แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ความเชื่อ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ความเชื่อ แสดงบทความทั้งหมด

ดวงตาแห่งโฮรุส (The Eyes of Horus) : สัญลักษณ์แห่งมหาเทพ ‘โฮรุส’

โดย ศิรินภา เฉื่อยไธสง

ไอคุปต์ ดินแดนอียิปต์โบราณที่ซึ่งมีอารยธรรมเก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก มีตำนานและเรื่องเล่ามากมายได้ถูกบันทึกและเล่าขานสืบต่อมา ซึ่งล้วนแล้วแต่น่าสนใจทั้งสิ้น ชาวไอคุปต์นับถือเทพเจ้าหลายองค์ และหนึ่งในสามเทพที่ได้รับการนับถือมากที่สุดในอียิปต์โบราณ ผู้ซึ่งนำความสันติยาวนานมาสู่ดินแดนอียิปต์  “เทพโฮรุส” ผู้มีดวงตาที่รู้แจ้ง ผู้ทิ้งไว้ซึ่งสัญลักษณ์อันได้รับการนับถือประหนึ่งเป็นตัวแทนพระองค์ พบมากในศิลปะโบราณและยังคงได้รับการเคารพในปัจจุบัน นั่นคือ “ดวงตาแห่งโฮรุส  (The Eyes of Horus)”
           
เทพโฮรุส (Horus) ทรงเป็นโอรสของเทพโอซีริส (Osiris) เทพแห่งชีวิตหลังความตาย ผู้ซึ่งปกครองยมโลกอันเป็นดินแดนแห่งวิญญาณ เทพโอซีริสทรงเปี่ยมด้วยเมตตาและต่อต้านความรุนแรงทุกรูปแบบ อีกทั้งเป็นผู้นำพาดินแดนอียิปต์โบราณหลุดพ้นจากความป่าเถื่อนสู่ดินแดนแห่งอารยธรรม  และ เทพีไอซิส (Isis) เทพีแห่งความรัก  ความอุดมสมบูรณ์และการรักษา นอกจากนี้ชาวอียิปต์ยังมีความเชื่อว่าพระนางเป็นผู้สอนชาวอียิปต์ให้รู้จักการปั่นด้ายและทอผ้า ทำแป้งสาลี รวมถึงการกสิกรรมต่างๆ เทพและเทพีทั้งสองได้รับการนับถืออย่างมาก ไม่ต่างจากโฮรุสบุตรของพระองค์ ด้วยเชื่อว่าดินแดนไอคุปต์รุ่งเรือง และมากด้วยสันติสุขนับคณาในช่วงเวลานั้น


ที่มา: https://writer.dek-d.com/

เทพโฮรุส (Horus) เป็นหนึ่งในเทพที่ได้รับการนับถือสูงสุดในอียิปต์ มีเทพีฮาธอร์ (Hathor) เทพีแห่งความรัก ความสุข การแต่งงาน การเต้นรำ และความงดงาม เป็นพระชายา รูปลักษณ์เทพโฮรุสอันเป็นที่รู้จักของคนทั่วไปคือชายหนุ่มที่มีพระเศียรเป็นเหยี่ยว มีพระเนตรทั้งสองเป็นดวงอาทิตย์และดวงจันทร์  ชาวไอยคุปต์ต่างสรรเสริญพระองค์ในฐานะเทพผู้กล้า ราชันย์แห่งชัยชนะและการแก้แค้น เทพแห่งแสงสว่างและเทพแห่งความหวัง พระองค์ทรงพิชิตเทพเสต (Seth) เทพแห่งความมืดและการทำลายล้าง ซึ่งเป็นพระปิตุลาของพระองค์เอง และได้ทวงคืนราชบรรลังก์อันเป็นของพระองค์โดยชอบธรรมกลับคืน ซึ่งนั่นเป็นการทำให้ความมืดดำหายไปจากโลก โฮรุสจึงถือเป็นผู้นำความสงบและสันติกลับคืนสู่ดินแดนอียิปต์โบราณ  พระองค์คือฟาโรห์ผู้ปกครองไอคุปต์ให้สงบสุขเป็นเวลายาวนานหลายร้อยปี นอกจากนี้ชาวอียิปต์โบราณต่างเชื่อว่าฟาโรห์องค์สุดท้ายคือเทพโฮรุสที่ในภาคมนุษย์ที่สถิตลงมาเพื่อปกครองแผ่นดิน โดยมีคำเรียกแทนฟาโรห์ว่า ‘Living Horus’
   
บทสรรเสริญเทพโฮรุส
“...ขอให้เทพเจ้าโฮรุสผู้กล้าหาญ โอรสแห่งเทพเจ้าโอซิริสทรงพระเจริญ...
...ขอความรุ่งเรืองจงบังเกิดแด่ เทพโฮรุส ผู้แข็งแกร่ง ครองฉมวกเป็นอาวุธ ผู้กล้าผู้พิชิตเสต
ราชบุตรองค์เดียวในโอซิริส เทพโฮรุสแห่งเอดฟู เทพแห่งการล้างแค้น!...” (ชลิตดา. ตำนานอียิปต์โบราณ (ฉบับสมบูรณ์).  กรุงเทพฯ : พิมพ์คำ. 2548. หน้า 95)


ที่มา: https://io9.gizmodo.com/
           
ดวงตาแห่งโฮรุส สัญลักษณ์จากอียิปต์โบราณ เป็นพระนามของเทพโฮรุส หนึ่งในเทพผู้มีอำนาจมากที่สุดและโดดเด่นที่สุดแห่งไอคุปต์ เดิมชาวอียิปต์เรียกสัญลักษณ์นี้ว่า ‘Wedjat’ หรือ ‘Udjat’ ตามพระนามของเทพธิดาวัดเจต (Wadjet) เทพีผู้ปกครองอียิปต์ล่าง แต่โดยมากเรื่องราวของสัญลักษณ์นี้มักถูกโยงเข้ากับเทพโฮรุสเสียมากกว่า ดวงตาแห่งโฮรุส มีลักษณะคล้ายดวงตามนุษย์แต่มีหางตาอย่างเหยี่ยว ตามลักษณะพระเศียรของเทพโฮรุส บ้างก็ปรากฏหยดน้ำตาบริเวณด้านล่างของดวงตาด้วย

สัญลักษณ์นี้คาดว่าเป็นดวงตาข้างซ้ายของเทพโฮรุส โดยอ้างจากตำนานหนึ่ง อันเป็นเรื่องราวการแย่งชิงราชบัลลังก์ภายหลังเทพโอซีริส (Osiris) สิ้นพระชนม์ เทพเสต (Seth) และเทพโฮรุส (Horus) ได้ต่อสู้กันทั้งทางการศึกและการใช้เล่ห์อุบาย  และระหว่างการต่อสู้ เทพเสต ได้ควักลูกตาซ้ายของโฮรุสออก แต่ภายหลังดวงตานั้นก็ถูกฟื้นฟูจนเกือบสมบูรณ์ โดยมีเทพีฮาธอร์ (Hathor) ผู้เป็นชายาช่วยรักษา และเมื่อดวงตาของตนหายดีแล้ว โฮรุสก็นำดวงตามอบให้แด่โอซิริสผู้เป็นพระบิดา เพื่อให้ดวงตานั้นฟื้นฟูพลังชีวิตของบิดาตน ด้วยตำนานดังกล่าวดวงตาของโฮรุสจึงมักถูกใช้เป็นสัญลักษณ์แห่งการเสียสละ การฟื้นฟู และการปกป้อง

ชาวอียิปต์โบราณเชื่อถือว่า ดวงตาแห่งโฮรุส เป็นสัญลักษณ์แห่งการปกป้องคุ้มครอง โดยมีเรื่องเล่าถึงความเชื่อนี้ว่า ลูกเรือชาวอียิปต์คนหนึ่งได้วาดสัญลักษณ์ดวงตาแห่งเทพโฮรัสไว้บนคันธนูของตน ก่อนแล่นเรือไปบนเส้นทางที่เต็มไปด้วยอันตราย เป็นที่น่าอัศจรรย์ยิ่งที่ชายหนุ่มคนนั้นสามารถเดินทางผ่านน่านน้ำที่ไม่คุ้นเคยได้อย่างปลอดภัย ต่างเชื่อกันว่า ดวงตาแห่งโฮรุส ที่เขาวาดไว้บนบนคันธนู ได้ช่วยนำทางเรือและคุ้มครองเขาให้ปลอดภัย เสมือนมีเทพโฮรุสผู้ฉลาดหลักแหลม และมีดวงตาที่มองทะลุได้อย่างรู้แจ้งเห็นจริงคอยช่วยเหลือนั่นเอง ทั้งนี้ ดวงตาแห่งโฮรุส ยังได้รับการเปรียบว่าเป็นสัญลักษณ์ของความรอบรู้ สุขภาพดี และความมั่งคั่ง มีพลังอำนาจที่ส่งผลต่อการสร้างความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันให้กับโลกที่ไม่มีความมั่นคง และแก้ไขสิ่งที่ไม่เที่ยงธรรมอีกด้วย

ดวงตาแห่งโฮรุส ยังถือเป็นสัญลักษณ์ของการเกิดใหม่กลับมาอีกครั้ง อาจเชื่อมโยงไปถึงเทพโฮรัสผู้ซึ่งไม่มีวันตาย แม้จะถูกลอบปลงพระชนม์หรือสิ้นชีพไปกี่ครั้งคราพระองค์ก็ยังคงคืนชีพกลับมาเสมอ สัญลักษณ์นี้จึงถูกพบว่าเป็นสัญลักษณ์ที่ถูกจารึกลงบนหีบศพ ทั้งนี้ก็เพื่อป้องกันสุขภาพของผู้วายชนม์ และเพื่อให้ร่างฟื้นคืนขึ้นมาได้ เมื่อ ‘คา’ กลับมา และสัญลักษณ์นี้ยังมีจุดมุ่งหมายเพื่อเป็นทางให้แก่ฟาโรห์ในยามที่เดินทางจากดินแดนแห่งชีวิตไปสู่ดินแดนแห่งความตาย คนโบราณจึงเคารพดวงตาของฮอรัสเป็นดังตัวแทนของอาณาจักรใหม่อันเป็นนิรันดร์จากฟาโรห์องค์หนึ่งไปสู่ฟาโรห์อีกองค์หนึ่ง


ที่มา: https://www.imdb.com/

สัญลักษณ์ ดวงตาแห่งโฮรุส นี้ ยังคงได้รับความนิยมและนับถืออย่างมากในปัจจุบันดังจะเห็นได้จากภาพยนตร์ เทพนิยาย รวมไปถึงวงการต่างๆที่ได้นำไปเป็นส่วนหนึ่งในการแสดงออกถึงความเชื่อนี้ ปัจจุบันผู้คนนิยมนำดวงตาแห่งโฮรุสไปดัดแปลงเป็นเครื่องรางและเครื่องประดับต่างๆ เพื่อง่ายต่อการพกพา แต่ยังคงยึดถือตามความหมายเดิมของอียิปต์โบราณ คือเป็นเครื่องหมายแห่งการปกป้องคุ้มครอง ความอุดมสมบูรณ์ ความรู้ พลังอำนาจ และสุขภาพที่ดี

ถึงแม้ว่าความเชื่อและศรัทธาใน ดวงตาแห่งโฮรุส จะมิได้มากล้นเหลือดังในอดีต หากแต่ยังคงไว้ซึ่งความขลังดังตำนานที่มีมาอย่างยาวนาน และประวัติศาสตร์แห่งทวยเทพที่ยังคงถูกเล่าขานสืบต่อมาผ่านสัญลักษณ์นี้ เพียงแต่รูปแบบการเคารพอาจแตกต่างออกไป หรือคงเหลือศรัทธาอยู่ในชนเฉพาะกลุ่มมิสิ่งเคารพของคนส่วนใหญ่เช่นในอดีต แต่ถึงอย่างไรความเชื่อในสัญลักษณ์แห่งมหาเทพนี้ ก็ยังคงสืบต่อมาจวบจนปัจจุบันมิได้สูญหายไปตามกาลเวลาแต่อย่างใด


อ้างอิง

etatae333.  (2557).    เทพฮอรัส (Horus) โอรสแห่งโอซิริส. [ออนไลน์]. สืบค้นเมื่อ 28 กันยายน 2561, จาก: http://www.cmxseed.com/cmxseedforumn/index.php?topic=96175.0

Eye of Horus.  [ออนไลน์]. สืบค้นเมื่อ 24 ธันวาคม 2561, จาก :  https://en.wikipedia.org/wiki/Eye_of_Horus

Mythologian NET.  (ม.ป.ป.) The Eye of Horus (The Egyptian Eye) and Its Meaning. [ออนไลน์]. สืบค้นเมื่อ 28 กันยายน 2561, จาก : http://mythologian.net/eye-horus-egyptian-eye-meaning/

ชลิตดา. ตำนานอียิปต์โบราณ (ฉบับสมบูรณ์). (2548).  กรุงเทพฯ : พิมพ์คำ.

สมฤทธี บัวระมวล, บก.เรียบเรียง.  ตำนานอียิปต์โบราณ ยุครุ่งอรุณแห่งอารยธรรมโลก.  (2542).  กรุงเทพฯ : คุ้มคำ.
         

อ่านเพิ่มเติม »

หุบเขาษัตริย์ สุสานฝังศพฟาร์โรแห่งอียิปต์

โดย ศรัณพร ไกยะโส

อารยธรรมแห่งลุ่มแม่น้ำไนล์เมื่อ 3000 ปีก่อนคริสตกาล  ชาวอียิปต์โบราณกลุ่มหนึ่งได้เริ่มต้นตั้งถิ่นฐานดินฝั่งแม่น้ำ ทำการเพาะปลูกเก็บเกี่ยว บูชาเทพเจ้าเพื่อให้พืชพันธุ์อุดมสมบูรณ์ เมื่อกษัตริย์แห่งอียิปต์บนผู้มีพระนามว่านาร์เมอร์ (Narmer) ทรงกรีฑาทัพมาตีอียิปต์ล่างเพื่อร่วมให้เป็นหนึ่งเดียวและสถาปนาราชวงศ์ที่ 1 ( บ้างก็ว่าราชวงศ์ที่ 0) แห่งอียิปต์โบราณขึ้น ประวัติศาสตร์แห่งดินแดนไอยคุปต์ก็เข้าสู่ยุคที่นักอียิปต์วิทยาให้ชื่อว่ายุคเริ่มราชวงศ์  (Early Dynastic Period) ซึ่งมีกษัตริย์หรือที่พวกเราเรียกกันว่า “ฟาโรห์”ปกครองดูแลบ้านเมืองสืบต่อกันมาเป็นระยะเวลาอีกกว่า 3000 ปี

ถ้าดูตามลำดับราชวงศ์ของฟาโรห์แห่งอียิปต์โบราณ สุสานของฟาโรห์ในราชวงศ์แรกๆรวมทั้ง ฟาโรห์แห่งราชอาณาจักรเก่า (Old Kingdom) เดิมจะฝังร่างของพระองค์ไว้ใต้กองหินอันยิ่งใหญ่ที่เราเรียกกันว่า “พีระมิด” ต่อมาการสร้างพีระมิดฝังศพของฟาโรห์เดิมนั้นได้มีการเปลี่ยนแปลงไปจากพีระมิดที่มีความยิ่งใหญ่ตระการตา ได้กลายมาเป็นที่ฝังศพที่อยู่ตามหุบเขาโดยใช้วิธีการเจาะลึกเข้าไปในภูเขาเพื่อใช้เป็นที่ฝังศพแทนพีระมิดเรียกว่า “สุสานสกัดหน้าผา” เป็นที่ฝังศพโดยการเจาะหินหรือดินที่เป็นอุโมงค์ลึกลงไปเมื่อนำศพไปฝัง ศพที่ฝังส่วนใหญ่เป็นศพของฟาโรห์  การฝังศพใต้ดินแบบนี้จึงเรียกเรียกว่า ฮิโปเจียม (Hypogeum) และบริเวณที่ฝังศพนี้จึงถูกเรียกว่า “หุบเขากษัตริย์ (Vally of Kings)” เนื่องจากใช้เป็นที่ฝังศพของฟาโรห์และเชื้อพระวงศ์ ในยุคราชวงศ์ใหม่ของอียิปต์โบราณ (ราชวงศ์ที่ 18-20)



โดยหุบเขาแห่งนี้ตั้งอยู่ทางฝั่งตะวันตกของแม่น้ำไนล์ของเมืองลักซอร์ (Luxor)ในปัจจุบัน ในอดีตเมืองนี้มีชื่อว่าเมืองธีปส์ (Thebes) ชื่อที่พวกกรีกโบราณเรียกเมืองที่เคยเป็นนครหลวงทางศาสนาและจิตรวิญญาณของอียิปต์โบราณในยุคราชอาณาจักรใหม่ เป็นสถานที่ที่รายล้อมไปด้วยทะเลทรายอันร้อนระอุ หุบเขาที่ซับซ้อนทำให้เหมาะสำหรับการสร้างสุสานเพื่อให้รอดพ้นจากการถูกทำลาย

จากการค้นพบสุสานที่หุบเขากษัตริย์แห่งนี้ นักโบราณคดีขุดพบหลุมศพมากถึง 63 แห่ง ลึกลงไปในหลุมศพยังแบ่งออกเป็นห้องเล็กๆ บางสุสานมีห้องที่ซับซ้อนเป็นอย่างมาก แถมยังมีการสร้างหลุมพรางเพื่อป้องกันพวกโจรที่จะมาขโมยทรัพย์สมบัติภายในสุสาน ในบรรดาสุสานทั้งหมด มีห้องมากที่สุดถึง 120 ห้อง ซึ่งเป็นของฟาโรห์รามเซสที่ 2 (Ramses ll) ตอนที่นักโบราณคดีค้นพบสุสานแห่งนี้ภายในก็เหลือเพียงร่างอันไร้วิญญาณของรามเซสที่ 2 เท่านั้น ส่วนทรัพย์สมบัติอื่นๆไม่มีเหลือไว้แล้ว บางสุสานที่ค้นพบจะเหลือเพียงรูปปั้นขนาดเล็ก  ซึ่งแทบทุกสุสานของฟาโรห์จะต้องมี เพื่อเป็นตัวแทนของข้าทาสที่จะตามรับใช้ฟาโรห์ในโลกหน้า บางสุสานร่างมัมมี่ก็ถูกทำลายไปอย่างน่าเสียดาย และนอกจากจะถูกทำลายโดยมนุษย์แล้ว ภัยธรรมชาติ เช่น น้ำท่วม ก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่มาทำลายสุสาน ซึ่งทำให้ยากมากขึ้นในการปะติดปะต่อเรื่องราวต่างๆ ทางประวัติศาสตร์  เมื่อมีการขุดค้นพบสุสานขึ้น เพื่อให้ง่ายในการจดจำนักโบราณคดีจะทำการตั้งชื่อสุสานว่า KV และตามด้วยลำดับในการขุดค้นพบ เช่น KV1, KV25 เป็นต้น

สำหรับนักโบราณคดีแล้วหุบเขาแห่งนี้ถือว่าเป็นที่น่าสนใจอย่างมาก เพราะหลังจากมีการขุดค้นพบสุสานไปแล้วมากมาย จนหลายๆคนคิดว่าคงไม่มีสุสานเหลือให้ค้นพบอีกแล้ว ก็มีข่าวโด่งดังไปทั่วโลกอีกครั้งช่วงที่มีการค้นพบสุสานของฟาโรห์ตุตันคามุน (Tutankhamun) ซึ่งถือเป็นสุสานที่มีความสมบูรณ์แบบมากๆ ทรัพย์สมบัติทุกชิ้นของพระองค์ยังคงวางอยู่ที่เดิม เป็นสุสานที่รอดพ้นจากสายตาโจรขโมยมาได้เป็นพันๆปี อย่างไม่น่าเชื่อทั้งๆที่สุสานของพระองค์ไม่ได้มีความซับซ้อนอะไรมากมาย สมบัติเกือบทุกชิ้นทำขึ้นจากทองคำแท้ๆ ในปีแรกของการขุดพบ เกิดเหตุการณ์ที่เรียกว่า “คำสาปมัมมี่” เพราะเอิร์ลแห่งคาร์นาวอนเสียชีวิตกะทันหัน “คาร์นาวอน” เป็นขุนนางอังกฤษที่ออกเงินทุนให้นักโบราณคดีชื่อโฮเวิร์ด คาร์เตอร์ (Howard Carter) ขุดหาจนพบสุสานตุตันคามุน หนังสือพิมพ์ทั่วโลกรายงานข่าวว่า การตายของคาร์นาวอนเกิดขึ้นเพราะไปลบหลู่สุสานตุตันคามุน รวมไปถึงผู้ที่มีส่วนในการขุดครั้งนั้นก็เสียชีวิตอย่างปริศนา


ที่มา: http://www.bloggang.com/

ส่วนสาเหตุที่ชาวอียิปต์ฝังศพฟาโรห์ไว้ที่หุบเขาแห่งนี้ อาจมาจากเดิมที่เคยมีการฝั่งศพไว้ในที่โล่งแจ้ง หรือฝังไว้ใต้พีระมิดนั้น ทำให้ง่ายต่อการโจรกรรมสมบัติ และการสร้างพีรามิดนั้นยังสิ้นเปลืองแรงงานและค่าใช้จ่ายมาก ซ้ำยังไม่สามารถจะป้องกันทรัพย์สินที่มีค่าภายในพีรามิดได้  จนในยุคของฟาโรห์ธุตโมซิสที่ 1 (Thutmose I) ฟาโรห์องค์ที่สามแห่งราชวงศ์ที่ 18 ได้สร้างสุสานของพระองค์ไว้ที่หุบเขากษัตริย์ และสั่งให้ย้ายมัมมี่ของฟาโรห์ยุคก่อนๆ ไปไว้ที่หุบเขาแห่งนี้ด้วย เพื่อให้รอดพ้นจากสายตาของพวกหัวขโมย ภายหลังจากนั้นที่แห่งนี้จึงกลายเป็นแหล่งรวมของสุสานของฟาโรห์และราชวงศ์มากมาย และด้วยความแออัดของสุสานในยุคแรกๆที่มีการฝังศพไว้ที่นี่ คนงานจะทำการขุดลึกลงไปในหุบเขา เป็นขันบันได ตรงๆ เข้าไป ไม่มีความซับซ้อนมากนัก จนเกิดปัญหาขึ้นเมื่อทำการสร้างสุสานใหม่ เพราะขุดไปทะลุกันบ้าง ขุดแล้วทำให้สุสานหล่นทับกันบ้าง วิศวกรยุคโบราณจึงได้มีการสร้างสุสานใหม่เป็นรูปตัว L เพื่อหลีกเลี้ยงปัญหาดังกล่าว แถมยังมีการสร้างสุสานให้มีหลายๆ ห้องซับซ้อนมากยิ่งขึ้นด้วย

ถึงแม้ในว่าปัจจุบันจะมีการค้นพบมันมี่ของฟาโรห์องค์ต่างๆในหุบเข้ากษัตริย์แห่งนี้หลายพระองค์ แต่ก็ยังเชื่อว่ายังมีมัมมี่ของเหล่าฟาโรห์อีกหลายๆพระองค์ ที่ยังรอการค้นพบจากนักอียิปต์ และยังรอการกลับมามีชีวิตอีกครั้งในหุบเขาแห่งนี้ เพื่อเปิดประตูแห่งความยิ่งใหญ่และเป็นกุญแจสำคัญในการไขความลับของอารยธรรมอียิปต์ในอนาคตต่อไป


อ้างอิง

กำจร สุนพงษ์ศรี.(2524). ประวัตติศาสตร์ศิลปตะวันตก.กรุงเทพฯ: ศูนย์หนังสือมหาวิทยาลัยจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

ณัฐพล เดชขจร .(2553). ผ่าปมปริศนามหา ไอยคุปต์.กรุงเทพฯ: ฐานบุ๊คส์.

นิพนธ์  ทวีกาญจ์.(2529). ประวิติศาสตร์ศิลป์.กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์โอเดียนสโตร์.

ปรีดี บุญซื่อ .(2559). ความลับสุดท้ายของตุตันคามุน ประตูลับสู่สุสานเนเฟอร์ติติ. สืบค้น 19 มกราคม 2560, จาก http://thaipublica.org/2016/08/pridi5/

หุบเขากษัตริย์. (ม.ป.ป.) ). สืบค้น 19 มกราคม 2560, จาก http://www.oceansmile.com/Egypt/King.htm

อ่านเพิ่มเติม »

คดีล่าแม่มดแห่งเมืองซาเล็ม รัฐแมสซาชูเซตส์ สหรัฐอเมริกา ปี 1692

โดย นครินทร์ พิมพ์พัฒน์

ในอดีตมีความเชื่อว่า “แม่มด” คือผู้ที่ถูกซาตานชักจูงสู่ความมืดและทำให้กลายเป็นปีศาจ การสำส่อนทางเพศ  ความอ่อนแอ และตัณหาราคะเป็นประตูสู่พลังแห่งแม่มดและทำให้ซาตานมีร่างเนื้อ แม่มดสามารถใช้คาถาที่ทำให้เกิดโรคและความตายได้ ยิ่งมีแม่มดมากขึ้นเท่าใดอิทธิพลของซาตานก็จะยิ่งเพิ่มมากขึ้นตามไปด้วยเท่านั้น หากมนุษย์นิ่งเฉยอยู่ท้ายที่สุดแผ่นดินจะถูกครองด้วยแม่มด เหตุนี้เองจึงทำให้การล่าแม่มดอุบัติขึ้น

ความคิดแรกในการต่อต้านแม่มดเกิดในกลางปี ค.ศ. 1300 เป็นเพียงการพยายามกำจัดเวทย์มนต์ของพวก pagan (พวกนอกศาสนา) ที่เป็นเรื่องเรียกลมเรียกฝน รักษาหรือทำร้ายคน จนต่อมาได้แปลงความเชื่อจากพวกนอกศาสนามาเป็นสมุนของซาตาน

การล่าแม่มดแพร่หลายในช่วง ค.ศ. 1500 – 1700  ความคิดและต้นแบบส่วนใหญ่มาจากคัมภีร์ล่าแม่มดที่ชื่อว่า “malleus  maleficarum”  การล่าที่ยาวนานดำเนินมาจนกระทั่งถึงยุคสิ้นสุด การล่าครั้งสุดท้ายที่หลายคนยกให้เป็นโศกนาฏกรรมเกิดขึ้นในเมืองซาเล็ม  รัฐแมสซาชูเซตส์ ประเทศสหรัฐอเมริกา ปี 1692 หรือที่หลายคนรู้จักดีใน “คดีล่าแม่มดแห่งซาเล็ม”


Examination of a Witch in salem 

เหตุการณ์ล่าแม่มดในซาเล็มเกิดขึ้นท่ามกลางสงครามระหว่างชายแดนและความขัดแย้งในชุมชน รวมถึงการแย่งอำนาจของสองตระกูล Putnams และ The Porters ซึ่ง  Samuel Parris  ดำรงตำแหน่งเป็นนายกเทศมนตรีท้องถิ่นในสมัยนั้น                                                                                                                                                  
ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ ปี 1692 ท่ามกลางอากาศที่หนาวจัดผิดปกติ Tituba (ทาสของSamuel Parris), Sarah Good (ขอทาน) และ Sarah Osborn (หญิงชราที่ไม่เข้าโบสถ์) กลายเป็นคนกลุ่มแรกที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นแม่มด เมื่อ Betty ลูกสาวของ  Samuel Parris มีอาการป่วยอย่างประหลาด เธอกินไม่ได้นอนไม่หลับ มีอาการชักและกรีดร้องด้วยความทรมาน  หลังจากนั้นอีกไม่นาน เด็กสาวอีก 4 คนรวมทั้ง Ann Putnam ก็ป่วยด้วยอาการเดียวกัน   หมอ William Griggs ยืนยันว่าเป็นเรื่องเหนือธรรมชาติจึงทำให้ผู้คนเชื่อว่าเป็นฝีมือของแม่มดเพราะจากความชื่อที่ว่าแม่มดจะเลือกเป้าหมายที่เป็นเด็กนั่นเอง

Tituba กลายเป็นคนน่าสงสัยที่สุดเพราะเธอเป็นทาสที่มาจากเผ่าอื่นซึ่งอาจนำศาสตร์มืดเข้ามา Mary  Sibley  จึงเสนอวิธีตามล่าแม่มดโดยเธอให้  Tituba อบเค้กข้าวไรซ์กับปัสสาวะของผู้ป่วยให้สุนัขกิน  เพราะหลายคนเชื่อว่าสุนัขคือสัตว์พาหะที่นำพาสิ่งชั่วร้ายจากซาตานมา  ซึ่งต่อมาพบว่าเด็กที่ป่วยมีมากขึ้น จนเมื่อถึงวันไต่สวนผู้ต้องสงสัย  เด็กหญิงที่ป่วยก็ล้มลงไปชักดิ้นชักงอกับพื้นพร้อมทั้งบอกว่าโดนปีศาจของแม่มดสามตนนี้ทำร้าย ชาวบ้านบางส่วนก็อ้างว่าเนยและชีสหายไป สัตว์เลี้ยงเกิดมาผิดปกติหลังจากพบเจอกับผู้ถูกต้องสงสัย

การไต่สวนถูกถามด้วยคำถามเดิมๆ ซ้ำไปซ้ำมาจน Tituba สารภาพว่า เธอ Good และ Osborn เป็นแม่มด เธอเล่าว่าเธอทำสัญญากับซาตานที่เป็นชายร่างสูงจาก Boston บางครั้งก็จะมาในรูปของสุนัข บางครั้งก็มาในรูปหมู ซึ่งหลังจากการสารภาพครั้งนี้ ผู้ต้องสงสัยว่าเป็นแม่มดก็มีจำนวนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ


ภาพของหญิงสาวที่ล้มลงไปชักกับพื้นขณะทำการไต่สวน 
ที่มา https://newsela.com/

20 มีนาคม 1692  Martha Corey, Rebecca Nurse, Sarah Cloyce, และ Mary Easty ก็ถูกกล่าวหาว่าเป็นแม่มดด้วย  ในเวลาถัดมา  Dorcas Good ลูกสาวของ Sarah Good ต้องติดคุกนานถึง 8 เดือนเนื่องจากถูกกล่าวหาว่าเป็นแม่มดในวัยแค่ 4 ขวบ

ท่ามกลางความวุ่นวายในการตามล่าตัวแม่มด Governor Phips และพรรคพวกของ Cotton Mather หนึ่งในนั้นคือ William Stoughton ซึ่งเป็นคนที่คลั่งไคล้การล่าแม่มดมาก ได้ตั้งศาลตัดสินคดีแม่มดขึ้น โดยใช้วิธี “touching test” คือการให้ผู้ต้องสงสัยว่าเป็นแม่มดสัมผัสกับผู้ป่วย หากผู้ป่วยหยุดการชักทันทีหรือแสดงอาการแปลกออกมาแสดงว่าคนนั้นคือแม่มด และ “witches' marks” โดยการตรวจหาสัญลักษณ์ของแม่มดบนร่างกาย เช่น การเกิดเนื้องอกแปลกๆ หรือ ไฝ                                                    
คดีสำคัญและถือเป็นคดีแรกที่มีการไต่สวนหลังจากตั้งศาลเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 1692 คือคดีของหญิงที่เป็นที่เคารพของชาวบ้านที่ชื่อ Bridget Bishop

Bridget Bishop ถูกฟ้องร้องโดย Thomas Newton พยานของเขาเล่าว่า Bishop ขโมยไข่และกลายร่างเป็นแมว ชาวบ้านที่ชื่อ Samuel Grey ยังกล่าวต่อศาลว่าเธอปรากฏตัวตอนดึกในห้องนอนเขาและทำให้เขาทรมานเป็นอย่างมาก กลุ่มคณะลูกขุนผู้หญิงนำตัวเธอไปตรวจสอบและพบก้อนเนื้องอกออกมาจากตัวเธอ จนท้ายที่สุดเธอถูกตัดสินว่าเป็นแม่มดและถูกประหารชีวิตโดยการแขวนคอที่ Gallows Hill ในวันที่ 10 กรกฎาคม 1692 ท่ามกลางหลายเสียงที่ไม่เห็นด้วย หลังจากนั้นไม่นานก็มีการตัดสินโทษประหารเพิ่มอีก 5 รายในวันที่ 19 กรกฎาคม 1692 หนึ่งในนั้นคือ Rebecca Nurse บุคคลที่หลายคนนับถือ


Hanging of  Bridget Bishop

ในขณะที่ความหวาดกลัวแพร่กระจายไปทุกที่ในซาเล็ม John Proctor เป็นคนเดียวที่ต่อต้านการล่าแม่มดอย่างเปิดเผย จนกระทั่งเขาและภรรยาถูกกล่าวหาว่าเป็นแม่มดโดย Ann Putnam, Abagail Williams, Indian John และ Elizabeth Booth  เขาได้ขอให้ย้ายการไต่สวนไปที่ Boston แต่ไม่เป็นผล ท้ายที่สุดเขาถูกตัดสินประหารชีวิต แต่ภรรยาของเขาถูกเว้นโทษประหารเนื่องจากตั้งครรภ์อยู่ในขณะนั้น

แม้จะสามารถปลิดชีพแม่มดไปได้หลายราย แต่การล่ายังคงไม่สิ้นสุดเมื่อ George Burroughs ถูกพยานหลายคนกล่าวว่าเขาเป็นหัวหน้าของเหล่าแม่มดและถูกตัดสินแขวนคอในที่สุด ส่วน Giles Corey เป็นเหยื่อเพียงรายเดียวที่ไม่ถูกแขวนคอแต่ถูกหินวางทับร่างทีละก้อนจนเสียชีวิตขณะไต่สวน และเหยื่อกลุ่มสุดท้ายจำนวน 8 คนถูกแขวนคอที่ Gallows Hill เมื่อวันที่ 22 กันยายน  1692

ช่วงฤดูใบไม้ร่วง  มีหลายคนให้การต่อต้านและกระตุ้นให้ศาลยกเลิกการใช้หลักฐานที่ไม่น่าเชื่อถือ บางคนใช้งานเขียนในการแสดงความไม่เห็นด้วย เช่นผลงาน Cases of Conscience ของ Increase Mather ความตอนหนึ่งกล่าวว่า “ปล่อยให้แม่มด 10 ตนหนีไปได้ ดีกว่าการที่คนบริสุทธิ์ 1 คนต้องถูกกล่าวโทษ” ท้ายที่สุด Phips ได้ยกเลิกศาลตัดสินแม่มดลง   และได้มีการปล่อยตัวนักโทษที่ยังคงติดค้างอยู่ในคุกซึ่งมีจำนวนมากกว่า 100-200 คน ในเดือนพฤษภาคม 1693  
                                                 
จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมดสามารถสรุปได้ว่ามีผู้เสียชีวิตจากการถูกแขวนคอ 19 คน ถูกหินทับ 1 คน เสียชีวิตภายในคุกอีก 4 คน และมีสุนัขอีก 2 ตัวที่ถูกสำเร็จโทษข้อหาสมรู้ร่วมคิด  ซึ่งจากนั้นเป็นต้นมา เหตุการณ์ในซาเล็มก็ค่อยๆสงบลง ความรู้ที่หลั่งไหลเข้ามาเริ่มพัฒนาซาเล็มให้เจริญขึ้นเรื่อยๆตามกาลเวลา

และถึงแม้การล่าแม่มดจะยุติลงในท้ายที่สุด แต่ก็มีผู้บริสุทธิ์หลายคนจบชีวิตลง กระทั่งผู้รอดชีวิตบางคนก็ต้องสูญเสียคนที่รักไป  ชีวิตของเหยื่อผู้เคราะห์ร้ายยังคงย้ำเตือนเราถึงความหละหลวมของการใช้ระบบยุติธรรมที่เคยเกิดขึ้น และถึงแม้ทั้งหมดจะฝากรอยแผลไว้ให้ซาเล็มและโลกใบนี้ได้ลึกเพียงใด แต่มันจะไม่มีค่าอะไรเลยหากเราไม่รู้จักเรียนรู้จากสิ่งที่เกิดขึ้นและป้องกันไม่ให้เหตุการณ์เฉกเช่นนี้อุบัติซ้ำขึ้นอีก


อ้างอิง

ตำนานล่าแม่มด. สืบค้นเมื่อ 3 กุมภาพันธ์, 2560, จาก: https://www.youtube.com/watch?v=MoeHWnT2HcA&t=350s

Douglas O. Linder. (2009). An Account of Events in Salem. สืบค้นเมื่อ 3 กุมภาพันธ์, 2560, จาก Famous Trials: http://law2.umkc.edu/faculty/projects/ftrials/ftrials.htm

Salem witch trials. สืบค้นเมื่อ 3 กุมภาพันธ์, 2560, จาก: https://en.wikipedia.org/wiki/Salem_witch_trials


อ่านเพิ่มเติม »

เทพเจ้าเซต (Seth)

โดย ณัฏยา ศิริคะเณรัตน์

 หากกล่าวถึงเทพเจ้าของอียิปต์คงไม่มีใครไม่รู้จัก “เทพเจ้าเซต” เทพเจ้าแห่งความชั่วร้าย มีบทบาทสำคัญมากในตำนานของอียิปต์ เป็นเทพเจ้าในยุคแรกอีกพระองค์หนึ่ง เดิมทรงเป็นเทพเจ้าแห่งอาณาจักรต่ำ ต่อมาเทพเจ้าเซตจึงได้กลายเป็นศัตรูกับเทพเจ้าองค์อื่นหลายพระองค์
             
เทพเจ้าเซตเป็นโอรสของเทพรา(RA) เป็นฟาโรห์พระองค์แรกของดินแดนอียิปต์ โดย สุริยเทพราทรงมี โอรสและธิดาห้าพระองค์ คือ โอซิริส (Osiris) ฮามาคิส (Harmakhis)  เซ็ท (Seth)  ไอซิส (Isis) และเนพทิส (Nephtys)

เมื่อเจริญวัยขึ้น โอรสและธิดาของพระองค์ได้อภิเษกกันเอง ตามประเพณีของไอยคุปต์ เทพเซตอภิเษกกับเทพีเนพทิส


เทพเซต
ที่มา: http://oknation.nationtv.tv/

รูปภาพหรือรูปปั้นสัญลักษณ์แทนเทพเจ้าเซต เป็นรูปสัตว์ประหลาดลักษณะคล้ายสวมหัวสัตว์ประหลาดลงบนไหล่ของมนุษย์ สัตว์ประหลาดนี้จะมีเขาตรงยื่นออกจากส่วนหัวขึ้นไป พระวรกายคล้ายร่างสุนัขพันธุ์หนึ่งที่มีขนสั้นตัวสูง พระพักตร์โค้งยาวรีลงมา จมูกยื่นออกมายาวคล้ายงวง พระกรรณชันตั้งขึ้น ปลายแขนราบ พระฉวีซีดขาวราวกับศพคนตาย พระเกศาสีแดง

เทพเจ้าเซตทรงเนรมิตพระองค์เองเป็นสัตว์ต่างๆ เช่น หมูป่า จระเข้ ช้าง ฮิปโป งูยักษ์ คอยทำร้ายเทพเจ้าฮอรัสพระองค์ใหม่ เพื่อขัดขวางมิให้เสด็จขึ้นครองราชย์ ซึ่งพระองค์ทรงหวังที่จะครอบครองบัลลังก์ไอยคุปต์เสียเอง


เทพฮอรัสผู้มีเศียรเป็นเหยี่ยว ต่อส^hกับเทพเซ็ท ผู้มีเศียรเป็นลา
ที่มา : http://www.komkid.com/

เซตอิจฉาเทพโอสิริสผู้พี่ จึงคิดกำจัดโอสิริสเพื่อเป็นฟาโรห์แทน หลังจากโอสิริสกลับจากการประพาสต้น เซตได้จัดงานฉลองครั้งใหญ่และให้ลูกน้องปลอมตัวเป็นคณะละครสัตว์ ได้นำหีบมาใบหนึ่ง และเซตประกาศว่าเป็นหีบที่เทพราประทานใครเข้าไปได้คือผู้มีบุญาธิการ แต่หีบทำโดยราชินีอาโส มเหสีของเซต ที่ลงตัวกับโอสิริส พอโอสิริสเข้าไปทหารของราชินีอาโสก็หั่นหีบเป็นชิ้นๆและนำโลงไปลอยอังคาร

จากนั้นเซตก็แกล้งทำเป็นโดนอาโสหลอก จึงประหารอาโสพร้อมกับกบฏ ทั้งหมดเป็นไปตามแผนของเซต เซตปลดไอสิสออกจากตำแหน่งมเหสี และ ได้อภิเสกสมรสกับเทพีเนฟทิส พอเทพฮอรัสรู้ความจริงก็มาสู้กับเซต เซตกัดฮอรัสจนตาซ้ายหมองมัว แต่ฮอรัสก็ฆ่าเซตสำเร็จ

ประชาชนเคารพบูชาเทพเจ้าเซ็ตมากในยุคแรกสุด มีศูนย์กลางพิธีกรรมบวงสรวงอยู่ที่เมืองเนเบ็ตริมฝั่งแม่น้ำไนล์ทางทิศเหนือของเมืองลักซอร์ เป็นเมืองตั้งอยู่ตรงแยกไปยังเหมืองทองแห่งทะเลทราย คำว่า “เนเบ็ต” หมายถึงทองคำ และหนึ่งในพระนามของเทพเจ้าเซ็ตก็คือ เน็บตี หมายถึงเทพเจ้าแห่งเหมืองทองคำ


อ้างอิง

เทพเจ้าแห่งไอยคุปต์ : สืบค้นข้อมูลเมื่อ 19 กันยายน พ.ศ.2559
จาก : http://www.komkid.com/ตำนาน/ศึกเทพเจ้าไอยคุปต์

เทพเซต : สืบค้นข้อมูลเมื่อ 19 กันยายน พ.ศ.2559
จาก  : http://www.oknation.net/blog/oleang/2012/04/26/entry-2

เทพเจ้าอียิปต์ : สืบค้นข้อมูลเมื่อ 19 กันยายน พ.ศ.2559
จาก : http://godsoche.blogspot.com/2015/02/blog-post_27.html

วิหารลักซอร์ : สืบค้นข้อมูลเมื่อ 19 กันยายน พ.ศ.2559
จาก : http://www.napiratravel.com/?page=travel_diary_detail&language=thai&cat=24&id=114





 

อ่านเพิ่มเติม »

ตำนานจิ้งจอกเก้าหาง

โดย ณรงค์ พุทธาวันดี

จิ้งจอกเก้าหางเป็นปีศาจในตำนานที่เก่าแก่ ปกติแล้วคิทซึเนะจะเป็นคำเรียกสุนัขจิ้งจอกทั่วๆ ไป ซึ่งผู้คนเชื่อว่าจิ้งจอกที่อาศัยตามป่าเขานั้นจะมีพลังพิเศษต่างๆ สามารถกลายร่างเป็นหญิงสาวได้และอีกทั้งเจ้าเล่ห์ชอบแกล้งผู้คนที่เดินทางไปมาตามป่าเขาทำให้ผู้คนตกใจและหวาดกลัว

ตำนานจิ้งจอกเก้าหางมีที่มาจากอินเดีย จีน และญี่ปุ่น ซึ่งคิดว่าเป็นปิศาจตนเดียวกัน คาดว่าน่าจะเป็นเรื่องของการสืบทอดวัฒนธรรมจากอินเดียไปยังจีนตามเส้นทางสายไหม และต่อเนื่องไปยังญี่ปุ่นโดยการเผยแพร่ทางวัฒนธรรม


ที่มา: http://www.tumnandd.com/

ปีศาจจิ้งจอกเก้าหางสามารถพบเห็นได้ตามแถบตะวันออกของเอเชีย ตามความเชื่อแล้วปีศาจจิ้งจอกเก้าหาง เป็นจิ้งจอกที่มีพลังเวทมนต์  มีทั้งพวกศักดิ์สิทธิ์ที่เป็นข้ารับใช้ของเทพอินาริ ซึ่งเป็นเทพแห่งการเพาะปลูก และมีพวกที่จัดว่าเป็นผีร้าย ปีศาจจิ้งจอกเก้าหางจะเชี่ยวชาญในเรื่องเวทมนต์มายา และวิชาแปลงกาย เชื่อกันว่าสุนัขจิ้งจอกที่มีอายุยืน และมีตบะแก่กล้ามากพอจะสามารถกลายเป็นปีศาจจิ้งจอกได้ เมื่อปีศาจจิ้งจอกอายุครบ100ปี จะมีหางงอกเพิ่มมา1หาง และเมื่อใดที่จิ้งจอกเก้าหางมีหางครบ9หาง ปีศาจจิ้งจอกตัวนั้นก็จะมีพลังที่มหาศาลและฉลาดอย่างยิ่ง

ปีศาจจิ้งจอกเก้าหางมีสังคมที่คล้ายคลึงกับมนุษย์ มันจะสวมเสื้อผ้าและยืนสองขา บางครั้งก็เข้ามาปะปนอยู่กับมนุษย์ มันสามารถแปลงกายได้แนบเนียนจนมนุษย์ไม่สามารถจับได้ ปีศาจจิ้งจอกเก้าหางตัวใดถูกมนุษย์จับได้ก็จะถูกลงโทษ ปีศาจจิ้งจอกเก้าหางนั้นจะแปลงกายให้ได้สำเร็จนั้นจำเป็นต้องใช้กะโหลกของมนุษย์มาช่วยจึงจะสามารถแปลงกายได้สำเร็จ

เมื่อปีศาจจิ้งจอกเก้าหางแปลงร่างเป็นมนุษย์ มันก็จะมีความรู้สึกหรือความต้องการเหมือนกับมนุษย์ ปีศาจจิ้งจอกเก้าหางจะชอบกินของอร่อยๆ โดยเฉพาะเต้าหู้ทอด ชอบการได้สัมผัสกายมนุษย์ และรวมไปถึงเรื่องเซ็กส์ด้วย ปีศาจจิ้งจอกเก้าหางเป็นหนึ่งในปีศาจที่มีการเล่าถึง สายสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งกับมนุษย์ บางครั้งก็เชื่อว่าที่จิ้งจอกเก้าหางแปลงกายเป็นสตรีที่งดงามนั้นก็เพื่อที่จะตามหาความรัก มีการแต่งงานกินอยู่กับมนุษย์จนมีทายาทสืบต่อ ทายาทปีศาจจิ้งจอกนั้นจะมีร่างกายที่แข็งแกร่งแปลกไปจากมนุษย์ และก็จะมีพลังพิเศษและเสน่ห์ติดตัวที่แปลกประหลาด

มนต์มายาของปีศาจจิ้งจอกเก้าหางลึกล้ำมาก ถึงแม้ว่ามนุษย์จะรู้ว่าต้องมนต์ของปีศาจจิ้งจอก แต่สัมผัสของมนต์มายาก็เหมือนจริง จนแทบแยกความจริงกับภาพมายาไม่ออก ปีศาจจิ้งจอกที่มีตบะมากจะรู้จิตใจของมนุษย์ ทำให้สามารถสร้างภาพมายาที่มนุษย์คนนั้นต้องการเห็นได้ ทำให้มนุษย์ปฏิเสธไม่ได้  ในบางครั้งมีการกล่าวไว้ว่าจิ้งจอกเก้าหางจะดูดกลืนพลังชีวิตจากวิญญาณมนุษย์เพื่อเพิ่มกำลังผ่านการจุมพิษกับมนุษย์ จึงไม่แปลกที่ในตำนานจีนจะมีเรื่องของจิ้งจอกจำแลงตัวเป็นนางสนมเอกของฮ่องเต้ ทั้งนี้ก็เพื่อต้องการพลังชีวิตที่ยิ่งใหญ่และควบอำนาจยึดครองประเทศในคราวเดียวกัน

จิ้งจอกเก้าหางในตำนานของจีน

เรื่องจิ้งจอกเก้าหางของจีน ได้กล่าวถึง พระเจ้าโจ้วหวาง (ติวอ๋อง) แห่งราชวงศ์ซางได้ไปสักการะเจ้าแม่หนวี่วา ในวิหารของเจ้าแม่  ปกติรูปเคารพเจ้าแม่จะมีผ้าบางๆ กั้นใบหน้าอยู่ บังเอิญตอนนั้นมีลมพัดผ่านมา ทำให้ผ้าเปิดออก โจ้วหวางได้เห็นใบหน้าของเจ้าแม่หนวี่วาง จึงคิดอยากได้เจ้าแม่หนวี่วามาเป้นสนมของตน จึงพูดออกมาว่า เจ้าแม่งดงามขนาดนี้ หากได้มาเป็นมเหสีน่าจะดี  เมื่อเจ้าแม่หนวี่วาได้ยิน จึงโกรธมาก สั่งให้ปิศาจจิ้งจอกเก้าหาง ปิศาจพิณ และปิศาจไก่ มาทำให้โจ้วหวางเกิดความลุ่มหลงจนบ้านเมืองล่มสลายเพื่อเป็นการลงโทษ แต่อย่าให้เกิดอันตรายแก่ประชาชน และตอนนั้น มีผู้หญิงคนหนึ่ง ชื่อว่า ต๋าจี เป็นลูกสาวของเจ้าเมืองเล็กๆ เมืองหนึ่งถูกส่งตัวเข้ามาในวังเพื่อเป็นพระสนมของโจ้วหวาง ต๋าจี เป็นผู้หญิงที่มีใบหน้าสวยมาก จิ้งจอกเก้าหางได้แอบลอบฆ่าต๋าจี และสวมรอยเป็นต๋าจีเพื่อแอบเข้าวัง  เมื่อโจ้วหวางได้พบต๋าจีก็รู้สึกชอบในตัวต๋าจีเป็นอย่างมาก

เนื่องจากต๋าจีมีใบหน้าสวยราวกับเจ้าแม่หนวี่วา กิริยาคำพูดคำจาไพเราะอ่อนหวาน จิ้งจอกเก้าหางจึงทำให้โจ้วหวางลุ่มหลงในตัวนาง ซึ่งไม่ยากเลยเพราะตัวต๋าจีมีความสวยอยู่แล้ว สามารถร้องเพลง และเล่นดนตรีได้ไพเราะ แล้วยังสามารถร่ายรำได้สวยงามอีกด้วย ทำให้โจ้วหวางลุ่มหลงในตัวต๋าจีจนถอนตัวไม่ขึ้น และนางก็ได้ให้โจ้วหวางทำแต่เรื่องชั่วร้าย สร้างความเดือนร้อนและทำให้ประชาชนเสียชีวิตเป็นจำนวนมาก ในที่สุดจิ้งจอกเก้าหางที่อยู่ในร่างต๋าจีก็ได้ให้โจ้วหวางสร้างหอสอยดาวขึ้นมาแล้วเกณฑ์แรงงานมาทำงาน ทำให้ประชาชนตายเพิ่มอีกเป็นจำนวนมาก

หลังจากนั้นปิศาจทั้งสามก็ถูก เจียงจื่อหยาซึ่งเป็นผู้วิเศษ ได้มาปราบปีศาจทั้ง3ลงได้   ปิศาจทั้งสามถูกจับตัวไปให้เจ้าแม่หนวี่วา ตัดสินโทษ จิ้งจอกเก้าหางเห็นว่าตนสามารถทำงานที่เจ้าแม่มอบหมายให้ แต่ทำไมจึงยังมีโทษอีก เจ้าแม่หนวี่วากล่าวว่าได้ใช้ให้ไปทำลายแต่เพียงโจ้วหวาง  เท่านั้น หาได้สั่งให้ไปเข่นฆ่าผู้คนมากมาย เช่นนี้ไม่การทำเกินกว่าคำสั่งแบบนี้  จำต้องถูกลงโทษ ทั้งปิศาจพิณและปิศาจไก่จึงถูกลงโทษให้ตายตกไปตามกัน ส่วนจิ้งจอกเก้าหางนั้นหลบหนีการลงโทษไปได้
   


จิ้งจอกเก้าหางในตำนานของญี่ปุ่น

ในตำนานของญี่ปุ่นได้กล่าวถึงจิ้งจอกเก้าหางว่า เป็นปิศาจที่หลบหนีมาแฝงตัวอยู่ในราชสำนักของญี่ปุ่นในรัชสมัยของจักรพรรดิโทบะ หลังจากที่หลบหนีมาจากอินเดีย และจีนมาแล้ว โดยแฝงตัวมาในร่างของหญิงงามนามว่า ทามาโมะ มาเอะ พระสนมของจักรพรรดิโทบะ นางทำให้จักรพรรดิโทบะลุ่มหลงในความงามของนาง และสุขภาพของจักรพรรดิโทบะก็ทรุดโทรมลงทุกวัน จึงได้มีการอัญเชิญนักพรตจากหอองเมียวมาทำพิธีปัดรังควาน พบว่าในวังมีปิศาจจิ้งจอกเก้าหางสีทองแฝงตัวอยู่  เมื่อความแตก ทามาโมะ มาเอะ จึงได้คืนร่างเป็นจิ้งจอกสีทองตัวมหึมา มีเก้าหาง เหาะหลบหนีไปบนท้องฟ้า กองทหารของจักรพรรดิโทบะได้ไล่ตามไปจนถึงที่ราบสูงนาสุ และต่อสู้กับปิศาจจิ้งจอกเก้าหาง และสามารถสยบจิ้งจอกเก้าหางลงได้ กลายเป็นหินเซ็ทโชเซกิ ซึ่งกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีชื่อแห่งหนึ่งของญี่ปุ่นมาจนปัจจุบันนี้


ที่มา : http://videoburda.ru/burda/

จิ้งจอกเก้าหางมีทั้งฝ่ายที่ดีหรือผู้คนนับถือและฝ่ายที่ไม่ดีหรือพวกปีศาจชั่วร้าย จิ้งจอกเก้าหางมักจะแปลงกายเป็นหญิงสาวล่อลวงผู้ชายเพื่อที่จะได้ดูดกลืนพลังชีวิตของชายผู้นั้น และเมื่อใดที่จิ้งจกเก้าหางครบเก้าหางจิ้งจอกตัวนั้นก็จะมีพลังที่แข็งแกร่งมากๆ จิ้งจอกเก้าหางมักชอบใช้มนต์เสน่ห์ทำให้ผู้คนหลงใหลในตัวมัน และจนทำให้ผู้คนนั้นแตกแยกกันหรือทะเลาะกัน ด้วยเหตุนี้จิ้งจอกเก้าหางจึงเป็นสัญลักษณ์แห่งความชั่วร้ายอีกอย่างหนึ่ง และเป็นสัญลักษณ์แห่งการใช้เสน่ห์ล่อลวงอีกด้วย


อ้างอิง

ตำนานจิ้งจอกเก้าหาง สืบค้นเมื่อ  5 กันยายน 2559,จาก
http://my.dek-d.com/immortalking/writer/viewlongc.php?id=1355819&chapter=2

ตำนานจิ้งจอกเก้าหาง สืบค้นเมื่อ  5 กันยายน 2559,จาก http://www.online-station.net/entertainment/story/345

ตำนานจิ้งจอกเก้าหาง สืบค้นเมื่อ 5 กันยายน2559,จาก http://videoburda.ru/burda/

อ่านเพิ่มเติม »

แมว สัตว์เทพเจ้าแห่งไอยคุปต์

โดย  กิตติทัศน์  วงค์ศรีดา

หากจะกล่าวถึงสัตว์เลี้ยงแสนรักที่อยู่คู่กับมนุษย์มาอย่างยาวนานนั้น คงจะหนีไม่พ้นสุนัขและแมวที่มีความนิยมสูสีกินกันไม่ลงมาอย่างต่อเนื่องทุกยุคทุกสมัย โดยเฉพาะแมวที่มีทั้งความน่ารัก เฉลียวฉลาด ช่างอ้อนช่างประจบแต่ก็แสนจะเย่อหยิ่งทระนงที่เห็นแล้วช่างดูลึกลับและน่าหลงใหล ในประวัติศาสตร์ของมนุษย์ได้ปรากฏว่ามีการนำแมวมาเป็นสัตว์เลี้ยงตั้งแต่ในยุคสมัยอียิปต์โบราณ (ไอยคุปต์) เพื่อช่วยจับหนูภายในบ้าน ต่อมาแมวก็ได้แพร่พันธุ์ไปทั่วโลกโดยมีผู้สันนิษฐานไว้ว่าน่าจะมาจากสาเหตุของเรือสินค้าที่นำแมวไปจับหนูบนเรือและท่องไปตามทะเลเมดิเตอร์เรเนียนและหลายทวีปแวะพักที่ไหนแมวก็ขึ้นฝั่งที่นั่นด้วย ชาวอียิปต์โบราณเรียกแมวว่า “เมียว” “มิว” (Mau) ซึ่งเป็นการพยายามเลียนเสียงของแมว



ในสมัยไอยคุปต์มีกฎหมายห้ามนำแมวออกนอกประเทศ และถ้าพบแมวที่ใดก็ให้นำกลับมาด้วย ผู้ใดจะทำร้ายหรือฆ่าแมวไม่ได้เด็ดขาด มีบทลงโทษถึงขั้นประหาร และเมื่อแมวของบ้านไหนตายคนในบ้านนั้นก็ต้องไว้ทุกข์ โกนคิ้ว และทำมัมมี่ให้แมวตัวนั้นอีกด้วย เนื่องจากชาวอียิปต์โบราณมีความเชื่อว่าแมวเป็นสัตว์ศักดิ์สิทธิ์เกี่ยวข้องสัมพันธ์กับเทพเจ้าและมีส่วนสำคัญช่วยทำให้อียิปต์โบราณเจริญรุ่งเรือง เพราะแมวช่วยควบคุมจำนวนของหนูในอียิปต์ที่ทำลายผลผลิตทางการเกษตรและเป็นตัวแพร่เชื้อโรคระบาดของหลายอาณาจักรในสมัยโบราณอย่างกาฬโรค (Plague) เมื่อมีแมวมาควบคุมจำนวนของหนูก็ทำให้พืชพรรณธัญญาหารอุดมสมบูรณ์ชาวอียิปต์ไม่ตายจากกาฬโรคทำให้มีจำนวนคนมากสามารถแผ่ขยายอาณาจักรออกไปได้กว้างใหญ่ไพศาลเป็นเวลาหลายพันปี

มีตำนานเทพเจ้าของชาวอียิปต์ กล่าวว่า เทพรา (Ra) เคยจำแลงพระองค์เป็นแมวต่อสู้กับงูยักษ์อะโปพิส (Apophis or Apep) จนราบคาบซึ่งชาวไอยคุปต์ถือว่างูเป็นสัญลักษณ์ของปีศาจและแมวเป็นสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ของสุริยเทพ ช่วงสมัยอาณาจักรใหม่ได้ถือว่าแมวตัวผู้เป็นร่างจำแลงของเทพรา (Ra) แมวตัวเมียคือพระเนตรของเทพรา (Ra) และตำแหน่งเทวีแมวเป็นสัญลักษณ์ของเทวีเซ็คเม็ต (Sekhmet) เทวีที่มีพระเศียรเป็นสิงโตแห่งเมืองเมมฟิส (Memphis)


The god Ra, in a cat form, fight with Apep who is in a snake form.

แมวยังถือว่าเป็นสัตว์ศักดิ์สิทธิ์สำหรับเทวีไอซิส (Isis) อีกด้วย กล่าวกันว่าหากบ้านไฟไหม้ต้องนำแมวออกจากบ้านให้ปลอดภัยก่อนจะหาทางดับไฟ เพื่อป้องกันไม่ให้แมวเข้าไปภายในบ้านเพราะไฟเป็นสัญลักษณ์ของสุริยเทพ นอกจากนี้ยังเชื่อกันว่าที่ตาของแมวเปลี่ยนสีนั้นเป็นไปตามการโคจรของดวงอาทิตย์ คือเมื่อที่แสงแดดกล้าที่สุดตาของแมวจะหรี่เล็กเปลี่ยนไปคล้ายสีทองคำ แต่เมื่อใกล้ช่วงดวงอาทิตย์ตกดินและมืดลง ตาของแมวจะเปิดกว้างและเป็นสีดำสนิท

แมวมีความเกี่ยวข้องกับเทพสำคัญอีกพระองค์หนึ่งคือ เทวีบาสเต็ต (Bastet) or พาชต์ (Pasht) เทวีแห่งความสุข ความสนุกสนาน และการเฉลิมฉลอง รูปลักษณ์เป็นสตรีเพศที่มีศรีษะเป็นแมวหรือเทวรูปแมว พระหัตถ์ถือซิสทรัม (Sistrum) เครื่องดนตรีชนิดหนึ่งเป็นสัญลักษณ์ประจำพระองค์ นิยายของอียิปต์โบราณยังกล่าวว่า พาชต์ (Pasht) หรือ จันทราเทวี คนพื้นเมืองเรียกว่า “แมว” เป็นมเหสีของเทพรา (Ra) ตอนกลางคืนสุริยเทพต้องไปซ่อนตัวในยมโลก พาชต์ (Pasht) จะใช้แสงอาทิตย์ในดวงตาช่วยส่องทางให้เทพรา (Ra) เดินทางได้สะดวกซึ่งในการเดินทางแต่ละครั้งเทพราต้องต่อสู้กับงูใหญ่ที่มาขวางทางโดยจำแลงกายเป็นแมว ถ้าชนะก็จะนำแสงสว่างมาสู่วันรุ่งขึ้น หากแพ้ก็จะไม่มีแสงสว่างในวันรุ่งขึ้นหรือเกิดสุริยคราสนั่นเอง ผู้คนก็จะส่งเสียงร้องตะโกนให้งูใหญ่ตกใจและปล่อยเทพราแล้วแสงอาทิตย์ก็จะคืนสู่โลก วนเวียนเช่นนี้ไม่สิ้นสุด

บาสเต็ต (Bastet) เป็นเทวีประจำเมืองบูบาสติส (Bubastis) ปัจจุบันคือเมืองเตลบาสตา  (Tell-Basta) และได้รับการยกย่องให้เป็นเทวีสุงสุดของไอยคุปต์ในสมัยราชวงศ์ที่ 22 ยุคของฟาโรห์เชชอง (Sheshong) กลายเป็นเทวีที่สำคัญได้รับการนับถือทั่วอาณาจักร ในสมัยอียิปต์โบราณมีงานเทศกาลฉลองให้กับเทวีบาสเต็ต (Bastet) ในฤดูใบไม้ผลิจะมีพิธีบวงสรวงเทพเจ้าแมวองค์นี้ด้วยเนื้อสัตว์ น้ำผึ้ง และผลไม้ มีสาวงามที่ประดับดอกไม้บนศีรษะมาร้องเพลงร่ายรำถวายเป็นการสนุกสนาน ซึ่งถือว่าเป็นเทศกาลใหญ่ กระทำกันในโบสถ์ ที่มีรูปปั้นหินขนาดมหึมาของเทพเจ้าแมวประดิษฐานอยู่บนแท่น


มัมมี่แมว  

หลักฐานการเลี้ยงแมวในดินแดนไอยคุปต์ มีทั้งรูปปั้นแมว ภาพเขียน ภาพแกะสลักตามผนังวิหารหรือบนกระดาษปาปิรัส (Papyrus) มัมมี่แมวที่นักโบราณคดีค้นพบมากกว่า 300,000 ตัวในสุสานโบราณของชาวอียิปต์ มัมมี่แมวในสุสานใกล้โบสถ์ของพาชต์ ณ เมืองบูบาสติส มัมมี่แมวในพิพิธภัณฑสถานของอียิปต์ที่ไคโร และพิพิธภัณฑสถานของอังกฤษในลอนดอน เมื่อนำผ้าพันศพออกก็จะพบว่าแมวทุกตัวมีลักษณะที่ใกล้เคียงกัน เป็นแมวตัวเล็กขนสั้นมีแต้มสีน้ำตาล คล้ายกับแมวสายพันธุ์ Abyssinian ในปัจจุบัน

จะเห็นได้ว่าความสัมพันธ์และความเชื่อของชาวไอยคุปต์กับแมวนั้น เกิดขึ้นเพราะมนุษย์ต้องการใช้ประโยชน์จากแมว มนุษย์จึงนำแมวมาเลี้ยงให้ช่วยควบคุมจำนวนของหนูที่เป็นตัวการของเชื้อโรคและทำลายความอุดมสมบูรณ์ของอาณาจักรจนพัฒนามาเป็นความเชื่อเกี่ยวกับแมวจากการที่แมวสามารถจัดการกับหนูและแมวบางตัวสามารถจัดการกับงูพิษได้ซึ่งนับว่าเป็นเรื่องที่ดีในดินแดนที่มีงูพิษมากอย่างอียิปต์ด้วยคุณประโยชน์และความรุ่งเรืองที่แมวได้นำมาสู่อียิปต์สมัยโบราณจึงทำให้แมวกลายเป็นที่เคารพนับถือของชาวไอยคุปต์ แม้ในปัจจุบันแมวจะไม่ได้รับการยกย่องนับถือประดุจเทพเจ้าในสมัยโบราณแต่มนุษย์กับแมวก็ยังคงความสัมพันธ์ในฐานะเจ้าของกับสัตว์เลี้ยงเรื่อยมาจากเดิมเลี้ยงไว้ใช้งานก็กลายมาเป็นเพื่อนแก้เหงาของมนุษย์ที่ให้ความรักความผูกพันจนกลายเป็นความสัมพันธ์ตลกๆ ระว่างแมวกับมนุษย์ว่าเป็นเจ้านายกับทาสที่ยกว่าแมวเป็นเจ้านายที่มนุษย์ต้องคอยปรนนิบัติเอาใจใส่ตามใจเพื่อให้แมวรัก ไม่ต่างกับสมัยโบราณที่มนุษย์นับถือแมวเป็นเทพเจ้า ที่เรียกกันในสมัยนี้ว่า “ทาสแมว”


อ้างอิง

ชลิตดา. (2548). ตำนานอียิปต์โบราณ ฉบับสมบูรณ์ (พิมพ์ครั้งที่ 1). กรุงเทพฯ : พิมพ์คำ.

นงพะงา พลอยสายทอง. (2548). คู่เมือเลี้ยงแมว The Cat Handbook. (พิมพ์ครั้งที่ 1). กรุงเทพฯ : เพ็ทแพล้น พับลิชชิ่ง.

บรรยง บุญฤทธิ์. (ม.ป.ป.). กำเนิดเทพ~เทวีไอยคุปต์. กรุงเทพฯ : น้ำฝน.

สุวรรณา พรหมทอง. (2542). แมว เพื่อนผู้แสนน่ารัก. (พิมพ์ครั้งแรก). กรุงเทพฯ : มติชน.

เอกชัย จันทรา. (2556). เทพเจ้าไอยคุปต์. (อียิปต์โบราณ) (พิมพ์ครั้งแรก). กรุงเทพฯ : ยิปซี.


อ่านเพิ่มเติม »

ตำนานเอลฟ์ (Elf)

โดย ศิริพงษ์ พิลาไชย

เรื่องราวที่เล่าขานเป็นตำนานเกี่ยวกับชนเผ่าลึกลับของชาวตะวันตกนั้นมีหลายเรื่องราวด้วยกัน ในบรรดาเรื่องเล่าเทพนิยายทั้งหลาย “เอลฟ์” มักจะเป็นเผ่าพันธุ์หนึ่งที่ถูกพูดถึงเสมอ โดยมักจะยึดติดกับเอลฟ์ในภาพลักษณ์ที่งดงาม สง่าผ่าเผย อาศัยอยู่ในดินแดนที่มีอารยะสูงส่ง และเรื่องราวของเอลฟ์ยังถูกนำไปสร้างเป็นบทภาพยนต์ดังหลายเรื่องอีกด้วย

“เอลฟ์” คือสิ่งมีชีวิตอมนุษย์ในตำนานนอร์สและตำนานปรัมปราในกลุ่มประเทศเจอร์เมนิก เอลฟ์ คือ ชนเผ่าที่เกี่ยวข้องกับธรรมชาติและเทพแห่งความอุดมสมบูรณ์ ภาพวาดของชนเหล่านี้มักเป็นมนุษย์ทั้งชายและหญิงที่แลดูอ่อนเยาว์และงดงาม อาศัยอยู่ในป่า ในถ้ำ ใต้พื้นดิน หรือตามบ่อน้ำและตาน้ำพุ มักเชื่อกันว่าพวกเขามีชีวิตยืนยาวมากหรืออาจเป็นอมตะ รวมทั้งมีพลังเวทมนตร์วิเศษ



อายุขัยของเอลฟ์ ในอาร์ดา (โลกของเอลฟ์) นั้นจะมีเวลาที่ผ่านไปจริงๆ กับเวลาสมมุติ ซึ่งเวลาสมมุตินั้นก็คือ ปีวาลาร์และปีตะวัน ปีวาลาร์เป็นเวลาสมมุติในแดนอามัน ส่วนปีตะวันเป็นเวลาสมมุติในมิดเดิ้ลเอิร์ธ โดยหนึ่งปีวาลาร์จะเท่ากับ 10 ปีตะวัน (โดยประมาณ) ดังนั้นเวลาที่ผ่านไปจริงๆ เมื่อนับด้วยเวลาสมมุติปีวาลาร์ที่ผ่านไป 1 ปี บนมิดเดิ้ลเอิร์ธเวลาก็จะผ่านไป 10 ปีตะวัน  บนแผ่นดินอามันนั้นสรรพสิ่งจะเปลี่ยนแปลงไปช้า ๆ หากแต่สรรพสิ่งบนมิดเดิ้ลเอิร์ธนั้นจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว  ชีวิตของเอลฟ์นั้นจะมีความเปลี่ยนแปลงไปอย่างเชื่องช้ามากโดยจะสัมพันธ์กับปีวาลาร์ ขณะที่ชีวิตของมนุษย์นั้นมีความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วซึ่งสัมพันธ์กับปีตะวัน

เมื่อเทียบกับมนุษย์ มนุษย์นั้นจะมีอายุขัยนับแต่เกิดจนตายอยู่ที่ประมาณ 100 ปีตะวัน (กรณีที่ไม่เจ็บป่วยหรือบาดเจ็บจนตายเสียก่อน) โดยที่เอลฟ์ตั้งแต่เกิดออกมา ผ่านไป 100 ปีตะวันก็ยังไม่ผ่านพ้นวัยเด็ก ดังนั้นพวกเอลฟ์จึงนิยมนับอายุเทียบเคียงกับปีวาลาร์ ซึ่งเป็นเวลาสมมุติในแดนอามันแทน

เอลฟ์ของชาวยุโรปเหนือจะแบ่งออกเป็นสองกลุ่ม กลุ่มหนึ่งเรียกว่า "เอลฟ์สว่าง" กับอีกกลุ่มเรียกว่า "เอลฟ์มืด" ซึ่งพวกเอลฟ์มืดจะอยู่ใต้ดินและมีความชำนาญด้านโลหะ

เอลฟ์สว่าง จะมีรูปร่างคล้ายคลึงกับมนุษย์ มีความสวยงามทั้งชายหญิง อาวุธที่เหล่าเอลฟ์ใช้กันโดยส่วนมากจะเป็นธนู แต่บางพวกก็จะใช้ดาบซึ่งเป็นส่วนน้อย

เอลฟ์มืด ถูกระบุว่ามีลักษณะคล้ายคนแคระ เนื่องจากมีร่างกายที่เล็ก หรือในบางครั้งอาจจะดูเหมือนสัตว์ แสงแดดสำหรับพวกเอลฟ์มืดถือเป็นสิ่งมีพิษมีภัย เพราะจะทำให้มันทรมานและกลายเป็นหินได้


ที่มา : http://www.tartoh.com/

จุดกำเนิดของเอลฟ์ตามตำนานนอร์สและตำนานปรัมปราในกลุ่มประเทศเจอร์เมนิก (สแกนดิเนเวียและเยอรมัน)

พวกเอลฟ์นั้นได้ตื่นขึ้นในยุคที่หนึ่งของ ยุคแห่งพฤกษา ที่ริมทะเลสาบ คุยวิเอเนน ทางตะวันออกของ มิดเดิ้ลเอิร์ธ เวลานั้นโลก อาร์ดา ยังไม่มีดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ มีแต่เพียงแสงสว่างจากแสงดาว พวกเอลฟ์จึงมองเห็นแสงดาวเป็นสิ่งแรก และหลงรักในแสงดาวเหล่านั้น

เทพ โอโรเม เป็น วาลา องค์แรกที่มาพบการตื่นของพวกเอลฟ์ และนำข่าวกลับไปแจ้งยังวาลินอร์ ในยุคนั้นวาลาร์ทั้งปวงอาศัยอยู่ที่วาลินอร์บน ทวีปอามัน ส่วนมิดเดิ้ลเอิร์ธตกอยู่ใต้การก่อความวุ่นวายของ เมลคอร์ เมลคอร์ยังลอบจับตัวเอลฟ์บางคนไปทรมานและดัดแปลงให้กลายเป็น ออร์ค เหล่าวาลาร์จึงมีดำริให้พวกเอลฟ์อพยพมาอยู่ที่ทวีปอามันด้วยกัน เมื่อนั้นจึงเกิดเป็น การเดินทางครั้งใหญ่ ( The Great Journey)”  เป็นเหตุให้เกิดการแบ่งชาติพันธุ์ของเอลฟ์เป็นกลุ่มต่างๆ

ตำนานพื้นบ้านต่างๆของเอลฟ์ในแต่ละประเทศ เช่น สวีเดน  เดนมาร์ก  เยอรมันนี  และอังกฤษ ส่วนใหญ่มักเป็นภูตเพศหญิงที่มีร่างกายเล็ก และมีความงดงามยิ่ง บ้างก็มีปีก บ้างก็ไม่มีปีก

แม้จะมีร่างเล็ก แต่ก็มีมนุษย์ที่หลงรักภูตเอลฟ์ สายเลือดผสมระหว่างเอลฟ์กับมนุษย์จึงเริ่มต้นมาจากความเชื่อเก่าแก่ในตำนานนอร์สโบราณ เมื่อมีราชินีชาวมนุษย์ผู้หนึ่ง ได้รักกับภูตเอลฟ์และได้เสียกันจนให้กำเนิดวีรบุรุษคนหนึ่ง ชื่อ ฮอกนีย์ ส่วนนางเอลฟ์ซึ่งถูกกษัตริย์เฮลกิขืนใจให้กำเนิดธิดานามว่า สกุลด์ ในมหากาพย์ หลายเรื่องของตะวันตกเล่าว่าพวกที่สืบทอดเชื้อสายมาจากเอลฟ์มักจะเป็นผู้ที่งดงามยิ่งกว่ามนุษย์ธรรมดาทั่วไป

เอลฟ์ที่ปรากฏอยู่ในภาพยนต์ดังอย่าง The Lord Of The Ring และ The Hobbit  บทประพันธ์ของ เจ. อาร์. อาร์. โทลคีน ก็ได้รับแรงบันดาลใจจากตำนานนอร์สโบราณ ส่วนเอลฟ์ที่ปรากฏอยู่ในภาพยนต์ดังอีกเรื่อง คือ Harry Potter คือพวกเอลฟ์เป็นภูตที่เป็นเหมือนสัตว์ประหลาด


เอลฟ์ในภาพยนตร์เรื่อง The Lord of The Ring
ที่มา http://f.ptcdn.info/

อย่างไรก็ดี ในขณะที่ Animation และเกมส์ต่าง ๆ ก็แสดงตัวตนของเอลฟ์ว่าเป็นภูตร่างเล็ก ที่ไม่มีพิษภัยกับมนุษย์ แต่คนส่วนใหญ่เมื่อพูดถึงเอลฟ์ก็มักจะพูดถึง หรือติดกับตาภาพลักษณ์ของเอลฟ์ว่าเป็นสิ่งมีชีวิตที่สวยงาม และมีรูปลักษณ์เหมือนมนุษย์ ซึ่งเป็นภาพลักษณ์ที่คุ้นเคยจากภาพยนต์เรื่อง The Lord of The Ring  ซึ่งเป็นภาพนต์ที่เอลฟ์มีบทบาทมากที่สุด และเป็นสิ่งที่ตราตรึงใจของผู้คนในปัจจุบัน


อ้างอิง

เวปสุดยอดตำนานทั่วโลก. Elf เอลฟ์.[Online], สืบค้นเมื่อ 26 สิงหาคม 2559, จาก: http://www.geocities.ws/kyo_petrucci/taleelf.html

ตาโตดอทคอม. ตำนาน เอลฟ์.[Online], สืบค้นเมื่อ 26 สิงหาคม 2559, จาก:  http://www.tartoh.com/topic/8783/Elf

Itsaraboardsct. ตำนานสิ่งมีชีวิตในเทพนิยาย. [Online], สืบค้นเมื่อ 26 สิงหาคม 2559, จาก:  http://archive.wunjun.com/itsaraboardsct/7/340.html

การเติบโตของเอลฟ์.[Online], สืบค้นเมื่อ 26 สิงหาคม 2559, จาก:  http://pantip.com/topic/32989905

คติความเชื่อแบบโบราณ. ตำนาน เอลฟ์ มนุษย์ หรือ อมนุษย์. [Online], สืบค้นเมื่อ 26 สิงหาคม 2559, จาก: http://horoscope.thaiza.com/


อ่านเพิ่มเติม »

เครื่องรางไอยคุปต์

โดย รัชฎาภรณ์ ลุนจันทา

ถ้าหากจะกล่าวถึงดินแดนอิยิปต์ ก็คงนึกถึงชาวไอยคุปต์ที่มีความเชื่อเกี่ยวกับเหล่าเทพและเทพี  ซึ่งถือว่าเป็นศูนย์รวมแห่งจิตใจ และสิ่งหนึ่งที่เป็นตัวแทนแห่งความเชื่อ ความศรัทธา และสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจที่อยู่กับชาวอิยิปต์มาตั้งแต่เกิดจนตาย ก็คือ เครื่องราง นั่นเอง

บรรดาเครื่องรางต่างๆ ของชาวอียิปต์จึงเปรียบเสมือนเครื่องประดับที่ต้องพกติดตัวอยู่ตลอด เพื่อใช้คุ้มครองอันตรายต่างๆ จากมนุษย์ด้วยกันเองรวมถึงภูตผีปีศาจ และด้วยความเชื่อของชาวยิอิปต์ที่เชื่อในชีวิตหลังความตาย ว่าสามารถฟื้นคืนชีพได้อีก ชาวอิยิปต์จึงเชื่อกันว่า เครื่องรางสามารถเป็นสิ่งที่คุ้มครองและปกป้องร่างกายไม่ให้ร่างกายนั้นเน่าเปื่อย

เครื่องรางของชาวอิยิปต์มีหลากหลายอย่าง และมีคุณลักษณะที่แตกต่างกันไป และสื่อความหมายที่แตกต่างกัน ดังต่อไปนี้

1.ซา คือเครื่องรางที่ป้องกันสิ่งชั่วร้ายและภูตผีปีศาจ จะใช้ในการปกป้องคุ้มครองกับเด็กทารกแรกเกิด

2. อัช มีลักษณะที่คล้ายคทา มีมงกุฎรูปดอกบัวกับขนนกสองอัน เป็นสัญลักษณ์แทนการค้ำเสาแห่งสวรรค์ ซึ่งหมายถึงความแข็งแกร่ง

3.  แหวน เป็นสัญลักษณ์แห่งความอมตะ ตามความเชื่อแหวนจะช่วยป้องกันโรคภัยไข้เจ็บและทำให้มีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง



4. อีจิส มีลักษณะเป็นรูปโล่ขนาดเล็ก ส่วนที่เป็นรูปครึ่งวงกลมทำด้วยทองคำ ด้านบนมีรูปเทพเจ้า ประดับด้วยงูเห่าแผ่พังพาน และเหยี่ยวคู่หนึ่งประกบด้านซ้ายและขวามือ เป็นเครื่องรางที่เชื่อว่าช่วยปกป้องคุ้มครองให้รอดพ้นจากวิญญาณชั่วร้าย

5. อังค์ เป็นเครื่องรางที่เก่าแก่ สัญลักษณ์ของอังค์ได้รวมเอาเครื่องหมายของมนุษย์ทั้งชายและหญิงเข้าด้วย เป็นสัญลักษณ์แห่งชีวิต เพื่อชีวิตอันยืนยาวและมั่นคง

6. เซ็คเฮ็ม เป็นไม้เท้า เซ็คเฮ็มหมายถึงอำนาจสูงสุด และยังเป็นสัญลักษณ์แทนดวงดาวต่าง ๆ บนท้องฟ้า

7. ว้าซเซปเตอร์ เป็นคทาซึ่งมีปลายเป็นง่ามและมีท่อนบนสุดเป็นรูปหัวสัตว์ชนิดหนึ่ง อาจเป็นหัวสุนัขจิ้งจอก หรือหัวหงส์ ถือว่าเป็นคทาที่มีศักดิ์สิทธิ์ที่เทพเจ้าและฟาโรห์ทรงใช้ เป็นสัญลักษณ์ความมีสุขภาพดี ความสงบสุขและความมั่งคั่ง

8.สแครับ คือแมลงปีกแข็ง มีลักษณะที่คล้ายแมงคาม(ด้วงกว่าง)ของบ้านเรา เป็นเครื่องรางศักดิ์สิทธิ์ของสุริยเทพ  เป็นเครื่องรางที่ถือว่าใช้ป้องกันสิ่งชั่วร้ายต่าง ๆ นอกจากนั้นยังนิยมวางไว้ในหลุมฝังศพคนตาย ซึ่งเป็นสัญลักษณ์การเกิดใหม่ในชีวิตหลังความตาย

9.ต้นปาปิรุส เป็นสัญลักษณ์แทนจักรวาลที่เกิดจากอำนาจของเทพเจ้านัน จะเจริญเติบโตขึ้นมาจากเนินดิน ในยุคดึกดำบรรพ์ หรือยุคแรกเริ่มของโลก จึงหมายถึง ชัยชนะและความสนุกสนานรื่นเริง

10. ซีสทรัม คือ เครื่องดนตรีพื้นเมืองของชาวไอยคุปต์โบราณ ใช้มือเขย่าประกอบด้วยห่วงร้อยโลหะ แต่ละห่วงร้อยโลหะแผ่นบาง ๆ จำนวน 4 แผ่น หรือ 3 แผ่น เมื่อใช้มือเขย่าจะมีเสียงดัง ใช้ประกอบจังหวะของเพลงเร็วที่มีจังหวะเร่าร้อน กล่าวกันว่าเสียงเขย่าซีสทรัมขณะสวดมนต์สรรเสริญ เทวีโอซิส เทวีฮาเทอร์ และเทวีบาสต์ จะช่วยขับไล่อำนาจชั่วร้ายต่าง ๆและยังเป็นสัญลักษณ์แทนวงโคจรของดวงจันทร์รอบโลก

11.เน็คคีเบ็ต เป็นชื่อของเทวีแห่งอาณาจักรไอยคุปต์บน แต่ในที่นี้หมายถึงรูปสัญลักษณ์ที่มีรูปร่างเป็นหัวนกแร้ง ซึ่งประดับ อยู่ข้างงูเห่าบนมงกุฎของฟาโรห์ เป็นสัญลักษณ์ที่แสดงถึงการรวมดินแดนทั้งสองเข้าด้วยกัน

12.  ดวงตา ฮอรัส, อัตจัต,  เชื่อว่าผู้สวมใส่จะรอดพ้นจากภูตผีปิศาจและมีไว้ป้องกันภัยอำนาจของสิ่งชั่วร้ายต่าง ๆ



13. ดอกบัว เป็นดอกไม้ที่ศักดิ์สิทธิ์สำหรับสุริยเทพหลายพระองค์  มักจะนำลวดลายของดอกบัวมาประดับตกแต่งในทางศิลปะและสถาปัตยกรรม ภาพเขียนตามผนังกำแพงหลายแห่งจะพบว่ามีภาพดอกบัวปรากฎอยู่เสมอ

14.เมซ คือ คทาลูกตุ้ม เป็นสัญลักษณ์แทนพระเนตรที่ดุร้ายน่าสะพรึงกลัวของเทพเจ้าฮอรัส ภาพเขียนหรือภาพแกะสลักตามวิหารจะเห็นว่ามีฟาโรห์หลายยุคทรงถือเมซกำลังขับไล่ศัตรูและเชื่อว่าเมซมีอำนาจศักดิ์สิทธิ์ของฟาโรห์ในอดีตแฝงอยู่

15. ไม้นวดข้าวหรือแส้ ประกอบด้วยไม้ถือที่มีปลายติดด้วยเชือกร้อยลูกปัดสามเส้น เป็นของศักดิ์สิทธิ์ของสูง เทพเจ้าที่ทรงถือคือเทพเจ้าโอซิริสและเทพเจ้านัน รวมทั้งฟาโรห์หลายพระองค์ซึ่งถือกันว่าเป็นสัญลักษณ์แห่งอำนาจอันยิ่ง ใหญ่

16. เท๊ต  มีลักษณะที่คล้ายเครื่องรางอังค์และน็อต ประดับพระปั้นเหน่งของเทพเจ้า มักจะประดับคู่กับเจ็ด ซึ่งเป็นสัญลักษณ์แทนสหภาพ (รวมดินแดนสองอาณาจักร) และยังเป็นสัญลักษณ์แทนความร่วมมือของเทวีไอซิ และเทพเจ้าโอซิริส

17. ยูเรอัส คือ มงกุฎรูปงูเห่ากำลังชูคอแผ่แม่เบี้ย ประดับอยู่บนมงกุฎตรงพระนลาฎของฟาโรห์มงกุฎประดับเป็นสัญลักษณ์แสดง ถึงการดำรงตำแหน่งฟาโรห์ที่ถูกต้องตามกฎมณเฑียรบาลและธรรมเนียมประเพณีที่สืบทอดกัน

18.ไม้เท้าด้ามงอ เป็นไม้เท้าที่ใช้กับฟาโรห์และขุนนางได้ ซึ่งหมายถึง ปกครอง ควบคุม มีอิทธิพลสูง

19. เจ๊ด เป็นเครื่องรางสัญลักษณ์ของเทพเจ้าโอซิริส มีลักษณะเป็นรูปกระดูกสันหลัง หมายถึง ความมั่นคงแข็งแกร่ง ในช่วงที่มีพิธีกรรมที่เกี่ยวกับคนตาย จึงนำเจ๊ดมาเป็นเครื่องรางใส่ในโรงศพหรือหลุมฝังศพเชื่อว่าจะให้ชีวิตใหม่ของคนตายได้มีชีวิตอมตะและมีความมั่นคง

จากที่กล่าวมานั้นจะเห็นได้ว่าชาวอิยิปต์มีความเชื่อและศรัทธาในเรื่องเทพและชีวิตหลังความตาย เครื่องรางจึงเป็นสิ่งที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ หัวใจ และสื่อกลาง ของความเชื่อความศรัทธาและวิถึชีวิตของชาวอิยิปต์

อ้างอิง

บรรยง บุญฤทธิ์.  (2547).  เปิดตำนานมหาเทพและเทพีผู้เหนือจิตวิญญาณของชาวไอยคุปต์. กรุงเทพมหานคร:สร้างสรรค์บุ๊ค.

เทพเจ้ารา.  (ม.ป.ป.)  สืบค้นเมื่อ 5 มีนาคม 2558, จาก http://www.ounamilit.com/b37_tep.htm

เครื่องรางอิยิปต์โบราณ.  (ม.ป.ป.)  สืบค้นเมื่อ 5 มีนาคม 2558, จาก https://sites.google.com/site/arc213history/kheruxngrang-xi-yipt-boran

อ่านเพิ่มเติม »