แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สมัยกลางยุโรป แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สมัยกลางยุโรป แสดงบทความทั้งหมด

การสิ้นสุดราชวงศ์กาเปเตียง

โดย ตรีนภา  วิชัยโย

Capetian Armorial
ประเทศฝรั่งเศสถูกจัดให้เป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว ทั้งด้านการคมนาคม การขนส่ง เทคโนโลยี และเศรษฐกิจ อีกทั้งปัจจัยทางด้านสถาปัตยกรรม แฟชั่น และมนต์เสน่ห์ของชาวฝรั่งเศส ทำให้ประเทศฝรั่งเศสเป็นประเทศที่มีนักท่องเที่ยวมากที่สุดในโลกเลยทีเดียว อีกทั้งเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจ โดยในอดีต ประเทศฝรั่งเศสปกครองโดยสถาบันพระมหากษัตริย์ ที่มีส่วนสำคัญในการพัฒนาประเทศ โดยเฉพาะราชวงศ์กาเปเตียง ที่มีความสำคัญทั้งในด้านการปกครองประเทศ ด้านศาสนา ด้านสังคมเศรษฐกิจ และถือเป็นราชวงศ์ที่เก่าแก่ที่สุดราชวงศ์หนึ่งอีกด้วย

ราชวงศ์กาเปเตียง คือราชวงศ์ที่ปกครองฝรั่งเศสในสมัยกลาง มีพระเจ้าอูก กาแป (Hugh Capet) แห่งฝรั่งเศสเป็นต้นราชวงศ์ ทรงขึ้นครองราชย์เมื่อ ค.ศ. 987 แต่ราชวงศ์นี้ได้สิ้นสุดลงในปี ค.ศ. 1328 เนื่องจากการสิ้นพระชนม์ของพระเจ้าชาร์ลที่ 4 ที่ทรงไร้ทายาทสืบทอดราชวงศ์
                                                           

พระเจ้าอูก กาแป 


พระเจ้าชาร์ลที่ 4
ที่มา : https://www.geni.com/

บรรพบุรุษของราชวงศ์กาเปเตียง คือ ตระกูลโรแบร์เตียง (Robertian) ซึ่งดำรงตำแหน่งเป็นเคานต์แห่งปารีสในอาณาจักรแฟรงก์ตะวันตก หรือประเทศฝรั่งเศสในปัจจุบัน ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 9 และ 10 ตระกูลโรแบร์เตียงอภิเษกกับราชวงศ์กาโรแล็งเฌียง ราชวงศ์ที่ปกครองอาณาจักรแฟรงก์ตะวันตกขณะนั้น ทำให้ตระกูลโรแบร์เตียงบางคนได้ขึ้นเป็นกษัตริย์ด้วย แต่ใน ค.ศ. 987 ราชวงศ์กาโรแล็งเฌียงสิ้นสุดลงในอาณาจักรแฟรงก์ตะวันตก และอูก กาแป กษัตริย์แห่งฝรั่งเศสที่สืบเชื้อสายจากตระกูลโรแบร์เตียงจึงได้ขึ้นครองราชย์เป็นปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์กาเปเตียง 

อูกเป็นกษัตริย์แห่งฝรั่งเศสที่มาจากการเลือกตั้งในเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 987 โดยกลุ่มบุคคลสำคัญชาวแฟรงก์ อาดัลเบอโรสามารถโน้มน้าวเหล่าบุคคลสำคัญได้ว่าราชบัลลังก์ควรได้มาจากการเลือกตั้งมากกว่าการสืบทอดทางสายเลือด และชาร์ลส์แห่งโลร์แรน ผู้ท้าชิงชาวกาโรแล็งเฌียงที่ถูกต้องตามกฎหมายที่เหลืออยู่เพียงคนเดียวไม่เหมาะที่จะปกครอง อูกจึงได้รับการสวมมงกุฎในวันที่ 5 กรกฎาคม ค.ศ. 987

คำว่า “กาเปเตียง” มาจากพระนามของพระเจ้าอูก กาแป ทั้งที่ “กาแป” มิได้เป็นนามสกุล แต่เป็นฉายานาม แต่กษัตริย์ฝรั่งเศสก็ทรงใช้ “กาแป” เป็นพระนามของพระราชสกุล เช่นเมื่อพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 แห่งฝรั่งเศสทรงถูกประหารด้วยเครื่องประหารกิโยติน ใน ค.ศ. 1793 การปกครองปฏิวัติในสมัยนั้นบันทึกในมรณบัตรว่า “หลุยส์ กาแป”

รัชสมัยของอูกมีเหตุการณ์ที่สำคัญคือ ชาร์ลส์แห่งโลร์แรนพยายามแสดงสิทธิ์ของตนเพื่อแย้งอูกที่ 1 (เคานต์แห่งบลัวส์) และฟุลค์ แนร์รา (เคานต์แห่งอองฌู) แต่อูกกลับสนับสนุนพวกเขา และในปี ค.ศ. 993 อูกได้รับความช่วยเหลือจากอาร์ชบิชอปในแผนการขัดขวางการส่งตัวอูกกับพระโอรส โรแบรต์ ไปให้ออตโตที่ 3 ทำให้การส่งตัวไม่ประสบผลสำเร็จ แต่การที่ไม่มีใครถูกลงโทษจากเหตุการณ์นี้ แสดงให้เห็นถึงความอ่อนแอของราชวงศ์ใหม่กาเปเตียง อูกยังสามารถรักษาบัลลังก์ไว้ได้ อาจเพราะศัตรูที่ร่วมมือกันต่อต้านพระองค์นั้นไร้ซึ่งความสามารถที่จะแย่งชิงบัลลังก์

ต่อไปจะขอยกตัวอย่างพระราชกรณียกิจที่สำคัญของกษัตริย์บางพระองค์แห่งราชวงศ์กาเปเตียงเพื่อให้
ผู้อ่านได้ทราบถึงความสำคัญของราชวงศ์กาเปเตียงค่ะ


ที่มา : https://th.wikipedia.org/

พระเจ้าฟิลิปที่ 1 แห่งฝรั่งเศส

ในปี ค.ศ. 1094 พระองค์ทรงถูกตัดขาดจากศาสนา (excommunicate)  โดยอูกแห่งดี (Hugh of Die) อาร์ชบิชอปแห่งลียงเป็นครั้งแรก และหลังจากไม่มีข่าวหรือการเคลื่อนไหวอะไรอยู่เป็นเวลานาน สมเด็จพระสันตะปาปาเออร์บันที่ 2 ก็ทรงประกาศคว่ำบาตรเป็นครั้งที่สองในสภาสังคายนาแห่งแคลร์มง (Council of Clermont) และกลายมาเป็นจุดเริ่มต้นของสงครามครูเสดครั้งที่ 1


ที่มา : https://th.wikipedia.org/

พระเจ้าหลุยส์ที่ 6 แห่งฝรั่งเศส 

พระองค์เป็นพระมหากษัตริย์ราชวงศ์กาเปเซียงองค์แรกที่ทรงมีบทบาทในการรวมอำนาจเข้าสู่ส่วนกลางภายใต้การนำของพระมหากษัตริย์ และเป็นพระมหากษัตริย์พระองค์แรกผู้มีความแข็งแกร่งตั้งแต่การแยกจักรวรรดิการอแล็งเฌียง อธิการซูว์เฌแห่งมหาวิหารแซ็ง-เดอนีกล่าวถึงพระองค์ว่าเป็นผู้ที่มีพระอุปนิสัยหนักแน่นที่ไม่เหมือนบรรพบุรุษของพระองค์ก่อนหน้านั้น
                                                   

ที่มา : https://th.wikipedia.org/

พระเจ้าหลุยส์ที่ 7 แห่งฝรั่งเศส 

พระองค์ทรงมีการศึกษาสูงและมีความศรัทธาทางศาสนาอย่างมุ่งมั่นเหมาะสมในหน้าที่ทางศาสนามากกว่าการปกครองบ้านเมือง เมื่อยังทรงพระเยาว์ พระองค์ทรงใช้เวลาส่วนใหญ่ที่มหาวิหารแซงต์เดนีส์และทรงสร้างความสัมพันธ์กับแอ็บบ็อทซูแฌร์ผู้มีบทบาทสำคัญในต้นรัชสมัยของพระองค์

รัชสมัยของพระองค์เป็นรัชสมัยที่เต็มไปด้วยความขัดแย้งระหว่างอำนาจของขุนนางจากตระกูลต่าง ๆ โดยเฉพาะตระกูลอองชู (อองเฌแว็ง) ที่เป็นช่วงของการเริ่มต้นของความขัดแย้งระหว่างราชอาณาจักรฝรั่งเศสและราชอาณาจักรอังกฤษ และการเข้าร่วมในสงครามครูเสดครั้งที่ 2
                                                                     

ที่มา : https://th.wikipedia.org/

พระเจ้าหลุยส์ที่ 9 แห่งฝรั่งเศส 

พระองค์เป็นพระเจ้าแผ่นดินฝรั่งเศสพระองค์เดียวที่ทรงได้รับการประกาศเป็นนักบุญ ในปี ค.ศ. 1297 โดยสมเด็จพระสันตะปาปาบอนิเฟซที่ 8 ซึ่งทำให้มีสถานที่ต่าง ๆ ที่ตั้งชื่อตามพระองค์อยู่มากมาย
                                                                     

ที่มา : https://th.wikipedia.org/

พระเจ้าฟิลิปที่ 4 แห่งฝรั่งเศส

ความขัดแย้งทางทหารที่รู้จักกันดีที่สุดในรัชสมัยของพระเจ้าฟิลิปที่ 4 คือสงครามกับพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 1 แห่งอังกฤษ ในช่วงเดียวกันนี้พระองค์ยังได้เข้าเป็นพันธมิตรกับราชอาณาจักรสกอตแลนด์ ซึ่งเริ่มในรัชสมัยของจอห์น บัลลิออลเพื่อต่อต้านแผนการรุกรานฝรั่งเศสของพระเจ้ากรุงอังกฤษ

ปัจจุบันเชื้อสายราชวงศ์กาเปเตียงที่ยังมีพระชนม์ชีพและถือพระราชสมบัติอยู่ คือ พระเจ้าเฟลิเปที่ 6 แห่งสเปนและแกรนด์ดุ๊กเฮนรี่แห่งลักเซมเบิร์ก แต่เป็นเชื้อสายราชวงศ์กาเปเตียงผ่านทางราชวงศ์บูร์บง ซึ่งเป็นราชวงศ์ย่อยของราชวงศ์กาเปเตียง พร้อม ๆ กับราชวงศ์ฮับส์บูร์กซึ่งเป็นหนึ่งในสองราชวงศ์ที่มีอำนาจมากที่สุดในยุโรป ปกครองยุโรปนานเกือบห้าศตวรรษ

หากมองย้อนกลับไปแล้ว ราชวงศ์กาเปเตียงมีความสำคัญต่อยุโรปเป็นอย่างมาก ด้วยพระปรีชาสามารถของพระมหากษัตริย์ทุกพระองค์ในทุก ๆ ด้าน ทั้งด้านการปกครอง ด้านสังคม ด้านศาสนา ทำให้ฝรั่งเศสสมัยนั้นพัฒนาจนสามารถทัดเทียมกับประเทศที่ปกครองโดยราชวงศ์ที่มีความยิ่งใหญ่กว่าประเทศของตนได้ หากแต่ราชวงศ์ต้องสิ้นสุดลงเพราะพระเจ้าชาร์ลที่ 4 ทรงไร้ทายาทสืบทอดราชวงศ์ แต่ปัจจุบันราชวงศ์กาเปเตียงที่ยังมีพระชนม์ชีพและถือพระราชสมบัติอยู่ คือ กษัตริย์แห่งสเปนและแกรนด์ดุ๊กแห่งลักเซมเบิร์กผ่านทางราชวงศ์บูร์บง ซึ่งเป็นสาขาย่อยของราชวงศ์กาเปเตียงนั่นเอง


อ้างอิง  

pi-nu (นามปากกา). สงครามร้อยปี(Hundred Years’War)..ว่าด้วยเรื่องดินแดน. สืบค้นเมื่อ 27 กันยายน 2561, จาก : https://pi-nu.blogspot.com/2012/10/hundred-yearswar.html

Unknow. Capetian dynasty. Retrieved 25 September 2018, from :  https://en.wikipedia.org/wiki/Capetian_dynasty#Current_Capetian_rulers

New World Encyclopedia. Hugh Capet. Retrieved 26 September 2018, from : http://www.newworldencyclopedia.org/entry/Hugh_Capet

บริษัท เลทส์ ซี ฮอลิเดย์. ข้อมูลทั่วไปฝรั่งเศส. สืบค้นเมื่อ 25 กันยายน 2561, จาก :
https://www.letsseeholiday.net/


อ่านเพิ่มเติม »

ตระกูลเมดิซี (Medici) ผู้มีอิทธิพลแห่งเมืองฟลอเรนซ์

โดย ปิยธิดา สะตะ

เมื่อกล่าวถึงตระกูลที่มีอิทธิพลต่อการเปลี่ยนแปลงในประเทศอิตาลีที่ทำให้ฟลอเรนซ์เมืองท่องเที่ยวที่สำคัญของอิตาลีมีความเจริญรุ่งเรืองเป็นอย่างมากทางด้านศิลปะและสถาปัตยกรรมที่โดดเด่น เศรษฐกิจและการปกครองที่มีอิทธิพลต่อฟลอเรนซ์ในอดีตนั้น คือ ตระกูลเมดิซี (Medici)ซึ่งเป็นตระกูลที่มีอำนาจและอิทธิพลทางการเมืองของฟลอเรนซ์ระหว่างคริสต์ศตวรรษที่ 13 ถึงคริสต์ศตวรรษที่ 17

ตระกูลเมดิซี (Medici) เป็นชาวทัสกันซึ่งเริ่มต้นจากการเป็นกสิกรในบริเวณมูเกลโล (Mugello) ขายขนแกะในทางตอนเหนือของฟลอเรนซ์และก่อร่างสร้างตัวจนกลายเป็นตระกูลนายธนาคารผู้มั่งคั่งร่ำรวย ได้ก่อต้องธนาคารเมดิซี (The Medici Bank) ซึ่งเป็นธนาคารที่ใหญ่ที่สุดในทวีปยุโรป ตระกูลเมดิซี (Medici) ถือได้ว่าเป็นผู้ปกครองนครรัฐฟลอเรนซ์ในอิตาลีซึ่งเป็นเมืองอันมีความสำคัญไม่ย่อหย่อนไปจากโรมเลย ตระกูลเมดีซี (Medici) ได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้ปกครองที่สร้างความมั่งคั่งให้แก่นครรัฐฟลอเรนซ์หลากหลายด้านด้วยกันนอกเหนือจากการเป็นนายธนาคารผู้มีอิทธพลทางด้านเศรษฐกิจของนครรัฐฟลอเรนซ์แล้ว ตระกูลเมดิซียังมีอิทธิพลในด้านอื่นอีกมากมาย

ลอเรนโซ เดอ เมดิชิ โดย จิโรลาโม มาชิเอตตี (Girolamo Macchietti)
ที่มา : http://www.bloggang.com/
ด้านศิลปะและสถาปัตยกรรม ตระกูลเมดิซี ถือว่าเป็นผู้อุปถัมภ์ศิลปินในยุคเรเนซองส์ (Renaissance) อาจกล่าวได้ว่าตระกูลเมดิซีเปรียบเสมือนฟันเฟื่องอันสำคัญที่ช่วยผลักดันศิลปะในยุคนั้นให้เกิดความเจริญรุ่งเรื่องถึงขีดสุด งานศิลปะของนครรัฐฟลอเรนซ์ในยุคนั้นเกือบทั้งหมดเป็นอิทธิพลของตระกูลเมดิซี

ในทางสถาปัตยกรรมมีลักษณะเน้นความมีความสมมาตร (symmetry) ความได้สัดส่วน (proportion) การใช้รูปทรงเรขาคณิต และลักษณะที่ปรากฏในสถาปัตยกรรมคลาสสิก  ตระกูลเมดิซี มีอิทธิพลต่อการก่อสร้างสถาปัตยกรรมหลายแห่งในนครรัฐฟลอเรนซ์รวมทั้งพิพิธภัณฑ์อุฟฟิซิ วังฟิตติ สวนโบโบลิ (Boboli Gardens) ป้อมเบลเวเดเร (Belvedre) และวังเมดิซี

เมืองฟลอเรนซ์
ที่มา: http://www.manager.co.th/
นอกจากตระกูลเมดิซี จะให้การสนับสนุนทางศิลปะและสถาปัตยกรรมแล้วยังเป็นนักสะสมอีกด้วย จะเห็นได้จากสิ่งที่ตระกูลเมดิซีสะสมไว้ที่หอศิลป์อุฟฟิซิ ในเมืองฟลอเรนซ์ ซึ่งอดีตหอศิลป์ดังกล่าวถูกสร้างขึ้นโดยวัตถุประสงค์เพื่อเป็นสำนักงานบริหารทางการยุติธรรมและเป็นที่เก็บเอกสารสำคัญของรัฐ ภายหลังถูกเปลี่ยนแปลงโดย ฟรานเชสโค ที่ 1 เดอ เมดิซี ให้เป็นสถานที่รวบรวมงานศิลปะชิ้นเด่นๆ ของตระกูลเมดิซี

ด้านดาราศาสตร์และวิทยาศาสตร์ แม้ว่าตระกูลเมดิซี จะไม่มีใครในตระกูลเป็นนักวิทยาศาสตร์แต่ตระกูลเมดิซี มีชื่อเสียงในการเป็นผู้อุปถัมภ์นักดาราศาสตร์คนสำคัญคือ กาลิเลโอ กาลิเลอี ผู้เป็นครูของลูกหลานในตระกูลเมดิซีหลายคน เมื่อกาลิเลโอถูกกล่าวหาโดยศาลศาสนาโรมัน (Roman Inquisition) ว่าคำสอนของกาลิเลโอเป็นคำสอนนอกรีต แต่ตระกูลเมดีชีก็ปกป้องกาลิเลโออยู่หลายปีจนกาลิเลโอตั้งชื่อพระจันทร์สี่ดวงของดาวพฤหัสบดีตามชื่อของลูกหลานตระกูลเมดีชี

ตระกูลเมดิซี มีอำนาจมากที่สุดในอิตาลีในสมัยนั้นจากการที่มีสมาชิกในตระกูลได้เป็นพระสันตปาปาสององค์ในคริสต์ศตวรรษที่ 16 ซึ่งเป็นเหตุให้เมดิซีกลายเป็นผู้ปกครองโรมและนครรัฐฟลอเรนซ์โดยปริยาย พระสันตะปาปาทั้งสองพระองค์มีบทบาทในการอุปถัมภ์ศิลปะอีกทางหนึ่งในยุคนั้น

แม้ตระกูลเมดิซี จะล่มสลายไปแล้วอย่างไรก็ตาม ตระกูลเมดิซยังถือว่าเป็นตระกูลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในยุคเรเนซองส์ จึงถือได้ว่าเป็นตระกูลที่นำมาซึ่งความเจริญรุ่งเรืองในระยะเวลาหนึ่งและส่งผลให้ใจกลางเมืองฟลอเรนซ์ของอิตาลีได้รับเลือกให้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกเมื่อปี ค.ศ. 1982 อีกทั้งเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวให้ประเทศไม่น้อย


อ้างอิง

เมดีชี.ค้นเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2560, จาก: https://th.wikipedia.org/wiki/

ประวัติตระกูลเมดีซี.ค้นเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2560, จาก: https://sites.google.com/site/503914rsu/prawati-trakul

ประวัติเมืองฟลอเรนซ์.ค้นเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2560, จาก: https://sites.google.com/site/5104815rsu/arc213/flor/significant-1/history

อ่านเพิ่มเติม »

วิหารบนเกาะ มงแซ็ง-มีแชล (Mont Saint-Michel)

โดย ธัญลักษณ์ ธงศิลา

เมื่อนึกถึงสถานที่ท่องเที่ยวของประเทศฝรั่งเศส ผู้คนส่วนมากจะนึกถึงหอไอเฟลและพระราชวังแวร์ซาย แต่จริงๆ แล้วยังมีสถานที่ขึ้นชื่ออันโดดเด่นอีกแห่งหนึ่งที่มีชื่อว่า “มง แซ็ง-มีแชล (Mont Saint-Michel)” ซึ่ง เป็นวิหารอันโดดเดี่ยวที่อยู่ท่ามกลางชายฝั่งทะเลตะวันตก และยังเป็นสถานที่อีกแห่งที่มีประวัติอันน่าติดตามมากด้วยเช่นกัน



เกาะนี้มีประวัติเริ่มต้นราวคริสต์ศตวรรษที่ 6 และ 7 โดยใช้เป็นฐานที่มั่นของชาว Gallo-Roman  ก่อนที่จะถูกตีแตกพ่ายแพ้ไป โดยชาว Franks เข้ายึดครอง และได้เรียกเกาะแห่งนี้ว่า มงตงบ์ ตามตำนานการก่อสร้างวิหารแห่งนี้เล่าว่า มีนักบุญมีแชล ได้เข้าฝันนักบุญโอแบร์ บิชอปแห่งมาฟรองช์ และได้สั่งให้มีการสร้างโบสถ์ขึ้นบนเกาะปากแม่น้ำ Couesnon ตอนแรก เขาก็มิได้สนใจปฏิบัติตาม และได้เพิกเฉยไป จนมีการฝันถึงครั้งที่ 3 ในฝันนักบุญมีแชลได้ใช้นิ้วของเขาจิ้มที่ศีรษะของโอแบร์ และเมื่อเขาตื่นขึ้นมา เขาก็ได้พบว่ามีรอยอยู่บนศีรษะของเขาจริงๆ เขาจึงเชื่อว่าฝันนั้นเป็นจริงจากนั้นมาเขาจึงตัดสินใจสร้างวิหารบนยอดเขาเมื่อปี ค.ศ.709 และหลังจากที่โอแบร์ได้เสียชีวิตลง คนยุคต่อๆมาก็ค่อยๆ สร้างต่อเติมมาเรื่อยๆ

มงแซ็ง-มีแชล เป็นวิหารตั้งอยู่กลางทะเลชายฝั่งตะวันตกบริเวณจังหวัดม็องช์ แคว้นบัสนอร์ม็องดีของประเทศฝรั่งเศส ที่ห่างจากกรุงปารีสประมาณ 360 กิโลเมตร และวิหารแห่งนี้ก็ยังเป็นที่แสวงบุญของคริสต์ศาสนิกชนผู้เคร่งศาสนา  ในราวคริสต์ศตวรรษที่ 11-16 มีการก่อสร้างอาคารบ้านเรือนเพิ่มเติมภายในเกาะ และมีประชาชนย้ายเข้ามาอยู่มากขึ้น และได้ตั้งหมู่บ้านขึ้นมาที่เชิงเขา

ด้วยสภาพพื้นที่นั้นยังสามารถเป็นสถานที่หลบภัยจากประเทศอังกฤษในช่วงสงครามร้อยปี และยังเป็นป้อมปราการที่พร้อมรับมือข้าศึกในช่วงปฏิวัติฝรั่งเศส ต่อมาหลังปฏิวัติฝรั่งเศส วิหารแห่งนี้ก็ไม่มีผู้คนอาศัยอยู่ จนถูกนำมาใช้เป็นคุกคุมขังนักโทษแทน ในปี ค.ศ. 1836 กลุ่มปัญญาชนของฝรั่งเศส รวมทั้ง Victor Hugo (ซึ่งเป็นทั้งนักประพันธ์และผู้มีอิทธิพลทางความคิดคนสำคัญในยุคนั้น) ได้พากันเรียกร้องให้อนุรักษ์มรดกสำคัญของชาติที่เป็นเหตุให้มีการเลิกใช้คุก

มงแซ็ง มีแชลได้รับประกาศให้เป็นสถานที่ทางประวัติศาสตร์ในปี ค.ศ. 1874  และ ในปี ค.ศ. 1966 นั้นเองเพื่อเป็นการเฉลิมฉลองการครบรอบ 1,000 ปี ของการก่อตั้งวิหาร คณะสงฆ์และเหล่าผู้แสวงบุญเริ่มกลับมาเยือนที่นี่อีกครั้งจนถึงปี 1979 องค์การ UNESCO ก็ได้ขึ้นทะเบียนให้ มงแซ็ง มีแชล เป็นมรดกโลกทั้งทางด้านวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ สถาปัตยกรรม และความสวยงามตามธรรมชาติ



ตัวเกาะที่ตั้งวิหารนั้นเองได้มีการนำหินแกรนิตมาก่อตัวขึ้นเป็นเกาะ และมีเส้นรอบวงเกาะประมาณ 960 เมตรมีส่วนสูง 92 เมตร และความสูงของตัววิหาร 155 เมตร ลักษณะเด่นของตัวเกาะคือ บนยอดวิหารจะมีรูปปั้นทองของอัครทูตสวรรค์มิคาเอล (นักบุญมีแชล) ที่ถูกสร้างโดย เอมานูแอล เฟรมีเย สถาปัตยกรรมแบบดั้งเดิมของวิหารคือ แบบโรมาเนสค์ และได้มีการถูกปรับเปลี่ยนมาเป็นแบบโกธิค ในสมัยยุคกลางประมาณศตวรรษที่ 15

ในปัจจุบัน มงแซ็ง-มิแชล ก็ได้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยม เป็นอันดับ 3 ของประเทศฝรั่งเศส รองลงมาจาก หอไอเฟล และ พระราชวังแวร์ซาย ที่มีนักท่องเที่ยวเยี่ยมเยือนถึง 3 ล้าน 2 แสนกว่าคนโดยเฉลี่ยต่อปี และล่าสุดเมื่อปี 2015 มีผู้คนอาศัยอยู่บนเกาะ ไม่รวมพ่อค้าแม่ค้า ประมาณ 50 คน

มงแซ็ง-มีแชล ได้ก่อตั้งมาเพื่อเป็นสถานที่แสวงบุญในอดีต และได้มีการปรับเปลี่ยน ต่อเติมมาเรื่อยๆ จนกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ให้ความรู้ทางวัฒนธรรม และประวัติศาสตร์ของประเทศฝรั่งเศสอีกแห่งในปัจจุบัน และการที่เราได้ค้นคว้าศึกษาแล้วนำมาเรียบเรียงนั้นก็เป็นการช่วยอนุรักษ์ วัฒนธรรมที่สวยงามอีกแห่งหนึ่งของโลกอีกด้วย


อ้างอิง

พาเที่ยวมงแซ็งมีแชลมหาวิหารบนเกาะกลางทะเล(ออนไลน์) สืบค้นเมื่อ 4 กันยายน 2560 , จาก  https://2baht.com/mont-saint-michel/

ภูเขานักบุญไมเคิล(ออนไลน์) สืบค้นเมื่อ 4 กันยายน 2560 , จาก  http://nigrisanah.blogspot.com/2011/11/mont-saint-michel-mont-tombe-michael.html

มง-แซ็ง-มีแชล (ออนไลน์) สืบค้นเมื่อ 4 กันยายน 2560 , จาก   http://www.wikiwand.com/th/มง-แซ็ง-มีแชล 

เที่ยวยุโรป Mont Saint-Michel (ออนไลน์) สืบค้นเมื่อ 4 กันยายน 2560 , จาก   https://www.dplusguide.com/2014/france-mont-saint-michel


อ่านเพิ่มเติม »

กาลิเลโอ ผู้ถูกประณามทางศาสนา

โดย ภานุมาส องคะศาสตร์

ถ้ากล่าวถึง กาลิเลโอ กาลิเลอี (Galileo Galilei) นักวิทยาศาสตร์ชาวอิตาเลี่ยน หลายๆคนคงจะนึกถึงผลงานทางด้านวิทยาศาสตร์ของเขา อาทิเช่น การพัฒนากล้องโทรทรรศน์ และการเสนอทฤษฎีต่างๆทางวิทยาศาสตร์ที่เป็นประโยชน์แก่มวลมนุษย์ แต่ในอีกด้านหนึ่งของนักวิทยาศาสตร์ผู้นี้ที่หลายคนไม่ได้นึกถึงคือการใช้วิทยาศาสตร์ต่อสู้กับหลักความเชื่อทางศาสนาของคนในสมัยก่อน

กาลิเลโอ กาลิเลอี เกิดเมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1564 ที่เมืองปิซา ประเทศอิตาลี เมื่อกาลิเลโออายุ 8 ขวบ ครอบครัวของเขาได้ย้ายถิ่นฐานไปอยู่ที่เมืองฟลอเรนซ์และได้เข้าศึกษาที่โบสถ์แห่งหนึ่ง กาลิเลโอมีความสามารถในด้านดนตรี งานศิลปะ และคณิตศาสตร์ เมื่อโตขึ้นเขาได้เข้าศึกษาวิชาการทางการแพทย์ตามความต้องการของบิดาที่มหาวิทยาลัยปิซา แต่กลับสำเร็จการศึกษาด้านคณิตศาสตร์มาแทน ด้วยความรู้และความสามารถทางวิชาการที่โดดเด่น หลังจากที่สำเร็จการศึกษาเขาได้รับเลือกให้เป็นหัวหน้าภาควิชาคณิตศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยปิซา


ภาพการทดลองปล่อยก้อนตะกั่วของกาลิเลโอ ณ หอเอน เมืองปิซา

ขณะที่เขาสอนอยู่ที่มหาวิทยาลัยปิซานั้น เขาได้นำเอาทฤษฎีของอริสโตเติล (Aristotle) ที่กล่าวว่า “ของเบาจะตกถึงพื้นดินช้ากว่าของหนัก” มาพิสูจน์ เนื่องจากเขาไม่เชื่อในความคิดนี้ เช่น การที่ก้อนหินกับใบไม้ตกถึงพื้นไม่พร้อมกันซึ่งใบไม้จะตกช้ากว่านั้น เป็นเพราะว่าอากาศช่วยต้านไว้ ถ้าไม่มีอากาศก้อนหินและใบไม้ก็ย่อมจะตกถึงพื้นพร้อมกัน เมื่อเขาได้นำเอาความคิดของเขาไปเสนอในมหาวิทยาลัยก็มีทั้งผู้เห็นด้วยและผู้ที่ไม่เห็นด้วย เพื่อพิสูจน์ให้เห็นว่าความคิดของเขาเป็นความจริง เขาจึงจะทดลองให้ผู้คนได้เห็นถึงสิ่งที่เขาคิดว่ามันถูกต้อง ณ หอเอน เมืองปิซา

เมื่อถึงเวลากาลิเลโอนำก้อนตะกั่วกลม 2 ก้อนหนัก 20 ปอนด์ และ 10 ปอนด์ ปล่อยลงมาด้านล่าง ปรากฏว่าตะกั่วทั้งสองก้อนตกลงถึงพื้นดินพร้อมกัน ท่ามกลางสายตาของนักศึกษา ศาสตราจารย์ และประชาชนมากมาย ฝ่ายที่เห็นด้วยกับแนวคิดของกาลิเลโอก็พากันโห่ร้องแสดงความยินดี แต่ฝ่ายที่เชื่อในคำสอนของศาสนาและพวกหัวเก่าต่างก็เกิดความแค้น เนื่องจากทฤษฎีของอริสโตเติลเป็นที่ยอมรับของชาวคริสต์ในสมัยโบราณและเชื่อกันต่อมาเรื่อยๆ จึงทำให้กาลิเลโอได้รับแรงกดดันจากหลายๆฝ่ายทั้งศาสตราจารย์และประชาชนบางกลุ่ม สุดท้ายเขาจึงได้ลาออกจากมหาวิทยาลัยปิซาเมื่อปี ค.ศ. 1591


ภาพกาลิเลโอสาธิตกล้องโทรทรรศน์ (วาดโดย Giuseppe Bertini)
ที่มา : http://www.manager.co.th/

ต่อมากาลิเลโอได้เป็นอาจารย์สอนที่มหาลัยปาดัว เขาได้ทำการทดลองและศึกษาค้นคว้าทางวิทยาศาสตร์มากมาย โดยไม่เกรงกลัวต่ออิทธิพลของศาสนา เขาสอนอยู่ที่นี่เป็นระยะเวลา 18 ปี และในปี ค.ศ. 1609 เขาได้พัฒนากล้องโทรทรรศน์ให้มีกำลังขยาย 32 เท่าได้สำเร็จ และใช้อุปกรณ์นั้นศึกษาเทหวัตถุบนท้องฟ้าและได้พบความรู้ใหม่ๆ เช่น พื้นผิวของดวงจันทร์มีลักษณะขรุขระ ดาวพฤหัสมีดวงจันทร์บริวาร 4 ดวง ดาวเสาร์มีวงแหวนและมีสีต่างกันถึง 3 แถบ ดาวศุกร์เว้าแหว่งเป็นเสี้ยวคล้ายกับดวงจันทร์ และได้พบจุดดับบนดวงอาทิตย์ เป็นต้น ด้วยความสำเร็จในการค้นพบทางดาราศาสตร์ ทำให้เขามีชื่อเสียงโด่งดัง และถูกเชิญไปบรรยายในที่ต่างๆ

ใน ค.ศ. 1610 กาลิเลโอได้กลับไปอยู่ยังเมืองฟลอเรนซ์ โดยไปเป็นนักปราชญ์ประจำราชสำนักของ Grand Duke เขาได้ทำการศึกษาเกี่ยวกับการสังเกตการณ์และศึกษาทางดาราศาสตร์ผ่านกล้องโทรทรรศน์ของเขา และที่สำคัญเขาได้เสนอแนวคิดที่ว่า “ดวงอาทิตย์เป็นศูนย์กลางของจักรวาล” ซึ่งแนวคิดนี้สนับสนุนแนวคิดของโคเปอร์นิคัส แต่ก็ขัดแย้งกับทฤษฎีของอริสโตเติลซึ่งมีมานานกว่าพันที่ว่า “โลกเป็นศูนย์กลางของจักรวาล” ในปีต่อมากาลิเลโอได้เดินทางไปยังกรุงโรมเพื่อสาธิตกล้องโทรทรรศน์ให้แก่ผู้ที่สนใจในขณะนั้นได้เห็นดวงจันทร์ของดาวพฤหัสบดีอย่างที่เขาได้เห็นอีกด้วย

ปี ค.ศ. 1612 ชาวคริสต์ได้ต่อต้านแนวคิดของกาลิเลโอที่บอกว่าดวงอาทิตย์เป็นศูนย์กลางของจักรวาล  เขาถูกประณามว่าเป็นบุคคลอันตรายและอาจเป็นพวกนอกรีต  ต่อมาเขาได้เดินทางไปยังโรมเพื่อต่อสู้กับข้อกล่าวหาเหล่านั้น ในปี ค.ศ. 1616 กาลิเลโอถูกสั่งห้ามไม่ให้สอนหนังสือเกี่ยวกับทฤษฎีของโคเปอร์นิคัสอีก ในระหว่างปี ค.ศ. 1621 – 1622 กาลิเลโอได้เขียนหนังสือเล่มแรก ชื่อ อิลซัจจาโตเร (II Saggiatore) ได้รับการเผยแพร่และตีพิมพ์ในปี ค.ศ. 1623 อีก 7 ปีต่อมาเขาได้กลับไปยังกรุงโรมเพื่อขออนุญาตตีพิมพ์หนังสือ ชื่อ Dialogue Concerning the Two Chief World Systems ซึ่งเป็นหนังสือที่ว่าด้วยเรื่องของบทสนทนาที่เกี่ยวกับระบบจักรวาลสองระบบ คือระบบของโคเปอร์นิคัสซึ่งเป็นแนวคิดใหม่และระบบของอริสโตเติลซึ่งเป็นแนวคิดเก่า


ภาพกาลิเลโอต่อสู้คดีในศาลศาสนา (วาดโดย Cristiano Banti)
ที่มา : http://www.manager.co.th/

ในเดือนตุลาของปี ค.ศ. 1632 กาลิเลโอได้รับคำสั่งให้ไปให้การต่อศาลศาสนาที่กรุงโรม ซึ่งจากเอกสารการทดลองและค้นคว้าของเขาทำให้ศาลตัดสินว่าเป็นพวกนอกรีต  ซึ่งถือว่าเป็นคำตัดสินที่ร้ายแรงมากในสมัยนั้น  เขาถูกควบคุมตัวตั้งแต่ปี ค.ศ. 1634 เป็นต้นมา ที่บ้านในหมู่บ้านชนบทนอกเมืองฟลอเรนซ์  ในปี ค.ศ. 1638 กาลิเลโอตาบอดแบบถาวร และยังต้องทนทุกข์ด้วยโรคไส้เลื่อนและโรคนอนไม่หลับ สุดท้ายเขาได้เสียชีวิตในปี ค.ศ. 1642 ด้วยอาการไข้สูงและหัวใจล้มเหลว

ถึงแม้ว่าจุดจบของชายผู้นี้จะไม่ได้สวยงามมากนัก แต่ทฤษฎีของเขาก็ได้สร้างประโยชน์มากมายแก่มวลมนุษย์ และจากเรื่องราวของเขาก็ได้สะท้อนมุมมองหลายๆ ด้านระหว่างหลักความเชื่อและหลักแห่งความเป็นจริง ซึ่งบางครั้งความจริงอาจถูกปิดกั้นด้วยอำนาจที่เหนือกว่า และจะมีสักกี่คนที่จะลุกขึ้นมาคิดต่างจากสิ่งที่เป็นอยู่


อ้างอิง

กาลิเลโอ มนุษย์นอกศาสนา ผู้ค้นพบความลับของพระเจ้า. (สิงหาคม 2543). เรียกใช้เมื่อ 15 กุมภาพันธ์ 2560 จาก http://www.baanjomyut.com/library/5_great/galileo.html

ศูนย์การเรียนรู้วิทยาศาสตร์โลกและดาราศาสตร์. (ม.ป.ป.). การค้นพบของกาลิเลโอ. เรียกใช้เมื่อ 18 กุมภาพันธ์ 2560 จาก http://www.lesa.biz/astronomy/cosmos/galileo

สุทัศน์ ยกส้าน. (30 สิงหาคม 2556). กาลิเลโอ: ผู้ถูกศาสนาคุกคาม. เรียกใช้เมื่อ 18 กุมภาพันธ์ 2560 จาก http://www.manager.co.th/Science/ViewNews.aspx?NewsID=9560000105059

สุทัศน์ ยกส้าน. (23 สิงหาคม 2556). กาลิเลโอ: ผู้เห็นความไม่สมบูรณ์ของดาวบนสวรรค์คนแรก. เรียกใช้เมื่อ 18 กุมภาพันธ์ 2560 จาก http://www.manager.co.th/Science/viewnews.aspx?NewsID=9560000105022


อ่านเพิ่มเติม »

เซอร์ ลานเซลอต ( Sir Lancelot du Lac )

โดย ณัชชา ไชยแสง

ในบรรดาอัศวินโต๊ะกลมแห่งเกาะอังกฤษแล้วนั้น คงไม่มีใครไม่รู้จักเซอร์ลานเซลอตผู้ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นอัศวินที่ยิ่งใหญ่ที่สุดและได้รับความไว้วางใจจากอาเธอร์มากที่สุด กระทั่งได้รับการแต่งตั้งจากกษัตริย์อาเธอร์ให้เป็นองครักษ์คอยอารักขาราชินีของพระองค์ เกว็นนีเวียร์ และสาเหตุนี้นำมาซึ่งการสะบั้นความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นของอัศวินผู้ซื่อสัตย์และกษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่รวมถึงเหล่าอัศวินโต๊ะกลม

อัศวินชื่อดังแห่งเกาะอังกฤษ เซอร์ ลานเซลอต  (Sir Lancelot du Lac) เป็นบุตรชายของกษัตริย์บันแห่งเบนวิคและพระราชินีอิไลเน ลานเซล็อตได้รับการแต่งตั้งจากอาเธอร์ให้เป็นอัศวินโต๊ะกลมคนแรก ว่ากันว่าลานเซลอตนั้นเป็นอัศวินผู้มีฝีดาบยอดเยี่ยมและยังเป็นยอดนักสู้อีกด้วยเนื่องจากเมื่อครั้งเยาว์วัยเขาได้หายตัวไปและเทพธิดาวิเวียนแห่งทะเลสาบได้รับเอาไว้ในความดูแลและได้ฝึกฝนทั้งวิชาดาบ การขี่ม้า และการต่อสู้ให้แก่เขา ภายหลังเมื่อลานเซลอตได้ร่วมเป็นหนึ่งในอัศวินโต๊ะกลมจะเห็นได้ว่าเขาเป็นอัศวินที่มากฝีมือและยังเป็นสุภาพบุรุษผู้พร้อมจะเสียสละและช่วยเหลือผู้อื่นอยู่เสมอ นอกจากนี้ในบางตำนานได้กล่าวเอาไว้ว่าลานเซลอตเป็นบิดาของเซอร์กาลาฮัดอีกด้วย (อัศวินโต๊ะกลมคนสุดท้าย และเป็นผู้พบจอกศักดิ์สิทธิ์) แต่บางตำนานกล่าวไว้ว่าลานเซลอตเพียงรับเด็กชายเข้ามาไว้ในความดูแลตามคำแนะนำของแม่ชีเท่านั้น


เซอร์ ลานเซลอต อัศวินโต๊ะกลมแห่งคาเมล็อต

ครั้งหนึ่งเมื่อเหล่าอัศวินได้รับภารกิจให้ออกตามหาจอกศักดิ์สิทธิ์ เซอร์ลานเซลอตก็ได้ออกค้นหาเช่นเดียวกันหากแต่ไม่ประสบความสำเร็จ เนื่องจากจอกนั้นจะปรากฏต่อหน้าผู้บริสุทธิ์เท่านั้น ถึงแม้จะเป็นอัศวินผู้เพียบพร้อมสักเพียงใด แต่เนื่องจากลานเซลอตนั้นถือได้ว่าเป็นผู้ที่ไม่บริสุทธิ์จากบาปที่แอบลักลอบเป็นชู้รักของราชินีเกว็นนีเวียร์ทำให้เขาไม่สามารถทำภารกิจในคราวนี้ให้สำเร็จได้ ซึ่งผู้ที่พบจอกนั้นก็คือเซอร์กาลาฮัดนั่นเอง

มีตำนานมากมายกล่าวถึงความรักต้องห้ามระหว่างลานเซลอตกับราชีนีเกว็นนีเวียร์ บ้างก็ว่าลานเซลอตนั้นพบรักกับพระนางก่อนที่จะอภิเษกกับกษัติย์อาเธอร์เสียอีก ตามที่ได้กล่าวไปข้างต้นแล้วว่าลานเซลอตนั้นนอกจากจะเป็นอัศวินคนสนิทของอาเธอร์แล้วนั้น ยังได้รับเกียรติให้เป็นองครักษ์ประจำตัวราชินีเกว็นนีเวียร์อีกด้วย ครั้งหนึ่งเมื่อทั้งสองได้ลักลอบมีสัมพันธ์กัน เซอร์มอร์เดร็ดได้ล่วงรู้ถึงความสัมพันธ์นี้เข้าจึงได้นำความไปแจ้งให้กษัตริย์อาเธอร์ทราบ พระองค์จึงได้มีรับสั่งให้นำตัวราชินีไปเผาทั้งเป็น เมื่อลานเซลอตรู้ว่าพระนางต้องโทษประหารจึงได้เข้าชิงตัวพระนางระหว่างที่ถูกมัดรอเผาที่เสากลางเมืองทำให้เกิดการต่อสู้กันระหว่างเหล่าอัศวินและเซอร์ลานเซลอต การต่อสู้ส่งผลให้ เซอร์กาเร็ต หนึ่งในอัศวินโต๊ะกลมผู้มีศักดิ์เป็นน้องของเซอร์กาเว็นต้องจบชีวิตลง การเสียชีวิตของเซอร์การเร็ตทำให้เหตุการณ์ในครั้งนั้นทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น ถึงขนาดที่เซอร์กาเว็นลั่นวาจาว่าจะเอาชีวิตเซอร์ลานเซลอตเพื่อแก้แค้นให้น้องชายให้ได้ ความสัมพันธ์ของเหล่าอัศวินโต๊ะกลมจึงเริ่มสั่นคลอนและไม่มีทางเหมือนเดิมได้อีกต่อไป

เมื่อช่วยชีวิตราชินีเกว็นนีเวียร์ได้สำเร็จ ทั้งสองจึงได้หลบหนีไปอาศัยอยู่ปราสาทที่ห่างไกลออกไป บางตำนานกล่าวว่าทั้งสองหนีไปที่ประเทศฝรั่งเศส ระหว่างนั้นก็เกิดสงครามที่คาเมลอตเนื่องจากเซอร์มอร์เดร็ดต้องการเป็นใหญ่ จึงได้ตั้งตัวเป็นศัตรูกับอาเธอร์ ด้วยความที่ลานเซลอตรู้สึกผิดและยังจงรักภักดีต่อกษัตริย์ของตนอยู่ จึงได้ส่งสาส์นเตือนไปยังอาเธอร์ให้ระงับศึกไปก่อนในช่วงเจ็ดวันนี้ มิฉะนั้นพระองค์และเหล่าอัศวินโต๊ะกลมจะต้องจบชีวิตลงในสงครามนี้ อาเธอร์จึงทำตามและส่งสาส์นไปขอระงับศึกกับมอร์เดร็ด แต่ยังไม่ทันพ้นวันที่หกสงครามก็ได้เปิดฉากขึ้นและอาเธอร์ถูกสังหารด้วยคมดาบของมอร์เดร็ด ทางด้านลานเซลอตนั้นเพิ่งจะรวบรวมกองทัพเพื่อมารบช่วยอาเธอร์ได้สำเร็จ แต่เมื่อเขามาถึงก็สายไปเสียแล้ว ภายหลังสงครามสิ้นสุด ราชินีเกว็นนีเวียร์ได้หนีไปบวชอยู่ในที่ห่างไกลส่วนลานเซลอตไม่อาจทำใจยอมรับกับทุกสิ่งที่เกิดขึ้นเขาจึงขังตัวเองและไม่ออกมาเผชิญโลกภายนอกอีกเพื่อเป็นการไถ่โทษในทุกอย่างที่เขาได้ทำลงไป

แม้จะไม่มีหลักฐานยืนยันแน่ชัดว่าลานเซลอตมีตัวตนจริงหรือเป็นเพียงตำนานหนึ่งในหน้าประวัติศาสตร์ แต่จากเรื่องของอัศวินผู้ยิ่งใหญ่นี้ทำให้เราเรียนรู้ว่ามิตรภาพของเพื่อนนั้นมีค่ายิ่ง เราควรเก็บรักษามิตรภาพนั้นเอาไว้ให้ดี หากสูญเสียมันไปแล้วย่อมยากที่จะนำกลับคืนได้อีก ดังเช่นลานเซลอตที่พยามทำทุกวิถีทางเพื่อจะเชื่อมความสัมพันธ์ของเขากับเหล่าอัศวินและเจ้านายที่รักอีกครั้งแต่ไม่สำเร็จ นอกจากนี้ความแตกแยกยังเป็นเหตุให้ศัตรูอาศัยช่วงเวลาอ่อนไหวในการเข้าโจมตีอีกด้วย


อ้างอิง

ขจรศักดิ์ เลาห์สัฒนะ. (2554). เซอร์ลานสล็อต อัศวินอหังการ์. สืบค้นเมื่อ 3 ตุลาคม 2558 จาก: http://www.geocities.ws/kyo_petrucci/legendkingarthur03.html

Sir Lancelot at Camelot. (2007).  Retrieved October 3, 2015 from: http://www.sir-lancelot.co.uk

Joe, J. (2000). Lancelot du lac. Retrieved October 3, 2015 from: http://www.timelessmyths.com/arthurian/lancelot.html

Currin, N. (2009). Sir Lancelot Du Lac (Launcelot). Retrieved October 3, 2015 from: http://www.kingarthursknights.com/knights/launcelot.asp

อ่านเพิ่มเติม »

ตำนานกษัตริย์อาเธอร์กับอัศวินโต๊ะกลม

โดย อธิปัตย์ รัตนะ

ในบรรดากษัตริย์ยอดนักรบในตำนาน เชื่อว่าหลายท่านคงนึกถึงชื่อของกษัตริย์อาเธอร์ (King Arthur) แห่งหมู่เกาะบริเทน มาเป็นอันดับต้นๆ เรื่องราวของกษัตริย์อาเธอร์นั้นเป็นหนึ่งในตำนานที่คนทั่วโลกรู้จักกันดี และได้ถูกเล่าขานนับเนื่องกันมาตั้งแต่สมัยกลาง (หรือยุคมืด) ซึ่งเชื่อกันว่าพระองค์ทรงเป็นวีรบุรุษที่กอบกู้ดินแดนอันวุ่นวายให้กลับมาเป็นปึกแผ่นอีกครั้งหนึ่ง

แม้ว่านามของกษัตริย์อาเธอร์จะมีชื่อเสียงโด่งดังจากเกาะอังกฤษก็ตาม แต่จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์กลับบอกว่าพระองค์เป็นผู้นำของชาวเวลส์และไอริชที่เข้าต่อสู้กับชาวแองโกลแซกซอนหรือชาวอังกฤษในปัจจุบัน นอกจากนั้นตัวตนที่แท้จริงของพระองค์นั้นยังไม่ปรากฏชัดเจนว่าเป็นกษัตริย์หรือนักรบจากชนชาติใดกันแน่ แต่อย่างไรก็ตามตำนานของกษัตริย์อาเธอร์ก็ได้ปรากฏในหนังสือประวัติศาสตร์กษัตริย์แห่งบริเทน ซึ่งถูกเขียนขึ้นโดยเจฟฟรีย์ แห่งมอนมัท (Geoffry of Monmouth) นักบวชชาวอังกฤษแห่งศตวรรษที่สิบสอง ซึ่งถือเป็นเอกสารที่เป็นลายลักษณ์อักษรชิ้นแรกที่มีการกล่าวถึงพระนามของ กษัตริย์อาเธอร์


รูปภาพ กษัตริย์อาเธอร์และเหล่าอัศวินโต๊ะกลม

เรื่องราวของตำนานนี้คาดว่าเกิดขึ้นในช่วงยุคกลางของยุโรป ราวคริสต์ศตวรรษที่ 5 โดยเริ่มจากยูเทอร์ เพนดรากอน (Uther Pendragon) กับพี่ชายนามว่าออเรลิอานัส แอมโบรซิอุส ได้นำทัพข้ามมาจากฝรั่งเศสเพื่อทำสงครามกับราชาวอร์ติเกิร์นผู้ครองอังกฤษในตอนนั้น หลังจากได้รับชัยชนะ ออเรลิอานัสจึงได้ขึ้นครองบัลลังก์แทน แต่หลังจากนั้นไม่นานออเรลิอานัสก็ถูกชาวแซกซอนลอบปลงพระชนม์ ทำให้ยูเทอร์ขึ้นปกครองอังกฤษ ต่อมายูเทอร์ได้แอบมีความสัมพันธ์กับเลดี้ไอเยอร์น่า ภริยาของดยุกแห่งคอร์นวอลล์ และได้ลูกนอกสมรสขึ้นมาคนหนึ่ง ซึ่งเด็กคนนั้นก็คือ อาเธอร์นั่นเอง

ต่อมาเมอร์ลิน พ่อมดแห่งยุคผู้เป็นที่ปรึกษาของยูเทอร์ ได้พายูเทอร์ไปเอาดาบศักดิ์สิทธิ์เอ็กซ์คาลิเบอร์จากทะเลสาบ โดยเทพธิดาแห่งทะเลสาบได้ชูดาบนี้ขึ้นเหนือน้ำเพื่อมอบดาบให้ ด้วยพลังของดาบทำให้ยูเทอร์เกือบจะรวบรวมแผ่นดินทั้งหมดมาไว้ได้ หากแต่ยูเทอร์ไม่ได้ดูแลบ้านเมืองอย่างที่กษัตริย์ควรจะเป็น พ่อมดเมอร์ลินจึงใช้เวทมนตร์นำดาบเอ็กซ์คาลิเบอร์ไปปักไว้บนแท่งหินและได้จารึกคำไว้ว่า ‘ผู้ใดที่สามารถชักดาบขึ้นจากแท่งหินนี้ได้ เขาผู้นั้นจะได้ครอบครองแผ่นดินทั้งปวงบนเกาะอังกฤษ’


รูปภาพ ดาบเอ็กซ์คาลิเบอร์ ที่ถูกปักไว้บนแท่งหินรอผู้ที่สมควรมาดึงออก

เมื่อยูเทอร์พลาดท่าให้กับเมอร์ลินก็ไม่ได้ดูแลบ้านเมืองอีกต่อไปจนกระทั่งยูเทอร์เสียชีวิตลง บัลลังก์จึงไร้ผู้ครอง มีผู้คนหลายคนอยากขึ้นเป็นกษัตริย์มากมายและได้ไปลองดึงดาบเอ็กซ์คาลิเบอร์จากแท่งหิน หากแต่ไม่มีใครสามารถดึงดาบเล่มนั้นขึ้นมาได้ จนเวลาผ่านไปถึง 15 ปี พ่อมดเมอร์ลินได้พาเด็กหนุ่มคนหนึ่งมาดึงดาบโดยหวังจะให้เขาเป็นกษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ ซึ่งเด็กหนุ่มคนนั้นสามารถดึงดาบขึ้นมาได้อย่างง่ายดายจนได้ขึ้นเป็นกษัตริย์และเด็กหนุ่มคนนั้นก็คือ อาเธอร์ นั่นเอง

เมื่ออาเธอร์ได้ขึ้นเป็นกษัตริย์ พระองค์ทรงปราบอริราชศัตรูจนหมดสิ้น ไม่ว่าจะเป็นพวกแซกซอน สกอตแลนด์ ไอร์แลนด์ นอร์เวย์ เดนมาร์ก ฝรั่งเศส ฯลฯ โดยมีเมอร์ลินเป็นที่ปรึกษาคนสำคัญ นอกจากนั้นอาเธอร์ยังได้ก่อตั้งกลุ่มทหารกลุ่มหนึ่งขึ้นมา โดยเรียกว่า  กลุ่มอัศวินโต๊ะกลม (Knights of the round table) ซึ่งเป็นกลุ่มคนที่ได้รับเกียรติยศสูงสุดในราชสำนักของกษัตริย์อาเธอร์ โดยโต๊ะกลมที่ประชุมของพวกเขาแสดงให้เห็นถึงความเท่าเทียมกันของสมาชิกทุกคน ไม่มีหัวโต๊ะหรือท้ายโต๊ะ

ซึ่งเรื่องราวสำคัญของตำนานนี้ก็คือ การผจญภัยของเหล่าอัศวินโต๊ะกลมที่ออกตามหาจอกศักดิ์สิทธิ์ (The holy grail) ของพระเยซู ซึ่งเป็นจอกที่พระองค์ได้ใช้ดื่มไวน์ร่วมกับศานุศิษย์ในพระกระยาหารมื้อสุดท้าย (The last supper) และจอกใบนี้ยังใช้รองรับพระโลหิตของพระเยซูในยามถูกตรึงกางเขน  เล่ากันว่าจอกใบนี้มีอำนาจวิเศษสถิตย์อยู่ และด้วยเหตุนี้จึงทำให้อัศวินทั้งหลายได้ออกตามหาจอกศักดิ์สิทธิ์เพื่อให้ได้ครอบครองตำแหน่งอภิอัศวินอันทรงเกียรติ


รูปภาพ เหล่าอัศวินที่ออกค้นหาจอกศักดิ์สิทธิ์

การค้นหาจอกศักดิ์สิทธิ์ของอัศวินมีหลายตำนาน โดยบางตำนานบอกว่าอัศวินที่พบคือ เซอร์เปอร์ซิวาล ซึ่งเขาได้รับจอกศักดิ์สิทธิ์จากลุงของเขาเอง โดยลุงของเขาทำหน้าที่เป็นผู้พิทักษ์จอก แต่อีกตำนานบอกว่า เซอร์กาลาฮัด อัศวินผู้มาถึงโต๊ะกลมในช่วงหลังต่างหากที่เป็นผู้ได้รับจอกใบนี้ โดยได้รับจากญาติอาวุโสเช่นเดียวกัน

หลังจากอัศวินโต๊ะกลมนามว่าแลนเซล็อตกลับจากการค้นหาจอกศักดิ์สิทธิ์อย่างผิดหวังนั้น เขาได้แอบมีความสัมพันธ์กับกวินีเวียร์ มเหสีของพระเจ้าอาเธอร์ ซึ่งบางตำนานบอกว่าทั้งคู่รักกันมาตั้งแต่กวินีเวียร์ยังไม่ได้สมรสกับพระองค์ แต่ทว่ามอร์เดร็ดอัศวินโต๊ะกลมอีกคนได้บังเอิญเห็นเข้าจึงนำเรื่องไปบอกกับพระเจ้าอาเธอร์ ทำให้กลายเป็นเรื่องใหญ่โตขึ้น และเหล่าอัศวินก็ถูกแบ่งออกเป็นสองกลุ่มโดยกลุ่มแรกจงรักภักดีต่อพระเจ้าอาเธอร์เหมือนเดิม ส่วนอีกกลุ่มเข้าข้างแลนเซล็อต และเกิดศึกกลางเมืองขึ้น อัศวินโต๊ะกลมส่วนใหญ่ต่างเสียชีวิตในศึกครั้งนี้ และมอร์เดร็ดที่ต้องการครอบครองบัลลังก์ ก็ได้หักหลังพระเจ้าอาเธอร์ โดยเข้าต่อสู้กับพระองค์ที่คัมลานน์ แต่เขากลับถูกพระเจ้าอาเธอร์สังหารด้วยหอกทำให้เสียชีวิต ทว่าพระเจ้าอาเธอร์เองก็ได้รับบาดเจ็บสาหัสจากการต่อสู้เช่นกัน

และก่อนที่พระเจ้าอาเธอร์จะสิ้นพระชนม์พระองค์ได้มอบดาบเอ็กซ์คาลิเบอร์ให้ เซอร์เบเดเวียร์ อัศวินโต๊ะกลมที่ยังเหลืออยู่ ให้นำดาบไปคืนที่ทะเลสาบที่เดิมและได้ให้คำมั่นสัญญาว่าจะกลับมาเกิดใหม่เพื่อปกป้องแผ่นดินของเกาะบริเทนอีกครั้ง  เมื่อเบเดเวียร์ไปยังทะเลสาบและขว้างดาบศักดิ์สิทธิ์ลงไปได้มีแขนของเทพธิดาแห่งทะเลสาบชูขึ้นจากน้ำมารับดาบไป สุดท้ายแล้วพระเจ้าอาเธอร์ก็ได้สิ้นพระชนม์ลง พระศพของพระองค์ได้ถูกนำไปล่องแพไปสู่เกาะอวาลอน อันเป็นดินแดนแห่งสรวงสวรรค์ โดยมีเหล่าเทพธิดาห้อมล้อมแพไว้ เป็นอันจบตำนานกษัตริย์อาเธอร์

เรื่องราวของกษัตริย์อาเธอร์แม้ว่าจะมีหลักฐานทางประวัติศาสตร์กล่าวอ้างถึง แต่ก็ไม่สามารถระบุได้ว่าแท้จริงแล้วพระเจ้าอาเธอร์เป็นใครกันแน่ อย่างไรก็ตามตัวตนที่แท้จริงของพระองค์อาจเป็นนักรบผู้กล้าหาญที่ทรงอำนาจและมีคุณธรรม ซึ่งผู้คนในยุคมืด อาจระลึกถึงช่วงเวลาอันสงบสุขในอดีต และโหยหาวีรบุรุษที่จะนำความสงบสุขกลับมาอีกครั้ง และ พระเจ้าอาเธอร์ อาจเป็นตัวแทนของสิ่งนั้นก็เป็นได้ และนี่อาจเป็นที่มาที่แท้จริงของกษัตริย์ยอดนักรบผู้นี้


อ้างอิง

Rookie Blacksmith. (2558). Excalibur ประวัติของสุดยอดดาบในตำนานจากอังกฤษ. ค้นเมื่อ 10 กันยายน 2558, จาก : http://www.metalbridges.com/excalibur-story/

กษัตริย์อาเธอร์กับอัศวินโต๊ะกลม. (2556). ค้นเมื่อ 10 กันยายน 2558, จาก : http://guru.sanook.com/6050/

ตำนานอาเธอร์ กษัตริย์ในตำนานแห่งหมู่เกาะบริเทน. (2558). ค้นเมื่อ 10 กันยายน 2558, จาก : http://writer.dek-d.com/souleater01/story/viewlongc.php?id=554165&chapter=84

อัศวินโต๊ะกลม. (2557). ค้นเมื่อ 10 กันยายน 2558, จาก : https://th.wikipedia.org/wiki/อัศวินโต๊ะกลม



อ่านเพิ่มเติม »

มหาวิหารฟลอเรนซ์ (Florence Cathedral)

โดย ทิพยรัตน์ แสวงสาย

อิตาลี เมืองที่ใครหลายๆคนก็ฝันที่อยากจะไปท่องเที่ยวสักครั้งหนึ่งในชีวิต  เพราะอิตาลีนั้นมีดีตรงที่มีสถานที่ท่องเที่ยวที่เป็นสถาปัตยกรรมที่โดดเด่นและหลากหลาย   จึงดึงดูดนักท่องเที่ยวที่มีความสนใจทางด้านศิลปะและสถาปัตยกรรมได้อย่างมากมาย และ วิหารฟลอเลนซ์ก็เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่น่าสนใจ สำหรับนักท่องเที่ยวเช่นกัน วิหารฟลอเรนซ์นั้นตั้งอยู่ในจตุรัสเปียซซ่า เดล ดูโอโม (Piazza del Duomo) ซึ้งเป็นศูนย์กลางของเมืองฟลอเรนซ์ เมืองที่ขึ้นชื่อแห่งศิลปะและสถาปัตยกรรมเกี่ยวกับ ในสมัยยุคกลาง หรือยุคสมัยฟื้นฟูศิลปวิทยา

มหาวิหารฟลอเรนซ์ (Florence Cathedral) หรือ อาสนวิหารแม่พระแห่งดอกไม้ (Cattedrale di Santa Maria del Fiore) เป็นอาสนวิหารประจำอัครมุขมณฑลฟลอเรนซ์ ตั้งอยู่ที่เมืองฟลอเรนซ์ มณฑลฟลอเรนซ์ แคว้นทัสกานี ประเทศอิตาลีเป็นมหาวิหารที่งดงามที่สุดแห่งหนึ่ง มีอายุกว่า 800 ปี ใหญ่เป็นอันดับที่ 2 ในอิตาลี รองจากมหาวิหารเซ็นต์ปีเตอร์และที่วาติกัน และ ที่มีขนาดใหญ่เป็นลำดับที่ 4 ของทวีปยุโรป    สร้างขึ้นในช่วงปลายศตวรรษที่13 ออกแบบโดย ฟิลิปโป บรูเนลเลสกี



จุดเด่นของมหาวิหารแห่งนี้คือโดมสีส้มขนาดใหญ่  ตัวอาคารภายนอกเป็นลวดลายหินอ่อนสีขาว เขียว ชมพู และหินสลัก ด้านหน้าโบสถ์ประดับตกแต่งด้วยหินอ่อนสีขาว เขียว ชมพู  และหินแกะสลัก  มีความยาว 153 เมตร และฐานของโดมกว้างถึง 90 เมตร  โบสถ์นี้ได้รับการสร้างขึ้นครั้งแรกในปี ค.ศ. 1296 ออกแบบโดย อาร์โนโฟ ดิ แกมบิโอ้(Arnolfo di Cambio) เป็นสถาปัตกรรมที่สร้างในแบบ นีโอโกธิค มี ภาพโมเสคเหนือซุ้มประตู มีหอระฆังสูง 85m อยู่ด้านข้างบริเวณภายนอกตกแต่งด้วยหินอ่อนสีแดง ขาว เขียว และ หินแกะสลัก ภายหลังจากที่ ดิแกมบิโอ้ เสียชีวิตลงแล้วนั้น

ในปี ค.ศ. 1334 ศิลปินนาม จิออตโต้ ได้เข้ามาทำการสร้างต่อหากแต่ว่าสร้างได้เพียงส่วนที่เป็นหอระฆังเท่านั้น จิออตโต้ก็เสียชีวิตลง จากนั้นเกิดความวุ่นวายทางการเมืองภายในยุโรปจึงทำให้การก่อสร้างโบสถ์หยุดชะงักลงไปถึง 27 ปี จนกระทั่ง ค.ศ. 1418 วิศวกรบรูนัสเลสกี้ ได้เข้ามาออกแบบตัวโดมของโบสถ์ที่เป็นมุมโค้งสูงพาดผ่านส่วนปีกของโบสถ์ ในที่สุดโบสถ์แห่งฟลอเรนซ์มีโครงสร้างพื้นฐานแล้วเสร็จปี ค.ศ. 1436 แต่ภายนอกของโบสถ์นั้นสมบูรณ์ในอีก 400 ปีต่อมา

ศิลปะภายในของโบสถ์จะประกอบด้วยหน้าต่างกระจกสีที่ออกแบบโดยศิลปินยุคเรอเนสซองที่มีชื่อเสียงอย่าง ลอเรนโซ กีแบร์ติ, โดนาเทลโล และภาพเขียนบนผนังแบบปูนเปียกหรือที่เรียกว่าfresco ศิลปะแบบเฟรสโก้ ของเปาโล อุซเซลโล ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นจุดเด่นของศิลปะบนฝาผนังของโบสถ์ฟลอเรนซ์นี้เลยก็ว่าได้ อีกส่วนสำคัญของโบสถ์คือห้องใต้ดิน หรือ เดอะคริสป์ (The Crypt )



ต่อมามารู้จักกับ “จอตโต คามปานีเล่ะ (Campanile di Giotto)” หรือ จอตโต เบล ทาวเวอร์ (Giotto’s bell Tower) หอระฆังที่เป็นส่วนหนึ่งของมหาวิหารฟลอเรนซ์ ถูกสร้างขึ้นในรูปแบบสถาปัตยกรรมโกธิค ด้วยความสูงประมาณ 84.7 เมตร (277.9 ฟุต) ตัวหอคอยถูกตกแต่งด้วยรูปปั้น รูปแกะสลักอย่างดงาม และไม่ไกลจากกันนักจะเป็นที่ตั้งของหอทำพิธีศีลจุ่ม (Florence Baptistery) เป็นอาคารทางศาสนาที่มีสถานะเป็นโบสถ์ขนาดเล็กเป็นหนึ่งในอาคารที่เก่าแก่ที่สุดในเมือง โดยหอแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นในช่วงระหว่างปี 1059 – 1128 หากต้องการขึ้นชมบนหอคอยจะต้องเสียค่าเข้าชม และไม่มีลิฟต์บริการจะต้องเดินขึ้นบันไดอย่างเดียว ซึ่งมีทั้งหมด 414 ขั้นเลยทีเดียว  ซึ่งในปัจจุบันมหาวิหารอยู่ภายใต้การดูแลของสังฆมณฑลโรมันคาทอลิกแห่งฟลอเรนซ์(Roman Catholic Archdiocese of Florence) เปียสซ่า เดลลา ซินโยเลีย จัตุรัสรูปตัว Lที่อยู่ด้านหน้า ปาลาสโซ เวชชิโอ เป็นจุดท่องเที่ยวที่มีความเกี่ยวข้องกับศูนย์กลางศูนย์กลางทางการเมือง ทางการเมืองของเมืองฟลอเรนซ์ และบิรเวณด้านหน้าปาลาสโซ เวชชิโอยังเป็นที่ตั้งของน้ำพุรูปเนปจูน (Fountain of Neptune) ที่ถูกสร้างขึ้นในช่วงระหว่างปี 1563-1565 โดย แบร์โตโลมิโอ แอมแมนนาติ

เนื่องจากมหาวิหารแห่งนี้เป็นมหาวิหารเป็นสถานที่สำคัญและศักดิ์สิทธิ์ของเมืองฟลอเรนซ์และนับว่าว่าเป็นจุดที่สวยงามที่สุดของอิตาลี โดมแห่งนี้มีสัดส่วนที่ลงตัว สง่างาม มีขนาดใหญ่และสูงที่สุดในยุคเมื่อ 500 กว่าปีที่แล้ว โดยที่ไม่มีคานหรือเสาค้ำ ถือเป็นนวัตกรรมการออกแบบที่ยิ่งใหญ่สุดๆ ของยุคนั้น และกลายเป็นต้นแบบของโดมอื่นๆในยุคต่อมา เป็นความภาคภูมิใจของชาวเมืองฟลอเรนซ์ทุกวันนี้ทางการฟลอเรนซ์ ห้ามสร้างอาคารสูงกว่าโดมนี้โดยเด็ดขาด เพราะวิหารฟลอเรนซ์มีเสน่ห์อย่างนี้นี่เอง จึงดึงดูดให้นักนักท่องเที่ยวต่างๆ ในทั่วทุกมุมสนใจที่จะเข้ามาเยี่ยมชมความพิเศษต่างๆ และความสวยงามทางศิลปะและสถาปัตยกรรมที่สวยงามแห่งนี้สักครั้งหนึ่ง


อ้างอิง

วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี7 มีนาคม 2558. “วิหารฟลอเรนซ์.” สืบค้นเมื่อ 8 มีนาคม 2558, จาก http://th.wikipedia.org/wiki/

Newhostelflorence 1 มกราคม2556.“ฟลอเรนซ์ หรือ ฟิเรนเซ่.” สืบค้นเมื่อ 8 มีนาคม 2558, จาก http://www.newhostelflorence.com/about_tha.html

Bloggang 9 มกราคม 2556 . “เที่ยวอิตาลี เมืองFlorence –ชมความงามวิหารฟลอเรนซ์ เดินเที่ยวตลาดนัด แวะทานร้านSelf-service.” สืบค้นเมื่อ 8 มีนาคม 2558, จาก http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=maystyle&group=2&month=01-2013&date=09

Florencecathedralduomo 8 กันยายน 2555. “แหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนในยุโรปตะวันตก.” สืบค้นเมื่อ 8 มีนาคม 2558, จาก http://florencecathedralduomo.blogspot.com/2012/09/florence-cathedral.html

Travel in Italy. “ฟลอเรนซ์ (Firenze).” สืบค้นเมื่อ 8 มีนาคม 2558, จาก http://www.italysmile.com/travel-in-italy/firenze/

sprachcaffe-thai.com. “ชมมหาวิหารแห่งฟลอเรนซ์ จุดกำเนิดของยุคเรอเนซองส์.” สืบค้นเมื่อ 8 มีนาคม 2558, จาก https://www.ilovetogo.com/Article/29/2496/

อ่านเพิ่มเติม »

ชนชั้นในศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิค

โดย ชวพล จึงสมาน

ในยุคที่ศาสนจักรมีบทบาทอย่างมาก ทั้งในเรื่องอิทธิพลต่อจิตใจคน การเมือง การปกครอง หรือแม้กระทั่งเศรษกิจ ซึ่งศาสนจักรนั้นหมายถึงศาสนาคริสต์ โดยในศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิคมีการแบ่งชนชั้นการปกครองดังนี้

อ่านเพิ่มเติม »

มหาวิทยาลัยในยุคกลาง

โดย นัฐฐิกรณ์ พันธุ์ยุรา

การศึกษาในระดับมหาวิทยาลัยของสมัยกลางในช่วงต้นนั้น มุ่งเน้นไปที่การศึกษาทางด้านเทววิทยา โดยใช้โบสถ์ของศาสนาคริสต์เป็นสถานศึกษา ต่อมามีการจัดตั้งสถานศึกษาที่แยกออกจากโบสถ์ขึ้นในอิตาลี เพื่อเพิ่มพูนวิชาความรู้ให้แก่ผู้ที่เตรียมตัวเป็นพระให้สูงยิ่งขึ้น ซึ่งต่อมาได้วิวัฒนาการกลายเป็นมหาวิทยาลัย

อ่านเพิ่มเติม »

ดินปืน (Gunpowder)

โดย เนติกร  สุทธิประภา

ดินปืน มหันตภัยอาวุธที่นำมาซึ่งจุดจบของยุคอัศวิน  ดินปืนได้ถูกนำมาใช้และพัฒนาไปในช่วงสมัยกลางตอนปลาย(Late Middle Age 1300-1500)ของยุโรป เป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของระบบฟิวดันสู่ยุคสมัยใหม่

อ่านเพิ่มเติม »

ศิลปะไบแซนไทน์ (Byzantine Art)

โดย รณยุทธ โสภณ

ศิลปะไบแซนไทน์ (Byzantine Art) ถือได้ว่าเป็นศิลปะที่มีเอกลักษณ์อันโดนเด่นซึ่งเป็นงานศิลปะในด้านศาสนา ที่เชื่อมโยงความคิดและลักษณะศิลปะตะวันออกและตะวันตกเข้าด้วยกัน เป็นศิลปะของรัฐที่นับถือนิกายอีสเติร์นออร์โธด็อกซ์  มีศูนย์กลางอยู่ที่กรุงคอนสแตนติโนเปิล  ซึ่งปัจจุบันได้เปลี่ยนเป็นอิสตันบูล  โดยทั่วไปลักษณะศิลปะไบเเซนไทน์จะมีลักษณะใหญ่โตเข้มแข็ง และมีการตกแต่งประดับประดาด้วยการใช้พื้นผิวของวัสดุหลาย ๆ อย่าง

อ่านเพิ่มเติม »

การรุกรานของชาวฮั่นในยุโรป

โดย วัชรากร คำสระคู

ชนชาวฮั่นส์ เป็นคนลึกลับและน่ากลัว ได้มาถึงชายเขตแดนของอาณาจักรโรมันในปลายศตวรรษที่สี่ เป็นผู้ขับขี่ม้าสู้รบออกจากที่ราบกว้างใหญ่ของเอเชีย ที่นำไปสู่การพ่ายแพ้ของชาวยุโรป

อ่านเพิ่มเติม »

ศิลปะโรมาเนสก์ (Romanesque art)

โดย กิตติมา สุรพงษ์พิวัฒนะ

ศิลปะโรมาเนสก์เป็นหนึ่งในศิลปะของโรมันยุคกลางที่นับว่ามีเอกลักษณ์ในด้านสถาปัตยกรรม ประติมากรรม และจิตรกรรม เป็นอย่างมาก โดยจะเห็นได้ดังคำอธิบายต่อไปนี้

อ่านเพิ่มเติม »

หอเอนเมืองปิซ่า (Leaning Tower of Pisa)

โดย อรปรียา กัญญาภู

หอเอนปิซ่า 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกในยุคกลาง เป็นมรดกโลกที่หลายคนรู้จักดีและเป็นที่น่าสนใจสำหรับหลายๆคน และมีคำถามตามมาว่า “หอเอนแต่ทำไมไม่ล้ม?” ซึ่งก็ถือเป็นเรื่องที่อัศจรรย์และน่าค้นหาสำหรับสิ่งมหัศจรรย์นี้ว่าเพราะเหตุใด? และเป็นความผิดพลาดหรือตั้งใจอย่างไร?

อ่านเพิ่มเติม »

ศิลปะโกธิค (Gothic Art)

โดย ภัทรนิศวร์ จันทราธนสิทธิ์

ศิลปะโกธิคเป็นศิลปะที่เกิดขึ้นในช่วงระหว่างคริสต์ศตวรรษที่ 12-15 สะท้อนถึงอิทธิพลของคริสต์ศาสนา มีศูนย์กลางที่ฝรั่งเศสและแพร่หลายไปยังประเทศอื่นๆ และมีลักษณะตามภูมิภาคนั้นๆ ด้วย

อ่านเพิ่มเติม »

ระบบศักดินาสวามิภักดิ์ (Feudalism) ในยุโรปสมัยกลาง

โดย ธีร์วรา วีรวุฒิไกร

ในยุคกลางบ้านเมืองเกิดความเสื่อมโทรม กษัตริย์ได้ทรงแต่งตั้งขุนนางให้มีหน้าที่ดูแลประชาชน โดยขุนนางได้ใช้อำนาจที่ได้รับจากการแต่งตั้งของกษัตริย์ จึงทำให้เกิดระบบฟิวดัลขึ้น

อ่านเพิ่มเติม »

การรุกรานของชาวแฟรงก์ (Franks) ในยุโรปตะวันตก

โดย ปุญญิศา กาญจนศร

หลังการล่มสลายของจักรวรรดิโรมัน ทำให้ยุโรปตะวันตกขาดความมั่นคงในประเทศ ไม่มีรัฐบาลหรือกองกำลังแห่งชาติ ชนเผ่าต่างๆ ต้องต่อสู้เพื่อแย่งชิงดินแดน และชนเผ่าแฟรงก์หรือแฟรงกีชก็ได้เข้ามาครอบครองพื้นที่ส่วนใหญ่ในยุโรป

อ่านเพิ่มเติม »

โบสถ์ เซนต์ มาร์โคนี หรือ มหาวิหารซันมาร์โก (San Marco)

โดย กุลธิดา หมุนสุข

สถาปัตยกรรมของไบแซนไทน์นั้นมีลักษณะพิเศษคือ มีการสร้างโดมที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางขนาดใหญ่ เพื่อช่วยรับน้ำหนักสิ่งก่อสร้าง โบสถ์เซนต์มาร์โคนีหรือมหาวิหารซันมาร์โก นับว่าเป็นสถาปัตยกรรมสำคัญที่แสดงให้เห็นลักษณะโดดเด่นตามแบบของศิลปะไบแซนไทน์ได้อย่างชัดเจน

อ่านเพิ่มเติม »

บทบาทของสตรีในยุคกลาง

โดย ณัฐภัทร สุขวิสูตร

ในสมัยกลางกล่าวได้ว่าเป็น อู่อารยธรรมของยุโรป เพราะมีความก้าวหน้าด้านศิลปวิทยาการต่างๆ มากมายที่เป็นพื้นฐานให้กับยุโรปในปัจจุบัน ขณะเดียวกันก็มีการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและโครงสร้างทางสังคมมากมายเกิดขึ้น โดยเฉพาะบทบาทของสตรีในสังคม

อ่านเพิ่มเติม »

ความหมายของ ยุคมืด (Dark Age)

โดย สุภารัตน์ ราชวัง

ในส่วนของประวัติศาสตร์สมัยกลางนั้น ได้มีเหตุการณ์ต่าง ๆ หรืออารยธรรมต่างๆ เกิดขึ้นและเสื่อมสูญไปมากมาย และเรื่องราวหนึ่งที่สำคัญในสมัยดังกล่วนี้คือ “ยุดมืด”

อ่านเพิ่มเติม »