แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ นวัตกรรม แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ นวัตกรรม แสดงบทความทั้งหมด

อิทธิพลของ แท่นพิมพ์ กูเตนเบิร์ก กับผลกระทบในปัจจุบัน

โดย ชนิตา  กันยามัย

ในโลกแห่งยุคโลกาภิวัตน์ ความเจริญก้าวหน้าด้านเทคโนโลยีในปัจจุบันมีการพัฒนาและเติบโตไปอย่างรวดเร็วมากยิ่งขึ้น เนื่องจากมนุษย์มีการเรียนรู้ พัฒนาและคิดค้นอยู่ตลอดเวลา จะเห็นได้จากความก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยีในปัจจุบันที่ส่งผลให้สังคมเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว มีความสะดวกสบายมากขึ้น มีการติดต่อสื่อสารกันอย่างง่ายดาย หรือที่เรียกกันว่า โลกไร้พรมแดน มีการพัฒนาเครื่องมือเครื่องใช้ให้มีความทันสมัยและตอบโจทย์ความสะดวกสบายให้กับมนุษย์มากยิ่งขึ้น เช่นเดียวกันกับเทคโนโลยีด้านการพิมพ์ ซึ่งเป็นสิ่งที่เราใช้ประจำกันอยู่ทุกวัน ไม่ว่าจะเป็นในการศึกษา  การโฆษณา การตีพิมพ์หนังสือ ข่าว นิตยสาร หรือการติดต่อสื่อสารต่าง ๆ ล้วนแล้วแต่ต้องพึ่งพาการพิมพ์กันทั้งสิ้น และกว่าที่เราจะมีแป้นพิมพ์ที่ใช้การได้อย่างสะดวกสบายเฉกเช่นทุกวันนี้ได้ ต้องมีการคิดค้นบุกเบิกและพัฒนามาเรื่อย ๆ กล่าวได้ว่าเพราะเทคโนโลยีด้านการพิมพ์หนังสือ จึงทำให้ทุกวันนี้ สามารถรับรู้และสืบทอด ตลอดจนเผยแพร่ความรู้ ได้อย่างเอนกอนันต์ เพราะหากไม่มีเทคโนโลยีด้านการพิมพ์นี้แล้ว การคัดลอกความรู้ต่าง ๆด้วยมือมนุษย์เองนั้น ก็ยากที่จะทำให้ความรู้วิทยาการแขนงต่าง ๆ แพร่หลายอย่างกว้างไกลเฉกเช่นปัจจุบันนี้


ที่มา :  https://www.biographyonline.net/

โดยเทคโนโลยีการพิมพ์ที่ว่านั้น ต้องยกเครดิตให้กับนักประดิษฐ์ชาวเยอรมันผู้หนึ่ง นั่นคือ โยฮันเนิส กูเตนเบิร์ก (Johannes Gutenderg) ถึงแม้ว่าก่อนหน้านั้นราว 400 ปี จีนแผ่นดินใหญ่สามารถ ประดิษฐ์การพิมพ์ได้แล้ว แต่ทว่าก็ยังไม่เป็นที่แพร่หลาย เพราะมุ่งรับใช้ราชสำนักเป็นสำคัญ ไม่เหมือนกับ กูเตนเบิร์ก ที่ทำให้การพิมพ์หนังสือแพร่หลายไปทั่วทุกหัวระแหง โดยนักประดิษฐ์ "แท่นพิมพ์แบบเคลื่อนที่" ผู้นี้ เกิดเมื่อปี พ.ศ. 1941 ที่เมืองเมนซ์ ดินแดนเยอรมนี ได้ประดิษฐ์คิดค้นแท่นพิมพ์ดังกล่าวขึ้นมา เริ่มจากปี พ.ศ. 1982 ก่อนที่จะพัฒนามาโดยลำดับ และได้พิมพ์เอกสารต่าง ๆ มากมาย จนถือว่าได้เป็นงานหลักใน ชีวิตของเขา แต่ที่นับว่ายิ่งใหญ่ และรู้จักแพร่หลายกันอย่างที่สุด ก็คือ การพิมพ์ คัมภีร์ไบเบิล ซึ่งมีชื่อเรียกว่า "กูเตนเบิร์ก ไบเบิล"  กูเตนเบิร์ก จึงได้ชื่อว่า เป็นบิดาแห่งการพิมพ์เนื่องมาจากเขาเกิดในดินแดนยุโรปที่มีตัวอักษรแค่ 26ตัว และปัญญาชนของโลกใช้วิทยาการนี้เผยแพร่ความคิด เขาจึงได้ชื่อว่าผู้ผลิตเครื่องพิมพ์ เพราะวิทยาการของเขาส่งผลต่อวิทยาการแขนงต่าง ๆของโลกสืบต่อมา

เมื่อมีการประดิษฐ์แป้นพิมพ์ที่ทำให้มนุษย์เราสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น แน่นอนว่าย่อมส่งผลกระทบต่อสังคม และการเปลี่ยนแปลงในด้านต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นทางด้าน สังคม เศษฐกิจ การศึกษา รวมไปถึงศาสนา ล้วนแล้วแต่ได้รับผลกระทบจากการประดิษฐ์แป้นพิมพ์กูเตนเบิร์ก ช่วงที่ กูเตนเบริ์ก คิดค้นแท่นพิมพ์นั้นเป็นช่วงที่มีการเปลี่ยนแปลงหลายๆอย่างในยุโรป ไม่ว่าจะเป็นช่วงเดียวกับยุคฟื้นฟูศิลปวิทยา (Renaissance) หรือบทบาทของ มาร์ติน ลูเธอร์ ผู้นำศาสนาคริสต์นิกายโปรแตสแตนท์ ที่แปลคัมภีร์ไบเบิ้ลจากภาษาละตินเป็นภาษาเยอรมัน จากนั้นก็อาศัยวิวัฒนาการของการพิมพ์ที่ทำให้คัมภีร์ไบเบิลฉบับภาษาเยอรมันแพร่หลายไปทั่ว และเริ่มโน้มน้าวให้คริสตชนเริ่มมาสนใจกับสิ่งที่เขียนในพระคัมภีร์ แทนที่จะไปเชื่อในสิ่งที่บาทหลวงบอก นอกจากนี้แล้วแป้นพิมพิ์กูเตนเบิร์ก ยังส่งผลกระทบมาถึงปัจจุบันในหลายๆด้านมีทั้งเป็นข้อดีและข้อเสีย  ดังตัวอย่างผลกระทบดังต่อไปนี้

1) การลดต้นทุนการทำหนังสือ เพราะการคัดลอกด้วยมือทำให้การทำหนังสือต้องใช้ต้นทุนสูงและได้หนังสือในจำนวนจำกัด แต่เครื่องพิมพ์ของกูเตนเบิร์กทำให้สามารถทำหนังสือได้จำนวนมากและมีต้นทุนต่ำลงแถมยังประหยัดเวลาอีกด้วย 

 2) กระจายความรู้และการแพร่หลายอย่างรวดเร็ว เพราะผู้คนสามารถซื้อหนังสือมาอ่านได้ง่ายกว่าเดิม และเกิดการเปลี่ยนแปลงวิธีการเรียนการสอนในมหาวิทยาลัย โดยนักศึกษาสามารถศึกษาค้นคว้าด้วยตนเองจากตำราในห้องสมุด

3)  ในสังคมปัจจุบันการพิมพ์ทำให้คนพูดกันน้อยลง และก่อให้เกิดการสื่อสารที่ผิดๆถูกๆ ทำให้คนเข้าใจกันผิดมากขึ้นเพราะการพิมพ์ไม่ได้ยินน้ำเสียงของคนพูด อาจทำให้สื่อความหมายกันในทางที่ผิดได้  และ ในตอนนี้การพิมพ์เป็นเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยมากขึ้น หากเราไม่รู้จักใช้มันให้ถูกวิธีก็อาจเป็นโทษแก่ตัวเราเองได้

4)  การพิมพ์ทำให้มี หนังสือพิมพ์ สารที่เป็นกระดาษหรือป้ายโฆษณาเช่น ใบปลิว หรือว่า สิ่งของต่าง ๆที่เกี่ยวข้องในการพิมพ์ที่ไม่ใช้แล้วทำให้เกิดมลพิษขึ้นมาและเป็นสารเคมีที่อันตรายทำลายธรรมชาติเพิ่มขึ้นอีกเท่าตัว

5) การพิมพ์ในด้านการสื่อสารกัน  ในปัจจุบันก็เป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้ มนุษย์มีการติดต่อสื่อสารกันอย่างสะดวกสะบายประหยัดเวลา และเปิดโลกกว้างให้คนที่อยู่ต่างที่ต่างถิ่นได้พูดคุยกันอย่างใกล้ชิด ทำให้เราอยู่ใกล้กันยิ่งขึ้น หรือที่เรียกกันว่า โลกไร้พรมแดนนั่นเอง

6) ส่งผลให้ในปัจจุบันมีหนังสือมากมายหลากหลายรูปแบบให้คนในปัจจุบันได้ซื้อหาหนังสือต่าง ๆ มาอ่านและหาความรู้กันต่อไป ทั้งหมดนี้เกิดจากการคิดค้นแท่นพิมพ์ของ  โยฮันเนส กูเตนเบิร์ก (Johannes Gutenberg)  ทั้งนั้นเพราะถ้าหาก โยฮันเนส กูเตนเบิร์ก (Johannes Gutenberg) ไม่คิดค้นเครื่องพิมพ์ตัวหนังสือขึ้นมาอาจจะทำให้ปัจจุบันการพิมพ์เป็นสิ่งที่ยากก็เป็นได้

จะเห็นว่าโลกเรามีการพัฒนาอยู่ตลอดเวลา เทคโนโลยีการพิมพ์ก็เช่นกัน เพราะปัจจุบันนี้มีการสร้างหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ คือสิ่งพิมพ์ที่สร้างขึ้นด้วยคอมพิวเตอร์ บรรจุเนื้อหาที่เป็นตัวอักษร หรืออาจมีภาพ เสียง กราฟฟิก วีดิทัศน์ ภาพเคลื่อนไหวต่อเนื่อง และสื่อประสมอื่น ๆ หรือเชื่อมโยงไปยังหนังสือเล่มอื่นหรือแหล่งข้อมูลภายนอกได้ โดยเป็นข้อมูลที่อยู่ในรูปแบบดิจิทัลที่สามารถอ่านและดูบนเครื่องคอมพิวเตอร์หรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์พกพาอื่น ๆ ทั้งในระบบออนไลน์ ออฟไลน์ ซึ่งก็จะสะดวกสบายและมีประสิทธิภาพในการหาข้อมูลและการอ่านได้มากกว่าหนังสืออีกด้วย จึงถือได้ว่าเป็นเทคโนโลยีที่ได้รับการพัฒนามาจากอดีตจนถึงปัจจุบัน และยังคงมีอิทธิพลต่อผู้คนในสังคมปัจจุบันเป็นอย่างมาก

กว่าที่เราจะมีแป้นพิมพ์ที่ใช้กันอย่างสะดวกสบายเฉกเช่นทุกวันนี้ได้นั้น ต้องมีการพัฒนาสืบต่อกันมาเป็นทอดๆผ่านกระบวนการเรียนรู้ของมนุษย์ที่ไม่มีวันสิ้นสุด การประดิษฐ์แป้นพิมพ์กูเตนเบิร์กนั้นสร้างมาเพื่อตอบสนองความต้องการของมนุษย์ เพื่อให้มีความสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นแป้นพิมพ์หรือสิ่งประดิษฐ์ต่างๆล้วนแล้วแต่มีทั้งผลกระทบในด้านบวกและด้านลบ หากเราใช้ให้พอดีและเกิดประโยชน์ก็จะเป็นผลดีหากเราใช้มากจนเกิดไปในทางที่ผิดก็จะทำให้เกิดผลเสียต่อตัวเราเองดังตัวอย่างที่เราได้กล่าวแล้วไปข้างต้น อาจกล่าวได้ว่าสิ่งประดิษฐ์เหล่านี้ก็เหมือนกับมีดสองคมมีทั้งคุณและโทษ ขึ้นอยู่กับว่าเราจะใช้ในทางใด  เพราะทุกอย่างล้วนมีทั้งข้อดีและข้อเสียเสมอ


อ้างอิง

Savanan kuntakiaw. สืบค้นเมื่อ วันที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2556, จาก: http://suvanan561744032.blogspot.com

พงศ์วินัย ทองคำ.  สืบค้นเมื่อ วันที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2556, จาก: http://xtreme8295.blogspot.com/2013/07/gutenberg_22.html

นายนิธิกร สิทธิขันแก้ว. สืบค้นเมื่อ วันที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2556, จาก: http://kerokob.blogspot.com/2013/07/johannes-gutenberg-1450-friele.html

อ่านเพิ่มเติม »

โทรศัพท์เครื่องแรกของโลก

โดย พลอยมณี บรรจงธนกร

การติดต่อสื่อสารในปัจจุบัน เป็นสิ่งที่ง่าย และสะดวกรวดเร็ว เพราะมีเทคโนโลยีที่อำนวยความสะดวกต่างๆ เกิดขึ้นมากมาย  ซึ่งเราปฏิเสธไม่ได้เลยว่า “โทรศัพท์” ก็เป็นหนึ่งในนั้นเช่นกัน โทรศัพท์เป็นเครื่องมือสื่อสารที่สามารถติดต่อกันได้รวดเร็วที่สุด ทำให้เรารู้เรื่องราวข่าวสารต่างๆได้อย่างง่ายดาย  อยู่ที่ไหนก็สามารถติดต่อสื่อสารกันได้ ไม่ว่าจะอยู่ห่างกันคนละประเทศหรือคนละทวีปก็ตาม จึงไม่เป็นที่แปลกใจเลยว่าทำไมโทรศัพท์ถึงเปรียบได้กับปัจจัยที่ 5 ของมนุษย์ เพราะมนุษย์ไม่สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างสะดวกสบายหากขาดการติดต่อสื่อสารซึ่งกันและกัน แต่ใครเล่าจะรู้ว่า “โทรศัพท์เครื่องแรกของโลก” เกิดขึ้นมาได้อย่างไร

ภาพ Alexander Graham Bell 
ที่มา https://chinadailymail.com/
จุดเริ่มต้นของโทรศัพท์ เกิดจากความไม่ตั้งใจของนักประดิษฐ์ที่ชื่อว่า อเล็กซานเดอร์ เกรแฮม เบลล์ (Alexander Graham Bell) เดิมทีเขาตั้งใจที่จะประดิษฐ์เครื่องมือสำหรับช่วยให้คนหูหนวกสามารถได้ยินเสียงได้  แต่เขากลับค้นพบวิธีส่งเสียงตามสายแทน และเกิดเป็นการคิดประดิษฐ์โทรศัพท์ไปในที่สุด

อเล็กซานเดอร์ เกรแฮม เบลล์ (Alexander Graham Bell) โตมาจากครอบครัวที่มีพ่อเป็นผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับภาษาที่ใช้สำหรับคนหูพิการและมีแม่เป็นคนหูพิการ จึงทำให้เขาสามารถใช้ภาษาใบ้ได้ รู้จักวิธีการอ่านริมฝีปาก และมีหูที่สามารถแยกแยะเสียงได้อย่างละเอียด วันหนึ่งในขณะที่เขากำลังเล่นเปียโน เขาก็สังเกตว่าเสียงเพลงจากเปียโนเกิดจากการสั่นสะเทือนของเส้นลวด เขาจึงคิดว่าเส้นลวดน่าจะเป็นตัวนำเสียงจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่งได้

ภาพ อุปกรณ์ส่งเสียง
เขาได้ร่วมมือกับ "โทมัส เอ. วัตสัน" (Thomas A. Watson) ผู้ช่วยของเขา ที่เป็นลูกชายเจ้าของร้านขายอุปกรณ์ไฟฟ้า โดยการใช้เส้นลวดโยงจากห้องหนึ่งไปยังอีกห้องหนึ่งส่วนปลายทั้งสองข้างจะเป็นหูฟัง ซึ่งภายในประกอบไปด้วยแท่งแม่เหล็กพันด้วยทองแดง ถัดไปเป็นแผ่นเหล็กบาง ๆ ที่สามารถสั่นสะเทือนจนเกิดเป็นกระแสไฟฟ้าในขดลวดจากการพูดใส่กระบอกหูฟังในแต่ละข้าง แม้ในครั้งแรกพวกเขาอาจทำไม่สำเร็จ แต่พวกเขาก็ใช้เวลากว่า 8 เดือน ในการปรับปรุงแก้ไข จนทำให้สามารถส่งเสียงพูดคุยผ่านโทรศัพท์ได้ และในที่สุดพวกเขาก็ประสบความสำเร็จในการสร้างเครื่องโทรศัพท์ขึ้นเป็นครั้งแรกในปี ค.ศ.1876

ภาพ Alexander Graham Bell 
ที่มา http://www.mid-day.com/
เขาได้นำสิ่งประดิษฐ์ชิ้นนี้ไปประกวดที่เมืองฟิลลาเดลเฟีย ในช่วงแรกแม้ว่าจะไม่มีใครสนใจก็ตาม แต่มีกรรมการท่านหนึ่งได้ลองทดลองเอาหูแนบตรงหูฟัง ซึ่งเมื่อเขาได้ยินเสียงคนพูดออกมาจากหูฟัง เขารู้สึกตกใจเป็นอย่างมาก จึงทำให้กรรมการคนอื่นๆ เดินเข้ามาดูและลองทดสอบ ผลลัพธ์คือทุกคนต่างก็ตกใจและตื่นเต้นกับสิ่งประดิษฐ์ชิ้นนี้ พวกเขาต่างทึ่งในความสามารถของเบลล์ จนในที่สุดเบลล์ก็สามารถคว้ารางวัลสิ่งประดิษฐ์ยอดเยี่ยมในครั้งนั้นมาได้ และเขายังสามารถพัฒนาติดตั้งโทรศัพท์และเปิดบริษัทระหว่างเมืองได้สำเร็จ นำความสะดวกสบายในการสื่อสารมาให้เราจนถึงทุกวันนี้

นับได้ว่าความไม่ตั้งใจที่จะประดิษฐ์โทรศัพท์ตั้งแต่แรกของอเล็กซานเดอร์ เกรแฮม เบลล์ กลับกลายเป็นเครื่องอำนวยความสะดวกที่ยิ่งใหญ่ให้กับมนุษยชาติ เขาเป็นแรงบันดาลให้เหล่านักประดิษฐ์ทุกคนที่มีความตั้งใจอยากที่จะประดิษฐ์สิ่งของต่างๆ  เราไม่มีทางรู้เลยว่าวันหนึ่งผลงานที่เรียบง่ายของเราอาจจะกลายเป็นสิ่งประดิษฐ์ที่ยิ่งใหญ่ในอนาคตก็เป็นได้ ทุกความสำเร็จทั้งหมดทั้งมวลนี้ก็เริ่มจาก “การลงมือทำ” เท่านั้นเอง


อ้างอิง

อเล็กซานเดอร์ เกรแฮม เบลล์ : Alexander Graham Bell. สืบค้นเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2560, จาก :     http://siweb.dss.go.th/Scientist/Scientist/Alexander%20Graham%20Bell.html

อเล็กซานเดอร์ เกรแฮม เบลล์ ได้สิทธิบัตรในการสร้างโทรศัพท์เครื่องแรกของโลก. สืบค้นเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2560 2560, จาก : http://www.trueplookpanya.com/knowledge/content/51348/-timhis-tim-scieng-sci-his-

14 กุมภาพันธ์ ย้อนดูเหตุการณ์ 2 นักประดิษฐ์ แย่งชิงจดสิทธิบัตรโทรศัพท์. สืบค้นเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2560, จาก : https://hilight.kapook.com/view/149005


อ่านเพิ่มเติม »

“อาร์คิมีดิส (Archimedes)” กับอาวุธลับที่ใช้หลักการทางวิทยาศาสตร์

โดย อภิญพร ภูดวงดาษ

หลายคนอาจเคยได้ยินชื่อของ “อาร์คิมีดิส” นักวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ ผู้มีชื่อเสียงมากในสมัยกรีกโบราณ เป็นผู้ประดิษฐ์อุปกรณ์และคิดค้นทฤษฎีซึ่งเป็นรากฐานของวิชาต่างๆมากมายในปัจจุบัน รวมถึงคิดค้นอาวุธที่ใช้ในการทำสงครามกับศัตรู ทำให้อาร์คิมีดิสได้รับการยกย่องว่าเป็นบิดาแห่งวิชากลศาสตร์ แต่น้อยคนนักที่จะทราบว่าผลงานเด่นๆของอาร์คิมีดิสที่ทำให้เขาได้รับการยกย่องนั้นมีอะไรบ้าง

อาร์คิมิดีส (Archimedes) เป็นชาวกรีก เกิดเมื่อ 287-212 ปีก่อนคริสตกาล ที่เมืองซีรากูซา วันเกิดของอาร์คิมิดีสนั้นอ้างอิงจากบันทึกของนักประวัติศาสตร์ชาวกรีกที่ชื่อ ไบเซนไทน์ จอห์น เซตเซส ระบุว่าอาร์คิมิดีสนั้นมีอายุ 75 ปี มีบันทึกทางประวัติศาสตร์หลายเล่มได้บอกไว้ว่า บิดาของอาร์คิมีดิสนั้นชื่อ ฟิเดียส เป็นนักดาราศาสตร์ แต่ไม่ปรากฏข้อมูลใดๆ เพิ่มเติมอีกเลย บางบันทึกกล่าวว่า อาร์คิมิดีสเป็นญาติกับกษัตริย์เฮียโรที่ 2 แห่งซีรากูซา และบางบันทึกก็กล่าวว่าเพื่อนของอาร์คิมิดีสชื่อ เฮราคลีดีส เป็นผู้เขียนหนังสือชีวประวัติของเขา แต่หนังสือเล่มนี้สูญหายไป ทำให้ประวัติของอาร์คิมีดิสนั้นยังเป็นที่คลุมเครือไม่แน่ชัด



อาร์คิมีดิสเป็นทั้งนักคณิตศาสตร์ นักดาราศาสตร์ นักปรัชญา นักฟิสิกส์และวิศวกร เขาได้รับยกย่องว่าเป็นหนึ่งในบรรดานักวิทยาศาสตร์ชั้นนำในสมัยคลาสสิก ความก้าวหน้าในงานด้านฟิสิกส์ของเขาเป็นรากฐานให้แก่วิชาต่างๆมากมาย เช่น สถิตยศาสตร์ของไหล, สถิตยศาสตร์ และการอธิบายหลักการเกี่ยวกับคาน เขาได้ชื่อว่าเป็นผู้คิดค้นนวัตกรรมเครื่องจักรกลหลายชิ้น

เมื่อกล่าวถึงอาวุธลับของอาร์คิมีดิสที่ใช้หลักการทางวิทยาศาสตร์ในการทำลายเรือของศัตรูด้วยไฟ อาวุธนั้นคือ เลนส์รวมแสง หรือบางครั้งก็เรียกว่า "รังสีความร้อนของอาร์คิมิดีส" ซึ่งการใช้งานจะใช้ในการรวมจุดโฟกัสของแสงอาทิตย์ส่องไปยังเรือของศัตรู ทำให้เรือเหล่านั้นติดไฟ อาวุธดังกล่าวนี้ได้ถูกถกเถียงกันมาเป็นเวลานานเพราะคิดว่าเป็นเรื่องหลอก จนเมื่อปี ค.ศ. 1973 มีการทดสอบรังสีความร้อนของอาร์คิมีดิสโดยนักวิทยาศาสตร์ชาวกรีกชื่อ โยแอนนิส ซัคคัส ทำการทดลองโดยใช้กระจก 70 ชุด แต่ละชุดมีขนาดประมาณ 5x3 ฟุต เคลือบผิวด้วยทองแดง แผงของกระจกนั้นพุ่งเป้าไปที่แผ่นไม้บนเรือโรมันที่อยู่ห่างออกไปประมาณ 160 ฟุต เมื่อปรับโฟกัสให้แม่นยำ เรือนั้นก็ลุกเป็นไฟภายในเวลาไม่กี่นาที เรือไม้นั้นทาผิวด้วยยางของไม้ อาจจะช่วยให้ติดไฟง่ายขึ้น หลังจากนั้นก็มีการทดสอบเรื่อยมาหลายครั้ง ซึ่งการทดลองแต่ละครั้งนั้นมีทั้งทำได้ตรงตามที่ทฤษฎีกล่าว และการทดลองบางครั้งก็มีล้มเหลวเช่นกัน


ที่มา: http://www.heremoo.com/

อาวุธลับอีกอย่างหนึ่งของอาร์คิมีดิสคือ กรงเล็บอาร์คิมิดีส ออกแบบมาเพื่อใช้ป้องกันเมืองซีรากูซา หรืออีกชื่อคือ "เครื่องเขย่าเรือ" ประกอบด้วยแขนกลมีลักษณะคล้ายเครนโดยมีตะขอโลหะขนาดใหญ่หิ้วเอาไว้ด้านบน เมื่อปล่อยกรงเล็บนี้ใส่เรือที่เข้ามาโจมตี แขนกลจะเหวี่ยงตัวกลับขึ้นด้านบน ยกเรือขึ้นจากน้ำและบางทีก็ทำให้เรือจมลงใต้น้ำ มีการทดลองเพื่อทดสอบความเป็นไปได้ของการใช้งานกรงเล็บนี้หลายครั้ง จนเมื่อปี ค.ศ. 2005 ในสารคดีทางโทรทัศน์แห่งหนึ่ง ได้มีการสร้างกรงเล็บนี้ขึ้นเพื่อทดสอบทฤษฎีของอาร์คิมีดิส เมื่อทำการทดลอง ผลคือเครื่องมือนี้ใช้ได้ผลจริงๆ

ผลงานที่ทำให้อาร์คิมีดิสเป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลายคือ เขาค้นพบกลวิธีในการหาปริมาตรของวัตถุซึ่งมีรูปร่างแปลก ๆ ตามบันทึกของวิทรูเวียส อาร์คิมิดีสได้ถูกขอร้องให้ช่วยตรวจสอบว่ามีการฉ้อโกงโดยผสมเงินลงในทองคำบริสุทธิ์ที่ใช้สร้างมงกุฎถวายแด่พระเจ้าเฮียโรที่ 2 หรือไม่ ซึ่งในการตรวจสอบนั้นจะต้องไม่ทำให้มงกุฎเสียหาย เขาจึงได้จุ่มมงกุฎลงไปในน้ำ ตามปกติแล้ว น้ำไม่สามารถถูกบีบอัดได้ เพราะฉะนั้นมงกุฎที่จุ่มลงในน้ำย่อมต้องแทนที่ด้วยปริมาตรของน้ำที่เท่ากับปริมาตรของมงกุฎ เมื่อนำปริมาตรมาหารด้วยมวลของมงกุฎ เขาก็สามารถหาความหนาแน่นของมงกุฎได้ ดังนั้นถ้ามีการผสมโลหะอื่นเข้าไป ค่าความหนาแน่นนี้จะต่ำกว่าค่าความหนาแน่นของทองคำ เมื่ออาร์คิมีดิสสามารถค้นพบได้ เขาดีใจมากได้ร้องตะโกนว่า “ยูเรก้า !” แปลว่าฉันค้นพบแล้ว ในมงกุฎนั้นก็มีโลหะเงินผสมอยู่จริงๆ หลังจากนั้นก็ได้มีการทดสอบเรื่อยมาหลายครั้ง และสามารถพิสูจน์ได้ว่าทฤษฎีนี้ได้ผลเช่นกัน

อาร์คิมิดีสเสียชีวิตเมื่อปีที่ 212 ก่อนคริสตกาล เมื่อกองทัพโรมันภายใต้การนำทัพของนายพลมาร์คัส เคลาดิอัส มาร์เซลลัส เข้ายึดเมืองซีรากูซา ในขณะนั้นอาร์คิมิดีสกำลังคิดแผนภาพทางคณิตศาสตร์ชิ้นหนึ่งอยู่ ทหารโรมันคนหนึ่งสั่งให้เขาออกมาพบกับนายพลมาร์เซลลัส แต่เขาปฏิเสธโดยบอกว่าต้องแก้ปัญหานี้ให้เสร็จเสียก่อน ทหารได้ยินเขากล่าวดังนั้นจึงโมโหมากและสังหารอาร์คิมิดีสด้วยดาบ บันทึกหนึ่งเล่าว่าอาร์คิมิดีสถูกสังหารขณะพยายามจำนนต่อทหารโรมัน อาร์คิมิดีสถือเครื่องมือทางคณิตศาสตร์ชิ้นหนึ่ง และถูกสังหาร เนื่องจากทหารคิดว่ามันเป็นสิ่งมีค่า และมีบันทึกเล่าว่านายพลมาร์เซลลัสโกรธมากเมื่อทราบเรื่องการเสียชีวิตของอาร์คิมิดีส เพราะอาร์คิมีดิสถือว่าเป็นทรัพย์สมบัติอันเลอค่ามากๆทางวิทยาศาสตร์ อีกทั้งยังออกคำสั่งไปแล้วว่าห้ามทำอันตรายอาร์คิมีดิสโดยเด็ดขาด แต่กลับโดนสังหารจากทหารของเขาเอง

คำพูดสุดท้ายของอาร์คิมิดีสตามที่เชื่อกันคือ "อย่ามากวนวงกลมของข้า” วงกลมที่เขาพูดถึงนั้นคือภาพคณิตศาสตร์ที่เชื่อกันว่าเขากำลังศึกษาอยู่ในขณะที่ทหารโรมันเข้ามาหาเขา แต่ไม่มีหลักฐานใดที่เชื่อถือได้ว่าอาร์คิมิดีสพูดประโยคนี้จริง ๆ และไม่ได้อยู่ในบันทึกใดๆ ด้วย

ในปีที่ 75 ก่อนคริสตกาล หลังจากอาร์คิมิดีสเสียชีวิตไปแล้ว 137 ปี ซิเซโรได้เป็นเควสเตอร์แห่งซิซิลี เขาได้ยินเรื่องราวเกี่ยวกับหลุมศพของอาร์คิมิดีส แต่ไม่มีใครสามารถบอกตำแหน่งที่ชัดเจนของหลุมศพได้ ต่อมาเขาได้พบหลุมศพบริเวณใกล้ประตูอกริเจจนทีนในเมืองซีรากูซา ซึ่งถูกทิ้งร้างและปกคลุมด้วยพุ่มไม้ต่างๆมากมาย ซิเซโรได้สั่งให้ทำความสะอาด จึงสามารถมองเห็นรอยสลักและถ้อยคำจารึกบนหลุมศพนั้น หลุมศพแห่งหนึ่งที่ค้นพบในสนามหญ้าของโรงแรมหนึ่งในซีรากูซาเมื่อต้นคริสต์ทศวรรษ 1960 อ้างตัวว่าเป็นหลุมศพของอาร์คิมิดีส แต่ถึงปัจจุบันนี้ ก็ไม่มีใครทราบตำแหน่งที่แท้จริงแล้ว

จากการประดิษฐ์อุปกรณ์และค้นพบทฤษฎีสำคัญต่างๆทางวิทยาศาสตร์ของอาร์คิมีดิสนั้นเป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นว่าเขาเป็นนักวิทยาศาสตร์และนักคณิตศาสตร์ที่มีความสามารถมาก และถือได้ว่าเป็นบิดาผู้ให้กำเนิดวิชากลศาสตร์ ซึ่งเป็นวิชาที่มีประโยชน์และให้ความรู้ต่างๆมากมาย รวมถึงทุกๆสิ่งประดิษฐ์และทฤษฎีที่เขาค้นพบก็ยังเป็นรากฐานของวิชาต่างๆในปัจจุบัน อาร์คิมีดิสจึงถือเป็นบุคคลสำคัญของวงการวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์


อ้างอิง : 

อาร์คิมีดิส. [ม.ป.ป]. ค้นเมื่อ 3 กันยายน 2559, จาก: https://th.wikipedia.org/wiki/

วิมลรัตน์ สุทาวัน. [ม.ป.ป]. นักคณิตศาสตร์ที่ควรรู้ “อาร์คิมีดิส”. ค้นเมื่อ 5 กันยายน 2559, จาก: www.acu.ac.th/html_edu/cgi-bin/acu/main_php/print_informed.php?id_count_inform=5233

อาร์คิมีดิสกับปริศนากระจกสะท้อนลำแสง (Archimedes and the burning mirrors). (2555). ค้นเมื่อ 12 กันยายน 2559, จาก: http://writer.dek-d.com/cammy/story/viewlongc.php?id=486572&chapter=113

อ่านเพิ่มเติม »

Ice Houses: การกักเก็บน้ำแข็งในยุคก่อนที่จะมีตู้เย็น

โดย ณัฐรีย์ ยุ่นฉลาด

สมัยนี้จะหาน้ำแข็งที่ไหนก็หาได้ทั่วโลก ไม่จำเป็นต้องเดินทางไปขั้วโลกเหนือ แค่เดินไปร้านอาหารหน้าปากซอยแถวบ้านคุณ  แล้วสั่งน้ำแข็งเปล่าสักแก้วก็ได้แล้ว หรือหากไม่เห็นความจำเป็นที่จะต้องออกไปซื้อให้เปลืองเงิน คุณก็แช่น้ำในตู้แช่แข็งที่บ้านแล้วรอสักพัก คุณก็จะได้น้ำแข็งก้อนมาใช้ แล้วเคยสงสัยไหมว่าสมัยก่อนเขาทำกันได้อย่างไร? แน่นอนว่าเขาก็ต้องมีวิธีของเขา คนสมัยก่อนจะไปสรรหาน้ำแข็งมาจากแม่น้ำลำธารในพื้นที่อากาศหนาวเย็น แล้วทำการขนย้ายก้อนน้ำแข็งเหล่านั้นไปเก็บไว้ในโรงกักเก็บน้ำแข็งหรือ Ice house นั่นเอง

ก่อนหน้าที่จะออกแบบสร้าง Ice house ขึ้นมาอย่างแพร่หลายในช่วงยุคปี คศ. 1800 มนุษย์รู้จักการกักเก็บน้ำแข็งที่ไปหามาไว้ใน Ice Pit หรือ Ice Cave ซึ่งอยู่ในลักษณะของถ้ำ หรือบ่อที่ขุดไว้เพื่อกักเก็บน้ำแข็งโดยเฉพาะ แต่การก่อสร้าง ice house ที่เก่าแก่ที่สุดนั้น เกิดขึ้นที่เมือง Terqa ซึ่งอยู่ทางตอนเหนือของเมโสโปเตเมีย ในจารึกอักษรคูนิฟอร์มโบราณของปี 1780 BC บันทึกไว้ว่า กษัตริย์แห่ง Mari พระองค์หนึ่งพระนามว่า Zimri-Lim ได้ออกคำสั่งให้ก่อสร้าง ice house เพื่อกักเก็บน้ำแข็ง ซึ่งเป็นสิ่งที่แปลกใหม่สำหรับสมัยนั้น และไม่เคยมีกษัตริย์พระองค์ใดมีหมายสั่งให้ก่อสร้างมาก่อนเลย นอกจากนี้ ได้ค้นพบร่องรอยซากปรักหักพังของ ice pit หรือ บ่อกักเก็บน้ำแข็งที่ประเทศจีนซึ่งสันนิษฐานว่าสร้างขึ้นเมื่อปี 700 AD แล้วยังมีหลักฐานการกักเก็บน้ำแข็งใน ice pitในยุคของพระเจ้า Alexander มหาราช แห่งกรีกโบราณ

ต่อไปนี้ เป็นตัวอย่างสถานที่และวิธีการกักเก็บน้ำแข็งในอดีต ซึ่งมีพัฒนาการมาตั้งแต่ยุคสมัยเก่าแก่ที่สุดมาจนถึงยุคล่าสุดก่อนการใช้ตู้เย็น

1. Yakhchal แห่งจักรวรรดิเปอร์เซีย (400 BC)
 
เป็น Ice House รุ่นแรกๆที่สร้างขึ้นราวปี 400 BC ใช้อย่างแพร่หลายในจักรวรรดิเปอร์เซีย หรือในประเทศอิหร่านในปัจจุบัน Yakhchal มีกลไกในการผลิตน้ำแข็งเองในช่วงหน้าหนาว คือ น้ำจะไหลตามท่อระบายที่เรียกว่า qanat (หรือ aqueduct) ไปยัง Yakhchal แล้วจะแข็งตัวจากความเย็นในอากาศกลายเป็นน้ำแข็งเกาะตามโครงสร้าง หรือซอกต่างๆภายใน Yakhchal ที่มีผนังหนาทึบซึ่งสามารถรักษาอุณหภูมิเย็นๆไว้ให้น้ำแข็งคงสภาพได้นาน จะเห็นได้ชัดว่าโครงสร้างส่วนใหญ่จะอยู่บนพื้นดิน แต่ยังมีพื้นที่กักเก็บน้ำแข็งและอาหารไว้ใต้ดินอีกด้วย การกักเก็บอาหารไว้ใน Yakhchal ก็เหมือนกับที่สมัยนี้เราเก็บอาหารแช่ไว้ในตู้เย็นเพื่อถนอมอาหารกันไม่ให้บูดนั่นเอง น้ำแข็งที่ถูกผลิตขึ้นจะใช้ได้ตลอดทั้งปี


Yakhchal 
ที่มา: http://www.tishineh.com/

2. การกักเก็บน้ำแข็งในประเทศอังกฤษ (คศ.1660)

Ice Cutting หรือการตัดน้ำแข็งเป็นก้อนๆเพื่อขนย้ายไปยังเมืองต่างๆเพื่อกักก็บไว้ใช้ จำเป็นที่จะต้องรอให้ถึงฤดูหนาวเมื่อน้ำในแม่ลำธารแข็งตัวแล้วกลายเป็นน้ำแข็ง ชาวอังกฤษสมัยกลาง (Medieval Age) ต้องนำเข้าน้ำแข้งจากประเทศแถบ Scandinavia เพื่อนำมาใช้สอยในประเทศตนเอง โดยนำน้ำแข็งที่นำเข้าไปกักเก็บไว้ใน Ice House ที่มีอยู่บนพื้นที่ของ Manor แต่ละแห่งทั่วประเทศ (Manor คือที่ดินที่มอบให้กับขุนนางในสมัยกลาง เป็นระบบการปกครองในฟิวดัลเจ้าหน้าที่ในเขตปกครอง “คฤหาสน์”)

Ice House ของอังกฤษส่วนใหญ่มีลักษณะเดียวกันคือ ก่อสร้างด้วยอิฐหนา โครงสร้างเป็นโดม และมีทางเข้าอยู่บนดินแต่พื้นที่กักเก็บน้ำแข็งและอาหารแช่แข็งอยู่ลึกลงไปอีก เป็นลักษณะของอุโมงค์ใต้ดิน โดยสันนิษฐานว่าชาวอังกฤษได้รับแรงบันดาลใจจากการกักเก็บน้ำแข็งในถ้ำเก็บน้ำแข็งของชาวอิตาลี สันนิษฐานว่า ภายใน ice house สามารถบรรจุ หรือกักเก็บน้ำแข็งกว่า 20 ตัน
 

Ice House ที่มีทางเข้าแบบโดมที่ชัดเจน ที่เมือง Florence, Italy
ที่มา: https://en.wikipedia.org/

3. Ardgillan Castle, Ireland (คศ.1738)

ปราสาทแห่งนี้ ที่ตั้งอยู่ที่เมือง Balbriggan, Fingal ประเทศไอร์แลนด์ มีทางเดินใต้ดินที่สมัยก่อนสันนิษฐานว่าใช้เป็นที่กักเก็บน้ำแข็งหรือ Ice House ใต้ดินประจำคฤหาสถ์นั่นเอง ซึ่งสมัยก่อนคนมีฐานะร่ำรวยเท่านั้นถึงจะมี ice house ส่วนตัวใช้เองที่บ้าน ซึ่งที่แห่งนี้มีโครงสร้างคล้ายคลึงกันกับ ice house ของอังกฤษ


ทางเข้า Ice House ที่ปราสาท Ardgillan ประเทศไอร์แลนด์ 

4. Ice House ส่วนตัวแห่งคฤหาสน์ Hampton Mansion ในประเทศสหรัฐอเมริกา (ปี คศ. 1790)

คฤหาสน์หลังโตที่เมือง Baltimore รัฐ Maryland, ประเทศสหรัฐอเมริกา มี Ice House ส่วนตัว สมัยก่อนทาสประจำคฤหาสน์หรือคนงานรับจ้างจะทำการขุดเจาะและตัดก้อนน้ำแข็งก้อนใหญ่ๆจากลำธารที่อยู่ในเขตที่ดินแห่งนี้ในฤดูหนาว ขนย้ายขึ้นเนินเขาบนเลื่อนหิมะขนาดใหญ่ เพื่อนำไปกักเก็บไว้ใต้ดินภายใน Ice house
 

ทางเข้าของ Ice House ที่ Hampton Mansion USA และ ภาพใต้ดิน

5. ธุรกิจโรงน้ำแข็งในประเทศสหรัฐอเมริกา (คศ. 1805-1950s)

Frederic Tudor เป็นเจ้าของฉายา Boston’s Ice King หรือ ราชาน้ำแข็งแห่งบอสตัน เขาเป็นผู้ก่อตั้งบริษัท Tudor Ice Company ที่ทำการขนส่งน้ำแข็งไปยังที่ต่างๆทั่วโลกในช่วงปี คศ. 1826-1892 ทั้งในแถบทะเล Caribbean และทั่วทวีป Europe โดยทำการตัดก้อนน้ำแข็งจากแอ่ง Walden Pond ที่เมือง Concord, แอ่ง Fresh Pond ที่ Cambridge, แอ่ง Spy Pond ที่เมือง Ayer, แอ่ง Horn Pond ที่ Woburn, ทะเลสาป Lake Quannapowitt ที่ Wakefield, แอ่ง Haggett’s Pond ที่ Andover, ทะเลสาป Suntaug Lake ที่ Lynnfield, แอ่ง Spot Pond และแอ่ง Doleful Pond ที่เมือง Stoneham, และสุดท้ายที่ทะเลสาป Wenham Lake ที่เมือง Wenham (หรือทุกๆพื้นที่ในรัฐ Massachusetts) ช่วงที่บริษัทนี้รุ่งเรืองมากๆได้แก่ปี คศ.1880 Tudor ที Ice House ถึง 22 แห่งที่กักเก็บน้ำแข็งถึง 30,000 ตัน โดยช่วงนี้และช่วงหลังจากนั้นก็มีบริษัทอื่นก่อตั้งขึ้นมากมายหลายแห่งที่ทำเกี่ยวกับน้ำแข็งเช่นกัน เมื่อถึงช่วงฤดูร้อนในสหรัฐอเมริกา เหล่า Icemen หรือคนส่งน้ำแข็ง จะเริ่มหน้าที่ในการที่จะขนส่งน้ำแข็งจาก ice house ของบริษัทไปถึงบ้านของลูกค้า เพื่อที่จะใส่เข้าไปใน ice box ที่มีลักษณะการใช้งานคล้ายคลึงกับตู้เย็นในปัจจุบัน


ภายในโรงกักเก็บน้ำแข็ง Tudor Ice Company (ก่อตั้งเมื่อปี คศ.1805)

เห็นหรือยัง ว่าคนสมัยก่อนเขาจะหาน้ำแข็งกินง่ายๆเหมือนสมัยนี้ไม่ได้ อากาศร้อนๆก็ต้องทนร้อนไป ไม่มีแม้กระทั่งน้ำเย็นๆสักแก้วไว้ดื่มคลายร้อน ดีแค่ไหนที่เกิดมายุคที่มีเทคโนโลยีเข้ามาช่วยเหลือ แต่ถึงอย่างไรก็ตาม การที่ได้ศึกษาเรื่องราวในอดีตของมนุษย์ ทำให้คนรุ่นใหม่อย่างเราต้องทึ่งและนับถือความสามารถของคนยุคก่อนๆ และที่สำคัญต้องขอบคุณคนรุ่นนั้นที่ทำให้พวกเรามีวันนี้ได้


อ้างอิง

History of Refrigeration. (2559). Facts and History of Ice Houses. สืบค้นเมื่อ 18 สิงหาคม 2559, จาก http://www.historyofrefrigeration.com/refrigeration-history/history-of-ice-houses/

Kaushik. (2556). Ancient Ice Houses of Iran. สืบค้นเมื่อ 18 สิงหาคม 2559, จาก http://www.amusingplanet.com/2013/01/ancient-ice-houses-of-iran.html

Orville R. Butler. (2559). From Ice House to Refrigerator. สืบค้นเมื่อ 18 สิงหาคม 2559, จาก http://www.ultimatehistoryproject.com/ice-house.html

Revolvy. (2559). Ice house (building). สืบค้นเมื่อ 21 ธันวาคม 2559, จาก https://www.revolvy.com/main/index.php?s=Ice%20house%20(building)

Revolvy. (2559). Frederic Tudor. สืบค้นเมื่อ 21 ธันวาคม 2559, จาก https://www.revolvy.com/topic/Frederic%20Tudor&item_type=topic

อ่านเพิ่มเติม »

เอ็ดเวิร์ด เจนเนอร์ (Edward Jenner) ผู้ปราบโรคร้าย...ไข้ทรพิษ

โดย อารียา บุญมาก

ย้อนกลับไปในช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 18  “โรคไข้ทรพิษ” หรือ “โรคฝีดาษ”  ได้ทำให้ผู้คนทั่วโลกล้มตายเป็นจำนวนมาก เนื่องจากเชื้อโรคสามารถแพร่กระจายไปในอากาศจากละอองน้ำมูก น้ำลายของผู้ป่วยหรือจากการสัมผัสกับผิวหนังที่มีแผลฝีดาษ ซึ่งโรคนี้ไม่มีหนทางใดที่จะสามารถรักษาให้หายได้ หากมีชีวิตรอดอาจต้องตาบอดหรือมีแผลที่น่าเกลียดติดตัวไปตลอดชีวิต

ซึ่งในยุโรปแต่ละปีจะมีผู้เสียชีวิตจากโรคฝีดาษประมาณ 400,000 ราย โดยเฉพาะเด็กแรกเกิดในประเทศสวีเดนประมาณ 10% ต้องสังเวยชีวิตให้กับโรคร้ายนี้ทุกปี  จนกระทั่งในปี ค.ศ. 1796  เอ็ดเวิร์ด เจนเนอร์ (Edward Jenner) นายแพทย์ชาวอังกฤษได้คิดค้นวัคซีนป้องกันโรคไข้ทรพิษขึ้นและได้ทำการทดลองใช้เพื่อป้องกันการติดเชื้อ นับแต่นั้นเป็นต้นมาอัตราการเสียชีวิตของผู้ป่วยโรคไข้ทรพิษก็น้อยลง จนในที่สุดโรคระบาดนี้ก็ได้ถูกกวาดล้างไปจนหมด



เอ็ดเวิร์ด เจนเนอร์ (Edward Jenner)  เกิดเมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม ค.ศ. 1749 ที่เมืองเบิร์กเลย์ ประเทศอังกฤษ เป็นบุตรชายของนักสอนศาสนา เขาเป็นคนฉลาดและช่างสังเกต ในช่วงวัยเด็กเขาได้ประดิษฐ์บอลลูนที่สามารถลอยขึ้นบนท้องฟ้าได้ แต่ผู้คนกลับเชื่อว่าที่บอลลูนสามารถลอยได้นั้นเป็นเพราะมีผีสิงอยู่ มิใช่เพราะความสามารถของเขา เมื่อจบการศึกษาจากชั้นมัธยมแล้ว เจนเนอร์ได้เขาศึกษาวิชาแพทย์ต่อที่มหาวิทยาลัยบริสตอล เมื่อสำเร็จการศึกษาก็ได้เข้าทำงานเป็นแพทย์ฝึกหัดที่เมืองเบิร์กเลย์บ้านเกิดของเขากับศัลยแพทย์ประจำเมือง ต่อมาเจนเนอร์ได้เดินทางไปยังกรุงลอนดอน เพื่อศึกษาวิชาแพทย์กับ จอห์น ฮันเตอร์ ศัลยแพทย์ผู้มีชื่อเสียง หลังจากจบการศึกษาแล้วเขาก็ได้เปิดคลีนิคอยู่ที่กรุงลอนดอน
       
ต่อมาในปี ค.ศ. 1792 โรคไข้ทรพิษได้แพร่ระบาดอย่างหนักไปทั่วทั้งทวีปยุโรป ซึ่งนั่นก็รวมถึงประเทศอังกฤษด้วย มีผู้คนล้มตายเป็นจำนวนมาก ซึ่งผู้ป่วยส่วนใหญ่มักเป็นเด็ก เจนเนอร์จึงเริ่มศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับโรคไข้ทรพิษ  และวันหนึ่งเขาก็ได้สังเกตเห็นว่า หญิงรีดนมวัวส่วนมากจะเป็นแผลฝีวัว มีแผลพุพองตามง่ามมือเพียงเท่านั้น แต่ไม่มีผู้ใดป่วยเป็นโรคไข้ทรพิษเลย เจนเนอร์จึงทดลองนำน้ำหนองในแผลของหญิงรีดนมวัวมาสกัดเป็นวัคซีน โดยการทำให้เชื่ออ่อนตัวลง จากนั้นได้นำวัคซีนไปทดลองกับสัตว์หลายชนิดจนกระทั่งในวันที่ 14 พฤษภาคม ค.ศ. 1796 เขาได้นำวัคซีนนั้นมาใช้กับคนเป็นครั้งแรก โดยฉีดให้กับ เจมส์ ฟีพส์ (James Phipps) เด็กชายวัย 8 ขวบ ผู้ที่มีสุขภาพร่างกายแข็งแรงดี ซี่งเขาได้ใช้วิธีการกรีดผิวหนังที่แขนให้เป็นแผล แล้วนำหนองฝีวัวใส่ลงไป ผลทำให้เจมส์ป่วยเป็นไข้เล็กน้อย หลังจากนั้นอีกประมาณ 2 เดือน เจนเนอร์ได้นำเชื้อไข้ทรพิษมาฉีดให้กับเจมส์อีกครั้ง ปรากฏว่าเจมส์ไม่ป่วยเป็นโรคไข้ทรพิษเลย ซึ่งก็ถือได้ว่านี่คือ “การปลูกฝี” ครั้งแรกของโลก



เมื่อเจนเนอร์ได้ทำการทดลองหลายครั้งจนมั่นใจและได้ปรับปรุงวัคซีนให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เขาจึงนำผลการทดลองส่งให้กับทางราชสมาคมแห่งกรุงลอนดอน (Royal Society of London) แต่ผลงานของเขากลับไม่ได้รับความสนใจแม้แต่น้อย เขาจึงตีพิมพ์ผลงานผ่านหนังสือโดยใช้ชื่อหนังสือเล่มนี้ว่า An Inquiry into the Causes and Efects of the Variolae Vaccine  ภายในหนังสือมีเนื้อหาเกี่ยวกับการป้องกันโรคไข้ทรพิษ โดยการปลูกฝีที่สกัดจากน้ำหนองของผู้ที่ป่วยเป็นโรคฝีดาษวัว ซึ่งผลงานของเขาถูกคัดค้านจากวงการแพทย์ว่าเป็นเรื่องหลอกหลวง แต่ประชาชนบางส่วนยังคงเชื่อถือและพากันมาให้เขาปลูกฝี ปรากฏว่าวิธีการของเขาสามารถป้องกันโรคไข้ทรพิษได้เป็นอย่างดี ผลงานของเขาจึงได้รับการยอมรับจากผู้คนในเวลาต่อมา  และในปี ค.ศ.1800 ผลงานของเขาชิ้นนี้ได้รับการรับรองผลจากทางรัฐสภาของประเทศอังกฤษพร้อมกับเงินจำนวน 10,000 ปอนด์ เพื่อใช้ในการผลิตวัคซีนป้องกันโรคไข้ทรพิษ และต่อมาได้รับเงินทุนสนับสนุนอีกจำนวน 20,000 ปอนด์ เพื่อใช้ในการค้นคว้าเรื่องวัคซีนอื่นๆ ต่อไป

นอกจากนั้น เจนเนอร์ยังมีผลงานการค้นคว้าอื่นๆ อีก ได้แก่ การค้นพบวัคซีนป้องกันพิษสุนัขบ้า และโรคแอนแทรกซ์ (Anthrax) การค้นพบว่าจุลินทรีย์ที่เป็นสาเหตุทำให้เกิดการเน่าเสีย การค้นพบวิธีการฆ่าเชื้อจุลินทรีย์โดยการนำมาต้ม หรือเรียกว่า พาสเจอร์ไรเซชั่น (Pasteurization) และการค้นพบวัคซีนป้องกันอหิวาตกโรค วัณโรค โรคคอตีบ ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นผลงานที่มีความสำคัญต่อมนุษยชาติ

หากวันนั้นเขาสิ้นหวังและท้อถอย เพียงเพราะการไม่ได้รับความเชื่อถือและถ้อยคำดูถูกจากผู้อื่น ก็คงจะมีประชากรโลกจำนวนมากที่อาจต้องเสียชีวิตไปจากโรคภัยร้ายนี้ ความมุ่งมั่นและคุณงามความดีของเอ็ดเวิร์ด เจนเนอร์ ได้สร้างคุณูประการให้โลกเป็นอย่างสูง และ ภายหลังการเสียชีวิตของเขา เมื่อวันที่ 25 มกราคม ค.ศ. 1823 รัฐบาลอังกฤษจึงจัดสร้างอนุสาวรีย์ที่จัตุรัสฟอลการ์ เพื่อเป็นอนุสรณ์ที่แสดงถึงการช่วยชีวิตเพื่อนมนุษย์ให้รอดพ้นจากโรคไข้ทรพิษ


อ้างอิง

วิกิพีเดีย. (2558). โรคฝีดาษ. ค้นเมื่อ 22 สิงหาคม 2558, จาก https://th.wikipedia.org/wiki/โรคฝีดาษ

วิทยา ปานะบุตร, วิสิทธิ์ โรจน์พจนรัตน์. (2554). บุคคลสำคัญของโลก . ใน บุญศรี ไพรัตน์ (บรรณาธิการ), ความรู้รอบตัวฉบับรอบรู้ 2554 (หน้า 60).กรุงเทพมหานคร:สำนักพิมพ์พัฒนาศึกษา

Ruttxiah. (2555). เอ็ดเวิร์ด เจนเนอร์ (Edward Jenner). ค้นเมื่อ 22 สิงหาคม 2558 จาก
http://www.thaigoodview.com/node/129601

อ่านเพิ่มเติม »

กระดาษปาปิรุส กระดาษแผ่นแรกของโลก (Papyrus)

โดย เกสรา ทำเนาว์

เมื่อกล่าวถึงการเขียนสิ่งที่เราจะนึกถึงเป็นอันดับแรกคือปากกา แต่หากในมือมีเพียงแค่ปากกาก็คงจะเขียนไม่ได้เลยถ้าขาดสิ่งๆ หนึ่งที่เรียกว่า “กระดาษ” ซึ่งในยุคแรกๆ โดยเฉพาะในยุคของชาวอียิปต์โบราณและชาวจีนโบราณได้มีการผลิตกระดาษขึ้นเพื่อใช้ในการจดบันทึกเท่านั้น จากนั้นก็มีพัฒนาการเรื่อยมา ปัจจุบันกระดาษได้ถูกนำไปใช้ประโยชน์ในด้านต่างๆ มากมาย เช่น ทำเป็นกระดาษชำระ กระดาษห่อของขวัญ เป็นต้น แต่เคยสงสัยกันไหมว่ากระดาษที่เราใช้กันอยู่มีต้นกำเนิดมาจากที่ใด ผลิตอย่างไร กว่าจะมาเป็นกระดาษให้เราใช้กันมาจนถึงปัจจุบันนี้

ในอารยธรรมอียิปต์มีการพัฒนาระบบตัวเขียนขึ้นซึ่ง ได้แก่ อักษรภาพจารึกในแผ่นศิลาหรือ ฝาผนังหินขนาดใหญ่ ที่เรียกว่า อักษรไฮโรกลิฟิก (Hieroglyphic)  และต่อมาได้พัฒนาตัวเขียนเพื่อให้เขียน ได้รวดเร็วขึ้นแต่ยังคงเป็นอักษรภาพอยู่  ที่เรียกว่า อักษรเฮียราติก (Hieratic) ซึ่งอักษรเฮียราติกนี้เองได้มีการเขียนลงกระดาษปาปิรุส (papyrus) ซึ่งทำจากต้นปาปิรุสที่มีขึ้นทั่วไปในแม่น้ำไนล์  ส่วนวัสดุที่ใช้เขียนจะใช้ปล้องหญ้ามาตัดเป็นปากกาจิ้มหมึกเขียนลงบนกระดาษ ชาวอียิปต์โบราณใช้กระดาษปาปิรุสเพื่อบันทึกข้อความสรรเสริญเทพเจ้า บทสวด คำสาบาน ตลอดจนเหตุการณ์ต่างๆ จากนั้นนำไปบรรจุไว้ในพีระมิดของอียิปต์ และนักประวัติศาสตร์เชื่อว่า เมื่อประมาณ 3,000 ปีก่อนคริสตกาล ตั้งแต่ต้นราชวงศ์ของอียิปต์เป็นต้นมาได้มีการใช้กระดาษปาปิรุสกันแล้ว


ที่มา : http://2.bp.blogspot.com/

กระดาษปาปิรุสจึงนับว่าเป็นกระดาษชนิดแรกของโลกที่ทำจากลำต้นกก ซึ่งก็คือต้นปาปิรุส เป็นกกชนิดหนึ่ง มีสีเขียว ลำต้นสูงประมาณ 15ฟุต (4.5เมตร) เป็นรูปสามเหลี่ยม ใบแหลม ออกดอกที่ปลายยอด และกลุ่มดอกมีความยาวประมาณ 10-20 นิ้ว (25-50 เซนติเมตร) ข้อดีของกระดาษปาปิรุส คือ มีความยืดหยุ่นและคงต่อสภาพอากาศแห้งแล้งได้ดี เหมาะสมกับสภาพอากาศของอียิปต์

ในเมืองอียิปต์โบราณ จะมีบึงขนาดใหญ่อยู่ด้านข้างของแม่น้ำไนล์ ซึ่งมีต้นปาปิรุสขึ้นอยู่เป็นจำนวนมาก โดยชาวอียิปต์จะเข้าไปตัดแล้วมัดเป็นฟ่อนๆ จากนั้นพวกเขาจะทำการลอกเปลือกของต้นปาปิรุสออก และฝานออกเป็นชิ้นบางๆ ยาวประมาณ 40 เซนติเมตร (16 นิ้ว) และนำไปวางไว้ ส่วนชั้นที่ 2 จะวางไว้ทางด้านบนมุมขวา เมื่อเสร็จแล้วก็จะนำเนื้อของต้นปาปิรุสที่ถูกฝานไปแช่ในน้ำและกดอยู่ภายใต้หินหนักเป็นเวลา 21 วัน จนกว่าเนื้อของต้นปาปิรุสนั้นจะมีความนุ่ม



เมื่อได้เนื้อของต้นปาปิรุสนุ่มตามที่พวกเค้าต้องการแล้ว พวกเค้าจะนำมาวางเรียงกันในตะแกรงรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า โดยจะวางเนื้อของต้นปาปิรุสนี้ด้วยกันสองชั้นในทิศทางสลับกัน คือชั้นแรกวางในแนวตั้ง และชั้นที่สองวางในแนวนอน ซึ่งน้ำหล่อเลี้ยงที่อยู่ในพืชจะทำหน้าที่เสมือนกาวช่วยยึดติดเนื้อของต้นปาปิรุสที่ถูกฝานทั้งสองชั้นเข้าด้วยกัน ในขณะที่เนื้อของต้นปาปิรุสทั้งสองชั้นยังชื้นพวกเขาจะใช้ค้อนไม้มาทุบเนื้อของต้นปาปิรุสที่ถูกวางเป็นชั้นๆ ให้กลืนเป็นเนื้อเดียวกัน จากนั้นนำไปตากแดดให้แห้งก็จะได้กระดาษปาปิรุสออกมาเป็นแผ่น



เมื่อกระดาษที่ได้แห้งสนิทแล้ว จะถูกนำมาขัดด้วยวัตถุที่มีลักษณะกลมเช่น หิน เปลือกหอย หรือไม้เนื้อแข็งที่มีลักษณะกลมเป็นต้น กระดาษปาปิรุสที่ผ่านการขัดแล้วจะมีผิวเรียบน่าเขียนมากขึ้น และเนื่องจากกระดาษปาปิรุสในยุคก่อนมีราคาที่แพงมาก ชาวอียิปต์จึงนำกระดาษที่ใช้แล้วกลับมาใช้ใหม่โดยนำกระดาษที่ถูกเขียนแล้วนำมาล้างคราบหมึกให้สะอาด

นอกจากนี้ต้นปาปิรุสยังถูกนำมาใช้เป็นวัสดุโครงสร้างของสิ่งของต่างๆ เช่น นำมาเป็นเชื้อเพลิง สร้างบ้าน ทำเชือก ทำรองเท้าชนิดสาน สานเป็นตะกร้า เป็นต้น ซึ่งงานศิลปหัตถกรรมที่ทำจากต้นปาปิรุสเหล่านี้องค์ฟาโรห์ทรงแต่งตั้งให้เป็นหน่วยงานที่อยู่ภายใต้การควบคุม การดูแลอย่างใกล้ชิดของเจ้าหน้าที่ ทำใหญ่โตเป็นลักษณะอุตสาหกรรม ชาวบ้านจึงเรียกว่า ปะ - ปี๋ - ร่า ( Pa - Pe - Raa) หมายถึง กิจการที่เป็นขององค์ฟาโรห์ แต่ชาวกรีกโบราณออกเสียงเพี้ยนเป็นปาปิรัส จึงแผลงมาเป็นที่มาของคำว่า "เปเปอร์ ( Paper)" ในภาษาอังกฤษซึ่งก็คือกระดาษในปัจจุบันนั่นเอง

ปาปิรุสจึงนับเป็นไม้ชนิดแรกๆ ที่ถูกนำมาใช้ประโยชน์ในด้านของการบันทึก และเป็นกระดาษชนิดแรกของโลกที่ทำให้เราได้เรียนรู้ถึงความเจริญรุ่งเรืองของอารยธรรมอียิปต์โบราณได้อย่างลึกซึ้ง


อ้างอิง

Papyrus.  Wikipedia. Retrieved 13 Sep 2014.  from: https://en.wikipedia.org/wiki/Papyrus.

กระดาษแผ่นแรกของโลก. [ออนไลน์]. ค้นเมื่อ 27 กันยายน 2557, จาก : https://docs.google.com/

การทำกระดาษปาปิรุสจากต้นกกโดยชาวอียิปต์ยุคโบราณ. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : http://www.thaigoodview.com/node/153727. (วันที่ค้นข้อมูล : 30 กันยายน 2557).

แมวเหมียว. ไปอียิปต์…กระดาษปาปิรุส. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : http://www.oknation.net/blog/print.php?id=43397. (วันที่ค้นข้อมูล : 28 กันยายน 2557).

อ่านเพิ่มเติม »

เครื่องเรือนสมัยกรีก (Ancient Greek furnitures)

โดย นิธิศ พัวตะนะ

กรีกเป็นอารยธรรมที่มีพัฒนาการที่น่าทึ่งในหลายๆ ด้าน รวมถึงเครื่องเรือนอันเป็นรากฐานของสิ่งที่ใช้สอยกันอยู่ในปัจจุบันนี้ แม้ไม่ได้สร้างด้วยเทคโนโลยีขั้นสูงเหมือนอย่างเครื่องเรือนในปัจจุบัน เครื่องเรือนในสมัยกรีกก็สะท้อนให้เห็นภูมิปัญญาในด้านประโยชน์ใช้สอยของผู้คนในยุคนั้นได้เป็นอย่างดี

เครื่องเรือนสมัยกรีกทำจากไม้เป็นหลัก แต่บางส่วนก็มีหิน หินอ่อน หรือโลหะ เช่น สัมฤทธิ์ เงิน หรือแม้แต่ทองคำ ประกอบอยู่ด้วย ในปัจจุบันแทบไม่มีเครื่องเรือนที่ทำจากไม้หลงเหลืออยู่แล้ว แต่ก็ยังสามารถพบหลักฐานเกี่ยวกับชื่อหรือลักษณะของเครื่องเรือนเหล่านี้ได้ในเอกสารต่างๆ  รวมถึงภาพวาดในยุคนั้นเองก็มีเครื่องเรือนเหล่านี้ปรากฏอยู่

ไม้ที่นำมาทำเครื่องเรือนประกอบด้วยโอ๊ค เมเปิล บีช ยิว และวิลโลว์ ไม้เหล่านี้จะถูกตัดแบ่งออกเป็นชิ้นส่วนหลายชิ้น จากนั้นช่างก็จะทำการเจาะช่องในไม้ท่อนหนึ่ง และแกะเดือยบนไม้อีกท่อนหนึ่ง เพื่อให้นำมาประกอบกันได้ จากนั้นก็จะยึดให้แน่นด้วยเชือก หมุด ตะปูโลหะ และกาว การจัดรูปทรงชิ้นงานให้ได้ตามต้องการจะทำด้วยการแกะสลัก และการอบไอน้ำ วัสดุที่นิยมใช้ประดับตกแต่งเครื่องเรือนประกอบด้วยเขี้ยวสัตว์ กระดองเต่า  แก้ว ทองคำ หรือวัตถุมีค่าอื่นๆ  บางครั้งไม้ที่นำมาทำเป็นเครื่องเรือนเองก็มีราคาแพงเพื่อให้เครื่องเรือนดูมีราคามากขึ้น (Wikipedia 2014)


ที่มา: http://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/c/c0/Greek_furniture_004.jpg

ลักษณะของเครื่องเรือนในสมัยกรีกมักเป็นทรงสี่เหลี่ยม เช่น เก้าอี้ ม้านั่งยาว ส่วนขาของเครื่องเรือนมีทั้งแบบตรงและโค้ง โดยมากเครื่องเรือนของกรีกเป็นแบบเรียบง่าย ดูสง่า อาจมีการแกะสลักลวดลายหรือตัวอักษรลงไปบนเนื้อไม้เป็นการตกแต่ง แต่จะไม่ทำให้มากจนเกินไป โดยภาพรวมแล้วภายในบ้านเรือนของกรีกจะมีเครื่องเรือนไม่มาก และเครื่องเรือนที่มีก็เพื่อประโยชน์ใช้สอยมากกว่าการประดับตกแต่ง

ในยุคแรกเริ่มนั้นรูปแบบเครื่องเรือนของกรีกได้รับมาจากอียิปต์โบราณในช่วงเวลาเดียวกัน ที่เห็นได้ชัดคือแนวคิดนิยมรูปเหลี่ยมมากกว่าความโค้งเว้า แต่ด้วยความที่กรีกมีทรัพยากรไม้ที่อุดมสมบูรณ์กว่า ทำให้เครื่องเรือนในกรีกมีพัฒนาการเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา จนมาถึงยุคคลาสสิคที่เกิดความโค้งเว้าอันเป็นเอกลักษณ์ของกรีกขึ้นมา (International Styles  2014)


ที่มา: http://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/2/23/Greek_furniture_002.jpg

เครื่องเรือนสมัยกรีกที่ใช้กันแพร่หลายมี 5 ประเภทหลัก ประกอบด้วย แท่นนั่ง ม้านั่งยาว โต๊ะเล็ก หีบ และเก้าอี้ แต่ละชิ้นมีรายละเอียดดังต่อไปนี้ (International Styles  2014, Naillon 2014, Wikipedia 2014)

แท่นนั่งแบ่งออกเป็นสามชนิด ชนิดแรกดูคล้ายโต๊ะเล็ก พื้นด้านบนเรียบตรง ขาตรงสี่ขา ไม่มีพนักพิง ชื่อเรียกในภาษากรีกคือ Bathron  ชนิดที่สองมีน้ำหนักเบา พกพาสะดวก มีขาเป็นรูปทรงขาสัตว์หันเข้าด้านใน ที่ปลายขาเป็นอุ้งเท้าสิงโต ใช้ทั้งในบ้านและนอกบ้าน ชื่อเรียกในภาษากรีกคือ Diphros okladis  ชนิดที่สามใช้เฉพาะในหมู่คนมีฐานะ คือ Thronos หรือ Throne (บัลลังก์) ในปัจจุบัน มักใช้เป็นที่นั่งของบุคคลที่สำคัญที่สุดในสถานที่หรือพิธีการนั้น นอกจากนี้ยังมีแท่นยืนสำหรับใช้เหยียบขึ้นเครื่องเรือนชิ้นอื่น เรียกว่า Theyns

ม้านั่งยาว ในภาษากรีกคือ Kline  ใช้สำหรับนอนรับประทานอาหาร พื้นด้านบนเรียบตรง มีพนักพิงที่ปลายด้านหนึ่งตั้งขึ้นสำหรับพิงหลัง  Kline ทำจากไม้ ส่วนขามักทำจากสัมฤทธิ์ และมักยกสูงจากพื้นจนบางครั้งต้องใช้แท่นยืน(Theyns)ในการก้าวขึ้น โดยมากแล้วม้านั่งจะวางชิดผนัง มีโต๊ะเล็กสำหรับวางอาหารและเครื่องดื่มอยู่ใกล้ๆ(โต๊ะเล็กนี้มีความสูงน้อยกว่าม้านั่ง เวลาที่ไม่ใช้งานสามารถสอดเก็บใต้ม้านั่งได้) คนมีฐานะมักประดับประดาเครื่องเรือนชิ้นนี้อย่างหรูหรา คนมีเงินเท่านั้นจึงจะสามารถมีเตียงแยกไว้ที่ห้องนอนต่างหาก คนที่ไม่มีทรัพย์สินมากนักจะใช้ม้านั่งทั้งในการรับประทานอาหารและการหลับพักผ่อน

หีบในสมัยกรีกมีหลากหลายขนาดและรูปร่าง ฝาปิดมักเป็นทรงจั่วตกแต่งด้วยการใช้เงินหรือทองคำสลักเป็นลวดลายดอกไม้ ด้วยเหตุนี้หีบจึงถือเป็นเครื่องเรือนที่มีค่า และบ่อยครั้งที่หีบกลายเป็นส่วนหนึ่งของสินสอดทองหมั้นที่ชายชาวกรีกให้กับครอบครัวฝ่ายหญิงสาว สิ่งที่ชาวกรีกบรรจุข้างในหีบประกอบด้วยอัญมณี ของมีค่า ผลไม้ และเครื่องสวมใส่ บางครั้งก็ใช้เป็นโลงศพด้วย (Naillon 2014)

โต๊ะในสมัยกรีกมีขนาดเล็กและเคลื่อนย้ายได้ง่าย พื้นด้านบนเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าและมีสามขา สองขาที่ปลายข้างหนึ่งและหนึ่งขาที่ปลายอีกข้างหนึ่ง ชาวกรีกใช้โต๊ะสำหรับวางอาหารและเครื่องดื่มเพียงอย่างเดียว จะไม่ใช้เพื่อวางสิ่งของชิ้นอื่นๆ  วัสดุที่ใช้ทำส่วนมากเป็นไม้ แต่ก็มีบางส่วนที่ทำจากสัมฤทธิ์หรือหินอ่อน นับแต่ 400 ปีก่อนคริสตกาลเป็นต้นมา โต๊ะชนิดนี้ก็ถูกแทนที่ด้วยโต๊ะกลม

เก้าอี้ในสมัยกรีกมีสองชนิด ชนิดแรกมีลักษณะเหมือนกับที่อียิปต์โบราณใช้ คือ แท่นด้านบน พนักพิง และที่วางแขนล้วนเรียบตรงและแข็ง ใช้ในงานพิธีการมากกว่าเพื่อความสะดวกสบาย แต่หลังจาก 500 ปีก่อนคริสตกาล เป็นต้นมา กรีกได้พัฒนาเก้าอี้ของตัวเองขึ้นมา เรียกว่า Klismos ซึ่งมีรูปทรงโค้งเว้าทั้งขาสี่ข้างและพนักพิง(Stiles) ทำให้สามารถนั่งได้ในอากัปกิริยาที่เป็นธรรมชาติ และเพื่อเพิ่มความสบายให้กับผู้นั่ง ยังได้มีการใช้เบาะรองและหนังสัตว์มาปูกับเก้าอี้อีกด้วย เครื่องเรือนชิ้นนี้ส่วนใหญ่จะใช้งานโดยผู้หญิง

โดยภาพรวมแล้วเครื่องเรือนสมัยกรีกมีความคล้ายคลึงกับปัจจุบันทั้งด้านรูปร่างและการใช้สอย ทั้งนี้ก็เพราะเครื่องเรือนในปัจจุบันจำนวนไม่น้อยที่มีรากฐานมาจากอารยธรรมโบราณ นับเป็นเรื่องน่าทึ่งที่ภูมิปัญญาเมื่อกว่าสองพันห้าร้อยปีก่อนยังหลงเหลือและได้รับการยอมรับในคุณค่าของมันมาจนถึงปัจจุบัน

อ้างอิง

International Styles. Ancient Greek Furniture. [Online]. Available from: http://www.furniturestyles.net/ancient/greek/. [Accessed 3rd September 2014].

Naillon, Buffy. About Greek Furniture & Decorative Boxes. [Online]. Available from: http://www.ehow.com/info_7949730_greek-furniture-decorative-boxes.html/. [Accessed 4th September 2014].

Wikipedia. Ancient Furniture. [Online]. Available from: http://en.wikipedia.org/wiki/Ancient_furniture#Greek_furniture. [Accessed 3rd September 2014].

อ่านเพิ่มเติม »