แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เทพนิยายกรีก แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เทพนิยายกรีก แสดงบทความทั้งหมด

อาเรส (Ares) เทพแห่งสงคราม

โดย  ธีรยุทธ สมิตาสิน

อาเรส หรือ เเอรีส (Ares) หรือที่ชาวโรมันเรียกว่า มาร์ส (Mars) เป็นเทพเจ้าแห่งสงคราม นอกจากนี้ยังเป็นหนึ่งในสิบสองเทพแห่งโอลิมปัสด้วย โดยเป็นบุตรองค์หนึ่งของเทพซูส กับเทวีฮีรา อาเรสยังเป็นที่เกลียดชังของเทพ และมนุษย์ทั้งปวง เว้นแต่ชาวโรมัน ผู้มีนิสัยชอบการสงคราม


Ares Canope Villa Adrianar
ที่มา: https://www.tumnandd.com/

ประวัติของเทพอาเรสกล่าวไว้ว่า เทพอาเรสเป็นหนึ่งในโอรสระหว่างองค์เทพซูสกับเทวีฮีร่า และทรงเป็นโอรสที่ถูกพระบิดาตราหน้าว่า “เจ้าเป็นที่น่ารังเกียจ น่าชัง มากที่สุดในบรรดาลูกของข้าทั้งหมด เจ้าทั้งโหดร้าย และดื้อด้านเหมือนกับแม่เจ้าไม่ผิด!”  ซึ่งก็ถือว่าเป็นคำพูดที่ตรงกับอุปนิสัยใจคอของเทพอาเรสมากที่สุด

ความสามารถของเทพอาเรสคือ มีพละกำลังเหนือกว่ามนุษย์ปกติ ยิ่งหากเกิดสงครามจะทำให้อาเรสนั้นแข็งแกร่งขึ้น มีสัตว์ประจำตัวคือ เหยี่ยว และสุนัขมังกรไฟอาวุธของอาเรสนั้นส่วนใหญ่ที่ปรากฏในตำนานกรีกจะเป็นหอก แต่อาเรสสามารถใช้อาวุธทุกชนิดไม่ว่าจะเป็น ขวาน มีด ดาบ มาใช้ในการรบได้ทั้งสิ้น

นอกจากเทพอารีส จะมีนิสัยดังกล่าวแล้ว อาเรสยังเป็นเทพที่หุนหันพลันแล่น โมโหง่าย และรักในความรุนแรงเป็นอย่างมาก ซึ่งถือเป็นอุปนิสัยที่แตกต่างกับเทพีอะธีนาเป็นอย่างมาก แม้ว่าพระองค์จะเป็นเทวีแห่งสงครามเช่นกัน แต่เทพีอะธีนานั้นมีลักษณะนิสัยที่สุขุมนุ่มลึก ฉลาด และเต็มไปด้วยความกล้าหาญ ทำให้ได้รับการยกย่องจากมนุษย์และเทพทั้งปวง

ด้วยเหตุผลที่ว่ามานี้ จึงทำให้เทพอาเรสรู้สึกอิจฉาริษยาเป็นอย่างมาก และตัดพ้อว่า “เหตุใดฟ้าที่ส่งให้อาเรสมาเกิดแล้ว จึงต้องส่งเอะธีนามาเกิดด้วยเล่า” ทำให้เมื่อทั้งสองต้องพบกันทีไร ก็มักจะเกิดเหตุทะเลาะวิวาทกันเสียทุกครั้งไป



ตามตำนาน มีเหตุการณ์การทะเลาะกันที่สำคัญอยู่ครั้งหนึ่ง เกิดขึ้นเมื่อทั้งสองไปพบกันกลางทาง และเกิดมีปากเสียงกันอย่างเคย เทพอาเรสโกรธมาก จึงบันดาลโทสะขว้างจักรอันมีฤทธิ์แรงกล้าไม่ต่างกับอสนีบาตขององค์ซูสเทพ เข้าใส่อะธีนาแต่เจ้าแม่ก็หลบได้ทัน แล้วทรงทุ่มหินที่วางอยู่ข้างๆ ตอบกลับไป แต่พอดีว่าหินก้อนนั้นไม่ใช่หินธรรมดา กลับเป็นหินที่ตั้งไว้เพื่อบอกอาณาเขต  เมื่อหินนั้นกระทบถูกร่างของอาเรส ก็ทำให้อาเรสถึงกับล้มลง เทพีอะธีนาจึงได้กล่าวเยาะเย้ยเทพอาเรสด้วยว่า “เจ้าโง่! ศึกครั้งนี้ ก็น่าจะทำให้เจ้ารู้ได้แล้วใช่ไหมว่าพละกำลังของเรามีมากขนาดไหน คราวหน้าคราวหลังอย่าคิดจะมารบกวนเราอีกต่อไปเลย!”

การเป็นเทพแห่งสงครามตามปกติ จะต้องชนะการรบในทุกที่ แต่สำหรับเทพอาเรสแล้วกลับเป็นผลในทางตรงข้าม เพราะเขามักจะปราชัยเสียมากกว่า เพราะนอกจากจะพ่ายแพ้แก่เทวีอะธีนาแล้ว เทพอาเรสยังพ่ายแพ้ต่อมนุษย์อีกหลายคนด้วย เช่น เฮอร์คิวลิส ผู้ที่เคยสังหารโอรสของอาเรสมาแล้ว ส่วนในครั้งที่ผู้เป็นพ่อเข้าช่วยลูก ก็เกือบถูกต่อยตี จนเทพอาเรสต้องหลบหนีไปยังโอลิมปัสแทบไม่ทัน เมื่อเรื่องดังกล่าวถึงหูเทพซูส พระองค์ก็ตัดสินให้เลิกลากันไป เพราะ เฮอร์คิวลิสก็ถือเป็นโอรสของเทพซูสเช่นเดียวกัน เพียงแต่ว่าเขานั้นมีมารดาเป็นเพียงแค่มนุษย์สามัญเท่านั้น

เทพอาเรสเดินทางไปไหนต่อไหนได้โดยรถศึกเทียมม้าที่มีฝีเท้าจัด และมีแสงเกราะและแสงศาตราวุธของเธอเป็นอาวุธคู่กาย ที่คอยส่องแสงสว่างเจิดจ้าบาดตาบุคคลผู้พบเห็นเป็นอย่างมาก นอกจากนี้เทพอาเรสยังมีบริวารคู่ใจที่คอยตามติดอยู่ 2 คน ได้แก่ เดมอส (Deimos) ที่หมายความว่าความกลัว กับ โฟบอส (Phobos) ที่หมายความว่า น่าสยองขวัญ บางตำนานกล่าวว่าบริวารทั้งสองนี้ถือเป็นโอรสของเทพอาเรส ส่วนในเชิงดาราศาสตร์ หากตั้งชื่อดาวอังคารว่า มาร์ส ตามชื่อเทพแห่งสงครามแล้ว จึงมีการก็ตั้งชื่อดวงจันทร์ที่เป็นบริวารที่โคจรอยู่รอบดาวอังคารทั้งสองดวงว่า เดมอส กับ โฟบอส ตามไปด้วย

อาเรสก็มีตำนานด้านความรักเหมือนเทพองค์อื่นๆ เขาได้เร่ร่อนหารักไปเรื่อยๆในโอลิมปัส แต่ไม่ได้ยกย่องให้ใครเป็นชายา อย่างไรก็ตาม มีเรื่องราวความรักของอาเรสที่สำคัญอยู่ครั้งหนึ่ง เรื่องราวนี้เกิดขึ้นตอนที่ได้ลักลอบไปเป็นชู้กับเทวีแห่งความงามและความรัก ที่มีชื่อว่า อโฟรไดท์

การที่เทพอาเรสเป็นที่รังเกียดของเทพและมนุษย์ชาวกรีก พฤติการณ์ความรักการลอบเป็นชู้กับเทวีอโฟรไดท์ครั้งนี้ จึงเป็นที่ดูถูกดูแคลนและถูกกล่าวหาอย่างรุนแรงจากมวลเทพที่คิดจะจ้องจับผิดด้วย เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นก็เพราะความมืดในราตรีกาล หากยังไม่มีใครทราบเรื่องหรือจับผิดได้แบบคาหนังคาเขา พฤติการณ์ลักลอบเป็นชู้ของอาเรสและอโฟรไดท์ก็จะยังคงถูกเก็บเป็นความลับเรื่อยมา แต่เหตุเพราะเธอเกรงกลัวแสงสว่าง ซึ่งเปรียบได้กับนักสืบของเทพอพอลโล ถ้านักสืบผู้นี้แฉพฤติการณ์ความผิดของเธอให้เทพอพอลโลรับรู้ เทพอพอลโลก็คงจะนำเรื่องราวไปทูลบอกแก่เทพฮีฟีสทัสซึ่งเป็นสวามีของอโฟรไดท์อย่างแน่นอน เธอจึงได้จ้างยามหนุ่มน้อยไว้คนหนึ่ง เขามีนามว่า อเล็กไทรออน (Alectryon) เพื่อให้คอยปลุกเธอเมื่อตอนใกล้รุ่งนั่นเอง

แต่เมื่อครั้งที่ความแตก ก็เป็นเพราะอเล็กไทรออนเผลอหลับเพลินจนถึงรุ่งเช้า ทำให้เทพอพอลโลได้เห็นความจริงว่าอาเรสกับอโฟรไดท์ได้หลับอยู่ด้วยกัน เทพอพอลโลโกรธมาก จึงนำเรื่องนี้ไปบอกแก่เทพฮีฟีสทัส ฮีฟีสทัสจึงลงโทษทั้งสองโดยการนำร่างแหเหล็กที่เคยเตรียมสานไว้ก่อนหน้านี้  มาทอดครอบไปยังอาเรสกับอโฟรไดท์ แล้วให้เทพทั้งปวงมาร่วมกันดูแคลน และหัวเราะร่วนกันอย่างสนุกสนานครื้นเครง ก่อนจะปล่อยตัวทั้งสองไป

ฝ่ายอาเรสรู้สึกอัปยศอดสูกับการโดนประจานต่อหน้าธารกำนัลครั้งนี้ยิ่งนัก จึงสาปให้อเล็กไทรออนกลายเป็นไก่ เพื่อทำหน้าที่คอยขันปลุกคนในยามใกล้รุ่งทุกเช้า เพื่อเป็นการลงโทษที่เขาแอบหลับยามจนนำความพินาศมาสู่เทพอาเรสนั่นเอง ด้วยเหตุนี้จึงเชื่อกันว่า ไก่ตัวผู้ทุกตัวที่เกิดขึ้นบนโลก ได้รับการสืบสกุลมาจากไก่อเล็กไทรออนตัวนี้ทั้งสิ้น ส่วนเทวีอโฟร์ไดท์ ก็ได้ประสูติธิดาออกมาองค์หนึ่งมีชื่อว่า อาร์โมเนีย ซึ่งเกิดกับอาเรส ในเวลาต่อมา นางก็ได้เป็นราชินีแห่งนครธีบส์

ชาวกรีกมีความรู้สึกไม่ชัดเจนต่ออาเรส เนื่องจากเทพอาเรสเป็นสัญลักษณ์ของความพ่ายแพ้เช่นเดียวกับความสามารถในสงครามแม้พระองค์จะทรงมีความกล้าทางกายซึ่งจำเป็นต่อความสำเร็จในสงคราม แต่เป็นพลังที่อันตราย "ท่วมท้น ละโมบในการยุทธ์ ทำลายล้างและฆ่าคน" ความกลัว (โฟบอส) และความสยองขวัญ (ไดมอส) พระโอรส และความแตกสามัคคี (เอนีโอ) คนรักและพระกนิษฐภคินี เดินทางไปกับพระองค์ด้วยบนรถม้าศึกในมหากาพย์อีเลียด

ซูสพระบิดาตรัสแก่อาเรสว่า พระองค์ทรงเป็นเทพที่ซูสเกลียดที่สุด สถานที่หรือวัตถุที่สัมพันธ์กับอาเรสทำให้สถานที่หรือวัตถุนั้นมีคุณภาพโหดร้าย อันตรายหรือเกี่ยวกับทหาร คุณค่าของพระองค์ในฐานะเทพแห่งสงครามกลายเป็นที่กังขา เพราะในสงครามกรุงทรอย อาเรสทรงอยู่ข้างที่ปราชัย ขณะที่อะธีนา ซึ่งมักพรรณนาในศิลปะกรีกโดยถือชัยชนะ (ไนกี) อยู่ในพระหัตถ์ อยู่ฝ่ายกรีกผู้ชนะ

แต่อย่างไรก็ตามชาวโรมันนั้นได้นับถือเทพเจ้าอาเรสเป็นอย่างมาก เพราะชาวโรมันโปรดปรานในการรบถึงกับแต่งให้แอรีสเป็นบิดาของรอมิวลุส (Romulus) ผู้สร้างกรุงโรมเลยทีเดียว

อย่างไรก็ตามเราจึงได้เห็นว่าความรุนแรงหรือปัญหาไม่ใช่ทางออกของทุกสิ่ง ผู้คนย่อมเชิดชูในสิ่งที่ทำให้ตนเกิดประโยชน์มากที่สุด และหากตนเองนั้นมีความคิดที่ไม่ดีหรือกระทำสิ่งไม่ดีจะเห็นได้ว่าผลของการกระทำนั้นจะส่งผลกระทบต่อเราในแง่ที่ไม่ดีเช่นกันอย่างที่เหตุการที่ได้เกิดกับอาเรส


อ้างอิง  

ตำนานเทพ,เจ้ากรีกเทพาอาเรส (Ares) หรือ Mars แทพแห่งสงคราม. สืบค้นเมื่อ  29 กรกฎาคม พ.ศ.2561, จาก:  http://www.tumnandd.com/%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%9E%E0%B8%B2%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%AA-ares-%E0%B8%AB%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B8%AD-mars/

ศาสนาและความเชื่อ,อาเรส เเอรีส (Ares) มาร์ส (Mars) เทพเจ้าแห่งสงครามและอาวุธ. สืบค้นเมื่อ  29 กรกฎาคม พ.ศ.2561, จาก: http://variety.phuketindex.com/faith/%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%AA-ares-%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%8C%E0%B8%AA-mars-2907.html

วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี, เเอรีส. สืบค้นเมื่อ  29 กรกฎาคม พ.ศ.2561, จาก: https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%81%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%AA

อ่านเพิ่มเติม »

เทพเจ้ากรีกและโรมันที่ปรากฏในวรรณกรรมเรื่อง เพอร์ซีย์ แจ็กสัน (Percy Jackson)

โดย นางสาววรางคณา  สุขแสนศรี

ถ้าหากกล่าวถึงอารายธรรมของกรีกและโรมัน สิ่งแรกที่ผู้คนจะนึกถึงก็คงจะหนีไม่พ้นเรื่องตำนานปรัมปราที่เกี่ยวกับเทพเจ้า อารายธรรมกรีกและโรมันนั้นมีความเชื่อในเรื่องของเทพเจ้าที่ใกล้เคียงกันซึ่งจะแตกต่างกันที่ชื่อที่ใช้เรียกเทพเจ้าเท่านั้น ซึ่งตำนานของเทพเจ้าแต่ละองค์นั้นไม่มีหลักฐานที่มาอย่างชัดเจน โดยความเชื่อเรื่องตำนานของเทพเจ้านั้นเกิดจากการที่ชาวกรีกและชาวโรมันเกิดความสงสัยในปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่เกิดขึ้น จึงได้พยายามหาสาเหตุของการเกิดเหตุการณ์นั้นๆขึ้นโดยนำเอาปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นมาผสมผสานเข้ากับจินตนาการและความเชื่อในเรื่องสิ่งที่เหนือธรรมชาติจึงก่อให้เกิดเป็นตำนานความเชื่อเรื่องเทพเจ้าองค์ต่างๆของกรีกขึ้น

ความเชื่อเรื่องเทพเจ้ายังมีอิทธิพลต่อวรรณกรรมในปัจจุบันอีกด้วย ซึ่งวรรณกรรมที่เกี่ยวข้องกับความเชื่อเรื่องเทพเจ้าของกรีกนั้นมีอยู่หลากหลายเรื่อง โดยวรรณกรรมที่ได้ยกตัวอย่างมาในที่นี้ คือ วรรณกรรมแฟนตาซีชุดเพอร์ซีย์ แจ็กสัน (Percy Jackson) ประพันธ์โดย ไปริก ไรออร์แดน ซึ่งมีด้วยกันทั้งหมด 5 เล่มประกอบด้วย เพอร์ซีย์ แจ็กสัน กับสายฟ้าที่หายไป, เพอร์ซีย์ แจ็กสัน กับอาถรรพ์ทะเลปีศาจ, เพอร์ซีย์ แจ็กสัน กับคำสาปแห่งไททัน, เพอร์ซีย์ แจ็กสัน กับปริศนาเขาวงกต และเพอร์ซีย์ แจ็กสัน กับเทพองค์สุดท้าย



วรรณกรรมชุดนี้มีเนื้อหาเกี่ยวกับตำนานเทพเจ้าปกรณัมของกรีกและโรมันที่ไปปรากฏในวัฒนธรรมสมัยปัจจุบันของเมืองนิวยอร์กซิตี้ประเทศสหรัฐอเมริกาในคริสต์ศตวรรษที่ 21 โดยในวรรณกรรมให้ข้อมูลว่า เทพเจ้าโอลิมปัสทั้งหลายได้ย้ายเขาโอลิมปัสมาตั้ง ณ ใจกลางนครนิวยอร์กบนชั้นที่ 600 ของตึกเอ็มไพร์สเตต และตัวละครหลักคือ เพอร์ซีย์แจ๊กสัน เด็กหนุ่มที่อาศัยอยู่ในแฟลตแห่งหนึ่งในแมนฮัตตันซึ่งเขาพักอยู่กับมารดาและบิดาบุญธรรม ต่อมาเขาได้ค้นพบว่าเขานั้นมีเชื้อสายของเทพเจ้ากรีกอยู่ครึ่งหนึ่ง ซึ่งบิดาที่แท้จริงของเขานั้นก็คือ เทพโพไซดอน (Poseidon) ซึ่งเป็นเทพที่ทำหน้าดูแลปกป้องมหาสมุทร เพอร์ซีย์ได้พบเพื่อนที่เป็นมนุษย์กึ่งเทพเช่นเดีบวกันกับเขามากมาย เขาได้ร่วมผจญภัยกับแอนนาเบ็ธ เชส บุตรธิดาแห่งอาธีน่า เทพีแห่งสติปัญญาและโกรเวอร์ อันเดอร์วู้ด แซเทอร์ที่เป็นเพื่อนสนิทของเขา เทพเจ้าของกรีกและโรมันที่ปรากฏในเนื้อเรื่องของวรรณกรรมแฟนตาซีชุดเพอร์ซีย์ แจ็กสัน  มีทั้งหมด 12 องค์ ได้แก่

1. เทพเพอร์ซีอุส

เทพเพอร์ซีอุสตามหความเชื่อของกรีกโรมัน 
เทพเพอร์ซีอุส เป็นบุตรของเทพซีอุสกับหญิงชาวมนุษย์ชื่อ นางแดนาอี ตามตำนานกรีกเพอร์ซิอัสเป็นผู้ก่อตั้งแคว้นไมซีนี และเป็นปฐมกษัตริย์ของราชวงศ์เพอร์เซอิด เขาเป็นวีรบุรุษคนแรกในปกรณัมกรีกที่มีชื่อเสียงจากการปราบสัตว์ประหลาดโบราณมากมาย ในยุครุ่งเรืองเทพโอลิมปัสทั้ง 12 องค์ ชาวกรีกเชื่อกันว่าเพอร์ซีอุสเป็นผู้ก่อตั้งเมืองไมซีนีขึ้น ณ จุดที่ได้สังหารอะคริซิอัส พระเจ้าตาของตนโดยอุบัติเหตุ นอกจากนี้ผู้คนมากมายจึงขนานนามเพอร์ซุสว่า “เพอร์ซุสผู้สังหารเมดูซา” เนื่องจากเพอร์ซีอุสเป็นผู้สังหารเมดูซา และเป็นผู้ช่วยเหลือเจ้าหญิงแอนดรอมิดาจากเคตัส (Cetus) ปีศาจทะเลซึ่งถูกส่งมาโดยเทพโปเซดอน เพื่อทำลายเอธิโอเปียและมีความสามารถในการสาปคนให้กลายเป็นหินได้ด้วยการสบตา

เทพเพอร์ซีอุสในวรรณกรรมเรื่อง เพอร์ซีย์แจ็คสัน
ในวรรณกรรมผู้เขียนกล่าว่า เทพเพอร์ซีอุส หรือในเรื่องคือเพอร์ซี่ แจ็คสัน เป็นบุตรแห่งเทพโพไซดอนกับมารดาที่เป็นชาวมนุษย์ เขาได้ถูกปกป้องโดยค่ายฮาล์ฟบลัด ค่ายลับที่ถูกสร้างเพื่อฝึกฝนและคุ้มครองเหล่าลูกครึ่งเทพ เนื่องด้วยเพอร์ซีย์เป็นบุตรของโพไซดอน เขาได้ถูกกล่าวถึงในคำทำนายว่า หนึ่งในบุตรครึ่งเทพครึ่งมนุษย์ของมหาเทพทั้งสามจะเป็นผู้ตัดสินใจในการปกป้องหรือทำลายโอลิมปัส  มีอาววุธประจำกาย คือ ดาบริพไทด์ต้องคำสาป ชื่อ อนาคลัสมอส ซึ่งมีความสามารถในการเปลี่ยนเป็นปากกาลูกลื่นได้ เพอร์ซีย์ได้รับต่อมาจากไครอน ซึ่งโพไซดอนได้ฝากไว้ให้กับไครอน


เทพเพอร์ซีอุส
ที่มา : http://www.tumnandd.com/

2. เทพโพไซดอน 

เทพโพไซดอนตามความเชื่อของกรีกโรมัน 
เทพโพไซดอน เป็นเทพพระเจ้าแห่งทะเลและมหาสมุทร ชื่อโรมันคือเนปจูน เทพโพไซดอนจะมีอาวุธเป็นสามง่ามคู่กาย บางตำนานอาจกล่าวถึงลักษณะของเทพโพไซดอนว่ามีท่อนล่างเป็นปลา นอกจากนี้ เทพโพไซดอน ยังถือเป็นเทพแห่งแผ่นดินไหว และเป็นเทพแห่งม้าอีกด้วย

เทพโพไซดอนในวรรณกรรมเรื่อง เพอร์ซีย์ แจ็กสัน
ในวรรณกรรมมีเพียงการเอ่ยถึงชื่อของเทพโพไซดอนโดยผู้เขียนกล่าวว่าเทพโพไซดอน เทพเจ้าแห่งท้องทะเล และมหาสมุทรเป็นบิดาของเพอร์ซีย์ แจ็กสัน และได้มอบดาบริพไทด์ต้องคำสาปไว้กับไครอน


โพไซดอน
ที่มา : http://www.tumnandd.com/

3. เทพซีอุส (Zeus) 

เทพซีอุสตามความเชื่อของกรีกโรมัน
เทพแห่งเทพผู้ปกครองเทพทั้งหมด และเป็นเทพเจ้าแห่งท้องฟ้า เทพซีอุสมีสัญลักษณ์แห่งพลังอำนาจเป็น สายฟ้า (Thunderbolt) ชื่อโรมันคือจูปิเตอร์

เทพซีอุสในวรรณกรรมเรื่อง เพอร์ซีย์ แจ็กสัน
ในวรรณกรรมผู้เขียนกล่าว่า เทพซีอุสเป็นเทพเจ้าสูงสุดใน 12 เทพเจ้าโอลิมปัส และเป็นผู้กล่าวหาว่า เพอร์ซีย์ แจ็กสันบุตรชายของเทพโพไซดอนเป็นผู้ต้องสงสัยขโมยสายฟ้า ซึ่งเป็นอาวุธที่ทรงอำนาจมากที่สุดในจักรวาลไปจากเทพซีอุส เพื่อพิสูจน์ว่าเพอร์ซีย์เป็นผู้บริสุทธิ์จากข้อกล่าวหาร้ายแรง และหลีกเลี่ยงสงครามระหว่างทวยเทพที่อาจปะทุขึ้น เพอร์ซีย์จำต้องออกผจญข้ามโลกไปจับขโมยตัวจริงมาลงโทษให้ได้


ซีอุส
ที่มา : http://www.tumnandd.com/

4. เทพฮาเดส 

เทพฮาเดสตามความเชื่อของกรีกโรมัน
เทพฮาเดส เป็นเทพแห่งโลกใต้พิภพ และเป็นเทพแห่งความตาย ชื่อโรมันคือ พลูโต

เทพฮาเดสในวรรณกรรมเรื่อง เพอร์ซีย์ แจ็กสัน
ในวรรณกรรมมีเพียงการเอ่ยถึงชื่อของเทพฮาเดสโดยผู้เขียนกล่าวว่าเทพฮาเดสเป็นเทพแห่งโลกใต้พิภพ และผู้ปกครองดินแดนแห่งความตาย ทั้งยังเป็นบิดาของนิโค ดิแองเจโล สมาชิกในค่ายฮาล์ฟบลัด


เทพฮาเดส
ที่มา : http://www.tumnandd.com/

5. เทพไดโอนีซุส

เทพไดโอนีซุสตามความเชื่อของกรีกโรมัน
เทพไดโอนีซุส เป็นโอรสของเทพซีอุส เทพเจ้าแห่งการเก็บเกี่ยวองุ่น การทำไวน์และไวน์ ความบ้าคลั่งทางพิธีกรรมและปีติศานติ์ ชื่อโรมันคือ แบคัส

เทพไดโอนีซุสในวรรณกรรมเรื่อง เพอร์ซีย์ แจ็กสัน
ในวรรณกรรมผู้เขียนกล่าว่า เทพไดโอนีชุสเป็นโอรสของเทพซีอุส เทพพระเจ้าแห่งไวน์และงานเลี้ยง และยังเป็นผู้อำนวยการค่ายฮาล์ฟบลัด มีชื่อเรียกแบบย่อว่า “คุณดี”


เทพไดโอนีซุส

6. เทพอพอลโล

เทพอพอลโลตามความเชื่อของกรีกโรมัน
เทพอพอลโล เทพแห่งดวงอาทิตย์ การดนตรี และการแพทย์ เป็นฝาแฝดกับเทพีอาร์เทมีส ชื่อโรมันคือ ฟีบัส

เทพอพอลโลในวรรณกรรมเรื่อง เพอร์ซีย์ แจ็กสัน
ในวรรณกรรมผู้เขียนกล่าว่า เทพอพอลโลเป็นเทพแห่งดวงอาทิตย์ การดนตรี และการแพทย์ ทั้งยังเป็นฝาแฝดกับเทพีอาร์เทมีส และต่อมาเขาถูกเทพซีอุสลงโทษให้กลายเป็นมนุษย์ เขาไม่มีพลังเหมือนกับเทพเจ้าอีกแล้ว โดยมีเม็ก ที่อพอลโลรู้มาว่าเธอเป็นเดมิก็อดได้มาช่วยเอาไว้ จากนั้นทั้งคู่ก็เดินทางไปหาเพอร์ซีย์เพื่อให้เขาช่วยพาไปยังค่ายฮาล์ฟบลัด


เทพอพอลโล

7. เทพีอาร์เทมิส

เทพีอาร์เทมิสตามความเชื่อของกรีกโรมัน
เทพีอาร์เทมิส เทพีแห่งดวงจันทร์และการล่าสัตว์ เป็นฝาแฝดกับเทพอะพอลโล ชื่อโรมันคือ ไดอาน่า

เทพีอาร์เทมิสในวรรณกรรมเรื่อง เพอร์ซีย์ แจ็กสัน
ในวรรณกรรมผู้เขียนกล่าว่า เทพีอาร์เทมิส เทพีแห่งดวงจันทร์และการล่าสัตว์ เป็นฝาแฝดกับเทพอะพอลโล และเป็นสมาชิกในค่ายฮาล์ฟบลัด


เทพีอาร์เทมิส
ที่มา : http://www.tumnandd.com/

8. ยักษ์ไซคลอปส์

ยักษ์ไซคลอปส์ตามความเชื่อของกรีกโรมัน
ยักษ์ไซคลอปส์ ไซคลอปส์หรืออสูรตาเดียว เป็นสัตว์ประหลาดในตำนานกรีก ดำรงชีวิตด้วยการกินมนุษย์เป็นอาหาร บุตรแห่งเทพโพไซดอน

ยักษ์ไซคลอปส์ในวรรณกรรมเรื่อง เพอร์ซีย์ แจ็กสัน
ในวรรณกรรมผู้เขียนกล่าว่า ไทสันเป็นยักษ์ไซคลอปส์ มีบิดาคือเทพโพไซดอน ซึ่งมีสายสัมพันธ์เป็นพี่น้องต่างมารดาของเพอร์ซีย์


ไซคลอปส์

9. เทพีธาเลีย

เทพีธาเลียตามความเชื่อของกรีกโรมัน
เทพีธาเลีย เป็นเทพีแห่งแรงบันดาลใจและเป็นเทพีที่มีความงดงามมาก เป็นเทพีแห่งเรื่องราวสนุกสนาน มีลักษณะเด่นของเทพีองค์นี้คือ มือขวาจะถือม้วนกระดาษ และมือซ้ายจะถือหน้ากากตัวตลก เทพีธาเลีย (Thalia Grace) เป็นธิดาแห่งเทพซีอุส มีความสามารถใช้มนตร์บังตาและใช้สายฟ้า ควบคุมอากาศ,ท้องฟ้าได้ เป็นเทพีองค์หนึ่งในสามองค์ในกลุ่ม เทพีชาริทีสในตำนานเทพเจ้ากรีก ที่รู้จักกันในภาษาอังกฤษว่า “Three Graces (ไตรเทพี)”

เทพีธาเลียในวรรณกรรมเรื่อง เพอร์ซีย์ แจ็กสัน
ในวรรณกรรมผู้เขียนกล่าว่า  แอนนาเบ็ธ เชส (เทพีธาเลีย) เป็นธิดาแห่งเทพีอะธีนา เพื่อน (ต่อมากลายเป็นแฟนสาว) ของเพอร์ซีย์ มีความฉลาด หลักแหลมและมีทักษะในด้านสถาปัตยกรรมและการวางแผนกลยุทธ์ มีอาวุธประจำตัว คือ มีดสัมฤทธิ์วิเศษและหมวกทีมแยงกี้ส์ที่มีเวทมนตร์ล่องหน


เทพีธาเลีย
ที่มา : http://3.bp.blogspot.com/

10. เซเทอร์  

เซเทอร์ตามความเชื่อของกรีกโรมัน
เซเทอร์  เป็นสัตว์วิเศษมาจากตำนานกรีก รูปลักษณ์ท่อนบน(ยกเว้นส่วนหัว)จะเป็นคน มีหน้าอก ลำตัวและแขนครบถ้วน แต่ทั่วทั้งร่างกายจะมีขนแพะหยาบแข็งปกคลุม ส่วนท่อนล่างมีขาเป็นแพะ มักท่องเที่ยวในป่าและภูเขา บางตำราบอกว่าเป็นเทพารักษ์ อีกทั้งยังเป็นผู้ติดตามของเทพแพน (Pan) และเทพไดโอไนซัสอีกด้วย ในเทพปกรณัม เซเทอร์ เกี่ยวข้องกับพลังทางเพศของเพศชายและผลงานศิลปกรรมกรีก-โรมันมักสร้างภาพของเซเทอร์ให้มีอวัยวะเพศที่ตั้งชูชัน

เซเทอร์ ในวรรณกรรมเรื่อง เพอร์ซีย์ แจ็กสัน
ในวรรณกรรมผู้เขียนกล่าวว่า โกรเวอร์ อันเดอร์วู้ด คือเซเทอร์ อาวุธประจำตัว คือ ขลุ่ยต้นอ้อ มีถิ่นกำเนิด คือ ป่าไม้ในค่ายฮาล์ฟบลัด และยังเพื่อนสนิทของเพอร์ซีย์ แจ๊กสัน


เซเทอร์

11. ไครอน 

ไครอนตามความเชื่อของกรีกโรมัน
ไครอน เป็นเซนทอร์ผู้คงแก่เรียน มีความสุขุมรอบคอบจนได้รับเลือกให้เป็นอาจารย์ของเหล่าวีรบุรุษหลายคนในตำนานกรีก (เซนทอร์เป็นสัตว์ชนิดหนึ่งในเทพปกรณัมกรีก มีร่างส่วนบนเป็นมนุษย์ผู้ชาย แต่ส่วนลำตัวลงไปเป็นม้าหนุ่มที่มีกล้ามเนื้อเป็นมัด ๆ สง่างาม อาศัยอยู่แถบภูเขาของอาคาเดีย และเทสสาลีในประเทศกรีซ)

ไครอนในวรรณกรรมเรื่อง เพอร์ซีย์ แจ็กสัน
ในวรรณกรรมผู้เขียนกล่าวว่า ไครอนคือ เซนทอร์อมตะซึ่งเป็นครูฝึกสอนเหล่าวีรบุรุษในค่ายฮาล์ฟบลัด และเป็นผู้อำนวยการฝ่ายกิจกรรมของค่าย อาวุธประจำกาย คือ ธนูและลูกธนู


ไครอน

12. เทพโครนอส

เทพโครนอสตามความเชื่อของกรีกโรมัน
เทพโครนอส ผู้นำเหล่ายักษ์ไททันรุ่นแรกที่มีอายุน้อยที่สุดและได้รับการสักการะในฐานะเทพแห่งฤดูเก็บเกี่ยว ซึ่งรวมไปถึงการเก็บเกี่ยวพืชผลเช่น ข้าว ธรรมชาติ ผลผลิตทางการเกษตร และการเดินไปข้างหน้าของกาลเวลาที่เกี่ยวข้องกับมนุษย์ นอกจากนี้ เทพโครนอสยังเป็นพระบิดาแห่งเทพซีอุส เทพโครนัสได้โค่นบัลลังก์ของพระบิดา (เทพยูเรนัส) และขึ้นครองบัลลังก์ในช่วงยุคทอง จนกระทั่งถูกโค่นบัลลังก์โดยพระโอรสของตน คือ เทพซีอุส เทพโครนัสมิได้ถูกจองจำในยมโลกทาร์ทารัส  เหมือนเช่นไททันตนอื่น ๆ แต่เขากลับหลบหนีไปได้

เทพโครนอสในวรรณกรรมเรื่อง เพอร์ซีย์ แจ็กสัน
ในวรรณกรรมผู้เขียนกล่าวว่า เทพโครนอสคือตัวร้ายตัวสำคัญภายในเรื่อง เทพโครนอส รอเวลารวบรวมพลไปสู้รบกับเหล่าเทพโอลิมปัสเพื่อแย่งชิงบัลลังก์คืนจากเทพซีอุสผู้เป็นบุตรชาย สงครามระหว่างเทพโอลิมปัสกับยักษ์ไททันกำลังเกิดขึ้นอีกครั้งในศตวรรษที่ 21 ค่ายฮาล์ฟบลัดในฐานะที่เป็นสถานที่ของลูกหลานเทพจึงต้องรีบรวบรวมสมัครพรรคพวกไปช่วยเช่นกัน


เทพโครนอส

จากสิ่งที่ได้กล่าวมาข้างต้นนั้นแสดงให้เห็นว่าในวรรณกรรมเรื่อง เพอร์ซีย์ แจ็กสันนั้น ได้มีการนำเอาความเชื่องในเรื่องตำนานเทพเจ้าของกรีกและโรมันมาใช้เป็นองค์ประกอบหลักในการสร้างสรรค์เป็นวรรณกรรมเรื่องนี้ขึ้นมา ผู้เขียนได้นำเอาเทพเจ้าที่สำคัญๆของกรีกและโรมันมาเป็นตัวละครหลักในการดำเนินเรื่อง ซึ่งมีการนำเอาประวัติความเป็นมา ความเชื่อ สถานที่สำคัญ ๆ ตามตำนานของเทพแต่ละองค์มาดัดแปลงและปรับเปลี่ยนให้ให้สอดคล้องกับเหตุการณ์ต่างๆภาพในเรื่อง โดยมีการปรับเปลี่ยนเนื้อหาให้เข้ากับความเปลี่ยนแปลงในด้านต่างๆในปัจจุบัน ผู้เขียนก็ยังคงยึดเอาเอกลักษณ์ความสามารถตามตำนานของเทพแต่ละองค์เอาไว้และไม่ได้ทำให้ความเชื่องในเรื่องความสามารถของเทพนั้นเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม

อ้างอิง

Rick Riordan. (2553). พิมพ์ครั้งที่ 7. เพอร์ซีย์ แจ็กสัน กับสายฟ้าที่หายไป. กรุงเทพฯ: เอ็นธอบุ๊คส์.

Rick Riordan. (2553). พิมพ์ครั้งที่ 3. เพอร์ซีย์ แจ็กสัน กับอาถรรพ์ทะเลปีศาจ. กรุงเทพฯ: เอ็นธอบุ๊คส์.

Rick Riordan. (2553). พิมพ์ครั้งที่ 2. เพอร์ซีย์ แจ็กสัน กับคำสาปแห่งไททัน. กรุงเทพฯ: เอ็นธอบุ๊คส์.

Rick Riordan. (2553). พิมพ์ครั้งที่ 2. เพอร์ซีย์ แจ็กสัน กับปริศนาเขาวงกต. กรุงเทพฯ: เอ็นธอบุ๊คส์.

Rick Riordan. (2553). พิมพ์ครั้งที่ 2. เพอร์ซีย์ แจ็กสัน กับเทพองค์สุดท้าย. กรุงเทพฯ: เอ็นธอบุ๊คส์.

TumnanDD.com. (ไม่ระบุปี).  ตำนานเทพเจ้ากรีก. สืบค้นเมื่อ 19 ธันวาคม 2561. จาก: http://www.tumnandd.com/

วิกิพีเดียสารานุกรมเสรี. (2561). เซนทอร์. สืบค้นเมื่อ 19 ธันวาคม 2561. จาก: https://th.wikipedia.org/wiki/

วิกิพีเดียสารานุกรมเสรี. (2557). เซเทอร์. สืบค้นเมื่อ 19 ธันวาคม 2561. จาก: https://th.wikipedia.org/wiki/

วิกิพีเดียสารานุกรมเสรี. (2561). โครนัส. สืบค้นเมื่อ 19 ธันวาคม 2561. จาก: https://th.wikipedia.org/wiki/

วิกิพีเดียสารานุกรมเสรี. (2561). เพอร์ซีย์ แจ็กสัน. สืบค้นเมื่อ 19 ธันวาคม 2561. จาก: https://th.wikipedia.org/wiki/

ปาลิตา สนธิ์ทอง. (2561). เพอร์ซีย์ แจ็กสัน แนะนำตัวละคร. สืบค้นเมื่อ 19 ธันวาคม 2561. จาก: https://takomkom.wordpress.com/


อ่านเพิ่มเติม »

เพอร์เซโฟนีราชินีแห่งยมโลก (Persephone) ต้นกำเนิดการเปลี่ยนแปลงฤดูกาล

โดย กมลชนก คำภา

ทุกคนล้วนรู้ดีว่าโลกของเรามีการเปลี่ยนแปลงฤดูกาลตามเวลาใน 1 ปี แต่หลายคนอาจยังไม่ทราบว่ามีตำนานที่กล่าวถึงการเปลี่ยนแปลงฤดูกาลไว้อยู่ เป็นเรื่องราวในสมัยโบราณที่มีสวรรค์ นรก เวทย์มนตร์ ปิศาจ เทพเจ้า และมนุษย์ซึ่งการเปลี่ยนแปลงฤดูการนี้เริ่มมาจากรักต้องห้ามของเทพเจ้ากรีกผู้เป็นที่เคารพนับถือของมนุษย์โลกในขณะนั้น คือตำนานความรักของเทพฮาเดสและเทพีเพอร์เซโฟนี

เพอร์เซโฟนี(Persephone) เป็นเทพีแห่งฤดูใบไม้ผลิเธอเป็นลูกสาวของเทพีดีมิเทอร์ (Demeter) เทพีแห่งความอุดมสมบูรณ์และมหาเทพซุส (Zeus) ผู้ปกครองโอลิมปัส เมื่อเพอร์เซโฟนีเดินคู่กายไปกับแม่ของเธอพื้นที่นั้นจะเต็มไปด้วยพืชพรรณธัญหารที่อุดมสมบูรณ์ เธอมีอีกนามหนึ่งว่า คอเร (Kore) ซึ่งแปลว่าดอกไม้

ที่มา: https://en.wikipedia.org/
เพอร์เซโฟนีเป็นเทพีหญิงสาวที่มีความน่ารัก สดใส ไร้เดียงสาและงดงามมาก เธอมีน้ำเสียงที่ไพเราะที่เมื่อเปล่งเสียงออกมาก็สามารถปลุกความมีชีวิตชีวาให้แก่ธรรมชาติ ไม่ว่าเธอจะย่างกรายไปที่ไหน ดอกไม้พืชพรรณก็จะบานชูช่อเปล่งประกายความงามออกมา เหล่าสัตว์ทั้งหลายล้วนมักเข้ามาคลอเคลียเธอ ทำให้เธอเป็นที่หมายปองของเหล่าเทพ แต่เทพีดีมิเทอร์นั้นรักและหวงเธอเป็นอย่างมาก จึงพาเธอไปอยู่ที่ห่างไกลจากโอลิมปัสและปฏิเสธเหล่าเทพที่มาสู่ขอลูกสาวของเธอไปจนหมด

อยู่มาวันหนึ่ง เพอร์เซโฟนีเทพีแห่งฤดูใบไม้ผลิผู้น่ารักสดใสไร้เดียงสาอยู่ๆก็ได้กลายเป็นราชินีแห่งยมโลกหรือนรกใต้พื้นพิภพ หลังจากถูกเทพฮาเดส (Hades) ผู้เป็นเทพผู้ปกครองยมโลกและคนตาย ผู้เย็นชาซึ่งมีศักดิ์เป็นพี่ชายของเทพซุสหรือเป็นลุงของเพอร์เซโฟนี ลักพาตัวเธอไปปกครองนรกด้วยกัน รักต้องห้ามนี้ที่เกิดขึ้น

มีตำนานหลักๆ อยู่ 2 ตำนาน ที่หลายๆ คนน่าจะเคยได้ยินมา บอกเล่าความเป็นมาเกี่ยวกับเรื่องนี้ ตำนานแรกคือ วันหนึ่งพื้นดินเกิดการสั่นสะเทือนรามไปถึงใต้พิภพจนฮาเดสร้อนใจจึงได้ประทับราชรถเทียมม้าขึ้นมาบนพื้นพิภพและได้พบกับเพอร์เซโฟนีที่กำลังเก็บดอกไม้อยู่ ฮาเดสตกหลุมรักเพอร์เซโฟนีทันที แต่กิตติศัพท์ความหวงลูกสาวของเทพีดีมิเทอร์นั้นเป็นที่เลื่องลือ ฮาเดสได้ตัดสินใจเข้าไปขอเพอร์เซโฟนีกับซุส ซึ่งซุสก็ได้เห็นดีเห็นงามด้วยแต่เทพีดีมิเทอร์นั้นหวงลูกสาวมากและคงไม่ยอมยกลูกสาวให้กับฮาเดสเป็นแน่ ซุสผู้น้องจึงแนะนำให้ฮาเดสจับตัวลูกสาวของตนไปซะดีกว่า ฮาเดสจึงได้ลักพาตัวเพอร์เซโฟนีไปเสียเลย

อีกตำนานหนึ่งคือ ตั้งแต่เล็ก เพอร์เซโฟนีนั้นมีความแน่วแน่มากที่จะประพฤติตนเป็นเทพีพรหมจรรย์เช่นเดียวกับ เฮสเทีย (Hestia) ผู้เป็นป้า อาธีน่า (Athena) และอาร์เทมีส (Artemis) ผู้เป็นพี่ ซึ่งสร้างความไม่พอใจให้กับ อโฟรไดท์ (Aphrodite) ซึ่งเป็นเทพีแห่งความงามและความรักเป็นอย่างมาก เพราะมีเทพีที่เป็นเทพีพรหมจรรย์ถึง 3 คนก็มากเกินไปแล้วสำหรับพระนาง ยังจะต้องมีคนที่ 4 อีกหรือ?

ที่มา: https://owlcation.com/
อยู่มาวันหนึ่งพื้นดินเกิดการสั่นสะเทือนจนพื้นใต้พิภพเกิดรอยแตกร้าว ทำให้เทพฮาเดสผู้ปกครองใต้พิภพเกิดความร้อนใจ จึงได้ประทับราชรถเทียมม้าคู่ขึ้นมาตรวจสอบทันที และเมื่อราชรถเทียมม้าขึ้นมาถึงพื้นดิน เทพีอโฟรไดท์ซึ่งเดินนวยนาดอยู่แถวนั้นพอดีได้เห็นเทพฮาเดส จึงเกิดความคิดสนุกขึ้นมาว่า เทพฮาเดสเป็นราชาแห่งยมโลกผู้โดดเดี่ยวไร้รักเพราะไม่มีเทพีองค์ใดหมายปองที่จะลงไปอยู่ในนรกใต้พื้นพิภพกับพระองค์และเพอร์เซโฟนีเองก็กำลังจะประพฤติตนเป็นพรหมจรรย์ เทพีอโฟรไดท์จึงวางแผนให้ฮาเดสและเพอร์ซิโฟนีได้พบรักกัน จึงสั่งให้ อีรอส (Eros) หรือ คิวปิด กามเทพแห่งรักไปยิงศรรักใส่ฮาเดส เพื่อที่จะให้ฮาเดสนั้นตกอยู่ในห้วงรักบ้าง

อีรอสได้ทำหน้าที่แผลงศรรักทันที หากฮาเดสต้องมนต์ของศรรัก จะทำให้ฮาเดสตกหลุมรักสิ่งแรกที่เห็นทันที เมื่อศรรักถูกยิงไปที่ฮาเดสอย่างแม่นยำ ฮาเดสก็ได้ตกอยู่ในห้วงรักทันที โดยสิ่งแรกที่ฮาเดสเห็นนั้นก็คือเทพีเพอร์เซโฟนีที่กำลังเก็บดอกไม้อยู่!! ฮาเดสไม่สนความผิดชอบชั่วดี จึงตรงรี่เข้าฉุดเพอร์เซโฟนีขึ้นราชรถเทียมม้าและกลับไปสู่พื้นพิภพโดยทันที ท่ามกลางความตกใจของเพอร์เซโฟนีและกรีดร้องเรียกหาแม่ของเธอ

ในขณะที่ฮาเดสขับราชรถจะกลับลงสู่พื้นพิภพ ก็ได้ผ่านแม่น้ำไซยานี ซึ่งเกิดความปั่นป่วนราวกับจะขัดขวางพระองค์เอาไว้ แต่ก็ไม่สามารถต้านทานพลังของฮาเดสได้ เพอร์เซโฟนีรู้สึกได้ว่าแม่น้ำพยายามจะช่วยเธอ เธอจึงได้ถอดสายรัดเอวของเธอลงทิ้งไปในแม่น้ำ เพื่อหวังว่าสายน้ำนี้จะพัดพาเอาสายรัดเอวไปให้แม่ของเธอ

ทางด้านเทพีดีมิเทอร์เมื่อรู้ตัวว่าลูกสาวที่รักสุดสวาทขาดใจหายไป ก็ได้ออกตามหาเพอร์เซโฟนีไปทั่วและดีมิเทอร์ก็ได้ทราบเรื่องจากพวกนางไม้ที่คอยตามเพอร์เซโฟนีแล้วก็เฮลิออสหรือดวงอาทิตย์ ที่เห็นเรื่องราวทั้งหมด จึงเศร้าโศกเสียใจเพราะดีมิเทอร์ไม่สามารถทำอะไรฮาเดสได้ เพราะมัวแต่ร้องไห้หาลูกสาว จึงหลงลืมที่จะบันดาลให้พืชผลงอกงามส่งผลให้พืชผลแห้งเหี่ยว มนุษย์เกิดความอดอยากและล้มตายเป็นจำนวนมาก ดีมิเทอร์ได้ร้องเรียนให้ซุสพาลูกสาวของตนกลับคืนมา ซุสที่ได้รับผลกระทบจากเรื่องนี้และทนดูไม่ไหวเนื่องจากมนุษย์ล้มตายและไม่มีของเซ่นไหว้ จึงได้ส่งเทพเฮอร์มีสนักเจรจาลงไปยังยมโลกเพื่อขอตัวเพอร์เซโฟนีคืน แต่ฮาเดสนั้นไม่ยอมคืนตัวเพอร์เซโฟนีให้ เฮอร์มีสจึงได้สร้างข้อตกลงขึ้นใหม่โดยกล่าวว่าเพอร์เซโฟนีนั้นไม่สามารถอยู่ในยมโลกได้เนื่องจากเป็นที่ของคนตาย หากอยู่ต่อไปจะถือว่าผิดกฎธรรมชาติ แต่ถ้าหากเพอร์เซโฟนีได้กินอะไรก็ตามที่อยู่ในยมโลกแล้ว จะทำให้เพอร์เซโฟนีเป็นคนของยมโลกทันที ฮาเดสย่อมมีสิทธิ์ในเธอ

ระหว่างที่อาศัยอยู่ในยมโลกใต้พื้นพิภพนั้น เพอร์เซโฟนีได้กินทับทิมไป 3 เม็ด โดยที่เธอไม่ได้ทราบ
เงื่อนไขข้อตกลงนี้เลย เมื่อเดินทางกลับขึ้นมายังพื้นโลก ฮาเดสก็ได้ทวงถามสิทธิ์ในการครอบครองเพอร์เซโฟนีกับซุสทันทีซุสเกิดความลำบากในการตัดสินใจเป็นอย่างมาก จึงตัดสินยอมให้เพอร์เซโฟนีกลับไปอยู่กับฮาเดสตามจำนวนของเมล็ดทับทิมที่กินไปเป็นเวลา 3 เดือน และสามารถกลับขึ้นมาอยู่บนพื้นดินกับดีมิเทอร์ผู้เป็นแม่ได้เป็นเวลา 9 เดือน ดังนั้นช่วงเวลาที่เพอร์เซโฟนีและดีมิเทอร์ได้อยู่ด้วยกันบนพื้นโลก พืชพรรณธัญหารของมนุษย์จะเจริญเติบโตงอกงามอุดมสมบูรณ์ สามารถเก็บเกี่ยวพืชผลได้ แต่เมื่อถึงยามที่เพอร์เซโฟนีจะต้องกลับลงไปยังยมโลก ดีมิเทอร์ผู้เป็นแม่ก็จะเศร้าโศกเสียใจ ส่งผลให้พืชพรรณไม่สามารถเจริญงอกงามหรือเพาะปลูกขึ้นได้ถือเป็นฤดูหนาวหรือฤดูแล้งในแต่ละพื้นที่ เรื่องราวนี้จึงเป็นที่มาของการเกิดฤดูกาลที่เปลี่ยนแปลงไปบนพื้นโลก

เพอร์เซโฟนีที่ได้กลายเป็นราชินีแห่งยมโลกนั้น ได้เปลี่ยนตัวเองจากเด็กสาวที่น่ารักใสซื่อบริสุทธิ์เป็นราชินีผู้เย็นชาเนื่องจากเธอไม่ได้ต้องการที่จะอยู่ในยมโลกที่มีแต่ความมืดมิดและคนตาย ฮาเดสจึงมักนำอัญมณีของมีค่ามาประจบเอาใจเธอ เพอร์เซโฟนีจึงมีความรู้สึกรักฮาเดสอยู่บ้าง และฮาเดสเองก็เป็นสามีที่ซื่อสัตย์ ไม่ค่อยมีพฤติกรรมเชิงชู้สาวเหมือนเทพผู้น้ององค์อื่นๆ ทำให้เพอร์เซโฟนีนั้นค่อนข้างหวงฮาเดสอยู่พอสมควรคล้ายคำพูดในปัจจุบันที่ว่า รักนะแต่ไม่แสดงออก เมื่อมีเหตุการณ์ที่ทำให้ฮาเดสนอกลู่นอกทาง เช่น มีพรายสาวมายั่วยวน ก็ถูกแม่ยายหรือเทพีดีมิเทอร์และเพอร์เซโฟนีไล่กระทืบจนตาย และสาปให้กลายเป็นต้นมิ้นต์ มีพรายน้ำที่ชื่อว่าเลอซีที่ฮาเดสชอบพอ แต่โชคร้ายที่อายุสั้นเพราะป่วยตายทั้งๆ ที่พรายน้ำเป็นอมตะ อาจกล่าวได้ว่าการป่วยตายนี้เป็นฝีมือของดีมิเทอร์แม่ยายที่หวงลูกเขยอีกก็เป็นได้...

และแน่นอนว่าตัวของเพอร์เซโฟนีเองแม้จะกลายเป็นราชินีแห่งยมโลกอยู่ใต้พื้นพิภพไปแล้ว กิตติศัพท์ความน่ารักงดงามของเธอก็ยังคงทำให้ชายหนุ่มเพ้อฝัน ถึงขั้นลงทุนเดินทางมายังยมโลก เพื่อมาขอเพอร์เซโฟนีจากฮาเดส แน่นอนว่าล้วนเจออิทธิฤทธิ์ของราชาแห่งยมโลกผู้หวงราชินียิ่งกว่าอะไร กลั่นแกล้งจนกลับพื้นดินโลกไม่ถูกกันเลยทีเดียว

อ้างอิง

Bearry Channel. (2559). Greek Bearry EP 7 เพอร์เซโฟนี (Persephone) ราชินีแห่งนรก และต้นก าเนิดของฤดูหนาว. ค้นเมื่อ 10 กันยายน 2560, จาก https://www.youtube.com/watch?v=WTsoi8Jc8_4

ginger bread. (ม.ป.ป.). ต านานรักเทพเฮดีสเทพแห่งโลกหลังความตาย กับ เทพธิดาเพอร์ซิโฟเนเทพธิดาแห่งฤดูใบไม้ผลิ. ค้นเมื่อ 10 กันยายน 2560 จาก, https://board.postjung.com/706088.html

เพอร์เซฟะนี Persephone. (2560). ค้นเมื่อ 10 กันยายน 2560, จาก http://storylegendsth.blogspot.com/2017/03/Persephone.html

จาตุรันต์ เสียงดี. (2555). ต านานกรีกโบราณกับฤดูกาลที่เปลี่ยนแปลง "Persephone". ค้นเมื่อ 10 กันยายน 2560, จาก https://www.gotoknow.org/posts/83595

อ่านเพิ่มเติม »

เทพี เฮรา (Hera)

โดย นายกรวิชญ์   เจริญ

อารยธรรมกรีกสมัยโบราณ มีความเชื่อเกี่ยวกับการนับถือเทพเจ้าหลายองค์ ซึ่งเชื่อว่าเทพเจ้า
เป็นผู้สร้างโลก สร้างมนุษย์ มีชีวิตเป็นอมตะ ไม่มีวันตาย และเชื่อว่าเทพเจ้านั้นมีหน้าตา มีอารมณ์ ความรู้สึกเช่นเดียวกับมนุษย์ แต่มีพลังอำนาจเหนือกว่า  และจะสถิตอยู่ ณ เทือกเขาโอลิมปัส ซึ่งมีอยู่ทั้งหมด 12 องค์ โดยหนึ่งในนั้นก็คือ เทพีเฮรา

เทพีฮีรา หรือ เฮรา พระนางเป็นเทพีแห่งหญิงสาวและชีวิตสมรส เป็นผู้ปกป้องสตรีที่แต่งงานแล้วในตำนานโบราณสัตว์ประจำองค์ของเทพีเฮราคือวัว แต่ในตำนานยุคใหม่คือ นกยูง ซึ่งเป็นสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ประจำพระองค์ และจะตามเสด็จอยู่ไม่ห่าง และพฤกษาประจำตัวของพระนางคือผลทับทิม กับนกแขกเต้า


เทพีเฮรากับสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ประจำพระองค์

เทพีเฮราเป็นบุตรองค์ที่ 3 เป็นมเหสีและเชษฐภคินี (พี่สาว)ของซูส เป็นธิดาของโครนัส และเรีย
พระนางถูกโครนัสกลืนลงท้องไปตั้งแต่เพิ่งถือกำเนิดเนื่องจากคำสาปของไกอาที่ว่าบุตรของโครนัส
จะโค่นอำนาจของโครนัสเหมือนกับที่โครนัสได้โค่นอำนาจของยูเรนัส แต่ต่อมาเทพีเรียได้ซ่อนซูส
ผู้เป็นบุตรองค์สุดท้องไว้และนำซูสกลับมาเพื่อแก้แค้นโครนัส และนำพี่ ๆ ที่ถูกกลืนเข้าไปอยู่ในท้อง
ของโครนัสออกมา เทพีเฮราจึงปรากฏกายขึ้น

ซูสคลั่งไคล้เทพีเฮรา ต้องการได้นางเป็นภรรยา แต่ทว่าเทพีเฮร่าไม่ต้องการเช่นนั้น เนื่องจาก
ต้องติดอยู่ในท้องของบิดามาตลอดชีวิตวัยเยาว์ เฮร่าจึงต้องการใช้ชีวิตให้คุ้มค่า ไม่รีบร้อนที่จะคิดมีพันธะใดๆเมื่อแรกที่ซูสขอแต่งงาน เฮร่าปฏิเสธ และ ปฏิเสธเรื่อยมาจนถึง 300 ปี วันหนึ่งซูสคิดทำอุบายปลอมตัวเป็น นกกาเหว่า เปียกพายุฝน ไปเกาะที่หน้าต่าง เทพีเฮราสงสารก็เลยจับนกมาลูบขน
พร้อมกับพูดว่า “ฉันรักเธอ” ทันใดนั้นซูสก็กลายร่างกลับคืน และบอกว่า เทพีเฮราต้องแต่งงานกับพระองค์ แต่ทว่าชีวิตการครองคู่ ของเทวีเฮรากับเทพซูส ไม่ค่อยราบรื่นเท่าใดนัก มักจะทะเลาะเบาะแว้งมีปากเสียงกันตลอดเวลา จนเป็นเหตุให้ชาวกรีกโบราณเชื่อกันว่า ในเวลาที่เกิดฟ้าคะนองดุเดือดขึ้นเมื่อใด นั่นคือ สัญญาณว่า ซูสกับเฮรา ต้องทะเลาะกัน เพราะเทพทั้งสองเป็นสัญลักษณ์ของสรวงสวรรค์


ซูส และเทพีเฮรา

แม้ว่าเทพีเฮรามีศักดิ์เป็นถึงราชินีแห่งสวรรค์ หรือเทพมารดาแทนรีอา แต่ความประพฤติ และอุปนิสัย ของเทพีเฮราก็ไม่อ่อนหวานมีเมตตาสมกับเป็นเทพมารดาเลย โดยประวัติของเทพีเฮรานั้นมีทั้งโหดร้าย
ไร้เหตุผล เจ้าคิดเจ้าแค้น และอาฆาตพยาบาท เทพีเฮราเป็นที่รู้จักกันดีในด้านของอารมณ์ดุร้าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อชายาองค์อื่นๆของซูส และบุตรที่เกิดจากชายาเหล่านั้น ไม่ว่าพวกนางจะเป็นเทพี หรือเป็นมนุษย์ก็ตาม ตัวอย่างของผู้ที่ถูกเทพีเฮราปองร้ายมีมากมาย เช่น เทพีลีโต มารดาของเทพอพอลโล่ และเทพีอาร์ทีมิส เฮอร์คิวลิส ไอโอ ลามิอา เกรานา ซิมิลี มารดาของเทพไดโอนิซัส ยูโรปา เป็นต้น ก็จะเจอจุดจบแบบไม่สวยงาม

แต่อย่างไรก็ตามองค์เทพซูสเองก็เคยร้ายกาจกับเทพีเฮราเหมือนกัน โดยลงโทษทัณฑ์แก่เทพีเฮราอย่างไม่ไว้หน้าอยู่บ่อยๆ นอกจากทุบตีอย่างรุนแรงแล้ว ยังใส่โซ่ตรวนที่เท้าของเทพีเฮรากับผูกข้อมือ
มัดโยงอยู่บนท้องฟ้า

เทพีเฮรา นอกจากขี้หึงแล้ว ยังช่างริษยามากอีกด้วย ครั้งหนึ่งเมื่อซูสทรงมีราชธิดานามว่า เอเธน่า ออกมาได้โดยไม่ต้องพึ่งใคร ซึ่งกระโดดออกมาจากเศียรของซูสเอง เทพีเฮราก็ริษยา ทรงตรัสว่าเมื่อซูส
ทรงมีกุมารีด้วยตัวเองได้ นางเองก็มีได้ เช่นกัน ทว่าบุตรที่เกิดจากตัวเทพีเฮรานั้น กลับมิได้สะสวย เรืองฤทธิ์เช่นเอเธน่า แต่เป็นอสูรร้าย น่าเกลียดน่ากลัวยิ่ง คืออสูรร้าย ไทฟีอัส (Typheus) ซึ่งผู้ใดเห็นก็หวาดกลัว เลยทำให้เทพซูสโกรธเป็นอย่างมาก และเกิดการทะเลาะบาดหมางกันอีก

ชีวิตของเทพีเฮรา ถึงแม้จะเป็นเทพเจ้า มีอำนาจเหนือมนุษย์ แต่ในชีวิตก็ยังประสบปัญหา อุปสรรคต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง ปัญหาการใช้ชีวิตกับซูส ปัญหาความเจ้าชู้ของซูส เป็นต้น ดังนั้นการที่เราเจอปัญหา อุปสรรคต่างๆ ในชีวิตก็จงคิดว่าปัญหา และอุปสรรคนั้นคือบททดสอบหนึ่ง ที่ทุกคนต่างก็ต้องเผชิญ
และต้องผ่านพ้นปัญหานั้นไปให้ได้ ซึ่งเมื่อเราสามารถผ่านปัญหานั้นไปได้ ก็จะทำให้เราสามารถมีภูมิคุ้มกันที่พร้อมจะรับมือปัญหาต่างๆได้ดี


อ้างอิง

ณัฐรัตน์ เสนชัย. (ม.ป.ป.). เทพนิยายกรีก. ค้นข้อมูล 26 กุมภาพันธ์ 2560, จาก
https://etcphotoploi.wikispaces.com

พรพิมล พรมทา. (2556). เจาะลึกอารยธรรมกรีก-โรมัน. ค้นข้อมูล 25 กุมภาพันธ์  2560, จาก
https://pornpimolpromta.wordpress.com/about/

มาลัย (จุฑารัตน์). (2547). ตำนานกรีก-โรมัน (ฉบับสมบูรณ์). กรุงเทพฯ : บริษัท พิมพ์ดี จำกัด.

อังสุมารินทร์ ศรีกลชาญ. (2556). จุดกำเนิดเทพเจ้าปกรณัมกรีก และเทพเจ้ากรีกโรมันแห่งยอดเขาโอลิมปัส. ค้นข้อมูล 25 กุมภาพันธ์ 2560, จาก https://angsumarin.wordpress.com

แอนโธนี ฮอโรวิทซ์. (2546). ตำนานเทพ และปรัชญากรีก. กรุงเทพฯ : Good morning

Phuketindex. (ม.ป.ป.). เฮร่า (Hera) หรือจูโน่ (Juno) ราชินีของเทพธิดา. ค้นข้อมูล 25 กุมภาพันธ์ 2560, จาก http://variety.phuketindex.com/faith/-juno-393.html


อ่านเพิ่มเติม »

อาร์เทมิส (Artemis) เทพีแห่งดวงจันทร์และการล่าสัตว์

โดย มะลิวัลย์ ทำทอง

ในอดีตมนุษย์ยังไม่ค้นพบหลักการทางวิทยาศาสตร์ในการพิสูจน์สรรพสิ่งต่างๆในโลกใบนี้ มนุษย์จึงเชื่อว่าปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่เกิดขึ้น ล้วนเป็นฝีมือของสิ่งที่เหนือธรรมชาติ จึงทำให้มนุษย์ในสมัยโบราณนับถือเทพเจ้า ภูต ผี ปีศาจ เพื่อที่จะเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ รวมทั้งคอยปกปักรักษาชีวิตของตนเองและบ้านเมือง ชาวกรีกโบราณ ก็เป็นอีกชนชาติหนึ่งที่มีความเชื่อเกี่ยวกับเทพเจ้าเป็นอย่างมาก ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนเกี่ยวข้องกับเทพเจ้า


อาร์เทมิส จันทราเทพีแห่งกรีก
ที่มา : http://www.tumnandd.com/

เทพีอาร์เทมิส (Artemis) เป็นหนึ่งในเทพเจ้าที่ชาวกรีกนับถือ พระนางเป็นลูกสาวคนโตของเทพซูส (เทพแห่งท้องฟ้าและสายฟ้า) และเทพีเลโต อีกทั้งยังเป็นน้องสาวฝาแฝดของเทพอะพอลโล (เทพแห่งดวงอาทิตย์) โดยชาวกรีกนับถือพระนางเป็นตัวแทนของดวงจันทร์ การล่าสัตว์ และความรัก

เทพีอาร์เทมิสยังทรงเป็นเทพีผู้ถือพรหมจรรย์เจริญรอยตามเทพีเฮสเทียและเทพีอาธีน่า เพราะพระองค์ทรงเห็นความทุกข์ของเทพีเลโตผู้เป็นมารดาที่ต้องลำบากกับความรักที่เป็นพระชายาของเทพซูสจนถูกเทพีเฮร่าตามราวี จึงทำให้พระนางมิโปรดและกลัวที่จะออกเรือน จึงวิงวอนให้เทพซูสสาบานว่าจะไม่จับคู่สมรสให้พระนางหรือให้พระนางสมรสไม่ว่ากรณีใด และให้พระนางเป็นเทพีผู้ครองพรหมจรรย์ ซึ่งเทพซูสก็ให้พระนางสาบานโดยมีแม่น้ำสติกซ์ ซึ่งไหลรอบนรกเป็นพยานในการปฏิญาณว่าไม่ขอมีครอบครัวและจะรักษาพรหมจรรย์ไว้ยิ่งชีพ

แต่ก็ยังมีตำนานบางตอนที่กล่าวว่าเทพอาร์เทมิสได้ไปหลงรักสหายสนิทของตน ซึ่งมีนามว่า “โอไรออน” เขาเป็นนายพรานผู้ฉมังในการล่าสัตว์ มีสุนัขคู่ใจชื่อว่าซิริอุส ทุกๆวันพระนางและสหายจะร่วมกันล่าสัตว์ด้วยกัน พระนางหลงรักนายพรานหนุ่มและคิดที่จะสละความเป็นเทพีผู้ครองพรหมจรรย์ เพื่อแต่งงานกับโอไรออน เทพอะพอลโลรู้ถึงความคิดนี้เข้าและกลัวว่าพระนางจะต้องรับโทษจากการผิดคำสาบานต่อหน้าแม่น้ำสติกซ์ จึงวางแผนที่จะล้มเลิกความคิดของน้องสาวฝาแฝด จนเกิดเป็นโศกนาฏกรรมขึ้น

โดยอะพอลโลสั่งให้โอไรออนเดินลุยน้ำทะเลไปยังเกาะแห่งหนึ่งกลางทะเล และเมื่อโอไรออนเดินไปถึงยังจุดที่ไกลจนเมื่อมองจากเกาะดีลอสแล้วจะเห็นเพียงศีรษะของโอไรออนที่มองดูเหมือนกับเกาะกลางน้ำ เทพอะพอลโลก็ชวนเทพีอาร์เทมิสมาล่าสัตว์แข่งกัน และท้าพนันให้พระนางยิงธนูทะลุเกาะกลางทะเลที่อะพอลโลชี้ให้ดูให้ได้ พระนางตกหลุมพรางของเทพฝาแฝด เหนี่ยวสายธนูเต็มแรงจนลูกธนูทะลุศีรษะของโอไรออนถึงแก่ความตาย เมื่อพระนางทรงทราบว่าตนได้ฆ่าชายที่รักลงด้วยน้ำมือของตนเองแล้ว จึงนำศพของโอไรออนและซิริอุสสุนัขคู่ใจขึ้นไปไว้บนท้องฟ้าในตำแหน่งของกลุ่มดาวนายพราน และดาวสุนัขใหญ่

เทพีอาร์เทมิส ถือเป็นจันทราเทพีผู้ปกครองช่วงเวลาในตอนกลางคืน และถือเป็นเทพีผู้มอบแสงสว่างให้แก่รัตติกาลอีกด้วย ในขณะเดียวกัน พระนางก็ยังมีแนวทางที่แตกต่างจากเทพีองค์อื่นๆที่รักสวยรักงาม โดยเทพีอาร์เทมิส จะมีลักษณะออกแนวแข็งแกร่ง โปรดการล่าสัตว์ พระนางจะมีอาวุธคู่กายเป็นคันธนูและลูกศรติดตัวเอาไว้อยู่เสมอ มีสัตว์คู่ใจคือกวางหรือหมี พระนางจึงมักถูกนับถือในนามของเทพีผู้คุ้มครองสัตว์ป่าเสียมากกว่า หากมีผู้ใดที่เข้าไปในเขตป่าของพระนางโดยไม่ได้รับการยินยอม หรือเข้ามาทำร้ายสัตว์ป่าที่อาศัยอยู่ในอาณาเขตของพระนางแล้ว หากพระนางทราบเข้าก็จะทำการสังหารบุคคลผู้นั้นจนตายด้วยลูกธนู


มหาวิหารอาร์เทมีส (The Temple of Artemis)
ที่มา : http://www.bloggang.com/

นอกจากนี้ชาวกรีกยังได้สร้างวิหารอาร์เทมิส โดยเป็นวิหารสร้างด้วยหินอ่อน เพื่อถวายเทพีอาร์เทมีส ผู้มาจากสวรรค์ ผู้ช่วยชาวเมืองให้พ้นจากหายนะและภัยพิบัติได้ อยู่ในเมืองอีเฟซุส บนชายฝั่งแห่งหนึ่ง (ซึ่งปัจจุบันนี้ คือประเทศตุรกี) ในรัชสมัยของกษัตริย์อเล็กซานเดอร์ จัดเป็นวิหารที่สวยงามแห่งหนึ่งจนกลายเป็นที่รู้จักว่าเป็นสิ่งมหัศจรรย์ของโลกในยุคเก่า แต่วิหารแห่งนี้ได้ถูกทำลายสิ้น จนเหลือแต่ซากปรักหักพัง

ถึงแม้วิทยาศาสตร์จะก้าวหน้าไปมากเพียงใดก็ตาม จนสามารถพิสูจน์ว่าเทพเจ้าก็เป็นเพียงแค่ความเชื่อ ไม่มีตัวตนอยู่จริง แต่ผู้คนก็ยังคงเลือกที่จะศรัทธาต่อเทพเจ้า หรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ เพราะเทพเจ้าก็เปรียบเสมือนที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ โดยไม่จำเป็นต้องตรงตามหลักเหตุผลใดๆ


อ้างอิง

ชญา ปิยะชาติ. (2556). กรีก-โรมัน ประวัติศาสตร์และอารยธรรม (พิมพ์ครั้งที่ 3). กรุงเทพฯ : ยิปซี กรุ๊ป.

อนันตชัย จินดาวัฒน์. (2552). กำเนิดอารยธรรมโบราณ. กรุงเทพฯ : ยิปซี กรุ๊ป.

ดวงธิดา ราเมศวร์. (2559). ประวัติศาสตร์กรีกโบราณ (พิมพ์ครั้งที่ 1). กรุงเทพฯ : บริษัทยูโรปา เพลส จำกัด

เอดิธ แฮมิลตัน. (2554). ปกรณัมปรัมปรา ตำนานเทพและวีรบุรุษกรีก-โรมัน-นอร์ส. (พิมพ์ครั้งที่ 6). กรุงเทพฯ: อมรินทร์



อ่านเพิ่มเติม »

เฮดีส (Hades) เทพเจ้าแห่งโลกใต้พิภพ

โดย ภาสินี ชัยวรรณคุปต์
   
มีเรื่องเล่าขานเกี่ยวกับตำนานเทพเจ้าต่างๆมากมายทั่วมุมโลกที่โด่งดังและผู้คนต่างเคารพบูชา แต่ยังมีอีกหนึ่งตำนานเทพเจ้าที่มีช่อเสียงโด่งดัง สืบทอดมาจนถึงปัจจุบันโดยมีการจัดทำเป็นภาพยนต์ ละครโทรทัศน์ นิยาย การ์ตูน และบทละครอื่นๆอีกมากมาย นั่นคือ ตำนานเทพเจ้าตามความเชื่อของชาวกรีกโบราณที่โด่งดังไปทั้วโลก โดยเฉพาะ ตำนานของเหล่าเทพแห่งเขาโอลิมปัส (Olympus) ตามความเชื่อของชาวกรีกโบราณ ที่เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลาย อย่างเช่น ซุส (Zeus) เทพผู้ปกครองเขาโอลิมปัสและบรรดาเทพทั้งหมด โพไซดอน (Poseidon) เทพผู้ปกครองท้องทะเลทั้งหมด และ เฮดีส หรือ ฮาเดส (Hades) เทพเจ้าผู้ปกครองโลกใต้พิภพ

เฮดีส เป็บบุตรของ เทพ โครนอส (Kronos) และ ไกอา (Gia) เทพเจ้าของเหล่าตระกูล ไททัน (Titan) มีพี่น้องทั้งหมด 6 คนรวมเทพเฮดีสเอง ได้แก่ ซุส เทพเจ้าแห่งเขาโอลิมปัส โพไซดอน เทพเจ้าแห้งท้องทะเล เฮดีส เทพเจ้าแห่งโลกใต้พิภพ เฮร่า เทพีแห่งเทพเจ้าทั้งปวง ดีมีเธอร์ เทพเจ้าแห่งการเก็บเกี่ยวและเกษตรกรรม และ เฮสเธีย เทพเจ้าแห่งบ้าน เมื่อครั้งแบ่งการปกครอง เหล่าทวยเทพทั้งสาม ได้แก่ ซุส เฮดีส และโพไซดอน  ได้ทำบางอย่างเพื่อแบ่งเขตการปกครอง แต่จากหลายแหล่งข้อมูลมีการบันทึกไว้ว่า ซุส โกงการตัดสิน ทำให้เขาได้ปกครองบนเทือกเขาโอลิมปัส และเฮดีสได้ลงมาปกครองโลกใต้พิภพ ด้วยเหตุนี้เอง ทำให้เฮดีสไม่ค่อยจะได้รับการต้อนรับจากเขาโอลิมปัสหรือโลกข้างบนซักเท่าไหร่ เพราะหลายคนเข้าใจผิดว่า เฮดีสเป็นเทพแห่งความตายแต่จริงๆแล้วไม่ใช่


เฮดีส เป็นแทพแห่งโลกใต้พิภพ ที่ปกครองโลกข้างล่างทั้งหมด อีกทั้งยังเป็นเทพที่รำ่รวยที่สุดใน บรรดาเหล่าทวยเทพทั้งหลาย เฮดีสเป็นเทพที่มีความยุติธรรมอย่างมาก เพาะเขารู้ว่า ไม่ว่าคนจะมาจากไหนก็ล้วนแต่ต้องตายกันหมด ดั้งนั้นจึงเป็นผู้มีความเที่ยงธรรม และความซื่อตรงอย่างมาก สัญลักษณ์ประจำตัวของเทพเฮดีสคือ หมาสามหัว หรือ Ceberus ผู้คอยปกป้องประตูแห่งโลกใต้พิภพ และ ไม้สองง่าม อีกทั้งยังมีเทพอีกสามองค์คอยให้ความช่วยเหลือในการตัดสินคดีเรียกว่า สามเทพสุภา ได้แก่ เทพราดาแมนทีส เทพไมนอส และเทพไออาคอส นอกจากนี้ ฮิปนอส เทพเจ้าแห่งการหลับไหล และ ทานาทอส เทพแห่งความตายก็ยังเป็นผู้มีส่วนร่วมและให้ความช่วยเหลือในการพิจรณาอยู่อีกด้วย

ตำนานความรักที่เด่นของเทพเฮดีสได้แก่ การครองรักกับเทพี เพอร์เซโฟนี (Persephone) ลูกสาวของเทพี ดีมีเธอร์ เทพเจ้าแห่งเกษตรกรรมและการเก็บเกี่ยวกับซุส ซึ่งถ้าตามหลักการแล้ว เฮดีสและเฟอร์เซโฟนี่ก็มีศักดิ์เป็นอา-หลาน กันนั่นเอง เรื่องมีอยู่ว่า เมื่อครั้งเฮดีสได้ขึ้นมายังพื้นโลกและได้พบกับเพอร์เซโฟนี่ก็เกิดเป็นความรักของเฮดีสที่มีความหลงไหลในเฟอร์เซโฟนี่อยู่มาก หลังจากนั้น เฮดีสจึงได้ทำการลักพาตัวเฟอร์เซโฟนี่ลงมาอยู่กับตนเองเพื่อเป็นคู่ครองที่โลกใต้พิภพ แต่ทว่าเมื่อเทพีดิมีเธอร์ผู้เป็นแม่ทราบว่าธิดาของตน ถูกเฮดีสลักพาตัว ก็เกิดความไม่พอใจและได้ไปร้องเรียนต่อเทพซุสให้ช่วยนำธิดาของเธอคืนมา ซุส ได้วานให้เทพเฮอร์มีส (Hermes) ไปเป็นผู้เจรจากับเทพเฮดีส โดยในการเจรจาครั้งนั้นมีเงื่อนไขว่า ถ้าเทพีเพอร์เซโฟนี ไม่ได้หยิบจับกินอะไรในยมโลก เทพเฮดีสต้องส่งนางคืนแก่เทพีดิมีเตอร์โดยทันที แต่หาก เทพีเพอร์เซโฟนี เสวยของในยมโลก เฮดีสก็จะสามารถมีสิทธิในตัวนาง ผลปรากฏว่าเทพีเพอร์เซโฟนีได้กินเมล็ดผลทับทิมไป 6 เมล็ดทำให้เฮดีสมีสิทธ์ในตัวนาง จึงตกลงกันว่าในแต่ละปี เทพีเปอร์เซโฟนี จะกลับขึ้นมาอยู่กับดีมีเธอร์บนพื้นโลก 6 เดือน และต้องกลับไปอยู่กับเฮดีสในโลกใต้พิภพอีก 6 เดือน ช่วงที่เทพีเพอร์เซโฟนีขึ้นมาอยู่บนพื้นโลกนั้น เทพีดิมีเธอร์ มีความยินดีอย่างยิ่ง ทำให้แผ่นดินและพืชพันธุ์คืนสู่ความเขียวขจี พร้อมกับเข้าสู่ฤดูใบไม้ผลิและฤดูร้อน ในทางกลับกัน เมื่อเทพีเพอร์เซโฟนี ต้องกลับไปอยู่ข้างล่าง พืชพรรณและแผ่นดินที่เขียวขจีก็จะเหี่ยวแห้งไม่เจริญผล พร้อมกับเข้าสู่ฤดูใบไม้ร่วงและฤดูหนาว


ที่มา: http://www.tumnandd.com/

อาณาจักใต้พิภพซึ่งเฮดีสปกครองอยู่นั้น(ตามตำนานที่ Homerได้เขียนไว้) แบ่งออกเป็น 4 ส่วน ได้แก่ ส่วนแรกของ ทาทารัส (Tartarus) ดินแดนที่คนส่วนใหญ่เรียกว่า นรก เพราะผู้ใดที่หมดอายุไขต้องถูกส่งมาเพื่อพิจรณาความที่นี่ ส่วนที่สองคือ อิลีเซียม (Elysium) ซึ่งตรงข้ามกับทาทารัส โดยเปรียบเหมือนกับ สวรรค์ ซึ่งเป็นที่ฝังศพเทพโครนอส และยังเป็นดินแดนที่มีความสว่งสดใส วิญญาณตนใดที่อยู่นดินแดนนี้ สามารถกลับขึ้นไปใช้ชีวิตเหมือนเดิมได้ ส่วนที่สามได้แก่ แอสโฟเดล (Asphodel Fields) จะมีลักษณะคล้ายๆกับ อิลีเซียมแต่ไม่ได้มีความสว่างสดใสเท่า และวิญญาณส่วนใหญ่อยู่ในที่แห่งนี้ และส่วนสุดท้ายได้แก่ อีเรบีส (Erebus) เป็นสถานที่ซึ่งเฮดีสอาศัยอยู่ ทุกคนที่หมดอายุไขแล้วต้องผ่านที่นี่เป็นที่แรก

นอกจากนั้น เราจะมาพูดถึงเรื่องการเดินทางของวิญญาณหลังความตาย  ในดินแดนใต้พิภพยังมีแม่น้ำอีก 5 สายที่สำคัญได้แก่ แม่น้ำ สติงค์ (Stynx) แม่น้ำ อาคีรอน (Acheron) แม่น้ำ โคซายตัส (Cocytus) แม่น้ำ เฟลกีธัน (Phlegeton) และแม่น้ำ เลธี (Lethe) โดยเมื่อหมดอายุไข วิญญาณทุกตนจะต้องนั่งเรือข้ามแม่น้ำสติงค์เพื่อเข้ามาที่โลกใต้พิภพโดยจะมี ชาร์ลอน เป็นผู้ภายเรือข้าม ซึ่งจากตรงนี้จะทำให้เห็นในแง่ของความเชื่อที่ว่าทำไมเมื่อเวลามีคนตายต้องใส่เหรียญไว้ที่ปากศพ เพื่อมาจ่ายค่าผ่านทางให้กับชารฺลอนในการพาข้ามแม่น้ำไป และหลังจากนั้นก็จะถูกนำมาพิจารณาไปตามลำดับ และมีการดื่มน้ำที่แม่น้ำเลธีเพื่อลืมเรื่องราวข้างบนและมีความสุขกับชีวิตใหม่

และนี่คือเรื่องราวและประวัติเกี่ยวกับเทพเจ้าเฮดีส เทพเจ้าแห่งโลกใต้พิภพในตำนานกรีก หรือเทพเจ้า พลูโต ตามตำนานของชาวโรมัน ที่มีความเชื่อถือและความศรัทาเผยแพร่ไปทั่วโลก หลายคนอาจะเข้าใจผิดเกี่ยวกับเรื่องราวของเขาว่าเฮดีสเป็นเทพแห่งความตาย และน่ากลัว แต่จริงๆแล้วเฮดีสไม่ใช่ ท่านเป็นผู้ที่มีความยุติธรรมต่อทุกคนที่ลงมาอยู่ในอณาจักรของท่าน และยังเป็นผู้ที่ร่ำรวยที่สุดอีกด้วย


อ้างอิง

Danae. (2010). เฮดีสเทพแห่งคนตายและอณาจักรใต้พิภพ. Retrieved September 15, 2016, from https://my.dek-d.com/Gemeaux/writer/viewlongc.php?id=154645&chapter=5

เจ้าข้าเจ้าของ. (2013). ตำนานรักเทพเฮดีสเทพแห่งโลกหลังความตาย กับเทพธิดาเพอร์ซิโฟเนเทพธิดาแห่งฤดูใบไม้ผลิ. Retrieved September 16, 2016, from: http://board.postjung.com/706088.html

Shmoop. PERSEPHONE, DEMETER, AND HADES SUMMARY.  Retrieved September 20, 2016, from: http://www.shmoop.com/persephone-demeter-hades/summary.html

อ่านเพิ่มเติม »

เฮอร์คิวลิส กับภารกิจ 12 ประการ

โดย พีรวัส ตั้งวานิชกพงษ์

เฮอคิวลิสวีรบุรุษผู้มีกำลังมหาศาล ตำนานที่ถูกเล่าขานตามความเชื่อของชาวกรีก โรมัน ครึ่งมนุษย์ครึ่งเทพ ผู้มีทั้งปัญญา และความสามารถ เรื่องราวภารกิจ 12 ประการเป็นเรื่องราวของการผจญภัยทำภารกิจที่สุดแสนอันตราย มีความยากลำบาก พร้อมทั้งการช่วยเหลือและการขัดขวางจากเหล่าทวยเทพ เพื่อทำการไถ่บาปให้ตนเองเขาต้องพบกับภารกิจที่ไม่มีมนุษย์คนใดที่จะสามารถทำได้

เรื่องราวตำนานของวีรบุรุษ ผู้มีพละกำลังมหาศาล ครึ่งมนุษย์ครึ่งเทพ เขาเป็นลูกที่เกิดจาก"เทพซีอุส"
ที่ได้ปลอมตัวมาเป็นสามีของหญิงสาวคนหนึ่ง "อัลคมีนา" โดยชื่อของเฮอร์คิวลิสนั้นมีความหมายว่า  "เกียรติยศแห่งเฮรา" แต่ในความเป็นจริงแล้วเทพเฮรากลับเกลียดชังในหนุ่มน้อยคนนี้เพราะเป็นลูกของสามีเธอกับหญิงอื่น เธอได้ส่งความชั่วร้ายเข้ามาสิงสู่เฮอร์คิวลิสทำให้เขาคลุ้มคลั่งทำร้ายลูกเมียของตนตายจนหมด เมื่อเขาได้สติและได้ทราบเรื่องราวที่เกิดขึ้นทำให้เขาเกิดความเศร้าสลดอย่างมาก เขาจึงเนรเทศตนเองออกจากเมืองไป และไปที่วิหารเดลฟี่ เพื่อพบกับ โอราเคิลผู้ทำนายดวงชะตา เขาแนะนำให้เฮอร์คิวลิสไปรับใช้ยูริสธีอุสผู้โหดร้าย เขาได้มอบภารกิจสุดยากให้กับเฮอร์คิวลิสทั้งหมด 10 ภารกิจ แต่ด้วยอำนาจของเฮราทำให้โน้มน้าวยูริสธีอัสมอบภารกิจให้เขาเป็น 12 ภารกิจ หรือเรียกกันว่า        
                                   


ภารกิจ 12 ประการของเฮอร์คิวลิส
ที่มา : http://www.komkid.com/

ภารกิจแรกของเขาคือการจัดการกับสิงโตแห่งนีเมีย ซึ่งมีความสามารถที่ทนทาน อาวุธไม่สามารถทำอะไรมันได้ ทำให้เขาต้องจัดการมันด้วยมือเปล่าด้วยพละกำลังมหาศาลทำให้เขาจัดการสิงโตร้ายได้สำเร็จ เมื่อกลับไปเขาจึงนำขนของเจ้าสิงโตนีเมียกลับไปด้วยเพื่อมอบให้กับยูริสธีอุสแต่ด้วยความกลัวเขาจึงไม่กล้ารับไว้ ทำให้เฮอร์คิวลิสเป็นผู้สวมใส่เองดังจะเห็นได้จากรูปปั้นของเขาที่มักจะมีผ้าคลุมสิงโตอยู่ด้วย

ภารกิจที่สอง คือ ภารกิจไฮดร้า โดยเป็นที่รู้กันว่าเป็นสัตว์ร้ายที่มี 7 หัว เมื่อตัดออกก็จะงอกขึ้นมาใหม่อยู่เสมอ ภารกิจนี้เฮอร์คิวลิสมีผู้ช่วย คือ ไอโอลอส โดยเฮอร์คิวลิสจะจัดการตัดหัวของไฮดร้าออกแล้วให้ไอโอลอสเป็นคนจุดไฟเผาเพื่อไม่ให้หัวของมันเกิดขึ้นมาใหม่ได้ ทว่าหัวสุดท้ายของมันนั้นเป็นอมตะทำให้ไม่สามารถทำลายได้เขาเลยทำการตัดหัวนั้นออกแล้วฝังไว้ก้อนหินใหญ่แต่งานนี้ไม่ถือว่าเฮอร์คิวลิสได้ทำภารกิจเพราะว่ามีไอโอลอส เป็นผู้ช่วยเหลือทำให้ภารกิจของเฮอร์คิวลิสสำเร็จ


ภารกิจไฮดร้า
ที่มา : http://www.komkid.com/

ภารกิจที่สาม คือ การจับกวางวิเศษกลับมาโดย กวางวิเศษตัวนี้เป็นของเทพอาร์เทมิส เทพีแห่งจันทราเขาทำการไล่ล่ากวางวิเศษตัวนี้อยู่เป็นปี จนทำให้กวางตัวนี้อ่อนล้า เมื่อเขาจับมันได้เทพ
อาร์เทมิส และอพอลโลมาพบเข้าพอดีทำเขาจึงขอยืมเจ้ากวางวิเศษนั้น เมื่อไปถึงเขาก็ปล่อยกวางไว้แต่เจตนาของเขาตั้งใจปล่อยให้ห่างจากตัวยูริสธีอุส แล้วเจ้ากวางวิเศษก็วิ่งกลับไปหาเจ้านายของมัน

ภารกิจที่สี่ ภารกิจนี้เขาต้องนำหมูป่าที่ออกอาละวาดทำร้ายผู้คนกลับมาแบบเป็นๆ เฮอร์คิวลิสได้ไปขอคำแนะนำจากเซนทอร์เพื่อหาวิธีการจัดการหมูป่า เขาแนะนำให้ล่อหมูป่าเข้าไปบริเวณที่เป็นหิมะเพื่อที่จะจับได้ง่ายขึ้น เฮอร์คิวลิสจึงใช้การตะโกนต้อนให้มันเข้าไปติดกับจากนั้นจึงใช้ตาข่ายดักจับไว้ได้ เมื่อนำกลับไปด้านยูริสธีอุสเองก็เกรงกลัวทั้งสัตว์ร้าย และชายผู้ที่กำหราบมันได้ถึงขั้นต้องหลบเลยทีเดียว

ภารกิจที่ห้า ภารกิจล้างคอกเลี้ยงสัตว์ที่ขึ้นชื่อว่าเป็นคอกสัตว์ที่สกปรกที่สุดในโลกเลยก็ว่าได้ โดยคอกนี้เป็นคอกสัตว์ที่เทพประธานมาให้ ทำให้คอกสัตว์แห่งเมืองออกีสมีความกว้างใหญ่ไพศาล เฮอร์คิวลิสได้ร้องขอรางวัลจากราชาของเมืองออกีส คือ ถ้าเขาสามารถล้างคอกสัตว์นี้ได้ภายในวันเดียวเขาขอสัตว์จำนวน 1 ใน 10 ของทั้งหมด และเมื่อเขาทำสำเร็จด้วยวิธีการเปลี่ยนเส้นทางการเคลื่อนของแม่น้ำ กษัตริย์กลับไม่ยอมมอบรางวัลให้แก่เขาตามที่ตกลง อีกทั้งท้างด้านยูริสธีอุสก็ไม่นับภารกิจนี้เพราะเขาได้ไปร้องขอรางวัลต่อกษัตริย์เมืองออกีสแล้ว


ภารกิจล้างคอกเลี้ยงสัตว์
ที่มา : http://www.komkid.com/

ภารกิจที่หก การไล่นกกินคนที่เมืองสติมฟาลอส โดยภารกิจนี้เขาได้รับการช่วยเหลือจากเทพี่อาเธนาที่มอบเครื่องดนตรีที่มีความเสียงดังกึกก้อง ขนของพวกมันมีความแข็งเหมือนโลหะ เมื่อเขาใช้เครื่องดนตรีทำให้นกเหล่านี้บินขึ้นไปบนท้องฟ้าจากนั้นเขาใช้ธนูอาบยาพิษของไฮดราจัดการพวกมัน

ภารกิจที่เจ็ด ปราบวัวกระทิงเมืองครีทโดยวัวตัวนี้เป็นวัวที่เทพโพไซดอนประทานให้ และหากทุกคนรู้จักกับอสูรร้ายที่มีนามว่ามินอร์ทอร์ นี่ก็คือพ่อของมันนั่นเอง แต่ด้วยพละกำลัง ความสามารถของเฮอร์คิวลิส เขาสามารถสยบมันลงได้โดยง่าย เมื่อนำกลับไปยูริสธีอุสก็ให้เขาปล่อยมันไปเพราะมันมีความดุร้ายและอันตรายมากต่อบุคคลธรรมดา

ภารกิจที่แปด พาม้ากินคนของไดโอมิดิสกลับมา ไดโอมีดิสเป็นคนที่โหดร้าย เฮอร์คิวลิสได้ต่อสู้กับทหารและเมื่อจัดการไดโอมิดิสแล้ว เขาจึงให้ม้ากินเนื้อของไดโอมีดิสทำให้ม้าเชื่อง เมื่อเขาพาม้ากลับมาก็ได้ปล่อยเข้าป่าไป

ภารกิจที่เก้า เข็มขัดของฮิปโปลิต เป็นเข็มขัดที่เธอได้รับมาจากเทพแห่งสงครามอาเรส เขาสามารถตกลงกับฮิปโปลิตได้ โดยนางสัญญาว่าจะมอบให้ แต่เทพเฮราแปลงกายมาทำให้เกิดการต่อสู้กัน บ้างก็ว่าเฮอร์คิวลิสฆ่านางแล้วนำเข็ดขัดทองกลับไป แต่บางตำราก็กล่าวว่าเขาพานางหนีมาพร้อมกับตนและในที่สุดนางก็แต่งงานกับเพื่อนของเฮอร์คิวลิส


ภารกิจเข็มขัดของฮิปโปลิต
ที่มา : http://www.komkid.com/

ภารกิจที่สิบ โขมยเอาวัวของกีเรียน กีเรียนเป็นคนสามหัว หกขา เขายังเป็นเจ้าของหมาสองหัวที่เป็นน้องชายของหมาสามหัว เซอบีรัส ที่ดูแลนรก เฮอร์คิวลิสได้จัดการหมาสองหัวด้วยลูกธนู จากนั้นจึงจัดการกีเรียนแล้วนำวัวเดินทางกลับเมือง ระหว่างทางเฮราได้สร้างความก่อกวนทำให้ฝูงวัวเกิดความแตกตื่นเฮอร์คิวลิสจึงต้องใช้เวลาเพิ่มขึ้นเพราะต้องต้อนวัวที่แตตื่นกลับมา

ภารกิจที่สิบเอ็ด แอปเปิ้ลทองคำของเฮสเพอริดิส ซึ่งเป็นของขวัญในการแต่งงานของเฮรากับ         ซุสจากเทพไกอา ตัวของเฮอร์คิวลิสเองไม่ทราบว่าแอปเปิ้ลทองคำนั้นอยู่ที่ใด เขาได้รับคำแนะนำจากโพมิทีอุส ที่เฮอร์คิวลิสได้ช่วยเหลือไว้ เขาแนะนำให้เฮอร์คิวลิสกับแอตลาสผู้แบกโลก ซึ่งแอตลาสเป็นพ่อของนางไม้ที่ดูแลสวนอยู่ แต่การที่แอตลาสจะไปขอความช่วยเหลือจากลูกสาวนั้นเขาต้องให้คนมาแบกโลกไว้แทนเขา เมื่อแอตลาสได้แอปเปิ้ลทองคำกลับมาตอนนี้เขาไม่ต้องการแบกโลกอีกแล้วจึงอาสานำแอปเปิ้ลไปให้ยูริธีอุสเอง เฮอร์คิวลิสจึงออกอุบายว่าขอหาอะไรมาลองบ่าเสียก่อน แล้วแอตลาสก็หลงกล แบกโลกกลับคืนอย่างเดิม ส่วนเฮอร์คิวลิสก็รีบวิ่งหนีกลับไปนำแอปเปิ้ลทองคำให้กับยูริธีอัส แต่ราวกับสวรรค์แกล้ง ของทุกอย่างที่เฮอร์คิวลิสนำมานั้นยูริธีอัสไม่เคยได้ครอบครองสิ่งใดได้เลย คราวนี้ก็เช่นกัน เขาก็ได้มอบแอปเปิ้ลทองคำให้กับอาเธน่า แล้วเทพอาเธน่าก็นำกลับไปไว้ที่เดิม

ภารกิจที่สิบสอง การพาเอาเซอบีรัส หรือหมาสามหัวกลับมาแบบเป็นๆ เซอบีรัสเป็นหมาเฝ้านรกเฮอร์คิวลิสจึงทำการร้องขอฮาเดสที่เป็นเจ้าแห่งนรก ฮาเดสอนุญาตให้เขานำเซอบิรัสกลับไปได้แต่มีข้อแม้ห้ามไม่ให้เซอบิรัสโดนอาวุธใดๆ และแล้วเขาก็นำเซอบิรัสกลับไปให้ยูริสธีอุสได้สำเร็จ

หลังเสร็จสิ้นภารกิจเขายังได้เดินทางผจญภัยอีกหลายต่อหลายครั้ง เช่น การออกตามหาขนแกะทองคำกับพวกขบวนนาวิกของเจสัน แต่เหมือนโชคร้ายที่ความบ้าคลั่งสิงสู่เขาทำให้เขาฆ่าเพื่อนของตนไปด้วยและยังได้เข้าร่วมสงครามระหว่างเทพเจ้ากับยักษ์ไททันครั้งที่ 2 อีกด้วย โดยได้สร้างความดีความชอบด้วยการสังหารเหล่าไททันไปเป็นจำนวนมาก

ในช่วงบั้นปลายชีวิตเขาแต่งงานกับหญิงสาวนามว่า เดอาไนรา และเธอคนนี้เองเป็นคนนำจุดจบมาให้กับวีรบุรุษผู้เลื่องชื่อ เมื่อนางต้องการให้เฮอร์คิวลิสรักนางแค่คนเดียว นางได้ยินมาว่าเลือกของ
เซนทอร์ช่วยได้ นางจึงเอาเลือดเซนทอร์ไปป้ายไว้บนเกราะของเขา แต่แล้วเรื่องที่ไม่คาดคิดจึงเกิดขึ้นเมื่อเซนทอร์ตัวดังกล่าวตายด้วยพิษของไฮดรา ทำให้เฮอร์คิวลิสเกิดอาการร้อนเหมือนโดนไฟเผา เขาจึงร้องขอให้เพื่อนของเขาจุดไฟของเขาเพื่อจบชีวิตของเขาซะ และในที่สุดบุรุษครึ่งเทพผู้เป้นตำนานก็จบชีวิตลง เมื่อตายลงเทพอาเธนาจึงพาเขาขึ้นไปอยู่ดังสรวงสวรรค์และกลายเป็นเทพอย่างเต็มตัว

เรื่องราวของเฮอร์คิวลิส ได้แสดงให้เห็นถึงความพยายามที่ต้องการจะทำความดีเพื่อทดแทนสิ่งที่ตนได้ทำผิดพลาดไป ด้วยใจที่มีความกล้าหาญ มุ่งมั่น ถึงแม้จะต้องพบกับอุปสรรค หรือ ภัยอันตราย ความยากลำบากเขาก็ต่อสู้ด้วยพละกำลังความสามาถ ด้วยปัญญาของตนโดยไม่ย่อท้อจนสามารถทำสำเร็จได้ครบแสดงให้เห็นว่า “คนเราหากมีความหวัง และมีความพยายามที่มากพอก็สามารถไปถึงจุดหมายยที่ตนมุ่งหวังได้อย่างแน่นอน”

อ้างอิง

NJAARNME (2553). เฮอร์คิวลิสตำนานวีรบุรุษที่แข็งแกร่งที่สุดในเทวตำนานกรีก(Berserker). ค้นเมื่อ 24 กันยายน 2559, จาก : http://conan-kung.blogspot.com/2010/11/berserker.html

2busy2know (2558). ตำนานเทพกรีกตอนที่ 6 : ลูกซุสครึ่งเทพครึ่งมนุษย์ เพอร์ซิอุส เฮอร์คิวลิส. ค้นเมื่อ 24  กันยายน 2559, จาก : http://2busy2know.com/การ์ตูน/ตำนานเทพกรีก-ตอน7-ลูกซุส/

Tumnandd (2558). เฮอร์คิวลิส (hercules) วีรบุรุษแห่งกรีก ที่มีพละกำลังมหาศาล. ค้นเมื่อ 24 กันยายน  2559, จาก : http://www.tumnandd.com/วีรบุรุษแห่งกรีก-เฮอร์ค/

อ่านเพิ่มเติม »

แง่มุมที่ถูกสะท้อนในมหากาพย์โอดิสซี

โดย กานต์พิชชา บุญมาก

ทางกลับบ้านของมหาบุรุษผู้ยิ่งใหญ่จากสงครามกรุงทรอย ถูกกล่าวขานอยู่ใน มหากาพย์โอดิสซี วรรณกรรมที่สะท้อนอารยธรรมกรีกโรมันโบราณได้อย่างละเอียด ทั้งยังเป็นเรื่องเล่ายาวเหยียดที่ต้องใช้เวลานานในการอ่าน แต่นอกเหนือจากความสนุกสนานก็ยังมีแก่นสารที่น่าสนใจแฝงไว้มากเช่นกัน

โอดีสซีย์ (อังกฤษ: Odyssey; กรีก: Ὀδύσσεια, Odusseia) เป็นบทประพันธ์มหากาพย์กรีกโบราณหนึ่งในสองเรื่องของโฮเมอร์ คาดว่าประพันธ์ขึ้นในราว 800 ปีก่อนคริสตกาล ที่แคว้นไอโอเนีย ดินแดนชายทะเลฝั่งตะวันตกของตุรกีซึ่งอยู่ในอาณัติของกรีก  บทกวีเล่าเรื่องราวต่อจากอีเลียด ว่าด้วยการเดินทางกลับบ้านที่อิธาคาของวีรบุรุษกรีกชื่อ โอดิซูส (หรือยูลิซีส ตามตำนานโรมัน) หลังจากการล่มสลายของทรอย โอดิซูสใช้เวลาเดินทางกลับบ้านนานถึง 10 ปี หลังจากที่ใช้เวลาไปในศึกเมืองทรอยแล้วถึง 10 ปี ระหว่างเวลาเหล่านั้น เทเลมาคัส บุตรของเขา และ พีเนโลปผู้ภรรยา ต้องต่อสู้กับกลุ่มคนพาลที่พยายามจะขอวิวาห์กับพีเนโลป เพราะต่างคิดว่าโอดิซูสเสียชีวิตแล้ว ในท้ายที่สุดยูลิซีสสามารถเดินทางกลับถึงเมืองบ้านเกิดและยึดอำนาจคืนจากพวกกบฏได้สำเร็จ ผลงานชิ้นสำคัญนี้ได้สะท้อนแง่มุมความคิดความเชื่อต่างๆดังนี้ (gradesaver,1999)



1. การพลัดพรากจากบ้านเกิด

ในฉากเปิดเรื่องตัวละครหลักอย่างยูลิซีสถูกแสดงออกมาในลักษณะชายผู้พลัดพราก ให้ความรู้สึกโดดเดี่ยว และเศร้าโศกเสียใจของการที่มิตรหายและลูกเรือผู้ร่วมเดินทางไม่สามารถรอดชีวิตมาด้วยกัน ในตัวเรื่องจะเน้นให้เห็นถึงความรู้สึกผิดและเสียใจอย่างมากของยูลิซีสโดยการพรรณาถึงการที่พระองค์อยากจะร้องไห้ทุกครั้งเมื่อนึกถึงมิตรสหายและแผ่นดินเกิด มีการบรรยายเน้นย้ำในฉากที่พระองค์ไม่สามารถกลั้นน้ำตาไว้ได้เมื่อฟังการขับลำนำเกี่ยวกับสงครามกรุงทรอยของชาวเฟเนเซียนในวังของพระเจ้าอัลสินูส

2. ความจงรักภักดี

ในเรื่องความจงรักภักดีถูกแสดงออกผ่านทางเหล่าขุนนางที่หลงในอำนาจทรยศต่อพระเจ้ายูลิซีสต้องการเมืองและทรัพย์สมบัติมาเป็นของพวกตน ซึ่งตรงข้ามกับข้ารับใช้เก่าที่มีความซื่อสัตย์คอยระลึกถึงพระเจ้ายูลิซิสอยู่เสมอ ดังเช่น ยูเมอัสคนเลี้ยงสุกรซึ่งเป็นข้าเก่า และแม่นมของพระองค์

3. ความแตกต่างระหว่างความซื่อสัตย์ของผู้หญิงและผู้ชาย

จะเห็นว่าโฮเมอร์ไม่ได้กล่าวตำหนิยูลิซิสมากนักในการที่พระองค์มีความสัมพันธ์กับผู้หญิงอื่นที่ไม่ใช่พระนางพีเนลโลป แต่กลับมีการบรรยายเชิงวิจารณ์ถึงการคิดไม่ซื่อของผู้หญิง ดังตอนที่นางไม้คาลิปโซไม่พอใจความสองมาตรฐานในเรื่องของการครองคู่รัก เทพเจ้าที่เป็นผู้ชายสามารถรักกับคู่ครองที่ไม่ได้มีชีวิตเป็นอมตะได้ แต่เทพเจ้าผู้หญิงไม่ได้รับการอนุญาต นอกจากนั้นพระนางพีเนลโลปและตัวละครผู้หญิงอีกหลายคนในเรื่องยังถูกตำหนิเกี่ยวกับความเคร่งครัดในการถือพรหมจรรย์

4. ความฉลาดหลักแหลมของพระเจ้ายูลิซีส

ผู้ที่ได้อ่านวรรณกรรมกรีกของโฮเมอร์ล้วนชื่นชมในความเก่งกาจของยูลิซิส ทั้งการวางแผนที่แยบยล กลอุบายหลายอย่างในการพิชิตเมืองทรอย การลอบหนีออกจากคุกของพระองค์ และการที่พระองค์ปลอมแปลงตนเป็นชายชรายาจกเพื่อตบตาและทดสอบเหล่าขุนนางที่คิดไม่ซื่อโดยทำตามแผนจนสามารถยึดอำนาจคืนได้

5. อันตรายจากความงามของสตรี

เห็นได้ในตอนแม่มดเซอร์ซีล่อลวงเหล่าลูกเรือเข้าไปในบ้านของนางแล้วสาปให้กลายเป็นหมูได้อย่างง่ายดาย การที่ยูลิซิสถูกคุมขังให้มาเป็นทาสรักของนางไม้คาลิปโซ การเอาชีวิตของผู้คนที่เดินเรือผ่านมาด้วยการหลอกล่อโดยเสียงที่ไพเราะยั่วยวนของพวกไซเรน

6. ข้อบกพร่องของยูลิซีส

แม้ภาพรวมในมหากาพย์ยูลิซีสจะดูเป็นผู้เก่งกาจในทุกเรื่อง แต่เขาก็ไม่ได้สมบูรณ์แบบดังจะเห็นได้จากนิสัยในการทำตามอารมณ์ของยูลิซีสในตอนที่หนีจากยักษ์ไซคอปถ้าเขาควบคุมอารมณ์โกรธไม่พุ่งหอกไปแทงตาของยักษ์ไซคอปที่เป็นลูกของเทพโพไซดอน เรือของเขาก็จะไม่อับปางเพราะความโกรธเคืองของเทพโพไซดอน ลูกเรือของเขาก็จะไม่ตาย แต่ก็เห็นได้ว่าเป็นบทเรียนสำหรับเขา โดยเนื้อเรื่องตอนหลังเขาพยายามทำตัวให้สุขุมมากขึ้น ไม่ทำตามอารมณ์ในทันที

7. อิทธิฤทธิ์ของเทพเจ้า

ชาวกรีกมีความเชื่อที่ว่าเทพเจ้าเป็นผู้กำหนดสรรพสิ่ง กำหนดชะตากรรมและความเป็นไปของมนุษย์ เริ่มตั้งแต่การขัดขวางไม่ให้ยูลิซีสเดินทางกลับแผ่นดินเกิดได้หลังจบสงครามกรุงทรอย การล่มเรือของยูลิซีสของเทพโพไซดอน การที่เทพีเอธีนาคอยลงมาช่วยเหลือยูลิซีสตลอดทาง และในการสู้รบกับเหล่าขุนนางในตอนท้าย เทพีเอธีนาก็ต้องไปขอซุสที่มีสิทธิอนุญาตให้ยูลิซีสเป็นฝ่ายชนะ เทพเจ้าและชาวกรีกนั้นมีความสัมพันธ์ที่ส่งผลต่อกันและกันอยู่เสมอ ชาวกรีกจึงมีการทำพิธีบูชาเทพเจ้าเพื่อให้เทพเจ้าประทานสิ่งที่ดี

8. การต้อนรับผู้มาเยือนด้วยไมตรีจิตร

การเดินทางตามหาบิดาของเจ้าชายเทเลมาคัสและการร่อนเร่ไปเมืองต่างๆของยูลิซีสนั้นทุกเมืองที่เข้าไปขอพึ่งพาความช่วยเหลือจะได้รับการต้อนรับจากเจ้าเมืองอย่างดี โดยถึงแม้ยูลิซีสจะไม่ยอมเปิดเผยชื่อตนตอนอยู่ที่เมืองเฟเนเซียน พระเจ้าอัลสินูสก็ให้การต้อนรับและช่วยเหลือเป็นอย่างดี ปฎิบัติต่อยูลิซิสเหมือนแขกคนสำคัญ ซึ่งอาจจะมาจากความเชื่อที่ว่าบางครั้งผู้ที่มาเยือนนั้นคือเทพเจ้าปลอมตนลงมา

9. การแก้แค้น

ในตอนท้ายเปรียบเหมือนการระบายของยูลิซีสในการกำราบเหล่าผู้ที่คิดทรยศต่อเขา จากการอดทนปลอมตัวเป็นชายชรายอมต่อการโดนดูถูกกลั่นแกล้งโดยเหล่าคนทรยศมานาน โดยยูลิซีสและเจ้าชายเทเลมาคัสรวมทั้งข้าบริวารเก่าร่วมกันสังหารเหล่าขุนนางที่ไม่จงรักภักดี แสดงให้เห็นถึงการลงโทษเหล่าคนทรยศ

แง่มุมต่างๆเหล่านี้สะท้อนถึงความคิดความเชื่อที่ถูกส่งผ่านถ่ายทอดโดยการขีดเขียนของผู้แต่ง กวีโฮเมอร์เป็นมหากาพย์ยิ่งใหญ่ที่มีอิทธิพลจากยุคอารยธรรมกรีกโรมันโบราณ บางบรรทัดเมื่อนักวิเคราะห์ได้ลองทำการสกัดออกมาแล้วกลายเป็นแง่มุมมองสำคัญของประวัติศาสตร์ มุมสะท้อนถึงวิถีชีวิตคติความเชื่อของผู้คนกลุ่มหนึ่ง มนุษย์กลุ่มหนึ่งที่เรามิได้อยู่ร่วมในช่วงเวลาที่พวกเขายังมีชีวิตอยู่ด้วยได้ การที่ได้รับรู้ถึงกลิ่นอายแห่งคติความเชื่อของพวกเขาจากกระดาษบันทึกบางบางแผ่นหนึ่งถือเป็นสิ่งที่มีคุณค่า


อ้างอิง

GradeSaver LLC. (1999).The Odyssey Summary and Analysis. September, 18, 2016 from GradeSaver.com: http://www.gradesaver.com/the-odyssey/study-guide/summary-books-1-4

Joel Skidmore. (1997).Odysseus. September, 18, 2016 from Mythweb: http://www.mythweb.com/odyssey/index.html

Marcel Bas. (2006).The meaning of Tradition in Homer's Odyssey. September, 18, 2016 from roepstem.net: http://roepstem.net/odyssey.html

อ่านเพิ่มเติม »

ตำนานเซนทอร์ (Centaur) มนุษย์ครึ่งม้า

โดย พัชราพร รักชวน

เซนทอร์ (Centaur) มนุษย์ม้า หรือมนุษย์ครึ่งม้า เป็นศัพท์ที่หลายๆคนคงจะคุ้นหูอยู่บ้าง บางคนอ่านแล้วทราบถึงลักษณะรูปร่างของเซนทอร์ หรือบางคนอาจรู้จักเพราะเคยดูจากภาพยนตร์หรือจากการอ่านนิยายแฟนตาซีต่างๆ ยกตัวอย่างจากภาพยนตร์เรื่อง Narnia, Harry Potter หรือ Percy Jackson and the Olympians เมื่อพูดถึงเซนทอร์ก็จะทำให้นึกถึงเทพเจ้าต่างๆด้วยเช่นกัน โดยเซนทอร์ถูกสร้างให้มีบทบาทในด้านภาพยนตร์เป็นอย่างมาก

เซนทอร์เป็นสัตว์ในนิยายกรีกมีลักษณะครึ่งคนครึ่งม้า คือมีร่างท่อนบนตั้งแต่หัวถึงเอวเหมือนมนุษย์ทุกประการแต่ไม่มีเขา และท่อนล่างมีลักษณะเหมือนม้าคือมี4ขา แข็งแรงบึกบึนและว่องไว และเซนทอร์ส่วนใหญ่นั้นจะมีหางสีเดียวกับเส้นผม และตามตำนานเล่าว่าเหล่าเซนทอร์มีพื้นที่อาศัยอยู่ที่แถบภูเขาของอาคาเดีย และแคว้นเทสสาลีในประเทศกรีซ เซนทอร์มีทั้งเพศหญิงและเพศชาย แต่เซนทอร์เพศหญิงมักจะปรากฎในงานศิลปะมากกว่านวนิยายต่างๆ เซนทอร์มีบทบาทในตำนานเทพของกรีกเป็นอย่างมาก สามารถเห็นได้จากในนิยายเกี่ยวกับเทพเจ้าต่างๆจะมีเซนทอร์เป็นตัวละครประกอบด้วยอยู่เสมอ และในสมัยก่อนอารยธรรมกรีก ชาวเผ่าอินเดียแดงบางเผ่ามีการใช้สัญลักษณ์ของเผ่าที่เป็นรูปครึ่งคนครึ่งม้า ซึ่งในยุคแรกๆ เซนทอร์มีชื่อเรียกว่า ‘ฮิปโปเซนทอร์’ ฮิปโปเซนทอร์ เป็นปีศาจที่มีรูปร่างเป็นมนุษย์ ฮิปโปเซนทอร์ได้มอบเครื่องรางให้กับชาวอินเดียแดงและได้นำความเชื่อต่างๆเกี่ยวกับเซนทอร์เข้าสู่ยุโรป อีกทั้งยังทำให้เชื่อว่าเซนทอร์เป็นสัญลักษณ์ของเผ่านักรบที่น่าเกรงขาม



ในตำนานเทพเจ้ากรีกโบราณนั้น เซนทอร์แบ่งได้เป็นสองตระกูลคือตระกูลอิคซอนและตระกูลโครนัส ตระกูลอิคซอนเกิดจากอันธพาลแห่งสวรรค์ตระกูลนี้จะมีนิสัยที่ป่าเถื่อน ไร้การศึกษา มีพละกำลังมาก และชอบใช้ความรุนแรง ส่วนตระกูลโครนัสเกิดจากนางฟีลีร่าและเทพโครนัสบิดาของเทพซุส โดยที่สองตระกูลนี้มีลักษณะนิสัยที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง

ไครอน เซนทอร์ที่หลายๆคน เคยได้ยินมาบ้างจากนิยายต่างๆ ไครอนเป็นเซนทอร์ในตระกูลโครนัสเป็นลูกของโครนัสกับฟีลีร่า ไครอนเป็นเซนทอร์ที่นิสัยดีและฉลาด มีความสามารถในหลายๆด้าน เช่น ดนตรี ยา และการยิงธนู และด้วยความที่ไครอนมีความสามารถมากจึงได้รับเลือกให้เป็นอาจารย์ของตำนานกรีกหลายๆคน เช่น เฮอร์คิวลีส เป็นต้น



หลังจากไครอนได้รับเลือกให้เป็นอาจารย์ของตำนานหลายๆคน ไครอนจึงได้รับพรจากเทพซุสให้ให้มีอายุเป็นอมตะและเหตุการณ์สำคัญของไครอนได้เกิดขึ้นเมื่อเฮอร์คิวลีสได้มีเรื่องกับกลุ่มเซนทอร์ โดยที่เฮอร์คิวลีสคิดว่ามีการทำร้ายฉุดผู้หญิงซึ่งนั่นคือการร่วมเพศของเซนทอร์ โดยปกติในการร่วมเพศของเซนทอร์มักใช้ความรุนแรงกับเพศเมีย เฮอร์คิวลีสเข้าใจว่ามีการทำร้ายจึงได้ต่อสู้กับฝูงเซนทอร์และเมื่อถูกรุมเข้ามากๆก็ได้ใช้ธนูอาบยาพิษยิงใส่ฝูงของเซนทอร์แต่มีลูกหนึ่งพลาดไปถูกไครอนที่เป็นอาจารย์ของตนจึงทำให้รู้สึกผิด แต่ไครอนไม่สามารถตายได้เนื่องจากได้รับพรให้เป็นอมตะจึงทรมานกับพิษของลูกธนูเป็นอย่างมาก จึงขอให้เทพซุสประทานความตายให้แก่ตน หลังจากนั้นไครอนก็กลายเป็นกลุ่มดาวรูปเซนทอร์

ตำนานเกี่ยวกับเซนทอร์มีหลากหลาย ในบางตำนานกรีกก็เล่าว่า เซนทอร์นั้นสืบเชื้อสายมาจากเซนทอรัส บุตรของเทพเจ้าอะพอลโลกับนางสทิลเบีย โดยเซนทอรัสได้เสพสมกับนางม้าแห่งแมกนีเซีย จึงเกิดเป็นเซนทอร์ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา บางตำนานก็เล่าว่า เซนทอร์คือพวกที่ใช้ม้าเป็นพาหนะโดยอาศัยอยู่ตามละแวกเขาในแคว้นเทสสาลี ประเทศกรีซ เมื่อมองไกลๆ จึงทำให้มองเป็นอมนุษย์หรือเซนทอร์ บางตำราก็เชื่อว่ามีกษัตริย์ผู้หนึ่งนาม Ixion ได้ทำให้เทพเจ้าซุสพิโรธจึงโดนสาปให้ลูกๆของ Ixion กลายเป็นอมนุษย์ครึ่งคนครึ่งม้า ถึงจะมีตำนานที่หลากหลายแต่ความเชื่อในเรื่องของเซนทอร์ไม่แตกต่างกันมากนัก คือคนส่วนใหญ่เชื่อว่าเซนทอร์มีนิสัยที่ดุร้าย แต่ก็ยังเป็นลักษณะของนักรบที่น่าเกรงขามในเวลาเดียวกัน



เซนทอร์มีบทบาทหลากหลายในด้านภาพยนตร์ เช่น ภาพยนตร์เรื่อง Narnia เซนทอร์ถูกสร้างให้มีบทบาทตรงกันข้ามกับลักษณะในตำนานที่กล่าวว่าเซนทอร์มีนิสัยดุร้าย ไม่เป็นมิตรและไม่ชอบมนุษย์เป็นอย่างมาก แต่ในภาพยนตร์ผู้สร้างได้ให้เซนทอร์มีบทบาทในด้านความดี คือเป็นผู้ช่วยมนุษย์ทำภารกิจให้สำเร็จเพื่อช่วยเหลือสัตว์ต่างๆ ที่อาศัยอยู่ในป่า Narnia ทั้งยังสร้างให้เซนทอร์มีลักษณะนิสัยที่ดี มีน้ำใจต่อมนุษย์ แต่ยังคงความดุร้ายและว่องไวเมื่อเกิดสงคราม มีความแข็งแรงและมุ่งมั่นที่จะเอาชนะในการสู้รบ และในบางภาพยนตร์ก็ได้สร้างให้เซนทอร์มีบทบาทเป็นตัวร้ายด้วยเช่นกัน

เซนทอร์ทำให้เห็นได้ถึงการจินตนาการในแต่งนวนิยายของกรีกในสมัยนั้นๆ แสดงให้เห็นว่าชาวกรีกมีความเชื่อเกี่ยวกับเทพและอมนุษย์จึงสร้างเซนทอร์ให้มีบทบาทในหลายๆเรื่องที่เป็นตำนานเกี่ยวกับเทพเจ้าทั้งในแง่ลบและแง่บวก หากในชีวิตจริงมีเซนทอร์อยู่ในชีวิตจริงคงจะมีความเพลิดเพลินและสีสันไม่มากก็น้อย


อ้างอิง

เซนทอร์. สืบค้นเมื่อ วันที่ 4 กันยายน 2559, จาก: https://th.m.wikipedia.org/wiki/เซนทอร์

เซนทอร์ (Centaur). สืบค้นเมื่อ สืบค้นเมื่อ วันที่ 4 กันยายน 2559, จาก: https://natthansan.wordpress.com/2011/12/31/เซนทอร์-centaur/

ไครอน อาจารย์แห่งวีรบุรุษ. สืบค้นเมื่อ วันที่ 4 กันยายน 2559, จาก: http://www.komkid.com/ตำนาน/ไครอน-อาจารย์แห่งวีรบุษ/

สัตว์ในเทพนิยายและตำนาน. สืบค้นเมื่อ วันที่ 23 ธันวาคม 2559, จาก: https://writer.dek-d.com/0012/story/viewlongc.php?id=446421&chapter=8

อ่านเพิ่มเติม »