แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ศาสนาพุทธ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ศาสนาพุทธ แสดงบทความทั้งหมด

ทาไลลามะองค์ที่ 14 จากวิธีการค้นหาทาไลลามะแบบประเพณีทิเบต

โดย นริศรา ทางดี

หากกล่าวถึงเขตการปกครองตนเองทิเบต คงจะนึกถึงดินแดนที่ได้ขึ้นชื่อว่าเป็น “หลังคาโลก” เนื่องจากตั้งอยู่บนที่ราบสูงที่สูงที่สุดในโลก บนเทือกเขาหิมาลัย พื้นที่ที่มีความกดอากาศต่ำ อากาศหนาวเย็นตลอดทั้งปี จึงทำให้ทิเบตมีประชากรอาศัยอยู่เบาบาง แต่ถึงอย่างนั้นทิเบตก็ยังเป็นดินแดนที่นักเดินทางจำนวนมากใฝ่ฝันที่จะได้มาเยือนสักครั้ง ด้วยความที่มีสภาพภูมิศาสตร์ที่สวยงาม เต็มไปด้วยเรื่องราวลึกลับ น่าค้นหา วัฒนธรรมที่ดูแปลกตา นอกจากนี้ชาวทิเบตยังนับถือศาสนาพุทธนิกายวัชรยานอย่างเคร่งครัด พลเมืองชายของทิเบตเกือบครึ่งบวชเป็นพระ ด้วยเหตุนี้จึงกลายเป็นเสน่ห์อีกอย่างหนึ่งของทิเบต จนได้รับฉายา "แดนแห่งพระธรรม (land of dharma)”

ที่มา: https://twitter.com/dalailama/status/878183673463320576
เมื่อกล่าวถึงศาสนาพุทธในทิเบตจะเห็นได้ว่าทุกพื้นที่ในทิเบตเต็มไปด้วยวัดวาอารามจำนวนมาก เราสามารถพบเห็นประชาชนทิเบตเดินสวดมนต์ไปตามท้องถนนจนเป็นเรื่องปกติ สถาบันสงฆ์ของทิเบตมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการดำเนินชีวิตของชาวทิเบต ชาวทิเบตจะมีประมุขสูงสุดที่เรียกว่า ทาไลลามะ (Dalai Lama) ซึ่งเป็นตำแหน่งสูงสุดของคณะสงฆ์ เป็นผู้นำทางจิตวิญญาณ และยังมีบทบาทในด้านการเมืองการปกครองของทิเบต ซึ่งชาวทิเบตให้การยอมรับและเคารพนับถือทาไลลามะมาก

ที่มาภาพ : https://www.twincities.com/
“ทาไลลามะ” มาจากคำว่า ทาไล ภาษามองโกเลีย แปลว่า มหาสมุทร ส่วน ลามะ เป็นภาษาทิเบต แปลว่าผู้มีความรู้ ทาไลลามะจึงหมายถึงมหาสมุทรแห่งปัญญา ชาวทิเบตเชื่อว่า ทาไลลามะ เป็นร่างอวตารของพระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์ ที่เรียกว่า เชนรีซี (Chen-re-zi) ซึ่งมาเกิดเป็นทาไลลามะเพื่อช่วยมนุษย์ให้พ้นจากทุกข์ และทาไลลามะจะเวียนกลับมาเกิดเป็นทาไลลามะองค์ใหม่ต่อไป จึงมีประเพณีที่ใช้ในการค้นหาทาไลลามะที่เป็นเอกลักษณ์ของทิเบต เมื่อทาไลลามะใกล้จะสวรรคต พระองค์จะบอกสัญญาณ รวมถึงบอกเป็นนัยๆ เกี่ยวกับบริเวณที่ทาไลลามะองค์ใหม่จะไปเกิด เหล่าคณะลามะจากวัดต่างๆ จะเดินทางออกค้นหาตามสัญญาณที่ทาไลลามะทิ้งไว้ ซึ่งสัญลักษณ์ของเชนรีซี (Chen-re-zi) ตามความเชื่อจะมีลักษณะดังนี้

  1. มีตำหนิคล้ายหนังเสือบนขาทั้งสองข้าง
  2. มีตาและคิ้วเรียวยาวโค้งขึ้นบนทั้งสองข้าง
  3. มีหูที่ใหญ่ทั้งสองข้าง
  4. มีปุ่มเนื้อบนหัวไหล่ทั้งสองข้าง
  5. มีลายคล้ายก้นหอยบนฝ่ามือทั้งสองข้าง

ถ้าหากเด็กชายที่มีลักษณะดังกล่าวถูกค้นพบหลายคน จะมีการเขียนชื่อเด็กแต่ละคนลงในกระดาษ ใส่ลงในโกศทองคำ ประกอบพิธีกรรมทางศาสนาและใช้ตะเกียบคีบรายชื่อเด็กคนหนึ่งขึ้นมา ซึ่งเด็กที่ถูกเลือกมักจะสามารถชี้เครื่องใช้ต่างๆ ของทาไลลามะองค์ก่อนได้ถูกต้องเสมอ จากนั้นคณะลามะจะนำเด็กไปดูแลเพื่อขัดเกลาจิตใจ เมื่ออายุครบ 18 ปี จะได้รับการสถาปนาเป็น “เกียลวา รินโปเช (Gyalwa Rinpoche)”

ปัจจุบันทิเบตมีทาไลลามะองค์ที่ 14 พระนามว่า สมเด็จพระเทน ซิน เกียตโซ ซึ่งพระองค์ทรงถูกค้นพบด้วยวิธีการตามประเพณีทิเบต เมื่อพระชนม์มายุ 3 พรรษา เมื่อครั้งที่ทาไลลามะองค์ที่ 13 สวรรคต พระศพของพระองค์ที่เดิมหันพระพักตร์ไปทางทิศใต้ แต่กลับหันไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ คณะลามะชั้นสูงจึงได้เพ่งสมาธิลงไปทะเลสาบศักดิ์สิทธิ์เห็นภาพอักษร 3 ตัว และเห็นภาพวัดเป็นตึก 3 ชั้นหลังคาสีฟ้าประดับลายทอง มีทางเดินขึ้นไปจากเชิงเขา มีบ้านหลังหนึ่งมีรางน้ำรูปร่างแปลก คณะค้นหาลงความเห็นว่าตัวอักษรที่เห็นคือ แคว้นอัมโด ซึ่งเป็นแคว้นทางตะวันออกเฉียงเหนือของทิเบต จึงเดินทางไปและได้พบกับวัดกุมดุมซึ่งมีลักษณะตรงกับภาพในสมาธิ ไม่ห่างจากวัดกุมดุมมากนักคณะค้าหาได้พบกับบ้านหลังหนึ่งที่ใช้ไม้สนคดงอทำเป็นรางน้ำตรงกับภาพในสมาธิเช่นกัน

บ้านหลังนั้นเป็นบ้านของเด็กชายลาโม ทอนดุป และครอบครัว คณะค้นหาจึงปลอมตัวเข้าไปขอพักค้างแรม โดยลามะชั้นสูงชื่อ คิวซัง รินโปเช ได้ปลอมตัวเป็นคนรับใช้ แต่เด็กชายลาโมกลับเรียกเขาว่า “ลามะจากซาร่า” ซึ่งคิวซัง รินโปเช มาจากวัดซาร่าจริง วันรุ่งขึ้นคณะค้นหาได้เดินทางต่อ หลังจากนั้น 3 วัน คณะค้นหาได้กลับมาอีกครั้ง และนำสิ่งของเครื่องใช้มาหลายชิ้น ซึ่งมีสิ่งของเครื่องใช้ของทาไลลามะองค์ที่ 13 ปะปนมาด้วย เด็กชายลาโมได้เลือกสิ่งของเครื่องใช้ของทาไลลามะองค์ที่ 13 ได้อย่างถูกต้อง เมื่อผลการพิสูจน์ได้รับการยอมรับอย่างเป็นทางการจึงมีการนำขบวนต้อนรับอย่างสมเกียรติเพื่อเดินทางไปยังเมืองหลวง



ทาไลลามะองค์ที่ 14 ได้รับการยอมรับทั้งด้านของผู้เผยแพร่พระพุทธศาสนาและด้านของผู้นำในการปกครอง พระองค์ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ เมื่อปี พ.ศ. 2532 จากการที่ต่อสู้เพื่อปลดปล่อยทิเบตจากการปกครองของจีนอย่างสันติ ซึ่งปัจจุบันพระองค์ลี้ภัยทางการเมืองอยู่ที่ประเทศอินเดีย แต่ก็ยังเป็นที่ศรัทธาและเคารพจากประชาชนทิเบตต่อไป

จะเห็นได้ว่าประเพณีการค้นหาทาไลลามะของทิเบตเป็นความเชื่อที่สืบทอดกันมาอย่างช้านาน เป็นเรื่องที่พิสดารและยากที่จะหาเหตุผลทางวิทยาศาสตร์มารองรับได้ ในยุคสมัยปัจจุบันที่มีความเจริญทางด้านเทคโนโลยีที่ก้าวไกล ประเพณีการค้นหาทาไลลามะดังกล่าวจะยังคงสืบทอดต่อไปได้หรือไม่ เป็นเรื่องที่คาดการณ์ได้ยาก เพราะตำแหน่งทาไลลามะไม่ใช่แค่เพียงผู้นำทางจิตวิญญาณเท่านั้น แต่ยังมีความสำคัญกับการเมืองการปกครองของทิเบตที่จะบ่งบอกว่าทิเบตจะเดินไปในทิศทางใด


อ้างอิง

ชายนิรนาม.  (นามแฝง).  (2554).  ประวัติชีวิตบุคคลสำคัญทางพระพุทธศาสนา ดาไลลามะองค์ที่ 14
แห่งธิเบต (ออนไลน์).  แหล่งที่มา : http://chaiwat201149.blogspot.com/2011/07/14.html .
20 สิงหาคม 2560.

ทวีวัฒน์ ปุณฑริกวิวัฒน์. (2550).  สถานภาพและบทบาทของทาไลลามะ (ออนไลน์).  แหล่งที่มา :
http://www.dhammajak.net/board/viewtopic.php?t=12897 . 20 สิงหาคม 2560.

ประวัติองค์ดาไล ลามะองค์ปัจจุบัน (องค์ที่ 14 แห่งธิเบต) (ออนไลน์).  (2556).   แหล่งที่มา :
http://www.tibetthailand.info/ .  20 สิงหาคม 2560.

อ่านเพิ่มเติม »

คำสอนของพระพุทธเจ้าก่อนปรินิพพาน

โดย มันตรา จำนงค์วงษ์

ท่านเป็นพุทธแท้หรือเปล่า? ท่านยึดถือในพระพุทธศาสนาจริงหรือไม่? หรือยึดถึอแค่เปลือกของพระพุทธศาสนา และสิ่งที่ท่านยึดถือนั้นถูกต้องจริงหรือ?

ปัจจุบันคำสอนพระพุทธเจ้าต่างๆ มีปะปนอยู่มาก และมิใช่คำสอนที่ออกจากพระโอษฐ์ของพระพุทธเจ้าทั้งหมด ซึ่งได้กลายมาเป็นปัญหาในปัจจุบัน กล่าวคือ เพราะเหตุว่าเราไม่ได้ใช้คำตถาคตโดยตรง ศาสนาจะเสื่อมลงไปเรื่อยๆ พระองค์ทรงกล่าวว่า คำสอนที่แต่งขึ้นใหม่ที่ไม่ใช่คำของตถาคต ไม่ควรฟัง มีพระสูตรคือ
"ภิกษุทั้งหลาย ! พวกภิกษุบริษัทในกรณีนี้ สุตตันตะเหล่าใด ที่กวีแต่งขึ้นใหม่เป็นคำร้อยกรองประเภทกาพย์กลอน มีอักษรสละสลวย มีพยัญชนะอันวิจิตร เป็นเรื่องนอกแนว เป็นคำกล่าวของสาวก เมื่อมีผู้นำสุตตันตะเหล่านั้นมากล่าวอยู่ เธอจักไม่ฟังด้วยดี ไม่เงี่ยหูฟัง ไม่ตั้งจิตเพื่อจะรู้ทั่วถึง และจักไม่สำคัญว่าเป็นสิ่งที่ตนควรศึกษาเล่าเรียน"



พระสูตรดังกล่าวมีความสำคัญมาก เนื่องจากพระองค์ได้ชี้ชัดว่าต้องฟังแต่คำของพระองค์เท่านั้น ด้วยเหตุว่าพระพุทธเจ้ามีความสามารถ 3 ประการ ด้านการพูดที่สาวกมิสามารถทำได้นั่นคือ
  1. พระองค์กำหนดสมาธิทุกครั้งด้านการพูด ไม่ให้พลาดแม้แต่คำเดียว
  2. คำของพระพุทธเจ้าสอดรับกันทั้งชีวิต ตั้งแต่ราตรีที่ตรัสรู้ถึงนิพพาน คำไม่มีการขัดแย้งกัน
  3. คำของพระพุทธเจ้าที่ออกจากพระโอษฐ์มาแล้วเป็น อกาลิโก คือเป็นจริงไม่จำกัดกาลเวลา ไม่ว่าเมื่อใดก็ตาม ไม่ว่าจะเมื่อ 2000 ปีที่แล้ว จนถึงปัจจุบัน และเป็นปัจจักตังคือรู้เฉพาะตน  เป็นพยานในตนเองได้ ไม่ต้องอาศัยการเชื่อหรือการฟังตามๆกันมา
พระอาจารย์คึกฤทธิ์ โสตฺถิผโล ได้ให้ความเห็นว่า  เหตุที่ศาสนาพุทธถึงมีการแยกเป็นนิกายต่างๆ มีพิธีกรรมที่แตกต่างกัน จนกลายเป็นว่าชาวพุทธในปัจจุบันกราบไหว้พระพุทธเจ้าแต่กลับไม่รู้จักคำสอนของพระพุทธเจ้าเลย พระพุทธองค์เคยทรงตรัสไว้ว่า ในอนาคตการณ์ที่ภิกษุไม่สนใจคำตถาคต ไม่ศึกษาคำตถาคต จึงไม่มีภิกษุที่ไปถ่ายทอดคำตถาคตให้แก่อุบาสก อุบาสิกาฟัง จึงเป็นเหตุให้ศาสนาเสื่อม คำตถาคตจึงค่อยๆหมดไปจากโลก โดยพระองค์อุปมาเปรียบเหมือนกลองศึกของกษัตริย์ เมื่อตีไปในที่สุดก็แตก จึงเอาเนื้อไม้ใหม่ตีเสริมเข้าไป ทำแบบนี้ทุกคราวไปเนื้อไม้เดิมของตัวกลองก็หมดสิ้นไป ดังเช่นเดียวกัน คำพระพุทธเจ้าก็จะค่อยๆเสื่อมสูญหายไป ถ้าเรามัวแต่ไปสนใจคำสอนที่สาวกหรือใครก็ตามที่แต่งขึ้นมาใหม่
               
คำสอนของศาสนาพุทธเป็นคำสอนเพื่อการหลุดพ้น หลุดพ้นจากการเวียน ว่าย ตาย เกิด เพื่อให้เข้าถึงซึ่งนิพพาน เหตุใดเราถึงต้องเข้าสู่นิพพาน?
             
สังสารวัฏนั้น เป็นเหตุให้สัตว์ทั้งหลายต้องท่องเที่ยวอยู่ในทะเลแห่งทุกข์ ทุกข์จากการเกิด แก่ เจ็บ ตาย มิรู้จบ เมื่อเวียนไปเกิดแล้ว อาจเกิดเป็น เทวดา มนุษย์ กำเนิดเดรัจฉาน เปรตวิสัย ซึ่งเวียนว่ายไปสู่ภพภูมิต่างๆ ตามกรรม ดังนั้นการเกิดใหม่เรื่อยๆจึงเป็นทุกข์ เราจึงต้องสู่สภาวะนิพพานคือการไม่เกิดอีก  ซึ่งมนุษย์นั่นโดยส่วนมากไม่รู้ว่าเมื่อตนเองตายไปแล้วนั้น จะต้องไปเกิดใน นรก กำเนิดเดรัจฉาน เปรตวิสัย หรือไปเกิดในภพภูมิเทวดา ซึ่งการไปเกิดในภพภูมิเทวดานั้นเป็นส่วนน้อย  เกือบทั้งหมดลงอบาย คือ นรก กำเนิดเดรัจฉาน เปรตวิสัย และเมื่อพ้นจากการเทวดาแล้ว ก็ยังจะต้องไปเกิดในอบายอีก พระพุทธองค์ทรงบอกทางที่จะพ้นอบายอย่างถาวร คือไม่ไปเกิดใน นรก กำเนิด เดรัจฉาน เปรตวิสัย อีก  การหลุดพ้นถาวรจากอบายพ้นจากปุถุชนภูมิสู่อริยะ อย่างน้อยที่สุดคือการได้โสดาบัน ดังนั้นจึงควรศึกษาว่าโสดาบันมีคุณสมบัติอย่างไร

โสดาบัน มีจริงหรือไม่ ?
             
โดยพระองค์ได้ตรัสอยู่ในคุณธรรมประเภทโสดาปฏิมรรค ก็คือศรัทธานุสารี คือ คุณธรรมของพระโสดาบันที่พระองค์ตรัสเอาไว้ คือ มีความเชื่อ น้อมไป ว่า ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เป็นของไม่เที่ยงบุคคลเหล่านี้ได้ชื่อว่า บุคคลนั้นเข้าสู่สัมมัตตนิยาม (ระบบแห่งความถูกต้อง) คือก้าวล่วงพ้นปุถุชนภูมิ โดยไม่อาจกระทำกรรมที่เข้าสู่ นรก กำเนิดเดรัจฉานและเปรตวิสัย และไม่ควรจะทำการละ (ความตาย) ก่อนที่จะรู้ให้แจ้งซึ่งปฏิผล

คุณสมบัติของพระโสดาบัน

โดยสามารถพยากรณ์ตนเองได้ตามหลักธรรมที่พระพุทธองค์ทรงบัญญัติเอาไว้
1. ความเลื่อมใสอันหยั่งลงมั่นในพระพุทธ
2. ความเลื่อมใสอันหยั่งลงมั่นในพระธรรม
3. ความเลื่อมใสอันหยั่งลงมั่นในพระสงฆ์
4. มีศีลที่ไม่ทะลุไม่ด่างพร้อย
ถ้าได้ธรรมเหล่านี้ทั้งสี่ประการแล้ว ก็สามารถพยากรณ์ตนว่าเป็นโสดาบันได้
             
สุดท้ายแล้วทุกสิ่งทุกอย่างล้วนเป็นเพียงธาตุตามธรรมชาติเป็นเพียงสิ่งที่อาศัยกันและกันในการเกิดขึ้น นามรูป ตัวธาตุเป็นเหตุให้ปรุงแต่งมาเป็น อายตนะ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ มาจาก ธาตุ ดิน น้ำ ลม ไฟ  มารวมกันเท่านั้น ซึ่งศาสนาพุทธเป็นศาสนาที่ปฏิเสธการมีอยู่ของพระผู้เป็นเจ้าซึ่งต่างจากศาสนาอื่น โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อสอนให้มนุษย์หลุดพ้นจากความทุกข์ทั้งปวง และการอยู่กับความทุกข์โดยการรู้เท่าทันตามความเป็นจริง โดยมีจุดสูงสุดของศาสนาพุทธคือ การหลุดพ้นจากความทุกข์ทั้งปวงและการเวียน ว่าย ตาย เกิด ในสังสารวัฏ


อ้างอิง

นายโกศล ศรีพงษ์พิจิตร. 2559. ดับทุกข์...ด้วยคำสอนของพระพุทธเจ้า.(ออนไลน์).
สืบค้นเมื่อ 25 กุมภาพันธ์ 2559, จาก : http://www.doisai.com/707116/.ดับทุกข์ด้วยคำสอนของพระพุทธเจ้า.

พระอาจารย์ คึกฤทธิ์ โสตฺถิผโล. 2559. พุทธวจน คืออะไร ทำไมต้องศึกษาแต่พุทธวจน.(ออนไลน์). สืบค้นเมื่อ 25 กุมภาพันธ์ 255, จาก : http://faq.watnapp.com/all/89-history-of-buddhawajana/147-05-03-0001.

พระอาจารย์ คึกฤทธิ์ โสตฺถิผโล. 2558. พุทธวจน จะพ้นจากกำเนิด เดรัจฉาน เปรตวิสัยได้อย่างไร.(ออนไลน์). สืบค้นเมื่อ 20 พฤษภาคม 2559, จาก : https://www.youtube.com/watch?v=0G9wnmfVAiI.

พระอาจารย์ คึกฤทธิ์ โสตฺถิผโล. 2557. คุณสมบัติโสดาบันและเหตุปัจจัยเพื่อความเป็นโสดาบัน.(ออนไลน์). สืบค้นเมื่อ 20 พฤษภาคม 2559, จาก : https://www.youtube.com/watch?v=Nmvb9aADh38.

พระอาจารย์ คึกฤทธิ์ โสตฺถิผโล. 2559. พุทธวจน สรุปหลักธรรมสำคัญที่ควรรู้ ทาน ,ศีล, ภาวนา, คุณธรรมโสดาบัน.(ออนไลน์). สืบคืนเมื่อ 23 กุมภาพันธ์ 2559, จาก: https://www.youtube.com/watch?v=gk9oZ5BmiMs.

Watchara Makawan. 2559. คำสอนจากปากพระพุทธเจ้าโดยตรง.(ออนไลน์). สืบคืนเมื่อ 23 กุมภาพันธ์ 2559, จาก:  https://www.youtube.com/watch?v=TEQjzp1Th0E.

อ่านเพิ่มเติม »

พระถังซัมจั้ง

โดย อธิพันธ์  ไชยพันธุ์

พระถังซัมจั้ง เป็นชื่อที่คนไทยคุ้นเคยจากวรรณกรรมเรื่องดังของจีน "ไซอิ๋ว" ซึ่งไม่ได้เป็นเพียงตัวละครที่ถูกสร้างขึ้นเท่านั้น แต่เป็นบุคคลที่มีตัวตนอยู่จริงในพงศาวดารจีน ที่มีอายุอยู่ในช่วงประมาณ ค.ศ. 602-664  ตรงกับรัชสมัยของพระเจ้าถังไท่จง ฮ่องเต้องค์ที่ 2 ของราชวงศ์ถัง

อ่านเพิ่มเติม »