แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เหตุการณ์สำคัญของโลก แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เหตุการณ์สำคัญของโลก แสดงบทความทั้งหมด

วินาศกรรมช็อกโลก! ตึกเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ (World Trade Center)

โดย ชัญญานุช รู้บุญ

ตึกแฝดที่สูงเฉียดฟ้ากลายเป็นสัญลักษณ์ของประเทศที่ทั่วโลกต่างขนานนามเรียกว่าประเทศมหาอำนาจ ตึกที่มีทั้งความสวยงาม ความทันสมัย และความโดดเด่นเพราะมีการออกแบบที่ไม่เหมือนใคร แต่แล้วตึกที่เรียกได้ว่าเป็นดั่งสัญลักษณ์ของประเทศสหรัฐอเมริกา มาบัดนี้ได้หายไปในชั่วพริบตาเหลือไว้แต่เพียงร่องรอยความโศกเศร้าเสียใจเมื่อนึกย้อนกลับไปถึงวันที่ตึกถล่มและไฟลุกไหม้คร่าชีวิตผู้คนไปหลายพันคน จากสิ่งที่เคยยิ่งใหญ่กลายเป็นเพียงแค่ซากปรักหักพัง อันเป็นสิ่งที่ผู้คนทั่วโลกและสหรัฐอเมริกาไม่เคยลืมเลือน

ตึกเวิลด์เทรด เซ็นเตอร์ (World Trade Center) เป็นตึกที่มีความสูง 530 เมตร และ 431 เมตร มีกลุ่มอาคารรวมกันอยู่ทั้งหมด 7 อาคาร กลางมหานครนิวยอร์ก เริ่มต้นก่อสร้างอาคารครั้งแรกเมื่อปี ค.ศ. 1966 ก่อนที่ตึกแรกจะแล้วเสร็จในปี ค.ศ. 1970 และตึกที่ 2 เสร็จในปี ค.ศ. 1972 มีพิธีการเปิดตึกอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 4 เมษายน ค.ศ. 1973 ตึกเวิลด์เทรดแห่งนี้ได้รับการออกแบบโดยสถาปนิกลูกครึ่งอเมริกัน-ญี่ปุ่น นามว่า มิโนรุ ยามาซากิ ร่วมกับบริษัท เอเมอร์รี่ รอทแอนด์ซันส์ ซึ่งตัวตึกนี้สร้างขึ้นจาก เหล็กกล้าและอะลูมิเนียม                               


ภาพ ตึกเวิลด์เทรด 

วันที่ 11 กันยายน 2544 กลายเป็นวันที่เกิดเหตุการณ์สำคัญของโลกและเป็นเหตุการณ์ที่ร้ายแรงที่สุดที่เกิดขึ้นในอเมริกาเมื่อเครื่องบินโดยสารได้พุ่งเข้าชนตึกแฝดเวิลด์เทรดโดยพุ่งเข้าชนที่ตึกเวิลด์เทรดเหนือก่อน หลังจากนั้นจึงพุ่งเข้าชนตึกเวิลด์เทรดใต้ ก่อนที่อาคาร 110 ชั้นจะถล่มและเกิดไฟลุกไหม้จนไม่เหลือเค้าโครงของอาคารเดิมอยู่เลย

โดยเหตุการณ์นี้เริ่มขึ้นเมื่อเช้าวันที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2544 มีกลุ่มโจรจี้เครื่องบินจำนวน 19 คนยึดเครื่องบินพาณิชย์สี่เครื่องระหว่างทางไปซานฟรานซิสโกและลอสแอนเจลิสหลังนำเครื่องขึ้นจากบอสตัน เนวาร์ค และวอชิงตัน ดี.ซี. กลุ่มโจรเหล่านี้เจตนาเลือกจี้เครื่องบินที่ต้องบินเป็นระยะทางไกลเพราะมีน้ำมันอยู่มาก

โดยเมื่อเวลา 8.46 น. โจรจี้เครื่องบินห้าคนนำเที่ยวบินอเมริกันแอร์ไลน์ เที่ยวบินที่ 11 พุ่งเข้าชนกับตึกเหนือของเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ และเมื่อเวลา 9.03 น. โจรอีกห้าคนได้นำเที่ยวบินยูไนเต็ดแอร์ไลน์ เที่ยวบินที่ 175 พุ่งเข้าชนตึกใต้ จากนั้นคนร้ายห้าคนนำเที่ยวบินอเมริกันแอร์ไลน์ เที่ยวบินที่ 77 พุ่งเข้าชนอาคารเพนตากอนเมื่อเวลา 9.37 น.
   
ส่วนเที่ยวบินที่สี่ ภายใต้การควบคุมของคนร้ายสี่คน ชนยูไนเต็ดแอร์ไลน์ เที่ยวบินที่ 93 ใกล้กับแชงค์วิลล์ รัฐเพนซิลเวเนีย เมื่อเวลา 10.03 น. หลังผู้โดยสารสู้กับคนร้าย เป้าหมายแท้จริงของเที่ยวบิน 93 นั้นเชื่อกันว่าน่าจะเป็นอาคารรัฐสภาหรือไม่ก็ทำเนียบขาว จากวินาศกรรมครั้งนี้ทำให้มีผู้เสียชีวิตทั้งสิ้น 2,996 คน ประกอบด้วยโจรจี้เครื่องบิน 19 คน และเหยื่อ 2,977 คน
 

ภาพ ตึกเวิลด์เทรดและอาคารเพนตากอนหลังจากถูกเครื่องบินพุ่งชน 

เหตุการณ์ในครั้งนี้อเมริกาได้พุ่งเป้าสงสัยไปที่กลุ่มผู้ก่อการร้ายอัลกออิดะฮ์อย่างรวดเร็ว โดยมีบิน ลาเดน เป็นผู้นำกลุ่ม ซึ่งได้ปฏิเสธความเกี่ยวข้องในตอนแรก แต่ต่อมาในภายหลังบิน ลาเดน ก็ได้ยอมรับและบอกถึงชนวนในการก่อเหตุครั้งนี้เนื่องมาจากความโกรธแค้นอเมริกาจากการที่อเมริกาสนับสนุนอิสราเอล การคงทหารสหรัฐประจำการไว้ในซาอุดิอาระเบีย และการลงโทษต่ออิรัก


ภาพ นายโอซามา บิน ลาเดน 

ส่วนสาเหตุที่กลุ่มผู้ก่อการร้ายเจาะจงถล่มตึกเวิลด์เทรดและตึกเพนตากอนนั้นสืบเนื่องมาจากตึกเวิลด์เทรดนับว่าเป็นสัญลักษณ์ทุนนิยมของอเมริกาที่รวมความมั่งคั่งทางธุรกิจการเงิน การค้าข้ามชาติ แต่ความมั่งคั่งนี้เบื้องหลังคือการเอาเปรียบประเทศอื่นของอเมริกา ดังนั้นการทำลายตึกเวิลด์เทรดที่เปรียบเสมือนตัวแทนของอเมริกาก็เหมือนกับทำลายอเมริกาไปด้วยเช่นกัน

ส่วนการขับเครื่องบินชนตึกเพนตากอนนั้น ผู้ก่อการร้ายต้องการทำให้อเมริกาขาดความน่าเชื่อถือซึ่งก็ได้ผลเมื่อนานาประเทศส่วนใหญ่มองว่าอเมริกาหละหลวมเรื่องการรักษาความปลอดภัยไม่อาจพึ่งพาได้อีกต่อไป ขนาดว่าสถานที่สำคัญลับสุดยอดอย่างตึกเพนตากอนอเมริกายังรักษาป้องกันไว้ไม่ได้

หลังจากเกิดเหตุการณ์ถล่มตึกเวิลด์เทรด สหรัฐอเมริกาจึงดำเนินมาตรการตอบโต้เหตุวินาศกรรมนี้โดยทันทีด้วยการเริ่มสงครามต่อต้านการก่อการร้าย การรุกรานอัฟกานิสถานเพื่อขับรัฐบาลตอลิบัน ซึ่งให้ที่พักพิงแก่สมาชิกอัลกออิดะห์ ซึ่งเป็นกลุ่มของบิน ลาเดน

ในด้านผลกระทบจากเหตุการณ์ตึกถล่มในครั้งนี้ได้ส่งผลอย่างกว้างขวางและรุนแรงต่อสหรัฐอเมริกา หลายประการด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นทางด้านการเมืองภายในประเทศจะเห็นถึงความร่วมมือร่วมใจเป็นน้ำหนึ่งอันเดียวกันของทุกองค์กร ส่วนทางด้านการเมืองระหว่างประเทศ เนื่องจากสหรัฐฯ ต้องการความสนับสนุนของประเทศต่าง ๆ ในการตอบโต้เครือข่ายก่อการร้ายสากล จึงมีการประกาศให้ประเทศต่าง ๆ เลือกว่าจะสนับสนุนการปราบปรามการก่อการร้ายหรือเป็นศัตรูกับสหรัฐฯ พร้อมทั้งให้ผลประโยชน์ตอบแทนที่เป็นรูปธรรมแก่ประเทศที่ให้การสนับสนุนในทันที

ต่อมาทางด้านเศรษฐกิจ คาดว่าจะส่งผลให้เศรษฐกิจโดยรวมของสหรัฐฯ ชะลอตัวซึ่งจะกระทบต่อประเทศที่เป็นระบบเศรษฐกิจพึ่งพาเงินทุนจากต่างประเทศและการส่งออกไปยังสหรัฐฯ เป็นต้น

ดังนั้นเหตุการณ์ในครั้งนี้จึงนับว่าเป็นเหตุการณ์ที่มีความสำคัญต่อทั่วโลกเพราะนานาประเทศล้วนมีส่วนเกี่ยวข้องหลังจากที่เกิดเหตุการณ์นี้ ทั้งในด้านที่ให้ความช่วยเหลือและได้รับความเดือดร้อน แต่ทว่าการโจมตีอันโหดร้ายในครั้งนี้อาจจะไม่เกิดขึ้น ถ้าหากสหรัฐอเมริกาไม่เป็นฝ่ายเริ่มในการไปบุกรุกหรือขยายอำนาจในพื้นที่ของประเทศอื่นก่อน ฉะนั้นการก่อการร้ายในครั้งนี้จึงอาจจะไม่มีฝ่ายใดถูกหรือผิดเพราะทั้งสองฝ่ายต่างก็ไปรุกล้ำทำลายประเทศอื่นเหมือนกัน สิ่งนี้จึงเป็นเหมือนบ่อเกิดสงครามระหว่างประเทศอย่างไม่รู้จบไม่รู้สิ้นอยู่เรื่อยมา
                   

อ้างอิง

โจอี้ เและ ทอมมี่. (2544). ย้อนตำนานอาหรับ-ยิวที่มาของเหตุการณ์ช็อกโลก .ใน ถล่มอเมริกา , (น 125). (ม.ป.ท.) : สำนักพิมพ์สันทราย

มณีรัตน์ รูปประดิษฐ์.(2555).ผลกระทบจากการก่อการร้าย สหรัฐอเมริกา, สืบค้นเมื่อ 27 กันยายน 2561.จาก: https://www.gotoknow.org/posts/140323

อุทัย เลิกสันเทียะ. (2560). รุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ฯ, สืบค้นเมื่อ 27 กันยายน 2561.จาก: http://www.tnews.co.th/contents/356912

admin. (2560). ประวัติของ ตึกเวอร์เทส เวอร์เทส เซ็นเตอ, สืบค้นเมื่อ 27 กันยายน 2561. จาก: http://www.kenchiku-interior-shikakunavi.com/ประวัติของ-ตึกเวอร์เทส-เซ็นเตอ

อ่านเพิ่มเติม »

เชอร์โนบิล (Chernobyl)

โดย ปาลิตา พิทักษ์พงษ์กุล

การทดลองมีขึ้นเพื่อพิสูจน์ หรือยืนยันความเชื่อของผู้ทดลอง หากการทดลองเป็นไปตามความเชื่อของผู้ทดลอง การทดลองนั้นก็จะกลายไปเป็นทฤษฏีเพื่อนำไปใช้ซ้ำหรือพัฒนาต่อยอด แต่ใช่ว่าการทดลองจะสำเร็จทุกครั้งไป หากผู้ทดลองไม่มีความรอบคอบ ระมัดระวังให้มาก ก็จะเกิดเหตุการณ์ร้ายแรงเหมือนกับ “เชอร์โนบิล” ที่สร้างความเสียหายในระยะยาวต่อผู้ทดลอง สังคม และสิ่งแวดล้อม
           
เชอร์โนบิล เป็นอุบัติเหตุทางนิวเคลียร์ขั้นร้ายแรงที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 26 เมษายน ค.ศ. 1986 (2529) เวลา 01:23 น. ที่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์เชอร์โนบิล ตั้งอยู่ที่นิคมเชอร์โนบิล ริมฝั่งแม่น้ำนีเปอร์ ใกล้เมืองพริเพียต จังหวัดเคียฟ ทางตอนเหนือของยูเครน ใกล้ชายแดนเบลารุส (ตอนนั้นยูเครนและเบลารุสยังเป็นส่วนหนึ่งของสหภาพโซเวียต) เป็นสถานีไฟฟ้านิวเคลียร์ปลดประจำการแล้ว สถานีไฟฟ้าวี.ไอ. เลนิน ตามที่รู้จักกันในสมัยโซเวียต ประกอบด้วยเครื่องปฏิกรณ์ประเภท อาร์บีเอ็มเค-1000 สี่เครื่อง แต่ละเครื่องผลิตกระแสไฟฟ้า 1,000 เมกะวัตต์ (พลังงานความร้อน 3.2 จิกะวัตต์) และเครื่องปฏิกรณ์ทั้งสี่เครื่องรวมกันผลิตกระแสไฟฟ้า 10% ของยูเครน


โรงไฟฟ้าเชอร์โนบิลในปัจจุบัน  

โดยเชอร์โนบิล ก่อสร้างขึ้นครั้งแรกใน พ.ศ. 2513 เป็นสถานีไฟฟ้านิวเคลียร์ประเภทอาร์เอ็มบีเคแห่งที่สามในสหภาพโซเวียต(หลังเลนินกราดและเคิสก์) และเป็นโรงไฟฟ้านิวเคลียร์แห่งแรกของยูเครน อุบัติเหตุเกิดขึ้นเมื่อวิศวกรทำการทดสอบการทำงานของระบบหล่อเย็น และระบบทำความเย็นฉุกเฉินของแกนปฏิกรณ์นิวเคลียร์ แต่ว่าการทดสอบระบบได้ล่าช้ากว่ากำหนดจนต้องทำการทดสอบโดยวิศวกรกะกลางคืน  จู่ๆก็เกิดแรงดันไอน้ำสูงขึ้นกะทันหัน แต่ระบบตัดการทำงานอัตโนมัติไม่ทำงาน ทำให้เกิดความร้อนสูงขึ้นจนทำให้แกนปฏิกรณ์นิวเคลียร์หมายเลข  4 หลอมละลาย และเกิดการระเบิดขึ้น ผลจากการระเบิดทำให้เกิดขี้เถ้าปนเปื้อนกัมมันตภาพรังสีลอยขึ้นสู่บรรยากาศ ปกคลุมทางตะวันตกของสหภาพโซเวียต ยุโรปตะวันออก ยุโรปตะวันตก และยุโรปเหนือ ทางการยูเครน เบลารุส และรัสเซีย ต้องอพยพประชากรมากกว่า 336,000 คน ออกจากพื้นที่ทันที
               


 นักกู้ภัยขึ้นไปบนหลังคาของโรงงาน เพื่อจะหยุดเพลิงที่ลุก ขณะเดียวกันเฮลิคอปเตอร์หลายลำก็ทยอยขนทรายมาใส่ในเตาเพื่อลดแรงไฟ และกัมมันตรังสีที่แผ่ออกมา แต่ก็ไม่สำเร็จ กลับทำให้สถานการณ์แย่ลง เพราะความร้อนได้ทับถมใต้วัสดุที่ถูกทิ้งลงไป ทำให้อุณหภูมิของเครื่องปฏิกรณ์เพิ่มขึ้นอีกครั้ง ช่วงสุดท้ายของการดับไฟ แกนของเครื่องปฏิกรณ์ถูกทำให้เย็นลงด้วยไนโตรเจน ไฟที่ลุกไหม้และการปล่อยกัมมันตภาพรังสีไม่สามารถถูกควบคุมได้จนถึงวันที่ 6 พฤษภาคม

การต่อสู้กับการปนเปื้อนและป้องกันไม่ให้เกิดการสูญเสียมากไปกว่านี้เกี่ยวข้องกับคนงานทั้งทหารและพลเรือนกว่า 500,000 คน และค่าใช้จ่ายประมาณ 18 พันล้านรูเบิ้ล (เกือบ 1,000 ล้านบาทไทย) ขณะที่เกิดอุบัติเหตุขึ้น มีผู้เสียชีวิตทันที 31 ราย และผลกระทบระยะยาว เช่น มะเร็ง คาดว่ามีผู้ได้รับผลกระทบโดยตรงมากกว่า 600,000 คน เสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งจากการสัมผัสกัมมันตรังสีถึง 4,000 คน ไม่ใช่แค่มนุษย์ที่ได้รับผลกระทบ ยังมีสิ่งมีชีวิตในบริเวณใกล้เคียงก็ได้รับผลกระทบเช่นเดียวกัน และสัตว์ในบริเวณนั้นยังมีอายุที่สั้นกว่าปกติ ลักษณะไม่เป็นไปตามธรรมชาติ  พื้นที่ขนาดใหญ่ในยุโรปได้รับผลกระทบจากอุบัติเหตุ เมฆรังสีแผ่ไปไกลถึงนอร์เวย์ในสแกนดิเนเวีย


ปลาดุกในแม่น้ำ Pripyat รอบๆโรงไฟฟ้ายาวถึง 2 เมตร
แต่ไม่สามารถทานได้ เพราะในกระดูกปลายังพบรังสีที่สูงเกินค่ามาตรฐาน

ในวันที่ 22 ธันวาคม 2531 นักวิทยาศาสตร์ของโซเวียตประกาศว่า "โลงศพโบราณ" หรือโลงหินและคอนกรีต ที่ปัจจุบันใช้ห่อหุ้มเครื่องปฏิกรณ์นั้นถูกออกแบบให้มีอายุแค่เพียง 20-30 ปี และ 3 ปีหลังเกิดอุบัติเหตุนิวเคลียร์ที่เชอร์โนบิล รัฐบาลโซเวียตสั่งหยุดสร้างเครื่องปฏิกรณ์หน่วยที่ 5 และ 6 ของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ครบวงจรเชอร์โนบิล และหลังการเจรจาระหว่างประเทศที่ยืดเยื้อหลายครั้ง โรงไฟฟ้าทั้งพื้นที่ถูกปิดตัวลง 14 ปี หลังเกิดอุบัติเหตุในวันที่ 12 ธันวาคม 2543

จากเหตุการณ์การระเบิดที่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์เชอร์โนบิลทำให้ทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (ไอเออีเอ) ตัดสินใจตั้งหน่วยรับมือฉุกเฉินที่กรุงเวียนนา ของประเทศออสเตรีย เมื่อปี พ.ศ.2529 จัดอุปกรณ์การสื่อสารและคอมพิวเตอร์ รวมไปถึงเอกสารและฐานข้อมูลที่จำเป็นหากเกิดอุบัติเหตุสารกัมมันตภาพรังสีรั่วไหล จัดเจ้าหน้าที่ประจำการตลอด 24 ชั่วโมง และมีผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยนิวเคลียร์ที่พร้อมเดินทางไปยังที่เกิดเหตุในประเทศต่างๆ

ถึงแม้ว่าพลังงานของนิวเคลียร์จะมีประโยชน์ต่อมวลมนุษย์ชาติในหลายๆ เรื่อง ในขณะเดียวกันก็ยังเป็นมหันตภัยของมนุษย์ทั้งโลกเช่นกัน  เหตุการณ์ครั้งนี้เป็นอุบัติเหตุที่ร้ายแรงอย่างมาก ทั้งในด้านของทรัพย์สินและชีวิต นอกจากนี้ความผิดพลาดในครั้งนี้ยังเป็นบทเรียนครั้งใหญ่สำหรับมนุษยชาติในการที่จะทำการทดลอง โดยต้องระมัดระวัง รอบคอบมากขึ้น และมีวิธีป้องกันหรือรับมือได้เมื่อเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นอีก


อ้างอิง

เหตุโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เชอร์โนบิลระเบิดเมื่อ 20 ปีก่อน. สืบค้นเมื่อ วันที่ 4 กันยายน 2559, จาก: http://www.neutron.rmutphysics.com/science-news/index.php?option=com_content&task=view&id=1903&Itemid=4

เกิดอะไรขึ้นที่เชอร์โนบิล. สืบค้นเมื่อ วันที่ 4 กันยายน 2559, จาก: http://www.greenpeace.org/seasia/th/campaigns/nuclear/nomorechernobyls/what-happened-in-chernobyl/

ภัยพิบัติเชียร์โนบีล. สืบค้นเมื่อ วันที่ 4 กันยายน 2559, จาก: https://th.wikipedia.org/wiki/

25 ปีเมืองร้างเมืองผีเชอร์โนบิล. สืบค้นเมื่อ วันที่ 4 กันยายน 2559, จาก:
http://pantip.com/topic/30669881

อ่านเพิ่มเติม »

ย้อนรอยประวัติสะพานข้ามแม่น้ำแคว

โดย ศรายุทธ เกียรติศิริกุล

“สงคราม” เป็นคำที่มนุษย์ใช้เรียกในยามที่เกิดความขัดแย้งต่อกัน โดยใช้กำลัง อาวุธ และยุทโธปกรณ์ต่างๆในการแก้ไขปัญหา โดยเมื่อหลักการเจรจาอย่างสันตินั้นไม่เป็นผล หรือไม่สามารถหาข้อตกลงร่วมกันได้ การเกิดสงครามนั้นจะส่งผลกระทบในด้านต่างๆ อาทิเช่น เศรษฐกิจ การสูญเสียจำนวนประชากร หรือ การแลกเปลี่ยน ทางวัฒนธรรม ต่อประเทศคู่สงคราม และประเทศรอบข้างหรือใกล้เคียงที่อาจอยู่ในจุดยุทธศาสตร์ เป็นต้น ซึ่งประเทศไทยก็นับเป็นหนึ่งในจุดยุทศาสตร์สำคัญในการเดินทางของ กองทัพญี่ปุ่น โดยสร้างเป็นทางรถไฟเพื่อเชื่อมต่อเส้นทางไปสู่ประเทศพม่าในสงครามโลกครั้งที่ 2 การสร้างทางรถไฟในครั้งนั้นทำให้เกิดสะพานข้ามแม่น้ำแควขึ้น ซึ่งเป็นทั้งอนุสรณ์สถานสำคัญที่ถูกยกย่องให้เป็นสัญลักษณ์แห่งสันติภาพ และในอีกแง่มุมหนึ่งก็เป็นอนุสรณ์แห่งความโหดร้ายทารุณและความเศร้าสลดต่อการสูญเสียของเหตุการณ์สงครามโลกครั้งที่ 2



ประวัติสะพานข้ามแม่น้ำแคว

สะพานข้ามแม่น้ำแควตั้งอยู่ในตำบลท่ามะขาม อำเภอเมือง จังหวัดกาญจนบุรี เป็นสะพานข้ามทางรถไฟที่เชื่อมต่อกับทางรถไฟสายมรณะ โดยมีจุดเริ่มต้นจากสถานีหนองปลาดุก อำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรีและทอดยาวผ่านจังหวัดกาญจนบุรี ผ่านด่านเจดีย์สามองค์ ชายแดนไทย-พม่า ไปสู่เมืองตันบีอูซายัด ในประเทศพม่า เส้นทางสายนี้กองทัพญี่ปุ่นได้พิจารณาไตร่ตรองและคัดเลือกจากเส้นการเดินทางจากทั้งหมดแปดสาย โดยศึกษาประวัติศาสตร์การเดินทัพของไทย-พม่าในอดีต มีวัตถุประสงค์เพื่อหลีกเลี่ยงการลำเลียงอาวุธทางเรือที่มีความเสี่ยงต่อการโจมตีของฝ่ายสัมพันธมิตรและลดระยะทางในการเดินทางและการก่อสร้างทางรถไฟ

การสร้างสะพาน

สะพานข้ามแม่น้ำแควเริ่มต้นก่อสร้างในเดือนตุลาคม พ.ศ.2485-2486 ในระยะแรกเริ่มกองทัพญี่ปุ่นได้วางแผนที่จะสร้างสะพานบริเวณแม่น้ำแม่กลองอันมีแม่น้ำแควน้อยและแม่น้ำแควใหญ่มาบรรจบกัน แต่เนื่องด้วยบริเวณตัวเมืองนั้น มีดินที่มีสภาพอ่อนตัวและเป็นจุดที่มีขนาดความกว้างของแม่น้ำอยู่มาก กองทัพญี่ปุ่นจึงสร้างทางรถไฟให้เลยขึ้นผ่านทางท่ามะขาม ซึ่งเป็นบริเวณที่แม่น้ำแควใหญ่ไหลผ่าน สะพานชั่วคราวถูกสร้างด้วยไม้ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อลำเลียงสัมภาระ อาหาร ยารักษา และยุทธปัจจัยต่างๆที่จำเป็นต่อกองทัพและเชลยศึก โดยใช้เวลาการสร้างแล้วเสร็จประมาณ 3 เดือน ต่อมาได้มีการสร้างสะพานเหล็กถาวร ซึ่งห่างจากสะพานไม้เดิม100 เมตร และได้กลายมาเป็นที่ตั้งของสะพานข้ามแม่น้ำแควในปัจจุบัน

 ตัวสะพานข้ามแม่น้ำแควแบบถาวรมีความยาวทั้งหมด 300 เมตร ประกอบไปด้วยคานสะพานเหล็กจำนวน 11คาน ซึ่งเหล็กที่ใช้นั้นได้นำเข้ามาจากมลายู โดยลำเลียงผ่านทางเรือเข้ามาสู่แม่น้ำแม่กลองจนถึงแม่น้ำแควใหญ่ ส่วนตัวเสาสะพานสร้างด้วยคอนกรีตรับน้ำหนัก วัสดุที่ใช้สร้างสะพานนำเข้ามาจากชวา การสร้างล้วนแต่ใช้แรงงานจากเชลยศึก โดยเปิดใช้อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2486 และสะพานแห่งนี้เป็นสะพานเหล็กเพียงแห่งเดียวในประเทศไทยที่ญี่ปุ่นได้สร้างไว้


ที่มา: http://www.sarakadee.com/

ชีวิตเชลยศึก กับความโหดร้ายทารุณ

เชลยศึกที่ถูกเกณฑ์แรงงานมาก่อสร้างทางรถไฟสายมรณะและสะพานข้ามแม่น้ำแคว ส่วนหนึ่งเป็นทหารอังกฤษที่ประจำอยู่ที่ท่ามะขาม เชลยฝ่ายสัมพันธมิตรที่จับได้จากการรบในเอเชียแปซิฟิก อเมริกัน ออสเตรเลีย ออลันดา และนิวซีแลนด์ ประมาณ 61,700 คน และกรรมกรชาวจีน ยวน ชวา มลายู ไทย อินเดีย และพม่าจำนวนมาก ซึ่งในการสร้างสะพานนั้นมีความลำบากยากเข็ญเป็นอย่างมาก เชลยศึกต้องลงไปอยู่ในน้ำที่มีความลึกและเชี่ยวกรากเป็นอย่างมากเพื่อก่อสร้างสะพานเป็นระยะเวลานาน ซึ่งสภาพอากาศในพื้นที่นั้น กลางวันจะมีสภาพอากาศที่ร้อนจัด ส่วนตอนกลางคืนก็จะหนาวเย็น เมื่อทางกองทัพเร่งกำหนดการสร้างให้แล้วเสร็จเร็วขึ้น เชลยศึกจึงต้องทำงานทั้งกลางวันและกลางคืนผลัดกัน 24 ชั่วโมง บางวันก็ไม่หยุดพัก รวมถึงการขาดแคลนอาหารและยารักษาโรค เนื่องจากบริเวณที่ก่อสร้างนั้นอยู่ในถิ่นทุรกันดารและเต็มไปด้วยสัตว์ร้ายนานาชนิด ทำให้เกิดการล้มตายของเชลยศึกตลอดเวลาดั่งคำเปรียบเทียบที่ว่า “หนึ่งชีวิตเท่ากับหนึ่งไม้หมอนรถไฟ”

โรงนอนของเชลยศึกต้องสร้างด้วยพละกำลังของเชลยศึกเอง โดยมีเพียงไม้ไผ่ทำเป็นแคร่นอนเบียดเสียดกัน ไม่มีทั้งเครื่องนุ่งห่ม ไม่มีการแจกจ่ายเครื่องหลับนอนหรือหมอนมุ้ง มีเพียงแต่สิ่งที่ตนเองได้นำติดตัวมาเท่านั้น และมีการเกิดโรคระบาดร้ายแรงติดต่อกัน โดยเฉพาะโรคมาลาเลียที่ติดต่อกันอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในโรงนอน ซึ่งไม่มียารักษาเฉพาะ และอหิวาตกโรค หรือ ที่เรียกว่า “โรคห่า” เนื่องจากน้ำดื่มกินของเชลยศึกนั้นต้องใช้น้ำในแม่น้ำแควเป็นหลักในการดำรงชีพ ซึ่งเป็นบริเวณเดียวกับที่ทหารญี่ปุ่นโยนศพที่ติดเชื้อโรคอหิวาลงแม่น้ำ จึงเกิดเป็นจักรของโรคร้ายต่างๆนาๆ และเกิดการล้มตายมากขึ้นทุกวัน


ที่มา: https://th.wikipedia.org/

นายบุญผ่อง  สิริเวชพันธ์ 

วีรบุรุษคนไทย ผู้ช่วยชีวิตเชลยศึกในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่ได้รับการยกย่องนับถืออย่างมาก ก็คือ นายบุญผ่อง สิริเวชพันธ์  ท่านเป็นนายกเทศมนตรีและพ่อค้าไทย ณ.ตำบล ปากแพรก อำเภอ เมืองกาญจน์ จังหวัด กาญจนบุรี ได้รับสัมปทานในการส่งอาหารให้แก่แคมป์เชลยศึกของกองทัพญี่ปุ่น ท่านรับรู้ถึงความยากลำบากของเชลยศึก จึงให้ความช่วยเหลือในด้านต่างๆ ทั้งเรื่องเสบียงอาหาร หรือ แบตเตอรี่ โดยเฉพาะยารักษาโรคที่ซ่อนอยู่ด้วยวิธีการหลากหลายรูปแบบอาทิเช่น ซ่อนยาในหัวกะหล่ำ บุหรี่  กระป่องนม หรือ ตามตัว ให้แก่  “ พันโท อี.อี. เวียรี ดันลอป” นายแพทย์ชาวออสเตรเลีย จากการช่วยเหลือของนายบุญผ่องนั้นทำให้สามารถช่วยเหลือชีวิตของเชลยศึกได้นับร้อยนับพันชีวิต

เหตุการณ์การทิ้งระเบิด

ในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ.2487 สะพานข้ามแม่น้ำแควถูกฝ่ายสัมพันธมิตรโจมตี โดยได้มีการทิ้งระเบิดอย่างหนักและต่อเนื่องกันหลายสิบครั้ง  จนในที่สุดสะพานข้ามแม่น้ำแควก็ได้พังลงและเกิดความเสียหายอย่างหนักในช่วงที่ 4-6 ของตัวสะพานและไม่สามารถใช้การได้ จนกระทั่งภายหลังสงครามสิ้นสุดลง รัฐบาลไทยได้ทำการซ่อมแซมใหม่และใช้งานได้ดังเดิมเมื่อปี พ.ศ.2489

สงครามในอดีตเป็นบทเรียนชั้นเลิศที่สอนให้บรรพชนรุ่นหลังได้เรียนรู้และตระหนักถึงความโหดร้าย และความทารุณที่เกิดขึ้นจากฝีมือมนุษย์ ความขัดแย้งจากสงครามย่อมส่งผลให้เกิดความสูญเสียเรื่อยมา วิบากกรรมของเชลยศึกในทางรถไฟสายมรณะนั้น เป็นเพียงส่วนหนึ่งของผลกระทบที่เกิดขึ้นจากความไม่เข้าใจซึ่งกันและกัน และยังเป็นแบบอย่างสำคัญที่ทำให้เห็นถึงการสร้างมิตรไมตรี ความมีน้ำใจของเพื่อนมนุษย์ โดยไม่มีเรื่องสัญชาติ เผ่าพันธุ์ หรือภาษามาเกี่ยวข้อง ดั่งเช่น นายบุญผ่อง  สิริเวชพันธ์ ให้ความช่วยเหลือแก่เชลยศึก โดยที่ตนเองนั้นไม่ได้รับผลประโยชน์แต่อย่างใด เพียงเพื่อต้องการช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ให้หลุดจากความทารุณและความโหดร้ายจากสงคราม  จึงเห็นได้ว่าการที่พยายามหาทางออกด้วยกำลังนั้น ล้วนแต่เกิดความสูญเสีย แต่หากลองเปิดใจหันหน้าเข้าหากัน ยอมรับความคิดบนพื้นฐานแห่งความเท่าเทียมของการเป็นมนุษย์ ก็จะสามารถร่วมกันสร้างประตูทางออกที่มีแต่ความสันติสุขร่วมกันได้


อ้างอิง

กลุ่มงานข้อมูลสารสนเทศและการสื่อสาร สำนักงานจังหวัดกาญจนบุรี ๒๕๕๖. ประวัติความเป็นมา (ออนไลน์). สืบค้นเมื่อ ๒๖ มีนาคม ๒๕๕๙, จาก : http://www.kanchanaburi.go.th/au/sapanfestival2556/history.php.

วันชัย ตัน. ๒๕๕๖. บุญผ่อง สิริเวชพันธ์ “หนี้ที่ใช้คืนไม่หมด” (ออนไลน์). สืบค้นเมื่อ ๒๖ มีนาคม ๒๕๕๙, จาก : http://www.sarakadee.com/blog/oneton/?p=1338.

สงศักดิ์ ๒๕๕๑. ประวัติรถไฟสายมรณะ (ออนไลน์). สืบค้นเมื่อ ๒๖ มีนาคม ๒๕๕๙, จาก : http://allknowledges.tripod.com/deadrailway.html

Amazing Thailand ๒๕๕๙. สะพานข้ามแม่น้ำแคว (ออนไลน์). สืบค้นเมื่อ ๒๖ มีนาคม ๒๕๕๙, จาก : http://www.kanchanaburi-info.com/th/muang.html

Paiduaykan.com ๒๕๕๑. ทางรถไฟสายมรณะ (ออนไลน์). สืบค้นเมื่อ ๒๖ มีนาคม ๒๕๕๙, จาก : http://www.paiduaykan.com/province/central/kanjanaburi/railway.html

Yuttachai Supkham ๒๕๕๕. ประวัติสะพานข้ามแม่น้ำแคว (ออนไลน์). สืบค้นเมื่อ ๒๖ มีนาคม ๒๕๕๙, จาก : https://sites.google.com/site/yuttachaisupkham2/2

อ่านเพิ่มเติม »

เหตุการณ์การทิ้งระเบิดปรมาณูที่เมืองฮิโรชิมา

โดย กันยาวีร์ แสงสีแก้ว

 “สงครามย่อมส่งผลกระทบต่อจิตใจ ความเจ็บปวดของผู้คนในยุคก่อนยังคงส่งผลต่อจิตใจของผู้คนในยุคหลัง…” (ปิยะโชค ถาวรมาศ, 2556)

เรื่องราวของการทำลายล้างมวลมนุษยชาติด้วยอาวุธครั้งแรกในประวัติศาสตร์นั้น เกิดขึ้นเมื่อ 6 สิงหาคม ค.ศ. 1945 ณ จักรวรรดิญี่ปุ่น  หากย้อนกลับไปในปี ค.ศ.1920 จะพบว่าญี่ปุ่นเกิดปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำอย่างหนัก แนวคิดเรื่องการปกครองแบบเผด็จการมีอิทธิพลในหมู่ของทหารญี่ปุ่น อีกทั้งยังได้รับการสนับสนุนจากประชาชนที่ตกอยู่ในสภาวะอับจนทางเศรษฐกิจ เกิดการแยกตัวเป็นอิสระของกองทัพจากการบังคับของรัฐบาล ต่อมาในปี ค.ศ. 1931 กองทัพญี่ปุ่นได้เข้ายึดแมนจูเรียของจีน โดยที่รัฐบาลญี่ปุ่นไม่ทราบเรื่อง ถือว่ากองทัพไม่ยอมรับอำนาจของรัฐบาลได้อย่างชัดเจน

ประเทศญี่ปุ่นมีรูปแบบการบริหารจัดการประเทศเผด็จการแบบฟาสซิสต์เหมือนยุโรป นับตั้งแต่ นายพลฮิเดกิ โตโจ นายทหารคนสำคัญ ได้รับการแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ในปี ค.ศ. 1941 ทางยุโรปเกิดสงครามรุกรานกัน ช่วงเริ่มสงครามแรกๆนั้น ญี่ปุ่นท่าทางจะไปได้สวยเลยทีเดียว ขณะที่ทูตญี่ปุ่นกำลังดำเนินการเจรจาทางการทูตเพื่อแก้ไขปัญหากับสหรัฐอเมริกาอยู่นั้น ได้เกิดเหตุการณ์หนึ่งขึ้นซึ่งกองทัพญี่ปุ่นได้บุกเข้าเพิร์ลฮาร์เบอร์ซึ่งเกาะเล็กๆ ของหมู่เกาะฮาวาย ตีฐานทัพของสหรัฐอเมริกาที่อยู่บนเกาะ ซึ่งถือเป็นฐานทัพใหญ่ของสหรัฐอเมริกาที่คุมกำลังด้านแปซิฟิก โดยที่อเมริกาทำอะไรไม่ได้เลย ขณะเดียวกันญี่ปุ่นเริ่มบุกรุกเพื่อนบ้านในแถบเอเชีย อาคเนย์ ไม่มีประเทศไหนสามารถต้านทานญี่ปุ่นได้ กองกำลังของญี่ปุ่นเข้มแข็งมาก และการเข้าโจมตีเกาะเพิร์ลฮาร์เบอร์ของญี่ปุ่นในครั้งนั้น สร้างความไม่พอใจให้แก่สหรัฐอเมริกา เป็นการดันให้ทั้ง ญี่ปุ่นและสหรัฐอเมริกา เข้าสู่สงครามโลกครั้งที่สอง

แต่เมื่อถึงช่วงปลายสงครามโลกครั้งที่ 2 นั้น ญี่ปุ่นเริ่มอ่อนแอ ไม่สามารถต้านประเทศมหาอำนาจอย่างอเมริกาได้ เรือบรรทุกนํ้ามันโดนโจมตี เรือที่ขนเสบียงก็โดนตี คนญี่ปุ่นที่ไปรบในแถบอาเซียนเสียชีวิต จากการขาดเสบียงอาหารและยารักษาโรคเป็นจำนวนมาก ในประเทศญี่ปุ่น เครื่องบินอเมริกาบินมาถล่มญี่ปุ่นทุกค่ำคืน เมืองใหญ่ๆ ไม่ว่าจะเป็นโตเกียว โอซาก้า นาโกย่า ตอนปลายสงครามโดนถล่มแทบจะเป็นเมืองร้าง ทั้งทหารและพลเรือนเสียชีวิตเป็นจำนวนมาก

ย้อนกลับไปตั้งแต่เกาะเพิร์ลฮาร์เบอร์โดนญี่ปุ่นถล่มยับเยิน ได้มีโครงการหนึ่งเกิดขึ้น เป็นโครงการที่เร่งเครื่องไปข้างหน้า อย่างลับ ๆ ซึ่งโครงการนั้นก็คือ โครงการสร้างระเบิดนิวเคลียร์ การทดลองระเบิดนิวเคลียร์ลูกแรกของโลก ซึ่งนั่นคือว่าที่หายนะของเมืองฮิโรชิมาที่จะกล่าวต่อไป



สถานการณ์สงครามโลกเริ่มคลี่คลายไปมากถึงปี ค.ศ. 1944 และโครงการสร้างระเบิดนิวเคลียร์นี้ได้ประสบผลสำเร็จในกลางปี คศ. 1945 สหรัฐอเมริกาจึงเตรียมที่จะใช้อาวุธนี้จัดการกับประเทศญี่ปุ่น ได้ยื่นคำขาดให้ญี่ปุ่นยอมจำนน แต่ญี่ปุ่นหายอมจำนนไม่

และแล้วในวันที่ 6 สิงหาคม 1945 เครื่องบินบี-29 ลำหนึ่งได้บินอยู่เหนือเมืองฮิโรชิมา เพื่อตรวจสอบสภาพอากาศ ทำให้ประชาชนตื่นกลัวและหลบอยู่ในที่กำบัง เครื่องบินตรวจสอบสภาพอากาศรายงานผลไปยัง อีโนล่า เกย์  เมื่อเครื่องบินตรวจสอบอากาศบินเลยผ่านไปโดยไม่มีการโจมตี ช่วงนั้นดูเหมือนปลอดภัยแล้ว ต่อมา ในเวลา 8:15 นาฬิกา ระเบิดปรมาณู “Little Boy” ถูกจุดระเบิด ณ ตำแหน่งความสูง 580 เมตร เหนือเมืองฮิโรชิมา โดยทิ้งจากเครื่องบินของสหรัฐอเมริกาชื่อ “อีโนล่า เกย์” ที่เพดานบินสูง 9,500 เมตร
 

ภาพถ่ายทางอากาศของเมืองฮิโรชิมา ก่อนและหลังถูกระเบิดปรมณูทำลาย

หลังจากหล่นลงมา 43 วินาที กลไกที่ทำงานตามเวลาและแรงดันอากาศก็เริ่มกระบวนการจุดระเบิด  เกิดเป็นควันขาวอมเขียวพวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้าเป็นรูปดอกเห็ดสูงถึง 10 กิโลเมตร อันเป็นลักษณะเฉพาะของระเบิดนิวเคลียร์และเกิดแสงสว่างอันเจิดจ้า แรงระเบิดขนาด 15 กิโลตัน ระเบิดเหนือพื้นดิน 500 เมตร ปล่อยอานุภาพทำลายล้างออกมาทีละขั้น ประกายไฟที่ออกมาจากลูกไฟยักษ์ที่กว้างถึง 300 เมตร ทำให้อุณหภูมิที่อยู่ด้านล่างลูกไฟนั้นสูงถึง 4,000 องศาเซลเซียสและในอาณาบริเวณรัศมี 1 กิโลเมตร ความร้อนสูงขึ้นถึง 540 องศาเซลเซียส รังสีความร้อนหลอมละลายทุกอย่างที่อยู่ในที่โล่ง ถ้าไม่ระเหยกลายเป็นไอ ก็กลายเป็นเถ้าถ่านไปในทันที



ประชาชนที่โชคดีที่อยู่รัศมีเขตศูนย์กลางจะตายอย่างมีความสุขในทันทีโดยไม่รู้สึกตัว ร่างกายจะแปรสภาพเป็นเถ้าถ่านในชั่วพริบตาเดียว ผู้คนที่อยู่ห่างออกไป จะได้รับผลกระทบจากกระแสความร้อน ทำให้บาดเจ็บทรมานอย่างมาก ผิวไหม้และอิทธิฤทธิ์อีกประการของระเบิดตามมาคือ "แรงระเบิด" ซึ่งเป็น shock wave ความเร็วเบื้องต้นถึง 3.2 กิโลเมตรต่อวินาที แรงระเบิดทำให้เมืองฮิโรชิมาทลายราบเป็นหน้ากลองทั้งเมือง ยังคงเหลืออาคารก่อสร้างอยู่เพียง 10 เปอร์เซ็นต์ของที่มีเดิมเท่านั้น ปฏิบัติการของทหารอเมริกันครั้งนั้นคร่าชีวิตคนไปราว 240,000 คน ถึงกระนั้นญี่ปุ่นยังไม่ยอมจำนน สหรัฐอเมริกาจึงได้ทิ้งระเบิดปรมาณูลูกที่สองใส่ญี่ปุ่นที่นางาซากิอีก จึงเป็นการยุติสงครามโดยสิ้นเชิง รัฐบาลญี่ปุ่นจึงประกาศยอมจำนนอย่างไม่มีเงื่อนไข

ฮิโรชิมา เป็นเมืองเป้าหมายที่ถูกเลือกเป็นแห่งแรกเนื่องมาจาก 1.พื้นที่ของเป้าหมายต้องมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 3 ไมล์และเป็นเขตชุมชุนที่สำคัญขนาดใหญ่ เมื่อปล่อยระเบิด ต้องสามารถทำลายล้างและสร้างความเสียหายได้อย่างมีประสิทธิภาพ 2.เป้าหมายมียุทโธปกรณ์ โรงผลิตอาวุธมากมายและที่ตั้งของกองทัพทหารต้องได้รับการระบุที่ตั้งแน่นอน เพื่อป้องกันหากการทิ้งระเบิดเกิดข้อผิดพลาด เมื่อมีการเลือกแบบนี้ทำให้ฮิโรชิมาเหมาะแก่การทิ้งระเบิดเป็นอย่างยิ่ง  

ในสงครามโลกครั้งที่สอง ถือเป็นสงครามแห่งการสูญเสียของทุกประเทศทั้งเข้าร่วมและไม่เข้าร่วมแต่ได้รับความสูญเสียด้วยในสงครามโลกครั้งนี้ ซึ่งมีหลายเมืองที่ประสบกับการสูญเสียที่ไม่อาจลบเลือน แค่เพียงไม่สามารถเทียบเคียงกับเหตุระเบิดของเมือง ฮิโรชิมา แห่งนี้ได้เท่านั้น

อ้างอิง :

เคยสงสัยหรือไม่?? ทำไมต้องเป็นฮิโรชิมา และนางาซากิ    ค้นเมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2559  จาก http://www.unigang.com/Article/4310

เหตุการณ์ทิ้งระเบิดปรมณูที่ฮิโรชิม่า    ค้นเมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2559  จาก http://pantip.com/topic/30392023

ระเบิดปรมาณูนิวเคลียร์ ถล่มเมืองฮิโรชิมากับนางาซากิ. ค้นเมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2559,  จาก http://www.neutron.rmutphysics.com/science-news/index.php?option=com_content&task=view&id=836&Itemid=4

รำลึกถึงการทิ้งระเบิดปรมาณู. ค้นเมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2559,  จาก http://www.baanjomyut.com/library_2/atom/04.html

6 สิงหาคม ย้อนรอยประวัติศาสตร์ เมืองฮิโรชิมา. ค้นเมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2559,  จาก http://www.vcharkarn.com/varticle/44012

รำลึกถึงโศกนาฏกรรมครั้งร้ายแรงที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ของโลก. ค้นเมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2559,  จาก http://www.unigang.com/Article/3286



อ่านเพิ่มเติม »

โศกนาฏกรรมในมิวนิค

โดย จารุวรรณ แก้วไทย

มิวนิค (Munich) เป็นเมืองหลวงของรัฐบาวาเรีย (Bavaria) ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของประเทศเยอรมนี ซึ่งเป็นเมืองที่ใหญ่เป็นอันดับที่สามของเยอรมนี รองจากอันดับหนึ่งคือเบอร์ลิน และอันดับสองคือฮัมบูร์ก อีกทั้งยังเป็นเมืองที่มีความมั่งคั่งเป็นอันดับต้นๆในทวีปยุโรป จึงเป็นเมืองที่มีความสำคัญ และมีเหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้นมากมายในเมืองแห่งนี้ ซึ่งในบางเหตุการณ์ เรียกได้ว่าเป็นโศกนาฏกรรมที่นำความสลดใจสู่ผู้รับรู้เป็นอย่างยิ่ง

เหตุการณ์ที่ถือเป็นโศกนาฏกรรมครั้งหนึ่งที่เกิดขึ้นที่มิวนิค อันเป็นเหตุการณ์ที่ทำให้แฟนฟุตบอลทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ต้องจดจำความโศกเศร้าเสียใจ จากโศกนาฏกรรมที่ไม่มีใครคาดคิดว่าจะเกิดขึ้น  โศกนาฏกรรมอันเป็นเหตุให้ยอดทีมที่แข็งแกร่งและยิ่งใหญ่ที่สุดในขณะนั้น และเป็นทีมที่ดีที่สุดในประวัติศาสตร์ของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ถูกทำลายลงไป

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1958 ทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ต้องเดินทางโดยเครื่องบินอลิซาเบธัน จากกรุงเบลเกรด ประเทศเซอร์เบีย เพื่อไปแข่งขันฟุตบอลยูโรเปี้ยนคัพ รอบก่อนรองชนะเลิศ ในระหว่างการเดินทางต้องแวะเติมเชื้อเพลิงที่สนามบินกรุงมิวนิค แต่เนื่องจากในขณะนั้นมีพายุหิมะเกิดขึ้น ในขั้นตอนการนำเครื่องลงต้องเผชิญกับปัญหาทางทัศนวิสัย เนื่องจากเมฆลอยต่ำ มีหิมะตก นักบินสามารถนำเครื่องลงจอดได้หลังจากต้องขับวนอยู่เป็นเวลานาน และในขั้นตอนการนำเครื่องบินขึ้นสู่ท้องฟ้าก็ประสบกับปัญหานี้เช่นกัน รันเวย์เต็มไปด้วยหิมะ และมองไม่เห็นทัศนียภาพนอกกระจกเนื่องจากถูกปกคลุมไปด้วยหิมะ นักบินพยายามเร่งเครื่องเพื่อที่จะออกตัว แต่แทนที่หัวเครื่องจะเชิดขึ้นฟ้ากลับดิ่งลงละพุ่งไปข้างหน้า ทำให้เครื่องบินพุ่งชนแนวกั้นและบ้านเรือนในละแวกนั้น ปีกและหางของเครื่องบินได้รับความเสียหายและเกิดระเบิดขึ้น


ภาพนักเตะทีมแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด ภาพถ่ายก่อนขึ้นเครื่อง

อุบัติเหตุในครั้งนี้ทำให้มีนักเตะเสียชีวิต 8 ราย ได้แก่วอลเตอร์ คริกเมอร์, ทอม เคอร์รี่, เบิร์ท วอลลี่ย์, ทอมมี่ เทย์เลอร์, เดวิด เพ็กก์, เจฟฟ์ เบนท์, เอ็ดดี้ โคลแมน, โรเจอร์ เบิร์น, มาร์ค โจนส์, เลียม วีแลน คนที่เสียชีวิตในเวลาต่อมา หลังเข้ารับการรักษาที่โรงพยายาบาลคือ ดันแคน เอ็ดเวิร์ดส์ ซึ่งได้รับการขนานนามว่าเป็นตำนานที่ยิ่งใหญ่, ทอม แจ๊คสัน และ แฟร้งค์ สวิฟต์ นอกจากนี้ยังมีสื่อมวลชน ทีมงานของสโมสรและนักบิน นาฬิกาที่สนามโอลด์ แทรฟฟอร์ด ซึ่งเป็นสนามของสโมสรแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ถูกหยุดไว้ในเวลา 15.03 น. เพื่อเป็นการไว้อาลัยและเป็นสิ่งย้ำเตือนให้ระลึกถึงความสูญเสียที่เคยเกิดขึ้น

อีกหนึ่งโศกนาฏกรรมที่เป็นที่น่าหวาดกลัวและน่าเศร้าอีกเหตุการณ์หนึ่งที่เกิดขึ้นในมิวนิค คือ เหตุก่อการณ์ร้ายที่เกิดขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1972 กรุงมิวนิคได้เป็นเจ้าภาพในการจัดการแข่งขันกีฬาโอลิมปิก ครั้งที่ 20 ที่โอลิมปิก สเตเดียม ทั้งนี้วัตถุประสงค์ของการจัดการแข่งขันคือ เพื่อสร้างสัมพันธภาพทีดีต่อกันระหว่างประเทศในสังคมโลก แต่กลับเกิดโศกนาฏกรรมอันน่าเศร้าที่เกิดจากความแตกต่างทางด้านชาติพันธุ์ อุดมการณ์ ความเชื่อและศาสนา

ในวันที่ 5 กันยายน ค.ศ. 1972  เวลา 04.30 น. ตามเวลาเยอรมัน ได้เกิดการกลุ่มผู้ก่อการร้ายชาวปาเลสไตน์ที่เรียกตัวเองว่า ขบวนการกันยาทมิฬ หรือ Black September  จำนวน 8 คน พร้อมอาวุธปืนและระเบิดครบมือ บุกเข้าไปยังที่พักนักกีฬาชาวอิสราเอลในหมู่บ้านนักกีฬา เกิดการต่อสู้กันขึ้นทำให้ผู้ก่อการร้ายสังหารนักกีฬาอิสราเอลลงทันที 2 คน และมีผู้ก่อการร้ายตายไป 2 คน จากนั้นมีการจับตัวนักกีฬาและเจ้าหน้าที่รวม 9 คน เป็นตัวประกัน เพื่อใช้เป็นข้อเรียกร้องให้อิสราเอลปล่อยตัวนักโทษชาวปาเลสไตน์ 234 คน และอีก 2 คนที่ถูกคุมขังอยู่ที่เยอรมนี แต่รัฐบาลอิสราเอลปฏิเสธ

ในเวลา 15.30 น. ได้มีการยุติการแข่งขันกีฬาไว้ชั่วคราว กลุ่มผู้ก่อการร้ายต้องการนำตัวประกันไปที่อียิปต์เนื่องจากอียิปต์เป็นพันธมิตรกับโลกอาหรับ จึงได้ขอเฮลิคอปเตอร์ 2 ลำ เพื่อขนตัวประกันกับสมาชิกในกลุ่มขบวนการกันยาทมิฬไปลงที่สนามบินมิวนิค และขอเครื่องบินเจ็ทเพื่อไปยังสนามบินไคโร ประเทศอียิปต์ ซึ่งฝ่ายตำรวจประเทศเยอรมนีได้จัดให้ไปตามข้อเรียกร้อง

เมื่อล่วงเข้าวันที่ 6 กันยายน เวลา 00.30 น. ตำรวจเยอรมันได้วางแผนที่จะตลบหลังกลุ่มผู้ก่อการร้ายเพื่อจะชิงตัวประกัน มีการลงมืออย่างสะเปะสะปะเนื่องจากขาดประสบการณ์และไม่มีความเชี่ยวชาญในการรับมือกับการก่อการร้าย การช่วยเหลือและชิงตัวประกัน อีกทั้งยังไม่รับฟังคำแนะนำจากเจ้าหน้าที่ชาวอิสราเอล ทำให้เกิดการยิงต่อสู้กันระหว่างตำรวจและกลุ่มผู้ก่อการร้าย จนในที่สุด คนร้ายกราดยิงและได้ขว้างระเบิดใส่เฮลิคอปเตอร์ที่กักตัวประกันไว้ทั้งสองลำ ทำให้ตัวประกันเสียชีวิตทั้งหมด เวลาประมาณ 01.30 น. การยิงต่อสู้จบลง ผู้ก่อการร้ายเสียชีวิตไป 3 คน ซึ่งตายในการต่อสู้กับทีมนักกีฬาอิสราเอลที่บ้านพักนักกีฬา 2 คน  ถูกจับ 3 คน ฝ่ายตำรวจเยอรมันเสียชีวิต 1 นาย ส่วนอิสราเอลสูญเสียตัวประกันทั้ง 11 คนรวมกับนักกีฬาที่ต่อสู้กับผู้ก่อการร้ายที่บ้านพักนักกีฬา

หลังจากเหตุการณ์นั้น อิสราเอลได้เรียกตัวนักกีฬาที่เหลือกลับประเทศ และได้มีการลดธงโอลิมปิกลงเป็นเวลา 34 ชั่วโมงเพื่อเป็นการไว้อาลัยแก่นักกีฬาและเจ้าหน้าที่ที่เสียชีวิต นอกจากนี้ยังมีการเรียกร้องให้มีการจัดพิธีรำลึกขึ้นในสถานที่จัดโอลิมปิกทุกรบหลังจากนี้ เพื่อเป็นการระลึกถึงเหตุการณ์ความสูญเสีย และเป็นการประณามความชั่วร้ายของกลุ่มผู้ก่อการร้าย

เหตุการณ์ทั้งสองเหตุการณ์ข้างต้นเป็นโศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้นที่มิวนิค ประเทศเยอรมนี แม้สาเหตุของทั้งสองเหตุการณ์จะมีที่มาที่แตกต่างกัน แต่บทสรุปของเหตุการณ์คือความโศกเศร้าเสียใจของผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องและผู้ที่ได้รับรู้ แม้เหตุการณ์จะผ่านไปเป็นเวลานานแล้ว ความสูญเสียที่ไม่ควรเกิดขึ้นก็ยังคงเป็นที่จดจำและเป็นสิ่งย้ำเตือนให้ระลึกถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเสมอมา


อ้างอิง

มิวนิค 15.03 น. สืบค้นเมื่อ 25 มีนาคม 2559, จาก http://www.redarmyfc.com/content.php?id=153

โศกนาฏกรรมที่มิวนิค. สืบค้นเมื่อ 25 มีนาคม 2559, จาก  http://manuthailand.com/โศกนาฏกรรมที่มิวนิค/

ชาวอิสราเอล รำลึกเหตุฆ่าชาวยิวในโอลิมปิกที่มิวนิค. สืบค้นเมื่อ 25 มีนาคม 2559, จาก http://news.voicetv.co.th/world/46782.html

เกิดสังหารหมู่ในกีฬา โอลิมปิกที่ประเทศเยอรมนี. สืบค้นเมื่อ 25 มีนาคม 2559, จาก http://guru.sanook.com/26554/


อ่านเพิ่มเติม »

เหตุการณ์สังหารหมู่ที่นานกิง

โดย สิรภัทร พงษ์พันธ์

“สงครามย่อมส่งผลกระทบต่อจิตใจ ความเจ็บปวดของผู้คนในยุคก่อนยังคงส่งผลต่อจิตใจของผู้คนในยุคหลัง…” (ปิยโชค ถาวรมาศ, 2556)

ย้อนกลับไปในยุคสงครามครั้งที่สอง เมื่อญี่ปุ่นต้องการสร้างจักรวรรดิญี่ปุ่นโดยการรวบรวมชาติใกล้เคียงเสียก่อน เคราะห์ร้ายจึงตกไปที่เกาหลี จีน ในช่วงนั้น จีน แตกฝ่ายเป็น 2 ฝ่าย คือ ฝ่ายโลกเสรี กับ ฝ่ายคอมมิวนิสต์ จึงทำให้ญี่ปุ่นซึ่งเป็นประเทศที่มีประชากรน้อยกว่ามาก หากเทียบกับจีน สามารถเข้าตีและทำการยึดจีนได้ไม่ยาก เพราะจีนต้องรับศึก 2 ด้าน คือ ต้องแย่งชิงอำนาจกันเอง แล้ว ยังต้องมารบกับญี่ปุ่น จากนั้นไม่นาน ญี่ปุ่นก็สามารถยึดเมืองจีนได้บางส่วนและยังรุกคืบไปยังเมืองต่างๆ รวมถึงเมืองนานกิงก็เป็นเป้าหมายต่อไป ในเวลาสั้นๆเพียง 6 สัปดาห์ ทหารญี่ปุ่นได้สังหารชาวนานกิงอย่างไร้เหตุผลไปกว่า 3 แสนคน

กองทัพญี่ปุ่นบุกนานกิง

เหตุการณ์เริ่มขึ้นเมื่อวันที่ 9 ธันวาคม ค.ศ.1937 กองทัพญี่ปุ่นสามารถเข้าประชิดกำแพงเมืองนานกิงแต่ได้ชะลอการบุกไว้ กองทัพญี่ปุ่นอยากให้กองทัพทหารจีนยอมถอยออกจากนานกิงอย่างสงบพร้อมกับชาติตะวันตกภายใน 24 ชม. แต่เจียงไคเซ็คปฏิเสธและออกคำสั่งให้ทหารป้องกันเมืองนานกิงจนสุดชีวิต แต่ก็ไม่สามารถต้านทานญี่ปุ่นได้เลย ภายในระยะเวลา 4 วัน ทหารญี่ปุ่นสามารถเข้ายึดพื้นที่นานกิงได้สำเร็จ จากการปะทะกันครั้งนั้นทหารจีนเสียชีวิตในสมรภูมิประมาณ 50,000 นาย นายทหารที่เหลือตกเป็นเชลยและถูกประหารในภายหลัง มีเพียงเขตปลอดภัยของชาวตะวันตกเท่านั้นที่ทหารไม่สามารถเข้าไปยุ่งได้


ที่มา: จากหนังสือสงครามจีน-ญี่ปุ่น มหาสงครามของสองยักษ์ใหญ่แห่งเอเชีย,2556

การดำเนินการกับเชลยจีน

แม้ทหารญี่ปุ่นจะปราศจากการต่อต้านของทหารจีนแล้วก็ตาม ความรุนแรงน่าจะหยุดตั้งแต่ตอนนั้น แต่กลับเป็นเพียงแค่การเริ่มต้น เนื่องจากการควบคุมฝูงชนจำนวนมากเป็นเรื่องที่ยากและยังขาดแคลนอาหาร ทหารญี่ปุ่นจึงต้องกำจัดเชลยทิ้งบางส่วนออก...ปฏิบัติการเกมสังหารเชลยของญี่ปุ่นจึงได้เริ่มต้นขึ้น

ในวันที่ 13 ธันวาคม ค.ศ.1937 เริ่มจากการสังหารเชลยด้วยการใช้ดาบแข่งกันให้ได้มากที่สุดโดยตั้งเป้าไว้ที่ 2,000 คน แต่การใช้ดาบนั้นอาจจะล่าช้าเกินไป ทหารญี่ปุ่นจึงเปลี่ยนมาใช้ปืนแทน

ในวันที่ 18 ธันวาคม ค.ศ. 1937 สังหารโหดได้เริ่มขึ้นอีกครั้ง เมื่อทหารญี่ปุ่นได้รับอนุญาตให้สังหารชาวจีนได้โดยไม่ต้องรอคำสั่ง ทหารญี่ปุ่นเริ่มไล่ล่าสังหารชาวจีนอย่างไม่เลือกหน้า การสังหารชาวจีนกลายเป็นสิ่งบันเทิงของทหารญี่ปุ่นในเวลานั้น การทรมานในรูปแบบพิสดารถูกคิดขึ้นมาแบบไม่มีที่สิ้นสุด เช่น


ที่มา : https://th.wikipedia.org/wiki/
- ทหารญี่ปุ่นเชลยศึกไปยืนหน้าแม่น้ำแยงซี และมัดเชลยศึกเหล่านั้นเข้าด้วยกันเป็นจำนวนหลายแถว และเปิดฉากยิงใส่ด้วย ปืนกล  และให้แถวต่อผลักศพลงแม่น้ำก่อนจะถูกยิงเป็นแถวต่อไป
- ตัดหัวหรือสับเหยื่อเป็นชิ้นๆแล้วโยนให้สุนัขกิน ตอกเชลยไว้กับแผ่นไม้แล้วให้รถถังแล่นทับ ใช้เป็นที่ซ้อมเสียบดาบปลายปืน ควักลูกตา หั่นจมูกและใบหูก่อนเผาทั้งเป็น
- การบังคับเหยื่อลงบ่อน้ำตื้นๆและทิ้งระเบิดมือจำนวนมากตามลงไป ยิ่งน้ำตื้นเท่าไหร่เป้าหมายยิ่งโดนสะเก็ดระเบิดได้มากเท่านั้น ทั้งเลือด เนื้อ อวัยวะถูกแรงระเบิดฉีกกระจายลอยเป็นชิ้นๆ   การขุดหลุมขนาดใหญ่เพื่อฝั่งทั้งเป็นบ้างก็ขุดหลุมฝั่งเหยื่อแล้วเหลือแต่หัวทิ้งไว้ปล่อยให้อดตาย   
การข่มขืน

เรื่องที่น่าสะเทือนใจอีกเรื่อง คือเรื่องการข่มขืนชาวจีน  ผู้หญิงจีนส่วนมากถูกทหารญี่ปุ่นข่มขืนแล้วฆ่าทิ้ง ซึ่งการฆ่าเหยื่อหลังข่มขืนเป็นคำสั่งของนายทหารใหญ่ในสมัยนั้นการข่มขืนถือเป็นเรื่องผิดกฎหมาย ดังนั้นเมื่อข่มขืนเสร็จจึงจำเป็นต้องฆ่าปิดปากซะ

การข่มขืนเกิดขึ้นแทบทุกวันโดยไม่เลือกที่ เลือกเวลา  หญิงบางรายถูกข่มขืนแล้วบังคับให้คนในครอบครัวนั่งดูก่อนลงมือสังหาร บางรายถูกจับมัดกับเก้าอี้ เตียง เสาไฟ ในสภาพเปลือยเพื่อที่ทหารญี่ปุ่นจะได้กระทำชำเราเธอได้ทุกเวลา เฉลี่ยแล้วหญิงรายหนึ่งถูกทหารข่มขืนมากกว่า 20 นาย บ้างโดนซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนเสียชีวิต เด็กอายุ 12 จนถึงหญิงชราวัย 80 ก็หนีไม่พ้น แม้แต่แม่ชี ที่โหดร้ายไปว่านั้นคือ การข่มขืนและทารุณกรรมกับผู้หญิงท้องแก่ และทำการผ่าท้องแล้วเอาเด็กออกมา นำดาบปลายแหลมเสียบเล่น หรือไม่ก็ตัดหัวเด็กและเอามาเตะเล่นเป็นลูกฟุตบอล

การทดลอง

นอกจากนั้นเหยื่อชาวจีนยังถูกทารุณกรรมในด้านต่างๆ โดยเฉพาะการถูกนำมาทดลองด้วยวิธีการต่างๆ เช่น
- นักโทษจะถูกตัดแขน ตัดขา แล้วปล่อยให้เลือดไหลจนหมดตัว เพื่อดูว่าร่างกายจะเป็นเป็นอย่างไร ทนได้แค่ไหน
- ตัดแยกชิ้นส่วนอวัยวะออกมา แล้วนำไปติดในส่วนอื่น ๆ เช่น สลับแขนซ้ายกับขวา สลับมือกับเท้า
- นำเชลยมาแช่แข็ง เพื่อศึกษาเรื่องเนื้อตายจากความเย็น
- ฉีดเชื้อโรคเข้าไปในร่างกาย แล้วเพาะเอาเชื้อเพื่อทดลองหาวัคซีนแก้
นี้เป็นเพียงตัวอย่างความโหดร้ายเพียงส่วนหนึ่ง ที่เกิดขึ้นตั้งแต่นานกิงแตกจนได้รับความช่วยเหลือจากมิตรตะวันตก

การช่วยเหลือจากมิตรตะวันตก

ในช่วงเดือนมกราคม ค.ศ.1938 มิตรชาติตะวันตกได้เข้ามาให้การช่วยเหลือชาวนานกิงทุกวิถีทาง มีภาพถ่ายและเหตุการณ์จริงมากมายที่ชาวตะวันตกในนานกิงได้ถ่ายไว้เป็นหลักฐานและออกมาเปิดโปงให้ชาวโลกได้เห็นถึงความโหดร้ายของญี่ปุ่น เมื่อเรื่องราวถูกเผยแพร่ออกไป ทำให้นายทหาร ญี่ปุ่นหลายนายได้รับโทษ ภายหลังสงครามสิ้นสุดลง แม้ญี่ปุ่นจะออกมายอมรับว่ามีการสังหารเชลยจริง ไม่ยอมรับว่าทหารญี่ปุ่นนั้นได้กระทำการทารุณกรรมใดกับเชลยจึงไม่ชดใช้ค่าเสียหายแต่อย่างใด
หลังสงคราม


รูปโฆษณาชวนเชื่อว่าทหารญี่ปุ่นใจดี ถูกติดทั่วบ้านทั่วเมือง โดยมีข้อความว่า "กลับบ้าน..เราจะให้ข้าวให้น้ำคุณ ขอให้เชื่อมั่นกองทัพญี่ปุ่น  เราจะช่วยเหลือคุณแน่นอน"
ที่มา : หนังสือสงครามจีน-ญี่ปุ่น มหาสงครามของสองยักษ์ใหญ่แห่งเอเชีย,2556

แม้ว่าสงครามโลกครั้งที่สองจบลงไปแล้วด้วยความพ่ายแพ้ของจักรวรรดิญี่ปุ่น แต่จากการกระทำสังหารหมู่ชาวจีนในนานกิงครั้งนั้นทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างจีน-ญี่ปุ่นตกต่ำอย่างถาวรไม่อาจฟื้นฟูขึ้นมาได้เลย เพราะชาวจีนโกรธแค้นญี่ปุ่นเป็นอย่างมากจึงได้ทำการต่อต้านญี่ปุ่นตลอดมา ยิ่งในปัจจุบันประเทศจีนและสหรัฐต่างก็พร้อมใจกันละเลยต่อประวัติศาสตร์ในส่วนนี้ ทำให้ญี่ปุ่นถือโอกาสบิดเบือนความจริงของสงครามในหนังสือประวัติศาสตร์ไม่ให้คนรุ่งหลังได้รับรู้ถึงความโหดร้ายของชาติตนเอง  เป็นสาเหตุให้ประชนชาติเอเชียขาดความเชื่อถือทางด้านการเมืองและด้านความมั่นคงต่อญี่ปุ่น แม้ทั้งสองประเทศจะพยายามแสวงหามิตรภาพ แต่ก็ยังมีชาวจีนออกมาประณามและต่อต้านญี่ปุ่นอย่างต่อเนื่อง


อ้างอิง : 

ปิยโชค ถาวรมาศ. สงครามจีน-ญี่ปุ่น มหาสงครามของสองยักษ์ใหญ่แห่งเอเชีย -- กรุงเทพฯ ก้าวแรก, 2556

HakkaPeople(Thai) ชุมชนชาวฮากกา 泰國客家. ประวัติศาสตร์จีน-การสังหารหมู่ที่นานกิง [ออนไลน์].สืบค้นเมื่อวันที่13กันยายน 2558  เข้าถึงได้จาก: http://hakkapeople.com/node/3600

Iris Chang. The rape of Nanking. แปลโดย ฉัตรนคร องค์สิงห์ -- กรุงเทพมหานครฯ : สำนักพิมพ์มติชน, 2546

อ่านเพิ่มเติม »

เหตุการณ์ 9/11

โดย ศศิธร กุมเหลา

ในเช้าวันที่ 11 กันยายน 2001 เป็นวันที่คนทั่วทั้งโลกต้องช็อค เพราะไม่มีใครเชื่อว่าประเทศที่ทั่วโลกให้การยอมรับว่าเป็นประเทศที่ทรงอิทธิพลที่สุดของโลก และเป็นประเทศที่มีระบบการป้องกันประเทศอย่างเข้มแข็งอย่างสหรัฐอเมริกา จะถูกโจมตีทางอากาศด้วยเครื่องบินสัญชาติตัวเอง เหตุการณ์วินาศกรรมช็อกโลกดังกล่าว เรียกกันสั้นๆ ว่า เหตุการณ์ 9/11

เหตุการณ์ก่อการร้ายครั้งนี้เกิดขึ้นโดยผู้ก่อการร้ายทั้งหมด 19 คนซึ่งเป็นผู้ก่อการร้ายที่พร้อมพลีชีพในแผนปฏิบัติการครั้งนี้ ผู้ก่อการร้ายแบ่งกลุ่มออกเป็น 4 กลุ่มเพื่อแอบแฝงเดินทางกับเครื่องบินโดยสารทั้ง 4 ลำ ซึ่งล้วนแต่เป็นเครื่องบินโดยสารที่มีเวลาออกเดินทางใกล้เคียงกันและเป็นเที่ยวบินที่เดินทางไกลเพราะว่าจะบรรทุกน้ำมันเยอะๆ เมื่อแผนการในขั้นแรก คือผู้ก่อการร้ายสามารถเข้าไปแฝงตัวอยู่ภายในเครื่องบินได้แล้ว เมื่อถึงเวลาที่เหมาะสมดังที่วางแผนไว้จึงลงมือปฏิบัติการจี้เครื่องบินโดยสารก่อวินาศกรรมขึ้นทันที ซึ่งมีลำดับเหตุการณ์ตามเวลาท้องถิ่นดังนี้


ภาพเหตุการณ์เครื่องบินกำลังบินเข้าพุ่งชนตึกเวิลด์เทรด 

เมื่อเวลา  08:45 น. ผู้ก่อการร้ายได้จี้เครื่องบินโดยสารของสารการบินอเมริกัน แอร์ไลน์ เที่ยวบินที่ 11 บรรจุผู้โดยสารทั้งหมด  92 คน ซึ่งกำลังมุ่งหน้าจากเมืองบอสตันเข้าชนกับอาคารเหนือของตึกเวิลด์เทรดเซนเตอร์ โดยเครื่องบินเข้าพุ่งชนส่วนบนของตึกเต็มๆ ทำให้เกิดเพลิงไหม้ตึกอย่างรวดเร็ว

เวลา 09:03 น. ในเวลาไล่เลี่ยกัน เครื่องบินโดยสารของสายการบินยูไนเต็ด แอร์ไลน์ เที่ยวบินที่ 175 บรรจุผู้โดยสาร 65 เดินทางจากเมืองบอสตันเช่นกัน เข้าพุ่งชนตัวอาคารใต้ของตึกเวิลด์เทรดเซนเตอร์ ทำให้เกิดการระเบิดขึ้นอย่างรุนแรง

เวลา 09:43 น. อีก 40 นาทีต่อมาเครื่องบินโดยสารเที่ยวบินที่ 77 ของสายการบินอเมริกัน แอร์ไลน์ เข้าชนกับอาคารเพนตากอน ทำให้บางส่วนของอาคารถล่มลง และในขณะนั้นเองก็มีรายงานการตกของเครื่องบินลำที่ 4 คือสายการบินยูไนเต็ด แอร์ไลน์ เที่ยวบินที่ 93 ซึ่งคาดว่าผู้ก่อการร้ายมีแผนที่จะทำลายที่ทำการของรัฐบาลที่ทำเนียบขาวนั่นเอง ซึ่งตกที่รัฐเพนซิลวาเนียซะก่อน ซึ่งน่าจะเป็นการตัดสินใจพลีชีพของกัปตันเครื่องบินและลูกเรือเพื่อปกป้องทำเนียบขาวเอาไว้

จากนั้นในเวลา 10 นาฬิกาโดยประมาณ อาคารใต้ของตึกเวิลด์เทรดเซนเตอร์ก็ได้ถล่มลงมา ทำให้ทั่วบริเวณนั้นถูกปกคลุมไปด้วยหมอกควัน และในเวลาต่อมาไม่ถึงครึ่งชั่วโมงอาคารเหนือของตึกเวิลด์เทรดเซนเตอร์ก็ได้ถล่มตามมาติดๆ ซึ่งเป็นภาพที่สร้างความสะเทือนใจแก่ผู้อยู่ในเหตุการณ์เป็นอย่างมาก


ภาพโฉมหน้าของ อุซามะฮ์ บินลาดิน ผู้อยู่เบื้องการก่อวินาศกรรม 9/11

จากเหตุการณ์ก่อการร้ายดังกล่าว ทางสหรัฐอเมริกา พุ่งเป้าไปที่กลุ่มผู้ก่อการร้ายอัลกออิดะฮ์ทันที ซึ่งมีนาย อุซามะฮ์ บินลาดิน เป็นผู้นำกลุ่ม ในตอนแรก อุซามะฮ์ บินลาดิน เขาได้ปฏิเสธทุกข้อกล่าวหาว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แต่ภายหลัง 3 ปี ต่อมาเขาจึงได้ออกมายอมรับว่าตนและกลุ่มอัลกออิดะฮ์เป็นผู้อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์ทั้งหมด ซึ่งสาเหตุมากจากคามไม่พอใจของกลุ่มอัลกออิดะฮ์ที่มีต่อมีสหรัฐอเมริกา โดยอ้างว่าสหรัฐได้ให้การสนับสนุนและช่วยอิสราเอล และมีการคงกองกำลังทหารอยู่ในซาอุดิอาระเบีย ตลอดจนสหรัฐมีนโยบายคว่ำบาตรอิรัก ซึ่งทั้งหมดนี้ก็เป็นฉนวนเหตุและแรงจูงใจให้ทำการก่อเหตุดังกล่าว

การก่อวินาศกรรมครั้งนี้จุดประสงค์หลักคือการลุกขึ้นมาตอบโต้การกระทำของสหรัฐที่เข้ามาแทรกแทรง ซึ่งมีแผนการทำลายส่วนที่เป็นหัวใจหรือเป็นส่วนที่สำคัญของที่สุดของสหรัฐอเมริกา นั่นก็คือ ตึกเวิลด์เทรดเซนเตอร์ อาคารเพนตากอน และทำเนียบขาว สถานที่ที่เป็นที่ทำการของรัฐบาลของสหรัฐอเมริกา ซึ่งแผนปฏิการก่อการร้ายดังกล่าวก็ทำการสำเร็จ เมื่อกลุ่มก่อการณ์ร้ายสามารถจี้เครื่องบินและบังคับให้กับตันขับเข้าพุ่งชนตึกเวิลด์เทรดทั้งสอง ซึ่งเป็นศูนย์กลางทางการค้าที่สำคัญได้สำเร็จ ส่วนเครื่องบินอีกลำก็ได้พุ่งเข้าชนอาคารเพนตากอน ทำให้ตัวอาคารเสียหายบางส่วน และเครื่องบินอีกลำที่คาดว่าจะมุ่งหน้าที่ทำเนียบขาวปฏิบัติภารกิจไม่สำเร็จ ทำให้เครื่องบินตกบริเวณรัฐเพนซิลวาเนีย
   
ภายหลังจากเหตุการณ์ก่อวินาศกรรม ได้สร้างความสะเทือนใจและทำลายขวัญแก่ชาวอเมริกาเป็นอย่างมาก เพราะเหตุการณ์ดังกล่าวทำให้มีผู้เสียชีวิตมากว่า 3000 คน ตลอดจนสร้างความเสียหายแก่ทรัพย์สิน แก่เศรษฐกิจ ซึ่งประเมินค่าความเสียหายไม่ได้  และการตอบโต้ของสหรัฐอเมริกาต่อกลุ่มอัลกออิดะฮ์ ก็เกิดขึ้น เมื่อประธานาธิบดีซึ่งตอนนั้นคือ จอร์จ ดับเบิลยู บุช ได้ประกาศทำสงครามกับประเทศที่อยู่ฝ่ายตรงข้ามกับตนทันที และมีการล่าตัวของนาย อุซามะฮ์ บินลาดิน เพื่อมารับผิดชอบกับสิ่งที่เกิดขึ้นให้ได้ ซึ่งภายหลังในช่วงเวลา 10 ปี รัฐบาลของประธานาธิบดี บรารัค โอบามา พร้อมกับหน่วยปฏิบัติการ ซีล 6 ก็สามารถปลิดชีพของบินลาดินได้

เหตุการณ์นี้เป็นเหตุการณ์ที่อยู่ในความทรงจำที่เลวร้ายแก่ทุกคน โดยเฉพาะกับชาวสหรัฐอเมริกาเอง ซึ่งกว่า 13 ปีที่ผ่านมาถึงตอนนี้ ในความรู้สึกของชาวอเมริกันเห็นว่า กลุ่มผู้ก่อการร้ายทำลายได้เพียงแค่วัตถุเท่านั้น แต่ไม่สามารถทำลายความเป็นพี่น้องของชาวอเมริกันได้เลย และการกระทำดังกล่าวทำให้ชาวอเมริกาเป็นประเทศมหาอำนาจที่แข็งแกร่งมากขึ้น แต่ปัญหาการก่อการร้ายก็ยังไม่จบสิ้น กลับยิ่งทวีความรุนแรงมากมากกว่าเดิม เหตุการณ์ก่อการร้ายอาจยังคงมีอยู่เป็นระลอก ตราบใดที่อเมริกายังไม่ทบทวนนโยบายการต่างประเทศในการเข้าไปแทรกแซงประเทศต่างๆ ใหม่


อ้างอิง


วินาศกรรมถล่มตึกเวิลด์เทรด (9/11).สืบค้นเมื่อ 6 ธันวาคม 2558, จาก: http://www.myfirstbrain.com/student_view.aspx?id=92763

วินาศกรรม 11 กันยายน 2544. สืบค้นเมื่อ 6 ธันวาคม 2558, จาก: https://th.wikipedia.org/wiki/

วินาศกรรมถล่มตึกเวิลด์เทรด(9/11). สืบค้นเมื่อ 6 ธันวาคม 2558, จาก: http://www.myfirstbrain.com/student_view.aspx?id=92763

อ่านเพิ่มเติม »

สงครามโลกครั้งที่ 1 (World War I)

โดย กุลวัฒน์ วงศาโรจน์

สงครามโลกครั้งที่ 1 ถือว่าเป็นสงครามที่แย่งชิงความเป็นใหญ่และแข่งขันกันในการแสวงหาผลประโยชน์ของชาติมหาอำนาจในยุโรป จนมีการแบ่งมหาอำนาจเป็นสองฝ่าย ซึ่งต่างฝ่ายต่างแข่งขันกันในด้านการดำเนินนโยบายทางการทูตและทางการทหาร จนก่อให้เกิดสงคราม ซึ่งกินระยะเวลาที่ยาวนานและเกิดผลกระทบที่ตามมาหลายอย่าง

อ่านเพิ่มเติม »