แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ วัฒนธรรมประเพณี แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ วัฒนธรรมประเพณี แสดงบทความทั้งหมด

Mediterranean Diet รากอารยธรรม รากชีวิต

โดย พิทยุตม์ มงคล

สำหรับคนรักสุขภาพคำว่าอาหารแบบเมดิเตอร์เรเนียนคงเริ่มเป็นที่คุ้นหูกันมากขึ้น เพราะในช่วงไม่กี่ปีนี้ได้มีการพูดถึงประโยชน์ต่อสุขภาพของอาหารแบบเมดิเตอร์เรเนียนกันอย่างกว้างขวาง ทั้งช่วยลดน้ำหนัก ลดความเสี่ยงโรคหัวใจ และช่วยชะลอความแก่ เป็นต้น ด้วยประโยชน์เหล่านี้หลายคนคงเริ่มอยากจะลองทานอาหารแบบเมดิเตอร์เรเนียนกันแล้ว แต่คงมีผู้คนอีกไม่น้อยที่ยังสงสัยว่าอาหารแบบเมดิเตอร์เรเนียนคืออะไร มีวิธีการทานแบบไหน บทความนี้จะพาคุณไปรู้จักอาหารแบบเมดิเตอร์เรเนียนให้มากขึ้น

การจะเข้าใจถึงแก่นของอาหารนั้น สิ่งหนึ่งที่จะทำให้เราดื่มด่ำไปกับรสชาติอาหารได้อย่างเต็มที่คือการรู้ถึงที่มาและต้นกำเนิดของอาหารเหล่านั้น สำหรับอาหารแบบเมดิเตอร์เรเนียนมีอดีตย้อนไปได้ถึงยุคอารยธรรมอียิปต์ ต่อเนื่องมาถึงกรีกและโรมันโบราณ


แผนที่แสดงพื้นที่แถบทะเลเมดิเตอร์เรเนียน
ที่มา : https://www.shutterstock.com/

Mediterranean หมายถึง ทะเลเมดิเตอร์เรเนียนเป็นทะเลระหว่างทวีป คั่นกลางทวีปยุโรปที่อยู่ทางเหนือ และทวีปแอฟริกาที่อยู่ทางใต้ และเอเชียที่อยู่ทางตะวันออก ดินแดนนี้เป็นต้นกำเนิดของอารยธรรมตะวันตกที่รุ่งเรืองมาหลายศตวรรษ Mediterranean Diet จึงมีความหมายถึง อาหารในวัฒนธรรมของผู้คนที่อาศัยอยู่ในแถบทะเลเมดิเตอร์เรเนียนนั่นเอง ดังนั้นอาหารแบบเมดิเตอร์เรเนียนจึงไม่ใช่ผลผลิตทางวัฒนธรรมของชนชาติใดชนชาติหนึ่งแต่เกิดมาจากการแบ่งปันวัฒนธรรมร่วมกันของชนชาติในบริเวณทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ซึ่งมีหลายปัจจัยที่ทำให้ผู้คนบริเวณทะเลเมดิเตอร์เรเนียนมีวัฒนธรรมอาหารร่วมกัน ได้แก่

สภาพภูมิศาสตร์และภูมิอากาศ เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้บริเวณทะเลเมดิเตอร์เรเนียนมีความอุดมสมบูรณ์ ส่งผลให้ทำการเกษตรได้ผลผลิตดี โดยเฉพาะมะกอก พืชผัก องุ่น ธัญพืช และเครื่องเทศ ซึ่งผลผลิตเหล่านี้ถูกนำมาใช้เป็นวัตถุดิบหลักในการดำเนินชีวิต ส่วนที่เหลือจากการบริโภคจึงนำไปค้าขาย

ด้วย ที่ตั้ง ของบริเวณนี้ทำให้สามารถเจริญเป็นศูนย์กลางการค้าและการแลกเปลี่ยนได้ ผลผลิตทางการเกษตรและสินค้าแปรรูป   จึงกลายเป็นสินค้าสำคัญและกระจายไปทั่วบริเวณทะเลเมดิเตอร์เรเนียน และได้กลายเป็นวัตถุดิบหลักในการทำอาหารของผู้คนบริเวณนี้  ผู้คนที่ไปทำการค้าขายในดินแดนห่างไกลกยังได้นำเอาวัฒนธรรมทางอาหารของตนไปเผยแพร่ แลกเปลี่ยนกับชนพื้นเมืองก่อให้เกิดการผสมผสานของวัฒนธรรมอาหารอีกด้วย

สงคราม เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่หล่อหลอมความเป็นอาหารแบบเมดิเตอร์เรเนียน เพราะเมื่ออารยธรรมใดได้ชัยชนะในการทำสงคราม พวกเขามักนำเอาการปกครองและวัฒนธรรมของตนเข้าไปครอบงำสังคมของผู้แพ้สงคราม ซึ่งการทำอาหารก็เป็นวัฒนธรรมหนึ่งที่ถูกนำไปเผยแพร่พร้อมกับชัยชนะ

ปัจจุบันประเทศรอบทะเลเมดิเตอร์เรเนียนมี 21 ประเทศ อยู่ในทั้ง 3 ทวีป อาหารในแต่ละประเทศก็จะมีเอกลักษณ์ของความเป็นเมดิเตอร์เรเนียนในรูปแบบของประเทศตนเอง โดยจะมีวัตถุดิบที่เป็นเอกลักษณ์ร่วมกันที่เรียกว่า Three Staples of Mediterranean diet นั่นคือ มะกอก ธัญพืช และองุ่น


วัตถุดิบในอาหารเมดิเตอร์เรเนียน

มะกอก ใช้ทั้งในรูปแบบผลสดและนำมาสกัดเป็นน้ำมันมะกอกใช้ในการปรุงอาหารทุกชนิด พบการใช้น้ำมันมะกอกในอาหารเมดิเตอร์เรเนียนกว่า 40%  ในปริมาณไขมันปกติที่คนบริโภคในแต่ละวัน แต่ไขมันจากน้ำมันมะกอกเป็นไขมันชนิดดี ปราศจากอนุมูลอิสระจึงส่งผลดีต่อสุขภาพ

ข้าวสาลี เป็นหนึ่งในธัญพืชที่สามารถปลูกได้ทั่วภูมิภาคเมดิเตอร์เรเนียนเช่นกัน โดยนำมาแปรรูปเป็นพาสตาหรือขนมปัง รวมไปถึงเมนูอย่าง Couscous ชาวเมดิเตอร์เรเนียนนั้นทานธัญพืชที่ไม่ผ่านการขัดสีซึ่งถือว่าเป็นแหล่งคาร์โบไฮเดรตและไฟเบอร์ชั้นดีต่อร่างกาย

องุ่น ถือว่าเป็นผลไม้แห่งเมดิเตอร์เรเนียน สามารถเอามาทำเป็นไวน์ หรืออบแห้งเป็นลูกเกด เพื่อเพิ่มรสชาติในสลัดหรือเครื่องดื่ม การดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณที่พอเหมาะมีผลดีต่อระบบไหลเวียนเลือดของร่างกาย

วัตถุดิบอื่นๆ ที่มีการใช้ในอาหารเมดิเตอร์เรเนียน ผัก เช่น มะเขือม่วง อาร์ติโช้ค มะเขือเทศ แตงกวา ผักโขม ผักกาดแก้ว และหอมแดงมีทั้งรับประทานสดและนำไปผ่านกรรมวิธีต่าง ๆ เช่น ย่าง อบ เป็นต้น

เนื้อสัตว์ เนื่องจากมีพื้นที่ในการเลี้ยงสัตว์จำกัด ปศุสัตว์จึงเป็นการเลี้ยงสัตว์ขนาดเล็กเช่น แพะ แกะ สุกรและไก่ เนื้อสัตว์มักจะถูกปรุงด้วยการย่าง มีการใช้นมและผลิตภัณฑ์จากนมของแกะและแพะในรูปของโยเกิร์ตและชีส

อาหารทะเล อาหารเมดิเตอร์เรเนียนจะใช้อาหารทะเลเป็นโปรตีนหลัก เนื่องด้วยการมีพื้นที่ติดทะเล ในอาหารทะเลมีโปรตีนที่จำเป็นและกรดไขมันดีต่อร่างกาย

เนื่องจากมีภูมิอากาศที่เหมาะสมในการปลูกพืชสมุนไพรและเครื่องเทศ ตัวอย่างเช่น โหระพา ออริกาโน ไธม์ โรสแมรี่ พาร์สลี่ มินท์ กระเทียม หญ้าฝรั่น เป็นต้น จึงมีการใช้สมุนไพรในการประกอบอาหาร

เมื่อเปรียบเทียบอาหารแบบเมดิเตอร์เรเนียนในปัจจุบันและอดีต ถึงแม้หลักการและส่วนประกอบของอาหารไม่ได้เปลี่ยนไปจากอดีตมากนักแต่จุดมุ่งหมายของอาหารในปัจจุบันมีการคำนึงถึงโภชนาการและประโยชน์ต่อสุขภาพมากขึ้น กล่าวคือเดิมนั้นอาหารเมดิเตอร์เรเนียนเน้นวัตถุดิบที่หาได้ในพื้นที่ พยายามปรุงหรือผ่านวิธีประกอบอาหารให้เรียบง่ายที่สุด ไม่ได้เน้นคำนึงเรื่องของโภชนาการและสุขภาพเหมือนในปัจจุบันแต่ผลพลอยได้ทางด้านสุขภาพที่ดีของผู้คนในแถบทะเลเมดิเตอร์เรเนียนก็ได้ทำให้นักวิทยาศาสตร์หันมาสนใจอาหารแบบเมดิเตอร์เรเนียนมากขึ้น

ก่อนหน้าทศวรรษที่ 1950 อาหารเมดิเตอร์เรเนียนยังเป็นแค่วัฒนธรรมอาหารในท้องถิ่นรอบ ๆ ทะเลเมดิเตอร์เรเนียน แต่หลังจากมีการศึกษาเกี่ยวกับการส่งผลต่อสุขภาพอาหารแบบเมดิเตอร์เรเนียน โดยนักชีววิทยาชาวอเมริกันชื่อ Ancel Keys ได้ทำการศึกษาโภชนาการของผู้คนที่อาศัยในแถบทะเลเมดิเตอร์เรเนียน โดยเฉพาะกลุ่มผู้ที่อาศัยในเกาะครีต (อยู่ทางตอนใต้ของประเทศกรีซ) ซึ่งมีอัตราผู้มีอายุยืนยาวมากกว่าที่อื่น จากผลการสำรวจประชากรในช่วงทศวรรษที่ 1950 ตามด้วยคนในแถบอิตาลี สเปนและฝรั่งเศสตอนใต้ โดยเขาได้สันนิษฐานว่าอาหารการกินของผู้คนในแถบนี้ที่มีความคล้ายคลึงกันน่าจะมีผลต่อการมีอายุที่ยืนยาว Keys จึงทำการศึกษาถึงอาหารของผู้คนในแถบนี้ และเผยแพร่การศึกษาของตนเองออกไปในปี 1975

การศึกษาในภายหลังพบว่า ผู้คนในบริเวณนี้มีการบริโภคเนื้อแดง ไขมันสัตว์และอาหารหวานในปริมาณน้อยและทานผลิตภัณฑ์จากนม ไก่และไข่ในปริมาณที่เหมาะสม โดยเพิ่มปริมาณโปรตีนจากอาหารทะเลในแต่ละมื้ออาหารให้มากขึ้น เลือกใช้วัตถุดิบประกอบอาหารที่หลากหลายทั้งจากผักสดและธัญพืช ใช้ไขมันจากน้ำมันมะกอกเป็นไขมันหลัก บริโภคแอลกอฮอล์ในปริมาณที่เหมาะสม รวมไปถึงมีการออกกำลังกายร่วมด้วย ปัจจุบันมีการสรุปสัดส่วนของรูปแบบอาหารแบบเมดิเตอร์เรเนียนออกมาเป็น Mediterranean diet’s pyramid ซึ่งสามารถนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันเพื่อสุขภาพที่ดีได้


Mediterranean diet’s pyramid
ที่มา : https://oldwayspt.org/

ผลการศึกษาทำให้อาหารแบบเมดิเตอร์เรเนียนได้รับความสนใจมากขึ้น การศึกษาต่อ ๆ มาพบผลการศึกษาที่บ่งบอกว่าอาหารรูปแบบนี้มีส่วนช่วยในลดและป้องกันโรคหลาย ๆ โรคที่ส่งผลต่อชีวิตของคนในยุคปัจจุบันทั้งโรคมะเร็ง หัวใจ ความดันโลหิต เบาหวาน อัลไซเมอร์ ช่วยชะลอความแก่ บำรุงสภาพผิว รวมไปถึงช่วยควบคุมน้ำหนักด้วย จากประโยชน์ต่อสุขภาพและรสชาติของอาหารทำให้อาหารแบบเมดิเตอร์เรเนียนได้รับความสนใจอย่างแพร่หลายไปทั่วโลก

ในปี ค.ศ. 2013 UNESCO ได้กำหนดให้ อาหารแบบเมดิเตอร์เรเนียน เป็นตัวแทนมรดกทางวัฒนธรรมของมนุษยชาติ ด้วยเหตุผลที่อาหารแบบเมดิเตอร์เรเนียนมีความเชื่อมโยงของทักษะ ความรู้ พิธีกรรม สัญลักษณ์ ประเพณี การเกษตร และการบริโภคอาหารเข้าไว้ด้วยกัน

หากมองลงไปให้ลึกกว่าความเป็นอาหารที่มีรสชาติดีเยี่ยมและให้ผลดีต่อสุขภาพแล้วนั้น อาหารแบบเมดิเตอร์เรเนียน เป็นรากฐานของอารยธรรมที่ยิ่งใหญ่ของโลก ทั้งอียิปต์ กรีก และโรมัน พวกเขาได้ใช้ประโยชน์จากอาหาร สร้างสรรค์และส่งต่อความก้าวหน้าให้แก่โลกมากมาย อาหารแบบเมดิเตอร์เรเนียนจึงเป็นอีกมรดกทางวัฒนธรรมที่ได้ถูกส่งต่อมาถึงเราในปัจจุบัน นั่นหมายความว่าขณะที่คุณกำลังดื่มดำกับรสชาติเมดิเตอร์เรเนียน...คุณอาจจะกำลังทานอาหารแบบเดียวกับที่ คลีโอพัตราที่ 7 ผู้เลอโฉม หรือ จูเลียซ ซีซาร์ ผู้ยิ่งใหญ่ เคยทานมาก่อนก็ได้นะครับ…


อ้างอิง

วิจัยชี้ กินอาหารแบบเมดิเตอร์เรเนียน มีส่วนช่วยลดการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด ตอนที่ 1. (2561). ค้นเมื่อ 22 กันยายน 2561, จาก http://www.thaiheartfound.org/category/details/food/441

อาหารเมดิเตอร์เรเนียน ต้านอัลไซเมอร์. (2561). ค้นเมื่อ 22 กันยายน 2561, จาก https://www.honestdocs.co/mediterranean-cuisine-alzheimer-s-disease-prevention

Froggielicious. (2560). อาหารเมดิเตอร์เรเนียน เรียบง่าย ร่วมสมัย. ค้นเมื่อ 22 กันยายน 2561, จาก https://40plus.posttoday.com/health/2916/

An Introduction to Mediterranean Cuisine. ค้นเมื่อ 22 กันยายน 2561, จาก https://tableagent.com/article/an-introduction-to-mediterranean-cuisine/

Aurelio, A. (2010). The mediterranean countries – Part 1. ค้นเมื่อ 22 กันยายน 2561, จาก http://www.mediterraneandietforall.com/mediterranean-diet-the-mediterranean-countries-part-1/

Aurelio, A. (2011). The origin and history of the mediterranean diet. ค้นเมื่อ 22 กันยายน 2561, จาก http://www.mediterraneandietforall.com/mediterranean-diet-the-origin-and-history/

Aurelio, A.  (2014). The Mediterranean Diet : “A Global Revolution” ?. ค้นเมื่อ 22 กันยายน 2561, จาก http://www.mediterraneandietforall.com/the-mediterranean-diet-a-global-revolution/

Mediterranean Diet. ค้นเมื่อ 22 กันยายน 2561, จาก https://en.wikipedia.org/wiki/Mediterranean_diet

The History Behind Mediterranean Cuisine. (2016). ค้นเมื่อ 22 กันยายน 2561, จาก https://www.cafesano.com/history-mediterranean-cuisine/

อ่านเพิ่มเติม »

วัฒนธรรมเคป็อป (K-Pop)

โดย ชัยดิลก อัสสพันธ์

ยุคโลกาภิวัฒน์โลกไร้พรมแดนทำให้เกิดการติดต่อสื่อสารได้อย่างง่ายดายและรวดเร็ว สินค้าและวัฒนธรรมจากประเทศหนึ่งหลั่งไหลสู่อีกประเทศหนึ่ง หรือจากซีกโลกหนึ่งไปสู่อีกซีกโลกหนึ่งอย่างมากมายและง่ายดาย กระแสอเมริกานิยม (Americanization) ที่เคยเกิดขึ้นหลายสิบปีก่อนอาจกล่าวได้ว่าคือ ตัวอย่างแรกๆ ของกระบวนการผ่อนถ่ายขายสินค้าผ่านการแทรกซึมของวัฒนธรรมอเมริกัน โดยมีสินค้าฮอลลีวูด (Hollywood Product) เป็นตัวนำร่อง

เมื่อลมพัดหวนกลับมายังฝั่งตะวันออก วัฒนธรรมเอเชียกลายเป็นจุดสนใจของชาวโลกมากขึ้นเรื่อยๆ ประเทศจีนกลายเป็นพี่ใหญ่แห่งเอเชียที่ดูจะเป็นตัวเต็ง เพราะเป็นประเทศแรกของเอเชียที่เริ่มเผยแพร่วัฒนธรรมจีนผ่านภาพยนตร์ ละครโทรทัศน์ ส่งไปจำหน่ายในประเทศต่างๆ ทั่วโลก ต่อมาก็กระแสนิยมญี่ปุ่น ที่เริ่มมาแรงในช่วง 10 กว่าปีที่ผ่านมา สร้างมูลค่าและค่านิยมอันดีต่อภาพลักษณ์ของประเทศญี่ปุ่นได้มากขึ้น และกลายเป็นประเทศที่ได้รับความนิยมในโลกอีกประเทศหนี่ง

จนกระทั่งในปัจจุบันที่จะปฏิเสธไม่ได้เลยว่าวัฒนธรรมเคป็อป หรือที่เรียกกันว่า  Korean pop culture ในปัจจุบันได้รับความนิยม มีอิทธิพล และแพร่กระจายไปทั่วเอเชีย จากเดิมที่เกาหลีใต้เป็นเพียงประเทศเล็กๆ ที่ยูเนสโกเคยจัดอันดับให้เป็นหนึ่งประเทศยากจนเมื่อหลายสิบปีก่อน เพราะเป็นประเทศที่ผ่านสงครามซ้ำแล้วซ้ำเล่า อีกทั้งยังมีวัฒนธรรมที่ไม่โดดเด่นเท่ากับประเทศเพื่อนบ้านจีน หรือญี่ปุ่นที่มีต้นทุนทางวัฒนธรรมสูง แต่เกาหลีใต้ได้พยายามประชาสัมพันธ์ตัวเอง และเผยแพร่วัฒนธรรมให้เป็นที่รู้จักแพร่หลายไปทั่วเอเชีย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการแปลงต้นทุนทางวัฒนธรรมที่มีอยู่ให้เป็นสินค้าทางวัฒนธรรมผ่านการวางแผนยุทธศาสตร์ มีการเตรียมความพร้อมที่ชัดเจนและจริงจัง จนกลายเป็นแบรนด์สินค้าวัฒนธรรมที่มีศักยภาพอย่างยิ่งในการเจาะตลาดเอเชีย สร้างรายได้เข้าประเทศอย่างมหาศาล โดยมีวัฒนธรรมหรือกระแส K-Pop ที่เต็มไปด้วยศิลปินหรือนักร้องเกาหลี (Idol) ไม่ว่าจะเป็นศิลปินเดี่ยวหรือศิลปินกลุ่ม และเป็นที่นิยมอย่างถึงขีดสุดในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา จัดเป็นผลผลิตชั้นยอดของเกาหลีใต้ที่พัฒนาให้ศิลปินเหล่านี้กลายเป็น “แบรนด์ทางวัฒนธรรม”



นักสังคมวิทยา จอห์น ลี ได้อธิบายถึงการได้รับความนิยมของวัฒนธรรมเคป็อปนั้นเกิดขึ้นได้ด้วยลักษณะการรวมแนวทางดนตรีที่ทันสมัยเหมือนฝั่งตะวันตกไม่ว่าจะเป็น อิเล็กทรอนิกส์ อาร์แอนบี และ       ฮิปฮอบ เข้าด้วยกันจนเกิดเป็นลักษณะดนตรีที่เป็นเอกลักษณ์ของตนเอง การเต้นที่พร้อมเพรียงกันของ         วงเกิร์ลกรุ๊ปและบอยแบรนด์ อีกทั้งเพลงยังมีท่วงทำนองที่เข้าถึงง่ายผ่านการร้องโดยศิลปินที่มีหน้าตาสวยหล่อ และจะไม่มีเรื่องเซ็ก รอยสัก, เจาะ, ยาเสพติด เหมือนศิลปินฝั่งทางด้านตะวันตก สิ่งเหล่านี้ได้กลายเป็นลักษณะของวัฒนธรรมเกาหลีสมัยใหม่  จึงทำให้วัฒนธรรมเคป็อปนั้นได้รับความนิยมไปทั่วทั้งเอเชียและทั่วโลกในปัจจุบัน โดยผ่านความร่วมมือระหว่าง รัฐบาล สื่อ และผู้ประกอบการด้านบันเทิงต่างๆ ซึ่งมีนโยบายการจัดการที่จริงจัง ในการนำเอาวัฒนธรรมเคป็อปเผยแพร่ไปยังมุมต่างๆ ของโลก ทำให้จากหลายปีที่ผ่านมาวัฒนธรรมเคป็อปได้รับความนิยมและการตอบรับที่ชัดเจน ถือได้ว่าเป็นความประสบความสำเร็จที่สำคัญของเกาหลีใต้ก็ว่าได้ เพราะนอกเหนือไปจากความนิยมและผลตอบรับอย่างมากจากแฟนๆ ในเอเชียแปซิฟิก ยังพบว่าในส่วนของยุโรป อเมริกา หรือแม้แต่ตะวันออกกลาง ก็ได้รับความนิยมและการตอบรับจากกระแสวัฒนธรรมเคป็อปที่ได้แพร่กระจายมาเช่นเดียวกัน

หากพิจารณามองสังคมและวัฒนธรรมของเกาหลีใต้เมื่อ 20 ปีก่อน ก็จะสามารถอธิบายการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและวัฒนธรรมที่ได้ไหลผ่านสังคมของเกาหลีใต้ในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา รวมทั้งการลดลงของจริยธรรมขงจื้อ การปฏิเสธพิธีกรรมและค่านิยมที่ดั้งเดิมที่มองว่าเราควรที่จะให้เกียรติกับร่างกายที่เป็นสิ่งที่พ่อแม่ให้มา ไม่ควรที่จะแสดงร่างกายของตน ยึดถือใบหน้า รูปร่างที่ดั้งเดิมของตนเองโดยไม่ตกแต่งหรือศัลยกรรมเพื่อความงาม แต่ในปัจจุบันผู้คนในเกาหลีใต้นิยมความสวยความงามเพิ่มมากขึ้น โดยจะสังเกตได้จาก ดารา นักร้องหรือไอดอล ต่างมีหน้าตาที่สวยหล่อ สูง ผอม ด้วยการทำศัลยกรรมจนกลายเป็นอุตสาหกรรมอย่างหนึ่งที่ดึงดูดให้คนทั่วโลกต้องการเข้ามาทำศัลยกรรมที่เกาหลีใต้ จากการพิจารณาสังคมและวัฒนธรรมข้างต้น ก็จะสามารถเห็นการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจน ผ่านการพัฒนาในกระบวนการทำให้วัฒนธรรมเป็นสินค้าของเกาหลีใต้ ซึ่งมีการวิเคราะห์ความเป็นมาของวัฒนธรรมเกาหลีใต้สมัยใหม่ว่า พวกเขาได้รับอิทธิพลอย่างมากจากการตกเป็นอาณานิคมของประเทศญี่ปุ่น และการได้รับอิทธิพลจากวัฒนธรรมอเมริกาและโลกาภิวัฒน์ที่ผ่านมา สิ่งเหล่านี้ได้ทำให้เกิดการพัฒนาและหลอมรวมเกิดเป็นวัฒนธรรมเกาหลีสมัยใหม่ ผ่านระบบการทำงานของนวัตกรรมทางเศรษฐกิจและการผลิตสินค้าทางวัฒนธรรม ไม่ว่าจะเป็นในรูปแบบของ เพลง ละครโทรทัศน์ ภาพยนตร์ ฯลฯ  นอกจากการหลอมรวมวัฒนธรรมจนเกิดเป็นลักษณะของวัฒนธรรมเกาหลีสมัยใหม่แล้ว ยังมีการพัฒนาที่ได้รับอิทธิพลด้านกลยุทธ์และการวางแผนที่ทำให้เกาหลีใต้นำมาปรับปรุงและพัฒนามาตลอด ทั้งการออกแบบสินค้าจากประเทศเดนมาร์ก เทคโนโลยีการผลิตจากประเทศเยอรมัน และกลยุทธ์การตลาดจากประเทศญี่ปุ่น



ดังนั้นวัฒนธรรมเคป็อปจึงถือได้ว่าเป็นวัฒนธรรมสมัยใหม่ ซึ่งเป็นผลผลิตของกระบวนการครอบโลกที่เรียกว่า โลกาภิวัฒน์ และเป็นวัฒนธรรมที่เกิดจากการผลิตของสื่อมวลชนและสินค้าในระบบทุนนิยมที่ได้รับการผลิตคิดค้น นำเสนอและเผยแพร่ในสังคมหนึ่งเพื่อผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและสังคม โดยหากเรามองวัฒนธรรมสมัยใหม่เพียงผิวเผินก็อาจทำให้เราเกิดความไม่เข้าใจ มีอคติกับวัฒนธรรมสมัยใหม่ แต่อย่าลืมว่าวัฒนธรรมที่สูญสลายไปในอดีต สาเหตุหนึ่งก็เพราะว่าไม่สามารถปรับตัวกับกระแสปัจจุบันได้ ดังนั้นเราต้องรู้เท่าทันและเข้าใจมัน ในเนื้อแท้ มิใช่เปลือกนอกที่กลวงเปล่า วัฒนธรรมสมัยใหม่จึงเป็นสีสันของยุคสมัยใหม่ เป็นความเคลื่อนไหวที่น่าจับตามอง เพราะวัฒนธรรมไม่ใช่ค่านิยม อุดมคติ หรือความใฝ่ฝัน วัฒนธรรมไม่ใช่สิ่งประเสริฐหรือเครื่องมือบอกถึงความเจริญงอกงามในวิถีชีวิตของคน วัฒนธรรมคือสิ่งที่เป็นธรรมดาสามัญหรือวิถีธรรมดาสามัญของโลกและชีวิตเท่านั้นเอง


อ้างอิง 

Sohn Ji-young.  2557.  “Understanding contemporary South Korea through K-pop.”[ออนไลน์].     สืบค้นเมื่อ 17 มกราคม 2560, จาก: http://www.koreaherald.com/view.php?ud=20140714000987  .

“เบื้องหลังความสำเร็จแห่กระแส K-POP กับมนตรา 3 ประการ.”[ออนไลน์].  2552.  สืบค้นเมื่อ 17 มกราคม 2560, จาก http://forums.soshifanclub.com/index.php?showtopic=24772 

สุภัทรา สุชชู.  2549.  “Hallyu คลื่นความมั่งคั่งของเกาหลี.”[ออนไลน์].  สืบค้นเมื่อ 17 มกราคม 2560, จาก http://www.positioningmag.com/ 

อ่านเพิ่มเติม »

ประเพณีรัดเท้าดอกบัวของสตรีจีนโบราณ

โดย ณัฐยา กองบุญ

ในเรื่องของแฟชั่นและความสวยงามของรูปลักษณ์ หน้าตา เป็นเรื่องที่ผู้หญิงทุกคนๆ ทั่วโลกให้ความสนใจและใส่ใจในทุกยุคทุกสมัย  เพราะรูปร่าง หน้าตา ภายนอกเป็นสิ่งที่ดึงดูดให้บุคคลอื่นเห็นหรือชื่นชมเป็นอันดับแรก แม้กระทั่งการมีเรียวเท้าที่สวยงามก็เป็นที่นิยมตั้งแต่อดีตมาจนถึงปัจจุบันเช่นกัน แต่แตกต่างกันที่มุมมองเกี่ยวกับเรื่องความงามที่เปลี่ยนไป เท้าที่เรียวงามของสตรีจีนโบราณนั้น คือ เท้ารูปดอกบัว จึงเป็นที่มาของประเพณีรัดเท้าดอกบัวที่จะกล่าวถึงต่อไปนี้

ประเพณีการรัดเท้าดอกบัวของผู้หญิงจีนในสมัยโบราณนั้น มีตำนานเล่าขานมามากมายหลายตำนาน บ้างก็เล่าว่า ในสมัยราชวงศ์ถังประเทศเกิดการแตกแยกซึ่งพระมหากษัตริย์ราชวงศ์ถัง ทรงพระนามว่า “หวี่ โฮว จู่” พระองค์ทรงมีพระสนมองค์หนึ่งซึ่งนางนั้นได้รับการเอ็นดูเป็นที่รักใคร่ของกษัตริย์หวี่โฮวจู่เป็นอย่างมาก เนื่องจากนางเต้นรำได้อย่างอ่อนช้อยงดงาม ใช้ผ้าพันเท้าพันที่เท้าของนางซึ่งทำให้เท้าเล็กโค้งดั่งรูปร่างของพระจันทร์เสี้ยว เต้นระบำบนดอกบัวที่ทำด้วยทองสูงหกฟุต ทำให้ธรรมเนียมการรัดเท้าเกิดขึ้นเฉพาะในวัง   หรือในบางตำนานก็เล่าว่า การที่ให้ผู้หญิงจีนซึ่งเป็นนางสนมในวังรัดเท้านั้นเป็นการป้องกันการหนีออกนอกวังได้อย่างสะดวกเป็นแผนอันแยบยลของจักรพรรดิจีน


ที่มา: http://chinajapanplus.com/

การรัดเท้าในระยะแรกยังไม่ได้รับความนิยมมากนักเพราะมีแต่หญิงสาวที่อยู่ในวังเท้านั้นแต่ต่อมาการรัดเท้าจึงแพร่ขยายออกไปเป็นที่นิยมเป็นธรรมเนียมปฏิบัติในหมู่หญิงสาวชาวจีน โดยการรัดเท้านั้นจะต้องมีรูปร่างคล้ายดอกบัวโดยลักษณะของเท้าดอกบัวที่สวยงามจะต้องมีลักษณะ 7 ประการสำคัญ คือ บาง เล็ก เรียว โค้ง หอม นุ่ม และต้องเท่ากัน ส่วนการรัดเท้านั้นต้องรัดเท้าให้เป็น “ดอกบัวทองคำสามนิ้ว” เพราะดอกบัวเป็นสัญลักษณ์แห่งความดีงามในพระพุทธศาสนา และขนาดสามนิ้วเป็นขนาดเท้าที่ได้รูปสวยงาม หากเกินกว่าสามนิ้วแต่ไม่เกินสี่นิ้ว เรียกว่า “ดอกบัวเงิน” หรือหากการรัดเท้าทำให้เท้ามีขนาดสี่นิ้วจะถูกเรียกว่า “ดอกบัวเหล็ก”  จากธรรมเนียมปฎิบัตินี้เองทำให้เกิดค่านิยมหรือความเชื่อว่า หากหญิงสาวชาวจีนคนใดมีเท้าที่เป็นรูปดอกบัวสวยงามจะเป็นที่รักใคร่ของสามีหรือจะมีผู้ชายร่ำรวยมาสู่ขอแต่งงานอีกด้วย

การรัดเท้านั้นจะเริ่มทำตั้งแต่เด็กๆ อายุประมาณ 4-5 ขวบ ส่วนขั้นตอนการทำเท้าดอกบัวนั้น เท้าของเด็กสาวจะถูกน้ำยาให้ความอุ่นสูตรพิเศษชโลมไปทั่วบริเวณ จากนั้นราดด้วยเลือดสัตว์สดๆ น้ำยาและเลือดสัตว์นี้จะมีปฎิกิยาทำให้เท้าอ่อนลงเพื่อง่ายต่อการมัด จากนั้นเล็บของเด็กสาวจะถูกดึงออกจนหมดรวมทั้งรากเล็บด้วยเพื่อไม่ให้เล็บยาวออกมาใหม่นอกจากนิ้วหัวแม่มือแล้ว นิ้วเท้าทั้งหมดจะถูกหักงองุ้มลงมาตามที่ต้องการ แล้วใช้ผ้าพันห่อรัดเข้าไว้ จากกระบวนการดังกล่าวทำให้หญิงสาวชาวจีนทุกข์ทรมานและไม่สามารถเคลื่อนได้อย่างสะดวก  จนเมื่อในศตวรรษที่ 20 พร้อมกับการล่มสลายของจักรพรรดิจีน    การรัดเท้าเป็นเรื่องผิดกฎหมายและห้ามทำในประเทศจีน ซึ่งในปัจจุบันยังมีหญิงชาวจีนที่ได้รับผลกระทบจากการรัดในสมัยก่อนส่งผลให้เท้ามีรูปร่างลักษณะผิดรูปและได้รับความทุกข์ทรมานจากการการเคลื่อนไหวในการเดินเป็นอย่างมาก


ที่มา: http://www.bloggang.com/

อย่างไรก็ตามประเพณีการรัดเท้าถือเป็นค่านิยมหรือแฟชั่นที่หญิงสาวชาวจีนในสมัยก่อนมีความเชื่อว่าดีงาม หากปฎิบัติจะเป็นผลดีแก่ตนเอง ส่วนในเรื่องของการรัดเท้านั้นทำด้วยความเต็มใจมิได้โดนบังคับแต่อย่างใดหากเราตัดสินจากรูปลักษณ์หรือเห็นว่าการรัดเท้าในอดีตเป็นธรรมเนียมปฎิบัติที่ทำให้หญิงสาวชาวจีนต้องทุกข์ทรมาน โดยนำค่านิยมในปัจจุบันไปวัดกับค่านิยมการรัดเท้าในสมัยอดีตของจีน ในทางตรงกันข้ามผู้คนในสมัยก่อนอาจจะมองค่านิยมในการลดความอ้วน มีหุ่นผอมบางมากเกินไป การมีผิวที่ขาว หรือการทำศัลยกรรมความงาม เป็นเรื่องที่ไม่สมควรซึ่งอาจมีการเกิดคำถามกลับมาว่า ค่านิยมในลักษณะเช่นว่านี้ จะทำไปเพื่ออะไร เฉกเช่นเดียวกับที่เรามีคำถามเกิดขึ้นเกี่ยวกับประเพณีการรัดเท้าของหญิงสาวชาวจีนในยุคโบราณได้เช่นกัน

อ้างอิง

Xieh. 2558. ประเพณีการรัดเท้าของจีนโบราณ เพื่อความสวยงาม. [ระบบออนไลน์].  สืบค้นเมื่อ 21 มีนาคม 2559, จาก:  http://chinajapanplus.com/

MGR Online. 2550. แม่เฒ่า “มัดเท้า” เล่าความปวดร้าวแห่งหญิงงาม.[ระบบออนไลน์]. สืบค้นเมื่อ 21 มีนาคม 2559, จาก:  http://www.manager.co.th/China/ViewNews.aspx?NewsID=9500000034014

ครูทิพย์.2550. ตีแผ่ประเพณีรัดเท้าความงามและเซกซ์ของสตรีจีนโบราณ. [ระบบออนไลน์]. สืบค้นเมื่อ 21 มีนาคม 2559, จาก:  http://www.oknation.net/blog/Tip2/2007/07/07/entry-1

sss28856_1.2556. ประเพณีการรัดเท้า ค่านิยมเรียกน้ำตาจากสาวจีน.[ระบบออนไลน์]. สืบค้นเมื่อ 21 มีนาคม 2559, จาก: http://www.thaigoodview.com/node/157296

อ่านเพิ่มเติม »

บาบ๋า-ย่าหยา วัฒนธรรมลูกผสมแห่งคาบสมุทรมลายู

โดย พีรพงค์ จันทร์คำ

หากกล่าวถึงคาบสมุทรมลายูที่ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของไทยแล้ว หลายคนคงนึกถึงชนชาติมลายูที่นับถือศาสนาอิสลามเป็นอันดับแรก และคงจะจินตนาการถึงดินแดนอาหรับย่อยๆ แห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่ทว่ายังมีอีกกลุ่มวัฒนธรรมหนึ่งที่แฝงอยู่ในดินแดนเหล่านั้น คือ กลุ่มวัฒนธรรมบาบ๋า ย่าหยา หรือเปอรานากัน อันเป็นกลุ่มชนลูกครึ่งที่รวบรวมวัฒนธรรมดั้งเดิมของตนและวัฒนธรรมหลักในแผ่นดินที่พวกเขาได้อาศัย ทำให้เกิดการผสมผสานสรรค์สร้างวัฒนธรรมใหม่จนเป็นอัตลักษณ์ที่โดดเด่นจากอดีตจนถึงปัจจุบัน



หลายคนคงจะมีข้อสงสัยหลายประการในขณะนี้ว่า “บาบ๋า ย่าหยา หรือ เปอรานากัน” คือใคร กลุ่มวัฒนธรรมเปอรานากันนั้น คือ กลุ่มชาวจีนฮกเกี้ยน หรือ ชาวจีนจากมณฑลฝูเจี้ยน ที่ได้โล้สำเภาเรือมาทำการติดต่อค้าขายในแถบคาบสมุทรมลายู โดยเฉพาะเมืองมะละกาตั้งแต่อดีต จนเกิดความเจริญทางการค้าอย่างมั่งคั่งและมีการหลั่งไหลจากจีนแผ่นดินใหญ่มาสู่แผ่นดินใหม่ ชาวจีนบางส่วนนั้นได้ปักหลักตั้งถิ่นฐาน ณ ที่บริเวณแห่งนี้และได้แต่งงานกับชาวพื้นถิ่นที่นับถือพุทธศาสนา ไม่ว่าจะเป็นชาวมาเลย์ ชาวอินโด จนเกิดเป็นวัฒนธรรมใหม่ขึ้นที่หล่อหลอมวัฒนธรรมจีนและมลายูเข้ารวมกัน ที่ยังถือความเชื่อดั้งเดิมแบบจีนในเรื่องการระลึกถึงบรรพบุรุษ นับถือศาสนาและเทพเจ้า การรักษาประเพณี และความเชื่อใหม่แบบมลายูที่ไม่รับประทานเนื้อหมู การแต่งกายให้มิดชิด ตามหลักศาสนาอิสลามที่ผู้คนส่วนใหญ่นับถือ

สำหรับเอกลักษณ์ที่โดดเด่นชัดเจนของชาวเปอรานากันนั้น คือ การแต่งกายและอาหาร สำหรับในเรื่องการแต่งกายของชาวเปอรานากันนั้น พวกเขาได้นำความเป็นจีนและมลายูผสมผสานเข้าด้วยกัน จนกลายเป็นเครื่องแต่งกายที่สวยงามสำหรับผู้หญิงที่มีชื่อว่า “เกอบาญาลินดา” คือการนำผ้าฝ้ายลายลูกไม้มาตัดเย็บเป็นเสื้อแบบหญิงมลายู แต่เนื้อผ้าจะบางและลำตัวสั้นกว่าของชาวมลายูที่เป็นมุสลิม มีการนุ่งผ้าถุงปาเต๊ะแบบมลายู สวมรองเท้าปักแบบจีน สวมใส่เครื่องประดับแบบมลายูและกลัดเข็มกลัดสามตัวแทนกระดุม ส่วนผู้ชายนั้นก็จะสวมใส่เสื้อและกางเกงแบบจีน หรือเสื้อและโสร่งแบบมลายู อันเป็นวัฒนธรรมที่ผสมผสานอย่างลงตัว และในด้านอาหารนั้นชาวเปอรานากันได้นำเครื่องเทศจีนและมลายูมาผสมรวมเข้ากันมีทั้งเผ็ดแบบมลายูและหอมจืดแบบจีน เช่น ลักซา ก๋วยเตี๋ยวแบบจีนแต่น้ำซุปแบบแกงมลายู  

คำว่าเปอรานากัน (Peranakan) นั้น เป็นภาษามลายู ที่แปลว่า เกิด ณ ที่แห่งนี้ และจะมีอีกชื่อเรียกหนึ่ง คือ บาบ๋า ย่าหยา (Baba-Nyonya)  บาบ๋า ใช้เรียกผู้ชายเป็นภาษามลายูที่ยืมมาจากภาษาเปอร์เซีย แปลว่า ให้เกียรติบรรพบุรุษ และคำว่าย่าหยา ใช้เรียกผู้หญิงเป็นภาษาชวาที่ยืมคำมาจากภาษาอิตาลี แปลว่า ผู้หญิงที่แต่งงานแล้ว เนื่องด้วยสภาพสังคมในขณะนั้นดินแดนแถบคาบสมุทรมลายูล้วนตกเป็นอาณานิคมของ สหราชอาณาจักร ทำให้มีการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมกันเป็นอย่างมาก ด้วยต้นทุนเดิมของชาวเปอรานากันเป็นกลุ่มชนลูกผสมจึงสามารถพูดได้ 2 ภาษา คือจีนและมลายู อันเป็นภาษาแม่ ทำให้ได้เปรียบในเรื่องติดต่อการค้าและเป็นที่ต้องการในการเป็นล่ามแปลภาษาให้ชาวอังกฤษ จนทำให้ชาวเปอรานากันสามารถพูดภาษาอังกฤษได้ เพิ่มมาอีก 1 ภาษา และได้กระจายตัวไปยังหัวเมืองใหญ่ๆที่ชาวตะวันตกอาศัยอยู่ คือ ปีนัง มะละกา กัวลาลัมเปอร์ อินโดนีเซีย ทางภาคใต้ของไทย โดยเฉพาะในจังหวัดภูเก็ต ตรัง สตูลและ3 จังหวัดชายแดนไทย และบางส่วนได้อพยพมาตั้งรกรากถิ่นฐานที่เกาะสิงคโปร์ ได้สร้างบ้านแปลงเมืองพัฒนาความเป็นอยู่เรื่อยมาจนเจริญรุ่งเรืองถึงปัจจุบัน

จากการอพยพกระจายตัวตั้งถิ่นฐานในที่ต่างๆจากอดีตถึงปัจจุบัน ชาวเปอรานากันแต่ละถิ่นก็จะปรับวิถีชีวิตให้เข้ากับชาวท้องถิ่นเป็นส่วนใหญ่ ดังนี้

ในประเทศอินโดนีเซียนั้นที่ชาวท้องถิ่นนั้นส่วนใหญ่เป็นมุสลิม ทำให้ในเรื่องเครื่องแต่งกายต้องสวมใส่เสื้อผ้าที่มิดชิดและไม่แนบตัว การปรุงอาหารจะไม่ใช้เนื้อหมูใน บางส่วนก็หันมานับถือศาสนาอิสลามและใช้ภาษาบาฮาซา

ในประเทศสิงคโปร์ อันเป็นประเทศที่ชาวเปอรานากันได้สร้างบ้านแปลงเมืองแต่ด้วยความเจริญทางด้านเศรษฐกิจและความเป็นอยู่ทำให้วัฒนธรรมดั้งเดิมของชาวเปอรานากันได้ถูกหลงลืม ภาษาเปอรานากันจึงกลายเป็นคำแสลงในสิงคโปร์ มีการเปลี่ยนศาสนาไปนับถือคริสต์ อิสลามตามคู่ครองและวัตถุทางวัฒนธรรมเหลือเพียงให้ศึกษาในพิพิธภัณฑ์เท่านั้น

ในประเทศมาเลเซีย อันเป็นแผ่นดินแรกที่ชาวเปอรานากันได้มาตั้งถิ่นฐานและความสนับสนุนจากรัฐบาลมาเลเซียเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวและวัฒนธรรม จึงทำให้ยังคงมีการรักษาทั้งวัฒนธรรม ภาษา ประเพณีดั้งเดิมไว้อย่างเหนี่ยวแน่นโดยเฉพาะเมืองปีนังและเมืองมะละกา

ในประเทศไทย ชาวเปอรานากันได้เข้ามาตั้งถิ่นฐานในทางภาคใต้ โดยเฉพาะจังหวัดภูเก็ต ตรังและสตูลในสมัยยุคทองของเหมืองแร่ ด้วยที่ประเทศไทยเป็นเมืองพุทธและชาวเปอรานากันก็นับถือพุทธศาสนา ทำให้ไม่ต้องปรับตัวในวิถีชีวิตมากนัก เพียงแต่เรียนรู้ภาษาไทยเพิ่มเติมและปรับจากนับถือพุทธนิกายมหายานเป็นเถรวาท และยังเป็นด้วยประชากรส่วนใหญ่ของทั้ง 3 จังหวัดจึงส่งผลให้กลายเป็นวัฒนธรรมหลักของทั้ง 3 จังหวัด

ณ ตอนนี้หลายคนคงคลายฉงนสงสัยใน “วัฒนธรรมบาบ๋า ย่าหยา หรือเปอรานากัน” กันไปแล้ว เราเห็นถึงความงดงามของวัฒนธรรมที่ชวนให้น่าหลงใหล และเห็นถึงความพยายามในการปรับตัว เพื่อให้ตนเป็นที่ยอมรับในสังคมของชาวพื้นถิ่นเดิม จากฐานะผู้อพยพมาขอร่วมอาศัยจนเป็นประชากรของพื้นที่นั้นโดยใช้วิธีการสร้างสรรค์อัตลักษณ์ของตนที่ผสมผสานความเป็นจีนและมลายูเข้าไว้ด้วยกัน อันเป็นการไม่ปฏิเสธหรือรังเกียจวัฒนธรรมอื่น และยังต้องปรับตัวไปตามกระแสโลกาภิวัตน์แห่งโลกปัจจุบัน จนได้ข้อคิดที่ว่า “อย่าลืมรากเง้าของตัวเรา และจงปรับตัวให้อยู่กับปัจจุบัน”

อ้างอิง

ชีวสิทธิ์ บุณยเกียรติ. (บรรณาธิการ). (2553). พิพิธภัณฑ์สิงคโปร์. กรุงเทพฯ: ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน).

ชีวสิทธิ์ บุณยเกียรติ. (บรรณาธิการ). (2555). คน-ของ-ท้องถิ่น: เรื่องเล่า “สยามใหม่” จากมุมมองของชุมชน. กรุงเทพฯ: ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน).

ชีวสิทธิ์ บุณยเกียรติ. (2558). เกอบาญา (kebaya) ในวัฒนธรรมร่วม จากภูเก็ตถึงสิงคโปร์. ค้นข้อมูล 23 เมษายน พ.ศ. 2559, จาก http://www.academia.edu/12521703/เกอบาญา_kebaya_ในวัฒนธรรมร_วม_จากภูเก_ตถึงสิงคโป_

วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี. (ม.ป.ป.). เปอรานากัน. ค้นเมื่อ 23 เมษายน พ.ศ. 2559, จาก https://th.wikipedia.org/wiki/เปอรานากัน

อ่านเพิ่มเติม »

การดื่มชาและการชงชาของชาวญี่ปุ่น

โดย ชวัลวิทย์ ศิลารักษ์

ในวัฒนธรรมการกินดื่มที่มีมากมายหลากหลายในโลกล้วนถูกรังสรรค์ขึ้นมาจากความสร้างสรรค์ของมนุษย์จนกลายเป็นสิ่งที่คงอยู่กับชีวิตประจำวันและสืบทอดต่อมา และกลายเป็นวัฒนธรรมที่เป็นเอกลักษณ์บ่งบอกถึงรากเหง้าที่มาของชนชาติ หนึ่งในเครื่องดื่มที่นิยมแพร่หลายคนทั่วโลกตั้งแต่ยุคโบราณจนถึงปัจจุบันที่ยังปรากฏให้เห็นเด่นชัดในทุกวันนี้นั่นก็คือชา กล่าวถึงชาแล้วแน่นอนว่าชาสัญชาติญี่ปุ่นเป็นชาอีกหนึ่งประเภทที่ทุกคนคิดถึงด้วยกลิ่นหอมที่อบอวนและรสชาติที่ละมุนลิ้นทำให้ชาจากญี่ปุ่นเป็นที่กล่าวขานไปทั่วโลก ญี่ปุ่นเองยังเป็นชาติที่มีวัฒนธรรมเกี่ยวกับการดื่มชาและการชงชาที่มีความงดงามและประณีต ทำให้เกิดสุนทรียะทั้งด้านสายตาและรสสัมผัส

การดื่มชาและพิธีชงชาของชาวญี่ปุ่นนั้นมีความเป็นมายาวนานหลายร้อยปี โดยมีบันทึกว่าชาได้รับอิทธิพลมาจากจีนและจะมีการนำเข้าสู่ญี่ปุ่นโดยคณะทูตในสมัยนาระ (ราวศตวรรษที่ที่ 8) แต่เริ่มแพร่ในสมัยคามุระและสมัยมุโรมาจิ (ราวศตวรรษที่ 12-15) ซึ่งคาดว่าคณะสงฆ์ในนิกายมหายานได้เริ่มแบบแผนการดื่มชาในวัดเซน  โดยจะดื่มชาไปพร้อมกับการปฏิบัติธรรม จากนั้นจึงแพร่หลายสู่ราชสำนักในหมู่สายนักรบและขุนนางชนชั้นสูงเพื่อต้อนรับแขกผู้มาเยือน ต่อมา เซน ริกิว ก็ได้แสดงแบบแผนของพิธีชงชาขึ้นมาจนได้รับการยอมรับเป็นอย่างยิ่งในสมัยนั้น  นับตั้งแต่นั้นพิธีชงชาก็กลายเป็นพิธีที่ประณีต งดงาม จนถือเป็นเอกลักษณ์ของชาวญี่ปุ่นที่ไม่ว่าชนชาติไดที่พบเห็นก็อยากที่จะรู้จักที่มาและลิ้มลองรสชาติของชาเขียวจากพิธีชงชานี้สักครั้ง


ที่มา : https://www.pinterest.com/

ชาที่นำมาใช้ในพิธีชงชานี้คือชาเขียวที่ปลูกบนเชิงเขา ส่วนที่นำมาชงในพิธีคือส่วนที่อยู่บนสุดของยอดนั่นเอง การเก็บใบชานั้นจะเก็บโดยมือมนุษย์จะได้คุณภาพดีที่สุด และนำมาแปรรูปโดยการที่ทำให้แห้งและบดให้เป็นผงละเอียดเรียกว่า “มัทฉะ” นอกจากผงชาแล้วยังมีอุปกรณ์ที่สำคัญอีกหนึ่งอย่างนั่นคือ “ถ้วยชา” ซึ่งแต่ละบ้านจะเลือกใช้ถ้วยที่สวยงามวิจิตรมาที่สุด บางถ้วยอาจมีคุณค่าทางใจด้วยคือเป็นมรดกตกทอดประจำตระกูล นอกจากนั้นยังมีกระปุกสำหรับใส่ผงชาเขียว ช้อนตักชาที่ทำมาจากไม้ไผ่ขนาดเล็กที่มีปลายงอเล็กน้อย และไม้ชงชาซึ่งจะมีลักษณะคล้ายกับที่ตีไข่แต่ขนากเล็กกว่าโดยส่วนที่ใช้คนจะนำไม้ไผ่ซี่บาง ๆ มาดัดให้โค้งงอมี 2 แบบคือ 80 ซี่และ 120 ซี่และยังมีหม้อต้มน้ำร้อนกระบวยตักน้ำ และผ้าเช็ดอุปกรณ์เป็นหลัก

พิธีชงชา หรือ “ชาโนยุ” นั้นเป็นธรรมเนียมเคร่งครัด มีพิธีรีตองตั้งแต่การนั่ง การจับเครื่องมือการตักน้ำ ไปจนถึงการดื่มซึ่งขั้นตอนนั้นจะเริ่มจากการเชิญแขกเข้าสู่ห้องชงชา ซึ่งจะจัดแบบเรียบง่ายมีของตกแต่งเช่น แจกันดอกไม้ที่ถูกจัดไว้อย่างสวยงามในสไตล์ญี่ปุ่นหรือภาพห้อยประดับผนัง  พื้นห้องปูด้วยเสื่อทาทามิ ซึ่งจะมีช่องเล็กๆ สำหรับวางเตาและหม้อต้มน้ำร้อนสำหรับชงชา จากนั้นผู้ดำเนินการชงชาจะแต่งกายด้วยชุดกิโมโนอย่างสวยงามจะนั่งลงอย่างสงบ และเริ่มเช็ดถ้วยชาอย่างช้าๆ เสร็จแล้วก็จะเริ่มตักผงชาเขียวใส่ถ้วยตามต้องการตักน้ำร้อนจากหม้อ  ใช้ไม้ชงชาเริ่มคนเบาๆ แล้วคนแรงขึ้นจนเกิดฟอง  เมื่อได้ที่จะยกถ้วยชาขึ้นหมุนประมาณ 3 ครั้ง แล้ววางไว้หน้าผู้ดื่ม ผู้ดื่มจะโค้งเล็กน้อย พร้อมยื่นมือขวาจับถ้วยชาขึ้นวางบนฝ่ามือซ้าย  แล้วหมุนถ้วยตามเข็มนาฬิกา  จากนั้นจึงยกขึ้นดื่มภายในเวลา 3 ครั้ง ให้หมด  ครั้งสุดท้ายให้ดื่มมีเสียงดังๆ เป็นการแสดงถึงมารยาทและความชื่นชอบของรสชาติของชา เมื่อดื่มเสร็จให้หมุนถ้วยชากลับมาอีกครั้งแล้วจึงวางลง
 

ที่มา : https://www.pinterest.com/

การหมุนถ้วยชานั้นเป็นการโชว์ศิลปะความงามของถ้วยชา ในขณะที่ผู้ชงชาจะหมุนถ้วยนั้น ผู้ดื่มชาอาจมีการกลาวชื่นชมความงามของถ้วยชาไปจนถึงบรรยากาศการจัดแต่งห้อง ซึ่งถือเป็นมารยาทในการดื่มชาในพิธีชงชานี้ด้วย  และหากเป็นพิธีตามแบบโบราณที่เคร่งครัดและเป็นทางการทุกท่วงท่าตั้งแต่เริ่มต้นจนจบจะต้องสง่างาม  สงบนิ่ง  เพราะถือว่าเป็นพิธีการศักดิ์สิทธิ์ของลัทธิเซน  และขนบธรรมเนียมอีกอย่างหนึ่งของพิธีชงชาคือ  การรับประทานขนมหวานตามฤดูกาล  เช่น  วากาชิ โดยเสิร์ฟมาในจานเล็กและรองด้วยกระดาษพร้อมไม้จิ้มที่เหลามาอย่างสวยงาม โดยเชื่อว่าเมื่อทานขนมหวานเข้าไปแล้วดื่มชาเขียวตามนั้น จะทำให้ได้รสชาติกลมกล่อมเข้ากัน

จะเห็นได้ว่าในพิธีชงชาของชาวญี่ปุ่นเต็มไปด้วยความสวยงามประณีตและพิถีพิถัน และให้เกียรติซึ่งกันละกันทำให้นึกถึงนิสัยใจคอของชาวญี่ปุ่นซึ่งเป็นคนที่เรียบง่าย ทำอะไรก็นึกถึงผู้อื่นเสมอ ไม่กล้าที่จะทำผิดคำสั่งหรือนอกจากระเบียบปฏิบัติ นึกถึงคนอื่นเสมอ

อ้างอิง

สุนทรียะแห่งการดื่มชาญี่ปุ่น กับพิธีชงชา. [ออนไลน์]. ค้นเมื่อ 20 กันยายน 2558, จาก :
https://www.ilovetogo.com/Article/76/255/สุนทรียะแห่งการดื่มชาญี่ปุ่นกับพิธีชงชาญี่ปุ่น

พิธีชงชา..สุนทรียภาพในการลิ้มรส. [ออนไลน์]. ค้นเมื่อ 17 กันยายน 2558, จาก : http://www.marumura.com/culture/?id=2780

พิธีชงชาแบบญี่ปุ่นแท้ ๆ เกี่ยวข้องกับวินัยของคนญี่ปุ่นอย่างไร. [ออนไลน์]. ค้นเมื่อ 17 กันยายน 2558, จาก :
http://www.jinglebelltour.com/2015/พิธีชงชาแบบญี่ปุ่นแท้/

อ่านเพิ่มเติม »

นักรบซามูไร

โดย เอกราช จันทา

หลากหลายคนอาจจะได้ยินหรือคุ้นเคยกับคำว่าซามูไรหรือนักรบซามูไรมาแล้ว ว่าคือนักรบที่มีความแข็งแกร่ง ดุดัน โหดเหี้ยม มีวินัย อ่อนน้อมถ่อมตน พอเพียง มีบุคลิกเป็นที่น่าเกรงขามแก่บุคคลทั่วไป อะไรเป็นสาเหตุที่ทำให้ซามูไรเป็นที่นับหน้าถือตา คงต้องย้อนถึงจุดกำเนิดของนับรบซามุไรเลยทีเดียว

อ่านเพิ่มเติม »

เหตุการณ์สังเวยครั้งใหญ่ในอาณาจักรแอชเทค (Aztec)

โดย จิราภรณ์ พิริยะเสมวงษ์

หากจะกล่าวถึงอาณาจักรต่างๆในยุคโบราณที่อยู่ในทวีปอเมริกา ดินแดนที่กำเนิดของอารยธรรมที่เคยเจริญรุ่งเรืองถึงขีดสุดแห่งหนึ่งของโลก บางท่านอาจจะพอทราบได้ว่าอาณาจักรที่โด่งดังในสมัยนั้นก็จะได้แก่  อาณาจักรมายา (Maya) อินคา (Inca) และอีกหนึ่งแห่งที่ถือกำเนิดขึ้นมาในระยะเวลาต่อมา นั่นก็คือ แอชเทค (Aztec) เป็นอาณาจักรที่อยู่ในปลายยุคคลาสสิคตอนหลังและอาศัยอยู่ทางตอนกลางของแม็กซิโกในปัจจุบัน

อ่านเพิ่มเติม »