แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สถาปัตยกรรม แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สถาปัตยกรรม แสดงบทความทั้งหมด

พระราชวังต้องห้าม (Gu Gong or Imperial palace or Forbidden City)

โดย ธนัชพร พันธุ์เสือ

ประเทศจีนเป็นประเทศที่กว้างใหญ่มากมีสถานที่ท่องเที่ยวให้นักท่องเที่ยวได้แวะไปเยี่ยมชมตั้งมากมาย ทั้งสถานที่ท่องเที่ยวเชิงนิเวศเชิงศิลปวัฒนธรรมและเชิงประวัติศาสตร์ วันนี้ดิฉันมีสถานที่แห่งหนึ่งมาแนะนำ พระราชวังต้องห้าม ณ กรุงปักกิ่ง เป็นอีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวที่ห้ามพลาดเมื่อมาเที่ยวที่ประเทศจีน เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก



พระราชวังต้องห้าม (Gu Gong or Imperial palace or Forbidden City) เป็นที่รู้จักในหลากหลายชื่อในภาษาจีนนั้น ชาวจีนจะเรียกพระราชวังต้องห้ามว่า กู้กง (故宫:Gùgōng) ที่แปลว่า พระราชวังเก่า นอกจากนี้คำนี้ยังใช้เรียกพระราชวังเก่าตามเมืองต่างๆในประเทศจีนด้วย ส่วนคำที่เรารู้จักกันดีว่า "พระราชวังต้องห้าม" นั้นแปลมาจากภาษาจีน จื่อจิ้นเฉิง ( 紫禁城; Zǐjìn Chéng) แปลตามตัวอักษรได้ว่า "เมืองต้องห้ามสีเลือดหมู" ด้วยเหตุที่ว่า ห้ามสามัญชนเข้าไปในบริเวณวังหลวงโดยเด็ดขาด แม้ข้าราชการชั้นสูง ยังต้องขออนุญาต เป็นกรณีพิเศษ และสีเลือดหมูนั้นเป็นสีอาคารและหลังคาโดยทั่วไป

พระราชวังต้องห้ามอยู่ใจกลางเมืองปักกิ่ง มีพื้นที่ทั้งหมดประมาณ 450 ไร่ พระราชวังต้องห้ามมีรูปทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า จากเหนือไปใต้กว้าง 961 เมตร และจากตะวันตกไปตะวันออกกว้าง 753 เมตร มีกำแพงวังล้อมรอบทั้งหมด มีประตูวังทั้งสี่ทิศ มีตำหนักน้อยใหญ่ประมาณ 9,000 กว่าห้อง


ที่มา: http://belleairimages.com/

พระราชวังนี้แต่เดิมนั้นเป็นพระราชวังหลวงของราชวงศ์หยวนแห่งมองโกล ต่อมาเมื่อราชวงศ์หยวนล่มสลายลงแล้วมีราชวงศ์หมิงขึ้นมาแทน จักรพรรดิพระองค์แรกของราชวงศ์หมิง จักรพรรดิหงอู่ได้ย้ายเมืองหลวงจากปักกิ่งไปนานกิงและดำริให้รื้อถอนพระราชวังออก ต่อมาเมื่อพระราชโอรสของพระองค์ จักรพรรดิหย่งเล่อได้ขึ้นครองราชย์ พระองค์ก็ได้ย้ายเมืองหลวงกลับปักกิ่งดั่งเดิม และทรงสั่งให้ก่อสร้างพระราชวังใหม่ขึ้นในปี พ.ศ. 1949 ซึ่งได้กลายมาเป็นพระราชวังต้องห้ามแห่งนี้ จนในปี พ.ศ. 2187 ได้เกิดจลาจลขึ้นทำให้พระราชวังสมัยราชวงศ์หมิงเสียหายไป จนเมื่อราชวงศ์ชิงขึ้นครองอำนาจต่อจากราชวงศ์หมิง จึงก็ได้ก่อสร้างพระราชวังขึ้นมาใหม่บนฐานสิ่งก่อสร้างเดิม ทำให้พระราชวังกลายมาเป็นจุดศูนย์กลางอำนาจของจีนอีกครั้งเรื่อยมาจนถึงราชวงศ์ชิงล่มสลาย และเปลี่ยนการปกครองมาเป็นระบอบสาธารณรัฐ

แม้ว่าประเทศจีนจะไม่มีสถาบันพระมหากษัตริย์แล้ว พระราชวังต้องห้ามก็ยังคงเป็นสัญลักษณ์ของประเทศจีน และภาพประตูเทียนอันเหมินก็ยังปรากฏอยู่ในตราประจำสาธารณรัฐประชาชนจีนอีกด้วย ซึ่งไม่นานมานี้ ทางรัฐบาลจีนได้มีนโยบายจำกัดปริมาณนักท่องเที่ยวเพื่อจะอนุรักษ์สภาพของอาคารและสวนหย่อมไว้นอกจากนี้ พระราชวังต้องห้ามยังเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ซึ่งเมื่อพ.ศ. 2530 (ค.ศ. 1987) ทางยูเนสโกได้ประกาศให้พระราชวังต้องห้ามและพระราชวังสิ่นหยางเป็นหนึ่งในมรดกโลกในนาม พระราชวังหลวงแห่งราชวงศ์หมิงและราชวงศ์ชิงในปักกิ่งและเสิ่นหยาง



การก่อสร้างพระราชวังนี้เป็นเรื่องที่โหดมาก เพราะต้องใช้ช่างฝีมือกว่าหนึ่งแสนคน คนงานมากกว่าหนึ่งล้านคน ไม้ที่ใช้นั้นเป็นไม้หนามมู่ เป็นไม้เนื้อแข็งชั้นดี เอามาจากมณฑลซื่อชวน กว่างตง และยูนาน ส่วนไม้ซุงขนมาจากซื่อชวน เจียงซี เจ๋อเจียง ส่านซี และฮูนาน เมื่อตัดไม้แล้วก็จะทิ้งไว้บนเขาอย่างนั้น รอให้น้ำป่าหลากทะลักพัดให้ไม้ลงมาเอง จากนั้นจึงค่อยบรรทุกขึ้นเรือมาปักกิ่ง หินที่ใช้นำมาจากฟ่างซาน ต้องจ้างชาวไร่ ขาวนา ในการขนย้ายหินถึง 20,000 คน ซึ่งหินแต่ละก้อนยาว 10 เมตร กว้าง 3 เมตร หนา 1.6 เมตร ถ้าย้ายผ่านพื้นที่ที่เป็นน้ำแข็ง ต้องราดน้ำลงไปเพื่อให้น้ำแข็งละลาย อิฐนำมาจากหลินจิ้ง ในมณฑลซานตง การสร้างต้องใช้อิฐมากกว่าสิบล้านก้อน เพื่อใช้ปูพื้นพระราชวัง และขั้นตอนในการปูพื้นก็มีกรรมวิธีกว่ายี่สิบขั้นตอน แต่ละพื้นที่ใช้เวลาปูพื้นนานร่วมปี

พระราชวังต้องห้ามได้แบ่งออกเป็น 2ส่วนด้วยกันคือ พระราชวังชั้นใน และพระราชวังชั้นนอก พระราชวังชั้นนอก เป็นที่ที่เอาไว้จัดงานต่างๆเป็นสถานที่ทำงานของฮ่องเต้และเป็นจุดศูนย์กลางของวัง พระราชวังชั้นใน เป็นที่ประทับของฮ่องเต้และพะบรมวงศานุวงค์เป็นส่วนที่ผู้ชายไม่สามารถเข้าไปได้ ยกเว้นขันที


ที่มา: http://www.bareo-isyss.com/

ในเขตพระราชวังชั้นนอกมีตำหนักที่สำคัญอยู่3ตำหนัก คือ ตำหนักไถ่เหอ ตำหนักจงเหอ และตำหนักเป่าเหอ โดยทั้งสามตำหนักนี้ตั้งอยู่บนแท่นหินขนาดใหญ่ ตำหนักไท่เหอ มีขนาดใหญ่ที่สุด เป็นศูนย์กลางอำนาจของฮ่องเต้ล้อมรอบด้วยหินหยกที่สลักเป็นรูปเมฆ มังกร และหงส์ ใช้เป็นสถานที่ว่าราชการของฮ่องเต้ และต้อนรับแขกบ้านแขกเมือง ตำหนักจงเหอ ขนาดใหญ่รองมาจากไท่เหอ รูปทรงสี่เหลี่ยมมียอดแหลมใช้เป็นสถานที่พักรอก่อนออกว่าราชกาล หรือพระราชพิธีต่างๆ ตำหนักเป่าเหอ อยู่หลังตำหนักจงเหอขนาดใหญ่พอๆกับตำหนักไถ่เหอ ใช้เป็นสถานที่จัดงานเลี้ยงรับรอง และใช้เป็นสนามสอบจอหงวน

ส่วนพระราชวังชั้นในมีตำหนักที่สำคัญอยู่ 2 ตำหนัก ตำหนักพระราชวังชั้นในนี้มีขนาดเล็กกว่าตำหนักของพระพระราชวังชั้นนอก พระที่นั่งเฉียนชิง ตำหนักหน้าของพระราชวังชั้นใน เป็นที่ประทับฮ่องเต้เพื่อตรวจสอบเอกสารลงนามอนุมัติราชการต่างๆ พระที่นั่งหย่างซินเตี้ยน อยู่บริเวณตะวันตกเฉียงใต้ของพระราชวังชั้นใน เป็นที่ประทับของฮ่องเต้ไว้นัดพบพูดคุยราชการกับข้าราชการชั้นผู้ใหญ่



ปัจจุบันนี้พระราชวังต้องห้ามได้เปิดเป็นสถานที่ท่องเที่ยวให้นักท่องเที่ยวได้ไปเยี่ยมชมโดย พระราชวังต้องห้ามเปิดให้เข้าชมตั้งแต่วันอังคาร-วันอาทิตย์และเวลาในการเปิดทำการจะต่างไปตามฤดูกาล คือ เดือนเมษายน-ตุลาคม เปิด 8.30-17.30 ค่าเข้าชม 60 หยวน เดือนพฤศจิกายน-มีนาคม เปิด 8.30-16.30 ค่าเข้าชม 40 หยวน และมีการจำกัดจำนวนนักท่องเที่ยวที่จะเข้าชมไม่เกินวันละ 80,000 คน เพื่อป้องกันไม่ให้มีนักท่องเที่ยวมากเกินไป เพื่อความปลอดภัย และเพื่อต้องการอนุรักษ์โบราณสถานแห่งนี้

โดยการเดินทางไปยังพระราชวังต้องห้ามก็มีให้เลือกหลายวิธี ไม่ว่าจะเป็นนั่งรถโดยสารสาธารณะเดินทางไปยังจัตุรัสเทียนอันเหมินโดนค่าโดยสารเริ่มที่ราคา 2 หยวน รถไฟฟ้าใต้ดิน นั่งสาย1ไปลงสถานีเทียนอันเหมินตะวันออก หรือตะวันตกก็ได้แล้วเดินต่อไปยังพระราชวังต้องห้าม แท็กซี่ เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่นิยมเป็นอย่างมากค่าโดยสารจะอยู่ประมาณ 13หยวน

และนี่คือสถานที่ที่อยากแนะนำให้ทุกคนได้รู้จักค่ะ หากมีโอกาสได้ไปประเทศจีนก็อยากให้ทุกคนไม่พลาดที่จะไปพระราชวังต้องห้ามกันดูสักครั้งนะคะ เพราะที่นี่นอกจากได้ขึ้นทะเบียนจาก UNESCO ให้เป็นมรดกโลกแล้วที่นี่ยังถูกยกให้เป็นสถานที่ที่ได้รับความนิยมมากที่สุดของโลกอีกด้วย เพราะอย่างนี้แล้วไปประเทศจีนแล้วก็อย่าลืมไปพระราชวังต้องห้ามกันนะคะ


อ้างอิง 

พระราชวังต้องห้าม กู้กงสถานที่เที่ยวเมืองปักกิ่ง . สืบค้นเมื่อ 12 กันยายน 2561 , จาก ; http://www.oceansmile.com/China/Kukong.htm

พระราชวังต้องห้าม . สืบค้นเมื่อ 12 กันยายน 2561 , จาก : https://www.hilllily.com/th-th/explore-beijing1/forbidden-city

พระราชวังต้องห้ามแห่งกรุงปักกิ่ง . สืบค้นเมื่อ 12 กันยายน 2561 , จาก : http://palanla.com/index.php?op=abroadLocation-detail&id=158

 พระราชวังต้องห้าม ความเป็นมา ความหมาย . สืบค้นเมื่อ 11 ธันวาคม 2561 , จาก ; https://guru.sanook.com/7167/

พระราชวังต้องห้าม . สืบค้นเมื่อ 11 ธันวาคม 2561 , จาก : https://th.wikipedia.org/wiki/

อ่านเพิ่มเติม »

มหาสุสานจักรพรรดิฉินสื่อหวง

โดย ธนัชญา  คูยิ่งรัตน์

เมื่อนึกถึงประเทศแห่งแดนมังกรหรือประเทศจีน สิ่งที่ทุกคนมักจะนึกถึงก็คงจะไม่พ้นความเป็นมหาอำนาจที่ยิ่งใหญ่และมีบทบาทสำคัญต่อโลกปัจจุบัน โดยจะเห็นได้จากความมีอิทธิพลตั้งแต่ในสมัยอดีตจนถึงปัจจุบัน ที่มีความเป็นมาอย่างยาวนานและธำรงไว้ซึ่งความเป็นเอกลักษณ์ของตนเอง ซึ่งสิ่งที่แสดงให้เห็นถึงอิทธิพลและอำนาจของจีนนั้น มีอยู่หลายสิ่งด้วยกัน แต่ที่จะไม่พูดถึงไม่ได้เลย คือ สุสานจักรพรรดิจิ๋นซี แห่งราชวงศ์ฉิน ที่ถือว่ามีความสำคัญและมีบทบาทอย่างมากต่อประวัติศาตร์ของจีน



สุสานฉินสื่อหวง หรือที่เรารู้จักกันดีในชื่อ สุสานจักรพรรดิจิ๋นซีแห่งราชวงศ์ฉิน ตั้งอยู่ที่ตำบลหลินถง ห่างออกไปจากเมืองซีอาน มณฑลฉ่านซีของประเทศจีน โดยมีการค้นพบโดยบังเอิญเมื่อปี ค.ศ. 1974 ซึ่งผู้ที่ค้นพบเป็นชาวนาในหมู่บ้านซีหยาง ค้นพบในขณะที่ขุดที่ดินเพื่อทำบ่อน้ำบริเวณเชิงเขาหลีซาน ห่างจากตัวเมืองซีอานไปทางทิศตะวันออกประมาณ 35 กิโลเมตร

อาณาเขตของพื้นที่สุสานรวมทั้งสิ้น 2,180 ตารางกิโลเมตร แบ่งออกเป็นพระราชฐานชั้นในและพระราชฐานชั้นนอก ภายในสุสานใช้บรรจุพระบรมศพของจักรพรรดิจิ๋นซี ทรัพย์สมบัติต่างๆ ตลอดจนกองกำลังทหาร นางสนมและนางกำนัล รถม้าและขุนพลทหารที่สร้างมาจากดินเผาจำนวนมาก เพื่อใช้เป็นตัวแทนของข้าราชบริพารในการร่วมเดินทางไปยังปรโลกของจักรพรรดิ

การก่อสร้างนั้นใช้ระยะเวลาทั้งสิ้น 38 ปี ตั้งแต่ปี 246 - 208 ก่อนคริสตกาล จากบันทึกหลักฐานต่างๆ กล่าวไว้ว่า โครงการก่อสร้างสุสานแห่งนี้ เริ่มต้นขึ้นตั้งแต่จักรพรรดิจิ๋นซีมีพระชนม์เพียงแค่ 12 พรรษา และมีการใช้คนงานมากถึง 720,000 คน

จุดประสงค์ในการสร้างสุสานแห่งนี้ จักรพรรดิจิ๋นซีมีพระประสงค์เพื่อใช้เป็นสถานที่เก็บพระบรมศพของพระองค์เอง เนื่องจากจักรพรรดิจีนทุกพระองค์ในประวัติศาสตร์จะมีความใฝ่ฝันสูงสุดอยู่ 2 ประการ คือ 1. ยาอายุวัฒนะ ถ้าหากพระองค์ยังเสาะแสวงหาไม่ได้ สิ่งที่พระองค์จะต้องทำต่อมาคือ 2. การสร้างมหาสุสาน เพื่อใช้เป็นที่ประทับไปชั่วกาลนาน

โครงสร้างและสถาปัตยกรรมโดยรวมของสุสาน มีพื้นที่เป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า มีความลึกเฉลี่ย 35 เมตร กว้าง 145 เมตร และ ยาว 170 เมตร สำหรับห้องบรรจุพระบรมศพจะอยู่จุดกึ่งกลางของสุสาน มีความสูง 15 เมตร มีขนาดพื้นที่และความใหญ่โตมโหฬาร ภายในส่วนที่ก่อสร้างจากหินนั้นยังคงได้รับการปิดผนึกอย่างดีโดยคงสภาพเดิมเอาไว้ และไม่เคยผ่านการขุดและรื้อทำลายมาก่อน โดยโครงสร้างของสุสานดังกล่าว มีรูปแบบที่สลับซับซ้อน รวมถึงขนาดของสุสานนั้น มีขนาดมหึมายิ่งใหญ่สมพระเกียรติของจักรพรรดิจีนผู้รวบรวมประเทศจีนให้เป็นปึกแผ่น

การขุดค้นพบกองทัพทหารดินเผาและม้าศึก มีการค้นพบทั้งหมด 3 หลุม ในแต่ละหลุมจะแยกจากกันอย่างมีแบบแผน มีการฝังลึกลงไปจากผิวดินในระยะทางประมาณ 5 เมตร มีแนวกำแพงดินพูนสูงราว 3 เมตร แยกจากกันเป็นช่วงๆ มีการค้ำยันด้วยท่อนซุง โดยรายละเอียดต่างๆของกองทัพทหารดินเผา มีดังนี้

หลุมหมายเลข 1 ที่รัฐบาลจีนทำการขุดค้น มีขนาดกว้างใหญ่ที่สุดในบรรดาหลุมทั้ง 3 ซึ่งประกอบไปด้วยกองทัพทหารติดอาวุธครบมือจำนวนมากกว่า 6,000 ตัว รถศึกพร้อมม้าเทียมรถศึกอีกรวม 40 คัน มีการจัดกองทัพทหารดินเผาออกเป็น 38 แถว กองทัพทหารดินเผาทุกนายภายในสุสานจะมีอาวุธประจำกายได้แก่ ดาบ เกาทัณฑ์ และ หอก อยู่ในที่ตั้งตามตำแหน่งอย่างชัดเจนไม่สับสน


บริเวณหลุมที่ 1

หลุมหมายเลข 2 เป็นรูปตัว L อยู่ห่างจากหลุมที่ 1 ไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือประมาณ 20 เมตร ภายในหลุมมีกองทัพทหารดินเผาจำนวน 4,000 ตัว รถม้าไม้ 89 คัน แบ่งออกเป็น 4 แถว ม้าศึกมีลักษณะแข็งแรงปราดเปรียวและถูกจัดตามลำดับแถว


บริเวณหลุมที่ 2

หลุมหมายเลข 3 เป็นรูปตัว U อยู่ห่างจากหลุมที่ 1 ไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือราว 25 เมตร หรือ 120 เมตรจากทางทิศตะวันออกของหลุมที่ 2 ถือเป็นหลุมที่เล็กที่สุดแต่มีความสำคัญที่สุด เนื่องจากเป็นกองบัญชาการสูงสุด โดยกองทัพทหารดินเผาทุกตัวมีอาวุธครบมือ เข้าแถวรักษาการณ์แบบเผชิญหน้ากันทางทิศเหนือกับทิศใต้ข้างละ 2 แถว เพื่อเป็นการคุ้มกันเหล่าแม่ทัพภายในกระโจมบัญชาการ นอกจากนี้ยังพบเขากวางและกระดูกสัตว์ เพื่อใช้เป็นเครื่องรางของขลัง ซึ่งเข้าใจว่าเป็นเครื่องที่ใช้ในการประกอบพิธีบูชายัญในพิธีศพอีกด้วย


บริเวณหลุมที่ 3

และด้วยความยิ่งใหญ่ของประติมากรรม รวมถึงข้อมูลทางประวัติศาสตร์ของสถานที่แห่งนี้ ก็ส่งผลให้กองทัพทหารดินเผาภายในสุสานจักรพรรดิจิ๋นซี ได้รับคัดเลือกให้เป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรมในปี ค.ศ. 1987 ที่เป็นตัวแทนแสดงถึงความยิ่งใหญ่และความสามารถของผู้คนในอดีต

กล่าวได้ว่า ณ ที่แห่งนี้ ถือเป็นที่ตั้งของประติมากรรมอันมีชื่อเสียงแห่งหนึ่งของจีน และยังคงหลงเหลือร่องรอยโบราณวัตถุต่างๆให้พบเห็นได้ทั่วไป จึงไม่แปลกที่ในปัจจุบัน สถานที่แห่งนี้จะถูกเปิดให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวแห่งหนึ่งของเมืองซีอาน และยังได้รับความสนใจจากประชากรทั่วทั้งโลก

ถึงแม้ว่าสุสานจักรพรรดิจิ๋นซี จะถูกสร้างมานานนับพันปี แต่ก็ถือเป็นแหล่งประติมากรรมที่แสดงให้คนในยุคปัจจุบันได้เห็นถึงความสามารถและความเฉลียวฉลาดในการสร้างสรรค์ผลงานของคนในยุคประวัติศาสตร์ จึงสังเกตเห็นได้ว่า ไม่ว่าจะอยู่ในยุคไหนๆก็ตาม ศิลปะล้วนเป็นส่วนหนึ่งของการดำรงชีวิต และความงดงามของศิลปะเช่นนี้ ก็ยังคงมีอยู่อีกมากมายที่รอให้เราค้นพบในสักวัน


อ้างอิง 

กำจร สุนพงษ์ศรี. (2536). ประวัติศาสตร์ศิลปะจีน. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพมหานคร. โรงพิมพ์จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย.

วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี. (2561). สุสานจักรพรรดิฉินที่ 1. สืบค้นเมื่อ 26 กันยายน 2561. จาก: https://th.wikipedia.org/wiki/

BBC NEWS. (2560). สุสานจิ๋นซีฮ่องเต้: การค้นพบอันยิ่งใหญ่ของศตวรรษที่ 20. สืบค้นเมื่อ 26 กันยายน 2561. จาก : https://www.bbc.com/thai/features-39746154

Tripdeedee. (2561). สุสานหุ่นกองทัพของจักรพรรดิจิ๋นซีฮ่องเต้. สืบค้นเมื่อ 26 กันยายน 2561. จาก : http://www.tripdeedee.com/traveldata/xian/xian05.php

TrueID. (2557). พาเที่ยว ! สุสานทหารจิ๋นซี ฮ่องเต้ ซีอาน. สืบค้นเมื่อ 26 กันยายน 2561. จาก :   http://travel.trueid.net/detail/rbqPG9vZVWK


อ่านเพิ่มเติม »

อี๋เหอหยวน - พระราชวังฤดูร้อน

โดย รัตติยากร โสมีศรี

จีน ได้ชื่อว่าเป็นประเทศแผ่นดินใหญ่แห่งหนึ่งของโลก แน่นอนใครๆหลายคนคงอยากไปเยือนดินแดนมังกรแห่งนี้สักครั้งในชีวิต ด้วยลักษณะภูมิประเทศที่หลากหลายทั้งเทือกเขา ป่าไม้และทะเลทราย นอกจากนี้จีนยังมีวัฒนธรรมขนบธรรมเนียมประเพณีที่โดดเด่น เป็นอีกหนึ่งอารยธรรมที่เก่าแก่และน่าสนใจของโลกจึงเป็นที่สนใจของนักท่องเที่ยวทั้งหลายไม่น้อย หากจะกล่าวถึงสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจ อี๋เหอหยวน หรือพระราชวังฤดูร้อน ถือเป็นสถานที่ท่องเที่ยวแดนมึงกรแห่งหนึ่งที่นักท่องเที่ยวไม่ควรพลาด

ที่ตั้งทางภูมิศาสตร์

พระราชวังฤดูร้อน หรือ อี๋เหอหยวน เป็นพระราชวังอยู่ในกรุงปักกิ่งประเทศจีน ตั้งอยู่ในบริเวณใกล้เคียงกับพระราชวังหยวนหมิงหยวน ห่างจากพระราชวังต้องห้ามไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ประมาณ 8 กิโลเมตร อี๋เหอหยวน มีพื้นที่ประมาณ 2.9 ตารางกิโลเมตร ประกอบด้วยเนินเขาสูง มีพระตำหนักอยู่บนเนินเขา และทะเลสาบคุนหมิง ทะเลสาบขนาดใหญ่ซึ่งมีพื้นที่คิดเป็น 3 ใน 4 ของพื้นที่พระราชวังทั้งหมด


ที่มา: http://handuptours.com/

ประวัติความเป็นมา

 พระราชวังแห่งนี้เป็นวังกึ่งอุทยานที่สวยงามมาก สร้างขึ้นประมาณ 800 ปีมาแล้วในสมัยราชวงศ์จิ๋น  พระจักรพรรดิเฉียงหรงแห่งราชวงศ์ชิงทรงให้ชื่อว่า อุทยาน "ชิงอีหยวน" เมื่อ ค.ศ. 1860 อุทยานแห่งนี้ถูกทหารพันธมิตร อังกฤษ - ฝรั่งเศสเผาทําลาย ต่อมาเมื่อ ค.ศ. 1888 พระนางซูสีได้สร้างอุทยานนี้ขึ้นใหม่ และเปลี่ยนชื่อเป็น "อี๋เหอหยวน" แปลว่าอุทยานเพื่อพลานามัยอันผสมกลมกลืนกันได้ด้วยดี ต่อมาได้ถูกกองทหารพันธมิตรเผาทำลายอีกครั้งในปีค.ศ.1900 หลังจากนั้นราว 3 ปี จึงมีการบูรณะขึ้นอีกครั้ง ปีค.ศ.1908 และเมื่อปีค.ศ.1911 ปีที่การปฏิวัติซินไฮ่ ล้มล้างราชสำนักแมนจูอุบัติขึ้น ‘สวนแห่งราชสำนักอี๋เหอหยวน’ ก็ได้ปิดฉากลง ตามการล่มสลายของราชวงศ์ชิง และได้รับการประกาศเป็นสวนสาธารณะในปี ค.ศ. 1924 โดยอนุญาตให้ประชาชนทั่วไปสามารถเข้ามาเที่ยวชมได้ อุทยานนี้มีชื่อเลื่องลือไปทั่วโลก ก็ด้วยมีทิวทัศน์สวยงาม

พระราชวังฤดูร้อนได้รับลงทะเบียนเป็นมรดกโลกภายใต้ชื่อ "พระราชวังฤดูร้อนและอุทยานในกรุงปักกิ่ง" ในการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกสมัยสามัญครั้งที่ 22 เมื่อปี พ.ศ. 2541 ที่เมืองเกียวโตะ ประเทศญี่ปุ่น

สิ่งก่อสร้างสำคัญๆ ได้แก่

หมู่พระตำหนักทางตะวันออก มีอยู่ 4 หลัง คือ
หลังที่ 1 ตำหนักเหวินโซ่วเตี้ยน พระนางซูสีไทเฮาใช้เป็นที่เสด็จออกประทับเพื่อให้บรรดาเชื้อพระวงศ์เข้าเฝ้า โดยพระนางจะนั่งอยู่บนบัลลังก์มังกรแสดงให้เห็นถึงความยิ่งใหญ่ของพระนาง
หลังที่ 2 ตำหนักอวี่หลันเตี้ยน เป็นที่พระนางซูสีไทเฮาใช้กักขังจักรพรรดิกวางสี เพื่อยึดอำนาจปกครองบ้านเมือง
หลังที่ 3 ตำหนักอี้เล่อเตี้ยน เป็นโรงงิ้ว 3 ชั้น สร้างขึ้นเพื่อเป็นสถานที่จัดแสดงงิ้วให้พระนางซูสีไทเฮาที่โปรดการแสดงงิ้วมากชม
หลังที่ 4 ตำหนักเล่อโซ่วถาง เป็นที่ประทับส่วนพระองค์ของซูสีไทเฮา
ระเบียงยาวในพระราชวังฤดูร้อน

ระเบียงยาวรูปโค้งเลียบไปตามริมทะเลสาบ มีชื่อภาษาจีนว่า ฉางหลาง ได้รับการบันทึกให้เป็นระเบียงประดับภาพเขียนที่ยาวที่สุดในโลก เป็นระเบียงยาวที่สุดในโลก ซึ่งภาพเขียนจะเกี่ยวกับทิวทัศน์ บ้านเมือง และผู้คน แต่ละภาพจะไม่ซ้ำกันและมีจำนวนมากอยู่ในกรอบรูปครึ่งวงกลมแบบจีน



เรือหินอ่อน

ถือเป็นสถาปัตยกรรมตะวันตกเพียงชิ้นเดียวในพระราชวังแห่งนี้ เรือหินอ่อนเป็นเรือสองชั้นสง่ามามอยู่ในทะเลสาบ แต่ไม่สามารถลอยน้ำได้จริงเพราะเป็นแท่งหินอ่อนหนักมหาศาล สร้างขึ้นตามพระประสงค์ของพระนางซูสีไทเฮา เพื่อใช้นั่งจิบน้ำชาชมทิวทัศน์อยู่บนเรือนี้เท่านั้น



บ้านที่พักของลิเลียนยิง

ลิเลียนยิงเป็นขันทีคนสนิทผู้รับใช้ใกล้ชิดพระนางซูสีไทเฮา บ้านพักนี้ได้สร้างไว้อย่างหรูหราราวกับตำหนักขององค์ชาย ด้านนอกมีภาพถ่ายขบวนเสด็จและมีตัวลิเลียนยิงอยู่ทางด้านขวา

ตำหนักที่คุมขังฮ่องเต้

เรียกกันว่า  Yulan Tang เป็นตำหนักแห่งความเศร้าหมองเพราะพระนางซูสีไทเฮาใช้ตำหนักแห่งนี้คุมขังฮ่องเต้กวางซวี ผู้พยายามปฏิรูปการปกครองให้พ้นจากอำนาจของซูสีไทเฮาจนสิ้นพระชนม์เมื่ออายุเพียง ๓๘ ภายในตำหนักห้องทุกห้องถูกก่ออิฐทึบมีเพียงด้านหน้าตำหนักเท่านั้นที่มีประตูและหน้าต่าง



ทะเลสาบคุนหมิง

ในสมัยจักรพรรดิเฉียนหลงทรงใช้แรงงานคนถึงแสนคนในการขุดขยายทะเลสาบคุนหมิงจนมีขนาดเท่าปัจจุบันบนเกาะเล็กๆของทะเลสาบใต้ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของทะเลสาบคุนหมิงมีวัดอยู่ชื่อวัดหลงหวังเมี่ยว หรือ วัดพญามังกร ทะเลสาบคุนหมิงนับเป็นทิวทัศน์ที่โดดเด่นที่สุดในพระราชวังอี๋เหอหยวน มีสะพานและเขื่อนทางทิศตะวันตกและออกของทะเลสาบที่งดงาม

พระราชวังฤดูร้อน อี๋เหอหยวน เป็นสถานที่ที่เหมือนมีเสน่ห์มนต์ขลังด้วยความสวยงามทางธรรมชาติที่ไม่ใช่ธรมมชาติสร้างขึ้นโดยแท้จริง ความสวยงามของสถาปัตยกรรมสิ่งก่อสร้างที่สื่อถึงวัฒนธรรมจีนเก่าแก่ รวมทั้งความลึกลับน่าค้นหาของเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ต่างๆที่เกิดขึ้น ณ ที่แห่งนี้ทำให้พระราชวังแห่งนี้น่ายลยิ่งนัก ผู้ที่หลงใหลในการเดินทางควรสัมผัสสักครั้งโดยมีค่าเข้าชม 20-50 หยวนเปิดทำการเวลา 08.30-17.00 น. ทุกวัน


อ้างอิง

พระราชวังฤดูร้อน. สืบค้นเมื่อ 23 กันยายน 2559, จาก: http://www.lovechineseclub.com/yiheyuan

พระราชวังฤดูร้อน อี้เหอหยวน. สืบค้นเมื่อ 23 กันยายน 2559, จาก: http://www.abroad-tour.com/china/beijing/yiheryuan.html

พระราชวังฤดูร้อน "อี้เหอหยวน" ( วังฤดูร้อน ). สืบค้นเมื่อ 23 กันยายน 2559, จาก: http://www.wlc2china.com/about_china_2_1.html

พระราชวังฤดูร้อน. สืบค้นเมื่อ 23 กันยายน 2559, จาก: https://th.wikipedia.org/wiki/พระราชวังฤดูร้อน

อ่านเพิ่มเติม »

เจดีย์สี่พันองค์แห่งพุกาม

โดย ภากร  มณีอินทร์

ซากปรักหักพังของโบราณสถานต่างๆ คือร่องรอยที่แสดงถึงความยิ่งใหญ่ของอาณาจักรโบราณ หากมองในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หลายคนคงนึกถึง ปราสาทนครวัดและหมู่ปราสาทหินต่างๆ แห่งอาณาจักรเขมร แต่ยังมีอีกหนึ่งอาณาจักรที่สิ่งก่อสร้างยิ่งใหญ่ไม่แพ้กัน นั่นก็คือ “พุกาม” ดินแดนแห่งเจดีย์สี่พันองค์ เพราะทั่วทั้งบริเวณในเขตอาณาจักรเต็มไปด้วยหมู่เจดีย์น้อยใหญ่กว่าสี่พันองค์ แต่ละองค์ล้วนมีเอกลักษณ์ มีตำนานเรื่องเล่าและมีความวิจิตรบรรจงเป็นอย่างยิ่ง

พุกาม (Pagan) คือชื่ออาณาจักรโบราณของพม่าสถาปนาโดยพระเจ้าอโนรธามังช่อ หรือ พระเจ้าอโนรธา คนไทยรู้จักในนามพระเจ้าอนิรุทธ์ ปฐมกษัตริย์พม่าแห่งราชวงศ์พุกาม ดังนั้นพุกามจึงถือเป็นราชธานีแห่งแรกของพม่าด้วย โดยมีศูนย์กลางอยู่ที่ เมืองพุกาม หรือที่ทางการพม่าเรียกว่า บากัน(Bagan) อยู่ในเขตมัณฑะเลย์ในปัจจุบัน ซึ่งตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของแม่น้ำอิระวดีในเขตภาคกลางของประเทศพม่า  มีอายุอยู่ในช่วง พ.ศ. 1587 - พ.ศ. 1830 ปกครองโดยกษัตริย์ 14 พระองค์ และค่อยๆ เสื่อมอำนาจลงหลังจากกองทัพมองโกลรุกรานก่อนจะถูกผนวกดินแดนเข้าเป็นส่วนหนึ่งของจักรวรรดิจีนในสมัยราชวงศ์หยวน สภาพภูมิอากาศโดยทั่วไปจัดเป็นเขตแห้งแล้ง มีระดับน้ำฝนต่ำกว่า 30 นิ้วต่อปี สภาพภูมิอากาศดังกล่าวนี้เองที่เอื้อต่อการคงอยู่ของหมู่เจดีย์น้อยใหญ่ที่ก่อด้วยอิฐกว่าสี่พันองค์ ถึงแม้ในปัจจุบันจะเหลือเพียงสองพันกว่าองค์ที่รอดพ้นมาจากภัยพิบัติทางธรรมชาติแผ่นดินไหว จากสงคราม และจากการรื้อทำลายของมนุษย์ แต่นั่นก็เพียงพอแล้วที่จะสร้างความประทับใจให้แก่ผู้คนที่มาเยี่ยมชมสถานที่แห่งนี้ไม่รู้ลืม


ภาพหมู่เจดีย์น้อยใหญ่บางส่วนของอาณาจักรพุกาม
ที่มา : http://www.taladtours.com/

อาณาจักรพุกามถือเป็นอาณาจักรที่มีพัฒนาการความเจริญรุ่งเรืองควบคู่มากับพุทธศาสนานิกายเถรวาท อันเนื่องมาจากสถานการณ์ความสั่นคลอนของพุทธศาสนาในอินเดียจากการแผ่อิทธิพลเข้ามาของศาสนาอิสลามทำให้พุกามกลายเป็นจุดหมายของผู้อพยพในสมัยนั้น เพราะจากชัยภูมิที่ตั้งที่เหมาะเป็นศูนย์กลางทางการปกครองและทางการค้า การอพยพเข้ามาของชาวพุทธในช่วงเวลานั้นทำให้อาณาจักรแห่งนี้พัฒนากลายเป็นศูนย์กลางทางพุทธศาสนาในเวลาต่อมา ด้วยความศรัทธาในพระพุทธศาสนาของทั้งกษัตริย์ ขุนนางและชาวเมืองส่งผลให้พุกามมีความก้าวหน้าทางด้านศิลปะกรรมเพื่อการบูชาพุทธศาสนาเป็นอย่างยิ่ง โดยรังสรรค์สถาปัตยกรรมออกมาในรูปแบบเจดีย์ที่มีความสวยงามโดดเด่นเพื่อใช้บรรจุพระบรมสารีริกธาตุหรือพระพุทธรูปสำคัญตามความประสงค์ของผู้สร้างและจึงถวายเป็นพุทธบูชา นั่นทำให้อาณาจักรแห่งนี้เต็มไปด้วยเจดีย์โบราณจากการสำรวจพบกว่า 2,217 องค์  จากทั้งหมด 4,446 องค์ที่ปรากฏในเอกสารทางประวัติศาสตร์

เจดีย์ศิลปะแบบพุกาม นิยมก่อสร้างจากอิฐดินเผา นำมาก่อและฉาบด้วยปูน ภายนอกมีการประดับตกแต่งด้วยลวดลายปูนปั้น ส่วนภายในมีการเขียนภาพจิตรกรรมฝาผนังเกี่ยวกับพุทธประวัติ ซึ่งความรุ่งเรืองของสถาปัตยกรรมในรูปแบบเจดีย์นี้ นอกจากปรากฏอยู่ทั่วไปในเขตอาณาจักรกว่าสี่พันองค์แล้วนั้น นักโบราณคดียังเชื่อว่ารูปแบบเจดีย์ต่างๆ นั้นยังส่งอิทธิพลต่อการสร้างเจดีย์ในอาณาจักรใกล้เคียงอื่น ๆ ด้วย รวมถึงอาณาจักรโบราณของไทยอย่างหริภุญชัยที่ส่งผลมาถึงล้านนา หรือ สุโขทัย ที่ส่งผลมาถึงอยุธยา ทั้งหมดล้วนมีสถาปัตยกรรมที่ส่วนหนึ่งได้รับอิทธิพลมาจากเจดีย์แบบพุกาม เช่น วัดเจดีย์เจ็ดแถวของศรีสัชนาลัย หรือ เจดีย์เชียงยืน วัดพระธาตุหริภุญชัยวรมหาวิหาร อำเภอเมือง จังหวัดลำพูน

ในปัจจุบันดินแดนเจดีย์แห่งพุกามได้กลายเป็นจุดหมายของนักท่องเที่ยวจากทั่วทุกมุมโลก โดยเจดีย์ที่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวที่สุด คือ เจดีย์ชเวซันดอที่ถือเป็น 1 ใน 5 มหาเจดีย์แห่งพม่า และมีความสนใจอยู่ที่ภาพพุทธชาดกที่บริเวณผนังภายในเจดีย์และการก่อสร้างเจดีย์องค์นี้ยังมีความประณีตในการเรียงอิฐที่ว่ากันว่าไม่สามารถใช่เข็มสอดเข้าไประหว่างรอยต่อของอิฐแต่ละก้อนได้ รวมถึงยังเป็นจุดชมวิวพระอาทิตย์ตกดินอีกจุดหนึ่งที่สวยที่สุดของเมืองพุกามอีกด้วย หรือเจดีย์ตะเบียงนิวที่เป็นเจดีย์ที่สูงที่สุดของพุกามและมีลวดลายปูนปั้นที่สวยงามและสมบูรณ์ ส่วนกิจกรรมที่นักท่องเที่ยวนิยมกันคือการนั่งรถม้าและการปั่นจักรยานชมเจดีย์ต่างๆ ในเขตโบราณสถาน ซึ่งแต่ละองค์จะอยู่ไม่ห่างกันมาก โดยระหว่างทางจะมีบรรยากาศไร่นาของชาวพม่า และแต่ละเจดีย์จะมีจุดขายของที่ระลึก รวมถึงมีไกด์คอยให้ความรู้ และให้คำแนะนำในการท่องเที่ยวด้วย โดยความงามของพุกามนี้มีคำกล่าวของอาร์โนลด์ ทอยน์บี นักประวัติศาสตร์ชาวอังกฤษได้กล่าวไว้ว่า “See Angkor Wat and Die,  See Pagan and live” หรือ “การได้เห็นนครวัดย่อมนอนตายตาหลับ และการได้เห็นพุกามย่อมมีชีวิตเป็นอมตะ ”


ภาพการนั่งรถม้าชมหมู่เจดีย์ในเขตโบราณสถานเมืองพุกาม

สถานการณ์ปัจจุบัน หลังจากที่พม่าเปิดประเทศมีการจัดการเลือกตั้งตามหลักประชาธิปไตย นั่นทำให้ทางการพม่าต้องการผลักดันโบราณสถานเมืองพุกามที่ยิ่งใหญ่แห่งนี้เป็นมรดกโลก มีการจัดทำ “แผนแม่บทการรักษาเมืองพุกาม (Master Plan For The Preservation Of Bagan )” อีกทั้งความสมบูรณ์ยิ่งใหญ่และความเก่าแก่ของโบราณสถานแห่งนี้คงเพียงพอแล้ว แต่คณะกรรมการมรดกโลก องค์การยูเนสโก (UNESCO) ยังมีความกังวลในเรื่องการปรับปรุงซ่อมแซมของทางการพม่าที่อาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงรูปแบบของสถาปัตยกรรมดั้งเดิม เช่นการสร้างยอดเจดีย์ขึ้นใหม่ทดแทนของเดิมที่เสียหายจากเหตุการณ์แผ่นดินไหว  หรือการประดับตกแต่งด้วยการปิดทองและทาสีใหม่ให้ดูสวยงาม นั่นทำให้ยูเนสโกยังไม่สามารถประกาศให้โบราณสถานในเมืองพุกามเป็นมรดกโลกได้ แต่ใช่ว่าพม่าจะไม่มีมรดกโลก เพราะในกลางปี 2557 ที่ผ่านมา คณะกรรมการมรดกโลกได้ประกาศให้กลุ่มเมืองโบราณในอาณาจักรพะยูของพม่าให้เป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรม ดังนั้นที่นี่จึงกลายเป็นมรดกโลกแห่งแรกของพม่าด้วย

ตลอดระยะเวลาเกือบสามร้อยปีแห่งความรุ่งเรืองที่อาณาจักรแห่งนี้ได้สะสมความมั่งคั่งทางประเพณีวัฒนธรรม ตำนาน ความเชื่อ ศาสนา และภูมิปัญญาทางสถาปัตยกรรม จนถือได้ว่าเป็นอีกหนึ่งอู่อารยธรรมที่มีอิทธิพลต่อการก่อตั้งและพัฒนาการของอาณาจักรใกล้เคียงอื่นๆ ในสมัยต่อมา โดยเฉพาะในด้านภูมิปัญญาทางสถาปัตยกรรม และในปัจจุบันยังมีความสำคัญทั้งในด้านการท่องเที่ยว ด้านการเป็นแหล่งประกอบอาชีพของคนในพื้นที่ และสำคัญที่สุดคือด้านการศึกษาทางประวัติศาสตร์ที่จะช่วยเชื่อมโยงความสัมพันธ์ของคนในภูมิภาคแถบนี้ให้มีความรักความเข้าใจกันมากขึ้นในแง่ของการมีวัฒนธรรมร่วมกัน และเมื่อทุกภาคส่วนทั้งคนในท้องถิ่น คนในภูมิภาคเดียวกัน ภาครัฐ และองค์กรระหว่างประเทศ รวมถึงนักท่องเที่ยวที่แวะเวียนมาเยี่ยมชมโบราณสถานแห่งนี้ล้วนเห็นคุณค่าร่วมกัน ทั้งหมดนั้นจะช่วยต่อลมหายใจของดินแดนเจดีย์สี่พันองค์แห่งนี้ให้คงอยู่อย่างมั่นคงและงดงามคู่โลกใบนี้ต่อไป


อ้างอิง

ASTVผู้จัดการออนไลน์. 2559. ยูเนสโกประกาศ “กลุ่มเมืองอาณาจักรพะยู” ของพม่าเป็นมรดกโลกแห่งใหม่. (ออนไลน์). ค้นเมื่อ 23 กันยายน 2559, จาก : http://www.manager.co.th/Indochina/ViewNews.aspx?NewsID=9570000070887

เกรียงไกร เกิดศิริ.  (2550, กันยายน).  สถานการณ์การจัดการมรดกทางวัฒนธรรมในเมืองโบราณพุกาม.  หน้าจั่ว, 5(1), 112-125.  ค้นเมื่อ 23 กันยายน 2559, จาก :   https://www.tci-thaijo.org/index.php/NAJUA/article/view/16511/14933

มูลนิธิวิกิมีเดีย. 2558 . อาณาจักรพุกาม. (ออนไลน์). ค้นเมื่อ 23 กันยายน 2559, จาก : https://th.wikipedia.org/wiki/

สุจิตต์  วงษ์เทศ. (2545). เที่ยวดงเจดีย์ที่พม่าประเทศ. กรุงเทพฯ : บริษัท มติชน จำกัด (มหาชน).

สำนักวิชาการ สำนักเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร. 2556 . พุกาม : เส้นทางสู้ความเป็นมรดกโลก. (ออนไลน์). ค้นเมื่อ 23 กันยายน 2559, จาก :  http://library2.parliament.go.th/ejournal/content_af/2556/oct2556-3.pdf.

อ่านเพิ่มเติม »

ทัชมาฮาล (Taj Mahal)

โดย ฐิตินันท์ วงษ์ไทย

เมื่อพูดถึงประเทศอินเดียในปัจจุบัน ผู้คนส่วนใหญ่จะไม่รู้มาก่อนว่าเป็นประเทศที่มีอารยธรรมที่เก่าแก่ของโลก มีอารยธรรมที่รุ่งเรืองและสืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน โดยเฉพาะอนุสรณ์ที่สำคัญของโลกที่เราเรียกว่า “ทัชมาฮาล” ซึ่งเป็น 1 ใน 7 ของสิ่งมหัศจรรย์ของโลกในยุคใหม่นั่นเอง

ทัชมาฮาล คือ สุสานหินอ่อนที่ผู้คนเชื่อว่าเป็นสถาปัตยกรรมแห่งความรักที่สวยที่สุดในโลก สร้างขึ้นเมื่อปีค.ศ. 1631 สร้างเสร็จเมื่อปี ค.ศ. 1648 รวมเวลาการก่อสร้าง 17 ปี การประดับตกแต่งใช้เวลา 5 ปี รวมทั้งสิ้น 22 ปี จึงเสร็จเรียบร้อยทุกอย่าง ตั้งอยู่ในสวนริมฝั่งแม่น้ำยมุนาในเมืองอาครา ประเทศอินเดีย

ทัชมาฮาล ถูกสร้างขึ้นโดย เจ้าชายขุร์รัม ซึ่งต่อมาคือพระเจ้าชาร์จาฮัน พระองค์ได้พบกับ อรชุมันต์ภานุเบคุม ธิดาของรัฐมนตรี เมื่ออรชุมันต์ภานุเบคุมได้คลอดธิดาคนที่ 14 หลังจากให้กำเนิดพระธิดาพระนางตกเลือดมาก อยู่ได้เพียงไม่นานพระนางก็สิ้นพระชนม์ พระเจ้าชาร์จาฮันโศกเศร้าอยู่นาน จึงทรงสร้างอนุสรณ์แห่งความรักที่มั่นคงต่อพระมเหสีของพระองค์ พระเจ้าชาร์จาฮันจึงเรียกนางว่า มุมตัส มาฮาล ที่แปลว่า “มงกุฎแห่งพระราชวัง” โดยทรงเลือกทำเลที่ดีที่สุดบริเวณริมโค้งแม่น้ำยมุนาเป็นที่ตั้งของอนุสรณ์แห่งรักนี้



ในปี ค.ศ. 1657 พระเจ้าชาร์จาฮันทรงพระประชวร และในปี ค.ศ. 1658 พระโอรส พระนามว่า โอรังเซบ จับพระพระเจ้าชาร์จาฮันขัง และขึ้นครองราชย์บัลลังก์แทน พระองค์ถูกกักขังอยู่ถึง 8 ปี จนกระทั่งสวรรคตในปี ค.ศ. 1666 ตามตำนานกล่าวว่าให้วันสุดท้ายของชีวิตพระองค์ใช้เวลาทั้งวันในการจ้องมอง เศษกระจกที่สะท้อนภาพของทัชมาฮาลและสิ้นพระชนม์ด้วยเศษกระจกในกำมือ พระเจ้าชาร์จาฮันถูกฝังในทัชมาฮาล เคียงข้างมเหสีของพระองค์

ทัชมาฮาล ตั้งอยู่ในสวนริมฝั่งแม่น้ำยมุนาในเมืองอาครา ประเทศอินเดีย ส่วนที่มีชื่อเสียงที่สุด คือหลุมศพของพระนางมุมตัซ มาฮาล ซึ่งถูกสร้างด้วยหินอ่อนสีขาว ศิลาแลง พลอยสีฟ้า  พลอยสีเขียว หินสีฟ้า โมรา  เพชร  หินทองแดง  และหินทราย

โดยประดับลวดลายเครื่องเพชร พลอย หิน โมราและเครื่องประดับจากมิตรประเทศ ได้รับคำรับรองว่าสร้างขึ้นด้วยสัดส่วนที่วิจิตรและงดงามที่สุด กว้างยาวด้านละ 100 เมตร สูง 60 เมตร มีผู้สร้างและออกแบบร่วม 20,000 คน การก่อสร้างกินเวลานานถึง 22 ปี ทัชมาฮาลมีเนื้อที่ประมาณ 42 เอเคอร์ โดยนายช่างที่ออกแบบชื่อ อุสตาด ไอซา ถูกประหารชีวิตเพื่อไม่ให้ไปออกแบบสถาปัตยกรรมใดๆที่สวยกว่าได้ ส่วนหัวของทัชมาฮาลมีลักษณะโดมที่เรียกว่า โอเนียนโดม


ที่มา :  http://innfoorrr.blogspot.com

ทัชมาฮาลได้ถูกรับเลือกเป็นมรดกโลกเมื่อปี พ.ศ. 2526 โดยมีเหตุผลตามเกณฑ์การพิจารณาคือ
เป็นตัวแทนซึ่งแสดงผลงานชิ้นเอกที่จัดทำขึ้นด้วยการสร้างสรรค์อันฉลาด และยังได้รับการพิจารณาเลือกให้เป็นหนึ่งในเจ็ดสิ่งมหัศจรรย์ของโลกในยุคใหม่อีกด้วย

ด้วยความที่พระเจ้าชาร์จาฮันทรงรักพระมเหสีของพระองค์มาก พระองค์จึงได้สร้าง อนุสรณ์เพื่อแสดงความรักที่มั่นคงที่มีต่อพระมเหสี เป็นอนุสรณ์แห่งความรักที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกยุคปัจจุบัน


อ้างอิง

วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี. ทัชมาฮาล .สืบค้นเมื่อวันที่ 21 ธันวาคม พ.ศ.2558, จาก https://th.wikipedia.org/wiki/ทัชมาฮาล

7 สิ่ง มหัศจรรย์ ของโลกยุคปัจจุบัน.สืบค้นเมื่อวันที่ 21 ธันวาคม พ.ศ.2558,
จาก http://kwanlikehistory.blogspot.com/2013/10/blog-post.html

ทัชมาฮาล รักเหนือกาลเวลาที่อินเดีย สุดโรแมนติก.สืบค้นเมื่อ วันที่ 21 ธันวาคม พ.ศ.2558,
จาก http://travel.truelife.com/detail/1749948

อ่านเพิ่มเติม »

สุเหร่าสีน้ำเงิน “บลูมอสก์” (Blue Mosque)

โดย ปาณิศา งามคุณ

“บลูมอสก์” (Blue Mosque) สุเหร่าสีน้ำเงิน หรือสุเหร่าสีฟ้าเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์ของเมืองนครอิสตันบูล หรือมีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่าสุเหร่าสุลต่านอาห์เมตที่ 1 (Sultan ahmet I) เป็นสุเหร่าที่มีแรงบันดาลใจมาจากการสร้างที่ต้องการเอาชนะและต้องการให้มีขนาดใหญ่กว่าวิหารเซนต์โซเฟียในสมัยนั้น ซึ่งวิหารเซนต์โซเฟียได้รับการจัดอันดับเป็น 1 ใน 7 ของสิ่งมหัศจรรย์ของโลกในยุคกลาง

แม้สุเหร่าสีน้ำเงินนี้จะไม่ได้เป็น 1 ใน 7 ของสิ่งมหัศจรรย์ของโลกแต่ก็เป็นความพอใจขององค์สุลต่านอาห์เมตที่ 1 แล้ว แม้องค์สุลต่านอาห์เมตที่ 1 จะอยู่ชื่นชมสุเหร่าสีน้ำเงินแห่งนี้ได้เพียงปีเดียว พระองค์ก็สิ้นพระชนม์ด้วยอายุ 27 พรรษา



สุเหร่าสีน้ำเงินนี้สร้างขึ้นในเมืองอิสตันบลู  ประเทศตุรกี สร้างขึ้นในสมัยสุลต่านอาห์เมตที่ 1 ในปีค.ศ. 1609 ถึง 1616 มีแรงบันดาลใจในการสร้างคือต้องการเอาชนะหรือสร้างมัสยิดให้มีขนาดใหญ่กว่าวิหารเซนต์โซเฟียของศาสนาคริสต์ เพราะวิหารเซนต์โซเฟียเคยเป็น 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคกลาง มีสุลต่านหลายพระองค์ต้องการสร้างมัสยิดที่มีขนาดใหญ่กว่าวิหารเซนต์โซเฟียมาแทบทุกยุคสมัยแต่ไม่มีใครทำสำเร็จ มีเพียงสุลต่านอาห์เมตที่ 1 และเมห์เมตอาอา (Mehmet) สถาปนิกผู้ออกแบบ เขาต้องการให้โลกรู้ว่าเขามีความสามารถเหนือกว่าผู้ออกแบบวิหารเซนต์โซเฟีย จึงออกแบบให้มีขนาดใหญ่และอลังการกว่าวิหารเซนต์โซเฟีย

สุเหร่าแห่งนี้ประดับด้วยกระเบื้องอัซนิค บนกำแพงชั้นในที่มีสีฟ้าสดใสลายดอกไม้ต่างๆเช่นกุหลาบ ทิวลิป คาเนชั่น ฯลฯ โดยหันหน้าเข้าวิหารเซนต์โซเฟียเพื่อประชันความงามกันคนละฝั่ง ถ้ามองจากด้านนอกวิหารจะมองเห็นหอสวดมนต์ 7 หอ ซึ่งปกติมัสยิดจะมีหอสวดมนต์เพียง 1 หรือ 2 หอ แต่มัสยิดแห่งนี้มี หอมินาเร็ตทั้ง 7 หอ



เมื่อเริ่มสร้างองค์สุลต่านรับสั่งให้สร้างหอสวดมนต์เป็นทองคำ แต่การสร้างหอทองคำต้องใช้ค่าก่อสร้างสูงมากและเป็นการไม่ควร ขณะเดียวกันเมห์เมตก็ต้องทำให้องค์สุลต่านอาห์เมตพอพระทัยด้วย เมห์เมต อาอา จึงหาทางออกด้วยการเล่นคำเพราะคำว่าทองคำในภาษาตุรกี เรียกว่า อัลทึ่น (Altin) หรือ หก(Alti) เขาจึงสร้างหอสวดมนต์ 6 หอ แต่หลังจากที่สร้างเสร็จแล้ว กลับไปยิ่งใหญ่เทียบเท่าสุเหร่าที่นครเมกะ ที่มีหอสวด 6 หอ  จึงต้องสร้างเพิ่มขึ้นมาอีก1 หอ และกลายเป็น 7 หอในปัจจุบัน ตกแต่งด้วยหน้าต่าง 260 บาน สลับด้วยกระจกสีอันน่าวิจิตร มีพื้นที่ให้ละหมาดกว้างขว้าง มีขนาดใหญ่ ภายในประกอบด้วย โรงเรียนสอนศาสนา โรงพยาบาล ที่พักสำหรับขบวนคาราวาน โรงครัวต้มน้ำ ปัจจุบันเปิดให้เข้าไปทำละหมาด 24 ชั่วโมง และช่วงกลางคืนในฤดูร้อนจะมีการแสดงแสงสีเสียงในทุกค่ำคืน

สุเหร่าสีน้ำเงินแห่งนี้ได้รับการจัดอันดับที่ 6 จากสถานที่ท่องเที่ยวอันน่าสนใจของอิสตันบลู และได้รับรางวัล Traveller's Choice ในปี 2015

จะเห็นได้ว่าสุเหร่าสีน้ำเงินนี้แม้จะสร้างขึ้นด้วยแรงบันดาลใจที่ตัวข้าพเจ้ามองแล้วก็แปลกอยู่ที่สร้างขึ้นเพื่อความอยากเอาชนะ แต่ก็ทำให้รู้ว่าคนในสมัยนั้นมีความสามารถด้านการออกแบบอย่างมากและใส่ใจทุกกระบวนการ และการสร้างสุเหร่าสีน้ำเงินแห่งนี้ก็สามารถใช้ประโยชน์กับสถานที่แห่งนี้อย่างมากมายมานานนับหลายปีแล้ว  เช่น โรงเรียนสอนศาสนา  โรงพยาบาลและมีพื้นที่สำหรับการทำละหมาดไว้ให้สำหรับผู้ที่ต้องการทำละหมาดตลอด 24 ชั่วโมง และสามารถให้นักท่องเที่ยวเข้าชมได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย แต่มีข้อห้ามว่าผู้หญิงต้องมีผ้าคลุมหัว และห้ามเข้าเมื่อมีการทำพิธีละหมาดเพราะจะไปรบกวนผู้ทำพิธี

อ้างอิง

Cherokee1 พาท่องตุรกีดินแดนแห่งสองทวีป ตอนที่ 5 อิสตันบูล (Istanbul) ตำนานความยิ่งใหญ่จากไบแซนไทน์สู่จักรวรรดิออตโดมัน .(2554).สืบค้นเมื่อ 25 ธันวาคม 2558, จาก : http://2g.pantip.com/cafe/blueplanet/topic/E11328441/E11328441.html

อิสตันบลู3ความยิ่งใหญ่ของสุเหร่าสีน้ำเงิน และวิหารเซนโซเฟีย . (2557). สืบค้นเมื่อ 25 ธันวาคม 2557 จาก : http://witchy-followme.blogspot.com/2014/01/3-mosque-of-hagiasophia-blue-mosque-1.html?m=1

สุเหร่าสีน้ำเงิน สุเหร่าสีฟ้า และวิหารเซนต์โซเฟีย. (2558). สืบค้นเมื่อ 25 ธันวาคม 2558. จาก : http://www.oceansmile.com/Turkey/St.Sophia.shtml

อ่านเพิ่มเติม »

กำแพงเมืองจีน (The Great Wall of China)

โดย นุชิต  ทับทอง

เชื่อว่าคนเกือบทั่วทั้งโลกเมื่อพูดถึงสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ของประเทศจีน ทุกๆคนต่างต้องนึกถึงกำแพงเมืองจีนเป็นอันดับแรก เพราะกำแพงเมืองจีนเป็นถึง 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกและยังได้ถูกคัดเลือกให้เป็นมรดกโลกอีกด้วย
 
กำแพงเมืองจีนหรือกำแพงหมื่นลี้ซึ่งแต่ก่อนนั้นจะมีชื่อเรียกธรรมดาอย่าง “Barrier” หรือ“Rampant” และ “Earth Dragon” จนกระทั่งในปลายศตวรรษที่ 19 ได้มีการตั้งชื่ออย่างเป็นทางการว่า “The Great Wall of China”


แผนผังตำแหน่งสำคัญที่พาดผ่านของกำแพงเมืองจีน

กำแพงเมืองจีนได้สร้างมากว่า 2500 ปีที่แล้ว ตั้งแต่ก่อนสมัยของจิ๋นซีฮ่องเต้ จักรพรรดิองค์แรกในประวัติศาสตร์ของจีน  แต่กำแพงเมืองจีนนั้นไม่ได้สร้างเสร็จในคราวเดียวแต่ยังคงมีการสร้างต่อมาเรื่อยๆจากจักรพรรดิพระองค์หนึ่งสู่อีกพระองค์หนึ่งจนสำเร็จในที่สุด และมีความยาวถึง 21,196.18 กิโลเมตร ซึ่งนี่เป็นความยาวที่แท้จริงเมื่อนับรวมกับส่วนที่เป็นอุปสรรคขวางกั้นทางธรรมชาติระหว่างกำแพงและเป็นความยาวที่วัดได้ล่าสุดในปี ค.ศ.2012
 
ก่อนที่จะมีการใช้อิฐในการก่อสร้างนั้น กำแพงเมืองจีนถูกสร้างขึ้นโดยใช้หิน ดิน และไม้ บริเวณใกล้กรุงปักกิ่งถูกสร้างโดยใช้หินอ่อน บางสถานที่กำแพงก็ถูกสร้างโดยใช้หินแกรนิต บางแห่งก็ใช้ดินเผา ทางตะวันตกของจีนกำแพงถูกสร้างโดยใช้โคลนทำให้ชำรุดได้ง่าย ซึ่งกำแพงเมืองจีนที่เราเห็นกันทุกวันนี้ส่วนใหญ่ถูกสร้างในราชวงศ์หมิง และกำแพงเมืองจีนก่อสร้างสิ้นสุดลงในปี ค.ศ.1644 ในจักรพรรดิองค์สุดท้ายของราชวงศ์หมิง หลังจากนั้นก็ไม่มีการก่อสร้างเพิ่มเติมอีกเลย มีแต่การทำนุบำรุงเพียงเท่านั้น


ที่มา : http://teawsanook.com/

จุดประสงค์ในการสร้างกำแพงก็คือเพื่อป้องกันการรุกรานจากชาวฮันท์หรือชนเผ่าซยงหนูและพวกเติร์กจากทางเหนือ กำแพงเมืองจีนนั้นไม่ได้เป็นแค่กำแพง แต่ทุกๆ 300 ถึง 500 หลา จะมีฐานบัญชาการเพื่อใช้สับเปลี่ยนเวรยามและใช้เป็นจุดสังเกตการณ์ หอสังเกตการณ์นั้นมีมากกว่า 1 หมื่นแห่ง ในระยะแรกยังใช้เป็นเส้นทางในการในการเดินทางและขนส่งในเส้นทางทุรกันดาร เช่น ตามเทือกเขา ให้เป็นไปอย่างสะดวก
 
ได้มีการบันทึกไว้ว่า นักโทษจากสงครามและทาสกว่า 1 ล้านคนที่ถูกใช้เป็นแรงงานเพื่อก่อสร้างกำแพง มีคนจำนวนมากเสียชีวิตลงเนื่องจากความเหน็ดเหนื่อยและความหิวโหย ซึ่งศพผู้เสียชีวิตก็จะถูกฝังอยู่ข้างใต้กำแพงนั่นเองนานนับศตวรรษแล้ว กำแพงเมืองจีนนั้นจึงได้ชื่อว่าเป็น สุสานที่มีความยาวที่สุดในโลก
 

ที่มา : http://www.sesuntour.com/

จากรายงานผลการสำรวจของนักอนุรักษ์เมื่อปี 2004 กล่าวว่า ขณะนี้กำแพงเมืองจีนนั้นเหลือให้เห็นเพียง 1/3 จากทั้งหมดเท่านั้น และกำลังสั้นลงเรื่อยๆ ปัญหาเกิดขึ้นเนื่องจากการขาดการดูแลและอนุรักษ์
 
ในปัจจุบันกำแพงเมืองจีน เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่เป็นที่นิยมมากที่สุดในโลก ต่อปีมีคนมาที่นี่หลายสิบล้านคน กระทั่งตัวผมเองก็อยากที่จะเดินบนสะพานที่ยิ่งใหญ่นี้สักครั้งถ้ามีโอกาส สถานที่สำคัญเช่นนี้เราทุกๆคนควรที่จะอนุรักษ์ไว้ให้คงอยู่เพื่อที่คนรุ่นใหม่จะได้ศึกษาเรียนรู้ต่อไป และคงเป็นเรื่องที่น่าเศร้าซึ่งถ้าสุดท้ายแล้วจะเหลือเพียงคำบอกเล่าและภาพถ่ายของสิ่งมหัศจรรย์ชิ้นนี้


อ้างอิง

กำแพงเมืองจีน. (ม.ป.ป.). Wikipedia. สืบค้นเมื่อ 22 กันยายน 2558, จาก https://th.wikipedia.org/wiki/กำแพงเมืองจีน

Yuwadee. (2558). 25 เรื่องน่ารู้ประวัติศาสตร์กำแพงเมืองจีน. สืบค้นเมื่อ 22 กันยายน 2558,  จาก http://teen.mthai.com/variety/87003.html

กำแพงเมืองจีน-Great wall. (ม.ป.ป.). สืบค้นเมื่อ 22 กันยายน 2558, จาก http://ruuchina.blogspot.com/2012/02/great-wall.html





อ่านเพิ่มเติม »

มหาวิหารดูโอโม่ (Duomo de Milano)

โดย กมลชนก อินทะกนก

ใครที่ได้มาเยือนอิตาลี สถานที่อันศักดิ์สิทธิ์แห่งหนึ่งที่เรามักจะไม่พลาดต้องไปเยือนให้ได้ นั่นคือ มหาวิหารอันศักดิ์สิทธิ์อย่าง Duomo de Milano หรือมหาวิหารดูโอโม่ ในเมืองมิลานประเทศอีตาลีนั่นเอง

มหาวิหารสไตล์กอธิคแห่งนี้ได้ชื่อว่ามีระยะเวลาในการสร้างนานถึง 579 ร้อยปี ซึ่งถือเป็นการสร้างสรรค์งานสถาปัตกรรมที่นานที่สุดแห่งหนึ่งเลยก็ว่าได้ มหาวิหารดูโอโม่มีความสูงถึง 108.5 เมตร ยาว 148 เมตร และความกว้าง 88 เมตร ซึ่งมีขนาดใหญ่รองลงมาจากมหาวิหารเซนต์ปีเตอร์ ในนครรัฐวาติกันและสามารถจุคนได้มากถึง 40,000 คน


ที่มา: https://www.ilovetogo.com/

ด้วยศรัทธาอันแรงกล้าของเหล่ามหานักบุญจึงร่วมกันรับบริจาคจากคริสตชนทั้งหลายสร้างมหาวิหารขนาดใหญ่แห่งนี้ ขึ้นในปี ค.ศ.1386 โดยการนำของ พระอัครสังฆราชอันโตนิโอ ดาซารุสโซ่  (Antonio da Saluzzo)และการสนับสนุนของ เจียน กัลเลอัซโซ วิสกอนติ ( GianGaleazzo Visconti) พระญาติของพระอัครสังฆราช อันโตนิโอและมีวิศวกรคนแรกคือ  ซโมเนดาร์เออเซนิโก (Simone da Orsenigo) โดยวางแผนสร้างมหาวิหารแห่งนี้ด้วยอิฐในแบบ กอธิค ลอมบาร์ค ตามแบบฝรั่งเศส Rayonnant  Gothic ไม่ใช่ในแบบ อิตาลี โครงการนี้ได้รับการควบคุมออกแบบอย่างเคร่งครัดภายใต้ชื่อ “Fabbrica del Duomo”

ศิลปะแบบกอธิคของมหาวิหารดูโอโม่สะท้อนให้เห็นถึงความสามารถของสติปัญญาและอัฉริยะภาพของสถาปนิกในสมัยกลาง โดยเฉพาะประเทศฝรั่งเศสที่มีสถาปัตยกรรมกอธิคมากมาย ประมาณว่าหินที่นำมาสร้างนั้นมีมากกว่าการสร้างพิรามิดในอียิปต์เสียอีก มหาวิหารดูโอโม่แห่งนี้จึงสะท้อนให้เห็นถึงความน่าทึ่งของสถาปัตยกรรมกอธิคที่มีระยะเวลาการสร้างที่ยาวนานและความสามารถของช่างฝีมือที่เก่งกาจที่สามารถสร้างสรรค์ผลงานอันน่าเกรงขามแสดงถึงพลังอำนาจของคริสตจักรได้เป็นอย่างดี


ที่มา: https://www.ilovetogo.com/

นับตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 11  เป็นต้นมาที่ยุโรปฟื้นตัวจากสภาวะเศรษฐกิจและการเมือง การสร้างมหาวิหาร (Cathedral) ซึ่งเป็นโบสถ์ที่ประทับของบิชอปประจำเมืองต่างๆ ก็เกิดขึ้นไปทั่วยุโรปในยุคกลาง ถือเป็นงานสร้างสรรค์ที่เป็นความโดดเด่นในสมัยกลาง โดยพัฒนามาจากศิลปะแบบโรมาเนสถ์ซึ่งประกอบด้วยหน้าต่างเล็กเรียวยาว คูหาโค้ง (Vault) กำแพงหนาใช้เป็นโครงสร้างในการรับน้ำหนักของอาคารและหลังคา โดยศิลปะกอธิคมีลักษณะโปร่งบางและชดช้อย สถาปนิกได้พัฒนาเทคนิคโดยการใช้ค้ำยันหรือครีบ (Buttress) หรือครีบยันชั้นลอย (flying buttress) เพื่อยันน้ำหนักของอาคารทั้งสองข้าง ทั้งมีเสาหิน (Column) เพื่อรองรับน้ำหนักของหลังคาและเพดานหรือโค้งคูหาสันไขว้ (cross vault) จึงทำให้อาคารในรูปแบบสถาปัตยกรรมกอธิคไม่ต้องอาศัยกำแพงที่หนาเพื่อรองรับน้ำหนักของหลังคาและโครงสร้างอีกต่อไป หน้าต่างเป็นลักษณะโค้งแหลม (Pointed arch) ขนาดกว้างที่แสงสว่างสามารถลอดผ่านได้มากขึ้น นอกจากนี้ยังมีการประดับกระจกสีต่างๆ มาตัดต่อประกอบกันเป็นภาพหรือลวดลายภายในกรอบช่องแสงหรือหน้าต่างเล็ก เหนือประตูทางเข้ายังประดับการแกะสลักลวดลายวิจิตรบรรจงของแม่พระ พระเยซู ตลอดจนนักบุญต่างๆ เป็นการฟื้นฟูการสร้างปะติมากรรมศิลาสลักแบบลอยตัว (Bas relief) ที่เป็นนิยมกันในสมัยจักรวรรดิโรมันทั้งภายนอกและภายในอาคาร (อนันต์ชัย เลาหะพันธุ, 2553)


ที่มา : https://www.ilovetogo.com/

ในคริสต์ศตวรรษที่ 17 ได้มีการต่อเติมยอดเสาของมหาวิหาร โดยหล่อรูปปั้นเคลือบทองทั้งองค์ เป็นรูปพระแม่มาเรีย บนยอดเสาระดับความสูง 108.5 เมตร ในชื่อ มาดอนนิน่า (madonnina) ความสูงของรูปปั้นนี้สูงถือ 4 เมตร เป็นปะติมากรรมเคลือบทองคำที่สูงเท่าตึกสามชั้นจวบจนกระทั้งผ่านช่วงเวลาอันยาวนานการก่อสร้างแห่งนี้ก็แล้วเสร็จในวันที่ 6 มกราคม ปีค.ศ. 1965 โดย นโปเลียนโบนาพาร์ท (Napoleon Bonaparte) ได้ตัดสินใจปิดประตูบานสุดท้ายลง จบการสร้างสรรค์สถาปัตกรรมอันยาวนานกว่าห้าร้อยปีได้สำเร็จ

ดูโอโม่ จึงนับได้ว่าเป็นมหาวิหารที่ใช้ระยะเวลาในการก่อสร้างและซ่อมแซมยาวนานมากที่สุด เป็นระยะเวลาถึง 579 ปี จึงนับเป็นอีกสถานที่แห่งหนึ่งที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานและควรค่าแก่การเยี่ยมชมของผู้ที่ชื่นชอบงานศิลปะเป็นอย่างมาก

อ้างอิง

iLovetogo.  2558.  มหาวิหารแห่งมิลาน (Duomo di Milano).  (ออนไลน์) สืบค้นเมื่อ 1 กันยายน 2558, จาก https://www.ilovetogo.com/

Kwangtourcenter.  2558. มิลาน (Milano).  (ออนไลน์).  แหล่งทีมา: http://www.letsseeholiday.net/. 1กันยายน 2558.

อนันค์ชัย เลาหะพันธุ.  (2553).  เรื่องน่ารู้ในยุโรปสมัยกลาง (3).  กรุงเทพฯ : ศูนย์หนังสือจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

อ่านเพิ่มเติม »