แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สงครามโลก แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สงครามโลก แสดงบทความทั้งหมด

ปฏิบัติการอพยพที่ดันเคิร์ก (Dunkirk evacuation)

โดย สาธิตา  วงษาบุตร

“ดันเคิร์ก” เหตุการณ์จริงที่ถูกหยิบขึ้นมาถ่ายทอดเรื่องราวผ่านจอฟิล์ม โดยผู้กำกับฝีมือดี คริสโตเฟอร์ โนแลน  ภาพยนตร์ที่บอกเล่าเรื่องราวมหากาพย์ของการอพยพที่โกลาหลของทหารอังกฤษและฝรั่งเศสฝ่ายสัมพันธมิตรออกจากชายหาดทางตอนเหนือของฝรั่งเศส ในปี 1940 ซึ่งได้รับคำชมเป็นอย่างมากจากนักวิจารณ์และสร้างความประทับใจแก่คอภาพยนตร์ทั่วโลก แต่ความเป็นจริงน่ากลัวกว่าภาพฉายนั้นหลายเท่าทวีคูณ และยังเป็นเหตุการณ์ที่สร้างบาดแผลและความทรงจำที่ไม่อาจลืมได้ แก่เหล่านายทหารและผองเพื่อนผู้กล้าหลายชีวิต

เมื่อย้อนกลับไปในช่วงวันที่ 27 พฤษภาคม ถึง 4 มิถุนายน 1940 เป็นระยะเวลาทั้งสิ้น 9 วัน ของนายทหารผู้รอดชีวิตทั้งหมด 336,228 นาย ที่ทุกวินาทีขณะอยู่บนหาดและท่าเรือดันเคิร์กนั้นคือชีวิต และต้องอพยพหนีเพื่อเอาชีวิตรอด โดยต้นตอของปฏิบัติการอพยพอันโกลาหลครั้งนี้มาจากสงครามโลกครั้งที่ 2 เริ่มอุบัติในพื้นที่ยุโรปโดย นาซีเยอรมัน ภายใต้การนำของ อดอร์ฟ ฮิตเลอร์ และทำการบุกยึดโปแลนด์ ต่อมาอังกฤษและฝรั่งเศส จึงประกาศสงครามกับเยอรมนี 

เพราะด้วยภายใต้สนธิสัญญาช่วยเหลือกันระหว่าง อังกฤษและฝรั่งเศสและโปแลนด์ ที่ได้ทำกันไว้ก่อนหน้า จึงเรียกว่าฝ่ายดังกล่าวว่า  "สัมพันธมิตร"  สงครามครั้งนี้กองทัพอังกฤษและฝรั่งเศส พยายามต้าน นาซีเยอรมัน แต่ยับยั้งไม่ได้ นาซียังคงแข็งแกร่ง ดังนั้นอังกฤษและฝรั่งเศสจำเป็นต้องถอยร่นมาตั้งหลัก ณ เมืองดันเคิร์ก ประเทศฝรั่งเศส บริเวณชายฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติค จากนั้นไม่นานนาซีก็ได้บุกเข้าปิดล้อมดันเคิร์ก ซึ่งทำให้นายทหารกว่า 3 แสนกว่าชีวิตถูกขนาบล้อมไปด้วยกองทัพทหารนาซี ซึ่งการจะเอาชีวิตรอดจากนาซีได้ก็มีเพียงการหนีออกทางทะเลเท่านั้น

เมื่อวันที่ 26 พ.ค.1940 นาซีก็มีสั่งทหารดำเนินการบุกโจมตีดันเคิร์กอย่างหนักทั้งทางบกและทางอากาศอย่างเต็มกำลัง ทางด้านฝ่ายสัมพันธมิตร เมื่อเห็นว่าตกอยู่ในสถานการณ์ย่ำแย่ จึงมีคำสั่งถอนทัพพร้อมอพยพทันที จากชายฝั่งดันเคิร์กข้ามช่องแคบโดเวอร์ ไปขึ้นยังเมืองชายฝั่งของประเทศอังกฤษ อย่างรวดเร็วที่สุด ซึ่งระยะทางการอพยพก็ไม่ได้ใกล้ เพราะมีระยะทางเฉลี่ยถึง 100 กว่ากิโลเมตร แต่เมื่อชีวิตแขวนอยู่บนเส้นด้าย แน่นอนว่าถ้าไม่เดินหน้าก็คงจะต้องจบชีวิตลงบนหาดนี้ ซึ่งช่วงระหว่างการอพยพนี้  การอพยพครั้งแรกได้เริ่มขึ้น วันที่ 27 พฤษภาคม  โดยวันแรกนั้นสามารถอพยพนายทหารได้จำนวน 7,011 คน
                     
ที่มา: https://f.ptcdn.info/179/047/000/ogis3nnsluPAeK8iEzc-o.jpg
การอพยพนายทหารนั้นได้รับการช่วยเหลือจากฝ่ายสัมพันธมิตรเอง ที่มีการรวบรวมเรือของกองทัพเรือ  ทั้งเรือโดยสารข้ามฟาก เรือหาปลา เรือยอร์ช และแม้กระทั่งเรือออกทะเลสำหรับพักผ่อน เพื่อช่วยในการอพยพทหารครั้งนี้ โดยจะเดินเรือไประดมพลกันที่เมืองเชียร์เนส แล้วทุกลำจึงจะมุ่งหน้าไปยังดันเคิร์กและล้อมชายฝั่งใกล้ๆ เพื่อขนถ่ายกองกำลังฝ่ายสัมพันธมิตรกลับมา และนอกเหนือจากการช่วยเหลือทางน้ำแล้ว ทางอังกฤษก็ได้มีการส่งเครื่องบินเข้ามาช่วยอีกด้วย

ต่อมาในวันที่ 28 พฤษภาคม การอพยพครั้งที่สองได้เริ่มขึ้น เรือพิฆาตนับสิบลำได้ถูกเรียกระดมให้เข้ามาช่วยเหลือแต่กลับไม่ราบรื่นอย่างที่หวัง เมื่อน้ำนั้นตื้นเขินเกินไป ก็ไม่สามารถนำเรือประชิดฝั่งได้มากนัก แต่อย่างไรก็ตาม เรือเล็กที่ตามมานั้นก็สามารถเข้าประชิดฝั่งและรับนายทหารไปได้ 16,000นายกลับมาได้  แต่ขณะลำเลียงอยู่นั้น เรือหลายต่อหลายลำก็อับปางลงเนื่องมาจากยุทธการทางอากาศของทางฟากฝั่งเยอรมันที่มีการทิ้งระเบิด อีกทิ้งยังมีตอร์ปิโดจากเรือดำน้ำ ทำให้เรือหลายลำก็ได้รับความเสียหายอย่างหนัก รวมทั้งเรือพิฆาตอีก 9 ลำที่สามารถบรรทุกนายทหารได้จำนวนมาก โดยเป็นเรือพิฆาตของฝรั่งเศส 3 และเรือพิฆาตของอังกฤษอีก 6 ลำ จนเกิดความโกลาหลบนลำเรือและจำเป็นต้องสละเรือทิ้งไป

ที่มา: https://f.ptcdn.info/180/047/000/ogitdsq4x1efBBueNbn-o.jpg
นายกรัฐมนตรี วิสตัน เชอร์ชิลล์ ได้กล่าวถึงช่วงเวลาระหว่างวันที่ 28-31 พฤษภาคม ว่า "เป็นช่วงเวลา 4 วันวิกฤตที่บุรุษชาวฝรั่งเศสเหล่านี้ ที่อยู่ภายใต้การนำอย่างกล้าหาญของนายพลมอลีนีเย สามารถยันพวกเยอรมันไว้ได้ไม่น้อยกว่า 7 กองพันที่อาจไปร่วมวงที่ดันเคิร์ก นี่คือผลงานอันยอดเยี่ยมที่เปิดทางให้บรรดาสหายซึ่งมีโชคกว่า ตลอดจนกองทหารบริติชสามารถหนีรอดได้"  และผลของช่วงเวลาที่ผ่านมานั้นแสดงให้เห็นว่าสามารถช่วยชีวิตนายทหารได้เป็นจำนวนมาก เพราะในตอนโพล้เพล้ของวันที่ 30 พฤษภาคม เรือลำเล็กจำนวนมากเข้าเทียบท่าพร้อมกับช่วยทหาร 30,000 นาย  ในวันที่ 31 พฤษภาคม ทหารจำนวน 68,000 นายถูกอพยพกลับมา และอีก 10,000 นาย ภายในคืนเดียวกัน การอพยพครั้งใหญ่ครั้งสุดท้ายคือในในวันที่ 1 มิถุนายน ทหารอีก 65,000 นาย ได้เดินทางกลับมายังอังกฤษ แต่ปฏิบัติการอพยพ นั้นยังคงยังคงดำเนินต่อเนื่องไปจนถึงวันที่ 4 มิถุนายน และมีผู้รอดชีวิตทั้งหมด 338,226 นายดังที่กล่าวไปข้างต้น

นอกจากนี้ นายเชอร์ชิลล์ ยังได้กล่าวถึงเหตุการณ์ที่ดันเคิร์กว่าเป็น "หายนะทางการทหารที่ร้ายแรงที่สุดในประวัติศาสตร์" และเขาเองก็ยกย่องการช่วยเหลือทหารเหล่านี้ว่าเป็น "ปาฏิหาริย์การปลดปล่อย"  พร้อมกล่าวต่ออีกว่า... การอพยพดันเคิร์กได้สำเร็จ ถือเป็นสิ่งอัศจรรย์ยิ่ง เพราะเป็นภารกิจที่ทำได้ยากยิ่ง ช่วยสร้างขวัญกำลังใจต่อฝ่ายสัมพันธมิตรขึ้นเป็นอย่างมาก และด้วยสงวนกำลังพลถึงสามแสนกว่านายได้สำเร็จ เพื่อเป็นกำลังสำคัญในการเตรียมกลับมารับศึกต่อไป ทั้งกำชับทำนองว่า ถึงครั้งนี้ทำการสำเร็จ แต่สงครามยังไม่จบ และสงครามมิได้แพ้ชนะกันด้วยการอพยพ...และภายหลังจากปฏิบัติการอพยพนายทหารที่ดันเคิร์กเสร็จสิ้นนั้น นาซีก็ยังคงลุกลามพร้อมเป็นสงครามโลกครั้งที่ 2 อย่างเต็มรูปแบบ

เหตุการณ์อพยพที่ดันเคิร์กนั้นสร้างความสูญเสียเป็นจำนวนมาก ทหารหลายนายต้องจบชีวิชีวิตลงบนหาด แน่นอนว่าไม่มีใครอยากที่จะสูญเสีย แต่เมื่อมีสงครามการยืนอยู่ท่ามกลางสนามรบนั้นหมายความว่า หัวใจเราสามารถหยุดเต้นได้ตลอดเวลา เหตุการณ์นี้ทำให้เห็นถึงการเอาตัวรอด เห็นถึงการช่วยเหลือกันและกันที่สะท้อนผ่านสิ่งเล็กๆที่ช่วยด้วยแรงและกำลังที่แต่ละคนมีและพร้อมจะช่วยเหลือเพื่อนและพวกพ้องตลอดเวลา ...และเชื่อว่าทหารทุกนายอยากกลับบ้าน แต่พวกเขาก็ได้พยายามจนถึงที่สุดแล้ว...


อ้างอิง

ยุทธการที่ดันเคิร์ก.สืบค้นเมื่อวันที่ 23 กันยายน 2560,จาก :  https://th.wikipedia.org/

ประวัติศาสตร์ปฏิบัติการอพยพที่ดันเคิร์ก สู่ภาพยนตร์ Dunkirk. สืบค้นเมื่อวันที่ 23 กันยายน 2560,จาก: http://www.scifi.siligon.com/s_39dunk.html

เกิดอะไรขึ้นที่ดันเคิร์ก?.สืบค้นเมื่อวันที่ 23 กันยายน 2560,จาก :  http://www.bbc.com/thai/international-40686933


อ่านเพิ่มเติม »

เกาะฮาชิมะ (Hashima) ประเทศญี่ปุ่น

โดย ศุภากร ไกรกลาง

บนโลกใบนี้ มีเกาะมากมายซึ่งใช้เป็นที่อยู่อาศัย และเป็นสถานที่ท่องเที่ยว รวมทั้งเกาะที่ปล่อยให้รกร้างมากมาย ซึ่งเกาะร้างที่มีชื่อเสียงมากที่สุดแห่งหนึ่งก็คือ เกาะฮาชิมะ และเป็นเกาะร้างที่มีชื่ออยู่ในการจัดอันดับเกาะร้างสุดหน้ากลัวของญี่ปุ่นและอยู่ในอันดับโลกอีกด้วย

เกาะฮาชิมะ (ฮะชิมะ) หรือ กุงกันจิมะ ซึ่งหมายถึง Battleship Island  (เกาะเรือรบ) เหตุจากรูปทรงของเกาะที่มองจากทางด้านข้างมีรูปร่างคล้ายเรือรบที่ลอยอยู่บนทะเล  มีพื้นที่   480 X 150 เมตร  (72,000 ตร.ม.) ตั้งอยู่ห่างจากเมืองนางาซากิ ราว 15 กิโลเมตร อยู่ในทางตอนใต้ของประเทศญี่ปุ่น ไม่ได้เป็นเกาะที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติหากแต่ถูกมนุษย์สร้างขึ้น ในปี ค.ศ. 1887 และเสร็จ เมื่อปี ค.ศ. 1890 โดยบริษัท มิซูบิชิ (MIZUBISHI)   เพื่อเป็นหัวใจหลักในการประกอบกิจการถ่านหิน ที่มีความสำคัญเป็นอย่างมากในอดีต


ที่มา: https://www.bloomberg.com/

ด้วยต้องการพัฒนาเกาะนี้เป็นเหมืองถ่านหินขนาดใหญ่เพื่อรองรับกับความต้องการถ่านหินในการพัฒนาอุตสาหกรรมของญี่ปุ่นในยุคนั้น  มีการหลั่งไหลเข้ามาของแรงงานและครอบครัว เพื่อตั้งถิ่นฐานอยู่บนเกาะแห่งนี้จนเต็มพื้นที่ ในขณะนั้นถือว่า เป็นพื้นที่ ที่มีความเจริญรุ่งเรืองและแออัดเป็นอย่างมาก  มีประชากรหนาแน่นถึง 5,000 คน และในปี ค.ศ. 1959 มีประชากรอาศัยอย่างหนาแน่นถึง 1,391 คน ต่อ 10,000 ตร.ม. มีการสร้างร้านอาหาร สถานบันเทิง โรงพยาบาล  โรงเรียน โรงแรม   และร้านค้าต่างๆมากมาย เพื่อสนองความต้องการของคนบนเกาะ รวมทั้งสร้างคอนกรีตขนาดใหญ่ขึ้น เพื่อป้องกันลมทะเล พายุ และเสริมความแข็งแกร่งให้แก่เกาะเรือรบแห่งนี้

อย่างไรก็ตามในยุคสงครามโลกครั้งที่ 2  กองทัพญี่ปุ่นได้ใช้เกาะฮาชิมะ สำหรับเป็นที่สถานที่คุมขังและใช้แรงงานของเชลยชาวจีนและเกาหลีในเหมืองถ่านหินนี้ นอกจากนั้นในสภาวะ สงครามมีผู้คนจำนวน มากตกอยู่ ใน สภาวะตึงเครียดและขาดแคลนอาหาร  ประชาชนเจ็บป่วยล้มตาย  มีอาการเหนื่อยล้าเพราะถูกใช้แรงงานจนหมดเรี่ยวแรง หรือแม้แต่กระโดดลงทะเลเพื่อฆ่าตัวตายจากความทุกข์ทรมาน  ในแต่ละวันเป็นจำนวนมาก

หากแต่ในปี  ค.ศ 1960  บริษัทมิซูบิชิ ก็ได้ประกาศปิดเหมืองบนเกาะฮาชิมะลง และอพยพผู้คนออกจากพื้นที่ในทันที หลังดำเนินการมากว่า 73 ปี  เนื่องจากความนิยมของพลังงานน้ำมันเข้ามาแทนที่พลังงานจากถ่านหินจึงไม่ได้เป็น ที่ต้องการของ ญี่ปุ่นอีกต่อไป  บ้างก็ว่ามีควันไหลออกจากโรงงานถ่านหินเพียงชั่วข้ามคืนทำให้มีผู้เสียชีวิต จากเหตุการณ์นั้นเป็นจำนวนมาก รัฐบาลจึงประกาศเกาะฮาชิมะเป็นพื้นที่อันตราย และสั่งปิดเกาะ ในท้ายที่สุดเกาะแห่งนี้จึง ถูกปล่อยร้างโดยสมบูรณ์ ข้าวของเครื่องใช้มากมายยังอยู่บนที่เดิมราวกลับผู้คนบนเกาะเร่งรีบอพยพออกไปโดยไม่ได้เตรียมการ   ทำให้เกาะเรือรบแห่งนี้  มีบรรยากาศที่วังเวงและหดหู่เป็นอย่างมาก


ที่มา: http://www.weirdworm.com/

จากบรรยากาศ สภาพแวดล้อมที่น่าหวาดกลัวและยากที่จะเข้าไปโดยง่าย ของเกาะแล้วทำให้มีเรื่องเล่าความอาถรรพ์ของชาวประมงเล่าขานต่อกันมาว่า มีสิ่งลี้ลับยังคงวนเวียนและอาฆาตแค้นอาศัยอยู่ ทั้งเสียงร้องโหยหวนและเงาร่างผู้คนที่ปรากฎให้เห็นในเวลากลางคืน สร้างความหวาดผวาและถูกยกให้เป็นเกาะร้างสุดหลอนที่สุดในญี่ปุ่นไปโดยปริยาย  อีกทั้งเมื่อ ปี ค.ศ.2003 เกาะเรือรบอาถรรพ์นี้ได้มีบทบาทเป็นสถานที่ถ่ายทำภาพยนตร์ เรื่อง เกมนรก โรงเรียนพันธุ์โหด (Battle Royale) ก่อเกิดเรื่องเล่าขานที่ส่งเสริมตำนานสิ่งลี้ลับนี้สู่ผู้คนมากขึ้นอีกครั้ง ทั้งนักแสดงหญิงมีอาการเสมือนถูกวิญญาณครอบงำ ความขัดข้องของอุปกรณ์อย่างไม่ทราบสาเหตุ หรือแม้แต่เห็นเงาร่างประหลาดเข้ามาวนเวียนอยู่ในฉากการถ่ายทำ อีกทั้งยังมีภาพยนตร์ไทยได้นำตำนานความสยองขวัญของเกาะนี้ไปสร้างเป็นภาพยนตร์ในชื่อเรื่อง ฮาชิมะ  โปรเจค  ไม่เชื่อต้องลบหลู่  ในปี  ค.ศ. 2013 ซึ่งเป็นการแผ่ขยายความน่ากลัวสู่ชาวไทยให้ได้กล่าวถึงและต้องการไปเยือนเกาะฮาชิมะเพิ่มขึ้นอีกด้วย 

 ทั้งจากตำนานความน่ากลัวของเกาะและซากของสิ่งก่อสร้างได้สร้างความสนใจจากบุคคลทั่วโลก นำไปสู่การสร้างเว็บไซต์ ในรูปแบบของ google street view เพื่อให้บุคคลที่สนใจได้ซึมซับบรรยากาศอันวังเวงนี้ผ่านทาง internet แม้จะไม่ได้เดินทางไปด้วยตนเอง  (โดย link:  http://www.hashima-island.co.uk/# )


ที่มา: https://www.pinterest.com/

ปัจจุบันทางการญี่ปุ่นพยายามที่จะผลักดันให้เกาะฮาชิมะเป็นมรดกโลก แต่กลับถูกทางการเกาหลีใต้คัดค้าน เพราะมองว่าเกาะฮาชิมะนั้น คือบาดแผลจากสงครามที่ยังคงสร้างความเจ็บปวดให้แก่ชาวจีนและเกาหลีอย่างไม่มีวันลบเลือนได้

นอกจากนี้ เกาะฮาชิมะเริ่มเปิดให้นักท่องเที่ยวได้เข้าชมเป็นที่เรียบร้อยแล้ว แต่ทางการญี่ปุ่นได้จำกัดนักท่องเที่ยว และเวลาในการเข้าชม ทำให้แต่ละปีมีผู้ที่ได้รับอนุญาตให้มาเยือนที่แห่งนี้เพียงไม่กี่รายเท่านั้น

ถึงแม้ว่าเกาะฮาชิมะจะร้างผู้คนและเต็มไปด้วยบรรยากาศอังวังเวง รวมทั้งเชื่อว่ามีเรื่องราวอาถรรพ์มากมาย แต่สิ่งเหล่านี้ก็ทำให้ผู้คนทั่วโลกได้เรียนรู้เรื่องราวประวัติศาสตร์ทั้งความรุ่งเรืองและร่องรอยความปวดร้าวจากอดึต สู่ผู้คนยุคใหม่ผ่านซากปรักหักพังเหล่านั้น


อ้างอิง

เกาะฮาชิมะ ญี่ปุ่น ที่ว่าหลอนและเฮี้ยนสุดๆ Hashima (ออนไลน์).(2016).สืบค้นเมื่อ วันที่ 22 กันยายน 2559, จาก : https://www.youtube.com/watch?v=9-pvc9KGKqw

เจาะลึกภาพยนตร์ H Project ฮาชิมะ โปรเจกต์ ไม่เชื่อต้องลบหลู่ (ออนไลน์).(2013).สืบค้นเมื่อ วันที่ 22
กันยายน 2559, จาก : http://www.majorcineplex.com/news/h-project/

ฮะชิมะ(ออนไลน์).(2016).สืบค้นเมื่อ วันที่ 22 กันยายน 2559, จาก  http://th.wikipedia.org/wiki/

Hashima Island(ออนไลน์).(2016).สืบค้นเมื่อ วันที่ 22 กันยายน 2559, จาก
https://en.wikipedia.org/wiki/Hashima_Island


อ่านเพิ่มเติม »

ยุทธการบาร์บารอสซา (Operation Barbarossa)

โดย ธีรวัฒน์ วงศ์ขัน

ในปัจจุบันมีเกมและภาพยนตร์ที่เกี่ยวกับสงครามถูกผลิตออกสู่ท้องตลาดมากมาย ทำให้มีผู้ที่ชื่นชอบและสนใจในสงครามเหล่านี้เป็นจำนวนมาก สงครามที่รู้จักกันอย่างดีก็คงไม่พ้นเรื่องราวในช่วงสงครามโลก เป็นช่วงที่โลกได้มีทั้งการสูญเสียและเกิดวิทยาการใหม่ๆมากมาย  หนึ่งในสงครามที่ได้เกิดขึ้นในช่วงสงครามโลกนั้นก็คือ การบุกโจมตีของนาซีเพื่อพิชิตสหภาพโซเวียตทางภาคพื้นยุโรปทั้งหมด สงครามที่เป็นจุดเริ่มต้นของการกำเนิดมือสังหารอย่างสไนเปอร์ที่มีชื่อหลายคน สงครามที่ทำให้สองฝ่ายเสียหายอย่างใหญ่หลวง สงครามที่มีความโหดร้ายและกลยุทธการโต้ตอบกลับที่ไม่น่าเชื่อ ในชื่อของ ยุทธการบาร์บารอสซา

ยุทธการบาร์บารอสซา (Operation Barbarossa) เป็นหนึ่งในปฏิบัติการทางทหารที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ทั้งทางด้านกำลังพล พื้นที่ปฏิบัติการและความสูญเสียที่เกิดขึ้น โดยจุดเริ่มต้นสงครามใหญ่นี้ระหว่างโซเวียตและนาซีนั้นเริ่มจากสนธิสัญญาโมโลตอฟ-ริบเบนทรอป  เป็นสนธิสัญญาไม่รุกรานกัน ทำให้นาซีเยอรมนีและสหภาพโซเวียตก็กลายเป็นประเทศคู่ค้าที่สำคัญ โดยสหภาพโซเวียตช่วยให้เยอรมนีรอดจากการปิดล้อมทางทะเลของอังกฤษโดยส่งน้ำมันและวัตถุดิบต่างๆ ฝ่ายเยอรมนีก็ส่งมอบเทคโนโลยีทางการทหารให้กับสหภาพโซเวียต แต่ทั้งสองฝ่ายก็ยังคงไม่ไว้ใจกันจนเกิดเกิดข้อพิพาทที่ขัดแย้งกันขึ้นในยุโรปตะวันออกจนเกิดสงครามในที่สุด


ที่มา ; http://www.bloggang.com/

นาซีได้เริ่มโจมตีสหภาพโซเวียตในวันที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2484 กองกำลังเยอรมันบุกโจมตีในช่วงเช้าจากทางทิศตะวันออก หลังจากที่ฝ่ายสหภาพโซเวียตรู้ข่าวก็ได้สั่งให้ทหารตามชายแดนเตรียมพร้อมรับ แต่ การขาดแคลนวิทยุสื่อสาร ส่งผลให้คำสั่งจำนวนมากของกองบัญชาการโซเวียตมาถึงไม่ทันทำให้ไม่มีทหารสักหน่วยทีสามรถรับมือได้ ทันทำให้พ่ายแพ้ต่อนาซีเยอรมนี

ความผิดพลาดของโซเวียตในช่วงไม่กี่สัปดาห์แรกของการรบทำให้เกิดความเสียหายอย่างใหญ่หลวงกับโซเวียต ความผิดพลาดนอกจากเรื่องการสื่อสารแล้วยังมีความผิพลาดจากการวางแผนรบด้วย เช่น จากที่เคยคาดการณ์ไว้ว่าสามารถจัดการกับกองทัพรถถังแพนเซอร์ได้อย่างสบายแต่กลับถูกดักโจมตีและถูกทำลายโดยเครื่องบินทิ้งระเบิดของเยอรมนี รถถังโซเวียตที่ขาดดูแลพลขับที่ไร้ประสบการณ์ การขาดแคลนชิ้นส่วน อะไหล่ การไม่ได้ขุดสนามเพลาะ ทำให้กองกำลังทหารราบของโซเวียตขาดทั้งรถถังและการสนับสนุนที่ไม่เพียงพอ ไม่สามารถรบกับกองทัพเยอรมันโดยใช้กลยุทธกระจายกำลังที่จำเป็นต้องใช้รถถังได้


ที่มา : http://my.dek-d.com/bung/

ช่วงที่กองกำลังเยอรมันมาถึงชานเมืองของกรุงมอสโก ฤดูหนาวฤดูหนาวรัสเซียก็เริ่มขึ้นในเดือนธันวาคม ดินโคลนที่เกิดขึ้นจากฝนตกในฤดูใบไม้ร่วง และหิมะที่เริ่มตกหนักในฤดูหนาวเป็นใจให้กับโซเวียตเริ่มใชการซุ่มโจมตีด้วยหน่วยสไนเปอร์หรือการซุ่มยิงโดยเฉพาะที่เลนินกราด  การส่งกำลังบำรุงกลายเป็นปัญหาใหญ่ของเยอรมนี เส้นทางขนส่งเสบียงที่ยาวและง่ายต่อการโจมตีของด้านหลัง อีกทั้งโซเวียตยังใช้ยุทธวิธีทุกอย่างในทุกดินแดนที่พวกเขาถูกบีบให้ถอนกำลังไปเพื่อไม่ให้กองทัพเยอรมันสามารถใช้ที่นา อาหาร เชื้อเพลิง และอาคารในดินแดนที่พวกเขายึดมาได้ทำให้การรุกคืบเข้ามาของกองทัพเยอรมันให้หยุดลง

ยุทธการบาร์บารอสซานั้นมาถึงตอนจบเมื่อกองทัพของนาซีเยอรมนีที่กำลังขาดแคลนเสบียงและถูกล้อมที่หน้าพระราชวังเครมลิโดยกำลังเสริมขนาดใหญ่ของสตาลินจากไซบีเรีย  ฝ่ายเยอรมนีจึงต้องยอมพ่ายแพ้ไปในที่สุด ศึกแห่งมอสโกนี้ส่งผลให้ฝ่ายโซเวียตได้รับชัยชนะอย่างเด็ดขาด


ที่มา : http://www.oknation.net/

ผลสุดท้ายของยุทธการบาร์บารอสซานั้น แม้ฝ่ายเยอรมนีได้สร้างความเสียหายให้กับโซเวียตในอย่างมหาศาล แต่ฝ่ายเยอรมันก็ไม่ได้ต่างจากฝ่ายโซเวียตมากนัก ทุกดินแดนที่เยอรมนียึดมาได้ล้วนแข็งข้อต่อเยอรมนี จากอัตราการก่อกวนกองกำลังเยอรมันที่เพิ่มมากขึ้น ซึ่งทำให้เยอรมนีลงโทษกลับอย่างโหดเหี้ยม ต่อมากองกำลังเยอรมันยังคงยันยื้อต่อกองกำลังตอบโต้ของโซเวียตอย่างเท่าที่จะเป็นไปได้ ส่งผลให้เกิดผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตจำนวนมากในทั้งสองฝ่ายจากการรบหลายต่อหลายครั้ง


อ้างอิง

ยุทธการบาร์บารอสซา. สืบค้นเมื่อ 24 กันยายน 2559, จาก http://student.st.ac.th/decreasemmrdota2/barbarossa.html

สนธิสัญญาโมโลตอฟ-ริบเบนทรอป. สืบค้นเมื่อ 24 กันยายน 2559, จาก https://sites.google.com/site/worldwarll19391945/yurop

สมรภูมิที่ สตาลินกราด. สืบค้นเมื่อ 24 กันยายน 2559, จาก http://www.bloggang.com/viewblog.php?id=vuw&date=12-07-2009&group=5&gblog=18


อ่านเพิ่มเติม »

หน่วยปฏิบัติการ 731 (Unit731)

โดย ประภัสสร  จงพิมาย

เมื่อกล่าวถึงสงครามโลกครั้งที่ 2 ท่านอาจจะนึกไปถึงการต่อสู้ของฝ่ายสัมพันธมิตร และฝ่ายอักษะ หรือท่านอาจนึกไปถึงเหตุการณ์ทิ้งระเบิดนิวเคลียร์ที่เมืองฮิโระชิมะ และเมืองนะงะซะกิ ในประเทศญี่ปุ่น หรือความเศร้าโศกเสียใจในสงคราม แต่ท่านคงไม่ทราบถึงการมีอยู่ของหน่วยปฏิบัติการ “Unit731” หน่วยปฏิบัติการลับของญี่ปุ่นในขณะนั้น

หน่วยปฏิบัติการ 731 (Unit731) เป็นหน่วยวิจัยลับซึ่งจะใช้มนุษย์มาทดลอง ซึ่งเกิดจากความต้องการแสวงหาชัยชนะ และการเป็นชาติมหาอำนาจของกองทัพญี่ปุ่นในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยมี “นายแพทย์อิชิอิ   ชิโร” เป็นหัวหน้าหน่วย และเจ้าของการวิจัยที่รับคำสั่งมาโดยตรงจากกองทัพ Unit731 ถือเป็นหน่วยปฏิบัติการลับสุดยอดของกองทัพญี่ปุ่นที่จะมีแค่บุคคลระดับสูง และผู้ที่เกี่ยวข้องเท่านั้นที่ทราบ


ที่มา: http://ahrp.org/

หน่วยปฏิบัติการนี้ได้ตั้งขึ้นที่มุมหนึ่งของประเทศจีน เริ่มต้นที่เมืองฮาร์ปิน ทางตะวันออกเฉียงเหนือของกรุงปักกิ่ง ในชื่อ “หน่วยงานพิเศษเพื่อศึกษาภูมิคุ้มกัน และบำบัดน้ำเสีย” แต่เนื่องจากสถานที่ตั้งอยู่
ในเมืองทำให้ไม่อาจรอดสายตาชาวเมืองได้ จึงย้ายไปตั้งที่เมืองปิงฟาง ซึ่งเป็นเมืองทุรกันดารทางตอนใต้ของเมืองฮาร์ปินซึ่งคนทั่วไปจะรับรู้ว่าเป็น “โรงเลื่อยไม้”

งานวิจัยของ “หมออิชิอิ” ในหน่วยปฏิบัติการนี้คือการทดลองมนุษย์ โดยมนุษย์ทดลองนั้นมีอยู่หลากหลายเชื้อชาติทั้งจีน เกาหลี อเมริกัน รัสเซีย และยุโรป ซึ่งจะถูกทำให้เสมือนว่าเป็นคนที่ตายแล้วในสงคราม และจะถูกเรียกว่า “ท่อนซุง” เพื่อให้รอดพ้นสายตาเมื่อขนย้าย ซึ่งท่อนซุงจะได้รับการดูแลอย่างดีเพื่อให้ผลการทดลองมีประสิทธิภาพที่สุด

การทดลองของหน่วย unit731 ใช้เพื่อสร้างสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อกองทัพญี่ปุ่นในสงคราม ตัวอย่างการทดลองของหน่วย Unit731  เช่น


ภาพการทดลอง

           - การศึกษาสรีระมนุษย์และอวัยวะภายใน โดยจะผ่าคนเป็นๆในการทดลองเพื่อไม่ให้เปลืองยาสลบ และได้ผลการทดลองที่มีประสิทธิภาพที่สุด ซึ่งมีผู้เคยร่วมการทดลองเปิดเผยว่าเขาได้ผ่าคนเป็นๆไปมากกว่า1,000 คน ในการทดลองครั้งนั้น

           - การใช้ก๊าซฟอสจีนพ่นออกจากช่องที่กำแพงห้องขังในเวลา 5 นาที มนุษย์ทดลองจะหมดเรี่ยวแรงล้มลงอย่างทรมานและจะตายภายใน 1 วัน

           - การใช้โพแทสเซียมไซยาไนด์ฉีดเข้าไปในมนุษย์ทดลอง ใช้เพียง 15 มิลลิกรัม มนุษย์ทดลองจะหมดสติ และตายภายใน 20 นาที

         - การชอร์ตคนด้วยไฟฟ้า 20,000 โวลต์ พบว่าบางคนไม่ตาย การชอร์ตด้วยไฟฟ้า 5,000 โวลต์เป็นจังหวะมนุษย์ทดลองจะไม่ตายและเนื้อไหม้ แต่ถ้าปล่อยกระแสนานๆเนื้อจะสุก และตายในที่สุด

        - การทดลองอาวุธโดยการอัดแก๊สเข้าไปทางทวารหนักจนอวัยวะภายในของมนุษย์ระเบิด

        - การบังคับให้มีเพศสัมพันธ์ทดสอบการแพร่เชื้อโรคระบาด และวิจัยยารักษา
        - ฯลฯ


ภาพการทดลอง

และถ้าหากมี “ท่อนซุง” คนใดที่รอดชีวิต ก็จะถูกนำไปใช้ในการทดลองใหม่อีกครั้งกับการทดลองอื่นของหน่วย Unit731 และหน่วยปฏิบัติการนี้ได้คร่าชีวิตผู้คนไปมากกว่า 3,000 คน จากการทดลองเกี่ยวกับร่างกายมนุษย์ และอีกนับหมื่นคนจากการทดลองอาวุธชีวภาพต่างๆ ที่ใช้ในสงคราม

ซึ่งการทดลองเหล่านี้ประสบความสำเร็จมากน้อยเพียงใดไม่อาจทราบได้แน่ชัด ด้วยยังไม่มีการเปิดเผยอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับผลการทดลองที่ถูกบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรของหมออิชิอิเลยสักครั้ง

หน่วยปฏิบัติการ 731 สิ้นสุดลงเมื่อญี่ปุ่นแพ้สงคราม ทหารในหน่วยพยายามทำลายหลักฐานโดยการกำจัดท่อนซุงที่รอดชีวิต ทำลายซากศพ และเผาสถานที่ตั้งหน่วย ในขณะที่นักวิจัยและหมออิชิอิหนีกลับประเทศ แฝงตัวอยู่ในวงการต่างๆของญี่ปุ่นอย่างลอยนวล ทหารผู้ร่วมปฏิบัติการบางส่วนถูกจับ ซึ่งได้มีการไต่สวนอย่างลับๆในขณะที่หมออิชิอิไม่ถูกตัดสินโทษและได้ใช้ชีวิตอย่างสงบสุขที่บ้านเกิด

กล่าวกันว่านายพลอิชิอิได้มอบผลการวิจัยของเขาให้แก่ประเทศมหาอำนาจทำให้เขารอดการตัดสินโทษจากผลการกระทำอันโหดร้ายของเขา และผลการทดลองของหมออิชิอิในหน่วย Unit731 คือสิ่งที่ทำให้วิวัฒนาการในวงการทางการแพทย์ และวิทยาศาสตร์ในปัจจุบันพัฒนามาถึงจุดนี้ได้ แต่ก็คงไม่สามารถทราบได้ว่าจริงแท้เพียงใด

ไม่มีผู้ใดทราบแน่ชัดว่าผลการทดลองในหน่วย“Unit731” ของนายพลอิชิอิ ชิโร หรือหมออิชิอิผู้นี้ก่อให้เกิดสิ่งใดต่อโลกบ้างนอกจากผู้มีส่วนได้โดยตรงจากการทดลองนี้ และผู้กระทำเอง แต่ถึงกระนั้นเหตุการณ์ครั้งนี้คงเป็นสิ่งที่จะคอยย้ำเตือนความโหดร้ายมนุษย์ที่ไร้จรรยาบรรณ และคิดถึงเพียงผลประโยชน์ที่จะสามารถทำกับมนุษย์ด้วยกันได้โดยอาศัยความรู้ ความฉลาดของมนุษย์ และช่องว่างของสงครามที่มีคนตายมากมายมาปกปิด สิ่งที่คนในปัจจุบันอย่างผู้เขียนและทุกท่านควรทำคือการเรียนรู้จากเหตุการณ์นี้ และทำทุกวิถีทางที่จะไม่ให้เหตุการณ์โหดร้ายนี้เกิดขึ้นอีกครั้ง


อ้างอิง

No-Face.2552. ShiroIchii& Unit 731: จับคนมาทำเชื้อโรค.(ออนไลน์),สืบค้นเมื่อ 13 สิงหาคม 2559, จาก : https://lonesomebabe.wordpress.com/2009/09/13/shiro-ichii-unit-731

นิวัฒน์ อ่ำแสง.2559.มิติที่ 6 การทดลองวิปริตในหน่วยนรกสยองขวัญ 731. (ออนไลน์),สืบค้นเมื่อ 13 สิงหาคม 2559, จาก : http://mitithee6.blogspot.com/2016/04/unit-731-japanese-experiments.html

Wikipedia, The Free Encyclopedia.Unit731. (ออนไลน์),สืบค้นเมื่อ 13สิงหาคม2559, จาก : https://en.wikipedia.org/wiki/Unit_731

Pronphanh.2557.โรงงานแห่งความตาย Unit 731 อาชญากรรมสงครามของญี่ปุ่น.(ออนไลน์),สืบค้นเมื่อ 20กันยายน2559, จาก : http://teen.mthai.com/variety/84186.html

Wikipedia, The Free Encyclopedia.สงครามโลกครั้งที่ 2. (ออนไลน์),สืบค้นเมื่อ 23สิงหาคม2559, จาก : https://th.wikipedia.org/wiki/สงครามโลกครั้งที่2

อ่านเพิ่มเติม »

การทดลองบรรยากาศขั้นสูงของหมอนาซี

โดย อภิญญา หนูขยัน

ในระหว่างสงครามโลกที่สอง ขณะนั้นประเทศเยอรมนีมีผู้นำสูงสุด คือ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ได้คิดค้นยุทธวิธีการรบโดยสร้างทหารหน่วยพลร่มขึ้นมา เพื่อทำหน้าที่สอดแนม และโจมตีข้าศึก เวลาเดียวกันนี้ก็มีทหารพลร่มบาดเจ็บกันมากในขณะที่ร่อนตัวลงจากเครื่องบิน เนื่องจากเกิดแรงปะทะจากความกดอากาศรอบตัวอย่างแรงในขณะที่โรยตัวลงมาด้วยความสูงมากๆ ในแต่ละพื้นที่ พลร่มบางคนต้องกระโดดลงใน ทุ่งน้ำแข็งที่หนาวจัดอย่างไม่มีทางเลือกเพื่อให้รอดพ้นจากสายตาศัตรู เมื่อฮิตเลอร์ทราบข่าวนี้จึงได้มีการแต่งตั้งหน่วยแพทย์ทหาร หรือที่เราเรียกกันติดปากโดยทั่วไปว่าหมอนาซี ทำการทดลองลับโดยการจับชาวยิวและเชลยสงคราม มาเป็นเหยื่อการทดลอง ซึ่งการทดลองนี้ให้ผลสรุปที่น่าพอใจแก่หมอนาซีในระดับหนึ่ง    


ภาพ นายแพทย์ซิกมุนด์ ราเชอร์

การทดลองบรรยากาศขั้นสูงนั้น มีนายแพทย์ซิกมุนด์ ราเชอร์ ผู้เป็นหัวหน้าการทดลองนี้ เขาได้แบ่งการทดลองเป็น 4 เหตุการณ์ด้วยกัน คือ
1. การร่อนลงเชื่องช้าโดยไม่มีออกซิเจน (จำลองตอนมีร่มชูชีพกาง)
2. การร่อนลงเชื่องช้าโดยมีออกซิเจน (จำลองตอนมีร่มชูชีพกาง)      
3. การตกดิ่งโดยไม่มีออกซิเจน (จำลองการตกอิสระก่อนร่มกาง)    
4. การตกดิ่งโดยมีออกซิเจน (จำลองการตกอิสระก่อนร่มกาง)
โดยเขาได้สร้างห้องโลหะทรงกลมที่สามารถปรับลดความดันของบรรยากาศขึ้นมา แล้วสูบอากาศออกไป ทั้งยังกำหนดความกดอากาศที่ความสูง 68,000 ฟุต เพื่อจำลองเหตุการณ์ให้สมจริงที่สุด และได้มีการนำเหยื่อการทดลอง คือ ชาวยิว ยิปซี โปแลนด์ รัสเซีย และเชลยสงคราม  มาทดลองราวๆ 200 คน โดยหลอกพวกเหยื่อว่าหากเข้าร่วมการทดลองจะได้รับการปล่อยให้เป็นอิสระ ด้วยสภาพค่ายกักกันดาเชาที่คับแคบ อดมื้อกินมื้อ  ใช้แรงงานพวกเขาเยี่ยงทาส กอปรกับสุขอนามัยในค่ายกักกันก็แย่เสียเหลือเกิน จึงไม่แปลกใจเลยว่าทำไมพวกเขาจึงตอบตกลงที่จะเข้ามาเป็นเหยื่อในการทดลองนี้

นายแพทย์ราเชอร์ได้สรุปผลการทดลองนี้ว่า มีผู้เสียชีวิต 78 คน จากเหยื่อการทดลอง 200 คน ส่วนคนที่รอดก็ใช้ชีวิตอย่างปกติสุขไม่ได้ เพราะถูกตามฆ่าปิดปากเพื่อไม่ให้การทดลองลับนี้เผยแพร่ออกไป หรือเหยื่อบางคนก็ถูกนำไปทดลองในการทดลองอื่นๆ จากผลการชันสูตรศพนั้นพบว่า ช่องเยื่อหุ้มหัวใจมีของเหลวอยู่เต็ม และหลอดเลือดในสมองก็มีฟองอากาศมากขึ้นอย่างชัดเจน



หลังจากสงครามโลกครั้งที่สองจบลงเยอรมนีเป็นผู้พ่ายแพ้ในสงคราม โครงการทดลองลับของพวกหมอนาซีก็ถูกเปิดโปง โดยประเทศสหรัฐอเมริกาได้เข้ามามีส่วนร่วม และตั้งศาลในการพิพากษาคดีที่ห้องพิพากษาคดีที่เมืองนูเรมเบิร์ก จากบันทึกของวิเวียน ชปิตซ์ ผู้มีหน้าที่จดบันทึกคำพิพากษาคดีของนายแพทย์นาซีทั้งหมดกล่าวว่าในการพิพากษาคดีนี้มีโจทก์คือ เหยื่อการทดลองที่รอดชีวิต และจำเลยคือพวกหมอนาซีทั้งหลาย

ในคดีการทดลองบรรยากาศขั้นสูงนี้ มีหลักฐานที่แน่นหนาในการเอาผิดนายแพทย์ราเชอร์ก็คือ บันทึกที่เขาส่งมอบผลการทดลองของเหยื่อให้กับฮิตเลอร์ ผู้ซึ่งเป็นหัวหน้าโครงการทดลองมนุษย์ทั้งหมด โดยผลการทดลองเขียนไว้ว่า
“เหยื่อทดลองชาวยิวอายุ 37 ปี รายหนึ่ง ได้ถูกทดสอบที่ความสูง 12 กิโลเมตร เมื่อผ่านไป 4 นาที สภาพของเหยื่อจะมีเหงื่อออกจนท่วมตัว และมีอาการหัวส่ายไปมา เมื่อเข้าสู่นาทีที่ 5 เหยื่อทดลองจะเริ่มเป็นตะคริว และหลังจากผ่านนาทีที่ 6  ไปจนถึงนาทีที่10 การหายใจของเหยื่อ จะเริ่มถี่ขึ้น และหมดสติ จนผ่านนาทีที่ 11 ไปจนถึงนาทีที่ 30  การหายใจของเหยื่อทดลองก็จะช้าลงเหลือประมาณสามครั้งต่อนาที จนในที่สุดก็หยุดหายใจ โดยสภาพผิวของเหยื่อเริ่มเป็นจ้ำสีน้ำเงิน น้ำลายฟูมปาก และหัวใจจะหยุดเต้นภายในหนึ่งชั่วโมง” 
ด้วยหลักฐานนี้เองที่ทำให้นายแพทย์ซิกมุนด์ ราเชอร์ถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย หากแต่เขาไม่ได้เข้าร่วมแค่การทดลองนี้เพียงการทดลองเดียว เขาจึงถูกตัดสินประหารชีวิตในที่สุด


ภาพ เหยื่อหมดสติในระหว่างการทดลองบรรยากาศขั้นสูง

จากการทดลองบรรยากาศขั้นสูงนี้สามารถมองได้หลายแง่มุม ด้านแรก คือ ฮิตเลอร์มีความต้องการที่จะช่วยชีวิตพวกพลทหารร่มของเขาจึงเป็นที่มาในการทำการทดลองนี้ขึ้น โดยให้นายแพทย์ราเชอร์เป็นหัวหน้าการทดลอง พวกเขาไม่มีจิตสำนึกที่ว่าคนทุกคนมีสิทธิเท่าเทียมกันเนื่องจากพวกเขามีความคิดว่าพวกใดที่ไม่ใช่เผ่าอารยันจะต้องถูกกำจัดทิ้ง พวกที่ว่าโดยส่วนมากก็คือ ชาวยิวนั่นเอง ซึ่งพวกเขาเองก็ไม่ได้มองถึงเรื่องศีลธรรมแต่อย่างใด มองเพียงแต่ว่าได้ประโยชน์จากการทดลองนี้และยังได้กำจัดพวกยิวไปด้วย

ส่วนในด้านที่สองคือ ด้านคุณธรรม คงมองว่ามันเป็นการกระทำที่โหดร้าย ทารุณ ภายในจิตใจของพวกหมอนาซี ที่ขาดคุณธรรม ไม่มีความเห็นใจในเพื่อนมนุษย์ และจรรยาบรรณของความเป็นแพทย์หลงเหลือเลย แม้กระทั่งคำสัตย์สาบานของฮิปโปเครตีสที่พวกเขาได้กล่าวไว้เมื่อวันที่พวกเขารับปริญญาในวันสำเร็จการศึกษาจากสถาบัน ดังจะยกตัวอย่างคำสัตย์สาบานมาบางส่วน "จรรยาและข้อกำหนดที่ข้าพเจ้ายึดถือ และประกาศไว้นี้ เป็นไปเพื่อประโยชน์สุขของผู้ป่วยในความดูแล ซึ่งข้าพเจ้าจะใช้พละกำลังของข้าพเจ้าช่วยเหลือผู้ป่วยจนสุดความสามารถ ข้าพเจ้าจะไม่ใช้ความรู้ของข้าพเจ้าให้เป็นอันตรายต่อผู้อื่น หรือรักษาผู้อื่นด้วยวิธีการที่ผิด” ทว่าน่าเสียใจยิ่งนักที่พวกเขาไม่สามารถทำตามคำสัตย์สาบานที่พวกเขากล่าวไว้ได้


อ้างอิง

วิเวียน  ชปิตซ์. นพดล เวชสวัสดิ์ แปล. 2557. หมออำมหิตจากนรก (Doctors from Hell). สำนักพิมพ์มติชน

สำนักหอสมุดและศูนย์สารสนเทศวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี.คำสัตย์สาบานฮิปโปเครตีส.[Online], สืบค้นเมื่อ 2 กันยายน 2559,จาก  http://siweb.dss.go.th/Scientist/scientist/Hippocrates.html

Dachau High Altitude Medical Experiments.[Online],สืบค้นเมื่อ 2 กันยายน 2559, จาก  http://www.jewishvirtuallibrary.org/jsource/Holocaust/dachauex1.html

El campo de concentración de Dachau.[Online],สืบค้นเมื่อ 2 กันยายน 2559, จาก http://es.slideshare.net/pequeni/el-campo-de-concentracin-de-dachau-38845705?next_slideshow=1


อ่านเพิ่มเติม »

ย้อนรอยประวัติสะพานข้ามแม่น้ำแคว

โดย ศรายุทธ เกียรติศิริกุล

“สงคราม” เป็นคำที่มนุษย์ใช้เรียกในยามที่เกิดความขัดแย้งต่อกัน โดยใช้กำลัง อาวุธ และยุทโธปกรณ์ต่างๆในการแก้ไขปัญหา โดยเมื่อหลักการเจรจาอย่างสันตินั้นไม่เป็นผล หรือไม่สามารถหาข้อตกลงร่วมกันได้ การเกิดสงครามนั้นจะส่งผลกระทบในด้านต่างๆ อาทิเช่น เศรษฐกิจ การสูญเสียจำนวนประชากร หรือ การแลกเปลี่ยน ทางวัฒนธรรม ต่อประเทศคู่สงคราม และประเทศรอบข้างหรือใกล้เคียงที่อาจอยู่ในจุดยุทธศาสตร์ เป็นต้น ซึ่งประเทศไทยก็นับเป็นหนึ่งในจุดยุทศาสตร์สำคัญในการเดินทางของ กองทัพญี่ปุ่น โดยสร้างเป็นทางรถไฟเพื่อเชื่อมต่อเส้นทางไปสู่ประเทศพม่าในสงครามโลกครั้งที่ 2 การสร้างทางรถไฟในครั้งนั้นทำให้เกิดสะพานข้ามแม่น้ำแควขึ้น ซึ่งเป็นทั้งอนุสรณ์สถานสำคัญที่ถูกยกย่องให้เป็นสัญลักษณ์แห่งสันติภาพ และในอีกแง่มุมหนึ่งก็เป็นอนุสรณ์แห่งความโหดร้ายทารุณและความเศร้าสลดต่อการสูญเสียของเหตุการณ์สงครามโลกครั้งที่ 2



ประวัติสะพานข้ามแม่น้ำแคว

สะพานข้ามแม่น้ำแควตั้งอยู่ในตำบลท่ามะขาม อำเภอเมือง จังหวัดกาญจนบุรี เป็นสะพานข้ามทางรถไฟที่เชื่อมต่อกับทางรถไฟสายมรณะ โดยมีจุดเริ่มต้นจากสถานีหนองปลาดุก อำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรีและทอดยาวผ่านจังหวัดกาญจนบุรี ผ่านด่านเจดีย์สามองค์ ชายแดนไทย-พม่า ไปสู่เมืองตันบีอูซายัด ในประเทศพม่า เส้นทางสายนี้กองทัพญี่ปุ่นได้พิจารณาไตร่ตรองและคัดเลือกจากเส้นการเดินทางจากทั้งหมดแปดสาย โดยศึกษาประวัติศาสตร์การเดินทัพของไทย-พม่าในอดีต มีวัตถุประสงค์เพื่อหลีกเลี่ยงการลำเลียงอาวุธทางเรือที่มีความเสี่ยงต่อการโจมตีของฝ่ายสัมพันธมิตรและลดระยะทางในการเดินทางและการก่อสร้างทางรถไฟ

การสร้างสะพาน

สะพานข้ามแม่น้ำแควเริ่มต้นก่อสร้างในเดือนตุลาคม พ.ศ.2485-2486 ในระยะแรกเริ่มกองทัพญี่ปุ่นได้วางแผนที่จะสร้างสะพานบริเวณแม่น้ำแม่กลองอันมีแม่น้ำแควน้อยและแม่น้ำแควใหญ่มาบรรจบกัน แต่เนื่องด้วยบริเวณตัวเมืองนั้น มีดินที่มีสภาพอ่อนตัวและเป็นจุดที่มีขนาดความกว้างของแม่น้ำอยู่มาก กองทัพญี่ปุ่นจึงสร้างทางรถไฟให้เลยขึ้นผ่านทางท่ามะขาม ซึ่งเป็นบริเวณที่แม่น้ำแควใหญ่ไหลผ่าน สะพานชั่วคราวถูกสร้างด้วยไม้ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อลำเลียงสัมภาระ อาหาร ยารักษา และยุทธปัจจัยต่างๆที่จำเป็นต่อกองทัพและเชลยศึก โดยใช้เวลาการสร้างแล้วเสร็จประมาณ 3 เดือน ต่อมาได้มีการสร้างสะพานเหล็กถาวร ซึ่งห่างจากสะพานไม้เดิม100 เมตร และได้กลายมาเป็นที่ตั้งของสะพานข้ามแม่น้ำแควในปัจจุบัน

 ตัวสะพานข้ามแม่น้ำแควแบบถาวรมีความยาวทั้งหมด 300 เมตร ประกอบไปด้วยคานสะพานเหล็กจำนวน 11คาน ซึ่งเหล็กที่ใช้นั้นได้นำเข้ามาจากมลายู โดยลำเลียงผ่านทางเรือเข้ามาสู่แม่น้ำแม่กลองจนถึงแม่น้ำแควใหญ่ ส่วนตัวเสาสะพานสร้างด้วยคอนกรีตรับน้ำหนัก วัสดุที่ใช้สร้างสะพานนำเข้ามาจากชวา การสร้างล้วนแต่ใช้แรงงานจากเชลยศึก โดยเปิดใช้อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2486 และสะพานแห่งนี้เป็นสะพานเหล็กเพียงแห่งเดียวในประเทศไทยที่ญี่ปุ่นได้สร้างไว้


ที่มา: http://www.sarakadee.com/

ชีวิตเชลยศึก กับความโหดร้ายทารุณ

เชลยศึกที่ถูกเกณฑ์แรงงานมาก่อสร้างทางรถไฟสายมรณะและสะพานข้ามแม่น้ำแคว ส่วนหนึ่งเป็นทหารอังกฤษที่ประจำอยู่ที่ท่ามะขาม เชลยฝ่ายสัมพันธมิตรที่จับได้จากการรบในเอเชียแปซิฟิก อเมริกัน ออสเตรเลีย ออลันดา และนิวซีแลนด์ ประมาณ 61,700 คน และกรรมกรชาวจีน ยวน ชวา มลายู ไทย อินเดีย และพม่าจำนวนมาก ซึ่งในการสร้างสะพานนั้นมีความลำบากยากเข็ญเป็นอย่างมาก เชลยศึกต้องลงไปอยู่ในน้ำที่มีความลึกและเชี่ยวกรากเป็นอย่างมากเพื่อก่อสร้างสะพานเป็นระยะเวลานาน ซึ่งสภาพอากาศในพื้นที่นั้น กลางวันจะมีสภาพอากาศที่ร้อนจัด ส่วนตอนกลางคืนก็จะหนาวเย็น เมื่อทางกองทัพเร่งกำหนดการสร้างให้แล้วเสร็จเร็วขึ้น เชลยศึกจึงต้องทำงานทั้งกลางวันและกลางคืนผลัดกัน 24 ชั่วโมง บางวันก็ไม่หยุดพัก รวมถึงการขาดแคลนอาหารและยารักษาโรค เนื่องจากบริเวณที่ก่อสร้างนั้นอยู่ในถิ่นทุรกันดารและเต็มไปด้วยสัตว์ร้ายนานาชนิด ทำให้เกิดการล้มตายของเชลยศึกตลอดเวลาดั่งคำเปรียบเทียบที่ว่า “หนึ่งชีวิตเท่ากับหนึ่งไม้หมอนรถไฟ”

โรงนอนของเชลยศึกต้องสร้างด้วยพละกำลังของเชลยศึกเอง โดยมีเพียงไม้ไผ่ทำเป็นแคร่นอนเบียดเสียดกัน ไม่มีทั้งเครื่องนุ่งห่ม ไม่มีการแจกจ่ายเครื่องหลับนอนหรือหมอนมุ้ง มีเพียงแต่สิ่งที่ตนเองได้นำติดตัวมาเท่านั้น และมีการเกิดโรคระบาดร้ายแรงติดต่อกัน โดยเฉพาะโรคมาลาเลียที่ติดต่อกันอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในโรงนอน ซึ่งไม่มียารักษาเฉพาะ และอหิวาตกโรค หรือ ที่เรียกว่า “โรคห่า” เนื่องจากน้ำดื่มกินของเชลยศึกนั้นต้องใช้น้ำในแม่น้ำแควเป็นหลักในการดำรงชีพ ซึ่งเป็นบริเวณเดียวกับที่ทหารญี่ปุ่นโยนศพที่ติดเชื้อโรคอหิวาลงแม่น้ำ จึงเกิดเป็นจักรของโรคร้ายต่างๆนาๆ และเกิดการล้มตายมากขึ้นทุกวัน


ที่มา: https://th.wikipedia.org/

นายบุญผ่อง  สิริเวชพันธ์ 

วีรบุรุษคนไทย ผู้ช่วยชีวิตเชลยศึกในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่ได้รับการยกย่องนับถืออย่างมาก ก็คือ นายบุญผ่อง สิริเวชพันธ์  ท่านเป็นนายกเทศมนตรีและพ่อค้าไทย ณ.ตำบล ปากแพรก อำเภอ เมืองกาญจน์ จังหวัด กาญจนบุรี ได้รับสัมปทานในการส่งอาหารให้แก่แคมป์เชลยศึกของกองทัพญี่ปุ่น ท่านรับรู้ถึงความยากลำบากของเชลยศึก จึงให้ความช่วยเหลือในด้านต่างๆ ทั้งเรื่องเสบียงอาหาร หรือ แบตเตอรี่ โดยเฉพาะยารักษาโรคที่ซ่อนอยู่ด้วยวิธีการหลากหลายรูปแบบอาทิเช่น ซ่อนยาในหัวกะหล่ำ บุหรี่  กระป่องนม หรือ ตามตัว ให้แก่  “ พันโท อี.อี. เวียรี ดันลอป” นายแพทย์ชาวออสเตรเลีย จากการช่วยเหลือของนายบุญผ่องนั้นทำให้สามารถช่วยเหลือชีวิตของเชลยศึกได้นับร้อยนับพันชีวิต

เหตุการณ์การทิ้งระเบิด

ในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ.2487 สะพานข้ามแม่น้ำแควถูกฝ่ายสัมพันธมิตรโจมตี โดยได้มีการทิ้งระเบิดอย่างหนักและต่อเนื่องกันหลายสิบครั้ง  จนในที่สุดสะพานข้ามแม่น้ำแควก็ได้พังลงและเกิดความเสียหายอย่างหนักในช่วงที่ 4-6 ของตัวสะพานและไม่สามารถใช้การได้ จนกระทั่งภายหลังสงครามสิ้นสุดลง รัฐบาลไทยได้ทำการซ่อมแซมใหม่และใช้งานได้ดังเดิมเมื่อปี พ.ศ.2489

สงครามในอดีตเป็นบทเรียนชั้นเลิศที่สอนให้บรรพชนรุ่นหลังได้เรียนรู้และตระหนักถึงความโหดร้าย และความทารุณที่เกิดขึ้นจากฝีมือมนุษย์ ความขัดแย้งจากสงครามย่อมส่งผลให้เกิดความสูญเสียเรื่อยมา วิบากกรรมของเชลยศึกในทางรถไฟสายมรณะนั้น เป็นเพียงส่วนหนึ่งของผลกระทบที่เกิดขึ้นจากความไม่เข้าใจซึ่งกันและกัน และยังเป็นแบบอย่างสำคัญที่ทำให้เห็นถึงการสร้างมิตรไมตรี ความมีน้ำใจของเพื่อนมนุษย์ โดยไม่มีเรื่องสัญชาติ เผ่าพันธุ์ หรือภาษามาเกี่ยวข้อง ดั่งเช่น นายบุญผ่อง  สิริเวชพันธ์ ให้ความช่วยเหลือแก่เชลยศึก โดยที่ตนเองนั้นไม่ได้รับผลประโยชน์แต่อย่างใด เพียงเพื่อต้องการช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ให้หลุดจากความทารุณและความโหดร้ายจากสงคราม  จึงเห็นได้ว่าการที่พยายามหาทางออกด้วยกำลังนั้น ล้วนแต่เกิดความสูญเสีย แต่หากลองเปิดใจหันหน้าเข้าหากัน ยอมรับความคิดบนพื้นฐานแห่งความเท่าเทียมของการเป็นมนุษย์ ก็จะสามารถร่วมกันสร้างประตูทางออกที่มีแต่ความสันติสุขร่วมกันได้


อ้างอิง

กลุ่มงานข้อมูลสารสนเทศและการสื่อสาร สำนักงานจังหวัดกาญจนบุรี ๒๕๕๖. ประวัติความเป็นมา (ออนไลน์). สืบค้นเมื่อ ๒๖ มีนาคม ๒๕๕๙, จาก : http://www.kanchanaburi.go.th/au/sapanfestival2556/history.php.

วันชัย ตัน. ๒๕๕๖. บุญผ่อง สิริเวชพันธ์ “หนี้ที่ใช้คืนไม่หมด” (ออนไลน์). สืบค้นเมื่อ ๒๖ มีนาคม ๒๕๕๙, จาก : http://www.sarakadee.com/blog/oneton/?p=1338.

สงศักดิ์ ๒๕๕๑. ประวัติรถไฟสายมรณะ (ออนไลน์). สืบค้นเมื่อ ๒๖ มีนาคม ๒๕๕๙, จาก : http://allknowledges.tripod.com/deadrailway.html

Amazing Thailand ๒๕๕๙. สะพานข้ามแม่น้ำแคว (ออนไลน์). สืบค้นเมื่อ ๒๖ มีนาคม ๒๕๕๙, จาก : http://www.kanchanaburi-info.com/th/muang.html

Paiduaykan.com ๒๕๕๑. ทางรถไฟสายมรณะ (ออนไลน์). สืบค้นเมื่อ ๒๖ มีนาคม ๒๕๕๙, จาก : http://www.paiduaykan.com/province/central/kanjanaburi/railway.html

Yuttachai Supkham ๒๕๕๕. ประวัติสะพานข้ามแม่น้ำแคว (ออนไลน์). สืบค้นเมื่อ ๒๖ มีนาคม ๒๕๕๙, จาก : https://sites.google.com/site/yuttachaisupkham2/2

อ่านเพิ่มเติม »

เหตุการณ์การทิ้งระเบิดปรมาณูที่เมืองฮิโรชิมา

โดย กันยาวีร์ แสงสีแก้ว

 “สงครามย่อมส่งผลกระทบต่อจิตใจ ความเจ็บปวดของผู้คนในยุคก่อนยังคงส่งผลต่อจิตใจของผู้คนในยุคหลัง…” (ปิยะโชค ถาวรมาศ, 2556)

เรื่องราวของการทำลายล้างมวลมนุษยชาติด้วยอาวุธครั้งแรกในประวัติศาสตร์นั้น เกิดขึ้นเมื่อ 6 สิงหาคม ค.ศ. 1945 ณ จักรวรรดิญี่ปุ่น  หากย้อนกลับไปในปี ค.ศ.1920 จะพบว่าญี่ปุ่นเกิดปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำอย่างหนัก แนวคิดเรื่องการปกครองแบบเผด็จการมีอิทธิพลในหมู่ของทหารญี่ปุ่น อีกทั้งยังได้รับการสนับสนุนจากประชาชนที่ตกอยู่ในสภาวะอับจนทางเศรษฐกิจ เกิดการแยกตัวเป็นอิสระของกองทัพจากการบังคับของรัฐบาล ต่อมาในปี ค.ศ. 1931 กองทัพญี่ปุ่นได้เข้ายึดแมนจูเรียของจีน โดยที่รัฐบาลญี่ปุ่นไม่ทราบเรื่อง ถือว่ากองทัพไม่ยอมรับอำนาจของรัฐบาลได้อย่างชัดเจน

ประเทศญี่ปุ่นมีรูปแบบการบริหารจัดการประเทศเผด็จการแบบฟาสซิสต์เหมือนยุโรป นับตั้งแต่ นายพลฮิเดกิ โตโจ นายทหารคนสำคัญ ได้รับการแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ในปี ค.ศ. 1941 ทางยุโรปเกิดสงครามรุกรานกัน ช่วงเริ่มสงครามแรกๆนั้น ญี่ปุ่นท่าทางจะไปได้สวยเลยทีเดียว ขณะที่ทูตญี่ปุ่นกำลังดำเนินการเจรจาทางการทูตเพื่อแก้ไขปัญหากับสหรัฐอเมริกาอยู่นั้น ได้เกิดเหตุการณ์หนึ่งขึ้นซึ่งกองทัพญี่ปุ่นได้บุกเข้าเพิร์ลฮาร์เบอร์ซึ่งเกาะเล็กๆ ของหมู่เกาะฮาวาย ตีฐานทัพของสหรัฐอเมริกาที่อยู่บนเกาะ ซึ่งถือเป็นฐานทัพใหญ่ของสหรัฐอเมริกาที่คุมกำลังด้านแปซิฟิก โดยที่อเมริกาทำอะไรไม่ได้เลย ขณะเดียวกันญี่ปุ่นเริ่มบุกรุกเพื่อนบ้านในแถบเอเชีย อาคเนย์ ไม่มีประเทศไหนสามารถต้านทานญี่ปุ่นได้ กองกำลังของญี่ปุ่นเข้มแข็งมาก และการเข้าโจมตีเกาะเพิร์ลฮาร์เบอร์ของญี่ปุ่นในครั้งนั้น สร้างความไม่พอใจให้แก่สหรัฐอเมริกา เป็นการดันให้ทั้ง ญี่ปุ่นและสหรัฐอเมริกา เข้าสู่สงครามโลกครั้งที่สอง

แต่เมื่อถึงช่วงปลายสงครามโลกครั้งที่ 2 นั้น ญี่ปุ่นเริ่มอ่อนแอ ไม่สามารถต้านประเทศมหาอำนาจอย่างอเมริกาได้ เรือบรรทุกนํ้ามันโดนโจมตี เรือที่ขนเสบียงก็โดนตี คนญี่ปุ่นที่ไปรบในแถบอาเซียนเสียชีวิต จากการขาดเสบียงอาหารและยารักษาโรคเป็นจำนวนมาก ในประเทศญี่ปุ่น เครื่องบินอเมริกาบินมาถล่มญี่ปุ่นทุกค่ำคืน เมืองใหญ่ๆ ไม่ว่าจะเป็นโตเกียว โอซาก้า นาโกย่า ตอนปลายสงครามโดนถล่มแทบจะเป็นเมืองร้าง ทั้งทหารและพลเรือนเสียชีวิตเป็นจำนวนมาก

ย้อนกลับไปตั้งแต่เกาะเพิร์ลฮาร์เบอร์โดนญี่ปุ่นถล่มยับเยิน ได้มีโครงการหนึ่งเกิดขึ้น เป็นโครงการที่เร่งเครื่องไปข้างหน้า อย่างลับ ๆ ซึ่งโครงการนั้นก็คือ โครงการสร้างระเบิดนิวเคลียร์ การทดลองระเบิดนิวเคลียร์ลูกแรกของโลก ซึ่งนั่นคือว่าที่หายนะของเมืองฮิโรชิมาที่จะกล่าวต่อไป



สถานการณ์สงครามโลกเริ่มคลี่คลายไปมากถึงปี ค.ศ. 1944 และโครงการสร้างระเบิดนิวเคลียร์นี้ได้ประสบผลสำเร็จในกลางปี คศ. 1945 สหรัฐอเมริกาจึงเตรียมที่จะใช้อาวุธนี้จัดการกับประเทศญี่ปุ่น ได้ยื่นคำขาดให้ญี่ปุ่นยอมจำนน แต่ญี่ปุ่นหายอมจำนนไม่

และแล้วในวันที่ 6 สิงหาคม 1945 เครื่องบินบี-29 ลำหนึ่งได้บินอยู่เหนือเมืองฮิโรชิมา เพื่อตรวจสอบสภาพอากาศ ทำให้ประชาชนตื่นกลัวและหลบอยู่ในที่กำบัง เครื่องบินตรวจสอบสภาพอากาศรายงานผลไปยัง อีโนล่า เกย์  เมื่อเครื่องบินตรวจสอบอากาศบินเลยผ่านไปโดยไม่มีการโจมตี ช่วงนั้นดูเหมือนปลอดภัยแล้ว ต่อมา ในเวลา 8:15 นาฬิกา ระเบิดปรมาณู “Little Boy” ถูกจุดระเบิด ณ ตำแหน่งความสูง 580 เมตร เหนือเมืองฮิโรชิมา โดยทิ้งจากเครื่องบินของสหรัฐอเมริกาชื่อ “อีโนล่า เกย์” ที่เพดานบินสูง 9,500 เมตร
 

ภาพถ่ายทางอากาศของเมืองฮิโรชิมา ก่อนและหลังถูกระเบิดปรมณูทำลาย

หลังจากหล่นลงมา 43 วินาที กลไกที่ทำงานตามเวลาและแรงดันอากาศก็เริ่มกระบวนการจุดระเบิด  เกิดเป็นควันขาวอมเขียวพวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้าเป็นรูปดอกเห็ดสูงถึง 10 กิโลเมตร อันเป็นลักษณะเฉพาะของระเบิดนิวเคลียร์และเกิดแสงสว่างอันเจิดจ้า แรงระเบิดขนาด 15 กิโลตัน ระเบิดเหนือพื้นดิน 500 เมตร ปล่อยอานุภาพทำลายล้างออกมาทีละขั้น ประกายไฟที่ออกมาจากลูกไฟยักษ์ที่กว้างถึง 300 เมตร ทำให้อุณหภูมิที่อยู่ด้านล่างลูกไฟนั้นสูงถึง 4,000 องศาเซลเซียสและในอาณาบริเวณรัศมี 1 กิโลเมตร ความร้อนสูงขึ้นถึง 540 องศาเซลเซียส รังสีความร้อนหลอมละลายทุกอย่างที่อยู่ในที่โล่ง ถ้าไม่ระเหยกลายเป็นไอ ก็กลายเป็นเถ้าถ่านไปในทันที



ประชาชนที่โชคดีที่อยู่รัศมีเขตศูนย์กลางจะตายอย่างมีความสุขในทันทีโดยไม่รู้สึกตัว ร่างกายจะแปรสภาพเป็นเถ้าถ่านในชั่วพริบตาเดียว ผู้คนที่อยู่ห่างออกไป จะได้รับผลกระทบจากกระแสความร้อน ทำให้บาดเจ็บทรมานอย่างมาก ผิวไหม้และอิทธิฤทธิ์อีกประการของระเบิดตามมาคือ "แรงระเบิด" ซึ่งเป็น shock wave ความเร็วเบื้องต้นถึง 3.2 กิโลเมตรต่อวินาที แรงระเบิดทำให้เมืองฮิโรชิมาทลายราบเป็นหน้ากลองทั้งเมือง ยังคงเหลืออาคารก่อสร้างอยู่เพียง 10 เปอร์เซ็นต์ของที่มีเดิมเท่านั้น ปฏิบัติการของทหารอเมริกันครั้งนั้นคร่าชีวิตคนไปราว 240,000 คน ถึงกระนั้นญี่ปุ่นยังไม่ยอมจำนน สหรัฐอเมริกาจึงได้ทิ้งระเบิดปรมาณูลูกที่สองใส่ญี่ปุ่นที่นางาซากิอีก จึงเป็นการยุติสงครามโดยสิ้นเชิง รัฐบาลญี่ปุ่นจึงประกาศยอมจำนนอย่างไม่มีเงื่อนไข

ฮิโรชิมา เป็นเมืองเป้าหมายที่ถูกเลือกเป็นแห่งแรกเนื่องมาจาก 1.พื้นที่ของเป้าหมายต้องมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 3 ไมล์และเป็นเขตชุมชุนที่สำคัญขนาดใหญ่ เมื่อปล่อยระเบิด ต้องสามารถทำลายล้างและสร้างความเสียหายได้อย่างมีประสิทธิภาพ 2.เป้าหมายมียุทโธปกรณ์ โรงผลิตอาวุธมากมายและที่ตั้งของกองทัพทหารต้องได้รับการระบุที่ตั้งแน่นอน เพื่อป้องกันหากการทิ้งระเบิดเกิดข้อผิดพลาด เมื่อมีการเลือกแบบนี้ทำให้ฮิโรชิมาเหมาะแก่การทิ้งระเบิดเป็นอย่างยิ่ง  

ในสงครามโลกครั้งที่สอง ถือเป็นสงครามแห่งการสูญเสียของทุกประเทศทั้งเข้าร่วมและไม่เข้าร่วมแต่ได้รับความสูญเสียด้วยในสงครามโลกครั้งนี้ ซึ่งมีหลายเมืองที่ประสบกับการสูญเสียที่ไม่อาจลบเลือน แค่เพียงไม่สามารถเทียบเคียงกับเหตุระเบิดของเมือง ฮิโรชิมา แห่งนี้ได้เท่านั้น

อ้างอิง :

เคยสงสัยหรือไม่?? ทำไมต้องเป็นฮิโรชิมา และนางาซากิ    ค้นเมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2559  จาก http://www.unigang.com/Article/4310

เหตุการณ์ทิ้งระเบิดปรมณูที่ฮิโรชิม่า    ค้นเมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2559  จาก http://pantip.com/topic/30392023

ระเบิดปรมาณูนิวเคลียร์ ถล่มเมืองฮิโรชิมากับนางาซากิ. ค้นเมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2559,  จาก http://www.neutron.rmutphysics.com/science-news/index.php?option=com_content&task=view&id=836&Itemid=4

รำลึกถึงการทิ้งระเบิดปรมาณู. ค้นเมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2559,  จาก http://www.baanjomyut.com/library_2/atom/04.html

6 สิงหาคม ย้อนรอยประวัติศาสตร์ เมืองฮิโรชิมา. ค้นเมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2559,  จาก http://www.vcharkarn.com/varticle/44012

รำลึกถึงโศกนาฏกรรมครั้งร้ายแรงที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ของโลก. ค้นเมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2559,  จาก http://www.unigang.com/Article/3286



อ่านเพิ่มเติม »

การโจมตีอ่าวเพิร์ล ฮาร์เบอร์ (Pearl Harbor)

โดย ปภังกร  วรไวย์

สงคราม คือสิ่งเลวร้ายที่มนุษย์กระทำต่อกัน เพราะเมื่อใดมีภาวะสงคราม ย่อมหมายถึง การสูญเสีย และความทุกข์ของทุกฝ่าย ไม่ว่าสุดท้ายฝ่ายใดจะเป็นฝ่ายได้รับชัยชนะก็ตาม หากกล่าวถึงเหตุการณ์สำคัญที่สร้างความเสียหายมากที่สุดของสหรัฐอเมริกา และเป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้สหรัฐอเมริกา  ได้เข้าร่วมสงครามโลกครั้งที่ 2 รวมถึงโศกนาฏกรรมที่ร้ายแรงที่สุดของโลก ที่คร่าชีวิตผู้คนเป็นจำนวนมาก คงจะหนีไม่พ้นเหตุการณ์การโจมตีกองทัพสหรัฐอเมริกา ที่อ่าวเพิร์ล ฮาร์เบอร์ โดยกองกำลังของจักรพรรดิญี่ปุ่น ซึ่งเป็นที่มาของหลายๆเหตุการณ์ที่สำคัญของโลกและทุกคนจะต้องกล่าวถึง จนถึงทุกวันนี้                      



หลายคนคงไม่ทราบว่าเหตุการณ์การโจมตีอ่าวเพิร์ล ฮาเบอร์นี้ มีส่วนสำคัญอย่างไรกับประวัติศาสตร์ แต่ถ้าท่านได้มีโอกาสได้ศึกษาถึงสงครามโลกครั้งที่ 2 ท่านจะเห็นถึงความสำคัญในเหตุการณ์นี้อย่างมาก เพราะ การโจมตีอ่าวเพิร์ล ฮาเบอร์ ซึ่งเป็นฐานทัพเรือที่สำคัญของสหรัฐอเมริกา ในภาคพื้นแปซิฟิกได้ถูกทำลายลง สร้างความเสียหายอย่างรุนแรงมากในประวัติศาสตร์ของสหรัฐอเมริกา นับเป็นเหตุการณ์สำคัญที่ผลักดันให้อเมริกาประกาศเข้าร่วมในสงครามโลกครั้งที่สอง อย่างเป็นทางการ และก่อให้เกิดโศกนาฏกรรมครั้งยิ่งใหญ่ของโลก

ซึ่งเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเพราะความขัดแย้งที่ไม่สามารถหยุดยั้งได้ระหว่างญี่ปุ่นกับสหรัฐอเมริกา ซึ่งสาเหตุของความขัดแย้งนี้มาจากสงครามจีน-ญี่ปุ่นครั้งที่ 2 เนื่องจากจักรวรรดิญี่ปุ่นต้องการขยายอำนาจของตน จึงได้ทำสงครามกับจีนจนญี่ปุ่นก็ได้รับชัยชนะในหลายพื้นที่ ทำให้จีนต้องสูญเสียดินแดนให้กับญี่ปุ่น เช่น ปักกิ่ง เป่ยผิง และอีกหลายๆเมือง เมืองนานกิงเองก็ได้ถูกกองทัพญี่ปุ่นเข้ายึดครองและทำการสังหารหมู่ชาวจีนไปเป็นจำนวนมาก สร้างความโกรธแค้นให้กับชาวจีนเป็นอย่างมาก นับเป็นอีกเหตุการณ์หนึ่งที่เลวร้ายที่สุดของโลกก็ว่าได้

เมื่อจีนถูกญี่ปุ่นรุกรานอย่างหนักเช่นนี้จึงคิดที่จะหาที่พึ่ง เพื่อให้ประเทศของตนรอดพ้อจากวิกฤตครั้งนี้ จึงได้เล็งเห็นประเทศสหรัฐอเมริกาที่เป็นชาติมหาอำนาจหนึ่งที่สามารถถ่วงดุลอำนาจของจักรวรรดิญี่ปุ่นได้ จึงได้ขอความช่วยเหลือ ช่วงนั้นแม้สหรัฐอเมริกาจะวางตัวเป็นกลางอย่างไร ก็ต้องการที่จะช่วยเหลือจีนอย่างเต็มที่ จึงประกาศยุติการส่งออกสินค้าไปยังญี่ปุ่น  ทำให้ญี่ปุ่นขาดแคลนปัจจัยในการบำรุงกองทัพโดยเฉพาะน้ำมัน และการบุกเข้ายึดจีนต่อไปต้องหยุดชะงักลง ญี่ปุ่นจึงได้ขอเจรจากับสหรัฐอเมริกา แต่ไม่เป็นผล เนื่องจากข้อตกลงของทั้งสองไม่สามารถยุติได้ ทำให้ญี่ปุ่นแค้นเคืองสหรัฐอเมริกาเป็นอย่างมาก

ด้วยความขัดแย้งระหว่างญี่ปุ่นกับสหรัฐอเมริกาที่ยุติไม่ได้ ทำให้ญี่ปุ่นคิดที่จะโจมตีเพิร์ล ฮาร์เบอร์ ซึ่งเป็นฐานทัพที่สำคัญที่สุดของสหรัฐอเมริกา ในภาคพื้นแปซิฟิก ตั้งอยู่ในหมู่เกาะฮาวาย ณ วันที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2484 โดยการโจมตีที่เฉียบพลันของกองทัพอากาศญี่ปุ่น ซึ่งมีเครื่องบินทิ้งระเบิดและเครื่องบินตอร์ปิโดญี่ปุ่น 353 ลำ (ฝูงบินรบ "กามิกาเซ่") เป็นการลอบโจมตีที่สหรัฐอเมริกาไม่สามารถตั้งรับได้ทัน การโจมตีนี้มีสองระลอก โดยการโจมตีระลอกแรก เริ่มขึ้นก่อน 8 .00 น.เพียงเล็กน้อย และระลอกที่สองก็ตามมาอีกหนึ่งชั่วโมงถัดมา ใช้เวลาทั้งหมดเพียงไม่กี่ชั่วโมงในการทำลายล้าง สร้างความเสียหายอย่างหนัก ส่งผลให้กองทัพของสหรัฐอเมริกามีทหารเสียชีวิต 2,335 นาย ทหารอากาศ 55 นาย ทหารเรือดำน้ำ 9 นาย พลเรือน 68 คน ทหารบาดเจ็บ 1,143 นาย พลเรือน 35 คน เรือรบจม 4 ลำ และเสียหายอีก 4 ลำ เครื่องบินถูกทำลาย 29 ลำ และเรือดำน้ำเสียหายอีก 4 ลำ ขณะที่ฝ่ายญี่ปุ่นสูญเสียเล็กน้อย คือ เรือประจัญบาน 29 ลำและเรือดำน้ำขนาดเล็กมาก 5 ลำ และทหารเสียชีวิตหรือบาดเจ็บ 185 นาย หลังจากนั้นอีก 44 เดือน กองเรือสหรัฐ ได้จมเรือบรรทุกเครื่องบิน เรือประจัญบานและเรือลาดตระเวนญี่ปุ่นในกองกำลังที่โจมตีเพิร์ลฮาร์เบอร์ได้ทุกลำ                



และเหตุการณ์นี้ก็ได้นำไปสู่การทิ้งระเบิดปรมาณูนิวเคลียร์ ถล่มเมืองฮิโรชิมากับนางาซากิ ก่อให้เกิดความเสียหายอย่างมากกับประเทศญี่ปุ่น นับเป็นการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ที่มีผู้คนล่มตายเป็นอย่างมาก สุดท้ายญี่ปุ่นก็ได้ยอมจำนนและยุติสงคราม และเป็นจุดจบของสงครามโลกครั้งที่สองของมวลมนุษยชน

เชื่อว่าหลายคนคงได้ทราบถึงความสำคัญของเหตุการณ์ในครั้งนี้แล้วว่าส่งผลกระทบต่อประวัติศาสตร์โลกอย่างไร ถ้าความขัดแย้งระหว่างญี่ปุ่นกับสหรัฐอเมริกายุติลงได้ คงจะไม่มีเหตุการณ์เช่นนี้ และจะไม่เกิดการสูญเสียของทั้งสองฝ่าย สุดท้ายนี้ขอให้ท่านได้พิจารณาและคิดทบทวนเรื่องราวที่เกิดขึ้นนี้ว่า สำคัญด้วยหรือที่คนเราจะสร้างความหายนะให้กันและกัน ต้องมีสงครามที่ไม่จบสิ้น เพียงเพราะความคิดที่จะทำให้พวกของตนและผลประโยชน์ของตนต้องมีประสิทธิภาพกว่าผู้อื่น ทำไมเราไม่ยุติความขัดแย้งด้วยความสันติเพื่อความสงบสุขของทุกฝ่าย ความสูญเสียเช่นเหตุการณ์ดังกล่าวก็จะไม่ต้องเกิด ขอให้เหตุการณ์เหล่านี้เป็นบทเรียนที่สำคัญให้เราได้ศึกษาและคิดที่จะปรับปรุงแก้ไขในส่วนที่ผิดพลาดไป


อ้างอิง

จิ้มจุ่ม.(2554). สงครามอ่าวเพิร์ลฮาร์เบอร์. ออนไลน์. สืบค้นเมื่อ 11 มีนาคม 2559, จาก: http://variety.teenee.com/foodforbrain/33679.html

บ้านจอมยุทธ.ฮิโรชิมา 1945. ออนไลน์. สืบค้นเมื่อ 11 มีนาคม 2559, จาก: http://www.baanjomyut.com/library/hirochima1945/04.html

การโจมตีเพิร์ลฮาร์เบอร์.(2556). ออนไลน์. สืบค้นเมื่อ 11 มีนาคม 2559, จาก : http://kwanlikehistory.blogspot.com/2013/09/blog-post_1002.html

อ่านเพิ่มเติม »