แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ อารยธรรมอเมริกา แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ อารยธรรมอเมริกา แสดงบทความทั้งหมด

อวสานพิพากษาโลก จากปฎิทินชนเผ่ามายา

โดย เจษฎา รักษาภักดี

ปีคริสต์ศักราช 2012 ผู้คนทั่วโลกต่างแตกตื่นและพูดถึงการสิ้นสุดของปฎิทินชนเผ่ามายา จนเป็นประเด็นให้เกิดการค้นคว้า หาความจริง ของผู้คนทั่วโลก ตลอดจนนักวิชาการ เมื่อโลกจะถึงกาลอวสาน  มวลมนุษย์จะพบเจอกับภัยพิบัติต่างๆทำลายทุกชีวิตบนพื้นโลกให้ดับสูญไปและโลกก็จะถึงวันสิ้นสุดลง จากความเชื่อเรื่องวันสิ้นโลกเรามาร่วมกันไขปริศนาปฎิทินชนเผ่ามายาเพื่อหาขอเท็จจริงว่าโลกจะถึงกาลอวสานจริงหรือและความจริงนั้นเป็นอย่างไร



อาณาจักรมายา

อาณาจักร มายา ตั้งอยู่ในอเมริกากลาง ในบริเวณคาบสมุทรยูคาตันและมีพื้นที่บริเวณประเทศเม็กซิโกคาบเกี่ยวกับเบลีซและกัวเตมาลามีความรุ่งเรืองช่วง 1000 ปีก่อนคริสตกาล มีจุดศูนย์กลางอยู่ที่นครวากาอาณาจักรมายามีความเจริญรุ่งเรืองประกอบด้วยชุมชนเกษตรกรรมอยู่ชั้นนอกชุมชนเมืองอยู่ชั้นในล้อมรอบจุดศูนย์กลางซึ่งเป็นบริเวณสิ่งก่อสร้างใช้ประกอบพิธีกรรมต่างๆ ตามความเชื่อเรื่องชีวิตหลังความตาย นรกสวรรค์มีจริงตามความเชื่อของพวกเขา และมีการบูชายัญเพื่อเคารพต่อเทพเจ้า



ชาวมายามีความสามารถทางคณิตศาสตร์และดาราศาสตร์  จนสามารถคำนวณจำนวณวันของโลกในเเต่ละปี ซึ่งกลายเป็นสิ่งที่มีชื่อเสียงของชนเผ่ามายานั้นคือ “ ปฏิทินชนเผ่ามายา ”

ปฎิทินชนเผ่ามายา
       
ปฏิทินชาวมายามีอยู่ 3 แบบหลักโดยปฏิทินมีลักษณะเป็นวงรอบภายในวงรอบซ้อนกันหลายชั้น ได้แก่  ปฏิทินทางศาสนา  ปฏิทินสามัญชนและ และปฏิทินแบบลองเคาต์



1. ปฏิทินสำหรับพิธีกรรมทางศาสนา (Tzolkin ) ชาวมายาใช้ระบบ 260 วัน ปฏิทินในยุคนั้นใช้ระบบที่ เป็นระบบที่ผสมระหว่างตัวเลขและชื่อวัน โดยตัวเลขวันมี 13 เลข และชื่อวันมี 20 ชื่อ  (13 x 20 =  260) เมื่อนำมารวมกันจะได้เป็นวงรอบที่ประกอบเป็น 260 วัน



2. ปฏิทินสำหรับสามัญชน (Haab) ประกอบไปด้วยเลขวัน 20 เลข และชื่อเดือน 18 ชื่อ แต่เนื่องจาก 1 ปีมี 365 วัน มายา จึงเพิ่มเดือนพิเศษอีกหนึ่งเดือนที่มีเพียงแค่ 5 วัน (Uayeb วันพิเศษ) โดยถือเป็นช่วงวันสิ้นปี วิธีการนับวันจะนับเลขเรียงกันไปเรื่อยๆ พอถึงเลข 18 ก็ขึ้นเดือนใหม่



3. ปฎิทินแบบลองเคาต์ (Long Count Calendar)  เป็นปฏิทินที่ใช้นับเวลาได้นานกว่าปฎิทินแบบโซลคิน  (Tzolkin) และฮาบ (Haab) ใช้การนับช่วงเวลาในเลขฐาน 20  โดย 1วงจรปฏิทินจะกินเวลา 13 Baktun วันแรกคือ 0.0.0.0.1 ตรงกับวันที่ 11 สิงหาคม 3114 ก่อนศริสต์ศักราช ส่วน Baktunสุดท้าย คือ 13.0.0.0.0  ซึ่งตรงกับวันที่ 21 ธันวาคม ปี 2012 (ซึ่งเป็นปฏิทินที่เชื่อว่าทำนายวันสิ้นโลก) โดยมีวิธีการนับดังนี้

  คิน( Kin) = 1 วัน
  1 อุยนัล( Uinal) = 20 คิน( Kin)
  1 ทัน (Tun) = 18 อุยนัล (360 วัน )
  1 คาทัน (Katun) = 20 ทัน (Tun)(7,200 วัน)
  1 แบ็กทัน (Baktun) = 20 คาทัน (Katun) (144,000 วัน)

ชาวมายา มีความสามารถพิเศษสามารถคำนวณว่าวันของโลกเราภายในหนึ่งปีมี 365.2420 ทำให้เห็นถึงความแม่นยำแบบไม่น่าเชื่อ “ ศาสตร์ของชาวมายันนั้นระบุว่า  ทุกๆ 5,125 ปี ดวงอาทิตย์จะเกิดปรากฏการณ์บางอย่างที่สัมพันธ์กับศูนย์กลางทางช้างเผือก  ดวงอาทิตย์จะได้รับ “ประกายไฟ” (Spark of light) ซึ่งทำให้ดวงอาทิตย์ส่องแสงและส่งผ่านความร้อนรุนแรงมากส่งผลต่อมายังโลก เกิดการสับเปลี่ยนขั้วโลก และทำให้เกิดหายนะทางธรรมชาติตามมา ซึ่งคล้ายกับข้อมูลของ องค์การนาซ่าแห่งสหรัฐอเมริกาชี้แจงว่า ทุกๆ 11 ปี ขั้วแม่เหล็กของดวงอาทิตย์จะกลับหัวกลับหางจากเหนือเป็นใต้ เรียกว่า “ พายุสุริยะ ” เป็นเหตุให้เกิด” จุดดับบนดวงอาทิตย์ “ ทำให้ออกฤทธิ์เปล่งอนุภาคพลังงานสูง

ปรากฏการณ์ทางธรรมทชาติเหล่านี้ ชาวมายาเชื่อว่าจะเกิดขึ้นซ้ำๆและสม่ำเสมอไม่มีการเปลี่ยนแปลงหรือหยุดไปเหตุการณ์เหล่านี้เคยเกิดขึ้นมาแล้ว 4 ครั้ง  และจะเกิดขึ้นอีกเป็นครั้งที่ 5 เมื่อครบ 5,125 ปี ซึ่งก็คือวันที่ 21 ธันวาคม 2012 ซึ่งจะทำให้เกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติต่างๆเช่น สึนามิ ภูเขาไฟระเบิด น้ำท่วม แผ่นดินถล่ม ทำผู้คนอดอยากล้มตายและโลกสูญสลายลงในที่สุด

มุมมองนักวิจัยเกี่ยวกับปฎิทินมายา

จาการการสิ้นสุดปฏิทินของชนเผ่ามายา แบ็กทันที่13 ซึ่งตรงกับวันที่ 21 ธันวาคม ปี 2012 ที่หลายๆคนเชื่อว่าคือวันสิ้นโลก ทำให้นักวิชาการหลายๆคนออกมาโต้แย้งว่า นี้ไม่ใช้การทำนายวันสิ้นโลกแต่เป็นการเริ่มนับรอบวงใหม่หรือขึ้นสู่ยุคใหม่ นั้นเอง ควรจะมีการเฉลิมฉลองต้อนรับยุคใหม่มากกว่าความหวาดกลัว ดั่งเช่น

มาร์เซลโล คานูโต (Marcello Canuto) ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยอเมริกากลาง (Middle America Research Institute) ของมหาวิทยาลัยทูเลน (Tulane University) ได้กล่าวว่า “อักษรเหล่านี้บอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับประวัติศาสตร์การเมืองโบราณมากกว่าจะเป็นเรื่องคำพยากรณ์ หลักฐานใหม่นี้ชี้ว่า วันของรอบที่ 13 บักตุน (13 bak’tun) นั้นเป็นเหตุการณ์ในรอบปฏิทินที่สำคัญ ซึ่งชาวมายาโบราณจะฉลองวันดังกล่าว ทว่าพวกเขาก็ไม่ได้สร้างคำพยากรณ์ถึงหายนะเมื่อถึงวันดังกล่าวแต่อย่างใด”

ไลฟ์ไซน์  อธิบายไว้ว่า “ปฏิทินรอบยาว (Long Count calendar) ของชาวมายานั้นแบ่งเป็นบักตุน (bak’tuns) หรือรอบ 144,000 วัน ที่เริ่มจากวันสร้างโลก (creation date) ของชาวมายา และวันเหมายัน (winter solstice) ซึ่งตรงกับวันที่ 21 ธ.ค. ของปี 2012 คือวันของรอบบักตุนที่ 13 ซึ่งชาวมายากำหนดให้เป็นการครบรอบการสร้างโลก”

คานูโต (ทีมขุดสำรวจ-ทีมนักโบราณคดียุคใหม่) กล่าวว่า “ สิ่งที่อักขระนี้บอกแก่เราคือช่วงเวลาแห่งวิกฤต ซึ่งชาวมายาโบราณใช้ปฏิทินของพวกเขาเพื่อสานความต่อเนื่องและความยั่งยืนมากกว่าจะเป็นการทำนายวันโลกาวินาศ”

ปฎิทินของชนเผ่ามายาสะท้อนให้เห็นถึงความก้าวหน้า นวัตกรรม และองค์ความรู้ของมนุษย์ในยุคโบราณ ที่สร้างสรรค์ให้เกิดเป็นภูมิปัญญา ภายใต้ความเชื่อ ความศรัทธา และการดำรงชีวิตที่พึ่งพากับธรรมชาติ ส่งผ่านความเข้มขลังในจิตวิญญาณแห่งความเคารพอย่างแรงกล้า กระตุ้นให้ผู้คนทั่วโลกเกิดความตื่นตัวเป็นอย่างมากในปีคริสต์ศักราช 2012 ตามความเชื่อคำทำนายสิ้นสุดปฏิทิน Baktun สุดท้ายของชนเผ่ามายา  ซึ่งความจริงแล้วเป็นเพียงการนับเริ่มต้นการเริ่มหมุนรอบใหม่ของปฏิทินชาวมายา ที่ควรยินดีและเฉลิมฉลองการเข้าสู่ยุคใหม่ ไม่ใช่การทำนายการสิ้นสุดแต่อย่างใด เเต่สิ่งที่สำคัญให้ผู้คนทั่วโลกควรตระหนักถึงความสำคัญของธรรมชาติ การอนุรักษณ์และฟื้นฟูให้ธรรมชาติคงอยู่ตลอดไป  เหนือสิ่งอื่นใดมนุษย์ทุกคนควรอยู่กับปัจจุบัน ทำวันนี้ให้มีคุณค่าและเป็นคุณประโยชน์ต่อแผ่นดิน ตราบใดที่ยังมีชีวิต และลมหายใจ มากกว่าวันข้างหน้าหรืออนาคตที่ไม่มีทางรู้ได้ว่าจะเป็นอย่างไร

อ้างอิง

บัญชา ธนบุญสมบัติ.(2555).บทความไขปริศนาโลกแตก2012 .ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ .สืบค้นเมื่อ27 กันยายน 2561, จาก: https://www2.mtec.or.th/th/emagazine/countfavor_article.asp?a=load&fileid=438&Run_no=269

 วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี.(2561).อารยธรรมมายา.สืบค้นเมื่อ 27 กันยายน 2561,  จาก:https://th.wikipedia.org/wiki/ อารยธรรมมายา

Mthainews.(2011).ไขปริศนา ปฏิทินชาวมายัน หนึ่งคำทำนาย ภัยพิบัติวันพิพากษาโลก 2012.สืบค้นเมื่อ 27 กันยายน 2561, จาก: https://news.mthai.com/webmaster-talk/136653.html

Mthainews.(2012).ประวัติปฏิทินมายา ทำนายวันสิ้นโลก โลกแตกจริงหรือไม่.สืบค้นเมื่อ 27 กันยายน 2561, จาก: https://teen.mthai.com/variety/52894.html

omega007.(2010). 2012 แกนโลกพลิก,คําทํานายมายัน,มนุษย์ต่างดาว.สืบค้นเมื่ออ27 กันยายน 2561 , จาก: http://www.vcharkarn.com/blog/114199

อ่านเพิ่มเติม »

เตโอติอัวกัน (Teotihuacan) : มหาพีระมิดแห่งเม็กซิโก

โดย วรัญญา กลิ่นแก้วณรงค์

พีระมิดในโลกของเรานั้นไม่ได้มีแค่ที่อียิปต์เพียงประเทศเดียวเท่านั้น แต่ยังมีมหาพีระมิดอีกมุมโลกหนึ่ง ตั้งอยู่ ณ ทวีปอเมริกาเหนือ ประเทศเม็กซิโก ซึ่งเต็มไปด้วยศิลปวัฒนธรรมและอารยธรรมเก่าแก่ติดอันดับโลกที่สืบทอดมาแต่โบราณกาลจากชนเผ่าพื้นเมืองหลายชนเผ่าที่เคยครอบครองดินแดน อาทิ ชาวโอลเม็ก ชาวมายา ชาวเตโอตีอัวกัน ชาวตอลเต็ก และชาวแอสเต็ก ครั้งนี้เราจะพาไปเที่ยว พีระมิด เตโอติอัวกัน (Teotihuacan) ที่นี้มีพีระมิดทั้งหมด 3 หลัง ได้แก่ Pyramid of the Sun, Pyramid of the Moon และ Pyramid of Feathered Serpent นอกจากพีระมิดแล้ว ยังมีพิพิธภัณฑ์ที่จัดแสดงโชว์อารยธรรมของจักรวรรดิแอซเทกส์ Aztecs ซึ่งถือว่าเป็น อารยธรรมแรกๆของโลก ภายในจะแสดงหลักฐานทางโบราณคดี วัตถุโบราณ ข้าวของเครื่องใช้ เครื่องประดับ ภูมิปัญญา พิธีกรรม โดยองค์การยูเนสโกได้ยกให้เตโอติอัวกันเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรม (cultural heritage)   ดังนั้นจึงถือว่าเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ห้ามพลาดโดยเด็ดขาด


ภาพโดย วรัญญา กลิ่นแก้วณรงค์

มหาพีระมิดแห่งเม็กซิโก ตั้งอยู่ใน Mexico city เมืองหลวงของประเทศเม็กซิโก อยู่​ห่าง​ออก​ไป​ประมาณ 50 กิโลเมตร​ทาง​ตะวัน​ออก​เฉียง​เหนือ​ของ​กรุง​เม็กซิโก​ซิตี พีระมิดมีขนาดใหญ่เกือบเทียบเท่ามหาพีระมิดแห่งกีซาของอียิปต์ ชื่อ​เตโอติอัวกัน (Teotihuacan ) มาจาก​ภาษา​นาอัวเติล หมาย​ความ​ว่า (City of God) “นคร​แห่ง​เทพเจ้า” หรือ “ที่​ซึ่ง​มนุษย์​กลาย​เป็น​เทพเจ้า.”


ภาพโดย วรัญญา กลิ่นแก้วณรงค์

Pyramid of the Sun พีระมิดแห่งดวงอาทิตย์เป็นพีระมิดที่ใหญ่เป็นอันดับสามของโลกและใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งใน Mesoamerica นักโบราณคดีพบว่าพีระมิดสุริยันสร้างขึ้นเมื่อประมาณปี ค.ศ. 100 ยืนเหนือ 230 ฟุต (70 เมตร) สูงและถูกสร้างขึ้นโดยไม่มีเครื่องมือโลหะ, สัตว์หรือแม้กระทั่งล้อ จุดประสงค์ของการสร้างไม่เหมือนกับพีระมิดของอียิปต์โบราณที่ใช้เป็นสุสานสำหรับฝังศพกษัตริย์เพราะพีระมิดของเตโอติฮัวคานนั้นน่าจะใช้เป็นวิหารเนื่องจากด้านบนของพีระมิดไม่ได้สอบเข้าหากันเป็นยอดแหลมเหมือนพีระมิดอียิปต์ทว่าจะปลายยอดพีระมิดเป็นแบบตัดเรียบทาด้วยสีแดงสด ซึ่งนักโบราณคดีคาดว่าน่าจะเคยมีวิหารตั้งอยู่ด้านบนทว่าในปัจจุบันวิหารบนยอดของพีระมิดสุริยันได้พังทลายลงไปทำให้เราไม่ทราบว่าในอดีตมันเคยใช้เป็นสถานที่บูชาเทพเจ้าองเองชาวเตโอติอัวกันกันแน่


ภาพโดย วรัญญา กลิ่นแก้วณรงค์

Pyramid of the Moon พีระมิดแห่งดวงจันทร์ พีระมิดทีใหญ่เป็นอันดับสองของเตโอติอัวกัน อยู่ทางตอนเหนือสุดของถนน Dead of the Dead อาจจะเสร็จสิ้นประมาณ 250 AD  นักโบราณคดีเชื่อว่าชนโบราณที่รังสรรค์พีระมิดแห่งดวงจันทร์ขึ้นมาน่าจะใช้ภูเขาที่มีชื่อว่าเซร์โรกอร์โด (Cerro Gordo) ซึ่งตั้งอยู่ด้านหลังเป็นต้นแบบนอกจากนั้นที่ด้านหน้าพีระมิดองค์นี้ยังมีพีระมิดขนาดเล็กอีกนับสิบองค์ตั้งอยู่เรียงราย แต่นักโบราณคดีก็ยังไม่ค่อยเข้าใจพีระมิดจันทราองค์นี้มากเท่าใดนักจนกระทั้งในปี ค.ศ. 2004 มีการขุดสำรวจโครงสร้างภายในพระมิดจันทราจนนำมาซึ่งการค้นพบที่น่าตกตะลึงนั้นได้หลักฐาน " การบูชายัญ " อันโหดร้าย ค้นพบหลุมฝังศพของโครงกระดูกชายไร้หัวที่มีหลุมฝังศพจำนวนมากของ obsidian และ greenstone เช่น เป็นสัตว์บูชายัญ ซากสัตว์เลื้ยงลูกด้วยนม นก สัตว์เลื้อยคลานต่างๆรวมทั้งสิงโตภูเขา หมาป่า นกอินทริ เหยี่ยว นกฮูก ไปจนถึงงูหางกระดิ่ง นอกจากนั้นยังพบว่ามนุษย์ที่ถูกบูชายัญต่างก็โดนจับมัดมือไพล่หลังเอาไว้นับหมายความว่าหากเขาต้องตายอย่างไม่เต็มใจแน่นอนเพียงแค่ว่านักโบราณคดียังไม่ทราบแน่ชัดว่าพวกเขาเป็นใคร แต่บางทีเขาอาจจะถูกนำมาบูชายัญในระหว่างการต่อเติมพีระมิดจันทราในแต่ละครั้งก็เป็นได้


ภาพโดย วรัญญา กลิ่นแก้วณรงค์

Pyramid of Feathered Serpent พีระมิดงูประดับขนนก พีระมิดองค์เล็กที่สุดความของเตโอติอัวกัน ตั้งอยู่ทางด้านใต้สุดของเมือง พิเศษคือจะตกแต่งพีระมิดด้วยหัวสัตว์ต่างๆลวดลายวิจิตรพิสดาร ลักษณะคล้ายเสือจากัวร์ และ งูยักษ์ประดับขนนก เทพเจ้าในร่างของงูใหญ่ประดับด้วยขนนกเป็นเทพองค์สำคัญของอเมริกากลางโบราณพระองค์มีนามว่า "เควตซัลโคแอทเทิล" (Quetzalcoalt) จึงเป็นที่มาให้กับชื่อพีระมิด มีการค้นพบหลักฐานการบูชายัญมนุษย์อย่างโหดร้ายไต้พีระมิดองค์นี้ พวกเขาถูกฝังพร้อมกับอาวุธและหัวหอกมากกว่า 150 ชิ้น นั่นจึงทำให้นักโบราณคดีตีความว่าศพของผู้โชคร้ายเหล่านี้อาจจะเป็นทหารที่ถูกนำมาบูชายัญเพื่อให้ทำหน้าที่เฝ้าพีระมิดอสรพิษขนนกไปชั่วนิรันดร์นั่นเอง


ภาพโดย วรัญญา กลิ่นแก้วณรงค์

The avenue of the dead ถนนแห่งความตาย เป็นถนนสายหลักในนครเตโอติอัวกัน ถนนทอดยาวจากทิศใต้จรดทิศเหนือ เชื่อมต่อพีระมิดทั้ง 3 องค์เข้าด้วยกัน และยังเป็นถนนเชื่อมต่อสถานที่ต่างๆในเมือง รวมถึงพื้นที่ที่อยู่อาศัยสำหรับลำดับชั้นสูงสุดของสังคมประกอบด้วย ส่วนใหญ่ของพระสงฆ์

และนี้ก็คือสถานที่สำคัญแห่งหนึ่งในเม็กซิโก หนึ่งในมหาพีระมิดที่ยิ่งใหญ่ของโลก ที่ได้รวบรวมร่องรอยอารยธรรม อันแสดงให้เห็นถึงมหานครอันยิ่งใหญ่ ภูมิปัญญาการใช้ชีวิต ความเชื่อ ทัศนคติของคนโบราณ รวมถึงความน่าอัศจรรย์ของสิ่งก่อสร้างและความพิศวงของการบูชายัญ ปริศนาที่ยังต้องไขกันต่อไป แต่อย่างไรก็ตามการเจริญอันสูงที่สุดย่อมมีวันดับสูญลงไม่ใช่แค่เพียงนครแห่งนี้ แต่ยังรวมไปถึงจักรวรรดิและอารยธรรมต่างๆทั่วโลก เหลือทิ้งไว้เพียงร่องรอยเท่านั้น


ภาพประกอบเพิ่มเติม


ป้าย องค์การยูเนสโกได้ยกให้เตโอติอัวกันเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรม (cultural heritage)
ภาพโดย วรัญญา กลิ่นแก้วณรงค์



ภาพมุมสูงถ่ายจากพีระมิดแห่งดวงจันทร์
ภาพโดย วรัญญา กลิ่นแก้วณรงค์


ไหเทพเจ้าอันต่อมา : เกี่ยวข้องกับเทพเจ้า Tlaloc ซึ่งเทพเจ้าองค์นี้เป็นตัวแทนของสัตว์ 3 ตัว ได้แก่ 1.เสือจากัวร์เป็นเสียงคำรามหรือฟ้าร้อง 2.งูยักษ์เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหวของสายน้ำสัญลักษณ์แห่งความอุดมสมบูรณ์ และ 3.นกผู้นำพาน้ำการ แสดงถึงเทพเจ้าTlaloc ผู้มีสายฟ้าในมือ หรือ เรียกง่ายๆว่า เทพเจ้าสายฟ้า
ภาพโดย วรัญญา กลิ่นแก้วณรงค์



ของที่ระลึกส่วนใหญ่จะเป็น โมเดลพีระมิดม หัวกระโหลก, ของเล่นเด็ก, หิน, สร้อยที่ทำจากหิน
ภาพโดย วรัญญา กลิ่นแก้วณรงค์


เต่าถ่านที่ออกแบบให้เป็นหน้าคน ลักษณะมีเครา ลิ้น 2 แฉก ใส่ตุ้มหูใหญ่ ใส่สร้อยคอตกแต่งด้วยปัดกลม
ภาพโดย วรัญญา กลิ่นแก้วณรงค์


รูปปั้นคนเซรามิก ที่แสดงให้เห็นถึงชั้นชนของคนสมัยก่อน : ซึ่งในภาพสื่อคนชั้นชั้นสูง จะสังเกตได้ว่า เครื่องประดับศีรษะจะประดับด้วยขนนกซึ่งหมายถึงเจ้านายที่ยิ่งใหญ่หรือผู้ครอบครองสถานที่สำคัญ
ภาพโดย วรัญญา กลิ่นแก้วณรงค์


จำลองแผนผังมหานคร Aztecs
ภาพโดย วรัญญา กลิ่นแก้วณรงค์


Pyramid of Feathered Serpent พีระมิดงูประดับขนนก
ภาพโดย วรัญญา กลิ่นแก้วณรงค์


อ้างอิง  

ณัฐพล เดชขจร. (2560). เปิดประตูสู่สามมหาพีระมิดเม็กซิโกโบราณ, 29 กันยายน 2561. http://www.gypzyworld.com/article/view/748

Department of the Arts of Africa, Oceania, and the Americas, The Metropolitan Museum of Art. (2544). Teotihuacan: Pyramids of the Sun and the Moon, 29 กันยายน 2561. https://www.metmuseum.org/toah/hd/teot2/hd_teot2.htm

Wikipedia. (2560)./Pyramid of the Sun. 29 กันยายน 2561, https://en.wikipedia.org/wiki/Pyramid_of_the_Sun

Yokky Diary.(2560).Teotihuacan : มหาพีระมิดแห่งเม็กซิโก.29 กันยายน 2561. https://web.facebook.com/media/set/?set=a.2153380321563162&type=1&l=1fbe530525

อ่านเพิ่มเติม »

ชินคอร์โร (Chinchorro) มัมมี่ที่แก่ที่สุดในโลก

โดย นริศรา  แม้นจิต

เรามักจะเชื่อกันว่ามัมมี่ของอียิปต์โบราณถือเป็นมัมมี่ที่มีชื่อเสียงที่สุดในโลก แต่อย่างไรก็ยังเก่าแก่ไม่เท่ามัมมี่ชินคอร์โร ชินคอร์โร (Chinchorro) เป็นชื่อวัฒนธรรมที่รุ่งเรืองอยู่ทางตอนเหนือของประเทศชิลีและตอนใต้ของประเทศเปรู บริเวณทะเลทรายอะตาคามา (Atacama)ในช่วงราว 9,000 ถึง 3,500 ปีมาแล้ว ซึ่งชนเผ่าชินคอร์โรนั้นหาเลี้ยงชีพด้วยการตกปลา หาของป่าและล่าสัตว์ ซึ่งมีการค้นพบหลักฐานจากวัฒนธรรมชินคอร์โรหลายชิ้น แต่ที่โดดเด่นที่สุดก็คือ “มัมมี่” เรียกได้ว่ามัมมี่ของวัฒนธรรมชินคอร์โรในประเทศชิลีนี้เก่าแก่กว่ามัมมี่ของอียิปต์โบราณที่เราคุ้นเคยกันดีถึงกว่าสองพันปี


ที่มา : http://www.flagfrog.com/

มัมมี่ชินคอร์โรถูกค้นพบโดยนักโบราณคดีชาวเยอรมันนามว่า Max Uhle เมื่อ ค.ศ.1917 ซึ่งการขุดพบนั้นแสดงให้เห็นว่ามัมมี่ดังกล่าวถูกแพร่กระจายไปตามแนวชายฝั่งฝั่งทะเลทรายอาตาคามาตอนเหนือของชิลีและตอนใต้ของเปรู แต่ถึงอย่างนั้นการค้นพบมัมมี่ชินคอร์โรครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดกลับเกิดขึ้นใน ค.ศ.1983 การค้นพบนี้ไม่ได้เกิดจากนักโบราณคดี แต่พบโดยบริษัทจัดการน้ำแห่งหนึ่งที่กำลังขุดพื้นดินเพื่อวางท่อส่งน้ำ เมื่อคนงานขุดดินลึกลงไปได้ประมาณเกือบหนึ่งเมตร ก็ได้พบเข้ากับสุสานขนาดใหญ่ที่อัดแน่นไปด้วยมัมมี่ พวกเขาจึงได้เรียกให้ทีมนักโบราณคดีเข้ามาทำการตรวจสอบ ซึ่งสุดท้ายก็พบว่ามันคือมัมมี่ดึกดำบรรพ์ของวัฒนธรรมชินคอร์โรที่เก่าแก่ที่สุดในโลกนี่เอง

 จากการค้นพบมัมมี่ ชินคอร์โรนี้ นักโราณคดีได้กำหนดอายุของของมัมมี่ที่ได้ค้นพบซึ่งสามารถระบุอายุกลับไปได้ถึงประมาณ 5,000 ปีก่อนคริสตกาล หรือเมื่อกว่า 7,000 ปีมาแล้วโดยการกำหนดจากสภาพของการรักษาศพของมัมมี่ไว้ไม่ให้เน่าเปื่อยและอธิบายได้ว่า การทำมัมมี่ของที่นี่มีความแตกต่างจากการทำมัมมี่ของอียิปต์โบราณโดยชาวชินคอร์โรโบราณจะทำมัมมี่ให้กับสมาชิกทุกคนในสังคมและรวมถึงชายหญิงผู้สูงอายุเด็กทารกที่คลอดก่อนกำหนดโดยไม่มีการแบ่งชนชั้น  มัมมี่เกือบสามร้อยศพทั้งบุรุษ สตรี คนชรา หรือแม้แต่เด็กทารกล้วนแล้วแต่ได้รับการทำมัมมี่อย่างประณีตไม่ต่างกัน เพื่อรักษาสภาพศพไว้ให้ได้นานที่สุด แต่สำหรับมัมมี่อิยิปต์จะทำกับชนชั้นสูงเท่านั้น

นักโบราณคดีเสนอว่าชาววัฒนธรรมชินคอร์โรนั้นมีความเชื่อที่ว่ามัมมี่เปรียบเสมือนสะพานที่เชื่อมระหว่างโลกของคนเป็นกับโลกแห่งพลังเหนือธรรมชาติของคนตาย นั่นจึงทำให้พวกเขาตระเตรียมศพของผู้เป็นที่รักเอาไว้อย่างดีเพื่อให้เขาเตรียมพร้อมสำหรับการเดินทางไปยังโลกหน้า ซึ่งต่างกันกับมัมมี่ของอิยิปต์โบารณ เน้นไปในเรื่องพิธีกรรม และความเชื่อหลังความตาย และเชื่อว่าสักวันวิณญาณจะกลับมาคืนร่าง

โดยเทคนิคกระบวนการทำมัมมี่ของชาวชินคอร์โรนักโบราณคดีเชื่อว่ามีสองวิธีที่พบมากที่สุด คือ Black Mummy (มัมมี่ดำ) และ Red Mummy (มัมมี่แดง) ซึ่งจะกล่าวถึงในรายละเอียดต่อไป หลังจากนั้นวัฒนธรรมการทำมัมมี่ของชาวชินคอร์โรก็ค่อยๆ หายสาบสูญไปในที่สุด และเป็นกรรมวิธีที่แตกต่างจากหารทำมัมมี่ของอียิปต์ที่เราคุ้นเคยกันโดยสิ้นเชิง



เทคนิค Black Mummy ถูกใช้ตั้งแต่ประมาณ 5000 ปีก่อนคริสต์ศักราชไปจนถึง 3000 ปีก่อนคริสต์ศักราช คือการทำความสะอาดร่างกายของศพ หลังจากนั้นก็ “ตัดศีรษะ แขน และขา” ของผู้ตายออกก่อน จากนั้นเมื่อร่างกายแห้งสนิทแล้ว ก็จะควักเครื่องในออกจากร่าง กะโหลกศีรษะถูกตัดไปครึ่งทางประมาณระดับสายตาเพื่อที่จะเอาสมองออก แต่บางครั้งก็พบว่ากะโหลกของมัมมี่ชินคอร์โรหลายร่างยังคงสภาพดี นั่นหมายความว่าผู้ทำศพไม่ได้ทำการตัดแบ่งกะโหลกเสมอไป แต่อาจจะใช้วิธีตักสมองออกไปทางช่องเปิดขนาดใหญ่ที่อยู่บริเวณฐานของกะโหลกศีรษะหรือที่เรียกว่า “ฟอราเมน แมกนัม” (Foramen Magnum) ก็เป็นได้

ในส่วนของลำตัวก็จะค่อยๆ ใช้มีดหินอันคมกริบค่อยๆ แล่หนังและเนื้อออกจากกระดูก ดวงตาจะถูกควักออกมา แขนและขาก็จะถูกตัดแยกชิ้นส่วนออกมาจากลำตัว ส่วนมือและเท้าจะยังคงปล่อยเอาไว้ให้เชื่อมติดกับขาและแขนเหมือนเดิม เสร็จแล้วก็จะนำเอาหนังของศพที่เพิ่งแล่เสร็จไปแช่ในน้ำทะเลเพื่อให้มันนุ่มและพร้อมนำกลับมาห่อหุ้มให้กับศพอีกครั้ง หลังจากนั้นก็ยัดฟางหรือบ้างก็เป็นขี้เถ้าจากก้นเตาเข้าไปด้านในกะโหลก แล้วจัดแจงนำเอาอวัยวะต่างๆ ที่ตัดออกไปเข้ามาเชื่อมต่อกันไว้เหมือนเดิม โดยใช้ไม้ค้ำกับกระดูกแขนและขา บ้างก็นำเอาดินเหนียวและขนนกมายัดเอาไว้ในร่างกายเพื่อเติมเต็มช่องว่างของศพ หลังจากนั้นก็จะทำการทาศพด้วยแมงกานีสสีดำ อันเป็นที่มาของชื่อมัมมี่ดำนั่นเอง



เทคนิค Red Mummy ถูกนำมาใช้ตั้งแต่ 2500 ถึง 2000 ก่อนคริสต์ศักราชนี่เป็นวิธีที่แตกต่างไปจากเทคนิค Black Mummy อย่างสิ้นเชิงเนื่องจาก ชาวChinchorros จะไม่มีตัดหรือแยกส่วนต่างๆของร่างออกมา เขาจะลอกหนังออกมากองตรงส่วนข้อเท้า(เหมือนม้วนถุงเท้าลงมาที่ข้อเท้า) และจะใช้มีดเฉือนศพออกเป็นแนวยาวควักเอาอวัยวะภายในออกมา แล้วก็นำร่างไปทำให้แห้งด้วยถ่านร้อนๆและมีการ “เย็บ” ช่องเปิดกลับคืนไปด้วยเส้นผมของมนุษย์โดยนำหนามจากต้นกระบองเพชรมาใช้แทนเข็มเย็บผ้าอีกด้วย และใบหน้ามักจะถูกวาดด้วยดินเทศ (Red Ochre)


ที่มา : https://www.livescience.com/

ผู้เชี่ยวชาญด้านชีววิทยา   Harvard Ralph Mitchell  อธิบายว่า มัมมี่กำลังกลายสภาพเป็นเมือกดำเพราะเริ่มถูกแบคทีเรียกัดกินผิวหนัง ตลอดหลายพันปีที่ผ่านมามัมมี่เหล่านี้ยังคงแห้งอยู่ได้เพราะภูมิอากาศแบบทะเลทรายได้ช่วยรักษาสภาพศพเอาไว้ แต่เมื่อนำมัมมี่ออกมาเจอกับความชื้นและอุณหภูมิที่เปลี่ยนไปจึงทำให้แบคทีเรียเริ่มลุกลามและสร้างความเสียหายให้กับมัมมี่ดังกล่าวแต่ถึงอย่างนั้นนักโบราณคดีและนักชีววิทยาก็กำลังคิดหาวิธีที่จะควบคุมความชื้นและอุณหภูมิแวดล้อมเผื่อช่วยรักษาสภาพของมัมมี่ชินคอร์โรเอาไว้ให้ได้ อีกทั้งยังมีการยื่นเสนอขึ้นทะเบียนให้มัมมี่ชินคอร์โรเป็นมรดกของโลกกับทางองค์การยูเนสโกอีกด้วย

ปัจจุบันมัมมี่ชินคอร์โร ถูกเก็บรักษาไว้ที่พิพิธภัณฑ์อะซาปัส ซาน มิเกล (Azapas San Miguel) ในเมืองอาริกา ทางตอนเหนือของประเทศชิลี เพื่อเป็นการอนุรักษ์มัมมี่ดึกดำบรรพ์ของวัฒนธรรมชินคอร์โรเอาไว้ให้สมบูรณที่สุด เพื่อที่จะให้คนรุ่นหลังได้ศึกษาเรียนรู้ถึงความเป็นมาและวิธีการทำมัมมี่ในอดีตที่หาชมสิ่งเหล่านี้ได้ยาก และเพื่อที่จะอนุรักษ์วัฒนธรรมหรืออารยธรรมโบราณนี้ให้คงอยู่ยาวนาน


อ้างอิง

ณัฐพล เดชขจร.(2560).ชินคอร์โร มัมมี่เก่าแก่ที่สุดในโลก. (ออนไลน์).สืบค้นเมื่อ 21 กันยายน 2561, จาก: http://www.gypzyworld.com/article/view/685

Laura Geggel and Senior Writer. (2015).Ancient Chilean Mummies Now Turning into Black Ooze: Here's Why. (online),Retrieved  21 september 2018, from:  https://www.livescience.com/50090-chinchorro-mummies-chile.html

Ancient Origins.(2014).The 7,000-Year-Old Chinchorro Mummies of the Andes. (online), Retrieved 21 september  2018, from: https://www.ancient-origins.net/ancient-places-americas/7000-year-old-chinchorro-mummies-andes-001947?nopaging=1

อ่านเพิ่มเติม »

ศิลาจารึกเคนซิงตัน (Kensington Rune Stone)

โดย ธมลวรรณ  จงดี

ปริศนาที่น้อยคนนักที่จะได้ยินเกี่ยวกับศิลาจารึกเคนซิงตัน  (Kensington Rune Stone)  ที่เจอในเมืองเคนซิงตัน  รัฐมินนิโซตา  สหรัฐอเมริกา  สิ่งที่น่าสงสัยคือ  เหตุใดการสลักแบบอักษรรูน  (Runic writing)  ของชาวนอร์สโบราณ  (แถบสแกนดิเนเวีย)  จึงได้ไปเจอที่สหรัฐอเมริกา  ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ห่างไกลกันมาก  จากแถบยุโรปที่มีผู้คนใช้อักษรนี้  มีข้อสันนิษฐานประการหนึ่งว่าชาวยุโรปได้เดินทางเข้ามาแผ่นดินอเมริกาก่อนโคลัมบัส ทำให้เกิดการศึกษามากมายสำหรับศิลาจารึกนี้  และเป็นการศึกษาที่ท้าทายสำหรับพวกเราที่เคยเรียนตามหนังสือประวัติศาสตร์ว่ากลุ่มของโคลัมบัสค้นพบทวีปอเมริกาเป็นกลุ่มแรก


ภาพ  Kensington Rune Stone
ที่มา  :  https://www.kensingtonrunestone.us/

ใครเป็นผู้ค้นพบ?

ศิลาจารึกเคนซิงตัน  (Kensington Runstone)  ถูกค้นพบเมื่อปี  ค.ศ. 1898  โดยชาวสวนชาวสวีเดน  ชื่อว่า  โอลอฟ  โอแมน  (Olof Ohman)  ขณะที่เขากำลังปรับแต่งดินเพื่อทำฟาร์ม  ที่เมืองเคนซิงตัน  รัฐมินนิโซตา  (Kensington, Minnesota)  ซึ่งบางคนสันนิษฐานว่าลูกชายของเขาที่ชื่อ  เอ็ดเวิร์ด  โอแมน  (Edward Ohman)  เป็นผู้ที่ไปพบ  บ้างก็ว่าโอลอฟทำขึ้นมาเอง  แต่ต่อมาความจริงก็ถูกเปิดเผยคือโอลอฟไม่ได้ทำขึ้นมาเอง จากการรายงานของ สกอท โวลเทอร์ (Scott Wolter) และ เชอร์รี่ เวกลาห์น (Sherry Veglahn)  จากบริษัทอเมริกัน เอนจิเนียริ่ง เทสติ้ง (American Engineering Testing, Inc.) โดยใช้กล้องจุลทรรศน์สำหรับตรวจสอบแร่ประกอบหิน แต่ก็ยังไม่มั่นใจว่าใครเป็นผู้ไปพบ  สิ่งที่แน่นอนคือ  ศิลาจารึกนี้ถูกค้นพบจากใต้ดิน 


ภาพ  Olof Ohman ผู้ค้นพบศิลาจารึกอักษรรูน?
ที่มา  :  http://kahsoc.org/ohman.htm

ลักษณะของศิลาจารึกเมื่อถูกค้นพบเป็นอย่างไร?

Kensington Rune Stone ถูกค้นพบในลักษณะที่คว่ำหน้าตรงด้านที่ถูกเขียนไว้ และถูกพันโดยรากต้นแอซป์  (aspen tree)  ที่มีอายุราวๆ  กว่า  30  ปี  ศิลาจารึกมีความสูง  30  นิ้ว  กว้าง  16  นิ้ว  หนา  6  นิ้ว  ศิลานี้ถูกจารึกโดยใช้อักษรรูน  (Runic Writing ในภาษาพื้นเมืองแถบสแกนดิเนเวียเรียกฟูทาร์ก (futhark หรือ fuþark) ซึ่งหมายถึงตัวอักษร ข้อความ หรือจารึก ในภาษาเยอรมันเก่า หมายถึง ประหลาดหรือความลับ ทำให้เชื่อว่าอักษรนี้มีความเกี่ยวข้องกับเวทมนตร์ ทฤษฎีเกี่ยวกับจุดกำเนิดของอักษรรูน ได้แก่ อักษรนี้ถูกออกแบบโดยอิสระ ไม่ขึ้นกับอักษรอื่น การเขียนเริ่มขึ้นในยุโรปใต้และถูกนำไปทางเหนือโดยเผ่าเยอรมัน เป็นแบบให้อักษรละตินและอักษรอีทรัสคันในเวลาต่อมา) 


ภาพวาดเหตุการณ์จำลองเมื่อศิลาจารึกถูกค้นพบ

การศึกษาศิลาจารึก  Kensington Rune Stone?

ศิลาจารึกนี้ถูกแปลโดย  ดร.  ริชาร์ด  นีลเซน  (Dr. Richard Neilsen)  การจารึกโดยใช้อักษรรูน  (Runic) ซึ่งเป็นของชาวนอร์สโบราณ  (แถบสแกนดิเนเวีย)  และเป็นการเขียนที่ไม่ปะติดปะต่อกัน รวมทั้งพบว่ามีการเขียนอยู่สองช่วงจึงเขียนเสร็จ  เนื้อหากล่าวถึงการเดินทางและการผจญภัยของผู้สลัก  เป็นข้อความสั้นๆ  ที่ต้องมีการหาความหมาย

ต่อมา  Faram Research Foundation  ก็ได้ถอดรหัสออกมา  รวมถึงสังเกตตำแหน่งของหินสลักจนได้รู้จุดที่เรียกว่า  Inspiration Peak  (จุดที่สูงที่สุดของ  The Leaf Mountains  หรือ  The Leaf Hills Moraines  และของ  Otter Tail County  รัฐมินนิโซตา  สหรัฐอเมริกา)  เขาได้ทำการวัดต่อมาจากข้อมูลที่ถอดรหัสได้  จนทำให้เราได้รู้อาณาเขตของอเมริกาเหนือ


ภาพแสดงถึงจุด  Inspiration  Peak  และประเทศสหรัฐอเมริกา  บน  Google  map  และตัวเลขที่ได้จากการถอดรหัส


ภาพแสดงถึงการคำนวณพื้นที่ของประเทศสหรัฐอเมริกาจากการถอดรหัสตัวเลข
โดยมีจุด  Inspiration  peak  เป็นจุดหลัก


ภาพแสดงถึงจุดของสถานที่สำคัญบนโลกจากจากการถอดรหัสตัวเลข
โดยมีจุด  Inspiration  peak  เป็นจุดหลัก 

เปรียบเทียบเวลาของการสร้างสถานที่สำคัญบนโลกและเชื่อมโยงความสัมพันธ์จากจากการถอดรหัสตัวเลขโดยมีจุด  Inspiration  peak  เป็นจุดหลักจาก  Kensington  Rune  Stone

1. สโตนเฮนจ์  (Stonehenge), UK  3100  ปีก่อนคริสต์ศักราช
2. Monte Alban Pyramid, Oaxaca Mexico  500  ปีก่อนคริสต์ศักราช
3. Pigeon Point Geoglyph, Minnesota USA  ค.ศ. 1200 
4. Manchester, Ohio Geoglyph USA  ค.ศ. 1300
5. Geoglyph near 23rd Street NW, Washington DC USA    ค.ศ. 1400
6. Point du Raz Geoglyphs, Bretagne, France    ค.ศ. 1400
7. Malabo Island Geoglyphs, Equatorial New Guinea, West Africa    ค.ศ. 1400
8. Cape of Good Hope Geoglyphs, South Tip of Africa   ค.ศ. 1400
9. Atanacio Geoglyphs, Mexico   ค.ศ. 1400
10. Newport Tower, Newport, RI USA   ค.ศ. 1473
11. Kensington  Rune  Stone  ค.ศ. 1362 - 1492

ปัจจุบัน  Kensington  Rune  Stone  ถูกนำไปไว้ในพิพิธภัณฑ์รูนสโตน  (Runestone  Museum)  ณ เมืองอเล็กซานเดรีย  รัฐมินนิโซตา  สหรัฐอเมริกา

จากการศึกษาศิลาจารึกนี้ทำให้เห็นถึงความซับซ้อนของคนโบราณที่สามารถคิดค้นปริศนาที่ยากจะเข้าใจต่อคนทั่วไปได้  อย่างไรก็ตาม  ปัจจุบันนี้เรายอมรับว่าศิลาจารึกนี้มีไว้เพื่อกำหนดอาณาเขตของประเทศสหรัฐอเมริกา  รวมถึงมีความสัมพันธ์กับสถานที่สำคัญบนโลกอย่างน่าเหลือเชื่ออีกด้วย


อ้างอิง  

 Faram, A. (2017). The Kensington Runestone "An Ancient Mystery Solved". The Faram Foundation Website. Retrieved  September  18,2018, from : http://www.thekensingtonrunestone.com/

Kensington Rune stone. KRS.us Website. Retrieved  September  18,2018, from : https://www.kensingtonrunestone.us/

McCulloch, J. Huston. (2002). The Kensington Runestone. College of Arts and Sciences, The Ohio State University Website.  Retrieved  September  18,2018, from : http://www.econ.ohio-state.edu/jhm/arch/kens/kens.htm

Runes. Wikipedia, the free encyclopedia Website. Retrieved  September  18,2018, from : https://en.wikipedia.org/wiki/Runes

Runestone. Runestone  Museum Website. Retrieved  September  18,2018, from : https://www.runestonemuseum.org/runestone

อ่านเพิ่มเติม »

อนุสรณ์สถานแห่งชาติเขารัชมอร์ (The Mount Rushmore National Memorial)

โดย ศุภลักษณ์ ศรีเสมอ

ประเทศสหรัฐอเมริกามีสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญและน่าสนใจอยู่เป็นจำนวนมาก แต่มีอยู่หนึ่งสถานที่ที่ไม่ควรพลาดหากมีโอกาสได้ไปแถบตอนกลางของสหรัฐอเมริกา สถานที่ท่องเที่ยวที่จะกล่าวนี้เป็นอนุสรณ์สถานอันเป็นความภาคภูมิใจที่ยิ่งใหญ่ของคนอเมริกาทั้งยังเป็นอีกหนึ่งผลงานที่ปลุกจิตสำนึกความรักชาติและสร้างแรงบันดาลใจให้แก่ชาวอเมริกัน นั่นก็คือ “อนุสรณ์สถานแห่งชาติเขารัชมอร์” (The Mount Rushmore National Memorial)


ที่มา : https://www.metro.us/

อนุสรณ์สถานแห่งชาติเขารัชมอร์ เป็นภูเขาหินแกรนิตที่มีประติมากรรมแกะสลักบนหน้าผาของภูเขา ตั้งอยู่ในรัฐเซาท์ดาโกต้า ประเทศสหรัฐอเมริกา ใกล้เมืองคีย์สโตน ได้รับสมญานามว่าเป็นอนุสรณ์สถานแห่งประชาธิปไตย (Shrine of Democracy) เนื่องจากเป็นประติมากรรมใบหน้าของประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกา 4 ท่าน ที่มีความสูงถึง 18 เมตร

โดนส์ โรบินสัน ( Doans Robinson ) เป็นนักประวัติศาสตร์ของรัฐเซาท์ดาโกต้า เป็นผู้ริเริ่มมีความคิดที่จะสร้างอนุสาวรีย์วีรบุรุษของคนอเมริกัน เพื่อดึงดูดและส่งเสริมการท่องเที่ยวในภูมิภาคนี้ โดยได้เชิญจอห์น กัตซัน บอร์ลัม (John Gutzon Borglum) ประติมากรคำสำคัญมาดำเนินการและควบคุมการแกะสลัก

ซึ่งกัตซัน บอร์ลัมได้เสนอว่า ประติมากรรมควรมีความสำคัญระดับชาติมากกว่าและเลือกเอาใบหน้าของ 4 อดีตประธานาธิบดีมาแกะสลักไว้บนภูเขา ซึ่งงบประมาณที่ใช้ในการสร้างส่วนใหญ่มาจากงบประมาณของรัฐบาลกลาง ผ่านการสนับสนุนวุฒิสมาชิกสหรัฐ และบางส่วนได้มาจากการบริจาคของประชาชน เป็นจำนวนเงิน 990,000 ดอลลาร์สหรัฐ และคนงานส่วนใหญ่เป็นคนงานเหมืองในท้องถิ่น โดยใช้เวลาแกะสลักถึง 14 ปี และต้องจ้างคนงานแกะสลักร่วม 360 คน



โดยงานแกะสลักนั้นเป็นการแกะสลักใบหน้าของประธานาธิบดี 4 ท่าน ซึ่งแต่ละคนเป็นตัวแทนของอุดมการณ์ในแต่ละด้านของประเทศ ได้แก่

1) จอร์จ วอชิงตัน (George Washington) เป็นประธานาธิบดีคนแรก ได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดีเมื่อปี ค.ศ.1779 เป็นตัวแทนด้านการสร้างชาติ

2) โธมัส เจฟเฟอร์สัน (Thomas Jefferson) เป็นประธานาธิบดีคนที่ 3 ดำรงตำแหน่งในปี ค.ศ. 1801 - 1809 ได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดีถึง 2 สมัยติดกัน เป็นตัวแทนด้านปรัชญาการเมือง

3) ธีโอดอร์ รูสเวลท์ (Theodore Roosevelt) เป็นประธานาธิบดีคนที่ 26 ผู้ที่ทำให้โครงการขุดคลองปานามาสำเร็จลงได้ในปี ค.ศ.1903 เป็นตัวแทนด้านการแผ่ขยายและอนุรักษ์

4) อับราฮัม ลินคอล์น (Abraham Lincoln) เป็นประธานาธิบดีคนที่16 ของประเทศ ดำรงตำแหน่งเมื่อ ค.ศ.1861 เป็นตัวแทนด้านการสงวนรักษา

งานแกะสลักที่เสร็จสมบูรณ์แล้วมีความเหมือนใบหน้าจริงมากและที่ดวงตาของประธานาธิบดีแต่ละท่านนั้น มีเทคนิคการแกะสลักที่ทำให้จุดที่แสงตกกระทบตัดกับเงาดำของหลุมทำให้ดวงตาเหมือนจริงราวกับมีชีวิต ทั้งนี้เนื่องจากเขารัชมอร์ได้ประโยชน์จากการหันหน้าไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้เพื่อการเปิดรับแสงจากดวงอาทิตย์สูงสุด

ในส่วนของห้องลับแห่งเขารัชมอร์นั้น เกิดจากการที่ กัตซอน บอร์กลัม ต้องการที่จะสร้างจารึกขนาดใหญ่บอกเล่าเหตุการณ์สำคัญของสหรัฐอเมริกาประกบคู่กับรูปแกะสลักของเขา เพื่อบอกเรื่องราวให้กับคนรุ่นหลัง แต่เนื่องจากไม่อาจสลักตัวอักษรได้ใหญ่พอที่จะสามารถอ่านเห็นได้จากระยะไกล ประกอบกับต้องกันพื้นที่ให้กับรูปสลักของ อับราฮัม ลินคอล์น จึงทำให้ต้องยกเลิกการสร้างจารึกขนาดใหญ่ จึงหันมาสร้างห้องขนาดใหญ่ด้วยการเจาะภูเขาแห่งนี้ เพื่อเป็นที่เก็บรักษาเอกสารและวัตถุสำคัญทางประวัติศาสตร์ของประเทศแทน

ห้องแห่งนี้จะมีขนาดราว 24.38 เมตร คูณ 30.48 เมตร มีทางเข้าอยู่ด้านหลังรูปสลักของลินคอล์น บนประตูทางเข้าประดับด้วยรูปปั้นนกอินทรีย์สัมฤทธิ์ และเหนือนกอินทรีย์ขึ้นไปมีจารึกระบุว่าเป็น “The Hall of Records” แผนการสร้างดังกล่าวจึงมิใช่ “เรื่องลับ” และมีการกล่าวถึงอย่างชัดเจนในบทบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายว่าด้วยการก่อสร้างเขารัชมอร์ ปี 1938 เพียงแต่ใช้ชื่อว่า “หอพิพิธภัณฑ์” (museum hall)

แต่เมื่อปี 1939 ทางรัฐบาลได้สั่งให้ยุติการก่อสร้างห้องดังกล่าว และสั่งให้มุ่งทำเพียงแต่การแกะสลักใบหน้าของประธานาธิบดีทั้ง 4 ท่านให้สำเร็จเท่านั้น ส่งผลให้หอเก็บบันทึกสำคัญดังกล่าวจึงถูกทิ้งร้างไปนานหลายสิบปี แต่ภายหลังเจตนารมณ์ของ บอร์กลัม ก็ได้รับการสานต่อ แม้จะไม่ได้เป็นไปตามแผนเดิมที่เขาวางไว้ โดยในปี 1998 เอกสารสำคัญซึ่งได้จารึกลงบนเครื่องเคลือบ 16 ชิ้นถูกบรรจุลงในกล่องไม้สัก ก่อนนำไปเก็บในตู้เซฟไทเทเนียมอีกชั้นหนึ่ง แล้วครอบทับด้วยแผ่นหินแกรนิตไว้ที่ทางเข้าของห้องที่ตั้งใจจะให้เป็นหอเก็บบันทึกสำคัญ

การก่อสร้างอนุสรณ์นั้นเริ่มต้นขึ้นในปี 1927 และใบหน้าประธานาธิบดีเสร็จสมบูรณ์ในระหว่าง 1934 - 1939 แนวคิดเดิมทีต้องการให้งานแกะสลักประธานาธิบดีแต่ละคนนั้นปรากฏเป็นรูปร่างตั้งแต่ส่วนหัวถึงเอว แต่เนื่องจากขาดเงินทุนและการก่อสร้างต้องถูกบังคับให้สิ้นสุดลงในปลายเดือนตุลาคม 1941



ปัจจุบันเขารัชมอร์ได้กลายเป็นอีกหนึ่งสถานที่สำคัญที่ได้รับความนิยมมาก มีนักท่องเที่ยวเยี่ยมชมเกือบ 3 ล้านคนต่อปี และสถานที่แห่งนี้ยังกลายเป็นสัญลักษณ์ของความยิ่งใหญ่ของประธานาธิบดี เป็นความภูมิใจในชาติของชาวอเมริกัน ทั้งยังเป็นแรงบันดาลใจที่ทำให้ชาวอเมริกันยืนหยัดและพร้อมต่อสู้ได้อีกครั้ง ถือได้ว่าเป็นอีกหนึ่งสถานที่สำคัญที่ทรงคุณค่าทางจิตใจของชาวอเมริกัน


อ้างอิง

little. (2559). อนุสรณ์สถานแห่งชาติเขารัชมอร์. สืบค้นเมื่อวันที่ 25 กันยายน 2561, จาก: http://www.vacationistmag.com/1988-2/

สำรวจโลก. (2561). การสร้างภูเขารัชมอร์ในช่วงปี 1935 – 1941. สืบค้นเมื่อวันที่ 25 กันยายน 2561, จาก: http://www.nextsteptv.com/การสร้างภูเขารัชมอร์-ใน/

อดิเทพ พันธ์ทอง. (2560). “ห้องลับ” หลังรูปแกะสลักประธานาธิบดีสหรัฐฯบน “เมาต์รัชมอร์” มีอยู่จริงรึ?. สืบค้นเมื่อวันที่ 25 กันยายน 2561, จาก: https://www.silpa-mag.com/club/art-and-culture/article_3871

Konsuay. (2558). สถานที่สำคัญของประเทศอเมริกา. สืบค้นเมื่อวันที่ 25 กันยายน 2561, จาก: https://sites.google.com/site/americaisthebesttsfpsfd/home/sthan-thi-sakhay/bthkhwammimichux

อ่านเพิ่มเติม »

มัมมี่แห่งอินคา

โดย นันทรัตน์ ป่าถ่อน

จักรวรรดิอินคา (Inca) เป็นจักรวรรดิโบราณที่ใหญ่ที่สุดในทวีปอเมริกาใต้ และชาวอินคาได้ชื่อว่าเป็นชนเผ่าที่มีอารยธรรมสูงส่งและเป็นแบบอย่างแก่ชนเผ่าอื่นในแถบอเมริกาใต้มานานนับพันปี  ยุคสมัยที่ชาวอินคาปกครองอาณาจักรอันกว้างใหญ่ไพศาลนั้น  นับว่ามีความเจริญรุ่งเรืองเป็นอย่างมาก มีผลงานด้านสถาปัตยกรรมและประติมากรรมตลอดจนสิ่งก่อสร้างต่างๆ ที่กลายเป็นแบบอย่างแก่ชนเผ่าอื่นๆ อีกทั้งยังเป็นแหล่งกำเนิดอารยธรรมต่างๆ ในช่วงระยะเวลายาวนานกว่า 500 ปี และอินคามีตำนานความเชื่อต่างๆ มากมาย รวมทั้งและมีพิธีกรรมบูชายัญนั่นก็คือ การทำมัมมี่ของชาวอินคา

ในปี ค.ศ.1999 นักโบราณคดีที่ขึ้นไปสำรวจภูเขาไฟ Llullaillaco (ยูเย่ยาโก้) เทือกเขาแอนดิส ในประเทศอาร์เจนตินา ได้พบกับร่างของมัมมี่เด็ก 3 ราย อยู่บนยอดเขาที่หนาวเหน็บ และ 1 ใน 3 ของมัมมี่ที่ค้นพบมีความสมบูรณ์มาก คล้ายกับเพิ่งเสียชีวิตได้ไม่นาน แม้หลักฐานทางวิทยาศาสตร์จะระบุว่า เสียชีวิตมานานกว่า 500 ปีแล้วก็ตาม โดยมัมมี่ทั้ง 3 ร่าง แบ่งเป็นหญิง 2 คน และชายอีก 1 คน ทั้ง 3 คน มีอายุที่ต่างกันไม่มาก โดยมัมมี่ที่มีอายุมากที่สุด (ลา ดอลเซลญา) เป็นเพศหญิงอายุ 13 ปี ส่วนเพศชายอายุ 7 ปี และเพศหญิงที่อายุน้อยสุดคือ 6 ปี ทั้งหมดเป็น “ชาวอินคา” ที่เสียชีวิตขณะทำพิธีบูชายัญ



ร่างของลา ดอลเซลญา พบอยู่ในสภาพสมบูรณ์มาก แม้แต่เหาก็ยังคงติดอยู่บนเส้นผมของเธอ  เธออยู่ในท่านั่งขัดสมาธิและมือวางอยู่บริเวณหน้าตัก แต่งกายด้วยผ้าคลุมไหล่และเครื่องประดับที่ทำจากกระดูกและหิน ใบหน้าของเธอยังถูกแต้มด้วยสีแดง และพบร่องรอยของเศษใบโคคาซึ่งเป็นที่นิยมเคี้ยวกันในกลุ่มชนเผ่าอินคาบนที่ราบสูง เพื่อให้ช่วยลดแรงกดดันที่เกิดจากการอยู่บนที่สูง มัมมี่ของเผ่าอินคาจะแตกต่างจากมัมมี่ของชาวอียิปต์ ชาวอินคาจะทิ้งร่างบูชายัญไว้กลางธรรมชาติอันหนาวเหน็บ จนค่อยๆ กลายเป็นน้ำแข็งไปในที่สุดและชาวอินคาใช้เด็กเพื่อบูชายัญ เป็นสัญญลักษณ์ของความบริสุทธิ์  เป็นการตายที่เชื่อว่าจะได้ไปอยู่กับเทพเจ้าบนสวรรค์ หิมะอันขาวโพลนบนเทือกเขา ก็เปรียบเหมือนสวรรค์ที่เด็กๆ จะได้ไปอยู่อย่างมีความสุข


ที่มา : ที่มา : http://talk.mthai.com/inbox/372211.html

ซึ่งหากอ้างอิงจากหลักฐานในอดีตจะพบว่า ชาวอินคามีความเชื่อเกี่ยวกับพิธีบูชายัญ ด้วยการฆ่าเด็กเพื่อเซ่นสังเวยให้กับพระเจ้า เด็กที่ถูกเลือกส่วนใหญ่มักจะไม่ทราบมาก่อนว่า ตนเองถูกเลือกให้เข้ารับพิธีบูชายัญ แต่จะทราบก็ต่อเมื่อโตแล้วเท่านั้น โดยเด็กพวกนี้จะได้รับการเลี้ยงดูเป็นอย่างดี ตลอดปีก่อนการบูชายันต์ เด็กๆ จะได้กินอาหารชั้นดีด้วยเนื้อสัตว์ คือเนื้อลามะตากแห้งและข้าวโพด จนอ้วนท้วนสมบูรณ์ ซึ่งแตกต่างจากอาหารปกติที่กินทั่วไปคือ มันฝรั่งและผักต่างๆ เท่านั้น และเมื่อถึงอาทิตย์สุดท้ายก่อนพิธีบูชายันต์  จะให้เด็กกินเหล้าหมักและใบโคคาให้มึนเมา นักโบราณคดีสันนิษฐานว่า เนื่องจากระยะทางหลายร้อยไมล์ในการเดินทางขึ้นไปบนภูเขาสูง จึงต้องให้เด็กๆ กินเหล้าและใบโคคา เพื่อเป็นการกระตุ้นประสาท จะได้มีเรี่ยวแรงเดินไปสู่ความตายของตัวเองในที่สุด


       
เมื่อใกล้ถึงพิธีบูชายัญเด็กทั้ง 3 คน จะต้องออกเดินทางไปยังสถานที่ทำพิธีบูชายัญซึ่งตั้งอยู่บนภูเขาไฟ Llullaillaco หรือ ยูเย่ยาโก้ นักโบราณคดีคาดว่า เด็กชายและเด็กหญิงที่มีอายุน้อยกว่าน่าจะเป็นทาสรับใช้ของเด็กสาวที่มีอายุมากที่สุด เนื่องจากทั้ง 2 คน ไม่ได้สวมใส่เครื่องประดับชนิดเดียวกับเด็กหญิง เมื่อเดินทางถึงสถานที่ทำพิธีบูชายัญ เด็กๆ จะต้องเผชิญกับสภาพอากาศที่หนาวเย็น จนกระทั่งร่างกายไม่สามารถต้านทานความเย็นได้ จนเป็นเหตุให้ทั้ง 3 คนเสียชีวิตในที่สุด และด้วยสภาพอากาศที่หนาวเย็นตลอดปี ทำให้ร่างของเด็กทั้ง 3 คงสภาพที่สมบูรณ์ไม่เน่าเปื่อย ราวกับว่าเพิ่งเสียชีวิตมาได้ไม่นาน

อย่างไรก็ตามการค้นพบมัมมี่ในครั้งนี้ นับเป็นอีกหนึ่งการค้นพบครั้งสำคัญ ที่แม้อายุของมัมมี่จะมีเพียง 500 กว่าปี ซึ่งไม่มากเทียบเท่ามัมมี่ในวัตนธรรมอื่นๆ เช่น อียิปต์ แต่รูปแบบของการทำมัมมี่ ที่เรียกได้ว่าจัดเตรียมทุกอย่างล่วงหน้าเป็นเวลานาน อีกทั้งยังได้ความหนาวเย็นจากธรรมชาติช่วยรักษาสภาพศพไว้อย่างดีเยี่ยม จึงทำให้มัมมี่แห่งอาณาจักรอินคา กลายเป็นมัมมี่ที่มีความสมบูรณ์แบบมากเป็นอันดับต้นๆ ของโลก นอกจากนี้ยังทำให้มนุษย์ในยุคปัจจุบันได้ทราบถึงเรื่องราวทั้งทางด้านประวัติศาสตร์และด้านอารยธรรมของชาวอินคา ซึ่งถือว่าเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง


อ้างอิง

บรรยง   บุญฤทธิ์. (2542). อาณาจักรลับอินคา แผ่นดินแห่งเลือดและทองคำ. กรุงเทพฯ: สร้างสรรค์บุ๊คส์ จำกัด.

มัมมี่น้ำแข็งเด็กอินคา  ชีวิตที่ต้องเสียสละบูชายัญ. สืบค้นเมื่อวันที่ 16 กันยายน 2560, จาก http://talk.mthai.com/inbox/372211.html

เรื่องราวของ ‘มัมมี่น้ำแข็งแห่งอินคา’ ที่ยังมีสภาพสมบูรณ์อย่างน่าเหลือเชื่อแม้จะผ่านมาแล้วกว่า 500 ปี. สืบค้นเมื่อวันที่ 16 กันยายน 2560, จาก https://www.spokedark.tv/posts/inca-mummies/


อ่านเพิ่มเติม »

ฟรานซิสโก ปีซาร์โร ผู้พิชิตอาณาจักรอินคา

โดย ศรัณย์ เจริญเมือง
       
ในยุคล่าอาณานิคมนั้น มีนักสำรวจจากยุโรปมากมาย ที่ได้เดินทางเสี่ยงโชคไปที่ทวีปอเมริกา หรือที่เรียกว่าโลกใหม่ ด้วยเหตุผลนานัปการ ไม่ว่าจะเป็นการแสวงหาอาณานิคมแห่งใหม่ ค้าขายแลกเปลี่ยน เผยแผ่ศาสนา ล่าอาณานิคม หรือแม้กระทั่งฆ่าล้างเผ่าพันธุ์เพื่อล้มล้างอาณาจักรของผู้อยู่อาศัยเดิมในดินแดนแห่งนี้ ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือ “ฟรานซิสโก ปีซาร์โร”
                   


ฟรานซิสโก ปีซาร์โร เกิดในปี ค.ศ. 1478 ที่เมือง Trujillo ประเทศสเปน เขาเป็นลูกนอกสมรสของนายทหารสเปน ชีวิตในวัยเด็กของเขาที่ค่อนข้างแร้นแค้น ถูกเลี้ยงดูโดยตายาย และไม่ได้รับการศึกษา เขาทำงานเป็นคนเลี้ยงหมูอยู่ 15 ปี  เมื่อครั้งยังเป็นเด็ก เขาได้ยินนิทานเกี่ยวกับโลกใหม่ และเกิดแรงปรารถนาในทรัพย์สมบัติ และการผจญภัย จนถึงปี 1502 จึงได้เดินทางไปอยู่กับญาติข้างบิดา ที่หมู่เกาะเวสต์อินดีสซึ่งก็คือประเทศเฮติในปัจจุบัน
               
ในปี 1513 ปีซาร์โรเดินทางไปกับ วาสโก บัลบัว จนถึงปานามาและได้ลงหลักปักฐานอยู่ที่นี่จนได้เป็นนายกเทศมนตรีของปานามาซิตี้ ในปี 1523 ในช่วงนี้เขาเดินทางสำรวจชายฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิก 2 ครั้ง จนถึงโคลอมเบีย เพื่อติดตามเรื่องราวที่เล่าลือถึงความมั่งคั่งของอาณาจักรเร้นลับที่ชื่อ "อินคา"
               
ปีซาร์โรเดินทางกลับไปสเปนเพื่อเฝ้ากษัตริย์ คาลอสที่ 5 แห่งสเปนพร้อมด้วยทองคำเป็นเครื่องล่อใจ เพื่อขอพระราชทานการสนับสนุนในการล่าอาณานิคมที่เขาตั้งชื่อว่า เปรู

ปีซาร์โรกลับไปยังชายฝั่งแปซิฟิกอีกครั้ง และเผชิญหน้ากับกองทัพของอาณาจักรอินคาเป็นครั้งแรก ซึ่งผลของการรบจบลงด้วยความพ่ายแพ้แบบเอาตัวแทบไม่รอดของฝ่ายสเปน แต่ปีซาร์โรก็ไม่ยอมแพ้ เขากลับไปรวบรวมคนจากปานามาโดยมีทองเป็นเครื่องล่อใจ

ซึ่งเป็นจังหวะเดียวกันกับที่ทางอินคาเกิดสงครามชิงอำนาจ ระหว่างฮัวสการ์ (Huascar) ซึ่งเป็นรัชทายาท กับอทาฮวลปา (Atahualpa) ผู้ครอบครองดินแดนตอนเหนือ และจบลงด้วยชัยชนะของ
อทาฮวลปา สงครามดังกล่าวกินเวลานานถึง 3 ปี และมีผู้เสียชิวิตเกือบ 1 แสนคน ซึ่งได้นำความแตกแยกและอ่อนแอมาสู่อาณาจักรแห่งนี้


ที่มา: http://oknation.nationtv.tv/

หลังจากกลับไปเตรียมการที่ปานามา ปีซาร์โรกลับมาอีกครั้งพร้อมกับทหารราบ 180 คน ทหารม้า 30 นาย และปืนใหญ่ 1 กระบอก  ได้เผชิญหน้ากับอทาฮวลปา ซึ่งมีทหารห้อมล้อมเกือบ 40,000 คน ปีซาร์โรเข้าแสดงตัวในฐานะราชทูตผู้มีอำนาจเต็มของกษัตริย์สเปน และชักชวนให้อทาฮวลปาเลื่อมใสในคริสต์ศาสนา แต่ด้วยความไม่เข้าใจกัน ทำให้อทาฮวลปาโยนคัมภีร์ไบเบิ้ลทิ้ง กองทัพสเปนจึงถือเป็นสาเหตุประกาศสงครามและเปิดฉากการโจมตีด้วยการระดมยิงปืนคาบศิลาและปืนใหญ่ใส่ทหารของอทาฮวลปาในทันที

แม้ว่าปีซาร์โรจะมีกำลังพลที่น้อยกว่า แต่ด้วยการเตรียมการรบมาอย่างดี และมีอาวุธยุทโธปกรณ์
และแผนการรบที่แยบยนกว่าทางฝั่งของอทาฮวลปาอยู่มาก ทำให้ปีซาร์โรและทหารสเปนเพียง 200 นาย เอาชนะกองทัพของอทาฮวลปาที่มีจำนวนมากกว่าไปอย่างง่ายดาย

ปีซาร์โรได้จับอทาฮวลปาเป็นเชลย และเรียกร้องทองคำปริมาณเต็มห้องขังเป็นค่าไถ่ แต่เมื่อได้รับทองจำนวนมหาศาลแล้ว แทนที่จะปล่อยกษัตริย์อินคาให้เป็นอิสระ เขากลับลงมือปลิดชีวิตอทาฮวลปาต่อหน้าต่อตาชาวอินคา และยังสั่งให้กองกำลังทหารสเปนออกโจมตีและปล้นสะดมชาวอินคา และสถาปนาน้องชายของอทาฮวลปาขึ้นมาเป็นหุ่นเชิด    
             


ในปี 1535 ปีซาร์โรได้ตั้งกรุงลิมาขึ้นเป็นเมืองหลวงของเปรูแทนนครกุซโก(Cuzco) ของอินคา ซึ่งทำให้อาณาจักรอินคาล่มสลาย และได้กลายเป็นอาณานิคมของสเปนโดยสมบูรณ์

หลังจากการตกเป็นอาณานิคมของสเปน ชนพื้นเมืองต้องตกเป็นทาส ต้องส่งทองคำทั้งหมดที่ขุดได้ให้สเปน ทำให้สเปนกลายเป็นชาติที่ร่ำรวยที่สุดจากการล่าอาณานิคมในอเมริกาใต้ จนเข้าสู่ศตวรรษที่ 18 ผลผลิตจากเหมืองแร่ลดลง รัฐบาลสเปนปรับเพิ่มภาษี แรงงานชาวพื้นเมืองที่ทำงานในเหมืองถูกใช้แรงงานอย่างหนัก ต่อมา โฆเซ่ กาบรีเอล กองดอร์กังกิ (Jose Gabriel Condorcanqui) ทายาทของตูปัก อามารู จักรพรรดิองค์สุดท้ายแห่งอาณาจักรอินคา ได้ออกมาเดินขบวนเรียกร้องเอกราชในปี ค.ศ.1780 แต่ก็ถูกทหารสเปนจับมาประหารชีวิตที่จตุรัสกุซโก แต่แนวทางของเขายังมีอิทธิพลต่อการต่อสู้เรียกร้องอิสระภาพของเปรู และในปี ค.ศ. 1821 ซิโมน โบลิวาร์ (Simon Bolivar) เข้ามายึดอำนาจได้สำเร็จ และขับไล่ทหารสเปนออกไป เปรูได้รับเอกราช และการปกครองแบบอาณานิคมของสเปนก็สิ้นสุดลงในที่สุด

ในปัจจุบัน เปรูเป็นประเทศที่มีความหลากหลายทางด้านเชื้อชาติ มีประชากรทั้งหมด 28 ล้านคนประกอบด้วยชนพื้นเมืองชาว เมสติโซ(Mestizo) เป็นลูกผสมระหว่างชนพื้นเมืองกับชาวยุโรป และชาวยุโรปผิวขาวเชื้อสายลาติน 45 % เป็นชนพื้นเมืองที่มีถิ่นฐานเดิมอยู่ในอเมริกาใต้ มีชนเผ่าที่สำคัญได้แก่ เกชัว (Quechua) และไอย์มารา (Aymara)  ภาษาที่ใช้ในราชการในปัจจุบันคือ ภาษาสเปน      

ฟรานซิสโก ปีซาร์โร อาจจะได้รับการยกย่องเชิดชูในฐานะผู้พิชิต(Conquistador)ในสายตา ของชาวสเปน ที่สามารถเอาชนะและยึดครองอาณาจักรที่มีประชากรเกือบ 6 ล้านคน ด้วยกำลังทหารเพียง 200 นาย  แต่ในอีกด้านหนึ่ง ก็ถูกมองว่าเป็นจอมหลอกลวง คนทรยศจอมเจ้าเล่ห์  ที่เส้นทางความสำเร็จนั้นเปรอะเปื้อนไปด้วยคาวเลือดและซากศพของมิตรสหาย และประชาชนผู้บริสุทธิ์อีกมากมาย            


อ้างอิง

ฟรานซิสโก ปีซาร์โร (Francisco Pizarro). สืบค้นเมื่อ 26 กันยายน 2559 จาก
http://www.psevikul.com/index.php?lay=show&ac=article&Id=538784932&Ntype=5

ฟรานซิสโก ปีซาร์โร หายนะ แห่งอาณาจักรอินคา.สืบค้นเมื่อ 26 กันยายน 2559 จาก
http://oknation.nationtv.tv/blog/agelbusiness/2013/04/05/entry-2

สุดยอดดาวร้ายในประวัติศาสตร์โลก ตอนที่ 10 : ฟรานซิสโก ปิซาร์โร สืบค้นเมื่อ 26 ธันวาคม 2559 จาก
http://www.soccersuck.com/boards/topic/1184080

อ่านเพิ่มเติม »

ชนเผ่าอินคา (Inca)

โดย กนกพร  หลักคำพันธ์

ถ้าจะกล่าวถึงอาณาจักรที่มีอารยธรรมเจริญรุ่งเรือง คงไม่พ้นอาณาจักรอินคา ซึ่งอยู่ในยุคศตวรรษ 15-16 เป็นที่ทราบกันทั่วไปว่าอารยธรรมที่น่าสนใจนี้เกิดจากความสามารถของคนในชนเผ่า ซึ่งได้สร้างสรรค์สิ่งที่น่าทึ่งหลายอย่างในอาณาจักรอินคานี้ ดังนั้นชาวอินคาจึงน่าสนใจที่จะศึกษา เพื่อจะได้ทราบความเป็นมาของอารยธรรมที่เกิดขึ้นในอาณาจักรอินคานี้

ชาวอินคาอาศัยอยู่ในทวีปอเมริกาใต้ หรือประเทศเปรูในปัจจุบัน ตั้งอยู่ในภูมิประเทศที่เหมาะสมกับการดำรงชีวิตมากที่แท้จริง อารยธรรมสูงส่งของชาวอินคาที่เป็นแบบอย่างแก่ชนเผ่าแถบอเมริกาใต้มานานนับ พันๆปีที่โดดเด่นมากคือรูปแบบการจัดระเบียบทางสังคมที่ทำให้ประชากรนับตั้งแต่ระดับสูงสสุดขั้นจักรพรรดิลงมาจนถึงชาวไร่ชาวนา ได้ทำงานตามบทบาทตำแหน่งหน้าที หรือสถานภาพอย่างมีประสิทธิภาพและมีอิสระเสรี และความเจริญรุ่งเรืองของชาวอินคายังรวมไปถึง ทางด้านสถาปัตยกรรม ประติมากรรม วิศวกรรมโยธา และระบบชลประทาน


ที่มา: http://2g.pantip.com/

สำหรับการจัดชนชั้นของชาวอินคานับว่าเป็นการจัดระบบทางสังคมที่มีความเรียบร้อยมาก เพราะชาวอินคาทุกชนชั้นรู้จักหน้าที่ของตัวเองดี ระดับชนชั้นของชาวอินคามีตามลำดับดังนี้ บุคคลระดับสูงสุด คือ จักรพรรดิ และอัครมเหสี  รองลงมาคือกลุ่มผู้บริหารระดับสูงทั้งสี่ เรียกว่า เอ-ปัซ ,กลุ่มผู้บริหารชั้นพิเศษ เช่น กลุ่มคณะลูกขุน ,กลุ่มสถาปนิก กลุ่มช่างฝีมือหรือเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานเฉพาะทาง เช่น ช่างโลหะ ช่างไม้ นักดนตรี กลุ่มศิลปิน และกลุ่มประชาชนทั่วไป

ชาวอินคาทุกคนต้องปฏิบัติตามกฎหมายเนื่องจากชาวอินคาได้รับสิ่งที่ต้องการและจำเป็นต่อชีวิตแทบทุกอย่าง ตามชุมชนต่างๆจึงไม่ค่อยมีผู้ร้าย ความผิดที่ร้ายแรงที่สุด คือการฆาตกรรม ผู้กระทำความผิดจะถูกลงโทษโดยการจับโยนลงจากหน้าผาสูงชัน ส่วนความผิดอื่นๆ เช่น ชายที่เป็นชู้กับภรรยาผู้อื่น จะถูกลงโทษโดยการถูกแขวนร่างที่เปลือยเปล่าในที่สาธารณชนต้อทุกข์ทรมานไปจนตาย ส่วนอาชญากรที่โทษเบา จะถูกลงโทษโดยการตัดมือ ตัดเท้า หรือควักลูกตาออกมา นักโทษที่โชคร้ายบางกลุ่มจะถูกขังโดยที่ได้รับอาหารตามปกติแต่พวกเขาจะถูกนำตัวไปนั่งขอทานหน้าประตูเมือง เพื่อให้ชาวเมืองต่างๆได้เห็นถึงผลของการกระทำผิด

ชาวอินคามีแบบเสื้อเป็นของตัวเอง เรียกว่า ทูนิค มีลักษณะเป็นเสื้อยาวคลุมถึงขา เจาะช่องใส่ศีรษะและแขน นิยมทำจากผ้าฝ้ายและขนสัตว์ ผู้ชายจะนิยมใส่ถึงต้นขา ส่วนผู้หญิงนิยมใส่ประมาณครึ่งแข้ง มีผ้าคาดเอว การแต่งกายจะแต่งตามระดับชนชั้น เช่น เจ้าหญิงจะสวมมงกุฎที่มียอดคล้ายแสงอาทิตย์ที่กำลังจะโผล่พ้นขอบฟ้า


ที่มา: http://pirun.ku.ac.th/

สิ่งที่แสดงถึงความสมาารถที่น่าทึ่งที่สุดของชาวอินคาคือการสร้าง มาชู ปิคชู ซึ่งเป็นซากปรัก หักพังที่อยู่บนยอดเขาโดดเด่นตัดขาดจากโลกภายนอก ห่างไกลนครหลวงคูซโค และสูงกว่าที่ราบลุ่มมาก ตามตำนานเล่าว่า ชาวอินคาสร้างนครนี้เพื่อเป็นที่อาศัยของหญิงพรหมจารี ที่ปฏิบัติ ศาสนกิจถวายสุริยเทพ เรื่องดังกล่าวนี้นักโบราณคดีในยุคปัจจุบัน สันนิษฐานว่าไม่น่าจะเป็นไปได้ แต่สิ่งที่โดดเด่นของ มาชู ปิคชูก็คือ ผลงานทางด้านสถาปัตยกรรม โดยเฉพาะสิ่งก้อสร้างที่เป็น อนุสาวรีย์ขนาดมหึมาที่ก่อสร้างด้วยแท่งหินขนาดใหญ่ วางเชื่อม ต่อกันอย่างสมดุล นับว่าเป็นเรื่องแปลกมากว่าพวกเขาเรียนรู้ เทคโนโลยีการขนย้ายแท่งหินขนาดยักษ์มาเรียงรายต่อกันสูงเป็นชั้นๆ ได้เรียบสนิท โดยไม่ใช้ล้อเลื่อนหรือลูกรอกแต่อย่างใด นับเป็นปริศนา ที่ไม่มีใครทราบจนกระทั่งถึงปัจจุบัน

จะเห็นว่าชาวอินคานั้นล้วนแล้วแต่มีความสามารถ ที่จะสร้างสรรค์อารยธรรมให้เป็นเอกลักษณ์ของตนเอง ในหลายๆด้าน เป็นในช่วงเวลาหนึ่ง แต่ก็ต้องล่มสลายลง เนื่องจากจักรพรรดิถูกใส่ร้ายว่าเป็นคนนอกรีต ทำให้ต้องถูกปลงพระชนม์ เมื่อไม่มีจักรพรรดิก็ทพให้ความเจริญเสื่อมถอยลงและถึงคราวล่มสลายในที่สุด


อ้างอิง

จักรวรรดิอินคา. สืบค้นเมื่อ 25 ธันวาคม 2559, จาก : https://th.wikipedia.org/wiki/

อาณาจักรอินคา. สืบค้นเมื่อ 25 ธันวาคม 2559 , จาก : http://i-n-c-a.blogspot.com

อารยธรรมอินคา. สืบค้นเมื่อ 25 ธันวาคม 2559,  จาก :  www.areeya-s.blogspot.com


อ่านเพิ่มเติม »

ชนเผ่ามายา (Maya)

โดย อินทุกร พงษ์พิเดช

เมื่อกล่าวถึงชนพื้นเมืองชาวอเมริกัน หรือที่รู้จักกันทั่วไปในชื่อ อินเดียนแดง ความจริงแล้วพวกเขาเป็นกลุ่มคนผิวเหลืองที่อาศัยอยู่ในทวีปอเมริกาก่อนที่ชาวชาวยุโรปจะอพยพย้ายถิ่นฐานมาตั้งรกรากเสียอีก ชาวยุโรปที่อพยพเข้ามานั้นเดิมอาศัยอยู่ในพื้นที่เขตหนาวพวกเขาจึงมีผิวสีซีด เมื่อได้มาพบชาวพื้นเมืองซึ่งมีสีผิวออกไปทางน้ำตาลแดงเนื่องจากถูกแดดแผดเผาจึงเรียกพวกเขาว่า ชาวอินเดียนแดง นั่นเอง โดยเฉพาะอินเดียนแดงเผ่ามายา เป็นที่รู้จักกันดีในฐานะผู้สร้างปฏิทินที่เชื่อว่าบ่งบอกถึงวันสิ้นโลก

อาณาจักรของชาวมายา เป็นอาณาจักรโบราณในอเมริกากลาง มีพื้นที่บริเวณประเทศเม็กซิโกคาบเกี่ยวกับประเทศเบลีซและประเทศกัวเตมาลา มีความรุ่งเรืองช่วง 500 ปีก่อนคริสตกาล มีจุดศูนย์กลางอยู่ที่นครวากา ปัจจุบันคือ เอลเปรู เมืองของชาวมายาประกอบด้วย ชุมชนเกษตรอยู่ชั้นนอก ชุมชนเมืองอยู่ชั้นใน ล้อมรอบจุดศูนย์กลาง ซึ่งเป็นบริเวณสิ่งก่อสร้างที่ใช้ประกอบพิธีกรรมต่างๆ สิ่งก่อสร้างมีหลายแบบ เช่น ปิรามิด วิหาร และปราสาทราชวัง ที่สร้างจากศิลาอันบ่งบอกถึงความเจริญรุ่งเรืองของชาวมายาเป็นอย่างดี มีข้อสันนิษฐานว่า ชาวมายาอาจสืบเชื้อสายมาจากอิสราเอล ไม่ก็ กรุงทรอย คาร์เธจ ฮั่น แอตแลนติส ฯลฯ ซึ่งยังไม่เป็นที่แน่ชัด



ชาวมายานับถือเทพเจ้า โดยพวกเขาเป็นพวกพหุเทวนิยมนับถือเทพเจ้าหลายองค์ และมีความเชื่อว่า เทพเจ้าเหล่านี้ทรงโปรดปรานการเสวยเลือด ดังนั้นในพิธีกรรมทางศาสนาต่างๆของชาวมายาจึงมีพิธีบูชายัญด้วยชีวิตของหญิงพรหมจารี(บริสุทธิ์)เพื่อเป็นการถวายแด่ทวยเทพ การบูชายันต์นี้ล้วนเกิดจากความสมัครใจของผู้ถูกบูชายันต์ หรืออาจมีการนำเชลยศึกมาบูชายันต์ นอกจากนี้ชาวมายายังเชื่อในเรื่องชีวิตหลังความตาย เชื่อในเรื่องสวรรค์และนรก พวกเขาเชื่อว่าสวรรค์มีไว้สำหรับบุคคลผู้ถูกบูชายันต์ หรือคนที่เสียชีวิตจาการคลอดลูก ส่วนนรกมีไว้สำหรับคนทั่วไป

ชาวมายามีความปราดเปรื่องในศาสตร์หลายแขนง ได้แก่คณิตศาสตร์ ดาราศาสตร์ สถาปัตยกรรม ชลประทาน การทอผ้า การทำเครื่องปั้นดินเผา และมีระบบปฏิทินและภาษาเขียนของตนเอง ชาวมายาใช้อักษรภาพในการบันทึกเรื่องราวต่างๆ ภาษาเขียนของชาวมายาเป็นอักษรภาพ หรือที่เรียกว่า Hieroglyphics แบบเดียวกับภาษาของอียิปต์โบราณ ศิลปะของชาวมายาจะสะท้อนให้เห็นถึงชีวิตความเป็นอยู่ของตนเอง โดยผ่านทางภาพเขียนบนแผ่นกระดาษ การแกะสลักลงบนไม้และแผ่นหิน ตลอดจนการปั้นดินเหนียว มีทั้งแบบที่เรียบง่ายและแบบที่มีความประณีตบรรจงงดงาม  ชาวมายามีความสามารถทางดาราศาสตร์ จนสามารถทำนายเวลาเกิดสุริยุปราคาและจันทรุปราคาได้ล่วงหน้าเป็นเวลานาน รู้จักทำปฏิทินขึ้นใช้เอง ซึ่งเชื่อกันว่ามีความแม่นยำว่าปฏิทินของชาวยุโรป ปฏิทินของชาวมายาสิ้นสุดลงในปี ค.ศ. 2012 จึงเป็นที่มาของความเชื่อเกี่ยวกับวันสิ้นโลกนั่นเอง ชาวมายามีความสามารถทางคณิตศาสตร์ พวกเขาประดิษฐ์เลขศูนย์ใช้ในวิชาคณิตศาสตร์ รู้จักทำการค้าขายเกลือ หยกและเครื่องปั้นดินเผา นอกจากนี้ชาวมายาตามปกติชอบทำเกษตรกรรมเลื่อนลอย ซึ่งมีการตัดป่า ถางป่า และเผาป่า การทำเกษตรกรรมลักษณะนี้ต้องการพื้นที่ทำงานขนาดใหญ่ ชาวมายาซึ่งเป็นเกษตรกรแต่ละคนจึงนิยมตั้งบ้านเรือนอยู่กันห่างไกลจากเมืองหลวง


ปฏิทินมายา
ที่มา: http://ikiddee.blogspot.com/

สถาปัตยกรรมที่สำคัญของชาวมายา คือ ชีเชน อิตซา (Chichen Itza) เป็นแหล่งโบราณคดีที่สำคัญขนาดใหญ่ที่สร้างขึ้นโดยชาวมายาในเขตวัฒนธรรมเมโสอเมริกัน ซึ่งตั้งอยู่ในคาบสมุทรยูกาตัง รัฐยูกาตัง ทางภาคตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศเม็กซิโก ซึ่งได้รับการโหวตจากคนทั่วโลกให้เป็น 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคใหม่ ประกาศเมื่อวันที่ 7 เดือน 7 ปี 2007 ปัจจุบันได้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกของยูเนสโก ชีเชน อิตซาเป็นส่วนหนึ่งของเมืองจำนวนมากมายซึ่งชาวมายาได้สร้างขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์ของเทพเจ้าผู้ทรงกระหายพระโลหิต ลักษณะโดยทั่วไปของ ชีเชน อิตซา เป็นรูปเหลี่ยมลดขั้นเป็นชั้น ๆ บนเนื้อที่ประมาณ 6.4 ตารางกิโลเมตร วิหารที่ใหญ่สุดในชีเชนอิตซามีชื่อว่า วิหารแห่งนักรบ ตรงกลางสร้างเป็นปราสาทเหลี่ยมทึบสูงขึ้นไป ใช้เป็นที่ทำพิธีสังเวยเทพเจ้าโดยใช้เด็กสาวโยนลงไปถวายเทพเจ้า ชีเชน อิตซาเป็นที่รวมของฝูงชนในการประกอบพิธีกรรมทางศาสนาต่างๆ


ชีเชน อิตซา

ในส่วนของการล่มสลายของอาณาจักรมายานั้น นักโบราณคดีได้โต้เถียงกันมานานว่า สาเหตุของการล่มสลายน่าจะเป็นเพราะความแห้งแล้ง สงคราม หรือโรคระบาดอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่ปัจจุบันได้มีข้อสันนิษฐานว่าสาเหตุหลักของการล่มสลายนี้ก็คือ การขาดอาหารและน้ำอย่างยาวนาน อันเกิดจากความแห้งแล้งทางธรรมชาติผสมผสานกับการทำลายป่าไม้ของชาวมายาในการทำการเกษตรกรรมแบบไร่เลื่อนลอย จึงทำให้ชาวมายาตัดสินใจละทิ้งเมืองและอพยพไปตั้งถิ่นฐานที่อื่น อาณาจักรมายารุ่งเรืองมาก และหลังจากนั้นก็เสื่อมสลายลงโดยสาเหตุซึ่งยังไม่อาจทราบได้แน่ชัด เหลือไว้เพียงอารยธรรม ภูมิปัญญาความรู้ และซากสิ่งก่อสร้างอันอลังการไว้เป็นมรดกโลก ปัจจุบันนักโบราณคดีก็ยังมีความเห็นแตกต่างกันหลากหลายอย่าง จึงทำให้สาเหตุการล่มสลายของอาณาจักรมายายังคงเป็นความลับ และฝากปริศนาให้คนรุ่นหลังขบคิดกันว่าการล่มสลายของอาณาจักรมายาเกิดจากสาเหตุใด

ชาวมายาเป็นชนเผ่าที่มีความคิดสร้างสรรค์ ภูมิปัญญาความรู้ที่ปราดเปรื่อง ในปัจจุบันมีชาวมายาที่ยังสืบทอดเชื้อสายเหลืออยู่มากกว่า 2 ล้านคน อาศัยอยู่ในประเทศกัวเตมาลาและทางตอนใต้ของประเทศเม็กซิโก แต่ในอดีตถึงพวกเขาส่วนมากจะหายไปและทิ้งไว้เพียงร่องรอยสถาปัตยกรรมเป็นมรดกไว้ให้คนรุ่นหลังได้ศึกษาเรียนรู้เท่านั้น แต่พวกเขาก็ได้ชื่อว่าเป็นชนเผ่าที่สำคัญอีกชนเผ่าหนึ่งที่มีบทบาทสำคัญต่ออารยธรรมของโลกใบนี้


อ้างอิง

เมธา. 2554. ปริศนากระโหลกแก้ว และอาณาจักรมายา. สืบค้นเมื่อ 7 มีนาคม 2559, จาก: http://www.oknation.net/blog/print.php?id=715931

teen_admin. 2555. ประวัติชาวมายา อาณาจักรมายา. สืบค้นเมื่อ 7 มีนาคม 2559, จาก: http://teen.mthai.com/variety/22561.html

ASTVผู้จัดการออนไลน์. 2555. ชิเชน อิตซา สิ่งมหัศจรรย์ของชาวมายา อารยธรรมที่ยิ่งใหญ่กว่าคำทำนายวันสิ้นโลก. สืบค้นเมื่อ 15 มีนาคม 2559, จาก: http://www.manager.co.th/Travel/ViewNews.aspx?NewsID=9550000154000

ประวัติความเป็นมาของอินเดียนแดง. สืบค้นเมื่อ 17 มีนาคม 2559, จาก: http://www.xn--42c8ao1akazf5c2be0gsk.com/

อ่านเพิ่มเติม »

ชีเชน อิตซา (Chichen itza)

โดย ศิลาวดี มะสุนี

ถ้าหากจะกล่าวถึงเมืองโบราณในอารยธรรมเมโสอเมริกาหลายๆคนคงนึกถึงเมืองมาชูปิชูที่ยิ่งใหญ่ของชนเผ่าอินคา แต่ก็มีอีกหนึ่งเมืองโบราณที่สำคัญและยิ่งใหญ่ไม่แพ้กันนั่นก็คือ ชีเชน อิตซา

ชีเชน อิตซา เป็นเมืองโบราณสถานที่สร้างขึ้นระหว่างศตวรรษที่ 10 - 15  ปัจจุบันตั้งโดดเด่นเป็นสง่าอยู่เหนือคาบสมุทรยูคาตัน ทางตอนกลางของประเทศเม็กซิโก ชีเชน อิตซา เป็นวิหารที่โด่งดังที่สุดของชนเผ่ามายัน และถือเป็นศูนย์กลางด้านการเมืองและเศรษฐกิจของอารยธรรมมายาด้วย เป็นส่วนหนึ่งของเมืองจำนวนมากมายซึ่งพวกมายาได้สร้างขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์ของเทพเจ้าผู้ทรงกระหายพระโลหิต

ชนเผ่ามายาแห่งเม็กซิโกสืบสายมาจากคนพวกแรกที่เดินทางจากทวีปเอเชียเข้ามายังทวีปอเมริกาทางช่องแคบเบริง ได้มีการพัฒนาทางวัฒนธรรมทั้งในด้านเหี้ยมโหดอันป่าเถื่อนและความมีสติปัญญาอันสูงส่งในขณะเดียวกันพวกมายาฝึกความเสียสละด้านมนุษยชาติ ควักหัวใจผู้ที่รับการบูชาออกสังเวยพระเจ้า ขณะเดียวกันก็มีการพัฒนาความรู้ด้านดาราศาสตร์ ศิลปะของสถาปัตยกรรม ทางอักษรศาสตร์ ด้านการเขียนบันทึกด้วยตัวอักษรพิเศษ และการค้นพบค่าของเลข 0 ทางคณิตศาสตร์ แต่ก็น่าแปลกที่พวกเขามิได้ค้นพบประโยชน์อันเกิดจากล้อเลื่อน พวกเขาได้สร้างสิ่งต่างๆมากมายหนึ่งในนั้นก็คือ ชีเชน อิตซา


ชิเชน อิทซ่า (Chichen Itza) 

สถานที่สำคัญในชีเชนอิตซาซึ่งโดดเด่น ได้แก่

วิหารแห่งกูกัลคัน หรือ เอลกาสตีโย (El Castillo) ซึ่งเป็นพีระมิดขั้นบันไดยักษ์ที่ตั้งตระหง่านอยู่กลางโบราณสถานดังกล่าว โดยพีระมิดแห่งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความฉลาดหลักแหลมของชาวมายันในด้านดาราศาสตร์ เพราะบันไดทางขึ้นของที่นี่ มีทั้งหมด 4 ด้าน ด้านละ 91 ขั้น เมื่อรวมกันจะได้ 364 ขั้น และเมื่อนับรวมแท่นที่อยู่ด้านบนสุด ก็จะเป็น 365 ขั้นพอดี ซึ่งสื่อถึงจำนวนวันในรอบ 1 ปีพีระมิดเอลกัสตีโย (el castillo) มีลักษณะคล้ายพีระมิดแห่งอียิปต์ แต่มียอดหัวตัดเป็นสี่เหลี่ยม และไม่ได้ใช้บรรจุพระศพของกษัตริย์เหมือนพีระมิดแห่งอียิปต์ แต่ใช้สำหรับบวงสรวง เทพเจ้าคูคุลคาน เทพเจ้างูผู้สร้างบรรพบุรุษของมนุษย์ขึ้นมาตามความเชื่อของชาวมายา พีระมิดเอลกัสตีโยทำจากหิน มีความสูงจากพื้นดิน 24 เมตร รวมกับความสูงของวิหารด้านบนอีก 6 เมตร เป็น 30 เมตร มีฐานกว้างด้านละ 55 เมตร ใช้เป็นสถานที่ประกอบพิธีบูชายัญเทพเจ้าด้วยชีวิตของหญิงสาวพรหมจรรย์ ตามความเชื่อของชาวมายาว่าเทพเจ้าทรงโปรดการเสวยเลือดสด



ภาพ พีระมิดเอลกัสตีโย (el castillo)   

วิหารจากัวร์ (Temple of the Jaguars) ตั้งฟากตะวันตกของโบราณสถาน ชื่อของสิ่งปลูกสร้างนี้มาจากรูปสลักขบวนเสือจากัวร์ที่อยู่บนอาคารด้านหน้า วิหารที่มีรูปแบบสถาปัตยกรรมมายา-โทลเท็ลนี้สร้างขึ้นในราวปี 900-1100 ภายในวิหารมีภาพจิตรกรรมฝาผนังที่น่าสนใจอย่างยิ่ง เป็นต้นว่าบอกเล่าการยุทธ์ระ หว่างชาวมายากับชาวโทลเท็ล

วิหารแห่งนักรบ (temple of the warriors) เป็นพีระมิดยอดสี่เหลี่ยมลักษณะเดียวกับพีระมิดเอลกัสตีโย แต่มีขนาดเตี้ยกว่า มีวิหารด้านบนใหญ่กว่า และมีบันไดขึ้นด้านเดียว ที่ตั้งอยู่ทางฟากตะวันออกของเอลกาสตีโย

สนามบอล (Ball Court Complex) หรือ เฆโก เด เปโลตา (Juego de Pelota) สถานที่ตั้งอยู่ข้างๆ วิหารจากัวร์อันเป็น 1 ใน 7 แห่งที่ใช้สำหรับการละเล่นอย่างหนึ่ง (สนาม 544x223 ฟุต) ใหญ่โตที่สุด ไม่มีใครทราบแน่ชัดว่าเกมบอลที่เรียกกันว่า ป๊อก-ตา-ป๊อก (Pok-Ta-Pok) ของชาวมายานี้มีวิธีเล่นอย่างไร แต่เป็นไปได้ว่ามันอาจจะเป็นพิธีกรรมมากกว่าการละเล่นเพื่อนันทนาการ

เอลการากอล (el caracol) เป็นหอยอดโดม สันนิษฐานกันว่าเป็นหอสำหรับสังเกตการโคจรของดวงดาวในสมัยนั้น

ชีเชนอิตซารับเลือกให้เป็นหนึ่งในเจ็ดสิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคใหม่ จากการลงคะแนนทั่วโลกทั้งทางอินเทอร์เน็ตและโทรศัพท์มือถือ ได้รับการขนานนามให้เป็นมรดกโลก และได้รับการจัดอันดับให้เป็น 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคใหม่เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2550  นักท่องเที่ยวที่สนใจจะไป ชีเชน อิตซา  ก็สามารถเดินทางไปได้ทุกวัน แต่ช่วงเวลาที่ดีที่สุด ในการเดินทางไปท่องเที่ยวชีเชน อิตซา นั้น ก็คือช่วงฤดูใบไม้ร่วงและฤดูใบไม้ผลิ ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่จะเกิดวิษุวัตพอดี โดยนักท่องเที่ยวจะได้เห็นปราฏการณ์ทางธรรมชาติของการตกกระทบของแสงอาทิตย์ กับพีระมิด บริเวณวิหารแห่งกูกัลคัน ซึ่งถือเป็นปรากฏการณ์ที่หาชมได้ยากเป็นอย่างยิ่ง

ชีเชน อิตซา  เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่แสดงให้เห็นถึงความฉลาดของมนุษย์ในอดีตที่ไม่มีเทคโนโลยีหรือมีเครื่องมือที่ทันสมัยมากเท่ากับปัจจุบันแต่พวกเขาสมารถสร้างขึ้นมาได้อย่างน่าอัศจรรย์ใจทำให้คนในสมันปัจจุบันอย่างเราอดที่จะชื่นชมไม่ได้และเป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นถึงความยิ่งใหญ่ของอารยธรรมมายาที่ยิ่งใหญ่ไม่แพ้อารยธรรมอียิปต์ อินคาและอื่นๆ และการสร้าง ชีเชน  อิตซา  ของชาวมายานี้เพื่อเป็นอนุสรณ์ของเทพเจ้าผู้ทรงกระหายพระโลหิตสะท้อนให้เห็นว่าชาวมายามีความศรัทธาต่อเทพเจ้ามากถึงขนาดสร้างสิ่งที่ยิ่งใหญ่นี้ได้ นับว่าเป็นอีกหนึ่งอารยธรรมที่สร้างสรรค์โดยมีแรงบันดาลใจมาจากความศรัทธา




อ้างอิง                                                                                                                                                            
ชีเชน อิตซา. (2557). ค้นเมื่อวันที่ 9 กันยายน 2558,
จาก: http://013750.blogspot.com/2014_07_01_archive.html

เชนอิตซา:ร่องรอยอารยธรรมอันยิ่งใหญ่ของชาวมายัน. (2555).  ค้นเมื่อวันที่ 9 กันยายน 2558,
จาก : http://news.voicetv.co.th/world/58983.html

ชีเชนอิตซา. (มปป). ค้นเมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 2558,
จาก: http://www.myfirstbrain.com/main_view.aspx?ID=94394

ชีเชนอิตซา. (2558). ค้นเมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 2558, จาก : https://th.wikipedia.org/

สถานที่สำคัญในชีเชน อิตซา. (มปป). ค้นเมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 2558,
จาก: http://www.ocac.go.th/article-detail-40.html

อ่านเพิ่มเติม »