แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ อารยธรรมอินเดีย แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ อารยธรรมอินเดีย แสดงบทความทั้งหมด

พีธีสตี (Sati)

โดย อาภัสรา เมืองโคตร

ในหลายประเทศที่มีประชากรหลากหลายเชื้อชาติ หลากความคิดและความเชื่อ จึงมีแนวปฏิบัติที่แตกต่างกัน สืบทอดกันมารุ่นต่อรุ่นตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันแต่ ส่วนมากล้วนเกิดมาจาก ความเชื่อเป็นสำคัญ ดังที่จะกล่าวถึงพิธีกรรมหนึ่งที่ปฏิบัติต่อเนื่องกันมาเป็นเวลานานในประเทศอินเดีย คือ พิธีสตี

พิธีสตี เป็นพิธีการที่เผาหญิงหม้ายในกองฟืนพร้อมศพสามีที่เสียชีวิตถึงแม้จะมีหลักฐานที่บันทึกว่า ในสมัยโบราณ พิธีกรรมที่เกี่ยวกับการบูชายัญหญิงหม้ายด้วยไฟเกิดได้เกิดขึ้นในหลายพื้นที่และในหลายกลุ่มชาติพันธุ์แต่พิธีที่สืบทอดมาจนเป็นเป็นที่รู้จักและรับรู้กันโดยทั่วไปในปัจจุบันนั้น คือพิธีสตีในประเทศอินเดีย ซึ่งเป็นพิธีกรรมของศาสนาฮินดูและอาจมีต้นกำเนิดมาจากความเชื่อแต่โบราณ



โดยพิธีสตีนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อชำระบาปให้แก่ทั้งสามีและภรรยาเพื่อความมั่นใจว่าคู่สามีและภรรยาจะได้อยู่ร่วมกันต่อไปในหลุมศพเดียวกัน ในบางครั้งหญิงหม้ายนั้นก็เต็มใจในการเข้าร่วมพิธีแต่บางครั้งก็ถูกคนอื่นบังคับหญิงหม้ายที่ทำพิธีนี้จะถูกยกย่องให้เป็นมหาเทวีสตีมาตา และเรียกพื้นที่ที่ประกอบพิธีว่า สตีสถล (สตีสะถะละ) แล้วสร้างโบสถ์หรือวัดเพื่อให้ประชาชนกราบไหว้บูชา

ชาวอินเดียเชื่อว่าพิธีนี้ได้เริ่มมาจาก รานีองค์หนึ่ง ชื่อนารยารานี เทวี ชายาของตันธัน ดัส ผู้เสียชีวิตเพราะสุลต่านแห่งแคว้นฮีสสา ซึ่งอยากได้ม้ามงคลเลยแย่งด้วยการสังหารสวามีของ นารยารานี นางเสียใจมากเลยยอมตายพร้อมสวามีด้วยการกระโดดเข้ากองเพลิงจากนั้นก็ได้มีประชาชนเลียนแบบทำตามมาเรื่อยๆและได้ตั้งชื่อนางว่า Rani Sati แต่จากการขุดค้นของนักโบราณคดี ที่ขุดพบโครงกระดูกมนุษย์โบราณเมื่อปี 1978 ที่ตำบลหาดาห์  รัฐอุตตรประเทศ ทำให้รู้ว่าพิธีสตีมีมานานเป็นหมื่นปีแล้ว พิธีสตีเป็นพิธีใช้ป้องกันเวลาที่สามีตายอย่างปัจจุบันทันด่วนภรรยาก็ควรจะตายด้วยเพราะสมัยนั้นคิดว่าภรรยาชอบวางยาพิษสามีมากและทำให้พิธีสตีมารุ่งเรืองสุดขีดในระหว่างคริสต์ศตวรรษที่ 13-15 ที่เมืองวิชัยนาก้า



พิธีสตีมี 2 ประเภทคือ

1.  สหมรณะ   ฆ่าตัวตายตามวันที่เผาศพสามี

2.  อนุมรณะ   ฆ่าตัวตายตามวันหลังในกรณีที่อยู่คนละเมืองไม่สะดวกแม่หรือพี่สาวน้องสาวก็ทำนิยมทำสตีตามลูกชายพี่ชายเหมือนกัน

การเผาตัวตายตามสามีของภรรยาผู้ซื่อสัตย์จะแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือ

กลุ่มหญิงที่มีฐานะต่ำต้อย

หญิงที่มีฐานะต่ำต้อยเมื่อศพของสามีนางจะถูกนำมาเผาที่กลางแจ้งนอกเมืองซึ่งมีกองไฟกองใหญ่ก่อไว้ ขณะที่ซากศพกำลังถูกเผาอยู่นั้นภรรยาของเขาจะกระโจนเข้าไปในกองไฟด้วยความเต็มใจและถูกเผาตายตามไปด้วย

กลุ่มหญิงผู้ทรงเกียรติและมีทรัพย์สินมากมาย

หญิงที่มีเกียรติและมีทรัพย์สินมากหญิงกลุ่มนี้จะมีพิธีที่แตกต่างออกไปเมื่อสามีของหญิงคนนั้นได้ตายไป ญาติพี่น้องของเธอจะไปยืนรอที่หลุมฝังศพที่มีความลึกเท่าความสูงของผู้ชายและใส่เครื่องหอมลงไปจากนั้นก็นำศพวางลงไปและจุดไฟเผาและถ้าภรรยาของผู้ตายที่ต้องการให้เกียรติผู้ตายจะถามกำหนดวันเวลาแน่นอนของวันที่ตนจะถูกนำไปเผาร่วมกับผู้ตาย

จากนั้นบรรดาญาติพี่น้องของหญิงหม้ายและสามีจะให้เกียรติแก่การกระทำของเธอและจัดงานเลี้ยงต้อนรับอย่างสนุกสนานเมื่อทุกคนมาพร้อมเพรียงกันจะร่วมสนุกกันและร่วมกันปลอบโยนหญิงหม้ายเธอจะมอบทรัพย์สินที่มีอยู่ให้แก่พี่น้องและเพื่อนฝูงที่มาร่วมงาน

เมื่อถึงวันเวลาที่กำหนดแล้วหญิงคนนั้นจะแต่งกายอย่างสวยงามและหรูหราที่สุดประดับอัญมณีล้ำค่า  ส่วนทรัพย์สินที่เหลือเธอจะแบ่งให้แก่ลูกหลานญาติพี่น้องและเพื่อนๆจากนั้นเธอก็จะขึ้นนั่งบนหลังม้า สำหรับม้าที่ใช้ในพิธีจะต้องเป็นม้าสีเทาหรือสีขาวที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้เพื่อจะทำให้หญิงหม้ายดูสง่างามที่สุด

จากนั้นจะพาเธอผ่านไปรอบเมือง ปลอบโยนเธอไปตลอดทาง จนกระทั่งถึงบริเวณที่สามีเธอจะถูกเผา  ณ หลุมศพเดียวกับสามีของเธอจะมีผู้นำเอาฟืนมาวางไว้เพื่อจุดไฟกองโตและรอบๆบริเวณจะตั้งห้างล้อมไว้มีบันไดทางขึ้น 3-4 ขั้น จากนั้นหญิงหม้ายจะเดินขึ้นไปบนห้างนั้นทั้งๆที่สวมอัญมณีและเสื้อผ้า เดินวนรอบห้าง 3 รอบ  และยกมือชูขึ้นไปบนท้องฟ้า ทำความเคารพไปทางทิศตะวันออก 3 ครั้ง เมื่อเสร็จแล้วเธอจะเรียกญาติพี่น้องและเพื่อนมาหา และแจกอัญมณีในตัวเธอให้พวกเขาระหว่างนั้นจะมีการแสดงความสนุกสนานเหมือนกับว่าหญิงคนนั้นไม่ใช่ผู้ที่จะเดินไปสู่ความตายหลังจากการแจกอัญมณีที่สวมใส่ทั้งหมดแล้วจะเหลือเพียงผ้าชิ้นเล็กๆปิดคลุมร่างกายท่อนล่างของหญิงหม้ายจากเอวลงมา

ต่อมาเธอจะกล่าวแก่บรรดาผู้ชายว่า “ ดูกรท่านชายทั้งหลาย พวกท่านเป็นหนี้บุญคุณภรรยาท่านมากเพียงใดภรรยาผู้เต็มใจที่จะเผาตนเองตายตามสามีไปด้วย  จากนั้นเธอจะกล่าวแก่บรรดาผู้หญิงว่า “ดูกรแม่หญิงทั้งหลายพวกท่านเป็นหนี้บุญคุณของสามีท่านมากเพียงใดด้วยเหตุนี้ขอจงได้ตามเขาไป แม้กระทั่งยามตายเถิด”                   

หลังจากนั้นบรรดาญาติมิตรจะมอบเหยือกสองหูที่บรรจุน้ำมันให้หญิงผู้นั้นและเธอจะนำเหยือกนั้นมาวางบนศีรษะของตนพร้อมกับสวดมนต์ไปด้วยและจากนั้นหญิงผู้นั้นก็เดินบนห้างวนรอบหลุมศพ 3 รอบ ทำความเคารพไปทางทิศตะวันออก เสร็จแล้วก็โยนเหยือกน้ำมันลงไปในหลุมไฟ พร้อมกับกระโจนตามเหยือกน้ำมันไปญาติพี่น้องของผู้หญิงคนนั้นซึ่งเตรียมเหยือกและหม้อบรรจุน้ำมัน เนยเหลวและฟืนไว้พร้อมแล้วก็จะโยนของเหล่านั้นตามไปทันทีเพื่อให้ไฟไหม้อย่างรุนแรงและร่างของผู้หญิงคนนั้นก็จะได้กลายเป็นเถ้าถ่านไปโดยเร็วหลังจากนั้นบรรดาญาติพี่น้องจะเก็บเถ้าถ่านที่เหลือโยนไปในน้ำ


An 18th-century painting depicting sati

พิธีสตีค่อย ๆ เสื่อมลง และถูกระงับโดยชาวอังกฤษที่มายึดครองอินเดีย ข้าหลวงใหญ่อังกฤษที่ประจำที่อินเดีย ชื่อนายพล ลอร์ด วิลเลียม เบนทิงค์ ซึ่งเป็นนักปฏิรูปด้านมนุษยธรรมได้ตรากฎข้อบังคับขึ้นว่า "การประกอบพิธีสตีหรือการเผาฝังสตรีม่ายชาวฮินดูทั้งเป็นนั้นเป็นสิ่งผิดกฎหมาย" แม้ว่าจะมีการออกกฎหมายและข้อห้ามในการทำพิธีสตีแต่ก็ยังคงมีการลักลอบประกอบพิธีสตีขึ้นตามชนบทที่ห่างไกลซึ่งมักจะเป็นการลักลอบประกอบพิธีของพวกราชบุตรซึ่งยังคงยึดมั่นในขนบธรรมเนียมประเพณีแบบเก่านั่นเอง จักรวรรดินิยมอังกฤษได้ตรากฎหมายเพื่อล้มเลิกพิธีสตีในอินเดียไปตั้งแต่ ค.ศ. 1829 แต่ในทางปฏิบัติก็ยังไม่อาจล้มล้างพิธีนี้ให้หมดไปได้อย่างสิ้นเชิงมีการบันทึกสถิติว่าในช่วงหลังได้รับเอกราชจากอังกฤษจนกระทั่งถึงช่วงกลางทศวรรษ1980 มีการกระทำพิธีสตีประมาณ 40 ครั้ง

ดังนั้นจะเห็นได้ว่าแต่ละภูมิประเทศและแต่ละพื้นที่ก็มีความเชื่อที่แตกต่างกันไปจากความเชื่อได้กลายมาเป็นพิธีกรรมและได้มีการปฏิบัติตามความเชื่อนั้น ดังเช่นตัวอย่างที่กล่าวมาข้างต้นเรื่องของพิธีสตีที่หญิงม้ายต้องกระโดดลงในกองไฟตามสามีที่ตายไปนั้นเป็นความเชื่อและเราถ้ามองในมุมมองของกลุ่มคนที่เขาปฏิบัติก็จะมองว่าเป็นสิ่งที่ดีที่ภรรยาได้แสดงความรักต่อสามีที่ตายก็ตายตาม ทำให้เราได้เห็นว่าในพื้นที่เขาอยู่นั้นผู้ชายจะเป็นใหญ่มากกว่าผู้หญิง หลายคนอาจจะมองว่าเป็นเรื่องที่โหดร้ายและอาจรับไม่ได้ ในมุมมองของเรามองอาจเป็นเพราะเนื่องจากแต่ละการดำรงชีวิตนั้นไม่เหมือนกันไม่ว่าจะเป็นทางด้านศาสนา สังคม และสภาพแวดล้อมที่เรานั้นอยู่  ทุกอย่างล้วนมีปัจจัยในการหล่อหลอมความคิดของคน ความเชื่อและการปฏิบัติเป็นสิ่งที่เป็นเรื่องละเอียดอ่อนมากเราก็ไม่ควรไปว่าหรือกล่าวหาบอกว่าเป็นสิ่งไม่ดีเพราะเราไม่สามารถไปห้ามหรือเปลี่ยนความคิดความเชื่อของใครได้ เพราะขนาดมีกฎหมายที่ออกมาห้ามอย่างชัดเจนก็ยังมีการปฏิบัติอยู่ นั่นก็เพราะเนื่องมาจากความเชื่อที่เขาถูกปลูกฝังกันมานานถ้าเราไม่เห็นด้วยก็แค่ไม่ไปปฏิบัติตาม ดังนั้นเราควรต้องมีวิจารญาณในการศึกษาหรือการค้นคว้าในเรื่องต่างๆแสดงความคิดเห็นในสิงที่เป็นกลาง


อ้างอิง

จิตนภา ศาตะโยธิน(ฉัตรบงกช ศรีวัฒนสาร).  (2553).  สตี : พิธีบูชายัญตนเองของหญิงหม้ายในอินเดีย.   สืบค้นเมื่อ 14กันยายน, 2561, จาก : http://siamportuguesestudy.blogspot.com/2010/11/blog-post.html

Pestle.  (2551).  สตี พิธีสยองขวัญของอินเดีย. สืบค้นเมื่อ 14 กันยายน, 2561, จาก: https://talk.mthai.com/inbox/78929.html

วิสุทธ์ บุษยกุล. (ม.ป.ป.) วิสุทธนิพนธ์. กรุงเทพฯ: โอเดียนสโตร์. 2

สุนทร ณ รังสี. (2545). ปรัชญาอินเดียและลัทธิ.(พิมพ์ครั้งที่ 3).กรุงเทพฯ:จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

อ่านเพิ่มเติม »

พระศิวะ มหาเทพแห่งการทำลายล้าง

โดย  พีรณัฐ  เจริญพงศ์อนันต์

ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู เป็นศาสนาที่เก่าแก่ที่สุดในโลก ซึ่งหากจะพูดกันถึงเรื่องเทพเจ้าของศาสนาพราหมณ์-ฮินดูนั้น เทพเจ้าแต่ละองค์ก็มีภาระหน้าที่ที่แตกต่างกันออกไป เช่น เทพผู้สร้าง เทพผู้ดูแลรักษา เทพผู้ทำลายล้าง เป็นต้น บทความนี้จะขอพูดในหัวข้อเรื่อง “เทพผู้ทำลายล้าง” ซึ่งเป็นเทพที่ถือว่ามีหน้าที่ที่สำคัญมากองค์หนึ่ง

เทพผู้ทำลายล้างหรือชื่อที่เราได้ยินกันบ่อยๆว่า “พระศิวะ” นั้นเป็นหนึ่งในตรีมูรติ หรือเทพเจ้าสูงสุดสามพระองค์ตามความเชื่อในศาสนาพราหมณ์-ฮินดู ซึ่งได้แก่ พระพรหม  เทพเจ้าผู้สร้างจักรวาลและโลก   พระวิษณุหรือพระนารายณ์  เทพผู้รักษาคุ้มครองโลก และพระศิวะหรือพระอิศวร  เทพผู้ทำลายล้าง

ที่มา: https://lord-shiva-wallpaper-landing-state.th.aptoide.com/

รูปลักษณ์ของพระศิวะนั้นมีปรากฏมากมายหลายลักษณะด้วยกัน แต่จุดเด่นที่ถือว่าเป็นเอกลักษณ์ของพระศิวะก็คือ รูปพระจันทร์เสี้ยวและดวงตาดวงที่ 3 บนพระนลาฏ สร้อยประคำที่เป็นหัวกะโหลกและงูที่คล้องพระศอของพระองค์อยู่นั้น ซึ่งถือได้ว่าเป็นเอกลักษณ์ของพระศิวะที่เป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลาย  พระศิวะนั้นเป็นเทพที่นิยมประพฤติองค์เป็นโยคีหรือผู้ถือศีล ดังนั้นรูปของพระองค์จึงมักปรากฏเป็นเทพที่ทรงเครื่องแบบที่ค่อนข้างติดดิน เป็นต้นว่า ทรงแต่งองค์คล้ายๆ พวกโยคะหรือพวกฤาษีสยายผมยาวแล้วม่นมวยผมเป็นชฎาบนศีรษะ ทรงนุ่งห่มด้วยหนังกวางบ้าง หนังเสือบ้าง

คัมภีร์โบราณหลายเล่ม กล่าวถึงสีพระวรกายของพระศิวะแตกต่างกันออกไป บางคัมภีร์ระบุว่าพระวรกายของพระศิวะนั้นเป็นสีแดงเข้มราวกับเปลวไฟหรือโลหิต บางคัมภีร์ว่าพระวรกายขององค์พระศิวะนั้นเป็นสีขาว นวล บริสุทธิ์ ดั่งสีของพระจันทร์ แต่หลายๆคัมภีร์กล่าวไว้ตรงกันว่า พระศิวะนั้นเป็นเทพที่มีพระเนตร 3 ดวง คือดวงที่ 3 นั้นจะปรากฏขึ้นอยู่บนพระนลาฏขององค์โดยปรากฏเป็นดวงตารูปแนวนอนบ้าง รูปตั้งทรงพุ่มช้างบิณฑ์บ้าง นอกจากนี้ดวงตาที่ 3 นี้สามารถมองเห็นอดีตและอนาคตได้อีกด้วย   

อาวุธในปางต่างๆของพระศิวะนั้น มักจะปรากฏพระกรแต่ละข้างของพระศิวะทรงถืออาวุธที่แตกต่างกันออกไปแต่ส่วนใหญ่อาวุธที่ถือได้ว่าเป็นเอกลักษณ์ของพระองค์นั้น คือ คทา – ที่ยอดเป็นรูปหัวกะโหลก ชื่อชัฏวางค์  ตรีศูล – ชื่อปีนาก  คันศร – ชื่ออชคพ นอกจากนั้นอาวุธของพระศิวะที่ปรากฏว่าทรงถืออยู่ในหลาย ๆ ปางหลาย ๆ รูปลักษณ์ก็คือ บัณเฑาะว์ พระสังข์ บ่วงบาศ เปลวเพลิง พระขรรค์

พาหนะประจำของพระศิวะ คือ โคที่มีชื่อว่า “ อุศุภราช ” บ้างก็มีชื่อเรียกที่ต่างกันไป ว่า โคนนทิราช ซึ่งมีการเกิดที่ไม่ธรรมดา คือโคนี้ไม่ได้เกิดขึ้นมาจากพ่อโค แม่โคเหมือนกับโคอื่นๆ แต่เกิดมาจากมหาเทพ ซึ่งในบางคัมภีร์นั้นก็กล่าวถึงประวัติการเกิดของโคนนทิราชที่แตกต่างกันออกไป ดังนั้นการที่ชาวฮินดูไม่นิยมฆ่าวัวก็เป็นเพราะเคารพและบูชาโคนนทิราช ซึ่งถือเป็นโคศักดิ์สิทธิ์นั่นเอง

ที่ประทับพระศิวะนั้น ทรงประทับอยู่บนยอดเขาไกรลาส ตามคัมภีร์นั้นได้บันทึกไว้ว่า พระศิวะเสด็จมาเยือนมนุษย์โลกหนึ่งครั้งเท่านั้นในแต่ละปี วันที่จะเสด็จลงมาจากยอดเขาไกรลาสนั้น คือวันขึ้น 7 ค่ำ เดือนยี่ และพอถึงวันแรม 1 ค่ำ เดือนยี่ ก็จะเสด็จกลับสู่ยอดเขาไกรลาสซึ่งเป็นที่ประทับของพระองค์

พระศิวะทรงมีเอกอัครมเหสีคือ “ พระแม่อุมามหาเทวี ” หรือที่ชาวฮินดูนิยมเรียกกันว่าพระนางปาราวตี ซึ่งเป็นอิตถีเทพ ที่งดงามเป็นยิ่งนัก และยังเป็นเทพเทวีที่มีผู้คนนิยมบวงสรวงบูชามากมายกว่าเทพนารีองค์อื่นองค์ใด นอกจากนั้นพระศิวะยังทรงเป็นพระบิดาของ “ พระพิฆเนศวรและพระขันธ์กุมาร ”  พระโอรส 2 พระองค์นี้ประสูติจากพระนางปาราวตี หรือพระแม่อุมาอัครมเหสีคู่บารมี ซึ่งพระขันธ์กุมารนั้นเป็น เทพแห่งนักรบ และ พระพิฆเนศวรเป็นเทพแห่งความสำเร็จ

พระองค์มักจะทรงประทานพรวิเศษให้แก่ผู้หมั่นกระทำความดี และยึดมั่นในศีลธรรม หากผู้ใดประพฤติดีเพื่ออุทิศถวายแก่พระองค์แล้วปรารถนาสิ่งวิเศษใดๆ พระองค์ก็จะประทานพรนั้นๆให้ แต่ถ้าได้พรสมปรารถนาแล้ว วันหน้ากระทำเรื่องไม่ดี ผู้นั้นจะถูกพระองค์ลงโทษ  มีความเชื่อกันว่าพระศิวะนั้นสามารถรักษาอาการเจ็บไข้ได้ป่วยต่างๆได้อย่างมหัศจรรย์ หากผู้ใดที่เจ็บป่วยหรือต้องการขอพรให้คนในครอบครัวหายจากอาการเจ็บไข้ได้ป่วย ถ้ากระทำการบวงสรวงบูชาและขอพรจากพระศิวะ ความเจ็บป่วยนั้นก็จะถูกปัดเป่าให้หายไปได้ในเร็ววัน

นอกจากนี้พระองค์ยังทรงเป็นเทพที่จะคอยขับไล่สิ่งชั่วร้ายให้ห่างไกล และทำให้เกิดความดีงามเป็นศิริมงคลเกิดขึ้น ผู้ที่มีความทุกข์ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไร หากบวงสรวงบูชา ขอพรให้พ้นทุกข์ พระศิวะก็จะประทานพรให้ผู้นั้นได้พ้นจากความทุกข์ด้วยเช่นกัน

สุดท้ายนี้ เรื่องที่อยากจะฝากกับทุกๆคนก็คือ มิควรที่จะลบหลู่การบูชาสักการะหรือพิธีกรรมต่างๆของศาสนา ไม่ว่าจะเป็นศาสนาที่ตนนับถือหรือไม่ก็ตาม  เนื่องจาก การบูชาสักการะเรื่องเทพเจ้านั้นถือเป็นความเชื่อส่วนบุคคลซึ่งถือเป็นเรื่องที่ศักดิ์สิทธิ์อย่างมาก ซึ่งหากกระทำเช่นนั้นอาจจะทำให้เกิดความขัดแย้งหรือการทะเลาะวิวาทต่างๆตามมาได้ในภายหลัง


อ้างอิง

ตำนานพระศิวะ มหาเทพผู้ยิ่งใหญ่. (2558). สืบค้นเมื่อ 11 กันยายน 2561,จาก http://www.siamganesh.com/ongtep/?p=15

พระศิวะ. (2561). สืบค้นเมื่อ 11 กันยายน 2561,จาก https://th.wikipedia.org/wiki/พระศิวะ

ตำนานเทพ พระพรหม พระศิวะ พระนารายณ์ พระพิฆเนศวร พระราหู. สืบค้นเมื่อเมื่อ 11 กันยายน 2561,จาก http://www.oceansmile.com/KHM/Tamnanthep.htm


อ่านเพิ่มเติม »

เทศกาลดิวาลี (Diwali) ในประเทศอินเดีย

โดย ปรียานันท์ จันไตร

คนไทยส่วนใหญ่อาจจะเคยชินกับเทศกาลฉลองปีใหม่ซึ่งนับวันที่ 1 มกราคมตามปีปฏิทินเป็นวันขึ้นปีใหม่ตามแบบชาวตะวันตก หรือคุ้นเคยกับการเฉลิมฉลองการขึ้นปีใหม่ไทยด้วยการรดน้ำดำหัวผู้ใหญ่ในเทศกาลสงกรานต์ หรือการไหว้พระขอพรตามศาลเจ้าต่างๆ สำหรับปีใหม่จีนในช่วงวันตรุษจีน แต่รู้หรือไม่ว่าชาวอินเดียที่นับถือศาสนาฮินดูก็มีการเฉลิมฉลองเทศกาลปีใหม่เช่นกันและยิ่งใหญ่อลังการไม่แพ้เทศกาลอื่นๆ โดยเทศกาลนี้มีชื่อว่า ดิวาลี หรือดีปาวาลี



เทศกาลสำคัญของชาวฮินดูถือว่าเป็นทั้งวันปีใหม่ของอินเดีย และเป็นวันบูชาพระแม่ลักษมีเทวีด้วย  มักจะมีขึ้นประมาณเดือนตุลาคมหรือพฤศจิกายนของทุกๆ ปี (ตรงกับช่วงหลังออกพรรษาของบ้านเรา)  โดยวันนี้นับว่าเป็นวันที่มีความสำคัญมากที่สุดในปฏิทินของชาวฮินดูและจัดเป็นเทศกาลที่เฉลิมฉลองอย่างสนุกสนานที่สุดด้วย

เทศกาลดีวาลี (Diwali) หรือ ดีพาวลี (Deepavali) จะเรียกแบบที่หนึ่งหรือที่สองก็ได้ มี หมายความว่า แถวแห่งตะเกียงเป็นเทศกาลแห่งการประดับไฟของชาวฮินดู ชาวอินเดียส่วนใหญ่เชื่อกันว่า พระนางลักษมี เทวีแห่งความมั่งคั่ง จะเสด็จลงมาเยี่ยมเยือนทุกบ้านเพื่อนำพาโชคลาภมาให้ เทศกาลดิวาลี จึงถือว่าเป็นวันขึ้นปีใหม่ของชาวฮินดูผู้คนจะทำความสะอาดบ้าน เพราะเชื่อว่าพระนางจะไปเยือนบ้านที่สะอาดที่สุดเป็นแห่งแรก

และยังความเชื่ออีกว่า เป็นวันประสูติของพระมหาลักษมี และเป็นวันฉลองชัยที่ พระกฤษณะ เอาชนะนรกสูร เนื่องจากอสูรตนนี้อาศัยอยู่ในความมืด และเมื่อใดก็ตามมีผู้จุดตะเกียงเพื่อใช้แสงสว่างเมื่อนั้นนรกสูรจะโดนสังหาร เมื่อพระกฤษณะทรงรับรู้ถึงเรื่องราวต่างๆ จึงฆ่าอสูรเสีย ดังนั้นจึงเชื่อว่าการจุดประทีบ เป็นการขับไล่นรกอสูร หรือสิ่งไม่ดีต่างๆ และเป็นการอัญเชิญ พระกฤษณะ หรือ เทพเจ้าต่างๆ (สิ่งดี)เข้ามาช่วยปัดเป่าสิ่งไม่ดีต่างๆ ออกไป ดิวาลีเป็นวันที่พระจันทร์เต็มดวงนั่นหมายถึงเป็นวันแห่งความสุกสว่างของแสงจันทร์ พระจันทร์เต็มดวงในวันดีปาวาลีนี้ถือเป็นการเต็มดวงครั้งแรกของปีใหม่ เรียกว่า "การติก อมาวาสยา"  แม้ในความมืดแสงจันทร์ยังสว่างเฉิดฉายก็มิต้องเกรงกลัวภยันตรายใดๆ มาแผ้วพาน การบูชาพระแม่ลักษมีในวันพระจันทร์เต็มดวงจึงเป็นการระลึกถึงพระคุณแห่งแสงจันทร์ด้วย
                             


ทั้งนี้นอกจากตะเกียงน้ำมันใบเล็กผู้คนจำนวนมากนิยมวาดภาพสัญลักษณ์รังโกลีด้วยแป้งหลากสีสันและดอกไม้ไว้ที่ประตูทางเข้าบ้าน ตกแต่งบ้านเรือนของพวกเขาอย่างสวยงามด้วยไฟกระพริบบ้างด้วยดิยาบ้าง มีการเล่นดอกไม้ไฟอย่างสนุกสนานในตอนกลางคืนและเป็นช่วงเวลาที่หาซื้อของขวัญโดยเฉพาะขนมหวานและผลไม้แห้งมาแลกเปลี่ยนกันระหว่างเพื่อนฝูงญาติพี่น้องและเพื่อนบ้าน เทศกาลนี้มีความเกี่ยวข้องกับไฟดังนั้นจึงมีชื่อเรียกอีกอย่างว่า เทศกาลแห่งแสงไฟ (The Festival of Lights)

เมื่อถึงเทศกาลทุกบ้านเรือนจะมีการจุดบูชาไฟโดยใช้ตะเกียงดินเผาใบเล็กทำเป็นภาชนะ หรือเรียกกันในชื่อว่า ดิยา (Diya) ซึ่งเป็นตะเกียงดินเผาใบเล็กที่ใช้น้ำมันเนย หรือน้ำมันพืชเป็นเชื้อเพลิงมีฝ้ายหรือสำลีเป็นไส้ตะเกียงและดิยานี้ถือเป็นสัญลักษณ์ของเทศกาลดิวาลีอีกด้วย ผู้คนจึงนิยมซื้อหามาจุดกันในทุก ๆ ที่ของบ้าน ไม่ว่าจะเป็นหลังคาบ้าน ห้องรับแขกห้องครัว แม้แต่ในห้องน้ำ รวมถึงมีการเล่นดอกไม้ไฟกันด้วยและอีกอย่างคือรวมทั้งยังนิยมแขวนดอกไม้และใบมะม่วงไว้ตามประตูและหน้าต่าง เพื่อต้อนรับสิ่งดีงาม ความสุข ความเจริญ และความรุ่งเรืองเข้ามาภายในบ้านอีกด้วย

และในช่วงเวลาดังกล่าวนี้ ชาวอินเดียจำนวนมากจะสวมเสื้อผ้าชุดใหม่และซื้อเสื้อผ้าชุดใหม่ให้กับสมาชิกในครอบครัวมีการแลกเปลี่ยนของขวัญ เลี้ยงอาหาร และแจกขนมหวานนานาชนิด ให้กับทั้งคนในครอบครัว เพื่อนบ้าน และมิตรสหายผู้มาเยี่ยมเยือน พร้อมจุดพลุ ประทัด ดอกไม้ไฟกันอย่างสนั่นหวั่นไหว โดยเชื่อว่าจะเป็นการขับไล่สิ่งชั่วร้ายและสิ่งอัปมงคลให้หมดไป จึงไม่น่าแปลกใจว่าทำไมเด็กๆจึงชอบเทศกาลนี้เป็นอย่างมาก

เทศกาลดีวาลีจึงเป็นเทศกาลแห่งความสนุกสนานและเป็นที่ชื่นชอบของเด็กๆ มากเลยทีเดียวและไม่เฉพาะแต่ชาวฮินดูในประเทศอินเดียเท่านั้นที่เฉลิมฉลองเทศกาลนี้ ทั้งเชน ซิกข์ รวมทั้งศาสนาอื่นๆ ทั่วอินเดียก็มีส่วนร่วมกันอย่างสนุกสนานในเทศกาลนี้ด้วยกัน ก็ขอให้เทศกาลแห่งแสงไฟนี้นำความสว่างสดใส และร่ำรวยมั่งคั่ง มาสู่ชีวิตของทุกคน


อ้างอิง

ตินัย นุตกุล. (2555) ดิวาลี : เทศกาลแห่งแสงสว่าง. (ออนไลน์). สืบค้นเมื่อ 5 กุมภาพันธ์ 2561,  จาก: http://newdelhi.thaiembassy.org/th

เทศกาลบูชาพระแม่ลักษมี และวันปีใหม่ของอินเดีย. (ออนไลน์).  สืบค้นเมื่อ 8 กุมภาพันธ์ 2561, จาก:  https://kamonwanfong.wordpress.com

เทศกาลและวันสำคัญของอินเดีย. (ออนไลน์). สืบค้นเมื่อ  8 กุมภาพันธ์ 2561,  จาก: https://learningpune.org/india-
อ่านเพิ่มเติม »

คัมภีร์ “พระเวท” มหาคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์แห่งฮินดู

โดย  วิรุฬห์ นาทะยัพ

ศาสนาฮินดูถือว่าเป็นศาสนาที่มีความเชื่อเกี่ยวกับเหล่าเทพเจ้าทั้งหลาย มีพิธีกรรมมนตราอันศักดิ์สิทธิ์ประกอบกับหลักประพฤติตนเพื่อให้บรรลุจุดสูงสุดของศาสนานั้นก็คือ “โมกษะ” ซึ่งสิ่งชี้แนะที่จะทำให้ถึงจุดนั้นก็คือ “พระเวท”

คัมภีร์พระเวทเป็นแหล่งกำเนิดของปรัชญาอินเดียทุกแขนง พระเวทแบ่งออกเป็น 3 ได้แก่ ฤคเวท สามเวท ยชุรเวท ในเวลาต่อมาก็เกิดอถรวเวท หรืออถรรพเวทเพิ่มเข้ามา แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังเรียกว่า ไตรเพท หรือพระเวท 3 ตามเดิม ชาวฮินดูถือว่าพระเวทเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ไม่มีข้อผิดพลาดเพราะว่าพระเจ้าได้ประทานให้มนุษย์โดยตรง



ต้นกำเนิดนั้นเชื่อกันว่าพวกฤาษีได้ไปบำเพ็ญเพียรในป่า แล้วได้ยินเสียงซึ่งเชื่อว่าเป็นพระสุรเสียงของพระพรหมธาดาได้ถ่ายทอดพระเวทแก่เหล่าฤาษีนั้น จึงได้มีการเล่าต่อกันมาเรียกว่า ศรุติ แปลว่าเรื่องที่ได้ยินได้ฟังกันมา ศาสตราจารย์ ดร.ราธกฤษณัน อดีตประธานาธิบดีอินเดีย สันนิษฐานว่าน่าจะเกิดช่วง 1,000 - 100 ปี ก่อน พ.ศ. เพราะในคัมภีร์พระพุทธศาสนาในครั้งพุทธกาลมีกล่าวถึงไตรเพท แต่ยังไม่ปรากฏอถรวเวทซึ่งน่าจะเกิดขึ้นภายหลังนั้น เนื้อหาของพระเวททั้ง 4 มีดังนี้

ฤคเวท ประกอบด้วยมันตระหรือบทสวดสรรเสริญเทพเจ้าทั้งหลาย ว่าแต่ละพระองค์มีความสำคัญอย่างไร มีคุณสมบัติอย่างไร และในบรรดาเทพเจ้าทั้งหลาย พระสาวิตรี พระวรุณะ พระอินทร์ และพระยม เป็นเทพเจ้ารุ่นแรกสุดในสมัยพระเวท เมื่อสวดสรรเสริญเหล่าเทพเจ้าจบ ก็อัญเชิญให้เสด็จมาทรงเป็นประธานในพิธีกรรมบูชายัญ ฤคเวท เป็นบทร้อยกรอง เป็นคำฉันท์ มีถึง 1,017 โศลก

สามเวท ว่าด้วยบทสวดทำนองเสนาะเพื่อขับกล่อมเทพเจ้าที่เสด็จมาถึงมณฑลพิธีบูชายัญ คำว่า สามะ แปลว่า เพลง หรือขับร้องทำนองเสนาะ ซึ่งมาจากฤคเวทแต่ตัดเอามาเป็นบทสั้นๆเพื่อให้เทพเจ้าพอพระทัย ควบคู่ไปกับการถวายน้ำโสมให้ทรงดื่ม

ยชุรเวท กล่าวถึงขั้นตอนพิธีกรรมในการบูชายัญบวงสรวงสังเวย ซึ่งก็นำมาจากฤคเวทอีกเช่นกัน เพียงแต่นำมาบางตอนดัดแปลงให้เป็นบทร้อยแก้ว เพื่อให้เหมาะกับการกล่าวเซ่นสังเวย และยชุร นั้นแปลว่าร้อยแก้ว

อถรวเวท หรือ อถรรพเวท ว่าด้วยเวทมนตร์ที่นำไปใช้ตามจุดประสงค์ต่างๆ เช่น ทำลายศัตรูให้ย่อยยับ แก้เสนียดจัญไร หรือนำโชคดีมีชัยมาให้แก่ตน เป็นต้น

และนอกจากจะแบ่งพระเวทออกเป็น 4 ดังข้างต้นแล้ว แต่ละพระเวทก็ไม่ได้มีเฉพาะเรื่องใดเรื่องหนึ่งเท่านั้น แต่จะประกอบไปด้วยอีก 4 เรื่อง ได้แก่

มันตระ  บทสำหรับสรรเสริญเทพเจ้า คัมภีร์ที่รวบรวมมันตระเข้าด้วยกันเรียกว่า สัมหิตา ดังนั้นในคัมภีร์ฤคเวทเรียกว่า ฤคสัมหิตา ในคัมภีร์สามเวทเรียกว่า สามสัมหิตา ในคัมภีร์ยชุรเวทเรียกว่า ยชุรสัมหิตา และในคัมภีร์อถรรพเวทก็เรียกว่า อถรรพสัมหิตา

พราหมณะ ขั้นตอนในการประกอบพิธีกรรมบูชายัญ เป็นคำอธิบายมันตระอีกทีหนึ่งว่า บทสวดสดุดีใด ควรใช้ในที่ใด เมื่อใด มีระเบียบทำอย่างไร เป็นต้น

อารัณยกะ เรื่องละเอียดนุ่มลึก ควรที่จะไปใช้ความคิดเพื่อวิเคราะห์พิจารณาในที่สงบ เช่น ในป่า เป็นต้น เช่น เรื่องปรมาตมัน อาตมัน มายา อวิชชา สังสารวัฏ และโมกษะเป็นต้น
อุปนิษัท ปรัชญาที่ได้จากการขบคิดในป่า

นอกจากพระเวทที่เกิดจากศรุติหรือได้ยินได้ฟังมาแล้ว ยังมีอีกส่วนหนึ่งนั้นก็คือสมฤติ ซึ่งเป็นคัมภีร์ที่แต่งเพิ่มเข้ามาในภายหลังเพื่ออธิบายความ หรือประกอบพระเวท ซึ่งได้แก่
มหากาพย์ ซึ่งมี 2 เล่ม คือ รามายณะ และมหาภารตะ                                                                         

รามายณะ เป็นเรื่องราวการทำสงครามระหว่างพระรามซึ่งเป็นอวตารของพระนารายณ์ กับทศกัณฐ์ เพื่อตามนางสีดา พระชายาของพระรามที่ถูกทศกัณฐ์ลักพาตัวมา แต่งโดย ฤาษีวัลมีกิ


พระราม นางสีดา พระลักษณ์ และหนุมานในรามายณะของอินเดีย
ที่มา : http://www.findmessages.com/l          

มหาภารตะ เชื่อว่าเป็นเรื่องราวสงครามครั้งใหญ่ที่สุดของอินเดีย ณ ทุ่งกุรุเกษตร ระหว่างพี่น้องตระกูลเการพกับตระกูลปาณฑพ แต่งโดย ฤาษีเวทวยาส หรือพระกฤษณะ


สงคราม ณ ทุ่งกุรุเกษตร

คัมภีร์ปุราณะ เรื่องราวตำนานเทพเจ้า การบูชาเทพเจ้าต่างๆที่มีมาตั้งแต่สมัยพระเวท

คัมภีร์พระธรรมศาสตร์ ว่าด้วยกฎหมาย ระเบียบแบบแผนการปฏิบัติของชาวฮินดู ตลอดจนแนวในการครองชีวิต อาทิ ระบบวรรณะ หลักธรรม 10 ประการ เป็นต้น

คัมภีร์ตันตระ เน้นหนักไปในด้านของไสยศาสตร์และเวทย์มนต์คาถา เป็นการสนทนาระหว่างพระศิวะเจ้า กับพระนางทุรคาเทวี ซึ่งคัมภีร์นี้ก่อให้เกิดลัทธิศักติ หรือการบูชาเทพฝ่ายสตรีบรรดาชายาของเหล่าเทพเจ้า เช่น พระอุมา พระลักษมี พระสุรัสวดี เป็นต้น


พระศักติ ซึ่งเป็นการรวมภาคของพระอุมา พระลักษมี และพระสุรัสวดี
ที่มา : http://baanjompra.com/

คัมภีร์อุปเวท ศึกษาทำหน้าที่เป็นนักรบ แพทย์ และนักแสดง

คัมภีร์ภควัทคีตา เป็นส่วนหนึ่งของมหากาพย์มหาภารตะในตอนที่พระกฤษณะปลุกใจอรชุนให้มีกำลังใจในการรบกล่าวถึงปรัชญา ศาสนา และจริยศาสตร์  เป็นปรัชญาที่ประสานความรู้ กรรม และความภักดีต่อพระเจ้าเข้าด้วยกัน กล่าวถึงการเข้าถึงโมกษะ

คัมภีร์พระเวทถือเป็นจุดกำเนิดของบรรดาปรัชญาทั้งหมดของอินเดีย ซึ่งได้เผยแพร่ไปทั่วทั้งเอเชียรวมถึงประเทศไทยก็ได้รับอิทธิพลมาเป็นอันมาก ดังนั้นการศึกษาพระเวทจึงเป็นสิ่งที่ทำให้เกิดความเข้าใจเกี่ยวกับบริบทสังคมของคนฮินดูหรือของคนไทยเองในยุคสมัยปัจจุบันที่ได้รับอิทธิพลมาตั้งแต่อดีตกาลจนฝังลึกเป็นรากเหง้า อีกทั้งความลึกลับน่าค้นหายังเป็นเสน่ห์ของคัมภีร์พระเวทก็ยังคงความท้าทายสำหรับผู้ที่ศึกษาเกี่ยวกับปรัชญาดินแดนภารตะเป็นอย่างมาก จึงไม่น่าแปลกที่คนฮินดูจะยังให้ความเคารพและนับถือพระเวทว่าเป็นคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์แม้จะผ่านกาลเวลามาเนิ่นนานจนถึงปัจจุบัน


อ้างอิง

กรุณา-เรืองอุไร กุศลาสัย. (2537). ภารตวิทยา. พระนคร: ศยาม.

ฟื้น ดอกบัว. (2555). ปวงปรัชญาอินเดีย. พระนคร: ศยาม.

สุนทร ณ รังษี. (2530). ปรัชญาอินเดีย : ประวัติและลัทธิ.  พระนคร: จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.




อ่านเพิ่มเติม »

จัณฑาล

โดย ทิชากร  โพธิ์นรินทร์

มนุษย์ทุก ๆ หกคนบนโลก  จะเป็นชาวอินเดียหนึ่งคน  และในชาวอินเดียทุก ๆ หกคน  จะเป็นคนที่ถูกเรียกว่า จัณฑาล หนึ่งคน  คนอินเดียมากกว่า 170 ล้านคน ซึ่งเป็นจำนวนที่มากกว่าครึ่งหนึ่งของจำนวนประชากรในสหรัฐอเมริกา  เป็นคนจัณฑาล (นเรนทรา จาดฮาฟ, 2558)  พวกเขาต่างก็มีชีวิตที่ยากลำบาก ถูกรังเกียจและถูกเลือกปฏิบัติมากที่สุดในสังคมอินเดีย  ซึ่งเป็นผลมาจากระบบวรรณะที่ถูกกล่าวหาว่าไร้มนุษยธรรมและนำมาซึ่งความโหดร้ายต่อมนุษย์ด้วยกันเอง

ระบบวรรณะในอินเดียถูกฝังรากลึกมายาวนานกว่า 3500 ปี  มีการตั้งสมมุติว่าด้วยการกำเนิดวรรณะ  บางข้อเสนอกล่าวว่า  คนโบราณนั้นให้ความสำคัญของงานว่ามี 4 อย่าง  ต้องการแบ่งแยกความสำคัญ  ความยากของงานและลำดับชนชั้นในสังคม  จึงได้แบ่งวรรณะออกเป็น 4 วรรณะเพื่อให้จัดการได้ง่ายและเพื่อให้มีความต่อเนื่องในการถ่ายทอดทักษะความรู้ความสามารถของงาน  แต่สมมุติฐานนี้กลับไม่ได้รับความเชื่อถือเท่าที่ควร


ที่มา: http://news.mthai.com/

ยังมีอีกสมมุติฐานหนึ่งที่กล่าวถึงการกำเนิดวรรณะและได้รับความเชื่อถือมากกว่า  สมมุติฐานนี้กล่าวว่า  ระบบวรรณะนี้เกิดจากกษัตริย์และพราหมณ์ร่วมมือกันสร้างสิ่งที่จะใช้กีดกันประชาชนที่เป็นคนนอกสายเลือดของพวกตน  พวกกษัตริย์และพราหมณ์ที่เป็นคนมีความรู้นั้นเข้าใจว่า  ยิ่งมีคนมากเท่าไรก็ยิ่งปกครองได้ยากขึ้นเท่านั้น  จึงได้ใช้ศาสนาซึ่งเป็นสิ่งที่คนโบราณให้ความเคารพนับถือเป็นอย่างมากมากล่าวอ้างและนำระบบวรรณะเข้าไปหลอมรวมเพื่อให้ประชาชนที่เป็นคนนอกสายเลือดของตนนั้นไม่กล้าคิดแข็งข้อขึ้นมาชิงบัลลังก์  หรือระบบวรรณะนั้นอาจจะเป็นเพียงแค่การเหยียดเพศ  เหยียดสีผิว  เหยียดเชื้อชาติของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง  เพื่อยกคุณค่าตัวเองให้สูงขึ้นก็เป็นได้

วรรณะของคนอินเดียสามารถแบ่งโดยกว้างออกเป็น  วรรณะ ตามหลักความเชื่อของศาสนาฮินดู  ได้แก่  1) วรรณะพราหมณ์ เกิดจากโอษฐ์ของพระพรหม  2) วรรณะกษัตริย์ เกิดจากพระอุระของพระพรหม  3) วรรณะแพศย์ เกิดจากพระเพลา (ตัก) ของพระพรหม และ 4) วรรณะศูทร เกิดจากพระบาท (เท้า) ของพระพรหม  ส่วน จัณฑาล นั้น คือ ลูกที่เกิดจากการภรรยาที่เป็นวรรณะพราหมณ์กับสามีที่เป็นวรรณะศูทร  แต่ในทางปฏิบัติไม่ได้ยึดถือตามนี้  และมักถือกันมาตลอดว่าถ้าแต่งงานข้ามวรรณะ ลูกที่ออกมาจะเป็นจัณฑาลหมด (ศิลป์ชัย เชาว์เจริญรัตน์, 2558) แต่ละวรรณะจะมีบทบาทความสำคัญทางสังคมแตกต่างกันไปตามลำดับ  สำหรับวรรณะจัณฑาลนั้นจะถือเป็นคนต่ำทรามและมีสถานะต่ำที่สุดในระบบวรรณะของอินเดีย

คนจัณฑาลส่วนใหญ่มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ยากลำบาก  อาศัยอยู่ในที่แออัดสกปรกหรือข้างกองขยะ  ทั้งยังถูกบังคับให้ทำงานสกปรกที่คนอินเดียวรรณะอื่นไม่ทำ  เช่น การล้างท่อระบายน้ำ  กวาดอุจจาระ  ล้างส้วม  หรืองานขนศพ  ซึ่งการทำงานนี้บางครั้งนายจ้างจะเลี่ยงไม่จ่ายเงินให้โดยการยกความเชื่อทางศาสนามาอ้างว่าสิ่งนี้เป็นการสะสมบุญที่เอาไว้ใช้ในชาติหน้า  ถ้าทำไม่ดีหรือเรียกร้องให้ตัวเองมากเกินไปจะทำให้ชาติหน้าเกิดมาเป็นจัณฑาลอีก  ทำให้คนจัณฑาลหลายคนไม่กล้าเรียกร้องความเป็นธรรม หรืออาจจะเรียกร้องไปแต่รัฐไม่ให้ความสนใจก็มี



โรงเรียนรัฐบาลมากกว่าร้อยละ 38 ที่เด็กจัณฑาลต้องนั่งแยกโต๊ะรับประทานอาหารกับเด็กวรรณะอื่น  และโรงเรียนอีกร้อยละ 20 ที่เด็กจัณฑาลไม่ได้รับอนุญาตให้ดื่มน้ำแหล่งเดียวกันกับเด็กวรรณะอื่น  การนั่งเรียนก็ต้องไปนั่งเรียนอยู่ข้างหลังสุด (ศิลป์ชัย เชาว์เจริญรัตน์, 2558) และไม่มีโต๊ะเก้าอี้สำหรับเรียนหนังสือ  เด็กจัณฑาลมักไม่ได้รับความสนใจจากครูผู้สอน  ถูกปล่อยปละละเลย  และอาจถูกลงโทษอย่างรุนแรงมากกว่าเด็กในวรรณะอื่นจากการกระทำความผิดระดับเดียวกัน  ทำให้มีเด็กหลายคนลาออกเพราะไม่ได้รับความเป็นธรรม  นั่นยิ่งส่งผลให้เด็กจัณฑาลจำนวนมากไร้การศึกษาและไม่สามารถเรียกร้องสิทธิ์ของตนได้

ร้านค้าบางร้านประกาศไม่รับเงินโดยตรงจากลูกค้าจัณฑาล  ในบางหมู่บ้าน คนจัณฑาลถูกรังควานเพียงเพราะสวมเสื้อผ้าใหม่  บางคนถูกบังคับให้เหน็บกิ่งไม้ไว้ที่หลังเพื่อให้กิ่งไม้ช่วยลบรอยเท้าที่เขาเดิน  บางคนมีกะลาห้อยที่คอเพื่อไม่ให้น้ำลายของพวกเขาหยดลงบนพื้น  เมื่อจะแต่งงาน บางครั้งคนจัณฑาลก็ถูกคนวรรณะอื่นในหมู่บ้านกดดันให้เลิกจัด  ด้วยเหตุผลที่ว่าคนจัณฑาลไม่ควรมีงานแต่งงานที่เอิกเริก  และแม้จะเป็นช่วงเวลาที่อินเดียประสบภัยพิบัติทางธรรมชาติ  คนจัณฑาลก็ยังไม่ได้รับความช่วยเหลือจากรัฐอย่างเพียงพอในสิ่งที่พวกเขาควรได้  เพียงเพราะคำว่า จัณฑาล ไม่ควรได้รับเท่ากับวรรณะอื่น

ในช่วงแรกที่อินเดียได้รับเอกราชจากอังกฤษ  ดร.บาบาสาเฮบ อัมเบดการ์  ซึ่งเป็นชนชั้นจัณฑาล ทนายความ และนักเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิของคนจัณฑาล  ได้ถูกรับเชิญให้มามีบทบาทนำในการร่างรัฐธรรมนูญฉบับแรกของประเทศ  โดยร่างรัฐธรรมนูญของ ดร.อัมเบดการ์ นี้ มีความชัดเจนในการมุ่งสร้าง “การปฏิวัติทางสังคม” ในอินเดียเหนือสิ่งอื่นใด  ด้วยการประกันและคุ้มครองสิทธิพลเมืองนานัปการ ตั้งแต่เสรีภาพในการนับถือศาสนา การยกเลิกวรรณะจัณฑาล และประกาศให้การเลือกปฏิบัติทุกรูปแบบเป็นพฤติกรรมที่ผิดกฎหมาย (สฤณี อาชวานันทกุล, 2554)



แม้ว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้จะผ่านความเห็นชอบจากสภานิติบัญญัติในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ.2492 และถูกบังคับใช้อย่างเป็นทางการแล้วก็ตาม  แต่กฎหมายเหล่านั้นก็ไม่อาจเปลี่ยนแปลงความเชื่อที่มีมาอย่างยาวนานได้  คนจัณฑาลยังคงถูกเลือกปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง  อย่างเช่นปัจจุบันที่แม้จะมีบริการของรัฐที่เข้าถึงสถานที่ต่าง ๆ มากขึ้น  แต่การจะเข้าถึงสิทธิ์ดังกล่าว ชาวอินเดียยังต้องระบุชนชั้นวรรณะของตนในทะเบียนพลเมืองอยู่ดี บางคนเลือกที่จะหลุดพ้นจากวรรณะจัณฑาลโดยการเปลี่ยนศาสนา  แต่สุดท้ายคนในสังคมก็ยังเข้าใจว่าคนที่เปลี่ยนศาสนานั้นมาจากพวกจัณฑาลเหมือนเดิม

ทุกคนต่างก็ยอมรับว่าการเรียกร้องสิทธิให้คนจัณฑาลนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย  แต่ถึงอย่างนั้นก็ตาม  ตามหมู่บ้านหรือเมืองใหญ่ ๆ ก็มีการรณรงค์เรียกร้องสิทธิให้คนจัณฑาลได้เรียนหนังสือและมีสิทธิพื้นฐานในการรับบริการจากรัฐ  ให้คนจัณฑาลได้มีชีวิตที่ดีขึ้น  ให้เด็ก ๆ ได้รับการศึกษา  เพื่อให้คนจัณฑาลเชื่อว่า การศึกษาคือกุญแจสำคัญที่จะปลดแอกตัวเองจากความยากลำบาก  ความพยายามเหล่านี้ไม่ง่ายเลยที่จะประสบความสำเร็จเมื่อไม่ได้รับความร่วมมือจากคนในวรรณะอื่น ที่จะมองและปฏิบัติต่อพวกเขาเหมือนเป็นมนุษย์คนหนึ่ง  และเมื่อไม่ได้รับความร่วมมือจากคนในวรรณะเดียวกัน ที่ความเชื่อเรื่องวรรณะฝังรากลึกเกินไปจนยากจะเปลี่ยนแปลง

แม้เทคโนโลยีของอินเดียจะก้าวหน้าไปไกลในระดับโลก  แต่ชีวิตของคนจัณฑาลกลับยังคงได้รับความยากลำบากและถูกเหยียดหยามจากคนในสังคมเหมือนเดิมนับแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน  ระบบชนชั้นที่ถูกกล่าวหาว่าขาดมนุษยธรรมยังคงดำเนินต่อไป  สิ่งนี้ทำให้ปฏิเสธไม่ได้ว่าความเชื่อทางศาสนานั้นมีอิทธิพลต่อทั้งปัจเจกและสังคมได้อย่างลึกซึ้งและยาวนาน  ซี่งท้ายที่สุดแม้จะเป็นความพยายามที่มุ่งสร้างความเท่าเทียมและเพื่อให้ได้มาซี่งความเสมอภาค  แต่พลเมืองกลับยังคงถูกตีตราให้อยู่ภายใต้กรอบวัฒนธรรมแบบเดิม  แม้โลกจะเปลี่ยนแปลงและพัฒนาไปมากแล้วก็ตาม


อ้างอิง

นเรนทรา จาดฮาฟ.  (2558).  จัณฑาล (พิมพ์ครั้งที่ 9).  กรุงเทพมหานคร: สันสกฤต.

ปิยณัฐ สร้อยคำ. ความทุกข์ของจัณฑาล เมื่อต้องมาร่างรัฐธรรมนูญ.  สืบค้นเมื่อ 18 ตุลาคม 2558, จาก http://m.matichon.co.th/

ศิลป์ชัย เชาว์เจริญรัตน์.  จัณฑาล: ระบบชนชั้นของศาสนาที่กลายเป็นปัญหาสังคม. สืบค้นเมื่อ 29 กรกฎาคม 2556, จาก https://www.facebook.com/

สฤณี อาชวานันทกุล. ดร. บาบาสาเฮบ อัมเบดการ์ จัณฑาลผู้เปลี่ยนโฉมหน้าอินเดีย. สืบค้นเมื่อ 29 มีนาคม 2554, จาก http://www.sarakadee.com/2011/03/29/babasaheb/

อ่านเพิ่มเติม »

คำสอนของพระพุทธเจ้าก่อนปรินิพพาน

โดย มันตรา จำนงค์วงษ์

ท่านเป็นพุทธแท้หรือเปล่า? ท่านยึดถือในพระพุทธศาสนาจริงหรือไม่? หรือยึดถึอแค่เปลือกของพระพุทธศาสนา และสิ่งที่ท่านยึดถือนั้นถูกต้องจริงหรือ?

ปัจจุบันคำสอนพระพุทธเจ้าต่างๆ มีปะปนอยู่มาก และมิใช่คำสอนที่ออกจากพระโอษฐ์ของพระพุทธเจ้าทั้งหมด ซึ่งได้กลายมาเป็นปัญหาในปัจจุบัน กล่าวคือ เพราะเหตุว่าเราไม่ได้ใช้คำตถาคตโดยตรง ศาสนาจะเสื่อมลงไปเรื่อยๆ พระองค์ทรงกล่าวว่า คำสอนที่แต่งขึ้นใหม่ที่ไม่ใช่คำของตถาคต ไม่ควรฟัง มีพระสูตรคือ
"ภิกษุทั้งหลาย ! พวกภิกษุบริษัทในกรณีนี้ สุตตันตะเหล่าใด ที่กวีแต่งขึ้นใหม่เป็นคำร้อยกรองประเภทกาพย์กลอน มีอักษรสละสลวย มีพยัญชนะอันวิจิตร เป็นเรื่องนอกแนว เป็นคำกล่าวของสาวก เมื่อมีผู้นำสุตตันตะเหล่านั้นมากล่าวอยู่ เธอจักไม่ฟังด้วยดี ไม่เงี่ยหูฟัง ไม่ตั้งจิตเพื่อจะรู้ทั่วถึง และจักไม่สำคัญว่าเป็นสิ่งที่ตนควรศึกษาเล่าเรียน"



พระสูตรดังกล่าวมีความสำคัญมาก เนื่องจากพระองค์ได้ชี้ชัดว่าต้องฟังแต่คำของพระองค์เท่านั้น ด้วยเหตุว่าพระพุทธเจ้ามีความสามารถ 3 ประการ ด้านการพูดที่สาวกมิสามารถทำได้นั่นคือ
  1. พระองค์กำหนดสมาธิทุกครั้งด้านการพูด ไม่ให้พลาดแม้แต่คำเดียว
  2. คำของพระพุทธเจ้าสอดรับกันทั้งชีวิต ตั้งแต่ราตรีที่ตรัสรู้ถึงนิพพาน คำไม่มีการขัดแย้งกัน
  3. คำของพระพุทธเจ้าที่ออกจากพระโอษฐ์มาแล้วเป็น อกาลิโก คือเป็นจริงไม่จำกัดกาลเวลา ไม่ว่าเมื่อใดก็ตาม ไม่ว่าจะเมื่อ 2000 ปีที่แล้ว จนถึงปัจจุบัน และเป็นปัจจักตังคือรู้เฉพาะตน  เป็นพยานในตนเองได้ ไม่ต้องอาศัยการเชื่อหรือการฟังตามๆกันมา
พระอาจารย์คึกฤทธิ์ โสตฺถิผโล ได้ให้ความเห็นว่า  เหตุที่ศาสนาพุทธถึงมีการแยกเป็นนิกายต่างๆ มีพิธีกรรมที่แตกต่างกัน จนกลายเป็นว่าชาวพุทธในปัจจุบันกราบไหว้พระพุทธเจ้าแต่กลับไม่รู้จักคำสอนของพระพุทธเจ้าเลย พระพุทธองค์เคยทรงตรัสไว้ว่า ในอนาคตการณ์ที่ภิกษุไม่สนใจคำตถาคต ไม่ศึกษาคำตถาคต จึงไม่มีภิกษุที่ไปถ่ายทอดคำตถาคตให้แก่อุบาสก อุบาสิกาฟัง จึงเป็นเหตุให้ศาสนาเสื่อม คำตถาคตจึงค่อยๆหมดไปจากโลก โดยพระองค์อุปมาเปรียบเหมือนกลองศึกของกษัตริย์ เมื่อตีไปในที่สุดก็แตก จึงเอาเนื้อไม้ใหม่ตีเสริมเข้าไป ทำแบบนี้ทุกคราวไปเนื้อไม้เดิมของตัวกลองก็หมดสิ้นไป ดังเช่นเดียวกัน คำพระพุทธเจ้าก็จะค่อยๆเสื่อมสูญหายไป ถ้าเรามัวแต่ไปสนใจคำสอนที่สาวกหรือใครก็ตามที่แต่งขึ้นมาใหม่
               
คำสอนของศาสนาพุทธเป็นคำสอนเพื่อการหลุดพ้น หลุดพ้นจากการเวียน ว่าย ตาย เกิด เพื่อให้เข้าถึงซึ่งนิพพาน เหตุใดเราถึงต้องเข้าสู่นิพพาน?
             
สังสารวัฏนั้น เป็นเหตุให้สัตว์ทั้งหลายต้องท่องเที่ยวอยู่ในทะเลแห่งทุกข์ ทุกข์จากการเกิด แก่ เจ็บ ตาย มิรู้จบ เมื่อเวียนไปเกิดแล้ว อาจเกิดเป็น เทวดา มนุษย์ กำเนิดเดรัจฉาน เปรตวิสัย ซึ่งเวียนว่ายไปสู่ภพภูมิต่างๆ ตามกรรม ดังนั้นการเกิดใหม่เรื่อยๆจึงเป็นทุกข์ เราจึงต้องสู่สภาวะนิพพานคือการไม่เกิดอีก  ซึ่งมนุษย์นั่นโดยส่วนมากไม่รู้ว่าเมื่อตนเองตายไปแล้วนั้น จะต้องไปเกิดใน นรก กำเนิดเดรัจฉาน เปรตวิสัย หรือไปเกิดในภพภูมิเทวดา ซึ่งการไปเกิดในภพภูมิเทวดานั้นเป็นส่วนน้อย  เกือบทั้งหมดลงอบาย คือ นรก กำเนิดเดรัจฉาน เปรตวิสัย และเมื่อพ้นจากการเทวดาแล้ว ก็ยังจะต้องไปเกิดในอบายอีก พระพุทธองค์ทรงบอกทางที่จะพ้นอบายอย่างถาวร คือไม่ไปเกิดใน นรก กำเนิด เดรัจฉาน เปรตวิสัย อีก  การหลุดพ้นถาวรจากอบายพ้นจากปุถุชนภูมิสู่อริยะ อย่างน้อยที่สุดคือการได้โสดาบัน ดังนั้นจึงควรศึกษาว่าโสดาบันมีคุณสมบัติอย่างไร

โสดาบัน มีจริงหรือไม่ ?
             
โดยพระองค์ได้ตรัสอยู่ในคุณธรรมประเภทโสดาปฏิมรรค ก็คือศรัทธานุสารี คือ คุณธรรมของพระโสดาบันที่พระองค์ตรัสเอาไว้ คือ มีความเชื่อ น้อมไป ว่า ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เป็นของไม่เที่ยงบุคคลเหล่านี้ได้ชื่อว่า บุคคลนั้นเข้าสู่สัมมัตตนิยาม (ระบบแห่งความถูกต้อง) คือก้าวล่วงพ้นปุถุชนภูมิ โดยไม่อาจกระทำกรรมที่เข้าสู่ นรก กำเนิดเดรัจฉานและเปรตวิสัย และไม่ควรจะทำการละ (ความตาย) ก่อนที่จะรู้ให้แจ้งซึ่งปฏิผล

คุณสมบัติของพระโสดาบัน

โดยสามารถพยากรณ์ตนเองได้ตามหลักธรรมที่พระพุทธองค์ทรงบัญญัติเอาไว้
1. ความเลื่อมใสอันหยั่งลงมั่นในพระพุทธ
2. ความเลื่อมใสอันหยั่งลงมั่นในพระธรรม
3. ความเลื่อมใสอันหยั่งลงมั่นในพระสงฆ์
4. มีศีลที่ไม่ทะลุไม่ด่างพร้อย
ถ้าได้ธรรมเหล่านี้ทั้งสี่ประการแล้ว ก็สามารถพยากรณ์ตนว่าเป็นโสดาบันได้
             
สุดท้ายแล้วทุกสิ่งทุกอย่างล้วนเป็นเพียงธาตุตามธรรมชาติเป็นเพียงสิ่งที่อาศัยกันและกันในการเกิดขึ้น นามรูป ตัวธาตุเป็นเหตุให้ปรุงแต่งมาเป็น อายตนะ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ มาจาก ธาตุ ดิน น้ำ ลม ไฟ  มารวมกันเท่านั้น ซึ่งศาสนาพุทธเป็นศาสนาที่ปฏิเสธการมีอยู่ของพระผู้เป็นเจ้าซึ่งต่างจากศาสนาอื่น โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อสอนให้มนุษย์หลุดพ้นจากความทุกข์ทั้งปวง และการอยู่กับความทุกข์โดยการรู้เท่าทันตามความเป็นจริง โดยมีจุดสูงสุดของศาสนาพุทธคือ การหลุดพ้นจากความทุกข์ทั้งปวงและการเวียน ว่าย ตาย เกิด ในสังสารวัฏ


อ้างอิง

นายโกศล ศรีพงษ์พิจิตร. 2559. ดับทุกข์...ด้วยคำสอนของพระพุทธเจ้า.(ออนไลน์).
สืบค้นเมื่อ 25 กุมภาพันธ์ 2559, จาก : http://www.doisai.com/707116/.ดับทุกข์ด้วยคำสอนของพระพุทธเจ้า.

พระอาจารย์ คึกฤทธิ์ โสตฺถิผโล. 2559. พุทธวจน คืออะไร ทำไมต้องศึกษาแต่พุทธวจน.(ออนไลน์). สืบค้นเมื่อ 25 กุมภาพันธ์ 255, จาก : http://faq.watnapp.com/all/89-history-of-buddhawajana/147-05-03-0001.

พระอาจารย์ คึกฤทธิ์ โสตฺถิผโล. 2558. พุทธวจน จะพ้นจากกำเนิด เดรัจฉาน เปรตวิสัยได้อย่างไร.(ออนไลน์). สืบค้นเมื่อ 20 พฤษภาคม 2559, จาก : https://www.youtube.com/watch?v=0G9wnmfVAiI.

พระอาจารย์ คึกฤทธิ์ โสตฺถิผโล. 2557. คุณสมบัติโสดาบันและเหตุปัจจัยเพื่อความเป็นโสดาบัน.(ออนไลน์). สืบค้นเมื่อ 20 พฤษภาคม 2559, จาก : https://www.youtube.com/watch?v=Nmvb9aADh38.

พระอาจารย์ คึกฤทธิ์ โสตฺถิผโล. 2559. พุทธวจน สรุปหลักธรรมสำคัญที่ควรรู้ ทาน ,ศีล, ภาวนา, คุณธรรมโสดาบัน.(ออนไลน์). สืบคืนเมื่อ 23 กุมภาพันธ์ 2559, จาก: https://www.youtube.com/watch?v=gk9oZ5BmiMs.

Watchara Makawan. 2559. คำสอนจากปากพระพุทธเจ้าโดยตรง.(ออนไลน์). สืบคืนเมื่อ 23 กุมภาพันธ์ 2559, จาก:  https://www.youtube.com/watch?v=TEQjzp1Th0E.

อ่านเพิ่มเติม »

ภีมราว รามชี อัมเพทการ์ (Bhimrao Ramji Ambedkar)

โดย ฐนนนต์ แสงวงษา

ในสังคมอินเดียที่มีความอยุติธรรมที่สุดแห่งหนึ่งของโลกที่เป็นที่รู้จักกันดีคือการแบ่งประชาชนออกเป็นวรรณะตามศาสนาฮินดู จากเด็กชายที่เกิดในอวรรณะ (คนนอกวรรณะ) สู่การเป็นรัฐมนตรีกระทรวงยุติธรรมคนแรกของประเทศ ทั้งยังเป็นประธานร่างรัฐธรรมนูญฉบับแรกของประเทศและเป็นผู้ฟื้นฟูพระพุทธศาสนาให้กลับมารุ่งเรืองอีกครั้งอย่างที่เห็นในปัจจุบัน

ท่านผู้นั้นคือ ดร.บี. อาร์. อัมเพทการ์ (Dr. B. R. Ambedkar) เกิดในครอบครัวจัณฑาลหรืออธิศูทรที่ยากจนเมื่อวันที่ 14 เมษายน พ.ศ.2434 ณ หมู่บ้านของคนจัณฑาลชื่ออัมพาวดี อำเภอรัตนคีรี รัฐมหาราษฏระ ประเทศอินเดีย บิดาชื่อ”รามชี สักปาล” (Ramji Sakpal) เคยมีอาชีพเป็นทหารมาก่อน เมื่อปลดประจำการแล้วจึงมายึดอาชีพกรรมกรขายแรงงานที่หาเช้ากินค่ำ มารดาเป็นสตรีวรรณะจัณฑาลเหมือนกันชื่อ “ภีมาไพ” (Bhimabai) ทั้งสองมีลูกด้วยกันถึง 14 คน อัมเพทการ์นับว่าเป็นคนสุดท้อง แต่ต่อมาพี่น้องส่วนใหญ่ก็เสียชีวิต เหลือกันอยู่เพียง 5 ชีวิตเท่านั้น


ที่มา: http://ambedkaree.com/

สังคมอินเดียซึ่งประชากรส่วนใหญ่กว่า 80 เปอร์เซ็นต์นับถือศาสนาฮินดูนั้น มีการแบ่งประชาชนออกเป็น 4 วรรณะคือ 1.วรรณะพราหมณ์ 2.วรรณะกษัตริย์ 3.วรรณะแพศย์ 4.วรรณะศูทร วรรณะทั้งสี่นี้เรียกว่าเป็นพวก ”สวรรณะ” (คนมีวรรณะ) นับว่ายังมีเกียรติมีฐานะในสังคมอินเดียเหมือนคนปกติทั่วไป แต่นอกจากทั้งสี่วรรณะนี้แล้วยังมีคนอีกกลุ่มหนึ่งซึ่งพระเจ้าของศาสนาฮินดูไม่ยอมจัดให้สังกัดวรรณะใด คนทั่วไปจึงเรียกพวกเขาว่าเป็นพวก “อวรรณะ” (คนนอกวรรณะ) อาจเรียกอีกชื่อได้ว่าวรรณะที่ 5 ก็ได้ ซึ่งเป็นวรรณะที่ “ภีม” (Bhim) ชื่อเมื่อยังเล็กของ ดร.อัมเพทการ์ อยู่

ด้านการศึกษาพออายุได้ 2 ขวบ ก็เข้าเรียนที่โรงเรียนประถมแห่งหนึ่ง จนอายุได้ 4 ขวบ มารดาก็ถึงแก่กรรมลาจากไป บิดาของภีมก็ไม่ย่อท้อทำงานอย่างหนักเพื่อส่งลูกให้ได้เรียนหนังสือให้สูงที่สุดเท่าที่จะทำได้ เมื่อภีมเรียนจบชั้นประถมศึกษาแล้วพ่อก็ส่งเสียให้เขาได้เรียนในชั้นมัธยมศึกษาต่อทันที ชีวิตในโรงเรียนของภีมเต็มไปด้วยการดูถูกเหยียดหยาม ที่โรงเรียนภีมจะถูกให้นั่งหลังห้องแยกจากเด็กคนอื่น เขาไม่มีสิทธิ์จะอ่าน โคลง กลอน ภาษาสันสกฤตเหมือนเพื่อนร่วมชั้นคนอื่น เพราะภาษาสันสกฤตเป็นภาษาที่สงวนไว้สำหรับชนชั้นสูงเช่นวรรณะพราหมณ์เท่านั้น หรือหากภีมหิวน้ำขึ้นมาก็ไม่มีสิทธิ์จะไปตักน้ำดื่มด้วยตนเอง ถ้าเกิดหิวกระหายจริงๆภีมต้องเป็นฝ่ายขอร้องเพื่อนที่มีจิตใจอารีมาตักให้ แล้วค่อยๆรินน้ำไม่ให้อวัยวะส่วนใดของภีมไปถูกภาชนะใส่น้ำหรือไปสัมผัสกับผู้มีเมตตารินน้ำใส่ปากให้เขา

แต่ภายใต้ความอาภัพของภีมก็มีหนึ่งคนที่สังเกตุถึงความตั้งใจเรียนขยันหมั่นเพียรตินั้นคือครูประจำชั้นซึ่งเป็นพราหมณ์เห็นความดีที่มีอยู่ในตัวภีม ครูจึงช่วยแบ่งอาหารให้เป็นบางมื้อ แล้วอยู่มาวันหนึ่งครูคนนี้ก็เรียกภีมไปหาแล้วอนุญาติให้ใช้นามสกุลของตัวเองแทนนามสกุล “สักปาละ” (ซึ่งเป็นนามสกุลที่ใครได้ยินก็รู้ว่าเป็นวรรณะจัณฑาล) ตั้งแต่นั้นมาภีมจึงมีนามสกุลใหม่ว่า “อัมเพทการ์” ภีม สักปาละ กลายเป็น ภีม อัมเพทการ์ ทำให้เขามีความมุ่งมานะพยายามขึ้นอีกมากมายและเขาก็จบด้วยผลการเรียนที่ดีมากรวมทั้งวิชาภาษาอังกฤษที่คะแนนสูงกว่าวิชาอื่นๆด้วย

ต่อมา อัมเพทการ์สอบเข้าเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยบอมเบย์ (มหาวิทยาลัยมุมไบในปัจจุบัน)เขาเป็นจัณฑาลคนแรกที่ได้เข้าเรียนในระดับมหาวิทยาลัยโดยได้รับทุนการศึกษาจากมหาราชาแห่งแคว้นบาโรดาหลังจากจบการศึกษาทางด้านเศรษฐศาสตร์และรัฐศาสตร์เขาก็ได้รับทุนไปศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยโคลัมเบียและวิทยาลัยเศรษฐศาสตร์และรัฐศาสตร์แห่งลอนดอน



อัมเพทการ์กลับสู่อินเดียด้วยปริญญาไม่ต่ำกว่า 7 ใบ เขาได้รับตำแหน่งศาสตราจารย์ทางด้านเศรษฐศาสตร์และรัฐศาสตร์การเมืองที่วิทยาลัยซิดนาห์มในบอมเบย์ หลังจากนั้นเขาก็เคลื่อนไหวเพื่อต่อต้านการแบ่งชนชั้นวรรณะอย่างจริงจังได้ก่อตั้งพรรคการเมืองชื่อ “พรรคกรรมกรอิสระ” และได้รับเชิญเข้าเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ดร.อัมเพทการ์ร่วมมือกับพรรคคองเกรสของอินเดียต่อสู้กับจักรวรรดิอังกฤษจนที่สุดอินเดียก็ได้รับเอกราชเมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2490 เพราะเหตุนี้รัฐบาลอินเดียก็แต่งตั้งให้ ดร.อัมเพทการ์รับหน้าที่อันสำคัญที่สุดในชีวิตของเขาคือ การเป็นประธานร่างรัฐธรรมนูญฉบับแรกของประเทศ ดร.อัมเพทการ์จึงทำหน้าที่ปลดปล่อยคนอินเดียให้เป็นอิสระจากระบบวรรณะด้วยการเขียนรัฐธรรมนูญอินเดียตอนนึงว่า “ไม่ให้ประชาชนอินเดียมีการเลือกปฏิบัติต่อกันและกันด้วยเหตุผลทางวรรณะ และวรรณะจัณฑาลนั้นก็ยุบทิ้งเสียซิ้นซาก”


ที่มา: http://www.tricycle.com/

หลังจากเสร็จสิ้นภารกิจสำคัญทางการเมืองแล้ว ดร.อัมเพทการ์ก็หันมาทำงานปลดปล่อยคนจัณฑาลให้เป็นอิสระอีกทางหนึ่ง ด้วยการประกาศตนเป็นพุทธมามกะ ดร.อัมเพทการ์ได้เป็นประธานทำพิธีปฏิญาณตนเป็นพุทธมามกะที่เมืองนาคปุระเหตุการณ์ครั้งประวัติศาสตร์ตรงกับวันที่ 15 ตุลาคม 2499 ในพิธีอันสำคัญยิ่งมีคนจัณฑาลเข้าร่วมปฏิญาณตนหลายแสนคน หลังจากการปฏิญาณตน ดร.อัมเพทการ์ได้รับการยกย่องจากมหาชนว่า “เป็นผู้เปิดประตูดินแดนภาระตะเพื่อนำพระพุทธศาสนาคืนมาตุภูมิ” พระพุทธศาสนาที่เรือนหายไปจากประเทศอินเดียกว่า 1500 ปี มีโอกาสกลับมารุ่งโรจน์อีกครั้งหนึ่งในยุคสมัยของ ดร.อัมเพทการ์นี่เอง หลังจากนั้นไม่นานท่านก็ล้มป่วยและเสียชีวิตอย่างสงบในบ้านพัก



ความดีงามหลายสิ่งหลายอย่างมากที่ ดร.อัมเพทการ์ ได้ทำไว้แก่ประเทศอินเดีย การยกเลิกระบบวรรณะ การฟื้นฟูพระพุทธศาสนาอีกทั้งยังมีการก่อตั้งมหาวิทยาลัยไม่ต่ำกว่า 4 แห่งและอีกมากมาย ท่านได้เปลี่ยนแปลงหลายสิ่งหลายอย่าง ดังนั้นท่านจึงได้รับการยกย่องจากคนจัณฑาลและปัญญาชนเสมือนหนึ่งเป็นวีรบุรุษของชาติ มีผู้สร้างอนุสาวรีย์ให้ท่านกระจายไปทั่วอินเดียหลายแห่ง รัฐบาลอินเดียยังประกาศยกย่องท่านให้วันที่ 14 เมษายน ของทุกปีซึ่งเป็นวันคล้ายวันเกิดของ ดร.อัมเพทการ์ เป็นวันหยุดราชการอีกด้วย จากคนต่ำต้อยเกิดวรรณะจัณฑาล สุดท้ายได้รับการเทิดทูนจากมหาชนให้เป็นดั่งวีรบุรุษและเทพเจ้าองค์หนึ่งของประเทศอินเดีย


อ้างอิง

ว.วชิรเมธี.  (2554).  คนดลใจ : HEROES.  กรุงเทพมหานคร: ปราณ

ดร.ภีมราว รามชี อามเพฑกร (ดร.อัมเบดก้าร์).  (ออนไลน์).  สืบค้นเมื่อ 29 สิงหาคม พ.ศ.2558 เข้าถึงได้จาก : http://www.huexonline.com/knowledge_detail.php?knowledge_id=38

ภีมราว รามชี อามเพฑกร.  (ออนไลน์).  สืบค้นเมื่อ 29 สิงหาคม พ.ศ.2558
เข้าถึงได้จาก : https://th.wikipedia.org/

พานิชพล มงคลเจริญ.  ดร.อัมเบดการ์ ผู้ที่ชาวพุทธควรยกย่อง.  (ออนไลน์).  สืบค้นเมื่อ 29 สิงหาคม พ.ศ.2558 เข้าถึงได้จาก : http://krooair.blogspot.com/2009/08/blog-post_25.html


อ่านเพิ่มเติม »

ทัชมาฮาล (Taj Mahal)

โดย ฐิตินันท์ วงษ์ไทย

เมื่อพูดถึงประเทศอินเดียในปัจจุบัน ผู้คนส่วนใหญ่จะไม่รู้มาก่อนว่าเป็นประเทศที่มีอารยธรรมที่เก่าแก่ของโลก มีอารยธรรมที่รุ่งเรืองและสืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน โดยเฉพาะอนุสรณ์ที่สำคัญของโลกที่เราเรียกว่า “ทัชมาฮาล” ซึ่งเป็น 1 ใน 7 ของสิ่งมหัศจรรย์ของโลกในยุคใหม่นั่นเอง

ทัชมาฮาล คือ สุสานหินอ่อนที่ผู้คนเชื่อว่าเป็นสถาปัตยกรรมแห่งความรักที่สวยที่สุดในโลก สร้างขึ้นเมื่อปีค.ศ. 1631 สร้างเสร็จเมื่อปี ค.ศ. 1648 รวมเวลาการก่อสร้าง 17 ปี การประดับตกแต่งใช้เวลา 5 ปี รวมทั้งสิ้น 22 ปี จึงเสร็จเรียบร้อยทุกอย่าง ตั้งอยู่ในสวนริมฝั่งแม่น้ำยมุนาในเมืองอาครา ประเทศอินเดีย

ทัชมาฮาล ถูกสร้างขึ้นโดย เจ้าชายขุร์รัม ซึ่งต่อมาคือพระเจ้าชาร์จาฮัน พระองค์ได้พบกับ อรชุมันต์ภานุเบคุม ธิดาของรัฐมนตรี เมื่ออรชุมันต์ภานุเบคุมได้คลอดธิดาคนที่ 14 หลังจากให้กำเนิดพระธิดาพระนางตกเลือดมาก อยู่ได้เพียงไม่นานพระนางก็สิ้นพระชนม์ พระเจ้าชาร์จาฮันโศกเศร้าอยู่นาน จึงทรงสร้างอนุสรณ์แห่งความรักที่มั่นคงต่อพระมเหสีของพระองค์ พระเจ้าชาร์จาฮันจึงเรียกนางว่า มุมตัส มาฮาล ที่แปลว่า “มงกุฎแห่งพระราชวัง” โดยทรงเลือกทำเลที่ดีที่สุดบริเวณริมโค้งแม่น้ำยมุนาเป็นที่ตั้งของอนุสรณ์แห่งรักนี้



ในปี ค.ศ. 1657 พระเจ้าชาร์จาฮันทรงพระประชวร และในปี ค.ศ. 1658 พระโอรส พระนามว่า โอรังเซบ จับพระพระเจ้าชาร์จาฮันขัง และขึ้นครองราชย์บัลลังก์แทน พระองค์ถูกกักขังอยู่ถึง 8 ปี จนกระทั่งสวรรคตในปี ค.ศ. 1666 ตามตำนานกล่าวว่าให้วันสุดท้ายของชีวิตพระองค์ใช้เวลาทั้งวันในการจ้องมอง เศษกระจกที่สะท้อนภาพของทัชมาฮาลและสิ้นพระชนม์ด้วยเศษกระจกในกำมือ พระเจ้าชาร์จาฮันถูกฝังในทัชมาฮาล เคียงข้างมเหสีของพระองค์

ทัชมาฮาล ตั้งอยู่ในสวนริมฝั่งแม่น้ำยมุนาในเมืองอาครา ประเทศอินเดีย ส่วนที่มีชื่อเสียงที่สุด คือหลุมศพของพระนางมุมตัซ มาฮาล ซึ่งถูกสร้างด้วยหินอ่อนสีขาว ศิลาแลง พลอยสีฟ้า  พลอยสีเขียว หินสีฟ้า โมรา  เพชร  หินทองแดง  และหินทราย

โดยประดับลวดลายเครื่องเพชร พลอย หิน โมราและเครื่องประดับจากมิตรประเทศ ได้รับคำรับรองว่าสร้างขึ้นด้วยสัดส่วนที่วิจิตรและงดงามที่สุด กว้างยาวด้านละ 100 เมตร สูง 60 เมตร มีผู้สร้างและออกแบบร่วม 20,000 คน การก่อสร้างกินเวลานานถึง 22 ปี ทัชมาฮาลมีเนื้อที่ประมาณ 42 เอเคอร์ โดยนายช่างที่ออกแบบชื่อ อุสตาด ไอซา ถูกประหารชีวิตเพื่อไม่ให้ไปออกแบบสถาปัตยกรรมใดๆที่สวยกว่าได้ ส่วนหัวของทัชมาฮาลมีลักษณะโดมที่เรียกว่า โอเนียนโดม


ที่มา :  http://innfoorrr.blogspot.com

ทัชมาฮาลได้ถูกรับเลือกเป็นมรดกโลกเมื่อปี พ.ศ. 2526 โดยมีเหตุผลตามเกณฑ์การพิจารณาคือ
เป็นตัวแทนซึ่งแสดงผลงานชิ้นเอกที่จัดทำขึ้นด้วยการสร้างสรรค์อันฉลาด และยังได้รับการพิจารณาเลือกให้เป็นหนึ่งในเจ็ดสิ่งมหัศจรรย์ของโลกในยุคใหม่อีกด้วย

ด้วยความที่พระเจ้าชาร์จาฮันทรงรักพระมเหสีของพระองค์มาก พระองค์จึงได้สร้าง อนุสรณ์เพื่อแสดงความรักที่มั่นคงที่มีต่อพระมเหสี เป็นอนุสรณ์แห่งความรักที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกยุคปัจจุบัน


อ้างอิง

วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี. ทัชมาฮาล .สืบค้นเมื่อวันที่ 21 ธันวาคม พ.ศ.2558, จาก https://th.wikipedia.org/wiki/ทัชมาฮาล

7 สิ่ง มหัศจรรย์ ของโลกยุคปัจจุบัน.สืบค้นเมื่อวันที่ 21 ธันวาคม พ.ศ.2558,
จาก http://kwanlikehistory.blogspot.com/2013/10/blog-post.html

ทัชมาฮาล รักเหนือกาลเวลาที่อินเดีย สุดโรแมนติก.สืบค้นเมื่อ วันที่ 21 ธันวาคม พ.ศ.2558,
จาก http://travel.truelife.com/detail/1749948

อ่านเพิ่มเติม »