แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ตำนาน แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ตำนาน แสดงบทความทั้งหมด

ดูลาฮาน (Dullahan) ยมทูตแห่งความตาย

โดย    ณัฏฐณิชา ประจวบกลาง

ตำนานต่างๆ มีที่มาที่ไป มาจากเรื่องเล่าบ้าง เรื่องจริงที่ถูกบิดเบือนบ้าง เฉกเช่นตำนานของ ดูลาฮาน (Dullahan) อัศวินไร้หัว หรือยมทูตแห่งความตาย ตามตำนานของชาวไอริส ซึ่งได้กล่าวไว้ว่า ดูลาฮานในชุดสีดำ ไม่มีหัว ใช้มือซ้ายบังคับม้าเทียม โดยมีม้าไม่มีหัวคอยลากรถม้าที่ทำจากกระดูกคนตาย ส่วนหัวนั้นถูกมือข้างขวาหิ้วเอาไว้ หรืออีกลักษณะหนึ่งก็คือ เป็นร่างไร้หัวขี่ม้าสีดำตัวใหญ่ เช่นเดียวกันมือซ้ายจับบังเหียน ส่วนมือขวาก็หิ้วหัวของตัวเอง ว่ากันว่า ดูลาฮาน นั้นเป็นเหมือนลางบอกเหตุของความตาย ซึ่งถ้าดูลาฮานไปที่บ้านใครแล้ว บ้านนั้นจะต้องมีคนตาย แต่คนตายในที่นี้หมายถึง หมดอายุขัยจริงๆ ไม่ได้ไปฆ่าคนแต่อย่างใด ส่วนการเดินทางไปรับวิญญาณนั้น เค้าก็จะควบม้าภายในความมืด โดยมีหัวที่ส่องแสงสีเขียวเป็นเหมือนกับตะเกียงยามค่ำคืน ดวงตาก็กลอกกลับไปมา ราวกับมองหาทุกสิ่งที่อยู่ละแวกนั้น


ภาพ  Dullahan 
ที่มา : https://www.cmxseed.com/

ต้นกำเนิดของดูลาฮาน ปรากฏบนตำนานพื้นเมืองของชาวไอริสหลายเรื่อง แต่เรื่องที่เป็นที่รู้จักกันมากที่สุดมาจากตำนานของเคลติก คือ เรื่อง  Sir Gavain and the Green Knight ซึ่งในเนื้องเรื่องได้กล่าวไว้ว่า อัศวินมรกตได้ทำการท้าเซอร์กาเวน หนึ่งในอัศวินโต๊ะกลมให้ต่อสู้กัน ด้วยเงื่อนไขที่ว่าใครก็ตามที่ตายในครั้งนี้ จะถือว่าเป็นการตายเอง ไม่มีผู้ใดสังหาร ด้วยกฎ “a year andone day” ซึ่งถ้าพ่ายแพ้จะหมายถึงการสูญเกียรติแห่งนักรบ แต่เซอร์กาเวนก็ยังรับคำท้านี้  เซอร์กาเวนรับขวานมาจากอัศวินมรกตและต่อสู้กัน ใช้เวลาไม่นาน เขาก็ฟันหัวอัศวินมรกตขาดในฉับเดียว! ด้วยเหตุนี้ เพื่อเป็นการรักษาสัญญาที่ว่าผู้แพ้ จะต้องตายด้วยกฎ “a year and one day” อัศวินมรกตจึงก้มลง หิ้วหัวตนเอง และควบทยานม้าออกไป เพื่อไม่ให้ใครรู้ว่าตนสิ้นใจด้วยคมดาบแห่งเซอร์กาเวน ทางด้านเซอร์กาเวนก็ถึงกับทึ่งในสัจจะของอัศวินมรกต จึงเล่าเรื่องของอัศวินมรกตให้กษัตริย์อาเธอร์ฟัง พอกษัตริย์อาเธอร์ได้ฟังจึงเล่าเรื่องนี้ต่อๆ ไป เพื่อยกย่องเซอร์กาเวนในความเก่งกาจและความซื่อสัตย์ของอัศวินมรกต


ภาพอัศวินเขียวจากตำนาน Sir Gavain and the Green Knight

อีกเรื่องเล่าหนึ่งของชาวเคลต์ ที่กล่าวถึงต้นกำเนิดของ ดูลาฮาน  เป็นเรื่องเล่าเก่าแก่ที่กล่าวถึง “ครอบ คับห์” (Crom Dubh) เทพแห่งความอุดมสมบูรณ์ การผสมพันธุ์ เทพผู้สร้าง เทพแห่งความมืด และอีกหลายๆ ชื่อที่เรียกขานเทพองค์นี้ ซึ่ง ครอบ ดีับห์ เป็นเทพที่ผู้คนให้การนับถือมากมายในแถบไอร์แลนด์ โดยเฉพาเหล่ากษัตริย์ เช่น คิงไทเคอร์มาส (King Tighermas) ในแต่ละปี คิงไทเคอร์มาสจะทำพิธีบูชายัญเพื่อให้ ครอม ดับห์ พอใจและมอบความอุดมสมบูรณ์แก่บ้านเมือง การบูชายัญนี้ดำเนินมาตลอดจนกระทั่ง ศตวรรษที่ 6 ชาวคริสต์เข้ามาที่ไอร์แลนด์ และยกเลิกการบูชายัญเพราะถือว่าเป็นสิ่งผิดมนุษยธรรม ทุกคนเชื่อและยกเลิกการบูชายัญตั้งแต่ปีนั้นเป็นต้นมา

จากวันนั้นหลายปีต่อมาเหตุการณ์ดูเหมือนจะปกติ ทว่า ครอม ดับห์ กลับเริ่มไม่พอใจที่พวกมนุษย์หยุดการสักการะตน ทั้งยังทำท่าที่ว่าจะหลงลืม ดรอม ดับห์ จึงเนรมิตตนให้อยู่ในร่างมนุษย์ไร้ศีรษะเพื่อเตือนมนุษย์ให้ตระหนักถึงความตาย และพร้อมจะลงไปเยื่ยมให้มนุษย์ได้เห็น ทำให้ ดรอม ดับห์ ตัดสินใจหิ้วศีรษะของตนเอง แล้วควบม้าทะยานไปหาเหล่ามนุษย์ พร้อมกับเรียกขานชื่อของตนใหม่ว่า “ดูลาฮาน ” ซึ่งจะมอบความตายให้ทุกๆ ที่ที่ตนไปเยือน โดยเมื่อดูลาฮาน หยุดพักม้าที่หมู่บ้านใด ดูลาฮานจะเข้าไปในหมู่บ้านนั้นและทำสัญลักษณ์ซึ่งไม่มีวันลบได้ให้แก่บุคคลนั้น และหากในครั้งต่อมา ดูลาฮานหยุดพักม้าที่หมู่บ้านนั้นอีก คนที่ดูลาฮานทำสัญลักษณ์เอาไว้จะต้องสังเวยชีวิตให้แก่ดูลาฮาน

ดูลลาฮานในความเชื่อของชาวไอริสก็คือยมทูตไร้หัวซึ่งถ้าหากโดนทำสัญลักษณ์ หรือได้เห็นดูลาฮานก็จะพบเจอกับความตาย เชื่อกันว่าเขามักจะกลับมาล่าวิญญาณมนุษย์ในช่วงเดือนสิงหาคม หรือ วันฮัลโลวีน (Halloween Day) ซึ่งดูลาฮานจะควบม้าไปตามทางและเมื่อหยุดที่บ้านใคร แล้วนำเลือดสดๆ สาดใส่คนๆ นั้น คนๆ นั้นจะมีอันเป็นไป หรือดูลาฮานจะเข้าไปในบ้านนั้นแล้วทำสัญลักษณ์บนใบหน้าคนๆ นั้นด้วยเลือดสดๆ เพื่อเป็นสัญลักษณ์ว่า ครั้งต่อไป จะได้มาเอาชีวิตได้ไม่ผิดคน แต่มีวิธีป้องกันตนเองจาก ดูลาฮานก็คือ การพกทองคำบริสุทธิ์ติดตัวไว้ ดูลาฮานผู้เก่งกาจพ่ายแพ้เพียงอยางเดียวคือ ทองคำบริสุทธิ์

โดยในปัจจุบันยังมีการบูชาคลอม ดับห์ในประเทศสวิตเซอร์เเลนด์และไอร์แลนด์อยู่ ในวันฮัลโลวีนชาวไอร์แลนด์และสวิตเซอร์เเลนด์ จะพากันพกเหรียญทองคำติดตัวและวางแจ็คโอเเลนเทิร์ล (Jack O Lantern)ไว้หน้าบ้านเพื่อป้องกันภูติผีปีศาจ


อ้างอิง

BeelzeBufo. ( 2554) .  ดูลาฮาน. Dek-D.สืบค้นเมื่อ 10 กุมภาพันธ์ 2563, จาก : https://my.dek-d.com/0012/writer/viewlongc.php?id=446421&chapter=220

blogspot.com.(2559). ตำนานและเรื่อลึกลับสากล ดูลาฮาน (Dullahan). สืบค้นเมื่อ 10 กุมภาพันธ์ 2563, จาก : http://ghostnamping.blogspot.com/2016/12/blog-post.html

Prayad.  (2557).อิงเรื่องจริงสารคดี. thaipoem. สืบค้นเมื่อ 10 กุมภาพันธ์ 2563, จาก : http://www.thaipoem.com/เรื่องสั้น-นิยาย/อิงเรื่องจริง-สารคดี/44063

Prayad.  2557.  อิงเรื่องจริงสารคดี. thaipoem.สืบค้นเมื่อ 10 กุมภาพันธ์ 2563, จาก :  http://www.thaipoem.com/เรื่องสั้น-นิยาย/อิงเรื่องจริง-สารคดี/44064

อ่านเพิ่มเติม »

ตำนานมังกร เรื่องจริงหรือเรื่องเล่า

โดย ชิดหทัย เหล่าทองสาร

มังกร (dragon) เป็นสัตว์วิเศษที่รู้จักกันในวรรณคดีของจีนและตะวันตก แม้จะใช้คำว่ามังกร เหมือนกัน แต่มังกรของจีนและตะวันตกนั้นสื่อถึงสัตว์ต่างชนิดกัน มังกรของจีนมีรูปร่างลักษณะจัดอยู่ในประเภทสัตว์เลื้อยคลานหรืองู ไม่มีปีก แต่สามารถบินไปในอากาศได้ ส่วนมังกรของตะวันตกจะมีขา มีปีกและสามารถพ่นไฟได้

ในตำนานยุโรป มังกรเป็นสัตว์อันตรายและน่าสะพรึงกลัวสำหรับมนุษย์ มังกรจึงเป็นศัตรูตัวฉกาจของเหล่าวีรบุรุษทั้งหลาย การฆ่ามังกรและขึ้นเถลิงราชย์เป็นกษัตริย์. มังกรจึงกลายเป็นสัญลักษณ์ของกษัตริย์ ทั้งที่มีตัวตนจริง ๆ และในตำนานต่าง ๆ เช่น กษัตริย์อาเธอร์ ซึ่งมีนามสกุลว่า Pendragon มีความหมายว่า 'ศีรษะของมังกร' หรือ 'หัวหน้ามังกร' และมงกุฎของกษัตริย์อาเธอร์ ก็เป็นรูปมังกร ส่วนในตำนานจีน มังกรเป็นสัตว์มงคลและมีสถานะเป็นเทพเจ้า เสื้อคลุมมังกร 5 เล็บเป็นเครื่องทรงของที่กษัตริย์สามารถใช้ได้เท่านั้น ส่วนเครื่องทรงที่มีรูปมังกร 4 เล็บจะเป็นชุดสำหรับขุนนาง และ 3 เล็บสำหรับประชาชนทั่วไป



เราพบมังกรได้ง่ายและบ่อยมาก ไม่ว่าจะเป็นในตำนานของทางยุโรปหรือเอเชียก็ตาม เรียกว่าที่ใดมีอารยธรรมและตำนาน ที่นั่นก็ต้องมีมังกรเป็นของคู่กัน. มังกรนั้นมีรูปร่างและลักษณะหลายอย่าง แตกต่างไปตามความเชื่อของแต่ละท้องถิ่น แต่โดยทั่ว ๆ ไปแล้วจะมีจุดเด่นคือ เป็นสัตว์ขนาดใหญ่ ร่างกายใหญ่โต มีพละกำลังมาก บางครั้งอาจพ่นไฟได้ หรือมีอำนาจเวทมนตร์มหาศาล และที่สำคัญคือ บินได้ (อาจจะมีปีกหรือไม่มีก็ได้) โดยขนาดรูปร่างและสีนั้น ก็แตกต่างกันไป

อย่างไรก็ตาม มังกรที่พบในตำนานของทางยุโรปและของทางเอเชียนั้น ค่อนข้างจะแตกต่างกันในแง่สัญลักษณ์ โดยเฉพาะคติของจีนที่มักจะถือว่า มังกรนั้นคือเทพเจ้า และเป็นสัญลักษณ์ของความเป็นมงคล รวมถึงเป็นสัญลักษณ์ของจักรพรรดิ (ซึ่งเป็นสมมติเทพ) แต่ทางยุโรปนั้นมักจะถือมังกรเป็นสัญลักษณ์ของความชั่วร้าย (อันเป็นคติที่สืบทอดมาจากความหวาดกลัวงูของชาวยุโรป)

ซึ่ง มังกรยุโรป (European dragon) เป็นมังกรในความเชื่อของยุโรปสมัยกลาง แต่มีความแตกต่างจากมังกรจีนหรือมังกรทิเบตมาก ซึ่งเป็นสัตว์กึ่งเทพเจ้ามีอิทธิฤทธิ์ดลบันดาลให้เกิดฝน เกิดความอุดมสมบูรณ์ได้ แต่มังกรของยุโรปเป็นสัตว์ที่เสมือนตัวแทนของความชั่วร้ายหรือปีศาจ เป็นสัตว์ที่มุ่งร้ายต่อมนุษย์ โดยมากมีลักษณะเป็นสัตว์สี่ขา มีปีกกว้างใหญ่คล้ายค้างคาว หางยาวปลายหางเป็นรูปสามเหลี่ยมคล้ายหัวหอก สามารถพ่นไฟได้

มังกรในตำนานพื้นบ้านของยุโรป มักเป็นสัตว์ที่เฝ้าสมบัติและหวงทรัพย์สินเหล่านั้น โดยมากมักจับเอาเจ้าหญิงแสนสวยไปขังไว้บนยอดปราสาท และเป็นอัศวินซึ่งเสมือนวีรบุรุษเข้ามาช่วยเจ้าหญิงและฆ่ามังการนั้นตาย

ตำนานมังกรของยุโรป ที่เป็นที่รู้จัก เช่น ซิคฟรีด (Siegfried) ในตำนานแร็กนาร็อกของยุโรปเหนือ ที่สังหารมังกรแล้วเลือดมังการอาบตัวทำให้เกิดความอมตะ ไม่มีวันตาย เป็นต้น

กระนั้นมังกรของยุโรป ก็มักใช้เป็นตราสัญลักษณ์ของตระกูลขุนนาง อัศวิน หรือประดับบนธงของบางประเทศ เวลส์ เป็นต้น เพราะถือเป็นการแสดงถึงพลังอำนาจ

และเมื่อพูดถึงมังกร ผู้คนส่วนใหญ่คิดว่ามันเป็นสัตว์ในเทพนิยาย เป็นเรื่องเล่าปรัมปรา แต่บางคนก็สงสัยต่อไปอีกว่า มันมีจริงหรือเปล่า? อาจจะเป็นไดโนเสาร์พันธุ์ใดพันธุ์หนึ่งได้ไหม? ทุกวันนี้มันมีหลงเหลืออยู่บ้างสักตัวหรือไม่? มีใครขุดเจอฟอสซิลยืนยันการมีตัวตนอยู่จริงของสัตว์สายพันธุ์นี้บ้างหรือเปล่า ?

เราพบเรื่องเล่ามังกรจากตำนานจากทั่วโลก มีเรื่องเกี่ยวกับมังกรมากมาย จากหลากหลายวัฒนธรรมทั่วทุกมุมโลก ตั้งแต่ยุคที่ยังไม่มีการติดต่อถึงกัน แต่กลับมีรูปแบบคล้ายคลึงกัน พวกเขาเอามังกรมาจากไหน ถ้าพวกเขาไม่ได้เห็นมันจริงๆ ตั้งแต่เรื่องเล่านิทานปรำปราของชาวบ้านที่บันทึกอย่างเป็นทางการ

ทั้งภาพวาดบนฝาผนัง ภาพแกะสลักนูนต่ำ ภาพจากกระจกสี รูปปั้น รูปแกะสลัก แม้กระทั่งบันทึกข้อความ ที่บรรยายลักษณะของสัตว์ชนิดนี้ไว้อย่างละเอียด โดยทั่วไปฝรั่ง ให้ความหมายมังกรว่า เป็นสัตว์ในตำนาน เป็นสิ่งมีชีวิต ที่มีลักษณะคล้ายงู หรือสัตว์เลื้อยคลาน คำว่า Dragon มาจากภาษากรีก หมายถึง งูยักษ์ งูน้ำ หรือปลาทะเลยักษ์  คำๆ นี้เพิ่งถูกนำมาใช้เป็นศัพท์ภาษาอังกฤษ ในต้นศตวรรษที่ 13 มานี่เอง เรื่องของมังกรที่เก่าแก่ที่สุดพบ กำไลหยกรูปมังกร มีอายุราว 8,000 ปีก่อน ในบันทึกของชาวจีน ราว 4 พันกว่าปีก่อน พูดถึงข้าราชการคนหนึ่ง ที่ทุ่มเทกายใจ แก้ไขปัญหาอุทกภัยอย่างต่อเนื่องถึง 33 ปี  โดยไม่เคยกลับไปเยี่ยมครอบครัวเลย สุดท้ายก็แก้ปัญหาได้สำเร็จ ชาวจีนยุคนั้นจึงเชื่อว่า เขาเป็นมังกรมาเกิดเป็นมนุษย์ เพื่อช่วยเหลือผู้คนให้พ้นทุกข์ยาก มังกรในความเชื่อของจีน จึงเปรียบเสมือนเทพเจ้า เป็นสิ่งมงคล ชนชาติโบราณ อย่างชาวสุเมเรียน ราว 4 พันปีก่อน ก็มีเรื่องมังกรที่เป็นรูปแบบของเทพเจ้า ใช้ร่างกายตนเอง สร้างฟ้าและมหาสมุทร เช่นกัน

พระธรรมเก่าของชาวคริสต์ อายุราว 3 พันกว่าปี มีการพูดถึงมังกรทะเล เป็นมังกรอีกสายพันธุ์หนึ่ง มีชื่อเฉพาะว่า เลเวียธาน ที่เกเรและดุร้าย ทำร้ายผู้คน พระเจ้าจึงทำลายเสีย ซึ่งคาดว่าอาจฆ่าไม่หมด เพราะภายหลังยังมีการพบเห็นมังกรลักษณะนี้อีก จากบันทึกของเรือเดินสมุทร

ราวคริสตศตวรรษที่ 3 ชาวแอชแท็กซ์ที่ป่าเถื่อน ฆ่าคนเป็นว่าเล่น ก็มีเทพเจ้ามังกรเหมือนกัน พวกเขาถือว่ามังกรเป็นเทพเจ้าแห่งการเกษตร มีรูปร่างเป็นงูยักษ์มีขน และต้องเซ่นสังเวยด้วยคนเป็นๆ การเพาะปลูกจึงจะได้ผลผลิตที่ดี จึงใช้พวกเชลยสงครามเป็นเหยื่อ

ทั้งหมดเป็นตำนานแบบที่มีการบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษร มีภาพวาด มีการแกะสลัก มีการกราบไหว้บูชา และเซ่นสังเวยกันอย่างจริงจัง แต่ที่เป็นเรื่องเล่าในหมู่ชาวบ้านสืบทอดกันมา ก็มีอยู่เยอะกว่านี้มากไปทั่วโลก ภาพลักษณ์ของมังกรในยุคแรกๆ รูปร่างจะเหมือนงูยักษ์ ไม่มีขา ไม่มีปีก ไม่มีเครา

ผู้เชี่ยวชาญบางคนบอกว่ามันเป็น “ไททันโอโบอา” งูยักษ์จากยุคพาลีโอซีน อยู่ในสายพันธุ์โบเดีย เป็นงูขนาดใหญ่ไม่มี เขายาวได้ถึง 15 เมตร หนักได้ถึง 2,000 กก. จากกระดูกที่ขุดพบ เป็นต้นตระกูลงูเหลือม ตัวใหญ่กว่าอนาคอนด้าที่ใหญ่ที่สุดที่เคยเจอราว 10 เท่า

ราว 65-23 ล้านปีก่อน เป็นยุคพาลีโอซีน คือ ที่มีคาร์บอนไดออกไซด์หนาแน่นกว่าปัจจุบันหลายเท่า อุณหภูมิของโลกสูงกว่าป่าดิบชื้นในปัจจุบันราว 3-4 องศาเซลเซียส ต้นไม้จะมีขนาดใหญ่มาก สัตว์เลือดเย็นก็ต้องตัวใหญ่มากๆ เช่นกัน ตัว “ไททันโอโบอา” จะมีชีวิตอยู่ยุคนี้ แต่นักชีววิทยายังไม่มีเหตุผลมาสนับสนุนว่า มันจะเป็นไททันโอโบอา มันควรจะเป็นสัตว์สายพันธุ์อื่นเสียมากกว่า

ยุคถัดมา ตำนานมังกรก็กลายร่างมาเป็นเหมือนจิ้งเหลนยักษ์ วิวัฒนาการให้มีขา แต่ทุกยุค ทุกสมัย ทุกสถานที่ มังกรก็พ่นไฟได้ แม้แต่มังกรที่อยู่ในน้ำ ยกเว้นมังกรจีนเท่านั้นที่ไม่สามารถพ่นไฟ เพราะจากตำนานเป็นเทพเจ้า นักวิทยาศาสตร์เมืองนอกเขาลงทุนศึกษามังกรกันอย่างจริงจัง ถึงขนาดมีศาสตร์ด้านมังกรกันเสียด้วยซ้ำ

เมื่อ 65 ล้านปีก่อนในยุคครีเตเชียส เกิดปรากฏการณ์สูญพันธุ์ครั้งใหญ่ ที่เกิดจากการที่อุกาบาตรยักษ์พุ่งชนโลก ที่คาบสมุทรยูคาทาน ทำให้ไดโนเสาร์ตายกันเป็นเบือ แต่จากการค้นพบฟอสซิล ก็พบว่ายังมีไดโนเสาร์จำนวนหนึ่งรอดตาย และดำรงชีวิตต่อมาได้อีกราว 3 แสนปี จึงสิ้นสุดยุคครีเตเชียส แต่เพราะสภาพแวดล้อมไม่เอื้ออำนวยต่อการดำรงชีวิตของสัตว์ใหญ่ๆ อีก ไดโนเสาร์สายพันธุ์ที่รอดมาได้จึงต้องวิวัฒนาการให้มีขนาดเล็กลง เช่น นกดึกดำบรรพ์ตัวใหญ่กว่าม้า และกินม้าเป็นอาหาร ปรับตัวให้มีขนาดเล็กลง โดยภาพรวมวิวัฒนาการของมังกร จึงมีความคล้ายคลึงกับไดโนเสาร์ มากกว่าจะเป็นสัตว์ยุคใหม่ แต่ไม่เคยมีใครเจอฟอสซิลของมังกร เช่นเดียวกับนก ที่มีการพบฟอสซิลน้อยมาก เพราะนกบินได้ มันสามารถหนีออกจากสถานการณ์เลวร้ายได้ง่ายกว่าสัตว์เลื้อยคลาน มีบันทึกการพบเห็นมังกรในยุคใหม่

ในศตวรรษ์ที่ 15 มีคนปีนเขา ตกลงในปล่องปากถ้ำ บนเทือกเขาคาร์เพเทียน โรมาเนีย  มีการส่งทีมช่วยเหลือ ตำรวจพบศพแช่แข็ง และซากสัตว์ที่ไม่เคยพบมาก่อน พวกเขาตั้งแลปชั่วคราวขึ้นในบ้านกลางป่า แล้วขอให้นักวิทยาศาสตร์จากพิพิธภัณฑ์ลอนดอน เข้าไปช่วยตรวจสอบเบื้องต้น ก่อนจะขนย้ายมาเก็บรักษาไว้ที่พิพิธภัณฑ์ลอนดอนในภายหลัง สิ่งที่พบ เป็นสัตว์เลื้อยคลาน มีรยางค์ 3 คู่ (ส่วนที่ยื่นออกมาจากร่างกาย)  เท่ากับมี 4 ขา ลักษณะของกล้ามเนื้อมีการใช้งานทุกขา แปลว่าสัตว์นี้เดิน 4 เท้า มีกรงเล็บขนาดใหญ่สำหรับการล่า และเป็นอาวุธป้องกันตัว มีหางยาวเกือบเท่าความยาว จากหัวถึงโคนหาง ปลายหางเป็นรูปลูกศร คาดว่าใช้เป็นอาวุธ และช่วยบังคับทิศทางในการบิน

ปีกทั้งสองข้าง มีลักษณะเป็นพังผืดคล้ายปีกค้างคาว แต่การที่สัตว์ใดๆ ก็ตามจะบินได้ ขึ้นอยู่กับน้ำหนักที่ยกได้ของปีก ความกว้างและความยาวของปีก กับน้ำหนักตัว ปีกสัตว์นี้ ยาวราว 6 เมตร น้ำหนักตัวราว 400 กิโลกรัม ถ้าประมาณจากขนาดที่เห็น สรุปว่ามีน้ำหนักมากเกินไป ปีกที่มีไม่สามารถยกตัวมันขึ้นจากพื้นได้ หัวใจขนาดใหญ่และมี 4 ห้อง มีระบบไหลเวียนโลหิตที่ทรงพลัง สามารถดึงเลือดและออกซิเจนปริมาณมาก ไปเลี้ยงกล้ามเนื้อทั่วร่างกายได้ในเวลาสั้นๆ และต่อเนื่อง ความเป็นไปได้คือ เชื่อกันว่าสัตว์คล้ายมังกรนี้ มีวิวัฒนาการมาจากมังกรทะเล จึงเป็นไปได้ว่าเลือดมังกรมีโปรตีนชนิดพิเศษ เหมือนที่มีในปลาทะเลน้ำลึก อันจะช่วยในการป้องกันไม่ให้เลือดแข็งตัวจากความเย็น ทำให้สามารถอาศัยอยู่บนเขาสูง ในถ้ำน้ำแข็ง หรือที่ๆ มีสภาพอากาศหนาวเย็นได้ โดยไม่แข็งตาย กระดูกมีโพรงอย่างเป็นระเบียบ มันคือรูปแบบของสัตว์ปีก กระดูกชนิดนี้มีความแข็งแรงพอ แต่น้ำหนักเบากว่ากระดูกสัตว์บกมากกว่าครึ่ง จึงทำให้มันมีน้ำหนักน้อยกว่าที่เห็น แต่ก็เป็นต้นเหตุให้เราไม่เจอฟอสซิลด้วยเหมือนกัน เพราะกระดูกชนิดนี้ย่อยสลายได้เร็ว ถ้าไม่ถูกทับถมอยู่ในโคลนหรือเถ้าภูเขาไฟ นอกจากปอดแล้ว ยังมีถุงลมขนาดใหญ่อีกด้วย ใช้สำหรับกักเก็บก๊าซไฮโดรเจน อันได้มาจากกระบวนการย่อยอาหาร ในกระเพาะอาหารของสัตว์กินเนื้อทุกชนิด จะมีแบคทีเรียที่ทำหน้าที่ย่อยสลายอาหาร คาดว่าในสัตว์คล้ายมังกร คงมีแบคทีเรียชนิดที่สร้างก๊าซโฮโดรเจนขึ้น จากนั้นอวัยวะพิเศษ และได้ทำการแยก และลำเลียงไปกักเก็บไว้ในถุงลม เนื่องจากไฮโดรเจนเบากว่าอากาศมาก มันจึงถูกใช้เพื่อช่วยเรื่องการลอยตัวในอากาศเป็นหลัก ปีกที่มีจึงมีขนาดที่เพียงพอต่อการยกตัวขึ้นจากพื้น บิน ร่อน บังคับทิศทาง และทำความเร็ว ขนาดใหญ่จึงไม่ใช่ความอ้วนจากไขมันหรือกล้ามเนื้อทั้งหมด แต่มีปริมาณของก๊าซที่น้ำหนักเบากว่าอากาศอยู่เกือบจะเป็น 1 ใน 4 ของปริมาตรร่างกาย ก๊าซไฮโดรเจนในถุงลม ไวไฟ ติดไฟได้ง่าย และดีกว่ามีเทน มีพังผืดแข็งแรงปิดด้านบนเพดานปาก ติดกับช่วงคอ เหมือนที่พบในจระเข้ ช่องปิดที่เพดานน่าจะทำหน้าที่เป็นวาล์วเปิดปิดในการส่งก๊าซ แต่การที่ไฟจะจุดติดได้ จำเป็นต้องมีประกายไฟ มาถึงส่วนหัว มันมีเขาแหลมด้วย คงเอาไว้ใช้ข่มขู่ศัตรู ใช้เป็นอาวุธ รวมถึงการหาคู่ มีฟัน 2 ประเภทคือ

1. ฟันยาวปลายแหลม ที่พบได้ทั่วไปในสัตว์กินเนื้อโบราณ นอกจากนี้ยังมีฟันกรามร่วมด้วย พบผลึกหินในปากของมังกร สันนิษฐานว่ามันคงกินหินด้วย อาจต้องการแร่ธาตุบางอย่างหรือให้ช่วยย่อยอาหาร ในสัตว์บางประเภท เราก็พบว่ามีการกินหินเข้าไป เพื่อช่วยในการย่อยอาหารอยู่เหมือนกัน

2. ฟันกรามคงใช้เพื่องานบดนี้ เหมือนในกระเบนก็มีไว้เพื่อขบเปลือกหอย ผลพลอยได้คือทำให้เศษหินที่เป็นผลึกติดอยู่ที่ฟัน เมื่อต้องการพ่นไฟ ก็เอาฟันกระทบกันให้เกิดประกายไฟ แล้วพ่นก๊าซไฮโดรเจนออกมา

ส่วนวาล์วเปิดปิด นอกจากจะใช้เพื่อควบคุมปริมาณของไฮโดรเจนที่ส่งออกมาแล้ว ยังมีไว้ก็เพื่อป้องกันไม่ให้ไฟย้อนกลับลงไปที่ถุงลม แล้วทำให้มังกรถูกเผาไปเสียเอง การสืบพันธุ์นั้น จากรูปร่างโดยรวม นักวิทยาศาสตร์คาดว่ามังกรออกลูกเป็นไข่ เหมือนนกหรือจระเข้ มีแนวโน้มว่ามังกร น่าจะมีเชื้อสายเกี่ยวข้องกับ “ไทโลซอรัส “ หรือเผ่าพันธุ์จระเข้โบราณนั่นเอง มันจึงควรออกลูกเป็นไข่ และฟักไข่แบบเดียวกับจระเข้

แต่มังกรมีไฟ จึงน่าจะสะดวกกว่าในการจัดการกับอุณหภูมิของไข่ ทฤษฏีคือ การเอาหินล้อมไข่ไว้ พ่นไฟใส่หิน แล้วให้ความร้อนจากหินทำให้ไข่อบอุ่น วิธีนี้จะช่วยให้อุณหภูมิของไข่คงที่อยู่หลายชั่วโมง จากนั้นใช้ลิ้นสัมผัสวัดคาดอุณหภูมิ ที่จะต้องไม่ต่ำกว่า 40 องศาเซลเซียส ไม่เช่นนั้นตัวอ่อนจะเสียชีวิต

มังกรต้องจำศีล อาจเป็นเหตุผลมาจากการขาดแคลนอาหารในช่วงฤดูหนาว ปัจจุบันเรายังคงพบสัตว์ขนาดใหญ่ต้องจำศีล เช่น หมี เป็นต้น เมื่ออยู่ในภาวะภาวะจำศีล ร่างกายจะมีอุณหภูมิลดต่ำลงจนเกือบจะเท่ากับอุณหภูมิภายนอก หัวใจเต้นช้ามาก การหายใจจะช้าลง ร่างกายจะอยู่ได้ด้วยไขมัน และสารอาหารที่สะสมไว้ก่อนภาวะจำศีล ซึ่งกินเวลาหลายเดือน คาดว่ามังกร ถูกคนฆ่าตายในขณะจำศีลเป็นจำนวนมาก เนื่องจากไม่มีการย่อยอาหารในกระเพาะ จึงไม่มีก๊าซไฮโดรเจน ทำให้บินหนีก็ไม่ได้ พ่นไฟก็ไม่ได้ เขี้ยวเล็บที่มี ถ้าเจอรุม ก็สู้ไม่ไหว สุดท้ายแล้ว นักวิทยาศาสตร์เลยสรุปออกมาว่า มีความเป็นไปได้ที่จะมีมังกรอยู่จริง มีความสามารถต่างๆ อย่างที่ผู้คนพบเห็นได้จริง

มีทฤษฏีที่รองรับได้ ในแง่ของชีววิทยา พันธุศาสตร์ ที่มีอยู่แล้วในสัตว์ตามธรรมชาติ ต่อมา ปี ค.ศ. 1641 คนราว 350 คน ชาวเมืองชานตง ของจีน เห็นมังกรทองบินอยู่ท่ามกลางกลุ่มเมฆ ปี ค.ศ.1800 มีคนนับสิบเห็นงูยักษ์ มีปีก มีเขา หัวเหมือนม้า ตัวยาวราว 15 เมตร เลื้อยอยู่กลางอากาศ ไล่จับนกกิน

ค.ศ. 1882 คนนับร้อยในขบวนรถไฟ พูดตรงกันถึงการโจมตีของสัตว์ มีลักษณะเหมือนงูขนาดใหญ่ ความยาวราว 9 เมตร มีปีกเหมือนค้างคาว บินอยู่บนท้องฟ้า ล่าสุดพบโครงกระดูกของสัตว์ที่เชื่อว่าเป็นมังกรในประเทศจีน กระโหลกมีขนาดใหญ่ กระดูกมีโพรงคล้ายนก ลำตัวยาวมาก ที่แน่ชัดอย่างเดียวคือ มันไม่ใช่โครงกระดูกของสัตว์ชนิดใดในโลกที่เรารู้จัก แต่ก็ยังไม่มีใครกล้ายืนยันอะไร

และถ้าจะแบ่งมังกรตามพื้นที่เล่าขานหลักภูมิศาสตร์ ก็แบ่งได้ 2 ประเภท คือ

1. มังกรตะวันออก เช่น มังกรจีน , พญานาคไทยและใกล้เคียง จะมีลักษณะเหมือนงูขนาดใหญ่ มีขา 4 ขา มีเขี้ยวขนาดใหญ่ มีหนวดยาว มีแผงคอและแผงตามแนวหลังด้วย สามารถเหาะเหินเดินอากาศได้ ดำน้ำได้ พ่นไฟได้

2. มังกรตะวันตก เช่น มังกรภูเขา ลักษณะลำตัวจะอ้วนสั้น หัวยาว มีเขี้ยว มีปีกเป็นพังผืดเหมือนค้างคาว หางยาว ปลายหางเหมือนใบหอก มี 4 ขา พ่นไฟได้ บินได้ (บางตำนาน พบมังกรแบบพ่นไอเย็น แต่ไม่มีใครค่อยพูดถึง )

แต่ถ้าแบ่งมังกรตามทฤษฏีวิวัฒนาการ จะแบ่งได้ 4 ประเภท คือ

1. มังกรทะเล ช่วงปรากฏการณ์อุกาบาตชนโลก ทำให้อาหารหายาก สัตว์น้ำรอดมาได้เยอะกว่าสัตว์บกหลายเท่า มังกรเลยปรับตัว ปรับสภาพร่างกาย ให้เหมาะสมกับการอยู่ในน้ำได้นานขึ้น วิวัฒนาการที่ว่านี้ ใช้เวลาเป็นแสนปี สุดท้ายก็อยู่ในน้ำเหมือนปลาไปเลย เช่น ปีกสั้นลงเรื่อยๆ กลายมาเป็นครีบ หางแบนขึ้นคล้ายปลา ช่วยให้บังคับทิศทางและเคลื่อนที่ในน้ำได้ดีขึ้น แต่ถึงจะอยู่ในน้ำ เมื่อโผล่ขึ้นมาก็ยังพ่นไฟได้

2. มังกรป่า วิวัฒนาการมาจากมังกรทะเลครับ เมื่ออุณหภูมิของโลกเย็นขึ้น สภาพบนพื้นดินเหมาะสมขึ้น มีป่าไผ่ มังกรของจีนก็ปรับตัวเป็นที่แรก ลักษณะที่เปลี่ยนแปลงไปคือ ตัวเรียวยาวขึ้น ผิวหนังเรียบลื่นขึ้น สีของผิวหนังดูคล้ายป่ามากขึ้น ปีกเล็กลง แต่ก็ยังมี พอที่จะช่วยในการร่อนได้ ในระยะสั้นๆ สามารถพ่นไฟได้ และพัฒนาวิธีการเลียนเสียงสัตว์อื่น เพื่อประโยชน์ในการล่า แต่ก็ยังมีมังกรอีกส่วนหนึ่ง ที่ดำรงชีวิตอยู่ในน้ำต่อไป

3. มังกรทะเลทราย มีลักษณะเหมือนมังกรภูเขา แต่น่าจะมีน้อยมาก เพราะขาดแคลนอาหาร และแทบไม่มีการกล่าวถึง

4. มังกรภูเขา นักวิทยาศาสตร์ยังไม่แน่ใจนักว่า มันมีวิวัฒนาการมาจากมังกรทะเล หรือ ว่ามันอยู่บนบกมาตลอด เพราะมีความเป็นไปได้ทั้งสองทาง มักพบภาพ stained glass ทำด้วยกระจก สีได้ในโบสถ์คริสต์ ช่วงคริสตศตวรรษที่ 15 มีชื่อว่า “ปีศาจแห่งยอดเขาสูง”

จากหลักฐานทั้งหมด สรุปได้คร่าวๆ ว่า มังกรถูกล่าอย่างหนักในช่วงคริสตศตวรรตที่ 15 อันเนื่องมาจาก การบุกรุกพื้นที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่า การทำปศุสัตว์ ทำให้มังกรไม่อาจล่าสัตว์ป่าเป็นอาหารได้ตามปกติ ทำให้มังกรไม่มีที่ทำกิน ไม่มีทางเลือก เมื่อหิวก็ต้องล่าปศุสัตว์ การล่าเป็นไปตามสัญชาติญาณธรรมชาติ ต้องกินเมื่อจะอดตาย เลยโดนมนุษย์ล่ากลับ เพราะมาขโมยสัตว์ของคน กลายมาเป็นตำนานวีรบุรุษล่ามังกร ใครฆ่ามังกรได้จะเก่ง ผู้คนกราบไหว้บูชา

สรุป การค้นพบมังกรที่เก่าแก่ที่สุด มีอายุนานมากกว่า 4 พันปี และพบเห็นล่าสุดที่ชัดเจนเมื่อราว 200 ปีก่อนนี่เอง ต้องยอมรับถึงความสามารถในการปรับตัวของมัน ผ่านยุคสมัยกว่า 65 ล้านปี ในสภาพร่างกายที่แปลกแยกจากสัตว์ทั่วไป ซึ่งนักวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่ไม่คิดว่า มันจะสามารถมีชีวิตรอดมาได้นานขนาดนี้


อ้างอิง

ไขปริศนา...มังกรเคยเป็นสัตว์ ที่เคยมีอยู่จริงบนโลกหรือไม่?. www.facebook.com. 2558. แหล่งที่มา : https://www.facebook.com/topsecretthai/posts/323138361209531. ค้นเมื่อ 4 มีนาคม, 2559.

มังกร. Wikipedia. แหล่งที่มา : https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%A3. ค้นเมื่อ 4 มีนาคม, 2559.

มังกรยุโรป. Wikipedia. แหล่งที่มา :
https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%A2%E0%B8%B8%E0%B9%82%E0%B8%A3%E0%B8%9B. ค้นเมือ 4 มิถุนายน, 2559.

นางสาวชิดหทัย เหล่าทองสาร   583080978-3  คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์

อ่านเพิ่มเติม »

ตำนานชายรักชายในประวัติศาสตร์จีนยุคโบราณ

โดย จารุวรรณ  สังฆะจารย์

เมื่อพูดถึงประเทศจีน เป็นหนึ่งในไม่กี่ชาติที่มีประวัติความเป็นมาที่เก่าแก่และยาวนานนับเป็น “อู่อารยธรรม” แห่งหนึ่งของโลกที่เผยแพร่ความเจริญมายังดินเเดนต่างๆ นอกจากนี้จีนยังมีอีกสิ่งหนึ่งที่ถูกพบอยู่ในประวัติศาสตร์จีนเป็นที่แรกๆ ซึ่งถูกปกปิดไว้ในฐานที่เป็นเรื่อง "ต้องห้าม" แต่รู้กันทั่วไปในจีนเเละมีการใช้ถ้อยคำมากมายที่สื่อถึงความรักในเพศเดียวกัน ตามตำนานที่จะกล่าวดังต่อไปนี้



มีตำนานเล่าว่า เมื่อ 500 ปีก่อนคริสตกาลในช่วงราชวงศ์โจวที่พระราชอำนาจของเทียนจื่อหรือพระเจ้าแผ่นดินโอรสแห่งสวรรค์ตกต่ำลงมาก บรรดานครรัฐทั้งหลายต่างพยายามตั้งตัวเป็นรัฐมหาอำนาจเพื่อบังคับบัญชานครรัฐอื่นๆ แทนพระเจ้าแผ่นดิน ขงจื๊อเรียกยุคนี้ว่ายุคชุนชิว ที่นครรัฐเหว่ยอันเป็นรัฐชั้นสาม กษัตริย์หรือเจ้านครรัฐมีพระนามว่า เหว่ยหลิงกง พระองค์ทรงโปรดขันทีคนหนึ่ง มีชื่อว่า จื่อเสีย ทรงคลอเคลียกับคนผู้นี้ไม่ได้ห่าง นอนด้วยกัน กินด้วยกัน

และในการเสด็จประพาสคราวหนึ่งจื่อเสียได้กินลูกท้อแล้วรู้สึกมีรสชาติอร่อยดีก็ส่งลูกท้อที่กินเหลือนั้นให้เหว่ยหลิงกงรับไปเสวยต่อการกระทำเช่นนี้นับว่าเป็นเรื่องเสียมารยาทมาก โดยเฉพาะเมื่ออยู่ต่อหน้าคนจำนวนมาก แต่แทนที่เหว่ยหลิงกงจะทรงพิโรธ พระองค์กลับรับลูกท้อนั้นมาเสวยต่อหน้าต่อตา พร้อมกับตรัสว่าจื่อเสียช่างมีน้ำใจดีต่อพระองค์เหลือเกินที่กินของดีๆ แล้วก็ยังมีแก่ใจเหลือไว้ให้พระองค์กินด้วย ตั้งแต่นั้นมาคำว่า แบ่งลูกท้อ จึงกลายเป็นสำนวนอย่างหนึ่งที่หมายความถึงเรื่องความรักของผู้ชายที่ผิดปกติ

และอีกตำนานหนึ่งได้เล่าเรื่องราวที่เกิดในสมัยกว๋อ คือ สมัยรัฐสงครามที่ต่อจากยุคชุนชิว วุ่ยอ๋องหรือวุ่นหวางเจ้านครรัฐวุ่ยทรงโปรดปรานขันทีชื่อ หลงหยางจวุน ในการเสด็จประพาสทางชลมารคคราวหนึ่งวุ่ยอ๋องทรงเพลินกับการตกปลามาก เมื่อตกปลาตัวใหม่ขึ้นมาได้อีกพระองค์ก็โยนปลาตัวเก่าที่ตกมาได้ก่อนนั้นทิ้งไป ทำอย่างนี้อยู่นาน ครั้นเเล้วก็ได้ยินเสียงร้องไห้ตีอกชกหัวจากหลงหยางจวุนขันทีคนโปรด  วุ่นอ๋องตกพระทัยว่าเกิดอะไรขึ้น ทันทีผู้นั้นจึงจึงกล่าวอ้อนว่า ตัวเขาคงมีสภาพเหมือนปลาในไม่ช้าที่วุ่ยอ๋องตกตัวใหม่ได้เเล้วก็โยนเขาทิ้งไปเหมือนกัน วุ่ยอ๋องจึงรีบตรัสปลอบประโลมว่าไม่มีทางที่พระองค์จะทำอย่างนั้นเเน่นอน พร้อมกับรับสั่งเป็นประกาศิตว่าห้ามผู้หญิงหรือขันทีมาถวายอีก ผู้ฝ่าฝืนมีโทษประหารสถานเดียว

ช่วงก่อนราชวงศ์ฮั่นพฤติกรรมรักร่วมเพศในชายมีให้เห็นไม่มากนักผิดกับผู้หญิงที่มีพฤติกรรมนี้ค่อนข้างแพร่หลาย จนมาถึงราชวงศ์ฮั่นพฤติกรรมรักร่วมเพศจึงได้ระบาดอย่างกว้างขวาง ดังตำนาน ต้วนโจ้ว ที่เล่าถึงในสมัยราชวงศ์ฮั่นตะวันตก อายตี้ (漢哀帝) หรือพระนามเดิมว่าหลิวซิน (劉欣) เป็นจักรพรรดิยุคปลายราชวงศ์ฮั่นตะวันตก ทรงโปรดขันทีชื่อ ต่งเสียน วันหนึ่งเมื่อเสพเมถุนด้วยกันจนเหน็ดเหนื่อยแล้วก็หลับไปด้วยกันทั้งคู่ อายตี้ทรงตื่นบรรทมขึ้นก่อน เมื่อลืมพระเนตรขึ้นเห็นว่าต่งเสียนยังหลับสนิทอยู่แต่นอนทับแขนเสื้อฉลองพระองค์อยู่ ด้วยความเสน่ห์หาที่พระองค์มีต่อต่งเสียนล้นเหลือนักจึงไม่รบกวนคนรักในยามนิทราค่อยๆ ขยับพระวรกาย โดยใช้พระแสงดาบตัดแขนเสื้อฉลองพระองค์นั้นทิ้งเสียปล่อยให้ต่งเสียนหลับอย่างมีความสุขต่อไป คำว่า ตัดแขนเสื้อ จึงเป็นอีกคำที่หมายถึงความรักในผู้ชายด้วยกัน
 

ที่มา: https://hornet.com/stories/

ในช่วงแรกของหกราชวงศ์ เรียกได้ว่าเป็นยุคที่เฟื่องฟูอย่างมาก แต่ในเวลาต่อมาเมื่อสังคมจีนได้ผูกยึดอยู่กับความเชื่อเกี่ยวกับมูลธาตุดั้งเดิมของจักรวาลที่ไม่เกี่ยวกับพระเจ้า โดยเชื่อว่าสิ่งต่างๆ ในสากลจักรวาลเกิดมาจากธาตุคู่ คือ ธาตุอ่อนกับธาตุแข็ง และบัญญัติเรียกการรวมตัวของธาตุคู่นี้ว่า หยิน-หยาง หยิน หมายถึง ธาตุอ่อนซึ่งก็คือธาตุดินหรือ ธาตุแม่ ส่วนหยาง หมายถึง ธาตุแข็ง ซึ่งก็คือ ธาตุฟ้าหรือธาตุพ่อ เมื่อธาตุทั้งสองนี้ผสมผสานกันจึงก่อให้เกิดธาตุต่างๆในจักรวาลขึ้น เนื่องจากเกิดมาจากธาตุคู่ สิ่งต่างๆในโลกจึงมีลักษณะเป็นคู่ เช่น หญิงกับชาย เป็นต้น ในความคิดของชาวจีนสรรพสิ่งบนโลกดำรงอยู่ได้จะต้องหยินและหยางในสภาพที่สมดุลกัน ดังนั้นการอุบัติและคงอยู่ของสรรพสิ่งที่ผิดไปจากคู่ทั้งสองจึงถูกมองว่าเป็นสิ่งผิดปกติ



ในยุคของปรัชญา นักปรัชญานามว่า “ขงจื๊อ” ได้วางกฎเกณฑ์ความสัมพันธ์ของมนุษย์ขึ้น 5 กลุ่ม เรียกว่าอู่หลุน 1 ใน 5 นั่นคือ ความสัมพันธ์ระหว่างสามีภรรยา ลัทธิขงจื๊อมีบทบาทอย่างมากในการเน้นฐานะคนในสังคม ผู้หญิงในฐานะขงจื๊อมีบทบาทอย่างมากในการเน้นฐานะคนในสังคม ผู้หญิงในทัศนะคติของขงจื๊อจะได้รับการยกย่องต่อเมื่อได้ทำหน้าที่เป็นมารดาอย่างสมบูรณ์ หญิงต้องเชื่อฟังบุรุษ เมื่อยังไม่แต่งงานต้องเชื่อฟังบิดา เมื่อแต่งงานแล้วต้องเชื่อฟังสามี ถ้าปราศจากสามีต้องเชื่อฟังบุตรชาย แสดงให้เห็นถึงสถานภาพอันต่ำต้อยของผู้หญิงจีนตามความเชื่อที่ว่าเพศหญิงนอกจากจะต้องคู่กับเพศชายแล้วยังต้องเป็นผู้นอบน้อมต่อผู้ชายเสมอ ไม่ว่าผู้ชายนั้นจะเป็นบิดา สามี หรือบุตร นอกจากนั้นคำสั่งสอนของลัทธิขงจื๊อยังระบุว่าความอกตัญญูนั้นมีอยู่สามประการ ที่สุดของความอกตัญญูนั้นคือ การไร้ทายาทสืบตระกูล ก็เป็นสิ่งที่ชวนให้ตระหนักได้ว่าผู้หญิงชอบพอกับผู้หญิงด้วยกันเองแล้ว นอกจากจะถูกตราหน้าว่าเป็นสิ่งผิดปกติแล้วยังเป็นผู้ที่มีความอกตัญญูในสังคมจีนด้วย

หลังจากที่รับเอาความเชื่อทั้งสองลัทธิเข้ามารักร่วมเพศในช่วงนี้ก็ค่อยๆ หายไป ต่อมาสมัยราชวงศ์ซ่งเหนือ (พ.ศ.1503-1670) จึงได้กลับมาเฟื่องฟูอีกครั้งจนถึงช่วงปลายราชวงศ์หมิง (พ.ศ.2187)  แต่เมื่อเข้าสู่ยุคราชวงศ์ชิงในช่วงปี 1600 จนถึง 1900 ได้มีกฏหมายที่ต่อต้านเพศทางเลือกนั้นเกิดขึ้นซึ่งเป็นเรื่องที่ทางราชการทำการสอดส่องดูแลความสัมพันธ์ต่างๆ เมื่อถึงช่วงสงครามโลกครั้งที่สองที่ความกลัวเพศทางเลือกจากทางตะวันตกได้ถาโถมเข้ามา LGBT ในประเทศจีนก็ได้กลายเป็นเรื่องผิดกฏหมายที่ต้องพบกับการล่วงละเมิดและการถูกตัดสิน

อย่างไรก็ตามพฤติกรรมรักร่วมเพศทั้งในเพศชายและเพศหญิงไม่ได้เป็นที่รังเกียจของคนในสมัยนั้น เนื่องจากคนจีนใช้ท่าที "เอาหูไปนาเอาตาไปไร่" มากกว่าการที่จะมาทุกข์ร้อนกับเรื่องแบบนี้ เพราะสิ่งที่คนจีนให้ความสำคัญจริงๆคือความสัมพันธ์ทางเพศระหว่างเพศชายกับหญิงมากกว่า ซึ่งถือว่าเป็นการสืบทอดเผ่าพันธุ์


อ้างอิง

อดุลย์  รัตนมั่นเกษม. (2548). เรื่องเพศในวัฒนธรรมจีน 400 ปี. กรุงเทพ:สุขภาพใจ.

อดิเทพ พันธ์ทอง. (2561).เว็บเกย์อ้าง “ฮ่องเต้ฮั่น” ส่วนใหญ่เคยผ่านประสบการณ์ทางเพศกับผู้ชายด้วยกัน.

สืบค้น 23 กันยายน พ.ศ. 2561, จาก : https://www.silpa-mag.com/club/art-and-culture/article_1442

เปิดหน้าประวัติศาสตร์จีน "ชายรักชาย" ฉบับวังต้องห้าม. (ม.ป.ป.). สืบค้น 27 กันยายน พ.ศ. 2561, จาก: https://board.postjung.com/743058.html 

อ่านเพิ่มเติม »

แอนน์ โบลีน (Anne Boleyn) ตำนานราชินีหัวขาดแห่งอังกฤษ

โดย พลอยจรัส เรือโป๊ะ

หากกล่าวถึงเรื่องราวสยองขวัญที่ถูกเล่าขานกันมาถึงตำนานความน่ากลัว และความเฮี้ยนของโลกหนึ่งในนั้นก็คงจะไม่พ้นเรื่องราวของแอนน์ โบลีน (Anne Boleyn) ราชินีผู้อาภัพแห่งอังกฤษ เรื่องราวชีวิตและความรักที่ขมขื่นเฉกเช่นบทโศกในละคร ก่อเกิดเป็นตำนานความเฮี้ยนแห่งหอคอยลอนดอน

พระนางแอนน์ โบลีน เป็นบุตรีของเซอร์ทอมัส โบลิน กับเลดีเอลิซาเบธ โบลิน และได้เป็นพระมเหสีพระองค์ที่ 2 ในพระเจ้าเฮนรีที่ 8 แห่งอังกฤษ และเป็นพระราชมารดาของเจ้าหญิงเอลิซาเบธ ความรักของพระนางแอนน์นั้นเริ่มต้นที่พระนางถูกพระบิดา สั่งให้แต่งงานกับญาติของพระนางคือ เจมส์ บัทเลอร์แต่เจมส์ก็เสียชีวิตเสียก่อน แอนน์ โบลีนจึงได้ถูกส่งเข้าราชสำนักเพื่อรับใช้สมเด็จพระราชินีแคทเธอรีน แห่งอรากอน

ในขณะนั้นพระเจ้าเฮนรีที่ 8 แห่งอังกฤษได้ทรงเบื่อพระนางแคทเทอรีนแห่งอรากอน เนื่องจากโดยเวลานี้พระนางแคทเทอรีนประสบปัญหาจากการมีบุตร และพระนางแคทเทอรีนนั้นมีพระชนมายุสูงวัยกว่าพระเจ้าเฮนรี ทำให้ในปี พ.ศ. 2068 พระเจ้าเฮนรีที่ 8 แห่งอังกฤษเกิดตกหลุมรักแอนน์ โบลีน และต้องการแต่งงานด้วย ทำให้พระเจ้าเฮนรีหาเหตุที่ว่าพระนางแคทเทอรีนเคยอภิเษกสมรสกับเจ้าชายอาเทอร์นั้นเป็นการผิดบัญญัติแห่งพระเจ้า หลังจากหย่ากับพระนางแคทเทอรีน  และพระนางได้ถูกขับไล่ออกไปจากพระราชวัง


พระนางแอนน์ โบลีน
ที่มา : https://th.wikipedia.org/

จุดเริ่มต้นแห่งเรื่องราวแห่งความผิดและความตายได้เกิดขึ้น หลังจากที่พระเจ้าเฮนรี่ได้แต่งงานกับพระราชินีแอนน์ พระราชอำนาจหลังพระราชบัลลังก์ฉายเด่นชัดจากสมเด็จพระราชินีพระองค์นี้ พระนางแอนน์นั้นยังถูกกล่าวขานว่า “ราชินีแห่งอังกฤษที่โดดเด่นและสำคัญที่สุดเท่าที่เคยมี” ชีวิตคู่ของพระองค์ช่วงแรกนั้นช่างมีความสุขแต่พอนานวันเข้า พระเจ้าเฮนรีทรงไม่ชอบท่าทางของแอนน์ที่ทำเพื่อตนเองและชอบโต้แย้งกับพระองค์ พระนางแอนน์ไม่เกรงกลัวต่ออันตรายใดๆ ทรงใช้จ่ายอย่างสุรุ่ยสุร่าย พระนางพยายามยุ่งเกี่ยวทางการเมือง  ข้าราชการแบ่งฝักฝ่ายเป็นสองพวกคือ “คนของพระราชา” และ “คนของพระราชินี”


พระเจ้าเฮนรี่ที่ 8
ที่มา : https://th.wikipedia.org/

หลังจากการล้มเหลวจากการได้บุตร พระเจ้าเฮนรีมองการล้มเหลวเป็นการทรยศพระองค์ ในวันคริสต์มาสพระเจ้าเฮนรีได้สนทนากับทอมัส เครนเมอร์ และ ทอมัส ครอมเวลล์ในเรื่องการขับไล่พระนางแอนน์ โบลีน และโปรดให้พระนางแคทเทอรีน แห่งอรากอนกลับมา และได้มีการสั่งประหารศัตรูของพระนาง ผู้ซึ่งต่อต้านนิกายเชิร์ชออฟอิงแลนด์

ต่อมาในวันที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2079 ข่าวการสวรรคตของพระนางแคทเทอรีนก็ได้ทราบถึงพระเจ้าเฮนรีและพระนางแอนน์  หลังจากมีการชันสูตรพระศพของพระนางแคทเทอรีน แห่งอรากอนได้พบว่า หัวใจของพระนางกลายเป็นสีดำ ต่างก็มีคนเชื่อว่าไม่พระเจ้าเฮนรีก็พระนางแอนน์ที่ได้ลอบวางยาพิษพระนางแคทเทอรีน แต่บ้างก็ว่าพระเจ้าเฮนรีทรงเสียพระทัยในการจากไปของพระนางแคทเทอรีนอย่างมากเช่นกัน  พระนางแอนน์มีบุตรีคนเดียวคือ เจ้าหญิงเอลิซาเบธ

และเหตุการณ์ต่างๆ เริ่มเปลี่ยนไปเมื่อนางเจน เซมัวร์นางสนองโอษฐ์ในพระราชาเข้ามาอยู่ในราชวังและแล้วเรื่องการคบชู้สู่ชาย การร่วมประเวณีกับผู้ใกล้ชิด และการทรยศ ก็เกิดขึ้น ในวันสุดท้ายของเดือนเมษายน นักดนตรีชาวเฟลมมิชที่พระนางแอนน์เรียกไปรับใช้ชื่อว่า มาร์ก สเมียตัน ได้ถูกจับกุมและทรมานร่างกาย เพราะได้ถูกตั้งข้อหาว่าคบชู้กับพระราชินีแต่ระหว่างการทรมานเขาได้สารภาพผิด ต่อมาชาวต่างชาติ เฮนรี นอร์ริส ได้ถูกจับในเดือนพฤษภาคมแต่เนื่องจากเขาเป็นชนชั้นสูงจึงไม่ถูกทรมาน เขาได้ปฏิเสธและสาบานว่าเขาเป็นผู้บริสุทธิ์ 2 วันต่อมาเซอร์ฟรานซิส เวสตันได้ถูกจับกุมในข้อกล่าวหาเดียวกัน วิลเลียม แบร์ตันบ่าวรับใช้ของพระเจ้าเฮนรีก็ถูกจับกุมในข้อกล่าวหานี้เช่นกัน สุดท้ายก็มีการจับกุมพระอนุชาของพระนางแอนน์ จอร์จ โบลีนในข้อหาคบชู้กับสายเลือดเดียวกัน

วันที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2079 พระนางแอนน์ได้ถูกจับกุมและส่งไปหอคอยแห่งลอนดอน นักโทษคนอื่นได้รับการปลดปล่อยเหลือแต่พระนางแอนน์และจอร์จ โบลีน 3 วันต่อมาแอนน์ได้ถูกกล่าวหาว่าได้คบชู้สู่ชายกับสายเลือดเดียวกัน และทรงเป็นผู้ทรยศ หลังจากการตัดสิน จอร์จ โบลีนพระอนุชาได้ถูกประหาร

ในวันที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2079 แอนโทนี คิงส์ตันผู้เป็นยามเฝ้าประตูได้บันทึกไว้ว่า พระนางแอนน์นั้นดูมีความสุขและเตรียมตัวเตรียมใจที่จะได้รับการประหาร พระเจ้าเฮนรีได้ทำตามคำขอของพระนางแอนน์เป็นครั้งสุดท้ายโดยได้จ้างเพชฌฆาตจากฝรั่งเศสมาทำการประหารโดยใช้ดาบตามธรรมเนียมฝรั่งเศส เนื่องจากพระนางแอนน์กลัวการประหารด้วยขวานทื่อๆตามธรรมเนียมอังกฤษ ในเช้าของวันที่ 19 ทหารได้มาเชิญพระนางเข้ารับการประหาร แอนโทนี คิงส์ตันได้เขียนบันทึกเป็นภาษาอังกฤษว่า พระนางแอนน์ได้ทรงฉลองพระองค์สีแดง พระเกศารวบด้วยผ้าลินินสีขาวซึ่งเป็นธรรมเนียมฝรั่งเศส พระนางทรงมีนางสนองโอษฐ์ 4 คนเดินตามจนถึงแท่นประหาร

กล่าวกันว่าหลังจากที่พระเจ้าเฮนรีที่ 8 ประหารชีวิตพระนางแอนน์ โบลีน ด้วยการตัดพระเศียร ที่Tower Green แม้ว่าจะไม่มีผู้ใดทราบว่าที่แท้จริงแล้วพระนางแอนน์นั้นได้ทรยศและคบชู้จริงหรือไม่ แต่ดวงวิญญาณของพระนางก็ยังคงสิงสถิตอยู่ที่นั่น มีทหารยามพบเป็นสตรีสวมผ้าคลุมศีรษะออกมาเดินเล่นริมระเบียงที่ถูกปิดตาย เพียงแต่สตรีผู้นั้นได้ถือศีรษะของตนออกมาเล่นด้วย ไม่ก็พระนางจะลากโซ่ตรวนในห้องประหารแล้วกรีดร้องเสียงดัง และเห็นพระนางแอนน์ โบลีน นำทหารในสมัยนั้นและเลดี้หรือสตรีระดับสูงเข้ามาในโบสถ์ที่หอคอยแห่งลอนดอน จนเงาพวกนั้นค่อย ๆ หายไป แล้วปล่อยให้โบสถ์นั้นเงียบสงัดไปดื้อ ๆ เป็นต้น ทุกวันนี้ยังมีผู้คนพบเจอสิ่งแปลกประหลาดเรื่อยมาจนเป็นที่มาของความหลอนสั่นประสาทนี้


อ้างอิง

แอนน์ โบลีน พระราชนีแห่งอังกฤษ.(2560). (ออนไลน์).
เข้าถึงได้จาก: https://th.wikipedia.org/ (วันที่สืบค้น13/09/2560).

แอนน์ โบลีน.(2556).(ออนไลน์). เข้าถึงได้จาก: https://teen.mthai.com/variety/81648.html (วันที่สืบค้น13/09/2560).

ตำนาน ราชินี หัวขาด แห่งอังกฤษ | เรื่องเล่าจากความมืด Ep:57.(2558). (ออนไลน์).
เข้าถึงได้จาก: https://www.youtube.com/watch?v=uxxKbCVic0M&t=564s (วันที่สืบค้น13/09/2560).

แอนน์ โบลีน ราชินีไร้หัว สยองซะไม่มี [P36].(2559). (ออนไลน์).
เข้าถึงได้จาก: https://www.youtube.com/watch?v=zd6ntGONCYc (วันที่สืบค้น13/09/2560).

อ่านเพิ่มเติม »

ตำนานคนแคระ (Dwarf)

โดย ภวิสสติ ศรีเมืองทอง

จากตำนานนิยายปรัมปราชื่อดังหลายๆเรื่องที่เกี่ยวกับสิ่งมหัศจรรย์ จะต้องมีเนื้อเรื่องของชนเผ่าหนึ่งที่มีความสามารถด้านการช่าง มีฝีมือในการทำอาวุธ ถึงแม้จะรูปร่างที่เตี้ยแต่เต็มไปด้วยความสามารถซึ่งจะเห็นได้จากภาพยนต์ฟอร์มยักษ์หลายๆ เรื่องที่ได้ทำเนื้อถึงกับชนเผ่านี้ ซึ่งถือได้ว่าเป็นตัวละครสำคัญในหนังเลยก็ว่าได้

“คนแคระ”(Dwarf) เป็นสิ่งมีชีวิตที่ปรากฏในตำนานนิยายปรัมปราในกลุ่มประเทศสแกนดิเนเวียและเยอรมันซึ่งจะปรากฏในเทพนิยาย นิยายแฟนตาซีหรือว่าพวกเกมอาร์พีจี ซึ่งคนแคระจะมีพรสวรรค์พิเศษโดยเฉพาะที่เกี่ยวกับด้านการทำเหมืองและการทำโลหะ แนวคิดที่เกี่ยวกับการกำเนิดตำนานของคนแคระไม่สามารถระบุได้แต่แหล่งกำเนิดที่ใกล้เคียงที่สุดเท่าที่สามารถค้นพบคือตำนานตลาดของ เจอร์ เมนิก ที่สืบทอดมาจากตำนานนอร์ธ แต่ก็ยังหาหลักฐานได้ยากเพราะมีหลายรูปแบบเรื่องราวที่พูดถึงต่อๆ กันมา ทำให้เรื่องคนแคระเปลี่ยนไป ทำให้คนแคระกลายเป็นตัวตลกขึ้นและเชื่อถือเรื่องโชคลาง


ที่มา: https://houseofgeekery.com/

ลักษณะภายนอกของคนแคระจะมีลักษณะคล้ายมนุษย์ โดยวิเคราะห์ตามลักษณะตามธรรมชาติจากข้อมูลที่เก่าแก่ของคนแคระเชื่อได้ว่าในยุคแรกนั่นแหละคนแก่มีความสูงพอกันกับมนุษย์ แต่ต่อมาปัจจบันคนแคระจะมีลักษณะเตี้ยแคระ ตัวท้วมตัน ซึ่งบทบาทของคนแคระในตำนานนั้นจะเกี่ยว กับเรื่อง ความตาย มีสีผิวซีด ผมเข้ม นับถือลัทธิภูติผี ซึ่งจะสอดคล้องกันกับเรื่องความตาย บางครั้งก็เหมือนกับพวก “Vaettir” หรือจิตวิญญานแห่งธรรมชาติซึ่งก็คือเอลฟ์

อายุไขของคนแคระ เฉลี่ย 250 ปี ซึ่งในนิยายปัจจุบันหรือภาพยนต์ความสูงของคนแคระนั้นจะสูงกว่าเอวมนุษย์เพียงนิดเดียว หรือประมาน 120-150 เซนติเมตร

รวมถึงการใช้ชีวิตใต้พื้นดินของพวกคนแคระ เมื่อตำนานปรัมปราของคนแคระที่พัฒนาการต่อกันมาทำให้มีความเปลี่ยนแปลงที่สำคัญคือ การทำให้คนแคระมีความลึกลับมากขึ้น ดูน่าขบขันและมีรูปร่างเตี้ยลงจนน่าเกลียดตามภาพลักษณ์ในยุคใหม่ รวมถึงการใช้ชีวิตใต้พื้นดินของคนแคระก็โดดเด่นขึ้น แต่เนื่องจากคนแคระมีชื่อเสียงในการสร้างของวิเศษในตำนานมากมาย เพราะว่าคนแคระนั้นเป็นสิ่งมีชีวิตที่มีทักษะในด้านโลหะสูงมาก ซึ่งปรากฏในเทพนิยายหรือนิทานพื้นบ้านในยุคหลังมากขึ้น นอกจากนั้นคนแคระในยุคใหม่มีความเจ้าเล่ห์แสนกลมากขึ้นซึ่งเพิ่มเติมไปจากคนแคระตั้งแต่ยุคแรก จึงทำให้คนแคระในยุคใหม่ มีลักษณะเฉพาะตัวคือ ผมดก มีร่างกายที่เตี้ยแคระ แต่มีความสามารถในการทำเหมืองและการทำโลหะสูง แต่นี่ก็เป็นเพียงส่วนหนึ่งเพราะประวัติศาสตร์และของที่ของแต่ละท้องถิ่น นั้นทำให้คนแคระนั้นแตกต่างออกไป แล้วแต่ตำนานของแต่ละที่นั้น


ที่มา: https://th.wikipedia.org/

คนแคระในจินตนิยาย ของ เจ. อาร์. อาร์. โทลคีน มีลักษณะที่ เตี้ย ตัวล่ำ มีหนวดเคราที่ยาว และเป็นช่างที่ชำนาญ คนแคระจะเรียกตัวเองว่า คาซัค เป็นชื่อที่เทพอาวเลตั้งให้ซึ่งเป็นเทพแห่งการช่าง แต่พวกเอลฟ์จะเรียกว่า เนากริม ซึ่งมีความหมายว่า ชนผู้ไม่เติบโตอีกแล้ว

อาวเล สร้างคนแคระขึ้นในยุคเมลคอร์กำลังเรืองอำนาจสร้างความวุ่นวายอยู่บนโลก ดังนั้นพระองค์จึงสร้างให้คนแคระมีความทรหดอดทนไม่ตกอยู่ภายใต้อำนาจชั่วร้ายโดยง่าย

ซึ่งคนแคระในวรรณกรรมของ โทลคินนั้น จะพบได้ในเรื่อง เดอะฮอบบิท เดอะลอร์ดออฟเดอะริงส์ ตำนานบุตรแห่งฮูริน ฯลฯ

คนแคระที่เทพเจ้าอาวเลสร้างขึ้นครั้งแรก มีจำนวนเจ็ดคน ได้ชื่อว่าเป็นบิดาของคนแคระ โดยมี ดูรินผู้อมตะ (Durin the Deathless) เป็นคนแคระที่มีอาวุโสสูงสุด ผู้ริเริ่มการก่อตั้งอาณาจักรคนแคระบนโลก ที่มหานครใต้ขุนเขา ต้นตระกูลอีกสองคนไปตั้งอาณาจักรของตัวเองที่ทางตะวันตกของมิดเดิลเอิร์ธ ส่วนอีกสี่คนที่เหลือไปตั้งอาณาจักรที่ดินแดนตะวันออกไกลของมิดเดิลเอิร์ธ

คนแคระแบ่งออกได้เป็นสามตระกูลใหญ่ คือ ลองเบียร์ด ไฟร์เบียร์ด และ บรอดบีม คนแคระในตระกูลลองเบียร์ด บางครั้งเรียกว่า พลเมืองของดูริน มีจำนวนมากที่สุดและมีบทบาทอยู่มากในยุคที่สาม คนแคระทั้งสามตระกูลปกครองอาณาจักรต่าง ๆ ในมิดเดิลเอิร์ธดังนี้
• โนกร็อด อาณาจักรคนแคระในยุคที่หนึ่ง เมืองของคนแคระสายวงศ์ ไฟร์เบียร์ด
• เบเลกอสต์ อาณาจักรคนแคระในยุคที่หนึ่ง เมืองของคนแคระสายวงศ์ บรอดบีม
• คาซัดดูม หรือ มอเรีย อาณาจักรคนแคระแห่งแรก ตั้งขึ้นตั้งแต่ยุคที่หนึ่ง เมืองของคนแคระสายวงศ์ ลองเบียร์ด
• เอเรบอร์ หรือภูเขาโลนลี่ อาณาจักรคนแคระที่ตั้งขึ้นในยุคที่สาม แยกตัวออกมาจากคาซัดดูม พลเมืองจึงเป็นตระกูล ลองเบียร์ด เช่นกัน
นอกจากนี้ยังมีเผ่าพันธุ์เล็ก ๆ ของคนแคระอีกกลุ่มหนึ่ง คือ คนแคระค่อม (Petty Dwarves) ภาษาซินดารินเรียกว่า นอยกิธนิบิน ปรากฏในงานเขียนเรื่อง ตำนานบุตรแห่งฮูริน ตำนานเล่าว่าพวกเขาถูกเนรเทศออกจากอาณาจักรของคนแคระด้วยความผิดอย่างใดอย่างหนึ่ง ต้องเร่ร่อนไปในดินแดนเบเลริอันด์ นานไปฝีมือช่างก็ด้อยลง ร่างก็เล็กแกร็นลง จนต้องหาเลี้ยงชีพด้วยการขุดของป่าและด้วยการลักขโมย คนแคระค่อมคนสุดท้ายที่ปรากฏในตำนานคือ มีม


ภาษา คุซดุล

ภาษาของคนแคระ คือ คุซดุล (Khuzdul) เป็นภาษาที่เข้าใจเฉพาะของเผ่าคนแคระด้วยกันเอง เอาไว้เพื่อติดต่อกัน คนแคระจะถนัดการใช้อาวุธจำพวกขวาน แต่ก็มีความสามารถในการสร้างอาวุธที่ยอดเยี่ยม และการที่คนแคระอาศัยอญุ่ใต้ภูเขาจึงทำให้ไม่สามารถทำการเกษตรได้ อาหารของคนแคระจึงได้มาจากการซื้อขายแลกเปลี่ยนกับเอลฟ์

อย่างไรก็ตาม ส่วนใหญ่ภาพที่ติดตาคนทั่วไปเกี่ยวกับคนแคระ คือเป็นชนเผ่าที่มีความสามารถในการทำเหมืองผลิตอาวุธซึ่งมาจากหนังดังเรื่อง the lord of the ring ซึ่งเป็นตัวละครที่มีบทบาทมาก และในปัจจุบันยังมีเรื่อง the Hobbit ที่ทำให้คนแคระในตำนานของโทลคินไปอยู่ในความทรงจำของใครหลายๆคน



อ้างอิง


World of history.เปิดตำนานคนแคระ.(online),สืบค้นเมื่อวันที่ 25/9/2559,จาก: http://writer.dek-d.com/citiphte/story/viewlongc.php?id=399131&chapter=34

วิกิพีเดีย.คนแคระ(มิดเดิลเอิร์ท).(online),สืบค้นเมื่อวันที่ 26/12/2559,จาก: https://th.wikipedia.org/

เผ่าต่างๆในเรื่อง LOTR.(online),สืบค้นเมื่อวันที่ 26/12/2559,จาก: http://pantip.com/topic/30012390

ตำนาน เรื่องเล่า เรื่องผี สยองขวัญ.คนแคระ(Dwarf).(online),สืบค้นเมื่อวันที่ 26/12/2559, จาก: http://storylegendsth.blogspot.com/2014/09/dwarf.html

อ่านเพิ่มเติม »

กลุ่มเทพีเกรซ (The Graces)

โดย พิชญ์สินี ศรีทา

เมื่อพูดถึงตำนานกรีกหลายคนอาจเคยได้ยินเรื่องราวมากมายเกี่ยวกับเทพเจ้าแต่ละองค์ซึ่งตำนานกรีกถูกเล่าต่อกันมาหลายพันปีและตำนานของเทพแต่ละองค์ก็มีเรื่องราวแตกต่างกันออกไป ตำนานเหล่านี้ได้รับความสนใจเป็นอย่างมากจนกระทั่งปัจจุบัน ยังคงมีการหยิบยกตำนานกรีกมาเพื่อเป็นความรู้ให้แก่ผู้ที่สนใจได้ศึกษากันอีกด้วยซึ่งแต่ละแหล่งความรู้ก็ยังมีข้อมูลบางอย่างที่ไม่ตรงกันแต่ก็ไม่คลาดเคลื่อนจากกันมากนักและเรื่องเล่าแต่ละเรื่องในตำนานกรีกยังเป็นจุดเริ่มต้นของการเกิดขึ้นของสิ่งต่างๆทางธรรมชาติและยังส่งผลต่อความเชื่อของมนุษย์ในปัจจุบันอีกด้วยทั้งยังแสดงให้เห็นถึงวิวัฒนาการการดำรงชีวิตของมนุษย์ในยุคก่อนว่าเป็นอย่างไร ดังนั้นดิฉันจึงขอนำเสนอเรื่องที่ดิฉันสนใจมากที่สุดนั่นก็คือกลุ่มเทพีชาริทีสหรือเทพีเกรซหรือไตรเทพี 3 เทพีแห่งชีวิตชีวาและความรื่นเริง


ที่มา: http://fineartamerica.com/

ความสดใส ร่าเริง และความมีชีวิตชีวา เป็นของคู่มากับมนุษย์ตั้งแต่อดีตมาถึงปัจจุบัน ทั้งงานเลี้ยงฉลองที่มีความรื่นเริงและสีสันแห่งความสุข หากคุณมีความสุขและสดชื่นกับสิ่งเหล่านี้ ทำนองดนตรีที่ไพเราะจนเหมือนชักเชิญให้เราลุกขึ้นมาเต้นรำอย่างมันส์ แสดงว่าคุณอาจจะถูกมนต์สะกดแห่ง 3 เทพีแล้ว ใช่พวกท่านคือ กลุ่มเทพีเกรซ 3 เทพีแห่งชีวิตชีวาและความรื่นเริง กลุ่มเทพีเกรซเป็นพระธิดาในเทพซีอุสกับเทพียูริโนมี ซึ่งกลุ่มเทพีเกรซเป็นเทพีที่รักการเต้นรำมากมายและรักเสียงดนตรีเพราะจะทำให้เหล่าเทพีนี้เต้นกันไม่หยุดเลยทีเดียว กลุ่มเทพีเกรซไม่ค่อยมีความสำคัญหรือเ็ป็นที่นับถือกันอย่างแพร่หลาย แต่เป็นเทพีผู้พิทักษ์ความสนุกสนานในงานรื่นเริงและความมีชีวิตชีวาของมนุษย์ ซึ่งเหล่าพระเทพีเกรซมีด้วยกัน 3 เรียกว่า ไตรเทพี (Charites) หรือThe Graces

ตามตำนานเทพเจ้ากรีก ไตรเทพี ซึ่งเป็นเทพีแห่งความมีเสน่ห์, ความงาม, ธรรมชาติ, การสร้างสรรค์ และ การเจริญพันธุ์ จำนวนเทพีชาริทีสเดิมมีด้วยกันสามองค์ตั้งแต่องค์ที่มีอาวุโสที่สุดคือ เทพีอกลาเอีย (Aglaea) ซึ่งเป็นเทพีแห่งความงามและมีความสามารถในการพูดให้ผู้คนประทับใจอีกด้วย


ที่มา: https://www.pinterest.com/

เทพีผู้อาวุโสปานกลางคือ เทพียูโฟรเซเน (Euphrosyne) หรือ เทพีแห่งความร่าเริงผู้บันดาลให้เกิดความสนุกสนานและเสียงหัวเราะในงานสังสรรค์และงานรื่นเริงต่างๆ หากไม่มีเทพียูโฟรเซเนก็อาจทำให้งานนั้นตึงเครียดก็เป็นได้
 และองค์ที่อาวุโสน้อยที่สุดเทพีธาเลีย (Thalia) หรือ เทพีแห่งความสนุกสนานและเป็นเทพธิดาผู้ซึ่งเป็นแรงบันดาลใจให้กับเหล่ากวี เป็นเทพีแห่งความตลกขบขันแต่ยังคงความเรียบร้อยและเป็นธรรมชาติในตนเอง

ซึ่งกลุ่มเทพีเกรซมีหน้าที่ๆสำคัญต่อสวรรค์คือ เป็นนักแสดงโชว์ในงานฉลองแห่งทวยเทพ คือ พระเทพีทั้ง 3 เก่งทั้งงานร้อง งานแสดง และเต้นรำ จึงเป็นที่ชื่นชมของทวยเทพ ซึ่งมีบางครั้งที่พระองค์จะเข้าร่วมแสดงกับกลุ่มเทพีมิวส์ทั้ง 9 ซึ่งเป็นเทพีแห่งศิลปศาสตร์ทั้ง 9 แขนง และมีเทพอะพอลโลชอบบรรเลงเพลงพิณให้อย่างไพเราะทำให้งานวันนั้นไม่จืดจางเลยทีเดียว... และทวยเทพที่เครียดและเหนื่อยจากภาระหน้าที่ก็จะพาหายเหนื่อยหายกังวลเมื่อเจอกลุ่มเทพรเกรซ

ไตรเทพีมีความแตกต่างกันทางภาระหน้าที่และความรับผิดชอบในด้านต่างๆเนื่องจากแต่ละองค์ก็มีหน้าที่แตกต่างกันออกไปแต่อย่างไรก็ตามเทพีทั้งสามองค์นี้ก็ยังคงทำงานร่วมกันอยู่เสมอ


อ้างอิง

เทพีชาริทีส (Charites) ไตรเทพี. สืบค้นเมื่อ 21 กันยายน 2559, จาก: http://tamnan-tuadi.blogspot.com/2012/10/charites.html

Mark, C. (2016). Graces. Retrieved 21 September 2016, from: http://www.ancient.eu/Graces/

Aquileana. (2014). Greek Mythology: “The Charites” (“The Three Graces”). Retrieved 21 September 2016, from: https://aquileana.wordpress.com/2014/11/12/greek-mythology-the-charites-the-three-graces/

อ่านเพิ่มเติม »

ตำนานจิ้งจอกเก้าหาง

โดย ณรงค์ พุทธาวันดี

จิ้งจอกเก้าหางเป็นปีศาจในตำนานที่เก่าแก่ ปกติแล้วคิทซึเนะจะเป็นคำเรียกสุนัขจิ้งจอกทั่วๆ ไป ซึ่งผู้คนเชื่อว่าจิ้งจอกที่อาศัยตามป่าเขานั้นจะมีพลังพิเศษต่างๆ สามารถกลายร่างเป็นหญิงสาวได้และอีกทั้งเจ้าเล่ห์ชอบแกล้งผู้คนที่เดินทางไปมาตามป่าเขาทำให้ผู้คนตกใจและหวาดกลัว

ตำนานจิ้งจอกเก้าหางมีที่มาจากอินเดีย จีน และญี่ปุ่น ซึ่งคิดว่าเป็นปิศาจตนเดียวกัน คาดว่าน่าจะเป็นเรื่องของการสืบทอดวัฒนธรรมจากอินเดียไปยังจีนตามเส้นทางสายไหม และต่อเนื่องไปยังญี่ปุ่นโดยการเผยแพร่ทางวัฒนธรรม


ที่มา: http://www.tumnandd.com/

ปีศาจจิ้งจอกเก้าหางสามารถพบเห็นได้ตามแถบตะวันออกของเอเชีย ตามความเชื่อแล้วปีศาจจิ้งจอกเก้าหาง เป็นจิ้งจอกที่มีพลังเวทมนต์  มีทั้งพวกศักดิ์สิทธิ์ที่เป็นข้ารับใช้ของเทพอินาริ ซึ่งเป็นเทพแห่งการเพาะปลูก และมีพวกที่จัดว่าเป็นผีร้าย ปีศาจจิ้งจอกเก้าหางจะเชี่ยวชาญในเรื่องเวทมนต์มายา และวิชาแปลงกาย เชื่อกันว่าสุนัขจิ้งจอกที่มีอายุยืน และมีตบะแก่กล้ามากพอจะสามารถกลายเป็นปีศาจจิ้งจอกได้ เมื่อปีศาจจิ้งจอกอายุครบ100ปี จะมีหางงอกเพิ่มมา1หาง และเมื่อใดที่จิ้งจอกเก้าหางมีหางครบ9หาง ปีศาจจิ้งจอกตัวนั้นก็จะมีพลังที่มหาศาลและฉลาดอย่างยิ่ง

ปีศาจจิ้งจอกเก้าหางมีสังคมที่คล้ายคลึงกับมนุษย์ มันจะสวมเสื้อผ้าและยืนสองขา บางครั้งก็เข้ามาปะปนอยู่กับมนุษย์ มันสามารถแปลงกายได้แนบเนียนจนมนุษย์ไม่สามารถจับได้ ปีศาจจิ้งจอกเก้าหางตัวใดถูกมนุษย์จับได้ก็จะถูกลงโทษ ปีศาจจิ้งจอกเก้าหางนั้นจะแปลงกายให้ได้สำเร็จนั้นจำเป็นต้องใช้กะโหลกของมนุษย์มาช่วยจึงจะสามารถแปลงกายได้สำเร็จ

เมื่อปีศาจจิ้งจอกเก้าหางแปลงร่างเป็นมนุษย์ มันก็จะมีความรู้สึกหรือความต้องการเหมือนกับมนุษย์ ปีศาจจิ้งจอกเก้าหางจะชอบกินของอร่อยๆ โดยเฉพาะเต้าหู้ทอด ชอบการได้สัมผัสกายมนุษย์ และรวมไปถึงเรื่องเซ็กส์ด้วย ปีศาจจิ้งจอกเก้าหางเป็นหนึ่งในปีศาจที่มีการเล่าถึง สายสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งกับมนุษย์ บางครั้งก็เชื่อว่าที่จิ้งจอกเก้าหางแปลงกายเป็นสตรีที่งดงามนั้นก็เพื่อที่จะตามหาความรัก มีการแต่งงานกินอยู่กับมนุษย์จนมีทายาทสืบต่อ ทายาทปีศาจจิ้งจอกนั้นจะมีร่างกายที่แข็งแกร่งแปลกไปจากมนุษย์ และก็จะมีพลังพิเศษและเสน่ห์ติดตัวที่แปลกประหลาด

มนต์มายาของปีศาจจิ้งจอกเก้าหางลึกล้ำมาก ถึงแม้ว่ามนุษย์จะรู้ว่าต้องมนต์ของปีศาจจิ้งจอก แต่สัมผัสของมนต์มายาก็เหมือนจริง จนแทบแยกความจริงกับภาพมายาไม่ออก ปีศาจจิ้งจอกที่มีตบะมากจะรู้จิตใจของมนุษย์ ทำให้สามารถสร้างภาพมายาที่มนุษย์คนนั้นต้องการเห็นได้ ทำให้มนุษย์ปฏิเสธไม่ได้  ในบางครั้งมีการกล่าวไว้ว่าจิ้งจอกเก้าหางจะดูดกลืนพลังชีวิตจากวิญญาณมนุษย์เพื่อเพิ่มกำลังผ่านการจุมพิษกับมนุษย์ จึงไม่แปลกที่ในตำนานจีนจะมีเรื่องของจิ้งจอกจำแลงตัวเป็นนางสนมเอกของฮ่องเต้ ทั้งนี้ก็เพื่อต้องการพลังชีวิตที่ยิ่งใหญ่และควบอำนาจยึดครองประเทศในคราวเดียวกัน

จิ้งจอกเก้าหางในตำนานของจีน

เรื่องจิ้งจอกเก้าหางของจีน ได้กล่าวถึง พระเจ้าโจ้วหวาง (ติวอ๋อง) แห่งราชวงศ์ซางได้ไปสักการะเจ้าแม่หนวี่วา ในวิหารของเจ้าแม่  ปกติรูปเคารพเจ้าแม่จะมีผ้าบางๆ กั้นใบหน้าอยู่ บังเอิญตอนนั้นมีลมพัดผ่านมา ทำให้ผ้าเปิดออก โจ้วหวางได้เห็นใบหน้าของเจ้าแม่หนวี่วาง จึงคิดอยากได้เจ้าแม่หนวี่วามาเป้นสนมของตน จึงพูดออกมาว่า เจ้าแม่งดงามขนาดนี้ หากได้มาเป็นมเหสีน่าจะดี  เมื่อเจ้าแม่หนวี่วาได้ยิน จึงโกรธมาก สั่งให้ปิศาจจิ้งจอกเก้าหาง ปิศาจพิณ และปิศาจไก่ มาทำให้โจ้วหวางเกิดความลุ่มหลงจนบ้านเมืองล่มสลายเพื่อเป็นการลงโทษ แต่อย่าให้เกิดอันตรายแก่ประชาชน และตอนนั้น มีผู้หญิงคนหนึ่ง ชื่อว่า ต๋าจี เป็นลูกสาวของเจ้าเมืองเล็กๆ เมืองหนึ่งถูกส่งตัวเข้ามาในวังเพื่อเป็นพระสนมของโจ้วหวาง ต๋าจี เป็นผู้หญิงที่มีใบหน้าสวยมาก จิ้งจอกเก้าหางได้แอบลอบฆ่าต๋าจี และสวมรอยเป็นต๋าจีเพื่อแอบเข้าวัง  เมื่อโจ้วหวางได้พบต๋าจีก็รู้สึกชอบในตัวต๋าจีเป็นอย่างมาก

เนื่องจากต๋าจีมีใบหน้าสวยราวกับเจ้าแม่หนวี่วา กิริยาคำพูดคำจาไพเราะอ่อนหวาน จิ้งจอกเก้าหางจึงทำให้โจ้วหวางลุ่มหลงในตัวนาง ซึ่งไม่ยากเลยเพราะตัวต๋าจีมีความสวยอยู่แล้ว สามารถร้องเพลง และเล่นดนตรีได้ไพเราะ แล้วยังสามารถร่ายรำได้สวยงามอีกด้วย ทำให้โจ้วหวางลุ่มหลงในตัวต๋าจีจนถอนตัวไม่ขึ้น และนางก็ได้ให้โจ้วหวางทำแต่เรื่องชั่วร้าย สร้างความเดือนร้อนและทำให้ประชาชนเสียชีวิตเป็นจำนวนมาก ในที่สุดจิ้งจอกเก้าหางที่อยู่ในร่างต๋าจีก็ได้ให้โจ้วหวางสร้างหอสอยดาวขึ้นมาแล้วเกณฑ์แรงงานมาทำงาน ทำให้ประชาชนตายเพิ่มอีกเป็นจำนวนมาก

หลังจากนั้นปิศาจทั้งสามก็ถูก เจียงจื่อหยาซึ่งเป็นผู้วิเศษ ได้มาปราบปีศาจทั้ง3ลงได้   ปิศาจทั้งสามถูกจับตัวไปให้เจ้าแม่หนวี่วา ตัดสินโทษ จิ้งจอกเก้าหางเห็นว่าตนสามารถทำงานที่เจ้าแม่มอบหมายให้ แต่ทำไมจึงยังมีโทษอีก เจ้าแม่หนวี่วากล่าวว่าได้ใช้ให้ไปทำลายแต่เพียงโจ้วหวาง  เท่านั้น หาได้สั่งให้ไปเข่นฆ่าผู้คนมากมาย เช่นนี้ไม่การทำเกินกว่าคำสั่งแบบนี้  จำต้องถูกลงโทษ ทั้งปิศาจพิณและปิศาจไก่จึงถูกลงโทษให้ตายตกไปตามกัน ส่วนจิ้งจอกเก้าหางนั้นหลบหนีการลงโทษไปได้
   


จิ้งจอกเก้าหางในตำนานของญี่ปุ่น

ในตำนานของญี่ปุ่นได้กล่าวถึงจิ้งจอกเก้าหางว่า เป็นปิศาจที่หลบหนีมาแฝงตัวอยู่ในราชสำนักของญี่ปุ่นในรัชสมัยของจักรพรรดิโทบะ หลังจากที่หลบหนีมาจากอินเดีย และจีนมาแล้ว โดยแฝงตัวมาในร่างของหญิงงามนามว่า ทามาโมะ มาเอะ พระสนมของจักรพรรดิโทบะ นางทำให้จักรพรรดิโทบะลุ่มหลงในความงามของนาง และสุขภาพของจักรพรรดิโทบะก็ทรุดโทรมลงทุกวัน จึงได้มีการอัญเชิญนักพรตจากหอองเมียวมาทำพิธีปัดรังควาน พบว่าในวังมีปิศาจจิ้งจอกเก้าหางสีทองแฝงตัวอยู่  เมื่อความแตก ทามาโมะ มาเอะ จึงได้คืนร่างเป็นจิ้งจอกสีทองตัวมหึมา มีเก้าหาง เหาะหลบหนีไปบนท้องฟ้า กองทหารของจักรพรรดิโทบะได้ไล่ตามไปจนถึงที่ราบสูงนาสุ และต่อสู้กับปิศาจจิ้งจอกเก้าหาง และสามารถสยบจิ้งจอกเก้าหางลงได้ กลายเป็นหินเซ็ทโชเซกิ ซึ่งกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีชื่อแห่งหนึ่งของญี่ปุ่นมาจนปัจจุบันนี้


ที่มา : http://videoburda.ru/burda/

จิ้งจอกเก้าหางมีทั้งฝ่ายที่ดีหรือผู้คนนับถือและฝ่ายที่ไม่ดีหรือพวกปีศาจชั่วร้าย จิ้งจอกเก้าหางมักจะแปลงกายเป็นหญิงสาวล่อลวงผู้ชายเพื่อที่จะได้ดูดกลืนพลังชีวิตของชายผู้นั้น และเมื่อใดที่จิ้งจกเก้าหางครบเก้าหางจิ้งจอกตัวนั้นก็จะมีพลังที่แข็งแกร่งมากๆ จิ้งจอกเก้าหางมักชอบใช้มนต์เสน่ห์ทำให้ผู้คนหลงใหลในตัวมัน และจนทำให้ผู้คนนั้นแตกแยกกันหรือทะเลาะกัน ด้วยเหตุนี้จิ้งจอกเก้าหางจึงเป็นสัญลักษณ์แห่งความชั่วร้ายอีกอย่างหนึ่ง และเป็นสัญลักษณ์แห่งการใช้เสน่ห์ล่อลวงอีกด้วย


อ้างอิง

ตำนานจิ้งจอกเก้าหาง สืบค้นเมื่อ  5 กันยายน 2559,จาก
http://my.dek-d.com/immortalking/writer/viewlongc.php?id=1355819&chapter=2

ตำนานจิ้งจอกเก้าหาง สืบค้นเมื่อ  5 กันยายน 2559,จาก http://www.online-station.net/entertainment/story/345

ตำนานจิ้งจอกเก้าหาง สืบค้นเมื่อ 5 กันยายน2559,จาก http://videoburda.ru/burda/

อ่านเพิ่มเติม »

ตำนานเซนทอร์ (Centaur) มนุษย์ครึ่งม้า

โดย พัชราพร รักชวน

เซนทอร์ (Centaur) มนุษย์ม้า หรือมนุษย์ครึ่งม้า เป็นศัพท์ที่หลายๆคนคงจะคุ้นหูอยู่บ้าง บางคนอ่านแล้วทราบถึงลักษณะรูปร่างของเซนทอร์ หรือบางคนอาจรู้จักเพราะเคยดูจากภาพยนตร์หรือจากการอ่านนิยายแฟนตาซีต่างๆ ยกตัวอย่างจากภาพยนตร์เรื่อง Narnia, Harry Potter หรือ Percy Jackson and the Olympians เมื่อพูดถึงเซนทอร์ก็จะทำให้นึกถึงเทพเจ้าต่างๆด้วยเช่นกัน โดยเซนทอร์ถูกสร้างให้มีบทบาทในด้านภาพยนตร์เป็นอย่างมาก

เซนทอร์เป็นสัตว์ในนิยายกรีกมีลักษณะครึ่งคนครึ่งม้า คือมีร่างท่อนบนตั้งแต่หัวถึงเอวเหมือนมนุษย์ทุกประการแต่ไม่มีเขา และท่อนล่างมีลักษณะเหมือนม้าคือมี4ขา แข็งแรงบึกบึนและว่องไว และเซนทอร์ส่วนใหญ่นั้นจะมีหางสีเดียวกับเส้นผม และตามตำนานเล่าว่าเหล่าเซนทอร์มีพื้นที่อาศัยอยู่ที่แถบภูเขาของอาคาเดีย และแคว้นเทสสาลีในประเทศกรีซ เซนทอร์มีทั้งเพศหญิงและเพศชาย แต่เซนทอร์เพศหญิงมักจะปรากฎในงานศิลปะมากกว่านวนิยายต่างๆ เซนทอร์มีบทบาทในตำนานเทพของกรีกเป็นอย่างมาก สามารถเห็นได้จากในนิยายเกี่ยวกับเทพเจ้าต่างๆจะมีเซนทอร์เป็นตัวละครประกอบด้วยอยู่เสมอ และในสมัยก่อนอารยธรรมกรีก ชาวเผ่าอินเดียแดงบางเผ่ามีการใช้สัญลักษณ์ของเผ่าที่เป็นรูปครึ่งคนครึ่งม้า ซึ่งในยุคแรกๆ เซนทอร์มีชื่อเรียกว่า ‘ฮิปโปเซนทอร์’ ฮิปโปเซนทอร์ เป็นปีศาจที่มีรูปร่างเป็นมนุษย์ ฮิปโปเซนทอร์ได้มอบเครื่องรางให้กับชาวอินเดียแดงและได้นำความเชื่อต่างๆเกี่ยวกับเซนทอร์เข้าสู่ยุโรป อีกทั้งยังทำให้เชื่อว่าเซนทอร์เป็นสัญลักษณ์ของเผ่านักรบที่น่าเกรงขาม



ในตำนานเทพเจ้ากรีกโบราณนั้น เซนทอร์แบ่งได้เป็นสองตระกูลคือตระกูลอิคซอนและตระกูลโครนัส ตระกูลอิคซอนเกิดจากอันธพาลแห่งสวรรค์ตระกูลนี้จะมีนิสัยที่ป่าเถื่อน ไร้การศึกษา มีพละกำลังมาก และชอบใช้ความรุนแรง ส่วนตระกูลโครนัสเกิดจากนางฟีลีร่าและเทพโครนัสบิดาของเทพซุส โดยที่สองตระกูลนี้มีลักษณะนิสัยที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง

ไครอน เซนทอร์ที่หลายๆคน เคยได้ยินมาบ้างจากนิยายต่างๆ ไครอนเป็นเซนทอร์ในตระกูลโครนัสเป็นลูกของโครนัสกับฟีลีร่า ไครอนเป็นเซนทอร์ที่นิสัยดีและฉลาด มีความสามารถในหลายๆด้าน เช่น ดนตรี ยา และการยิงธนู และด้วยความที่ไครอนมีความสามารถมากจึงได้รับเลือกให้เป็นอาจารย์ของตำนานกรีกหลายๆคน เช่น เฮอร์คิวลีส เป็นต้น



หลังจากไครอนได้รับเลือกให้เป็นอาจารย์ของตำนานหลายๆคน ไครอนจึงได้รับพรจากเทพซุสให้ให้มีอายุเป็นอมตะและเหตุการณ์สำคัญของไครอนได้เกิดขึ้นเมื่อเฮอร์คิวลีสได้มีเรื่องกับกลุ่มเซนทอร์ โดยที่เฮอร์คิวลีสคิดว่ามีการทำร้ายฉุดผู้หญิงซึ่งนั่นคือการร่วมเพศของเซนทอร์ โดยปกติในการร่วมเพศของเซนทอร์มักใช้ความรุนแรงกับเพศเมีย เฮอร์คิวลีสเข้าใจว่ามีการทำร้ายจึงได้ต่อสู้กับฝูงเซนทอร์และเมื่อถูกรุมเข้ามากๆก็ได้ใช้ธนูอาบยาพิษยิงใส่ฝูงของเซนทอร์แต่มีลูกหนึ่งพลาดไปถูกไครอนที่เป็นอาจารย์ของตนจึงทำให้รู้สึกผิด แต่ไครอนไม่สามารถตายได้เนื่องจากได้รับพรให้เป็นอมตะจึงทรมานกับพิษของลูกธนูเป็นอย่างมาก จึงขอให้เทพซุสประทานความตายให้แก่ตน หลังจากนั้นไครอนก็กลายเป็นกลุ่มดาวรูปเซนทอร์

ตำนานเกี่ยวกับเซนทอร์มีหลากหลาย ในบางตำนานกรีกก็เล่าว่า เซนทอร์นั้นสืบเชื้อสายมาจากเซนทอรัส บุตรของเทพเจ้าอะพอลโลกับนางสทิลเบีย โดยเซนทอรัสได้เสพสมกับนางม้าแห่งแมกนีเซีย จึงเกิดเป็นเซนทอร์ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา บางตำนานก็เล่าว่า เซนทอร์คือพวกที่ใช้ม้าเป็นพาหนะโดยอาศัยอยู่ตามละแวกเขาในแคว้นเทสสาลี ประเทศกรีซ เมื่อมองไกลๆ จึงทำให้มองเป็นอมนุษย์หรือเซนทอร์ บางตำราก็เชื่อว่ามีกษัตริย์ผู้หนึ่งนาม Ixion ได้ทำให้เทพเจ้าซุสพิโรธจึงโดนสาปให้ลูกๆของ Ixion กลายเป็นอมนุษย์ครึ่งคนครึ่งม้า ถึงจะมีตำนานที่หลากหลายแต่ความเชื่อในเรื่องของเซนทอร์ไม่แตกต่างกันมากนัก คือคนส่วนใหญ่เชื่อว่าเซนทอร์มีนิสัยที่ดุร้าย แต่ก็ยังเป็นลักษณะของนักรบที่น่าเกรงขามในเวลาเดียวกัน



เซนทอร์มีบทบาทหลากหลายในด้านภาพยนตร์ เช่น ภาพยนตร์เรื่อง Narnia เซนทอร์ถูกสร้างให้มีบทบาทตรงกันข้ามกับลักษณะในตำนานที่กล่าวว่าเซนทอร์มีนิสัยดุร้าย ไม่เป็นมิตรและไม่ชอบมนุษย์เป็นอย่างมาก แต่ในภาพยนตร์ผู้สร้างได้ให้เซนทอร์มีบทบาทในด้านความดี คือเป็นผู้ช่วยมนุษย์ทำภารกิจให้สำเร็จเพื่อช่วยเหลือสัตว์ต่างๆ ที่อาศัยอยู่ในป่า Narnia ทั้งยังสร้างให้เซนทอร์มีลักษณะนิสัยที่ดี มีน้ำใจต่อมนุษย์ แต่ยังคงความดุร้ายและว่องไวเมื่อเกิดสงคราม มีความแข็งแรงและมุ่งมั่นที่จะเอาชนะในการสู้รบ และในบางภาพยนตร์ก็ได้สร้างให้เซนทอร์มีบทบาทเป็นตัวร้ายด้วยเช่นกัน

เซนทอร์ทำให้เห็นได้ถึงการจินตนาการในแต่งนวนิยายของกรีกในสมัยนั้นๆ แสดงให้เห็นว่าชาวกรีกมีความเชื่อเกี่ยวกับเทพและอมนุษย์จึงสร้างเซนทอร์ให้มีบทบาทในหลายๆเรื่องที่เป็นตำนานเกี่ยวกับเทพเจ้าทั้งในแง่ลบและแง่บวก หากในชีวิตจริงมีเซนทอร์อยู่ในชีวิตจริงคงจะมีความเพลิดเพลินและสีสันไม่มากก็น้อย


อ้างอิง

เซนทอร์. สืบค้นเมื่อ วันที่ 4 กันยายน 2559, จาก: https://th.m.wikipedia.org/wiki/เซนทอร์

เซนทอร์ (Centaur). สืบค้นเมื่อ สืบค้นเมื่อ วันที่ 4 กันยายน 2559, จาก: https://natthansan.wordpress.com/2011/12/31/เซนทอร์-centaur/

ไครอน อาจารย์แห่งวีรบุรุษ. สืบค้นเมื่อ วันที่ 4 กันยายน 2559, จาก: http://www.komkid.com/ตำนาน/ไครอน-อาจารย์แห่งวีรบุษ/

สัตว์ในเทพนิยายและตำนาน. สืบค้นเมื่อ วันที่ 23 ธันวาคม 2559, จาก: https://writer.dek-d.com/0012/story/viewlongc.php?id=446421&chapter=8

อ่านเพิ่มเติม »

ปีศาจแฝงฝัน หรือ ซัคคิวบัส (Succubus)

โดย ชลสิทธิ์ นิติสุข

เชื่อว่าคนทุกคนไม่ว่าจะเป็นใคร ต่างก็เคยนอนหลับฝันกันทั้งนั้น แต่มีเพียงไม่กี่คนที่จะสามารถจดจำความฝันตัวเองได้ มีคนบอกว่าความฝันเกิดจากความรู้สึกนึกคิดของคนเราเมื่อนอนหลับ แล้วคุณรู้หรือไม่ว่ามีอยู่สิ่งหนึ่งที่ทำให้ฝันของคุณไม่น่าจดจำ เพราะมันคือ “ฝันร้าย”

ชายหนุ่มไม่ว่าจะตอนหลับหรือตอนตื่นต่างก็ชื่นชอบในของสวยงามทั้งสิ้น การได้ฝันถึงหญิงสาวผู้ลือโฉมชวนรื่นภิรมย์แล้วนั้นถือได้ว่าเป็นฝันดียิ่ง แต่ถ้าหากว่าสาวสวยผู้ชวนรื่นภิรมย์นั้นเป็น ซัคคิวบัส (Succubus) ยังจะถือว่าฝันดีอยู่หรือไม่

ซัคคิวบัส ตามตำนานกล่าวว่าเธอเป็นปีศาจที่ถูกกล่าวขานในช่วงยุคกลาง มีรูปร่างเป็นหญิงสาวหน้าตาสวย ชวนเย้ายวน ให้ชายหนุ่มที่ได้พบเจอเธอเป็นอันต้องหลงใหล และยากที่จะหักห้ามใจไม่ให้สมสู่กับเธอได้ ซัคคิวบัส หรือเจ้าหญิงของเหล่าแม่มด เป็น 1 ใน 4 ภรรยาของเทวทูตซามูเอล ตามตำนานกล่าวว่าเธอมีสัญชาติ อาราเบีย – อินเดีย มีมารดาคือ ลิลิธราชินิ ส่วนบิดาไม่ทราบนาม และมีพี่น้องฝาแฝดคือ อินคิวบัส หรือปีศาจแฝงฝันในร่างผู้ชาย



ตามตำนานกล่าวว่าซัคคิวบัสเป็นปีศาจสาว มีปีก ดวงตาคล้ายงู มักจะปรากฏตัวเข้ามาในฝันของผู้ชาย โดยจะแปลงเป็นสาวงามแต่งตัวยั่วยวนชวนให้หลงใหล หลอกหล่อชายที่ไม่ได้สติ โดยที่เธอจะมอบความฝันอันสุดปรารถนาให้กับเหยื่อคือการให้สมสู่ร่วมภิรมย์กับเธอ เพื่อแลกกับไอชีวิตของเหยื่อ เหยื่อจะสูญเสียพลังงานอย่างมากจนบางที่อาจถึงขั้นเสียชีวิต คนในสมัยก่อนเชื่อกันว่า การที่เราฝันเปียกคือเกิดจากการทำร้ายของซัคคิวบัส


ที่มา : https://my.dek-d.com/

อินคิวบัส หรือ พี่น้องฝาแฝดของซัคคิวบัส แต่อินคิวบัสจะเป็นปีศาจแฝงฝันที่มาในร่างของชายหนุ่มรูปงาม มีต้นกำเนิดมาจากตำนานพื้นเมืองของชาวยุโรปในยุคกลาง ( ยุคมืด ) เป็นปีศาจที่เข้าไปแฝงในความฝันของเหยื่อเช่นเดียวกับซัคคิวบัสแต่จะเลือกเหยื่อที่เป็นหญิงสาวหรือแม่ชีเท่านั้น คนที่ตกเป็นเหยื่อของอินคิวบัสจะไม่มีทางตื่นขึ้นมาได้เนื่องจากอำนาจเวทย์มนต์ แต่จะสามารถรับรู้ถึงการกระทำนั้นได้ เมื่อหญิงสาวผู้เป็นเหยื่อตื่นขึ้นมาจะพบว่าตัวเองตั้งครรภ์และบุตรที่กำเนิดออกมานั้น จะไม่มีอะไรผิดแปลกจากมนุษย์ทั่วไปแต่ว่าจะมีอำนาจมนตร์ หรือความสามารถเหนือธรรมชาติมากกว่ามนุษย์อื่น ซึ่งอำนาจที่ว่านั้นออกไปทางชั่วร้าย  เด็กที่เติบโตขึ้น ส่วนใหญ่แล้วท้ายที่สุดจะกลายเป็นบุคคลชั่วร้าย หรือพ่อมดผู้ทรงอำนาจและพลัง


ที่มา : https://my.dek-d.com/

ในตำนานของญี่ปุ่น พบว่ามีปีศาจตนหนึ่งมีนิสัยคล้ายคลึงกับซัคคิวบัสคือ ยาฉะ (Yasha) เป็นปีศาจที่มีพฤติกรรมคล้ายกับซัคคิวบัสมาก แต่ยาฉะจะเป็นผู้หญิงและเป็นผีญี่ปุ่น ที่มีลักษณะเป็นหญิงสาวที่สวยงามเช่นเดียวกับซัคคิวบัส และใช้มนต์มายาหลอกหล่อชายหนุ่มได้เหมือนกับซัคคิวบัส ยาฉะจะดูดไอชีวิตจากเหยื่อเพื่อยังชีพเหมือนกัน มนต์มายาของยาฉะสามารถทำให้เหยื่อเป็นบ้าได้ สิ่งที่แตกต่างกันระหว่างยาฉะกับซัคคิวบัส คือ ยาฉะไม่สามารถล่าเหยื่อในฝันได้เหมือนซัคคิวบัส

ความฝันอาจจะเป็นเรื่องราวที่เรารับรู้เมื่อครั้งที่เราหลับ ความจริงคือเรื่องราวที่เราสามารถรับรู้ได้เมื่อตอนที่เราตื่น แม้ความจริงจะโหดร้ายแค่ไหน ก็ขอให้คิดว่า “มันเป็นแค่ฝันร้ายในตอนที่เราหลับอยู่และเราจะตื่นขั้นมาเพื่อผ่านฝันร้ายนั้นไป”


อ้างอิง

Myth Succubus . ( ออนไลน์ ) . สืบค้นเมื่อ 24 กันยายน 2559 , จาก http://legendtheworld.blogspot.com/2013/09/succubus.html

เทพเจ้าราตรี . ( 2554 ) . Succubus กับ Incubus ปีศาจฝันสุดหื่น . ( ออนไลน์ ) . สืบค้นเมื่อ 24  กันยายน 2559,  จาก  http://www.cmxseed.com/cmxseedforumn/index.php?topic=50309.0

เรื่องเล่าตำนานสยอง – ทั่วโลก ( 2557 ) . ปีศาจแผงฝัน . ( ออนไลน์ ) . สืบค้นเมื่อ 24 กันยายน 2559, จาก https://www.facebook.com/permalink.php?story_fbid=349304608569380&id=268170206682821

อ่านเพิ่มเติม »

แพนโดร่า (Pandora Box) กล่องแห่งหายนะ

โดย ศุภณัฐ กุลวงษ์

ตำนานที่เกี่ยวกับเทพเจ้าเป็นเรื่องราวที่น่าสนใจ ทำให้เรื่องราวเหล่านี้น่าติดตามและดึงดูดความสนใจของผู้คนได้เป็นอย่าง  เรื่องราวหนึ่งเรื่องราวที่เกิดขึ้นในยุคกรีกโบราณ ช่วงกำเนิดโลกใหม่ๆที่มีเหล่าทวยเทพเข้ามาเกี่ยวข้องและยังเกี่ยวกับสตรีคนแรกของโลกมนุษย์ สตรีผู้สร้างเหตุการณ์ที่ก่อให้เกิดความหายนะแก่โลกมนุษย์ นั้นคือ แพนโดร่า (Pandora) สตรีที่สวยที่สุด เธอเป็นมนุษย์เพศหญิงคนแรกที่เหล่าทวยเทพสร้างขึ้นเพื่อลงโทษเหล่ามนุษย์  และได้มอบกล่องปริศนาให้เธอพร้อมทั้งกำชับว่าห้ามเปิดกล่องใบนี้เด็ดขาด นอกจากนี้ยังได้ส่งเธอมายังโลกมนุษย์ ด้วยความอยากรู้อยากเห็นทำให้เธอทำบางสิ่งบางอย่างกับกล่องใบนั้น เรื่องราวนี้ทั้งหมดจึงเกิดขึ้น



เรื่องราวเกิดขึ้นเมื่อช่วงกำเนิดโลกใหม่ๆ มีเทพ 2 พี่น้องชื่อว่า โพรมิเทียส(Prometheus) กับ เอพิเทียส (Epitheus)ได้สร้างสิ่งที่เรียกว่า “มนุษย์” ขึ้นมา ซึ่งเทพโพรมิเทียส พอใจกับผลงานชิ้นนี้มากและคอยช่วยเหลือมนุษย์อยู่เสมอ นอกจากนี้โพรมิเทียสยังได้ไปขโมยไฟที่เป็นสมบัติของเทพลงจากสวรรค์มาให้มนุษย์อีกด้วย เมื่อมหาเทพซุส(Zeus)รู้เรื่องก็โกรธจัดและได้จับ เทพโพรมิเทียสไปทรมาน หลายศตวรรษต่อมาโพรมิเทียสถูกเฮอร์คิวลีสปล่อยตัวเป็นอิสระ และได้ทำการช่วยมนุษย์หลอกลวงเทพเจ้าและยังได้ไปขโมยไฟจากสวรรค์มาอีกเช่นเคย ทำให้มหาเทพซุส(Zeus)ได้เรียกประชุมเทพเพื่อหาวิธีจัดการกับโพรมิเทียส และแก้แค้นพวกมนุษย์ จึงได้ช่วยกันสร้างมนุษย์ที่เป็นเพศหญิงขึ้นมา สตรีนางนี้มีหน้าตาสวยงาม เสน่ห์เย้ายวนใจ มีเสียงอันไพเราะ และได้ตั้งชื่อให้สตรีนางนี้ว่า แพนโดร่า(Pandora) แปลว่าของขวัญจากทวยเทพ โดยให้เทพเมอร์คิวรี่นำไปส่งให้โพรมิเทียส โดยบอกว่าเป็นของกำนัลจากเทพทั้งหลาย แต่โพรมิเทียสรู้ทันกับดักของเหล่าทวยเทพจึงไม่รับนางไว้ นอกจากนี้โพรมิเทียสยังได้ไปเตือนน้องชายของตนคือเอพิเทียสที่อยู่บนโลกมนุษย์ว่าห้ามรับแพนโดร่าไว้เด็ดขาด แต่ด้วยความสวยงามของแพนโดร่าทำให้เอพิเทียสตกหลุมรักนางตั้งแต่แรกพบและได้รับแพนโดร่ามาเป็นภรรยา



ในตอนที่แพนโดร่าถูกส่งตัวลงมายังโลกมนุษย์นั้น มหาเทพซุสได้มอบ กล่องที่สวยงาม 1 ใบ ให้แก่แพนโดร่าพร้อมกับบอกว่า ไม่ว่าอย่างไรก็ตามห้ามเปิดกล่องใบนี้เป็นอันขาด แต่เทพีเฮร่า (Hera) ก็ได้มากระซิบบอก เพื่อให้นางเกิดความสงสัยในกล่องมากขึ้น และหลังจากนั้นนางก็ถูกส่งลงมายังโลกมนุษย์ และได้ใช้ชีวิตอยู่กับเทพอิพิเทียส ทั้งสองก็อาศัยอยู่ด้วยกันอย่างปกติ จนวันเวลาผ่านไป ความสงสัยของแพนโดร่าที่มีต่อกล่องใบนั้นเพิ่มขึ้นทุกวัน เธอพยายามบอกให้อิพิเทียสเปิดกล่องใบนั้นแต่อิพิเทียสก็ไม่ยอมเปิด

จนกระทั่งในวันที่อิพิเทียสไม่อยู่บ้าน แพนโดร่าก็ได้มองไปที่กล่องใบนั้นและแพ้ให้กับความอยากรู้อยากเห็นของตัวเอง จึงแอบเปิดกล่องใบนั้น จากนั้นก็มีควันสีดำพุ่งออกมาจากกล่อง ซึ่งควันนั้นทำให้เกิดเหตุการณ์ประหลาด ทั้งท้องฟ้ามืดครึ้ม อากาศเริ่มเย็นขึ้นเรื่อยๆ โรคภัยเริ่มระบาด ความอดยากความยากจน ความผิดหวัง ความชั่วร้ายและปีศาจต่างเริ่มเข้ามาลุกลามโลกเพราะสิ่งที่หลุดออกมาจากกล่องคือ “ความทุกข์”

พออิพิเทียสกลับมาบ้านก็พบว่าแพนโดร่ากำลังนั่งร้องไห้คร่ำครวญอยู่หน้ากล่องที่ถูกเปิดออก อิพิเทียสทั้งโกรธทั้งเสียใจที่แพนโดร่าเปิดกล่องใบนั้น ในขณะที่ทั้งสองกำลังเสียใจอยู่นั้นได้ยินเสียงบางอย่างที่อยู่ในกล่องร้องขอให้แพนโดร่าช่วยปลดปล่อยมันซึ่งสิ่งนั้นคือ “ความหวัง (Hope)”  แต่แพนโดร่าไม่อยากทำผิดทั้งสองจึงไม่ได้กล้าปลดปล่อยสิ่งสุดท้ายที่อยู่ในกล่อง ซึ่งความหวังก็คือความเวทนาที่เทพเจ้ามีต่อมนุษย์นั้นเอง



บางตำนานเล่ากันว่า กล่องแห่งหายนะนี้แพนโดร่าไม่ได้ถือลงมา แต่เป็นเทพส่งสารเมอร์คิวรี่นำกล่องใบใหญ่มาฝากที่บ้านของอิพิเทียส และสั่งว่าห้ามเปิดกล่องนั้นเด็ดขาด ในวันที่อิพิเทียสไม่อยู่บ้านแพนโดร่าสังเกตุเห็นว่ากล่องใบนี้สวยงามและประณีตมาก เธอค่อยๆเข้าไปใกล้ๆกล่องและได้ยินเสียงบางอย่างร้องขอความอิสระจากเธอ จึงเปิดกล่องใบนั้นและแล้วโรคภัยก็มาเยือน ความทุกข์ ความเศร้าสิ่งชั่วร้ายต่างๆก็เข้าจู่โจมมนุษย์ พอเอพิเทียสกลับมาบ้านก็มีฝูงแมลงปีสีน้ำตาลบินเข้าจู่โจมแพนโดร่าและเอพิเทียสจากนั้นแมลงก็บินหนีออกไป ในระหว่างที่ทั้งสองคนกำลังร้องไห้เสียใจอยู่นั้น ได้ยินเสียงของอะไรบางอย่างในกล่องอีกรอบซึ่งร้องขอความอิสระและสิ่งที่อยู่ในกล่องนั้นบอกว่าจะรักษาแผลให้ทั้งสองเพื่อแลกกับอิสระของมัน แพนโดร่าจึงตัดสินใจเปิดกล่องนั้นอีกรอบ และสิ่งที่อยู่ก้นกล่องนั่นคือ “ความหวัง (Hope)” แพนโดร่าก็ได้ปลดปล่อย ความหวัง จากนั้นความหวังก็รักษาแผลให้ทั้งสองและเข้าต่อสู้เข้ากับความชั่วร้ายที่ออกมา พร้อมช่วยเหลือมนุษย์โลกมนุษย์ก็กลับมาสงบสุขอีกครั้ง

บางตำนานเล่าว่า นางตัดสินใจเปิดกล่องออกมาดูด้วยความสงสัย เมื่อฝากล่องเปิดขึ้นมา พบเพียงความหายนะและความวิบัติที่เทพเจ้ามอบมาในกล่องเพื่อเป็นชองขวัญเท่านั้น ไม่ว่าจะเป็น ความเกลียดชัง ความโกรธ แค้น ความพยาบาท ความโลภ ความหลง โรคภัยไข้เจ็บต่างๆ และความตาย ต่างพวยพุ่งกระจายไปทั่วทุกทิศทุกทางและซึมซาบเข้าไปสู่มนุษย์ทุกคน จนในที่วุด มนุษย์ก็กลายเป็นคนเลวที่เต็มไปด้วยความโกรธ  เกลียด ชิงชัง อาฆาตแค้น โรคภัยไข้เจ็บ และปิดชีวิตด้วยความตาย อย่างไรก็ตาม แพนโดร่าก็ยังสามารถปิดกล่องใบนั้นได้ทัน ทำให้ยังคงมีบางสิ่งที่กล่องใบนั้นยังคงหลงเหลืออยู่ หรือที่เราเรียกกันว่า ความสิ้นหวัง นั่นเองที่ยังไม่ได้มีโอกาสหลุดออกมาซึมซาบเข้าสู่มนุษย์ ดังนั้น มนุษย์จึงยังคงดำรงชีวิตอยู่ได้ต่อไปด้วยความหวังดังที่เป็นอยู่ในทุกๆวันนี้นี้เอง

เรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นเป็นเพราะความอยากรู้อยากเห็นของแพนโดร่าและการที่ไม่เชื่อฟังคำเตือน คำสั่งห้ามที่ไปเปิดกล่องแห่งหายนะใบนั้น จนทำให้เรื่องเลวร้ายเกิดขึ้นกับตัวของแพนโดร่าเอง และทำให้เกิดผลกระทบกับคนอื่นๆรวมถึงคนรอบข้างของเธอ โชคดีที่ยังมีปฏิหาริย์ทำให้เรื่องเลวร้ายทุกอย่างนี้จบลงได้นั้นคือ “ความหวัง” การที่เราพบเจอปัญหา ถึงแม้จะเป็นปัญหาที่หนักหนาหรือยิ่งใหญ่แค่ไหน ถ้าคนเรายังมี “ความหวัง”เรื่องทุกย่างเราก็จะสามารถผ่านมันไปได้
“ถ้าคนเราหวัง ไม่มีเรื่องใดที่ทำไม่ได้” 
*หมายเหตุ เรื่องเล่าแต่ละตำนานอาจมีความแตกต่างกันขึ้นอยู่กับคนเขียนหรือผู้ที่นำมาแปล และการบอกต่อๆกันมาจากรุ่นสู่รุ่น)


อ้างอิง

ตำนานแพนโดรา(Pandora) กล่องแห่งความลับ สืบค้นเมื่อ 27 สิงหาคม 2559, จาก http://pirun.ku.ac.th/~b5410102703/pandora%20box.html

ตำนานของแพนโดรา(Pandora) สืบค้นเมื่อ 27 สิงหาคม 2559,จาก http://pirun.ku.ac.th/~b5410102703/pandora%20box.html

แพนโดรา สืบค้นเมื่อ 27 สิงหาคม  2559, จาก https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%81%E0%B8%9E%E0%B8%99%E0%B9%82%E0%B8%94%E0%B8%A3%E0%B8%B2

แพนโดรา - Pandora Box สืบค้นเมื่อ 24 ธันวาคม 2559, จาก
https://writer.dek-d.com/la_plume/story/view.php?id=122831

แพนโดร่า (Pandora) กล่องแห่งความลับ สืบค้นเมื่อ 24 ธันวาคม 2559, จาก
http://www.tumnandd.com/%E0%B9%81%E0%B8%9E%E0%B8%99%E0%B9%82%E0%B8%94%E0%B8%A3%E0%B9%88%E0%B8%B2/

อ่านเพิ่มเติม »

แมว สัตว์เทพเจ้าแห่งไอยคุปต์

โดย  กิตติทัศน์  วงค์ศรีดา

หากจะกล่าวถึงสัตว์เลี้ยงแสนรักที่อยู่คู่กับมนุษย์มาอย่างยาวนานนั้น คงจะหนีไม่พ้นสุนัขและแมวที่มีความนิยมสูสีกินกันไม่ลงมาอย่างต่อเนื่องทุกยุคทุกสมัย โดยเฉพาะแมวที่มีทั้งความน่ารัก เฉลียวฉลาด ช่างอ้อนช่างประจบแต่ก็แสนจะเย่อหยิ่งทระนงที่เห็นแล้วช่างดูลึกลับและน่าหลงใหล ในประวัติศาสตร์ของมนุษย์ได้ปรากฏว่ามีการนำแมวมาเป็นสัตว์เลี้ยงตั้งแต่ในยุคสมัยอียิปต์โบราณ (ไอยคุปต์) เพื่อช่วยจับหนูภายในบ้าน ต่อมาแมวก็ได้แพร่พันธุ์ไปทั่วโลกโดยมีผู้สันนิษฐานไว้ว่าน่าจะมาจากสาเหตุของเรือสินค้าที่นำแมวไปจับหนูบนเรือและท่องไปตามทะเลเมดิเตอร์เรเนียนและหลายทวีปแวะพักที่ไหนแมวก็ขึ้นฝั่งที่นั่นด้วย ชาวอียิปต์โบราณเรียกแมวว่า “เมียว” “มิว” (Mau) ซึ่งเป็นการพยายามเลียนเสียงของแมว



ในสมัยไอยคุปต์มีกฎหมายห้ามนำแมวออกนอกประเทศ และถ้าพบแมวที่ใดก็ให้นำกลับมาด้วย ผู้ใดจะทำร้ายหรือฆ่าแมวไม่ได้เด็ดขาด มีบทลงโทษถึงขั้นประหาร และเมื่อแมวของบ้านไหนตายคนในบ้านนั้นก็ต้องไว้ทุกข์ โกนคิ้ว และทำมัมมี่ให้แมวตัวนั้นอีกด้วย เนื่องจากชาวอียิปต์โบราณมีความเชื่อว่าแมวเป็นสัตว์ศักดิ์สิทธิ์เกี่ยวข้องสัมพันธ์กับเทพเจ้าและมีส่วนสำคัญช่วยทำให้อียิปต์โบราณเจริญรุ่งเรือง เพราะแมวช่วยควบคุมจำนวนของหนูในอียิปต์ที่ทำลายผลผลิตทางการเกษตรและเป็นตัวแพร่เชื้อโรคระบาดของหลายอาณาจักรในสมัยโบราณอย่างกาฬโรค (Plague) เมื่อมีแมวมาควบคุมจำนวนของหนูก็ทำให้พืชพรรณธัญญาหารอุดมสมบูรณ์ชาวอียิปต์ไม่ตายจากกาฬโรคทำให้มีจำนวนคนมากสามารถแผ่ขยายอาณาจักรออกไปได้กว้างใหญ่ไพศาลเป็นเวลาหลายพันปี

มีตำนานเทพเจ้าของชาวอียิปต์ กล่าวว่า เทพรา (Ra) เคยจำแลงพระองค์เป็นแมวต่อสู้กับงูยักษ์อะโปพิส (Apophis or Apep) จนราบคาบซึ่งชาวไอยคุปต์ถือว่างูเป็นสัญลักษณ์ของปีศาจและแมวเป็นสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ของสุริยเทพ ช่วงสมัยอาณาจักรใหม่ได้ถือว่าแมวตัวผู้เป็นร่างจำแลงของเทพรา (Ra) แมวตัวเมียคือพระเนตรของเทพรา (Ra) และตำแหน่งเทวีแมวเป็นสัญลักษณ์ของเทวีเซ็คเม็ต (Sekhmet) เทวีที่มีพระเศียรเป็นสิงโตแห่งเมืองเมมฟิส (Memphis)


The god Ra, in a cat form, fight with Apep who is in a snake form.

แมวยังถือว่าเป็นสัตว์ศักดิ์สิทธิ์สำหรับเทวีไอซิส (Isis) อีกด้วย กล่าวกันว่าหากบ้านไฟไหม้ต้องนำแมวออกจากบ้านให้ปลอดภัยก่อนจะหาทางดับไฟ เพื่อป้องกันไม่ให้แมวเข้าไปภายในบ้านเพราะไฟเป็นสัญลักษณ์ของสุริยเทพ นอกจากนี้ยังเชื่อกันว่าที่ตาของแมวเปลี่ยนสีนั้นเป็นไปตามการโคจรของดวงอาทิตย์ คือเมื่อที่แสงแดดกล้าที่สุดตาของแมวจะหรี่เล็กเปลี่ยนไปคล้ายสีทองคำ แต่เมื่อใกล้ช่วงดวงอาทิตย์ตกดินและมืดลง ตาของแมวจะเปิดกว้างและเป็นสีดำสนิท

แมวมีความเกี่ยวข้องกับเทพสำคัญอีกพระองค์หนึ่งคือ เทวีบาสเต็ต (Bastet) or พาชต์ (Pasht) เทวีแห่งความสุข ความสนุกสนาน และการเฉลิมฉลอง รูปลักษณ์เป็นสตรีเพศที่มีศรีษะเป็นแมวหรือเทวรูปแมว พระหัตถ์ถือซิสทรัม (Sistrum) เครื่องดนตรีชนิดหนึ่งเป็นสัญลักษณ์ประจำพระองค์ นิยายของอียิปต์โบราณยังกล่าวว่า พาชต์ (Pasht) หรือ จันทราเทวี คนพื้นเมืองเรียกว่า “แมว” เป็นมเหสีของเทพรา (Ra) ตอนกลางคืนสุริยเทพต้องไปซ่อนตัวในยมโลก พาชต์ (Pasht) จะใช้แสงอาทิตย์ในดวงตาช่วยส่องทางให้เทพรา (Ra) เดินทางได้สะดวกซึ่งในการเดินทางแต่ละครั้งเทพราต้องต่อสู้กับงูใหญ่ที่มาขวางทางโดยจำแลงกายเป็นแมว ถ้าชนะก็จะนำแสงสว่างมาสู่วันรุ่งขึ้น หากแพ้ก็จะไม่มีแสงสว่างในวันรุ่งขึ้นหรือเกิดสุริยคราสนั่นเอง ผู้คนก็จะส่งเสียงร้องตะโกนให้งูใหญ่ตกใจและปล่อยเทพราแล้วแสงอาทิตย์ก็จะคืนสู่โลก วนเวียนเช่นนี้ไม่สิ้นสุด

บาสเต็ต (Bastet) เป็นเทวีประจำเมืองบูบาสติส (Bubastis) ปัจจุบันคือเมืองเตลบาสตา  (Tell-Basta) และได้รับการยกย่องให้เป็นเทวีสุงสุดของไอยคุปต์ในสมัยราชวงศ์ที่ 22 ยุคของฟาโรห์เชชอง (Sheshong) กลายเป็นเทวีที่สำคัญได้รับการนับถือทั่วอาณาจักร ในสมัยอียิปต์โบราณมีงานเทศกาลฉลองให้กับเทวีบาสเต็ต (Bastet) ในฤดูใบไม้ผลิจะมีพิธีบวงสรวงเทพเจ้าแมวองค์นี้ด้วยเนื้อสัตว์ น้ำผึ้ง และผลไม้ มีสาวงามที่ประดับดอกไม้บนศีรษะมาร้องเพลงร่ายรำถวายเป็นการสนุกสนาน ซึ่งถือว่าเป็นเทศกาลใหญ่ กระทำกันในโบสถ์ ที่มีรูปปั้นหินขนาดมหึมาของเทพเจ้าแมวประดิษฐานอยู่บนแท่น


มัมมี่แมว  

หลักฐานการเลี้ยงแมวในดินแดนไอยคุปต์ มีทั้งรูปปั้นแมว ภาพเขียน ภาพแกะสลักตามผนังวิหารหรือบนกระดาษปาปิรัส (Papyrus) มัมมี่แมวที่นักโบราณคดีค้นพบมากกว่า 300,000 ตัวในสุสานโบราณของชาวอียิปต์ มัมมี่แมวในสุสานใกล้โบสถ์ของพาชต์ ณ เมืองบูบาสติส มัมมี่แมวในพิพิธภัณฑสถานของอียิปต์ที่ไคโร และพิพิธภัณฑสถานของอังกฤษในลอนดอน เมื่อนำผ้าพันศพออกก็จะพบว่าแมวทุกตัวมีลักษณะที่ใกล้เคียงกัน เป็นแมวตัวเล็กขนสั้นมีแต้มสีน้ำตาล คล้ายกับแมวสายพันธุ์ Abyssinian ในปัจจุบัน

จะเห็นได้ว่าความสัมพันธ์และความเชื่อของชาวไอยคุปต์กับแมวนั้น เกิดขึ้นเพราะมนุษย์ต้องการใช้ประโยชน์จากแมว มนุษย์จึงนำแมวมาเลี้ยงให้ช่วยควบคุมจำนวนของหนูที่เป็นตัวการของเชื้อโรคและทำลายความอุดมสมบูรณ์ของอาณาจักรจนพัฒนามาเป็นความเชื่อเกี่ยวกับแมวจากการที่แมวสามารถจัดการกับหนูและแมวบางตัวสามารถจัดการกับงูพิษได้ซึ่งนับว่าเป็นเรื่องที่ดีในดินแดนที่มีงูพิษมากอย่างอียิปต์ด้วยคุณประโยชน์และความรุ่งเรืองที่แมวได้นำมาสู่อียิปต์สมัยโบราณจึงทำให้แมวกลายเป็นที่เคารพนับถือของชาวไอยคุปต์ แม้ในปัจจุบันแมวจะไม่ได้รับการยกย่องนับถือประดุจเทพเจ้าในสมัยโบราณแต่มนุษย์กับแมวก็ยังคงความสัมพันธ์ในฐานะเจ้าของกับสัตว์เลี้ยงเรื่อยมาจากเดิมเลี้ยงไว้ใช้งานก็กลายมาเป็นเพื่อนแก้เหงาของมนุษย์ที่ให้ความรักความผูกพันจนกลายเป็นความสัมพันธ์ตลกๆ ระว่างแมวกับมนุษย์ว่าเป็นเจ้านายกับทาสที่ยกว่าแมวเป็นเจ้านายที่มนุษย์ต้องคอยปรนนิบัติเอาใจใส่ตามใจเพื่อให้แมวรัก ไม่ต่างกับสมัยโบราณที่มนุษย์นับถือแมวเป็นเทพเจ้า ที่เรียกกันในสมัยนี้ว่า “ทาสแมว”


อ้างอิง

ชลิตดา. (2548). ตำนานอียิปต์โบราณ ฉบับสมบูรณ์ (พิมพ์ครั้งที่ 1). กรุงเทพฯ : พิมพ์คำ.

นงพะงา พลอยสายทอง. (2548). คู่เมือเลี้ยงแมว The Cat Handbook. (พิมพ์ครั้งที่ 1). กรุงเทพฯ : เพ็ทแพล้น พับลิชชิ่ง.

บรรยง บุญฤทธิ์. (ม.ป.ป.). กำเนิดเทพ~เทวีไอยคุปต์. กรุงเทพฯ : น้ำฝน.

สุวรรณา พรหมทอง. (2542). แมว เพื่อนผู้แสนน่ารัก. (พิมพ์ครั้งแรก). กรุงเทพฯ : มติชน.

เอกชัย จันทรา. (2556). เทพเจ้าไอยคุปต์. (อียิปต์โบราณ) (พิมพ์ครั้งแรก). กรุงเทพฯ : ยิปซี.


อ่านเพิ่มเติม »