แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี แสดงบทความทั้งหมด

มารี กูว์รี (Marie Curie) มารดาแห่งวิทยาศาสตร์เคมี

โดย ตรีวิภา จันทะสุวรรณ

เมื่อพูดถึงนักวิทยาศาสตร์ที่มีชื่อเสียง ผู้ที่ทำคุณูปการที่สำคัญให้กับโลก เราก็มักจะนึกถึงนักวิทยาศาสตร์ที่เป็นผู้ชายเสียส่วนใหญ่ อาจสืบเนื่องมาจากมายาคติหรือสภาพสังคมในยุคสมัยก่อนที่ยังไม่ค่อยเปิดโอกาสให้ผู้หญิงได้รับการศึกษาสูงๆและทำงานได้อย่างกว้างขวางมากนัก แต่ถึงกระนั้นก็ยังมีนักวิทยาศาสตร์หญิงคนหนึ่งที่ได้ทำคุณูปการที่สำคัญต่อชาวโลก ซึ่งเป็นการเปิดประตูสู่การรักษาโรคมะเร็งและโรคผิวหนังบางชนิด ซึ่งมีคุณค่าต่อมวลมนุษยชาติและการแพทย์เป็นอย่างมาก

มารี กูว์รี (Marie Curie) ชื่อเดิมของเธอคือ มารียา สโคลดอลสกา (Marja Sklodowska) เกิดที่กรุงวอร์ซอร์ประเทศโปแลนด์ เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน ค.ศ.1867 เป็นลูกคนสุดท้องในจำนวน5คน บิดาของเธอคือ ศาสตราจารย์วลาดิสลาฟ สโคลดอลสกา เป็นอาจารย์สอนวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ที่โรงเรียนมัธยมแห่งหนึ่งในกรุงวอร์ซอร์ ด้วยการที่เธอติดตามบิดาของเธอเข้าไปที่ห้องทดลองวิทยาศาสตร์ตั้งแต่เด็กๆ จึงทำให้เธอได้เรียนรู้การทดลองและมักอ่านหนังสือเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์เป็นอย่างมากและไม่ค่อยออกไปเล่นเหมือนเด็กๆทั่วไป จึงทำให้เธอชอบและหลงใหลในวิทยาศาสตร์นับแต่นั้นเป็นต้นมา


มารี กูวร์รี
ที่มา : http://www.wikiwand.com/

มารีเป็นเด็กที่เรียนหนังสือเก่ง เธอเรียนจบชั้นมัธยมศึกษาด้วยรางวัลเหรียญทองเมื่ออายุ16ปี แต่บิดาขาดทุนทรัพย์ที่จะส่งเธอเรียนต่อในระดับอุดมศึกษา มารีจึงต้องหยุดเรียน แต่ความมุ่งมั่นที่จะเรียนต่อของเธอนั้นไม่หยุดยั้ง เธอจึงทำงานเป็นครูอนุบาลสอนเด็กๆลูกผู้ดีชนชั้นสูง เพื่อเก็บเงินส่งตนเองไปเรียนต่อที่ประเทศฝรั่งเศส เพราะที่โปแลนด์ไม่รับนักศึกษาหญิงและเธอยังได้ส่งเสียพี่สาวของเธอ โบรเนีย (Bronia)เรียนแพทย์ที่กรุงปารีส ระหว่างนั้นเธอก็ศึกษาหาความรู้ด้วยตนเองไปด้วย เมื่อโบรเนียเรียนจบ เธอก็ได้ส่งเสียมารีเรียนต่อเพื่อเป็นการตอบแทน

ค.ศ.1893 มารีในอายุ23ปีก็ได้ไปศึกษาต่อที่กรุงปารีส เธอเข้าเรียนสาขาวิชาฟิสิกส์และคณิตศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยซอร์บอน (Sorbonne) ด้วยความที่เธอเป็นคนขยันมุ่งมั่น เธอจึงสอบได้ที่หนึ่งในสาขาฟิสิกส์และในปีถัดมาก็สอบได้ที่สองในสาขาคณิตศาสตร์

ด้วยเงินที่พี่สาวส่งให้เธอใช้นั้นไม่เพียงพอ เธอจึงต้องหางานทำ และในฤดูใบไม้ผลิ ค.ศ.1894 มารีได้เป็นผู้ช่วยในห้องปฏิบัติการทางเคมีของ ปิแอร์ กูว์รี (Pierre Curie) ศาสตราจารย์ชาวฝรั่งเศสสาขาฟิสิกส์ และทั้งสองได้แต่งงานกันในปีค.ศ.1895 ในเดือนกุมภาพันธ์ปีเดียวกันนั้น มีนักฟิสิกส์ชาวฝรั่งเศสชื่อว่า อองรี เบคเคอเรล (Henri Becquerel) ซึ่งเป็นเพื่อนสนิทของปิแอร์ ได้พบปรากฏการณ์ที่ธาตุยูเรเนียมมีการปล่อยพลังงานออกมาได้เองตามธรรมชาติในอัตราคงที่โดยบังเอิญ ซึ่งต่างจากรังสีเอกซ์ที่ผลิตขึ้นมา สิ่งนี้เป็นการจุดประกายให้มารีและปิแอร์ค้นคว้าทดลองเกี่ยวกับยูเรเนียมอย่างจริงจัง และทั้งสองพบว่ามีพลังงานที่ถูกปล่อยออกจากแร่พิตช์เบลนด์ ซึ่งเป็นออกไซด์ชนิดหนึ่งของธาตุยูเรเนียม มารีได้แยกธาตุออกจากแร่พิตช์เบลนด์เป็นส่วนย่อย จนกระทั่งพบธาตุที่แผ่รังสีได้มากกว่ายูเรนียมถึงสี่เท่า มารีตั้งชื่อธาตุนั้นว่า พอลโลเนียม เพื่อเป็นเกียรติแก่โปแลนด์บ้านเกิดของเธอ


ปิแอร์ กูว์รี และ มารี กูว์รี
ที่มา : https://commons.wikimedia.org/

เมื่อขั้นตอนแรกสำเร็จ ต่อไป คือการแยกธาตุเรเดียมออกจากแร่พิตช์เบลนด์ ในค.ศ.1898 ทั้งสองได้ทำการค้นคว้าทดลองอย่างจริงจังจนสามารถแยกเรเดียมบริสุทธิ์ได้ในปี ค.ศ.1902 มีชื่อว่า “เรเดียมคลอไรด์” ซึ่งสามารถแผ่รังสีได้มากกว่ายูเรเนียมถึงสองล้านห้าแสนเท่า เรเดียมบริสุทธิ์นี้มีคุณสมบัติที่สำคัญคือ สามารถให้แสงสว่างและความร้อนได้ เมื่อแผ่รังสีไปยังวัตถุอื่น วัตถุนั้นจะเปลี่ยนสภาพเป็นธาตุกัมมันตรังสี สามารถแผ่รังสีและให้ความร้อนเช่นเดียวกับเรเดียม และด้วยคุณสมบัติที่สามารถให้ความร้อนต่อผิวหนังนี้ จึงทำให้นำมาใช้รักษาโรคผิวหนังบางชนิดและโรคมะเร็งได้ จากการค้นพบครั้งนี้ทำให้ทั้งสองได้รับรางวัลเหรียญทองเดวี่จากราชสมาคมกรุงลอนดอนของอังกฤษ และโนเบลในสาขาฟิสิกส์ในปีค.ศ.1903 ร่วมกับเบคเคอเรล ผู้ค้นพบรังสีจากธาตุยูเรเนียม แต่ด้วยความใจกว้างของทั้งสอง พวกเขากลับไม่จดสิทธิบัตรผลงานนี้ แต่เลือกที่จะเผยแพร่ให้สาธารณชนรับรู้อย่างละเอียดแทน


แร่พิตช์เบลนด์

แต่สิ่งที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น เมื่อเช้าวันที่ 19 เมษายน ค.ศ.1906 ปิแอร์ กูว์รี ประสบอุบัติเหตุทางจราจรเสียชีวิตทันที ทำให้มารีต้องทำงานค้นคว้าวิจัยทางวิทยาศาสตร์ต่อไปแต่เพียงผู้เดียว ต่อมามหาวิทยาลัยในปารีสได้ให้เงินก้อนหนึ่งกับมารีในการจัดตั้งสถาบันวิจัยเรเดียม เพื่อค้นคว้าวิจัยธาตุเรเดียมทางการแพทย์ เธอวิจัยทุ่มเทอย่างเต็มที่ จนทำให้เธอได้รับรางวัลโนเบลครั้งที่สองในปีค.ศ.1911 จากการศึกษาวิจัยทางด้านเคมีค้นคว้าประโยชน์จากเรเดียมเพิ่มเติม และเป็นคนแรกที่ได้รับรางวัลโนเบลถึงสองครั้ง

แต่การค้นคว้าต้องหยุดชะงักเมื่อเกิดสงครามโลกครั้งที่1 ผู้ชายที่ทำงานในสถาบันถูกเกณฑ์ไปเป็นทหาร มารีจึงตัดสินใจเข้าร่วมเป็นอาสาสมัครร่วมกับลูกสาวคนโต อีแรน ตั้งแผนกรถเอกซเรย์เคลื่อนที่เพื่อช่วยรักษาทหารที่บาดเจ็บตามหน่วยต่างๆ จากเรื่องราวที่ผ่านมาของเธอ จะเห็นได้ ว่ามารีได้ทำผลงานและได้รับรางวัลเด่นๆดังนี้

1.ค้นพบแร่พอลโลเนียม เรเดียม
      2. แยกเรเดียมบริสุทธิ์ได้
3.ได้รับรางวัลเหรียญทองเดวี่จากราชสมาคมลอนดอนแห่งอังกฤษ
4.รับรางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์ครั้งที่1ค.ศ.1903
5.รับรางวัลโนเบลสาขาเคมีครั้งที่2 ค.ศ.1911

เมื่อสงครามสิ้นสุดลง มารีกลับมาทำงานต่อที่สถาบันวิจัยเรเดียม แต่เนื่องจากสารกัมมันตภาพรังสีของเรเดียมนั้นเป็นพิษต่อร่างกายและเธอได้รับสารนั้นติดต่อกันเป็นระยะเวลายาวนาน ทำให้สุขภาพของเธอเริ่มทรุดโทรม อ่อนเพลีย ไม่ค่อยมีเรี่ยวแรง ไขกระดูกของเธอถูกทำลาย มารี กูว์รี เสียชีวิตด้วยโรคลูคิเมียในวันที่ 4 กรกฎาคม ค.ศ.1934 จะเห็นได้ว่า สิ่งที่เธอกระทำเพื่อช่วยเหลือผู้อื่นกลับส่งผลกระทบต่อเธอถึงชีวิต แต่ถึงกระนั้น เธอก็ได้ทำคุณูปการที่สำคัญยิ่งซึ่งเป็นการต่อชีวิตผู้ป่วยอีกหลายชีวิตให้อยู่รอด


อ้างอิง 

ฝ่ายชุมชนและผู้ด้อยโอกาส สํานักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ. (มปป.) . “มารี คูรี มารดาแห่งวงการเคมี”. [ระบบออนไลน์]. สืบค้นเมื่อ 28 กุมภาพันธ์ 2561, จาก: http://nstda.or.th/rural/public/100%20articles-stkc/10.pdf

ปาริชาต เสือโรจน์. 2556. “มาดามมารี คูรี่ (Marie Curie)”. [ระบบออนไลน์]. สืบค้นเมื่อ 28 กุมภาพันธ์ 2561, จาก: http://oillyt.blogspot.com/2013/09/marie-curie.html

บัวอื่น. 2552. “มารี คูรี สตรีผู้ได้ดับเบิ้ลโนเบล”. [ระบบออนไลน์]. สืบค้นเมื่อ 28 กุมภาพันธ์ 2561, จาก:  http://www.vcharkarn.com/varticle/39294


อ่านเพิ่มเติม »

โทรศัพท์เครื่องแรกของโลก

โดย พลอยมณี บรรจงธนกร

การติดต่อสื่อสารในปัจจุบัน เป็นสิ่งที่ง่าย และสะดวกรวดเร็ว เพราะมีเทคโนโลยีที่อำนวยความสะดวกต่างๆ เกิดขึ้นมากมาย  ซึ่งเราปฏิเสธไม่ได้เลยว่า “โทรศัพท์” ก็เป็นหนึ่งในนั้นเช่นกัน โทรศัพท์เป็นเครื่องมือสื่อสารที่สามารถติดต่อกันได้รวดเร็วที่สุด ทำให้เรารู้เรื่องราวข่าวสารต่างๆได้อย่างง่ายดาย  อยู่ที่ไหนก็สามารถติดต่อสื่อสารกันได้ ไม่ว่าจะอยู่ห่างกันคนละประเทศหรือคนละทวีปก็ตาม จึงไม่เป็นที่แปลกใจเลยว่าทำไมโทรศัพท์ถึงเปรียบได้กับปัจจัยที่ 5 ของมนุษย์ เพราะมนุษย์ไม่สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างสะดวกสบายหากขาดการติดต่อสื่อสารซึ่งกันและกัน แต่ใครเล่าจะรู้ว่า “โทรศัพท์เครื่องแรกของโลก” เกิดขึ้นมาได้อย่างไร

ภาพ Alexander Graham Bell 
ที่มา https://chinadailymail.com/
จุดเริ่มต้นของโทรศัพท์ เกิดจากความไม่ตั้งใจของนักประดิษฐ์ที่ชื่อว่า อเล็กซานเดอร์ เกรแฮม เบลล์ (Alexander Graham Bell) เดิมทีเขาตั้งใจที่จะประดิษฐ์เครื่องมือสำหรับช่วยให้คนหูหนวกสามารถได้ยินเสียงได้  แต่เขากลับค้นพบวิธีส่งเสียงตามสายแทน และเกิดเป็นการคิดประดิษฐ์โทรศัพท์ไปในที่สุด

อเล็กซานเดอร์ เกรแฮม เบลล์ (Alexander Graham Bell) โตมาจากครอบครัวที่มีพ่อเป็นผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับภาษาที่ใช้สำหรับคนหูพิการและมีแม่เป็นคนหูพิการ จึงทำให้เขาสามารถใช้ภาษาใบ้ได้ รู้จักวิธีการอ่านริมฝีปาก และมีหูที่สามารถแยกแยะเสียงได้อย่างละเอียด วันหนึ่งในขณะที่เขากำลังเล่นเปียโน เขาก็สังเกตว่าเสียงเพลงจากเปียโนเกิดจากการสั่นสะเทือนของเส้นลวด เขาจึงคิดว่าเส้นลวดน่าจะเป็นตัวนำเสียงจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่งได้

ภาพ อุปกรณ์ส่งเสียง
เขาได้ร่วมมือกับ "โทมัส เอ. วัตสัน" (Thomas A. Watson) ผู้ช่วยของเขา ที่เป็นลูกชายเจ้าของร้านขายอุปกรณ์ไฟฟ้า โดยการใช้เส้นลวดโยงจากห้องหนึ่งไปยังอีกห้องหนึ่งส่วนปลายทั้งสองข้างจะเป็นหูฟัง ซึ่งภายในประกอบไปด้วยแท่งแม่เหล็กพันด้วยทองแดง ถัดไปเป็นแผ่นเหล็กบาง ๆ ที่สามารถสั่นสะเทือนจนเกิดเป็นกระแสไฟฟ้าในขดลวดจากการพูดใส่กระบอกหูฟังในแต่ละข้าง แม้ในครั้งแรกพวกเขาอาจทำไม่สำเร็จ แต่พวกเขาก็ใช้เวลากว่า 8 เดือน ในการปรับปรุงแก้ไข จนทำให้สามารถส่งเสียงพูดคุยผ่านโทรศัพท์ได้ และในที่สุดพวกเขาก็ประสบความสำเร็จในการสร้างเครื่องโทรศัพท์ขึ้นเป็นครั้งแรกในปี ค.ศ.1876

ภาพ Alexander Graham Bell 
ที่มา http://www.mid-day.com/
เขาได้นำสิ่งประดิษฐ์ชิ้นนี้ไปประกวดที่เมืองฟิลลาเดลเฟีย ในช่วงแรกแม้ว่าจะไม่มีใครสนใจก็ตาม แต่มีกรรมการท่านหนึ่งได้ลองทดลองเอาหูแนบตรงหูฟัง ซึ่งเมื่อเขาได้ยินเสียงคนพูดออกมาจากหูฟัง เขารู้สึกตกใจเป็นอย่างมาก จึงทำให้กรรมการคนอื่นๆ เดินเข้ามาดูและลองทดสอบ ผลลัพธ์คือทุกคนต่างก็ตกใจและตื่นเต้นกับสิ่งประดิษฐ์ชิ้นนี้ พวกเขาต่างทึ่งในความสามารถของเบลล์ จนในที่สุดเบลล์ก็สามารถคว้ารางวัลสิ่งประดิษฐ์ยอดเยี่ยมในครั้งนั้นมาได้ และเขายังสามารถพัฒนาติดตั้งโทรศัพท์และเปิดบริษัทระหว่างเมืองได้สำเร็จ นำความสะดวกสบายในการสื่อสารมาให้เราจนถึงทุกวันนี้

นับได้ว่าความไม่ตั้งใจที่จะประดิษฐ์โทรศัพท์ตั้งแต่แรกของอเล็กซานเดอร์ เกรแฮม เบลล์ กลับกลายเป็นเครื่องอำนวยความสะดวกที่ยิ่งใหญ่ให้กับมนุษยชาติ เขาเป็นแรงบันดาลให้เหล่านักประดิษฐ์ทุกคนที่มีความตั้งใจอยากที่จะประดิษฐ์สิ่งของต่างๆ  เราไม่มีทางรู้เลยว่าวันหนึ่งผลงานที่เรียบง่ายของเราอาจจะกลายเป็นสิ่งประดิษฐ์ที่ยิ่งใหญ่ในอนาคตก็เป็นได้ ทุกความสำเร็จทั้งหมดทั้งมวลนี้ก็เริ่มจาก “การลงมือทำ” เท่านั้นเอง


อ้างอิง

อเล็กซานเดอร์ เกรแฮม เบลล์ : Alexander Graham Bell. สืบค้นเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2560, จาก :     http://siweb.dss.go.th/Scientist/Scientist/Alexander%20Graham%20Bell.html

อเล็กซานเดอร์ เกรแฮม เบลล์ ได้สิทธิบัตรในการสร้างโทรศัพท์เครื่องแรกของโลก. สืบค้นเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2560 2560, จาก : http://www.trueplookpanya.com/knowledge/content/51348/-timhis-tim-scieng-sci-his-

14 กุมภาพันธ์ ย้อนดูเหตุการณ์ 2 นักประดิษฐ์ แย่งชิงจดสิทธิบัตรโทรศัพท์. สืบค้นเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2560, จาก : https://hilight.kapook.com/view/149005


อ่านเพิ่มเติม »

กาลิเลโอ ผู้ถูกประณามทางศาสนา

โดย ภานุมาส องคะศาสตร์

ถ้ากล่าวถึง กาลิเลโอ กาลิเลอี (Galileo Galilei) นักวิทยาศาสตร์ชาวอิตาเลี่ยน หลายๆคนคงจะนึกถึงผลงานทางด้านวิทยาศาสตร์ของเขา อาทิเช่น การพัฒนากล้องโทรทรรศน์ และการเสนอทฤษฎีต่างๆทางวิทยาศาสตร์ที่เป็นประโยชน์แก่มวลมนุษย์ แต่ในอีกด้านหนึ่งของนักวิทยาศาสตร์ผู้นี้ที่หลายคนไม่ได้นึกถึงคือการใช้วิทยาศาสตร์ต่อสู้กับหลักความเชื่อทางศาสนาของคนในสมัยก่อน

กาลิเลโอ กาลิเลอี เกิดเมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1564 ที่เมืองปิซา ประเทศอิตาลี เมื่อกาลิเลโออายุ 8 ขวบ ครอบครัวของเขาได้ย้ายถิ่นฐานไปอยู่ที่เมืองฟลอเรนซ์และได้เข้าศึกษาที่โบสถ์แห่งหนึ่ง กาลิเลโอมีความสามารถในด้านดนตรี งานศิลปะ และคณิตศาสตร์ เมื่อโตขึ้นเขาได้เข้าศึกษาวิชาการทางการแพทย์ตามความต้องการของบิดาที่มหาวิทยาลัยปิซา แต่กลับสำเร็จการศึกษาด้านคณิตศาสตร์มาแทน ด้วยความรู้และความสามารถทางวิชาการที่โดดเด่น หลังจากที่สำเร็จการศึกษาเขาได้รับเลือกให้เป็นหัวหน้าภาควิชาคณิตศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยปิซา


ภาพการทดลองปล่อยก้อนตะกั่วของกาลิเลโอ ณ หอเอน เมืองปิซา

ขณะที่เขาสอนอยู่ที่มหาวิทยาลัยปิซานั้น เขาได้นำเอาทฤษฎีของอริสโตเติล (Aristotle) ที่กล่าวว่า “ของเบาจะตกถึงพื้นดินช้ากว่าของหนัก” มาพิสูจน์ เนื่องจากเขาไม่เชื่อในความคิดนี้ เช่น การที่ก้อนหินกับใบไม้ตกถึงพื้นไม่พร้อมกันซึ่งใบไม้จะตกช้ากว่านั้น เป็นเพราะว่าอากาศช่วยต้านไว้ ถ้าไม่มีอากาศก้อนหินและใบไม้ก็ย่อมจะตกถึงพื้นพร้อมกัน เมื่อเขาได้นำเอาความคิดของเขาไปเสนอในมหาวิทยาลัยก็มีทั้งผู้เห็นด้วยและผู้ที่ไม่เห็นด้วย เพื่อพิสูจน์ให้เห็นว่าความคิดของเขาเป็นความจริง เขาจึงจะทดลองให้ผู้คนได้เห็นถึงสิ่งที่เขาคิดว่ามันถูกต้อง ณ หอเอน เมืองปิซา

เมื่อถึงเวลากาลิเลโอนำก้อนตะกั่วกลม 2 ก้อนหนัก 20 ปอนด์ และ 10 ปอนด์ ปล่อยลงมาด้านล่าง ปรากฏว่าตะกั่วทั้งสองก้อนตกลงถึงพื้นดินพร้อมกัน ท่ามกลางสายตาของนักศึกษา ศาสตราจารย์ และประชาชนมากมาย ฝ่ายที่เห็นด้วยกับแนวคิดของกาลิเลโอก็พากันโห่ร้องแสดงความยินดี แต่ฝ่ายที่เชื่อในคำสอนของศาสนาและพวกหัวเก่าต่างก็เกิดความแค้น เนื่องจากทฤษฎีของอริสโตเติลเป็นที่ยอมรับของชาวคริสต์ในสมัยโบราณและเชื่อกันต่อมาเรื่อยๆ จึงทำให้กาลิเลโอได้รับแรงกดดันจากหลายๆฝ่ายทั้งศาสตราจารย์และประชาชนบางกลุ่ม สุดท้ายเขาจึงได้ลาออกจากมหาวิทยาลัยปิซาเมื่อปี ค.ศ. 1591


ภาพกาลิเลโอสาธิตกล้องโทรทรรศน์ (วาดโดย Giuseppe Bertini)
ที่มา : http://www.manager.co.th/

ต่อมากาลิเลโอได้เป็นอาจารย์สอนที่มหาลัยปาดัว เขาได้ทำการทดลองและศึกษาค้นคว้าทางวิทยาศาสตร์มากมาย โดยไม่เกรงกลัวต่ออิทธิพลของศาสนา เขาสอนอยู่ที่นี่เป็นระยะเวลา 18 ปี และในปี ค.ศ. 1609 เขาได้พัฒนากล้องโทรทรรศน์ให้มีกำลังขยาย 32 เท่าได้สำเร็จ และใช้อุปกรณ์นั้นศึกษาเทหวัตถุบนท้องฟ้าและได้พบความรู้ใหม่ๆ เช่น พื้นผิวของดวงจันทร์มีลักษณะขรุขระ ดาวพฤหัสมีดวงจันทร์บริวาร 4 ดวง ดาวเสาร์มีวงแหวนและมีสีต่างกันถึง 3 แถบ ดาวศุกร์เว้าแหว่งเป็นเสี้ยวคล้ายกับดวงจันทร์ และได้พบจุดดับบนดวงอาทิตย์ เป็นต้น ด้วยความสำเร็จในการค้นพบทางดาราศาสตร์ ทำให้เขามีชื่อเสียงโด่งดัง และถูกเชิญไปบรรยายในที่ต่างๆ

ใน ค.ศ. 1610 กาลิเลโอได้กลับไปอยู่ยังเมืองฟลอเรนซ์ โดยไปเป็นนักปราชญ์ประจำราชสำนักของ Grand Duke เขาได้ทำการศึกษาเกี่ยวกับการสังเกตการณ์และศึกษาทางดาราศาสตร์ผ่านกล้องโทรทรรศน์ของเขา และที่สำคัญเขาได้เสนอแนวคิดที่ว่า “ดวงอาทิตย์เป็นศูนย์กลางของจักรวาล” ซึ่งแนวคิดนี้สนับสนุนแนวคิดของโคเปอร์นิคัส แต่ก็ขัดแย้งกับทฤษฎีของอริสโตเติลซึ่งมีมานานกว่าพันที่ว่า “โลกเป็นศูนย์กลางของจักรวาล” ในปีต่อมากาลิเลโอได้เดินทางไปยังกรุงโรมเพื่อสาธิตกล้องโทรทรรศน์ให้แก่ผู้ที่สนใจในขณะนั้นได้เห็นดวงจันทร์ของดาวพฤหัสบดีอย่างที่เขาได้เห็นอีกด้วย

ปี ค.ศ. 1612 ชาวคริสต์ได้ต่อต้านแนวคิดของกาลิเลโอที่บอกว่าดวงอาทิตย์เป็นศูนย์กลางของจักรวาล  เขาถูกประณามว่าเป็นบุคคลอันตรายและอาจเป็นพวกนอกรีต  ต่อมาเขาได้เดินทางไปยังโรมเพื่อต่อสู้กับข้อกล่าวหาเหล่านั้น ในปี ค.ศ. 1616 กาลิเลโอถูกสั่งห้ามไม่ให้สอนหนังสือเกี่ยวกับทฤษฎีของโคเปอร์นิคัสอีก ในระหว่างปี ค.ศ. 1621 – 1622 กาลิเลโอได้เขียนหนังสือเล่มแรก ชื่อ อิลซัจจาโตเร (II Saggiatore) ได้รับการเผยแพร่และตีพิมพ์ในปี ค.ศ. 1623 อีก 7 ปีต่อมาเขาได้กลับไปยังกรุงโรมเพื่อขออนุญาตตีพิมพ์หนังสือ ชื่อ Dialogue Concerning the Two Chief World Systems ซึ่งเป็นหนังสือที่ว่าด้วยเรื่องของบทสนทนาที่เกี่ยวกับระบบจักรวาลสองระบบ คือระบบของโคเปอร์นิคัสซึ่งเป็นแนวคิดใหม่และระบบของอริสโตเติลซึ่งเป็นแนวคิดเก่า


ภาพกาลิเลโอต่อสู้คดีในศาลศาสนา (วาดโดย Cristiano Banti)
ที่มา : http://www.manager.co.th/

ในเดือนตุลาของปี ค.ศ. 1632 กาลิเลโอได้รับคำสั่งให้ไปให้การต่อศาลศาสนาที่กรุงโรม ซึ่งจากเอกสารการทดลองและค้นคว้าของเขาทำให้ศาลตัดสินว่าเป็นพวกนอกรีต  ซึ่งถือว่าเป็นคำตัดสินที่ร้ายแรงมากในสมัยนั้น  เขาถูกควบคุมตัวตั้งแต่ปี ค.ศ. 1634 เป็นต้นมา ที่บ้านในหมู่บ้านชนบทนอกเมืองฟลอเรนซ์  ในปี ค.ศ. 1638 กาลิเลโอตาบอดแบบถาวร และยังต้องทนทุกข์ด้วยโรคไส้เลื่อนและโรคนอนไม่หลับ สุดท้ายเขาได้เสียชีวิตในปี ค.ศ. 1642 ด้วยอาการไข้สูงและหัวใจล้มเหลว

ถึงแม้ว่าจุดจบของชายผู้นี้จะไม่ได้สวยงามมากนัก แต่ทฤษฎีของเขาก็ได้สร้างประโยชน์มากมายแก่มวลมนุษย์ และจากเรื่องราวของเขาก็ได้สะท้อนมุมมองหลายๆ ด้านระหว่างหลักความเชื่อและหลักแห่งความเป็นจริง ซึ่งบางครั้งความจริงอาจถูกปิดกั้นด้วยอำนาจที่เหนือกว่า และจะมีสักกี่คนที่จะลุกขึ้นมาคิดต่างจากสิ่งที่เป็นอยู่


อ้างอิง

กาลิเลโอ มนุษย์นอกศาสนา ผู้ค้นพบความลับของพระเจ้า. (สิงหาคม 2543). เรียกใช้เมื่อ 15 กุมภาพันธ์ 2560 จาก http://www.baanjomyut.com/library/5_great/galileo.html

ศูนย์การเรียนรู้วิทยาศาสตร์โลกและดาราศาสตร์. (ม.ป.ป.). การค้นพบของกาลิเลโอ. เรียกใช้เมื่อ 18 กุมภาพันธ์ 2560 จาก http://www.lesa.biz/astronomy/cosmos/galileo

สุทัศน์ ยกส้าน. (30 สิงหาคม 2556). กาลิเลโอ: ผู้ถูกศาสนาคุกคาม. เรียกใช้เมื่อ 18 กุมภาพันธ์ 2560 จาก http://www.manager.co.th/Science/ViewNews.aspx?NewsID=9560000105059

สุทัศน์ ยกส้าน. (23 สิงหาคม 2556). กาลิเลโอ: ผู้เห็นความไม่สมบูรณ์ของดาวบนสวรรค์คนแรก. เรียกใช้เมื่อ 18 กุมภาพันธ์ 2560 จาก http://www.manager.co.th/Science/viewnews.aspx?NewsID=9560000105022


อ่านเพิ่มเติม »

วิทยาการการพิมพ์ ในสมัยฟื้นฟูศิลปวิทยาการ

โดย วิภารัตน์ มนัสสา

ถ้าจะกล่าวถึงการพิมพ์ถือว่าเป็นเรื่องสำคัญมากของมนุษย์ตั้งแต่สมัยโบราณจนถึงปัจจุบันถือได้ว่าเป็นอีกปัจจัยที่ทำให้มนุษย์เกิดการเรียนรู้สิ่งต่างได้มากขึ้น รู้หนังสือมากขึ้น การพิมพ์ได้มีมาตั้งแต่ในสมัยอารยธรรมโบราณ ได้รู้จักการใช้ของแข็งกดลงบนดินทำให้เกิดลวดลายตัวอักษร เรียกว่าอักษรลิ่ม ต่อมาได้มีการพัฒนามาเรื่อย และมีชาวจีนได้คิดวิธีทำกระดาษขึ้นมาได้ และได้กลายเป็นวัสดุสำคัญเท่ากับการเขียนและพิมพ์

อ่านเพิ่มเติม »

กายวิภาคศาสตร์ (Anatomy)

โดย ภาวิณี ยะลาเร้  

 ลีโอนาโด ดาร์วินซี (Leonardo da Vinci) เป็นชาวอิตาลี เขามีความคิดว่าการวาดภาพนั้นไม่ควรแสดงเพียงความเหมือนต้นแบบ แต่ควรแสดงอารมณ์ และความรู้สึกลึกๆ ในจิตใจของผู้ถูกวาดด้วย เขาจึงคิดว่า การวาดภาพอวัยวะที่เห็นจากภายนอกมันยังไม่พอ ยังต้องมีความรู้ถึงการทำงานของมันด้วยจึงทำให้ต้องผ่าชำแหละเพื่อดูเนื้อข้างในอย่างละเอียด

อ่านเพิ่มเติม »

ดินปืน (Gunpowder)

โดย เนติกร  สุทธิประภา

ดินปืน มหันตภัยอาวุธที่นำมาซึ่งจุดจบของยุคอัศวิน  ดินปืนได้ถูกนำมาใช้และพัฒนาไปในช่วงสมัยกลางตอนปลาย(Late Middle Age 1300-1500)ของยุโรป เป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของระบบฟิวดันสู่ยุคสมัยใหม่

อ่านเพิ่มเติม »

การปฏิวัติเกษตรกรรม

โดย ศุภนิดา วัฒนานนท์

พัฒนาการของยุโรปสมัยใหม่นั้นได้มีการพัฒนาด้านต่างๆไปหลายด้านด้วยกัน เนื่องจากมีวิทยาการใหม่เข้ามา จึงก่อให้เกิดการปฏิวัติทั้งทางด้านอุตสาหกรรม ด้านวิทยาศาสตร์ รวมถึงด้านเกษตรกรรมด้วย  ประเทศแรกที่มีการปฏิวัติเกษตรกรรม คือ ประเทศอังกฤษ

อ่านเพิ่มเติม »

อาวุธที่ใช้ในสงครามโลกครั้งที่ 1

โดย อนุกูล ชำนาญสิงห์

ถ้าจะกล่าวถึงอาวุธในสงครามโลกครั้งที่ 1 ก็ต้องย้อนไปถึงการเกิดสงครามตั้งแต่อดีตมาจนถึงในปัจจุบัน ซึ่งได้มีการพัฒนาอาวุธให้มีความก้าวหน้าขึ้นเรื่อยๆ ให้มีความรุนแรง และสร้างความเสียหายให้กับฝ่ายศัตรูได้เป็นอย่างมาก

อ่านเพิ่มเติม »

การปฏิวัติอุตสาหกรรม (Industrial Revolution)

โดย วชิรวิทย์ งานไว

ในการปฏิวัติอุตสาหกรรมนั้น สืบเนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงพัฒนา ตั้งแต่ศตวรรษที่ 16 ซึ่งเป็นสมัยของการสำรวจ ค้นพบโลกใหม่และสมัยของการขยายตัวทางการค้า ทำให้เกิดความต้องการที่จะเพิ่มปริมาณสินค้าเพื่อส่งออกไปจำหน่ายยังต่างประเทศ การปฏิวัติอุตสาหกรรมเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญในประวัติศาสตร์โลก ซึ่งส่งผลกระทบในชีวิตประจำวันไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง

อ่านเพิ่มเติม »

ผลงานการออกแบบของเลโอนาร์โด ดาวินซี

โดย ชนกนันท์  คงพิรุณ

กล่าวถึงยุคเรอเนซองส์สิ่งที่ต้องคำนึงถึงเป็นสิ่งแรกในยุคนี้ก็คือความก้าวหน้าทางวิทยากรด้านต่างๆซึ่งมีความโดดเด่นและขึ้นชื่ออย่างมาก โดยยุคนี้นำไปสู่การแนวทางการพัฒนาของโลกปัจจุบันอย่างยิ่ง อาทิเช่น ด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ ศิลปกรรมศาสตร์ เป็นต้น

อ่านเพิ่มเติม »

ระเบิดนิวเคลียร์ (nuclear bomb)

โดย เธียรพงศ์ พั่วพันธ์ศรี

ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สองเป็นสงครามที่ทำให้สูญเสียทุกๆอย่างของประเทศที่เข้าร่วมสงคราม โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศญี่ปุ่น ซึ่งพ่ายแพ้ในสงครามเนื่องจากโดนระเบิดนิวเคลียร์เพียง 2 ลูก ทำให้คนรู้จักระเบิดนิวเคลียร์ในฐานะที่เป็นระเบิดที่มีพลังทำลายล้างสูง

อ่านเพิ่มเติม »