แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ อารยธรรมญี่ปุ่น แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ อารยธรรมญี่ปุ่น แสดงบทความทั้งหมด

ญี่ปุ่นในยุคเอโดะ

โดย ธัญชนก บุญประคม

ประเทศญี่ปุ่นเป็นประเทศที่มีอารยธรรมและวัฒนธรรมหลากหลายที่มีชื่อเสียง มีความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตนสูง มีพัฒนาการตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก ตามยุคสมัยต่างๆ จนกลายเป็นประเทศที่มีความเจริญรุ่งเรืองมากในปัจจุบัน สามารถทัดเทียมประเทศตะวันตกได้และเป็นที่ชื่นชมกันทั่วโลก ซึ่งการพัฒนาในด้านต่างๆ ในแต่ละยุคสมัยมีการเปลี่ยนแปลงแตกต่างกันออกไปตามผู้ปกครองหรือปัจจัยอื่นๆ ซึ่งในบทความนี้จะนำเสนอเกี่ยวกับยุคสมัยเอโดะ เป็นยุคที่มีการเกิดขึ้นของหลายสิ่งหลายอย่าง และมีความน่าสนใจอย่างยิ่ง


โทะกุงะวะ อิเอะยะซุ โชกุนคนแรกของตระกลูโทกุงะวะ 

1. ประวัติศาสตร์และการเมืองการปกครอง

ยุคเอโดะเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า ยุคโทกุงาวะ ซึ่งปกครองด้วยไดเมียวโทกุงาวะเป็นโชกุน ได้รวบอำนาจและตั้งรัฐบาลโชกุนขึ้นที่เอโดะ (ปัจจุบันคือโตเกียว) ใน ค.ศ. 1603 รัฐบาลเอโดะได้ลิดรอนอำนาจจากจักรพรรดิ เชื้อพระวงศ์ และพระสงฆ์จนหมดสิ้น และปกครองเกษตรกรไปทีละเล็กละน้อย ส่งต่ออำนาจต่อเนื่องเป็นเวลานานกว่าสองร้อยปี ซึ่งตลอดระยะเวลานั้นองค์จักรพรรดิยังคงประทับอยู่ที่เมืองหลวงที่เกียวโตแต่ไม่มีพระราชอำนาจใดๆ

ในช่วงยุคสมัยเอโดะ  เป็นช่วงที่ญี่ปุ่นได้หยุดพักสงครามภายในประเทศที่มีมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน ต้องยกให้เป็นความดีความชอบของตระกูลโทะกุงะวะ ที่ออกกฏ สันคินโคไท ตามกฎนี้ไดเมียวของแต่ละเมืองจะต้องมาประจำการอยู่ที่เอโดะปีเว้นปี โดยครอบครัว ภรรยาและบุตรจะต้องอยู่ในเอโดะตลอดเวลา นั่นทำให้ไดเมียวของแต่ละเมืองไม่กล้าคิดต่อต้านรัฐบาลกลาง การที่ไดเมียวของทุกเมืองต้องมาประจำที่เมืองเอโดะ ทำให้ไดเมียวแต่ละเมืองต้องนำซามูไรและคนของตนเองติดตามมาอยู่ด้วย ทำให้ช่วงเวลาดังกล่าวเอโดะกลายเป็นเมืองที่มีประชากรหนาแน่นที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ประมาณถึงหนึ่งล้านคน

2. สภาพสังคม

สังคมญี่ปุ่นในยุคเอโดะแตกต่างจากสังคมญี่ปุ่นในยุคอื่น ๆ เนื่องจากลัทธิขงจื๊อใหม่เข้ามามีอิทธิพล สังคมยุคเอโดะแบ่งออกเป็นสี่ชนชั้นเรียกว่าชิโนโกโช ประกอบด้วย ชนชั้นซามูไร ชนชั้นชาวนา ชนชั้นช่างฝีมือ และชนชั้นพ่อค้า แต่ละชนชั้นมีบทบาทและหน้าที่ของตนเองอย่างชัดเจนเคร่งครัด และการเปลี่ยนแปลงทางชนชั้นเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ยาก

การแบ่งชนชั้นในยุคเอโดะ เรียกกันว่า "มิบุงเซ" ประกอบด้วย
1. นักรบ หรือ ซามูไร (ประมาณร้อยละ 5 ของประชากรทั้งหมด)
2. ชาวไร่ชาวนา (ประมาณร้อยละ 80 ของประชากรทั้งหมด)
3. ช่างฝีมือ
4. พ่อค้า

ภาพ การครองแผ่นดินของตระกูลโทกุงาวาในยุคเอโดะ

ในช่วงเวลานี้มีการหลั่งไหลเข้ามาของชาวยุโรป ซึ่งมีผลกระทบต่อญี่ปุ่นอย่างมาก คณะผู้สอนศาสนาทำให้ชาวญี่ปุ่นเปลี่ยนศาสนากันมาก โดยเฉพาะทางตอนใต้ของญี่ปุ่น โชกุนตระหนักดีว่าศาสนาคริสต์อาจจะมีอานุภาพในการทำลายทัดเทียมกับอาวุธปืนที่เข้ามาในญี่ปุ่น ในที่สุดได้มีการสั่งห้ามเผยแพร่ศาสนาคริสต์ในญี่ปุ่น และโชกุนโทะกุงะวะได้ออกคำสั่งห้ามชาวต่างชาติทุกคนเข้าประเทศญี่ปุ่น ปิดประเทศญี่ปุ่นอนุญาตให้เฉพาะพวกดัทช์ (ฮอลันดา) เข้ามาค้าขายได้แค่บนเกาะเล็กๆ ชื่อเดจิมะ ซึ่งอยู่ริมฝั่งท่าเรือนะงะซะกิห้ามออกจากเกาะมาเหยียบแผ่นดินใหญ่เด็ดขาด ส่วนคนญี่ปุ่นก็ห้ามข้ามไปเกาะนี้เช่นกันยกเว้นช่างหรือล่าม เป็นต้น

แต่กฎนี้ผ่อนปรนสมัยโชกุนโยะชิมุเนะเปิดทางให้พวกปัญญาชนข้ามไปเรียนวิชาฝรั่งแบบชั่วคราว ตลอดจนชาวจีนจำนวนหนึ่งที่อาศัยอยู่ที่ นะงะซะกิ และทูตจากราชวงศ์ลีของประเทศเกาหลีที่เดินทางมาญี่ปุ่นเป็นครั้งคราว เป็นเวลา 250 ปีที่ญี่ปุ่นได้ติดต่อกับโลกภายนอกผ่านกลุ่มคนเหล่านี้เท่านั้น นักวิชาการญี่ปุ่นได้รับความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับการแพทย์ตะวันตกและวิทยาศาสตร์แขนงอื่นๆ

การศึกษาและวิชาการก็เจริญรุ่งเรือง ชนชั้นนักรบเล่าเรียนปรัชญาของขงจื๊อและหลักคำสอนจูจื่อ ซึ่งเป็นปรัชญาพื้นฐานที่ค้ำจุนการปกครองของรัฐบาลเอโดะ การศึกษาเกี่ยวกับญี่ปุ่นและดัทช์ เจริญรุ่งเรืองตั้งแต่ศตวรรษที่ 18 เป็นต้นมา มีการเปิดโรงเรียนตามหัวเมืองต่างๆ เพื่อลูกหลานของชนชั้นนักรบ ราษฎรสามัญเองก็นิยมส่งลูกหลานเรียนหนังสือเช่นกัน

3.ภูมิปัญญา

ผู้คนจากหลากหลายที่มาอยู่ร่วมกันจึงทำให้เกิดการสร้างภูมิปัญญาในด้านต่างๆ วัฒนธรรมการบริโภคในรูปแบบต่างๆ ทำให้ยุคเอโดะเป็นยุคที่วัฒนธรรมราษฏรสามัญเจริญรุ่งเรืองที่สุด และกลายเป็นวัฒนธรรมญี่ปุ่นที่ชาวต่างชาติรู้จักและคุ้นเคยกันดี เช่น ซูชิ ละครคาบูกิ และภาพพิมพ์แกะไม้ที่เรียกว่าภาพอุกิโยะ มีการต่อเรือตามแบบตะวันตกเพื่อใช้ในการค้าขาย เป็นต้น

4.การเปลี่ยนผ่านยุคสมัย

ปลายสมัยเอโดะสภาพเศรษฐกิจและสังคมเริ่มเห็นถึงการล่มสลาย ของระบอบโชกุนตระกูลโทะกุงะวะ  โดยชาวนาเสียภาษีให้กับรัฐบาลบะกุฟุมากแต่ได้รับส่วนแบ่งที่น้อย เกิดความไม่เท่าเทียมกันระหว่างชนชั้น  ทำให้เกิดกบฏชาวนาที่โอซากะและเอโดะ ในปี ค.ศ.1788 ชนชั้นซามูไรเองก็เกิดความขัดสนโดยหันไปประกอบอาชีพอื่น  ในยุคนี้เป็นช่วงที่เกิดภัยธรรมชาติครั้งใหญ่ทั่วญี่ปุ่น เรียกว่า “ทุพพิกขภัยแห่งปีเท็นโป” การเกิดภัยธรรมชาติครั้งใหญ่ในปีเท็นโป  ทำให้เกิดปัญหาทางเศรษฐกิจตามมา

ต่อมาญี่ปุ่นถูกบังคับให้เปิดประเทศเพื่อให้ชาติตะวันตกเข้าไปค้าขายได้มากขึ้น โดยสหรัฐอเมริกาได้ส่งได้นายพลเพอรี่ พร้อมเรือรบเหล็กเพื่อเข้ามากดดันให้ญี่ปุ่นทำการเปิดประเทศ  ในที่สุดรัฐบาลบะกุฟุก็ยอมทำสนธิสัญญาคะนะกะวะ ขึ้นในปี ค.ศ.1854  จึงถือเป็นการเปิดประเทศของญี่ปุ่นอย่างเป็นทางการ

หลังจากการทำสนธิสัญญากับชาติตะวันตก  ทำให้เกิดความขัดแย้งทางความคิดของบรรดาข้าราชการอย่างรุนแรงตามมา  ความคิดเห็นแตกออกเป็น 2 ฝ่าย คือ ฝ่ายที่เห็นว่าจำเป็นต้องทำตามข้อเรียกร้องของชาติตะวันตกและฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกับข้อเรียกร้อง  ต่อมาไม่นานจึงเกิดกระแสต่อต้านรัฐบาล  โดยรัฐบาลได้ทำการกวาดล้างอย่างรุนแรง  เรียกว่า “การกวาดล้างในปีอันเซ” ในปีค.ศ.1858-1859  โดยทำการปลดข้าราชการออกจากตำแหน่งหลายคน และเกิดการปะทะกันหลายครั้งระหว่างรัฐบาลญี่ปุ่นกับชาติตะวันตก แต่อย่างไรก็ตามญี่ปุ่นก็ไม่อาจต้านทานแสนยานุภาพจากชาติตะวันตกได้  ในปี ค.ศ.1865 เกิดการต่อต้านรัฐบาล รัฐบาลบะกุฟุทำให้โชกุน

โทะกุงะวะ โยชิโนบุ ได้ลาออกจากตำแหน่งในปี ค.ศ.1867  แต่การลาออกของโชกุนก็ไม่สามารถทำให้ความขัดแย้งลดลงได้ จนลุกลามทำให้เกิดสงครามกลางเมืองครั้งใหม่ เรียกว่า “สงครามโบชิน” ในปี ค.ศ.1868-1869  ฝ่ายโชกุนโยชิโนบุพ่ายแพ้ จึงต้องถอยร่นกองกำลังของตนมาทางใต้ แต่ในที่สุดจึงยอมสละตำแหน่ง ต่อมามีเคลื่อนไหวของบรรดาผู้นำจากแคว้นทางใต้มีเป้าหมายเพื่อการสร้างชาติให้มีความมั่นคงทางเศรษฐกิจ และมีความเข้มแข็งทางทหารและนำไปสู่การปฏิรูปยุคใหม่ หรือ “การฟื้นฟูเมจิ” เป็นยุคสมัยต่อมา

ญี่ปุ่นในยุคเอโดะได้มีการเกิดขึ้นของวัฒนธรรมและวิทยาการใหม่ ๆ มากมาย ซึ่งมีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้วิทยาการจากชาวตะวันตก และการหันมาให้ความสำคัญกับการศึกษา รวมถึงอิทธิพลของศาสนาที่มีต่อแนวคิดของชาวญี่ปุ่น ถือได้ว่ายุคเอโดะเป็นยุคที่สร้างความเจริญความเป็นปึกแผ่นไว้ให้ญุี่ปุ่นอย่างมาก  และได้มีการพัฒนาเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย จนได้กลายเป็นโตเกียวเมืองที่โด่งดังในปัจจุบัน


อ้างอิง

วันอาทิตย์.(2560).ย้อนอดีตไปยุคเอโดะสู่โตเกียว ผ่านพิพิธภัณฑ์เอโดะ-โตเกียว,สืบค้นเมื่อ 25 กันยายน 2560, จาก: www.iurban.in.th/travel/edo_tokyo/

วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี.(2561).ประวัติศาสตร์ญี่ปุ่น,สืบค้นเมื่อ 25 กันยายน 2561, จาก: https://th.wikipedia.org/wiki/ประวัติศาสตร์ญี่ปุ่น

วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี.(2561).ยุคเอโดะ,สืบค้นเมื่อ 25 กันยายน 2561, จาก: https://th.wikipedia.org/wiki/ยุคเอโดะ#ประวัติศาสตร์

Pasadon Wittaya-udom.(2556). 100 ปีสุดท้ายของยุคเอโดะ และการล่มสลายของรัฐบาล"บะกุฟุ", สืบค้นเมื่อ 25 กันยายน 2561, จาก: https://th-th.facebook.com/notes/pasadon-wittaya-udom/100-ปีสุดท้ายของยุคเอโดะ-และการล่มสลายของรัฐบาลบะกุฟุ/657125654308037/

อ่านเพิ่มเติม »

กิโมโน (Kimono) ชุดประจำชาติญี่ปุ่น

โดย  ฉัตราภรณ์  รูปขันธ์

เมื่อพูดถึงวัฒนธรรมการแต่งกายของประเทศญี่ปุ่น หลายคนต้องนึกถึงชุดกิโมโน  ที่เป็นเอกลักษณ์ประจำชาติญี่ปุ่น  ที่แสดงถึงความเป็นญี่ปุ่นได้เป็นอย่างดี  ที่มีทั้งความงาม  และเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่สืบทอดมาอย่างช้านาน แต่น้อยคนนักที่จะรู้จักกิโมโนโดยเนื้อแท้  ที่ไม่ใช่แค่รูปลักษณ์ภายนอก  เพราะเครื่องแต่งกายประจำชาติที่มีมาตั้งแต่โบราณย่อมซ่อนความหมายและความสวยงามไว้


ภาพชุดกิโมโน  

กิโมโน หรือชุดแต่งกายของชาวอาทิตย์อุทัย  มีประวัติยาวนานมาตั้งแต่ สมัยเฮอัน หรือตรงกับ ค.ศ.794-1192 หรือ พ.ศ.1337-1735 ก่อนหน้านั้น ซึ่งเป็น สมัยนารา (ค.ศ.710-794)  ชาวญี่ปุ่นนิยมแต่งชุดท่อนบนกับท่อนล่างเหมือนกันหรือไม่ก็เป็นผ้าชิ้นเดียวกันไปเลย

ต่อมาใน สมัยเฮอัน  (ค.ศ. 794 - 1192)  ซึ่งถือเป็นช่วงเริ่มต้นการใส่กิโมโน  ชาวญี่ปุ่นพัฒนาเทคนิคการตัดชุดเสื้อผ้าด้วยการตัดผ้าเป็นเส้นตรง  เพื่อให้ง่ายต่อการสวมใส่  หยิบมาคลุมตัวได้ทันที  ทั้งยังเป็นชุดที่เหมาะกับทุกสภาพอากาศ  สามารถเปลี่ยนเนื้อผ้าที่ตัดเย็บให้เหมาะกับฤดูกาล  ความสะดวกสบายนี้ทำให้ชุดกิโมโนแพร่หลายไปอย่างรวดเร็ว  โดยวงการแฟชั่นสมัยนั้น  ผู้ตัดเย็บก็จะคิดหาวิธีที่ทำให้ชุดกิโมโนมีสีสัน ผสมผสานกันด้วยสีต่างๆ ให้เหมาะสมกับสภาพอากาศและชนชั้นทางสังคมถือว่าเป็นช่วงที่ชุดพัฒนาในเรื่องสีมากที่สุด

ใน ยุคคามาคุระ (ค.ศ. 1338 - 1573) ทั้งผู้หญิงและผู้ชายจะนิยมใส่ชุดกิโมโนที่สีสันแสบทรวง ยิ่งเป็นนักรบจะต้องยิ่งใส่ชุดที่สีฉูดฉาดมากๆเพื่อแสดงถึงความเป็นผู้นำ

ต่อมาใน ยุคเอโดะ ( ค.ศ. 1600-1868 )  ช่วงที่โชกุนโตกูกาวาปกครองญี่ปุ่น โดยให้ขุนนางไปปกครองตามแคว้นต่างๆ นั้น ในช่วงนี้นักรบซามูไรแต่ละสำนักจะแต่งตัวแบ่งแยกตามกลุ่มของตนเอง เรียกว่าเป็น "ชุดเครื่องแบบ" โดยชุดที่ใส่นี้ แบ่งออกเป็น 3 ส่วน คือ ชุดกิโมโน ชุดคามิชิโม ตัดเย็บด้วยผ้าลินินใส่คลุมชุดกิโมโนเพื่อให้ไหล่ดูตั้ง  และกางเกงขายาวที่ดูเหมือนกระโปรงแยกชิ้น ชุดกิโมโนของซามูไรจำเป็นต้องเนี้ยบมาก  ดังนั้น  จึงเป็นช่วงที่พัฒนากิโมโนไปอีกขั้น จนเป็นผลงานศิลปะชิ้นหนึ่ง

สมัยต่อมาใน ยุคเมจิ (ค.ศ. 1868 - 1912) ญี่ปุ่นได้รับอิทธิพลจากต่างชาติมากขึ้น ชาวญี่ปุ่นเปลี่ยนมาใส่ชุดสากลในชีวิตประจำวัน และจะใส่ชุดกิโมโนเมื่อถึงงานที่เป็นพิธีการเท่านั้น

กิโมโน (kimono)  ถ้าแปลตามตัวแล้ว  หมายถึง  เสื้อผ้า  ถือได้ว่าเป็นชุดประจำชาติของญี่ปุ่น สามารถสวมใส่ได้ทั้งผู้ชายและผู้หญิง  มีลักษณะพิเศษตรงที่ชายเสื้อจะเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า  และมีผ้าแพรพันสะเอว (obi)  ต่างกับชุดที่เป็นเสื้อผ้าของตะวันตก (yofuku)  อย่างชัดเจน


ภาพชุดกิโมโน

กิโมโนประกอบด้วยเสื้อนางางิ  ซึ่งมีลักษณะเป็นเสื้อคลุมขนาดยาวที่มีแขนเสื้อที่มีความกว้างมาก  และมีสายโอบิ  ซึ่งใช้รัดเสื้อคลุมนี้ให้อยู่คงที่  ชุดกิโมโนทั้งของหญิงและชายเมื่อใส่แล้วจะพรางรูปร่างของผู้สวมใส่ไม่ให้เห็นสัดส่วนที่แท้จริง  ชุดกิโมโนของผู้หญิงโสดเป็นกิโมโนแขนยาว  ลวดลายที่นิยมคือลายดอกซากุระ กิโมโนของผู้หญิงแต่งงานแล้วจะเป็นกิโมโนแขนสั้นสีไม่ฉูดฉาดมาก


ภาพส่วนประกอบของชุดกิโมโน

นอกจากความงามที่เป็นเอกลักษณ์แล้ว  ชุดกิโมโนยังมีความหมายและสัญลักษณ์ในตัวของมันอีกด้วย ทั้งสไตล์ สี และวัสดุที่ใช้ เพื่อแสดงถึงอัตลักษณ์ของผู้สวมใส่

สไตล์  ชุดกิโมโนแบบดั้งเดิมมีหลากหลายรูปแบบ  ซึ่งแต่ละแบบนั้นจะถูกกำหนดให้สวมใส่ตามสถานภาพและช่วงเวลา  เช่น ผู้หญิงที่ยังไม่ได้สมรสก็จะสวมกิโมโนแบบ Furisode  ซึ่งมีลักษณะแขนเสื้อยาว เป็นสีสัน และลวดลายที่ฉูดฉาด ในขณะที่เจ้าของร้านค้าผู้ชายจะสวมชุดที่มีเสื้อ Happi ทับ ซื่งมีลักษณะเป็นเสื้อคลุมตัวใหญ่สีครามหรือสีกรมท่า ความยาวของแขนเสื้อจะอยู่ที่ประมาณข้อศอกและด้านหลังจะสกรีนเป็นตราสัญลักษณ์หรือตัวอักษรใหญ่ๆ นิยมสวมใส่ในงานเทศกาลต่างๆ เหมือนกับเป็นเสื้อประจำกลุ่มเพื่อเป็นสัญลักษณ์ให้ผู้คนได้สังเกตเห็นได้ง่าย

ลวดลาย  รูปแบบ  สัญลักษณ์  และการออกแบบ  ล้วนแต่เป็นการบอกถึงสถานะของผู้สวมใส่  ซึ่งสามารถบอกได้ถึงบุคลิกภาพ  รสนิยม  และความมีคุณธรรมได้  เช่น การทำลวดลายบนผืนผ้ากิโมโน  ก็มักจะได้แรงบันดาลมาจากธรรมชาติ เช่น ใบไม้  ดอกไม้  และนก  เป็นต้น

สี  สีของชุดกิโมโนนั้นก็ถือว่าเป็นการแสดงเชิงสัญลักษณ์เช่นเดียวกัน พิพิธภัณฑ์ Victoria & Albert ได้อธิบายว่า “สีที่ใช้ในการย้อมย่อมสะท้อนให้เห็นถึงวิญญาณของพืช ที่ถูกสกัด”

“คุณสมบัติของพืชแต่ละชนิด ก็จะช่วยรักษาอาการต่างๆ ได้อีกด้วย เช่น สีครามที่ได้จากต้นฮ่อม ที่คนโบราณใช้รักษาแผลกัดต่อย ก็เชื่อว่าการสวมผ้าสีน้ำเงินนั้น สามารถเป็นยาขับไล่งูและแมลงได้”

วัสดุที่ใช้ทำกิโมโนทำจากผ้าเย็บและตกแต่งด้วยมือหลากหลายชนิด  ซึ่งในอดีตนั้นมักใช้ผ้าลินิน  ผ้าไหม และกัญชงเสียเป็นส่วนใหญ่ (กัญชง เป็นไม้ล้มลุกมีลักษณะทางพฤกษศาสตร์คล้ายกัญชา จึงจัดอยู่ในพืชซึ่งให้ประโยชน์หลักทางด้านสิ่งทอเป็นสำคัญ) โดยในปัจจุบันวัสดุที่ใช้ทำกิโมโนจะเปลี่ยนมาเป็นการใช้ใยสังเคราะห์จากฝ้ายและโพลีเอสเตอร์แทน

แต่เป็นเรื่องที่น่าแปลกใจไม่น้อยที่ผ้าแบบโบราณกลับได้รับความนิยมมากกว่า  อาจเป็นเพราะความคลาสสิกและเนื้อผ้าที่นุ่มละมุนแบบดั้งเดิมนั่นเอง

จะเห็นว่า  นอกจากความงามที่เป็นเอกลักษณ์แล้ว ชุดกิโมโนยังมีความหมายและสัญลักษณ์ในตัวของมันอีกด้วย ยังแสดงให้เห็นถึงวิถีชีวิต  ความเป็นอยู่ของคนในสมัยนั้น  และแสดงถึงอัตลักษณ์ของผู้สวมใส่ด้วย  และในปัจจุบันก็ยังมีผู้ที่สนใจชุดกิโมโนอยู่จำนวนไม่น้อย  และผู้คนที่มาเยือนญี่ปุ่นต้องไม่พลาดที่จะสวมใส่ชุดกิโมโนสักครั้งหนึ่งในชีวิต  ชุดกิโมโนจึงเป็นสิ่งที่มีคุณค่าทั้งในเชิงศิลปะและวัฒนธรรมการแต่งกายที่ควรอนุรักษ์ไว้ต่อไป


อ้างอิง

การแต่งกายประเทศญี่ปุ่น. (ออนไลน์). สืบค้นเมื่อ  21 กันยายน  2561, จาก : https://sites.google.com/site/pattarasuda236100/kar-ete-ngkay-prathes-yipun?tmpl=%2Fsystem%2Fapp%2Ftemplates%2Fprint%2F&showPrintDialog=1

กิโมโนชุดประจำชาติญี่ปุ่น.(ออนไลน์). สืบค้นเมื่อ  21 กันยายน  2561, จาก: http://www.majortraveller.com/index.php?lite=article&qid=42184189

กิโมโนชุดประจำชาติญี่ปุ่นที่สง่างาม.(ออนไลน์). สืบค้นเมื่อ  21 กันยายน  2561, จาก: https://www.gotoknow.org/posts/469978

ประวัติศาสตร์ชุด ‘กิโมโน’ อันเป็นเอกลักษณ์ และการเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลาสมัยนิยม.(ออนไลน์).สืบค้นเมื่อ  21 กันยายน  2561, จาก: https://www.catdumb.com/kimono-241/

วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี.กิโมโน.(ออนไลน์).  สืบค้นเมื่อ  21 กันยายน  2561, จาก  https://th.wikipedia.org/wiki/กิโมโน


อ่านเพิ่มเติม »

เรื่องราวลี้ลับของโยไก (Yokai)

โดย ชฎาพร จุ้ยหมื่นไวย

ในโลกนี้มีเรื่องราวลี้ลับมากมายเกี่ยวกับสิ่งที่มองไม่เห็นไม่ว่าจะเป็นตำนานของเทพเจ้า เหล่าเทวดานางฟ้านางสวรรค์หรือแม้แต่เรื่องเล่าลี้ลับเกี่ยวกับภูติผี ปีศาจทั้งหลาย ต่างก็มีเรื่องเล่ามากมายเล่าต่อกันมารุ่นต่อรุ่น ซึ่งลักษณะหรือประเภทของสิ่งลี้ลับที่กล่าวไปนั้นก็มักจะแตกต่างกันออกไปตามแต่ละพื้นที่ ประเทศญี่ปุ่นก็เป็นอีกประเทศหนึ่งที่มีเรื่องราวลี้ลับเกี่ยวกับภูติผีปีศาจเยอะพอสมควร ภูติผีปีศาจในญี่ปุ่นนั้นมีมากมายหลายประเภท แต่ประเภทที่คนทั่วไปรู้จักกันดีก็คือประเภท โยไก (Yokai หรือ 妖怪) เพราะมักถูกนำไปสร้างเป็นตัวหลักในการ์ตูนชื่อดังของญี่ปุ่นในหลายๆเรื่องอาทิ เช่นเรื่อง Kamisama Hajimemashita , Spirited Away , Hotarubi no morie , Natsume Yuujinchou เป็นต้น


ที่มา : https://mgronline.com/

โยไกเป็นสิ่งมีชีวิตเหนือธรรมชาติที่ไม่ได้มาจากวิญญาณของคนตายจากความเชื่อของประเทศญี่ปุ่น      ซึ่งโยไกอาจจะนำโชคดีหรือโชคร้ายมาสู่มนุษย์ก็ได้ ในญี่ปุ่นยุคโบราณเชื่อว่าปรากฎการณ์ต่างๆที่มีความแปลกประหลาดผิดธรรมชาติที่เกิดขึ้นมานั้นเป็นการกระทำของ "โยไก" โยไกแตกต่างจากวิญญาณ มีรูปร่างต่างๆ สำหรับคนญี่ปุ่นถึงแม้ว่าโยไกจะเป็นสิ่งน่ากลัวแต่ก็เป็นสิ่งที่รู้สึกผูกพันกันเช่นกัน หากให้เทียบกับของไทยเองนั้น ก็อาจจะเป็นความเชื่อในเรื่องผีสางทั่วไป

โยไกจะแบ่งออกเป็น 4 ประเภท ซึ่งประเภทแรกนั้นจากคำบอกเล่าหรือตามในบันทึกต่างๆของผู้คน ส่วนใหญ่มักจะเจอกับโยไกที่มีร่างเป็นสัตว์หรือที่เรียกว่า "โอะบะเกะ" เช่น คัปปะหรือกัปปะ( 河童 Kappa ) เป็นโยไกชนิดหนึ่งที่หลายคนน่าจะคุ้นเคยมากที่สุด มีลักษณะคล้ายสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ ตามตำนานเล่าว่าคัปปะเคยหลอกล่อให้คนลงไปในน้ำ มักจะลากม้า หรือ วัว ควาย แต่ที่ชอบมากที่สุดคือลากเด็กๆ ลงแม่น้ำจนจมน้ำตาย มีความเชื่อว่าคัปปะเป็นเทพที่ดูแลแม่น้ำลำคลองแต่เมื่อมนุษย์เลิกนับถือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ คัปปะก็กลายเป็นเพียงแค่ภูติผีธรรมดา ในปัจจุบันมีศาลเจ้าบูชาคัปปะโดยพ่อแม่ของเด็กๆมักจะนำของมาเซ่นไหว้ เช่น เหล้าสาเก น้ำ คัมภีร์ กลอง เป็นต้น เพื่อไม่ให้คัปปะมายุ่งเกี่ยวกับลูกของตนอีกด้วย


ที่มา : https://mgronline.com/

โยไกประเภทที่ 2 คือโยไกที่สามารถปรากฏตัวออกมาในลักษณะร่างมนุษย์และปะปนกับผู้คนได้เช่น “โระคุโระ คุบิ” (ろくろ首;Rokuro kubi) หรือ “ผีคอยาว” เป็นโยไกชนิดหนึ่งเป็นผู้หญิงและต้องเป็นหญิงสาวที่มีใบหน้าสะสวยเพื่อใช้หลอกล่อเหยื่อที่เป็นผู้ชาย ชอบยืดคอยาวออกไปหลอกหลอนมนุษย์ เมื่อตกกลางคืนจะยืดคอออกไปได้ยาวมาก โรคุโรคุบิมักจะชอบปะปนอยู่กับมนุษย์

ประเภทที่ 3 ของโยไกที่คนญี่ปุ่นจะรู้จักดีคือ "โอะนิ" เป็นพวกยักษ์ที่คอยเฝ้าดูแลภูเขาต่างๆ มักจะมีผิวสีแดง ฟ้า หรือน้ำตาล มีเขาสองเขา ปากกว้างและมีวงเขี้ยว 2 อัน มักสวมใส่ผ้าเตี่ยว หนังเสือ อาจถือกระบองหรือดาบ โอะนิมักมีภาพลักษณ์ที่ดูน่ากลัวแต่บางครั้งพวกเขาก็เป็นศูนย์รวมของพลังธรรมชาติ

ประเภทที่ 4 หรือ "สึกุโมะงะมิ" เป็นโยไกที่กำเนิดจากข้าวของเครื่องใช้เก่าแก่ต่างๆที่มนุษย์นำไปทิ้งหรือไม่ใช้แล้ว โยไกประเภทนี้โดยส่วนมากแล้วไม่เป็นภัยต่อมนุษย์ และอาจอาศัยอยู่ในบ้านของมนุษย์โดยทั่วไป เช่น  ผีร่ม หรือ คะระกะซะ โคะโซ (ญี่ปุ่น: からかさ小僧 Karakasa Kozō) เกิดจากร่มกระดาษเก่าอายุเกินกว่า 100 ปี ที่มนุษย์ละทิ้งแล้ว มีดวงตาเดียวกลมโตพร้อมกับปากที่มีลิ้นยาวและมีขาเดียวไว้คอยกระโดดไปมา มักจะปรากฏยามค่ำคืนบริเวณสุสานหรือที่รกร้าง ตามคำบอกเล่ากล่าวว่าบางครั้งมันจะปรากฏตัวเพื่อเล่นกับเด็กๆ

แม้จะยังไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าโยไกนั้นมีอยู่จริงหรือไม่แต่ความเชื่อเหล่านี้ก็ถูกส่งต่อมาตั้งแต่ญี่ปุ่นยุคโบราณหรือบางทีนั้นคนโบราณอาจจะใช้ตำนานเรื่องภูติผีปีศาจเพื่อป้องกันไม่ให้เด็กๆ เข้าใกล้ป่าหรือหน้าผาที่อันตรายก็เป็นได้ เช่นตำนานของคัปปะที่ชอบลากมนุษย์ลงไปใต้น้ำโดยเฉพาะเด็กๆอาจจะมีไว้ป้องกันไม่ให้เด็กๆทั้งหลายลงไปเล่นน้ำในที่ลึกๆเพื่อป้องกันการจมน้ำและตำนานของยักษ์โอะนิที่มีไว้เพื่อให้มนุษย์ได้ตระหนักถึงธรรมชาติและไม่กล้าที่จะบุกรุกพื้นที่ธรรมชาติ เป็นต้น


ที่มา : https://ohmatsuri.com/

นอกจากนี้ในปัจจุบันมีการจัดเทศกาลโยไก (เทศกาลภูติผีปีศาจ) (妖怪まつり) ที่จังหวัดโทคุชิมะ ประเทศญี่ปุ่น เทศกาลนี้เริ่มขึ้นในปี 2000 เป็นเทศกาลที่จัดขึ้นเพื่อสืบทอดตำนานเกี่ยวกับโยไก จุดเด่นของเทศกาลนี้คือขบวนพาเหรดโยไกทุกคนจะแต่งตัวเป็นโยไกประเภทต่างๆเพื่อร่วมเดินขบวนพาเหรดด้วยกันและบุคคลภายนอกก็สามารถเข้าร่วมเดินด้วยได้โดยการสวมชุดตุ๊กตา งานนี้จัดขึ้นที่โรงเรียนประถมคะมิเมียว จังหวัดโทคุชิมะและจะจัดเป็นประจำทุกวันอาทิตย์ที่ 3 ของเดือนพฤศจิกายนในทุกๆปี

ความเชื่อเรื่องโยไกที่สืบเนื่องมาแต่โบราณ แสดงให้เห็นถึงวิถีชีวิตของชาวญี่ปุ่นกับธรรมชาติว่ามีความผูกพันธ์กันมาตั้งแต่สมัยโบราณซี่งการที่ผู้คนมีความเชื่อในเรื่องของสิ่งลี้ลับนั้นก็ช่วยให้ผู้คนรู้จักอนุรักษ์ธรรมชาติ รู้จักระมัดระวังตัว และตั้งมั่นกับการประพฤติตนเป็นคนดีกันมากขึ้น แต่ทั้งนี้ก็มีทั้งคนที่เชื่อและคนที่ไม่เชื่อเพราะเป็นความเชื่อส่วนบุคคลซึ่งขึ้นอยู่กับวิจารณญาณส่วนบุคคลของแต่ละคน


อ้างอิง  

วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี. (2558). โยไก. ค้นเมื่อ 24 กันยายน 2561, จาก:  https://th.wikipedia.org/

วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี. (2561). ผีร่ม. ค้นเมื่อ 24 กันยายน 2561, จาก: https://th.wikipedia.org/

โฆษิต ทิพย์เทียมพงษ์.  (2559). “ผีโยไก” ในตำนานผีญี่ปุ่น. สืบค้นเมื่อ 24 กันยายน 2561, จาก: https://mgronline.com/japan/detail/9590000083777

Tsunaki Koike. (2017). เทศกาลโยไก (เทศกาลภูติผีปีศาจ) (妖怪まつり). สืบค้นเมื่อ 24 กันยายน 2561, จาก: https://ohmatsuri.com/th/articles/tokushima-yokai-maturi

อ่านเพิ่มเติม »

เกอิชา (GEISHA) สตรีผู้มีศาสตร์แห่งศิลป์

โดย รุ่งฟ้า บุญเจริญ

ประเทศญี่ปุ่น แดนอาทิตย์อุทัยที่เต็มเปี่ยมไปด้วยกลิ่นอายของวัฒนธรรมดั้งเดิม รวมถึงอาชีพหนึ่งของสตรีญี่ปุ่นในสมัยก่อนหรือที่เรียกว่า “เกอิชา” เขียนเป็นภาษาญี่ปุ่นว่า 芸者 หมายถึง ศิลปิน เกอิชาเป็นอาชีพที่คอยให้ความบันเทิงและความเพลิดเพลินแก่ลูกค้าด้วยความสามารถและความชำนาญทางด้านศิลปะ ผ่านการฝึกฝนศิลปะในหลากหลายแขนง ซึ่งอาชีพเกอิชาเป็นที่แพร่หลายอย่างมากในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 18 และ 19 แต่ในปัจจุบันอาชีพเกอิชามีจำนวนลดลงอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากสภาพทางสังคมที่เปลี่ยนไป ทำให้ผู้หญิงญี่ปุ่นมีทางเลือกในประกอบอาชีพมากขึ้น

เกอิชา (Geisha)
ที่มา : https://designyoutrust.com/

ในอดีตนั้นสตรีที่ถูกฝึกให้เป็นเกอิชาจะถูกฝึกฝนตั้งแต่เด็ก โดยสำนักเกอิชาจะซื้อเด็กสาวที่เกิดในครอบครัวที่มีฐานะยากจนมาฝึกฝนและเลี้ยงดู ในช่วงวัยเด็กจะให้เป็นเด็กรับใช้เกอิชารุ่นพี่ ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ยากลำบากมาก แต่เมื่อพ้นระยะแรกไปแล้ว ก็จะก้าวขึ้นเป็น เกอิชาฝึกหัดหรือ “ไมโกะ” เพื่อเข้าเรียนเป็นเกอิชา โดยเรียนรู้ศาสตร์แห่งศิลป์ในหลากหลายแขนง ได้แก่ การเล่นดนตรี การขับร้อง การเต้นรำ การชงชา การจัดดอกไม้ (อิเกะบะนะ) รวมถึงเรื่องบทกวีและวรรณคดี หลังจากมีความชำนาญมากขึ้น จะมีการเรียนรู้ศิลปะที่ซับซ้อนขึ้น เช่น การแต่งชุดกิโมโน รวมถึงการพนันหลายแบบ รู้จักการสนทนา และการโต้ตอบกับลูกค้า จากนั้นก็จะเริ่มติดตามเกอิชารุ่นพี่ไปยังโรงน้ำชา และงานเลี้ยงสังสรรค์ต่างๆ เพื่อให้เห็นสภาพแวดล้อมการทำงานของจริง โดยตามความเชื่อโบราณการฝึกฝนศิลปะให้ได้ผลที่ยอดเยี่ยมจะต้องเริ่มฝึกตั้งแต่อายุ 6 ปี 6 เดือน 6 วัน


เกอิชาขณะที่กำลังร่ำเรียนศิลปะแขนงต่างๆ
ที่มา : https://designyoutrust.com/

ต่างจากเกอิชาสมัยใหม่ที่จะไม่ถูกซื้อตัวหรือพามายังสำนักเกอิชาตั้งแต่เด็กเหมือนสมัยก่อน ซึ่งเกอิชาสมัยใหม่จะเป็นโดยสมัครใจ และจะถูกฝนฝึกตั้งแต่ช่วงวัยรุ่นตอนปลาย แต่จะใช้ระยะเวลาในการฝึกฝนที่ยาวนานขึ้นเพราะฝึกเมื่อมีอายุมากแล้ว แม้ในปัจจุบันอาชีพเกอิชาจะมีจำนวนลดลงตามยุคสมัย แต่ก็มีอยู่บ้าง โดยอาศัยอยู่มากในสำนักเกอิชาในพื้นที่ที่เรียกว่า ฮะนะมะชิ หรือ คะเรียวไก คล้ายกับย่านโพนโทะโชในโตเกียว และเมื่อหญิงที่เป็นเกอิชาแต่งงานหรืออายุมากขึ้นก็จะเลิกทำอาชีพนี้ แต่อาจไปทำงานเป็นเจ้าของร้านอาหาร ครูสอนดนตรี หรือเป็นครูสอนเกอิชาต่อไป


เกอิชากำลังดูแลและให้ความบันเทิงแก่ลูกค้า
ที่มา : https://designyoutrust.com/

เกอิชามักจะถูกเข้าใจผิดว่าเป็นหญิงขายบริการ เนื่องจากหญิงขายบริการเหล่านั้นมักจะชอบกล่าวอ้างว่าตัวเองเป็นเกอิชา แม้ทั้งสองอาชีพนี้จะมีการแต่งกายที่คล้ายกัน แต่สิ่งที่แตกต่างกันคือการผูกผ้าคาดเอวหรือโอบิ โดยเกอิชาจะผูกโอบิไว้ด้านหลัง ส่วนหญิงขายบริการจะผูกโอบิไว้ด้านหน้าเพื่อให้ง่ายต่อการถอดออก


หญิงขายบริการในญี่ปุ่นสมัยก่อน ประมาณปี 1865
ที่มา : https://designyoutrust.com/

เห็นได้ว่ากว่าจะเป็นเกอิชาได้นั้น จะต้องผ่านการฝึกฝนอย่างหนักเพื่อเป็นสตรีที่พรั่งพร้อมไปด้วยความสามารถในศาสตร์แห่งศิลป์ แม้สตรีเหล่านี้เมื่ออยู่ในงานรื่นเริงสังสรรค์ จะเป็นผู้ ให้ความสุขและความบันเทิงด้วยศิลปะที่ร่ำเรียนมาแก่ลูกค้า แต่ท้ายที่สุดแล้ว พวกเธอก็เป็นเพียงหญิงสาวที่ต้องทำหน้าที่เพื่อหาเลี้ยงชีพตนเองและครอบครัว และพวกเธอก็ได้พิสูจน์แล้วว่าศาสตร์ศิลปะก็สามารถนำมาสร้างความสุขให้แก่ผู้คนและประกอบอาชีพได้อย่างสง่าผ่าเผยในสังคมได้เช่นกัน


อ้างอิง

“Memoirs Of The Geisha” – A Look Back At The Traditional Japanese Female Entertainers. สืบค้นเมื่อวันที่ 22 กันยายน 2561, จาก: https://designyoutrust.com/2017/03/memoirs-of-the-geisha-a-look-back-at-the-traditional-japanese-female-entertainers/

เกอิชา – วิกิพีเดีย. สืบค้นเมื่อวันที่ 22 กันยายน 2561, จาก: https://th.wikipedia.org/wiki/เกอิชา

ประวัติเกอิชา. สืบค้นเมื่อวันที่ 22 กันยายน 2561, จาก: https://pirun.ku.ac.th/~b5410855752/ประวัติเกอิชา.html

อ่านเพิ่มเติม »

โอกินาวา (Okinawa) ฮาวายญี่ปุ่น

โดย พัทธนันท์ อยู่เย็น

โอะฮะโยโกะไซมัส!  หากจะกล่าวถึงเกาะสวรรค์แห่งแดนอาทิตย์อุทัย หลายคนคงคุ้นเคยกันดีว่ามีเกาะแห่งหนึ่ง ได้รับสมญานามว่าเป็น “ฮาวายแห่งญี่ปุ่น” ที่มีหาดทรายขาว น้ำทะเลใส มองเห็นปลาแหวกว่ายไปมา ทั้งยังมีสภาพอากาศที่เหมาะสมแก่การว่ายน้ำและพักผ่อนกับครอบครัว  เกาะแห่งนี้ไม่ได้มีเพียงแค่ทะเลหรือกิจกรรมทางทะเลเท่านั้น แต่ยังมีสถานที่อีกมากมายที่น่าสนใจและดึงดูดให้นักท่องเที่ยวเข้ามาอย่างไม่ขาดสาย ที่สำคัญเกาะแห่งนี้เคยเกิดเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ที่ชาวญี่ปุ่นจำได้ไม่รู้ลืม

โอกินาวา (Okinawa) หรือจังหวัดโอะกินะวะ ตั้งอยู่ทางใต้สุดของประเทศญี่ปุ่น ประกอบด้วยหมู่เกาะริวกิวนับร้อยเกาะ เรียงเป็นแนวยาวกว่าหนึ่งพันกิโลเมตร เรียงตัวจากทางตะวันตกเฉียงใต้ของเกาะคิวชู  เกาะหลักที่มีขนาดใหญ่ที่สุดคือเกาะโอะกินะวะ ซึ่งมีเมือง  “นาฮา” เป็นเมืองเอก ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของเกาะ อันเป็นเกาะที่ใหญ่ที่สุดและมีชื่อเสียงที่สุดของหมู่เกาะ

ที่มา: https://www.iam-tour.com/okinawa/
เมืองนาฮายังเป็นที่ตั้งของปราสาทชูริ (Shuri-jo) ปราสาทอันเก่าแก่ของกษัตริย์ แห่งอาณาจักรริวกิวที่เคยรุ่งเรืองในอดีต การเดินทางไปยังสถานที่สำคัญในเมืองนาฮาเป็นไปอย่างสะดวกสบาย โดยการใช้บริการรถโมโนเรล รถแท็กซี่ หรือรถเช่า ถือเป็นเมืองที่มีความคึกคัก และเจริญที่สุดของโอกินาวา

สิ่งดึงดูดใจนักท่องเที่ยวคงจะหนีไม่พ้น น้ำทะเลใสๆ และชายหาดละเอียด ซึ่งโอกินาวาถือเป็นเมืองที่มีชายหาดสวยงามที่สุดในญี่ปุ่นเลยก็ว่าได้ มีหาดทรายขาวสะอาดให้เลือกเล่นหรือทำกิจกรรมได้ทั้งเกาะ เป็นชายหาดที่แดดร่ม ลมสงบ เหมาะสำหรับว่ายน้ำและพักผ่อนหย่อนใจ หรืออาจเป็นชายหาดที่ลมแรง ก็สามารถเล่นโต้คลื่นได้ กิจกรรมอีกอย่างหนึ่งที่เป็นที่นิยมก็คือ การดำน้ำดูปะการัง ซึ่งภายใต้ทะเลของเกาะโอกินาวานั้นราวกับซุกซ่อนความงามของสัตว์น้ำทะเล และสิ่งมีชีวิตมากมายที่เหมือนถูกจัดสรรมาไว้ภายใต้น้ำสีคราม  เกาะสวรรค์แห่งนี้ยังมีที่พัก โรงแรม รีสอร์ทมากมายหลายระดับ ตั้งแต่ห้องบังกะโลไปจนถึงความหรูหราระดับห้าดาว ตกแต่งอย่างหรูหราเพื่อให้ได้บรรยากาศแห่งการพักผ่อนอย่างเต็มที่

ชายหาดที่สวยงามบนเกาะส่วนใหญ่จะอยู่ทางตอนกลางค่อนไปทางเหนือของเกาะ ท้องทะเลของเกาะโอกินาวาจะมีความแตกต่างจากทะเลในภาคใต้ของประเทศไทยคือ จะมีความลึก แต่ใส มีคลื่นลมแรงกว่าทะเลของประเทศไทย จึงเหมาะกับการเล่นกีฬา Extreme อย่างเรือใบและกระดานโต้คลื่น

เนื่องจากมีชายหาดเป็นจำนวนมากเรียงติดกันเป็นแนวยาวตามชายฝั่ง จึงทำให้เกิดการสร้างโรงแรมหรือรีสอร์ทโดยใช้ทำเลที่เหมาะสมแก่การก่อตั้งเพื่อสร้างที่พักที่ติดทะเล เพื่อจะได้ใกล้ชิดกับธรรมชาติให้ได้มากที่สุด และทะเลบริเวณนั้นก็ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของเจ้าของโรงแรม เช่น หาดมันซา (Manza Beach)   เป็นหาดที่ตั้งอยู่ภายในโรงแรม ANA InterContinental Manza Beach Resort นักท่องเที่ยวสามารถเข้าไปเล่นน้ำได้ บริเวณริมหาดมีอุปกรณ์ดำน้ำให้เช่าดูปะการังและฝูงปลาอย่างใกล้ชิด หาดมูนบีช เป็นหาดส่วนตัวของโรงแรม Hotel Moon Beach มี Safe Zone สำหรับเล่นน้ำโดยเฉพาะ และมีผู้ดูแลอย่างใกล้ชิด

นอกจากนี้ เกาะโอกินาวายังมีเกาะน้อยใหญ่กว่าร้อยเกาะที่อยู่บริเวณรอบ ๆ และยังมีความสวยงามไม่แพ้เกาะโอกินาวาอย่างแน่นอน และยังจะถือเป็นประสบการณ์สุดแสนประทับใจ หากได้มาเยือนเกาะที่อุดมไปด้วยทรัพยากรทางทะเลที่สมบูรณ์ เช่น หมู่เกาะยาเอะยะมะ เกาะอิชิงากิ เกาะอิเฮยะและเกาะไนโฮ

ที่มา: https://www.iam-tour.com/okinawa/
ในเกาะโอกินาวาแห่งนี้ยังรวบรวมสถานที่ต่าง ๆ ที่เป็นทั้งแหล่งความรู้และความบันเทิงแก่นักท่องเที่ยว อย่างปราสาทชูริ ถือว่าเป็นสัญลักษณ์ของโอกินาวาเลยก็ว่าได้ ตัวปราสาทจะตั้งอยู่บนเนินเตี้ย ๆ มีความโดดเด่นตรงที่มีสีแดงสด มีลักษณะสถาปัตยกรรมที่ได้รับอิทธิพลมาจากจีน สุสานบรรพกษัตริย์ (Tamaudun) สร้างขึ้นในช่วงต้นศตวรรษที่ 16 เป็นหลุมฝังศพสำหรับกษัตริย์และเชื้อพระวงศ์แห่งราชอาณาจักรริวกิว ตัวสุสานสร้างด้วยหินตามแบบฉบับของริวกิวแต่มีขนาดใหญ่กว่า ถนน Kokusai dori เป็นถนนที่มีความคึกคักมากที่สุดบนเกาะโอกินาวา ได้รับการขนานนามว่าเป็นบรอดเวย์แห่งโอกินาวา (Broadway of Okinawa) อันเป็นศูนย์รวมของร้านขายอาหาร ของฝาก และของที่ระลึก

ที่มา: http://www.th.jal.co.jp/
หมู่บ้านวัฒนธรรมริวกิว (Ryukyu Mura Village)
นอกจากนี้ยังมีสถานที่ที่เกี่ยวกับประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมดั้งเดิมของชาวเมืองโอกินาวา เช่น หมู่บ้านวัฒนธรรมริวกิว (Ryukyu Mura Village) สถานที่รวบรวมศิลปะและวัฒนธรรมของชาวริวกิวในอดีต Nakagusuku Castle Site เป็นปราสาทเก่าแก่ที่รอดพ้นจากการถูกทำลายในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง

เหตุการณ์ครั้งสำคัญที่ชาวญี่ปุ่นและชาวโอกินาวาจดจำได้เป็นอย่างดีก็คือ การรบเพื่อชิงเกาะโอกินาวา ระหว่างกำลังยกพลขึ้นบกของสหรัฐอเมริกากับกองกำลังป้องกันเกาะของญี่ปุ่น ได้รับการกล่าวถึงเสมอว่า เป็นการรบที่ดุเดือดที่สุดของสงครามแปซิฟิกในสงครามโลกครั้งที่สอง และได้เคยมีการนำเสนอการรบครั้งนี้ในรูปแบบของภาพยนตร์ สารคดี และหนังสือต่าง ๆ มากมาย

โอกินาวา ฮาวายญี่ปุ่น ถือเป็นเกาะที่สร้างความประทับใจให้แก่ผู้ที่มาสัมผัส เพราะนอกจากความงามของท้องทะเลแล้ว สถานที่อื่น ๆ ในเกาะต่างก็เป็นสิ่งสนับสนุนและดึงดูดใจนักท่องเที่ยวได้เป็นอย่างมาก การมาเยี่ยมชมเมืองโอกินาวาแค่ครั้งเดียวจึงเป็นการมาท่องเที่ยงที่คุ้มค่าที่สุด


อ้างอิง

ตะวัน พันธ์แก้ว. โอกินาวา เยือนเกาะสวรรค์ที่ได้ชื่อว่า “ฮาวายญี่ปุ่น”. กรุงเทพฯ : โปรวิชั่น, 2557.

ยาฮาร่า ฮิโรมิฉิ. สมรภูมิเดือดโอกินาวา – The Battle for Okinawa. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ : มติชน, 2553.

โอะกินะวะ (Okinawa). (ออนไลน์). สืบค้นเมื่อ 20 กันยายน 2560 , จาก https://sites.google.com/site/560410136sirinthip/xoa-kin-a-wa-okinawa

จังหวัดโอะกินะวะ. (ออนไลน์). สืบค้นเมื่อ 21 กันยายน 2560 , จาก  https://th.wikipedia.org/wiki/

อ่านเพิ่มเติม »

บูชิโด ยุทธจริยาแห่งซามูไร

โดย อัศวิน โคสาสุ

หากเราจะกล่าวถึงนักรบที่เป็นที่รู้จักและมีความโด่งดังไปทั่วโลก หนึ่งในนั้นย่อมไม่พ้นนักรบชาวญี่ปุ่นที่เราเรียกกันว่า “ซามูไร” (Samurai) นักรบซามูไรนั้นมีองค์ประกอบหลายอย่างที่ทำให้ตัวนักรบซามูไรเองนั้นมีความโดดเด่น และมีสิ่งหนึ่งที่เหล่าซามูไรนั้นยึดถือปฏิบัติเป็นแนวทางหลักใหญ่สำคัญอย่างเคร่งครัด ใช่แล้วครับ สิ่งที่เราจะกล่าวถึงหลักๆในบทความนี้นั้นก็คือหลักปฏิบัติของเหล่านักรบซามูไร ที่มีชื่อเรียกว่า “บูชิโด”(Bushido) นั่นเองครับ


ที่มารูปภาพ http://eigaflex.com/108/s108_28i.html

คำว่า “บูชิโด” นั้น หากแยกคำว่า “บูชิ”  และ “โด” ออกมาถอดความนั้น “บูชิ” แปลว่า นักรบคือซามูไร ส่วนคำว่า “โด” นั้นแปลว่า ทางหรือวิถีทาง ฉะนั้น คำว่า “บูชิโด” จึงแปลความได้ว่า ทางหรือวิถีทางแห่งนักรบ

ซึ่งหากจะมองในส่วนของต้นกำเนิดบูชิโดนั้น มิได้มีความแน่ชัดนักว่ากำเนิดขึ้นเมื่อใด หากแต่มีการสืบทอดสืบต่อกันมาเป็นจารีตวิถีปฏิบัติของซามูไรสืบต่อกันมา บ้างก็ว่ามีหนังสือเล่มหนึ่งชื่อว่า “ฮะงะกุเระ” เป็นหนังสือที่เขียนขึ้นจากคำบอกเล่าของสึเนะโดะโมะ ยะมะโมะโตะ อดีตซามูไรแห่งแคว้นซะงะ ซึ่งคาดว่าน่าจะเป็นต้นสายความคิดแห่งยุทธจริยานี้ นั่นก็เป็นอีกมุมมองหนึ่ง

การก่อกำเนิดของบูชิโดนั้น มีปัจจัยหลายอย่างที่ประกอบกันจนเกิดแนวความคิดนี้ขึ้น ซึ่งปัจจัยหลักๆนั้นได้แก่ 1. ลัทธิเจ้าผู้ครองนคร,ระบบมูลนาย หรือระบบศักดินาสวามิภักดิ์ (Feudalism) ก่อกำเนิดไดเมียวผู้ครองแคว้นต่างๆในประเทศญี่ปุ่น และสร้างระบบสังกัดของนักรบซามูไรที่ต้องขึ้นตรงต่อแคว้น ต่อไดเมียวผู้ครองแคว้น 2. ศาสนาชินโตซึ่งเป็นศาสนาดั้งเดิมของประเทศญี่ปุ่น 3. ศาสนาพุทธนิกายเซน และ 4. ลัทธิขงจื้อซึ่งได้เผยแพร่เข้ามาในญี่ปุ่น ปัจจัยต่างๆเหล่านี้ได้ก่อร่างสร้างฐานความคิดให้กับบูชิโด

ซึ่งหลักการสำคัญๆที่ปรากฏในบูชิโดนั้นมีทั้งหมด 7 ประการ คือ
1. ความยุติธรรม คือ ยุติธรรมในการต่อสู้ ไม่เอาเปรียบผู้ที่อ่อนแอกว่า และสอนให้ในใจบังเกิดความยุติธรรมเสมอ
2. ความกล้าหาญ คือ กล้าหาญที่จะเผชิญหน้ากับความตาย ไม่แสดงความขลาดกลัวออกมาเมื่อต้องเผชิญหน้ากับความตาย
3. ความเมตตากรุณา คือ เมตตาต่อผู้คนรอบข้าง หรือแม้แต่ศัตรู ก็ควรเมตตา ไม่เหยียดหยามเกียรติแห่งซามูไรด้วยกัน
4. นับถือซึ่งกันและกัน คือ เคารพนับถือเกียรติและศักดิ์ศรีของซามูไรด้วยกัน รวมถึงการนับถือในเรื่องฝีมือการรบซึ่งกันและกัน
5. ความซื่อตรง คือ มีความซื่อสัตย์ ไม่ปลิ้นปล้อน หลอกหลวง อันนำมาซึ่งความไร้เกียรติแห่งซามูไร ทำให้ซามูไรต้องมัวหมอง
6. ความมีเกียรติ คือ ยึดถือเรื่องเกียรติและศักดิ์ศรีแห่งซามูไรเป็นที่ตั้ง ไม่กระทำการสิ่งที่ทำลายเกียรติแห่งตน ยอมทำทุกอย่างแม้กระทั้งยอมที่จะตายเพื่อรักษาเกียรติแห่งตนมิให้เกิดความมัวหมอง
7. ความจงรักภักดี คือ ความจงรักภักดีต่อผู้เป็นนาย ทำทุกอย่างเพื่อเป็นการสนับสนุน ส่งเสริมผู้ที่เป็นเจ้านาย ทำงานต่างๆอย่างเต็มความสามารถเพื่อให้ได้ผลงานที่ดีที่สุดแก่ผู้ที่เป็นเจ้านาย นอกจากนี้ยังรวมถึงความจงรักภักดีต่อองค์จักรพรรดิซึ่งเป็นศูนย์รวมของชาติ ต่อวงศ์ตระกูล ต่อครอบครัว และต่อบรรพชน


ที่ได้กล่าวไปนั้นเป็นหลักสำคัญๆของบูชิโด ซึ่งหลักคำสอนของบูชิโดนั้นยังมีอีกหลายเรื่องที่ครอบคลุมถึงวิถีชีวิตของซามูไรในทุกๆด้าน

จากหลักคำสอนของบูชิโดนั้น เป็นรากฐานของวัฒนธรรมของญี่ปุ่นในหลายๆด้าน หลักคำสอนนี้ได้ซึมลึกลงไปในลักษณะนิสัยของคนญี่ปุ่นจนถึงปัจจุบัน ตัวอย่างที่เห็นชัดว่าบูชิโดนั้นได้ซึมลึกอยู่ในวัฒนธรรมญี่ปุ่น เช่น กรณีฝูงบินพลีชีพที่ขับเครื่องบินรบพุ่งชนเรือรบของสหรัฐอเมริกาในช่วงปลายสงครามโลกครั้งที่สอง ที่เราเรียกฝูงบินนี้ว่า ฝูงบินกามิกาเซ่ (Kamikaze) ซึ่งได้รับอิทธิพลจากเรื่องการรักษาเกียรติของตนด้วยความตาย อันคล้ายคลึงกับการกระทำฮาราคีรี (Harakiri) หรือเซปปุกุ (Seppuku) และเหตุการณ์นี้ยังสื่อให้เห็นถึงความจงรักภักดีต่อองค์จักรพรรดิ ต่อชาติ ซึ่งพวกเขาเชื่อว่าจะรักษาซึ่งเกียรติแห่งปิตุภูมิมาตุภูมิ
                                   

ที่มา https://www.dek-d.com/board/view/2747607/          

ในปัจจุบัน แม้ซามูไรจะมิได้มีบทบาทสำคัญในสังคมญี่ปุ่นแล้วก็ตาม แต่ลักษณะนิสัยต่างๆ เรื่องการทำงานอย่างเต็มศักยภาพ ความสุภาพอ่อนน้อม การรักษาไว้ซึ่งเกียรติ ที่ยังปรากฏชัดในสังคมญี่ปุ่น แสดงให้เห็นว่า แม้ซามูไรจะหมดไป แต่หลักปฏิบัติของซามูไรคือบูชิโด ยังมีส่วนช่วยพัฒนาญี่ปุ่นอยู่ตราบจนถึงปัจจุบัน

อ้างอิง

วิกิพีเดีย.  (2556).  บุชิโด.  สืบค้นเมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2560, จาก https://th.wikipedia.org/wiki/บุชิโด

สึเนะโตะโมะ ยะมะโมะโตะ.  (2558).  บูชิโด วิถีแห่งนักรบซามูไร.  (พิมพ์ครั้งที่ 3).  กรุงเทพฯ : ก้าวแรก.
เสฐียร พันธรังษี.  (2508).  บูชิโด จรรยาของทหาร ดวงวิญญาณของญี่ปุ่น.  (พิมพ์ครั้งที่ 4).  กรุงเทพฯ : แพร่พิทยา.

UNLOCKMEN.  (2558).  “บูชิโด” วิถีแห่งนักรบซามูไร กับความเชื่อที่สามารถนำมาใช้ได้ในปัจจุบัน.  สืบค้นเมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2560, จาก http://www.unlockmen.com/bushido/

อ่านเพิ่มเติม »

เรือประจัญบานยามาโตะ (BATTLE SHIP YAMATO)

โดย ธนพล เมืองสนธิ์

ในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ประเทศญี่ปุ่นได้สร้างเรือรบที่ใหญ่ที่สุดในโลก และมีปืนเรือที่มีขนาดใหญ่และทรงอานุภาพที่สุดในสมัยนั้น มันถูกออกแบบให้เป็นเรือรบสัญชาติญี่ปุ่นที่ร้ายกาจที่สุดเท่าที่เคยสร้างมา เป็นความลับสุดยอด ที่ไม่มีแม้กระทั่งแบบแปลนฉบับสมบูรณ์ แต่แล้วเรือก็ต้องจม จนทำให้เป็นที่มาของประวัติศาสตร์ เรือประจัญบานยามาโตะ

เรือประจัญบานยามาโตะ (battle ship yamato) เป็นเรือประจัญบานขนาดยักษ์ลำแรกของญี่ปุ่น และเป็นเรือประจัญบานที่มีขนาดใหญ่ที่สุดและมีอาวุธทรงอาณุภาพมากที่สุดเท่าที่ญี่ปุ่นเคยสร้างมาในสมัยนั้นสามารถที่จะสร้างได้ เรือรบลำนี้มีความหมายในฐานะสัญลักษณ์ทางด้านนาวิกานุภาพของญี่ปุ่นและเป็นสัญลักษณ์ความพ่ายแพ้ของญี่ปุ่นด้วยเช่นกัน




การออกแบบและการสร้าง เรือยามาโตะได้รับการวางกระดูกงูที่ เมืองฮิโรชิม่า ในวันที่ 4 พฤศจิกายน 1937 ต้องดัดแปลงอู่เรือให้สามารถต่อเรือที่มีขนาดใหญ่โตได้  อู่เรือมีความลึก 1 เมตร ติดตั้งเครนขา ทีสามารถยกของหนักได้ 350 ตัน  และกลัวว่าทางฝ่ายสหรัฐจะรู้ลักษณะของเรือรบ จึงได้สร้างกระโจมคลุมเหนือช่องว่างระหว่างท่าเทียบเพื่อกันการพบเห็น  เรือถูกปล่อยลงผิวน้ำวันที่ 8 สิงหาคม 1940 โดยมีนาวาเอก มิยาซาโตะ ชุโตกุ เป็นผู้บัญชาการเรือ

บนเรือนั้นมีอาวุธประจำเรือที่สำคัญ ดังนี้
1.ปืนเรือ 18.1/45 จำนวน 9 กระบอก
2.ปืนเรือ 6.1/60 จำนวน 6 กระบอก
3.ปืนDPขนาดลำกล้อง 5/40 จำนวน 24 กระบอก
4.ปืนต่อต้านอากาศยาน 25 มม. จำนวนมากกว่า 150 กระบอก




เรือยามาโตะได้ออกปฎิบัติการครั้งสำคัญๆ ดังนี้

ครั้งที่ 1 ในยุทธนาวีทะเลฟิลิปปินส์ แต่ปฎิบัติการได้ถูกยกเลิกเมื่อข่าวเรือบรรทุกเครื่องบินของสหรัฐเข้าโจมตีหมู่เกาะมาเรียนา มาถึงกองบัญชาการโอะซาวะ

ครั้งที่ 2 ในยุทธนาวีอ่าวเลย์เต หลังจากวันที่ 24 ตุลาคม พ.ศ.2487 กองกำลังหลักพบกองเรือบรรทุกเครื่องบินสหรัฐ ครั้งนี้เรือยามาโตะได้ใช้ปืนใหญ่ 6 กระบอก ยิงใส่จนจม หลังจากสหรัฐยึดฟิลิปปินส์ เรือยามาโตะเดินทางกลับไปซ่อมแซมส่วนที่เสียหาย

ในการรบครั้งนี้ได้สร้างผลงานชิ้นสำคัญ คือ การใช้ปืนใหญ่ 460 มม. ยิงจมเรือพิฆาต โฮเอล ของสหรัฐ และทำความเสียหายแก่เรือพิฆาต จอนห์ส์ตัน จนต้องถอนตัวออกจากการรบ นอกจากนี้ยังทำความเสียหาย แก่เรือบรรทุกเครื่องบินคุ้มกัน แกมเบียร์ เบย์ จนไม่สามารถใช้ดาดฟ้าบินได้

ครั้งที่ 3ในการรบที่โอกินาว่า วันที่ 1 เมษายน พ.ศ.2488 สหรัฐได้ใช้เรือ 10 ลำ บุกโอกินาว่า ปฎิบัติการครั้งนี้เรือยามาโตะถูกตรวจพบ จึงถูกเครื่องบินสหรัฐ 3 หน่วยโจมตี ซึ่งแต่ละหน่วยมีเครื่องบิน 360 ลำเรือยามาโตะโดนโจมตีอย่างหนัก จึงต้องแล่นถอยกลับฐานทัพซาเซโบ้

ครั้งที่ 4 ในปฎิบัติการเท็งโง เป็นปฎิบัติการครั้งสุดท้ายของเรือยามาโตะ เมื่อวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2488 เครื่องบินทิ้งระเบิดของสหรัฐสามารถทิ้งระเบิดทำลายห้องเรดาร์และแท่นปืน ทีกราบขวาด้านท้ายเรือ และอีก 2 ลำ โจมตีกราบซ้ายของเรือ และเมื่อเวลา 12:45 มีตอร์ปิโดลูกหนึ่งโจมตีโดนเรือยามาโตะที่กราบซ้ายของเรือ เมื่อยามาโตะอัปปาง ทำให้รายละเอียดไม่มีความแน่นอน

จะเห็นได้ว่าเรือรบยามาโตะเป็นเรือรบที่มีขนาดใหญ่ที่สุดและเป็นสัญลักษณ์ความร้ายกาจของยุทธนาวีญี่ปุ่นในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่ได้สร้างความหวาดกลัวให้แก่กองทัพเรือสหรัฐมาหลายต่อหลายครั้ง แต่ในขณะเดียวกันก็ยังเป็นสัญลักษณ์ความพ่ายแพ้ของญี่ปุ่นด้วยเช่นเดียวกัน


อ้างอิง

ยุทธโธปกรณ์. เรือยามาโตะ. สืบค้นเมื่อ18 พฤษภาคม 2559, จาก board.postjung.com/669792.html

ระวัติความเป็นมา เรือยามาโตะ. สืบค้นเมื่อ18 พฤษภาคม 2559, จาก https://th.wikipedia.org/wiki/เรือประจัญบานยะมะโตะ

ปฎิบัติการ เรือยามาโตะ สืบค้นเมื่อ18 พฤษภาคม 2559, จาก www.rtna.ac.th/article/article08.pdf

อ่านเพิ่มเติม »