แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สหรัฐอเมริกา แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สหรัฐอเมริกา แสดงบทความทั้งหมด

ชนเผ่าอินูอิต (Inuits) กับเรื่องที่คุณไม่เคยรู้

โดย กมลทิพย์  พิมพเนตร

บนโลกของเรานี้มีคนหลากหลายชนเผ่าอาศัยอยู่มากมายทั่วทุกมุมโลก กระทั่งดินแดนอาร์คติกที่มีอากาศหนาวเหน็บ ในดินแดนนี้ดวงอาทิตย์ไม่ได้ส่องแสงตลอดปี มีช่วงเวลายาวนานหลายเดือนที่ท้องฟ้ามืดมน มีลมพัดกรรโชก หิมะและแผ่นน้ำแข็งปกคลุมผืนดินและผืนน้ำ แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังมีกลุ่มคนที่สามารถอาศัยอยู่ซึ่งก็คือชนเผ่าพื้นเมือง อินูอิต (Inuits) หรือที่คนส่วนใหญ่รู้จักกันในชื่อ เอสกิโม (Eskimos) หลาย ๆ คนอาจจะคุ้นหูกับชื่อชนเผ่านี้ แต่มีน้อยคนที่จะทราบประวัติความเป็นมาและวิถีชีวิตของชาวอินูอิตจริง ๆ ว่าพวกเขาใช้ชีวิตกันอย่างไร นับถือศาสนาหรือมีความเชื่ออย่างไรบ้าง


ครอบครัวอินูอิตในยุคที่มีภาพถ่าย
ที่มา : https://sites.google.com/

คำว่า เอสกิโม มีความหมายว่า “คนที่กินเนื้อดิบ” ชาวอินูอิตไม่ชอบคำเรียกนี้เท่าไรนักเหมือนกับเป็นการเหยียดหยามกัน ซึ่งชื่อนี้ได้มาจากชาวพื้นเมืองอินเดียนแดงของอเมริกาที่ใช้เรียกพวกเขา แต่พวกเขากลับชอบให้เรียกว่า ชาวอินูอิต (Inuit) มากกว่า ชาวอินูอิตนั้นสืบเชื้อสายมาจากชนพื้นเมืองในเอเชียที่อพยพข้ามสะพานแผ่นดินเบอริ่ง (Bering land bridge) ที่เชื่อมระหว่างไซบีเรียและอลาสก้าของอเมริกา พวกเขาข้ามมาในยุคน้ำแข็งเมื่อประมาณ 13,000 ปีก่อน ทำให้บางคนมีหน้าตาคล้ายคลึงกันกับชาวเอเชีย และใช้ชีวิตสืบต่อเนื่องมาหลายต่อหลายรุ่นที่นี่ ทำให้สามารถปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมได้เป็นอย่างดี

ชาวอินูอิตมักตั้งถิ่นฐานโดยอยู่อาศัยรวมกันเป็นกลุ่ม ปัจจุบันชาวอินูอิตมีการสร้างบ้านเป็นหลังเหมือนกับบุคคลทั่วไปและอาศัยอยู่ร่วมกันกับคนในเมือง ซึ่งในกรีนแลนด์จะนิยมสร้างบ้านจากหินและไม้ ซึ่งมีความคงทนแข็งแรง ในอลาสก้าบริเวณชายฝั่งอ่าวไซบีเรียนจะสร้างบ้านด้วยไม้ ในอดีตชาวอินูอิตอาศัยในกระท่อมที่ทำจากน้ำแข็งหรือที่เรียกว่า อิกลู (Igloo)

การก่อสร้างอิกลูทำโดยการนำน้ำแข็งที่ถูกตัดเป็นก้อนสี่เหลี่ยมให้มีขนาดที่เหมาะสมแล้วนำไปวางซ้อนกันเป็นชั้น ๆ เมื่อสร้างเสร็จแล้วจะมีลักษณะคล้ายโดม โดยเจาะทางเข้าไว้ที่ระดับต่ำเพื่อป้องกันลมหนาวจากภายนอกพัดเข้ามาด้านใน ภายในจะมีหนังสัตว์ขึงไว้ที่ผนังเพื่อใช้เป็นฉนวนสำหรับกักเก็บความร้อนที่เกิดจากการจุดตะเกียงหรือความร้อนจากร่างกายมนุษย์

ชาวอินูอิตจะใช้กระท่อมอิกลูเป็นที่พักชั่วคราวในทุ่งหิมะ ขณะออกล่าสัตว์ ในฤดูหนาวพวกเขามักรวมตัวอยู่กันเป็นกลุ่มใหญ่ ๆ ส่วนในฤดูร้อนก็จะรวมตัวกันน้อยลงหรือแยกกันอยู่เป็นครอบครัว ชาวอินูอิตจะไม่อยู่อาศัยเป็นหมู่บ้านที่เป็นที่พักอาศัยถาวร แต่จะอาศัยอยู่ในเต้นท์หนังสัตว์ในบริเวณที่สามารถตกปลา ล่าสัตว์ เก็บพืชได้มากที่สุด เพื่อสะสมอาหารไว้รับประทานในฤดูหนาว
     

ชาวอินูอิตอาศัยอยู่ในกระท่อมน้ำแข็งอิกลู

อาชีพหลักของชาวอินูอิต คือ การทำประมงจับปลาและส่งออก และอาชีพโดยทั่วไปอีกอย่าง คือ ล่าสัตว์ซึ่งทำกันมาตั้งแต่ในอดีต เนื่องจากบริเวณที่ชาวอินูอิตอาศัยอยู่ ใกล้ขั้วโลกเหนือ อากาศจึงหนาวเย็นมาก ทำให้มีพืชพันธุ์น้อย เพื่อการดำรงชีวิตให้อยู่รอดจึงต้องอาศัยการล่าสัตว์มากกว่า พวกเขามักประกอบอาหารด้วยปลาชนิดต่าง ๆ และบริโภคสัตว์ทุกชนิดทั้งสัตว์บกและสัตว์น้ำที่สามารถจับได้ที่นี่ เช่น นก ไข่นก เรนเดียร์ หมีขั้วโลก วัวมัสก์อ็อกซ์ สิงโตทะเล วอลรัส แมวน้ำ ไปจนถึงปลาวาฬ

พวกเขามักบริโภคอาหารเหล่านี้แบบแช่แข็ง ดิบ หรือต้ม โดยจะใส่เครื่องเทศน้อยมาก เก็บรักษาอาหารโดยการหมักดองไว้ในดินหรือน้ำแข็ง เนื่องจากเป็นดินแดนที่หนาวมากจึงไม่ต้องใช้ตู้เย็นในการเก็บรักษาอาหารเพียงแค่ใส่ไว้ในน้ำแข็งก็ทำให้อาหารเน่าเปื่อยช้าลงแล้ว และยังนำเนื้อปลามาตากแห้ง นอกจากเนื้อสัตว์แล้วพืชผักที่ชาวอินูอิตมักบริโภค ได้แก่ เบอร์รี่ (โครว์แบร์รี่และเคลาด์แบร์รี่) หญ้า หัวมันต่าง ๆ และสาหร่าย


 สภาพที่อยู่อาศัยปัจจุบันของชาวอินูอิตในกรีนแลนด์
ที่มา : https://www.imagekind.com/

ชาวอินูอิตเป็นชนเผ่าที่มีชีวิตสงบสุข ดำรงชีพด้วยการล่าอาหาร พวกเขาสวมใส่เสื้อผ้าที่ทำมาจากหนังและขนสัตว์ที่ได้จากการล่าซึ่งให้ความอบอุ่นแก่ร่างกายอย่างมาก และยังใช้ไขมันวาฬทาตัวเพื่อรักษาความอบอุ่นของร่างกาย โดยทั่วไปแล้วชาวอินูอิตจะไม่อาบน้ำกันเพราะในสภาพแวดล้อมที่หนาวเย็นแบบนั้น ความจำเป็นต้องรักษาความร้อนของร่างกายเป็นเรื่องสิ่งสำคัญ ดังนั้นการอาบน้ำจึงไม่จำเป็น และในสภาพเช่นนี้แบคทีเรียไม่ค่อยมีการเจริญเติบโตมากนัก

แต่ในปัจจุบันนี้พวกเขาอยู่ในบ้านที่สร้างความอบอุ่นได้ จึงอาบน้ำบ่อยขึ้นและออกไปล่าวาฬน้อยลง และในบางพื้นที่มีการออกกฎหมายควบคุมการล่าสัตว์ ชาวอินูอิตยังสามารถออกล่าสัตว์แต่ทำได้ในจำนวนที่น้อยลง การสวมใส่เสื้อผ้าจากขนสัตว์จึงพบเห็นน้อยลงด้วย หรืออาจจะสวมใส่เพียงในพิธีสำคัญ เช่น การแต่งงาน  เป็นต้น

ภูมิปัญญาที่สำคัญอย่างหนึ่งของชาวอินูอิต ได้แก่ การประดิษฐ์เรือแคนูจากหนังแมวน้ำเพื่อใช้ในการล่าสัตว์ในน้ำ การใช้ไขมันของปลาวาฬ วอลรัส และแมวน้ำให้เชื้อเพลิง การประดิษฐ์เลื่อนลากและกระโจมจากหนังกวางกับกระดูกวาฬ โดยใช้สุนัขเป็นจำนวนมากลากเลื่อนเป็นพาหนะที่นิยมใช้กัน ซึ่งสิ่งที่ยังคงพบเห็นได้ทั่วไปในปัจจุบันตามบ้านเรือนของชาวอินูอิต คือการลากเลื่อนโดยสุนัข       

และนอกจากนี้ชาวอินูอิตยังมีความเชื่อเรื่องหลังความตาย ในอดีตพวกเขาไม่มีการจัดงานศพ มีเพียงพิธีกรรมหนึ่งโดยพิธีที่ว่าคือการนำคนเฒ่าคนแก่ของชนเผ่าไปปล่อยทิ้งไว้บนภูเขาน้ำแข็ง แล้วปล่อยให้พวกเขาเหล่านั้นเผชิญกับอากาศที่หนาวเย็น ไม่มีน้ำและอาหาร พวกเขาอาจถูกแช่แข็งและอดอาหารจนตายในที่สุด ซึ่งชาวอินูอิตนั้นมีความเชื่อว่ามันเป็นการสร้างความสบายใจให้กับคนแก่ที่ไม่อยากเป็นภาระของครอบครัว เชื่อกันว่ามันเป็นการทำเพื่อคนที่รักเพื่อให้พวกเขาได้เดินทางไปในที่ดีๆ ดังนั้น ลูกหลานทุกคนจึงส่งพวกเขาสู่ความตายอย่างสง่างาม แต่ปัจจุบันโลกเปลี่ยนไปชาวอินูอิตจึงเปลี่ยนพิธีกรรมนั้นมาเป็นการฝังศพตามความเชื่อทางศาสนา เนื่องจากคนส่วนมากได้เปลี่ยนมานับถือศาสนาคริสต์

ปัจจุบันนี้ชาวอินูอิตส่วนมากอาศัยอยู่บริเวณไซบีเรีย และทางตอนเหนือของทวีปอเมริกา ได้แก่ อลาสก้า แคนาดา และกรีนแลนด์ที่เป็นเกาะขนาดใหญ่ที่สุดของโลกที่อยู่ใกล้กับขั้วโลกเหนือมากที่สุด ในบริเวณเหล่านี้มีผู้อาศัยอยู่น้อยมากเมื่อเทียบกับขนาดของพื้นที่ทั้งหมด เช่น กรีนแลนด์ที่ทั้งประเทศมีประชากรเพียง 56,186 คน จากการสำรวจเมื่อปี 2016 โดยประชากรส่วนใหญ่เป็นชาวอินูอิต และชาวเดนมาร์กเพียง 13% และกระจายเป็นกลุ่มในแคนาดาราว 1 แสนคน

ชาวอินูอิตในปัจจุบันมีการใช้ชีวิตปกติร่วมกับคนในเมืองและคนชาติอื่นๆ มีการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตอย่างมาก แต่ยังคงความเป็นอินูอิตไว้ เช่น การออกล่าปลาวาฬในบางโอกาศ การรับประทานเนื้อแมวน้ำ และการใช้สุนัขลากเลื่อนเป็นยานพาหนะหลัก มีการรักษาและสืบทอดวัฒนธรรมดังเดิม สามารถพบเห็นสิ่งของเครื่องใช้ต่าง ๆ ได้ในบ้านเรือนทั่วไปของชาวอินูอิตหรือพิพิธภัณฑ์ที่เก็บรวมรวบประวัติศาสตร์


อ้างอิง

ชนิษา  สิงห์นวล.  (2561).  พิธีศพของ ชาวเอสกิโม.  สืบค้นเมื่อ 23 กันยายน 2561, จาก:
https://prapayneeplaek.blogspot.com

My Tangmo.  (2555). ชาวเอสกิโม.  สืบค้นเมื่อ 23 กันยายน 2561, จาก: http://toey-satjapot.blogspot.com

Oporshady.  (2557).  กรีนแลนด์ เกาะใหญ่ ณ แดนเหนือสุดขั้วโลก.  ค้นเมื่อ 23 กันยายน 2561, จาก:
https://travel.mthai.com/world-travel

Puma.  (2557).  แดนเถื่อนอาร์คติก (Arctic wilderness).  สืบค้นเมื่อ 23 กันยายน 2561, จาก:
www.komkid.com/แดนเถื่อนอาร์คติกarctic-wilderness

วรรณสิงห์ ประเสริฐกุล.  (2561).  เถื่อน Travel Season 2 ตอน Arctic ขั้วโลกเหนือสองฤดู. 
สืบค้นเมื่อ 23 กันยายน 2561, จาก: https://www.youtube.com/watch?v=4rPgoL052BA
อ่านเพิ่มเติม »

วินาศกรรมช็อกโลก! ตึกเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ (World Trade Center)

โดย ชัญญานุช รู้บุญ

ตึกแฝดที่สูงเฉียดฟ้ากลายเป็นสัญลักษณ์ของประเทศที่ทั่วโลกต่างขนานนามเรียกว่าประเทศมหาอำนาจ ตึกที่มีทั้งความสวยงาม ความทันสมัย และความโดดเด่นเพราะมีการออกแบบที่ไม่เหมือนใคร แต่แล้วตึกที่เรียกได้ว่าเป็นดั่งสัญลักษณ์ของประเทศสหรัฐอเมริกา มาบัดนี้ได้หายไปในชั่วพริบตาเหลือไว้แต่เพียงร่องรอยความโศกเศร้าเสียใจเมื่อนึกย้อนกลับไปถึงวันที่ตึกถล่มและไฟลุกไหม้คร่าชีวิตผู้คนไปหลายพันคน จากสิ่งที่เคยยิ่งใหญ่กลายเป็นเพียงแค่ซากปรักหักพัง อันเป็นสิ่งที่ผู้คนทั่วโลกและสหรัฐอเมริกาไม่เคยลืมเลือน

ตึกเวิลด์เทรด เซ็นเตอร์ (World Trade Center) เป็นตึกที่มีความสูง 530 เมตร และ 431 เมตร มีกลุ่มอาคารรวมกันอยู่ทั้งหมด 7 อาคาร กลางมหานครนิวยอร์ก เริ่มต้นก่อสร้างอาคารครั้งแรกเมื่อปี ค.ศ. 1966 ก่อนที่ตึกแรกจะแล้วเสร็จในปี ค.ศ. 1970 และตึกที่ 2 เสร็จในปี ค.ศ. 1972 มีพิธีการเปิดตึกอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 4 เมษายน ค.ศ. 1973 ตึกเวิลด์เทรดแห่งนี้ได้รับการออกแบบโดยสถาปนิกลูกครึ่งอเมริกัน-ญี่ปุ่น นามว่า มิโนรุ ยามาซากิ ร่วมกับบริษัท เอเมอร์รี่ รอทแอนด์ซันส์ ซึ่งตัวตึกนี้สร้างขึ้นจาก เหล็กกล้าและอะลูมิเนียม                               


ภาพ ตึกเวิลด์เทรด 

วันที่ 11 กันยายน 2544 กลายเป็นวันที่เกิดเหตุการณ์สำคัญของโลกและเป็นเหตุการณ์ที่ร้ายแรงที่สุดที่เกิดขึ้นในอเมริกาเมื่อเครื่องบินโดยสารได้พุ่งเข้าชนตึกแฝดเวิลด์เทรดโดยพุ่งเข้าชนที่ตึกเวิลด์เทรดเหนือก่อน หลังจากนั้นจึงพุ่งเข้าชนตึกเวิลด์เทรดใต้ ก่อนที่อาคาร 110 ชั้นจะถล่มและเกิดไฟลุกไหม้จนไม่เหลือเค้าโครงของอาคารเดิมอยู่เลย

โดยเหตุการณ์นี้เริ่มขึ้นเมื่อเช้าวันที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2544 มีกลุ่มโจรจี้เครื่องบินจำนวน 19 คนยึดเครื่องบินพาณิชย์สี่เครื่องระหว่างทางไปซานฟรานซิสโกและลอสแอนเจลิสหลังนำเครื่องขึ้นจากบอสตัน เนวาร์ค และวอชิงตัน ดี.ซี. กลุ่มโจรเหล่านี้เจตนาเลือกจี้เครื่องบินที่ต้องบินเป็นระยะทางไกลเพราะมีน้ำมันอยู่มาก

โดยเมื่อเวลา 8.46 น. โจรจี้เครื่องบินห้าคนนำเที่ยวบินอเมริกันแอร์ไลน์ เที่ยวบินที่ 11 พุ่งเข้าชนกับตึกเหนือของเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ และเมื่อเวลา 9.03 น. โจรอีกห้าคนได้นำเที่ยวบินยูไนเต็ดแอร์ไลน์ เที่ยวบินที่ 175 พุ่งเข้าชนตึกใต้ จากนั้นคนร้ายห้าคนนำเที่ยวบินอเมริกันแอร์ไลน์ เที่ยวบินที่ 77 พุ่งเข้าชนอาคารเพนตากอนเมื่อเวลา 9.37 น.
   
ส่วนเที่ยวบินที่สี่ ภายใต้การควบคุมของคนร้ายสี่คน ชนยูไนเต็ดแอร์ไลน์ เที่ยวบินที่ 93 ใกล้กับแชงค์วิลล์ รัฐเพนซิลเวเนีย เมื่อเวลา 10.03 น. หลังผู้โดยสารสู้กับคนร้าย เป้าหมายแท้จริงของเที่ยวบิน 93 นั้นเชื่อกันว่าน่าจะเป็นอาคารรัฐสภาหรือไม่ก็ทำเนียบขาว จากวินาศกรรมครั้งนี้ทำให้มีผู้เสียชีวิตทั้งสิ้น 2,996 คน ประกอบด้วยโจรจี้เครื่องบิน 19 คน และเหยื่อ 2,977 คน
 

ภาพ ตึกเวิลด์เทรดและอาคารเพนตากอนหลังจากถูกเครื่องบินพุ่งชน 

เหตุการณ์ในครั้งนี้อเมริกาได้พุ่งเป้าสงสัยไปที่กลุ่มผู้ก่อการร้ายอัลกออิดะฮ์อย่างรวดเร็ว โดยมีบิน ลาเดน เป็นผู้นำกลุ่ม ซึ่งได้ปฏิเสธความเกี่ยวข้องในตอนแรก แต่ต่อมาในภายหลังบิน ลาเดน ก็ได้ยอมรับและบอกถึงชนวนในการก่อเหตุครั้งนี้เนื่องมาจากความโกรธแค้นอเมริกาจากการที่อเมริกาสนับสนุนอิสราเอล การคงทหารสหรัฐประจำการไว้ในซาอุดิอาระเบีย และการลงโทษต่ออิรัก


ภาพ นายโอซามา บิน ลาเดน 

ส่วนสาเหตุที่กลุ่มผู้ก่อการร้ายเจาะจงถล่มตึกเวิลด์เทรดและตึกเพนตากอนนั้นสืบเนื่องมาจากตึกเวิลด์เทรดนับว่าเป็นสัญลักษณ์ทุนนิยมของอเมริกาที่รวมความมั่งคั่งทางธุรกิจการเงิน การค้าข้ามชาติ แต่ความมั่งคั่งนี้เบื้องหลังคือการเอาเปรียบประเทศอื่นของอเมริกา ดังนั้นการทำลายตึกเวิลด์เทรดที่เปรียบเสมือนตัวแทนของอเมริกาก็เหมือนกับทำลายอเมริกาไปด้วยเช่นกัน

ส่วนการขับเครื่องบินชนตึกเพนตากอนนั้น ผู้ก่อการร้ายต้องการทำให้อเมริกาขาดความน่าเชื่อถือซึ่งก็ได้ผลเมื่อนานาประเทศส่วนใหญ่มองว่าอเมริกาหละหลวมเรื่องการรักษาความปลอดภัยไม่อาจพึ่งพาได้อีกต่อไป ขนาดว่าสถานที่สำคัญลับสุดยอดอย่างตึกเพนตากอนอเมริกายังรักษาป้องกันไว้ไม่ได้

หลังจากเกิดเหตุการณ์ถล่มตึกเวิลด์เทรด สหรัฐอเมริกาจึงดำเนินมาตรการตอบโต้เหตุวินาศกรรมนี้โดยทันทีด้วยการเริ่มสงครามต่อต้านการก่อการร้าย การรุกรานอัฟกานิสถานเพื่อขับรัฐบาลตอลิบัน ซึ่งให้ที่พักพิงแก่สมาชิกอัลกออิดะห์ ซึ่งเป็นกลุ่มของบิน ลาเดน

ในด้านผลกระทบจากเหตุการณ์ตึกถล่มในครั้งนี้ได้ส่งผลอย่างกว้างขวางและรุนแรงต่อสหรัฐอเมริกา หลายประการด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นทางด้านการเมืองภายในประเทศจะเห็นถึงความร่วมมือร่วมใจเป็นน้ำหนึ่งอันเดียวกันของทุกองค์กร ส่วนทางด้านการเมืองระหว่างประเทศ เนื่องจากสหรัฐฯ ต้องการความสนับสนุนของประเทศต่าง ๆ ในการตอบโต้เครือข่ายก่อการร้ายสากล จึงมีการประกาศให้ประเทศต่าง ๆ เลือกว่าจะสนับสนุนการปราบปรามการก่อการร้ายหรือเป็นศัตรูกับสหรัฐฯ พร้อมทั้งให้ผลประโยชน์ตอบแทนที่เป็นรูปธรรมแก่ประเทศที่ให้การสนับสนุนในทันที

ต่อมาทางด้านเศรษฐกิจ คาดว่าจะส่งผลให้เศรษฐกิจโดยรวมของสหรัฐฯ ชะลอตัวซึ่งจะกระทบต่อประเทศที่เป็นระบบเศรษฐกิจพึ่งพาเงินทุนจากต่างประเทศและการส่งออกไปยังสหรัฐฯ เป็นต้น

ดังนั้นเหตุการณ์ในครั้งนี้จึงนับว่าเป็นเหตุการณ์ที่มีความสำคัญต่อทั่วโลกเพราะนานาประเทศล้วนมีส่วนเกี่ยวข้องหลังจากที่เกิดเหตุการณ์นี้ ทั้งในด้านที่ให้ความช่วยเหลือและได้รับความเดือดร้อน แต่ทว่าการโจมตีอันโหดร้ายในครั้งนี้อาจจะไม่เกิดขึ้น ถ้าหากสหรัฐอเมริกาไม่เป็นฝ่ายเริ่มในการไปบุกรุกหรือขยายอำนาจในพื้นที่ของประเทศอื่นก่อน ฉะนั้นการก่อการร้ายในครั้งนี้จึงอาจจะไม่มีฝ่ายใดถูกหรือผิดเพราะทั้งสองฝ่ายต่างก็ไปรุกล้ำทำลายประเทศอื่นเหมือนกัน สิ่งนี้จึงเป็นเหมือนบ่อเกิดสงครามระหว่างประเทศอย่างไม่รู้จบไม่รู้สิ้นอยู่เรื่อยมา
                   

อ้างอิง

โจอี้ เและ ทอมมี่. (2544). ย้อนตำนานอาหรับ-ยิวที่มาของเหตุการณ์ช็อกโลก .ใน ถล่มอเมริกา , (น 125). (ม.ป.ท.) : สำนักพิมพ์สันทราย

มณีรัตน์ รูปประดิษฐ์.(2555).ผลกระทบจากการก่อการร้าย สหรัฐอเมริกา, สืบค้นเมื่อ 27 กันยายน 2561.จาก: https://www.gotoknow.org/posts/140323

อุทัย เลิกสันเทียะ. (2560). รุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ฯ, สืบค้นเมื่อ 27 กันยายน 2561.จาก: http://www.tnews.co.th/contents/356912

admin. (2560). ประวัติของ ตึกเวอร์เทส เวอร์เทส เซ็นเตอ, สืบค้นเมื่อ 27 กันยายน 2561. จาก: http://www.kenchiku-interior-shikakunavi.com/ประวัติของ-ตึกเวอร์เทส-เซ็นเตอ

อ่านเพิ่มเติม »

พิพิธภัณฑ์โรคประหลาดมัตเตอร์ (The Mütter Museum)

โดย จอมขวัญ ศรีปิยะบุตร

ถ้าให้กล่าวถึงงานเทศกาล นอกจากชิงช้าสวรรค์ กับบ้านผีสิงแล้ว หลายคนน่าจะเคยผ่านหูผ่านตากับซุ้มแสดงคนประหลาดมาบ้าง ร่างกายที่ดูพิลึกพิลั่น ผิดธรรมชาติ ไม่ใช่เพราะพวกเขาเป็นอสูรกายแต่อย่างใด  หากแต่เป็นเพียงมนุษย์ที่ต้องเผชิญกับโรคประหลาดอันเกิดจากความผิดปกติทางพันธุกรรมที่มีโอกาสเกิดขึ้นได้น้อยมาก และเนื่องด้วยวิทยาการทางการแพทย์ที่ยังไม่เป็นที่แพร่หลายในสมัยก่อน จึงเป็นการยากในการศึกษาค้นคว้าข้อมูล ดังนั้นเพื่อมิให้หลักฐานแสนสำคัญเหล่านี้สูญหาย จึงจำเป็นต้องมีสถานที่เพื่อเก็บรักษา

ด้วยเหตุผลนี้ทำให้มีการก่อตั้ง ‘คลังสะสม’ของพวกนี้ขึ้น และเพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลาขอต้อนรับทุกท่านเข้าสู่ “The Mütter Museum หรือพิพิธภัณฑ์โรคประหลาด”


ภาพ 1 นายแพทย์โทมัส เดนต์ มัตเตอร์
ที่มา: https://bit.ly/2PYwfgT

พิพิธภัณฑ์โรคประหลาดมัตเตอร์เป็นพิพิธภัณฑ์ทางการแพทย์ของวิทยาลัยการแพทย์ฟิลาเดลเฟีย  ตั้งอยู่ย่านใจกลางเมืองฟิลาเดลเฟีย รัฐเพนซิลเวเนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา ก่อตั้งขึ้นในปีค.ศ. 1858  จากการบริจาคของนายแพทย์โทมัส เดนต์ มัตเตอร์ (Thomas Dent Mütter) ถูกใช้เป็นสถานที่สำหรับรวบรวมตัวอย่างของคนที่เป็นโรคประหลาด ข้อมูลทางกายวิภาคและพยาธิวิทยา หุ่นขี้ผึ้ง รวมถึงอุปกรณ์การแพทย์สมัยโบราณไว้มากมายจากทั่วทุกมุมโลก ซึ่งเดิมทีมีจุดประสงค์เพื่อใช้ในการศึกษาและการวิจัยด้านชีวการแพทย์


ภาพ 2 ภายในพิพิธภัณฑ์
ที่มา:https://bit.ly/2P2jFhi

ปัจจุบันพิพิธภัณฑ์มัตเตอร์ถือเป็นคลังสะสมตัวอย่างของคนที่เป็นโรคประหลาดไว้มากที่สุดในโลก ถึงกว่า 20,000 รายการ ไม่นับรวมสิ่งตีพิมพ์ทางการแพทย์ต่าง ๆ ที่ถูกรวบรวมไว้ที่หอสมุดประวัติศาสตร์การแพทย์ ซึ่งตัวอย่างที่จัดแสดงนั้นเป็นเพียง 13% จากของสะสมทั้งหมดเสียด้วยซ้ำ โดยรายการของสะสมแบ่งเป็นประเภทใหญ่ ๆ ได้แก่

ตัวอย่างโครงกระดูก: ซึ่งมีอยู่กว่า 3,000 ตัวอย่าง และที่โด่งดังที่สุดคือ โครงกระดูกของนายเรมอนด์ อีสแลก (Raymond Eastlack) ผู้ต้องทนทุกข์ทรมานกับอาการของโรคกล้ามเนื้อและเอ็นแข็งเป็นกระดูก หรือ Fibrodysplasia Ossificans Progressiva (FOP) และโครงกระดูกยักษ์แห่งอเมริกาเหนือเป็นต้น

ตัวอย่างคนที่เป็นโรคประหลาด: ส่วนใหญ่ถูกเก็บไว้ในโหลดองกว่า 1,500 โหล ที่มีอายุในช่วงระหว่างคริสตศตวรรษที่ 19-21

หุ่นขี้ผึ้ง: หุ่นขี้ผึ้งจำลองมนุษย์ที่ต้องเผชิญโรคร้ายต่าง ๆ

วิทยาการทางการแพทย์: เครื่องมือแพทย์ ยา ภาพถ่าย เอกสาร และตำราวิจัย


ภาพ 3 ของสะสมในพิพิธภันฑ์
ที่มา: https://bit.ly/2QKLK1x

นอกจากนี้ทางพิพิธภัณฑ์ยังแบ่งนิทรรศการออกเป็นประเภทต่าง ๆ ดังนี้

นิทรรศการถาวร: โดยจัดแสดงของสะสมส่วนใหญ่ของพิพิธภัณฑ์ ไม่ว่าจะเป็น สาวสบู่ (ศพของหญิงสาวที่กลายสภาพเป็นสบู่), แผ่นสไลด์สมองของอัลเบิร์ต ไอน์ไสตน์, รูปหล่อแฝดสยามอิน-จัน และของสะสมของนายแพทย์เชอร์วาเลียร์ แจ็คสัน สำหรับส่วนนี้จะจัดแสดงทุกวัน

นิทรรศการพิเศษ: ประกอบด้วยหอศิลป์ทอมป์สันและสวนสมุนไพรของเบญจามิน รัช  เปิดให้บริการในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์แต่ไม่มีการกำหนดตารางเวลาที่ตายตัว ดังนั้นทางผู้เข้าชมต้องติดต่อทางพิพิภัณฑ์ล่วงหน้า โดยหอศิลป์ทอมป์สันจัดแสดงของสะสมในธีมที่ต่างกันและสับเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ  ตัวอย่างของนิทรรศการที่จัดแสดงระหว่างปี 2560-2561 (อ้างอิงจากเว็บไซต์ของพิพิธภัรณฑ์) เช่น กายวิภาคในเทพนิยาย; เวทย์มนตร์ศาสตร์และเวชศาสตร์, มนุษย์ประหลาด, 150 ปีอลิซผจญแดนมหัศจรรย์; ยา·พิษ·อลิซ·ความผิดปกติ เป็นต้น

นิทรรศการออนไลน์: สามารถรับชมผ่านทางเว็บไซต์ของพิพิธภัณฑ์โดยตรงได้ที่ http://muttermuseum.org/

หอจดหมายเหตุ: จัดแสดงนิทรรศการที่ถ่ายทอดเรื่องราวน่าสนใจในอดีตและปัจจุบันมากมาย


ภาพ 4 การจองตั๋วออนไลน์
ที่มา: http://muttermuseum.org/

สำหรับผู้ที่สนใจเข้าชม พิพิธภัณฑ์โรคประหลาดมัตเตอร์เปิดให้บริการทุกวันตั้งแต่เวลา 10.00 - 17.00 น. มีค่าเข้าชมอยู่ที่ 13-18 USD (430-590 บาท) โดยสามารถตรวจสอบเวลาทำการและซื้อตั๋วออนไลน์ได้ที่เว็บไซต์ของพิพิธภัณฑ์ หรือที่เคาท์เตอร์ประชาสัมพันธ์ ยกเว้นนิทรรศการพิเศษ; หอศิลป์ทอมป์สันและสวนสมุนไพรของเบญจามิน รัช ที่ผู้เข้าชมต้องติดต่อทางพิพิธภัณฑ์ล่วงหน้า
ที่อยู่: พิพิภัณฑ์โรคประหลาดมัตเตอร์ เลขที่ 19 ถนนหมายเลข 22 เมืองฟิลาเดลฟีย
รัฐเพลซิลเวเนีย ประเทศสหรัฐอมเริการ รหัสไปรษณีย์ 19103
เว็บไซต์: http://muttermuseum.org/
อีเมล์: info@collegeofphysicians.org
โทร: (1)215.560.8564
*ส่วนลดพิเศษ 2$ เมื่อซื้อตั๋วหน้าเคาท์เตอร์ทุกวันจันทร์แลวันอังคาร
*สมัครสมาชิกจ่ายค่าธรรมเนียมครั้งเดียว เข้าฟรีไม่จำกัดตลอดปี พร้อมสิทธิพิเศษมากมาย
สุดท้ายนี้ สำหรับพิพิธภัณฑ์โรคประหลาดมัตเตอร์แห่งนี้ถือเป็นสมบัติล้ำค่าของวงการแพทย์ เป็นคลังความรู้ที่อัดแน่นไปด้วยกลิ่นอายของของความลึกลับที่ดึงดูดผู้คนได้ทุกช่วงสมัย สถานที่ที่ทุกอย่างผสมผสานอย่างลงตัวเรียกได้ว่าเป็นความสยองที่งดงามเลยทีเดียว


อ้างอิง

วรวุฒิ เจริญศิริ. (2549).โรค“เอฟโอพี”. สืบค้นเมื่อวันที่ 23 ธันวาม 2561, จาก: https://bit.ly/2Sgwl5A

สดชื่สลื่นบาน. (2555).“พิพิธภัณฑ์สุดแปลกและสยอง” จากทั่วทุกมุมโลก. สืบค้นเมื่อวันที่ 23 กันยายน 2561, จาก: http://2g.pantip.com/cafe/wahkor/topic/X13040316/X13040316.html

Janet Golden. (2557).The Müttet Museum. สืบค้นเมื่อวันที่ 23 ธันวาม 2561, จาก: https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pmc/articles/PMC3483761/

Muttermuseum.The Mütter Museum. สืบค้นเมื่อวันที่ 26 กันยายน 2561, จาก: http://muttermuseum.org/about/

Wikipedia.The Mütter Museum, College of Physicians of Philadelphia, 19 South 22nd Street, Philadelphia, PA 19303, USA. สืบค้นเมื่อวันที่ 26 กันยายน 2561, จาก: https://en.m.wikipedia.org/wiki/Mütter_Museum


อ่านเพิ่มเติม »

เจสซี โอเวนส์ (Jesse Owens) บุรุษนักวิ่งลมกรดผิวสี ผู้สร้างความไม่พอใจแก่ ฮิตเลอร์

โดย พิมณภัทร์ เกตุแสง

“กีฬาโอลิมปิก” มหกรรมกีฬาที่ยิ่งใหญ่และตระการตาสำหรับมวลมนุษยชาติ แน่นอนว่าสำหรับนักกีฬาทั่วโลก เหรียญรางวัลที่ใหญ่ที่สุดหรือเรียกว่าเหรียญทอง เป็นสิ่งที่นักกีฬาจากทั่วทุกมุมโลกต่างใฝ่ฝัน เพราะมันเปรียบเสมือนรางวัลแห่งเกียรติยศและนำมาทั้งชื่อเสียงและเงินทองมากมายในอนาคตข้างหน้า เฉกเช่นเดียวกับนักกีฬากรีฑาชาวสหรัฐอเมริกาผิวสีจำนวนมาก ก็ต่างคาดหวังว่าทีมชาติของตนจะสามารถไปถึงยังจุดๆนั้นให้ได้ ดังเช่นวีรบุรุษของพวกเขา “เจสซี โอเวนส์ (Jesse Owens) ” ที่ปรากฏในมหกรรมกีฬาโอลิมปิก ปี 1936 ณ กรุงเบอร์ลิน ประเทศเยอรมนี



เจมส์ คลีฟแลนด์ โอเวนส์ (James Cleveland Owens) คือชื่อเต็มๆ ของเจสซี โอเวนส์ เขาเกิดในโรงพยาบาลแห่งหนึ่งในเมืองแดนวิลส์ รัฐอลาบามา ใน ค.ศ.1913 สำหรับฐานะทางครอบครัวของเขานั้น เรียกได้ว่าค่อนข้างมีฐานะยากจน โดยบิดาและมารดาของเขามีอาชีพทำไร่นา ช่วงชีวิตวัยเด็กของเขาจึงลำบากยากเข็ญพอสมควร จนกระทั่งต่อมาครอบครัวของโอเวนส์ มีเหตุจำเป็นต้องย้ายไปที่เมืองคลีฟแลนด์ ณ รัฐโอไฮโอ โดยโอเวนส์เรียนมหาวิทยาลัยที่นั่น ในระหว่างที่กำลังศึกษาระดับมหาวิทยาลัย เขาต้องทำงานพิเศษมากมายสารพัด ไม่ว่าจะเป็นการทำงานเป็นเด็กในปั๊มน้ำมันและยังทำงานในสถานรับเลี้ยงเด็ก เพื่อให้เพียงพอสำหรับการศึกษาและค่าเล่าเรียนของเขาเอง โอเวนส์เองไม่เคยใฝ่ฝันถึงการเป็นนักกีฬาทีมชาติมาก่อน แต่แล้วชีวิตเขากลับต้องมีการพลิกผันครั้งใหญ่

ช่วงเวลาที่เจสซี โอเวนส์กำลังศึกษาในระดับมหาวิทยาลัย เขาได้กลายเป็นนักกรีฑาเบอร์ต้นๆ ของมหาวิทยาลัยและทีมชาติสหรัฐอเมริกา เขาได้ฝึกซ้อมเป็นอย่างหนักและยังสามารถทำลายสถิติในการแข่งขันวิ่งในระยะทาง 100 เมตร และวิ่งในระยะทาง 200 เมตร ไม่เพียงแต่การวิ่งเท่านั้น ในกีฬากระโดดไกล เขายังสามารถทำสถิติได้ถึง 8.13 เมตร ซึ่งสถิติของโอเวนส์นั้นไม่สามารถมีผู้ใดทำลายได้ถึง 25 ปี เห็นได้ชัดว่าเขามีพรสวรรค์ในตัวเป็นอย่างมาก อีกทั้งยังมีพรแสวงจากการฝึกซ้อมอย่างหนัก

แต่ถึงแม้ว่าโอเวนส์จะมีทั้งพรสวรรค์และพรแสวงเป็นตัวเบิกทางและได้เฉิดฉายในการแข่งขันกรีฑาก็ตาม แต่สื่อมวลชนภายในประเทศของเขากลับเพิกเฉยและไม่ได้ให้ความสนใจแก่นักกีฬาอนาคตไกลของประเทศตนอย่างที่ควรจะเป็นนัก เพราะสำหรับอเมริกาฯในขณะนั้น ไม่มีใครอยากรับรู้ความเก่งกาจหรือความสามารถของนักกีฬานิโกร หนำซ้ำยังมีบางส่วนรู้สึกไม่พอใจเสียด้วยซ้ำ

สาเหตุที่เป็นเช่นนั้น เนื่องจากในทศวรรษช่วงปี 1930-1939 ประเด็นการเหยียดสีผิวในสหรัฐอเมริกาถือได้ว่ากำลังร้อนระอุและกระจายขยายเป็นวงกว้าง โดยเฉพาะในทางตอนใต้ของประเทศ กลุ่มชาวผิวขาวได้แบ่งแยกในส่วนของบริการสาธารณะในประเทศ และมองว่าชาวผิวสีว่ามีค่าด้อยกว่าพวกของตน ไม่ว่าจะเป็นการที่ร้านอาหาร โรงแรม หรือแม้แต่โรงเรียนและโรงพยาบาลหลายแห่งนั้น มีนโยบายห้ามคนผิวสีใช้พื้นที่บางส่วนในสถานที่เหล่านั้น หรือบางสถานที่ก็ห้ามมิให้ชาวผิวสีใช้บริการในสถานที่นั้นเลย

ในช่วงปี ค.ศ. 1936 สถานการณ์ทางการเมืองในเยอรมนีได้ทวีความรุนแรงและความขัดแย้งในหลายๆ ด้าน สังคมเยอรมันยังมีค่านิยมความเกลียดชังและต่อต้านชาวยิวของนาซี ซึ่งนำโดยอดอล์ฟ ฮิตเลอร์ (Adolf Hitler) หรือการใช้ความรุนแรงแก่กลุ่มบุคคลที่มีความคิดหรือสีผิวแตกต่างกับตน ซึ่งก็คือชาวผิวสี ได้ถูกต่อต้านอย่างหนัก เพราะนาซีถือว่าคนชนชาติเยอรมันเป็นชนชาติชั้นสูง เหนือกว่าชาวยิวและชาวผิวสี สถานการณ์นี้ส่งผลให้คณะกรรมการโอลิมปิกแห่งสหรัฐอเมริกา (USOC) เกิดความหนักอกหนักใจเป็นอย่างมาก เพราะเยอรมนีจะได้เป็นผู้จัดการแข่งขันหรือเจ้าภาพของงานโอลิมปิกในปีนั้นเอง ต่อมาจึงมีการหารือพิเศษว่า ในเมื่อสถานการณ์ในเยอรมนีเป็นเช่นนี้ จะยังเหมาะสมที่จะจัดการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกได้หรือไม่ จนกระทั่งไม่นานก็ได้ข้อสรุป หลังจากมีการโต้เถียงกันหลายฝ่าย และมีบางฝ่ายได้มีการบอยคอตต์เสียด้วยซ้ำ แต่ท้ายที่สุดคณะกรรมการโอลิมปิกแห่งสหรัฐอเมริกาก็ได้ตกลงยอมให้มีการจัดกีฬาโอลิมปิกที่เยอรมนี โดยเอเวอรี บรันเดจ(Avery Brandage) สมาชิกอาวุโสในคณะกรรมการของ USOC ให้เหตุผลในการคัดค้านการบอยคอตต์ไว้ว่า

"กีฬาโอลิมปิกเป็นเรื่องของนักกีฬา ไม่ใช่นักการเมือง"

หลังจากนั้นไม่นาน สหรัฐอเมริกาจึงยอมส่งนักกีฬาให้เดินทางไปยังกรุงเบอร์ลิน โดยจำเป็นจะต้องยอมรับกฎกติกาของนาซีในบางเรื่อง แต่ก็มีหลายประเทศเช่นกันที่ไม่ได้ให้ความไว้วางใจ และเลือกจะไม่ส่งนักกีฬาในการแข่งขันครั้งนี้

ในช่วงนั้นเอง โอเวนส์ยังคงคว้าชัยและรับเหรียญรางวัลอย่างต่อเนื่อง เขายังสามารถสร้างสถิติโลกใหม่ในการวิ่งระยะทาง 100 เมตร ในการแข่งขันทีมกรีฑาของมหาวิทยาลัยในรัฐชิคาโก ค.ศ. 1936 ทำให้โอเวนส์ กลายเป็นตัวเต็งหลักในรายชื่อนักกีฬาของทีมชาติสหรัฐอเมริกา สำหรับการแข่งขันโอลิมปิก ณ กรุงเบอร์ลิน จนในที่สุดเขาก็ได้รับเลือกให้เป็นตัวแทนของทีมชาติอเมริกาฯ ถึงแม้ว่าเขาเองจะมิได้ปรารถนาว่าจะติดทีมชาติเลยสักนิด เนื่องจากกังวลถึงสถานการณ์ในเยอรมนี แค่คณะกรรมการฯและชาวแอโฟรอเมริกันหลายคนกลับมองว่าการมีส่วนร่วมของเขาจะส่งผลดีต่อชาวผิวสีทุกคน สิ่งนี้ยิ่งทำให้โอเวนส์รู้สึกกดดันและเครียดอย่างมาก แต่ในที่สุดเขาก็ตัดสินใจที่จะรับใช้ชาติของเขา

อาณาจักรไรซ์ หรือประเทศเยอรมนีโดยนาซี ได้ประกาศแก่นานาชาติต้อนรับนักกีฬาจากทั่วทุกมุมโลก โดยกล่าวว่า การแข่งขันในครั้งนี้มีความเท่าเทียมและเสมอภาคกัน ไม่ว่าจะเป็นชนชาติหรือสีผิวใด แต่ว่าทั้งหมดนั้น กลับกลายเป็นเพียงเรื่องหลอกลวงและเป็นการจัดฉากโดยอดอล์ฟ ฮิตเลอร์ เพื่อใช้ตบตาผู้คนทั้งโลก โดยในความเป็นจริงนั้น ความโหดเหี้ยมและอำมหิตของนาซีคือไกลออกไปทางเหนือของสนามโอลิมปิก ณ กรุงเบอร์ลิน ราวๆ 4 กิโลเมตร กลับมีค่ายกักกันสำหรับนักกีฬาเชื้อสายยิวโดยเฉพาะ เรียกค่ายกักกันนั้นว่าซักเซนเฮาเซน

โอเวนส์เตรียมตัวและเตรียมใจสำหรับการเข้าร่วมการแข่งขันในครั้งนี้ดี เขารู้ดีว่าอาจถูกกลั่นแกล้งมากมายสารพัด ทว่าสิ่งนั้นก็ไม่อาจที่จะเปลี่ยนแปลงพลังและความมุ่งมั่นที่จะคว้าชัยเหนือเยอรมันและนาซีของเขาเอง แล้วก็เป็นดั่งที่เขาคาการณ์ไว้ เนื่องจากในวันที่ 2 สิงหาคม 1936 เขาได้ลงทำการแข่งขันวิ่งในระยะ 100 เมตร และได้ทำลายสถิติโลกอีกครั้ง แต่เหล่าคณะกรรมการกลับเล่นตลกและไม่ยอมรับว่าสถิติที่ทำโดยนักวิ่งลมกรดผิวสีคนนี้เป็นคนสร้างโดยเหตุผลใดก็ไม่อาจทราบได้ แต่ถึงจะเป็นเช่นนั้น เจสซี โอเวนส์ ก็ยังสามารถคว้าเหรียญทองเหรียญแรกมาได้เป็นผลสำเร็จ หลังจากนั้นไม่นาน เพื่อนนักกีฬาร่วมชาติของเขาก็ยังสามารถคว้าเหรียญทองมาได้อีก 2 เหรียญ และเหรียญเงินอีก 1 เหรียญ



ในปีนั้นเองไม่พบรายงานจากสื่อสำหนักใดที่รายงานว่า เจสซี โอเวนส์ ได้รับการแสดงความยินดีหรือได้จับมือกับอดอล์ฟ ฮิตเลอร์หรือไม่ แต่ที่ทราบได้แน่ๆ คือ ฮิตเลอร์และนาซีเอง รู้สึกไม่พอใจและโมโหเป็นอย่างมากที่นักกีฬาชาวอเมริกัน อีกทั้งยังเป็นชาวผิวสีได้รับชัยชนะเหนือทีมชาติเยอรมัน ที่ตนมีความมั่นใจและภูมิใจว่าเป็นชาติที่สูงศักดิ์และมีเกียรติที่สุด และอีกคนที่ก็รู้สึกอับอายในชัยชนะครั้งนี้ไม่แพ้กันก็คือ แฟรงคลิน ดี. รูสเวลต์ (Franklin D. Roosevelt) ประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกา เนื่องจากเขาไม่อยากที่จะแสดงความยินดีแก่นักกีฬาชาวผิวดำที่ตนเองรู้สึกเหยียดและมองว่าด้อยกว่ากลุ่มชาวผิวขาว

ชัยชนะเหนือเยอรมนีของอเมริกาฯในกีฬาโอลิมปิก ณ ปีนั้น ยังได้ถูกกล่าวถึงในบันทึกส่วนตัวของโยเซฟ เกิบเบลส์ (Joseph Goebbels) ซึ่งดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีกระทรวงโฆษณาการในขณะนั้น เกิบเบลส์ ได้เขียนระบายความอัดอั้นและเขียนถ้อยคำที่แสดงถึงความรู้สึกเหยียดหยามในตัวชาวผิวสีของตนเอาไว้ ใจความตอนหนึ่งว่า

“ ทีมชาติเยอรมันของเราสามารถคว้าเหรียญทองได้หนึ่งเหรียญ สหรัฐอเมริกาได้ไปสามเหรียญ และในจำนวนนั้นสองในสามเหรียญเป็นฝีมือของพวกนิโกร นับเป็นความอัปยศ ที่ชนผิวขาวจะต้องสมควรละอายจริงแท้ ”

ในด้านครอบครัวของโอเวนส์ เขาแต่งงานตั้งแต่เมื่อเขาอายุ 18 ปี กับภรรยาของเขา นามว่า รูธ โซโลมอน (Root Solomon) เธอได้ให้กำเนิดบุตรของโอเวนส์ 3 คน และมีหลานทั้งหมด 5 คน ในช่วงชีวิตยามบั้นปลาย โอเวนส์ได้อาศัยอยู่ ณ รัฐเอริโซนา โดยทำธุรกิจร่วมกับลูกเขย จนกระทั่งปี 1979 เขาได้ล้มป่วยลงด้วยโรคมะเร็งปอด เขารักษาตัวอยู่หนึ่งปีเต็ม ในที่สุดก็เสียชีวิตลงในปีถัดมา รวมอายุได้ 67 ปี

จากเรื่องราวชัยชนะเหนือนาซีเยอรมันและสามารถหักหน้าของอดอล์ฟ ฮิตเลอร์ได้โดยนักกีฬาผิวสีลมกรดนามว่า “ เจสซี โอเวนส์ ” สะท้อนให้เห็นถึงความกล้าหาญอย่างยิ่งของตัวเขาเอง และได้บทสรุปว่ามันเป็นสิ่งที่ไม่สมควรเลยสักนิดที่เราทุกคนจะแบ่งแยกความเป็นมนุษย์ออกจากกัน ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องความต่างของเชื้อชาติและสีผิว และค่านิยมผิดๆที่ว่าคนผิวขาวนั้นสูงส่งกว่าชาวผิวสี แต่สิ่งสำคัญที่เราทุกคนสมควรที่จะกระทำ คือเราทุกคนเป็นมนุษย์เหมือนกัน เราทุกคนเท่าเทียมกัน เราไม่สามารถตีค่าความเป็นคนและปฏิบัติต่อคนที่แตกต่างกับเราอย่างไม่ยุติธรรมและเราควรเคารพและรับฟังในความต่างของกันและกัน เพื่อให้เกิดความสงบสุขในโลกของพวกเรา


อ้างอิง

เพจรีวิวเรื่อยเปื่อย. (2559). เด็กหนุ่มเพียงคนเดียวที่หักหน้าฮิตเลอร์กลางคนนับหมื่น เจสซี่ โอเว่นส์. สืบค้นเมื่อ 28 มกราคม 2561, จาก: https://www.facebook.com/Universalreviews/photos/a.1582452
788706269.1073741829.1582134785404736/1699995900285290?type=3&theater

บุญโชค พานิชศิลป์. (2561). เจสซี โอเวนส์นักวิ่งผิวสีที่กระตุกหนวดนาซี. สืบค้นเมื่อ 28 มกราคม 2561, จาก: https://themomentum.co/something-between-jesse-owens/

ดาราเดลี่. (2559). เด็กหนุ่มหักหน้าฮิตเลอร์ “เจสซี่ โอเว่นส์” ฮีโร่โอลิมปิกตัวจริงใน “RACE ต้องกล้าวิ่ง." สืบค้นเมื่อ 28 มกราคม 2561, จาก:  https://www.daradaily.com/news/53701/read

อ่านเพิ่มเติม »

แจ๊คกี้ โรบินสัน (Jackie Robinson) #42 นักเบสบอลผู้ยิ่งใหญ่

โดย สไมพร อุทัยเรือง

ก่อนอื่นต้องบอกก่อนเลยนะคะว่า ตัวผู้เขียนนั้นได้แรงบันดาลใจมาจากการดูภาพยนตร์เรื่อง 42 American Legend หรือชื่อไทย 42  ตำนานนักหวดสะท้านโลก ใช่แล้วล่ะค่ะ เพราะชื่อภาษาไทยนี่แหละ ที่ทำให้เราสนใจและเลือกที่จะดูภาพยนตร์เรื่องนี้และนำมาเขียนให้ทุกๆคนได้อ่านกัน โดยในวันนี้เราจะมาเรียนรู้เกี่ยวกับเรื่องราวที่หลายคนปฏิเสธไม่ได้เลยว่านี่ก็เป็นหนึ่งในเรื่องราวของประวัติศาสตร์ที่น่าจดจำ เราจะยกเรื่องราวของ “บุคคล” ท่านหนึ่งที่ให้แรงบันดาลใจเป็นอย่างมากมาให้ทุกคนได้อ่านกัน บุคคลผู้นั้นก็คือ แจ๊คกี้ โรบินสัน นักเบสบอลผิวสีคนแรกที่เริ่มการก้าวเท้าเดินจากจุดเล็กๆ ไปสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ของวงการกีฬาเบสบอล


ที่มา: https://www.pinterest.com/

แจ๊คกี้ โรบินสัน (Jackie Robinson) ชื่อเต็มคือ Jackie Roosevelt Robinson เกิดเมื่อวันที่ 31 มกราคม 1919 เป็นคนเชื้อสายแอฟริกันอเมริกัน  อาศัยอยู่ในครอบครัวของคนงานในไคโรจอร์เจีย เขาเป็นน้องคนสุดท้องของเด็กทั้งห้าคนที่คลอดมาจาก Mallie (McGriff) และ Jerry Robinson ชื่อกลางของเขาถูกตั้งขึ้นเพื่อเป็นเกียรติแก่อดีตประธานาธิบดีทีโอดอร์รูสเวลต์ผู้เสียชีวิต 25 วันก่อนเกิดโรบินสัน หลังจากที่พ่อของโรบินสันทิ้งครอบครัวในปี 1920 พวกเขาย้ายไปพาซาดีนาแคลิฟอร์เนีย ครอบครัวเขาขยายตัวเป็นที่อยู่อาศัยที่มีบ้านหลังเล็ก ๆ อยู่ที่ 121 Pepper Street ใน Pasadena แม่ของเขาทำงานต่าง ๆ เพื่อเลี้ยงดูครอบครัว เขาเติบโตขึ้นมาในความยากจนในชุมชนร่ำรวย ทำให้เขาและเพื่อน ๆ ของชนกลุ่มน้อยของเขาได้รับการยกเว้นจากหลายโอกาสดำรงชีวิตเป็นผลให้เข้าร่วมแก๊งย่าน แต่เพื่อนของเขาคาร์ลแอนเดอเกลี้ยกล่อมให้เขาละทิ้งมัน

ในปีพ. ศ. 2478 โรบินสันจบการศึกษาจากโรงเรียนมัธยมในวอชิงตันและลงทะเบียนเรียนที่โรงเรียนจอห์นมูเยอร์ (Muir Tech) เขาตระหนักถึงความสามารถของเขาแข็งแรงโรบินสันพี่ชายของแม็ค และแฟรงก์แรงบันดาลใจแจ๊คกี้ที่จะไล่ตามความสนใจของเขาในการเล่นกีฬา

เส้นทางสู่การได้รับการยอมรับจากผู้คนที่เคยถูกเหยียดหยาม

ด้วยความที่โรบินสันนั้นให้ความสนใจในด้านการกีฬาอย่ามาก โดยเฉพาะไม้ว่าจะเป็นฟุตบอล บาสเกตบอล และกีฬาเบสบอล ทำให้เขานั้นได้เริ่มต้นการเดินทางของเขาจากการเล่นกีฬาเบสบอลในช่วงต้นปี 1945 ขณะที่โรบินสันอยู่ที่ Sam Huston College แคนซัสซิตีพระมหากษัตริย์ส่งข้อเสนอให้เขาเล่นเบสบอลมืออาชีพในลีกนิโกรโดยนั่นเป็นจุดเริ่มต้นเล็กๆของเขาในการก้าวเข้ามาในวงการกีฬาเบสบอลที่เขาให้ความสนใจ โดยโรบินสันยอมรับสัญญา 400 ดอลลาร์ต่อเดือน ในช่วงกลางทศวรรษ 1940

ริกกี้ประธานสโมสรและผู้จัดการทั่วไปของ Brooklyn Dodgers ได้เริ่มเสาะหาลีกนิโกรสำหรับการเพิ่มบัญชีรายชื่อของ Dodgers Rickey เนื่องจากผู้เล่นชาวผิวขาวในสังกัดของเขานั้นลาออกจากการเป็นนักกีฬา ริกกี้เล็งไปถึงโรบินสันที่เป็นดาวรุ่งที่มีความสามารถในด้านกีฬาเบสบอลจากรายชื่อผู้เล่นที่มีแนวโน้มสีดำและคำที่เขาให้สัมภาษณ์  ริกกี้ถามโรบินสันว่าเขาจะต้องเผชิญกับความเกลียดชังทางเชื้อชาติโดยต้องไม่ตอบโต้ เขาตกใจและตั้งคำถามว่า "คุณกำลังมองหานิโกรที่กลัวที่จะต่อสู้กลับ?" ริกกี้ตอบว่าเขาต้องการผู้เล่นนิโกร "กับความกล้าพอที่จะไม่สู้กลับ" เพื่อต่อต้านอคติทางเชื้อชาติ ริกกี้ตกลงที่จะเซ็นสัญญากับเขาในราคา 600 ดอลลาร์ต่อเดือน 8,156 ดอลลาร์ และลงเล่นด้วยการสวมเสื้อหมายเลข 42

แม้ว่าริกกี้จะต้องการให้โรบินสันจัดให้เป็นความลับในเวลานั้นก็ตามริกกี้ได้เซ็นสัญญาอย่างเป็นทางการกับโรบินสันก่อนวันที่ 1 พฤศจิกายน ค.ศ. 1945 วันที่ 23 ตุลาคมประกาศต่อสาธารณชนว่าโรบินสันจะได้รับมอบหมายให้เป็นผู้เล่นในทีมดอด โรบินสันเป็นผู้เล่นเบสบอลผิวดำคนแรกในลีกระหว่างประเทศตั้งแต่ยุค 1880 โดยที่เขาไม่จำเป็นต้องเป็นผู้เล่นที่ดีที่สุดในลีก


ที่มา: https://myhero.com/

ผลงานที่โดดเด่นของเขา

โรบินสันนั้นถือว่าเป็นบุคคลอีกบุคคลหนึ่งที่เขาประสบความสำเร็จวงการกีฬาเป็นอย่างมาก เขาได้รางวัลมากมายตั้งแต่เขาเป็นเด็กผิวสีธรรมดาๆคนหนึ่งที่ถูกกีดกันในเรื่องการใช้ชีวิตต่างๆ แต่ด้วยความพยายาม ความสามารถทและพรสวรรค์ของเขาก็ทำให้เขาทำลายกำแพงเหล่านั้นลงได้

ซึ่งเขาเป็นผู้รับรางวัลเอ็มกรุ๊ปแห่งปีในการเปิดสาขาในปีพ. ศ. 2490 เป็นดาวรุ่งทั้งหมดเป็นเวลาหกฤดูกาลติดต่อกันตั้งแต่ปีพ. ศ. 2492 ถึงปีพ. ศ. 2497   

ได้รับรางวัลNational Player Awardในปีพ. ศ. 2492 - ผู้เล่นสีดำคนแรกที่ได้รับเกียรติ

โรบินสันได้ร่วมเล่นในเวิลด์ซีรีส์หกและมีส่วนในการแข่งขันชิงแชมป์ เวิลด์ซีรีส์ 1955ของ Doders '

ในปีพ. ศ. 2540เขาเป็นนักกีฬาอาชีพคนแรกในกีฬาที่ได้รับเกียรติ "Jackie Robinson ‘s day" เป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 15 เมษายน 2547 ซึ่งผู้เล่นในทุกทีมและทุกคนจะร่วมกันสวมเสื้อหมายเลข 42

หลังจากการตายของเขาในปี 1972 มีการจัดให้รางวัลให้แก่ความสำเร็จของเขาทั้งในและนอกสนามโรบินสันเป็นรางวัลรัฐสภาเหรียญทองและเหรียญประธานาธิบดีแห่งอิสรภาพอีกด้วย
           
การทำลายกำแพงสีผิว

โรบินสันได้พยายามใช้ความสามารถของเขาในการเล่นกีฬาเบสบอลในการพิสูจน์ความสามารถของคนที่ขึ้นชื่อว่าเป็นผิวสี ที่ถูกคนอเมริกันผิวขาวมองว่าเป็นชนชั้นทาสในขณะนั้น ว่าถึงแม้ว่าผิวสีดำแต่ก็ไม่ได้ใจดำ และยังมีความสามารถที่เปี่ยมล้น ไม่แพ้คนผิวขาวที่มองว่าตัวเองนั้นเป็นคนชั้นสูง และเขายังทำให้เราเห็นอีกว่าคนผิวขาวที่มองว่าตัวเองสูงส่งกว่าพวกเขาบางคนยังมีจิตใจที่เป็นสีดำยิ่งกว่าสีผิวบนตัวของเขาซะอีก นอกจากเขาจะต้องต่อสู้กับคนที่คอยเหยียบย่ำเขาแล้ว เขายังต้องต่อสู้กับตัวของเขาเอง เพื่อพิสูจน์ว่า เขาและคนผิวสีทั้งหลายเองก็ไม่ได้เป็นคนที่มีจิตใจที่โหดเหี้ยม ใช้แต่กำลัง ไม่มีความสามารถพอที่จะเทียบเท่าคนผิวขาวได้เลย นอกจากนี้เองเขาเป็นนักกีฬาอาชีพคนแรกในวงการกีฬาที่ได้รับเกียรติให้มี  "Jackie Robinson Day " เป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 15 เมษายน 2547 โดยผู้เล่นทุกทีมทุกคนจะร่วมใจกันสวมเสื้อหมายเลข “42”

โรบินสันนั้นป่วยด้วยภาวะแทรกซ้อนจากโรคหัวใจและโรคเบาหวานทำให้โรบินสันและทำให้เขาเกือบตาบอดในวัยกลางคน ที่ 24 ตุลาคม 2515 และ 9 วันหลังจากนั้นเขาเสียชีวิตจากอาการหัวใจวายที่บ้านของเขาบนถนน Cascade 95 ใน North Stamford , Connecticut; เขาในวัน 53 ปี พิธีศพของโรบินสันที่ 27 ตุลาคม 1972 ที่อัปเปอร์แมนฮัตตัน ริเวอร์ไซด์คริสตจักรที่อยู่ติดกับแกรนท์สุสานในมอร์นิงมีคนมาร่วมไว้อาลัยถึง 2,500 คน โดยอดีตเพื่อนร่วมทีมหลายคนและนักเบสบอลที่มีชื่อเสียงอื่น ๆ  25 ปีหลังจากการเสียชีวิตของโรบินสัน Interboro Parkway ถูกเปลี่ยนชื่อเป็น Jackie Robinson Parkway ซึ่งเป็นสถานที่ในความทรงจำของเขา

หลังจากการเสียชีวิตของโรบินสันภรรยาของเขาได้ก่อตั้งมูลนิธิแจ็กกี้โรบินสันและเธอยังคงเป็นเจ้าหน้าที่ของที่นั่น ในวันที่ 15 เมษายน 2551 เธอประกาศว่าในปี 2553 มูลนิธิจะเปิดพิพิธภัณฑ์เกี่ยวกับแจ็กกี้ในแมนฮัตตันตอนล่าง

เป็นอย่างไรกันบ้างคะ กับเรื่องที่เราได้ยกมาเขียนให้ทุกคนได้อ่านวันนี้  ชีวิตการเดินทางของโรบินสัน นอกจากจะเริ่มต้นการเดินทางจุดเล็กๆและต้องใช้ความสามารถของเขาเองแล้ว ยังต้องมีการใช้ความอดทน ต่อสู้กับเรื่องราวต่างๆ ทั้งการไม่ได้รับกำลังใจ คำชมเชย ซ้ำยังโดนดูถูกเหยียดหยามโดยที่เขาเองนั้นก็ต้องใช้ความข่มใจของตัวเองในการไม่โต้ตอบกลับด้วยความรุนแรงจนในที่สุดเขาก็สามารทำให้กำแพงที่ทั้งใหญ่และเต็มไปด้วยอคตินั้นพังทลายลงเองด้วยความมุมานะของเขา


อ้างอิง

ไพโรจน์ พลเพชร.(2547).รายงานการวิจัยฉบับสมบูรณ์เรื่องสิทธิเสรีภาพและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์. กรุงเทพฯสำนักงานกองทุนงานวิจัยสถาบันพระปกเกล้า.

นพนิธิ สุริยะ.(2537). สิทธิมนุษยชน. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์วิญญูชน

ศิริชนา สว่างเนตร.(2557).ภาพเชิงลบของคนผิวดำและการวิพากษ์สังคมผ่านภาพเงาดำของคาร่า วอร์คเกอร์.วารสารวิชาการ Veridian E-Journal,7(3). University, 2000. Accessed October 20, 2012.

42 ตำนานนักหวดสะท้านโลก. สืบค้นเมื่อวันที่21 ธันวาคม 2561.จาก: https://mono29.com/program/174030.html

อ่านเพิ่มเติม »

ศิลาจารึกเคนซิงตัน (Kensington Rune Stone)

โดย ธมลวรรณ  จงดี

ปริศนาที่น้อยคนนักที่จะได้ยินเกี่ยวกับศิลาจารึกเคนซิงตัน  (Kensington Rune Stone)  ที่เจอในเมืองเคนซิงตัน  รัฐมินนิโซตา  สหรัฐอเมริกา  สิ่งที่น่าสงสัยคือ  เหตุใดการสลักแบบอักษรรูน  (Runic writing)  ของชาวนอร์สโบราณ  (แถบสแกนดิเนเวีย)  จึงได้ไปเจอที่สหรัฐอเมริกา  ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ห่างไกลกันมาก  จากแถบยุโรปที่มีผู้คนใช้อักษรนี้  มีข้อสันนิษฐานประการหนึ่งว่าชาวยุโรปได้เดินทางเข้ามาแผ่นดินอเมริกาก่อนโคลัมบัส ทำให้เกิดการศึกษามากมายสำหรับศิลาจารึกนี้  และเป็นการศึกษาที่ท้าทายสำหรับพวกเราที่เคยเรียนตามหนังสือประวัติศาสตร์ว่ากลุ่มของโคลัมบัสค้นพบทวีปอเมริกาเป็นกลุ่มแรก


ภาพ  Kensington Rune Stone
ที่มา  :  https://www.kensingtonrunestone.us/

ใครเป็นผู้ค้นพบ?

ศิลาจารึกเคนซิงตัน  (Kensington Runstone)  ถูกค้นพบเมื่อปี  ค.ศ. 1898  โดยชาวสวนชาวสวีเดน  ชื่อว่า  โอลอฟ  โอแมน  (Olof Ohman)  ขณะที่เขากำลังปรับแต่งดินเพื่อทำฟาร์ม  ที่เมืองเคนซิงตัน  รัฐมินนิโซตา  (Kensington, Minnesota)  ซึ่งบางคนสันนิษฐานว่าลูกชายของเขาที่ชื่อ  เอ็ดเวิร์ด  โอแมน  (Edward Ohman)  เป็นผู้ที่ไปพบ  บ้างก็ว่าโอลอฟทำขึ้นมาเอง  แต่ต่อมาความจริงก็ถูกเปิดเผยคือโอลอฟไม่ได้ทำขึ้นมาเอง จากการรายงานของ สกอท โวลเทอร์ (Scott Wolter) และ เชอร์รี่ เวกลาห์น (Sherry Veglahn)  จากบริษัทอเมริกัน เอนจิเนียริ่ง เทสติ้ง (American Engineering Testing, Inc.) โดยใช้กล้องจุลทรรศน์สำหรับตรวจสอบแร่ประกอบหิน แต่ก็ยังไม่มั่นใจว่าใครเป็นผู้ไปพบ  สิ่งที่แน่นอนคือ  ศิลาจารึกนี้ถูกค้นพบจากใต้ดิน 


ภาพ  Olof Ohman ผู้ค้นพบศิลาจารึกอักษรรูน?
ที่มา  :  http://kahsoc.org/ohman.htm

ลักษณะของศิลาจารึกเมื่อถูกค้นพบเป็นอย่างไร?

Kensington Rune Stone ถูกค้นพบในลักษณะที่คว่ำหน้าตรงด้านที่ถูกเขียนไว้ และถูกพันโดยรากต้นแอซป์  (aspen tree)  ที่มีอายุราวๆ  กว่า  30  ปี  ศิลาจารึกมีความสูง  30  นิ้ว  กว้าง  16  นิ้ว  หนา  6  นิ้ว  ศิลานี้ถูกจารึกโดยใช้อักษรรูน  (Runic Writing ในภาษาพื้นเมืองแถบสแกนดิเนเวียเรียกฟูทาร์ก (futhark หรือ fuþark) ซึ่งหมายถึงตัวอักษร ข้อความ หรือจารึก ในภาษาเยอรมันเก่า หมายถึง ประหลาดหรือความลับ ทำให้เชื่อว่าอักษรนี้มีความเกี่ยวข้องกับเวทมนตร์ ทฤษฎีเกี่ยวกับจุดกำเนิดของอักษรรูน ได้แก่ อักษรนี้ถูกออกแบบโดยอิสระ ไม่ขึ้นกับอักษรอื่น การเขียนเริ่มขึ้นในยุโรปใต้และถูกนำไปทางเหนือโดยเผ่าเยอรมัน เป็นแบบให้อักษรละตินและอักษรอีทรัสคันในเวลาต่อมา) 


ภาพวาดเหตุการณ์จำลองเมื่อศิลาจารึกถูกค้นพบ

การศึกษาศิลาจารึก  Kensington Rune Stone?

ศิลาจารึกนี้ถูกแปลโดย  ดร.  ริชาร์ด  นีลเซน  (Dr. Richard Neilsen)  การจารึกโดยใช้อักษรรูน  (Runic) ซึ่งเป็นของชาวนอร์สโบราณ  (แถบสแกนดิเนเวีย)  และเป็นการเขียนที่ไม่ปะติดปะต่อกัน รวมทั้งพบว่ามีการเขียนอยู่สองช่วงจึงเขียนเสร็จ  เนื้อหากล่าวถึงการเดินทางและการผจญภัยของผู้สลัก  เป็นข้อความสั้นๆ  ที่ต้องมีการหาความหมาย

ต่อมา  Faram Research Foundation  ก็ได้ถอดรหัสออกมา  รวมถึงสังเกตตำแหน่งของหินสลักจนได้รู้จุดที่เรียกว่า  Inspiration Peak  (จุดที่สูงที่สุดของ  The Leaf Mountains  หรือ  The Leaf Hills Moraines  และของ  Otter Tail County  รัฐมินนิโซตา  สหรัฐอเมริกา)  เขาได้ทำการวัดต่อมาจากข้อมูลที่ถอดรหัสได้  จนทำให้เราได้รู้อาณาเขตของอเมริกาเหนือ


ภาพแสดงถึงจุด  Inspiration  Peak  และประเทศสหรัฐอเมริกา  บน  Google  map  และตัวเลขที่ได้จากการถอดรหัส


ภาพแสดงถึงการคำนวณพื้นที่ของประเทศสหรัฐอเมริกาจากการถอดรหัสตัวเลข
โดยมีจุด  Inspiration  peak  เป็นจุดหลัก


ภาพแสดงถึงจุดของสถานที่สำคัญบนโลกจากจากการถอดรหัสตัวเลข
โดยมีจุด  Inspiration  peak  เป็นจุดหลัก 

เปรียบเทียบเวลาของการสร้างสถานที่สำคัญบนโลกและเชื่อมโยงความสัมพันธ์จากจากการถอดรหัสตัวเลขโดยมีจุด  Inspiration  peak  เป็นจุดหลักจาก  Kensington  Rune  Stone

1. สโตนเฮนจ์  (Stonehenge), UK  3100  ปีก่อนคริสต์ศักราช
2. Monte Alban Pyramid, Oaxaca Mexico  500  ปีก่อนคริสต์ศักราช
3. Pigeon Point Geoglyph, Minnesota USA  ค.ศ. 1200 
4. Manchester, Ohio Geoglyph USA  ค.ศ. 1300
5. Geoglyph near 23rd Street NW, Washington DC USA    ค.ศ. 1400
6. Point du Raz Geoglyphs, Bretagne, France    ค.ศ. 1400
7. Malabo Island Geoglyphs, Equatorial New Guinea, West Africa    ค.ศ. 1400
8. Cape of Good Hope Geoglyphs, South Tip of Africa   ค.ศ. 1400
9. Atanacio Geoglyphs, Mexico   ค.ศ. 1400
10. Newport Tower, Newport, RI USA   ค.ศ. 1473
11. Kensington  Rune  Stone  ค.ศ. 1362 - 1492

ปัจจุบัน  Kensington  Rune  Stone  ถูกนำไปไว้ในพิพิธภัณฑ์รูนสโตน  (Runestone  Museum)  ณ เมืองอเล็กซานเดรีย  รัฐมินนิโซตา  สหรัฐอเมริกา

จากการศึกษาศิลาจารึกนี้ทำให้เห็นถึงความซับซ้อนของคนโบราณที่สามารถคิดค้นปริศนาที่ยากจะเข้าใจต่อคนทั่วไปได้  อย่างไรก็ตาม  ปัจจุบันนี้เรายอมรับว่าศิลาจารึกนี้มีไว้เพื่อกำหนดอาณาเขตของประเทศสหรัฐอเมริกา  รวมถึงมีความสัมพันธ์กับสถานที่สำคัญบนโลกอย่างน่าเหลือเชื่ออีกด้วย


อ้างอิง  

 Faram, A. (2017). The Kensington Runestone "An Ancient Mystery Solved". The Faram Foundation Website. Retrieved  September  18,2018, from : http://www.thekensingtonrunestone.com/

Kensington Rune stone. KRS.us Website. Retrieved  September  18,2018, from : https://www.kensingtonrunestone.us/

McCulloch, J. Huston. (2002). The Kensington Runestone. College of Arts and Sciences, The Ohio State University Website.  Retrieved  September  18,2018, from : http://www.econ.ohio-state.edu/jhm/arch/kens/kens.htm

Runes. Wikipedia, the free encyclopedia Website. Retrieved  September  18,2018, from : https://en.wikipedia.org/wiki/Runes

Runestone. Runestone  Museum Website. Retrieved  September  18,2018, from : https://www.runestonemuseum.org/runestone

อ่านเพิ่มเติม »

อนุสรณ์สถานแห่งชาติเขารัชมอร์ (The Mount Rushmore National Memorial)

โดย ศุภลักษณ์ ศรีเสมอ

ประเทศสหรัฐอเมริกามีสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญและน่าสนใจอยู่เป็นจำนวนมาก แต่มีอยู่หนึ่งสถานที่ที่ไม่ควรพลาดหากมีโอกาสได้ไปแถบตอนกลางของสหรัฐอเมริกา สถานที่ท่องเที่ยวที่จะกล่าวนี้เป็นอนุสรณ์สถานอันเป็นความภาคภูมิใจที่ยิ่งใหญ่ของคนอเมริกาทั้งยังเป็นอีกหนึ่งผลงานที่ปลุกจิตสำนึกความรักชาติและสร้างแรงบันดาลใจให้แก่ชาวอเมริกัน นั่นก็คือ “อนุสรณ์สถานแห่งชาติเขารัชมอร์” (The Mount Rushmore National Memorial)


ที่มา : https://www.metro.us/

อนุสรณ์สถานแห่งชาติเขารัชมอร์ เป็นภูเขาหินแกรนิตที่มีประติมากรรมแกะสลักบนหน้าผาของภูเขา ตั้งอยู่ในรัฐเซาท์ดาโกต้า ประเทศสหรัฐอเมริกา ใกล้เมืองคีย์สโตน ได้รับสมญานามว่าเป็นอนุสรณ์สถานแห่งประชาธิปไตย (Shrine of Democracy) เนื่องจากเป็นประติมากรรมใบหน้าของประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกา 4 ท่าน ที่มีความสูงถึง 18 เมตร

โดนส์ โรบินสัน ( Doans Robinson ) เป็นนักประวัติศาสตร์ของรัฐเซาท์ดาโกต้า เป็นผู้ริเริ่มมีความคิดที่จะสร้างอนุสาวรีย์วีรบุรุษของคนอเมริกัน เพื่อดึงดูดและส่งเสริมการท่องเที่ยวในภูมิภาคนี้ โดยได้เชิญจอห์น กัตซัน บอร์ลัม (John Gutzon Borglum) ประติมากรคำสำคัญมาดำเนินการและควบคุมการแกะสลัก

ซึ่งกัตซัน บอร์ลัมได้เสนอว่า ประติมากรรมควรมีความสำคัญระดับชาติมากกว่าและเลือกเอาใบหน้าของ 4 อดีตประธานาธิบดีมาแกะสลักไว้บนภูเขา ซึ่งงบประมาณที่ใช้ในการสร้างส่วนใหญ่มาจากงบประมาณของรัฐบาลกลาง ผ่านการสนับสนุนวุฒิสมาชิกสหรัฐ และบางส่วนได้มาจากการบริจาคของประชาชน เป็นจำนวนเงิน 990,000 ดอลลาร์สหรัฐ และคนงานส่วนใหญ่เป็นคนงานเหมืองในท้องถิ่น โดยใช้เวลาแกะสลักถึง 14 ปี และต้องจ้างคนงานแกะสลักร่วม 360 คน



โดยงานแกะสลักนั้นเป็นการแกะสลักใบหน้าของประธานาธิบดี 4 ท่าน ซึ่งแต่ละคนเป็นตัวแทนของอุดมการณ์ในแต่ละด้านของประเทศ ได้แก่

1) จอร์จ วอชิงตัน (George Washington) เป็นประธานาธิบดีคนแรก ได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดีเมื่อปี ค.ศ.1779 เป็นตัวแทนด้านการสร้างชาติ

2) โธมัส เจฟเฟอร์สัน (Thomas Jefferson) เป็นประธานาธิบดีคนที่ 3 ดำรงตำแหน่งในปี ค.ศ. 1801 - 1809 ได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดีถึง 2 สมัยติดกัน เป็นตัวแทนด้านปรัชญาการเมือง

3) ธีโอดอร์ รูสเวลท์ (Theodore Roosevelt) เป็นประธานาธิบดีคนที่ 26 ผู้ที่ทำให้โครงการขุดคลองปานามาสำเร็จลงได้ในปี ค.ศ.1903 เป็นตัวแทนด้านการแผ่ขยายและอนุรักษ์

4) อับราฮัม ลินคอล์น (Abraham Lincoln) เป็นประธานาธิบดีคนที่16 ของประเทศ ดำรงตำแหน่งเมื่อ ค.ศ.1861 เป็นตัวแทนด้านการสงวนรักษา

งานแกะสลักที่เสร็จสมบูรณ์แล้วมีความเหมือนใบหน้าจริงมากและที่ดวงตาของประธานาธิบดีแต่ละท่านนั้น มีเทคนิคการแกะสลักที่ทำให้จุดที่แสงตกกระทบตัดกับเงาดำของหลุมทำให้ดวงตาเหมือนจริงราวกับมีชีวิต ทั้งนี้เนื่องจากเขารัชมอร์ได้ประโยชน์จากการหันหน้าไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้เพื่อการเปิดรับแสงจากดวงอาทิตย์สูงสุด

ในส่วนของห้องลับแห่งเขารัชมอร์นั้น เกิดจากการที่ กัตซอน บอร์กลัม ต้องการที่จะสร้างจารึกขนาดใหญ่บอกเล่าเหตุการณ์สำคัญของสหรัฐอเมริกาประกบคู่กับรูปแกะสลักของเขา เพื่อบอกเรื่องราวให้กับคนรุ่นหลัง แต่เนื่องจากไม่อาจสลักตัวอักษรได้ใหญ่พอที่จะสามารถอ่านเห็นได้จากระยะไกล ประกอบกับต้องกันพื้นที่ให้กับรูปสลักของ อับราฮัม ลินคอล์น จึงทำให้ต้องยกเลิกการสร้างจารึกขนาดใหญ่ จึงหันมาสร้างห้องขนาดใหญ่ด้วยการเจาะภูเขาแห่งนี้ เพื่อเป็นที่เก็บรักษาเอกสารและวัตถุสำคัญทางประวัติศาสตร์ของประเทศแทน

ห้องแห่งนี้จะมีขนาดราว 24.38 เมตร คูณ 30.48 เมตร มีทางเข้าอยู่ด้านหลังรูปสลักของลินคอล์น บนประตูทางเข้าประดับด้วยรูปปั้นนกอินทรีย์สัมฤทธิ์ และเหนือนกอินทรีย์ขึ้นไปมีจารึกระบุว่าเป็น “The Hall of Records” แผนการสร้างดังกล่าวจึงมิใช่ “เรื่องลับ” และมีการกล่าวถึงอย่างชัดเจนในบทบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายว่าด้วยการก่อสร้างเขารัชมอร์ ปี 1938 เพียงแต่ใช้ชื่อว่า “หอพิพิธภัณฑ์” (museum hall)

แต่เมื่อปี 1939 ทางรัฐบาลได้สั่งให้ยุติการก่อสร้างห้องดังกล่าว และสั่งให้มุ่งทำเพียงแต่การแกะสลักใบหน้าของประธานาธิบดีทั้ง 4 ท่านให้สำเร็จเท่านั้น ส่งผลให้หอเก็บบันทึกสำคัญดังกล่าวจึงถูกทิ้งร้างไปนานหลายสิบปี แต่ภายหลังเจตนารมณ์ของ บอร์กลัม ก็ได้รับการสานต่อ แม้จะไม่ได้เป็นไปตามแผนเดิมที่เขาวางไว้ โดยในปี 1998 เอกสารสำคัญซึ่งได้จารึกลงบนเครื่องเคลือบ 16 ชิ้นถูกบรรจุลงในกล่องไม้สัก ก่อนนำไปเก็บในตู้เซฟไทเทเนียมอีกชั้นหนึ่ง แล้วครอบทับด้วยแผ่นหินแกรนิตไว้ที่ทางเข้าของห้องที่ตั้งใจจะให้เป็นหอเก็บบันทึกสำคัญ

การก่อสร้างอนุสรณ์นั้นเริ่มต้นขึ้นในปี 1927 และใบหน้าประธานาธิบดีเสร็จสมบูรณ์ในระหว่าง 1934 - 1939 แนวคิดเดิมทีต้องการให้งานแกะสลักประธานาธิบดีแต่ละคนนั้นปรากฏเป็นรูปร่างตั้งแต่ส่วนหัวถึงเอว แต่เนื่องจากขาดเงินทุนและการก่อสร้างต้องถูกบังคับให้สิ้นสุดลงในปลายเดือนตุลาคม 1941



ปัจจุบันเขารัชมอร์ได้กลายเป็นอีกหนึ่งสถานที่สำคัญที่ได้รับความนิยมมาก มีนักท่องเที่ยวเยี่ยมชมเกือบ 3 ล้านคนต่อปี และสถานที่แห่งนี้ยังกลายเป็นสัญลักษณ์ของความยิ่งใหญ่ของประธานาธิบดี เป็นความภูมิใจในชาติของชาวอเมริกัน ทั้งยังเป็นแรงบันดาลใจที่ทำให้ชาวอเมริกันยืนหยัดและพร้อมต่อสู้ได้อีกครั้ง ถือได้ว่าเป็นอีกหนึ่งสถานที่สำคัญที่ทรงคุณค่าทางจิตใจของชาวอเมริกัน


อ้างอิง

little. (2559). อนุสรณ์สถานแห่งชาติเขารัชมอร์. สืบค้นเมื่อวันที่ 25 กันยายน 2561, จาก: http://www.vacationistmag.com/1988-2/

สำรวจโลก. (2561). การสร้างภูเขารัชมอร์ในช่วงปี 1935 – 1941. สืบค้นเมื่อวันที่ 25 กันยายน 2561, จาก: http://www.nextsteptv.com/การสร้างภูเขารัชมอร์-ใน/

อดิเทพ พันธ์ทอง. (2560). “ห้องลับ” หลังรูปแกะสลักประธานาธิบดีสหรัฐฯบน “เมาต์รัชมอร์” มีอยู่จริงรึ?. สืบค้นเมื่อวันที่ 25 กันยายน 2561, จาก: https://www.silpa-mag.com/club/art-and-culture/article_3871

Konsuay. (2558). สถานที่สำคัญของประเทศอเมริกา. สืบค้นเมื่อวันที่ 25 กันยายน 2561, จาก: https://sites.google.com/site/americaisthebesttsfpsfd/home/sthan-thi-sakhay/bthkhwammimichux

อ่านเพิ่มเติม »

ธีโอดอร์ โรสต์เวลต์ (Theodore Roosevelt)

โดย ศรุต ทองบ่อ

หมีเท็ดดี้ เป็นตุ๊กตาที่ได้รับความนิยมไปทั่วโลก ทุกเพศ ทุกวัย ด้วยความน่ารัก หลายคนได้นอนกอดกับหมีเท็ดดี้ในทุกคืน แต่น้อยคนนักที่จะได้รู้ว่า ชื่อ “เท็ดดี้” มีที่มาจากบุคคลคนหนึ่ง ผู้เป็นประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาคนที่ 26 นั่นคือ ธีโอดอร์ โรสต์เวลต์ ประธานาธิบดีผู้มีสมญานักชาตินิยม มีนโยบายเด็ดขาด ผู้พลิกประวัติศาสตร์สหรัฐอเมริกาให้มีบทบาทในเวทีโลก ทั้งทางด้านการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมอย่างมากมาย


ที่มา: https://th.wikipedia.org/

ธีโอดอร์ “เท็ดดี้” โรสต์เวลต์ จูเนียร์ (Theodore “Teddy” Roosevelt Jr.) เกิดเมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 1858 ที่นครนิวยอร์ก เป็นบุตรคนที่ 2 ของธีโอดอร์ โรสต์เวลต์ ซีเนียร์ และมาร์ธา โรสต์เวลต์ (สกุลเดิม: บูลลอร์ช) ซึ่งตระกูลของเขาสืบเชื้อสายมาจากชาวฮอลันดา เมื่อเขายังอยู่ในวัยเด็ก เขาเป็นเด็กขี้โรค โดยป่วยเป็นโรคหืด จนไม่สามารถไปโรงเรียนร่วมกับเด็กปกติได้ ทำให้เขาต้องเรียนที่บ้านโดยจ้างครูมาสอน ระหว่างนั้น เขาชอบอ่านหนังสือเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ เมื่อเขาเป็นวัยรุ่น บิดาของเขาได้ฝึกเขาให้บริหารร่างกาย โดยฝึกเล่นยิมนาสติกและยกน้ำหนัก จนกลายเป็นคนที่แข็งแรง จนเขาสามารถสอบเข้ามหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดได้ และสำเร็จการศึกษาได้เกียรตินิยมอันดับหนึ่ง


หลังจากที่เขาสำเร็จการศึกษา เขาเข้าทำงานโดยเป็นนักเขียน โดยหนังสือเล่มแรกของเขาคือ The Naval War of 1812 ซึ่งเป็นที่ยอมรับอย่างมาก อย่างไรก็ตาม เขายังมุ่งแสวงหาชื่อเสียงให้กับตัวเอง โดยเขาเข้าสู่วงการการเมืองในพรรครีพับลิกัน เป็นสมาชิกสภาล่างของรัฐนิวยอร์ก 3 สมัย จนไต่เต้าสู่ผู้ช่วยเลขานุการกองทัพเรือสหรัฐ จนเขาได้เลื่อนและย้ายมาเป็นพันเอกแห่งสังกัดกรมทหารม้าอาสาที่ 1 หรือเป็นที่รู้จักในนาม Rough Riders รบในสมรภูมิดอนซานฮวน ในสงครามสเปน-อเมริกา


กรมทหารม้าอาสา “Rough Riders” นำโดยโรสต์เวลต์ ในสงครามสเปน-อเมริกา
ที่มา: http://www.history.com/

จากสงครามนี้ทำให้เขาเป็นที่จดจำในฐานะวีรบุรุษจากสงคราม ส่งผลให้เขาได้รับการเลือกตั้งเป็นผู้ว่าการรัฐนิวยอร์กในเวลาต่อมา ระหว่างนั้น เขาปฏิบัติงานด้วยความตรงฉิน และทำงานเพื่อส่วนรวม โดยไม่หวั่นเกรงต่อความเกลียดชังของพวกที่ทุจริตทั้งหลาย จนทำให้เขาเป็นที่พอใจของประชาชนจนถูกเสนอเป็นรองประธานาธิบดีคู่กับประธานาธิบดีวิลเลียม แมกคินลีย์ ในการเลือกตั้งสมัยที่ 2 แต่หลังจากที่เขาดำรงตำแหน่งในสมัยที่ 2 ได้เพียงไม่กี่เดือน แมกคินลีย์ก็ถูกลอบสังหารเสียชีวิต

โรสต์เวลต์ก็ได้ขึ้นสู่ตำแหน่งประธานาธิบดีโดยอัตโนมัติโดยมีอายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์เพียง 42 ปี ด้วยนโยบายที่เด็ดขาดของเขา ส่งผลให้อเมริกาเกิดการปฏิรูปในหลาย ๆ ด้าน และเกิดการเปลี่ยนแปลงต่อโลก ดังนี้


ภาพการ์ตูนล้อเลียนนโยบายการต่อต้านธุรกิจผูกขาดของโรสต์เวลต์
ที่มา: https://fineartamerica.com/

ภายในประเทศ ทางด้านเศรษฐกิจ เขาได้จัดระเบียบการทำธุรกิจ เพื่อสร้างความเป็นธรรมแก่ผู้ผลิต แรงงาน และผู้บริโภค โดยใช้วิธีการแทรกแซงกลไกในการต่อต้านทรัสต์หรือธุรกิจผูกขาด ทำให้เขาผู้ได้รับสมญานามว่า ผู้ทำลายทรัสต์ (Trust buster) โดยการฟ้องร้องบริษัทต่าง ๆ เช่น บริษัทธนาคาร บริษัทรถไฟ เป็นต้น ในฐานที่ขจัดคู่แข่งและขัดต่อกฎหมายต่อต้านทรัสต์ในปี 1890 โดยโรสต์เวลต์ประกาศว่าไม่ได้ต้องการทำลายบริษัท แต่ต้องการให้เกิดการค้าที่เป็นระเบียบ เป็นธรรม และเสรี

ด้านสังคม เขารับฟังปัญหาลูกจ้างแรงงานเหมืองถ่านหินในรัฐเพลซิลวาเนีย ที่หยุดงานประท้วงในปี 1902 เนื่องจากปัญหาชั่วโมงการทำงานที่สูงและต้องซื้อของครองชีพในราคาแพงจากนิคมของบริษัท โดยเปิดโต๊ะเจรจา ณ ทำเนียบขาว เจ้าของเหมืองปฏิเสธข้อเสนอ โรสต์เวลต์ขู่จะนำทหารเข้ายึดเหมือง จนตัวแทนเจ้าของเหมืองยอมลดชั่วโมงทำงานเหลือ 9 ชั่วโมงและเพิ่มค่าจ้างร้อยละ 10 ทำให้นับเป็นครั้งแรกที่มีการสร้างความเป็นธรรมและแก้ไขปัญหาแก่ลูกจ้างในการทำงาน

ด้านการต่างประเทศ นโยบายการต่างประเทศของเขา มุ่งเน้นความพร้อมในการเป็นผู้นำโลกโดยใช้กำลังทหารภายใต้คติ “Speak softly, and carry a big stick” (จงพูดอย่างนุ่มนวลและถือไม้เรียวอันโต) โดยเสริมสร้างกองทัพเรือให้น่าเกรงขาม โดยสร้างเรือรบ 10 ลำ เรือลาดตะเวน 4 ลำ ประจำการทั้งด้านมหาสมุทรแอตแลนติกและแปซิฟิก เขาได้สนับสนุนให้ก่อกบฏในปานามา เพื่อยึดครองแผ่นดินและสร้างคลองปานามาเพื่อเชื่อมสองมหาสมุทร เป็นประโยชน์ต่อการเดินเรือ และห้ามชาติยุโรปแทรกแซงการเมืองของประเทศในละตินอเมริกา (แต่สหรัฐจะแทรกแซงเอง) โดยเฉพาะในเวเนซูเอลา อาร์เจนตินา และโดมินิกัน

สงครามรัสเซีย-ญี่ปุ่นเกิดขึ้นเนื่องจากญี่ปุ่นไม่พอใจที่รัสเซียขัดขวางมีความพยายามเข้ายึดครองคาบสมุทรเกาหลี จนในปี 1904 ญี่ปุ่นเริ่มโจมตีพอร์ตอาเธอร์ของรัสเซีย ผลการรบญี่ปุ่นเป็นฝ่ายชนะ และเสนอในสหรัฐเป็นผู้ไกลี่เกลี่ย จนสหรัฐรับดำเนินการเพื่อผลประโยชน์ทางการค้าของสหรัฐในเอเชียตะวันออก โดยรัสเซียและญี่ปุ่นลงนามในสนธิสัญญาพอร์ตสมัธในปี 1905 จากข้อตกลงดังกล่าว ทำให้ประธานาธิบดีโรสต์เวลต์ในฐานะผู้ไกลี่เกลี่ย ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพในปี 1906

บั้นปลายชีวิต โรสต์เวลต์ลงจากตำแหน่งในสมัยที่ 2 ในปี 1909 และเสียชีวิตในวันที่ 6 มกราคม 1919 ด้วยโรคระบบทางเดินหายใจ จากผลงานที่โดดเด่นในขณะดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี ทำให้เขาเป็นหนึ่งในสี่ประธานาธิบดีสหรัฐที่ได้รับการสลักใบหน้าบนภูเขารัชมอร์ในปี 1925 และชื่อเขาได้นำมาตั้งเป็นชื่อของเรือรบและสถานที่ต่างๆ อีกมากมาย


ภาพการ์ตูนล้อเลียนโรสต์เวลต์ขณะเขาปฏิเสธการฆ่าลูกหมี ที่มาของหมีเท็ดดี้

ส่วนที่มาของชื่อตุ๊กตาหมีเท็ดดี้นั้น เกิดขึ้นในเดือนพฤศจิกายน 1902 งานอดิเรกของโรสต์เวลต์คือการล่าสัตว์ ขณะที่เขาออกล่าหมีดำหลุยส์เซียนาในรัฐมิซซิซิปปี พร้อมกับผู้ติดตามจำนวนหนึ่ง และผู้ติดตามสามารถจับลูกหมีดำตัวนั้นได้ แต่ขณะนำไปให้โรสต์เวลต์ เขาปฏิเสธที่จะฆ่าลูกหมีตัวนั้น และกล่าวว่ามันไม่ใช่สิ่งที่นักกีฬาทำกัน จากเหตุการณ์ดังกล่าวทำให้ลูกหมีตัวนั้น ถูกเรียกว่า “หมีของเท็ดดี้” (Teddy’s Bear) วันต่อมาหนังสือพิมพ์วอร์ชิงตันโพสต์ ได้นำเหตุการณ์ดังกล่าวไปทำการ์ตูนล้อเลียน จนเป็นแรงบันดาลใจให้เป็นชื่อตุ๊กตาหมีนับแต่นั้นมา

ตลอดชีวิตของธีโอดอร์ โรสต์เวลต์นับได้ว่าเป็นผู้เปลี่ยนแปลงสหรัฐเป็นอย่างมากในทุกมิติ เป็นผู้ก่อให้เกิดความเป็นธรรมต่อชาวอเมริกา เป็นผู้บุกเบิกมิติทางการเมืองและการต่างประเทศอย่างเข้มงวด เป็นผู้สร้างความสันติให้แก่โลก และเป็นมากกว่าที่มาของชื่อของตุ๊กตาหมีที่ถึงแม้จะเป็นสัตว์ที่หน้าตาดูน่ารัก แต่แฝงด้วยนิสัยและสัญชาตญาณที่น่าเกรงขามในธรรมชาติของมัน ดังนิสัยและผลงานของโรสต์เวลล์ที่นิ่มนวลแต่เด็ดขาดที่เป็นมรดกแก่สหรัฐอเมริกาและโลกจนถึงปัจจุบัน


อ้างอิง

พิชัย รัตนประทีป. (2508). ประวัติศาสตร์การเมือง 11 วีรบุรุษของสหรัฐ. พระนคร: โอเดียนสโตร์.

วิกิพีเดีย. (ม.ป.ป.). ธีโอดอร์ โรสต์เวลต์. ค้นเมื่อ 2 กันยายน 2560. เข้าถึงได้จาก https://th.wikipedia.org/wiki/ธีโอดอร์_โรสเวลต์

วิกิพีเดีย. (ม.ป.ป.). หมีเท็ดดี้. ค้นเมื่อ 2 กันยายน 2560. เข้าถึงได้จาก https://th.wikipedia.org/wiki/หมีเท็ดดี้.

อรพินธ์ ปานนาค. (2549). ประวัติศาสตร์สหรัฐอเมริกาในคริสต์ศตวรรษที่ 20. กรุงเทพ: สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยรามคำแหง

History.com. (2009). THEODORE ROOSEVELT. Retrieved September, 2 2017. Retrieved From http://www.history.com/topics/us-presidents/theodore-roosevelt.

The White House. (2017) Theodore Roosevelt. Retrieved September, 2 2017.Retrieved From https://www.whitehouse.gov/1600/presidents/theodoreroosevelt.

อ่านเพิ่มเติม »