อเขาจับมันได้เทพ
อาร์เทมิส และอพอลโลมาพบเข้าพอดีทำเขาจึงขอยืมเจ้ากวางวิเศษนั้น เมื่อไปถึงเขาก็ปล่อยกวางไว้แต่เจตนาของเขาตั้งใจปล่อยให้ห่างจากตัวยูริสธีอุส แล้วเจ้ากวางวิเศษก็วิ่งกลับไปหาเจ้านายของมัน

ภารกิจที่สี่ ภารกิจนี้เขาต้องนำหมูป่าที่ออกอาละวาดทำร้ายผู้คนกลับมาแบบเป็นๆ เฮอร์คิวลิสได้ไปขอคำแนะนำจากเซนทอร์เพื่อหาวิธีการจัดการหมูป่า เขาแนะนำให้ล่อหมูป่าเข้าไปบริเวณที่เป็นหิมะเพื่อที่จะจับได้ง่ายขึ้น เฮอร์คิวลิสจึงใช้การตะโกนต้อนให้มันเข้าไปติดกับจากนั้นจึงใช้ตาข่ายดักจับไว้ได้ เมื่อนำกลับไปด้านยูริสธีอุสเองก็เกรงกลัวทั้งสัตว์ร้าย และชายผู้ที่กำหราบมันได้ถึงขั้นต้องหลบเลยทีเดียว

ภารกิจที่ห้า ภารกิจล้างคอกเลี้ยงสัตว์ที่ขึ้นชื่อว่าเป็นคอกสัตว์ที่สกปรกที่สุดในโลกเลยก็ว่าได้ โดยคอกนี้เป็นคอกสัตว์ที่เทพประธานมาให้ ทำให้คอกสัตว์แห่งเมืองออกีสมีความกว้างใหญ่ไพศาล เฮอร์คิวลิสได้ร้องขอรางวัลจากราชาของเมืองออกีส คือ ถ้าเขาสามารถล้างคอกสัตว์นี้ได้ภายในวันเดียวเขาขอสัตว์จำนวน 1 ใน 10 ของทั้งหมด และเมื่อเขาทำสำเร็จด้วยวิธีการเปลี่ยนเส้นทางการเคลื่อนของแม่น้ำ กษัตริย์กลับไม่ยอมมอบรางวัลให้แก่เขาตามที่ตกลง อีกทั้งท้างด้านยูริสธีอุสก็ไม่นับภารกิจนี้เพราะเขาได้ไปร้องขอรางวัลต่อกษัตริย์เมืองออกีสแล้ว


ภารกิจล้างคอกเลี้ยงสัตว์
ที่มา : http://www.komkid.com/

ภารกิจที่หก การไล่นกกินคนที่เมืองสติมฟาลอส โดยภารกิจนี้เขาได้รับการช่วยเหลือจากเทพี่อาเธนาที่มอบเครื่องดนตรีที่มีความเสียงดังกึกก้อง ขนของพวกมันมีความแข็งเหมือนโลหะ เมื่อเขาใช้เครื่องดนตรีทำให้นกเหล่านี้บินขึ้นไปบนท้องฟ้าจากนั้นเขาใช้ธนูอาบยาพิษของไฮดราจัดการพวกมัน

ภารกิจที่เจ็ด ปราบวัวกระทิงเมืองครีทโดยวัวตัวนี้เป็นวัวที่เทพโพไซดอนประทานให้ และหากทุกคนรู้จักกับอสูรร้ายที่มีนามว่ามินอร์ทอร์ นี่ก็คือพ่อของมันนั่นเอง แต่ด้วยพละกำลัง ความสามารถของเฮอร์คิวลิส เขาสามารถสยบมันลงได้โดยง่าย เมื่อนำกลับไปยูริสธีอุสก็ให้เขาปล่อยมันไปเพราะมันมีความดุร้ายและอันตรายมากต่อบุคคลธรรมดา

ภารกิจที่แปด พาม้ากินคนของไดโอมิดิสกลับมา ไดโอมีดิสเป็นคนที่โหดร้าย เฮอร์คิวลิสได้ต่อสู้กับทหารและเมื่อจัดการไดโอมิดิสแล้ว เขาจึงให้ม้ากินเนื้อของไดโอมีดิสทำให้ม้าเชื่อง เมื่อเขาพาม้ากลับมาก็ได้ปล่อยเข้าป่าไป

ภารกิจที่เก้า เข็มขัดของฮิปโปลิต เป็นเข็มขัดที่เธอได้รับมาจากเทพแห่งสงครามอาเรส เขาสามารถตกลงกับฮิปโปลิตได้ โดยนางสัญญาว่าจะมอบให้ แต่เทพเฮราแปลงกายมาทำให้เกิดการต่อสู้กัน บ้างก็ว่าเฮอร์คิวลิสฆ่านางแล้วนำเข็ดขัดทองกลับไป แต่บางตำราก็กล่าวว่าเขาพานางหนีมาพร้อมกับตนและในที่สุดนางก็แต่งงานกับเพื่อนของเฮอร์คิวลิส


ภารกิจเข็มขัดของฮิปโปลิต
ที่มา : http://www.komkid.com/

ภารกิจที่สิบ โขมยเอาวัวของกีเรียน กีเรียนเป็นคนสามหัว หกขา เขายังเป็นเจ้าของหมาสองหัวที่เป็นน้องชายของหมาสามหัว เซอบีรัส ที่ดูแลนรก เฮอร์คิวลิสได้จัดการหมาสองหัวด้วยลูกธนู จากนั้นจึงจัดการกีเรียนแล้วนำวัวเดินทางกลับเมือง ระหว่างทางเฮราได้สร้างความก่อกวนทำให้ฝูงวัวเกิดความแตกตื่นเฮอร์คิวลิสจึงต้องใช้เวลาเพิ่มขึ้นเพราะต้องต้อนวัวที่แตตื่นกลับมา

ภารกิจที่สิบเอ็ด แอปเปิ้ลทองคำของเฮสเพอริดิส ซึ่งเป็นของขวัญในการแต่งงานของเฮรากับ         ซุสจากเทพไกอา ตัวของเฮอร์คิวลิสเองไม่ทราบว่าแอปเปิ้ลทองคำนั้นอยู่ที่ใด เขาได้รับคำแนะนำจากโพมิทีอุส ที่เฮอร์คิวลิสได้ช่วยเหลือไว้ เขาแนะนำให้เฮอร์คิวลิสกับแอตลาสผู้แบกโลก ซึ่งแอตลาสเป็นพ่อของนางไม้ที่ดูแลสวนอยู่ แต่การที่แอตลาสจะไปขอความช่วยเหลือจากลูกสาวนั้นเขาต้องให้คนมาแบกโลกไว้แทนเขา เมื่อแอตลาสได้แอปเปิ้ลทองคำกลับมาตอนนี้เขาไม่ต้องการแบกโลกอีกแล้วจึงอาสานำแอปเปิ้ลไปให้ยูริธีอุสเอง เฮอร์คิวลิสจึงออกอุบายว่าขอหาอะไรมาลองบ่าเสียก่อน แล้วแอตลาสก็หลงกล แบกโลกกลับคืนอย่างเดิม ส่วนเฮอร์คิวลิสก็รีบวิ่งหนีกลับไปนำแอปเปิ้ลทองคำให้กับยูริธีอัส แต่ราวกับสวรรค์แกล้ง ของทุกอย่างที่เฮอร์คิวลิสนำมานั้นยูริธีอัสไม่เคยได้ครอบครองสิ่งใดได้เลย คราวนี้ก็เช่นกัน เขาก็ได้มอบแอปเปิ้ลทองคำให้กับอาเธน่า แล้วเทพอาเธน่าก็นำกลับไปไว้ที่เดิม

ภารกิจที่สิบสอง การพาเอาเซอบีรัส หรือหมาสามหัวกลับมาแบบเป็นๆ เซอบีรัสเป็นหมาเฝ้านรกเฮอร์คิวลิสจึงทำการร้องขอฮาเดสที่เป็นเจ้าแห่งนรก ฮาเดสอนุญาตให้เขานำเซอบิรัสกลับไปได้แต่มีข้อแม้ห้ามไม่ให้เซอบิรัสโดนอาวุธใดๆ และแล้วเขาก็นำเซอบิรัสกลับไปให้ยูริสธีอุสได้สำเร็จ

หลังเสร็จสิ้นภารกิจเขายังได้เดินทางผจญภัยอีกหลายต่อหลายครั้ง เช่น การออกตามหาขนแกะทองคำกับพวกขบวนนาวิกของเจสัน แต่เหมือนโชคร้ายที่ความบ้าคลั่งสิงสู่เขาทำให้เขาฆ่าเพื่อนของตนไปด้วยและยังได้เข้าร่วมสงครามระหว่างเทพเจ้ากับยักษ์ไททันครั้งที่ 2 อีกด้วย โดยได้สร้างความดีความชอบด้วยการสังหารเหล่าไททันไปเป็นจำนวนมาก

ในช่วงบั้นปลายชีวิตเขาแต่งงานกับหญิงสาวนามว่า เดอาไนรา และเธอคนนี้เองเป็นคนนำจุดจบมาให้กับวีรบุรุษผู้เลื่องชื่อ เมื่อนางต้องการให้เฮอร์คิวลิสรักนางแค่คนเดียว นางได้ยินมาว่าเลือกของ
เซนทอร์ช่วยได้ นางจึงเอาเลือดเซนทอร์ไปป้ายไว้บนเกราะของเขา แต่แล้วเรื่องที่ไม่คาดคิดจึงเกิดขึ้นเมื่อเซนทอร์ตัวดังกล่าวตายด้วยพิษของไฮดรา ทำให้เฮอร์คิวลิสเกิดอาการร้อนเหมือนโดนไฟเผา เขาจึงร้องขอให้เพื่อนของเขาจุดไฟของเขาเพื่อจบชีวิตของเขาซะ และในที่สุดบุรุษครึ่งเทพผู้เป้นตำนานก็จบชีวิตลง เมื่อตายลงเทพอาเธนาจึงพาเขาขึ้นไปอยู่ดังสรวงสวรรค์และกลายเป็นเทพอย่างเต็มตัว

เรื่องราวของเฮอร์คิวลิส ได้แสดงให้เห็นถึงความพยายามที่ต้องการจะทำความดีเพื่อทดแทนสิ่งที่ตนได้ทำผิดพลาดไป ด้วยใจที่มีความกล้าหาญ มุ่งมั่น ถึงแม้จะต้องพบกับอุปสรรค หรือ ภัยอันตราย ความยากลำบากเขาก็ต่อสู้ด้วยพละกำลังความสามาถ ด้วยปัญญาของตนโดยไม่ย่อท้อจนสามารถทำสำเร็จได้ครบแสดงให้เห็นว่า “คนเราหากมีความหวัง และมีความพยายามที่มากพอก็สามารถไปถึงจุดหมายยที่ตนมุ่งหวังได้อย่างแน่นอน”

อ้างอิง

NJAARNME (2553). เฮอร์คิวลิสตำนานวีรบุรุษที่แข็งแกร่งที่สุดในเทวตำนานกรีก(Berserker). ค้นเมื่อ 24 กันยายน 2559, จาก : http://conan-kung.blogspot.com/2010/11/berserker.html

2busy2know (2558). ตำนานเทพกรีกตอนที่ 6 : ลูกซุสครึ่งเทพครึ่งมนุษย์ เพอร์ซิอุส เฮอร์คิวลิส. ค้นเมื่อ 24  กันยายน 2559, จาก : http://2busy2know.com/การ์ตูน/ตำนานเทพกรีก-ตอน7-ลูกซุส/

Tumnandd (2558). เฮอร์คิวลิส (hercules) วีรบุรุษแห่งกรีก ที่มีพละกำลังมหาศาล. ค้นเมื่อ 24 กันยายน  2559, จาก : http://www.tumnandd.com/วีรบุรุษแห่งกรีก-เฮอร์ค/

อ่านเพิ่มเติม »

ตำนานเซนทอร์ (Centaur) มนุษย์ครึ่งม้า

โดย พัชราพร รักชวน

เซนทอร์ (Centaur) มนุษย์ม้า หรือมนุษย์ครึ่งม้า เป็นศัพท์ที่หลายๆคนคงจะคุ้นหูอยู่บ้าง บางคนอ่านแล้วทราบถึงลักษณะรูปร่างของเซนทอร์ หรือบางคนอาจรู้จักเพราะเคยดูจากภาพยนตร์หรือจากการอ่านนิยายแฟนตาซีต่างๆ ยกตัวอย่างจากภาพยนตร์เรื่อง Narnia, Harry Potter หรือ Percy Jackson and the Olympians เมื่อพูดถึงเซนทอร์ก็จะทำให้นึกถึงเทพเจ้าต่างๆด้วยเช่นกัน โดยเซนทอร์ถูกสร้างให้มีบทบาทในด้านภาพยนตร์เป็นอย่างมาก

เซนทอร์เป็นสัตว์ในนิยายกรีกมีลักษณะครึ่งคนครึ่งม้า คือมีร่างท่อนบนตั้งแต่หัวถึงเอวเหมือนมนุษย์ทุกประการแต่ไม่มีเขา และท่อนล่างมีลักษณะเหมือนม้าคือมี4ขา แข็งแรงบึกบึนและว่องไว และเซนทอร์ส่วนใหญ่นั้นจะมีหางสีเดียวกับเส้นผม และตามตำนานเล่าว่าเหล่าเซนทอร์มีพื้นที่อาศัยอยู่ที่แถบภูเขาของอาคาเดีย และแคว้นเทสสาลีในประเทศกรีซ เซนทอร์มีทั้งเพศหญิงและเพศชาย แต่เซนทอร์เพศหญิงมักจะปรากฎในงานศิลปะมากกว่านวนิยายต่างๆ เซนทอร์มีบทบาทในตำนานเทพของกรีกเป็นอย่างมาก สามารถเห็นได้จากในนิยายเกี่ยวกับเทพเจ้าต่างๆจะมีเซนทอร์เป็นตัวละครประกอบด้วยอยู่เสมอ และในสมัยก่อนอารยธรรมกรีก ชาวเผ่าอินเดียแดงบางเผ่ามีการใช้สัญลักษณ์ของเผ่าที่เป็นรูปครึ่งคนครึ่งม้า ซึ่งในยุคแรกๆ เซนทอร์มีชื่อเรียกว่า ‘ฮิปโปเซนทอร์’ ฮิปโปเซนทอร์ เป็นปีศาจที่มีรูปร่างเป็นมนุษย์ ฮิปโปเซนทอร์ได้มอบเครื่องรางให้กับชาวอินเดียแดงและได้นำความเชื่อต่างๆเกี่ยวกับเซนทอร์เข้าสู่ยุโรป อีกทั้งยังทำให้เชื่อว่าเซนทอร์เป็นสัญลักษณ์ของเผ่านักรบที่น่าเกรงขาม



ในตำนานเทพเจ้ากรีกโบราณนั้น เซนทอร์แบ่งได้เป็นสองตระกูลคือตระกูลอิคซอนและตระกูลโครนัส ตระกูลอิคซอนเกิดจากอันธพาลแห่งสวรรค์ตระกูลนี้จะมีนิสัยที่ป่าเถื่อน ไร้การศึกษา มีพละกำลังมาก และชอบใช้ความรุนแรง ส่วนตระกูลโครนัสเกิดจากนางฟีลีร่าและเทพโครนัสบิดาของเทพซุส โดยที่สองตระกูลนี้มีลักษณะนิสัยที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง

ไครอน เซนทอร์ที่หลายๆคน เคยได้ยินมาบ้างจากนิยายต่างๆ ไครอนเป็นเซนทอร์ในตระกูลโครนัสเป็นลูกของโครนัสกับฟีลีร่า ไครอนเป็นเซนทอร์ที่นิสัยดีและฉลาด มีความสามารถในหลายๆด้าน เช่น ดนตรี ยา และการยิงธนู และด้วยความที่ไครอนมีความสามารถมากจึงได้รับเลือกให้เป็นอาจารย์ของตำนานกรีกหลายๆคน เช่น เฮอร์คิวลีส เป็นต้น



หลังจากไครอนได้รับเลือกให้เป็นอาจารย์ของตำนานหลายๆคน ไครอนจึงได้รับพรจากเทพซุสให้ให้มีอายุเป็นอมตะและเหตุการณ์สำคัญของไครอนได้เกิดขึ้นเมื่อเฮอร์คิวลีสได้มีเรื่องกับกลุ่มเซนทอร์ โดยที่เฮอร์คิวลีสคิดว่ามีการทำร้ายฉุดผู้หญิงซึ่งนั่นคือการร่วมเพศของเซนทอร์ โดยปกติในการร่วมเพศของเซนทอร์มักใช้ความรุนแรงกับเพศเมีย เฮอร์คิวลีสเข้าใจว่ามีการทำร้ายจึงได้ต่อสู้กับฝูงเซนทอร์และเมื่อถูกรุมเข้ามากๆก็ได้ใช้ธนูอาบยาพิษยิงใส่ฝูงของเซนทอร์แต่มีลูกหนึ่งพลาดไปถูกไครอนที่เป็นอาจารย์ของตนจึงทำให้รู้สึกผิด แต่ไครอนไม่สามารถตายได้เนื่องจากได้รับพรให้เป็นอมตะจึงทรมานกับพิษของลูกธนูเป็นอย่างมาก จึงขอให้เทพซุสประทานความตายให้แก่ตน หลังจากนั้นไครอนก็กลายเป็นกลุ่มดาวรูปเซนทอร์

ตำนานเกี่ยวกับเซนทอร์มีหลากหลาย ในบางตำนานกรีกก็เล่าว่า เซนทอร์นั้นสืบเชื้อสายมาจากเซนทอรัส บุตรของเทพเจ้าอะพอลโลกับนางสทิลเบีย โดยเซนทอรัสได้เสพสมกับนางม้าแห่งแมกนีเซีย จึงเกิดเป็นเซนทอร์ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา บางตำนานก็เล่าว่า เซนทอร์คือพวกที่ใช้ม้าเป็นพาหนะโดยอาศัยอยู่ตามละแวกเขาในแคว้นเทสสาลี ประเทศกรีซ เมื่อมองไกลๆ จึงทำให้มองเป็นอมนุษย์หรือเซนทอร์ บางตำราก็เชื่อว่ามีกษัตริย์ผู้หนึ่งนาม Ixion ได้ทำให้เทพเจ้าซุสพิโรธจึงโดนสาปให้ลูกๆของ Ixion กลายเป็นอมนุษย์ครึ่งคนครึ่งม้า ถึงจะมีตำนานที่หลากหลายแต่ความเชื่อในเรื่องของเซนทอร์ไม่แตกต่างกันมากนัก คือคนส่วนใหญ่เชื่อว่าเซนทอร์มีนิสัยที่ดุร้าย แต่ก็ยังเป็นลักษณะของนักรบที่น่าเกรงขามในเวลาเดียวกัน



เซนทอร์มีบทบาทหลากหลายในด้านภาพยนตร์ เช่น ภาพยนตร์เรื่อง Narnia เซนทอร์ถูกสร้างให้มีบทบาทตรงกันข้ามกับลักษณะในตำนานที่กล่าวว่าเซนทอร์มีนิสัยดุร้าย ไม่เป็นมิตรและไม่ชอบมนุษย์เป็นอย่างมาก แต่ในภาพยนตร์ผู้สร้างได้ให้เซนทอร์มีบทบาทในด้านความดี คือเป็นผู้ช่วยมนุษย์ทำภารกิจให้สำเร็จเพื่อช่วยเหลือสัตว์ต่างๆ ที่อาศัยอยู่ในป่า Narnia ทั้งยังสร้างให้เซนทอร์มีลักษณะนิสัยที่ดี มีน้ำใจต่อมนุษย์ แต่ยังคงความดุร้ายและว่องไวเมื่อเกิดสงคราม มีความแข็งแรงและมุ่งมั่นที่จะเอาชนะในการสู้รบ และในบางภาพยนตร์ก็ได้สร้างให้เซนทอร์มีบทบาทเป็นตัวร้ายด้วยเช่นกัน

เซนทอร์ทำให้เห็นได้ถึงการจินตนาการในแต่งนวนิยายของกรีกในสมัยนั้นๆ แสดงให้เห็นว่าชาวกรีกมีความเชื่อเกี่ยวกับเทพและอมนุษย์จึงสร้างเซนทอร์ให้มีบทบาทในหลายๆเรื่องที่เป็นตำนานเกี่ยวกับเทพเจ้าทั้งในแง่ลบและแง่บวก หากในชีวิตจริงมีเซนทอร์อยู่ในชีวิตจริงคงจะมีความเพลิดเพลินและสีสันไม่มากก็น้อย


อ้างอิง

เซนทอร์. สืบค้นเมื่อ วันที่ 4 กันยายน 2559, จาก: https://th.m.wikipedia.org/wiki/เซนทอร์

เซนทอร์ (Centaur). สืบค้นเมื่อ สืบค้นเมื่อ วันที่ 4 กันยายน 2559, จาก: https://natthansan.wordpress.com/2011/12/31/เซนทอร์-centaur/

ไครอน อาจารย์แห่งวีรบุรุษ. สืบค้นเมื่อ วันที่ 4 กันยายน 2559, จาก: http://www.komkid.com/ตำนาน/ไครอน-อาจารย์แห่งวีรบุษ/

สัตว์ในเทพนิยายและตำนาน. สืบค้นเมื่อ วันที่ 23 ธันวาคม 2559, จาก: https://writer.dek-d.com/0012/story/viewlongc.php?id=446421&chapter=8

อ่านเพิ่มเติม »