แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ปากีสถาน แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ปากีสถาน แสดงบทความทั้งหมด

ชาวฮันซา (Hunza) มนุษย์อายุยืนในปากีสถาน

โดย กมลรัตน์ ภูเขาเขียว

ในปัจจุบันยุคของโลกาภิวัตน์ โลกมีการพัฒนาเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว รวมถึงโรคและปัญหาสุขภาพต่างๆ ที่ดูเหมือนว่าโรคได้พัฒนาตัวมันเองให้มีเชื้อที่ร้ายแรงและส่งผลเสียต่อมนุษย์มากยิ่งขึ้น และจะเห็นได้ว่าทุกวันนี้มีผู้เสียชีวิตจากโรคร้ายเหล่านี้ อันเนื่องมาจากขาดการดูแลเอาใจใส่ในเรื่องสุขภาพ การรับประทานอาหารที่ส่งผลเสียต่อสุขภาพ การใช้ชีวิตหรือความเป็นอยู่ต่างๆที่ไม่เหมาะสม จึงทำให้เป็นโรคร้ายและเสียชีวิตก่อนวัยอันควร แต่ยังมีชนเผ่าหนึ่งที่ดูเหมือนว่าโรคร้ายที่คร่าชีวิตผู้คนมากมายไม่สามารถที่จะเกิดขึ้นกับพวกเขาได้เลย ชนเผ่านี้ได้ชื่อว่าเป็นชนเผ่าที่มีอายุยืนยาวมากที่สุดในโลก ซึ่งพวกเขาคือ “ชาวฮันซา หรือ ชาวหรรษา”

ที่มา : http://freewill14.blogspot.com/
ชาวฮันซา (Hunza) เป็นชื่อเรียกของชนเผ่าหนึ่งที่อาศัยอยู่บริเวณเชิงเขาหิมาลัย ตอนเหนือของประเทศปากีสถาน โดยชาวเขาที่อาศัยในบริเวณแห่งนี้ มีอายุขัยเฉลี่ยประมาณ 120 ปี และที่น่าทึ่งมากกว่านั้นคือ มีชาวฮันซาบางคนที่มีอายุมากถึง 130-140 ปี โดยที่เขาสามารถทำงานได้ สามารถเดินได้ปกติ สุขภาพร่างกายยังแข็งแรง และยังมีฟันเต็มปาก ซึ่งเมื่อเทียบกับผู้สูงอายุทั่วทุกมุมโลกแล้วจะเห็นได้ว่าชนเผ่านี้น่าอัศจรรย์อย่างยิ่ง

การมีวิถีชีวิตที่อยู่ท่ามกลางหุบเขาและธรรมชาติของชาวฮันซา ทำให้พวกเขาเหล่านี้มีชีวิตที่ยืนยาวได้ ซึ่งมีสาเหตุมาจากหลายอย่าง คือ ชาวฮันซาใช้ชีวิตแบบชนบท การที่ได้อยู่ท่ามกลางธรรมชาติ มีอากาศที่บริสุทธิ์ ไม่มีเทคโนโลยี ไม่มีไฟฟ้าใช้ ไม่มีหมอกควันหรือสารเคมีใดๆ การทำเกษตรกรรม การเดินขึ้นเขาลงเขา ซึ่งเป็นการใช้แรง เสมือนเป็นการออกกำลังกายไปในตัว

อีกทั้งชาวฮันซาไม่มีใครที่เป็นโรคฟันผุเลย เนื่องจากพวกเขากินแต่อาหารที่มีประโยชน์ ไม่มีขนมหรือของหวานที่ส่งผลเสียต่อสุขภาพ อาหารที่ชาวฮันซากินเป็นประจำคือพืชผักและผลไม้ เช่น ข้าวสาลี ข้าวฟ่าง ลูกเดือย ถั่ว มันฝรั่ง แครอท เทอร์นิป แอปเปิ้ล เชอร์รี่ บลูเบอร์รี่ เมล็ดพืชต่างๆ โดยผลไม้ที่ชาวฮันซานิยมกินกันมาก ซึ่งบางคนถือว่าผลไม้ชนิดนี้เป็นเคล็ดลับของการมีอายุยืนของพวกเขาคือ เอพริคอต มีรูปร่างลักษณะคล้ายลูกพีชหรือแอปเปิ้ล ส่วนข้าวที่กินนั้นเป็นข้าวที่ไม่มีการขัดขาวคล้ายข้าวกล้อง ทำให้ได้รับสารอาหารที่มีประโยชน์อย่างเต็มที่ ส่วนน้ำที่ชาวฮันซากินนั้นก็เป็นน้ำแร่บริสุทธิ์ที่มีแร่ธาตุสูง

ที่มา : http://www.bloggang.com/
ชาวฮันซายังมีความเชื่อบางอย่าง เช่น มีความเชื่อในการเคี้ยวอาหาร ซึ่งจะต้องเคี้ยวหลายๆ ครั้ง เคี้ยวอาหารให้ละเอียดก่อนกลืน ไม่ต้องกินอาหารให้อิ่มมาก ให้กินอิ่มท้องเพียงแปดสิบเปอร์เซ็นต์เท่านั้น อีกทั้งพวกเขายังมีการอดอาหารสัปดาห์ละครั้ง ทั้งนี้ไม่ใช่เพื่อการลดน้ำหนักแต่อย่างใด แต่เชื่อว่าการอดอาหารนั้นจะทำให้ระบบภายในร่างกายสะอาดขึ้น นอกจากนี้ยังมีอีกสิ่งหนึ่งที่ต่างจากกลุ่มคนทั่วไปคือ ชาวฮันซาไม่บริโภคเนื้อสัตว์เป็นอาหารหลัก จะมีการกินเนื้อแพะปีละ 1-2 ครั้ง ในวันสำคัญคือวันขึ้นปีใหม่และวันแต่งงาน

ด้านสังคมของชาวฮันซา พวกเขามีสายสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้น อยู่อาศัยกันแบบครอบครัวใหญ่ที่มีแต่ความอบอุ่น การมีน้ำใจไมตรีต่อกัน การมีวิถีชีวิตที่เรียบง่าย พวกเขาจะรู้วิธีการสร้างความผ่อนคลายให้กับตนเอง ทุกคนต่างใช้ชีวิตแบบมีความสุข ไม่มีความเครียดใดๆ จากปัจจัยทั้งหมดนี้จึงเป็นที่มาของการมีชีวิตที่ยืนยาวของชาวฮันซา

ที่มา : https://www.keepitthai.com/node/6907
จะเห็นได้ว่าชาวฮันซาเป็นชนเผ่าที่ควรนำมาเป็นแบบอย่างในการดำเนินชีวิต ทั้งในเรื่องการมีวิถีชีวิตที่เรียบง่าย การเลือกกินแต่สิ่งที่มีประโยชน์ รวมถึงการใช้ชีวิตร่วมกันในสังคมของชาวฮันซาอย่างสงบสุข แต่ด้วยปัจจุบันสังคมส่วนใหญ่หรือประเทศที่มีการพัฒนาในทุกๆ ด้าน ทำให้ผู้คนได้รับความสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น โดยในบางครั้งเราหลงลืมไปว่าการใช้ชีวิตที่มักง่ายเกินไปนั้น เป็นพฤติกรรมที่ทำลายสุขภาพของตนเองหรือคนรอบข้างได้ ซึ่งถ้าหากว่าเราหันมาใส่ใจดูแลสุขภาพ เลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ไม่ทำลายสุขภาพ อีกทั้งการมีความคิดที่ดีๆ ไม่สร้างความเดือดร้อนให้กับผู้อื่น และเมื่อเรามีสุขภาพดี มีความคิดดี จิตใจดี ก็จะทำให้เราสามารถใช้ชีวิตอยู่บนโลกนี้ได้นานและใช้ชีวิตร่วมกับผู้อื่นในสังคมได้อย่างมีความสุขมากยิ่งขึ้น


อ้างอิง

จิตอิสระ. (นามแฝง). (2558). ชนเผ่าที่มีอายุยืนมากที่สุดในโลก. สืบค้นเมื่อ 20 กันยายน 2560, จาก  http://freewill14.blogspot.com/2015/04/blog-post_12.html

วัลลภ พรเรืองวงศ์. (2548). 6 วิธีรักษาสุขภาพแบบหรรษา. สืบค้นเมื่อ 20 กันยายน 2560, จาก  https://www.gotoknow.org/posts/6615

Npantong. (นามแฝง). วิธีธรรมชาติบำบัดของชาวฮันซา เชื้อชาติที่มีอายุยืนที่สุดในโลก ๑๒๐ ปี. สืบค้นเมื่อ 20 กันยายน 2560, จาก  https://www.keepitthai.com/node/6907

อ่านเพิ่มเติม »

มาลาลา ยูซาฟไซ (Malala Yousafzai)

โดย วัลลภา หะริตา

การศึกษาเป็นสิ่งสำคัญอย่างมากที่จะช่วยพัฒนาองค์ความรู้และทักษะในการดำรงชีวิตของเรา ในปัจจุบันเด็กทุกคนควรที่จะได้รับการศึกษาขั้นพื้นฐานไม่ว่าจะเป็นเด็กผู้หญิงหรือเด็กผู้ชาย เว้นแต่ในบางประเทศที่นับถือศาสนาอิสลาม ที่มีข้อห้ามอย่างเคร่งครัดว่าผู้หญิงไม่ควรเข้ารับการศึกษาเนื่องจากขัดต่อหลักศาสนา และนั้นคือที่มาของมาลาลา ยูซาฟไซ นักต่อสู้เพื่อสิทธิของการศึกษาเพื่อสตรี ในวัยเพียง 11 ปี และไม่ยอมแพ้ต่ออุปสรรคที่ขวางกั้นของการเรียกร้องสิทธิในประเทศปากีสถานต่อกลุ่มผู้ก่อการร้ายตาลีบัน

ที่มา: https://feminisminindia.com//
มาลาลา ยูซาฟไซ (Malala Yousafzai) เกิดเมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ 2540 ที่เมืองมินโกรา (Mingora) เขตสวัด (Swat) จังหวัดไคเบอร์ปัคตุนควา (Khyber Pakhtunkhwa) ในประเทศปากีสถานและได้เข้ารับการศึกษาในโรงเรียนสตรีแห่งหนึ่งโดยนายไซอุดดิน (Ziauddin) ซึ่งเป็นพ่อของมาลาลา ยูซาฟไซเป็นเจ้าของสถานศึกษาแห่งนี้

ในช่วงต้นปี พ.ศ. 2550 อิทธิพลของกลุ่มนักรบติดอาวุธตาลีบันได้ขยายอิทธิพลมากขึ้น มัวลานา ฟาสลูลลาห์ ใช้ประโยชน์จากช่วงเศรษฐกิจตกต่ำเพื่อขยายอำนาจการปกครองโดยทำการเผยแพร่การสอนกฎหมายของศาสนาอิสลามและผ่านทางวิทยุกระจายเสียง FM ซึ่งเป็นที่แพร่หลายอย่างมากในเวลานั้น และในช่วงเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2551 กลุ่มตาลีบันได้เข้ามายึดครองพื้นที่เขตสวัด และได้ทำการล้มล้างสถานศึกษาสตรีของรัฐ โดยการเผาทำลายไปมากกว่าร้อยแห่ง

ในขณะเดียวกันสถานศึกษาสตรีที่มาลาลา ยูซาฟไซกำลังศึกษาในเวลานั้น ยังคงเปิดการเรียนการสอนเป็นปกติท่ามกลางการข่มขู่จากกลุ่มตาลีบันตลอด ช่วงเดือนกันยายน พ.ศ. 2551 มาลาลา ยูซาฟไซอายุเพียง 11 ปีได้ปรากฏต่อสาธารณะเป็นครั้งแรกเพื่อต่อต้านการโจมตีสถานศึกษาสตรี และได้กล่าวสุนทรพจน์ในหัวข้อเรื่อง “ตาลีบันอาจหาญอย่างไรในการระงับสิทธิขั้นพื้นฐานทางการศึกษาของฉัน” (How Dare the Taliban Take Away My Basic Right to an Education)

และต่อมาในปี พ.ศ. 2552 เธอได้เริ่มเขียนบทความในเว็บไซต์ให้แก่ BBC โดยใช้นามแฝงว่า “กุล มาไค” เล่าถึงประสบการณ์ที่ถูกกลุ่มตาลีบันควบคุมและจำกัดสิทธิเสรีภาพของสตรี ส่งผลให้เกิดเหตุการณ์สำคัญคือ การถูกลอบสังหารของมาลาลา ยูซาฟไซจากกลุ่มตาลีบัน

ที่มา: http://issue247.com/people/malala-yousafzai/
วันที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2555 เมื่อครั้งมาลาลาอายุ 15 ปี ถูกลอบสังหารในขณะที่เธอและเพื่อนเดินทางกลับบ้านจากโรงเรียน โดยรถรับส่งนักเรียน ได้มีชายปิดบังใบหน้าซึ่งเป็นมือสังหารของกลุ่มตาลีบันขึ้นมาบนรถและเรียกชื่อ มาลาลา เพื่อนของเธอได้มองไปที่เธอและขณะนั้นเองมือปืนจึงยิงปืนเข้าที่ศีรษะด้านซ้ายทะลุด้านหลังคอ มาลาลา ยูซาฟไซได้รับบาดเจ็บอาการสาหัส และถูกนำตัวส่งโรงพยายามบาลของรัฐ

และวันที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2555 ผู้นำทางศาสนามากกว่า 50 คนในปากีสถานได้ออกมาแถลงการณ์ถึงการไม่เห็นด้วยกับการลอบยิงครั้งนี้ของกลุ่มตาลีบัน ต่อมาในวันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2555 มาลาลาได้ย้ายไปรับผ่าตัดสมองและรักษาตัว ที่สหราชอาณาจักร หลังจากเหตุการณ์ลอบสังหารครอบครัวของมาลาลา ยูซาฟไซย้ายไปอาศัยอยู่ที่ เมืองเบอร์มิงแฮม ประเทศอังกฤษและเธอเข้ารับการศึกษาชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายที่นั่น

I am Malala
ที่มา: http://issue247.com/people/malala-yousafzai/
เหตุการณ์รุนแรงครั้งนี้ไม่สามารถขัดขวางความพยามของมาลายา ยูซาฟไซในการเรียกร้องสิทธิของการศึกษาเพื่อสตรีได้ นายกอร์ดอน บราวน์ (Gordon Brown) อดีตนายกรัฐมนตรีของสหราชอาณาจักร และปัจจุบันเป็นทูตพิเศษสหประชาชาติเพื่อส่งเสริมการศึกษาของโลก ได้เล็งเห็นถึงความมุ่งมั่นและกล้าหาญขอมาลาลาได้ยกย่องเธอ ได้รณรงค์ส่งเสริมการศึกษาเพื่อเป็นเกียรติแก่เธอในหนังสือหัวข้อที่ชื่อว่า  “I am Malala: The Girl Who Stood Up for Education and Was Shot by the Taliban”ได้วางจำหน่ายในเดือนตุลาคม พ.ศ. 2556 นอกจากนั้นได้มีการส่งเสริมการศึกษาในประเทศปากีสถานด้วยกองทุนสากลและเป็นการริเริ่มโครงการภายในประเทศอีกด้วย

มาลาลา ยูซาฟไซได้จัดตั้งสถานศึกษาเพื่อเด็กหญิงผู้ลี้ภัยชาวซีเรียในประเทศเลบานอนติดกับชายแดนประเทศซีเรีย (Malala Yousafzai All-Girls School) งบประมาณในการจัดตั้งสถานศึกษามาจากกองทุนมาลาลา องค์กร Vital Voices Global Partnershipซึ่งก่อตั้งโดยนาง Hilary Clinton ได้จัดตั้งกองทุนมาลาลาขึ้น ซึ่งเป็นองค์กรที่ไม่แสวงหาผลกำไรเพื่อสนับสนุนโครงการด้านการศึกษา

ในวันคล้ายวันเกิดอายุ 16 ปี ของมาลาลา ยูซาฟไซ ได้ขึ้นกล่าวสุนทรพจน์ที่สหประชาชาตินอกจากนั้นองค์การสหประชาชาติและองค์กรอื่นๆ นอกจากนั้นเลขาธิการสหประชาชาติ นายบันคีมุน ได้ประกาศให้วันที่12 กรกฎาคมของทุกปีเป็นวันเฉลิมฉลองของมาลาลา ยูซาฟไซ (Malala Day)

ที่มา: http://issue247.com/people/malala-yousafzai/
นอกจากนั้น มาลาลา ยูซาฟไซได้รับการเสนอชื่อรับรางวัลมากมาย อาทิ รางวัลสิทธิมนุษยชนเพื่ออิสรภาพของผู้หญิงนานาชาติ ( Simone de Beauvoir Prize, International Human Rights Prize for Women's Freedom, 2013) รางวัลเยาวชนเพื่อสันติภาพแห่งชาติ (National Youth Peace Prize,2011) ต่อมาในปี พ.ศ. 2555 ได้รับคัดเลือกจากนิตยาสารไทม์ว่าเป็นบุคคลที่ทรงอิทธิพลที่สุดของโลกประจำปี 2013

ในวันที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2557 มาลาลา ยูซาฟไซยังได้เสนอชื่อขึ้นรับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพจากสหภาพยุโรปถือได้ว่าเป็นผู้ที่มีอายุน้อยที่สุดในการเข้ารับรางวัลนี้ ในเดือน เมษายน ปี พ.ศ. 2560 สหประชาชาติได้แต่งตั้งให้มาลาลา ยูซาฟไซ เป็น “ผู้ส่งสารสันติภาพ” (Messenger of Peace) ของสหประชาชาติอย่างเป็นทางการ นอกจากนั้น มาลาลา ยูซาฟไซในปัจจุบันอายุ 20 ปีได้รับคัดเลือกเข้าศึกษาต่อในระดับมหาวิทยาลัยในสาขาปรัชญา การเมืองและเศรษฐศาสตร์ โดยมหาวิทยาลัยออกซฟอร์ด 
                          
การที่มาลาลา ยูซาฟไซ นักเรียกร้องสิทธิของการศึกษาเพื่อสตรีได้รับรางวัลมากมายเพื่อยกย่องและเป็นเกียรตินั้น หากแต่ไม่สามารถที่จะได้มาอย่างง่ายต้องต่อสู้กับอุปสรรคมากมาย หลังการลอบสังหารของกลุ่มตาลีบันในครั้งนั้นส่งผล มาลาลา ยูซาฟไซไม่สามารถเดินทางกลับเข้าสู้ประเทศปากีสถานได้อีก เนื่องจากกลุ่มผู้ก่อการร้ายตลีบันขู่ที่จะปลิดชีวิตของเธอตลอดเวลา มาลาลา ยูซาฟไซเริ่มเรียกร้องสิทธิให้แก่สตรีตั้งแต่อายุเพียง 11 ปี จนกระทั้งปัจจุบันอายุ 20 ปี อย่างไรก็ตามเธอยังคงให้ความช่วยเหลือด้านการศึกษาของสตรีต่อไป


อ้างอิง 

กรมเอเชียใต้ ตะวันออกกลาง และแอฟริกา. ๒๕๖o. มาลาลา ยูซาฟไซ. (ออนไลน์). แหล่งที่มา: http://sameaf.mfa.go.th/th/important_person/detail.php?ID=4382. วันที่ค้นข้อมูล ๒๒ กันยายน ๒๕๖o

Indy Hyena. ๒๕๖o. มาละละห์ ยูซัฟซัย อายุ 17 ปีกับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ. (ออนไนล์). แหล่งที่มา: http://issue247.com/people/malala-yousafzai/. วันที่ค้นข้อมูล ๒๒ กันยายน ๒๕๖o

Malala Yousafzai Biography.com Women's Rights Activist, Children's Activist, Activist (1997–). ๒๕๖o. (ออนไลน์). แหล่งที่มา: https://www.biography.com/people/malala-yousafzai-21362253. วันที่ค้นข้อมูล ๒๒ กันยายน ๒๕๖o



อ่านเพิ่มเติม »