แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ราชวงศ์ชิง แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ราชวงศ์ชิง แสดงบทความทั้งหมด

ชายชาวจีนกับการไว้ผมเปีย

โดย ธิติกาญจน์ แสงฤทธิ์

สำหรับคอละครจีนย้อนยุคทั้งหลายหรือใครที่เคยดูหนังจีนแนวโบราณกันมาแล้วคงจะคุ้นตากันดีกับภาพตัวละครชายในเรื่องที่ส่วนมากมักจะไว้ทรงผมประหลาดตากันใช่มั้ยคะ โดยเป็นทรงผมที่มีลักษณะการโกนผมด้านหน้าครึ่งศรีษะส่วนด้านหลังจะถักเปียยาวลงมา ซึ่งทรงผมที่เราเคยเห็นนี้เรียกกันว่า “ทรงแมนจู” ซึ่งเป็นทรงผมของชาวแมนจูนั่นเอง หลายๆคนอาจจะสงสัยว่าทำไมผู้ชายชาวจีนในสมัยก่อนนั้นจึงต้องไว้ผมทรงนี้กัน เราจึงได้รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับที่มาของการไว้ทรงผมแมนจูของชาวจีนไว้ในบทความนี้ค่ะ



ต้องบอกก่อนเลยว่าแต่เดิมนั้นชาวจีนไม่ได้ไว้ผมทรงแมนจูตั้งแต่แรกเริ่ม ในยุคสมัยของราชวงศ์หมิงนั้นชาวจีนยังคงไว้ผมยาวแล้วเกล้าขึ้นมัดเป็นมวยตามความเชื่อลัทธิขงจื้อที่ว่า ผมและอวัยวะอื่นๆของร่างกายนั้นเป็นสิ่งที่พ่อแม่ให้มาไม่อาจทำลายได้และเป็นเช่นนี้มานับพันปี จนกระทั่งแผ่นดินจีนถูกปกครองด้วยราชวงศ์ชิง

ราชวงศ์ชิงซึ่งก่อตั้งโดยชาวแมนจูแต่เดิมเป็นชนเผ่าเร่ร่อนอาศัยอยู่ในเขตแมนจูเรีย ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของสาธารณรัฐประชาชนจีนในปัจจุบัน ชาวแมนจูมีเอกลักษณ์พิเศษคือทรงผมที่โกนผมส่วนหน้าแล้วถักหางเปียเป็นเส้นเดียวยาวลงมา เรียกว่า “เปี้ยนซือ” (辮子; biànzi) จากข้อสันนิษฐานที่ว่าชาวแมนจูนิยมใช้ม้ากันเยอะ จึงนิยมตัดผมทรงนี้เพื่อช่วยในการเคลื่อนไหวบนหลังม้าและเวลายิงธนูเส้นผมจะได้ไม่ปกหน้าอีกทั้งยังสะดวกในการใช้ชีวิตในท้องทุ่ง ส่วนการถักเปียนั้นสันนิษฐานว่ามีไว้พันคอเพื่อให้ความอบอุ่นในยามหนาว คนจีนจึงมองกลุ่มคนเหล่านี้ว่าเป็นคนเถื่อนนอกด่าน


ทรงผมเปียรูปแบบต่างๆของชาวแมนจู
ที่มา: https://th.wikipedia.org/

หลังจากที่ชาวแมนจูสามารถยึดครองแผ่นดินจีนไว้ได้ทั้งหมดและสถาปนาราชวงศ์ชิงขึ้นมาในช่วงค.ศ.1644  ได้มีการออกคำสั่งให้ชาวจีนทั้งหมดโกนผมครึ่งศรีษะและถักเปียแบบชาวแมนจู ในช่วงแรกนั้นมีการต่อต้านอย่างรุนแรงจากชาวจีนจนต้องระงับบคำสั่งนี้ จนกระทั้งค.ศ.1645 ได้ดำเนินนโยบายนี้อีกครั้ง และประกาศว่าหากผู้ใดไม่ปฏิบัติตามภายใน 10 วัน มีโทษถึงประหารชีวิต หลังจากประกาศนโยบายนี้ออกไปทำให้ชาวจีนที่ต่อต้านถูกทหารแมนจูประหารชีวิตไปมากกว่า 200,000 คน ภายในระยะเวลาเพียง 3 วัน โดยถือว่าผู้ที่ขัดขืนถือเป็นคนทรยศ ไม่ซื่อตรงต่อฮ่องเต้  ชาวจีนในยุคนั้นจึงขนานนามนโยบายนี้ว่า “ไว้ผมไม่ไว้หัว ไว้หัวไม่ไว้ผม (留头不留发,留发不留头)” หมายความว่า หากต้องการรักษาชีวิตไว้ก็ให้โกนผมและไว้เปียแบบชาวแมนจู



ส่วนทรงผมของหญิงชาวแมนจูนั้นจะแบ่งเป็น 2 แบบ คือทรงสองแกละ และ ทรงหมวกปีกกว้าง ทรงสองแกละนั้นเริ่มจากการหวีผมไปไว้ด้านหลัง จากนั้นแบ่งเป็นสองส่วน ส่วนล่างถึงลำคอ  แล้วแบ่งผมออกเป็นสองช่อยกสูง ตอนที่พับนั้นชโลมน้ำยาจัดทรงผมพร้อมกับจัดให้เรียบ ยกสูงขึ้นเล็กน้อย แล้วพับ จากนั้นรวมกันเป็นช่อเดียว  แล้วย้อนกลับไปด้านหน้า  ใช้เชือกมัดให้แน่นจากโคนผม    จากนั้นสอดแถบเหล็กสำหรับจัดทรง   แล้วนำเส้นผมพันรอบแถบเหล็กนั้นไว้  ให้เป็นรูปตัว T แล้วค่อยประดับด้วยดอกไม้ ลูกปัด และพู่ห้อยหรือตุ้งติ้ง ภายหลังในสมัยเสียเฟิงฮ่องเต้ (ก่อนสมัยซูสีไทเฮา) ผมทรงนี้ก็ค่อยๆมีขนาดใหญ่ขึ้น แกละทั้งสองข้างก็มีขนาดใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ จึงนำแถบรูปพัดสีดำมาประดับให้ปีกผมทั้งสองข้างกว้างขึ้นเรียกว่า ฉีโถว หรือ กวนจวง   หรือที่รู้จักกันในชื่อ  ต้าลาเช่อ


ที่มา: https://www.deviantart.com/

จากการที่ผู้ปกครองมีจำนวนน้อยกว่าผู้ถูกปกครอง อีกทั้งชาวจีนยังมีวัฒธรรมที่เหนือกว่า ทำให้ชาวแมนจูต้องการทำลายอัตลักษณ์ดั้งเดิมของชาวจีนทิ้ง จึงได้มีมารตราการหลายอย่างเพื่อเปลี่ยนชาวจีนให้เป็นชาวแมนจู ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือเรื่องทรงผม ทำให้ปัญหาเรื่องทรงผมขยายตัวรุนแรงขึ้นจนกลายเป็นปัญหาทางการเมือง ในช่วงราชวงศ์ชิงปกครองแผ่นดินจีนการไว้ทรงผมแมนจูจึงเป็นสัญลักษณ์ของการถวายความจงรักภักดีต่อราชวงศ์ชิง หากใครตัดผมเปียทิ้งก็หมายถึงการเป็นปฏิปักษ์นั่นเอง แต่ถึงอย่างไรก็ตามก็ยังมีชาวจีนที่ต่อต้านราชวงศ์นี้ก่อกบฎหลายครั้งทำให้ถูกประหารชีวิตไปเป็นจำนวนมาก โดยคาดการณ์กันว่าตลอดการปกครองของราชวงศ์ชิงมีชาวจีนกว่า 1  ล้านคน ถูกประหารชีวิตจากการไม่ไว้ผมทรงแมนจู

แต่หลังจากที่ราชวงศ์ชิงล่มสลายลง โดยถูกโค่นล้มจากขบวนการปฏิวัติซินไฮ่ และประเทศจีนเข้าสู่ระบอบการปกครองแบบสาธารณรัฐ รัฐบาลจึงได้มีคำสั่งให้ชาวจีนทุกคนยกเลิกการไว้ผมทรงแมนจู ในระยะแรกนั้นยังคงมีชาวจีนหลายคนที่ยังคงเลือกไว้ทรงผมแมนจู เนื่องจากการไว้ทรงผมแมนจูกลายเป็นวัฒนธรรมที่ยาวนานกว่า 300 ปีของชาวจีน จนรัฐบาลต้องออกกฎหมายให้ทหาร ข้าราชการและประชาชนทุกคนตัดผมเปียทิ้ง หากใครไม่ปฏิบัติตามถือว่าเป็นการทำผิดกฏหมาย จึงทำให้วัฒนธรรมการไว้ทรงผมแมนจูเริ่มจางหายไปจากสังคมจีน

จากชนเผ่าเร่ร่อนที่อาศัยอยู่ตามชายขอบของประเทศจีนถูกชาวจีนมองว่าเป็นกลุ่มคนเถื่อนนอกด่าน
จนสามารถยึดครองแผ่นดินจีนและสถาปนาราชวงศ์ชิงขึ้นมา นอกจากนี้แล้วยังถ่ายทอดอัตลักษณ์ความเป็นชนเผ่าแมนจูออกไปสู่ชาวจีนผ่านทรงผมโดยการให้ชายชาวจีนทุกคนไว้ทรงผมเดียวกัน ซึ่งก็คือทรงแมนจู สิ่งเหล่านี้นั้นถูกใช้เป็นเครื่องมือในการแสดงออกถึงความจงรักภักดีต่อราชวงศ์ชิง โดยหากผู้ใดยอมไว้ทรงผมแมนจูถือว่าบุคคลนั้นภักดีต่อราชวงศ์ แต่หากผู้ใดต่อต้านนั่นหมายถึงการเป็นปฏิปักษ์ ซึ่งหมายความว่าลักษณะการไว้ทรงผมของชายชาวจีนนั้นมีอิทธิพลต่อชีวิตความเป็นอยู่ของชาวจีนนั่นเอง


อ้างอิง  

กนกพร. (2007). ทำไมชายจีนต้องไว้ผมเปีย. สืบค้นเมื่อ  14 กันยายน 2018. จาก: http://www.uniserv.buu.ac.th/forum2/topic.asp?TOPIC_ID=1986

กรกิจ. (2017). ทำไมแมนจูต้องไว้เปีย. สืบค้นเมื่อ 14 กันยายน 2018. จาก:
http://www.gypzyworld.com/article/view/859

เอกชัย. (2017). ทรงผมแมนจู.   สืบค้นเมื่อ  14 กันยายน 2018. จาก: https://prachatai.com/journal/2017/11/74184

Ch3Thailand. (ม.ป.ป.). “ทรงผมแมนจู” ตำนานที่เป็นมากกว่าทรงผม. สืบค้นเมื่อ  14 กันยายน 2018. จาก: http://www.ch3thailand.com/news/drama/9953

Shoshui. (2561). ชาวแมนจู. สืบค้นเมื่อ  14 กันยายน 2018. จาก https://th.wikipedia.org/w/index.php?title=ชาวแมนจู&action=history

MGR Online. (2551). “เส้นผม” พลิ้ว...วัฒนธรรมมังกรไหว / อู่วัฒนธรรม. สืบค้นเมื่อ 21 ธันวาคม 2018 จาก: https://mgronline.com/china/detail/9510000112968

จาง จาง จาง จาง. (2013). เครื่องแต่งกายสมัยชิง. สืบค้นเมื่อ 21 ธันวาคม 2018 จาก: https://zhanglipan.wordpress.com/2013/10/16/เครื่องแต่งกายสมัยชิง/

อ่านเพิ่มเติม »

พระราชวังต้องห้าม (Gu Gong or Imperial palace or Forbidden City)

โดย ธนัชพร พันธุ์เสือ

ประเทศจีนเป็นประเทศที่กว้างใหญ่มากมีสถานที่ท่องเที่ยวให้นักท่องเที่ยวได้แวะไปเยี่ยมชมตั้งมากมาย ทั้งสถานที่ท่องเที่ยวเชิงนิเวศเชิงศิลปวัฒนธรรมและเชิงประวัติศาสตร์ วันนี้ดิฉันมีสถานที่แห่งหนึ่งมาแนะนำ พระราชวังต้องห้าม ณ กรุงปักกิ่ง เป็นอีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวที่ห้ามพลาดเมื่อมาเที่ยวที่ประเทศจีน เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก



พระราชวังต้องห้าม (Gu Gong or Imperial palace or Forbidden City) เป็นที่รู้จักในหลากหลายชื่อในภาษาจีนนั้น ชาวจีนจะเรียกพระราชวังต้องห้ามว่า กู้กง (故宫:Gùgōng) ที่แปลว่า พระราชวังเก่า นอกจากนี้คำนี้ยังใช้เรียกพระราชวังเก่าตามเมืองต่างๆในประเทศจีนด้วย ส่วนคำที่เรารู้จักกันดีว่า "พระราชวังต้องห้าม" นั้นแปลมาจากภาษาจีน จื่อจิ้นเฉิง ( 紫禁城; Zǐjìn Chéng) แปลตามตัวอักษรได้ว่า "เมืองต้องห้ามสีเลือดหมู" ด้วยเหตุที่ว่า ห้ามสามัญชนเข้าไปในบริเวณวังหลวงโดยเด็ดขาด แม้ข้าราชการชั้นสูง ยังต้องขออนุญาต เป็นกรณีพิเศษ และสีเลือดหมูนั้นเป็นสีอาคารและหลังคาโดยทั่วไป

พระราชวังต้องห้ามอยู่ใจกลางเมืองปักกิ่ง มีพื้นที่ทั้งหมดประมาณ 450 ไร่ พระราชวังต้องห้ามมีรูปทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า จากเหนือไปใต้กว้าง 961 เมตร และจากตะวันตกไปตะวันออกกว้าง 753 เมตร มีกำแพงวังล้อมรอบทั้งหมด มีประตูวังทั้งสี่ทิศ มีตำหนักน้อยใหญ่ประมาณ 9,000 กว่าห้อง


ที่มา: http://belleairimages.com/

พระราชวังนี้แต่เดิมนั้นเป็นพระราชวังหลวงของราชวงศ์หยวนแห่งมองโกล ต่อมาเมื่อราชวงศ์หยวนล่มสลายลงแล้วมีราชวงศ์หมิงขึ้นมาแทน จักรพรรดิพระองค์แรกของราชวงศ์หมิง จักรพรรดิหงอู่ได้ย้ายเมืองหลวงจากปักกิ่งไปนานกิงและดำริให้รื้อถอนพระราชวังออก ต่อมาเมื่อพระราชโอรสของพระองค์ จักรพรรดิหย่งเล่อได้ขึ้นครองราชย์ พระองค์ก็ได้ย้ายเมืองหลวงกลับปักกิ่งดั่งเดิม และทรงสั่งให้ก่อสร้างพระราชวังใหม่ขึ้นในปี พ.ศ. 1949 ซึ่งได้กลายมาเป็นพระราชวังต้องห้ามแห่งนี้ จนในปี พ.ศ. 2187 ได้เกิดจลาจลขึ้นทำให้พระราชวังสมัยราชวงศ์หมิงเสียหายไป จนเมื่อราชวงศ์ชิงขึ้นครองอำนาจต่อจากราชวงศ์หมิง จึงก็ได้ก่อสร้างพระราชวังขึ้นมาใหม่บนฐานสิ่งก่อสร้างเดิม ทำให้พระราชวังกลายมาเป็นจุดศูนย์กลางอำนาจของจีนอีกครั้งเรื่อยมาจนถึงราชวงศ์ชิงล่มสลาย และเปลี่ยนการปกครองมาเป็นระบอบสาธารณรัฐ

แม้ว่าประเทศจีนจะไม่มีสถาบันพระมหากษัตริย์แล้ว พระราชวังต้องห้ามก็ยังคงเป็นสัญลักษณ์ของประเทศจีน และภาพประตูเทียนอันเหมินก็ยังปรากฏอยู่ในตราประจำสาธารณรัฐประชาชนจีนอีกด้วย ซึ่งไม่นานมานี้ ทางรัฐบาลจีนได้มีนโยบายจำกัดปริมาณนักท่องเที่ยวเพื่อจะอนุรักษ์สภาพของอาคารและสวนหย่อมไว้นอกจากนี้ พระราชวังต้องห้ามยังเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ซึ่งเมื่อพ.ศ. 2530 (ค.ศ. 1987) ทางยูเนสโกได้ประกาศให้พระราชวังต้องห้ามและพระราชวังสิ่นหยางเป็นหนึ่งในมรดกโลกในนาม พระราชวังหลวงแห่งราชวงศ์หมิงและราชวงศ์ชิงในปักกิ่งและเสิ่นหยาง



การก่อสร้างพระราชวังนี้เป็นเรื่องที่โหดมาก เพราะต้องใช้ช่างฝีมือกว่าหนึ่งแสนคน คนงานมากกว่าหนึ่งล้านคน ไม้ที่ใช้นั้นเป็นไม้หนามมู่ เป็นไม้เนื้อแข็งชั้นดี เอามาจากมณฑลซื่อชวน กว่างตง และยูนาน ส่วนไม้ซุงขนมาจากซื่อชวน เจียงซี เจ๋อเจียง ส่านซี และฮูนาน เมื่อตัดไม้แล้วก็จะทิ้งไว้บนเขาอย่างนั้น รอให้น้ำป่าหลากทะลักพัดให้ไม้ลงมาเอง จากนั้นจึงค่อยบรรทุกขึ้นเรือมาปักกิ่ง หินที่ใช้นำมาจากฟ่างซาน ต้องจ้างชาวไร่ ขาวนา ในการขนย้ายหินถึง 20,000 คน ซึ่งหินแต่ละก้อนยาว 10 เมตร กว้าง 3 เมตร หนา 1.6 เมตร ถ้าย้ายผ่านพื้นที่ที่เป็นน้ำแข็ง ต้องราดน้ำลงไปเพื่อให้น้ำแข็งละลาย อิฐนำมาจากหลินจิ้ง ในมณฑลซานตง การสร้างต้องใช้อิฐมากกว่าสิบล้านก้อน เพื่อใช้ปูพื้นพระราชวัง และขั้นตอนในการปูพื้นก็มีกรรมวิธีกว่ายี่สิบขั้นตอน แต่ละพื้นที่ใช้เวลาปูพื้นนานร่วมปี

พระราชวังต้องห้ามได้แบ่งออกเป็น 2ส่วนด้วยกันคือ พระราชวังชั้นใน และพระราชวังชั้นนอก พระราชวังชั้นนอก เป็นที่ที่เอาไว้จัดงานต่างๆเป็นสถานที่ทำงานของฮ่องเต้และเป็นจุดศูนย์กลางของวัง พระราชวังชั้นใน เป็นที่ประทับของฮ่องเต้และพะบรมวงศานุวงค์เป็นส่วนที่ผู้ชายไม่สามารถเข้าไปได้ ยกเว้นขันที


ที่มา: http://www.bareo-isyss.com/

ในเขตพระราชวังชั้นนอกมีตำหนักที่สำคัญอยู่3ตำหนัก คือ ตำหนักไถ่เหอ ตำหนักจงเหอ และตำหนักเป่าเหอ โดยทั้งสามตำหนักนี้ตั้งอยู่บนแท่นหินขนาดใหญ่ ตำหนักไท่เหอ มีขนาดใหญ่ที่สุด เป็นศูนย์กลางอำนาจของฮ่องเต้ล้อมรอบด้วยหินหยกที่สลักเป็นรูปเมฆ มังกร และหงส์ ใช้เป็นสถานที่ว่าราชการของฮ่องเต้ และต้อนรับแขกบ้านแขกเมือง ตำหนักจงเหอ ขนาดใหญ่รองมาจากไท่เหอ รูปทรงสี่เหลี่ยมมียอดแหลมใช้เป็นสถานที่พักรอก่อนออกว่าราชกาล หรือพระราชพิธีต่างๆ ตำหนักเป่าเหอ อยู่หลังตำหนักจงเหอขนาดใหญ่พอๆกับตำหนักไถ่เหอ ใช้เป็นสถานที่จัดงานเลี้ยงรับรอง และใช้เป็นสนามสอบจอหงวน

ส่วนพระราชวังชั้นในมีตำหนักที่สำคัญอยู่ 2 ตำหนัก ตำหนักพระราชวังชั้นในนี้มีขนาดเล็กกว่าตำหนักของพระพระราชวังชั้นนอก พระที่นั่งเฉียนชิง ตำหนักหน้าของพระราชวังชั้นใน เป็นที่ประทับฮ่องเต้เพื่อตรวจสอบเอกสารลงนามอนุมัติราชการต่างๆ พระที่นั่งหย่างซินเตี้ยน อยู่บริเวณตะวันตกเฉียงใต้ของพระราชวังชั้นใน เป็นที่ประทับของฮ่องเต้ไว้นัดพบพูดคุยราชการกับข้าราชการชั้นผู้ใหญ่



ปัจจุบันนี้พระราชวังต้องห้ามได้เปิดเป็นสถานที่ท่องเที่ยวให้นักท่องเที่ยวได้ไปเยี่ยมชมโดย พระราชวังต้องห้ามเปิดให้เข้าชมตั้งแต่วันอังคาร-วันอาทิตย์และเวลาในการเปิดทำการจะต่างไปตามฤดูกาล คือ เดือนเมษายน-ตุลาคม เปิด 8.30-17.30 ค่าเข้าชม 60 หยวน เดือนพฤศจิกายน-มีนาคม เปิด 8.30-16.30 ค่าเข้าชม 40 หยวน และมีการจำกัดจำนวนนักท่องเที่ยวที่จะเข้าชมไม่เกินวันละ 80,000 คน เพื่อป้องกันไม่ให้มีนักท่องเที่ยวมากเกินไป เพื่อความปลอดภัย และเพื่อต้องการอนุรักษ์โบราณสถานแห่งนี้

โดยการเดินทางไปยังพระราชวังต้องห้ามก็มีให้เลือกหลายวิธี ไม่ว่าจะเป็นนั่งรถโดยสารสาธารณะเดินทางไปยังจัตุรัสเทียนอันเหมินโดนค่าโดยสารเริ่มที่ราคา 2 หยวน รถไฟฟ้าใต้ดิน นั่งสาย1ไปลงสถานีเทียนอันเหมินตะวันออก หรือตะวันตกก็ได้แล้วเดินต่อไปยังพระราชวังต้องห้าม แท็กซี่ เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่นิยมเป็นอย่างมากค่าโดยสารจะอยู่ประมาณ 13หยวน

และนี่คือสถานที่ที่อยากแนะนำให้ทุกคนได้รู้จักค่ะ หากมีโอกาสได้ไปประเทศจีนก็อยากให้ทุกคนไม่พลาดที่จะไปพระราชวังต้องห้ามกันดูสักครั้งนะคะ เพราะที่นี่นอกจากได้ขึ้นทะเบียนจาก UNESCO ให้เป็นมรดกโลกแล้วที่นี่ยังถูกยกให้เป็นสถานที่ที่ได้รับความนิยมมากที่สุดของโลกอีกด้วย เพราะอย่างนี้แล้วไปประเทศจีนแล้วก็อย่าลืมไปพระราชวังต้องห้ามกันนะคะ


อ้างอิง 

พระราชวังต้องห้าม กู้กงสถานที่เที่ยวเมืองปักกิ่ง . สืบค้นเมื่อ 12 กันยายน 2561 , จาก ; http://www.oceansmile.com/China/Kukong.htm

พระราชวังต้องห้าม . สืบค้นเมื่อ 12 กันยายน 2561 , จาก : https://www.hilllily.com/th-th/explore-beijing1/forbidden-city

พระราชวังต้องห้ามแห่งกรุงปักกิ่ง . สืบค้นเมื่อ 12 กันยายน 2561 , จาก : http://palanla.com/index.php?op=abroadLocation-detail&id=158

 พระราชวังต้องห้าม ความเป็นมา ความหมาย . สืบค้นเมื่อ 11 ธันวาคม 2561 , จาก ; https://guru.sanook.com/7167/

พระราชวังต้องห้าม . สืบค้นเมื่อ 11 ธันวาคม 2561 , จาก : https://th.wikipedia.org/wiki/

อ่านเพิ่มเติม »

“ฉิงชิง” จาก “โสเภณี” สู่ "ราชินีโจรสลัดเเห่งทะเลจีนใต้"

โดย ธีรภัทร์ ช้างแก้ว

“ฉิงชิง” ซึ่งถือเป็นบุคคลที่มีเรื่องราวอันน่าเหลือเชื่อ จากอดีตโสเภณีที่ต้องพบกับชะตาชีวิตอันผกผันจนทำให้เธอเป็นโจรสลัดที่น่าเกรงขามที่สุดในทะเลจีนใต้ จนเป็นที่กล่าวขานกันว่า แม้แต่ราชสำนักในยุคราชวงศ์ชิงอันยิ่งใหญ่ของจีน ยังต้องยอมแพ้ต่อโจรสลัดกลุ่มนี้ จนถึงขั้นที่ทางราชสำนักจีนพระราชทานอภัยโทษให้แก่ ฉิงชิง และสมาชิกโจรสลัดกลุ่มนี้ทุกคน เรื่องของฉิงชิงจึงได้ถูกจารึกในประวัติศาสตร์ ด้วยฉายาว่า “ราชินีโจรสลัดแห่งทะเลจีนใต้”

อ่านเพิ่มเติม »

จุดจบราชวงศ์ชิง

โดย นายโสรัตน์  สันหา

เป็นเวลากว่า 268 ปี ที่ราชวงศ์ชิงได้ปกครองแผ่นดินจีน มันเป็นยุคที่จีนมีอาณาเขตกว้างใหญ่ไพศาลที่สุด และทรงอิทธิพลอย่างมาก เเต่เมื่อมองให้ลึกลงไปอย่างละเอียด ราชวงศ์ชิงเป็นยุคที่เสื่อมถอยความเจริญอย่างมาก อีกทั้งภัยจากมหาอำนาจตะวันตกได้เริ่มแผ่ขยายอิทธิพลมายังโลกตะวันออก นำไปสู่เหตุการณ์ที่ทำให้ระบบจักรพรรดิที่ใช้มากว่า 2000 ปีต้องปิดฉากลง

ราชวงศ์ชิงเป็นราชวงศ์ของชาวแมนจู เดิมที่นั้นชาวแมนจูเป็นชนเผ่าเร่รอนที่อาศัยอยู่ในเขตเเมนจูเรีย หรือทางตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศจีนในปัจจุบัน ซึ่งเป็นพื้นที่สภาพแห้งเเล้งและมีอากาศหนาวเย็น

เมื่อครั้งช่วงปลายราชวงศ์หมิง แผ่นดินเกิดความวุ่นวาย เกิดกบฏขึ้นในหลายพื้นที่ ผู้นำเผ่าแมนจู ชื่อ นู่เอ๋อร์ฮาชื่อ ได้ถือโอกาสรวบรวมกำหลังพล ยกทัพเข้าพิชิตกรุงปักกิ่งอันเป็นราชธานีของราชวงศ์หมิง เปิดศักราชชาวแมนจูปกครองแผ่นดินจีน

ในช่วงต้นราชวงศ์ชิงปกครองจีนอยู่นั้น ได้เกิดกบฏอยู่บ่อยครั้งอันเนื่องมาจากชาวฮั่น ไม่พอใจที่ราชวงศ์ชิงซึ่งเป็นชาวเเมนจูเข้ามาเป็นใหญ่ ดังนั้นในช่วงแรกจึงได้มีการใช้นโยบายที่ประนีประนอมเพื่อให้เกิดสันติสุข และแข็งกร้าว เพื่อควบคุมไม่ให้เกิดการกบฏ

ในช่วงต้นของการเข้าปกครอง จักรพรรดิหลายพระองค์ได้แสดงให้เห็นถึงแสนยานุภาพของกองทัพแมนจู ได้มีการขยายอาณาเขตของจักรวรรดิไปอย่างกว้างใหญ่ไพศาล ทางทิศเหนือมีพื้นที่ครอบคลุมเขตแมนจูเรีย มองโกเลีย ทางตะวันตกสามารถพิชิตดินแดนของชาวทิเบต และชาวอุยกูร์  ดังนั้นในช่วงยุคต้นของราชวงศ์ชิงจึงเป็นช่วงที่มีความรุ่งเรืองอย่างมาก

แต่แล้วราชวงศ์ชิงก็ไม่อาจควบคุม และรักษาเสถียรภาพของประเทศไว้ได้ ดังคำโบราณว่าไว้ สถานการณ์ในแผ่นดินนี้ เมื่อแตกแยกมานานก็จะรวมสมาน รวมสมานมานานก็จะแตกแยก หลังรัชสมัยของพระเจ้าเฉียนหลง

(1711–1799) ราชวงศ์ชิงเริ่มอ่อนแอและความเจริญรุ่งเรืองลดลง เกิดปัญหาในประเทศมากมายทั้งปัญหาการทุจริตของข้าราชการ ท้องพระคลังเริ่มขัดสนอันเนื่องมาจากการทำสงครามในช่วงยุคแรกๆ ปัญหาภัยธรรมชาติและขาดที่ดินทำกิน ประกอบกับชาติมหาอำนาจในยุคล่าอาณานิคม ที่ราชวงศ์ชิงไม่อาจทานได้เพราะระบบการปกครอง และเศรษฐกิจที่ล้าสมัย

ประเด็นสำคัญที่ทำให้ราชวงศ์ตกต่ำลงนั้น เห็นจะเป็นความล้าหลังทั้งด้านการปกครอง เศรษฐกิจ การทหาร เทคโนโลยี เหตุการณ์ที่แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนคือ สงครามฝิ่นครั้งที่ 1 (1711–1799) ผลของสงครามคือจีนพ่ายแพ้ต่ออังกฤษ อย่างหมดรูป แสดงให้เห็นว่า กองทัพของจีนล้าหลัง และไร้ประสิทธิภาพกว่าของทัพอังกฤษ


กองเรือสหราชอาณาจักรรบกับกองเรือสำเภาของจีน

การที่จีนรบแพ้อังกฤษในสงครามฝิ่นครั้งแรกนั้นทำให้จีนต้องลงนามในสนธิสัญญาไม่เป็นธรรมและต้องสูญเสียฮ่องกงให้แก่อังกฤษ และยกเลิกระบบการค้าแบบกวางตุ้งให้เป็นแบบเสรีในเมืองแถบชายฝั่งทะเล และเสียค่าปฏิกรรมสงครามจำนวนมาก ในช่วงนั้นท้องพระคลังเริ่มขาดแคลนจึงขูดรีดภาษีจากประชาชน ทำให้ประชาชนอดอยาก สังคมเริ่มวุ่นวาย ไร้ความสงบสุข ประชาชนเริ่มรวมตัวต่อต้านอำนาจรัฐกลายเป็นกบฏไท่ผิงขึ้น

รัฐบาลชิงใช้เวลาหลายปีในการจัดการกบฏไท่ผิง จนกระทั่งปี 1864 จึงปราบปรามสำเร็จ แต่ปัญหาใหม่ของรัฐบาลราชวงศ์ชิงก็เริ่มปรากฏให้เห็นอีกมากขึ้นเรื่อยๆ

ช่วงปลายศตวรรษที่ 19 ญี่ปุ่นเพื่อนบ้านของจีนได้ทำการปฏิรูปประเทศให้ทันสมัย และยังมีความต้องการขยายอิทธิพลเข้าสู่ภาคพื้นทวีป ผ่านทางเกาหลี รัฐบาลราชวงศ์ชิงให้ให้ความคุ้มครองเกาหลีจึงต้องส่งทหารเข้าร่วมการรบในสงครามจีน - ญี่ปุ่น ครั้งที่ 1  ผลของสงครามคือญี่ปุ่นชนะ ราชสำนักชิงต้องยกเกาหลี  ไต้หวัน และชดเชยค่าทำปฏิกรรมสงครามจำนวนมาก ทำให้มีการขูดรีดภาษีจากประชาชนหนักขึ้นไปเรื่อยๆ

จักรพรรดิกวางสู (1875–1908) จึงเริ่มตระหนักถึงความสำคัญที่ต้องปฏิรูปประเทศให้ทันสมัยอย่างยุโรป คังโยวเหวย นักปฏิรูปคนสำคัญชาวจีนในช่วงปลายราชวงศ์ชิง ได้เสนอแผนการปฏิรูปประเทศให้เข้มแข็ง ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากจักรพรรดิกวางสูเป็นอย่างดี แต่ล้มเหลวเนื่องจากพระนางซูสีไทเฮาซึ่งเป็นผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน กุมอำนาจว่าราชการมาตั้งแต่รัชสมัยของจักรพรรดิพระองค์ก่อน พระนางทรงคัดค้านเพราะเห็นว่าการปฏิรูปนั้นจะเกิดผลเสียมากว่าผลดี การปฏิรูปจึงดำเนินได้แค่เพียง  100  วัน

ในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 ย่างเข้าสู่ศตวรรษที่  20 แรงกดดันต่อราชสำนักมีมากขึ้น มีทั้งฝ่ายที่ต้องการให้มีจักรพรรดิภายใต้รัฐธรรมนูญ กับฝ่ายที่ต้องการล้มล้างราชวงศ์  เพื่อเป็นการลดแรงกดดันของประชาชน ราชสำนักชิงเลือกที่จะให้มีการร่างรัฐธรรมนูญเกิดขึ้น อีกทั้งยังได้สถาปนาจักรพรรดิพระองค์ใหม่ “ปูยี”


รูป จักรพรรดิปูยีขณะถ่ายภาพในพระราชวังต้องห้าม
ที่มา : https://www.findagrave.com/

แต่ร่างรัฐธรรมนูญที่ประกาศใช้นั้นกลับสร้างความผิดหวังแก่ประชาชนอย่างมาก เพราะว่าได้กำหนดให้มีการแต่งตั้งบุคคลเข้าดำรงตำแหน่งผู้บริหารที่เป็นเชื้อพระวงศ์ชิงจำนวนมาก สร้างความไม่พอใจแก่ประชาชนอย่างมาก ความกดดันที่ต้องล้มล้างราชวงศ์ชิงจึงมีมากขึ้น

ใน 1911 จึงได้มีการบีบให้จักรพรรดิปูยีสละราชสมบัติ ขณะนั้นทรงมีอายุเพียง 6 พรรษา ถือเป็นการสิ้นสุดของประวัติศาสตร์การปกครองระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ในจีนที่มีมายาวนานหลายพันปี ส่วนประเทศจีนก็ยังคงเดินหน้าต่อไปภายใต้การปกครองแบบสาธารณะรัฐ มีประธานาธิบดีเป็นผู้นำรัฐบาล

ข้อสันนิษฐานเกี่ยวกับการล้มล้างราชวงศ์ชิงนั้น มีอยู่หลายประการแต่ประเด็นสำคัญสุดคือการที่ชนชั้นสูงในราชสำนักละเลยต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก ซึ่งหลายคนยังคงยึดมั่นในหลักการแบบขงจื้อในการบริหารบ้านเมือง ตรงกันข้ามกับญี่ปุ่นที่มีความทะเยอทะยานที่จะปฏิรูปประเทศให้ทันสมัยและทัดเทียมกับชาติอื่นๆ จนสามารถกลายเป็นมหาอำนาจได้

การล้มล้างราชวงศ์จึงเป็นความหวังที่จะทำให้ประเทศหลุดพ้นจากความล้าหลัง แต่จีนก็ยังคงไม่ประสบความสำเร็จที่จะพัฒนาตนเองให้ทันสมัยทันเทียมกับนานาชาติ เพราะปัญหาภายในที่ยังคงมีอยู่ประกอบกับเกิดสงครามโลกครั้งที่ 1 และสงครามโลกครั้งที่ 2 ทำให้การพัฒนาประเทศต้องหยุดชะงักไปช่วงหนึ่ง

ตลอดระยะเวลากว่า 260 ปีที่ราชวงศ์ชิงเข้าปกครองประเทศจีน เป็นยุคที่โลกเริ่มมีการติดต่อ แลกเปลี่ยนวัฒนธรรมกันอย่างแพร่หลาย องค์ความรู้ วิทยาการ อุดมการณ์ทางการเมือง จากตะวันตกได้ไหล่บ่ามายังโลกตะวันออก เป็นแรงกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างมากมาย การปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์โลกจึงเป็นสิ่งสำคัญที่หลายชาติต้องตระหนักอย่างมาก

การปฏิรูปเมจิในญี่ปุ่นช่วงปลายศตวรรษที่ 18 แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าการปรับปรุงตนเองให้เข้ากับสถานการณ์โลกนั้นจึงจะทำให้ชาติบ้านเมือง รวมไปถึงราชวงศ์นั้นอยู่รอดต่อไปได้ ในทางกลับกันราชสำนักชิงกลับไม่ได้ใส่ใจถึงเรื่องการปรับปรุงตนเองให้สอดคล้องกับความเป็นไปของสถานการณ์โลก จึงเป็นเหตุที่ทำให้สิ้นสุดเกียรติยศ ความเกรียงไกรของราชวงศ์ที่บรรพบุรุษได้สั่งสมเอาไว้


อ้างอิง

จันทร์ฉาย ภัคอธิคม. (2553). ประวัติศาสตร์เอเชียตะวันออกสมัยใหม่. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัย รามคำแหง

แฟร์แบงค์, เจ. เค., ไรเชาเออร์, อี. โอ., และ เคร็ก, เอ. เอ็ม. (2525). เอเชียตะวันออกยุคใหม่ เล่ม 1 (เพ็ชรี สุมิตร, ผู้แปล) กรุงเทพฯ: ไทยวัฒนาพาณิชย์. (ต้นฉบับปี 1965)

หวัง, หลง. (2559). ราชสำนักจีนหันซ้าย โลกหันขวา (เขมณัฎฐ์ ทรัพย์เกษมชัย และ สุดารัตน์ วงศ์กระจ่าง, ผู้ แปล). กรุงเทพฯ: มติชน. (ต้นฉบับพิมพ์ปี 2010)

อั้ยชิง เจี่ยวหรอ ฟู่อี้. (2533). จากจักรพรรดิสู่สามัญชน. (ยุพเรศ วินัยธร, ผู้แปล) กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์ธรรมสาร.


อ่านเพิ่มเติม »

คังซี จักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่แห่งแผ่นดินจีน

โดย พชร แต้พานิช  

ในประวัติศาสตร์ของผู้ยิ่งใหญ่ในอดีตทั่วทุกมุมโลกนั้น ไม่ว่าจะเป็นอเล็กซานเดอร์ผู้ยิ่งใหญ่แห่งอาณาจักรมาซิโดนีเนีย ออกัสตัส แห่งจักรวรรดิโรมัน หรือแม้กระทั่ง เจงกิสข่านแห่งจักรวรรดิมองโกล บุคคลเหล่านี้ต่างได้รับการยกย่องว่าเป็นมหาบุรุษผู้มากความสามารถและมีความยิ่งใหญ่เกรียงไกร ในบรรดาจักรพรรดิผู้มากความสามารถเหล่านี้ “คังซี” นับเป็นจักรพรรดิอีกพระองค์หนึ่งที่ได้รับบการยกย่องในประวัติศาสตร์จีน

จักรพรรดิคังซีทรงเป็นจักรพรรดิองค์ที่ 4 แห่งราชวงศ์ชิง พระองค์ทรงเป็นพระโอรสของจักรพรรดิซุ่นจื้อและพระองค์ทรงขึ้นครองราชย์ตั้งแต่พระชนมายุเพียง 8 พรรษา ในปี พ.ศ. 2204 และตรงกับ ปี ค.ศ. 1661 โดยภายหลังการสวรรคตของพระราชบิดาพระองค์อยู่ภายใต้การอุปการะดูแลของไท่หวงไทเฮาผู้เป็นพระอัยยิกาของพระองค์


จักรพรรดิคังซี

จักรพรรดิคังซีทรงมีพระปรีชาสามารถตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์โดยทรงโปรดการเรียนรู้ศิลปะและวิทยาการต่าง ๆ ทั้งความรู้ในประเทศและความรู้จากนอกประเทศ ในช่วงที่พระองค์พระชนมายุได้ 19 พรรษา มีขุนนางคนสำคัญผู้หนึ่งชื่อ “อ่าวไป๋” ซึ่งเป็นขุนนางที่รับราชการมาแต่ครั้งจักรพรรดิไท้จงซึ่งคือจักรพรรดิองค์ที่ 2 ของราชวงศ์ชิง โดยที่อ่าวไป๋นั่นเป็นขุนนางที่สำคัญตนว่าเป็นคนสำคัญและมีผู้ให้การยอมรับนับถือจำนานมาก โดยอ่าวไป๋ได้กระทำการอย่างไม่เหมาะสมทั้งต่อหน้าและลับหลังพระองค์หลายครั้ง จนในที่สุดอ่าวไป๋จึงได้ก่อการกบฏขึ้นแต่แผนการทั้งหมดได้ถูกทำลายลงโดยกลุ่มขุนนางที่ซื่อสัตย์จงรักภักดีของจักรพรรดิคังซี

และภายในรัชสมัยของจักรพรรดิคังซีนั่นก็นับเป็นระยะเวลาวิกฤตของราชวงศ์ชิง เพราะมีการต่อสู้ระหว่างชาวฮั่นที่ต้องการกู้ราชวงศ์หมิงรวมถึงชนเผ่าอื่นๆ ที่ต้องการก่อกบฏ จักรพรรดิคังซีทำสงครามภายในประเทศยาวนานถึง 8 ปี และเกือบจะสูญเสียราชบัลลังก์ไป แต่ด้วยพระปรีชาสามารถก็ทำให้พระองค์รอดมาได้และยังพิชิตแคว้นต่าง ๆ ได้ราบคาบ ก่อนที่พระองค์จะมีพระชนมายุ 30 พรรษา ทั้งขยายอาณาเขตถึงมองโกเลียและทิเบต นอกจากนี้พระองค์ยังทรงทำสงครามกับรัสเซียในยุคสมัยของพระเจ้าปีเตอร์มหาราช และได้รับชัยชนะด้วย ซึ่งสงครามได้จบลงที่การสร้างสัมพันธไมตรีต่อกันรวมถึงการยกทัพบุกพม่า ทำให้จีนในยุคนี้เข้มแข็งและยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์


จักพรรดิคังซีขนาดทรงฉลองพระองค์ในเครื่องแบบทหาร

จักรพรรดิคังซีนั้นนับว่าทรงเป็นอัจฉริยะบุคคลคนหนึ่งของโลกเลยทีเดียว พระองค์ทรงศึกษาความผิดพลาดของพวกมองโกลหรือราชวงค์หยวนในช่วงที่ปกครองชาวฮั่น หลังจากนั้นพระองค์จึงทรงเปลี่ยนแผนการที่จะใช้กระชับความสัมพันธ์ระหว่างชาวแมนจูและชาวฮั่นด้วยวิธีการที่เรียกว่า “ใช้ไม้แข็งเป็นไม้อ่อน” โดยเป็นการเกลี้ยกล่อมให้เหล่าปราชญ์ราชบัณฑิตชาวฮั่นที่หนีภัยในช่วงราชวงศ์ราชวงค์หมิงสิ้นอำนาจนั้นให้กลับมารับราชการใหม่ และยังทรงสถาปนากรมจิตรกรรมที่รู้จักในนาม “สถาบันจิตรกรรมหัวหยวน” ซึ่งพระองค์ศึกษาและนำหลักการในอดีตที่เคยเกิดขึ้นในสมัยราชวงค์ซ่งโดยเป็นการฟื้นฟูศิลปะของชาวฮั่น พระองค์ยังทรงมีนโยบายดูแลเหล่านักปราชญ์ชาวฮั่นให้อยู่อย่างสุขสบายเพื่อเป็นการฟื้นฟูความสัมพันธ์ระหว่างชาวแมนจูกับชาวฮั่น นอกจากนี้พระองค์ยังทรงให้มีการจัดทำพจนานุกรมภาษาจีนขึ้นในสมัยนั้นซึ่งเรียกว่า “พจนานุกรมคังซี” ซึ่งเป็นพจนานุกรมภาษจีนที่ยังคงเป็นที่รู้จักในปัจจุบัน

ในส่วนของชีวิตส่วนพระองค์ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นจักรพรรดินักรักพระองค์หนึ่ง โดยพระองค์ทรงมีพระสนมมากมายราว 35 คน รวมถึงพระโอรสและพระธิดาราว 55 องค์ พระองค์ทรงให้ความรักและความเท่าเทียมต่อพระสนมรวมถึงพระโอรสและพระธิดาทุกคน จนมาถึงปลายรัชสมัยเกิดการชิงบัลลังก์เป็นที่วุ่นวาย ผลสุดท้ายองค์ชาย 4 ได้ขึ้นครองบัลลังก์เป็นจักรพรรดิหย่งเจิ้ง

จักรพรรดิคังซีทรงปกครองแผ่นดินจีนอย่างสงบร่มเย็นและเป็นปึกแผ่น จนจักรพรรดิคังซีสวรรคตในปี พ.ศ. 2265 (ค.ศ. 1722) ซึ่งรวมระยะเวลาครองราชย์ยาวนานถึง 61 ปี นับเป็นจักรพรรดิที่ครองราชย์ยาวนานที่สุดพระองค์หนึ่งในประวัติศาสตร์จีน

จะเห็นได้ว่าจักรพรรดิคังซีนั้นนอกจากจะเป็นจักรพรรดิที่ทรงพระปรีชาสามารถมากแล้ว พระองค์ก็ยังทรงเป็นจักรพรรดิที่อัจฉริยะมาก ทรงครองแผ่นดินจีนที่มีดินแดนกว้างใหญ่และมีความหลากหลายทางเชื้อชาติให้เกิดความสงบร่มเย็นและเป็นปึกแผ่น และพระองค์ยังทรงเป็นมหาบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ที่ชาวจีนนั้นต่างยอมรับเคารพนับถือเป็นอย่างมาก


อ้างอิง

จักรพรรดิคังซี. สืบค้นเมื่อวันที่ 4 มิถุนายน พ.ศ.2559, จาก :  https://th.wikipedia.org/wiki/จักรพรรดิคังซี.

จักรพรรดิคังซี มหาจักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่. สืบค้นเมื่อวันที่ 4 มิถุนายน พ.ศ.2559, จาก : http://www.oknation.net/blog/moviehall/2008/04/22/entry-2

พระราชประวัติของฮ่องเต้คังซี. สืบค้นเมื่อวันที่ 4 มิถุนายน พ.ศ.2559, จาก : http://writer.dek-d.com/kangxiemperor/story/viewlongc.php?id=631866

อ่านเพิ่มเติม »