แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ชนเผ่า แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ชนเผ่า แสดงบทความทั้งหมด

ชนเผ่าอินูอิต (Inuits) กับเรื่องที่คุณไม่เคยรู้

โดย กมลทิพย์  พิมพเนตร

บนโลกของเรานี้มีคนหลากหลายชนเผ่าอาศัยอยู่มากมายทั่วทุกมุมโลก กระทั่งดินแดนอาร์คติกที่มีอากาศหนาวเหน็บ ในดินแดนนี้ดวงอาทิตย์ไม่ได้ส่องแสงตลอดปี มีช่วงเวลายาวนานหลายเดือนที่ท้องฟ้ามืดมน มีลมพัดกรรโชก หิมะและแผ่นน้ำแข็งปกคลุมผืนดินและผืนน้ำ แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังมีกลุ่มคนที่สามารถอาศัยอยู่ซึ่งก็คือชนเผ่าพื้นเมือง อินูอิต (Inuits) หรือที่คนส่วนใหญ่รู้จักกันในชื่อ เอสกิโม (Eskimos) หลาย ๆ คนอาจจะคุ้นหูกับชื่อชนเผ่านี้ แต่มีน้อยคนที่จะทราบประวัติความเป็นมาและวิถีชีวิตของชาวอินูอิตจริง ๆ ว่าพวกเขาใช้ชีวิตกันอย่างไร นับถือศาสนาหรือมีความเชื่ออย่างไรบ้าง


ครอบครัวอินูอิตในยุคที่มีภาพถ่าย
ที่มา : https://sites.google.com/

คำว่า เอสกิโม มีความหมายว่า “คนที่กินเนื้อดิบ” ชาวอินูอิตไม่ชอบคำเรียกนี้เท่าไรนักเหมือนกับเป็นการเหยียดหยามกัน ซึ่งชื่อนี้ได้มาจากชาวพื้นเมืองอินเดียนแดงของอเมริกาที่ใช้เรียกพวกเขา แต่พวกเขากลับชอบให้เรียกว่า ชาวอินูอิต (Inuit) มากกว่า ชาวอินูอิตนั้นสืบเชื้อสายมาจากชนพื้นเมืองในเอเชียที่อพยพข้ามสะพานแผ่นดินเบอริ่ง (Bering land bridge) ที่เชื่อมระหว่างไซบีเรียและอลาสก้าของอเมริกา พวกเขาข้ามมาในยุคน้ำแข็งเมื่อประมาณ 13,000 ปีก่อน ทำให้บางคนมีหน้าตาคล้ายคลึงกันกับชาวเอเชีย และใช้ชีวิตสืบต่อเนื่องมาหลายต่อหลายรุ่นที่นี่ ทำให้สามารถปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมได้เป็นอย่างดี

ชาวอินูอิตมักตั้งถิ่นฐานโดยอยู่อาศัยรวมกันเป็นกลุ่ม ปัจจุบันชาวอินูอิตมีการสร้างบ้านเป็นหลังเหมือนกับบุคคลทั่วไปและอาศัยอยู่ร่วมกันกับคนในเมือง ซึ่งในกรีนแลนด์จะนิยมสร้างบ้านจากหินและไม้ ซึ่งมีความคงทนแข็งแรง ในอลาสก้าบริเวณชายฝั่งอ่าวไซบีเรียนจะสร้างบ้านด้วยไม้ ในอดีตชาวอินูอิตอาศัยในกระท่อมที่ทำจากน้ำแข็งหรือที่เรียกว่า อิกลู (Igloo)

การก่อสร้างอิกลูทำโดยการนำน้ำแข็งที่ถูกตัดเป็นก้อนสี่เหลี่ยมให้มีขนาดที่เหมาะสมแล้วนำไปวางซ้อนกันเป็นชั้น ๆ เมื่อสร้างเสร็จแล้วจะมีลักษณะคล้ายโดม โดยเจาะทางเข้าไว้ที่ระดับต่ำเพื่อป้องกันลมหนาวจากภายนอกพัดเข้ามาด้านใน ภายในจะมีหนังสัตว์ขึงไว้ที่ผนังเพื่อใช้เป็นฉนวนสำหรับกักเก็บความร้อนที่เกิดจากการจุดตะเกียงหรือความร้อนจากร่างกายมนุษย์

ชาวอินูอิตจะใช้กระท่อมอิกลูเป็นที่พักชั่วคราวในทุ่งหิมะ ขณะออกล่าสัตว์ ในฤดูหนาวพวกเขามักรวมตัวอยู่กันเป็นกลุ่มใหญ่ ๆ ส่วนในฤดูร้อนก็จะรวมตัวกันน้อยลงหรือแยกกันอยู่เป็นครอบครัว ชาวอินูอิตจะไม่อยู่อาศัยเป็นหมู่บ้านที่เป็นที่พักอาศัยถาวร แต่จะอาศัยอยู่ในเต้นท์หนังสัตว์ในบริเวณที่สามารถตกปลา ล่าสัตว์ เก็บพืชได้มากที่สุด เพื่อสะสมอาหารไว้รับประทานในฤดูหนาว
     

ชาวอินูอิตอาศัยอยู่ในกระท่อมน้ำแข็งอิกลู

อาชีพหลักของชาวอินูอิต คือ การทำประมงจับปลาและส่งออก และอาชีพโดยทั่วไปอีกอย่าง คือ ล่าสัตว์ซึ่งทำกันมาตั้งแต่ในอดีต เนื่องจากบริเวณที่ชาวอินูอิตอาศัยอยู่ ใกล้ขั้วโลกเหนือ อากาศจึงหนาวเย็นมาก ทำให้มีพืชพันธุ์น้อย เพื่อการดำรงชีวิตให้อยู่รอดจึงต้องอาศัยการล่าสัตว์มากกว่า พวกเขามักประกอบอาหารด้วยปลาชนิดต่าง ๆ และบริโภคสัตว์ทุกชนิดทั้งสัตว์บกและสัตว์น้ำที่สามารถจับได้ที่นี่ เช่น นก ไข่นก เรนเดียร์ หมีขั้วโลก วัวมัสก์อ็อกซ์ สิงโตทะเล วอลรัส แมวน้ำ ไปจนถึงปลาวาฬ

พวกเขามักบริโภคอาหารเหล่านี้แบบแช่แข็ง ดิบ หรือต้ม โดยจะใส่เครื่องเทศน้อยมาก เก็บรักษาอาหารโดยการหมักดองไว้ในดินหรือน้ำแข็ง เนื่องจากเป็นดินแดนที่หนาวมากจึงไม่ต้องใช้ตู้เย็นในการเก็บรักษาอาหารเพียงแค่ใส่ไว้ในน้ำแข็งก็ทำให้อาหารเน่าเปื่อยช้าลงแล้ว และยังนำเนื้อปลามาตากแห้ง นอกจากเนื้อสัตว์แล้วพืชผักที่ชาวอินูอิตมักบริโภค ได้แก่ เบอร์รี่ (โครว์แบร์รี่และเคลาด์แบร์รี่) หญ้า หัวมันต่าง ๆ และสาหร่าย


 สภาพที่อยู่อาศัยปัจจุบันของชาวอินูอิตในกรีนแลนด์
ที่มา : https://www.imagekind.com/

ชาวอินูอิตเป็นชนเผ่าที่มีชีวิตสงบสุข ดำรงชีพด้วยการล่าอาหาร พวกเขาสวมใส่เสื้อผ้าที่ทำมาจากหนังและขนสัตว์ที่ได้จากการล่าซึ่งให้ความอบอุ่นแก่ร่างกายอย่างมาก และยังใช้ไขมันวาฬทาตัวเพื่อรักษาความอบอุ่นของร่างกาย โดยทั่วไปแล้วชาวอินูอิตจะไม่อาบน้ำกันเพราะในสภาพแวดล้อมที่หนาวเย็นแบบนั้น ความจำเป็นต้องรักษาความร้อนของร่างกายเป็นเรื่องสิ่งสำคัญ ดังนั้นการอาบน้ำจึงไม่จำเป็น และในสภาพเช่นนี้แบคทีเรียไม่ค่อยมีการเจริญเติบโตมากนัก

แต่ในปัจจุบันนี้พวกเขาอยู่ในบ้านที่สร้างความอบอุ่นได้ จึงอาบน้ำบ่อยขึ้นและออกไปล่าวาฬน้อยลง และในบางพื้นที่มีการออกกฎหมายควบคุมการล่าสัตว์ ชาวอินูอิตยังสามารถออกล่าสัตว์แต่ทำได้ในจำนวนที่น้อยลง การสวมใส่เสื้อผ้าจากขนสัตว์จึงพบเห็นน้อยลงด้วย หรืออาจจะสวมใส่เพียงในพิธีสำคัญ เช่น การแต่งงาน  เป็นต้น

ภูมิปัญญาที่สำคัญอย่างหนึ่งของชาวอินูอิต ได้แก่ การประดิษฐ์เรือแคนูจากหนังแมวน้ำเพื่อใช้ในการล่าสัตว์ในน้ำ การใช้ไขมันของปลาวาฬ วอลรัส และแมวน้ำให้เชื้อเพลิง การประดิษฐ์เลื่อนลากและกระโจมจากหนังกวางกับกระดูกวาฬ โดยใช้สุนัขเป็นจำนวนมากลากเลื่อนเป็นพาหนะที่นิยมใช้กัน ซึ่งสิ่งที่ยังคงพบเห็นได้ทั่วไปในปัจจุบันตามบ้านเรือนของชาวอินูอิต คือการลากเลื่อนโดยสุนัข       

และนอกจากนี้ชาวอินูอิตยังมีความเชื่อเรื่องหลังความตาย ในอดีตพวกเขาไม่มีการจัดงานศพ มีเพียงพิธีกรรมหนึ่งโดยพิธีที่ว่าคือการนำคนเฒ่าคนแก่ของชนเผ่าไปปล่อยทิ้งไว้บนภูเขาน้ำแข็ง แล้วปล่อยให้พวกเขาเหล่านั้นเผชิญกับอากาศที่หนาวเย็น ไม่มีน้ำและอาหาร พวกเขาอาจถูกแช่แข็งและอดอาหารจนตายในที่สุด ซึ่งชาวอินูอิตนั้นมีความเชื่อว่ามันเป็นการสร้างความสบายใจให้กับคนแก่ที่ไม่อยากเป็นภาระของครอบครัว เชื่อกันว่ามันเป็นการทำเพื่อคนที่รักเพื่อให้พวกเขาได้เดินทางไปในที่ดีๆ ดังนั้น ลูกหลานทุกคนจึงส่งพวกเขาสู่ความตายอย่างสง่างาม แต่ปัจจุบันโลกเปลี่ยนไปชาวอินูอิตจึงเปลี่ยนพิธีกรรมนั้นมาเป็นการฝังศพตามความเชื่อทางศาสนา เนื่องจากคนส่วนมากได้เปลี่ยนมานับถือศาสนาคริสต์

ปัจจุบันนี้ชาวอินูอิตส่วนมากอาศัยอยู่บริเวณไซบีเรีย และทางตอนเหนือของทวีปอเมริกา ได้แก่ อลาสก้า แคนาดา และกรีนแลนด์ที่เป็นเกาะขนาดใหญ่ที่สุดของโลกที่อยู่ใกล้กับขั้วโลกเหนือมากที่สุด ในบริเวณเหล่านี้มีผู้อาศัยอยู่น้อยมากเมื่อเทียบกับขนาดของพื้นที่ทั้งหมด เช่น กรีนแลนด์ที่ทั้งประเทศมีประชากรเพียง 56,186 คน จากการสำรวจเมื่อปี 2016 โดยประชากรส่วนใหญ่เป็นชาวอินูอิต และชาวเดนมาร์กเพียง 13% และกระจายเป็นกลุ่มในแคนาดาราว 1 แสนคน

ชาวอินูอิตในปัจจุบันมีการใช้ชีวิตปกติร่วมกับคนในเมืองและคนชาติอื่นๆ มีการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตอย่างมาก แต่ยังคงความเป็นอินูอิตไว้ เช่น การออกล่าปลาวาฬในบางโอกาศ การรับประทานเนื้อแมวน้ำ และการใช้สุนัขลากเลื่อนเป็นยานพาหนะหลัก มีการรักษาและสืบทอดวัฒนธรรมดังเดิม สามารถพบเห็นสิ่งของเครื่องใช้ต่าง ๆ ได้ในบ้านเรือนทั่วไปของชาวอินูอิตหรือพิพิธภัณฑ์ที่เก็บรวมรวบประวัติศาสตร์


อ้างอิง

ชนิษา  สิงห์นวล.  (2561).  พิธีศพของ ชาวเอสกิโม.  สืบค้นเมื่อ 23 กันยายน 2561, จาก:
https://prapayneeplaek.blogspot.com

My Tangmo.  (2555). ชาวเอสกิโม.  สืบค้นเมื่อ 23 กันยายน 2561, จาก: http://toey-satjapot.blogspot.com

Oporshady.  (2557).  กรีนแลนด์ เกาะใหญ่ ณ แดนเหนือสุดขั้วโลก.  ค้นเมื่อ 23 กันยายน 2561, จาก:
https://travel.mthai.com/world-travel

Puma.  (2557).  แดนเถื่อนอาร์คติก (Arctic wilderness).  สืบค้นเมื่อ 23 กันยายน 2561, จาก:
www.komkid.com/แดนเถื่อนอาร์คติกarctic-wilderness

วรรณสิงห์ ประเสริฐกุล.  (2561).  เถื่อน Travel Season 2 ตอน Arctic ขั้วโลกเหนือสองฤดู. 
สืบค้นเมื่อ 23 กันยายน 2561, จาก: https://www.youtube.com/watch?v=4rPgoL052BA
อ่านเพิ่มเติม »

เปิดชีวิต ชนเผ่าฮิมบา (Himba)

โดย วรัญญา คลื่นแก้ว

ปัจจุบันโลกของเรามีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะด้านการดำรงชีวิตของผู้คนที่มีเทคโนโลยีต่างๆเข้ามาเกี่ยวข้อง ทำให้ประชากรบนโลกมีความสะดวกสบายและทันสมัยมากขึ้น แต่สิ่งที่น่าสงสัยและน่าสนใจก็คือ ปัจจุบันยังคงมีกลุ่มคนจำนวนหนึ่งที่ใครหลายๆคนอาจจะยังไม่รู้จักหรือเคยได้ยินชื่อมาก่อน ซึ่งกลุ่มคนดังกล่าวยังคงมีวิถีชีวิตแบบดั้งเดิมอยู่กับธรรมชาติโดยที่ไม่ได้สนใจต่อความเปลี่ยนแปลงของโลก ซึ่งเหนือในกลุ่มคนเหล่านั้นก็คือ ชนเผ่าฮิมบา (Himba)



ฮิมบา เป็นชนเผ่าเล็กๆในทวีปแอฟริกา อาศัยอยู่ในดินแดนแห้งแล้งทางตอนเหนือของประเทศนามิเบีย หรือชื่อทางการคือ สาธารณรัฐนามิเบีย (Republic of Namibia) เป็นประเทศในทวีปแอฟริกาตอนใต้ มีชนเผ่าฮิมบาอาศัยอยู่ตามแนวแม่น้ำคูเนเน (Kunene) ซึ่งเป็นหนึ่งในแม่น้ำสายยาวไม่กี่แห่งในภูมิภาคนี้และเป็นพรมแดนธรรมชาติระหว่างทางเหนือของประเทศนามิเบียและแองโกลา  ชนเผ่าฮิมบามีประชากรประมาณ 30,000-50,000 คน จากประชากรทั้งหมด 2.6 ล้านคนในประเทศนามิเบียและมีพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นทะเลทราย ทำให้พวกเขาได้ชื่อว่าเป็นชนเผ่ากึ่งเร่ร่อน อพยพตามฤดูกาลและตามแหล่งน้ำเป็นหลัก พวกเขามีการดำเนินชีวิตแบบดั้งเดิมอยู่กับธรรมชาติ ไม่มีไฟฟ้าและเทคโนโลยีใดๆใช้ ถึงแม้ว่าพวกเขาจะดูแตกต่างจากโลกปัจจุบันแต่พวกเขาค่อนข้างเป็นมิตรกับทุกคน เนื่องมาจากพื้นที่ที่พวกเขาอยู่อาศัยนั้นได้กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์อีกแห่งในนามิเบีย ทำให้มีนักท่องเที่ยวสนใจในวิถีชีวิตของพวกเขาและอยากรู้จักชนเผ่ากลุ่มนี้มากขึ้น



ลักษณะของชนเผ่าฮิมบา มีรูปร่างผอม บาง และสูง มีเนื้อตัวสีแดง มีการแต่งกายแบบ Topless หรือเปลือยกายส่วนบน ซึ่งส่วนล่างจะใช้หนังสัตว์ที่ขัดฟอกด้วยตนเองทำเป็นเสื้อผ้าสำหรับนุ่งห่มและมีทรงผมที่โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์แตกต่างจากชนเผ่าอื่นๆในทวีปแอฟริกา โดยมีการใช้วัสดุท้องถิ่นในการตกแต่งทรงผมที่เรียกว่า เอเรมเบ้ (การแต่งทรงผม) ซึ่งจะใช้ดินโคลนสีแดง เนยและขนแพะสำหรับถักผมเปียและทำทรงเดรดล็อก โดยแต่ละคนมีทรงผมที่แตกต่างกันตามเพศและช่วงอายุที่สามารถบ่งบอกสถานะทางสังคม คือ

เด็กเล็กๆ ชาวฮิมบาจะโกนศีรษะ แต่เมื่อโตขึ้น ผมจะเป็นสัญลักษณ์ที่แสดงความเป็นเด็กผู้หญิงหรือเด็กผู้ชาย โดยเด็กผู้ชายจะมี 1 เปีย ปัดไปด้านหลัง แต่จะไม่ไว้เป็นทรงหางม้า ส่วนเด็กผู้หญิงจะมีถึง 1 -2 เปียด้านหน้า หรือบางทีอาจมีมากถึง 4 เปีย แต่หากเป็นเด็กหญิงฝาแฝดก็จะมีเพียงแค่คนละเปีย



เมื่อเริ่มก้าวเข้าสู่วัยสาว เปียผมจะเปลี่ยนไปเป็นทรงที่คล้ายกับทรงเดรดล็อก (Dread Lock) โดยนิยมนำผมมาปกปิดใบหน้าเพื่อซ่อนความเป็นสาวแรกแย้ม แต่หากเติบโตขึ้นจนถึงวัยที่สามารถออกเรือนหรือมีครอบครัวได้ ก็จะปัดเสยผมไปด้านหลังเพื่อเผยใบหน้าให้หนุ่มเผ่าเดียวกันได้เห็นอย่างชัดเจน หากเป็นหญิงที่แต่งงานไปแล้วมากกว่า 1 ปี หรือเป็นหญิงที่มีบุตรแล้ว จะสวมเครื่องประดับที่ทำจากหนังสัตว์ไว้บนศีรษะ ส่วนผู้ชายหากเป็นหนุ่มโสดจะมัดผมเปียชี้ไปทางด้านหลัง ประดับตกแต่งด้วยเส้นใยปาล์มย้อมสีหรือเศษผ้าสวยงามเท่าที่จะหาได้ และจะเปลี่ยนเป็นการโพกศีรษะด้วยผ้าคลุมผมเอาไว้ทั้งหมดก็ต่อเมื่อแต่งงานแล้ว และจะไม่ถอดผ้านั้นออกอีกต่อไป



จากที่กล่าวมาจะเห็นได้ว่าชาวฮิมบาทุกคนเอาใจใส่กับทรงผมของตนเองเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะผู้หญิงที่แต่ละคนสละเวลาวันละ 2-3 ชั่วโมง เพื่อดูแลเสริมความงามให้กับทรงผมโดยเฉพาะทรงผมเดรดล็อกของผู้หญิงที่ต้องดูแลรักษากันเป็นพิเศษและนอกเหนือจากนั้นพฤติกรรมที่น่าสนใจอย่างหนึ่ง คือ ชาวฮิมบาไม่นิยมอาบน้ำ โดยผู้หญิงจะไม่อาบน้ำตั้งแต่เกิดจนวาระสุดท้ายของชีวิต แต่พวกเขามีวิธีการทำความสะอาดร่างกายที่เรียกว่า อบควันหอม จากการเผาด้วยสมุนไพรแล้วค่อยๆ ยกถ้วยควันไล่อบไปในส่วนต่างๆ ของร่างกาย ส่วนสาเหตุที่พวกเขาไม่นิยมอาบน้ำมาจากความแห้งแล้ง ขาดแคลนน้ำ มีเพียงผู้ชายเท่านั้นที่ได้รับอนุญาตให้ใช้น้ำเพื่อล้างตามความประสงค์



ส่วนการดำรงชีวิตของชาวฮิมบานั้นยังคงใช้ชีวิตโดยอาศัยธรรมชาติเป็นหลักใช้ชีวิตที่สงบ เรียบง่าย นิยมเลี้ยงวัวและแพะ โดยมีแพะเป็นสัตว์เลี้ยงประจำเผ่า ส่วนด้านการเกษตรไม่เป็นที่นิยมมากนักเนื่องจากเป็นพื้นที่แห้งแล้ง ขาดแคลนน้ำสามารถปลูกพืชได้บางชนิดเท่านั้น เช่น ต้นข้าวโพด เป็นต้น และในสังคมของชาวฮิมบานั้นเพศหญิงต้องทำงานหนักมากกว่าเพศชาย โดยงานส่วนใหญ่ที่เป็นหน้าที่หลักของเพศหญิง คือ การไปตักน้ำเพื่อนำมาใช้สอยในหมู่บ้าน หาเก็บฟืน ทำอาหาร เลี้ยงลูก รวมถึงงานหัตถกรรม เช่น การทักทอเสื้อผ้า และเครื่องประดับ นอกจากนี้การรีดนมวัวและนมแพะก็ยังเป็นหน้าที่ของผู้หญิงอีกด้วย ส่วนเพศชายนั้นมีหน้าที่หลัก คือ เป็นหัวหน้าเผ่า ดูแลสัตว์และออกล่าสัตว์ที่มักจะต้องห่างไกลจากบ้านเป็นเวลานาน รวมถึงงานก่อสร้างที่เพศชายจะต้องเข้าเมืองเพื่อไปทำงานรับจ้าง



ที่อยู่อาศัยของคนที่นี้ทำมาจากดินโคลนแดง มีหลังคามุงที่ทำมาจากต้นจาก (พืชจำพวกปาล์ม) โดยบ้านแต่ละหลังสร้างเป็นกระท่อมขนาดเล็กเรียงกันในรูปครึ่งวงกลม มีบ้านหัวหน้าครอบครัวกับภรรยาคนแรกอยู่ตรงกลาง พื้นบ้านปูด้วยหนังวัวและใช้หมอนไม้สำหรับรองศีรษะตอนนอน ส่วนอาหารที่ชาวฮิมบารับประทานเป็นประจำ คือ โจ๊ก ซึ่งทำมาจากแป้ง โดยการต้มน้ำให้เดือดและใส่แป้งลงไป อาจเพิ่มน้ำมันและอาหารที่เสิร์ฟ เป็นอาหารที่ไม่มีรสชาติ เพราะชาวฮิมบาไม่รู้จักการใช้เกลือหรือน้ำตาล


ที่มา : http://wowjung.com/

จารีตและประเพณีที่สำคัญของชาวฮิมบา คือ การแต่งงานที่ยังคงเป็นแบบคลุมถุงชนและผู้ชายสามารถมีภรรยาได้มากกว่า 1 คน ในพิธีกรรมเจ้าสาวจะต้องกินเนื้อสัตว์ของฝ่ายชาย ซึ่งนั้นจะแปลว่าเขามีเลือดเนื้อของญาติฝ่ายชายอยู่ในตัวแล้ว หลังจากนั้นเจ้าสาวจะต้องย้ายไปอยู่บ้านของฝ่ายชาย และหลังจากการแต่งงานการมีเพศสัมพันธ์นอกสมรสเป็นเรื่องจำเป็น ภรรยามีหน้าที่ทาบทามผู้หญิงอื่นที่สามีตนเองต้องการมีเพศสัมพันธ์ด้วย แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นผู้หญิงคนนั้นจะต้องได้รับการยอมรับจากภรรยาด้วย

นอกจากนี้ชาวฮิมบายังมีความเชื่อเกี่ยวกับภูติผี ซึ่งพวกเขาเรียกว่า Mukuru พวกเขาสามารถสื่อสารกับภูติผีเหล่านั้นโดยผ่านไฟศักดิ์สิทธิ์ โดยบริเวณหน้าบ้านของแต่ละคนนั้นจะมีกองไฟกองเล็กๆ มีควันลอยออกมาเล็กน้อยเพื่อให้รู้ว่านี้คือกองไฟ ชนเผ่า Himba เชื่อว่าห้ามให้ไฟดับเด็ดขาด เพราะไฟนี้ถือเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เป็นศูนย์รวมจิตวิญญาณของครอบครัว บุคคลภายนอกที่ไม่ใช่สมาชิกครอบครัวห้ามเดินผ่านระหว่างกองไฟกับหน้ากระท่อมให้เดินอ้อมหลังกระท่อม

สุดท้ายนี้จะเห็นได้ว่าชนเผ่าฮิมบาเป็นชนเผ่าที่ยังคงดำรงชีวิตในแบบดั้งเดิมของตน ไม่มีการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาเหมือนในยุคปัจจุบัน พวกเขามีความผูกพันและมีวิถีชีวิตที่อยู่กับธรรมชาติมาตั้งแต่กำเนิด ซึ่งก็ทำให้พวกเขามีเอกลักษณ์ที่โดดเด่นเป็นของตนเองอย่างชัดเจน กลายเป็นชนเผ่าที่หาดูได้ยากในยุคศตวรรษที่ 21 แต่เนื่องจากโลกปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงพัฒนาหลายๆด้านอย่างรวดเร็ว ทำให้พวกเขาต้องรู้จักปรับตัวและหาวิธีที่จะอยู่รอดในโลกปัจจุบัน โดยมีการอพยพเข้ามาในตัวเมืองเพื่อหารายได้มากขึ้น จนทำให้ชนเผ่ามีจำนวนประชากรลดลงและอาจจะหายสาปสูญไปในที่สุด ซึ่งก็เป็นสิ่งที่คาดเดาได้ยากว่าพวกเขาจะยังคงอยู่รอดในช่วงแห่งการเปลี่ยนแปลงนี้ได้อย่างไร


อ้างอิง

wichada. (2559). รีวิว นามิเบีย(แอฟริกา)สัมผัสชีวิตชนเผ่าฮิมบา. สืบค้นเมื่อ 23 กันยายน 2561, จาก :
http://www.govivigo.com/reviews/

จันทร์เคี้ยว. (2561). ฮิมบา บนสายลมแห่งการเปลี่ยนแปลง. สืบค้นเมื่อ 23 กันยายน 2561, จาก :
https://waymagazine.org/allway_himba/

ว้าวจัง. (2560). 5 ข้อเท็จจริงที่น่าสนใจ เกี่ยวกับเผ่า Himba ที่แอฟริกา. สืบค้นเมื่อ 23 กันยายน 2561, จาก : http://wowjung.com/837/interesting-facts-about-the-himba/

ZoneGus LifeOnTheWorld. (2018,September 2018). 10 ชนพื้นเมืองที่หาดูได้ยากและกำลังจะหายสาปสูญไป. video posted to https://www.youtube.com/watch?v=tiiV_zr60Zc

admin. (2561). ประวัติ ชนเผ่า Himba ทางตอนเหนือของนามิเบีย. สืบค้นเมื่อ 26 กันยายน 2561, จาก :
http://www.histoire-afrique.org/

อ่านเพิ่มเติม »

ชาวฮันซา (Hunza) มนุษย์อายุยืนในปากีสถาน

โดย กมลรัตน์ ภูเขาเขียว

ในปัจจุบันยุคของโลกาภิวัตน์ โลกมีการพัฒนาเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว รวมถึงโรคและปัญหาสุขภาพต่างๆ ที่ดูเหมือนว่าโรคได้พัฒนาตัวมันเองให้มีเชื้อที่ร้ายแรงและส่งผลเสียต่อมนุษย์มากยิ่งขึ้น และจะเห็นได้ว่าทุกวันนี้มีผู้เสียชีวิตจากโรคร้ายเหล่านี้ อันเนื่องมาจากขาดการดูแลเอาใจใส่ในเรื่องสุขภาพ การรับประทานอาหารที่ส่งผลเสียต่อสุขภาพ การใช้ชีวิตหรือความเป็นอยู่ต่างๆที่ไม่เหมาะสม จึงทำให้เป็นโรคร้ายและเสียชีวิตก่อนวัยอันควร แต่ยังมีชนเผ่าหนึ่งที่ดูเหมือนว่าโรคร้ายที่คร่าชีวิตผู้คนมากมายไม่สามารถที่จะเกิดขึ้นกับพวกเขาได้เลย ชนเผ่านี้ได้ชื่อว่าเป็นชนเผ่าที่มีอายุยืนยาวมากที่สุดในโลก ซึ่งพวกเขาคือ “ชาวฮันซา หรือ ชาวหรรษา”

ที่มา : http://freewill14.blogspot.com/
ชาวฮันซา (Hunza) เป็นชื่อเรียกของชนเผ่าหนึ่งที่อาศัยอยู่บริเวณเชิงเขาหิมาลัย ตอนเหนือของประเทศปากีสถาน โดยชาวเขาที่อาศัยในบริเวณแห่งนี้ มีอายุขัยเฉลี่ยประมาณ 120 ปี และที่น่าทึ่งมากกว่านั้นคือ มีชาวฮันซาบางคนที่มีอายุมากถึง 130-140 ปี โดยที่เขาสามารถทำงานได้ สามารถเดินได้ปกติ สุขภาพร่างกายยังแข็งแรง และยังมีฟันเต็มปาก ซึ่งเมื่อเทียบกับผู้สูงอายุทั่วทุกมุมโลกแล้วจะเห็นได้ว่าชนเผ่านี้น่าอัศจรรย์อย่างยิ่ง

การมีวิถีชีวิตที่อยู่ท่ามกลางหุบเขาและธรรมชาติของชาวฮันซา ทำให้พวกเขาเหล่านี้มีชีวิตที่ยืนยาวได้ ซึ่งมีสาเหตุมาจากหลายอย่าง คือ ชาวฮันซาใช้ชีวิตแบบชนบท การที่ได้อยู่ท่ามกลางธรรมชาติ มีอากาศที่บริสุทธิ์ ไม่มีเทคโนโลยี ไม่มีไฟฟ้าใช้ ไม่มีหมอกควันหรือสารเคมีใดๆ การทำเกษตรกรรม การเดินขึ้นเขาลงเขา ซึ่งเป็นการใช้แรง เสมือนเป็นการออกกำลังกายไปในตัว

อีกทั้งชาวฮันซาไม่มีใครที่เป็นโรคฟันผุเลย เนื่องจากพวกเขากินแต่อาหารที่มีประโยชน์ ไม่มีขนมหรือของหวานที่ส่งผลเสียต่อสุขภาพ อาหารที่ชาวฮันซากินเป็นประจำคือพืชผักและผลไม้ เช่น ข้าวสาลี ข้าวฟ่าง ลูกเดือย ถั่ว มันฝรั่ง แครอท เทอร์นิป แอปเปิ้ล เชอร์รี่ บลูเบอร์รี่ เมล็ดพืชต่างๆ โดยผลไม้ที่ชาวฮันซานิยมกินกันมาก ซึ่งบางคนถือว่าผลไม้ชนิดนี้เป็นเคล็ดลับของการมีอายุยืนของพวกเขาคือ เอพริคอต มีรูปร่างลักษณะคล้ายลูกพีชหรือแอปเปิ้ล ส่วนข้าวที่กินนั้นเป็นข้าวที่ไม่มีการขัดขาวคล้ายข้าวกล้อง ทำให้ได้รับสารอาหารที่มีประโยชน์อย่างเต็มที่ ส่วนน้ำที่ชาวฮันซากินนั้นก็เป็นน้ำแร่บริสุทธิ์ที่มีแร่ธาตุสูง

ที่มา : http://www.bloggang.com/
ชาวฮันซายังมีความเชื่อบางอย่าง เช่น มีความเชื่อในการเคี้ยวอาหาร ซึ่งจะต้องเคี้ยวหลายๆ ครั้ง เคี้ยวอาหารให้ละเอียดก่อนกลืน ไม่ต้องกินอาหารให้อิ่มมาก ให้กินอิ่มท้องเพียงแปดสิบเปอร์เซ็นต์เท่านั้น อีกทั้งพวกเขายังมีการอดอาหารสัปดาห์ละครั้ง ทั้งนี้ไม่ใช่เพื่อการลดน้ำหนักแต่อย่างใด แต่เชื่อว่าการอดอาหารนั้นจะทำให้ระบบภายในร่างกายสะอาดขึ้น นอกจากนี้ยังมีอีกสิ่งหนึ่งที่ต่างจากกลุ่มคนทั่วไปคือ ชาวฮันซาไม่บริโภคเนื้อสัตว์เป็นอาหารหลัก จะมีการกินเนื้อแพะปีละ 1-2 ครั้ง ในวันสำคัญคือวันขึ้นปีใหม่และวันแต่งงาน

ด้านสังคมของชาวฮันซา พวกเขามีสายสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้น อยู่อาศัยกันแบบครอบครัวใหญ่ที่มีแต่ความอบอุ่น การมีน้ำใจไมตรีต่อกัน การมีวิถีชีวิตที่เรียบง่าย พวกเขาจะรู้วิธีการสร้างความผ่อนคลายให้กับตนเอง ทุกคนต่างใช้ชีวิตแบบมีความสุข ไม่มีความเครียดใดๆ จากปัจจัยทั้งหมดนี้จึงเป็นที่มาของการมีชีวิตที่ยืนยาวของชาวฮันซา

ที่มา : https://www.keepitthai.com/node/6907
จะเห็นได้ว่าชาวฮันซาเป็นชนเผ่าที่ควรนำมาเป็นแบบอย่างในการดำเนินชีวิต ทั้งในเรื่องการมีวิถีชีวิตที่เรียบง่าย การเลือกกินแต่สิ่งที่มีประโยชน์ รวมถึงการใช้ชีวิตร่วมกันในสังคมของชาวฮันซาอย่างสงบสุข แต่ด้วยปัจจุบันสังคมส่วนใหญ่หรือประเทศที่มีการพัฒนาในทุกๆ ด้าน ทำให้ผู้คนได้รับความสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น โดยในบางครั้งเราหลงลืมไปว่าการใช้ชีวิตที่มักง่ายเกินไปนั้น เป็นพฤติกรรมที่ทำลายสุขภาพของตนเองหรือคนรอบข้างได้ ซึ่งถ้าหากว่าเราหันมาใส่ใจดูแลสุขภาพ เลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ไม่ทำลายสุขภาพ อีกทั้งการมีความคิดที่ดีๆ ไม่สร้างความเดือดร้อนให้กับผู้อื่น และเมื่อเรามีสุขภาพดี มีความคิดดี จิตใจดี ก็จะทำให้เราสามารถใช้ชีวิตอยู่บนโลกนี้ได้นานและใช้ชีวิตร่วมกับผู้อื่นในสังคมได้อย่างมีความสุขมากยิ่งขึ้น


อ้างอิง

จิตอิสระ. (นามแฝง). (2558). ชนเผ่าที่มีอายุยืนมากที่สุดในโลก. สืบค้นเมื่อ 20 กันยายน 2560, จาก  http://freewill14.blogspot.com/2015/04/blog-post_12.html

วัลลภ พรเรืองวงศ์. (2548). 6 วิธีรักษาสุขภาพแบบหรรษา. สืบค้นเมื่อ 20 กันยายน 2560, จาก  https://www.gotoknow.org/posts/6615

Npantong. (นามแฝง). วิธีธรรมชาติบำบัดของชาวฮันซา เชื้อชาติที่มีอายุยืนที่สุดในโลก ๑๒๐ ปี. สืบค้นเมื่อ 20 กันยายน 2560, จาก  https://www.keepitthai.com/node/6907

อ่านเพิ่มเติม »

มัมมี่แห่งอินคา

โดย นันทรัตน์ ป่าถ่อน

จักรวรรดิอินคา (Inca) เป็นจักรวรรดิโบราณที่ใหญ่ที่สุดในทวีปอเมริกาใต้ และชาวอินคาได้ชื่อว่าเป็นชนเผ่าที่มีอารยธรรมสูงส่งและเป็นแบบอย่างแก่ชนเผ่าอื่นในแถบอเมริกาใต้มานานนับพันปี  ยุคสมัยที่ชาวอินคาปกครองอาณาจักรอันกว้างใหญ่ไพศาลนั้น  นับว่ามีความเจริญรุ่งเรืองเป็นอย่างมาก มีผลงานด้านสถาปัตยกรรมและประติมากรรมตลอดจนสิ่งก่อสร้างต่างๆ ที่กลายเป็นแบบอย่างแก่ชนเผ่าอื่นๆ อีกทั้งยังเป็นแหล่งกำเนิดอารยธรรมต่างๆ ในช่วงระยะเวลายาวนานกว่า 500 ปี และอินคามีตำนานความเชื่อต่างๆ มากมาย รวมทั้งและมีพิธีกรรมบูชายัญนั่นก็คือ การทำมัมมี่ของชาวอินคา

ในปี ค.ศ.1999 นักโบราณคดีที่ขึ้นไปสำรวจภูเขาไฟ Llullaillaco (ยูเย่ยาโก้) เทือกเขาแอนดิส ในประเทศอาร์เจนตินา ได้พบกับร่างของมัมมี่เด็ก 3 ราย อยู่บนยอดเขาที่หนาวเหน็บ และ 1 ใน 3 ของมัมมี่ที่ค้นพบมีความสมบูรณ์มาก คล้ายกับเพิ่งเสียชีวิตได้ไม่นาน แม้หลักฐานทางวิทยาศาสตร์จะระบุว่า เสียชีวิตมานานกว่า 500 ปีแล้วก็ตาม โดยมัมมี่ทั้ง 3 ร่าง แบ่งเป็นหญิง 2 คน และชายอีก 1 คน ทั้ง 3 คน มีอายุที่ต่างกันไม่มาก โดยมัมมี่ที่มีอายุมากที่สุด (ลา ดอลเซลญา) เป็นเพศหญิงอายุ 13 ปี ส่วนเพศชายอายุ 7 ปี และเพศหญิงที่อายุน้อยสุดคือ 6 ปี ทั้งหมดเป็น “ชาวอินคา” ที่เสียชีวิตขณะทำพิธีบูชายัญ



ร่างของลา ดอลเซลญา พบอยู่ในสภาพสมบูรณ์มาก แม้แต่เหาก็ยังคงติดอยู่บนเส้นผมของเธอ  เธออยู่ในท่านั่งขัดสมาธิและมือวางอยู่บริเวณหน้าตัก แต่งกายด้วยผ้าคลุมไหล่และเครื่องประดับที่ทำจากกระดูกและหิน ใบหน้าของเธอยังถูกแต้มด้วยสีแดง และพบร่องรอยของเศษใบโคคาซึ่งเป็นที่นิยมเคี้ยวกันในกลุ่มชนเผ่าอินคาบนที่ราบสูง เพื่อให้ช่วยลดแรงกดดันที่เกิดจากการอยู่บนที่สูง มัมมี่ของเผ่าอินคาจะแตกต่างจากมัมมี่ของชาวอียิปต์ ชาวอินคาจะทิ้งร่างบูชายัญไว้กลางธรรมชาติอันหนาวเหน็บ จนค่อยๆ กลายเป็นน้ำแข็งไปในที่สุดและชาวอินคาใช้เด็กเพื่อบูชายัญ เป็นสัญญลักษณ์ของความบริสุทธิ์  เป็นการตายที่เชื่อว่าจะได้ไปอยู่กับเทพเจ้าบนสวรรค์ หิมะอันขาวโพลนบนเทือกเขา ก็เปรียบเหมือนสวรรค์ที่เด็กๆ จะได้ไปอยู่อย่างมีความสุข


ที่มา : ที่มา : http://talk.mthai.com/inbox/372211.html

ซึ่งหากอ้างอิงจากหลักฐานในอดีตจะพบว่า ชาวอินคามีความเชื่อเกี่ยวกับพิธีบูชายัญ ด้วยการฆ่าเด็กเพื่อเซ่นสังเวยให้กับพระเจ้า เด็กที่ถูกเลือกส่วนใหญ่มักจะไม่ทราบมาก่อนว่า ตนเองถูกเลือกให้เข้ารับพิธีบูชายัญ แต่จะทราบก็ต่อเมื่อโตแล้วเท่านั้น โดยเด็กพวกนี้จะได้รับการเลี้ยงดูเป็นอย่างดี ตลอดปีก่อนการบูชายันต์ เด็กๆ จะได้กินอาหารชั้นดีด้วยเนื้อสัตว์ คือเนื้อลามะตากแห้งและข้าวโพด จนอ้วนท้วนสมบูรณ์ ซึ่งแตกต่างจากอาหารปกติที่กินทั่วไปคือ มันฝรั่งและผักต่างๆ เท่านั้น และเมื่อถึงอาทิตย์สุดท้ายก่อนพิธีบูชายันต์  จะให้เด็กกินเหล้าหมักและใบโคคาให้มึนเมา นักโบราณคดีสันนิษฐานว่า เนื่องจากระยะทางหลายร้อยไมล์ในการเดินทางขึ้นไปบนภูเขาสูง จึงต้องให้เด็กๆ กินเหล้าและใบโคคา เพื่อเป็นการกระตุ้นประสาท จะได้มีเรี่ยวแรงเดินไปสู่ความตายของตัวเองในที่สุด


       
เมื่อใกล้ถึงพิธีบูชายัญเด็กทั้ง 3 คน จะต้องออกเดินทางไปยังสถานที่ทำพิธีบูชายัญซึ่งตั้งอยู่บนภูเขาไฟ Llullaillaco หรือ ยูเย่ยาโก้ นักโบราณคดีคาดว่า เด็กชายและเด็กหญิงที่มีอายุน้อยกว่าน่าจะเป็นทาสรับใช้ของเด็กสาวที่มีอายุมากที่สุด เนื่องจากทั้ง 2 คน ไม่ได้สวมใส่เครื่องประดับชนิดเดียวกับเด็กหญิง เมื่อเดินทางถึงสถานที่ทำพิธีบูชายัญ เด็กๆ จะต้องเผชิญกับสภาพอากาศที่หนาวเย็น จนกระทั่งร่างกายไม่สามารถต้านทานความเย็นได้ จนเป็นเหตุให้ทั้ง 3 คนเสียชีวิตในที่สุด และด้วยสภาพอากาศที่หนาวเย็นตลอดปี ทำให้ร่างของเด็กทั้ง 3 คงสภาพที่สมบูรณ์ไม่เน่าเปื่อย ราวกับว่าเพิ่งเสียชีวิตมาได้ไม่นาน

อย่างไรก็ตามการค้นพบมัมมี่ในครั้งนี้ นับเป็นอีกหนึ่งการค้นพบครั้งสำคัญ ที่แม้อายุของมัมมี่จะมีเพียง 500 กว่าปี ซึ่งไม่มากเทียบเท่ามัมมี่ในวัตนธรรมอื่นๆ เช่น อียิปต์ แต่รูปแบบของการทำมัมมี่ ที่เรียกได้ว่าจัดเตรียมทุกอย่างล่วงหน้าเป็นเวลานาน อีกทั้งยังได้ความหนาวเย็นจากธรรมชาติช่วยรักษาสภาพศพไว้อย่างดีเยี่ยม จึงทำให้มัมมี่แห่งอาณาจักรอินคา กลายเป็นมัมมี่ที่มีความสมบูรณ์แบบมากเป็นอันดับต้นๆ ของโลก นอกจากนี้ยังทำให้มนุษย์ในยุคปัจจุบันได้ทราบถึงเรื่องราวทั้งทางด้านประวัติศาสตร์และด้านอารยธรรมของชาวอินคา ซึ่งถือว่าเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง


อ้างอิง

บรรยง   บุญฤทธิ์. (2542). อาณาจักรลับอินคา แผ่นดินแห่งเลือดและทองคำ. กรุงเทพฯ: สร้างสรรค์บุ๊คส์ จำกัด.

มัมมี่น้ำแข็งเด็กอินคา  ชีวิตที่ต้องเสียสละบูชายัญ. สืบค้นเมื่อวันที่ 16 กันยายน 2560, จาก http://talk.mthai.com/inbox/372211.html

เรื่องราวของ ‘มัมมี่น้ำแข็งแห่งอินคา’ ที่ยังมีสภาพสมบูรณ์อย่างน่าเหลือเชื่อแม้จะผ่านมาแล้วกว่า 500 ปี. สืบค้นเมื่อวันที่ 16 กันยายน 2560, จาก https://www.spokedark.tv/posts/inca-mummies/


อ่านเพิ่มเติม »

หมู่บ้านชนกลุ่มน้อยในมณฑลยูนนาน

โดย อชิรญาณ์ ชมพบ

มณฑลยูนนานถือได้ว่ามีสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจหลายแห่ง ไม่ว่าจะเป็นสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติ อย่างอุทยานป่าหิน เขาซีซาน หรือเมืองโบราณต้าหลี่ และสถานที่ท่องเที่ยวอีกมากมายให้ได้เยี่ยมชมกันแล้ว อีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมที่สำคัญของมณฑลยูนนานที่นักท่องเที่ยวให้ความสนใจ นั่นก็คือ หมู่บ้านชนกลุ่มน้อยที่เมืองคุนหมิง มณฑลยูนนาน ที่ได้ชื่อว่ามีชนกลุ่มน้อยอาศัยอยู่มากที่สุดในประเทศจีน

หมู่บ้านชนกลุ่มน้อย ตั้งอยู่ริมทะเลสาบเตียนฉือ ทางด้านทิศตะวันตกเฉียงใต้ของเมืองคุนหมิง มณฑลยูนนาน โดยคุนหมิงตั้งอยู่บนที่ราบสูง มีภูเขาล้อมรอบตัวเมือง 3 ด้าน ทิศใต้ติดกับทะเลสาบ และมีสภาพภูมิอากาศเย็นสบายตลอดทั้งปี อุณหภูมิเฉลี่ยตลอดปีอยู่ระหว่าง 15-18 องศาเซลเซียส จนได้รับสมญานามว่าเป็น “เมืองแห่งฤดูใบไม้ผลิ (Spring City)  ของจีน” หรือเป็นที่รู้จักกันทั่วไปว่า เป็นเมืองที่อากาศดีที่สุดของจีน

ที่มา : http://ticket.lvmama.com/scenic-101086
สาธารณรัฐประชาชนจีนมีชนกลุ่มน้อยทั้งหมด 56 ชนเผ่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งในหมู่บ้านชนกลุ่มน้อยที่เมืองคุนหมิง มณฑลยูนนาน ซึ่งมีชนกลุ่มน้อยที่หลากหลายมากถึง 25 ชนเผ่าด้วยกัน ที่นี่นอกจากจะมีชาวฮั่นเป็นชนกลุ่มใหญ่แล้ว ยังมีชนเผ่าอื่นๆอีก ซึ่งประกอบไปด้วย เผ่าไต, เผ่าไป๋, เผ่าอี๋, เผ่าน่าซี, เผ่าว้า, เผ่าปู้หล่าง, เผ่าจีโน, เผ่าลาหู่, เผ่าธิเบต, เผ่าจิงโพ, เผ่าฮานี, เผ่าเตออัง, เผ่าจ้วง, เผ่าแม้ว, เผ่าสุย, เผ่านู่, เผ่ามองโกล, เผ่าปูอี, เผ่าตรุง, เผ่าลีซู, เผ่าพูมี, เผ่าหม่าน, เผ่าหุย, เผ่าเหย้า และเผ่าอาชัง

หมู่บ้านชนกลุ่มน้อยมีเนื้อที่ 520 ไร่ เป็นสถานที่ท่องเที่ยวระดับ 4A ของประเทศ ซึ่งหมู่บ้านชนกลุ่มน้อยแห่งนี้เป็นหมู่บ้านจำลองที่ถูกจัดสร้างขึ้นให้ชนกลุ่มน้อยทั้งหลายได้อาศัยอยู่ตามพื้นเพเดิมของตนเอง และทำมาหากินกับนักท่องเที่ยวที่เข้ามาเยี่ยมชม ภายในหมู่บ้านชนกลุ่มน้อยมีทิวทัศน์ที่สวยงาม ล้อมรอบไปด้วยธรรมชาติ เช่น ภูเขา และทะเลสาบ นักท่องเที่ยวนอกจากจะได้ท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมแล้วยังได้ชื่นชมธรรมชาติที่สวยงามอีกด้วย

ที่มา : http://ticket.lvmama.com/scenic-101086
โดยหมู่บ้านชนกลุ่มน้อยที่เมืองคุนหมิงแห่งนี้มีการแบ่งพื้นที่ของแต่ละชนเผ่าอย่างชัดเจน ด้านหน้าทางเข้าของแต่ละหมู่บ้านมีป้ายชื่อชนกลุ่มน้อยและแนะนำชนกลุ่มน้อยโดยสังเขป ซึ่งอธิบายถึงถิ่นกำเนิดเดิม สภาพความเป็นอยู่ วิถีชีวิตและวัฒนธรรมของชนกลุ่มนั้นๆเอาไว้เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้ทำความเข้าใจ ส่วนบ้านเรือนหรือที่อยู่อาศัยนั้นสร้างขึ้นตามสภาพจริงที่แสดงออกถึงลักษณะของชนกลุ่มน้อยแต่ละกลุ่มแตกต่างกันไป มีสถาปัตยกรรมและสิ่งก่อสร้างที่โดดเด่นและมีเอกลักษณ์เฉพาะตน มีการแต่งกายประจำชนเผ่าของตนเองเป็นกิจวัตรประจำวัน มีชีวิตความเป็นอยู่เหมือนหมู่บ้านทั่วไป รายได้ส่วนใหญ่มาจากนักท่องเที่ยว และทำเกษตรกรรม ผู้คนอัธยาศัยดี เป็นมิตร พึ่งพาอาศัยกัน นอกจากนี้ยังมีการแสดงและมีวัฒนธรรมที่เผยแพร่ให้นักท่องเที่ยวได้เรียนรู้และศึกษากันอย่างใกล้ชิด นักท่องเที่ยวสามารถสัมผัสได้ถึงขนบธรรมเนียม ประเพณี และวิถีชีวิตของชนกลุ่มน้อยทั้ง 25 ชนเผ่าในเวลาเดียวกัน

นอกจากนั้นภายในหมู่บ้านของแต่ละชนเผ่ายังมีการแสดงที่เป็นเอกลักษณ์ของตนเองให้นักท่องเที่ยวได้ชม และมีส่วนร่วมในการแสดงด้วย  เช่น การเต้นรำ  ร้องเพลง และการละเล่นของแต่ละชนเผ่า โดยการแสดงนั้นจะมีเวลาและรอบการแสดงที่ระบุไว้ชัดเจน นักท่องเที่ยวนอกจากจะได้ความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับความหลากหลายทางชาติพันธุ์แล้ว ยังได้ความสนุกสนานเพลิดเพลินด้วยเช่นกัน ซึ่งสามารถสร้างความประทับใจให้กับนักท่องเที่ยวได้เป็นอย่างมาก

สำหรับนักท่องเที่ยวที่ต้องการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม และสัมผัสกับบรรยากาศวิถีชีวิตแห่งชนเผ่าอย่างใกล้ชิด สามารถเดินทางมาท่องเที่ยวได้ตลอดทั้งปี โดยมีค่าเข้าชมราคา 90 หยวน/คน (หรือประมาณ 450 บาท) เวลาเปิด-ปิด แบ่งออกเป็น 2 ช่วง คือ 08:30-17:00 และ 18:00-22:00

ที่มา : https://travel.thaiza.com/foreign/188577/
เนื่องจากความหลากหลายทางชาติพันธุ์ของชนกลุ่มน้อยในหมู่บ้านแห่งนี้ ที่ถือได้ว่ามีอยู่มากที่สุดในประเทศจีน อีกทั้งยังเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมที่ถ่ายทอดวัฒนธรรม ประเพณี และวิถีชีวิตที่มีเอกลักษณ์ของแต่ละชนเผ่า  จึงทำให้หมู่บ้านชนกลุ่มน้อยได้รับการประกาศให้เป็นฐานวัฒนธรรมแห่งชาติของมณฑลยูนนาน, หน่วยสาธิตการท่องเที่ยวแห่งชาติ, เขตท่องเที่ยวอารยธรรมอันงดงามของมณฑลยูนนาน นอกจากนี้ยังได้รับการคุ้มครองมรดกทางวัฒนธรรมที่ไม่มีตัวตนในมณฑลยูนนาน จากองค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือ UNESCO อีกด้วย

ความหลากหลายทางวัฒนธรรมและวิถีชีวิตของชนกลุ่มน้อยเป็นสิ่งที่เราหาดูได้ยากในปัจจุบัน หมู่บ้านชนกลุ่มน้อยที่เมืองคุนหมิงจึงถือได้ว่าเป็นอีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมที่มีความโดดเด่นและดึงดูดความสนใจของนักท่องเที่ยว เนื่องจากมีชนกลุ่มน้อยอาศัยอยู่มากถึง 25 ชนเผ่า สำหรับนักท่องเที่ยวที่มีความสนใจศึกษาและเรียนรู้เกี่ยวกับความหลากหลายทางด้านวัฒนธรรม ประเพณี และวิถีชีวิตของเพื่อนมนุษย์ที่ต่างชนชาติกันอย่างใกล้ชิดแบบรวดเดียวจบจึงมักจะเดินทางมาที่นี่ หมู่บ้านชนกลุ่มน้อย จึงเป็นอีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าจดจำอีกแห่งหนึ่งในมณฑลยูนนาน

อ้างอิง

ข้อมูลและภาพประกอบของชนเผ่าต่างๆ ทั้งหมดในประเทศจีน ซึ่งมากถึง 56 ชนเผ่า. สืบค้นเมื่อ 17 กันยายน 2560, จาก : http://www.travelprothai.com/

ข้อมูลพื้นฐานของมณฑลยูนนาน และเขตอาณา - สถานกงสุลใหญ่ ณ นครคุนหมิง. สืบค้นเมื่อ 17 กันยายน 2560, จาก : http://www.thaiembassy.org/

หมู่บ้านวัฒนธรรมยูนนาน. สืบค้นเมื่อ 17 กันยายน 2560, จาก : http://meetawee.com/home/

云南民族村. สืบค้นเมื่อ 17 กันยายน 2560, จาก : https://baike.baidu.com/

อ่านเพิ่มเติม »

อะบอริจิน (Aborigins): ชนพื้นเมืองออสเตรเลีย

โดย  อรอนงค์  มะอาจเลิศ

ออสเตรเลีย ดินแดนแห่งซีกโลกใต้ที่นักท่องเที่ยวใฝ่ฝัน นอกเหนือจากสถานที่ท่องเที่ยวเด่นๆ อย่างโอเปร่าเฮาส์ (สนามบินซิดนีย์) สัตว์ประจำชาติอย่างจิงโจ้ และหมีโคอาล่า แล้วยังมีอีกสิ่งหนึ่งที่มีความโดดเด่นไม่แพ้กัน ก็คือ ชาวอะบอริจิน ชนพื้นเมืองดั้งเดิมของออสเตรเลียกับวัฒนธรรมเก่าแก่ที่น่าค้นหานั่นเอง
   
อะบอริจิน (Aborigine) เป็นชาวพื้นเมืองดั้งเดิมของประเทศออสเตรเลีย  ตามหลักฐานทางโบราณคดีบ่งชี้ว่า บรรพบุรุษของชาวพื้นเมืองออสเตรเลียอพยพมาจากทวีปเอเชีย ประมาณ 40,000-70,000 ปีมาแล้ว ในยุคน้ำแข็งตอนปลายที่ทวีปออสเตรเลียเชื่อมต่อกับนิวกินี เป็นกลุ่มที่ใช้ชีวิตเร่ร่อน พบหลักฐานที่อยู่อาศัย 3 แห่ง คือ ในเมืองเพนริธ รัฐนิวเซาธ์เวลส์ รัฐเวสเทิร์น ออสเตรเลีย และรอบทะเลสาบมันโก รัฐนิวเซาธ์เวลส์



นักมานุษยวิทยาและนักประวัติศาสตร์ในยุคก่อนได้คาดคะเนไว้ว่า ก่อนหน้าปี  (ค.ศ. 1770)  มีชาวอะบอริจินทั่วทวีปออสเตรเลียอยู่ประมาณ 500-600 กลุ่ม ซึ่งมีจำนวนกว่า 300,000 คน มีภาษาพูดต่างๆมากถึง 500 ภาษา ในแต่ละภาษานั้นจะมีความแตกต่างและซับซ้อนเหมือนกับภาษาในยุโรป ซึ่งคำว่า อะบอริจิน (Aborigine) มาจากคำว่า “Aboriginal” เป็นคำภาษาอังกฤษ หมายถึง ต้นกำเนิด แรกเริ่ม หรือพื้นเมือง คำนี้ชาวอังกฤษนำมาใช้ในออสเตรเลีย ตั้งแต่ต้นปี พ.ศ. 2332 เพื่อเรียกชาวพื้นเมืองทั้งหมดในประเทศ

เดิมชาวอะบอริจินจะอยู่รวมเป็นเผ่า เผ่าหนึ่งจะมีประมาณ 10 ถึง 50 คน ไม่มีที่อยู่อาศัยเป็นหลักแหล่ง มีการโยกย้ายถิ่นฐานตามฤดูกาลและแหล่งอาหาร เนื่องจากยังไม่รู้จักการเพาะปลูกและเลี้ยงสัตว์  แต่มีความสามารถในการหาแหล่งน้ำ มีการล่าสัตว์เพื่อการยังชีพ โดยผู้ชายจะทำหน้าที่ล่าสัตว์ ส่วนผู้หญิงจะทำหน้าที่จับปลา ทั้งนี้การล่าสัตว์ของชาวอะบอริจินเป็นเพียงการประทังความหิวให้ตนเองและครอบครัวเท่านั้น จึงสามารถการดำรงชีวิตได้อย่างสบายๆในแผ่นดินที่แห้งแล้ง


ที่มา: http://www.dailymail.co.uk/

ชาวพื้นเมืองเหล่านี้มีผมสีดำ ผิวคล้ำ ตาลึก โหนกคิ้วสูง ริมฝีปากหนา ผมหยิกเป็นฝอยเหมือนขนแกะ ร่างกายท่อนบนเปลือยเปล่า มีผืนหนังจิงโจ้ หรือวอลลาบี คลุมไหล่ยาวลงมาครึ่งกายเพื่อกันความหนาวเย็น บางครั้งก็มีเครื่องประดับเป็นสายสร้อยคล้องคอ หรือสวมศีรษะด้วยเครื่องประดับที่ทำจากเปลือกหอยร้อยเป็นพวงยาว และมีการนำสีมาทาบนตัวเป็นรูปลายต่างๆ ส่วนมากสีที่นำมาใช้ทาจะเป็นพวก สีแดง หรือสีเหลืองส้ม สีเหล่านี้ได้มาจากฝุ่นผงของหินชนิดหนึ่งซึ่งมีอยู่ในทัสมาเนีย คือ Red Ochre ผสมกับไขมันสัตว์ ถือได้ว่าเป็นภูมิปัญญาอย่างหนึ่งของชาวอะบอริจิน ที่ใช้เพื่อรักษาผิวกาย ปกป้องผิวจากแดด ลม ความหนาวเย็น และการขีดข่วน



นอกจากนี้ชาวอะบอริจินก็ยังมีความเชื่อว่าพวกเขามาจาก ช่วงเวลาแห่งความฝัน (Dreamtime) ของสัตว์โบราณที่สร้างสรรค์สิ่งต่างๆ บนโลกใบนี้ สัตว์โบราณเหล่านี้โผล่ขึ้นมาจากใต้ดิน และเดินทางท่องเที่ยวไปทั่วผืนแผ่นดิน ทำให้เกิดสิ่งมีชีวิตและกฎระเบียบของสรรพสิ่งขึ้นมา ก่อนจะกลับลงไปใต้ดินเช่นเดิม และยังเชื่อว่าบรรพบุรุษพวกเขามาอยู่ที่ออสเตรเลียตั้งแต่การเนรมิตสร้างโลกโดยพระเจ้า โครงกระดูกที่เก่าแก่ที่สุดค้นพบที่ทะเลสาบมังโก รัฐนิว เซาธ์ เวลส์ เชื่อว่ามีอายุประมาณ 38,000 ปี ความเชื่อเหล่านี้ได้ถูกถ่ายทอดลงบนแผ่นหิน กลายเป็นศิลปะของชาวอะบอริจินที่สืบทอดมาจากบรรพบุรุษ

อย่างไรก็ตาม วิถีชีวิตอันเรียบง่ายและวัฒนธรรมเก่าแก่ของชาวอะบอริจินที่เคยมีมาช้านานก็เริ่มเปลี่ยนแปลงไป เมื่อคนผิวขาวชาวอังกฤษได้เข้ามารุกราน ประกาศให้ดินแดนแห่งนี้เป็นของกษัตริย์จอร์จที่ 3 แห่งอังกฤษ และในปี ค.ศ. 1788 อังกฤษเริ่มนำนักโทษในคดีร้ายแรงมาเนรเทศในดินแดนนี้ ด้วยวัฒนธรรมที่แตกต่างกันอย่างมาก ทำให้กลุ่มคนพื้นเมืองกับคนผิวขาวมีปัญหาและขัดแย้งอย่างรุนแรง จนนำมาสู่การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์อะบอริจินอย่างโหดเหี้ยมโดยในปัจจุบันชาวอะบอริจินเป็นเพียงชนกลุ่มน้อยที่มีจำนวนประชากรเพียงร้อยละ 2 เท่านั้น


อ้างอิง

อะบอริจิน ข่าวสดออนไลน์ . สืบค้นเมื่อวันที่ 20 กันยายน 2559, จาก: http://daily.khaosod.co.th/view_news.php?newsid=TURONWIzVXdNakV3TURRMU1RPT0=&sectionid=Y25Wd1lXbHRiMlJs&day=TWpBd09DMHdOQzB4TUE9PQ==

อะบอริจิน เจ้าถิ่นออสเตรเลีย . สืบค้นเมื่อวันที่ 20 กันยายน 2559, จาก:  http://plan-travel.com/tour/australia/Aboriginal.html

อะบอริจิน : ประวัติศาสตร์ชนพื้นเมืองออสเตรเลีย . สืบค้นเมื่อวันที่ 20 กันยายน 2559, จาก: https://www.gotoknow.org/posts/472753

อ่านเพิ่มเติม »

ชนเผ่าอินคา (Inca)

โดย กนกพร  หลักคำพันธ์

ถ้าจะกล่าวถึงอาณาจักรที่มีอารยธรรมเจริญรุ่งเรือง คงไม่พ้นอาณาจักรอินคา ซึ่งอยู่ในยุคศตวรรษ 15-16 เป็นที่ทราบกันทั่วไปว่าอารยธรรมที่น่าสนใจนี้เกิดจากความสามารถของคนในชนเผ่า ซึ่งได้สร้างสรรค์สิ่งที่น่าทึ่งหลายอย่างในอาณาจักรอินคานี้ ดังนั้นชาวอินคาจึงน่าสนใจที่จะศึกษา เพื่อจะได้ทราบความเป็นมาของอารยธรรมที่เกิดขึ้นในอาณาจักรอินคานี้

ชาวอินคาอาศัยอยู่ในทวีปอเมริกาใต้ หรือประเทศเปรูในปัจจุบัน ตั้งอยู่ในภูมิประเทศที่เหมาะสมกับการดำรงชีวิตมากที่แท้จริง อารยธรรมสูงส่งของชาวอินคาที่เป็นแบบอย่างแก่ชนเผ่าแถบอเมริกาใต้มานานนับ พันๆปีที่โดดเด่นมากคือรูปแบบการจัดระเบียบทางสังคมที่ทำให้ประชากรนับตั้งแต่ระดับสูงสสุดขั้นจักรพรรดิลงมาจนถึงชาวไร่ชาวนา ได้ทำงานตามบทบาทตำแหน่งหน้าที หรือสถานภาพอย่างมีประสิทธิภาพและมีอิสระเสรี และความเจริญรุ่งเรืองของชาวอินคายังรวมไปถึง ทางด้านสถาปัตยกรรม ประติมากรรม วิศวกรรมโยธา และระบบชลประทาน


ที่มา: http://2g.pantip.com/

สำหรับการจัดชนชั้นของชาวอินคานับว่าเป็นการจัดระบบทางสังคมที่มีความเรียบร้อยมาก เพราะชาวอินคาทุกชนชั้นรู้จักหน้าที่ของตัวเองดี ระดับชนชั้นของชาวอินคามีตามลำดับดังนี้ บุคคลระดับสูงสุด คือ จักรพรรดิ และอัครมเหสี  รองลงมาคือกลุ่มผู้บริหารระดับสูงทั้งสี่ เรียกว่า เอ-ปัซ ,กลุ่มผู้บริหารชั้นพิเศษ เช่น กลุ่มคณะลูกขุน ,กลุ่มสถาปนิก กลุ่มช่างฝีมือหรือเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานเฉพาะทาง เช่น ช่างโลหะ ช่างไม้ นักดนตรี กลุ่มศิลปิน และกลุ่มประชาชนทั่วไป

ชาวอินคาทุกคนต้องปฏิบัติตามกฎหมายเนื่องจากชาวอินคาได้รับสิ่งที่ต้องการและจำเป็นต่อชีวิตแทบทุกอย่าง ตามชุมชนต่างๆจึงไม่ค่อยมีผู้ร้าย ความผิดที่ร้ายแรงที่สุด คือการฆาตกรรม ผู้กระทำความผิดจะถูกลงโทษโดยการจับโยนลงจากหน้าผาสูงชัน ส่วนความผิดอื่นๆ เช่น ชายที่เป็นชู้กับภรรยาผู้อื่น จะถูกลงโทษโดยการถูกแขวนร่างที่เปลือยเปล่าในที่สาธารณชนต้อทุกข์ทรมานไปจนตาย ส่วนอาชญากรที่โทษเบา จะถูกลงโทษโดยการตัดมือ ตัดเท้า หรือควักลูกตาออกมา นักโทษที่โชคร้ายบางกลุ่มจะถูกขังโดยที่ได้รับอาหารตามปกติแต่พวกเขาจะถูกนำตัวไปนั่งขอทานหน้าประตูเมือง เพื่อให้ชาวเมืองต่างๆได้เห็นถึงผลของการกระทำผิด

ชาวอินคามีแบบเสื้อเป็นของตัวเอง เรียกว่า ทูนิค มีลักษณะเป็นเสื้อยาวคลุมถึงขา เจาะช่องใส่ศีรษะและแขน นิยมทำจากผ้าฝ้ายและขนสัตว์ ผู้ชายจะนิยมใส่ถึงต้นขา ส่วนผู้หญิงนิยมใส่ประมาณครึ่งแข้ง มีผ้าคาดเอว การแต่งกายจะแต่งตามระดับชนชั้น เช่น เจ้าหญิงจะสวมมงกุฎที่มียอดคล้ายแสงอาทิตย์ที่กำลังจะโผล่พ้นขอบฟ้า


ที่มา: http://pirun.ku.ac.th/

สิ่งที่แสดงถึงความสมาารถที่น่าทึ่งที่สุดของชาวอินคาคือการสร้าง มาชู ปิคชู ซึ่งเป็นซากปรัก หักพังที่อยู่บนยอดเขาโดดเด่นตัดขาดจากโลกภายนอก ห่างไกลนครหลวงคูซโค และสูงกว่าที่ราบลุ่มมาก ตามตำนานเล่าว่า ชาวอินคาสร้างนครนี้เพื่อเป็นที่อาศัยของหญิงพรหมจารี ที่ปฏิบัติ ศาสนกิจถวายสุริยเทพ เรื่องดังกล่าวนี้นักโบราณคดีในยุคปัจจุบัน สันนิษฐานว่าไม่น่าจะเป็นไปได้ แต่สิ่งที่โดดเด่นของ มาชู ปิคชูก็คือ ผลงานทางด้านสถาปัตยกรรม โดยเฉพาะสิ่งก้อสร้างที่เป็น อนุสาวรีย์ขนาดมหึมาที่ก่อสร้างด้วยแท่งหินขนาดใหญ่ วางเชื่อม ต่อกันอย่างสมดุล นับว่าเป็นเรื่องแปลกมากว่าพวกเขาเรียนรู้ เทคโนโลยีการขนย้ายแท่งหินขนาดยักษ์มาเรียงรายต่อกันสูงเป็นชั้นๆ ได้เรียบสนิท โดยไม่ใช้ล้อเลื่อนหรือลูกรอกแต่อย่างใด นับเป็นปริศนา ที่ไม่มีใครทราบจนกระทั่งถึงปัจจุบัน

จะเห็นว่าชาวอินคานั้นล้วนแล้วแต่มีความสามารถ ที่จะสร้างสรรค์อารยธรรมให้เป็นเอกลักษณ์ของตนเอง ในหลายๆด้าน เป็นในช่วงเวลาหนึ่ง แต่ก็ต้องล่มสลายลง เนื่องจากจักรพรรดิถูกใส่ร้ายว่าเป็นคนนอกรีต ทำให้ต้องถูกปลงพระชนม์ เมื่อไม่มีจักรพรรดิก็ทพให้ความเจริญเสื่อมถอยลงและถึงคราวล่มสลายในที่สุด


อ้างอิง

จักรวรรดิอินคา. สืบค้นเมื่อ 25 ธันวาคม 2559, จาก : https://th.wikipedia.org/wiki/

อาณาจักรอินคา. สืบค้นเมื่อ 25 ธันวาคม 2559 , จาก : http://i-n-c-a.blogspot.com

อารยธรรมอินคา. สืบค้นเมื่อ 25 ธันวาคม 2559,  จาก :  www.areeya-s.blogspot.com


อ่านเพิ่มเติม »

ชนเผ่ามายา (Maya)

โดย อินทุกร พงษ์พิเดช

เมื่อกล่าวถึงชนพื้นเมืองชาวอเมริกัน หรือที่รู้จักกันทั่วไปในชื่อ อินเดียนแดง ความจริงแล้วพวกเขาเป็นกลุ่มคนผิวเหลืองที่อาศัยอยู่ในทวีปอเมริกาก่อนที่ชาวชาวยุโรปจะอพยพย้ายถิ่นฐานมาตั้งรกรากเสียอีก ชาวยุโรปที่อพยพเข้ามานั้นเดิมอาศัยอยู่ในพื้นที่เขตหนาวพวกเขาจึงมีผิวสีซีด เมื่อได้มาพบชาวพื้นเมืองซึ่งมีสีผิวออกไปทางน้ำตาลแดงเนื่องจากถูกแดดแผดเผาจึงเรียกพวกเขาว่า ชาวอินเดียนแดง นั่นเอง โดยเฉพาะอินเดียนแดงเผ่ามายา เป็นที่รู้จักกันดีในฐานะผู้สร้างปฏิทินที่เชื่อว่าบ่งบอกถึงวันสิ้นโลก

อาณาจักรของชาวมายา เป็นอาณาจักรโบราณในอเมริกากลาง มีพื้นที่บริเวณประเทศเม็กซิโกคาบเกี่ยวกับประเทศเบลีซและประเทศกัวเตมาลา มีความรุ่งเรืองช่วง 500 ปีก่อนคริสตกาล มีจุดศูนย์กลางอยู่ที่นครวากา ปัจจุบันคือ เอลเปรู เมืองของชาวมายาประกอบด้วย ชุมชนเกษตรอยู่ชั้นนอก ชุมชนเมืองอยู่ชั้นใน ล้อมรอบจุดศูนย์กลาง ซึ่งเป็นบริเวณสิ่งก่อสร้างที่ใช้ประกอบพิธีกรรมต่างๆ สิ่งก่อสร้างมีหลายแบบ เช่น ปิรามิด วิหาร และปราสาทราชวัง ที่สร้างจากศิลาอันบ่งบอกถึงความเจริญรุ่งเรืองของชาวมายาเป็นอย่างดี มีข้อสันนิษฐานว่า ชาวมายาอาจสืบเชื้อสายมาจากอิสราเอล ไม่ก็ กรุงทรอย คาร์เธจ ฮั่น แอตแลนติส ฯลฯ ซึ่งยังไม่เป็นที่แน่ชัด



ชาวมายานับถือเทพเจ้า โดยพวกเขาเป็นพวกพหุเทวนิยมนับถือเทพเจ้าหลายองค์ และมีความเชื่อว่า เทพเจ้าเหล่านี้ทรงโปรดปรานการเสวยเลือด ดังนั้นในพิธีกรรมทางศาสนาต่างๆของชาวมายาจึงมีพิธีบูชายัญด้วยชีวิตของหญิงพรหมจารี(บริสุทธิ์)เพื่อเป็นการถวายแด่ทวยเทพ การบูชายันต์นี้ล้วนเกิดจากความสมัครใจของผู้ถูกบูชายันต์ หรืออาจมีการนำเชลยศึกมาบูชายันต์ นอกจากนี้ชาวมายายังเชื่อในเรื่องชีวิตหลังความตาย เชื่อในเรื่องสวรรค์และนรก พวกเขาเชื่อว่าสวรรค์มีไว้สำหรับบุคคลผู้ถูกบูชายันต์ หรือคนที่เสียชีวิตจาการคลอดลูก ส่วนนรกมีไว้สำหรับคนทั่วไป

ชาวมายามีความปราดเปรื่องในศาสตร์หลายแขนง ได้แก่คณิตศาสตร์ ดาราศาสตร์ สถาปัตยกรรม ชลประทาน การทอผ้า การทำเครื่องปั้นดินเผา และมีระบบปฏิทินและภาษาเขียนของตนเอง ชาวมายาใช้อักษรภาพในการบันทึกเรื่องราวต่างๆ ภาษาเขียนของชาวมายาเป็นอักษรภาพ หรือที่เรียกว่า Hieroglyphics แบบเดียวกับภาษาของอียิปต์โบราณ ศิลปะของชาวมายาจะสะท้อนให้เห็นถึงชีวิตความเป็นอยู่ของตนเอง โดยผ่านทางภาพเขียนบนแผ่นกระดาษ การแกะสลักลงบนไม้และแผ่นหิน ตลอดจนการปั้นดินเหนียว มีทั้งแบบที่เรียบง่ายและแบบที่มีความประณีตบรรจงงดงาม  ชาวมายามีความสามารถทางดาราศาสตร์ จนสามารถทำนายเวลาเกิดสุริยุปราคาและจันทรุปราคาได้ล่วงหน้าเป็นเวลานาน รู้จักทำปฏิทินขึ้นใช้เอง ซึ่งเชื่อกันว่ามีความแม่นยำว่าปฏิทินของชาวยุโรป ปฏิทินของชาวมายาสิ้นสุดลงในปี ค.ศ. 2012 จึงเป็นที่มาของความเชื่อเกี่ยวกับวันสิ้นโลกนั่นเอง ชาวมายามีความสามารถทางคณิตศาสตร์ พวกเขาประดิษฐ์เลขศูนย์ใช้ในวิชาคณิตศาสตร์ รู้จักทำการค้าขายเกลือ หยกและเครื่องปั้นดินเผา นอกจากนี้ชาวมายาตามปกติชอบทำเกษตรกรรมเลื่อนลอย ซึ่งมีการตัดป่า ถางป่า และเผาป่า การทำเกษตรกรรมลักษณะนี้ต้องการพื้นที่ทำงานขนาดใหญ่ ชาวมายาซึ่งเป็นเกษตรกรแต่ละคนจึงนิยมตั้งบ้านเรือนอยู่กันห่างไกลจากเมืองหลวง


ปฏิทินมายา
ที่มา: http://ikiddee.blogspot.com/

สถาปัตยกรรมที่สำคัญของชาวมายา คือ ชีเชน อิตซา (Chichen Itza) เป็นแหล่งโบราณคดีที่สำคัญขนาดใหญ่ที่สร้างขึ้นโดยชาวมายาในเขตวัฒนธรรมเมโสอเมริกัน ซึ่งตั้งอยู่ในคาบสมุทรยูกาตัง รัฐยูกาตัง ทางภาคตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศเม็กซิโก ซึ่งได้รับการโหวตจากคนทั่วโลกให้เป็น 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคใหม่ ประกาศเมื่อวันที่ 7 เดือน 7 ปี 2007 ปัจจุบันได้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกของยูเนสโก ชีเชน อิตซาเป็นส่วนหนึ่งของเมืองจำนวนมากมายซึ่งชาวมายาได้สร้างขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์ของเทพเจ้าผู้ทรงกระหายพระโลหิต ลักษณะโดยทั่วไปของ ชีเชน อิตซา เป็นรูปเหลี่ยมลดขั้นเป็นชั้น ๆ บนเนื้อที่ประมาณ 6.4 ตารางกิโลเมตร วิหารที่ใหญ่สุดในชีเชนอิตซามีชื่อว่า วิหารแห่งนักรบ ตรงกลางสร้างเป็นปราสาทเหลี่ยมทึบสูงขึ้นไป ใช้เป็นที่ทำพิธีสังเวยเทพเจ้าโดยใช้เด็กสาวโยนลงไปถวายเทพเจ้า ชีเชน อิตซาเป็นที่รวมของฝูงชนในการประกอบพิธีกรรมทางศาสนาต่างๆ


ชีเชน อิตซา

ในส่วนของการล่มสลายของอาณาจักรมายานั้น นักโบราณคดีได้โต้เถียงกันมานานว่า สาเหตุของการล่มสลายน่าจะเป็นเพราะความแห้งแล้ง สงคราม หรือโรคระบาดอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่ปัจจุบันได้มีข้อสันนิษฐานว่าสาเหตุหลักของการล่มสลายนี้ก็คือ การขาดอาหารและน้ำอย่างยาวนาน อันเกิดจากความแห้งแล้งทางธรรมชาติผสมผสานกับการทำลายป่าไม้ของชาวมายาในการทำการเกษตรกรรมแบบไร่เลื่อนลอย จึงทำให้ชาวมายาตัดสินใจละทิ้งเมืองและอพยพไปตั้งถิ่นฐานที่อื่น อาณาจักรมายารุ่งเรืองมาก และหลังจากนั้นก็เสื่อมสลายลงโดยสาเหตุซึ่งยังไม่อาจทราบได้แน่ชัด เหลือไว้เพียงอารยธรรม ภูมิปัญญาความรู้ และซากสิ่งก่อสร้างอันอลังการไว้เป็นมรดกโลก ปัจจุบันนักโบราณคดีก็ยังมีความเห็นแตกต่างกันหลากหลายอย่าง จึงทำให้สาเหตุการล่มสลายของอาณาจักรมายายังคงเป็นความลับ และฝากปริศนาให้คนรุ่นหลังขบคิดกันว่าการล่มสลายของอาณาจักรมายาเกิดจากสาเหตุใด

ชาวมายาเป็นชนเผ่าที่มีความคิดสร้างสรรค์ ภูมิปัญญาความรู้ที่ปราดเปรื่อง ในปัจจุบันมีชาวมายาที่ยังสืบทอดเชื้อสายเหลืออยู่มากกว่า 2 ล้านคน อาศัยอยู่ในประเทศกัวเตมาลาและทางตอนใต้ของประเทศเม็กซิโก แต่ในอดีตถึงพวกเขาส่วนมากจะหายไปและทิ้งไว้เพียงร่องรอยสถาปัตยกรรมเป็นมรดกไว้ให้คนรุ่นหลังได้ศึกษาเรียนรู้เท่านั้น แต่พวกเขาก็ได้ชื่อว่าเป็นชนเผ่าที่สำคัญอีกชนเผ่าหนึ่งที่มีบทบาทสำคัญต่ออารยธรรมของโลกใบนี้


อ้างอิง

เมธา. 2554. ปริศนากระโหลกแก้ว และอาณาจักรมายา. สืบค้นเมื่อ 7 มีนาคม 2559, จาก: http://www.oknation.net/blog/print.php?id=715931

teen_admin. 2555. ประวัติชาวมายา อาณาจักรมายา. สืบค้นเมื่อ 7 มีนาคม 2559, จาก: http://teen.mthai.com/variety/22561.html

ASTVผู้จัดการออนไลน์. 2555. ชิเชน อิตซา สิ่งมหัศจรรย์ของชาวมายา อารยธรรมที่ยิ่งใหญ่กว่าคำทำนายวันสิ้นโลก. สืบค้นเมื่อ 15 มีนาคม 2559, จาก: http://www.manager.co.th/Travel/ViewNews.aspx?NewsID=9550000154000

ประวัติความเป็นมาของอินเดียนแดง. สืบค้นเมื่อ 17 มีนาคม 2559, จาก: http://www.xn--42c8ao1akazf5c2be0gsk.com/

อ่านเพิ่มเติม »

ชนเผ่าเมารี (Maori)

โดย ขวัญหทัย สติยานุช

เมื่อกล่าวถึงประเทศนิวซีแลนด์ สิ่งที่ผู้คนนึกถึงเป็นอันดับต้นๆนอกจากจะเป็นฝูงแกะ และนกกีวี (Kiwi) แล้ว ก็คงจะหนีไม่พ้นชนเผ่าเมารี ซึ่งเป็นชนเผ่าที่มีเชื้อสายโพลินีเซีย เผ่าเมารีเป็นชนพื้นเมืองดั้งเดิมที่อาศัยอยู่บนหมู่เกาะนิวซีแลนด์ ก่อนที่ชนผิวขาวจะเข้าครอบครอง

เมารี (Maori) แปลว่า คนธรรมดา หรือธรรมชาติ เริ่มมีการนำคำนี้มาใช้แทนการเรียกกลุ่มของชนพื้นเมืองในช่วง ค.ศ. 1830 ที่มีการเข้ามาของชาวผิวขาว ส่วนพวกคนผิวขาวเรียกว่า ปาเกฮา (Pakeha) เพื่อเป็นแยกระหว่างกลุ่มคนผิวขาวและคนพื้นเมือง

บรรพบุรุษของชาวเมารีเดินทางจากโพลีนีเซียนตะวันออกที่เรียกว่า ฮาวายกิ (Hawaiki) ซึ่งเชื่อว่าชาวโพลีนีเซียนเผ่านี้ได้เดินทางจากการสำรวจกระแสน้ำในมหาสมุทร ทิศทางลม และดวงดาว จากนั้นมีการสร้างเรือแคนูที่เรียกว่า “วากา” บรรทุกสุนัข หนู เผือก และ มันเทศลงเรือ เพื่อมุ่งหน้ามายังเกาะเหนือและเกาะใต้ของนิวซีแลนด์เมื่อราว ค.ศ. 800 ซึ่งที่นี่เป็นดินแดนสุดท้ายที่ชาวโพลินีเซียได้ค้นพบและเข้าครอบครอง อีกทั้งยังเป็นดินแดนที่กว้างใหญ่ที่สุดเท่าที่พวกเขาเคยครอบครอง โดยพวกเขาอาศัยรวมกันเป็นเผ่าซึ่งแบ่งออกเป็นกลุ่มย่อยๆ



แต่เดิมมีการดำรงชีพโดยการเก็บของป่าและล่าสัตว์ เช่น แมวน้ำ และนกยักษ์ที่มีชื่อโมอา (Moa) มีการตกปลา ยิงนก และหาหอย อีกทั้งเมารียังมีความชำนาญในการแกะสลัก และการต่อเรือ ต่อมาเมื่อนกโมอาและนกบินไม่ได้ขนาดใหญ่ชนิดอื่นๆสูญพันธุ์ไปจนหมดเมื่อราว 600 ปีก่อน ทำให้ชาวเมารีหันมาเพาะปลูกและทำกสิกรรม แต่ในขณะเดียวกันการที่ปริมาณอาหารลดน้อยลงก็ทำให้เผ่าต่าง ๆ เริ่มทำสงครามต่อสู้แย่งชิงทรัพยากรกันมากขึ้น จนแต่ละหมู่บ้านต้องสร้างป้อมค่ายล้อมรอบเพื่อป้องกันการโจมตีจากฝ่ายตรงข้าม

เนื่องด้วยสังคมที่มีการจัดระเบียบและการป้องกันอย่างเข้มแข็งนี้เอง ที่มีส่วนช่วยในการคุ้มกันชาวเมารีในช่วงที่ชาวผิวขาวเริ่มอพยพเข้าสู่นิวซีแลนด์ในค.ศ. 1820 โดยชาวเมารีจำนวนมากได้รับการศึกษาและรู้จักฝึกฝนใช้อาวุธปืนแบบชาวผิวขาว และต่อมาดินแดนริมฝั่งทะเล ที่ชาวเมารีเคยครอบครองถูกซื้อ โดยมีการแลกเปลี่ยนกับอาวุธ สิ่งของเครื่องใช้ จากชาวผิวขาว และเมื่อชาวเมารี มีอาวุธที่ทันสมัยในการครอบครอง ก็ ทำให้เมารีต่างเผ่า หันมาทำสงครามกันเอง อย่างต่อเนื่อง  จนประชากรเมารีลดน้อยลง อย่างน่าใจหาย  กอปรกับในปีค.ศ. 1840 ได้มีเชื้อโรค จากชาวผิวขาว โดยเฉพาะหวัด และกามโรคเข้ามา เนื่องจากขาดภูมิคุ้มกันทำให้เชื้อโรคเหล่านี้คร่าชีวิตชาวเมารี ทั้งชายและหญิง ไปเป็นจำนวนมาก

หลังจากอังกฤษได้เข้ายึดดินแดนแห่งนี้แล้ว ก็ได้ส่ง  กัปตันวิลเลียม ฮอบสัน (William Hobson) เข้ามาดูแล และได้เจรจาเกลี้ยกล่อม ให้หัวหน้าเผ่าเมารี 45 คน ในเวลานั้น มาทำสัญญาสงบศึกกันที่ "ไวตังกิ" (Waitangi) เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1840  ซึ่งปัจจุบันถือเป็น "วันชาติของนิวซีแลนด์" (Waitangi Day) โดยสนธิสัญญาไวตังกินี้ นอกจากจะเป็นการสงบศึก ระหว่างเมารีต่างเผ่าแล้ว ยังเป็นการพยายาม ขจัดข้อขัดแย้งระหว่างเมารี กับชนผิวขาวที่เกิดขึ้นอีกด้วย  สนธิสัญญาฉบับนี้ถือเป็นการรับทราบในกรรมสิทธิ์ที่ดินของชาวเมารีโดยแลกกับการที่ชาวเมารีจะยอมรับอำนาจอธิปไตยของอังกฤษ ทว่าสนธิสัญญาดังกล่าวมักถูกละเมิดโดยฝ่ายผู้อพยพชาวผิวขาวที่เข้ามาบุกรุกที่ดินของชาวเมารีเสมอ


ที่มา : http://www.meepanda.com/

ความขัดแย้งได้ขยายความรุนแรงขึ้นในพื้นที่ของเกาะเหนือของนิวซีแลนด์จนกลายเป็นสงครามต่อต้านชนต่างชาติบนเกาะเหนือ ที่เริ่มขึ้นตั้งแต่ ปีค.ศ. 1845 โดยพวกเมารีได้ยกพลเข้าต่อสู้กับผู้รุกรานชาวผิวขาวอย่างดุเดือด ถึงแม้ชาวผิวขาวจะมีอาวุธที่ทันสมัย แต่ด้วยความเชี่ยวชาญในการทำสงครามกองโจร ทั้งยังรู้จักการสร้างป้อมค่ายตั้งรับข้าศึก และเมื่อถูกชาวผิวขาวยิงปืนใหญ่เข้าถล่ม พวกนักรบเมารีก็จะหลบลงไปซ่อนในหลุมที่ขุดเตรียมไว้ ก่อนจะกรูกันออกมาโจมตีเมื่อได้โอกาส ความขัดแย้งนี้ ก็ยังคงมีอยู่ จนถึงปี ค.ศ.1872 และจบลงด้วยความพ่ายแพ้ ของชาวเมารี ซึ่งมีทั้งกำลังคน และกำลังอาวุธที่น้อยกว่า

เนื่องจากชนผิวขาว ที่อพยพเข้าสู่นิวซีแลนด์ ในช่วงต้นของศตวรรษที่ 20 ล้วนแต่เป็นบุคคลที่รักสงบ และด้วยสภาพธรรมชาติ ที่อุดมสมบูรณ์ ทำให้ชีวิตของชนผิวขาว เริ่มเข้าที่เข้าทาง ชนพื้นเมืองเมารีดั้งเดิม ก็ให้การยอมรับนับถือ เปรียบเสมือนเป็นผู้คนที่ทัดเทียมกัน ความขัดแย้งระหว่างเมารี กับคนขาวจึงค่อย ๆ จางหายไป กอปรกับการแต่งงานระหว่างคนขาว กับเมารีก็เพิ่มมากขึ้น ทำให้ประชากรเมารีมีจำนวนมากกว่า 400,000 คน และส่งผลให้มีการผสมกลมกลืนทางวัฒนธรรมในบางกลุ่ม ปัจจุบันประชากรเมารี มีอยู่ประมาณร้อยละ 15 ของประชากรทั้งหมด

นับว่าชาวเมารีเป็นชนพื้นเมืองของประเทศนิวซีแลนด์ ที่มีอารยธรรม เป็นของตัวเอง มีเอกลักษณ์ในเรื่องของรอยสัก มีจิตใจกล้าหาญ มีความเป็นนักรบโดยชาติพันธุ์  และยึดมั่นในขนบธรรมเนียมประเพณีดั้งเดิม รวมทั้งยังคงรักษาภาษาของตนเอาไว้ตราบจนทุกวันนี้


อ้างอิง

au_jean. 2556. เมารีชนพื้นเมืองนิวซีแลนด์. สืบค้นเมื่อ 20 กันยายน 2558, จาก: http://www.bloggang.com/

KiwiToday Education Centre. มปป. ภาษาและวัฒนธรรม. สืบค้นเมื่อ 20 กันยายน 2558, จาก:
http://www.kiwitoday.com/

May_orasa. 2554. ชาวเมารี(Maori). สืบค้นเมื่อ 20 กันยายน 2558, จาก:
http://mayorasa.blogspot.com/2011/02/maori.html

Puma. 2012. ชนเผ่าเมารีแห่งนิวซีแลนด์. สืบค้นเมื่อ 20 กันยายน 2558 , จาก: http://www.komkid.com/   

อ่านเพิ่มเติม »

ชนเผ่าดราวิเดียน

โดย สุพิชชา พันพั่ว

เดิมประชากรกลุ่มนี้มีกำเนิดไม่แน่ชัดอาจเกิดจากการผสมปนเปทางเชื้อชาติของชนเผ่ากลุ่มแรกๆ ที่อพยพเข้ามาในอนุทวีปอินเดีย เช่นพวกออสตราลอยด์ พวกเนกริโต ฯลฯ แต่อย่างไรก็ตามเป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปว่า ชนเผ่ากลุ่มนี้มีบทบาท และอำนาจอยู่ในอนุทวีปอินเดียก่อนหน้าพวกอารยันซึ่งเป็นชนเผ่าเร่ร่อนจะเข้ามามีบทบาทอย่างสูงในการสร้างสรรค์อารยธรรมอินเดีย

อ่านเพิ่มเติม »

ชนชาติสุเมเรียน

โดย สุวนันท์ พงษ์ขาวน้อย    

หากจะกล่าวถึงแหล่งอารยธรรมโบราณที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์และเก่าแก่ที่สุด ผู้คนส่วนใหญ่คงจะนึกถึง  อารยธรรมเมโสโปเตเมีย  ที่นักประวัติศาสตร์ต่างเชื่อว่า   เป็นแหล่งอารยธรรมโบราณแห่งแรกของโลก   แต่แหล่งอารยธรรมจะเกิดขึ้นได้นั้น จะต้องมีมนุษย์เป็นผู้ริเริ่มและสร้างสรรค์อารยธรรม แต่หลายๆ ท่านทราบกันหรือไม่ว่าชนชาติแรกที่เป็นผู้ริเริ่มและสร้างสรรค์อารยธรรมและเป็นผู้วางรากฐานทางอารยธรรมเมโสโปเตเมียนั้นคือชนชาติใด

อ่านเพิ่มเติม »

การรุกรานของชาวฮั่นในยุโรป

โดย วัชรากร คำสระคู

ชนชาวฮั่นส์ เป็นคนลึกลับและน่ากลัว ได้มาถึงชายเขตแดนของอาณาจักรโรมันในปลายศตวรรษที่สี่ เป็นผู้ขับขี่ม้าสู้รบออกจากที่ราบกว้างใหญ่ของเอเชีย ที่นำไปสู่การพ่ายแพ้ของชาวยุโรป

อ่านเพิ่มเติม »

การรุกรานของชาวแฟรงก์ (Franks) ในยุโรปตะวันตก

โดย ปุญญิศา กาญจนศร

หลังการล่มสลายของจักรวรรดิโรมัน ทำให้ยุโรปตะวันตกขาดความมั่นคงในประเทศ ไม่มีรัฐบาลหรือกองกำลังแห่งชาติ ชนเผ่าต่างๆ ต้องต่อสู้เพื่อแย่งชิงดินแดน และชนเผ่าแฟรงก์หรือแฟรงกีชก็ได้เข้ามาครอบครองพื้นที่ส่วนใหญ่ในยุโรป

อ่านเพิ่มเติม »

ชนเผ่าแฟรงก์ (Frankish Tribes)

โดย ชฎารัตน์ อุ่นอบ

ในยุคของยุโรปสมัยกลางเมื่อ ค.ศ.476 เผ่าเยอรมันได้ปลดจักรพรรดิองค์สุดท้ายของโรมันตะวันตก หรือที่เรียกว่า โรม ถือเป็นการสิ้นสุดจักรวรรดิโรมัน ดินแดนยุโรปจึงได้แยกออกเป็นอาณาจักร ชนเผ่าต่าง ๆ จึงเกิดความวุ่นวายทางการเมือง เศรษฐกิจ จึงเกิดเป็นชนเผ่าต่างๆหลายชนเผ่า หนึ่งในนั้นคือชนเผ่าแฟรงก์

อ่านเพิ่มเติม »

ชนเผ่า Vandal

โดย กุลวัฒน์ วงศาโรจน์

ชนเผ่าแว็นเดิ้ล เป็นอีกหนึ่งชนเผ่าที่มีส่วนร่วมทำให้อาณาจักรโรมันล่มสลาย ซึ่งชนเผ่านี้มักถูกนักประวัติศาสตร์ตำหนิว่า "เป็นผู้ทำลายอารยธรรม" แม้ว่าในยุคนั้นไม่เพียงแต่ชนเผ่าแว็นเดิ้ลเท่านั้นที่รุกรานโรมัน แต่ยังมีเผ่าอื่นๆ เช่น ไวกิ้ง โกท์ธ(Goth) ที่ร่วมกันรุกรานอีกด้วย

อ่านเพิ่มเติม »

ไวกิง (Viking)

โดย ทวีโชค พรมขันตี

ไวกิง หมายถึงชนเผ่านักรบ นักการค้าและนักตั้งถิ่นฐานจากนอร์เวย์ สวีเดนและเดนมาร์ก ซึ่งได้บุกรบชนะ ยึดครองและตั้งอาณานิคมอาณาเขตในส่วนใหญ่ของอังกฤษ นอร์มังดี รัสเซียเมื่อระหว่างประมาณ พ.ศ. 1200 - พ.ศ. 1590 นอกจากนี้ยังบุกจู่โจมสเปน โมร็อกโกและอิตาลี มีการติดต่อการค้ากับจักรวรรดิไบแซนไทน์ เปอร์เชียและอินเดีย ชาวไวกิงยังได้ค้นพบและยึดครองไอซ์แลนด์และกรีนแลนด์และเดินเรือไปถึงชายทวีปอเมริกาเหนืออีกด้วย

อ่านเพิ่มเติม »