แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สมัยกลาง แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สมัยกลาง แสดงบทความทั้งหมด

เกาะโพเวกเลีย (Poveglia Island)

โดย บังอร ชิณะวิ

กล่าวกันว่า มีเกาะแห่งหนึ่งในยุโรปที่เป็นที่กล่าวขานกันมาเป็นระยะเวลาที่ยาวนานว่า เป็นสถานที่ที่น่ากลัว ที่เชื่อว่ามีผีสิงและผีดุมากที่สุดในโลก นั่นก็คือ “เกาะโพเวกเลีย (Poveglia Island)” ซึ่งเป็นเกาะเล็กๆ มีเนื้อที่ประมาณ 42 ไร่ ตั้งอยู่ในทะเลสาบ Venetian ระหว่างเมืองเวนิส (Venice) และ เมืองลิโด้ (Lido) ในเวเนเชี่ยน ลากูน (Venetian Lagoon) ทางตอนเหนือของ อิตาลี (Italy)

เกาะแห่งนี้ได้จารึกในประวัติศาสตร์ครั้งแรกเมื่อครั้งที่ผู้คนจาก Pauda และ Este หนีจากการรุกรานของชาวบาร์บาเรี่ยนเข้ามาอาศัยอยู่บนเกาะ และเกาะแห่งนี้ยังเคยเป็นสถานที่สู้รบกันระหว่างชาวเวนิเทียกับชาวเจนัวโดยผู้ที่เสียชีวิตจะถูกเผาและฝัง แต่เมื่อจำนวนผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจึงเปลี่ยนวิธีการ Burning Ground และ Plague Field แทน

ที่มา : http://world.kapook.com/

ในช่วงที่กาฬโรคระบาดในยุโรป (Black Death) ในช่วงศตวรรษที่ 18 มีผู้ติดเชื้อกาฬโรคถูกส่งมากักกันที่เกาะแห่งนี้ ซึ่งผู้ติดเชื้อจะต้องนั่งเรือมากับหมอที่ใส่หน้ากาก ส่วนจมูกจะใส่สมุนไพรไว้เพื่อป้องกันการติดเชื้อ (แน่นอนว่าไม่ได้ผล) จึงมีผู้เสียชีวิตจากกาฬโรคบนเกาะนี้เป็นจำนวนกว่า 160,000 คน

ต่อมาเกาะนี้ถูกใช้เป็นสถานที่ตรวจสุขภาพคนที่จะเข้าไปในเวนิซ และยังคงถูกใช้เป็นสถานที่กักกันผู้ต้องสงสัยว่าจะเป็นโรคติดต่ออยู่เรื่อยมา

ครั้นในปี 1922 อาคารที่เคยใช้เป็นศูนย์ตรวจสุขภาพได้ถูกเปลี่ยนเป็นโรงพยาบาลสำหรับผู้มีอาการทางประสาทและเปิดดำเนินการจนถึงปี 1968 โดยเล่าต่อกันว่าการรักษาผู้ป่วยทางจิตในสมัยนั้น เต็มไปด้วยวิธีที่โหดร้ายต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการเจาะกะโหลกทางเบ้าตา การจับผู้ป่วยกดน้ำ เครื่องมือที่ใช้ในการรักษาอาการป่วยทางจิต ไม่ว่าจะเป็น ค้อน สว่าน ลิ่ม ก็ยังคงมีหลงเหลือให้เห็นอยู่บนเกาะนี้ในปัจจุบัน โดยว่ากันว่ามีผู้ป่วยทางจิตประมาณ 5,000 คน ที่เสียงชีวิตและถูกฝังในเกาะนี้เช่นกัน



ทั้งนี้ก็มีเรื่องเล่าต่าง ๆ มากมายเกี่ยวกับเกาะนี้ หนึ่งในเรื่องเล่าที่รู้จักกันมากที่สุดเรื่องหนึ่งคือ ในช่วงที่เกาะโพเวกเลียได้เป็นโรงพยาบาลสำหรับผู้ป่วยทางจิต ได้มีผู้ป่วยรายหนึ่ง (บ้างก็ว่าเป็นหมอคนหนึ่งที่ทำการทดลองอย่างร้ายกาจกับคนไข้จนไปกระตุ้นความเจ็บแค้นของวิญญาณบนเกาะนั้น) ขึ้นไปบนหอระฆังและกระโดด หรือถูกเหวี่ยงลงมา แต่จากปากคำของผู้เห็นเหตุการณ์ คนผู้นั้นไม่ได้ตายเพราะตกจากหอระฆัง แต่ในขณะที่เขานอนเจ็บอยู่บนพื้นนั้นเอง ได้มีหมอกสีขาวปรากฏขึ้น และบีบคอคนผู้นั้นจนตาย หอระฆังนั้นถูกปิดลงแต่ยังมีผู้คนได้ยินเสียงระฆังดังอยู่บอยครั้งในเวลาค่ำคืน แม้กระทั่งในปัจจุบัน

หลังจากโรงพยาบาลได้ปิดตัวลงใน ปี 1968 ช่วงเวลาหนึ่งเกาะนี้ตกเป็นของรัฐบาล แต่ต่อมาได้มีกลุ่มคนกลุ่มสุดท้ายซึ่งพยายามอยู่อาศัยบนเกาะนี้ โดยครอบครัวนี้ได้ซื้อเกาะนี้มาเพื่อตั้งใจว่าจะสร้างบ้านพักตากอากาศบนเกาะ แต่ท้ายที่สุดครอบครัวนั้นก็จำต้องออกไปทันทีตั้งแต่คืนแรกที่อยู่บนเกาะ โดยแม้ปฏิเสธที่จะให้ความเห็นว่าเกิดอะไรขึ้นในคืนนั้น แต่สิ่งที่หลงเหลือจากค่ำคืนนั้นมีเพียงสิ่งเดียวคือ คนลูกสาวมีแผลใบหน้าฉีกขาดและต้องเย็บถึง 14 เข็ม


ซากโครงกระดูกผู้ติดเชื้อกาฬโรคบางส่วนที่ขุดเจอ

นอกจากนี้จากการสำรวจโดยนักโบราณคดีค้นพบว่า ซากศพที่พบบนเกาะนั้นมีบางส่วนที่ไม่ได้เสียชีวิตจากกาฬโรค แต่คาดว่าเสียชีวิตจากการต้องสงสัยว่าเป็นแวมไพร์ เนื่องจากบางโครงกระดูกนั้นยังอยู่ในสภาพที่คาบก้อนอิฐอยู่ซึ่งเป็นวิธีที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในศพที่ต้องสงสัยว่าจะเป็นแวมไพร์ โดยเชื่อว่าวิธีนี้จะทำให้แวมไพร์นั้นหิวตาย

เมื่อเร็วๆนี้ทางรัฐบาลอิตาลี่ ได้ประกาศขายเกาะแห่งนี้เพื่อหาเงินเข้ารัฐ โดยทางรัฐบาลอิตาลีหวังว่าจะมีข้อเสนอจากผู้สนใจปรับเปลี่ยนมันจากโรงพยาบาลเป็นโรงแรมหรูภายใต้ข้อตกลงสัญญาเช่าเพื่อพัฒนาสินทรัพย์เป็นเวลา 99 ปี ขณะที่เกาะแห่งนี้ก็ยังเป็นทรัยพ์สินของรัฐอยู่ กระนั้นก็ดีโฆษกรัฐอิตาลี ยังไม่ได้กำหนดว่าจะตั้งราคาประมูลขายเกาะโพเวกเลียไว้ที่เท่าใด

แต่อย่างไรก็ตามในปัจจุบันนี้เกาะโพเวกเลียนั้นก็ยังถูกทิ้งร้างและปิดตาย หากจะเข้าไปในเกาะต้องทำหนังสือขอความยินยอมจากรัฐบาลอิตาลีก่อน ซึ่งโดยส่วนใหญ่จะเป็นรายการท้าพิสูจน์เรื่องลึกลับต่าง ๆ และเหล่านักชีววิทยา เนื่องจากระบบนิเวศน์บนเกาะนั้นปราศจากการรบกวนจากมนุษย์โดยสิ้นเชิง


อ้างอิง

เกาะโพเวกเลีย เกาะผีดุ..คนกลัวผีห้ามไป!. สืบค้นเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2560 , จาก : http://travel.thaiza.com/

ศาสตร์ดำมืดที่โพเวกเลีย. สืบค้นเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2560, จาก : https://my.dek-d.com/

อิตาลีประมูลขายหนึ่งในเกาะผีดุที่สุดในโลก. สืบค้นเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2560, จาก : http://www.tnnthailand.com/news_detail.php?id=27999&t=news

ว่ากันว่า เกาะนี้ผีดุ !!?.สืบค้นเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2560, จาก : http://www.soccersuck.com/boards/topic/1331021


อ่านเพิ่มเติม »

บุเรงนอง

โดย เจมนุวัน หมื่นศรี

ประเทศไทยมีประวัติศาสตร์การสู้รบกับพม่ามาอย่างยาวนาน ซึ่งตามหนังสือประวัติศาสตร์เราก็ทราบกันดีว่าสยามเสียเอกราชให้แก่พม่าถึงสองครั้ง แต่ทราบไม่ว่าพม่ามีกษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่อยู่หลายพระองค์ ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือผู้ที่ทำให้อยุธยาต้องเสียเอกราชเป็นครั้งแรก และทรงปราบกษัตริย์ราชธานีน้อยใหญ่จนได้รับขนานพระนามว่า “ผู้ชนะสิบทิศ”



พระเจ้าบุเรงนองกะยอดินนรธามหาราชาธิราช ประสูตรในวันพุธที่ 3 (เดือนกุมภาพันธ์) ขึ้น 12 ค่ำ พ.ศ. 2058 เดิมมีชื่อว่า “จะเด็ต” เป็นลูกของคนปาดตาล มีนามปรากฎภายหลังเมื่อได้เป็นเจ้าเมืองตองอูว่า “สิงคะสุ” อาศัยอยู่กับภรรยาที่บ้านงะสะยอก แขวงเมืองภุกาม ต่อมาย้ายไปอยู่ที่เมืองสองดวิงญี วันหนึ่งบิดากำลังปีนต้นตาลเพื่อจะรองน้ำตาลไปเคี่ยวขาย มารดาวางจะเด็ตไว้กลางดิน มีงูเลื้อยมารัด เมื่อมารดาเห็นก็ตกตะลึงจึงไปตามสามีมา เมื่อมาถึงก็มิรู้จะทำประการใดจนงูนั้นเลื้อยลับไปเองโดยมิได้ทำรายทารกจึงพาไปหาพระมหาเถร เมื่อขับดวงชะตาจะเด็ต จึงบอกว่าให้ตรงไปเมืองตองอู เพราะเด็กมีดวงชะตาจะได้เป็นใหญ่ เมื่อได้ฟังสิงคะสุก็พาบุตรภรรยาไปยังเมืองตองอู ไปอาศัยอยู่ในวัดอันเจ้าวัดเป็นพระอาจารย์ของพระมหากษัตริย์ ซึ่งไม่กี่วันต่อมาพระราชกุมารก็ประสูติในพระราชวัง ขุนวังสั่งให้หานางนมที่แข็งแรง ปราศจากโรคภัย

พระมหาเถรวาทก็พาภรรยาสิงคะสุไปสู่พระราชวัง เมื่อแพทย์หลวงตรวจเห็นชอบแล้ว พระราชเทวีก็โปรดรับนางไว้เป็นพระนม ในพระราชวัง พระราชกุมารมังตรา ราชกุมารีและจะเด็ต ทั้ง 3 ก็เล่นหัวสนิทสนมโตมาด้วยกันในพระราชวังตองอู

อยู่มาวันหนึ่งพระราชเทวีทรงสังเกตเห็นอาการสนิทสนมกันอย่างไม่ชอบกลของราชกุมารีและจะเด็ต จึงนำความไปกราบทูลพระมหากษัตริย์ๆ ทรงกริ้ว พระมหาเถรขัติยาจารย์ขอพระราชทานอภัยโทษ จึงโปรดอภัยให้ แล้วให้ไปรับราชการเป็นเจ้าพนักงานผู้น้อยอยู่ในกรมวัง ด้วยความพากเพียร เอาใจใส่ในราชการ โดยจงรักภักดี จึงได้เลื่อนยศขึ้นโดยลำดับ จนได้เป็นนายทหารมีตำแหน่งและยศสูง เมื่อพระเจ้าเมงกะยินโย

ทิวงคตแล้ว พระราชกุมารมังตราได้เถลิงราชสมบัติทรงพระนาม “พระเจ้าตะเบ็งชะเวตี” จะเด็ตได้ออก
พระราชสงครามสนองพระเดชพระคุณ จึงโปรดให้ดำรงยศเป็นบุเรงนองกะยอดินนรธา และพระองค์ได้ประทานพระพี่นางให้สมรสด้วย ต่อมาไม่นานพระเจ้าตะเบ็งชะเวติ้ติดสุรากลาย เมามายจนทำให้เกิดกบฏและในที่สุดพระเจ้าตะเบ็งชะเวตี้ก็เสด็จสวรรคต บุเรงนอจึงก็นำทัพน้อยๆ กลับไปยังเมืองตองอูเพื่อรวบรวมอำนาจ

แต่เจ้าเมืองตองอูไม่ยอมให้เข้าเมืองจึงรวบรวมกำลังอยู่ชายเขาแห่งหนึ่ง จนมีกำลังมากพอจึงตีเมืองตองอู จากนั้นก็คัดผู้สมัครที่ชำนาญการศึกลงมาตีหงสาวดี และองค์บุเรงนองก็เฉลิมนามาภิไชยเป็นพระมหากษัตริย์ทรงพระสมมตินามว่า “พระเจ้าสิริสุธรรมราชา”


พ.ศ. 2097 พระเจ้าบุเรงนองตระเตรียมทัพใหญ่ไปตีเมืองอังวะ จนกรุงอังวะก็เสียแก่ผู้รุกราน

พ.ศ. 2100 พระเจ้าบุเรงนองก็ปราบหัวเมืองเงี้ยวทั้งปวง ในเวิ้งแม่น้ำอิระวดีตอนบนกระทั่งถึงเทือกเขาปัตกอย และมีการแก้ไขพระศาสนา เพื่อให้เงี้ยวทั้งหลายนับถือพระรัตนตรัยเป็นสรณาคม ปฏิบัติสักการะบูชาตามแบบพระพุทธศานาในเมืองพม่า

พ.ศ. 2101 พระเจ้าบุเรงนองกรีฑาทัพไปสู่เมืองเชียงใหม่ เหยียบชานนครได้ ไม่เกิน 45 วัน พระนครเชียงใหม่ก็ได้จำยอม จึงออกมาเฝ้าอ่อนน้อมถวายเมือง

พ.ศ. 2106 พระเจ้ากะยอดินนรธาทรงพิโรธสยามเรื่อง “ช้างเผือก” ส่งผลให้มหาพยุหโยธากว่าครึ่งล้านก็ยาตราจากกรุงหงสาวดีไปตีเมืองกำแพงเพชร สุโขทัย พิษณุโลก สวรรคโลก และพิชัย เพื่อทำให้พระเจ้ากรุงสยามกลายเป็นนกปีกหัก จากนั้นก็ยกทัพไปปิดล้องกรุงศรีอยุธยานาน 7 วัน สมเด็จพระเจ้ากรุงสยามก็จำยอมและนำช้างเผือกไปถวาย

พ.ศ. 2107 ฝ่ายพระมหายุวราชาขึ้นไปปราบหริภุญชัย และไปว่าราชการทางเชียงใหม่ก่อนที่จะทราบข่าวว่าเกิดกบฏในหงสาวดีจึงได้ยกทัพกลับไปปราบปราม

พ.ศ. 2108 กองทัพพม่าตีกรุงล้านช้างสำเร็จ และบ้านเมืองก็อยู่อย่างสงบเป็นเวลา 3 ศก พระเจ้า
กะยอดินนรธาได้ทรงสร้างและซ่อมแปลงพระนคร

พ.ศ. 2111 พระเจ้ากะยอดินนรธาทราบข่าวเรื่องที่พระเจ้ากรุงสยามสลัดไมตรีต่อพม่าอย่างเปิดเผย ก็ทรงพิโรธ และได้ยกทัพไปช่วยเมืองพิษณุโลกทำสงครามกับสยาม ทำให้ทัพไทยและลาวที่ร่วมมือกันก็ไม่สามารถตีเมืองพิษณุโลกได้ จากนั้นทัพพม่าก็ได้ยกทัพไปล้อมกรุงศรีอยุธยา กว่า 5 เดือน แต่ไม่สามารถตีได้

พ.ศ. 2112 พระเจ้ากะยอดินนรธา มีดำริใช้พระราโชบาย ทำกลปล่อยพระยาจักรี ซึ่งทำสัญญาว่าหากช่วยงานพระราชสงครามจนสุดกำลัง จะทรงชุบเลี้ยงให้เป็นมหาอุปราชสยาม และทำทีหนีออกไปได้ ด้วยความไว้พระราชหฤทัยเหมือนพระราชบิดาได้ทรงมอบการรักษาพระนครทั้งสิ้นให้แก่ออกยาจักรี ออกยาจักรีได้ส่งสาส์นลับกำหนดคืนที่จะให้พม่าปล้นนครจนพระนครศรีอยุธยาเสียแก่พม่า

เบื้องนั้นพระเจ้าชนะสิบทิศราชาธิราชพม่า ได้ชัยชนะเหนือเมืองน้อยใหญ่เป็นเวลาหลายปี แต่พระองค์ก็ยังมิได้คิดที่จะหยุดไว้เพียงเท่านั้น ยังจ้องที่จะตีเมืองยะข่ายถึงแม้จะทรงมีอาการประชวร พระองค์ก็ส่งทหารกองหนุนไปตีเมืองยะข่าย จนพระเจ้าบุเรงนองกะยอดินนรธามหาราชาธิราชพม่าเสด็จทิวงคตในวันอังคารเพ็ญเดือน 12 (พฤศจิกายน) พ.ศ. 2124 โดยฉุกเฉิน ครองราชสมบัติมาได้ 30 ศก

จากพระราชประวัติของพระเจ้าบุเรงนองจะเห็นได้ว่าก่อนที่พระองค์จะกลายเป็นมหาอุปราชผู้ยิ่งใหญ่ พระองค์ก็เคยทรงเป็นเพียงลูกของคนปาดตาลเท่านั้น คุณค่าชีวิตของคนเรามิได้ตัดสินเพียงชาติกำเนิดแต่หากเกิดจากผลงานความดีที่ได้สั่งสมในช่วงเวลาที่คนเรามีชีวิตอยู่

อ้างอิง

แสงเทียน ศรัทธาไทย. (ผู้รวบรวม). (ม.ป.ป.). พระเจ้าหงสาวดี สามอริราชศัตรูแห่งกรุงศรีฯ (พิมพ์ครั้งที่ 2).  กรุงเทพฯ: บริษัท ก.พล (๑๙๙๖) จำกัด.

แสงเทียน ศรัทธาไทย. (ผู้รวบรวม). (ม.ป.ป.). ยอดมหาราช แห่งเอเซีย (อธิราชเอเซีย) (พิมพ์ครั้งที่ 2). กรุงเทพฯ : บริษัท ก.พล (๑๙๙๖) จำกัด.

บุญเทียม พลายชมภู.  (2548). พม่า: ภูมิหลังทางประวัติศาสตร์. กรุงเทพฯ: โอ.เอส. พริ้นติ้ง เฮ้าส์.  


อ่านเพิ่มเติม »

กาลิเลโอ ผู้ถูกประณามทางศาสนา

โดย ภานุมาส องคะศาสตร์

ถ้ากล่าวถึง กาลิเลโอ กาลิเลอี (Galileo Galilei) นักวิทยาศาสตร์ชาวอิตาเลี่ยน หลายๆคนคงจะนึกถึงผลงานทางด้านวิทยาศาสตร์ของเขา อาทิเช่น การพัฒนากล้องโทรทรรศน์ และการเสนอทฤษฎีต่างๆทางวิทยาศาสตร์ที่เป็นประโยชน์แก่มวลมนุษย์ แต่ในอีกด้านหนึ่งของนักวิทยาศาสตร์ผู้นี้ที่หลายคนไม่ได้นึกถึงคือการใช้วิทยาศาสตร์ต่อสู้กับหลักความเชื่อทางศาสนาของคนในสมัยก่อน

กาลิเลโอ กาลิเลอี เกิดเมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1564 ที่เมืองปิซา ประเทศอิตาลี เมื่อกาลิเลโออายุ 8 ขวบ ครอบครัวของเขาได้ย้ายถิ่นฐานไปอยู่ที่เมืองฟลอเรนซ์และได้เข้าศึกษาที่โบสถ์แห่งหนึ่ง กาลิเลโอมีความสามารถในด้านดนตรี งานศิลปะ และคณิตศาสตร์ เมื่อโตขึ้นเขาได้เข้าศึกษาวิชาการทางการแพทย์ตามความต้องการของบิดาที่มหาวิทยาลัยปิซา แต่กลับสำเร็จการศึกษาด้านคณิตศาสตร์มาแทน ด้วยความรู้และความสามารถทางวิชาการที่โดดเด่น หลังจากที่สำเร็จการศึกษาเขาได้รับเลือกให้เป็นหัวหน้าภาควิชาคณิตศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยปิซา


ภาพการทดลองปล่อยก้อนตะกั่วของกาลิเลโอ ณ หอเอน เมืองปิซา

ขณะที่เขาสอนอยู่ที่มหาวิทยาลัยปิซานั้น เขาได้นำเอาทฤษฎีของอริสโตเติล (Aristotle) ที่กล่าวว่า “ของเบาจะตกถึงพื้นดินช้ากว่าของหนัก” มาพิสูจน์ เนื่องจากเขาไม่เชื่อในความคิดนี้ เช่น การที่ก้อนหินกับใบไม้ตกถึงพื้นไม่พร้อมกันซึ่งใบไม้จะตกช้ากว่านั้น เป็นเพราะว่าอากาศช่วยต้านไว้ ถ้าไม่มีอากาศก้อนหินและใบไม้ก็ย่อมจะตกถึงพื้นพร้อมกัน เมื่อเขาได้นำเอาความคิดของเขาไปเสนอในมหาวิทยาลัยก็มีทั้งผู้เห็นด้วยและผู้ที่ไม่เห็นด้วย เพื่อพิสูจน์ให้เห็นว่าความคิดของเขาเป็นความจริง เขาจึงจะทดลองให้ผู้คนได้เห็นถึงสิ่งที่เขาคิดว่ามันถูกต้อง ณ หอเอน เมืองปิซา

เมื่อถึงเวลากาลิเลโอนำก้อนตะกั่วกลม 2 ก้อนหนัก 20 ปอนด์ และ 10 ปอนด์ ปล่อยลงมาด้านล่าง ปรากฏว่าตะกั่วทั้งสองก้อนตกลงถึงพื้นดินพร้อมกัน ท่ามกลางสายตาของนักศึกษา ศาสตราจารย์ และประชาชนมากมาย ฝ่ายที่เห็นด้วยกับแนวคิดของกาลิเลโอก็พากันโห่ร้องแสดงความยินดี แต่ฝ่ายที่เชื่อในคำสอนของศาสนาและพวกหัวเก่าต่างก็เกิดความแค้น เนื่องจากทฤษฎีของอริสโตเติลเป็นที่ยอมรับของชาวคริสต์ในสมัยโบราณและเชื่อกันต่อมาเรื่อยๆ จึงทำให้กาลิเลโอได้รับแรงกดดันจากหลายๆฝ่ายทั้งศาสตราจารย์และประชาชนบางกลุ่ม สุดท้ายเขาจึงได้ลาออกจากมหาวิทยาลัยปิซาเมื่อปี ค.ศ. 1591


ภาพกาลิเลโอสาธิตกล้องโทรทรรศน์ (วาดโดย Giuseppe Bertini)
ที่มา : http://www.manager.co.th/

ต่อมากาลิเลโอได้เป็นอาจารย์สอนที่มหาลัยปาดัว เขาได้ทำการทดลองและศึกษาค้นคว้าทางวิทยาศาสตร์มากมาย โดยไม่เกรงกลัวต่ออิทธิพลของศาสนา เขาสอนอยู่ที่นี่เป็นระยะเวลา 18 ปี และในปี ค.ศ. 1609 เขาได้พัฒนากล้องโทรทรรศน์ให้มีกำลังขยาย 32 เท่าได้สำเร็จ และใช้อุปกรณ์นั้นศึกษาเทหวัตถุบนท้องฟ้าและได้พบความรู้ใหม่ๆ เช่น พื้นผิวของดวงจันทร์มีลักษณะขรุขระ ดาวพฤหัสมีดวงจันทร์บริวาร 4 ดวง ดาวเสาร์มีวงแหวนและมีสีต่างกันถึง 3 แถบ ดาวศุกร์เว้าแหว่งเป็นเสี้ยวคล้ายกับดวงจันทร์ และได้พบจุดดับบนดวงอาทิตย์ เป็นต้น ด้วยความสำเร็จในการค้นพบทางดาราศาสตร์ ทำให้เขามีชื่อเสียงโด่งดัง และถูกเชิญไปบรรยายในที่ต่างๆ

ใน ค.ศ. 1610 กาลิเลโอได้กลับไปอยู่ยังเมืองฟลอเรนซ์ โดยไปเป็นนักปราชญ์ประจำราชสำนักของ Grand Duke เขาได้ทำการศึกษาเกี่ยวกับการสังเกตการณ์และศึกษาทางดาราศาสตร์ผ่านกล้องโทรทรรศน์ของเขา และที่สำคัญเขาได้เสนอแนวคิดที่ว่า “ดวงอาทิตย์เป็นศูนย์กลางของจักรวาล” ซึ่งแนวคิดนี้สนับสนุนแนวคิดของโคเปอร์นิคัส แต่ก็ขัดแย้งกับทฤษฎีของอริสโตเติลซึ่งมีมานานกว่าพันที่ว่า “โลกเป็นศูนย์กลางของจักรวาล” ในปีต่อมากาลิเลโอได้เดินทางไปยังกรุงโรมเพื่อสาธิตกล้องโทรทรรศน์ให้แก่ผู้ที่สนใจในขณะนั้นได้เห็นดวงจันทร์ของดาวพฤหัสบดีอย่างที่เขาได้เห็นอีกด้วย

ปี ค.ศ. 1612 ชาวคริสต์ได้ต่อต้านแนวคิดของกาลิเลโอที่บอกว่าดวงอาทิตย์เป็นศูนย์กลางของจักรวาล  เขาถูกประณามว่าเป็นบุคคลอันตรายและอาจเป็นพวกนอกรีต  ต่อมาเขาได้เดินทางไปยังโรมเพื่อต่อสู้กับข้อกล่าวหาเหล่านั้น ในปี ค.ศ. 1616 กาลิเลโอถูกสั่งห้ามไม่ให้สอนหนังสือเกี่ยวกับทฤษฎีของโคเปอร์นิคัสอีก ในระหว่างปี ค.ศ. 1621 – 1622 กาลิเลโอได้เขียนหนังสือเล่มแรก ชื่อ อิลซัจจาโตเร (II Saggiatore) ได้รับการเผยแพร่และตีพิมพ์ในปี ค.ศ. 1623 อีก 7 ปีต่อมาเขาได้กลับไปยังกรุงโรมเพื่อขออนุญาตตีพิมพ์หนังสือ ชื่อ Dialogue Concerning the Two Chief World Systems ซึ่งเป็นหนังสือที่ว่าด้วยเรื่องของบทสนทนาที่เกี่ยวกับระบบจักรวาลสองระบบ คือระบบของโคเปอร์นิคัสซึ่งเป็นแนวคิดใหม่และระบบของอริสโตเติลซึ่งเป็นแนวคิดเก่า


ภาพกาลิเลโอต่อสู้คดีในศาลศาสนา (วาดโดย Cristiano Banti)
ที่มา : http://www.manager.co.th/

ในเดือนตุลาของปี ค.ศ. 1632 กาลิเลโอได้รับคำสั่งให้ไปให้การต่อศาลศาสนาที่กรุงโรม ซึ่งจากเอกสารการทดลองและค้นคว้าของเขาทำให้ศาลตัดสินว่าเป็นพวกนอกรีต  ซึ่งถือว่าเป็นคำตัดสินที่ร้ายแรงมากในสมัยนั้น  เขาถูกควบคุมตัวตั้งแต่ปี ค.ศ. 1634 เป็นต้นมา ที่บ้านในหมู่บ้านชนบทนอกเมืองฟลอเรนซ์  ในปี ค.ศ. 1638 กาลิเลโอตาบอดแบบถาวร และยังต้องทนทุกข์ด้วยโรคไส้เลื่อนและโรคนอนไม่หลับ สุดท้ายเขาได้เสียชีวิตในปี ค.ศ. 1642 ด้วยอาการไข้สูงและหัวใจล้มเหลว

ถึงแม้ว่าจุดจบของชายผู้นี้จะไม่ได้สวยงามมากนัก แต่ทฤษฎีของเขาก็ได้สร้างประโยชน์มากมายแก่มวลมนุษย์ และจากเรื่องราวของเขาก็ได้สะท้อนมุมมองหลายๆ ด้านระหว่างหลักความเชื่อและหลักแห่งความเป็นจริง ซึ่งบางครั้งความจริงอาจถูกปิดกั้นด้วยอำนาจที่เหนือกว่า และจะมีสักกี่คนที่จะลุกขึ้นมาคิดต่างจากสิ่งที่เป็นอยู่


อ้างอิง

กาลิเลโอ มนุษย์นอกศาสนา ผู้ค้นพบความลับของพระเจ้า. (สิงหาคม 2543). เรียกใช้เมื่อ 15 กุมภาพันธ์ 2560 จาก http://www.baanjomyut.com/library/5_great/galileo.html

ศูนย์การเรียนรู้วิทยาศาสตร์โลกและดาราศาสตร์. (ม.ป.ป.). การค้นพบของกาลิเลโอ. เรียกใช้เมื่อ 18 กุมภาพันธ์ 2560 จาก http://www.lesa.biz/astronomy/cosmos/galileo

สุทัศน์ ยกส้าน. (30 สิงหาคม 2556). กาลิเลโอ: ผู้ถูกศาสนาคุกคาม. เรียกใช้เมื่อ 18 กุมภาพันธ์ 2560 จาก http://www.manager.co.th/Science/ViewNews.aspx?NewsID=9560000105059

สุทัศน์ ยกส้าน. (23 สิงหาคม 2556). กาลิเลโอ: ผู้เห็นความไม่สมบูรณ์ของดาวบนสวรรค์คนแรก. เรียกใช้เมื่อ 18 กุมภาพันธ์ 2560 จาก http://www.manager.co.th/Science/viewnews.aspx?NewsID=9560000105022


อ่านเพิ่มเติม »

คดีล่าแม่มดแห่งเมืองซาเล็ม รัฐแมสซาชูเซตส์ สหรัฐอเมริกา ปี 1692

โดย นครินทร์ พิมพ์พัฒน์

ในอดีตมีความเชื่อว่า “แม่มด” คือผู้ที่ถูกซาตานชักจูงสู่ความมืดและทำให้กลายเป็นปีศาจ การสำส่อนทางเพศ  ความอ่อนแอ และตัณหาราคะเป็นประตูสู่พลังแห่งแม่มดและทำให้ซาตานมีร่างเนื้อ แม่มดสามารถใช้คาถาที่ทำให้เกิดโรคและความตายได้ ยิ่งมีแม่มดมากขึ้นเท่าใดอิทธิพลของซาตานก็จะยิ่งเพิ่มมากขึ้นตามไปด้วยเท่านั้น หากมนุษย์นิ่งเฉยอยู่ท้ายที่สุดแผ่นดินจะถูกครองด้วยแม่มด เหตุนี้เองจึงทำให้การล่าแม่มดอุบัติขึ้น

ความคิดแรกในการต่อต้านแม่มดเกิดในกลางปี ค.ศ. 1300 เป็นเพียงการพยายามกำจัดเวทย์มนต์ของพวก pagan (พวกนอกศาสนา) ที่เป็นเรื่องเรียกลมเรียกฝน รักษาหรือทำร้ายคน จนต่อมาได้แปลงความเชื่อจากพวกนอกศาสนามาเป็นสมุนของซาตาน

การล่าแม่มดแพร่หลายในช่วง ค.ศ. 1500 – 1700  ความคิดและต้นแบบส่วนใหญ่มาจากคัมภีร์ล่าแม่มดที่ชื่อว่า “malleus  maleficarum”  การล่าที่ยาวนานดำเนินมาจนกระทั่งถึงยุคสิ้นสุด การล่าครั้งสุดท้ายที่หลายคนยกให้เป็นโศกนาฏกรรมเกิดขึ้นในเมืองซาเล็ม  รัฐแมสซาชูเซตส์ ประเทศสหรัฐอเมริกา ปี 1692 หรือที่หลายคนรู้จักดีใน “คดีล่าแม่มดแห่งซาเล็ม”


Examination of a Witch in salem 

เหตุการณ์ล่าแม่มดในซาเล็มเกิดขึ้นท่ามกลางสงครามระหว่างชายแดนและความขัดแย้งในชุมชน รวมถึงการแย่งอำนาจของสองตระกูล Putnams และ The Porters ซึ่ง  Samuel Parris  ดำรงตำแหน่งเป็นนายกเทศมนตรีท้องถิ่นในสมัยนั้น                                                                                                                                                  
ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ ปี 1692 ท่ามกลางอากาศที่หนาวจัดผิดปกติ Tituba (ทาสของSamuel Parris), Sarah Good (ขอทาน) และ Sarah Osborn (หญิงชราที่ไม่เข้าโบสถ์) กลายเป็นคนกลุ่มแรกที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นแม่มด เมื่อ Betty ลูกสาวของ  Samuel Parris มีอาการป่วยอย่างประหลาด เธอกินไม่ได้นอนไม่หลับ มีอาการชักและกรีดร้องด้วยความทรมาน  หลังจากนั้นอีกไม่นาน เด็กสาวอีก 4 คนรวมทั้ง Ann Putnam ก็ป่วยด้วยอาการเดียวกัน   หมอ William Griggs ยืนยันว่าเป็นเรื่องเหนือธรรมชาติจึงทำให้ผู้คนเชื่อว่าเป็นฝีมือของแม่มดเพราะจากความชื่อที่ว่าแม่มดจะเลือกเป้าหมายที่เป็นเด็กนั่นเอง

Tituba กลายเป็นคนน่าสงสัยที่สุดเพราะเธอเป็นทาสที่มาจากเผ่าอื่นซึ่งอาจนำศาสตร์มืดเข้ามา Mary  Sibley  จึงเสนอวิธีตามล่าแม่มดโดยเธอให้  Tituba อบเค้กข้าวไรซ์กับปัสสาวะของผู้ป่วยให้สุนัขกิน  เพราะหลายคนเชื่อว่าสุนัขคือสัตว์พาหะที่นำพาสิ่งชั่วร้ายจากซาตานมา  ซึ่งต่อมาพบว่าเด็กที่ป่วยมีมากขึ้น จนเมื่อถึงวันไต่สวนผู้ต้องสงสัย  เด็กหญิงที่ป่วยก็ล้มลงไปชักดิ้นชักงอกับพื้นพร้อมทั้งบอกว่าโดนปีศาจของแม่มดสามตนนี้ทำร้าย ชาวบ้านบางส่วนก็อ้างว่าเนยและชีสหายไป สัตว์เลี้ยงเกิดมาผิดปกติหลังจากพบเจอกับผู้ถูกต้องสงสัย

การไต่สวนถูกถามด้วยคำถามเดิมๆ ซ้ำไปซ้ำมาจน Tituba สารภาพว่า เธอ Good และ Osborn เป็นแม่มด เธอเล่าว่าเธอทำสัญญากับซาตานที่เป็นชายร่างสูงจาก Boston บางครั้งก็จะมาในรูปของสุนัข บางครั้งก็มาในรูปหมู ซึ่งหลังจากการสารภาพครั้งนี้ ผู้ต้องสงสัยว่าเป็นแม่มดก็มีจำนวนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ


ภาพของหญิงสาวที่ล้มลงไปชักกับพื้นขณะทำการไต่สวน 
ที่มา https://newsela.com/

20 มีนาคม 1692  Martha Corey, Rebecca Nurse, Sarah Cloyce, และ Mary Easty ก็ถูกกล่าวหาว่าเป็นแม่มดด้วย  ในเวลาถัดมา  Dorcas Good ลูกสาวของ Sarah Good ต้องติดคุกนานถึง 8 เดือนเนื่องจากถูกกล่าวหาว่าเป็นแม่มดในวัยแค่ 4 ขวบ

ท่ามกลางความวุ่นวายในการตามล่าตัวแม่มด Governor Phips และพรรคพวกของ Cotton Mather หนึ่งในนั้นคือ William Stoughton ซึ่งเป็นคนที่คลั่งไคล้การล่าแม่มดมาก ได้ตั้งศาลตัดสินคดีแม่มดขึ้น โดยใช้วิธี “touching test” คือการให้ผู้ต้องสงสัยว่าเป็นแม่มดสัมผัสกับผู้ป่วย หากผู้ป่วยหยุดการชักทันทีหรือแสดงอาการแปลกออกมาแสดงว่าคนนั้นคือแม่มด และ “witches' marks” โดยการตรวจหาสัญลักษณ์ของแม่มดบนร่างกาย เช่น การเกิดเนื้องอกแปลกๆ หรือ ไฝ                                                    
คดีสำคัญและถือเป็นคดีแรกที่มีการไต่สวนหลังจากตั้งศาลเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 1692 คือคดีของหญิงที่เป็นที่เคารพของชาวบ้านที่ชื่อ Bridget Bishop

Bridget Bishop ถูกฟ้องร้องโดย Thomas Newton พยานของเขาเล่าว่า Bishop ขโมยไข่และกลายร่างเป็นแมว ชาวบ้านที่ชื่อ Samuel Grey ยังกล่าวต่อศาลว่าเธอปรากฏตัวตอนดึกในห้องนอนเขาและทำให้เขาทรมานเป็นอย่างมาก กลุ่มคณะลูกขุนผู้หญิงนำตัวเธอไปตรวจสอบและพบก้อนเนื้องอกออกมาจากตัวเธอ จนท้ายที่สุดเธอถูกตัดสินว่าเป็นแม่มดและถูกประหารชีวิตโดยการแขวนคอที่ Gallows Hill ในวันที่ 10 กรกฎาคม 1692 ท่ามกลางหลายเสียงที่ไม่เห็นด้วย หลังจากนั้นไม่นานก็มีการตัดสินโทษประหารเพิ่มอีก 5 รายในวันที่ 19 กรกฎาคม 1692 หนึ่งในนั้นคือ Rebecca Nurse บุคคลที่หลายคนนับถือ


Hanging of  Bridget Bishop

ในขณะที่ความหวาดกลัวแพร่กระจายไปทุกที่ในซาเล็ม John Proctor เป็นคนเดียวที่ต่อต้านการล่าแม่มดอย่างเปิดเผย จนกระทั่งเขาและภรรยาถูกกล่าวหาว่าเป็นแม่มดโดย Ann Putnam, Abagail Williams, Indian John และ Elizabeth Booth  เขาได้ขอให้ย้ายการไต่สวนไปที่ Boston แต่ไม่เป็นผล ท้ายที่สุดเขาถูกตัดสินประหารชีวิต แต่ภรรยาของเขาถูกเว้นโทษประหารเนื่องจากตั้งครรภ์อยู่ในขณะนั้น

แม้จะสามารถปลิดชีพแม่มดไปได้หลายราย แต่การล่ายังคงไม่สิ้นสุดเมื่อ George Burroughs ถูกพยานหลายคนกล่าวว่าเขาเป็นหัวหน้าของเหล่าแม่มดและถูกตัดสินแขวนคอในที่สุด ส่วน Giles Corey เป็นเหยื่อเพียงรายเดียวที่ไม่ถูกแขวนคอแต่ถูกหินวางทับร่างทีละก้อนจนเสียชีวิตขณะไต่สวน และเหยื่อกลุ่มสุดท้ายจำนวน 8 คนถูกแขวนคอที่ Gallows Hill เมื่อวันที่ 22 กันยายน  1692

ช่วงฤดูใบไม้ร่วง  มีหลายคนให้การต่อต้านและกระตุ้นให้ศาลยกเลิกการใช้หลักฐานที่ไม่น่าเชื่อถือ บางคนใช้งานเขียนในการแสดงความไม่เห็นด้วย เช่นผลงาน Cases of Conscience ของ Increase Mather ความตอนหนึ่งกล่าวว่า “ปล่อยให้แม่มด 10 ตนหนีไปได้ ดีกว่าการที่คนบริสุทธิ์ 1 คนต้องถูกกล่าวโทษ” ท้ายที่สุด Phips ได้ยกเลิกศาลตัดสินแม่มดลง   และได้มีการปล่อยตัวนักโทษที่ยังคงติดค้างอยู่ในคุกซึ่งมีจำนวนมากกว่า 100-200 คน ในเดือนพฤษภาคม 1693  
                                                 
จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมดสามารถสรุปได้ว่ามีผู้เสียชีวิตจากการถูกแขวนคอ 19 คน ถูกหินทับ 1 คน เสียชีวิตภายในคุกอีก 4 คน และมีสุนัขอีก 2 ตัวที่ถูกสำเร็จโทษข้อหาสมรู้ร่วมคิด  ซึ่งจากนั้นเป็นต้นมา เหตุการณ์ในซาเล็มก็ค่อยๆสงบลง ความรู้ที่หลั่งไหลเข้ามาเริ่มพัฒนาซาเล็มให้เจริญขึ้นเรื่อยๆตามกาลเวลา

และถึงแม้การล่าแม่มดจะยุติลงในท้ายที่สุด แต่ก็มีผู้บริสุทธิ์หลายคนจบชีวิตลง กระทั่งผู้รอดชีวิตบางคนก็ต้องสูญเสียคนที่รักไป  ชีวิตของเหยื่อผู้เคราะห์ร้ายยังคงย้ำเตือนเราถึงความหละหลวมของการใช้ระบบยุติธรรมที่เคยเกิดขึ้น และถึงแม้ทั้งหมดจะฝากรอยแผลไว้ให้ซาเล็มและโลกใบนี้ได้ลึกเพียงใด แต่มันจะไม่มีค่าอะไรเลยหากเราไม่รู้จักเรียนรู้จากสิ่งที่เกิดขึ้นและป้องกันไม่ให้เหตุการณ์เฉกเช่นนี้อุบัติซ้ำขึ้นอีก


อ้างอิง

ตำนานล่าแม่มด. สืบค้นเมื่อ 3 กุมภาพันธ์, 2560, จาก: https://www.youtube.com/watch?v=MoeHWnT2HcA&t=350s

Douglas O. Linder. (2009). An Account of Events in Salem. สืบค้นเมื่อ 3 กุมภาพันธ์, 2560, จาก Famous Trials: http://law2.umkc.edu/faculty/projects/ftrials/ftrials.htm

Salem witch trials. สืบค้นเมื่อ 3 กุมภาพันธ์, 2560, จาก: https://en.wikipedia.org/wiki/Salem_witch_trials


อ่านเพิ่มเติม »

สงครามดอกกุหลาบ ( War of Roses)

โดย ขนิษฐา ทองใคร้

ทุกประเทศ ทุกยุคสมัยล้วนแต่มีความขัดแย้งหรือการแย่งชิงอำนาจการปกครองกัน เช่นเดียวกับสหราชอาณาจักรหรืออังกฤษ อังกฤษเกิดสงครามภายในประเทศมานับไม่ถ้วน สาเหตุหลักคือความไม่พอใจของประชาชนหรือขุนนางในการปกครองของกษัตริย์ เมื่อกษัตริย์ไม่สามารถทำหน้าที่ที่ดีได้จึงเกิดการปฏิวัติจากกลุ่มขุนนางหรือแม้กระทั่งประชาชน แต่ในยุคกลางมีสงครามการแย่งชิงอำนาจการปกครองอยู่หนึ่งสงครามนั่นคือ สงครามดอกกุหลาบ (war of roses) เกิดขึ้นหลังจากอังกฤษเพิ่งสิ้นสุดสงครามร้อยปีกับฝรั่งเศสในปี ค.ศ. 1453


ภาพสัญลักษณ์ประจำตระกูลของ York และ Lancaster 

สงครามดอกกุหลาบเป็นสงครามการแย่งชิงราชบัลลังก์อังกฤษระหว่างสองราชวงศ์คือ ราชวงศ์ยอร์คและราชวงศ์แลงคาสเตอร์ ซึ่งสืบเชื้อสายมาจากพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 3 โดยสงครามนี้เกิดขึ้นระหว่างปีค.ศ. 1453-1487 เหตุที่ใช้ชื่อสงครามดอกกุหลาบเพราะตราสัญลักษณ์ของสองตระกูลนี้เป็นดอกกุหลาย โดยราชวงศ์ยอร์คใช้สัญลักษณ์กุหลาบสีขาว ส่วนราชวงศ์แลงคาสเตอร์ใช้สัญลักษณ์กุหลาบสีแดง   ชนวนสงครามเกิดขึ้นเมื่อพระเจ้าเฮนรี่ที่ 5 เสด็จสวรรค์คตและพระเจ้าเฮนรี่ที่ 6 รัชทายาทไม่มีความสามารถพอที่จะปกครองบ้านเมือง จึงทำให้ริชาร์ด แพลนทาเจเน็ท ดยุคแห่งยอร์คที่ 3 อ้างสิทธฺ์ในการครองราชบัลลังก์อังกฤษและได้พิสูจน์ว่าตนนั้นมีความสามารถที่จะปกครองอังกฤษได้ นอกจากนี้ยังได้ทำการถกเถียงกับบุคคลสำคัญต่างๆในราชวงศ์แลงคาสเตอร์ต่อหน้าพระราชินีมากาเร็ตแห่งพระเจ้าเฮนรี่อีกด้วย


First Battle of St.albans 

การปะทะกันระหว่างสองราชวงศ์นี้เกิดขึ้นอยู่หลายครั้งโดยการปะทะกันครั้งแรกเกิดขึ้นในปี ค.ศ. 1455 ในยุทธการเซนต์อัลบันส์ครั้งที่ 1 ซึ่งมีผลทำให้บุคคลสำคัญของตระกูลแลงคา่สเตอร์เสียชีวิตเป็นจำนวนมาก และพวกแลงคาสเตอร์ที่ยังเหลืออยู่เกิดความแค้นต่อริชาร์ด แห่งยอร์คที่ 3มากขึ้น  ทำให้เกิดการปะทะกันที่รุนแรงขึ้นในปีค.ศ. 1459 โดยในครั้งนี้ตระกูลยอร์คฝ่ายยอร์คเสียเปรียบจนต้องหนีออกจากประเทศจน ริชาร์ด เนวิลล์ เอิร์ลแห่งวอริคที่ 16นำทัพมารุกรานอังกฤษฝั่งคาลส์ทำให้ดยุคแห่งยอร์คกลับเข้ามาอังกฤษในฐานะผู้พิทักษ์อังกฤษและขึ้นปกครองเป็นกษัตริย์อย่างเต็มตัวทำให้พระราชินีมากาเร็ตและเหล่าขุนนางแห่งราชวงศ์แลงคาสเตอร์ต้องอพยพไปอยู่ทางเหนือของอังกฤษ ราชวงศ์ยอร์คได้รับชัยชนะอย่างเด็ดขาดในยุทธการโทวทันโดยพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 4 ซึ่งเป็นบุตรคนโตของริชาร์ด ดยุคแห่งยอร์ค ถึงอย่างนั้นก็มีการต่อต้านจากราชวงศ์แลงคาสเตอร์อยู่ประปรายในช่วงต้นปีค.ศ. 1461และปีค.ศ.1464พระเจ้าเฮนรี่ถูกจับตัวไป ทำให้พระเจ้าเอ็ดเวิร์ดทรงมีความบาดหมางกับผู้สนับสนุนของพระองค์และเอิร์ลแห่งวอริค ผู้ซึ่งเป็นที่ปรึกษาส่วนพระองค์

ต่อมา เอิร์ลแห่งวอริคพยายามโค่นราชบัลลังก์โดยการยกพระอนุชาของพระเจ้าเอ็ดเวิร์ด จอร์จ แพลนทาเจเน็ท ดยุคแห่งแคลเรนซ์ที่ 1 ขึ้นแทน แต่ต่อมาก็หันไปนำพระเจ้าเฮนรีที่ 6 กลับมาเป็นกษัตริย์ได้เป็นระยะเวลาสองปีก่อนที่พระเจ้าเอ็ดเวิร์ดจะยึดราชบัลลังก์คืนได้ในปี ค.ศ. 1471


พระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 4 แห่งอังกฤษในราชวงศ์ยอร์ค
ที่มา : https://th.wikipedia.org/

บ้านเมืองถูกปกครองโดยสงบจนกระทั่งปีค.ศ. 1483 พระอนุชาริชาร์ดดยุคแห่งกลอสเตอร์พยายามยับยั้งตระกูลวูดวิลล์และพระราชินีเอลิซาเบธ วูดวิลล์ที่พระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 4 ที่แต่งงานด้วยอย่างลับๆ ในการมีอำนาจในการปกครองแทนพระราชโอรสของพระเชษฐาพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 5 ซึ่งขณะนั้นยังทรงพระเยาว์ และพระองค์ก็ทรงยึดราชบัลลังก์เป็นของตนเองและทรงขึ้นครองราชย์เป็นพระเจ้าริชาร์ดที่ 3 โดยอ้างความถูกต้องของการสมรสของเอลิซาเบธ วูดวิลล์กับพระเชษฐาเป็นข้ออ้าง  ทำให้เกิดความไม่สงบในหลายๆแห่งของอังกฤษ เพราะประชาชนหลายคนต่างก็สงสัยว่าพระองค์ทรงมีส่วนเกี่ยวข้องในการฆาตกรรมพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 5 และพระอนุชา

ในปีค.ศ.1485 เฮนรี ทิวดอร์ผู้เป็นพระญาติห่างๆ ทางสายแลงคาสเตอร์อ้างสิทธิในราชบัลลังก์ ทรงได้รับชัยชนะต่อพระเจ้าริชาร์ดและสังหารพระองค์ได้ในยุทธการบอสเวิร์ธฟิลด์ ต่อมาในปีค.ศ. 1487 ทางฝ่ายยอร์คก็ลุกขึ้นต่อต้าน ทำให้ผู้สืบสายของฝ่ายยอร์คถูกคุมขังเป็นจำนวนมากแต่การต่อต้านก็ยังคงเกิดขึ้นอยู่ประปรายจนกระทั่งเพอร์คิน วอร์เบ็ค (Perkin Warbeck) ผู้อ้างสิทธิฝ่ายยอร์คถูกสังหารปี ค.ศ. 1499 บทสรุปของสงครามครั้งนี้คือมีราชวงศ์ใหม่เกิดขึ้นนั่นก็คือราชวงศ์ทิวดอร์ซึ่งเกิดจากการรวมราชวงศ์แลงแคสเตอร์และราชวงศ์ยอร์คโดยการแต่งงานระหว่างเฮนรี ทิวดอร์และพระนางเอลิซาเบธแห่งยอร์ค สงครามครั้งนี้ทำให้เหล่าขุนนางเสียชีวิตจำนวนมาก ทำให้อำนาจของขุนนางลดน้อยลงและถูกแทนที่ด้วยอำนาจของพ่อค้าและชนชั้นกลาง

การที่อังกฤษเกิดสงครามในลักษณะการแย่งชิงบัลลังก์กันนั้นนั่นเป็นเพราะว่าอำนาจการปกครองที่เป็นอำนาจสูงสุดทำให้แต่ละราชวงศ์ต้องการที่จะเป็นเจ้าของประเทศ แม้ว่าการเกิดสงครามในครั้งนี้ทำให้เหล่าขุนนางเสียชีวิตจำนวนมากรวมถึงความเสียหายต่างๆในบ้านเมืองแต่ผลของสงครามที่ทำให้ระบบกษัตริย์ในประเทศอังกฤษเข้มแข็งขึ้น อำนาจของขุนนางลดลงทำให้อำนาจของพ่อค้ามีมากขึ้นและมีผลต่อเนื่องมาจนถึงยุคปัจจุบัน
     

อ้างอิง 

ชาโบตั๋น.สงครามดอกกุหลาบ.สืบค้นเมื่อ 24 กันยายน 2559, จาก:
http://my.dek-d.com/22569/story/view.php?id=516020

นัตยา.  ตำนานสงครามดอกกุหลาบ. สืบค้นเมื่อ  23 กันยายน 2559, จาก:
http://mblog.manager.co.th/natayaa/cxMarket-Bosworth-52/

European wars. สืบค้นเมื่อ 23 กันยายน 2559, จาก: http://europeanwars.blogspot.com/2015/02/blog-post_55.html

น้ำเงิน  บุญเปี่ยม.  (2524).  ประวัติศาสตร์ยุโรปสมัยกลาง. กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัยราคำแหง.


อ่านเพิ่มเติม »

พระเจ้าจอห์น (John) แห่งราชวงศ์อังกฤษ

โดย นันทกาญจน์ นาคาแก้ว

ในบรรดาพระมหากษัตริย์ที่มีผู้นิยมชมชอบน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์ของประเทศอังกฤษ บุคคลที่มีชื่อเสียงก็คือ พระเจ้าจอห์น ผู้ที่สร้างความเสื่อมเสียให้แก่ประเทศอังกฤษ และถึงแม้พระองค์จะเป็นบุคคลที่ทำให้เกิดแรงบันดาลใจต่อบางสิ่งแต่วีรกรรมด้านมืดก็ทำให้ พระเจ้าจอห์น เป็นที่รู้จักโดยทั่วกัน

พระเจ้าจอห์น หรือที่รู้จักในพระนาม จอห์นผู้เสียแผ่นดิน (John Lackland) เป็นพระมหากษัตริย์อังกฤษ พระราชสมภพวันที่ 24 ธันวาคม ค.ศ.1167 พระราชวังโบมองต์ ออกซ์ฟอร์ด พระราชโอรสพระองค์เล็กในพระเจ้าเฮนรีที่ 2 แห่งอังกฤษ และพระนางเอลินอร์แห่งอากีแตน


พระเจ้าจอห์น
ที่มา : https://upload.wikimedia.org/

ชีวิตในวัยเด็กของพระองค์ห่างเหินกับพระราชมารดาเป็นอย่างมาก เนื่องจากพระเจ้าจอห์นเป็นพระราชโอรสองค์สุดท้องที่ประสูติตอนที่พระราชมารดาพระชนม์เกิน 40 ปีเป็นช่วงที่ความรักระหว่างพระราชบิดาและพระราชมารดาหมดสิ้นไปแล้ว พอ 6 ขวบพระราชบิดาก็ทรงจับพระราชมารดาคุมขัง พระนางเอลินอร์ทรงเป็นอิสระเมื่อพระเจ้าจอห์นพระชนม์ถึง 22 ชันษา พระองค์จึงไม่ทรงผูกพันกับพระราชมารดาเลย

พระเจ้าจอห์นอภิเษกสมรสครั้งที่ 1 กับอิสซาเบลลาแห่งกลอสเตอร์ วันที่ 29 สิงหาคม ค.ศ.1189 และอภิเษกสมรสครั้งที่ 2 กับอิสซาเบลลาแห่งแคว้นอองกูแลม ธิดาของเคานต์โอเดมาร์ ในวันที่ 24 สิงหาคม ค.ศ.1200 ที่แคว้นอองกูแลม มีพระราชโอรส 2 องค์ พระราชธิดา 3 องค์ คือ เฮนรี่ที่ 3, ริชาร์ด, โจน, อิสซาเบลลาและเอลเลียเนอร์ นอกจากนี้พระเจ้าจอห์นยังมีโอรสและธิดานอกกฎหมายอีก 5 คน

พระเจ้าจอห์นทรงเคยพยายามที่จะยึดราชบัลลังก์ระหว่างที่พระเจ้าริชาร์ดที่ 1 ถูกจองจำอยู่ในประเทศเยอรมนี แต่ได้รับอภัยโทษและรับการแต่งตั้งให้เป็นผู้สืบทอดราชบัลลังก์เพื่อตัดสิทธิ์เจ้าชายอาเธอร์พระโอรสของจอฟฟรีย์พระเชษฐาองค์พี่ของพระเจ้าจอห์น จึงทำให้พระองค์ได้ขึ้นครองราชย์ในวันที่ 6 เมษายน ค.ศ.1199 เมื่อพระชนม์ได้ 33 ชันษา

ความจริงพระเจ้าจอห์นทรงเป็นนักการเมืองที่มีความสามารถและทรงเป็นผู้บริหารที่เข้มแข็ง แต่พระองค์กลับทรงเป็นกษัตริย์ที่ไม่เป็นที่รักใคร่ของประชาชน เพราะความที่พระองค์ทรงโหดร้ายและทรงชอบใช้กลอุบายหลอกลวงพระเจ้าจอห์นเป็นคนโลภมากจนเป็นอันตราย โหดร้าย เลือดเย็น พระองค์ทรยศพี่น้องของพระองค์โดยการสั่งปลงพระชนม์เจ้าชายอาเธอร์ รวมทั้งเนรเทศญาติและขุนนาง พระองค์สั่งขังและฆ่าทุกคนที่เป็นภัยคุกคาม หากใครไม่เชื่อฟังจะถูกนำไปขังในคุกและให้อดอาหารจนตาย

ทรงมีปัญหากับพระสันตะปาปา เรื่องการแต่งตั้งอาร์กบิชอบแห่งแคนเทอร์เบอรี่ ซึ่งมีผลให้พระสันตะปาปาทรงห้ามชาวอังกฤษทำพิธีทางศาสนาทั่วไปและพระองค์ยังปล้นเงินจากคริสตจักรและสั่งนักบวชออกนอกประเทศ

ในเดือนเมษายน ค.ศ.1203 พระเจ้าจอห์นทรงทำสงครามกับฟิลิปที่ 2 แห่งฝรั่งเศส ทำให้พระเจ้าจอห์นทรงสูญเสียอาณาจักรทางทิศตะวันตกของประเทศฝรั่งเศส แม้กระทั่งทั้งหมดของแคว้นนอร์มังดี ยกเว้นเกาะต่างๆแถวช่องแคบอังกฤษ และจากการทำสงครามทำให้ต้องสูญเสียอัศวินดีๆไปมากมาย ผู้คนต้องเสียชีวิต ศัตรูของพระองค์ต้องถูกทรมานโดยการแขวนคอ ตัดหัว ทำให้ตาบอดและหิวโหยจนถึงแก่ความตาย

กลุ่มขุนนางไม่สามารถทนได้นับตั้งแต่วันที่เสด็จขึ้นครองราชย์ รัชสมัยของพระองค์มีแต่การเก็บภาษีอย่างหนักหน่วง การสูญเสียดินแดนในฝรั่งเศส การที่ทหารอังกฤษพ่ายแพ้อย่างย่อยยับที่สมรภูมิบูแวงส์ในปีค.ศ.1214 จนในวันที่ 15 มิถุนายน ค.ศ.1215 พระเจ้าจอห์นทรงลังเลแต่ก็ถูกบีบบังคับให้รับแม็กนาคาร์ต้า หรือมหาบัตร ซึ่งลดอำนาจกษัตริย์และเพิ่มสิทธิของขุนนางและอิสรชนในประเทศ


พระเจ้าจอห์นลงพระนามแม็กนา คาร์ต้า

ผลงานที่สำคัญในรัชสมัยของพระองค์คือ สะพานลอนดอนอันเก่าแก่ เนื่องจากสมัยอาณาจักรโรมันได้มีการสร้างสะพานข้ามแม่น้ำเทมส์ในสมัยพระเจ้าเฮนรี่ที่ 2 แต่การก่อสร้างล่าช้ามากจนกระทั่งได้จ้างวิศวกรชาวฝรั่งเศสชื่อ อิแซมเบิร์ต ในสมัยของพระเจ้าจอห์น สะพานลอนดอนจึงได้สร้างสำเร็จ ตัวสะพานมีสะพานที่ชักได้และมีบ้านเรียงกันเป็นแถวๆ 2 ชั้น มีร้านขายของต่างๆ 140 ห้อง มีซุ้มประตู 19 แห่ง ทำให้สะพานลอนดอนได้เปิดใช้ในปีค.ศ.1206

บั้นปลายชีวิตพระเจ้าจอห์นสวรรคตพระชนม์เกือบ 49 ชันษาเนื่องจากทรงเสียพระทัยที่ทรงสูญเสียพระราชทรัพย์และสมบัติอันหาค่ามิได้จากการที่พระเจ้าจอห์นทรงนำกองทหารของพระองค์มาจากแคว้นอิสต์แองเกลีย คณะของพระองค์พยายามข้ามแม่น้ำวอช จากนอร์ฟอล์กมายังลิงคอล์นเชียร์ แต่พระองค์ทรงกะกระแสน้ำผิดพลาดเลยทำให้หีบที่บรรจุพระมหาพิชัยมงกุฎและของมีค่าทั้งหมดจมไปในกระแสน้ำ จึงมีเรื่องเล่าต่อมาว่า ได้มีนักล่าหาสมบัติพยายามค้นหาของมีค่าที่พระเจ้าจอห์นทรงทำตกหายที่แม่น้ำวอช แต่ก็ได้เพียงสะเก็ดเพชรเล็กๆจากมงกุฎเท่านั้น

สุดท้ายแล้วคนที่กระทำความผิดไว้นั้นแม้จะได้รับการอภัยและใช้ชีวิตอย่างสุขสบายเพียงใด แต่ความผิดก็ยังคงเป็นความผิด ผู้ที่กระทำความผิดไว้นั้นสมควรได้รับผลจากการกระทำของตน


อ้างอิง

รศ.ร.อ.หญิง สุปราณี มุขวิชิต. ประวัติศาสตร์อังกฤษและราชวงศ์ : John Lackland. กรุงเทพมหานคร: โอเดียนสโตร์, 2549.

พระเจ้าจอห์นแห่งอังกฤษ. สืบค้นเมื่อ 22 กันยายน 2559, จาก: https://th.wikipedia.org/

แม็กนา คาร์ต้า. สืบค้นเมื่อ 22 กันยายน 2559, จาก: https://direkdaeng.wordpress.com/

เรื่องจริงทะลุโลก. สืบค้นเมื่อ 25 ธันวาคม 2559,จาก: https://writer.dek-d.com/cammy/story/viewlongc.php?id=486572&chapter=460


อ่านเพิ่มเติม »

ซาลาดิน (Saladin) : วีรบุรุษผู้ทวงคืนเยรูซาเล็ม

โดย วีระชัย สาระสิทธิ์

ในประวัติศาสตร์โลก สงครามครูเสดนับเป็นสงครามที่สำคัญครั้งหนึ่ง โดยสู้รบกันนานถึง 200 ปี ระหว่างชาวคริสต์กับชาวมุสลิม และคร่าชีวิตผู้คนไปอย่างมากมาย ถ้าจะกล่าวถึงบุคคลสำคัญในเหตุการณ์หนึ่งในนักรบผู้ยิ่งใหญ่ที่ชาวมุสลิมจะรู้จักและเทิดทูนยิ่งนั้นจะเป็นใครไปไม่ได้นอกจาก ซาลาดิน วีรบุรุษผู้พิชิตเยรูซาเล็ม สุลต่านที่ปกครองอย่างเด็ดขาดและทรงคุณธรรม

เศาะลาฮุดดีน อัลอัยยูบี หรือที่ชาวตะวันตกเรียกว่า ซาลาดิน มีชื่อเต็มภาษาอาหรับว่า เศาะลาฮุดดีน ยูซุฟ อิบน์ อัยยูบ  เกิดเมื่อปี ค.ศ.1137 ในตำบลติกริด(เผ่าชนที่กำลังมีปัญหาอยู่ทางตอนเหนือของอิรัก) เกิดในครอบครัวชาวเคิร์ด พ่อของเขาคือ  นัจญ์มุดดีน อัยยูบ เขาเติบโตในเมืองบัลเบ็กและดามัสกัส ชีวิตในวัยเด็กของซาลาดินส่วนใหญ่ใช้เวลาหมดไปกับการศึกษาวิชาการศาสนาโดยเรียนวิชาการด้านการทหารอยู่บ้าง ซาลาดินมีความรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และประเพณีของอาหรับ รวมไปถึงเรื่องม้าอาหรับ นอกจากนี้ยังรอบรู้ในบทกวีโดยเฉพาะงานของกวีหลวง อบู ตัมมาม (Abu Tammam) ด้านชีวิตส่วนตัวซาลาดินมีภรรยามากกว่าหนึ่งคนแต่คนสำคัญคือ อิสมา (Ismat ad-Din Khatun) และยังมีบุตรชายหลายคน ที่มีชื่อเสียงมากที่สุดคือ al-Afdal, Az-Zahir Ghazi, Uthman, Mas'ud, และ Yaq'ub.



ซาลาดิน
ที่มา : http://www.komkid.com/
 
ซาลาดินเริ่มต้นอาชีพอย่างเป็นทางการเมื่อได้เข้าไปเป็นเจ้าหน้าที่ของ อะซัดดุด ดีน ชิรกูห์ ซึ่งเป็นลุงของเขา และเป็นผู้บัญชาการทหารคนสำคัญของเจ้าชาย "นูร์ อัลดิน มาหมุด" (ลูกชายและทายาท อิหมัด อัลดิน ชางกี เจ้าผู้ครองนครโมซุล) ซาลาดินได้ติดตามลุงของตนออกรบและสร้างผลงานในสงครามหลายครั้งเป็นที่เลื่องลือ หลังจากชิรกูห์ เสียชีวิตใน ค.ศ.1169 ซาลาดินถูกแต่งตั้งเป็นแม่ทัพของกองทหารซีเรียในอียิปต์  ซาลาดินมีส่วนในการทำลายราชวงศ์ฟาฏิมียะฮ์ของพวกชีอะฮ์ใน และนำอิสลามแบบซุนนีห์กลับมาใช้ยังอียิปต์ ทำให้ฐานะของซาลาดินสูงขึ้นและมีอำนาจมากขึ้น เมื่ออัลดินก็สิ้นชีวิตลงในเดือน กุมภาพันธ์ ค.ศ.1174  บุตรชาย อายุ 14 อัลซาลีห์ เป็นผู้สืบทอดอำนาจต่อมา เมื่อสุลต่านอัลซาลีห์สิ้นพระชนม์ลงในปี ค.ศ.1181 ด้วยวัยเพียง 19 ชันษา ขุนนางผู้ใหญ่ของมุสลิมต่างเห็นว่า ซาลาดินผู้เดียวที่เข้มแข็งพอจะผนึกกำลังฝ่ายอิสลามเพื่อสู้กับพวกคริสเตียนในสงครามครูเสดได้และในปี ค.ศ.1183 ซาลาดินก็ได้ขึ้นครองราชย์และตั้งราชวงศ์อัยยูบียะขึ้น

ระหว่าง ค.ศ.1174 – 1186 เขาเดินหน้ารวมดินแดนมุสลิมต่างๆ ของซีเรีย เมโสโปเตเมียตอนเหนือ ปาเลสไตน์และอียิปต์ อยู่ภายใต้การปกครองของเขา โดยใช้วิธีการทางการฑูตและการทหารเมื่อจำเป็น
 
ซาลาดินรวบรวมทหารและสามารถทำลายกองทัพครูเสดได้ ในวันที่ 4 กรกฎาคม ค.ศ.1187 ที่ สมรภูมิฮัตตินใกล้กับไทเบอริอาสในปาเลสไตน์ตอนเหนือ


ซาลาดินยึดกรุงเยรูซาเล็มกลับคืนมาจากพวกครูเสด ค.ศ. 1187
ที่มา : http://interactivetimeline.com/
 
ในวันที่ 2 ตุลาคม ค.ศ.1187 กองทัพของซาลาดินได้ประสบความสำเร็จในการสู้รบและสร้างความเสียหายอย่างหนักให้แก่พวกครูเสดเมื่อเมืองเยรูซาเล็มได้ยอมจำนนต่อกองทัพของเขาหลังจากที่ตกอยู่ในการปกครองของพวกแฟรงค์นานถึง 88 ปี เมื่อซาลาดินยึดเยรูซาเล็มคืนได้ เขาได้ปฏิบัติต่อชาวเมืองอย่างมีอารยธรรมผิดกับเมื่อพวกแฟรงค์เข้ามายึดครองที่ปฏิบัติกับชาวเมืองอย่างโหดเหี้ยม

การยึดเยรูซาเล็มกลับคืนมาของซาลาดินทำให้พวกครูเสดในยุโรปรวมตัวกันอีกครั้งเพื่อจะยึด
เยรูซาเล็มคืน เป็นการประกาศสงครามครูเสดครั้งที่ 3 โดยมีผู้นำคือ กษัตริย์ริชาร์ด(Richard the Lionheart) แห่งอังกฤษ กษัตริย์ฟิลิป ออกัสตัสแห่งฝรั่งเศส และกษัตริย์เฟดเดอริค บาร์บาโรซซ่าแห่งเยอรมัน(แต่เสียชีวิตระหว่างเดินทาง) หลังจากที่สู้รบกันยาวนาน กองทัพทั้งสองฝ่ายได้ยอมทำสัญญาสงบศึก ณ เมืองร็อมละฮฺ ในวันที่ 2 พฤศจิกายน ค.ศ.1192 โดยนักรบครูเสด ยังคงรักษานครชายฝั่งขึ้นไปจนถึงใต้จาฟฟาและยินยอมให้ชาวคริสเตียนเดินทางไปเยรูซาเล็มได้ โดยมีเงื่อนไขว่าต้องไม่นำอาวุธเข้าไป


นักรบมุสลิมกับคริสเตียน
ที่มา: http://www.komkid.com/
 
ซาลาดินถือว่าเป็นผู้ก่อตั้งราชวงศ์อัยยูบียะและเป็นผู้มีส่วนในการนำอิสลามนิกายซุนนีห์กลับมาใช้ยังอียิปต์ ที่สำคัญคือสามารถยึดเมืองเยรูซาเล็มคืนมาจากพวกแฟรงก์ได้ในสงครามครูเสดครั้งที่ 3

ซาลาดินมีนโยบายส่งเสริมให้มีการเติบโตและแพร่ขยายสถาบันต่างๆ ของมุสลิม ให้การอุปการะนักวิชาการและนักเผยแผ่คำสอนอิสลาม ก่อตั้งวิทยาลัยและมัสยิดสำหรับนักวิชาการและนักเผยแผ่ศาสนา

เมื่อสงครามยุติซาลาดินได้ยกทัพตรวจเมืองต่างๆและซ่อมแซมสิ่งเสียหาย และต้นเดือนพฤศจิกายน ค.ศ.1192 ซาลาดินได้กลับมาพักที่นครดามัสกัสกับครอบครัว หลังจากทำศึกมาเป็นเวลานาน กระทั่งในเดือนกุมภาพันธ์เขาก็ล้มป่วยลง (อาจจะเป็นไข้มาลาเรีย) ซาลาดินจากโลกนี้ไปในวันที่ 4 มีนาคม ค.ศ.1193 เมื่ออายุได้ 55 ปี หลังจากที่เขาสิ้นชีวิต อาณาจักรก็ตกต่ำลง เกิดสงครามกลางเมือง อีกแปดปีต่อมา น้องชายของเขา คือ อัล อาดิล ปรากฏตัวและเข้าปกครอง แต่ไม่นานก็ถูกพวกมัมลูก(Mamluk)เข้ายึดอำนาจใน ค.ศ.1250

บทสรุปของสงครามมีแต่ความสูญเสีย ไม่มีใครเป็นผู้ชนะที่แท้จริง สงครามจึงเป็นบทเรียนสำคัญให้มนุษย์ได้เรียนรู้เพื่อไม่ให้เหตุการณ์เกิดขึ้นซ้ำรอย แต่ในโลกใบนี้ก็ยังไม่ว่างเว้นจากสงคราม เพราะความต้องการครอบครองอำนาจของมนุษย์ ทำให้ต้องเข่นฆ่ากันเองเพื่อแย่งชิง “อำนาจ” ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่จีรังยั่งยืน


อ้างอิง

sunnahstudent. (2550). เศาะลาฮุดดีน (ซาลาดิน),  สืบค้นเมื่อ 20 กันยายน 2559, จาก:  http://www.sunnahstudent.com/forum/archive.php?topic=264.15

Komkid. (2555). Crusade war สงครามครูเสดแห่งดินแดนศักดิ์สิทธิ์. สืบค้นเมื่อ 20 กันยายน 2559, จาก:  http://www.komkid.com/

bbs.playpark. (2556). ประวัติ Hero Saladin. สืบค้นเมื่อ 20 กันยายน 2559, จาก:  https://bbs.playpark.com/

ปิยะฤทธิ์ พลายมณี. (2557). Saladin : ซาลาดิน (ค.ศ.1137-1193).  สืบค้นเมื่อ 20 กันยายน 2559, จาก:  http://who-in-the-world-piyarith.blogspot.com/

วิกิพีเดีย. (2559). เศาะลาฮุดดีน. สืบค้นเมื่อ 20 กันยายน 2559, จาก:  https://th.wikipedia.org/wiki/เศาะลาฮุดดีน

azquotes.  Saladin Quotes,  Retrieved December 26,2016, from http://www.azquotes.com/author/46130-Saladin

thefamouspeople. Saladin Biography,  Retrieved December 26,2016, from http://www.thefamouspeople.com/profiles/saladin-6161.php

อ่านเพิ่มเติม »

มหาวิทยาลัยอ๊อกฟอร์ด (Oxford)

โดย สปัน เย็นเสมอ

หากพูดถึงมหาวิทยาลัยสำคัญของโลกที่ได้สร้างชื่อสียงให้แก่วงการต่างๆในหลายทวีป  สร้างบุคลากรที่มีคุณภาพมาสร้างสรรค์ความเจริญให้แก่บุคคลรุ่นหลัง รวมทั้งยังเป็นมหาวิทยาลัยที่มีอายุเก่าแก่นับหลายร้อยปี และปัจจุบันยังคงมีความเจริญงดงามทางด้านสถาปัตยกรรม ก็คงหนีไม่พ้นมหาวิทยาลัยอ๊อกฟอร์ด (Oxford) แห่งราชอาณาจักรอังกฤษนั่นเอง

มหาวิทยาลัยอ๊อกฟอร์ด ตั้งอยู่ในเมืองอ๊อกซฟอร์ด ประเทศอังกฤษ เป็นมหาวิทยาลัยที่ใหญ่โตและมีชื่อเสียงเป็นอันดับต้นๆของสหราชอาณาจักร แต่กลับไม่พบประวัติการก่อตั้งที่แน่นอน พบเพียงว่ามีอายุราวๆ 800 ปีล่วงมาแล้ว โดยมีการจัดการเรียนการสอนมาตั้งแต่ พ.ศ.1639 (ค.ศ.1096) โดยเริ่มขึ้นหลังจากที่พระเจ้าเฮนรี่ที่ 2 ของอังกฤษ ทรงสั่งห้ามชาวอังกฤษไปศึกษา ณ มหาวิทยาลัยปารีส นักวิชาการและนักศึกษาอังกฤษที่เชี่ยวชาญในด้านสาขาต่างๆจึงรวมตัวกันที่เมืองอ๊อกซฟอร์ด และได้เกิดมหาวิทยาลัยขึ้น



หลังจากที่ก่อตั้งมหาวิทยาลัยอ๊อกฟอร์ด ได้ไม่นาน ก็ได้เกิดการจลาจลระหว่างนักวิชาการกับชาวเมืองอ๊อกซฟอร์ดขึ้น จนทำให้หญิงสาวชาวบ้านถูกแขวนคอเสียชีวิต นักศึกษาและนักวิชาการจำนวนหนึ่งจึงพากันหนีไปยังเมืองเคมบริดจ์ และก่อตั้งมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ขึ้น และสาเหตุที่ทั้งสองมหาวิทยาลัยมีความคล้ายคลึงกันก็เนื่องมาจากนักวิชาการจากมหาวิทยาลัยอ๊อกฟอร์ด ได้นำเอาวิธีการจัดการศึกษาในรูปแบบวิทยาลัยและระบบติวเตอร์ รวมทั้งการจัดหลักสูตรไปประยุกต์ใช้กับมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ทำให้ทั้งสองมหาวิทยาลัยมีการแข่งขันทางวิชาการมาอย่างยาวนาน และมีชื่อเสียงมากที่สุดในสหราชอาณาจักร โดยที่มหาวิทยาลัยอ๊อกฟอร์ด จะเน้นการเรียนการสอนในด้านสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ ส่วนมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์จะเน้นทางด้านวิทยาศาสตร์

เกียรติภูมิของมหาวิทยาลัยอ๊อกฟอร์ด  นั้นถือว่าเป็นมหาวิทยาลัยที่เก่าแก่แห่งหนึ่งของโลกที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาแม่ และยังเป็นมหาวิทยาลัยต้นแบบในการพัฒนาให้แก่มหาวิทยาลัยอื่นๆในหลายๆทวีป ไม่ว่าจะเป็นมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ในประเทศอังกฤษ มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ในสหรัฐอเมริกา  และอีกมากมายในประเทศแคนาดา และออสเตรเลีย  เป็นต้น

มหาวิทยาลัยอ๊อกซฟอร์ดในระยะแรกมีการจัดการเรียนการสอนในด้านการค้นคว้าวิจัยทางวรรณคดี ประวัติศาสตร์ คัมภีร์ศาสนา ภาษา โบราณคดี ศิลาจารึก ดนตรี การละคร มานุษยวิทยา ฯลฯ โดยมุ่งสอนนักศึกษาให้เป็นบัณฑิตในอุดมคติ เพราะแต่เดิมนั้นผู้ก่อตั้งมหาวิทยาลัยเป็นบาทหลวงในศาสนาคริสต์ วิทยาลัยทุกแห่งที่ก่อตั้งในระยะแรกจะมีโบสถ์ไว้สวดมนต์หรือประกอบพิธีศาสนา  ต่อมาภายหลังเมื่อรัฐบาลอังกฤษต้องการความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจและวิทยาศาสตร์-เทคโนโลยี จึงกระตุ้นให้มหาวิทยาลัยในสหราชอาณาจักรหันไปเน้นวิทยาศาสตร์และการบริหารจัดการ โดยจัดสรรทุนให้สาขาเหล่านี้ทำวิจัยมากขึ้นเป็นพิเศษ จนสามารถเร่งพัฒนาวิทยาศาสตร์และบริหารธุรกิจให้ประสบความสำเร็จ และด้วยความที่มหาวิทยาลัยอ๊อกซฟอร์ดมีรากฐานทางวิชาการที่เข้มแข็ง ผ่านการสั่งสมประสบการณ์การบริหารวิชาการมาอย่างต่อเนื่องไม่ต่ำกว่า 800 ปี  ส่งผลให้มหาวิทยาลัยอ๊อกซฟอร์ดสามารถก้าวมาอยู่ระดับแนวหน้าของโลกได้อย่างงายดาย

นอกจากนั้นมหาวิทยาลัยอ๊อกฟอร์ด ยังมีรูปแบบสถาปัตยกรรมที่โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์  ตึกเรียนภายในมหาวิทยาลัยได้ถูกใช้ในการถ่ายทำภาพยนตร์ระดับโลกไม่ว่าจะเป็น แฮรี่ พอตเตอร์ และ เจมส์ บอนด์  จนทำให้มหาวิทยาลัยอ๊อกฟอร์ด กลายมาเป็นสถานที่ท่องที่ยวที่น่าสนใจแห่งหนึ่งในประเทศอังกฤษที่หลายๆ คนล้วนต้องการมาเยี่ยมเยือนความคลาสสิกของสถาปัตยกรรมแห่งนี้สักครั้งในชีวิต



ห้องสมุดของมหาวิทยาลัยอ๊อกฟอร์ด มีชื่อว่า Bodlear Library ได้มีการจดทะเบียนเป็นห้องสมุดสงวนลิขสิทธิ์แห่งที่สองถัดจากสำนักหอสมุดแห่งชาติ นั่นก็แปลว่า หนังสือที่จัดพิมพ์ขึ้นทุกเล่มในสหราชอาณาจักรจะถูกส่งไปยังมหาวิทยาลัยอ๊อกฟอร์ด ทำให้นักศึกษาสามารถศึกษาหาความรู้จากตำราเรียนที่หลากหลายและมีความทันสมัยได้อย่างมีประสิทธิภาพ  จึงเป็นการเพิ่มพูนความรู้ที่ถูกต้องให้แก่บุคลากรของมหาวิทยาลัย

สิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับนักศึกษามหาวิทยาลัยอ๊อกฟอร์ด มีมากมายหลากหลายเหมายกับการคลายเครียดจากการเรียนที่เข้มข้นในคาบเรียน  ซึ่งมีออกมาในหลายๆรูปแบบ เช่น สถานที่ออกกำลังกาย ซึ่งประกอบไปด้วย สนามฟุตบอล สนามเทนนิส สนามแบตมินตัน สระว่ายน้ำ และในรูปแบบบัตรนักศึกษาที่ใช้เป็นส่วนลดในการซื้อสินค้าตามร้านค้าต่างๆในเมืองอ๊อกซฟอร์ด  นับเป็นการบริการด้านสิ่งอำนวยความสะดวกที่มหาวิทยาลัยจัดขึ้นเพื่อให้นักศึกษาได้ผ่อนคลายอย่างแท้จริง



มหาวิทยาลัยอ๊อกฟอร์ด ได้สร้างศิษย์เก่าที่มีชื่อเสียงในสาขาต่างๆมากมาย ไม่ว่าจะเป็น ผู้ก่อตั้งมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ผู้ร่วมในคณะนักบวชเพียวริแตนในการก่อตั้งมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ผู้ก่อตั้ง University College London พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงได้ปรับปรุงจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อดัม สมิท นักเศรษฐศาสตร์การเมือง โทนี่ แบลร์ นายกรัฐมนตรีแห่งสหราชอาณาจักร และบุคคลสำคัญอื่นๆ อีกมากมาย ซึ่งจะเห็นได้ว่าแต่ละบุคคลได้สร้างสรรค์คุณงามความดีไว้ให้แก่บรรพชนรุ่นหลังอย่างมากมาย

มหาวิทยาลัยอ๊อกฟอร์ด ถือเป็นมหาวิทยาลัยที่โด่งดังและทันสมัยแห่งหนึ่งของโลกที่มีประวัติอันเลืองชื่อมาอย่างยาวนาน มีการเติบโตทางด้านวิชาการอย่างก้าวกระโดดตามการเปลี่ยนแปลงของโลกในยุคปัจจุบัน จึงไม่แปลกที่ อ๊อกฟอร์ด ได้กลายมาเป็นมหาวิทยาลัยชั้นนำของโลกที่ใครๆ ก็ใฝ่ฝันที่จะเข้ามาเรียน


อ้างอิง

มหาวิทยาลัยอ๊อกซฟอร์ด.สืบค้นเมื่อ 16 กันยายน 2559, จาก :
https://th.wikipedia.org/wiki/

มหาวิทยาลัยอ๊อกซฟอร์ด.สืบค้นเมื่อ 16 กันยายน 2559, จาก :
http://www.baanjomyut.com/library_2/extension-1/university_of_oxford/index.html

University of Oxford แหล่งผลิตบุคคลชั้นนำของโลก.สืบค้นเมื่อ 16 กันยายน 2559, จาก :
http://www.dek-d.com/studyabroad/13737/

University of Oxford.สืบค้นเมื่อ 16 กันยายน 2559, จาก :
http://www.hotcourses.in.th/study/uk/school-college-university/university-of-oxford/3757/international.html

University of Oxford.สืบค้นเมื่อ 16 กันยายน 2559, จาก :
http://www.siuk-thailand.com/profiles/university/oxford/

อ่านเพิ่มเติม »

สุเหร่าสีน้ำเงิน “บลูมอสก์” (Blue Mosque)

โดย ปาณิศา งามคุณ

“บลูมอสก์” (Blue Mosque) สุเหร่าสีน้ำเงิน หรือสุเหร่าสีฟ้าเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์ของเมืองนครอิสตันบูล หรือมีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่าสุเหร่าสุลต่านอาห์เมตที่ 1 (Sultan ahmet I) เป็นสุเหร่าที่มีแรงบันดาลใจมาจากการสร้างที่ต้องการเอาชนะและต้องการให้มีขนาดใหญ่กว่าวิหารเซนต์โซเฟียในสมัยนั้น ซึ่งวิหารเซนต์โซเฟียได้รับการจัดอันดับเป็น 1 ใน 7 ของสิ่งมหัศจรรย์ของโลกในยุคกลาง

แม้สุเหร่าสีน้ำเงินนี้จะไม่ได้เป็น 1 ใน 7 ของสิ่งมหัศจรรย์ของโลกแต่ก็เป็นความพอใจขององค์สุลต่านอาห์เมตที่ 1 แล้ว แม้องค์สุลต่านอาห์เมตที่ 1 จะอยู่ชื่นชมสุเหร่าสีน้ำเงินแห่งนี้ได้เพียงปีเดียว พระองค์ก็สิ้นพระชนม์ด้วยอายุ 27 พรรษา



สุเหร่าสีน้ำเงินนี้สร้างขึ้นในเมืองอิสตันบลู  ประเทศตุรกี สร้างขึ้นในสมัยสุลต่านอาห์เมตที่ 1 ในปีค.ศ. 1609 ถึง 1616 มีแรงบันดาลใจในการสร้างคือต้องการเอาชนะหรือสร้างมัสยิดให้มีขนาดใหญ่กว่าวิหารเซนต์โซเฟียของศาสนาคริสต์ เพราะวิหารเซนต์โซเฟียเคยเป็น 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคกลาง มีสุลต่านหลายพระองค์ต้องการสร้างมัสยิดที่มีขนาดใหญ่กว่าวิหารเซนต์โซเฟียมาแทบทุกยุคสมัยแต่ไม่มีใครทำสำเร็จ มีเพียงสุลต่านอาห์เมตที่ 1 และเมห์เมตอาอา (Mehmet) สถาปนิกผู้ออกแบบ เขาต้องการให้โลกรู้ว่าเขามีความสามารถเหนือกว่าผู้ออกแบบวิหารเซนต์โซเฟีย จึงออกแบบให้มีขนาดใหญ่และอลังการกว่าวิหารเซนต์โซเฟีย

สุเหร่าแห่งนี้ประดับด้วยกระเบื้องอัซนิค บนกำแพงชั้นในที่มีสีฟ้าสดใสลายดอกไม้ต่างๆเช่นกุหลาบ ทิวลิป คาเนชั่น ฯลฯ โดยหันหน้าเข้าวิหารเซนต์โซเฟียเพื่อประชันความงามกันคนละฝั่ง ถ้ามองจากด้านนอกวิหารจะมองเห็นหอสวดมนต์ 7 หอ ซึ่งปกติมัสยิดจะมีหอสวดมนต์เพียง 1 หรือ 2 หอ แต่มัสยิดแห่งนี้มี หอมินาเร็ตทั้ง 7 หอ



เมื่อเริ่มสร้างองค์สุลต่านรับสั่งให้สร้างหอสวดมนต์เป็นทองคำ แต่การสร้างหอทองคำต้องใช้ค่าก่อสร้างสูงมากและเป็นการไม่ควร ขณะเดียวกันเมห์เมตก็ต้องทำให้องค์สุลต่านอาห์เมตพอพระทัยด้วย เมห์เมต อาอา จึงหาทางออกด้วยการเล่นคำเพราะคำว่าทองคำในภาษาตุรกี เรียกว่า อัลทึ่น (Altin) หรือ หก(Alti) เขาจึงสร้างหอสวดมนต์ 6 หอ แต่หลังจากที่สร้างเสร็จแล้ว กลับไปยิ่งใหญ่เทียบเท่าสุเหร่าที่นครเมกะ ที่มีหอสวด 6 หอ  จึงต้องสร้างเพิ่มขึ้นมาอีก1 หอ และกลายเป็น 7 หอในปัจจุบัน ตกแต่งด้วยหน้าต่าง 260 บาน สลับด้วยกระจกสีอันน่าวิจิตร มีพื้นที่ให้ละหมาดกว้างขว้าง มีขนาดใหญ่ ภายในประกอบด้วย โรงเรียนสอนศาสนา โรงพยาบาล ที่พักสำหรับขบวนคาราวาน โรงครัวต้มน้ำ ปัจจุบันเปิดให้เข้าไปทำละหมาด 24 ชั่วโมง และช่วงกลางคืนในฤดูร้อนจะมีการแสดงแสงสีเสียงในทุกค่ำคืน

สุเหร่าสีน้ำเงินแห่งนี้ได้รับการจัดอันดับที่ 6 จากสถานที่ท่องเที่ยวอันน่าสนใจของอิสตันบลู และได้รับรางวัล Traveller's Choice ในปี 2015

จะเห็นได้ว่าสุเหร่าสีน้ำเงินนี้แม้จะสร้างขึ้นด้วยแรงบันดาลใจที่ตัวข้าพเจ้ามองแล้วก็แปลกอยู่ที่สร้างขึ้นเพื่อความอยากเอาชนะ แต่ก็ทำให้รู้ว่าคนในสมัยนั้นมีความสามารถด้านการออกแบบอย่างมากและใส่ใจทุกกระบวนการ และการสร้างสุเหร่าสีน้ำเงินแห่งนี้ก็สามารถใช้ประโยชน์กับสถานที่แห่งนี้อย่างมากมายมานานนับหลายปีแล้ว  เช่น โรงเรียนสอนศาสนา  โรงพยาบาลและมีพื้นที่สำหรับการทำละหมาดไว้ให้สำหรับผู้ที่ต้องการทำละหมาดตลอด 24 ชั่วโมง และสามารถให้นักท่องเที่ยวเข้าชมได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย แต่มีข้อห้ามว่าผู้หญิงต้องมีผ้าคลุมหัว และห้ามเข้าเมื่อมีการทำพิธีละหมาดเพราะจะไปรบกวนผู้ทำพิธี

อ้างอิง

Cherokee1 พาท่องตุรกีดินแดนแห่งสองทวีป ตอนที่ 5 อิสตันบูล (Istanbul) ตำนานความยิ่งใหญ่จากไบแซนไทน์สู่จักรวรรดิออตโดมัน .(2554).สืบค้นเมื่อ 25 ธันวาคม 2558, จาก : http://2g.pantip.com/cafe/blueplanet/topic/E11328441/E11328441.html

อิสตันบลู3ความยิ่งใหญ่ของสุเหร่าสีน้ำเงิน และวิหารเซนโซเฟีย . (2557). สืบค้นเมื่อ 25 ธันวาคม 2557 จาก : http://witchy-followme.blogspot.com/2014/01/3-mosque-of-hagiasophia-blue-mosque-1.html?m=1

สุเหร่าสีน้ำเงิน สุเหร่าสีฟ้า และวิหารเซนต์โซเฟีย. (2558). สืบค้นเมื่อ 25 ธันวาคม 2558. จาก : http://www.oceansmile.com/Turkey/St.Sophia.shtml

อ่านเพิ่มเติม »

ตำนานแดร็กคูล่า (Dracula)

โดย มณีรัตน์  วงษ์ลา

แดร็กคูล่า คือตำนานที่ถูกเล่าขานมานานจนถึงปัจจุบันของเจ้าชายผู้ซึ่งถูกกล่าวหาว่าเป็นแวมไพร์ หรือ ผีดูดเลือด แต่เมื่อไรที่กล่าวถึง แดร็กคูล่านั้น คนส่วนมากจะจินตนาการถึงเจ้าชาย ผู้ซึ่งใส่เสื้อคลุมยาวสีดำ มีเขี้ยวที่แหลมคม และตื่นขึ้นมาตอนกลางคืนซึ่งภาพเหล่านั้นคือจินตนาการจากภาพยนตร์ที่ถูกถ่ายทอดออกมา แต่ในความเป็นจริงแล้ว แดร็กคูล่ามีตัวตนอยู่จริงในยุคสมัยกลาง มีพระนามว่า เจ้าชายวล้าดที่ 3 มีต้นกำเนิดมาจากประเทศโรมาเนีย ที่ซึ่งผู้คนกล่าวครวญกันว่าเป็นประเทศแห่งตำนาน และความลี้ลับ

เจ้าชายวล้าดที่ 3 ( แดร็กคูล่า ) หรือที่รู้จักในนาม วล้าด เทเปส (Vlad Tepes) มีพระนามอื่นอีก คือ วลาดิสลาฟ ดรากูลา เกิดเมื่อปีค.ศ.1431 เป็นบุตรชายคนกลางของเจ้าชายวล้าดที่ 2 ดรากูล ถือกำเนิดในดินแดนวาลาเชียหรือโรมาเนียในปัจจุบัน ต้นตระกูลของเจ้าชายวล้าดที่ 3 คือเจ้าชายบาซาราบมหาราช ผู้กอบกู้เอกราชแคว้นวาลาเชียจากฮังการีในปีค.ศ.1310 และปกครองวาลาเชียในช่วงปี ค.ศ. 1310 - 1352

"แดร็กคูล่า" เป็นนามที่ได้มาจาก เจ้าชายวล้าดที่ 1 ซึ่งเป็นนักรบที่มีชื่อเสียงโด่งดังจากการสู้รบที่ไม่กลัวชนเผ่าเติร์ก จนได้รับการแต่งตั้งจากพระจักรพรรดิซิกิสมุนด์ แห่งนูเรมเบิร์ก ให้เป็น "อัศวินมังกร" (Knight of Dragon's Order) ซึ่งเป็นตำแหน่งที่ตกทอดถึงทายาทด้วย และบุตรชายคนที่ 2 ของเจ้าชายวล้าดที่ 1 ได้รับฉายาว่า "แดร็กคูล่า" หมายถึง "บุตรของมังกร ( Son of Dragon )" ในขณะที่ฝ่ายเยอรมันแซ็กซอน ศัตรูอีกฝ่ายหนึ่งของวาลาเชีย เรียกว่า "บุตรของปีศาจ"


Vlad Tepes

ในวัย 13 พรรษา แดร็กคูล่าถูกส่งไปอยู่เอเดรียนโนเปิลนาน 4 ปีเพื่อเป็นตัวประกันภายใต้จักรวรรดิออตโตมันในฐานะประเทศราช ซึ่งการสืบราชบัลลังก์ของราชวงศ์วาลาเชียไม่ได้มีกฎตายตัวว่าต้องสืบราชบัลลังก์ตามสายเลือดหรือตามลำดับรัชทายาท แต่มาจากการเลือกตั้งโดยเหล่าขุนนางผู้เป็นเจ้าของที่ดินตระกูลต่างๆ ดังนั้นจึงเกิดศึกชิงบัลลังก์และลอบสังหารกันบ่อยครั้ง ต่อมาเมื่อพระราชบิดาของพระองค์คือ เจ้าชายวล้าดที่ 2 และพระเชษฐา เจ้าชายเมียร์ชาที่ 2 (Mircea II) ถูกพวกขุนนางภายใต้สังกัดฮังการีปลงพระชนม์ในค.ศ. 1447 จักรวรรดิออตโตมันจึงพยายามกำจัดอิทธิพลของฮังการีโดยการส่งกองทัพมายึดวาลาเชีย และตั้งแดร็กคูล่าในวัย 17 พรรษา เป็นเจ้าชายผู้ครองรัฐภายใต้อาณัติแห่งจักรวรรดิออตโตมัน แต่แดร็กคูล่าก็ต้องเสียบัลลังก์

ท่ามกลางความโหดร้ายของสงครามที่ญาติพี่น้องถูกสังหาร ประกอบกับการเติบโตมาในช่วงสงครามแดร็กคูล่าสะสมความกลัวและความแค้นแปรเปลี่ยนเป็นความโหดเหี้ยมและเลือดเย็น  ในปี ค.ศ.1456 แดร็กคูล่าก็กลับมาทวงบัลลังก์ได้อีกครั้ง และครองวาลาเชียในนามเจ้าชายวล้าดที่ 3 ตั้งเมืองหลวงชื่อทีร์โกวิสต์ สร้างปราสาทและรูปปั้นของตนเองไว้ในเมือง ซึ่งพระองค์ได้รับปรัชญาในการปกครองนี้มาในสมัยที่พระองค์ไปอยู่กับจักรวรรดิออตโตมัน ซึ่งเชื่อว่ากษัตริย์ที่ดีคือกษัตริย์ที่คนกลัว มิใช่กษัตริย์ที่คนรัก

จากการออกนโยบายปกครองแบบปิดประเทศ บวกกับรสนิยมส่วนตัวที่ชอบความรุนแรง ทำให้แดร็กคูล่าบริหารความโหดเหี้ยมของตนได้เต็มที่ มีเรื่องเล่าว่าเจ้าชายองค์นี้เชิญขอทาน คนแก่ และคนที่เจ็บป่วยเข้าวังแล้วตั้งคำถามว่า "ท่านอยากเป็นคนที่ถูกละเลยและทอดทิ้งหรือไม่" เมื่อชาวบ้านตอบว่า “ไม่ ” แดร็กคูล่าจึงเผาคนกลุ่มนี้ให้ตายทั้งเป็น ด้วยเหตุผลว่าจะได้ไม่มีคนแก่ คนจนหรือคนมีปัญหาในประเทศอีก และว่ากันว่าในช่วงรัชสมัยของพระองค์จนถึงปี ค.ศ.1462 พระองค์ได้สังหารประชาชนที่ไร้ทางสู้ไปราว 40,000 - 100,000 คน ในจำนวนนี้หลายครั้งที่พระองค์เสวยพระกระยาหารและชมการประหารชีวิตแบบโหดร้าย โดยนำร่างของนักโทษหรือศัตรูไปเสียบเหล็กแหลมจนร้องครวญครางด้วยความเจ็บปวดและดิ้นทุรนทุรายจนขาดใจตายในที่สุด และฟังเสียงร้องขอชีวิตของเหยื่อผู้เคราะห์ร้ายราวกับฟังเสียงดนตรีกล่อมประสาท ด้วยเหตุนี้เองทำให้พระองค์ได้รับฉายาว่า "วล้าด นักเสียบ" ( Vlad the Impaler )


ปราสาทของแดร็กคูล่า

ในปี ค.ศ.1476 ระหว่างที่ถูกทัพเติร์กโจมตี แดร็กคิวล่าเสียชีวิตที่บูคาเรสต์ เชื่อว่าผู้สังหารคือคนของพระองค์เอง กษัตริย์ของเติร์กสั่งให้ตัดศีรษะของแดร็กคูล่าแขวนไว้ที่กรุงคอนสแตนติโนเปิล ส่วนร่างแยกไปฝังที่เกาะของตระกูลสนากอฟ ที่แดร็กคูล่าเคยอุปถัมภ์ แต่ภายหลังที่มีการขุดค้นอุโมงค์ในปี ค.ศ.1931 กลับไม่พบโลงศพของแดร็กคูล่า จึงทำให้เกิดเรื่องราวเล่าขานที่น่าสะพรึงกลัวยิ่งขึ้น

ต่อมาได้มีนักเขียนชาวไอริชนามว่า บราม สโตเกอร์ ได้รับแรงบันดาลใจในการเขียนเรื่องแดร็กคูล่า ซึ่งเป็นนวนิยายเรื่องที่ 5ของเขานี้มาจากประวัติศาสตร์ของเจ้าชายนักรบชื่อ วล้าด เทเปส และความเหี้ยมโหดของพระองค์ มาผูกเรื่องกับ "ท่านเคาท์แดร็กคูล่า" ซึ่งเป็นตัวละครที่ถูกสร้างขึ้นมา โดยลักษณะที่กลางวันนอนในโลงศพ และกลางคืนลุกขึ้นมาดูดเลือดเหยื่อที่มักเป็นสาวสวย จากนิยายสยองขวัญก็ได้กลายมาเป็นภาพยนตร์ที่ทำให้ผู้คนได้จดจำ วล้าด นักเสียบในฐานะแดร็กคิวล่า ผู้กระหายเลือด

อย่างไรก็ตามแดร็กคูล่า หรือ เจ้าชายวล้าดที่ 3 ผู้ที่ถูกขนานนามว่าเป็นซาตานกลับชาติมาเกิด ก็มิได้เป็นแวมไพร์หรือผีดูดเลือดตามที่ได้เห็นได้อ่านกันในภาพยนตร์หรือนวนิยาย แต่พระองค์กลับเป็นเจ้าชายที่เป็นนักรบและนักปกครองที่กระหายเลือดเป็นอย่างมาก เพราะตลอดพระชนม์ชีพของพระองค์ได้ประหารประชาชนไปอย่างมากมาย แม้ว่าแดร็กคูล่าจะมีด้านที่โหดร้าย แต่เขาก็เป็นกษัตริย์ที่เด็ดขาดและมีระเบียบวินัยเป็นอย่างยิ่ง แต่ในที่สุดผลกรรมที่เจ้าชายทำไว้ก็คืนสนอง เพราะเมื่อพระองค์ออกไปสู้รบกับข้าศึก ก็ถูกข้าศึกสังหารและตายในสนามรบในที่สุด


อ้างอิง

เคาท์แดร๊คคูล่า (Dracula). (ม.ป.ป.). สืบค้นเมื่อ 8 กันยายน 2558, จาก:  http://www.tumnandd.com/

แดรกคูลา. (2557). สืบค้นเมื่อ 23 ธันวาคม 2558, จาก:  https://th.wikipedia.org/wiki/แดรกคูลา

ตำนานแดร็กคิวล่า (เรื่องจริงนะ).(2550). สืบค้นเมื่อ 8 กันยายน 2558, จาก: http://variety.thaiza.com/detail_262.html

วล้าดที่ 3 นักเสียบ. (2558). สืบค้นเมื่อ 8 กันยายน 2558, จาก: https://th.wikipedia.org/

kartoon-discovery.com .(2551). ตำนานแห่งผีดูดเลือด "แวมไพร์-แดรกคูล่า" สืบค้นเมื่อ 8 กันยายน 2558, จาก: http://www.kartoon-discovery.com/topic/topic200808.html


อ่านเพิ่มเติม »

ชนเผ่าเมารี (Maori)

โดย ขวัญหทัย สติยานุช

เมื่อกล่าวถึงประเทศนิวซีแลนด์ สิ่งที่ผู้คนนึกถึงเป็นอันดับต้นๆนอกจากจะเป็นฝูงแกะ และนกกีวี (Kiwi) แล้ว ก็คงจะหนีไม่พ้นชนเผ่าเมารี ซึ่งเป็นชนเผ่าที่มีเชื้อสายโพลินีเซีย เผ่าเมารีเป็นชนพื้นเมืองดั้งเดิมที่อาศัยอยู่บนหมู่เกาะนิวซีแลนด์ ก่อนที่ชนผิวขาวจะเข้าครอบครอง

เมารี (Maori) แปลว่า คนธรรมดา หรือธรรมชาติ เริ่มมีการนำคำนี้มาใช้แทนการเรียกกลุ่มของชนพื้นเมืองในช่วง ค.ศ. 1830 ที่มีการเข้ามาของชาวผิวขาว ส่วนพวกคนผิวขาวเรียกว่า ปาเกฮา (Pakeha) เพื่อเป็นแยกระหว่างกลุ่มคนผิวขาวและคนพื้นเมือง

บรรพบุรุษของชาวเมารีเดินทางจากโพลีนีเซียนตะวันออกที่เรียกว่า ฮาวายกิ (Hawaiki) ซึ่งเชื่อว่าชาวโพลีนีเซียนเผ่านี้ได้เดินทางจากการสำรวจกระแสน้ำในมหาสมุทร ทิศทางลม และดวงดาว จากนั้นมีการสร้างเรือแคนูที่เรียกว่า “วากา” บรรทุกสุนัข หนู เผือก และ มันเทศลงเรือ เพื่อมุ่งหน้ามายังเกาะเหนือและเกาะใต้ของนิวซีแลนด์เมื่อราว ค.ศ. 800 ซึ่งที่นี่เป็นดินแดนสุดท้ายที่ชาวโพลินีเซียได้ค้นพบและเข้าครอบครอง อีกทั้งยังเป็นดินแดนที่กว้างใหญ่ที่สุดเท่าที่พวกเขาเคยครอบครอง โดยพวกเขาอาศัยรวมกันเป็นเผ่าซึ่งแบ่งออกเป็นกลุ่มย่อยๆ



แต่เดิมมีการดำรงชีพโดยการเก็บของป่าและล่าสัตว์ เช่น แมวน้ำ และนกยักษ์ที่มีชื่อโมอา (Moa) มีการตกปลา ยิงนก และหาหอย อีกทั้งเมารียังมีความชำนาญในการแกะสลัก และการต่อเรือ ต่อมาเมื่อนกโมอาและนกบินไม่ได้ขนาดใหญ่ชนิดอื่นๆสูญพันธุ์ไปจนหมดเมื่อราว 600 ปีก่อน ทำให้ชาวเมารีหันมาเพาะปลูกและทำกสิกรรม แต่ในขณะเดียวกันการที่ปริมาณอาหารลดน้อยลงก็ทำให้เผ่าต่าง ๆ เริ่มทำสงครามต่อสู้แย่งชิงทรัพยากรกันมากขึ้น จนแต่ละหมู่บ้านต้องสร้างป้อมค่ายล้อมรอบเพื่อป้องกันการโจมตีจากฝ่ายตรงข้าม

เนื่องด้วยสังคมที่มีการจัดระเบียบและการป้องกันอย่างเข้มแข็งนี้เอง ที่มีส่วนช่วยในการคุ้มกันชาวเมารีในช่วงที่ชาวผิวขาวเริ่มอพยพเข้าสู่นิวซีแลนด์ในค.ศ. 1820 โดยชาวเมารีจำนวนมากได้รับการศึกษาและรู้จักฝึกฝนใช้อาวุธปืนแบบชาวผิวขาว และต่อมาดินแดนริมฝั่งทะเล ที่ชาวเมารีเคยครอบครองถูกซื้อ โดยมีการแลกเปลี่ยนกับอาวุธ สิ่งของเครื่องใช้ จากชาวผิวขาว และเมื่อชาวเมารี มีอาวุธที่ทันสมัยในการครอบครอง ก็ ทำให้เมารีต่างเผ่า หันมาทำสงครามกันเอง อย่างต่อเนื่อง  จนประชากรเมารีลดน้อยลง อย่างน่าใจหาย  กอปรกับในปีค.ศ. 1840 ได้มีเชื้อโรค จากชาวผิวขาว โดยเฉพาะหวัด และกามโรคเข้ามา เนื่องจากขาดภูมิคุ้มกันทำให้เชื้อโรคเหล่านี้คร่าชีวิตชาวเมารี ทั้งชายและหญิง ไปเป็นจำนวนมาก

หลังจากอังกฤษได้เข้ายึดดินแดนแห่งนี้แล้ว ก็ได้ส่ง  กัปตันวิลเลียม ฮอบสัน (William Hobson) เข้ามาดูแล และได้เจรจาเกลี้ยกล่อม ให้หัวหน้าเผ่าเมารี 45 คน ในเวลานั้น มาทำสัญญาสงบศึกกันที่ "ไวตังกิ" (Waitangi) เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1840  ซึ่งปัจจุบันถือเป็น "วันชาติของนิวซีแลนด์" (Waitangi Day) โดยสนธิสัญญาไวตังกินี้ นอกจากจะเป็นการสงบศึก ระหว่างเมารีต่างเผ่าแล้ว ยังเป็นการพยายาม ขจัดข้อขัดแย้งระหว่างเมารี กับชนผิวขาวที่เกิดขึ้นอีกด้วย  สนธิสัญญาฉบับนี้ถือเป็นการรับทราบในกรรมสิทธิ์ที่ดินของชาวเมารีโดยแลกกับการที่ชาวเมารีจะยอมรับอำนาจอธิปไตยของอังกฤษ ทว่าสนธิสัญญาดังกล่าวมักถูกละเมิดโดยฝ่ายผู้อพยพชาวผิวขาวที่เข้ามาบุกรุกที่ดินของชาวเมารีเสมอ


ที่มา : http://www.meepanda.com/

ความขัดแย้งได้ขยายความรุนแรงขึ้นในพื้นที่ของเกาะเหนือของนิวซีแลนด์จนกลายเป็นสงครามต่อต้านชนต่างชาติบนเกาะเหนือ ที่เริ่มขึ้นตั้งแต่ ปีค.ศ. 1845 โดยพวกเมารีได้ยกพลเข้าต่อสู้กับผู้รุกรานชาวผิวขาวอย่างดุเดือด ถึงแม้ชาวผิวขาวจะมีอาวุธที่ทันสมัย แต่ด้วยความเชี่ยวชาญในการทำสงครามกองโจร ทั้งยังรู้จักการสร้างป้อมค่ายตั้งรับข้าศึก และเมื่อถูกชาวผิวขาวยิงปืนใหญ่เข้าถล่ม พวกนักรบเมารีก็จะหลบลงไปซ่อนในหลุมที่ขุดเตรียมไว้ ก่อนจะกรูกันออกมาโจมตีเมื่อได้โอกาส ความขัดแย้งนี้ ก็ยังคงมีอยู่ จนถึงปี ค.ศ.1872 และจบลงด้วยความพ่ายแพ้ ของชาวเมารี ซึ่งมีทั้งกำลังคน และกำลังอาวุธที่น้อยกว่า

เนื่องจากชนผิวขาว ที่อพยพเข้าสู่นิวซีแลนด์ ในช่วงต้นของศตวรรษที่ 20 ล้วนแต่เป็นบุคคลที่รักสงบ และด้วยสภาพธรรมชาติ ที่อุดมสมบูรณ์ ทำให้ชีวิตของชนผิวขาว เริ่มเข้าที่เข้าทาง ชนพื้นเมืองเมารีดั้งเดิม ก็ให้การยอมรับนับถือ เปรียบเสมือนเป็นผู้คนที่ทัดเทียมกัน ความขัดแย้งระหว่างเมารี กับคนขาวจึงค่อย ๆ จางหายไป กอปรกับการแต่งงานระหว่างคนขาว กับเมารีก็เพิ่มมากขึ้น ทำให้ประชากรเมารีมีจำนวนมากกว่า 400,000 คน และส่งผลให้มีการผสมกลมกลืนทางวัฒนธรรมในบางกลุ่ม ปัจจุบันประชากรเมารี มีอยู่ประมาณร้อยละ 15 ของประชากรทั้งหมด

นับว่าชาวเมารีเป็นชนพื้นเมืองของประเทศนิวซีแลนด์ ที่มีอารยธรรม เป็นของตัวเอง มีเอกลักษณ์ในเรื่องของรอยสัก มีจิตใจกล้าหาญ มีความเป็นนักรบโดยชาติพันธุ์  และยึดมั่นในขนบธรรมเนียมประเพณีดั้งเดิม รวมทั้งยังคงรักษาภาษาของตนเอาไว้ตราบจนทุกวันนี้


อ้างอิง

au_jean. 2556. เมารีชนพื้นเมืองนิวซีแลนด์. สืบค้นเมื่อ 20 กันยายน 2558, จาก: http://www.bloggang.com/

KiwiToday Education Centre. มปป. ภาษาและวัฒนธรรม. สืบค้นเมื่อ 20 กันยายน 2558, จาก:
http://www.kiwitoday.com/

May_orasa. 2554. ชาวเมารี(Maori). สืบค้นเมื่อ 20 กันยายน 2558, จาก:
http://mayorasa.blogspot.com/2011/02/maori.html

Puma. 2012. ชนเผ่าเมารีแห่งนิวซีแลนด์. สืบค้นเมื่อ 20 กันยายน 2558 , จาก: http://www.komkid.com/   

อ่านเพิ่มเติม »