จตุรประดิษฐ์ 4สุดยอดสิ่งประดิษฐ์แห่งอารยธรรมจีน

โดย ชลลาวัลย์ ธัญญศิรินนท์

นับตั้งแต่สมัยโบราณกาลมา ประเทศจีนก็เป็นที่รู้จักและขึ้นชื่อในเรื่องความสุดยอดไม่แพ้ชาติใดในโลก ด้วยประวัติศาสตร์และอารยธรรมกว่า 5000 ปี ทำให้เกิดเทคโนโลยีและสิ่งประดิษฐ์ทรงคุณค่ามากมายที่ส่งผลให้เกิดความก้าวหน้าด้านวิทยาการอย่างใหญ่หลวงต่อมวลมนุษยชาติ สี่สุดยอดสิ่งประดิษฐ์ของอารยธรรมจีน หรือที่รู้จักกันดีในชื่อว่า “จตุรประดิษฐ์” นับเป็นสี่สิ่งประดิษฐ์ที่ช่วยให้เกิดการปฏิวัติทางวิทยาศาสตร์ซึ่งนำไปสู่ความก้าวหน้าด้านอื่นๆในโลก



จตุรประดิษฐ์ หรือสิ่งประดิษฐ์ทั้ง 4 ของอารยธรรมจีน ได้แก่ เข็มทิศ กระดาษ ดินปืน และการพิมพ์ สิ่งประดิษฐ์เหล่านี้ต่อมาได้เผยแพร่ไปยังที่ต่างๆ ทั่วโลก และได้สร้างคุณูปการอันยิ่งใหญ่ต่อความเจริญก้าวหน้าทางอารยธรรมแห่งมวลมนุษยชาติ

เข็มทิศ



ในบรรดาสี่สิ่งประดิษฐ์ที่ยิ่งใหญ่ของชาวจีนนั้น เข็มทิศเป็นสิ่งประดิษฐ์ที่ค้นพบเป็นอันดับแรก เมื่อประมาณ 2000 กว่าปี ก่อนนั้นชาวจีนได้มีการนำแม่เหล็กมาทำเป็นเข็มทิศใช้กันแล้ว โดยเข็มทิศในสมัยนั้นมีไว้ใช้บ่งบอกทิศทาง และจะชี้ไปที่ทิศใต้เสมอ ถือว่าเป็นเข็มทิศแบบคร่าวๆ

เข็มทิศนี้คิดค้นเพื่อส่งเสริม และพัฒนาอุตสาหกรรมทางการเดินเรือ ในสมัยก่อนที่จะมีเข็มทิศนั้น ชาวเรือจะใช้การดูตำแหน่งพระอาทิตย์ ดวงดาว และดวงจันทร์เพื่อบอกทิศทางในการเดินเรือ แต่ในวันที่ฟ้าปิด หรือมีพายุ  ก็จะไม่สามารถทำเช่นนั้นได้  ทำให้เป็นอุปสรรค์ต่อการเดินเรือเป็นอย่างมาก แต่หลังจากที่ค้นพบเข็มทิศแล้ว ชาวเรือก็สามารถวาดแผนที่ในการเดินเรือออกมาได้ ไม่ว่าจะเดินทางท่ามกลางมหาสมุทรกว้างใหญ่เพียงใดพวกเขาก็สามารถเดินทางไปได้โดยใช้เข็มทิศบอกทิศทาง เข็มทิศจึงมีส่วนช่วยในการบุกเบิกเส้นทางการเชื่อมต่อโลก และยังส่งเสริมความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศต่างๆ ด้วย

เข็มทิศได้แพร่หลายไปยังอาหรับในศตวรรษที่ 12 และไปยังทวีปยุโรปในศตวรรษที่ 13 การค้นพบเข็มทิศถือเป็นการค้นพบสิ่งมหัศจรรย์อย่างหนึ่ง และถือเป็นคุณประโยชน์อย่างยิ่งแก่มวลมนุษย์

การผลิตกระดาษ




ในสมัยฮั่นตะวันตกได้มีการนำเชือก ป่าน ปอ เศษผ้าขาดๆ แห และอวนเก่าๆ มาทำเป็นวัสดุตั้งต้นของเส้นใยกระดาษ แต่กระดาษประเภทนี้เนื้อค่อนข้างหยาบ  จึงเขียนไม่ลื่นไหลทำให้ไม่เป็นที่นิยม กระทั่งสมัยฮั่นตะวันออก ได้มีขุนนางคนหนึ่งนามว่า “ไซ่หลุน”  ได้ปรับปรุงเทคนิคและกรรมวิธีการทำกระดาษ  เขารวบรวมเอาประสบการณ์ของบรรดาผู้ที่เคยผลิตกระดาษมาก่อนแล้วนำเอามาปรับปรุง จนในที่สุดก็สามารถผลิตกระดาษที่มีคุณภาพดี มีสีขาว และง่ายต่อการขีดเขียน ทำให้กระดาษของเขาได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก และถูกใช้กันอย่างแพร่หลาย

เทคนิคและกรรมวิธีการผลิตกระดาษของจีนได้เริ่มเผยแพร่เข้าสู่เกาหลีและเวียดนามในศตวรรษที่ 7  จากนั้นได้เผยแพร่ไปสู่ญี่ปุ่น และประเทศแถบอาหรับในศตวรรษที่ 7 และเผยแพร่ไปยังยุโรปและแอฟริกาในศตวรรษที่ 12

เทคนิคการพิมพ์



ศาสตร์การพิมพ์ของจีนแบ่งเป็น “การพิมพ์โดยตราประทับที่แกะสลักบนไม้” และ “การพิมพ์ด้วยแม่พิมพ์แบบตัวเรียงพิมพ์” ในสมัยซ่งเหนือช่วงปี ค.ศ.1041  ถึงปี 1048  “ปี้เซิง” ผู้เป็นนายช่างในโรงพิมพ์หนังสือที่เมืองหังโจวได้บุกเบิกตัวเรียงพิมพ์ขึ้นมา  เขาใช้ดินเหนียวมาปั้นเป็นแท่งสี่เหลี่ยม และแกะสลักตัวอักษรลงบนหัวของแท่งดินนั้น ในกระบวนการพิมพ์  เขาจะเรียงตัวอักษรตามหน้าเรียงพิมพ์ไปบนแท่นเหล็กและทาด้านอักษรด้วยหมึก จากนั้นจึงนำไปประทับลงบนกระดาษ เมื่อพิมพ์เสร็จแล้วแท่งอักษรเหล่านี้ยังสามารถนำไปเรียงพิมพ์กับหนังสืออื่นๆได้อีกโดยไม่ต้องแกะสลักแท่งตัวอักษรขึ้นใหม่   หากตัวไหนอักษรที่สลักแตกหักเสียหายก็แกะซ่อมเป็นตัวๆไป และถ้าหากพบว่ามีการพิมพ์ผิดตัวก็สามารถที่จะแก้ไขได้อีกในภายหลัง วิธีการเหล่านี้ช่วยลดเวลา ขั้นตอน และแรงงานด้านการพิมพ์ไปได้มาก จึงช่วยส่งเสริมและพิมพ์ความเร็วและคุณภาพในการพิมพ์ให้ดีขึ้นได้อย่างรวดเร็ว

วิธีการพิมพ์ด้วยตัวเรียงพิมพ์นี้ได้เผยแพร่ไปยังเกาหลี ญี่ปุ่น เวียดนาม และนานาประเทศแถบตะวันตกในช่วงศตวรรษที่ 13 ส่วนยุโรปนั้นเพิ่งค้นพบตัวเรียงพิมพ์ในศตวรรษที่ 15 ซึ่งช้ากว่าประเทศจีนไปถึง 400 ปี

ดินปืน



ดินปืนผลิตมาจากการผสมกันระหว่าง ซัลเฟอร์ สารซอลปีเตอร์ และถ่าน เดิมทีแล้ว ซัลเฟอร์ (กำมะถัน)  สารซอลปีเตอร์ (ดินประสิว) และถ่าน ล้วนเป็นยาสมุนไพรของจีน กลุ่มนักผสมยาอายุวัฒนะมักจะผสมยาเหล่านี้ลงในสูตรของยาอายุวัฒนะ และการค้นพบดินปืนก็เกิดขึ้นจากการทดลองหายาอายุวัฒนะของกลุ่มนักผสมยาเหล่านี้นี่เอง

หลังจากค้นพบดินปืนแล้วมันได้ถูกนำมาใช้ในวงการทหาร โดยผลิตเป็นอาวุธยุทโธปกรณ์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นพลุ ปืนใหญ่ และทุ่นระเบิดก็ล้วนแต่ค้นพบ และคิดค้นขึ้นที่ประเทศจีนเป็นที่แรก ดินปืนยังนำมาผลิตเป็นประทัด  ดอกไม้ไฟได้อีก พอถึงหน้าเทศกาลหรืองานรื่นเริง ชาวจีนนิยมจุดประทัดและดอกไม้ไฟเพื่อเพิ่มบรรยากาศที่สนุกสนาน ในช่วงศตวรรษที่ 8-9 ดินปืนเผยแพร่ไปยังอาหรับ หลังจากนั้นยุโรปได้ทำสงครามกับชาวอาหรับ ชาวยุโรปจึงได้เรียนรู้ถึงวิธีการทำดินปืน นับเป็นการค้นพบที่ส่งเสริมความก้าวหน้าด้านอาวุธยุทโธปกรณ์สำหรับชาวยุโรปได้เป็นอย่างมาก

การคิดค้นสิ่งประดิษฐ์ทั้งสี่ในจีนก่อให้เกิดความก้าวหน้าทางด้านวิทยาการในวงกว้างทั้งในโลกตะวันออกและโลกตะวันตก เข็มทิศช่วยให้เกิดการสำรวจทางทะเล การผลิตกระดาษและเทคนิคการพิมพ์ช่วยให้เกิดการปฏิวัติวิทยาศาสตร์ และดินปืนช่วยให้เกิดความก้าวหน้าด้านอาวุธยุทโธปกรณ์ หากไม่มีสิ่งประดิษฐ์ทั้งสี่ของอารยธรรมจีนแล้วนั้น โลกของเราอาจจะไม่มีทางก้าวหน้ามาจนถึงทุกวันนี้ได้อย่างแน่นอน


อ้างอิง

คัลเชอร์, มอนเทจ. ประตูสู่วัฒนธรรมจีน. กรุงเทพ: สุขภาพใจ, 2551.

เอเชียแพ็ค. ต้นกำเนิดวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีจีน. กรุงเทพ: สุขภาพใจ, 2554.

สิ่งประดิษฐ์ทั้ง4ของจีน. สืบค้นเมื่อ 28 กันยายน 2558, จาก http://www.thongkasem.com/knowledge.php?kid=68

4 สิ่งประดิษฐ์ของจีน. สืบค้นเมื่อ 28 กันยายน 2558, จาก http://chinese2u.blogspot.com/2015/04/4.html


อ่านเพิ่มเติม »

ค่ายกักกันเอาชวิตช์ (Auschwitz Concentration Camp)

โดย เพชรชมพู ดีอันกอง

ในบรรดาค่ายกักกันชาวยิวที่มีชื่อเสียงในเรื่องของความโหดร้ายทารุณระหว่างช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 คงไม่มีที่ใดเทียบ ค่ายกักกันของพรรคนาซี ซึ่งมีชื่อเรียกเต็ม ๆ ว่า ค่ายกักกันเอาชวิตช์ ( Auschwitz Concentration Camp ) หรือค่ายกักกันชวิตช์-เบียเคเนา (Auschwitz-Birkenau) เป็นค่ายกักกันที่ต้องบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ไม่รู้ลืม เพราะคนทั้งโลกรับรู้และจดจำถึงความสูญเสียชีวิต อิสรภาพ ครั้งยิ่งใหญ่ของเพื่อนมนุษย์ชาวยิว ที่ไม่สามารถปลดแอกจากความทุกข์ทรมานได้เป็นระยะเวลานาน จนเป็นที่มาของประวัติศาสตร์ที่ทุกคนให้ความสำคัญ

อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ผู้นำเยอรมันนีที่มีอำนาจสูงสุดในขณะนั้น มีความคิดที่ว่า ประชาชนประเทศเยอรมันนีต้องมีสายเลือดบริสุทธิ์เท่านั้น ชาวยิวที่อาศัยอยู่ในประเทศเยอรมันนีจึงถูกกีดกัน กวาดล้างเพื่อไม่ให้สายเลือดยิวมาผสมกับเลือดเยอรมันนี อดอล์ฟ ฮิตเลอร์จึงมีคำสั่งให้ทหารจับตัวชาวยิวทั้งหมด ส่งไปยังค่ายกักกันเอาชวิตช์ เป็นค่ายกักกันขนาดใหญ่และขึ้นชื่อเรื่องการสังหารโหดหมู่ชาวยิวมากที่สุด

ชาวยิวในเยอรมันนีจำนวนมากถูกทหารกวาดต้อนไปยังค่ายกักกันเอาชวิตต์ ชาวยิวจะถูกส่งขึ้นรถยนต์ เรือเดินสมุทรและรถไฟซึ่งเป็นรถไฟขนสัตว์ ก่อนจะถึงค่ายกักกัน ยานพาหนะทุกประเภทจะต้องผ่านด่านตรวจค้น ชาวยิวจะถูกริบทรัพย์สินที่มีค่าทั้งหมดไว้ ไม่ว่าจะเป็นทองคำ เครื่องเพชร หรือแม้กระทั่งแขนเทียม ขาเทียม เหลือไว้เพียงเสื้อผ้าติดร่างกายไม่กี่ชิ้น ระหว่างทางชาวยิวบางคนเสียชีวิต ขาดอากาศหายใจเพราะความแออัด ร่างที่สิ้นลมหายใจนี้จะอยู่บนรถไฟร่วมกับเพื่อนชาวยิวคนอื่น ๆ จนกว่าจะถึงจุดหมายปลายทาง ผู้คนจึงขนานนามรถไฟสายนี้ว่า รถไฟสายมรณะ


ภาพของชาวยิวที่ถูกทหารจับโกนศีรษะ

เมื่อนักโทษชาวยิวเข้าไปอยู่ในค่ายกักกัน ตารางชีวิตของนักโทษ ในแต่ละวันจะถูกปลุกเวลา 5 นาฬิกาของทุกเช้า อาหารเช้าของพวกเขาจะมีแต่เครื่องดื่ม  จากนั้นต้องออกไปทำงาน ระหว่างทางที่เดินแถวจะมีวงออเคสตร้าบรรเลงเพลงทั้งตอนไปและกลับ เพื่อให้จังหวะการเดินพร้อมเพียงกัน ทหารจึงนับจำนวนนักโทษได้ง่ายและครบถ้วน หลังจากทำงานเสร็จ นักโทษ ที่ล้มป่วยระหว่างทาง จะไม่ได้รับการดูแลรักษา แต่จะถูกยิงจนเสียชีวิต

นักโทษถูกใช้แรงงานเยี่ยงทาส ไม่มีโอกาสหนีรอด บางทีล้มตายไปด้วยความหิวโหย ในความโชคร้ายนั้นความหนาวจัดก็คร่าชีวิตพวกเขาไป นักโทษที่อ่อนแอไร้ค่าจะถูกส่งไปยังห้องรมแก๊ส โดยที่นักโทษไม่รู้ว่ากำลังจะตาย เพราะทหารทำให้เข้าใจว่า เข้าไปอาบน้ำ ดังนั้นนักโทษทั้งหมด 2000 คนที่แออัดกันอยู่ในห้องรมแก๊ส มีเพียงร่างกายที่เปล่าเปลือย เมื่อเวลาผ่านไปสารพิษไซยาไนด์ 5 ถึง 7 กระป๋องจะถูกปล่อยลงมา ทุกคนในห้องทุรนทุราย ปีนป่ายเบียดเสียดกัน เพื่อหาอากาศหายใจ บ้างก็เหยียบกันจนล้มตาย  ในท้ายที่สุดแล้วชีวิตทั้ง 2000 ชีวิตก็สิ้นลมหายใจ ห้องรมแก๊สนี้จะถูกปิดไว้ 30 นาทีเพื่อให้แน่ใจว่านักโทษทุกคนเสียชีวิต ซึ่งเป็นเหตุการณ์การสังสารโหดหมู่ที่โหดเหี้ยมที่สุด


ภาพร่างของนักโทษที่ถูกรมแก๊สกองรวมกันไว้เพื่อนำไปเผา
ที่มา : http://wowboom.blogspot.com/

นักโทษชาวยิวทั้งเด็กผู้ใหญ่ถูกนำไปทดลองทางการแพทย์ด้วยวิธีที่ทารุณต่าง ๆ  เด็ก ๆ ในค่ายกักกันถูกแพทย์ฉีดสารเคมีเข้าสู่ดวงตาเพื่อเปลี่ยนสีตา การนำนักโทษมาตัดแขน ตัดขาเพื่อเฝ้าดูระยะเวลาของการทนพิษบาดแผล อีกทั้งยังมีการสร้างบาดแผลให้กับนักโทษ นำเศษดิน เศษกระจก เศษเหล็กใส่เข้าไปในบาดแผลเพื่อให้แผลอักเสบ แล้วทำการรักษาด้วยยาสูตรต่าง ๆ ที่แพทย์ได้คิดค้นขึ้นมา

ปลายสงครามโลกครั้งที่ 2 เยอรมันนีพ่ายแพ้สงครามต่อฝ่ายสัมพันธมิตร จึงพยายามที่จะทำลายหลักฐานการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิว มีการเผาทำลายเอกสารต่าง ๆ รื้อโรงรมแก๊สและโรงเผาศพ อีกทั้งยังย้ายนักโทษที่แข็งแรงกลับเข้าสู่ดินแดนเยอรมันนี

จนกระทั่งเมื่อวันที่ 27 มกราคม ค.ศ. 1945 ฝ่ายสัมพันธมิตร กองทัพแดงของสหภาพโซเวียตร่วมด้วยทหารอังกฤษและทหารอเมริกาได้บุกยึดค่ายกักเอาวิตช์จากเยอรมัน ช่วยเหลือปลดปล่อยอิสรภาพให้กับชาวยิว ชาวยิวที่รอดชีวิตบ้างก็ไปใช้ชีวิตอยู่ที่อเมริกา  อังกฤษ  ฝรั่งเศส รวมทั้งแผ่นดินเกิดเยอรมันนี

จากบทสรุปของเหตุการณ์ในครั้งนั้นได้เป็นบทเรียนต่อประวัติศาสตร์ ความไร้แสงแห่งอิสรภาพ ความทนทุกข์ทรมานทั้งทางร่ายกายและจิตใจเหมือนถูกพันธนาการด้วยโซ่ตรวน ซึ่งเกิดจากความโหดร้ายทารุณที่เพื่อนมนุษย์ได้กระทำต่อเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน อีกทั้งยังเป็นข้อตระหนักว่าเหตุการณ์แบบนี้ต้องไม่เกิดขึ้นอีกครั้งในอนาคต


อ้างอิง

สุดสยอง ค่ายนรก เอาชวิตซ์ ( Auschwitz Concentration Camp ). สืบค้นเมื่อ 8 กันยายน 2558, จาก : http://wowboom.blogspot.com/

อดอล์ฟ ฮิตเลอร์. สืบค้นเมื่อ 8 กันยายน 2558, จาก : https://th.wikipedia.org/

64 ปี “ค่ายเอาชวิตซ์” (Auschwitz). สืบค้นเมื่อ 8 กันยายน 2558, จาก : http://www.oknation.net/blog/swongviggit/2009/01/27/entry-1


อ่านเพิ่มเติม »

เทพโอซีริส (Osiris) เทพแห่งชีวิตหลังความตาย

วิไลลักษณ์ บูรณะ

เป็นที่ทราบกันดีว่าชาวอียิปต์มีความผูกพันกับเทพเจ้าและให้ความเคารพนับถือต่อเทพเจ้ามาหลายพันปี ซึ่งหนึ่งในเทพเจ้าหลายๆ องค์ที่ชาวอียิปต์ให้ความเคารพมากที่สุดจนถึงปัจจุบัน คือ “เทพโอซิริส” ซึ่งเป็นเทพเจ้าแห่งชีวิตหลังความตาย ความศรัทธาของชาวอียิปต์ที่มีต่อเทพโอซิริสนำไปสู่ความเชื่อในเรื่องของวิญญาณและโลกหน้า การกระทำไม่ว่าดีหรือชั่วจะส่งผลต่อชีวิตในภายภาคหน้า ซึ่งความเชื่อดังกล่าวถูกนำมาใช้กับชีวิตความเป็นอยู่ ทำให้ผู้คนชาวอียิปต์เลือกกระทำความดีเพราะเกรงกลัวต่อบาป

เทพโอซิริส เป็นโอรสของเทพเจ้าสุริยเทพ หรือรู้จักกันในนาม “เทพเจ้ารา” ซึ่งเป็นเทพที่ปกครองเมืองไอยคุปต์ โดยมีมเหสีเป็นเทพีแห่งท้องฟ้า นามว่า “เทพีนัต” เทพโอซิริสมีพี่น้องร่วมพระบิดามารดาอยู่ 4 พระองค์ คือ เทพฮามาคิส(harmakhis) เทพแห่งรุ่งอรุณและนักรบ เทพเซธ (seth) เทพแห่งพายุและความรุนแรง เทพีไอซิส (isis) เทพีแห่งความรักและความอุดมสมบูรณ์ และเทพีเนฟธิส (nephtys) เทพีแห่งผู้คุ้มครองวิญญาณคนตาย ซึ่งพระองค์ทรงได้อภิเษกกับ เทพีไอซิส พระขนิษฐาของพระองค์ ว่ากันว่าเทพโอซิริสและเทพีไอซิสตกหลุมรักกันตั้งแต่อยู่ในพระครรภ์มารดา ต่อมาเทพีไอซิสจึงได้ให้กำเนิดพระโอรสนามว่า “เทพฮอรัส” เทพแห่งท้องฟ้า มีศีรษะเป็นนกเหยี่ยวซึ่งเป็นตัวแทนแห่งความฉลาดแหลมคม

เทพโอซิริสเป็นบุรุษเพศ มีลักษณะกายสีเขียว สวมใส่ผ้าสีขาวที่คล้ายผ้าห่อศพ บนพระเศียรมีมงกุฎประดับด้วยขนนกกระจอกเทศ และพระหัตถ์ 2 ข้าง ถือไม้หวดข้าวและไม้เท้าด้ามงอ เทพเจ้าโอซิริสได้ขึ้นชื่อว่าเป็นเทพเจ้าแห่งชีวิตหลังความตาย ทำหน้าที่เป็นผู้ตัดสินคุณความดีและความชั่วของมวลมนุษย์ เทพโอซิริสถือเป็นเทพที่มีคุณธรรม มีความเมตตา มีความโอบอ้อมอารี ช่วยเหลือประชาชน รักความสันติและไม่นิยมความรุนแรง จึงเป็นที่รักของประชาชน
                                                         

ภาพเทพโอซิริส และ เทพีไอซิส
ที่มา : http://eden-saga.com/

ตามตำนานในสมัยโบราณของอียิปต์เล่าว่า เมื่อเทพเจ้าราชราภาพลง พระองค์จึงสละราชสมบัติให้เทพโอซิริสขึ้นครองราชย์ปกครองไอยคุปต์แทน เนื่องจากเทพโอซิริสเป็นพระโอรสองค์โต ซึ่งเทพโอซิริส มีความปรารถนาที่จะให้อาณาจักรไอยคุปต์มีความเจริญรุ่งเรืองประชาชนมีความสุข มีความสามัคคีรักใคร่ปรองดอง และมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี พระองค์และพระชายาจึงนำวิชาความรู้มาสั่งสอนให้กับประชาชน โดยปลูกฝังการอยู่ด้วยกันอย่างสันติ ทำให้บ้านเมืองสงบสุข และยังทรงสอนให้รู้จักเพาะปลูก ทำขนมปัง เลี้ยงสัตว์ รวมถึงการทำไวน์และเบียร์เพื่อใช้ในงานสังสรรค์  หลังจากที่อาณาจักรไอยคุปต์เจริญรุ่งเรืองแล้ว เทพโอซิริสก็ยังนำวิชาความรู้ไปเผยแพร่ในอาณาจักรต่างๆอีกด้วย ซึ่งสร้างความอิจฉาริษยาให้กับเทพเซธ พระอนุชา

เทพเซธจึงได้รวบรวมคนทั้งหมด 72 คน เพื่อวางแผนหวังที่จะปลงพระชนม์เพื่อขึ้นครองราชย์แทน จึงได้คิดวางแผนจัดงานเฉลิมฉลองเพื่อเป็นเกียรติแด่โอซิริสฟาโรห์แห่งอียิปต์ เมื่อเทพโอซิริสมาตามคำเชิญ เทพเซธก็ออกอุบายว่าตนได้สร้างหีบขึ้นมาประดับด้วยงาช้างทองคำและเพชรพลอยวิจิตรงดงาม ให้ผู้คนภายในงานลองทดสอบลงไปในหีบ ถ้าหีบนี้พอดีตัวกับผู้ใดก็รับหีบไปได้เลย ซึ่งเป็นแท้จริงแล้วหีบใบนี้จัดทำขึ้นมาขนาดพอดีกับฟาโรห์โอซิริสเท่านั้น เมื่อไม่มีผู้ใดมีขนาดพอดีกับหีบใบนี้ เทพเซธก็เชิญเทพโอซิริสลงไปในหีบเพื่อทดสอบ ทันทีที่พระองค์เสด็จเข้าไปในหีบ หีบก็ถูกปิดลงและมัดอย่างหนาแน่นก่อนที่จะนำหีบนั้นไปโยนลงแม่น้ำไนล์เพื่อกำจัดเทพโอซิริส


ภาพเทพเซธ เทพแห่งพายุและความรุนแรง

เมื่อเทพีไอซิสทราบเรื่องก็รีบไปตามหาศพของพระสวามี และใช้ความรู้ทางการแพทย์ร่วมกับเวทมนตร์ชุบชีวิตเทพโอซิริสขึ้นอีกครั้ง เมื่อเทพโอซิริสฟื้นจากความตายพระองค์ก็ไม่ได้ลงโทษเทพเซธเพราะไม่นิยมความรุนแรงจึงปล่อยเทพเซธไป ซึ่งเทพเซธเองก็ไม่ได้รู้สึกสำนึกต่อการกระทำนั้นเลยกลับยิ่งพยายามวางแผนเพื่อปลงพระชนม์เทพโอซิริสขึ้นอีกครั้ง โดยคราวนี้เทพเซธทำการสับพระศพของโอซิริสออกเป็น 14 ชิ้น แล้วนำชิ้นส่วนทั้ง 14 ชิ้นไปโปรยกระจายทั่วอียิปต์ เพื่อไม่ให้เทพีไอซิสชุบชีวิตขึ้นมาได้อีก

เมื่อเทพีไอซิสทราบเรื่องก็โศกเศร้าเสียใจและพยายามตามหาชิ้นส่วนร่างกายของเทพโอซิริสเพื่อนำมาประกอบเป็นรูปร่างอีกครั้ง ซึ่งระหว่างการตามหาชิ้นส่วนของเทพโอซิริสนั้น เทพีไอซิสก็ได้ให้กำเนิดโอรสขึ้น นามว่า “ฮอรัส” เมื่อตามหาชิ้นส่วนของพระสวามีครบแล้วพระนางจึงคิดหาวิธีเก็บรักษาร่างกายของพระสวามีเพื่อไม่ให้เน่าเปื่อย โดยการนำชิ้นส่วนร่างกายมารวมกันแล้วห่อด้วยผ้าสีขาวมัดศพไว้เพื่อทำเป็น “มัมมี่” หวังที่จะชุบชีวิตเทพโอซิริสขึ้นอีกครั้ง แต่เทพโอซิริสปฏิเสธที่จะกลับมาเป็นมนุษย์อีกครั้ง เพราะพระองค์ทรงได้รับเลือกให้เป็นผู้ปกครองดินแดนแห่งความตายไปแล้ว

หลายปีต่อมาหลังจากที่เทพเซธขึ้นครองราชย์ปกครองอาณาจักรไอยคุปต์ เทพฮอรัสก็เติบโตขึ้นจนเป็นหนุ่ม ทรงได้เรียนวิชาต่างๆ จากพระมารดาและเทพฮามาคิส จึงมีวิชาความรู้ เวทมนตร์ และศิลปะในการรบทุกด้าน เทพฮอรัสจึงคิดกลับไปอาณาจักรไอยคุปต์เพื่อแก้แค้นเทพเซธแทนพระบิดา แต่ถูกพระมารดาห้ามไว้เพราะไม่ต้องการให้เกิดความรุนแรงต่อกัน ทำให้เทพฮอรัสเกิดบันดาลโทสะใช้ดาบฟันคอของพระมารดา เมื่อพระนางสิ้นพระชนม์ไป พระนางก็ทรงเป็นผู้ที่ช่วยให้คนตายได้ไปพบกับเทพโอซิริส เพื่อตัดสินความดีและความชั่ว ส่วนเทพฮอรัสและเทพฮามาคิสผู้มีศักดิ์เป็นลุงและทหารจึงได้ยกทัพกลับไปแก้แค้นเทพเซธแทนพระบิดาและชิงบัลลังก์กลับคืนมาได้สำเร็จ เทพฮอรัสจึงขึ้นเป็นฟาโรห์ปกครองอาณาจักรไอยคุปต์สืบไป

แม้ว่าในตำนานจะดูเหมือน ความดีของเทพโอซิริสจะพ่ายแพ้ต่อความชั่วของเทพเซธ แต่เทพโอซิริสก็ยังคงเป็นที่รัก ที่เคารพนับถือของประชาชนตลอดมา เมื่อตายไปก็ยังได้รับให้เป็นผู้ยิ่งใหญ่แห่งชีวิตโลกหลังความตาย ทำหน้าที่ตัดสินความดีความชั่วของมวลมนุษย์อีกด้วย และในตอนจบของตำนาน เทพเซธก็ต้องพ่ายแพ้ต่อเทพฮอรัสพระโอรสของเทพโอซิริสอยู่ดี  ซึ่งเราจะเห็นได้ว่า ท้ายที่สุดความดีย่อมเอาชนะความชั่วได้เสมอ และคนดีย่อมได้รับการยกย่องและเป็นที่รักของผู้คนไม่ว่าจะอยู่ที่ในใดก็ตาม  

อ้างอิง

ตำนานศึกเทพเจ้าแห่งไอยคุปต์ (ออนไลน์) สืบค้นเมื่อ 6 กันยายน 2558, จาก http://www.komkid.com/

เจ้าโอซิริส (ออนไลน์) สืบค้นเมื่อ 6 กันยายน 2558, จาก http://www.oknation.net/blog/oleang/2012/04/01/entry-9

เทพโอซิริส(Osiris) เทพแห่งสันติของชาวอียิปต์ (ออนไลน์) สืบค้นเมื่อ 6 กันยายน 2558, จาก http://www.tumnandd.com/

โอซิริสและไอซิส ตำนานรักแห่งแม่น้ำไนล์ (ออนไลน์) สืบค้นเมื่อ 6 กันยายน 2558, จาก http://writer.dek-d.com/

อ่านเพิ่มเติม »

อักษรรูน (Runes)

โดย อาภาพร พิลาวงษ์

เมื่อกล่าวถึง “อักษรรูน” หลายคนอาจไม่อยากเชื่อว่าสิ่งที่ได้ยินนั้นเคยมีใช้จริงในโลกของเราเพราะอาจจะเคยได้ยินแค่เพียงจากเทพนิยายต่างๆ แต่ความเป็นจริงแล้ว อักษรรูนนั้นเคยถูกประดิษฐ์ขึ้นใช้จริงในสมัยโบราณโดยใช้กันในแถบยุโรบเหนือ เช่น อังกฤษ สแกนดิเนเวีย และไอช์แลนด์ เมื่อพันกว่าปีมาแล้ว และถูกพัฒนาตามภาษาและวัฒนธรรมในสมัยต่างๆ เช่น Elder Futhark Runes ในสมัย Proto – Norse , Futhore Runes ของ Anglo – Saxon และ Younger Futhark Runes ในสมัยของนอร์สโบราณหรือไวกิ้ง

จากร่องรอยอักขระโบราณที่หลงเหลืออยู่นักวิชาการพบว่ามันไม่ได้มีเพียงรอยสลักของตัวอักษรรูนเท่านั้น แต่ยังพบลายเส้นแปลกๆ เหมือนจะเป็นข้อความบางอย่าง แต่มันไม่ใช่ตัวอักษร โดยต่อมาพบว่ามันคือ “รหัสลับอักษรรูน”

แต่โบราณกาล “อักษรรูน” เป็นภาษาพื้นเมืองที่ถูกเรียกว่า “อักขระฟูธาร์ก” โดยนักวิชาการแบ่งออกให้เป็น 24 ตัวอักษร และมีความเชื่อกันว่าเป็นอักษรที่สามารถติดต่อสื่อสารกับเทพเจ้าได้ มีความลี้ลับและยังแฝงด้วยพลังเวทมนตร์

ในตำนานของอักษรรูนนั้น คำว่า “รูน” มาจากคำว่า รูน่า ในสมัยอธิคของยุโรป ซึ่งมีความหมายว่า “ความลับ หรือ ความเร้นลับ” โดยเริ่มมีการใช้อักษรรูนครั้งแรกในคริสต์ศตวรรษแรกในแถบตอนเหนือของทวีปยุโรป โดยเฉพาะในประเทศเยอรมณี การใช้อักษรรูนดำเนินมาเรื่อยๆ จนกระทั่งมาเลิกใช้ในสมัยยุคกลาง เพราะคริสต์ศาสนามีบทบาทมากขึ้น และมีการเผยแพร่คริสต์ศาสนาไปทั่วยุโรป ในขณะที่อักษรละตินมีการใช้มากขึ้น และอักษรรูนจึงกลายเป็นสิ่งต้องห้าม จนกระทั่งในปี ค.ศ. 1639 ศาสนาจักรโรมันคาทอลิกได้ประกาศห้ามคริสต์ศาสนิกชนทุกคนศึกษาและใช้อักษรรูนในที่สุด


รูปภาพตัวอย่างตัวอักษรรูน

อย่างที่ได้กล่าวไว้ก่อนหน้าว่า บนรอยสลักของอักษรรูนที่ถูกค้นพบนั้นไม่ได้มีเพียงรอยสลักของตัวอักษรรูน แต่ยังพบลายเส้นแปลกๆ ด้วย หรือที่เรียกว่า “รหัสลับอักษรรูน”

รหัสลับอักษรรูน คือ สัญลักษณ์บางอย่างที่สามารถถอดรหัสเป็นข้อความได้ และดูเหมือนว่าลายเส้นที่กล่าวถึงนี้ สามารถพบได้ทั่วไปตามสิ่งของเครื่องใช้ในชีวิตประจำวันของชาวนอร์สโบราณ เช่น บนแผ่นไม้ บนกระดู บนเรือ เป็นต้น จากหลักฐานต่างๆ พบว่ารหัสลับอักษรรูนที่ว่านี้น่าจะมีอยู่หลายแบบ แต่ในปัจจุบันผู้เชี่ยวชาญสามารถถอดรหัสลับเหล่านี้ได้เพียงแค่ 3 แบบเท่านั้น ชื่อเรียกของรหัสเหล่านี้ได้แก่
1. Cipher Runes
2. Caesar
3. Jotunvillur
โดยรหัสลับแบบที่ 3 นั้นพึ่งจะถูกถอดรหัสออกได้เมื่อต้นปี 2014 นี้เอง โดยนักศึกษาปริญญาเอกชาวนอร์เวย์ชื่อ Jonas Nordby เดิมทีนักวิชาการเข้าใจว่ารหัสลับถูกใช้เพื่อเขียนความลับหรือสาระสำคัญ แต่จากการค้นคว้าล่าสุด Nordby มีแนวคิดว่า “บางทีมันอาจจะเป็นเกมส์อย่างหนึ่งของคนโบราณก็ได้เปรียบเหมือนเกมส์ Sudoku ของยุคโบราณเลยก็ว่าได้”


รูปภาพอักษรรูนแบบ Cipher Runes ที่ถูกค้นพบ

อักษรรูน จากที่หลายคนเคยคิดว่าเป็นเพียงสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อประกอบภาพยนตร์หรือนิยายเชิงเวทมนตร์นั้น มาถึงตอนนี้ก็ทำให้หลายคนคลี่คลายความเข้าใจผิดนั้นแล้วว่า อักษรรูน เคยถูกประดิษฐ์ขึ้นใช้จริงในสมัยก่อน และจากการวิเคราะห์ล่าสุดของ Nordby อักษรรูนอาจไม่ใช่อักษรที่มีความศักดิ์สิทธิ์หรือมีความลี้ลับใดๆอย่างที่เป็นความเชื่อต่อกันมา แต่เป็นเพียงแค่เกมส์ในสมัยก่อนเท่านั้น แต่อย่างไรก็ตามไม่มีใครอาจรู้ได้ว่า อักษรรูน แท้ที่จริงแล้วมีความเป็นมาอย่างไร สำหรับตัวผู้เขียนเองแล้วอักษรรูนที่เคยรู้จักและได้ยินมานั้นก็ยังเป็นสิ่งที่น่าทึ่งและน่าค้นหาอยู่เสมอ


อ้างอิง

ราชัย พ่อมดพยากรณ์. (2553). อักษรรูน. วันที่ค้นข้อมูล 20 กันยายน 2558 เว็บไซต์ : http://wizardhoro.blogspot.com/2010/10/blog-post_03.html

Duangdee MThai. (2554). อักษรรูน แฝงด้วยเรื่องลี้ลับ และพลังเวทมนตร์จากเทพ. วันที่ค้นข้อมูล 19 กันยายน 2558 เว็บไซต์ : http://lotto.mthai.com/lotto-content/result-1232.html

Panya’s Blog : Linguistic Aspects. (2557). รหัสลับอักษรรูน.วันที่ค้นข้อมูล 19 กันยายน 2558 เว็บไซต์ : https://lingaspect.wordpress.com/

อ่านเพิ่มเติม »

ลีโอนีดาส (Leonidas I) กษัตริย์ยอดนักรบ

โดย สุพัตรา แสงกองมี

เรื่องราวที่กล่าวถึงต่อไปนี้  เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับวีรกรรมของกษัตริย์ลีโอนีดาส (Leonidas I) ซึ่งเป็นกษัตริย์ยอดนักรบของชาวสปาร์ตา  ที่เสียสละชีวิตตนเองต่อต้านกองทัพขนาดใหญ่จากจักรวรรดิเปอร์เซีย  เมื่อครั้งยกทัพมารุกรานนครรัฐกรีกที่ช่องเขาเทอร์โมฟีเลีย (Thermopylae) ซึ่งได้กลายเป็นตำนานนักรบในประวัติศาสตร์อีกคนหนึ่งที่คนทั้งโลกจดจำ และยังเป็นที่เล่าขานกันมาตราบจนถึงทุกวันนี้

กษัตริย์ลีโอนีดาส (Leonidas I)  ประสูติเมื่อ ปีที่ 540 ก่อนคริสตกาล เป็นโอรสคนที่ 2 จากภรรยาคนแรกของกษัตริย์อนาซิสไดดาสที่ 2  บรรพบุรุษสืบทอดเชื้อสายมาจากชาวดอเรียน  มีพระมเหสีพระนามว่า กอร์โก (Gorgo) เมื่อกษัตริย์ลีโอนีดาสมีอายุได้ 7 ชันษา พระองค์ถูกนำออกจากครอบครัวเพื่อฝึกการต่อสู้ ให้มีร่างกายและจิตใจที่เข้มแข็ง มีความทนทานต่อสภาพที่ทุกข์ยากลำบาก รวมทั้งมีความเชี่ยวชาญในการนำทัพ


ที่มา : http://www.lofttravel.com/

ปีที่ 480 ก่อนคริสตกาล  กษัตริย์เซอร์เซสที่ 1 ได้นำกองทัพเปอร์เซียขนาดมหาศาลจำนวน 500,000 คน ประกอบไปด้วยทัพบกและทัพเรือ  โดยทรงนำทัพมาด้วยพระองค์เอง  เข้าโจมตีดินแดนกรีกทางเขตมาซิโดเนีย  เพื่อเป็นการล้างแค้นแทนกษัตริย์ดาริอุส  ซึ่งเป็นพระบิดาของพระองค์  ถือเป็นการเปิดฉากสงครามเปอร์เซียครั้งที่ 2 หลังจากที่กษัตริย์ดาริอุสเคยพ่ายแพ้สงครามแก่พันธมิตรแห่งกรีกในสงครามเปอร์เซียครั้งแรก

เมื่อทราบข่าว นครรัฐสำคัญของกรีกได้รวมตัวกันเพื่อเตรียมตัวตั้งรับทัพเปอร์เซีย ประกอบไปด้วยกองทัพผสมระหว่าง ทหารเอเธนส์  สปาตาร์ และนครพันธมิตร กว่า 7,000 นาย นำทัพโดยกษัตริย์ลีโอนีดาสแห่งสปาตาร์ พระองค์ได้นำไพร่พลเคลื่อนทัพไปตั้งมั่นอยู่ที่ช่องเขาเทอร์โมฟีเลีย (Thermopylae) เพื่อสกัดกองทัพเปอร์เซียไว้จนกว่าบรรดาพันธมิตรของพระองค์จะสามารถรวมพลเตรียมกองทัพบกและทัพเรือเสร็จกษัตริย์เซอร์เซสทรงส่งทูตไปเจรจากับกษัตริย์ลีโอนีดาส  ให้ทำการยอมจำนนและถอยทัพกับไป

แต่กษัตริย์ลีโอนีดาสได้ทรงปฏิเสธ  กษัตริย์เซอร์เซสจึงตัดสินใจส่งกองทัพบุกเข้าโจมตีทัพของกษัตริย์ลีโอนีดาส  ในช่วงสองวันแรกของการรบนั้นกษัตริย์ลีโอนีดาสเป็นฝ่ายได้เปรียบเนื่องจากสปาตาร์เป็นรัฐทางทหาร ที่ถือได้ว่ามีความเข้มแข็งที่สุดในประวัติศาสตร์ของกรีกโบราณ  แต่แล้วโชคชะตากลับเข้าข้างเปอร์เซีย เนื่องจากมีชาวกรีกผู้ทรยศนาม เอพิเทส (Ephialtes) ได้ไปเข้าเฝ้ากราบทูลกษัตริย์เซอร์เซส ถึงช่องทางที่สามารถผ่านไปได้โดยขอสิ่งตอบแทนเป็นของรางวัล  ตอนรุ่งเช้าในวันที่สามของสงครามนั้น  แม่ทัพเปอร์เซียได้นำทหารจำนวนหนึ่งไปตามเส้นทางลับนี้และพบกับกองทหารชาวโพเชี่ยน1,000 นาย ที่กษัตริย์ลีโอนีดาสได้ให้มาเฝ้าเส้นทางไว้ ทั้งสองฝ่ายจึงเกิดการต่อสู้กัน เปอร์เซียเป็นฝ่ายชนะทำให้เปอร์เซียสามารถยึดเส้นทางนี้ได้ทั้งหมด



เมื่อกษัตริย์ลีโอนีดาสทรงทราบว่ากองทัพของตนถูกล้อมรอบ  จึงทำการเรียกประชุมแม่ทัพนายกองทั้งหมดและออกคำสั่งให้ทัพจากนครกรีกอื่นๆ ถอยทัพไปรวมพลกับกองทัพพันธมิตร ส่วนตนเองพร้อมทหารสปาตาร์อีก 300 นายจะคอยสู้เพื่อถ่วงเวลาทหารเปอร์เซียไว้เพื่อให้ทัพกรีกหนีไปได้อย่างปลอดภัย  แม้ว่าในการรบครั้งนี้ชาวสปาตาร์จะสามารถสังหารทหารเปอร์เซียได้มากมาย  รวมทั้งพระอนุชาสองพระองค์ของพระเจ้าเซอร์เซสแต่เนื่องจากมีกำลังพลน้อยกว่าทำให้ในที่สุดกษัตริย์ลีโอนีดาสพร้อมด้วยทหารสปาตาร์ 300 นายของพระองค์ก็ถูกสังหารจนสิ้น

หลังจากทัพเปอร์เซียผ่านช่องเขาเทอร์โมฟีเลีย (Thermopylae)ไปได้  กองทัพเปอร์เซียก็เข้าโจมตีนครเอเธนส์พร้อมกับนครอื่นๆอีกหลายนคร  แต่ต่อมากองทัพเรือของเอเธนส์ที่นำโดยเธมิสโตเคิล  สามารถเอาชนะทัพเรือเปอร์เซียได้ที่ซาลามีส (Salamis) จนทำให้กองทัพเปอร์เซียของกษัตริย์เซอร์เซสต้องถอยทัพกลับไปพร้อมกับความปราชัย  ด้วยความโกรธแค้นกษัตริย์เซอร์เซสได้สั่งให้ทำการตัดหัวร่างอันไร้วิญญาณของกษัตริย์ลีโอนีดาสและนำร่างไปตรึงกับแผ่นไม้  กษัตริย์เซอร์เซสทรงรู้สึกสำนึกได้ในภายหลัง จึงสั่งให้ฝั่งพระศพของกษัตริย์ลีโอนีดาสอย่างสมพระเกียรติในบริเวณช่องเขาเทอร์โมฟีเลีย (Thermopylae) และในอีก 40 ปีต่อมาพระศพของกษัตริย์ลีโอนีดาสก็ถูกส่งกลับคืนสู่สปาร์ตา

บทเรียนที่ได้จากสงครามครั้งนี้สะท้อนให้เราเห็นว่า  สงครามไม่เคยสร้างสรรสิ่งที่ดีแก่ใคร  ทุกฝ่ายต่างสูญเสียด้วยกันทั้งสิ้น สงครามเป็นเพียงวิธีการที่ใช้ทำลายล้างหรือยุติข้อขัดแย้งซึ่งต้องแลกมาด้วยเลือดและความสูญเสียเพียงเท่านั้น...


อ้างอิง

ณภัค เสรีรักษ์. (2550).300 กับ สงครามแห่งอุดมการณ์.สืบค้นเมื่อ 27 กันยายน 2558 จาก http://www.prachatai.com/journal/2007/03/12208

ย้อนรอย 300 : ประวัติศาสตร์ชาตินักรบ.(2550). สืบค้นเมื่อ 28 กันยายน 2558 จาก http://www.artsmen.net/content/show.php?Category=warboard&No=5231

อัศวินแห่งการเวลา. (2554). คุยเฟื่องเรื่องประวัติศาสตร์ ตอน สงครามกรีกเปอร์เชีย 3 ศึกเทอร์โมไพเล สปาร์ตันชาตินักรบ. สืบค้นเมื่อ 29 กันยายน 2558 จาก http://writer.dek-d.com/churocker/story/viewlongc.php?id=648832&chapter=5

อ่านเพิ่มเติม »

ชีเชน อิตซา (Chichen itza)

โดย ศิลาวดี มะสุนี

ถ้าหากจะกล่าวถึงเมืองโบราณในอารยธรรมเมโสอเมริกาหลายๆคนคงนึกถึงเมืองมาชูปิชูที่ยิ่งใหญ่ของชนเผ่าอินคา แต่ก็มีอีกหนึ่งเมืองโบราณที่สำคัญและยิ่งใหญ่ไม่แพ้กันนั่นก็คือ ชีเชน อิตซา

ชีเชน อิตซา เป็นเมืองโบราณสถานที่สร้างขึ้นระหว่างศตวรรษที่ 10 - 15  ปัจจุบันตั้งโดดเด่นเป็นสง่าอยู่เหนือคาบสมุทรยูคาตัน ทางตอนกลางของประเทศเม็กซิโก ชีเชน อิตซา เป็นวิหารที่โด่งดังที่สุดของชนเผ่ามายัน และถือเป็นศูนย์กลางด้านการเมืองและเศรษฐกิจของอารยธรรมมายาด้วย เป็นส่วนหนึ่งของเมืองจำนวนมากมายซึ่งพวกมายาได้สร้างขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์ของเทพเจ้าผู้ทรงกระหายพระโลหิต

ชนเผ่ามายาแห่งเม็กซิโกสืบสายมาจากคนพวกแรกที่เดินทางจากทวีปเอเชียเข้ามายังทวีปอเมริกาทางช่องแคบเบริง ได้มีการพัฒนาทางวัฒนธรรมทั้งในด้านเหี้ยมโหดอันป่าเถื่อนและความมีสติปัญญาอันสูงส่งในขณะเดียวกันพวกมายาฝึกความเสียสละด้านมนุษยชาติ ควักหัวใจผู้ที่รับการบูชาออกสังเวยพระเจ้า ขณะเดียวกันก็มีการพัฒนาความรู้ด้านดาราศาสตร์ ศิลปะของสถาปัตยกรรม ทางอักษรศาสตร์ ด้านการเขียนบันทึกด้วยตัวอักษรพิเศษ และการค้นพบค่าของเลข 0 ทางคณิตศาสตร์ แต่ก็น่าแปลกที่พวกเขามิได้ค้นพบประโยชน์อันเกิดจากล้อเลื่อน พวกเขาได้สร้างสิ่งต่างๆมากมายหนึ่งในนั้นก็คือ ชีเชน อิตซา


ชิเชน อิทซ่า (Chichen Itza) 

สถานที่สำคัญในชีเชนอิตซาซึ่งโดดเด่น ได้แก่

วิหารแห่งกูกัลคัน หรือ เอลกาสตีโย (El Castillo) ซึ่งเป็นพีระมิดขั้นบันไดยักษ์ที่ตั้งตระหง่านอยู่กลางโบราณสถานดังกล่าว โดยพีระมิดแห่งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความฉลาดหลักแหลมของชาวมายันในด้านดาราศาสตร์ เพราะบันไดทางขึ้นของที่นี่ มีทั้งหมด 4 ด้าน ด้านละ 91 ขั้น เมื่อรวมกันจะได้ 364 ขั้น และเมื่อนับรวมแท่นที่อยู่ด้านบนสุด ก็จะเป็น 365 ขั้นพอดี ซึ่งสื่อถึงจำนวนวันในรอบ 1 ปีพีระมิดเอลกัสตีโย (el castillo) มีลักษณะคล้ายพีระมิดแห่งอียิปต์ แต่มียอดหัวตัดเป็นสี่เหลี่ยม และไม่ได้ใช้บรรจุพระศพของกษัตริย์เหมือนพีระมิดแห่งอียิปต์ แต่ใช้สำหรับบวงสรวง เทพเจ้าคูคุลคาน เทพเจ้างูผู้สร้างบรรพบุรุษของมนุษย์ขึ้นมาตามความเชื่อของชาวมายา พีระมิดเอลกัสตีโยทำจากหิน มีความสูงจากพื้นดิน 24 เมตร รวมกับความสูงของวิหารด้านบนอีก 6 เมตร เป็น 30 เมตร มีฐานกว้างด้านละ 55 เมตร ใช้เป็นสถานที่ประกอบพิธีบูชายัญเทพเจ้าด้วยชีวิตของหญิงสาวพรหมจรรย์ ตามความเชื่อของชาวมายาว่าเทพเจ้าทรงโปรดการเสวยเลือดสด



ภาพ พีระมิดเอลกัสตีโย (el castillo)   

วิหารจากัวร์ (Temple of the Jaguars) ตั้งฟากตะวันตกของโบราณสถาน ชื่อของสิ่งปลูกสร้างนี้มาจากรูปสลักขบวนเสือจากัวร์ที่อยู่บนอาคารด้านหน้า วิหารที่มีรูปแบบสถาปัตยกรรมมายา-โทลเท็ลนี้สร้างขึ้นในราวปี 900-1100 ภายในวิหารมีภาพจิตรกรรมฝาผนังที่น่าสนใจอย่างยิ่ง เป็นต้นว่าบอกเล่าการยุทธ์ระ หว่างชาวมายากับชาวโทลเท็ล

วิหารแห่งนักรบ (temple of the warriors) เป็นพีระมิดยอดสี่เหลี่ยมลักษณะเดียวกับพีระมิดเอลกัสตีโย แต่มีขนาดเตี้ยกว่า มีวิหารด้านบนใหญ่กว่า และมีบันไดขึ้นด้านเดียว ที่ตั้งอยู่ทางฟากตะวันออกของเอลกาสตีโย

สนามบอล (Ball Court Complex) หรือ เฆโก เด เปโลตา (Juego de Pelota) สถานที่ตั้งอยู่ข้างๆ วิหารจากัวร์อันเป็น 1 ใน 7 แห่งที่ใช้สำหรับการละเล่นอย่างหนึ่ง (สนาม 544x223 ฟุต) ใหญ่โตที่สุด ไม่มีใครทราบแน่ชัดว่าเกมบอลที่เรียกกันว่า ป๊อก-ตา-ป๊อก (Pok-Ta-Pok) ของชาวมายานี้มีวิธีเล่นอย่างไร แต่เป็นไปได้ว่ามันอาจจะเป็นพิธีกรรมมากกว่าการละเล่นเพื่อนันทนาการ

เอลการากอล (el caracol) เป็นหอยอดโดม สันนิษฐานกันว่าเป็นหอสำหรับสังเกตการโคจรของดวงดาวในสมัยนั้น

ชีเชนอิตซารับเลือกให้เป็นหนึ่งในเจ็ดสิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคใหม่ จากการลงคะแนนทั่วโลกทั้งทางอินเทอร์เน็ตและโทรศัพท์มือถือ ได้รับการขนานนามให้เป็นมรดกโลก และได้รับการจัดอันดับให้เป็น 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคใหม่เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2550  นักท่องเที่ยวที่สนใจจะไป ชีเชน อิตซา  ก็สามารถเดินทางไปได้ทุกวัน แต่ช่วงเวลาที่ดีที่สุด ในการเดินทางไปท่องเที่ยวชีเชน อิตซา นั้น ก็คือช่วงฤดูใบไม้ร่วงและฤดูใบไม้ผลิ ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่จะเกิดวิษุวัตพอดี โดยนักท่องเที่ยวจะได้เห็นปราฏการณ์ทางธรรมชาติของการตกกระทบของแสงอาทิตย์ กับพีระมิด บริเวณวิหารแห่งกูกัลคัน ซึ่งถือเป็นปรากฏการณ์ที่หาชมได้ยากเป็นอย่างยิ่ง

ชีเชน อิตซา  เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่แสดงให้เห็นถึงความฉลาดของมนุษย์ในอดีตที่ไม่มีเทคโนโลยีหรือมีเครื่องมือที่ทันสมัยมากเท่ากับปัจจุบันแต่พวกเขาสมารถสร้างขึ้นมาได้อย่างน่าอัศจรรย์ใจทำให้คนในสมันปัจจุบันอย่างเราอดที่จะชื่นชมไม่ได้และเป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นถึงความยิ่งใหญ่ของอารยธรรมมายาที่ยิ่งใหญ่ไม่แพ้อารยธรรมอียิปต์ อินคาและอื่นๆ และการสร้าง ชีเชน  อิตซา  ของชาวมายานี้เพื่อเป็นอนุสรณ์ของเทพเจ้าผู้ทรงกระหายพระโลหิตสะท้อนให้เห็นว่าชาวมายามีความศรัทธาต่อเทพเจ้ามากถึงขนาดสร้างสิ่งที่ยิ่งใหญ่นี้ได้ นับว่าเป็นอีกหนึ่งอารยธรรมที่สร้างสรรค์โดยมีแรงบันดาลใจมาจากความศรัทธา




อ้างอิง                                                                                                                                                            
ชีเชน อิตซา. (2557). ค้นเมื่อวันที่ 9 กันยายน 2558,
จาก: http://013750.blogspot.com/2014_07_01_archive.html

เชนอิตซา:ร่องรอยอารยธรรมอันยิ่งใหญ่ของชาวมายัน. (2555).  ค้นเมื่อวันที่ 9 กันยายน 2558,
จาก : http://news.voicetv.co.th/world/58983.html

ชีเชนอิตซา. (มปป). ค้นเมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 2558,
จาก: http://www.myfirstbrain.com/main_view.aspx?ID=94394

ชีเชนอิตซา. (2558). ค้นเมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 2558, จาก : https://th.wikipedia.org/

สถานที่สำคัญในชีเชน อิตซา. (มปป). ค้นเมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 2558,
จาก: http://www.ocac.go.th/article-detail-40.html

อ่านเพิ่มเติม »

พระเจ้าอโศกมหาราช

โดย เยาวภา แสงจันทร์

เมื่อกล่าวถึงพระมหากษัตริย์ในประวัติศาสตร์ของชมพูทวีปแล้ว  คงจะไม่มีใครไม่รู้จัก พระเจ้าอโศกมหาราช กษัตริย์ผู้ปรีชาสามารถ ขึ้นชื่อเรื่องความโหดร้าย แต่เพราะเหตุใดกษัตริย์ที่ขึ้นชื่อเรื่องความเหี้ยมโหดอย่างพระองค์จึงได้รับการยกย่องว่าเป็นชาวพุทธตัวอย่างและเป็นกษัตริย์ผู้ทรงธรรม  

พระเจ้าอโศกมหาราช ประสูติเมื่อปี พ.ศ. 184 เป็นโอรสของพระเจ้าพิมพิสาร และพระนางสุภัทรา แห่งราชวงศ์โมริยะ ครองราชสมบัติ ณ พระนครปาฎลีบุตร  เมื่อครั้งยังทรงพระเยาว์ พระองค์ทรงมีพระนิสัยที่แข็งกร้าวและโหดร้าย ได้ทรงศึกษาเรียนรู้ศาสตร์ความรู้หลากหลายแขนง มีทักษะทางด้านการใช้ดาบเป็นเลิศเป็นที่ร่ำลือ

ด้วยความปรีชาสามารถของพระองค์จึงทรงได้รับมอบหมายให้เป็นแม่ทัพในการนำทัพทำสงครามรวมถึงจัดการความวุ่นวายและความไม่สงบภายในแคว้น ทำให้ชื่อเสียงของพระองค์เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง นำมาซึ่งความริษยาของบรรดาพระเชษฐาต่างมารดา ในขณะเดียวกันเจ้าชายสุสิมะซึ่งเป็นองค์รัชทายาทจึงทรงวางแผนให้พระองค์ถูกเนรเทศออกจากเมือง หลังจากที่พระองค์ถูกเนรเทศออกจากเมืองได้เกิดความวุ่นวายขึ้นที่แคว้นๆ หนึ่ง พระเจ้าพิมพิสารจึงมีพระบัญชาให้พระเจ้าอโศกไปจัดการความวุ่นวายที่แคว้นนั้น ศึกครั้งนั้นพระองค์ทรงได้รับบาดเจ็บโดยได้รับการดูแลจากพระนางเทวีที่ทำหน้าที่เป็นนางพยาบาลและได้จัดพิธีอภิเษกสมรสในเวลาต่อมา

เมื่อพระเจ้าพิมพิสารเสด็จสวรรคต พระเจ้าอโศกได้ทรงยกกองทัพมาทำสงครามชิงบัลลังก์กับพระเชษฐา ทรงสังหารพระเชษฐาและพระญาติวงศ์ไปกว่า 100 พระองค์ หลังจากสถาปนาตนขึ้นเป็นกษัตริย์ได้ทรงแผ่พระราชอาณาจักรออกไปกว้างขวางโดยทำพิธีอัศวเมธ เมืองใดไม่ยอมอ่อนน้อมก็ทรงยกทัพไปปราบ ทรงแสดงพระแสนยานุภาพโดยการขยายอาณาเขตตั้งแต่เทือกเขาหิมาลัยลงไปจนปลายแหลมของอินเดีย ทั้งยังเป็นกษัตริย์ผู้กระหายสงคราม  เป็นจอมทัพที่โหดเหี้ยมและไร้ซึ่งความเมตตา จนได้รับการขนานนามว่า “จัณฑาโศก” ซึ่งแปลว่าพระเจ้าอโศกผู้โหดเหี้ยม


หลังจากที่พระองค์ทรงครองราชย์ได้ครบ 8 พรรษา ทรงได้กรีฑาทัพไปทำสงครามกับแคว้นกาลิงคะ โดยมีเมืองทันตะปุระเป็นเมืองหลวง (ปัจจุบันอยู่ในรัฐโอลิสา) ในสงครามครานั้นประชาชนชาวกาลิงคะผู้บริสุทธิ์กว่าแสนคนถูกสังหารอย่างโหดร้ายทารุณ แม้นพระองค์จะทรงครองชัยชนะในครานั้น แต่ก็มิได้ทำให้พระองค์ทรงเกษมสำราญทั้งยังเกิดความสะเทือนใจและสลดสังเวชในบาปกรรม

การที่พระองค์ทรงนับถืออาชีวกตามพระราชบิดาและพระราชมารดานั้นไม่อาจทำให้พระองค์หลุดพ้นจากความทุกข์ได้ พระองค์จึงทรงพิจารณาลัทธิและศาสนาต่าง ๆ เพื่อแสวงหาสัจธรรมจนกระทั่งได้พบนิโครธสามเณร หลังจากที่พระนิโครธแสดงธรรมโปรดพระองค์ จึงได้เกิดความเลื่อมใสในพระพุทธศาสนาและได้ประกาศตนเป็นพุทธมามกะ

ครั้นพระองค์ทรงศรัทธาพระพุทธศาสนาอย่างแรงกล้า ยังผลให้พระพุทธศาสนาเปลี่ยนเป็นหนึ่งในศาสนาที่สำคัญของชมพูทวีป โดยทรงบริจาคพระราชทรัพย์สมบัติเพื่อทำนุบำรุงศาสนา เช่น ทรงสร้างพระสถูป 84,000 แห่ง รวมถึงสร้างวัดและมหาวิทยาลัยนาลันทาอันส่งผลให้พุทธศาสนามีความเข้มแข็งเพราะแม้ผู้ที่ไม่สามารถอ่านหนังสือออกก็สามารถเข้าใจหลักธรรมคำสอนได้ ทรงโปรดให้จัดทำพระไตรปิฎก แจกจ่ายพร้อมทั้งให้มีการจารและสลักเป็นศิลาจารึก ทรงริเริ่มขบวนการธรรมยาตรา เชิญชวนพสกนิกรเข้าอารามฟังธรรมปฏิบัติธรรม ทรงประพาสถวายสักการะปูชนียสถานต่าง ๆ รวมถึงทรงเสด็จเยี่ยมเยือนสมณะพราหมณ์ตามวัด และสนทนาธรรมกับสมณะพราหมณ์

นอกจากนี้ ทรงประกาศมิให้มีการฆ่าสัตว์ โปรดให้มีการสร้างโรงพยาบาลสำหรับคนและสัตว์ ซึ่งถือว่าเป็นโรงพยาบาลสัตว์แห่งแรกของโลก ทรงสร้างโรงเลี้ยงคนทุพพลภาพ คนชราและเด็กอนาถา  โปรดให้สร้างที่พักสำหรับผู้สัญจร โปรดให้ขุดบ่อน้ำสาธารณะ ทรงปลูกต้นไม้และสมุนไพรให้เป็นทานแก่คนและสัตว์ ทั้งยังทรงสถาปนาสังเวชนียสถาน 4 แห่งให้เป็นที่สักการบูชาของศาสนิกชน



ที่สำคัญคือพระองค์ยังทรงส่งสมณะทูตไปเผยแพร่ศาสนาทำให้พระพุทธศาสนาเป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลาย โดยแบ่งเป็น 9 สาย และสายที่ 8 มาเผยแพร่ที่ ดินแดนสุวรรณภูมิ มีพระโสณะและพระอุตระเป็นสมณะทูต ทำให้พระพุทธศาสนากลายเป็นศาสนาสำคัญของโลกและยังกลายเป็นศาสนาประจำชาติของประเทศไทย นอกจากนี้พระองค์ยังทรงเป็นประธานในการสังคายนาพระไตรปิฎกครั้งที่ 3 ณ วัดอโศการาม เมืองปาฏลีบุตร นับได้ว่าเป็นกษัตริย์พระองค์แรกที่ออกผนวชในขณะครองราชย์ และหันมาใช้หลักพุทธธรรม (ธรรมราชา) ในการปกครองบ้านเมืองโดยทรงยึดเอาความสุขของพสกนิกรเป็นที่ตั้ง ถือว่าเป็นแบบอย่างของนักปกครองที่ดี

เมื่อพระองค์หันมานับถือศาสนาพุทธและปกครองบ้านเมืองโดยหลักธรรมแล้ว ทำให้ดินแดนชมพูทวีปในยุคนั้นเจริญรุ่งเรืองผาสุก ในบั้นปลายแห่งพระชนม์ชีพ ทรงได้รับพระสมัญญาว่า “พระเจ้าธรรมาโศกราช” หรือ “ธรรมมาอโศก” แปลว่า “อโศกผู้ทรงธรรม” และเสด็จสวรรคตเมื่อ พ.ศ. 313 พระอัฐิของพระองค์ถูกนาไปโปรยที่แม่น้าคง

พระนามของพระองค์ถูกอนุชนเรียกขานด้วยความเคารพเทิดทูนเหนือกว่ากษัตริย์ผู้ทรงครองชัยในสงคราม ทรงได้รับการยกย่องเป็นชาวพุทธตัวอย่าง เป็นอัครศาสนูปถัมภกที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในพระพุทธศาสนา อีกทั้งยังได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่ง ใน 6 อัครมหาบุรุษแห่งประวัติศาสตร์โลก พระองค์ทรงทำให้ประจักษ์แล้วว่าแสนยานุภาพใดๆ เทียบมิได้กับชัยชนะโดยธรรม ด้วยเหตุนี้พระนามของพระองค์จึงยังเป็นที่กล่าวขานสืบต่อมาจนถึงปัจจุบัน


อ้างอิง : 

ทองพริก  วิกิพีเดีย. 2554. พระเจ้าอโศกมหาราช. (ออนไลน์). ค้นเมื่อ 1 ตุลาคม 2558, จาก : http://chaiwat201149.blogspot.com/2011/02/blog-post_22.html.

วัดเขาไกรลาศ. 2558. พระเจ้าอโศกมหาราช. (ออนไลน์). ค้นเมื่อ 1 ธันวาคม 2558, จาก : http://www.watkaokrailas.com/index.php?mo=3&art=41906721.

วิกิพีเดียสารานุกรมเสรี. 2555. พระเจ้าอโศกมหาราช. (ออนไลน์). ค้นเมื่อ 1 ตุลาคม 2558, จาก : http://www.sammajivasil.net/news30.htm

วิภารัตน์  บุญร่วม. 2555. ชาวพุทธตัวอย่าง. (ออนไลน์). ค้นเมื่อ 1 ตุลาคม 2558, จาก : https://palmwiparat.wordpress.com

อ่านเพิ่มเติม »