แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ การศึกษา แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ การศึกษา แสดงบทความทั้งหมด

มาลาลา ยูซาฟไซ (Malala Yousafzai)

โดย วัลลภา หะริตา

การศึกษาเป็นสิ่งสำคัญอย่างมากที่จะช่วยพัฒนาองค์ความรู้และทักษะในการดำรงชีวิตของเรา ในปัจจุบันเด็กทุกคนควรที่จะได้รับการศึกษาขั้นพื้นฐานไม่ว่าจะเป็นเด็กผู้หญิงหรือเด็กผู้ชาย เว้นแต่ในบางประเทศที่นับถือศาสนาอิสลาม ที่มีข้อห้ามอย่างเคร่งครัดว่าผู้หญิงไม่ควรเข้ารับการศึกษาเนื่องจากขัดต่อหลักศาสนา และนั้นคือที่มาของมาลาลา ยูซาฟไซ นักต่อสู้เพื่อสิทธิของการศึกษาเพื่อสตรี ในวัยเพียง 11 ปี และไม่ยอมแพ้ต่ออุปสรรคที่ขวางกั้นของการเรียกร้องสิทธิในประเทศปากีสถานต่อกลุ่มผู้ก่อการร้ายตาลีบัน

ที่มา: https://feminisminindia.com//
มาลาลา ยูซาฟไซ (Malala Yousafzai) เกิดเมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ 2540 ที่เมืองมินโกรา (Mingora) เขตสวัด (Swat) จังหวัดไคเบอร์ปัคตุนควา (Khyber Pakhtunkhwa) ในประเทศปากีสถานและได้เข้ารับการศึกษาในโรงเรียนสตรีแห่งหนึ่งโดยนายไซอุดดิน (Ziauddin) ซึ่งเป็นพ่อของมาลาลา ยูซาฟไซเป็นเจ้าของสถานศึกษาแห่งนี้

ในช่วงต้นปี พ.ศ. 2550 อิทธิพลของกลุ่มนักรบติดอาวุธตาลีบันได้ขยายอิทธิพลมากขึ้น มัวลานา ฟาสลูลลาห์ ใช้ประโยชน์จากช่วงเศรษฐกิจตกต่ำเพื่อขยายอำนาจการปกครองโดยทำการเผยแพร่การสอนกฎหมายของศาสนาอิสลามและผ่านทางวิทยุกระจายเสียง FM ซึ่งเป็นที่แพร่หลายอย่างมากในเวลานั้น และในช่วงเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2551 กลุ่มตาลีบันได้เข้ามายึดครองพื้นที่เขตสวัด และได้ทำการล้มล้างสถานศึกษาสตรีของรัฐ โดยการเผาทำลายไปมากกว่าร้อยแห่ง

ในขณะเดียวกันสถานศึกษาสตรีที่มาลาลา ยูซาฟไซกำลังศึกษาในเวลานั้น ยังคงเปิดการเรียนการสอนเป็นปกติท่ามกลางการข่มขู่จากกลุ่มตาลีบันตลอด ช่วงเดือนกันยายน พ.ศ. 2551 มาลาลา ยูซาฟไซอายุเพียง 11 ปีได้ปรากฏต่อสาธารณะเป็นครั้งแรกเพื่อต่อต้านการโจมตีสถานศึกษาสตรี และได้กล่าวสุนทรพจน์ในหัวข้อเรื่อง “ตาลีบันอาจหาญอย่างไรในการระงับสิทธิขั้นพื้นฐานทางการศึกษาของฉัน” (How Dare the Taliban Take Away My Basic Right to an Education)

และต่อมาในปี พ.ศ. 2552 เธอได้เริ่มเขียนบทความในเว็บไซต์ให้แก่ BBC โดยใช้นามแฝงว่า “กุล มาไค” เล่าถึงประสบการณ์ที่ถูกกลุ่มตาลีบันควบคุมและจำกัดสิทธิเสรีภาพของสตรี ส่งผลให้เกิดเหตุการณ์สำคัญคือ การถูกลอบสังหารของมาลาลา ยูซาฟไซจากกลุ่มตาลีบัน

ที่มา: http://issue247.com/people/malala-yousafzai/
วันที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2555 เมื่อครั้งมาลาลาอายุ 15 ปี ถูกลอบสังหารในขณะที่เธอและเพื่อนเดินทางกลับบ้านจากโรงเรียน โดยรถรับส่งนักเรียน ได้มีชายปิดบังใบหน้าซึ่งเป็นมือสังหารของกลุ่มตาลีบันขึ้นมาบนรถและเรียกชื่อ มาลาลา เพื่อนของเธอได้มองไปที่เธอและขณะนั้นเองมือปืนจึงยิงปืนเข้าที่ศีรษะด้านซ้ายทะลุด้านหลังคอ มาลาลา ยูซาฟไซได้รับบาดเจ็บอาการสาหัส และถูกนำตัวส่งโรงพยายามบาลของรัฐ

และวันที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2555 ผู้นำทางศาสนามากกว่า 50 คนในปากีสถานได้ออกมาแถลงการณ์ถึงการไม่เห็นด้วยกับการลอบยิงครั้งนี้ของกลุ่มตาลีบัน ต่อมาในวันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2555 มาลาลาได้ย้ายไปรับผ่าตัดสมองและรักษาตัว ที่สหราชอาณาจักร หลังจากเหตุการณ์ลอบสังหารครอบครัวของมาลาลา ยูซาฟไซย้ายไปอาศัยอยู่ที่ เมืองเบอร์มิงแฮม ประเทศอังกฤษและเธอเข้ารับการศึกษาชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายที่นั่น

I am Malala
ที่มา: http://issue247.com/people/malala-yousafzai/
เหตุการณ์รุนแรงครั้งนี้ไม่สามารถขัดขวางความพยามของมาลายา ยูซาฟไซในการเรียกร้องสิทธิของการศึกษาเพื่อสตรีได้ นายกอร์ดอน บราวน์ (Gordon Brown) อดีตนายกรัฐมนตรีของสหราชอาณาจักร และปัจจุบันเป็นทูตพิเศษสหประชาชาติเพื่อส่งเสริมการศึกษาของโลก ได้เล็งเห็นถึงความมุ่งมั่นและกล้าหาญขอมาลาลาได้ยกย่องเธอ ได้รณรงค์ส่งเสริมการศึกษาเพื่อเป็นเกียรติแก่เธอในหนังสือหัวข้อที่ชื่อว่า  “I am Malala: The Girl Who Stood Up for Education and Was Shot by the Taliban”ได้วางจำหน่ายในเดือนตุลาคม พ.ศ. 2556 นอกจากนั้นได้มีการส่งเสริมการศึกษาในประเทศปากีสถานด้วยกองทุนสากลและเป็นการริเริ่มโครงการภายในประเทศอีกด้วย

มาลาลา ยูซาฟไซได้จัดตั้งสถานศึกษาเพื่อเด็กหญิงผู้ลี้ภัยชาวซีเรียในประเทศเลบานอนติดกับชายแดนประเทศซีเรีย (Malala Yousafzai All-Girls School) งบประมาณในการจัดตั้งสถานศึกษามาจากกองทุนมาลาลา องค์กร Vital Voices Global Partnershipซึ่งก่อตั้งโดยนาง Hilary Clinton ได้จัดตั้งกองทุนมาลาลาขึ้น ซึ่งเป็นองค์กรที่ไม่แสวงหาผลกำไรเพื่อสนับสนุนโครงการด้านการศึกษา

ในวันคล้ายวันเกิดอายุ 16 ปี ของมาลาลา ยูซาฟไซ ได้ขึ้นกล่าวสุนทรพจน์ที่สหประชาชาตินอกจากนั้นองค์การสหประชาชาติและองค์กรอื่นๆ นอกจากนั้นเลขาธิการสหประชาชาติ นายบันคีมุน ได้ประกาศให้วันที่12 กรกฎาคมของทุกปีเป็นวันเฉลิมฉลองของมาลาลา ยูซาฟไซ (Malala Day)

ที่มา: http://issue247.com/people/malala-yousafzai/
นอกจากนั้น มาลาลา ยูซาฟไซได้รับการเสนอชื่อรับรางวัลมากมาย อาทิ รางวัลสิทธิมนุษยชนเพื่ออิสรภาพของผู้หญิงนานาชาติ ( Simone de Beauvoir Prize, International Human Rights Prize for Women's Freedom, 2013) รางวัลเยาวชนเพื่อสันติภาพแห่งชาติ (National Youth Peace Prize,2011) ต่อมาในปี พ.ศ. 2555 ได้รับคัดเลือกจากนิตยาสารไทม์ว่าเป็นบุคคลที่ทรงอิทธิพลที่สุดของโลกประจำปี 2013

ในวันที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2557 มาลาลา ยูซาฟไซยังได้เสนอชื่อขึ้นรับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพจากสหภาพยุโรปถือได้ว่าเป็นผู้ที่มีอายุน้อยที่สุดในการเข้ารับรางวัลนี้ ในเดือน เมษายน ปี พ.ศ. 2560 สหประชาชาติได้แต่งตั้งให้มาลาลา ยูซาฟไซ เป็น “ผู้ส่งสารสันติภาพ” (Messenger of Peace) ของสหประชาชาติอย่างเป็นทางการ นอกจากนั้น มาลาลา ยูซาฟไซในปัจจุบันอายุ 20 ปีได้รับคัดเลือกเข้าศึกษาต่อในระดับมหาวิทยาลัยในสาขาปรัชญา การเมืองและเศรษฐศาสตร์ โดยมหาวิทยาลัยออกซฟอร์ด 
                          
การที่มาลาลา ยูซาฟไซ นักเรียกร้องสิทธิของการศึกษาเพื่อสตรีได้รับรางวัลมากมายเพื่อยกย่องและเป็นเกียรตินั้น หากแต่ไม่สามารถที่จะได้มาอย่างง่ายต้องต่อสู้กับอุปสรรคมากมาย หลังการลอบสังหารของกลุ่มตาลีบันในครั้งนั้นส่งผล มาลาลา ยูซาฟไซไม่สามารถเดินทางกลับเข้าสู้ประเทศปากีสถานได้อีก เนื่องจากกลุ่มผู้ก่อการร้ายตลีบันขู่ที่จะปลิดชีวิตของเธอตลอดเวลา มาลาลา ยูซาฟไซเริ่มเรียกร้องสิทธิให้แก่สตรีตั้งแต่อายุเพียง 11 ปี จนกระทั้งปัจจุบันอายุ 20 ปี อย่างไรก็ตามเธอยังคงให้ความช่วยเหลือด้านการศึกษาของสตรีต่อไป


อ้างอิง 

กรมเอเชียใต้ ตะวันออกกลาง และแอฟริกา. ๒๕๖o. มาลาลา ยูซาฟไซ. (ออนไลน์). แหล่งที่มา: http://sameaf.mfa.go.th/th/important_person/detail.php?ID=4382. วันที่ค้นข้อมูล ๒๒ กันยายน ๒๕๖o

Indy Hyena. ๒๕๖o. มาละละห์ ยูซัฟซัย อายุ 17 ปีกับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ. (ออนไนล์). แหล่งที่มา: http://issue247.com/people/malala-yousafzai/. วันที่ค้นข้อมูล ๒๒ กันยายน ๒๕๖o

Malala Yousafzai Biography.com Women's Rights Activist, Children's Activist, Activist (1997–). ๒๕๖o. (ออนไลน์). แหล่งที่มา: https://www.biography.com/people/malala-yousafzai-21362253. วันที่ค้นข้อมูล ๒๒ กันยายน ๒๕๖o



อ่านเพิ่มเติม »

มหาวิทยาลัยอ๊อกฟอร์ด (Oxford)

โดย สปัน เย็นเสมอ

หากพูดถึงมหาวิทยาลัยสำคัญของโลกที่ได้สร้างชื่อสียงให้แก่วงการต่างๆในหลายทวีป  สร้างบุคลากรที่มีคุณภาพมาสร้างสรรค์ความเจริญให้แก่บุคคลรุ่นหลัง รวมทั้งยังเป็นมหาวิทยาลัยที่มีอายุเก่าแก่นับหลายร้อยปี และปัจจุบันยังคงมีความเจริญงดงามทางด้านสถาปัตยกรรม ก็คงหนีไม่พ้นมหาวิทยาลัยอ๊อกฟอร์ด (Oxford) แห่งราชอาณาจักรอังกฤษนั่นเอง

มหาวิทยาลัยอ๊อกฟอร์ด ตั้งอยู่ในเมืองอ๊อกซฟอร์ด ประเทศอังกฤษ เป็นมหาวิทยาลัยที่ใหญ่โตและมีชื่อเสียงเป็นอันดับต้นๆของสหราชอาณาจักร แต่กลับไม่พบประวัติการก่อตั้งที่แน่นอน พบเพียงว่ามีอายุราวๆ 800 ปีล่วงมาแล้ว โดยมีการจัดการเรียนการสอนมาตั้งแต่ พ.ศ.1639 (ค.ศ.1096) โดยเริ่มขึ้นหลังจากที่พระเจ้าเฮนรี่ที่ 2 ของอังกฤษ ทรงสั่งห้ามชาวอังกฤษไปศึกษา ณ มหาวิทยาลัยปารีส นักวิชาการและนักศึกษาอังกฤษที่เชี่ยวชาญในด้านสาขาต่างๆจึงรวมตัวกันที่เมืองอ๊อกซฟอร์ด และได้เกิดมหาวิทยาลัยขึ้น



หลังจากที่ก่อตั้งมหาวิทยาลัยอ๊อกฟอร์ด ได้ไม่นาน ก็ได้เกิดการจลาจลระหว่างนักวิชาการกับชาวเมืองอ๊อกซฟอร์ดขึ้น จนทำให้หญิงสาวชาวบ้านถูกแขวนคอเสียชีวิต นักศึกษาและนักวิชาการจำนวนหนึ่งจึงพากันหนีไปยังเมืองเคมบริดจ์ และก่อตั้งมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ขึ้น และสาเหตุที่ทั้งสองมหาวิทยาลัยมีความคล้ายคลึงกันก็เนื่องมาจากนักวิชาการจากมหาวิทยาลัยอ๊อกฟอร์ด ได้นำเอาวิธีการจัดการศึกษาในรูปแบบวิทยาลัยและระบบติวเตอร์ รวมทั้งการจัดหลักสูตรไปประยุกต์ใช้กับมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ทำให้ทั้งสองมหาวิทยาลัยมีการแข่งขันทางวิชาการมาอย่างยาวนาน และมีชื่อเสียงมากที่สุดในสหราชอาณาจักร โดยที่มหาวิทยาลัยอ๊อกฟอร์ด จะเน้นการเรียนการสอนในด้านสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ ส่วนมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์จะเน้นทางด้านวิทยาศาสตร์

เกียรติภูมิของมหาวิทยาลัยอ๊อกฟอร์ด  นั้นถือว่าเป็นมหาวิทยาลัยที่เก่าแก่แห่งหนึ่งของโลกที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาแม่ และยังเป็นมหาวิทยาลัยต้นแบบในการพัฒนาให้แก่มหาวิทยาลัยอื่นๆในหลายๆทวีป ไม่ว่าจะเป็นมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ในประเทศอังกฤษ มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ในสหรัฐอเมริกา  และอีกมากมายในประเทศแคนาดา และออสเตรเลีย  เป็นต้น

มหาวิทยาลัยอ๊อกซฟอร์ดในระยะแรกมีการจัดการเรียนการสอนในด้านการค้นคว้าวิจัยทางวรรณคดี ประวัติศาสตร์ คัมภีร์ศาสนา ภาษา โบราณคดี ศิลาจารึก ดนตรี การละคร มานุษยวิทยา ฯลฯ โดยมุ่งสอนนักศึกษาให้เป็นบัณฑิตในอุดมคติ เพราะแต่เดิมนั้นผู้ก่อตั้งมหาวิทยาลัยเป็นบาทหลวงในศาสนาคริสต์ วิทยาลัยทุกแห่งที่ก่อตั้งในระยะแรกจะมีโบสถ์ไว้สวดมนต์หรือประกอบพิธีศาสนา  ต่อมาภายหลังเมื่อรัฐบาลอังกฤษต้องการความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจและวิทยาศาสตร์-เทคโนโลยี จึงกระตุ้นให้มหาวิทยาลัยในสหราชอาณาจักรหันไปเน้นวิทยาศาสตร์และการบริหารจัดการ โดยจัดสรรทุนให้สาขาเหล่านี้ทำวิจัยมากขึ้นเป็นพิเศษ จนสามารถเร่งพัฒนาวิทยาศาสตร์และบริหารธุรกิจให้ประสบความสำเร็จ และด้วยความที่มหาวิทยาลัยอ๊อกซฟอร์ดมีรากฐานทางวิชาการที่เข้มแข็ง ผ่านการสั่งสมประสบการณ์การบริหารวิชาการมาอย่างต่อเนื่องไม่ต่ำกว่า 800 ปี  ส่งผลให้มหาวิทยาลัยอ๊อกซฟอร์ดสามารถก้าวมาอยู่ระดับแนวหน้าของโลกได้อย่างงายดาย

นอกจากนั้นมหาวิทยาลัยอ๊อกฟอร์ด ยังมีรูปแบบสถาปัตยกรรมที่โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์  ตึกเรียนภายในมหาวิทยาลัยได้ถูกใช้ในการถ่ายทำภาพยนตร์ระดับโลกไม่ว่าจะเป็น แฮรี่ พอตเตอร์ และ เจมส์ บอนด์  จนทำให้มหาวิทยาลัยอ๊อกฟอร์ด กลายมาเป็นสถานที่ท่องที่ยวที่น่าสนใจแห่งหนึ่งในประเทศอังกฤษที่หลายๆ คนล้วนต้องการมาเยี่ยมเยือนความคลาสสิกของสถาปัตยกรรมแห่งนี้สักครั้งในชีวิต



ห้องสมุดของมหาวิทยาลัยอ๊อกฟอร์ด มีชื่อว่า Bodlear Library ได้มีการจดทะเบียนเป็นห้องสมุดสงวนลิขสิทธิ์แห่งที่สองถัดจากสำนักหอสมุดแห่งชาติ นั่นก็แปลว่า หนังสือที่จัดพิมพ์ขึ้นทุกเล่มในสหราชอาณาจักรจะถูกส่งไปยังมหาวิทยาลัยอ๊อกฟอร์ด ทำให้นักศึกษาสามารถศึกษาหาความรู้จากตำราเรียนที่หลากหลายและมีความทันสมัยได้อย่างมีประสิทธิภาพ  จึงเป็นการเพิ่มพูนความรู้ที่ถูกต้องให้แก่บุคลากรของมหาวิทยาลัย

สิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับนักศึกษามหาวิทยาลัยอ๊อกฟอร์ด มีมากมายหลากหลายเหมายกับการคลายเครียดจากการเรียนที่เข้มข้นในคาบเรียน  ซึ่งมีออกมาในหลายๆรูปแบบ เช่น สถานที่ออกกำลังกาย ซึ่งประกอบไปด้วย สนามฟุตบอล สนามเทนนิส สนามแบตมินตัน สระว่ายน้ำ และในรูปแบบบัตรนักศึกษาที่ใช้เป็นส่วนลดในการซื้อสินค้าตามร้านค้าต่างๆในเมืองอ๊อกซฟอร์ด  นับเป็นการบริการด้านสิ่งอำนวยความสะดวกที่มหาวิทยาลัยจัดขึ้นเพื่อให้นักศึกษาได้ผ่อนคลายอย่างแท้จริง



มหาวิทยาลัยอ๊อกฟอร์ด ได้สร้างศิษย์เก่าที่มีชื่อเสียงในสาขาต่างๆมากมาย ไม่ว่าจะเป็น ผู้ก่อตั้งมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ผู้ร่วมในคณะนักบวชเพียวริแตนในการก่อตั้งมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ผู้ก่อตั้ง University College London พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงได้ปรับปรุงจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อดัม สมิท นักเศรษฐศาสตร์การเมือง โทนี่ แบลร์ นายกรัฐมนตรีแห่งสหราชอาณาจักร และบุคคลสำคัญอื่นๆ อีกมากมาย ซึ่งจะเห็นได้ว่าแต่ละบุคคลได้สร้างสรรค์คุณงามความดีไว้ให้แก่บรรพชนรุ่นหลังอย่างมากมาย

มหาวิทยาลัยอ๊อกฟอร์ด ถือเป็นมหาวิทยาลัยที่โด่งดังและทันสมัยแห่งหนึ่งของโลกที่มีประวัติอันเลืองชื่อมาอย่างยาวนาน มีการเติบโตทางด้านวิชาการอย่างก้าวกระโดดตามการเปลี่ยนแปลงของโลกในยุคปัจจุบัน จึงไม่แปลกที่ อ๊อกฟอร์ด ได้กลายมาเป็นมหาวิทยาลัยชั้นนำของโลกที่ใครๆ ก็ใฝ่ฝันที่จะเข้ามาเรียน


อ้างอิง

มหาวิทยาลัยอ๊อกซฟอร์ด.สืบค้นเมื่อ 16 กันยายน 2559, จาก :
https://th.wikipedia.org/wiki/

มหาวิทยาลัยอ๊อกซฟอร์ด.สืบค้นเมื่อ 16 กันยายน 2559, จาก :
http://www.baanjomyut.com/library_2/extension-1/university_of_oxford/index.html

University of Oxford แหล่งผลิตบุคคลชั้นนำของโลก.สืบค้นเมื่อ 16 กันยายน 2559, จาก :
http://www.dek-d.com/studyabroad/13737/

University of Oxford.สืบค้นเมื่อ 16 กันยายน 2559, จาก :
http://www.hotcourses.in.th/study/uk/school-college-university/university-of-oxford/3757/international.html

University of Oxford.สืบค้นเมื่อ 16 กันยายน 2559, จาก :
http://www.siuk-thailand.com/profiles/university/oxford/

อ่านเพิ่มเติม »

มหาวิทยาลัยในยุคกลาง

โดย นัฐฐิกรณ์ พันธุ์ยุรา

การศึกษาในระดับมหาวิทยาลัยของสมัยกลางในช่วงต้นนั้น มุ่งเน้นไปที่การศึกษาทางด้านเทววิทยา โดยใช้โบสถ์ของศาสนาคริสต์เป็นสถานศึกษา ต่อมามีการจัดตั้งสถานศึกษาที่แยกออกจากโบสถ์ขึ้นในอิตาลี เพื่อเพิ่มพูนวิชาความรู้ให้แก่ผู้ที่เตรียมตัวเป็นพระให้สูงยิ่งขึ้น ซึ่งต่อมาได้วิวัฒนาการกลายเป็นมหาวิทยาลัย

อ่านเพิ่มเติม »

กายวิภาคศาสตร์ (Anatomy)

โดย ภาวิณี ยะลาเร้  

 ลีโอนาโด ดาร์วินซี (Leonardo da Vinci) เป็นชาวอิตาลี เขามีความคิดว่าการวาดภาพนั้นไม่ควรแสดงเพียงความเหมือนต้นแบบ แต่ควรแสดงอารมณ์ และความรู้สึกลึกๆ ในจิตใจของผู้ถูกวาดด้วย เขาจึงคิดว่า การวาดภาพอวัยวะที่เห็นจากภายนอกมันยังไม่พอ ยังต้องมีความรู้ถึงการทำงานของมันด้วยจึงทำให้ต้องผ่าชำแหละเพื่อดูเนื้อข้างในอย่างละเอียด

อ่านเพิ่มเติม »

มหาวิทยาลัยในยุคกลาง

โดย ศุภนิดา วัฒนานนท์

ไม่ว่าจะอยู่ในยุคปัจจุบันหรืออดีต การศึกษาก็ยังคงเป็นสิ่งจำเป็นเละเป็นสิ่งสำคัญต่อมนุษย์ในทุกยุคทุกสมัย ยุโรปในสมัยกลางได้มีการสร้างมหาวิทยาลัยขึ้น เพื่อเป็นสถานที่ถ่ายทอดความรู้ให้กับบุคคลในยุคนั้นได้เข้ามาศึกษาเล่าเรียน มหาวิทยาลัยจึงนับเป็นมรดกที่สำคัญของยุโรปในสมัยกลาง และเป็นผลิตผลโดยตรงของสังคมเมือง

อ่านเพิ่มเติม »