แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เทศกาล แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เทศกาล แสดงบทความทั้งหมด

เทศกาลหน้ากากไม้แห่งสคิญ๊าโน๊ะ (Carnival of Schignano)

โดย วิษราภรณ์  จตุเทน

นอกเหนือจากทะเลสาบโคโม แหล่งท่องเที่ยวสำคัญของแคว้นลอมบาร์เดีย ทางตอนเหนือของประเทศอิตาลี คุณรู้หรือไม่ว่าท่ามกลางหุบเขาที่เขียวขจีมีหมู่บ้านเล็กๆ แห่งหนึ่งมีชื่อว่า สคิญ๊าโน๊ะ (Schignano) มีเทศกาลที่น่าสนใจและสื่อไปถึงวัฒนธรรมของคนในหมู่บ้านนั้นๆ ด้วยการที่คนในหมู่บ้านจะมีการเดินขบวนหน้ากากไม้ และการแสดงต่างๆ โดยชื่อของเทศกาลนี้ถูกเรียกว่า เทศกาลหน้ากากไม้แห่งสคิญ๊าโน๊ะ หรือ Carnival of Schignano


ที่มา : https://www.pinterest.com/p

สคิญ๊าโน๊ะ เป็นหมู่บ้านเล็ก ๆ ที่ตั้งอยู่ระหว่าง บริเอนโน และ อาร์เจโญ ในจังหวัด โคโม และมีชื่อเสียงไปทั่วอิตาลีในงานคาร์นิวัลที่จัดขึ้นตามพิธีกรรมโรมัน ซึ่งตรงกับวันเสาร์และวันอังคารของสัปดาห์แรกในเดือนมีนาคม

ความพิเศษที่ทำให้เทศกาลนี้มีความน่าสนใจคือ หน้ากากไม้ (ไม้วอลนัท) ที่ทำขึ้นด้วยฝีมือของช่างท้องถิ่น ดังนั้นหน้ากากจึงดูไม่มีความทันสมัยหรือปราณีตมากนัก แต่ตัวหน้ากากกลับสะท้อนเอกลักษณ์ของตัวละครที่แตกต่างกันออกไป


ที่มา: www.carnevaledischignano.it
เทศกาลหน้ากากไม้  (Carnival of Schignano) 

เทศกาลหน้ากากไม้คือเทศกาลที่ชาวบ้านในท้องถิ่นร่วมกันจัดขบวนตัวละครสวมหน้ากากต่าง ๆ เดินผ่านถนนรอบ ๆ หมู่บ้าน เพื่อไปแสดงที่จัตุรัสกลาง โดยการแสดงจะเล่าถึงวิถีชีวิตและสถานการณ์ทั้งในอดีตและปัจจุบันของคนในหมู่บ้าน

โดยเทศกาลนี้เป็นเทศกาลพื้นบ้านที่เล่าถึงความคิดถึงและความคาดหวังของหญิงในหมู่บ้านที่มีให้ชายที่ต้องออกไปทำงานต่างเมือง และแสดงถึงความเหลื่อมล้ำของคนในหมู่บ้าน สืบเนื่องจากสถานการณ์ของทั่วไปในปัจจุบัน ในสมัยก่อนจนถึงปัจจุบันหมู่บ้านแห่งนี้เป็นหมู่บ้านที่ทำหน้ากากไม้ แต่รายได้จากการทำหน้ากากไม้ไม่พอต่อการดำรงชีวิต ซึ่งทำให้ผู้ชายในหมู่บ้านต้องออกไปทำงานนอกเมือง

และในทุกๆ ปีในช่วงของเทศกาล เหล่าผู้ชายที่ออกไปทำงานจะต่างพากันกลับบ้านแต่ทุกคนใช่ว่าจะสมหวังในเรื่องการงาน บางคนกลับมาพร้อมด้วยกระเป๋าเดินทางที่ว่างเปล่า แต่บางคนก็กลับมาพร้อมกับเสื้อผ้าที่มีความสวยงาม ร่างกายอุดมสมบูรณ์ซึ่งหมายถึงการที่ไปทำงานต่างเมืองประสบความสำเร็จ และในตัวของเทศกาลก็จะมีการเดินขบวนไปรอบหมู่บ้านและการแสดงต่างๆ

ที่เป็นจุดโดนเด่นในเทศกาลนี้คือตรงกลางจัตุรัสของหมู่บ้านจะมีการละเล่น หรือ การหยอกล้อนักท่องเที่ยวที่เข้าชมเทศกาล และภาพต่าง ๆ ที่ถ่ายทอดออกมาสื่อถึงความเหลื่อมล้ำต่างๆ ชายและหญิงแต่งตัวจะเป็นอาชีพต่างๆ เช่นชาวนา แม่ค้าพ่อค้า หลังจากการเดินขบวนของเทศกาลนี้ก็จะมีการเลี้ยงสังสรรค์กันในหมู่บ้านและในเวลา 23:30 น. จะมีการรอบกองไฟเพื่อแสดงถึงการจบลงของเทศกาล

ความเป็นเอกลักษณ์ของเทศกาลหน้ากากนั้นก็คือความแตกต่างระหว่าหน้ากากสองแบบคือ  1.หน้ากากสวยงาม ในภาษาท้องถิ่น“ i bei” ในภาษาอังกฤษ The beautiful และ 2. หน้ากากอัปลักษณ์ ในภาษาท้องถิ่น  (i“ brut”) ในภาษาอังกฤษ The ugly และสำหรับตัวผู้เล่น หรือ ผู้ที่สวมใส่หน้ากากจะรับบทเป็นตัวแทนของสองชนชั้นที่สุดคลาสสิกในสังคมทั่วไปคือ คนรวยและคนจน



หน้ากากสวยงาม 

ความสวยงามหรือที่เรียกว่า“ Mascarun” เป็นตัวละครที่น่าสนใจ ด้วยความต้องการของเทศกาลที่จะทำให้ตัวละครนี้เก่ง และแสดงถึงความมั่งคั่ง ซึ่งมีจุดมุ่งหมายเพียงเพื่อเน้นถึงสถานะทางสังคมของพวกเขา พวกเขาจึงสวมสูทราคาแพงที่เย็บปักอย่างปราณีต มีลักษณะท้องที่โตเพื่อแสดงถึงความร่ำรวยมีอาหารการกินที่ดี ตกแต่งด้วยหมวกที่มีดอกไม้สีสันสดใส มีริบบิ้นที่ด้านหลัง มักจะถือร่มและพัดที่มีสีสันสดใส การมาถึงของพวกเขาจะมีเสียงเป็นตัวนำขบวนโดยการที่จะนำระฆังขนาดเล็ก 4 อันติดกับเข็มขัดด้วยเสียงที่ไพเราะและน่าฟัง


ที่มา: www.carnevaledischignano.it

หน้ากากอัปลักษณ์ 

เห็นได้ชัดว่าความน่าเกลียดตรงข้ามกับความสวยงามเสมอซึ่งตัวละครตัวนี้ก็มีความน่าสนใจและมีจุดเด่นที่เป็นเอกลักษณ์ไม่น้อยนั้นคือ คนจนจะสวมใส่เสื้อผ้าสีโทนมืดและเก่า เพื่อแสดงให้เห็นถึงความยากจนของคนในหมู่บ้าน โดยมักเป็นคนผิวดำซึ่งจะใส่หน้ากากสีดำแทนสีผิว เนื่องจากการที่ทำงานหนักท่ามกลางแสงแดด โดยหน้ากากมีลักษณะที่มีปากคดเคี้ยว ฟันที่หายไป จมูกที่บิดเบี้ยวและริ้วรอยตามใบหน้า พวกเขาจะมาพร้อมกับไม้กวาด ตะกร้าหรือกระเป๋าเดินทางใบเก่าของเหล่าผู้ชายที่ออกไปทำงานหาเงินต่างเมือง ซึ่งกลับมาพร้อมกับความว่างเปล่า


ที่มา: www.carnevaledischignano.it

เทศกาลหน้ากากพื้นบ้านนี้เป็นเทศกาลที่จัดขึ้นเฉพาะในหมู่บ้านสคิญ๊าโน๊ะ ในแคว้นลอมบาร์เดีย ทางตอนเหนือของประเทศอิตาลี ที่แสดงถึงทักษะของคนในหมู่บ้านซึ่งมีฝีมือในการทำหน้ากากไม้ที่เป็นเอกลักษณ์ และเล่าถึงวิถีชีวิตในท้องถิ่นตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันที่มีทั้งคนจนถึงคนรวยและความเหลื่อมล้ำทางสังคม โดยเรื่องราวของอาชีพต่าง ๆ ที่ใช้ในการดำรงชีวิตนั้นถูกแสดงออกผ่านตัวละคร  The beautiful และ The ugly ซึ่งการออกไปทำงานต่างเมืองแต่ล่ะอาชีพย่อมได้ผลตอบแทนที่แตกต่างกัน และผู้คนเหล่านี้มักจะถูกคาดหวังจากคนที่บ้านที่เฝ้ารอการกลับมาของพวกเขาในทุก ๆ ปี


อ้างอิง

Silvia./(2019)./carnival of Schignano. Retrieved 8 January 2020, from: https://mylakecomo.co/en/local-festivals/

Patrizia Gilardony./(2019)./ RETURNS THE HISTORICAL SCHIGNANO’S CARNIVAL. Retrieved 8 January 2020, from: https://blog.hotel-posta.it/en/

Agostina Lavagnino./(2013)./ WOODEN MASK SCULPTORS OF SCHIGNANO. Retrieved 8 January 2020, from: http://www.intangiblesearch.eu/s



อ่านเพิ่มเติม »

เทศกาลดิวาลี (Diwali) ในประเทศอินเดีย

โดย ปรียานันท์ จันไตร

คนไทยส่วนใหญ่อาจจะเคยชินกับเทศกาลฉลองปีใหม่ซึ่งนับวันที่ 1 มกราคมตามปีปฏิทินเป็นวันขึ้นปีใหม่ตามแบบชาวตะวันตก หรือคุ้นเคยกับการเฉลิมฉลองการขึ้นปีใหม่ไทยด้วยการรดน้ำดำหัวผู้ใหญ่ในเทศกาลสงกรานต์ หรือการไหว้พระขอพรตามศาลเจ้าต่างๆ สำหรับปีใหม่จีนในช่วงวันตรุษจีน แต่รู้หรือไม่ว่าชาวอินเดียที่นับถือศาสนาฮินดูก็มีการเฉลิมฉลองเทศกาลปีใหม่เช่นกันและยิ่งใหญ่อลังการไม่แพ้เทศกาลอื่นๆ โดยเทศกาลนี้มีชื่อว่า ดิวาลี หรือดีปาวาลี



เทศกาลสำคัญของชาวฮินดูถือว่าเป็นทั้งวันปีใหม่ของอินเดีย และเป็นวันบูชาพระแม่ลักษมีเทวีด้วย  มักจะมีขึ้นประมาณเดือนตุลาคมหรือพฤศจิกายนของทุกๆ ปี (ตรงกับช่วงหลังออกพรรษาของบ้านเรา)  โดยวันนี้นับว่าเป็นวันที่มีความสำคัญมากที่สุดในปฏิทินของชาวฮินดูและจัดเป็นเทศกาลที่เฉลิมฉลองอย่างสนุกสนานที่สุดด้วย

เทศกาลดีวาลี (Diwali) หรือ ดีพาวลี (Deepavali) จะเรียกแบบที่หนึ่งหรือที่สองก็ได้ มี หมายความว่า แถวแห่งตะเกียงเป็นเทศกาลแห่งการประดับไฟของชาวฮินดู ชาวอินเดียส่วนใหญ่เชื่อกันว่า พระนางลักษมี เทวีแห่งความมั่งคั่ง จะเสด็จลงมาเยี่ยมเยือนทุกบ้านเพื่อนำพาโชคลาภมาให้ เทศกาลดิวาลี จึงถือว่าเป็นวันขึ้นปีใหม่ของชาวฮินดูผู้คนจะทำความสะอาดบ้าน เพราะเชื่อว่าพระนางจะไปเยือนบ้านที่สะอาดที่สุดเป็นแห่งแรก

และยังความเชื่ออีกว่า เป็นวันประสูติของพระมหาลักษมี และเป็นวันฉลองชัยที่ พระกฤษณะ เอาชนะนรกสูร เนื่องจากอสูรตนนี้อาศัยอยู่ในความมืด และเมื่อใดก็ตามมีผู้จุดตะเกียงเพื่อใช้แสงสว่างเมื่อนั้นนรกสูรจะโดนสังหาร เมื่อพระกฤษณะทรงรับรู้ถึงเรื่องราวต่างๆ จึงฆ่าอสูรเสีย ดังนั้นจึงเชื่อว่าการจุดประทีบ เป็นการขับไล่นรกอสูร หรือสิ่งไม่ดีต่างๆ และเป็นการอัญเชิญ พระกฤษณะ หรือ เทพเจ้าต่างๆ (สิ่งดี)เข้ามาช่วยปัดเป่าสิ่งไม่ดีต่างๆ ออกไป ดิวาลีเป็นวันที่พระจันทร์เต็มดวงนั่นหมายถึงเป็นวันแห่งความสุกสว่างของแสงจันทร์ พระจันทร์เต็มดวงในวันดีปาวาลีนี้ถือเป็นการเต็มดวงครั้งแรกของปีใหม่ เรียกว่า "การติก อมาวาสยา"  แม้ในความมืดแสงจันทร์ยังสว่างเฉิดฉายก็มิต้องเกรงกลัวภยันตรายใดๆ มาแผ้วพาน การบูชาพระแม่ลักษมีในวันพระจันทร์เต็มดวงจึงเป็นการระลึกถึงพระคุณแห่งแสงจันทร์ด้วย
                             


ทั้งนี้นอกจากตะเกียงน้ำมันใบเล็กผู้คนจำนวนมากนิยมวาดภาพสัญลักษณ์รังโกลีด้วยแป้งหลากสีสันและดอกไม้ไว้ที่ประตูทางเข้าบ้าน ตกแต่งบ้านเรือนของพวกเขาอย่างสวยงามด้วยไฟกระพริบบ้างด้วยดิยาบ้าง มีการเล่นดอกไม้ไฟอย่างสนุกสนานในตอนกลางคืนและเป็นช่วงเวลาที่หาซื้อของขวัญโดยเฉพาะขนมหวานและผลไม้แห้งมาแลกเปลี่ยนกันระหว่างเพื่อนฝูงญาติพี่น้องและเพื่อนบ้าน เทศกาลนี้มีความเกี่ยวข้องกับไฟดังนั้นจึงมีชื่อเรียกอีกอย่างว่า เทศกาลแห่งแสงไฟ (The Festival of Lights)

เมื่อถึงเทศกาลทุกบ้านเรือนจะมีการจุดบูชาไฟโดยใช้ตะเกียงดินเผาใบเล็กทำเป็นภาชนะ หรือเรียกกันในชื่อว่า ดิยา (Diya) ซึ่งเป็นตะเกียงดินเผาใบเล็กที่ใช้น้ำมันเนย หรือน้ำมันพืชเป็นเชื้อเพลิงมีฝ้ายหรือสำลีเป็นไส้ตะเกียงและดิยานี้ถือเป็นสัญลักษณ์ของเทศกาลดิวาลีอีกด้วย ผู้คนจึงนิยมซื้อหามาจุดกันในทุก ๆ ที่ของบ้าน ไม่ว่าจะเป็นหลังคาบ้าน ห้องรับแขกห้องครัว แม้แต่ในห้องน้ำ รวมถึงมีการเล่นดอกไม้ไฟกันด้วยและอีกอย่างคือรวมทั้งยังนิยมแขวนดอกไม้และใบมะม่วงไว้ตามประตูและหน้าต่าง เพื่อต้อนรับสิ่งดีงาม ความสุข ความเจริญ และความรุ่งเรืองเข้ามาภายในบ้านอีกด้วย

และในช่วงเวลาดังกล่าวนี้ ชาวอินเดียจำนวนมากจะสวมเสื้อผ้าชุดใหม่และซื้อเสื้อผ้าชุดใหม่ให้กับสมาชิกในครอบครัวมีการแลกเปลี่ยนของขวัญ เลี้ยงอาหาร และแจกขนมหวานนานาชนิด ให้กับทั้งคนในครอบครัว เพื่อนบ้าน และมิตรสหายผู้มาเยี่ยมเยือน พร้อมจุดพลุ ประทัด ดอกไม้ไฟกันอย่างสนั่นหวั่นไหว โดยเชื่อว่าจะเป็นการขับไล่สิ่งชั่วร้ายและสิ่งอัปมงคลให้หมดไป จึงไม่น่าแปลกใจว่าทำไมเด็กๆจึงชอบเทศกาลนี้เป็นอย่างมาก

เทศกาลดีวาลีจึงเป็นเทศกาลแห่งความสนุกสนานและเป็นที่ชื่นชอบของเด็กๆ มากเลยทีเดียวและไม่เฉพาะแต่ชาวฮินดูในประเทศอินเดียเท่านั้นที่เฉลิมฉลองเทศกาลนี้ ทั้งเชน ซิกข์ รวมทั้งศาสนาอื่นๆ ทั่วอินเดียก็มีส่วนร่วมกันอย่างสนุกสนานในเทศกาลนี้ด้วยกัน ก็ขอให้เทศกาลแห่งแสงไฟนี้นำความสว่างสดใส และร่ำรวยมั่งคั่ง มาสู่ชีวิตของทุกคน


อ้างอิง

ตินัย นุตกุล. (2555) ดิวาลี : เทศกาลแห่งแสงสว่าง. (ออนไลน์). สืบค้นเมื่อ 5 กุมภาพันธ์ 2561,  จาก: http://newdelhi.thaiembassy.org/th

เทศกาลบูชาพระแม่ลักษมี และวันปีใหม่ของอินเดีย. (ออนไลน์).  สืบค้นเมื่อ 8 กุมภาพันธ์ 2561, จาก:  https://kamonwanfong.wordpress.com

เทศกาลและวันสำคัญของอินเดีย. (ออนไลน์). สืบค้นเมื่อ  8 กุมภาพันธ์ 2561,  จาก: https://learningpune.org/india-
อ่านเพิ่มเติม »

เทศกาล ลา โตมาตินา (La Tomatina) สงครามมะเขือเทศ

โดย มลธิชา ว่องทั่ง

เมื่อพูดถึงเทศกาลสุดแปลกก็คงจะหนีไม่พ้นเทศกาลปามะเขือเทศหรือ La Tomatina ของประเทศสเปนซึ่งหากคุณมองเพียงเผินๆ เทศกาลนี้คงเหมือนกับฉากหนึ่งในหนังฆาตกรรมเป็นแน่ เพราะเต็มไปด้วยสีแดงคล้ายเลือด แต่จริงๆ แล้วสีแดงเหล่านั้นก็คือ มะเขือเทศจำนวนมหาศาล ที่ผู้คนเอามาปาใส่กันอย่างสนุกสนาน และหากครั้งหนึ่งในชีวิตคุณอยากจะได้รับประสบการณ์ ' World's Biggest Food Fight ' หรือสงครามอาหารที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก!!  La Tomatina เป็นเทศกาลที่คุณไม่ควรพลาดแต่ประการใด

ที่มา: https://www.zipeventapp.com/blog/2017/08/29/la-tomatina-spain-in-august/
เทศกาลปามะเขือเทศเป็นเทศกาลที่ถูกจัดขึ้นในทุกวันพุธสุดท้ายของเดือนสิงหาคมของทุกๆ ปี ในเมือง Buñol จังหวัด Valencia ของประเทศสเปน ซึ่งอยู่ห่างจาก Valencia ไปเพียง 30 กิโลเมตร โดยปกติแล้วเมือง Buñol มีจำนวนประชากรเพียง 9,000 คนเท่านั้น แต่เมื่อถึงเทศกาลปามะเขือเทศผู้คนกว่า 30,000 คน จากทั่วทุกมุมโลกล้วนมารวมตัวกันเพื่อเข้าร่วมเทศกาลปามะเขือเทศจำนวนกว่าร้อยตันใส่กัน นับว่าเป็นสงครามอาหารที่สามารถสร้างรายได้ให้กับชุมชนได้เป็นอย่างดีเลยที่เดียว

อย่างที่ทราบกันมาแล้วว่าเทศกาลนี้เป็นเทศกาลที่ให้ผู้เข้าร่วมได้มาปามะเขือเทศใส่กันแต่ทว่ามันเริ่มขึ้นมาได้อย่างไร?? หากย้อนกลับไปเมื่อ ค.ศ.1944 มีขบวนพาเหรดประจำปีผ่านมากลางเมือง มีขบวนยักษ์หัวโตอย่าง Gigantes y Cabezudos และมีคนกลุ่มหนึ่งต้องการที่จะเข้าร่วมขบวนพาเหรดในครั้งนั้นแต่ถูกขัดขว้าง จึงเกิดเหตุทะเลาะวิวาทเกิดและประกอบบริเวณนั้นมีแผงขายมะเขือเทศอยู่ด้วย และดูเหมือนว่ามะเขือเทศนี่แหละก็เป็นอาวุธที่ดีทีสุด ณ เวลานั้น ผู้คนจึงได้ใช้มะเขือเทศปาใส่กันจนมีตำรวจเข้ามาห้ามสงครามจึงหยุดลง และปีต่อมาก็พบว่ามีเหตุทะเลาะวิวาทกันแบบนี้อีกซ้ำๆ ทุกปี แม้จะมีการแก้ปัญหาโดยการย้ายแผงมะเขือเทศออกไป แต่แล้วก็ไม่ประสบความสำเร็จเพราะพวกเขาได้นำมะเขือเทศมาจากบ้านแทน จึงได้เกิดเป็นเทศกาลสุดแปลก La Tomatina สืบต่อมาจนถึงทุกวันนี้

ที่มา: http://lively.mcot.net/view/55e40f3bbe047077fb8b45f4
La Tomatina มีกำหนดจัดขึ้นเป็นประจำทุกๆ ปี ในวันพุธสุดท้ายของเดือนสิงหาคม ในระหว่างเวลา 11-13 นาฬิกา ณ บริเวณ Plaza del Pueblo ซึ่งเทศกาลจะเริ่มขึ้นเมื่อมีผู้กล้าปีนขึ้นไปบนเสาที่ทาด้วยน้ำมันเพื่อเอาแฮมที่อยู่ด้านบนของเสาลงมา โดยผู้คนที่รอให้กำลังใจอยู่ด้านล่างมีการร้องเพลงกันอย่างสนุกสนาน และหลังจากนั้นจะมีรถบรรทุกที่ขนมะเขือเทศ 100 กว่าตันเข้ามาในงาน มะเขือเทศเหล่านั้นเป็นมะเขือเทศจาก Extremadura ซึ่งเป็นมะเขือเทศที่มีราคาถูกและคุณภาพไม่ได้ดีนัก จากนั้นจะมีการปล่อยน้ำจากท่อใหญ่ลงมา นั่นเป็นสัญญาณที่แสดงว่าสงครามมะเขือเทศได้เริ่มขึ้นแล้ว!!

จากนั้นผู้คนจะเริ่มขว้างปามะเขือใส่กันอย่างสนุกสนานเหมือนทำสงคราม ซึ่งการทำสงครามนี้ก็ต้องมีกฎเกณฑ์ร่วมกันเพื่อความเป็นระเบียบเรียบร้อย คือ ทุกคนจะต้องไม่ปาขวดหรือของแข็งใส่กัน รวมทั้งไม่ฉีกเสื้อผ้ากันและกัน ไม่ทำพฤติกรรมที่ก่อให้เกิดการทะเลาะวิวาท และเมื่อมีสัญญาณประทัดหรือเสียงปืนดังขึ้นจะต้องหยุดการปามะเขือเทศทันที และก่อนที่จะปามะเขือเทศต้องมีการนวดให้มะเขือน่วมก่อน นอกจากนั้นยังมีคำแนะนำอื่นๆ สำหรับผู้ที่สนใจ ก่อนจะเข้าร่วมสงครามมะเขือเทศ ควรใส่เสื้อผ้าเก่าๆ เพราะมันจะเลอะไปด้วยมะเขือเทศที่ซักไม่ออก ไม่ควรใส่รองเท้าแตะเพราะจะลื่นได้ง่าย และสิ่งที่สำคัญคือ ควรใส่แว่นตากันน้ำด้วย เพราะมะเขือเทศมีฤทธิ์เป็นกรดอาจทำให้ตาอักเสบได้

หลังจากนั้น 1 ชั่วโมง เสียงของปืนใหญ่จะดังขึ้น เป็นสัญญาณที่ว่าสงครามมะเขือเทศได้จบลงแล้วทุกคนที่เข้าร่วมต้องหยุดการปามะเขือเทศใส่กันทันที แล้วหันมาช่วยกันเก็บกวาดคราบมะเขือเทศ เพื่อให้เมือง Buñol กลับมาสะอาดและสวยงามอีกครั้ง

เทศกาลนี้ได้จัดสืบเนื่องต่อๆ กันมาจนถึงปัจจุบันนี้ เป็นเวลา 74 ปี (ค.ศ.1944-2018) จากที่เล่นสนุกสนานกันแค่ในเมือง Buñol กลายมาเป็นเทศกาลยอดนิยม ได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวทั่วโลกที่ต้องการมาสัมผัสเทศกาลสุดแปลกนี้ ทำให้ตอนนี้มีการเก็บค่าเข้าและจำกัดจำนวนคนเข้าไปร่วมเล่นสงครามมะเขือเทศ เพื่อมุ่งหวังสร้างความเป็นระเบียบมากยิ่งขึ้น

เทศกาลปามะเขือเทศจึงเป็นอีกหนึ่งเทศกาลที่มีความน่าสนใจไม่แพ้ไปกว่าเทศกาลอื่นๆ ในประเทศแถบละติน ซึ่งหากคุณเป็นคนหนึ่งที่ชอบสัมผัสกับความแปลกๆ ใหม่ๆ แบบเลอะเทอะ สงครามอาหารครั้งนี้น่าจะตอบโจทย์ของคุณได้อย่างดีเลยทีเดียว


อ้างอิง

เทศกาลแบบนี้ก็มีด้วย เทศกาลปามะเขือเทศ(LA TOMATINA).สืบค้นเมื่อ12 มกราคม 2561,จาก http://lively.mcot.net/view/55e40f3bbe047077fb8b45f4

Kookai(2016). LA TOMATINA: YOU NEED TO BE THERE ไปมาแล้ว! เทศกาลปามะเขือเทศที่ใหญ่ที่สุดในโลก.สืบค้นเมื่อ12 มกราคม 2561, http://www.makeajourney.co/la-tomatina-lifetime/

Tomatina Festival.La Tomatina.สืบค้นเมื่อ12 มกราคม 2561,จาก http://www.latomatina.org/

La Tomatina Festival.สืบค้นเมื่อ12 มกราคม 2561,จาก https://www.spanish-fiestas.com/festivals/la-tomatina/

อ่านเพิ่มเติม »

เทศกาลสู้วัวกระทิง (La corrida de toros)

โดย ปรัชญา คงโนนกอก

กระทิง หรือ วัวสู้ศึก (Toro Bravo) คือ หนึ่งในสัตว์สัญลักษณ์ประจำชาติของประเทศสเปน เนื่องจากกระทิงสายพันธุ์นี้มีความเก่าแก่ และเป็นสัตว์ที่มีความเกี่ยวข้องกับวัฒนธรรม เเละวิถีชีวิตของชาวสเปนมาอย่างช้านาน โดยเฉพาะ "เทศกาลสู้วัวกระทิง" คงปฏิเสธไม่ได้ว่า เมื่อพูดถึงประเทศสเปนแล้วต้องนึกถึงเทศกาลนี้ แต่ทราบหรือไม่ว่าเบื้องหลังของเทศกาลนี้ได้มีการสังเวยชีวิตทั้งสัตว์และคนไปเป็นจำนวนมากมาย

เทศกาลสู้วัวกระทิง (ระหว่างมาทาดอร์และวัวกระทิง
ที่มา: https://hilight.kapook.com/view/102506
การสู้วัวกระทิง คือรูปแบบศิลปะ กีฬา และวัฒนธรรมที่มีความแน่นแฟ้นกับสเปนมาอย่างช้านาน มีความเชื่อว่ามีมาตั้งแต่ยุคโรมันที่นิยมเห็นการต่อสู้ฆ่ากันระหว่าง คนกับคน และ คนกับสัตว์  ซึ่งการสู้วัวกระทิงอย่างเป็นทางการได้เริ่มขึ้นเพื่อเป็นเกียรติยศในพิธีบรมราชาภิเษกของกษัตริย์ Afonso VIII แห่งสเปน

แต่เดิมการสู้วัวกระทิงเป็นกีฬาของพวกชนชั้นสูง และมีการสู้วัวบนหลังม้า จนกระทั่งมาถึงสมัยหนึ่ง กษัตริย์ Felipe V ได้สั่งห้าม และ คัดค้านไม่ให้จัดการแข่งขันกีฬาชนิดนี้อีก เพราะเชื่อว่าจะเป็นตัวอย่างที่ไม่ดีแก่ประชาชน และ เป็นกีฬาที่โหดร้าย แต่หลังจากนั้นคนสามัญธรรมดากลับได้รับเอากีฬานี้มาเล่นเป็นกีฬาของตน

สนามสู้วัวกระทิงที่เก่าแก่ที่สุดตั้งอยู่ที่เมืองทางใต้ของ Ronda แต่เมืองใหญ่อย่าง Madrid ก็ยังคงมีสนามสู้วัวเช่นกัน อย่างสนามสู้วัวกระทิง Las Ventas จุคนได้ถึง 23,800 ที่นั่ง สนามนี้สร้างตั้งแต่ปี 1922 ถึง 1929 เพื่อรองรับความนิยมของประชาชนที่เพิ่มขึ้นในสมัยนั้น ถือเป็นสนามสู้วัวกระทิงที่ยิ่งใหญ่ของสเปน และเป็นที่จัดการแข่งขันอันทรงเกียรติที่สุดของประเทศอีกด้วย และในสมัยนั้นเนื่องจากว่าสามัญชนไม่สามารถที่จะซื้อม้ามาเป็นเครื่องมือในการเล่นได้ จึงเปลี่ยนรูปแบบเป็นการสู้ตัวเปล่า ปราศจากอาวุธ หรือ มีอาวุธเพียงน้อยชิ้นเท่านั้น และใน  ปี1830  Pedro Romero ผู้เป็นบิดาแห่งการสู้วัวสมัยใหม่ ได้ก่อตั้งโรงเรียนสู้วัวกระทิงอย่างเป็นระบบขึ้น และมาทาดอร์ (Matador) นักสู้วัวกระทิง ก็ยังคงรักษาและคงไว้ซึ่งรูปแบบการต่อสู้นี้มาตลอดจนถึงปัจจุบัน

วัวกระทิงที่ถูกแทงด้วยปฏัก และ ฉมวก
ที่มา: https://sites.google.com/
เทศกาลสู้วัวกระทิง มีกำหนดจัดขึ้นตั้งแต่วันที่ 19 เดือนมีนาคม จนถึงวันที่ 12 เดือนตุลาคม ของทุกปี ในทุกวันอาทิตย์ช่วงเวลา 7 โมงเย็น หรือหนึ่งทุ่ม แต่ในช่วง เทศกาล San Isidro (ซาน อิสิโดร) ในกรุงมาดริด เป็นเทศกาลสู้วัวที่มีชื่อเสียงที่สุดจะจัดขึ้นต่อเนื่องกันเป็นเวลา 27 วัน  ในช่วงเดือนพฤษภาคมถึงมิถุนายน ในแต่ละรอบจะมีมาทาดอร์ 3 คน สู้กับกระทิง 6 ตัว (เวลาต่างกัน) โดยเฉลี่ยใช้เวลาราว 2 ชั่วโมง

ขั้นตอนของการสู้วัวโดยทั่วไป ก่อนที่วัวกระทิงจะถูกปล่อยเข้าสู่สนาม จะมีพิธีการเดินสวนสนามของ มาทาดอร์ และเหล่าผู้ช่วยของเขา หลังจากนั้น วัวกระทิงจะถูกปล่อยเข้ามาสู่สนาม การแข่งขันจึงเริ่มขึ้น ในด่านแรก Cape Stage มาทาดอร์จะทดสอบความแข็งแกร่งของวัวกระทิง โดยการเดินหลอกล่อ หรือ ยั่วยุ เพื่อให้วัวกระทิงโมโห หรือเริ่มจู่โจม หลังจากนั้นด่านที่ 2 คือ Picador Stage วัวกระทิงจะถูกจู่โจมด้วยเหล่าปิคาดอร์ 2 คน (พวกคนที่ขี่ม้า(ม้าถูกปิดตา)) โดยจะใช้ปฏักทิ่มไปที่หลัง และกล้ามเนื้อคอของวัว เพื่อตัดกำลังไม่ให้วัวยกหัวของมันขึ้นได้ และ จะบิดเปิดแผลให้เลือดออกมากที่สุด จากนั้นพวกบันเดอริลโรที่เดินเท้าจะคอยใช้ท่อนฉมวกสีสันสดใสทิ่มแทงไปบนหลังวัว เพื่อกระตุ้นแรงต่อสู้ของกระทิง ทำให้มันฮึด ต่อมา จะเริ่มอ่อนแรงลง และหยุดไล่ในที่สุด

และด่านสุดท้าย คือ Killing Stage มาทาดอร์จะปรากฏตัวขึ้น มาทาดอร์ทุกคนจะเปรียบการแข่งขันแต่ละครั้งเป็นครั้งสุดท้าย ดังนั้นพวกเขาจะสวมใส่ชุดที่เรียกว่า Traje de luz ปักเย็บด้วยดิ้นทอง ซึ่งเป็นชุดที่แพงที่สุด แต่ไม่มีเสื้อเกราะ หากพลาดท่าอาจถึงแก่ชีวิตได้ ในด่านนี้ มาทาดอร์จะมาพร้อมกับผ้าสีแดง พร้อมกับดาบยาวที่เอาไว้เพื่อแทงไปที่บริเวณโหนกหลัง (จุดที่เป็นเส้นเลือดใหญ่) มาทาดอร์จะพุ่งเข้าใส่วัวกระทิงในครั้งแรกหากพลาด ครั้งที่สองเขาก็จะพยายามสังหารวัวให้ตาย เมื่อวัวกระทิงล้มลงเหล่าผู้ช่วยจะวิ่งออกมาเพื่อนำมันออกนอกสนามโดยจะผูกเขาของมันด้วยโซ่และถูกลากไปรอบ ๆ สนาม เพื่อให้ความบันเทิงครั้งสุดท้ายแก่ผู้ชม ในเกมนี้ผู้ตาย คือวัวกระทิง แต่ก็มีบ้างที่มาทาดอร์โดนขวิดเสียชีวิต แต่ถึงอย่างนั้นมันก็คงตายอยู่ดี ด้วยฝีมือมาทาดอร์คนอื่น

วัวกระทิงที่อยู่ในคอก
ที่มา : https://sites.google.com/
สิ่งที่อยู่เบื้องหลังของเทศกาลนี้ ก็คือ วัวกระทิงไม่มีแม้โอกาสในการป้องกันตัวเอง และ มีโอกาสน้อยมากที่จะรอดชีวิตไปได้ วัวจะถูกทอนกำลังให้อ่อนล้าก่อนด้วยวิธีการต่างๆ  เช่น ปล่อยกระสอบทรายหล่นบนหลัง การถูกวางยาก่อนที่จะถูกปล่อยลงสนาม และอีกวิธีหนึ่ง คือการเล็มเขาของวัวเพื่อให้การทำงานของมันเสียศูนย์ และมีการนำทางที่ไม่สมดุล  ซึ่งอุปนิสัยที่แท้จริงของวัวกระทิง  คือ พวกมันเป็นสัตว์รักสงบ  ก่อนหน้าการต่อสู้เป็นเวลาหลายชั่วโมง วัวจะถูกขังในที่แคบๆ อย่างโดดเดี่ยว และก่อนจะถูกปล่อยเข้าไปในสังเวียนมันจะถูกทิ่มแทงด้วยฉมวก โดยหมายความว่า มันได้รับบาดเจ็บ และโชกเลือดอยู่แล้ว

ในด่านการต่อสู้ต่างๆ นั้นวัวกระทิงจะถูกทั้งหอกแทงพร้อมทั้งยังถูกโจมตีด้วยฉมวกอีก การกระทำเหล่านี้ทำให้วัวช็อก หอบสำลัก และร้องออกมา มันจะอ่อนล้า และเคลื่อนไหวลำบากยิ่งขึ้น หลังจากเวลาผ่านไปไม่นาน Matador จะคลุมหัวของมันด้วยผ้าแดง แล้วแทงด้วยดาบ โดยที่ดาบนั้นจะทะลุเข้าถึงหัวใจและทำให้มันขาดใจตายทันที โอกาสของวัวที่จะตายได้เร็ว คือ เมื่อมันถูกแทงเข้าไปในปอดซึ่งจะทำให้มันกระอักเลือดออกมาทั้งปากและจมูก แล้วจมอยู่ในกองเลือดของมันเอง

การประท้วงให้หยุดการสู้วัวกระทิงของกลุ่มสิทธิสัตว์
ที่มา : http://m.prachachat.net/
ปัจจุบันได้มีเสียงคัดค้าน และขอให้ยุติกีฬาชนิดนี้จากกลุ่มพิทักษ์สิทธิสัตว์  เนื่องจากมองว่าเป็นการทารุณกรรมสัตว์ นอกจากนี้ด้วยยุคสมัยที่เปลี่ยนไป ประกอบกับปัญหาเศรษฐกิจต่างๆ ทำให้ความนิยมในกีฬาสู้วัวกระทิงในระยะหลังลดลงอย่างต่อเนื่อง คนจำนวนมากเห็นว่ากีฬานี้คือตัวแทนของความโบราณ และ มีแหล่งบันเทิงอื่นอีกมากมาย เช่น โทรทัศน์ Social network ฯลฯ ที่ช่วยให้ผ่อนคลาย และ เกิดความบันเทิง เข้ามาแทนที่

ประกอบกับ การแข่งขันแต่ละรอบในปัจจุบันมีคนดูไม่เกินร้อยละ 25 ถึง 30 ของ จำนวนที่นั่ง และ อายุคนดูเฉลี่ยอยู่ที่ 50 ปี และโดยเฉพาะเมื่อวันที่  20 พฤษภาคม ค.ศ. 2014 ได้มีการยกเลิกการแข่งขันที่สนามใหญ่อย่าง Las Ventas ลง เนื่องจากว่า Matador ไม่สามารถเอาชนะวัวได้ใน 3 ศึกแรก ซึ่งเป็นการยกเลิกเทศกาลสู้วัวกระทิงไปในรอบ 35 ปี อีกทั้งเทศกาลสู้วัวกระทิงของเมืองตอร์เดซียัส ซึ่งถูกจัดขึ้นเป็นประจำทุกปี ต่อเนื่องมานานเกือบ 500 ปี ก็ถูกต่อต้านอย่างหนัก จากกลุ่มรณรงค์เพื่อปกป้องสิทธิสัตว์ รวมทั้งชาวสเปนอีกกว่าล้านคนที่ร่วมกันลงชื่อ และเมื่อวันที่ 28 มิถุนายน ค.ศ. 2016 จึงถือเป็นชัยชนะครั้งแรกในการยุติเทศกาลที่โหดร้ายนี้ลงได้อย่างถาวร

ไม่ว่าคน หรือ สัตว์ก็ล้วนเเล้วแต่รักชีวิตของตนเองทั้งนั้น ไม่มีใครอยากถูกทำร้าย หรือ ถูกทารุณกรรมอย่างโหดเหี้ยม ยิ่งไปกว่านั้นการที่นำสัตว์ประจำชาติมาอยู่ในสังเวียนแห่งความตายนี้ แทนที่จะอนุรักษ์ไว้ ยิ่งเป็นการกระทำที่ไม่น่าส่งเสริม ซึ่งอาจเป็นไปได้ว่า วัวกระทิงสายพันธุ์นี้จะสูญพันธุ์ไปตลอดกาล และกลายเป็นเพียงตำนานบอกเล่าสู่ลูกหลานเท่านั้น พวกเราสามารถช่วยชีวิตสัตว์ที่น่าสงสารเหล่านี้ได้ ด้วยการช่วยกันปฏิเสธและไม่สนับสนุนการทรมานหรือฆ่าสัตว์เพื่อความบันเทิงเช่นนี้


อ้างอิง: 

David Thyberg, Leaf Group, Information on Bullfighting in Spain. Accessed on 2 February 2018, Retrieved from http://traveltips.usatoday.com/

Spanish Fiestas Discover the real Spain, Bullfighting History. Accessed on 2 February 2018, Retrieved from https://www.spanish-fiestas.com/

การสู้วัวกระทิง Bull Fighting. สืบค้นเมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2561, จาก : https://sites.google.com/site/

เทศกาลสู้วัวกระทิงในสเปนถูกยกเลิก หลังมาทาดอร์พ่าย 3 ราย. สืบค้นเมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2561, จาก : http://hilight.kapook.com/view/102506

มาทาดอร์ นักสู้ผ้าแดงแห่งสเปน. สืบค้นเมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2561, จาก : http://www.europetouch.in.th/main/InformationDetail.html

สนามสู้กระทิงที่สำคัญที่สุดในสเปน Las Ventas. สืนค้นเมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2561, จาก :
https://www.expedia.co.th/Las-Ventas-Madrid.d6066929.Place-To-Visit

สเปนยกเลิกสู้วัวกระทิงในตอร์เดซียัสครั้งแรกในรอบ500ปี. สืบค้นเมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2561, จาก : https://www.thaich8.com/news_detail/7784                                                                                                   

อ่านเพิ่มเติม »