แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ อินเดีย แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ อินเดีย แสดงบทความทั้งหมด

พีธีสตี (Sati)

โดย อาภัสรา เมืองโคตร

ในหลายประเทศที่มีประชากรหลากหลายเชื้อชาติ หลากความคิดและความเชื่อ จึงมีแนวปฏิบัติที่แตกต่างกัน สืบทอดกันมารุ่นต่อรุ่นตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันแต่ ส่วนมากล้วนเกิดมาจาก ความเชื่อเป็นสำคัญ ดังที่จะกล่าวถึงพิธีกรรมหนึ่งที่ปฏิบัติต่อเนื่องกันมาเป็นเวลานานในประเทศอินเดีย คือ พิธีสตี

พิธีสตี เป็นพิธีการที่เผาหญิงหม้ายในกองฟืนพร้อมศพสามีที่เสียชีวิตถึงแม้จะมีหลักฐานที่บันทึกว่า ในสมัยโบราณ พิธีกรรมที่เกี่ยวกับการบูชายัญหญิงหม้ายด้วยไฟเกิดได้เกิดขึ้นในหลายพื้นที่และในหลายกลุ่มชาติพันธุ์แต่พิธีที่สืบทอดมาจนเป็นเป็นที่รู้จักและรับรู้กันโดยทั่วไปในปัจจุบันนั้น คือพิธีสตีในประเทศอินเดีย ซึ่งเป็นพิธีกรรมของศาสนาฮินดูและอาจมีต้นกำเนิดมาจากความเชื่อแต่โบราณ



โดยพิธีสตีนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อชำระบาปให้แก่ทั้งสามีและภรรยาเพื่อความมั่นใจว่าคู่สามีและภรรยาจะได้อยู่ร่วมกันต่อไปในหลุมศพเดียวกัน ในบางครั้งหญิงหม้ายนั้นก็เต็มใจในการเข้าร่วมพิธีแต่บางครั้งก็ถูกคนอื่นบังคับหญิงหม้ายที่ทำพิธีนี้จะถูกยกย่องให้เป็นมหาเทวีสตีมาตา และเรียกพื้นที่ที่ประกอบพิธีว่า สตีสถล (สตีสะถะละ) แล้วสร้างโบสถ์หรือวัดเพื่อให้ประชาชนกราบไหว้บูชา

ชาวอินเดียเชื่อว่าพิธีนี้ได้เริ่มมาจาก รานีองค์หนึ่ง ชื่อนารยารานี เทวี ชายาของตันธัน ดัส ผู้เสียชีวิตเพราะสุลต่านแห่งแคว้นฮีสสา ซึ่งอยากได้ม้ามงคลเลยแย่งด้วยการสังหารสวามีของ นารยารานี นางเสียใจมากเลยยอมตายพร้อมสวามีด้วยการกระโดดเข้ากองเพลิงจากนั้นก็ได้มีประชาชนเลียนแบบทำตามมาเรื่อยๆและได้ตั้งชื่อนางว่า Rani Sati แต่จากการขุดค้นของนักโบราณคดี ที่ขุดพบโครงกระดูกมนุษย์โบราณเมื่อปี 1978 ที่ตำบลหาดาห์  รัฐอุตตรประเทศ ทำให้รู้ว่าพิธีสตีมีมานานเป็นหมื่นปีแล้ว พิธีสตีเป็นพิธีใช้ป้องกันเวลาที่สามีตายอย่างปัจจุบันทันด่วนภรรยาก็ควรจะตายด้วยเพราะสมัยนั้นคิดว่าภรรยาชอบวางยาพิษสามีมากและทำให้พิธีสตีมารุ่งเรืองสุดขีดในระหว่างคริสต์ศตวรรษที่ 13-15 ที่เมืองวิชัยนาก้า



พิธีสตีมี 2 ประเภทคือ

1.  สหมรณะ   ฆ่าตัวตายตามวันที่เผาศพสามี

2.  อนุมรณะ   ฆ่าตัวตายตามวันหลังในกรณีที่อยู่คนละเมืองไม่สะดวกแม่หรือพี่สาวน้องสาวก็ทำนิยมทำสตีตามลูกชายพี่ชายเหมือนกัน

การเผาตัวตายตามสามีของภรรยาผู้ซื่อสัตย์จะแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือ

กลุ่มหญิงที่มีฐานะต่ำต้อย

หญิงที่มีฐานะต่ำต้อยเมื่อศพของสามีนางจะถูกนำมาเผาที่กลางแจ้งนอกเมืองซึ่งมีกองไฟกองใหญ่ก่อไว้ ขณะที่ซากศพกำลังถูกเผาอยู่นั้นภรรยาของเขาจะกระโจนเข้าไปในกองไฟด้วยความเต็มใจและถูกเผาตายตามไปด้วย

กลุ่มหญิงผู้ทรงเกียรติและมีทรัพย์สินมากมาย

หญิงที่มีเกียรติและมีทรัพย์สินมากหญิงกลุ่มนี้จะมีพิธีที่แตกต่างออกไปเมื่อสามีของหญิงคนนั้นได้ตายไป ญาติพี่น้องของเธอจะไปยืนรอที่หลุมฝังศพที่มีความลึกเท่าความสูงของผู้ชายและใส่เครื่องหอมลงไปจากนั้นก็นำศพวางลงไปและจุดไฟเผาและถ้าภรรยาของผู้ตายที่ต้องการให้เกียรติผู้ตายจะถามกำหนดวันเวลาแน่นอนของวันที่ตนจะถูกนำไปเผาร่วมกับผู้ตาย

จากนั้นบรรดาญาติพี่น้องของหญิงหม้ายและสามีจะให้เกียรติแก่การกระทำของเธอและจัดงานเลี้ยงต้อนรับอย่างสนุกสนานเมื่อทุกคนมาพร้อมเพรียงกันจะร่วมสนุกกันและร่วมกันปลอบโยนหญิงหม้ายเธอจะมอบทรัพย์สินที่มีอยู่ให้แก่พี่น้องและเพื่อนฝูงที่มาร่วมงาน

เมื่อถึงวันเวลาที่กำหนดแล้วหญิงคนนั้นจะแต่งกายอย่างสวยงามและหรูหราที่สุดประดับอัญมณีล้ำค่า  ส่วนทรัพย์สินที่เหลือเธอจะแบ่งให้แก่ลูกหลานญาติพี่น้องและเพื่อนๆจากนั้นเธอก็จะขึ้นนั่งบนหลังม้า สำหรับม้าที่ใช้ในพิธีจะต้องเป็นม้าสีเทาหรือสีขาวที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้เพื่อจะทำให้หญิงหม้ายดูสง่างามที่สุด

จากนั้นจะพาเธอผ่านไปรอบเมือง ปลอบโยนเธอไปตลอดทาง จนกระทั่งถึงบริเวณที่สามีเธอจะถูกเผา  ณ หลุมศพเดียวกับสามีของเธอจะมีผู้นำเอาฟืนมาวางไว้เพื่อจุดไฟกองโตและรอบๆบริเวณจะตั้งห้างล้อมไว้มีบันไดทางขึ้น 3-4 ขั้น จากนั้นหญิงหม้ายจะเดินขึ้นไปบนห้างนั้นทั้งๆที่สวมอัญมณีและเสื้อผ้า เดินวนรอบห้าง 3 รอบ  และยกมือชูขึ้นไปบนท้องฟ้า ทำความเคารพไปทางทิศตะวันออก 3 ครั้ง เมื่อเสร็จแล้วเธอจะเรียกญาติพี่น้องและเพื่อนมาหา และแจกอัญมณีในตัวเธอให้พวกเขาระหว่างนั้นจะมีการแสดงความสนุกสนานเหมือนกับว่าหญิงคนนั้นไม่ใช่ผู้ที่จะเดินไปสู่ความตายหลังจากการแจกอัญมณีที่สวมใส่ทั้งหมดแล้วจะเหลือเพียงผ้าชิ้นเล็กๆปิดคลุมร่างกายท่อนล่างของหญิงหม้ายจากเอวลงมา

ต่อมาเธอจะกล่าวแก่บรรดาผู้ชายว่า “ ดูกรท่านชายทั้งหลาย พวกท่านเป็นหนี้บุญคุณภรรยาท่านมากเพียงใดภรรยาผู้เต็มใจที่จะเผาตนเองตายตามสามีไปด้วย  จากนั้นเธอจะกล่าวแก่บรรดาผู้หญิงว่า “ดูกรแม่หญิงทั้งหลายพวกท่านเป็นหนี้บุญคุณของสามีท่านมากเพียงใดด้วยเหตุนี้ขอจงได้ตามเขาไป แม้กระทั่งยามตายเถิด”                   

หลังจากนั้นบรรดาญาติมิตรจะมอบเหยือกสองหูที่บรรจุน้ำมันให้หญิงผู้นั้นและเธอจะนำเหยือกนั้นมาวางบนศีรษะของตนพร้อมกับสวดมนต์ไปด้วยและจากนั้นหญิงผู้นั้นก็เดินบนห้างวนรอบหลุมศพ 3 รอบ ทำความเคารพไปทางทิศตะวันออก เสร็จแล้วก็โยนเหยือกน้ำมันลงไปในหลุมไฟ พร้อมกับกระโจนตามเหยือกน้ำมันไปญาติพี่น้องของผู้หญิงคนนั้นซึ่งเตรียมเหยือกและหม้อบรรจุน้ำมัน เนยเหลวและฟืนไว้พร้อมแล้วก็จะโยนของเหล่านั้นตามไปทันทีเพื่อให้ไฟไหม้อย่างรุนแรงและร่างของผู้หญิงคนนั้นก็จะได้กลายเป็นเถ้าถ่านไปโดยเร็วหลังจากนั้นบรรดาญาติพี่น้องจะเก็บเถ้าถ่านที่เหลือโยนไปในน้ำ


An 18th-century painting depicting sati

พิธีสตีค่อย ๆ เสื่อมลง และถูกระงับโดยชาวอังกฤษที่มายึดครองอินเดีย ข้าหลวงใหญ่อังกฤษที่ประจำที่อินเดีย ชื่อนายพล ลอร์ด วิลเลียม เบนทิงค์ ซึ่งเป็นนักปฏิรูปด้านมนุษยธรรมได้ตรากฎข้อบังคับขึ้นว่า "การประกอบพิธีสตีหรือการเผาฝังสตรีม่ายชาวฮินดูทั้งเป็นนั้นเป็นสิ่งผิดกฎหมาย" แม้ว่าจะมีการออกกฎหมายและข้อห้ามในการทำพิธีสตีแต่ก็ยังคงมีการลักลอบประกอบพิธีสตีขึ้นตามชนบทที่ห่างไกลซึ่งมักจะเป็นการลักลอบประกอบพิธีของพวกราชบุตรซึ่งยังคงยึดมั่นในขนบธรรมเนียมประเพณีแบบเก่านั่นเอง จักรวรรดินิยมอังกฤษได้ตรากฎหมายเพื่อล้มเลิกพิธีสตีในอินเดียไปตั้งแต่ ค.ศ. 1829 แต่ในทางปฏิบัติก็ยังไม่อาจล้มล้างพิธีนี้ให้หมดไปได้อย่างสิ้นเชิงมีการบันทึกสถิติว่าในช่วงหลังได้รับเอกราชจากอังกฤษจนกระทั่งถึงช่วงกลางทศวรรษ1980 มีการกระทำพิธีสตีประมาณ 40 ครั้ง

ดังนั้นจะเห็นได้ว่าแต่ละภูมิประเทศและแต่ละพื้นที่ก็มีความเชื่อที่แตกต่างกันไปจากความเชื่อได้กลายมาเป็นพิธีกรรมและได้มีการปฏิบัติตามความเชื่อนั้น ดังเช่นตัวอย่างที่กล่าวมาข้างต้นเรื่องของพิธีสตีที่หญิงม้ายต้องกระโดดลงในกองไฟตามสามีที่ตายไปนั้นเป็นความเชื่อและเราถ้ามองในมุมมองของกลุ่มคนที่เขาปฏิบัติก็จะมองว่าเป็นสิ่งที่ดีที่ภรรยาได้แสดงความรักต่อสามีที่ตายก็ตายตาม ทำให้เราได้เห็นว่าในพื้นที่เขาอยู่นั้นผู้ชายจะเป็นใหญ่มากกว่าผู้หญิง หลายคนอาจจะมองว่าเป็นเรื่องที่โหดร้ายและอาจรับไม่ได้ ในมุมมองของเรามองอาจเป็นเพราะเนื่องจากแต่ละการดำรงชีวิตนั้นไม่เหมือนกันไม่ว่าจะเป็นทางด้านศาสนา สังคม และสภาพแวดล้อมที่เรานั้นอยู่  ทุกอย่างล้วนมีปัจจัยในการหล่อหลอมความคิดของคน ความเชื่อและการปฏิบัติเป็นสิ่งที่เป็นเรื่องละเอียดอ่อนมากเราก็ไม่ควรไปว่าหรือกล่าวหาบอกว่าเป็นสิ่งไม่ดีเพราะเราไม่สามารถไปห้ามหรือเปลี่ยนความคิดความเชื่อของใครได้ เพราะขนาดมีกฎหมายที่ออกมาห้ามอย่างชัดเจนก็ยังมีการปฏิบัติอยู่ นั่นก็เพราะเนื่องมาจากความเชื่อที่เขาถูกปลูกฝังกันมานานถ้าเราไม่เห็นด้วยก็แค่ไม่ไปปฏิบัติตาม ดังนั้นเราควรต้องมีวิจารญาณในการศึกษาหรือการค้นคว้าในเรื่องต่างๆแสดงความคิดเห็นในสิงที่เป็นกลาง


อ้างอิง

จิตนภา ศาตะโยธิน(ฉัตรบงกช ศรีวัฒนสาร).  (2553).  สตี : พิธีบูชายัญตนเองของหญิงหม้ายในอินเดีย.   สืบค้นเมื่อ 14กันยายน, 2561, จาก : http://siamportuguesestudy.blogspot.com/2010/11/blog-post.html

Pestle.  (2551).  สตี พิธีสยองขวัญของอินเดีย. สืบค้นเมื่อ 14 กันยายน, 2561, จาก: https://talk.mthai.com/inbox/78929.html

วิสุทธ์ บุษยกุล. (ม.ป.ป.) วิสุทธนิพนธ์. กรุงเทพฯ: โอเดียนสโตร์. 2

สุนทร ณ รังสี. (2545). ปรัชญาอินเดียและลัทธิ.(พิมพ์ครั้งที่ 3).กรุงเทพฯ:จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

อ่านเพิ่มเติม »

เทศกาลดิวาลี (Diwali) ในประเทศอินเดีย

โดย ปรียานันท์ จันไตร

คนไทยส่วนใหญ่อาจจะเคยชินกับเทศกาลฉลองปีใหม่ซึ่งนับวันที่ 1 มกราคมตามปีปฏิทินเป็นวันขึ้นปีใหม่ตามแบบชาวตะวันตก หรือคุ้นเคยกับการเฉลิมฉลองการขึ้นปีใหม่ไทยด้วยการรดน้ำดำหัวผู้ใหญ่ในเทศกาลสงกรานต์ หรือการไหว้พระขอพรตามศาลเจ้าต่างๆ สำหรับปีใหม่จีนในช่วงวันตรุษจีน แต่รู้หรือไม่ว่าชาวอินเดียที่นับถือศาสนาฮินดูก็มีการเฉลิมฉลองเทศกาลปีใหม่เช่นกันและยิ่งใหญ่อลังการไม่แพ้เทศกาลอื่นๆ โดยเทศกาลนี้มีชื่อว่า ดิวาลี หรือดีปาวาลี



เทศกาลสำคัญของชาวฮินดูถือว่าเป็นทั้งวันปีใหม่ของอินเดีย และเป็นวันบูชาพระแม่ลักษมีเทวีด้วย  มักจะมีขึ้นประมาณเดือนตุลาคมหรือพฤศจิกายนของทุกๆ ปี (ตรงกับช่วงหลังออกพรรษาของบ้านเรา)  โดยวันนี้นับว่าเป็นวันที่มีความสำคัญมากที่สุดในปฏิทินของชาวฮินดูและจัดเป็นเทศกาลที่เฉลิมฉลองอย่างสนุกสนานที่สุดด้วย

เทศกาลดีวาลี (Diwali) หรือ ดีพาวลี (Deepavali) จะเรียกแบบที่หนึ่งหรือที่สองก็ได้ มี หมายความว่า แถวแห่งตะเกียงเป็นเทศกาลแห่งการประดับไฟของชาวฮินดู ชาวอินเดียส่วนใหญ่เชื่อกันว่า พระนางลักษมี เทวีแห่งความมั่งคั่ง จะเสด็จลงมาเยี่ยมเยือนทุกบ้านเพื่อนำพาโชคลาภมาให้ เทศกาลดิวาลี จึงถือว่าเป็นวันขึ้นปีใหม่ของชาวฮินดูผู้คนจะทำความสะอาดบ้าน เพราะเชื่อว่าพระนางจะไปเยือนบ้านที่สะอาดที่สุดเป็นแห่งแรก

และยังความเชื่ออีกว่า เป็นวันประสูติของพระมหาลักษมี และเป็นวันฉลองชัยที่ พระกฤษณะ เอาชนะนรกสูร เนื่องจากอสูรตนนี้อาศัยอยู่ในความมืด และเมื่อใดก็ตามมีผู้จุดตะเกียงเพื่อใช้แสงสว่างเมื่อนั้นนรกสูรจะโดนสังหาร เมื่อพระกฤษณะทรงรับรู้ถึงเรื่องราวต่างๆ จึงฆ่าอสูรเสีย ดังนั้นจึงเชื่อว่าการจุดประทีบ เป็นการขับไล่นรกอสูร หรือสิ่งไม่ดีต่างๆ และเป็นการอัญเชิญ พระกฤษณะ หรือ เทพเจ้าต่างๆ (สิ่งดี)เข้ามาช่วยปัดเป่าสิ่งไม่ดีต่างๆ ออกไป ดิวาลีเป็นวันที่พระจันทร์เต็มดวงนั่นหมายถึงเป็นวันแห่งความสุกสว่างของแสงจันทร์ พระจันทร์เต็มดวงในวันดีปาวาลีนี้ถือเป็นการเต็มดวงครั้งแรกของปีใหม่ เรียกว่า "การติก อมาวาสยา"  แม้ในความมืดแสงจันทร์ยังสว่างเฉิดฉายก็มิต้องเกรงกลัวภยันตรายใดๆ มาแผ้วพาน การบูชาพระแม่ลักษมีในวันพระจันทร์เต็มดวงจึงเป็นการระลึกถึงพระคุณแห่งแสงจันทร์ด้วย
                             


ทั้งนี้นอกจากตะเกียงน้ำมันใบเล็กผู้คนจำนวนมากนิยมวาดภาพสัญลักษณ์รังโกลีด้วยแป้งหลากสีสันและดอกไม้ไว้ที่ประตูทางเข้าบ้าน ตกแต่งบ้านเรือนของพวกเขาอย่างสวยงามด้วยไฟกระพริบบ้างด้วยดิยาบ้าง มีการเล่นดอกไม้ไฟอย่างสนุกสนานในตอนกลางคืนและเป็นช่วงเวลาที่หาซื้อของขวัญโดยเฉพาะขนมหวานและผลไม้แห้งมาแลกเปลี่ยนกันระหว่างเพื่อนฝูงญาติพี่น้องและเพื่อนบ้าน เทศกาลนี้มีความเกี่ยวข้องกับไฟดังนั้นจึงมีชื่อเรียกอีกอย่างว่า เทศกาลแห่งแสงไฟ (The Festival of Lights)

เมื่อถึงเทศกาลทุกบ้านเรือนจะมีการจุดบูชาไฟโดยใช้ตะเกียงดินเผาใบเล็กทำเป็นภาชนะ หรือเรียกกันในชื่อว่า ดิยา (Diya) ซึ่งเป็นตะเกียงดินเผาใบเล็กที่ใช้น้ำมันเนย หรือน้ำมันพืชเป็นเชื้อเพลิงมีฝ้ายหรือสำลีเป็นไส้ตะเกียงและดิยานี้ถือเป็นสัญลักษณ์ของเทศกาลดิวาลีอีกด้วย ผู้คนจึงนิยมซื้อหามาจุดกันในทุก ๆ ที่ของบ้าน ไม่ว่าจะเป็นหลังคาบ้าน ห้องรับแขกห้องครัว แม้แต่ในห้องน้ำ รวมถึงมีการเล่นดอกไม้ไฟกันด้วยและอีกอย่างคือรวมทั้งยังนิยมแขวนดอกไม้และใบมะม่วงไว้ตามประตูและหน้าต่าง เพื่อต้อนรับสิ่งดีงาม ความสุข ความเจริญ และความรุ่งเรืองเข้ามาภายในบ้านอีกด้วย

และในช่วงเวลาดังกล่าวนี้ ชาวอินเดียจำนวนมากจะสวมเสื้อผ้าชุดใหม่และซื้อเสื้อผ้าชุดใหม่ให้กับสมาชิกในครอบครัวมีการแลกเปลี่ยนของขวัญ เลี้ยงอาหาร และแจกขนมหวานนานาชนิด ให้กับทั้งคนในครอบครัว เพื่อนบ้าน และมิตรสหายผู้มาเยี่ยมเยือน พร้อมจุดพลุ ประทัด ดอกไม้ไฟกันอย่างสนั่นหวั่นไหว โดยเชื่อว่าจะเป็นการขับไล่สิ่งชั่วร้ายและสิ่งอัปมงคลให้หมดไป จึงไม่น่าแปลกใจว่าทำไมเด็กๆจึงชอบเทศกาลนี้เป็นอย่างมาก

เทศกาลดีวาลีจึงเป็นเทศกาลแห่งความสนุกสนานและเป็นที่ชื่นชอบของเด็กๆ มากเลยทีเดียวและไม่เฉพาะแต่ชาวฮินดูในประเทศอินเดียเท่านั้นที่เฉลิมฉลองเทศกาลนี้ ทั้งเชน ซิกข์ รวมทั้งศาสนาอื่นๆ ทั่วอินเดียก็มีส่วนร่วมกันอย่างสนุกสนานในเทศกาลนี้ด้วยกัน ก็ขอให้เทศกาลแห่งแสงไฟนี้นำความสว่างสดใส และร่ำรวยมั่งคั่ง มาสู่ชีวิตของทุกคน


อ้างอิง

ตินัย นุตกุล. (2555) ดิวาลี : เทศกาลแห่งแสงสว่าง. (ออนไลน์). สืบค้นเมื่อ 5 กุมภาพันธ์ 2561,  จาก: http://newdelhi.thaiembassy.org/th

เทศกาลบูชาพระแม่ลักษมี และวันปีใหม่ของอินเดีย. (ออนไลน์).  สืบค้นเมื่อ 8 กุมภาพันธ์ 2561, จาก:  https://kamonwanfong.wordpress.com

เทศกาลและวันสำคัญของอินเดีย. (ออนไลน์). สืบค้นเมื่อ  8 กุมภาพันธ์ 2561,  จาก: https://learningpune.org/india-
อ่านเพิ่มเติม »

คัมภีร์ “พระเวท” มหาคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์แห่งฮินดู

โดย  วิรุฬห์ นาทะยัพ

ศาสนาฮินดูถือว่าเป็นศาสนาที่มีความเชื่อเกี่ยวกับเหล่าเทพเจ้าทั้งหลาย มีพิธีกรรมมนตราอันศักดิ์สิทธิ์ประกอบกับหลักประพฤติตนเพื่อให้บรรลุจุดสูงสุดของศาสนานั้นก็คือ “โมกษะ” ซึ่งสิ่งชี้แนะที่จะทำให้ถึงจุดนั้นก็คือ “พระเวท”

คัมภีร์พระเวทเป็นแหล่งกำเนิดของปรัชญาอินเดียทุกแขนง พระเวทแบ่งออกเป็น 3 ได้แก่ ฤคเวท สามเวท ยชุรเวท ในเวลาต่อมาก็เกิดอถรวเวท หรืออถรรพเวทเพิ่มเข้ามา แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังเรียกว่า ไตรเพท หรือพระเวท 3 ตามเดิม ชาวฮินดูถือว่าพระเวทเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ไม่มีข้อผิดพลาดเพราะว่าพระเจ้าได้ประทานให้มนุษย์โดยตรง



ต้นกำเนิดนั้นเชื่อกันว่าพวกฤาษีได้ไปบำเพ็ญเพียรในป่า แล้วได้ยินเสียงซึ่งเชื่อว่าเป็นพระสุรเสียงของพระพรหมธาดาได้ถ่ายทอดพระเวทแก่เหล่าฤาษีนั้น จึงได้มีการเล่าต่อกันมาเรียกว่า ศรุติ แปลว่าเรื่องที่ได้ยินได้ฟังกันมา ศาสตราจารย์ ดร.ราธกฤษณัน อดีตประธานาธิบดีอินเดีย สันนิษฐานว่าน่าจะเกิดช่วง 1,000 - 100 ปี ก่อน พ.ศ. เพราะในคัมภีร์พระพุทธศาสนาในครั้งพุทธกาลมีกล่าวถึงไตรเพท แต่ยังไม่ปรากฏอถรวเวทซึ่งน่าจะเกิดขึ้นภายหลังนั้น เนื้อหาของพระเวททั้ง 4 มีดังนี้

ฤคเวท ประกอบด้วยมันตระหรือบทสวดสรรเสริญเทพเจ้าทั้งหลาย ว่าแต่ละพระองค์มีความสำคัญอย่างไร มีคุณสมบัติอย่างไร และในบรรดาเทพเจ้าทั้งหลาย พระสาวิตรี พระวรุณะ พระอินทร์ และพระยม เป็นเทพเจ้ารุ่นแรกสุดในสมัยพระเวท เมื่อสวดสรรเสริญเหล่าเทพเจ้าจบ ก็อัญเชิญให้เสด็จมาทรงเป็นประธานในพิธีกรรมบูชายัญ ฤคเวท เป็นบทร้อยกรอง เป็นคำฉันท์ มีถึง 1,017 โศลก

สามเวท ว่าด้วยบทสวดทำนองเสนาะเพื่อขับกล่อมเทพเจ้าที่เสด็จมาถึงมณฑลพิธีบูชายัญ คำว่า สามะ แปลว่า เพลง หรือขับร้องทำนองเสนาะ ซึ่งมาจากฤคเวทแต่ตัดเอามาเป็นบทสั้นๆเพื่อให้เทพเจ้าพอพระทัย ควบคู่ไปกับการถวายน้ำโสมให้ทรงดื่ม

ยชุรเวท กล่าวถึงขั้นตอนพิธีกรรมในการบูชายัญบวงสรวงสังเวย ซึ่งก็นำมาจากฤคเวทอีกเช่นกัน เพียงแต่นำมาบางตอนดัดแปลงให้เป็นบทร้อยแก้ว เพื่อให้เหมาะกับการกล่าวเซ่นสังเวย และยชุร นั้นแปลว่าร้อยแก้ว

อถรวเวท หรือ อถรรพเวท ว่าด้วยเวทมนตร์ที่นำไปใช้ตามจุดประสงค์ต่างๆ เช่น ทำลายศัตรูให้ย่อยยับ แก้เสนียดจัญไร หรือนำโชคดีมีชัยมาให้แก่ตน เป็นต้น

และนอกจากจะแบ่งพระเวทออกเป็น 4 ดังข้างต้นแล้ว แต่ละพระเวทก็ไม่ได้มีเฉพาะเรื่องใดเรื่องหนึ่งเท่านั้น แต่จะประกอบไปด้วยอีก 4 เรื่อง ได้แก่

มันตระ  บทสำหรับสรรเสริญเทพเจ้า คัมภีร์ที่รวบรวมมันตระเข้าด้วยกันเรียกว่า สัมหิตา ดังนั้นในคัมภีร์ฤคเวทเรียกว่า ฤคสัมหิตา ในคัมภีร์สามเวทเรียกว่า สามสัมหิตา ในคัมภีร์ยชุรเวทเรียกว่า ยชุรสัมหิตา และในคัมภีร์อถรรพเวทก็เรียกว่า อถรรพสัมหิตา

พราหมณะ ขั้นตอนในการประกอบพิธีกรรมบูชายัญ เป็นคำอธิบายมันตระอีกทีหนึ่งว่า บทสวดสดุดีใด ควรใช้ในที่ใด เมื่อใด มีระเบียบทำอย่างไร เป็นต้น

อารัณยกะ เรื่องละเอียดนุ่มลึก ควรที่จะไปใช้ความคิดเพื่อวิเคราะห์พิจารณาในที่สงบ เช่น ในป่า เป็นต้น เช่น เรื่องปรมาตมัน อาตมัน มายา อวิชชา สังสารวัฏ และโมกษะเป็นต้น
อุปนิษัท ปรัชญาที่ได้จากการขบคิดในป่า

นอกจากพระเวทที่เกิดจากศรุติหรือได้ยินได้ฟังมาแล้ว ยังมีอีกส่วนหนึ่งนั้นก็คือสมฤติ ซึ่งเป็นคัมภีร์ที่แต่งเพิ่มเข้ามาในภายหลังเพื่ออธิบายความ หรือประกอบพระเวท ซึ่งได้แก่
มหากาพย์ ซึ่งมี 2 เล่ม คือ รามายณะ และมหาภารตะ                                                                         

รามายณะ เป็นเรื่องราวการทำสงครามระหว่างพระรามซึ่งเป็นอวตารของพระนารายณ์ กับทศกัณฐ์ เพื่อตามนางสีดา พระชายาของพระรามที่ถูกทศกัณฐ์ลักพาตัวมา แต่งโดย ฤาษีวัลมีกิ


พระราม นางสีดา พระลักษณ์ และหนุมานในรามายณะของอินเดีย
ที่มา : http://www.findmessages.com/l          

มหาภารตะ เชื่อว่าเป็นเรื่องราวสงครามครั้งใหญ่ที่สุดของอินเดีย ณ ทุ่งกุรุเกษตร ระหว่างพี่น้องตระกูลเการพกับตระกูลปาณฑพ แต่งโดย ฤาษีเวทวยาส หรือพระกฤษณะ


สงคราม ณ ทุ่งกุรุเกษตร

คัมภีร์ปุราณะ เรื่องราวตำนานเทพเจ้า การบูชาเทพเจ้าต่างๆที่มีมาตั้งแต่สมัยพระเวท

คัมภีร์พระธรรมศาสตร์ ว่าด้วยกฎหมาย ระเบียบแบบแผนการปฏิบัติของชาวฮินดู ตลอดจนแนวในการครองชีวิต อาทิ ระบบวรรณะ หลักธรรม 10 ประการ เป็นต้น

คัมภีร์ตันตระ เน้นหนักไปในด้านของไสยศาสตร์และเวทย์มนต์คาถา เป็นการสนทนาระหว่างพระศิวะเจ้า กับพระนางทุรคาเทวี ซึ่งคัมภีร์นี้ก่อให้เกิดลัทธิศักติ หรือการบูชาเทพฝ่ายสตรีบรรดาชายาของเหล่าเทพเจ้า เช่น พระอุมา พระลักษมี พระสุรัสวดี เป็นต้น


พระศักติ ซึ่งเป็นการรวมภาคของพระอุมา พระลักษมี และพระสุรัสวดี
ที่มา : http://baanjompra.com/

คัมภีร์อุปเวท ศึกษาทำหน้าที่เป็นนักรบ แพทย์ และนักแสดง

คัมภีร์ภควัทคีตา เป็นส่วนหนึ่งของมหากาพย์มหาภารตะในตอนที่พระกฤษณะปลุกใจอรชุนให้มีกำลังใจในการรบกล่าวถึงปรัชญา ศาสนา และจริยศาสตร์  เป็นปรัชญาที่ประสานความรู้ กรรม และความภักดีต่อพระเจ้าเข้าด้วยกัน กล่าวถึงการเข้าถึงโมกษะ

คัมภีร์พระเวทถือเป็นจุดกำเนิดของบรรดาปรัชญาทั้งหมดของอินเดีย ซึ่งได้เผยแพร่ไปทั่วทั้งเอเชียรวมถึงประเทศไทยก็ได้รับอิทธิพลมาเป็นอันมาก ดังนั้นการศึกษาพระเวทจึงเป็นสิ่งที่ทำให้เกิดความเข้าใจเกี่ยวกับบริบทสังคมของคนฮินดูหรือของคนไทยเองในยุคสมัยปัจจุบันที่ได้รับอิทธิพลมาตั้งแต่อดีตกาลจนฝังลึกเป็นรากเหง้า อีกทั้งความลึกลับน่าค้นหายังเป็นเสน่ห์ของคัมภีร์พระเวทก็ยังคงความท้าทายสำหรับผู้ที่ศึกษาเกี่ยวกับปรัชญาดินแดนภารตะเป็นอย่างมาก จึงไม่น่าแปลกที่คนฮินดูจะยังให้ความเคารพและนับถือพระเวทว่าเป็นคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์แม้จะผ่านกาลเวลามาเนิ่นนานจนถึงปัจจุบัน


อ้างอิง

กรุณา-เรืองอุไร กุศลาสัย. (2537). ภารตวิทยา. พระนคร: ศยาม.

ฟื้น ดอกบัว. (2555). ปวงปรัชญาอินเดีย. พระนคร: ศยาม.

สุนทร ณ รังษี. (2530). ปรัชญาอินเดีย : ประวัติและลัทธิ.  พระนคร: จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.




อ่านเพิ่มเติม »

อินทิรา คานธี (Indira Gandhi) สตรีบันลือโลก

โดย วาทณี มีระหงษ์

หากจะกล่าวถึงบทบาท สิทธิและเสรีภาพของสตรีในอดีต คงจะมีไม่มากนักหรือถูกจำกัดอยู่ในวงที่สังคมจัดวางไว้ให้ เพียงเพราะพละกำลังไม่เท่าเทียมเพศชายบวกกับเหตุผลประการอื่นเพิ่มเติม จึงเกิดทัศนคติว่า "ผู้ชายเป็นช้างเท้าหน้า ผู้หญิงเป็นช้างเท้าหลัง" ผู้หญิงเป็นเพียงผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาเท่านั้น แต่ปัจจุบัน สังคมได้ปรับเปลี่ยนทัศนคติเหล่านี้ เปิดโอกาสให้ผู้หญิงมีบทบาท สิทธิเสรีภาพทางความคิดในหลาย ๆ ด้าน เป็นปัจจัยทำให้ผู้หญิงเริ่มมีอิทธิพลเหนือบุรุษเพศ เริ่มมีผู้นำการบริหารและการปกครองด้วยศักยภาพที่ทัดเทียมกับเพศชาย จนสามารถก้าวขึ้นมาดำรงตำแหน่งผู้นำทางการเมืองที่เข้มแข็ง แข็งแกร่ง ดังเช่นเธอคนนี้ "อินทิรา คานธี - สตรีบันลือโลก"

นางอินทิรา คานธี (IndiraPriyadasini Gandhi ) หรือชื่อเดิมว่า "อินทิราปรียาทาสินีเนห์รู" อดีตนายกรัฐมนตรีหญิงของอินเดียเกิดเมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 1917 ที่เมืองอัลฮาบัดทางตอนเหนือของอินเดียเป็นบุตรสาวคนเดียวของอดีตนายกรัฐมนตรีคนแรกของอินเดีย "ยวาหระวาลเนห์รู" และนางกามาลาคอล
อินทิรา    คานธี สำเร็จการศึกษาระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษาจากโรงเรียนปาถะ ภวนะ (Patha Bhavana) และเข้ารับการศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยซัมเมอร์วิลล์ เมืองออกซ์ฟอร์ด ( Summerville College) แต่ก็ไม่ได้สำเร็จการศึกษา



นามสกุล "คานธี" ของเธอไม่ได้มีความเกี่ยวข้องทางสายเลือดกับมหาตะคานธีแต่มาจากการสมรสกับนายเฟโรซีคานธีหนุ่มเชื้อสายเปอร์เซียและมีบุตรชายสองคนคือราชีพและสัญชัย คานธีซึ่งต่างก็ดำเนินกิจกรรมทางการเมืองต่อจากอินทิรา โดยเฉพาะราชีฟ คานธี ซึ่งในเวลาต่อมาเขาก็ได้ขึ้นครองตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของอินเดีย  ส่วนสัญชัย ได้เสียชีวิตจากเหตุเครื่องบินตกในปี 2523

ประวัติการทำงานของอินทิราเริ่มต้นจากการเป็นเลขานุการให้กับเนห์รูนายกรัฐมนตรีคนแรกของอินเดียพ่อของเธอหลังจากที่พ่อของเธอได้ขึ้นครองตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ทำให้เธอได้เรียนรู้ทักษะการเป็นผู้นำทางการปกครองของอินเดียจากการช่วยทำงานที่ทำเนียบและร่วมเดินทางไปต่างประเทศหลังจากที่พ่อของเธอได้เสียชีวิตลงเธอก็ได้รับการแต่งตั้งเป็นสมาชิกราชยสภาและทำหน้าที่เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสารสนเทศและการออกอากาศ ในรัฐบาลของนายลัลบาฮาดูร์ชาตรีนายกมนตรีคนที่ 2 ของอินเดียซึ่งเสียชีวิตด้วยโรคหัวใจต่อมาอินทิราก็ได้รับคัดเลือกเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 3 ของอินเดีย

ในระหว่างที่เธอดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเธอก็ได้ขึ้นแท่นเป็นนายก ฯ ที่ได้รับที่ได้รับความนิยมสูงสุดเมื่ออินเดียชนะสงครามต่อต้านปากีสถาน,การปฎิวัติสีเขียวในอินเดีย และผลงานอีกมากมายที่สนับสนุนให้ชื่อเสียของเธอเป็นที่กล่าวขวัญกันอย่างล้มหลามว่าเธอเป็นผู้นำหญิงที่เด็ดเดี่ยวและฉลาดหลักแหลมที่สุดแต่ในปี1974 สภาสูงสุดของอัลลาฮาบัดจับได้ว่าเธอทุจริตจึงเป็นเหตุให้เธอต้องถูกถอดถอนออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และห้ามการลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นเวลาหกปี


ที่มา: https://www.quora.com/

ในปี 1980 เธอได้กลับเข้ามาสู่เก้าอี้นายกรัฐมนตรีอีกครั้ง แต่เกิดเหตุการณ์ความขัดแย้งระหว่างชาวอินเดียที่นับถือศาสนาซิกข์และฮินดูเนื่องจากผู้นำของซิกข์กล่าวว่า ชาวซิกข์มีอำนาจอธิปไตยและเป็นชุมชนที่ปกครองตนเองกลุ่มชาวซิกข์ต้องการเรียกร้องให้มีการจัดตั้งรัฐซิกข์ขึ้นมาในอินเดียเหนือ ในอาณาบริเวณตั้งแต่รัฐปัญจาบพื้นที่บางส่วนของรัฐหรยาณารัฐหิมาจัลประเทศดินแดนสหภาพจันฑีครห์และรัฐราชสถานคำกล่าวนี้ได้สร้างความไม่พอใจให้กับรัฐบาลอินเดียเป็นอย่างมากเนื่องจากรัฐบาลทองว่าเป็นความต้องการแบ่งแยกดินแดนของชาวซิกข์นำไปสู่สถานการณ์ที่รุนแรงมากขึ้นโดยอินทิราได้ออกคำสั่งใช้กำลังทหารโจมตีวิหารทองคำของชาวซิกข์เหตุการณ์ดังกล่าวสร้างความขัดแย้งและความไม่พอใจให้กับทุก ๆ ฝ่ายจนนำไปสู่สงครามกลางเมืองมีผู้เสียชีวิตหลานพันคนประชาชนถูกข่มขืนและทารุณกรรมโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจมีการเผาทำลายห้องสมุดของชาวซิกข์รวมถึงสถานประกอบศาสนกิจด้วย

ในเวลาต่อมาอินทิราถูกลอบสังหารโดยองครักษ์ชาวซิกข์ของเธอใช้อาวุธปืนกระหน่ำยิงกว่า 30 นัดเมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 1984 บริเวณสวนในทำเนียบนายกรัฐมนตรีการเสียชีวิตของเธอทำให้เกิดกระแสต่อต้านชาวซิกข์รุนแรงมากขึ้นทำให้ชาวซิกข์บริสุทธิ์ต้องถูกสังเวยชีวิตไปกว่า 2,000 คน

อินทิรา นับได้ว่าเป็นผู้นำหญิงที่มีความเด็ดขาด เชื่อมั่นในตนเองสูง และค่อนข้างมีความคิดที่รุนแรง โดยอุปนิสัยเหล่านี้ของเธอ เป็นเหตุให้เธอต้องเสียชีวิตลงจากการออกคำสั่งให้ทหารใช้ความรุนแรงจัดการปัญหาที่เกิดขึ้น โดยไม่คำนึงถึงผลกระทบที่จะตามมา พร้อมกับความรุนแรงและความสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สินที่ทวีคูณมากขึ้น แต่ผู้นำหญิงคนนี้ ไม่ได้ขึ้นครองอำนาจพร้อมกับความรุนแรงและความขัดแย้งทางศาสนาเพียงอย่างเดียว แต่เธอยังได้สร้างผลงานที่ทำให้ชาวอินเดียไม่สามารถลบเธอออกจากความทรงจำได้ คือการจัดการกับอำนาจที่อยู่ในกำมือของเธอให้เป็นประโยชน์ จนทำให้อินเดียชนะสงครามกับปากีสถาน และสามารถปลดปล่อยบังคลาเทศได้ในปี พ.ศ.2514 อีกทั้งยังเป็นผู้ริเริ่มการปฏิวัติสีเขียวเพื่อรับประกันความมั่นคงทางอาหารให้แก่อินเดีย รวมถึงการรวมอำนาจจากรัฐที่เคยตกอยู่ภายใต้การปกครองของอังกฤษ ให้มาเป็นผืนแผ่นดินอินเดียเช่นเดิม

ซึ่งมรดกจากการปกครองของเธอ กลายเป็นบทเรียนสำคัญให้กับนักการเมืองยุคต่อมาในด้านการใช้ความรุนแรงและการจัดการอำนาจในกำมือ โดยมิให้เกิดรอยร้าวจากความแตกต่างระหว่างบุคคลในสังคมอินเดียมากกว่าที่เคยเป็น อีกทั้งทางตอนใต้ของอินเดียยังได้นับถือและสักการะเธอพร้อมกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์เทพเจ้าในศาสนาอีกด้วย ราวกับเป็นเทพเจ้าหญิงที่มีความเข้มแข็งและเด็ดเดี่ยวทัดเทียมเท่ากับเพศชาย


อ้างอิง

เอกชัย จันทรา. (2556). 100 บุคคลสำคัญของโลก. กรุงเทพฯ: ยิปซี.

อินทิรา คานธี : บุคคลน่ารู้ , สืบค้นเมื่อวันที่ 20 กันยายน 2559 จาก http://sameaf.mfa.go.th/th/important_person/detail.php?ID=2982

อินทิรา คานธี. (2552). สืบค้นเมื่อวันที่ 20 กันยายน 2559 จาก http://www.komchadluek.net/news/detail/35130

อ่านเพิ่มเติม »

มหาตมะ คานธี (Mahatma Gandhi)

โดย นันทวรรณ แสนแก้ว

เมื่อกล่าวถึงผู้นำที่น่ายกย่อง คงมีผู้นำหลายท่านที่เราจะนึกถึงเป็นอันดับต้นๆ และหนึ่งในนั้นคงไม่พ้น มหาตมะ คานธี ท่านไม่เพียงแต่เป็นผู้นำในการต่อสู้เพื่อเอกราชของอินเดีย จากการตกเป็นอาณานิคมของอังกฤษเท่านั้น แต่ยังเป็นทั้งนักกฎหมายและนักการเมืองที่มีชื่อเสียงอีกด้วย และยังเป็นผู้ริเริ่มแนวคิดการต่อสู้แบบอหิงสา หรือการต่อสู้โดยไม่ใช้ความรุนแรง ที่เรียกว่า หลักสัตยาเคราะห์

มหาตมะ คานธี มีชื่อเดิมว่า โมฮันดาส คาดามจันด์ คานธี  เกิดเมื่อวันที่ 2 ตุลาคม ค.ศ.1869 ในแคว้นคุชราตทางทิศตะวันตกของอินเดีย เมื่อท่านมีอายุ 13 ปี ท่านได้สมรสกับ กัสตูรพา และมีบุตรร่วมกัน 5 คน แต่คนหนึ่งเสียชีวิตตั้งแต่ยังเป็นทารก


ที่มา: http://www.dhammajak.net/

ค.ศ.1888 ท่านถูกส่งไปเรียนวิชากฎหมายที่มหาวิทยาลัยลอนดอน ประเทศอังกฤษจนสำเร็จการศึกษา และสอบได้เป็นเนติบัณฑิต จึงได้เดินทางกลับอินเดียเพื่อประกอบอาชีพ และไม่นานนัก ท่านได้งานๆหนึ่ง ซึ่งเป็นงานที่ทำให้ท่านมีชื่อเสียงโด่งดังในเวลาต่อมา งานนั้นคือการเป็นทนายว่าความให้ลูกความ ในประเทศแอฟริกาใต้ ซึ่งตอนนั้นประเทศแอฟริกาก็ตกเป็นอาณานิคมของอังกฤษเช่นเดียวกับประเทศอินเดีย เวลานั้นท่านคานธีได้จองตั๋วรถไฟชั้น First Class เพื่อเดินทางไปหาลูกความที่ประเทศแอฟริกาใต้ แต่ต้องถูกผู้โดยสารผิวขาวโยนเขาออกมาจากรถไฟ โดยมีเจ้าหน้าที่อ้างว่าชั้น First Class สร้างให้ผู้โดยสารผิวขาวเท่านั้น เหตุการณ์นั้นทำให้ท่านรู้ว่าชาวผิวสีถูกเหยียดหยามเป็นอย่างมากในแอฟริกาใต้ ท่านไม่รอช้ารีบนำความคิดที่จะต่อสู้เพื่อเรียกร้องสิทธิมนุษยชนของชาวผิวสีในแอฟริกาใต้เข้าในที่ประชุม และท่านก็เป็นส่วนสำคัญในการแก้ไขข้อกฎหมายให้คนทุกชนชั้นมีความเท่าเทียมกัน

ในปี ค.ศ.1906 ท่านได้เข้าต่อต้านกฎหมายฉบับหนึ่งของอังกฤษที่กำหนดให้ชาวอินเดียเข้ารับการจดทะเบียน และพิมพ์ลายนิ้วมือ รวมทั้งให้หญิงสาวชาวอินเดียเปลื้องผ้าต่อหน้าเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพื่อกรอกตำหนิรูปพรรณ ท่านคานธีพร้อมชาวอินเดียนับ 3,000 คน มารวมกันประท้วง จากครั้งนั้นท่านก็ได้รู้ว่าการไม่ใช้ความรุนแรง ในการต่อสู้นั้นให้ผลดีอย่างมาก ท่านเรียกการต่อสู้แบบอหิงสานี้ว่า สัตยาเคราะห์

หลังจากนั้น ท่านก็ได้เป็นผู้นำในการเรียกร้องสิทธิมนุษยชนในหลายๆเหตุการณ์ อาทิเช่น การเข้าต่อต้านกฎหมายที่กำหนดการแต่งงานของชาวฮินดู-มุสลิม ถือเป็นโมฆะ การชักชวนให้ชาวอินเดียพึ่งพาตัวเองโดยการละทิ้งเครื่องแต่งกายแบบตะวันตก จนเขาได้รับการขนานนามว่า มหาตมะ ซึ่งหมายความว่า ผู้มีจิตใจสูงส่ง จาก รพินทรนาถ ฐากุร มหากวีแห่งอินเดีย และมหาตมะ คานธี ยังได้ชักชวนให้คนงานชาวอินเดียหยุดงานเพื่อประท้วงกฎหมายโรว์แลตต์ (Rowlett Act of 1919) ของอังกฤษ ที่กำหนดขึ้นมากดขี่ชาวอินเดียเพื่อป้องกันการจลาจล ซึ่งเหตุการณ์นี้ทำให้เขารู้ว่า การใช้วิธีสัตยาเคราะห์มีผลเสียเมื่อใช้กับคนจำนวนมาก เพราะในบางพื้นที่เกิดการต่อสู้ จึงเป็นข้ออ้างให้รัฐบาลอังกฤษจับกุม มหาตมะ คานธี และท่านก็ถูกปล่อยตัวในไม่กี่สัปดาห์ต่อมา


ที่มา: http://www.noknight.com/

ค.ศ.1924 มหาตมะ คานธีได้แก้ไขปัญหาภายในประเทศ เช่น ฟื้นฟูเศรษฐกิจชนบท แก้ไขการถือชนชั้นวรรณะ ปัญหาขัดแย้งระหว่างฮินดู-มุสลิม ปัญหาความไม่เสมอภาคของสตรี เป็นต้น

ต่อมาปี ค.ศ.1930 ท่านได้เข้าต่อต้านการเก็บภาษีที่ไม่เป็นธรรมและประท้วงกฎหมายที่ห้ามให้คนอินเดีย ทำเกลือกินเองทั้งที่เป็นทรัพยากรของประเทศอินเดียเอง โดยท่านใช้วิธีการเดินทางไปยังทะเลอาหรับ เพื่อจะทำเกลือ พร้อมกับชาวอินเดียนับแสนที่เต็มใจร่วมเดินทางไปกับท่านด้วย ในการเดินทางครั้งนี้เป็นที่กล่าวขานไปทั่วโลก รัฐบาลอังกฤษพยายามจับกุมประชาชนนับแสนที่ทำเกลือกินเอง แต่ก็ต้องปล่อยตัวในเวลาต่อมาเพราะปัญหาการขาดแรงงานเป็นจำนวนมาก

เมื่อ ค.ศ. 1939 ได้เกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 ท่านมหาตมะ คานธีได้มีส่วนร่วมการเมืองอีกครั้ง แต่แล้วก็ต้องถูกจับใน ค.ศ. 1942 ซึ่งครั้งนั้นระหว่างที่ท่านอยู่ในคุก ภรรยาของท่านได้เสียชีวิตลงใน ค.ศ. 1944 จึงเป็นเหตุให้ท่านได้รับการปล่อยตัวออกมา

ในปี ค.ศ. 1945 มีการเลือกตั้งทั่วไปของประเทศอังกฤษ นายกรัฐมนตรีคนใหม่ประกาศคืนอิสรภาพ ให้ประเทศอินเดีย แต่ต้องให้รัฐบาลอังกฤษหารัฐบาลชาวอินเดียเพื่อขึ้นมาปกครองต่อจากรัฐบาลอังกฤษ ได้เสียก่อน แต่ชาวอินเดียไม่สามารถตกลงกันได้ว่าระหว่างพรรคคองเกรส (ที่นับถือศาสนาฮินดู) กับสันนิบาตมุสลิม ใครจะได้ขึ้นมาปกครองประเทศ ทำให้การได้อิสรภาพของประเทศอินเดียต้องเลื่อนออกไป

ในปีต่อมาได้เกิดสงครามนองเลือดภายในประเทศอินเดีย ระหว่างชาวฮินดูและมุสลิม เหตุการณ์ครั้งนั้นทำให้ท่านมหาตมะ คานธีเสียใจเป็นอย่างมาก ด้วยวัย 77 ปีท่านได้เดินเท้าไปยังภูมิภาคต่างๆ เพื่อขอร้องให้ชาวอินเดียหันมาสามัคคีกัน ชาวอินเดียเห็นเช่นนี้ก็รู้จักผิดชอบชั่วดี และเลิกทะเลาะกัน หันมาสามัคคีกันตามประสงค์ของท่านมหาตมะ

ต่อมาปี ค.ศ. 1947 พรรคคองเกรสและสันนิบาตมุสลิมได้มีการเจรจากัน และได้ข้อสรุปว่า เมื่อประเทศอินเดียได้รับเอกราช จะแบ่งประเทศออกเป็น 2 ส่วน โดยพรรคคองเกรสจะปกครอง พื้นที่ที่มีชาวฮินดูอาศัยเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งเป็นประเทศอินเดีย และสันนิบาตมุสลิมจะปกครอง พื้นที่ที่มีชาวมุสลิมอาศัยเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งเป็นประเทศปากีสถาน

จนในที่สุดวันที่15 สิงหาคม ค.ศ. 1947 ประเทศอินเดียได้ถูกปลดออกจากการเป็นอาณานิคมของอังกฤษ โดยสมบูรณ์ และในวันนั้นอินเดียก็แตกเป็น 2 ประเทศตามที่พรรคคองเกรสและมุสลิมได้ตกลงกันไว้ ทั้ง 2 ประเทศจัดงานฉลองอิสรภาพครั้งใหญ่ แต่มหาตมะ คานธีไม่ได้เข้าร่วมพิธีฉลองด้วย แต่ท่านกลับเดินทาง ไปยังกัลกัตตา เพราะได้ยินข่าวว่ามุสลิมและฮินดูยังมีการต่อสู้กันอยู่ เมื่อท่านเดินทางไปถึง ได้ขอร้องให้ทั้ง 2 ฝ่ายหยุดต่อสู้กัน แต่ไม่เป็นผล ท่านจึงประกาศอดอาหาร ทำให้ชาวมุสลิมและชาวฮินดูเลิกสู้กันทันที และด้วยความต้องการที่อยากจะให้ชาวฮินดูและมุสลิมปรองดองกัน ท่านจึงต้องการไปปากีสถาน แต่สันนิบาตมุสลิมคัดค้านการเข้าปากีสถานของท่าน เพราะเกรงจะเกิดอันตราย ท่านจึงประกาศอดอาหารอีกครั้งเพื่อสมานฉันท์ระหว่างมุสลิมและฮินดู

และในวันที่ 30 มกราคม ค.ศ. 1948 ขณะที่ท่านสวดมนต์ ตามปกตินั้น ท่านถูกลอบสังหารโดย นาถูราม โคทเส ชาวฮินดูผู้คลั่งศาสนา ผู้ที่ไม่ต้องการให้ฮินดูสมานฉันท์ กับมุสลิม เขายิงปืนใส่มหาตมะ คานธี 3 นัด ทำให้ท่านเสียชีวิตด้วยวัย 78 ปี

แม้ว่ามหาตมะ คานธี จะไม่อยู่บนโลกใบนี้แล้วแต่ความเสียสละและความมีจิตใจมุ่งมั่นของท่านนั้นไม่ได้ลบเลื่อนหายไปจากโลกใบนี้ไปกับท่านด้วย ทุกคนยังจดจำและยกย่องมหาตมะ คานธี ให้เป็นบุคคลสำคัญของประวัติศาสตร์โลก อีกทั้งยังมีอีกหลายคนที่ยังจดจำแนวทางคำสอนของมหาตมะ คานธี และสามารถนำแนวทางนี้ไปใช้ในการดำเนินชีวิตได้ดีอีกด้วย


อ้างอิง

กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษาศาสนาและวัฒนธรรม. มหาตมา คานธี บิดาแห่งประชาชาติ ของอินเดีย. (ออนไลน์). สืบค้นเมื่อ 29 สิงหาคม 2559, จาก: http://www.techcare.co.th/demo_school/view.php?userid=social&id=LR531000000041

วิกิพีเดีย สาราณุกรมเสรี. มหาตมา คานธี. (ออนไลน์). สืบค้นเมื่อ 1 กันยายน 2559, จาก: https://th.wikipedia.org/

สไลด์ แชร์. 2558. ชีวประวัติ มหาตมา คานธี. (ออนไลน์). สืบค้นเมื่อ 20 สิงหาคม 2559, จาก: http://www.slideshare.net/apichat1828/ss-46363426

อ่านเพิ่มเติม »

จัณฑาล

โดย ทิชากร  โพธิ์นรินทร์

มนุษย์ทุก ๆ หกคนบนโลก  จะเป็นชาวอินเดียหนึ่งคน  และในชาวอินเดียทุก ๆ หกคน  จะเป็นคนที่ถูกเรียกว่า จัณฑาล หนึ่งคน  คนอินเดียมากกว่า 170 ล้านคน ซึ่งเป็นจำนวนที่มากกว่าครึ่งหนึ่งของจำนวนประชากรในสหรัฐอเมริกา  เป็นคนจัณฑาล (นเรนทรา จาดฮาฟ, 2558)  พวกเขาต่างก็มีชีวิตที่ยากลำบาก ถูกรังเกียจและถูกเลือกปฏิบัติมากที่สุดในสังคมอินเดีย  ซึ่งเป็นผลมาจากระบบวรรณะที่ถูกกล่าวหาว่าไร้มนุษยธรรมและนำมาซึ่งความโหดร้ายต่อมนุษย์ด้วยกันเอง

ระบบวรรณะในอินเดียถูกฝังรากลึกมายาวนานกว่า 3500 ปี  มีการตั้งสมมุติว่าด้วยการกำเนิดวรรณะ  บางข้อเสนอกล่าวว่า  คนโบราณนั้นให้ความสำคัญของงานว่ามี 4 อย่าง  ต้องการแบ่งแยกความสำคัญ  ความยากของงานและลำดับชนชั้นในสังคม  จึงได้แบ่งวรรณะออกเป็น 4 วรรณะเพื่อให้จัดการได้ง่ายและเพื่อให้มีความต่อเนื่องในการถ่ายทอดทักษะความรู้ความสามารถของงาน  แต่สมมุติฐานนี้กลับไม่ได้รับความเชื่อถือเท่าที่ควร


ที่มา: http://news.mthai.com/

ยังมีอีกสมมุติฐานหนึ่งที่กล่าวถึงการกำเนิดวรรณะและได้รับความเชื่อถือมากกว่า  สมมุติฐานนี้กล่าวว่า  ระบบวรรณะนี้เกิดจากกษัตริย์และพราหมณ์ร่วมมือกันสร้างสิ่งที่จะใช้กีดกันประชาชนที่เป็นคนนอกสายเลือดของพวกตน  พวกกษัตริย์และพราหมณ์ที่เป็นคนมีความรู้นั้นเข้าใจว่า  ยิ่งมีคนมากเท่าไรก็ยิ่งปกครองได้ยากขึ้นเท่านั้น  จึงได้ใช้ศาสนาซึ่งเป็นสิ่งที่คนโบราณให้ความเคารพนับถือเป็นอย่างมากมากล่าวอ้างและนำระบบวรรณะเข้าไปหลอมรวมเพื่อให้ประชาชนที่เป็นคนนอกสายเลือดของตนนั้นไม่กล้าคิดแข็งข้อขึ้นมาชิงบัลลังก์  หรือระบบวรรณะนั้นอาจจะเป็นเพียงแค่การเหยียดเพศ  เหยียดสีผิว  เหยียดเชื้อชาติของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง  เพื่อยกคุณค่าตัวเองให้สูงขึ้นก็เป็นได้

วรรณะของคนอินเดียสามารถแบ่งโดยกว้างออกเป็น  วรรณะ ตามหลักความเชื่อของศาสนาฮินดู  ได้แก่  1) วรรณะพราหมณ์ เกิดจากโอษฐ์ของพระพรหม  2) วรรณะกษัตริย์ เกิดจากพระอุระของพระพรหม  3) วรรณะแพศย์ เกิดจากพระเพลา (ตัก) ของพระพรหม และ 4) วรรณะศูทร เกิดจากพระบาท (เท้า) ของพระพรหม  ส่วน จัณฑาล นั้น คือ ลูกที่เกิดจากการภรรยาที่เป็นวรรณะพราหมณ์กับสามีที่เป็นวรรณะศูทร  แต่ในทางปฏิบัติไม่ได้ยึดถือตามนี้  และมักถือกันมาตลอดว่าถ้าแต่งงานข้ามวรรณะ ลูกที่ออกมาจะเป็นจัณฑาลหมด (ศิลป์ชัย เชาว์เจริญรัตน์, 2558) แต่ละวรรณะจะมีบทบาทความสำคัญทางสังคมแตกต่างกันไปตามลำดับ  สำหรับวรรณะจัณฑาลนั้นจะถือเป็นคนต่ำทรามและมีสถานะต่ำที่สุดในระบบวรรณะของอินเดีย

คนจัณฑาลส่วนใหญ่มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ยากลำบาก  อาศัยอยู่ในที่แออัดสกปรกหรือข้างกองขยะ  ทั้งยังถูกบังคับให้ทำงานสกปรกที่คนอินเดียวรรณะอื่นไม่ทำ  เช่น การล้างท่อระบายน้ำ  กวาดอุจจาระ  ล้างส้วม  หรืองานขนศพ  ซึ่งการทำงานนี้บางครั้งนายจ้างจะเลี่ยงไม่จ่ายเงินให้โดยการยกความเชื่อทางศาสนามาอ้างว่าสิ่งนี้เป็นการสะสมบุญที่เอาไว้ใช้ในชาติหน้า  ถ้าทำไม่ดีหรือเรียกร้องให้ตัวเองมากเกินไปจะทำให้ชาติหน้าเกิดมาเป็นจัณฑาลอีก  ทำให้คนจัณฑาลหลายคนไม่กล้าเรียกร้องความเป็นธรรม หรืออาจจะเรียกร้องไปแต่รัฐไม่ให้ความสนใจก็มี



โรงเรียนรัฐบาลมากกว่าร้อยละ 38 ที่เด็กจัณฑาลต้องนั่งแยกโต๊ะรับประทานอาหารกับเด็กวรรณะอื่น  และโรงเรียนอีกร้อยละ 20 ที่เด็กจัณฑาลไม่ได้รับอนุญาตให้ดื่มน้ำแหล่งเดียวกันกับเด็กวรรณะอื่น  การนั่งเรียนก็ต้องไปนั่งเรียนอยู่ข้างหลังสุด (ศิลป์ชัย เชาว์เจริญรัตน์, 2558) และไม่มีโต๊ะเก้าอี้สำหรับเรียนหนังสือ  เด็กจัณฑาลมักไม่ได้รับความสนใจจากครูผู้สอน  ถูกปล่อยปละละเลย  และอาจถูกลงโทษอย่างรุนแรงมากกว่าเด็กในวรรณะอื่นจากการกระทำความผิดระดับเดียวกัน  ทำให้มีเด็กหลายคนลาออกเพราะไม่ได้รับความเป็นธรรม  นั่นยิ่งส่งผลให้เด็กจัณฑาลจำนวนมากไร้การศึกษาและไม่สามารถเรียกร้องสิทธิ์ของตนได้

ร้านค้าบางร้านประกาศไม่รับเงินโดยตรงจากลูกค้าจัณฑาล  ในบางหมู่บ้าน คนจัณฑาลถูกรังควานเพียงเพราะสวมเสื้อผ้าใหม่  บางคนถูกบังคับให้เหน็บกิ่งไม้ไว้ที่หลังเพื่อให้กิ่งไม้ช่วยลบรอยเท้าที่เขาเดิน  บางคนมีกะลาห้อยที่คอเพื่อไม่ให้น้ำลายของพวกเขาหยดลงบนพื้น  เมื่อจะแต่งงาน บางครั้งคนจัณฑาลก็ถูกคนวรรณะอื่นในหมู่บ้านกดดันให้เลิกจัด  ด้วยเหตุผลที่ว่าคนจัณฑาลไม่ควรมีงานแต่งงานที่เอิกเริก  และแม้จะเป็นช่วงเวลาที่อินเดียประสบภัยพิบัติทางธรรมชาติ  คนจัณฑาลก็ยังไม่ได้รับความช่วยเหลือจากรัฐอย่างเพียงพอในสิ่งที่พวกเขาควรได้  เพียงเพราะคำว่า จัณฑาล ไม่ควรได้รับเท่ากับวรรณะอื่น

ในช่วงแรกที่อินเดียได้รับเอกราชจากอังกฤษ  ดร.บาบาสาเฮบ อัมเบดการ์  ซึ่งเป็นชนชั้นจัณฑาล ทนายความ และนักเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิของคนจัณฑาล  ได้ถูกรับเชิญให้มามีบทบาทนำในการร่างรัฐธรรมนูญฉบับแรกของประเทศ  โดยร่างรัฐธรรมนูญของ ดร.อัมเบดการ์ นี้ มีความชัดเจนในการมุ่งสร้าง “การปฏิวัติทางสังคม” ในอินเดียเหนือสิ่งอื่นใด  ด้วยการประกันและคุ้มครองสิทธิพลเมืองนานัปการ ตั้งแต่เสรีภาพในการนับถือศาสนา การยกเลิกวรรณะจัณฑาล และประกาศให้การเลือกปฏิบัติทุกรูปแบบเป็นพฤติกรรมที่ผิดกฎหมาย (สฤณี อาชวานันทกุล, 2554)



แม้ว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้จะผ่านความเห็นชอบจากสภานิติบัญญัติในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ.2492 และถูกบังคับใช้อย่างเป็นทางการแล้วก็ตาม  แต่กฎหมายเหล่านั้นก็ไม่อาจเปลี่ยนแปลงความเชื่อที่มีมาอย่างยาวนานได้  คนจัณฑาลยังคงถูกเลือกปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง  อย่างเช่นปัจจุบันที่แม้จะมีบริการของรัฐที่เข้าถึงสถานที่ต่าง ๆ มากขึ้น  แต่การจะเข้าถึงสิทธิ์ดังกล่าว ชาวอินเดียยังต้องระบุชนชั้นวรรณะของตนในทะเบียนพลเมืองอยู่ดี บางคนเลือกที่จะหลุดพ้นจากวรรณะจัณฑาลโดยการเปลี่ยนศาสนา  แต่สุดท้ายคนในสังคมก็ยังเข้าใจว่าคนที่เปลี่ยนศาสนานั้นมาจากพวกจัณฑาลเหมือนเดิม

ทุกคนต่างก็ยอมรับว่าการเรียกร้องสิทธิให้คนจัณฑาลนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย  แต่ถึงอย่างนั้นก็ตาม  ตามหมู่บ้านหรือเมืองใหญ่ ๆ ก็มีการรณรงค์เรียกร้องสิทธิให้คนจัณฑาลได้เรียนหนังสือและมีสิทธิพื้นฐานในการรับบริการจากรัฐ  ให้คนจัณฑาลได้มีชีวิตที่ดีขึ้น  ให้เด็ก ๆ ได้รับการศึกษา  เพื่อให้คนจัณฑาลเชื่อว่า การศึกษาคือกุญแจสำคัญที่จะปลดแอกตัวเองจากความยากลำบาก  ความพยายามเหล่านี้ไม่ง่ายเลยที่จะประสบความสำเร็จเมื่อไม่ได้รับความร่วมมือจากคนในวรรณะอื่น ที่จะมองและปฏิบัติต่อพวกเขาเหมือนเป็นมนุษย์คนหนึ่ง  และเมื่อไม่ได้รับความร่วมมือจากคนในวรรณะเดียวกัน ที่ความเชื่อเรื่องวรรณะฝังรากลึกเกินไปจนยากจะเปลี่ยนแปลง

แม้เทคโนโลยีของอินเดียจะก้าวหน้าไปไกลในระดับโลก  แต่ชีวิตของคนจัณฑาลกลับยังคงได้รับความยากลำบากและถูกเหยียดหยามจากคนในสังคมเหมือนเดิมนับแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน  ระบบชนชั้นที่ถูกกล่าวหาว่าขาดมนุษยธรรมยังคงดำเนินต่อไป  สิ่งนี้ทำให้ปฏิเสธไม่ได้ว่าความเชื่อทางศาสนานั้นมีอิทธิพลต่อทั้งปัจเจกและสังคมได้อย่างลึกซึ้งและยาวนาน  ซี่งท้ายที่สุดแม้จะเป็นความพยายามที่มุ่งสร้างความเท่าเทียมและเพื่อให้ได้มาซี่งความเสมอภาค  แต่พลเมืองกลับยังคงถูกตีตราให้อยู่ภายใต้กรอบวัฒนธรรมแบบเดิม  แม้โลกจะเปลี่ยนแปลงและพัฒนาไปมากแล้วก็ตาม


อ้างอิง

นเรนทรา จาดฮาฟ.  (2558).  จัณฑาล (พิมพ์ครั้งที่ 9).  กรุงเทพมหานคร: สันสกฤต.

ปิยณัฐ สร้อยคำ. ความทุกข์ของจัณฑาล เมื่อต้องมาร่างรัฐธรรมนูญ.  สืบค้นเมื่อ 18 ตุลาคม 2558, จาก http://m.matichon.co.th/

ศิลป์ชัย เชาว์เจริญรัตน์.  จัณฑาล: ระบบชนชั้นของศาสนาที่กลายเป็นปัญหาสังคม. สืบค้นเมื่อ 29 กรกฎาคม 2556, จาก https://www.facebook.com/

สฤณี อาชวานันทกุล. ดร. บาบาสาเฮบ อัมเบดการ์ จัณฑาลผู้เปลี่ยนโฉมหน้าอินเดีย. สืบค้นเมื่อ 29 มีนาคม 2554, จาก http://www.sarakadee.com/2011/03/29/babasaheb/

อ่านเพิ่มเติม »

ภีมราว รามชี อัมเพทการ์ (Bhimrao Ramji Ambedkar)

โดย ฐนนนต์ แสงวงษา

ในสังคมอินเดียที่มีความอยุติธรรมที่สุดแห่งหนึ่งของโลกที่เป็นที่รู้จักกันดีคือการแบ่งประชาชนออกเป็นวรรณะตามศาสนาฮินดู จากเด็กชายที่เกิดในอวรรณะ (คนนอกวรรณะ) สู่การเป็นรัฐมนตรีกระทรวงยุติธรรมคนแรกของประเทศ ทั้งยังเป็นประธานร่างรัฐธรรมนูญฉบับแรกของประเทศและเป็นผู้ฟื้นฟูพระพุทธศาสนาให้กลับมารุ่งเรืองอีกครั้งอย่างที่เห็นในปัจจุบัน

ท่านผู้นั้นคือ ดร.บี. อาร์. อัมเพทการ์ (Dr. B. R. Ambedkar) เกิดในครอบครัวจัณฑาลหรืออธิศูทรที่ยากจนเมื่อวันที่ 14 เมษายน พ.ศ.2434 ณ หมู่บ้านของคนจัณฑาลชื่ออัมพาวดี อำเภอรัตนคีรี รัฐมหาราษฏระ ประเทศอินเดีย บิดาชื่อ”รามชี สักปาล” (Ramji Sakpal) เคยมีอาชีพเป็นทหารมาก่อน เมื่อปลดประจำการแล้วจึงมายึดอาชีพกรรมกรขายแรงงานที่หาเช้ากินค่ำ มารดาเป็นสตรีวรรณะจัณฑาลเหมือนกันชื่อ “ภีมาไพ” (Bhimabai) ทั้งสองมีลูกด้วยกันถึง 14 คน อัมเพทการ์นับว่าเป็นคนสุดท้อง แต่ต่อมาพี่น้องส่วนใหญ่ก็เสียชีวิต เหลือกันอยู่เพียง 5 ชีวิตเท่านั้น


ที่มา: http://ambedkaree.com/

สังคมอินเดียซึ่งประชากรส่วนใหญ่กว่า 80 เปอร์เซ็นต์นับถือศาสนาฮินดูนั้น มีการแบ่งประชาชนออกเป็น 4 วรรณะคือ 1.วรรณะพราหมณ์ 2.วรรณะกษัตริย์ 3.วรรณะแพศย์ 4.วรรณะศูทร วรรณะทั้งสี่นี้เรียกว่าเป็นพวก ”สวรรณะ” (คนมีวรรณะ) นับว่ายังมีเกียรติมีฐานะในสังคมอินเดียเหมือนคนปกติทั่วไป แต่นอกจากทั้งสี่วรรณะนี้แล้วยังมีคนอีกกลุ่มหนึ่งซึ่งพระเจ้าของศาสนาฮินดูไม่ยอมจัดให้สังกัดวรรณะใด คนทั่วไปจึงเรียกพวกเขาว่าเป็นพวก “อวรรณะ” (คนนอกวรรณะ) อาจเรียกอีกชื่อได้ว่าวรรณะที่ 5 ก็ได้ ซึ่งเป็นวรรณะที่ “ภีม” (Bhim) ชื่อเมื่อยังเล็กของ ดร.อัมเพทการ์ อยู่

ด้านการศึกษาพออายุได้ 2 ขวบ ก็เข้าเรียนที่โรงเรียนประถมแห่งหนึ่ง จนอายุได้ 4 ขวบ มารดาก็ถึงแก่กรรมลาจากไป บิดาของภีมก็ไม่ย่อท้อทำงานอย่างหนักเพื่อส่งลูกให้ได้เรียนหนังสือให้สูงที่สุดเท่าที่จะทำได้ เมื่อภีมเรียนจบชั้นประถมศึกษาแล้วพ่อก็ส่งเสียให้เขาได้เรียนในชั้นมัธยมศึกษาต่อทันที ชีวิตในโรงเรียนของภีมเต็มไปด้วยการดูถูกเหยียดหยาม ที่โรงเรียนภีมจะถูกให้นั่งหลังห้องแยกจากเด็กคนอื่น เขาไม่มีสิทธิ์จะอ่าน โคลง กลอน ภาษาสันสกฤตเหมือนเพื่อนร่วมชั้นคนอื่น เพราะภาษาสันสกฤตเป็นภาษาที่สงวนไว้สำหรับชนชั้นสูงเช่นวรรณะพราหมณ์เท่านั้น หรือหากภีมหิวน้ำขึ้นมาก็ไม่มีสิทธิ์จะไปตักน้ำดื่มด้วยตนเอง ถ้าเกิดหิวกระหายจริงๆภีมต้องเป็นฝ่ายขอร้องเพื่อนที่มีจิตใจอารีมาตักให้ แล้วค่อยๆรินน้ำไม่ให้อวัยวะส่วนใดของภีมไปถูกภาชนะใส่น้ำหรือไปสัมผัสกับผู้มีเมตตารินน้ำใส่ปากให้เขา

แต่ภายใต้ความอาภัพของภีมก็มีหนึ่งคนที่สังเกตุถึงความตั้งใจเรียนขยันหมั่นเพียรตินั้นคือครูประจำชั้นซึ่งเป็นพราหมณ์เห็นความดีที่มีอยู่ในตัวภีม ครูจึงช่วยแบ่งอาหารให้เป็นบางมื้อ แล้วอยู่มาวันหนึ่งครูคนนี้ก็เรียกภีมไปหาแล้วอนุญาติให้ใช้นามสกุลของตัวเองแทนนามสกุล “สักปาละ” (ซึ่งเป็นนามสกุลที่ใครได้ยินก็รู้ว่าเป็นวรรณะจัณฑาล) ตั้งแต่นั้นมาภีมจึงมีนามสกุลใหม่ว่า “อัมเพทการ์” ภีม สักปาละ กลายเป็น ภีม อัมเพทการ์ ทำให้เขามีความมุ่งมานะพยายามขึ้นอีกมากมายและเขาก็จบด้วยผลการเรียนที่ดีมากรวมทั้งวิชาภาษาอังกฤษที่คะแนนสูงกว่าวิชาอื่นๆด้วย

ต่อมา อัมเพทการ์สอบเข้าเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยบอมเบย์ (มหาวิทยาลัยมุมไบในปัจจุบัน)เขาเป็นจัณฑาลคนแรกที่ได้เข้าเรียนในระดับมหาวิทยาลัยโดยได้รับทุนการศึกษาจากมหาราชาแห่งแคว้นบาโรดาหลังจากจบการศึกษาทางด้านเศรษฐศาสตร์และรัฐศาสตร์เขาก็ได้รับทุนไปศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยโคลัมเบียและวิทยาลัยเศรษฐศาสตร์และรัฐศาสตร์แห่งลอนดอน



อัมเพทการ์กลับสู่อินเดียด้วยปริญญาไม่ต่ำกว่า 7 ใบ เขาได้รับตำแหน่งศาสตราจารย์ทางด้านเศรษฐศาสตร์และรัฐศาสตร์การเมืองที่วิทยาลัยซิดนาห์มในบอมเบย์ หลังจากนั้นเขาก็เคลื่อนไหวเพื่อต่อต้านการแบ่งชนชั้นวรรณะอย่างจริงจังได้ก่อตั้งพรรคการเมืองชื่อ “พรรคกรรมกรอิสระ” และได้รับเชิญเข้าเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ดร.อัมเพทการ์ร่วมมือกับพรรคคองเกรสของอินเดียต่อสู้กับจักรวรรดิอังกฤษจนที่สุดอินเดียก็ได้รับเอกราชเมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2490 เพราะเหตุนี้รัฐบาลอินเดียก็แต่งตั้งให้ ดร.อัมเพทการ์รับหน้าที่อันสำคัญที่สุดในชีวิตของเขาคือ การเป็นประธานร่างรัฐธรรมนูญฉบับแรกของประเทศ ดร.อัมเพทการ์จึงทำหน้าที่ปลดปล่อยคนอินเดียให้เป็นอิสระจากระบบวรรณะด้วยการเขียนรัฐธรรมนูญอินเดียตอนนึงว่า “ไม่ให้ประชาชนอินเดียมีการเลือกปฏิบัติต่อกันและกันด้วยเหตุผลทางวรรณะ และวรรณะจัณฑาลนั้นก็ยุบทิ้งเสียซิ้นซาก”


ที่มา: http://www.tricycle.com/

หลังจากเสร็จสิ้นภารกิจสำคัญทางการเมืองแล้ว ดร.อัมเพทการ์ก็หันมาทำงานปลดปล่อยคนจัณฑาลให้เป็นอิสระอีกทางหนึ่ง ด้วยการประกาศตนเป็นพุทธมามกะ ดร.อัมเพทการ์ได้เป็นประธานทำพิธีปฏิญาณตนเป็นพุทธมามกะที่เมืองนาคปุระเหตุการณ์ครั้งประวัติศาสตร์ตรงกับวันที่ 15 ตุลาคม 2499 ในพิธีอันสำคัญยิ่งมีคนจัณฑาลเข้าร่วมปฏิญาณตนหลายแสนคน หลังจากการปฏิญาณตน ดร.อัมเพทการ์ได้รับการยกย่องจากมหาชนว่า “เป็นผู้เปิดประตูดินแดนภาระตะเพื่อนำพระพุทธศาสนาคืนมาตุภูมิ” พระพุทธศาสนาที่เรือนหายไปจากประเทศอินเดียกว่า 1500 ปี มีโอกาสกลับมารุ่งโรจน์อีกครั้งหนึ่งในยุคสมัยของ ดร.อัมเพทการ์นี่เอง หลังจากนั้นไม่นานท่านก็ล้มป่วยและเสียชีวิตอย่างสงบในบ้านพัก



ความดีงามหลายสิ่งหลายอย่างมากที่ ดร.อัมเพทการ์ ได้ทำไว้แก่ประเทศอินเดีย การยกเลิกระบบวรรณะ การฟื้นฟูพระพุทธศาสนาอีกทั้งยังมีการก่อตั้งมหาวิทยาลัยไม่ต่ำกว่า 4 แห่งและอีกมากมาย ท่านได้เปลี่ยนแปลงหลายสิ่งหลายอย่าง ดังนั้นท่านจึงได้รับการยกย่องจากคนจัณฑาลและปัญญาชนเสมือนหนึ่งเป็นวีรบุรุษของชาติ มีผู้สร้างอนุสาวรีย์ให้ท่านกระจายไปทั่วอินเดียหลายแห่ง รัฐบาลอินเดียยังประกาศยกย่องท่านให้วันที่ 14 เมษายน ของทุกปีซึ่งเป็นวันคล้ายวันเกิดของ ดร.อัมเพทการ์ เป็นวันหยุดราชการอีกด้วย จากคนต่ำต้อยเกิดวรรณะจัณฑาล สุดท้ายได้รับการเทิดทูนจากมหาชนให้เป็นดั่งวีรบุรุษและเทพเจ้าองค์หนึ่งของประเทศอินเดีย


อ้างอิง

ว.วชิรเมธี.  (2554).  คนดลใจ : HEROES.  กรุงเทพมหานคร: ปราณ

ดร.ภีมราว รามชี อามเพฑกร (ดร.อัมเบดก้าร์).  (ออนไลน์).  สืบค้นเมื่อ 29 สิงหาคม พ.ศ.2558 เข้าถึงได้จาก : http://www.huexonline.com/knowledge_detail.php?knowledge_id=38

ภีมราว รามชี อามเพฑกร.  (ออนไลน์).  สืบค้นเมื่อ 29 สิงหาคม พ.ศ.2558
เข้าถึงได้จาก : https://th.wikipedia.org/

พานิชพล มงคลเจริญ.  ดร.อัมเบดการ์ ผู้ที่ชาวพุทธควรยกย่อง.  (ออนไลน์).  สืบค้นเมื่อ 29 สิงหาคม พ.ศ.2558 เข้าถึงได้จาก : http://krooair.blogspot.com/2009/08/blog-post_25.html


อ่านเพิ่มเติม »

ทัชมาฮาล (Taj Mahal)

โดย ฐิตินันท์ วงษ์ไทย

เมื่อพูดถึงประเทศอินเดียในปัจจุบัน ผู้คนส่วนใหญ่จะไม่รู้มาก่อนว่าเป็นประเทศที่มีอารยธรรมที่เก่าแก่ของโลก มีอารยธรรมที่รุ่งเรืองและสืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน โดยเฉพาะอนุสรณ์ที่สำคัญของโลกที่เราเรียกว่า “ทัชมาฮาล” ซึ่งเป็น 1 ใน 7 ของสิ่งมหัศจรรย์ของโลกในยุคใหม่นั่นเอง

ทัชมาฮาล คือ สุสานหินอ่อนที่ผู้คนเชื่อว่าเป็นสถาปัตยกรรมแห่งความรักที่สวยที่สุดในโลก สร้างขึ้นเมื่อปีค.ศ. 1631 สร้างเสร็จเมื่อปี ค.ศ. 1648 รวมเวลาการก่อสร้าง 17 ปี การประดับตกแต่งใช้เวลา 5 ปี รวมทั้งสิ้น 22 ปี จึงเสร็จเรียบร้อยทุกอย่าง ตั้งอยู่ในสวนริมฝั่งแม่น้ำยมุนาในเมืองอาครา ประเทศอินเดีย

ทัชมาฮาล ถูกสร้างขึ้นโดย เจ้าชายขุร์รัม ซึ่งต่อมาคือพระเจ้าชาร์จาฮัน พระองค์ได้พบกับ อรชุมันต์ภานุเบคุม ธิดาของรัฐมนตรี เมื่ออรชุมันต์ภานุเบคุมได้คลอดธิดาคนที่ 14 หลังจากให้กำเนิดพระธิดาพระนางตกเลือดมาก อยู่ได้เพียงไม่นานพระนางก็สิ้นพระชนม์ พระเจ้าชาร์จาฮันโศกเศร้าอยู่นาน จึงทรงสร้างอนุสรณ์แห่งความรักที่มั่นคงต่อพระมเหสีของพระองค์ พระเจ้าชาร์จาฮันจึงเรียกนางว่า มุมตัส มาฮาล ที่แปลว่า “มงกุฎแห่งพระราชวัง” โดยทรงเลือกทำเลที่ดีที่สุดบริเวณริมโค้งแม่น้ำยมุนาเป็นที่ตั้งของอนุสรณ์แห่งรักนี้



ในปี ค.ศ. 1657 พระเจ้าชาร์จาฮันทรงพระประชวร และในปี ค.ศ. 1658 พระโอรส พระนามว่า โอรังเซบ จับพระพระเจ้าชาร์จาฮันขัง และขึ้นครองราชย์บัลลังก์แทน พระองค์ถูกกักขังอยู่ถึง 8 ปี จนกระทั่งสวรรคตในปี ค.ศ. 1666 ตามตำนานกล่าวว่าให้วันสุดท้ายของชีวิตพระองค์ใช้เวลาทั้งวันในการจ้องมอง เศษกระจกที่สะท้อนภาพของทัชมาฮาลและสิ้นพระชนม์ด้วยเศษกระจกในกำมือ พระเจ้าชาร์จาฮันถูกฝังในทัชมาฮาล เคียงข้างมเหสีของพระองค์

ทัชมาฮาล ตั้งอยู่ในสวนริมฝั่งแม่น้ำยมุนาในเมืองอาครา ประเทศอินเดีย ส่วนที่มีชื่อเสียงที่สุด คือหลุมศพของพระนางมุมตัซ มาฮาล ซึ่งถูกสร้างด้วยหินอ่อนสีขาว ศิลาแลง พลอยสีฟ้า  พลอยสีเขียว หินสีฟ้า โมรา  เพชร  หินทองแดง  และหินทราย

โดยประดับลวดลายเครื่องเพชร พลอย หิน โมราและเครื่องประดับจากมิตรประเทศ ได้รับคำรับรองว่าสร้างขึ้นด้วยสัดส่วนที่วิจิตรและงดงามที่สุด กว้างยาวด้านละ 100 เมตร สูง 60 เมตร มีผู้สร้างและออกแบบร่วม 20,000 คน การก่อสร้างกินเวลานานถึง 22 ปี ทัชมาฮาลมีเนื้อที่ประมาณ 42 เอเคอร์ โดยนายช่างที่ออกแบบชื่อ อุสตาด ไอซา ถูกประหารชีวิตเพื่อไม่ให้ไปออกแบบสถาปัตยกรรมใดๆที่สวยกว่าได้ ส่วนหัวของทัชมาฮาลมีลักษณะโดมที่เรียกว่า โอเนียนโดม


ที่มา :  http://innfoorrr.blogspot.com

ทัชมาฮาลได้ถูกรับเลือกเป็นมรดกโลกเมื่อปี พ.ศ. 2526 โดยมีเหตุผลตามเกณฑ์การพิจารณาคือ
เป็นตัวแทนซึ่งแสดงผลงานชิ้นเอกที่จัดทำขึ้นด้วยการสร้างสรรค์อันฉลาด และยังได้รับการพิจารณาเลือกให้เป็นหนึ่งในเจ็ดสิ่งมหัศจรรย์ของโลกในยุคใหม่อีกด้วย

ด้วยความที่พระเจ้าชาร์จาฮันทรงรักพระมเหสีของพระองค์มาก พระองค์จึงได้สร้าง อนุสรณ์เพื่อแสดงความรักที่มั่นคงที่มีต่อพระมเหสี เป็นอนุสรณ์แห่งความรักที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกยุคปัจจุบัน


อ้างอิง

วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี. ทัชมาฮาล .สืบค้นเมื่อวันที่ 21 ธันวาคม พ.ศ.2558, จาก https://th.wikipedia.org/wiki/ทัชมาฮาล

7 สิ่ง มหัศจรรย์ ของโลกยุคปัจจุบัน.สืบค้นเมื่อวันที่ 21 ธันวาคม พ.ศ.2558,
จาก http://kwanlikehistory.blogspot.com/2013/10/blog-post.html

ทัชมาฮาล รักเหนือกาลเวลาที่อินเดีย สุดโรแมนติก.สืบค้นเมื่อ วันที่ 21 ธันวาคม พ.ศ.2558,
จาก http://travel.truelife.com/detail/1749948

อ่านเพิ่มเติม »