แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สถาปัตยกรรมสมัยโบราณ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สถาปัตยกรรมสมัยโบราณ แสดงบทความทั้งหมด

ปอมเปอี (Pompeii) สุสานแห่งความเจริญรุ่งเรือง

โดย ฐาปนี รอดคำวงศ์

ก่อนที่เมืองปอมเปอีจะจมหายไปตลอดกาลจากเหตุการณ์ระเบิดของภูเขาไฟวิสุเวียส ในปี ค.ศ. 79 ซึ่งเป็นเวลา 1500 ปี กว่าที่เมืองปอมเปอีจะถูกค้นพบ ในอดีตเมืองนี้เคยเป็นเมืองท่าที่เจริญรุ่งเรืองเมืองหนึ่งของอาณาจักรโรมันและถือเป็นเมืองตากอากาศยอดนิยมของชาวโรมัน ตัวเมืองมีการวางผังเมืองเป็นระเบียบ มีสาธารณูปโภคที่ขึ้นชื่อและวิหารบูชาเทพเจ้ามากมาย อารยธรรมเหล่านี้ล้วนแสดงให้เห็นถึงความเจริญรุ่งเรืองของอาณาจักรโรมันในอดีตได้เป็นอย่างดี


House of the Faun ที่เมือง Pompeii – ที่พักที่ร่ำรวยที่สุดของปอมเปอี

ปอมเปอี (Pompeii) ตั้งอยู่ใกล้กับเมืองเนเปิลส์ ทางตอนใต้ของประเทศอิตาลี ตัวเมืองมีการสร้างกำแพงล้อมรอบและมีการวางผังเมืองอย่างดี ถือว่าเป็นเมืองที่สวยงามคล้ายภาพวาดเพราะตั้งอยู่ริมอ่าวเมเปิ้ลและเป็นเมืองที่มีภูเขาใหญ่ มีต้นไม้ซึ่งก็คือ ภูเขาไฟวิสุเวียส เอกลักษณ์ของเมืองนี้คือ ชาวโรมันที่มีฐานะร่ำรวยมักสร้างบ้านพักตากอากาศตามชายฝั่งทะเลและเชิงเขาวิซูเวียสเพื่อเข้ามาพักผ่อนในฤดูร้อนจนทำให้กลายเป็นเมืองตากอากาศยอดนิยมของชาวโรมัน นอกจากนี้ยังมีการลงทุนทำการค้าขาย ทำไร่องุ่นและผ้าขนสัตว์รวมทั้งสินค้าหัตถกรรมมากมาย ทำให้เมืองปอมเปอีกลายเป็นศูนย์กลางการค้าและเจริญรุ่งเรืองอย่างมาก เห็นได้จากในเมืองมีอาคารสาธารณะต่างๆ สถาปัตยกรรมที่สวยงาม เช่น โรงอาบน้ำ โรงละคร ฟอรัมเมืองปอมเปอี ที่นับว่าเป็นจุดศูนย์กลางของเมือง มีตลาด ที่ทำการของรัฐและเทวสถานหลายแห่ง เช่น เทวสถานจูปีเตอร์ เทวสถานอพอลโล ฟอรัมแห่งนี้นับว่ามีความใหญ่โตมากที่สุดแห่งหนึ่งของอาณาจักรโรมันโบราณ โดยเวลานั้นมีประชากรอาศัยอยู่ราว 20,000 คน


ร่างปูนปลาสเตอร์ที่อยู่ในท่าทางใช้มือปิดปากปิดจมูก

จนเมื่อวันที่ 24 สิงหาคม ค.ศ.79 ขณะที่ชาวเมืองกำลังจัดงานเฉลิมฉลองเพื่อบูชาเทพเจ้าแห่งไฟอยู่นั้น ภูเขาไฟวิซูเวียสเกิดระเบิดขึ้นเมื่อเวลาประมาณ 13.30 น. เกิดฝุ่นควันและก๊าซพิษจำนวนมหาศาลถูกพ่นออกมาประกอบกับกระแสลมที่พัดพามันไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ซึ่งอยู่ใกล้เมืองปอมเปอีพอดี เมืองจึงได้รับผลกระทบจากภูเขาไฟระเบิดอย่างมาก ภายในเวลาเพียงไม่กี่นาทีท้องฟ้าทั่วทั้งเมืองถูกปกคลุมด้วยฝุ่นควันและเกิดท้องฟ้ามืดไปทั้งเมือง ไม่นานนักเศษดินและหินที่ลอยออกมากับฝุ่นควันก็เริ่มจับตัวกันแล้วเริ่มร่วงลงมาสู่เมืองปอมเปอี มีชาวเมืองจำนวนมากที่พยายามหนีออกจากเมืองและบางส่วนไปหลบในบ้านหรือในสถานที่ส่วนรวมแต่มีไม่มากนักที่รอดชีวิต ชาวปอมเปอีจำนวนมากหายใจไม่ออกเพราะ สำลักก๊าซพิษที่ภูเขาไฟพ่นออกมาหรือหินพัมมิซตกลงใส่หัวจนล้มลงหมดสติและเสียชีวิตในที่สุด

เช้าของวันที่ 25 วิซูเวียสระเบิดแรงขึ้น แรงสั่นสะเทือนทำให้เกิดคลื่นแรงในทะเลซัดพังสร้างความเสียหายแก่บ้านพักตากอากาศหลายหลัง  วันต่อมาการระเบิดยังคงมีอยู่แต่เบาลงกว่าสองวันแรก แต่ก็เกิดฝนตกลงมาบริเวณลาดเขาซึ่งเต็มไปด้วยเถ้าถ่านที่ร้อนจัดทำให้น้ำฝนผสมกับเถ้าถ่านกลายเป็นโคลนเดือดไหลลงมากลบเมืองเฮอร์คิวเลเนียม ทำให้เมืองนี้ถูกฝังอยู่ใต้หินและมีชาวเมืองหลายร้อยคนเสียชีวิตแต่เป็นเพียงส่วนน้อยเพราะ ส่วนใหญ่ได้อพยพออกไปก่อนแล้ว  การระเบิดของภูเขาไฟวิสุเวียสไม่เหมือนกับการระเบิดของภูเขาไฟทั่วไปแต่เป็นการระเบิดครั้งนี้เป็นแบบพลิเนียนจึงมีหินภูเขาไฟตกลงมาราวกับฝนและก้อนหินที่ค่อยๆทับถมเมืองปอมเปอีกับผู้คนที่อยู่ภายในเมืองนับหมื่นให้จมลงพร้อมกัน

การขุดซากเมืองปอมเปอี เริ่มขึ้นในปี ค.ศ. 1784 โดยตระกูลบูร์บง จนในปี 1860 กุยเซปเป ฟีโอเรลลี พบวิธีการสำรวจซากเมืองปอมเปอี คือ การเจาะรูเข้าไปในโพรงขี้เถ้าและเทปูนพลาสเตอร์ลงไป รอให้แห้งแล้วขุดขึ้นมาทำให้เห็นท่าทางสุดท้ายของชาวเมืองจำนวนมากที่เสียชีวิตภายใต้เศษเถ้าจากภูเขาไฟท่วมทับ มีบางคนอยู่ในท่าทางคล้ายกับกำลังสวดมนต์และมีหลายรายที่อยู่ในอาการใช้มือปิดปากปิดจมูก  นอกจากนี้ยังพบทรัพย์สินที่อยู่ข้างกายของผู้เสียชีวิตซึ่งบ่งบอกฐานะทางสังคมของแต่ละคน เช่น โครงกระดูกที่มีตุ้มหูหรือสร้อยทองคำ ส่วนทาสสามารถสังเกตได้จากโซ่ที่ล่ามข้อมือไว้ เป็นต้น เนื่องจากมีการขุดค้นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปลายปี ค.ศ. 1760 ทำให้เปิดสิ่งที่ทับถมออก ทำให้เห็นสภาพเมืองทั้งถนนและอาคาร บ้านเรือนต่างๆ เช่น คฤหาสน์ วิหารเทพเจ้าจูปิเตอร์และอพอลโล ลานจัตุรัสฟอรัมที่เป็นศูนย์กลางของเมืองซึ่งแสดงให้เห็นถึงความรุ่งเรืองของเมืองปอมเปอี

บางแหล่งก็กล่าวไว้ว่า เหตุที่เมืองปอมเปอีต้องเจอกับเหตุการณ์น่าสลดใจเช่นนี้ นั่นเพราะเป็นเมืองคนบาปที่ถูกพระเจ้าลงโทษ แม้ว่าในเมืองจะเต็มไปด้วยวิหารบูชาเทพเจ้าแต่ก็น่าเศร้าที่เทพเจ้าไม่สามารถที่ช่วยให้พวกเขารอดพ้นจากเหตุการณ์นี้ได้เลยแม้แต่น้อย นี่เป็นที่สิ่งที่เตือนใจทุกคนในเรื่องความไม่เที่ยงแท้ของชีวิต เราไม่มีวันรู้ตัวล่วงหน้าว่าวันพรุ่งนี้จะเกิดเหตุการณ์อะไรกับเรา บางทีอาจประสบชะตากรรมเดียวกันกับเหตุการณ์ปอมเปอีในอดีตก็เป็นได้

ปัจจุบันเมืองปอมเปอีได้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรมของยูเนสโกตั้งแต่ปี 1997 และเป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญของอิตาลี นับได้ว่าเป็นเมืองโรมันโบราณแห่งหนึ่งของโลกที่แม้ว่าจะมีอายุเก่าแก่แต่สถาปัตยกรรมต่างๆ กลับคงอยู่ในสภาพที่สมบูรณ์มาก


อ้างอิง

กระปุกดอทคอม.(2559). ปอมเปอี ประวัติ โศกนาฏกรรมแห่งเมืองภูเขาไฟ อิตาลี (ออนไลน์). สืบค้นเมื่อ 9 กุมภาพันธ์ 2563, จาก : https://hilight.kapook.com/view/

ไทยรัฐออนไลน์.(2557). มหาวิบัติปอมเปอี (ออนไลน์). สืบค้นเมื่อ 10 กุมภาพันธ์ 2563, จาก : https://www.thairath.co.th/content/403745

JINTANA.(2557). สุสานแห่งความเจริญรุ่งเรือง “ปอมเปอี” (Pompeii)1 (ออนไลน์). สืบค้นเมื่อ 9 กุมภาพันธ์   2563, จาก : https://bit.ly/38g4WJ5

Travel.trueid. (2559). ปอมเปอี นครแห่งความตาย เปิดกรุ สุสานใต้ลาวา (ออนไลน์). สืบค้นเมื่อ 9   กุมภาพันธ์ 2563, จาก : https://bit.ly/2tMpRob
     
                                                                   


อ่านเพิ่มเติม »

นครลึกลับใต้พิภพแห่งคัปปาโดเจีย (Cappadocia)

โดย มัลลิกา นาคเล็ก

หากพูดถึงประเทศ ๆ หนึ่งในตะวันออกกลางอย่าง “ตุรกี” ผู้คนส่วนใหญ่ก็อาจจะนึกถึงเทศกาลบอลลูน ซึ่งมีชื่อเสียงอย่างมากโดยเฉพาะอย่างยิ่งในเมือง คัปปาโดเจีย (Cappadocia) ซึ่งเป็นเมืองที่มีการปล่อยบอลลูนมากที่สุดในตุรกี คัปปาโดเจียมีความสำคัญมาแต่โบราณกาล เป็นบริเวณที่อยู่ระหว่าง ทะเลดำ กับ ภูเขาเทารุส เป็นส่วนหนึ่งของเส้นทางสายไหม เมืองแห่งนี้ยังเป็นพื้นที่พิเศษที่เกิดจากการระเบิดของภูเขาไฟเมื่อประมาณ 3 ล้านปีมาแล้ว ทำให้ลาวาที่พ่นออกมาและเถ้าถ่านจำนวนมหาศาลกระจายไปทั่วบริเวณ ทับถมเป็นแผ่นดินชั้นใหม่ และสลับกับการถูกปกคลุมด้วยหิมะขึ้นมาอย่างยาวนาน ทำให้ดินแดนแห่งนี้มหัศจรรย์เป็นเอกลักษณ์งดงามดูแปลกตา โดยทั้งหมดถูกรังสรรค์โดยธรรมชาติ


เมืองคัปปาโดเจีย
ที่มา : http://www.pentorexchange.com/

คัปปาโดเจีย  (Cappadocia ) เป็นชื่อเก่าแก่ภาษาฮิตไตต์ (ชนเผ่ารุ่นแรกๆ ที่อาศัยอยู่ในดินแดนแถบนี้) แปลว่าดินแดนแห่งอาชาที่แสนงามสง่า (The Land of Beautiful Horses) ซึ่งเป็นพื้นที่ขนาดใหญ่ ตั้งอยู่ในเขตอนาโตเลียตอนกลางของประเทศตุรกี (ระหว่างทะเลดำกับภูเขาเทารุส) มีภูมิประเทศที่แปลกตา เต็มไปด้วยหินรูปแท่งกรวย ปล่อง กระโจม โดม และอีกสารพัดรูปทรง ดูเสมือนดินแดนในเทพนิยาย จนคนพื้นเมืองเรียกหินรูปทรงแปลกประหลาดนี้ว่า “ปล่องไฟนางฟ้า” (Fairy Chimneys)

และหากพูดถึงเมืองแห่งนี้อีกหนึ่งสถานที่ที่มิอาจมองข้ามได้นั่นคือ “นครลึกลับใต้พิภพ” เนื่องจากเมืองใต้ดินในคัปปาโดเจียและพื้นที่รอบ ๆ ว่ากันว่าอาจจะมีจำนวนมากกว่าห้างในกรุงเทพ ฯ ของเราด้วยซ้ำ เพราะปัจจุบันมีการค้นพบแล้วมากกว่า 30 แห่ง โดยเมืองใต้ดินขนาดใหญ่สามารถบรรจุคนได้หลายหมื่นคน มีการแบ่งสันปันส่วนที่พัก คอกสัตว์ ห้องเก็บไวน์ ห้องอาหาร ห้องครัว ห้องหมักเหล้า ศาสนสถาน รวมถึงพื้นที่ฝังศพ โดยมีระบบระบายอากาศครบครันถึงระดับความลึกกว่า 60 เมตร


ห้องภายในใต้ดิน

สาเหตุของการเกิดถ้ำใต้ดินนั่นเพราะในช่วงราวศตวรรษที่ 1 ก่อนคริสตกาล คัปปาโดเจียตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของอาณาจักรโรมัน ผู้คนแถบนี้ล้วนต่างเคารพบูชาในเทพเจ้าของกรีกและโรมัน กระทั่งประมาณกลางคริสต์ศตวรรษที่ 1 “เซนต์ปอล” ได้เดินทางมาเผยแผ่ศาสนาคริสต์ในแถบนี้ แต่ดูเหมือนว่าชาวโรมันผู้ปกครองในยุคนั้นจะปฏิเสธและไล่กำจัดทำลายล้าง ผู้ที่นับถือคริสต์ต้องหลบซ่อนการรังควานของพวกโรมันด้วยการเจาะถ้ำขุดพื้นดินลงไปเป็นอุโมงค์โถงห้อง เกิดเป็นเมืองใต้ดินขึ้นมา ที่สำคัญคือ พวกเขาได้ขุดเจาะบริเวณเกอเรเม่ทำเป็นโบสถ์ถ้ำขึ้นมาเป็นจำนวนมาก

ทางตอนใต้ของเมืองคัปปาโดเกียมีเมืองใต้พิภพที่มีชื่อเสียงเป็นอย่างมากเรียกว่าเมืองใต้พิภพไคมัคลี  (Kaymakli Underground City) ถือเป็นเมืองใต้ดินโบราณที่ใหญ่ที่สุดในโลกมีอายุราวๆ 4,000-5,000ปี ทั้งหมดของเมืองอยู่ใต้ดิน เมืองใต้ดินแห่งนี้ขุดลึกลงไปมากกว่า 10 ชั้น ห้องที่อยู่ลึกที่สุดมีความลึกประมาณ 85 เมตร และภายในเมืองใต้ดินยังแบ่งซอยเป็นห้องย่อย และยังมีการขุดเชื่อมกันระหว่างแต่ละเมืองอีกด้วย


แผนผังเมืองใต้ดิน

ซึ่งภายในเมืองใต้ดินมีห้องอำนวยความสะดวกครบทุกอย่างไม่ว่าจะเป็น ห้องนอน ห้องน้ำ ห้องอาหาร ห้องประชุม คอกสัตว์ โบสถ์  บ่อน้ำ บางห้องเป็นห้องโถงกว้าง ว่ากันว่าสามารถจุคนได้มากกว่า 30,000 คน รวมถึงมีโพรงระบายอากาศอย่างดี ทำให้ไม่ร้อนไม่หนาวจนเกินไป การขุดเจาะพื้นดินลึกลงไป 10 กว่าชั้น เพื่อใช้เป็นที่หลบภัยจากข้าศึกศัตรู ในยามสงครามซึ่งการลงไปอยู่ใต้ดินไม่ออกมาเห็นแสงตะวันเลยนั้นนานถึง 6 เดือนถึงหนึ่งปี นับเป็นสิ่งไม่ธรรมดาเลยทีเดียว บริเวณนี้มีเมืองใต้ดินอยู่หลายแห่ง บางแห่งมีอุโมงค์ลับเชื่อมถึงกัน หากศัตรูค้นพบเมืองใต้ดินแห่งนึง ผู้คนก็จะหลบหนีไปเมืองใต้ดินอีกเมืองหนึ่งด้วยอุโมงค์ลับนี้เองของชาว คัปปาโดเจียในอดีต โดยทั้งจากชาวอาหรับจากทางตะวันออกที่ต้องการเข้ามายึดครองดินแดนนี้ เพื่อหวังผลประโยชน์ทางการค้า และชาวโรมันจากทางตะวันตกด้วยเหตุผลเดียวกัน รวมทั้งต้องการที่จะหยุดยั้งการเผยแพร่ศาสนาคริสต์ในดินแดนแถบนี้
       

ห้องภายในใต้ดิน


โบสถ์คริสต์ ณ ห้องใต้ดิน

ผู้คนสมัยก่อนขุดสร้างนครใต้ดินนี้ได้อย่างไร จากข้อมูลพื้นดินรอบ ๆ จะมีสีที่แตกต่างมีทั้งดินที่ดูเหลือง และแดง เหตุเพราะว่ามีภูเขาไฟที่ยังระอุ 3 ลูกล้อมรอบคัปปาโดเจียเป็นพื้นที่สามเหลี่ยม ซึ่งการระอุเกิดขึ้นเมื่อ 3 ล้านปีก่อน ดังนั้นเมื่อเกิดการระเบิด เถ้าภูเขาไฟ (ทูฟา Tufa) จึงปกคลุมเมืองคัปปาโดเจีย เมื่อกาลเวลาผ่านไปเป็นล้านปี เถ้าเหล่านี้ปกคลุมเป็นชั้นที่หนา และแข็ง สถานะเป็นหินตะกอน ที่มีความไม่แข็งมาก ผู้คนจึงสามารถขุดเจาะลงไปสร้างเมืองได้โดยง่าย แต่หินนี้ก็แข็งแรงพอที่จะสร้างบ้านใต้ดิน จึงเห็นบ้านถ้ำเมืองถ้ำ ได้ในบริเวณนี้ เมื่อมีลมพัด ฝนตก หิมะตก ก็ได้เซาะหินเหล่านี้ทุกปีนับร้อย ๆ ปี จนรูปร่างหินเปลี่ยนไปตามกาลเวลา ทำให้บริเวณนี้เป็นดินแดนที่เป็นหนึ่งเดียวในโลกที่เราจะเห็นหินที่มีรูปร่างแตกต่างกันมากมาย


       
ในปัจจุบันเมืองคัปปาโดเจียได้รับการยกย่องให้เป็นมรดกโลกทางธรรมชาติและวัฒนธรรม จากยูเนสโก (UNESCO) เมื่อปีค.ศ.1985 เนื่องด้วยสาเหตุที่เมืองแห่งนี้มีความสำคัญตั้งแต่โบราณกาล โดยในปัจจุบันยังมีคนอาศัยอยู่ในเมืองใต้ดิน  และทุกวันนี้บ้านหินเกือบทั้งหมดถูกทิ้งร้างเพื่อการอนุรักษ์ เพราะหินทูฟานั้นมีลักษณะเปราะบาง เพียงแค่สายลมพัดผ่านก็ทำให้บ้านเหล่านี้เสื่อมสภาพได้ แต่ถึงอย่างไรก็ยังมีโรงแรม ร้านอาหารที่รัฐบาลอนุญาติให้สร้างในภูเขาบางส่วน และก็ยังมีชุมชนโบราณบางส่วนที่ยังมีคนอาศัยอยู่จริงในหิน

ถือได้ว่าเมืองคัปปาโดเจียเป็นอีกแหล่งท่องเที่ยวหนึ่งที่สำคัญและไม่ควรพลาดที่จะมาเยี่ยมชมหากเดินทางมาเที่ยวที่ตุรกี เพราะเป็นสถานที่ที่น่าสนใจ น่ามาชมและศึกษามากมาย ไม่ว่าจะเป็นเกี่ยวกับความมหัศจรรย์ของธรรมชาติ วัฒนธรรมและวิถีชีวิตของผู้คนเมืองคัปปาโดเจียและที่เมืองใต้ดินแห่งนี้ และมากไปกว่านั้นเมืองใต้ดินแห่งนี้ยังสะท้อนให้เห็นถึงอารธรรมของมนุษย์ที่ย้อนไปหลายพันปี แสดงถึงความรู้และความเชี่ยวชาญในการสร้างผังเมืองและความรู้ทางวิศวกรรมของผู้คนสมัยโบราณว่าไม่ธรรมดา และน่าค้นหาเป็นอย่างยิ่ง


อ้างอิง

Oporshady. (2556). คัปปาโดเจีย อัศจรรย์ นครใต้พิภพ! .ค้นเมื่อ 5 กุมภาพันธ์ 2563,  จาก:
https://travel.mthai.com/world-travel/46251.html

Manasya. (2551). เยือนเมืองคัปปาโดเกีย .ค้นเมื่อ 5 กุมภาพันธ์  2563, จาก:
https://www.angelstartravel.com

Sakulrat Preedaphol. (ม.ป.ป.). CAPPADOCIA ประติมากรรมธรรมชาติโลกตะลึง .ค้นเมื่อ 5 กุมภาพันธ์  2563, จาก:  https://travel.mthai.com/world-travel/46251.html

บริษัท โอเชี่ยนสไมล์ทัวร์ จำกัด. (ม.ป.ป.). เมืองคัปปาโดเจีย มหานครใต้ดิน .ค้นเมื่อ 5 กุมภาพันธ์  2563,  จาก: http://www.oceansmile.com/Turkey/Cappadocia.shtml



อ่านเพิ่มเติม »

ตุนหวง (Dunhuang) มนต์เสน่ห์พุทธศิลป์กลางทะเลทราย

โดย พิชชาพร มงคลวงศ์โรจน์

ประเทศจีนเป็นประเทศหนึ่งที่มีเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ที่ยาวนานและน่าสนใจ และมีวัฒนธรรมที่โดดเด่นต่างจากที่อื่นๆ   นอกจากนี้ประเทศจีนในอดีต ยังเคยเป็นเส้นทางที่เชื่อมโลกตะวันตกกับตะวันออกเข้าด้วยกัน  เส้นทางประวัติศาสตร์นั้นก็คือ “เส้นทางสายไหม” โดยมี “ตุนหวง” เป็นเมืองสำคัญเมืองหนึ่งบนเส้นทางสายไหมแห่งนี้ ที่ตั้งอยู่ในทะเลทรายอันเวิ้งว้างและร้อนระอุ   แต่เป็นแหล่งอารายธรรมและประวัติศาสตร์อันมีค่ายิ่ง และได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรมของจีน และยังเป็นแหล่งพุทธศิลป์ที่มีความยิ่งใหญ่ที่สุดในประเทศจีนอีกด้วย

ตุนหวง  (敦煌)  มีความหมายว่า ดวงไฟที่เจิดจ้า เป็นเมืองเล็กๆ ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของมณฑลกานซู   ห่างจากกรุงปักกิ่งราว 1,900 กิโลเมตร   ล้อมรอบด้วยทะเลทรายโกบี    ในอดีตที่แห่งนี้เคยเป็นสถานีสุดท้ายในการแวะพักการเดินทางในจีน เป็นศูนย์รวมเศรษฐกิจและวัฒนธรรมจากหลายๆ ชนชาติ รวมทั้งเป็นเส้นทางหนึ่งที่ทำให้พระพุทธศาสนาได้เข้ามาเผยแพร่ในประเทศจีน

ตามตำนานกล่าวว่า  มีพระธุดงค์องค์หนึ่งนามว่า “Le Zhun”  ได้เดินทางข้ามทะเลทรายโกบี และข้ามภูเขาไปเจอโอเอซิสที่เมืองตุนหวง  จึงได้พักผ่อนในที่แห่งนี้ ในช่วงเย็นขณะที่ท่านกำลังนั่งมองพระอาทิตย์อยู่  ก็เห็นรูปพระพุทธเจ้า 1,000 องค์บนท้องฟ้า  และรอบๆ มีนางฟ้าแสดงดนตรีที่ไพเราะ ต่อมา Le Zhun ได้ไปเรียนรู้การวาดภาพและการแกะสลัก และนำสิ่งที่ได้เรียนรู้มาสร้างผลงานไว้ หลังจากนั้นมีพระธุดงค์อีกท่านนามว่า “Fa Jiang” ได้เดินทางมาสถานที่แห่งนี้และเพิ่มเติมภาพวาดและรูปแกะสลักในถ้ำโม่เกา การสร้างวัดแห่งนี้เพื่อสักการะพระพุทธเจ้า และรวบรวมหลักฐานทางโบราณคดี โดยใช้เวลาสร้างนานมากตั้งแต่สมัยราชวงศ์ฉินถึงราชวงศ์หยวน

วัดถ้ำของตุนหวง ตั้งห่างจากเมืองตุนหวง ทางด้านตะวันออกเฉียงใต้ราว  25 กิโลเมตร ประกอบด้วยผาหินที่ถูกเจาะทั้งหมด 492 ถ้ำ โดยในบรรดาถ้ำทั้งหมด มีถ้ำที่ใหญ่ที่สุดคือ ถ้ำโม่เกา หรือที่รู้จักกันในนามว่า “ถ้ำพระพุทธรูปพันองค์” สร้างอยู่บนหน้าผาทางซีกตะวันออกของภูเขาหมิงซา ภายในถ้ำจะประกอบด้วย ภาพวาดและรูปสลักต่างๆที่ล้ำค่าทางพระพุทธศาสนาและประวัติศาสตร์  จนได้รับขนานนามว่า “ห้องสมุดบนผนัง” 

เนื่องจากวัดถ้ำโม่เกา เป็นสถานที่ที่สะสมพุทธศิลป์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก และเป็นแหล่งรวบรวมหลักฐานทางประวัติศาสตร์และโบราณคดีที่สำคัญ จึงได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรม จากองค์การยูเนสโก เมื่อ ค.ศ.1987 จากลักษณะที่สำคัญคือ มีศิลปะที่เป็นเอกลักษณ์และเป็นผลงานชิ้นเอกของศิลปะจีน  เป็นหลักฐานที่แสดงถึงการแลกเปลี่ยนศิลปะระหว่างจีนและอินเดีย มีภาพวาดในราชวงศ์ซ่งและสุย และต้นฉบับภาษาฮิบรู นอกจากนี้ ยังมีถ้ำพระพุทธรูปหนึ่งพันองค์ซึ่งเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่โดดเด่นในพระพุทธศาสนา เป็นตัวอย่างในการสร้างวัดที่มีเอกลักษณ์  รวมทั้งมีความเชื่อมโยงประวัติศาสตร์ในการเผยแผ่พระพุทธศาสนา และยังแสดงให้เห็นว่าเส้นทางสายไหมไม่ได้เกี่ยวข้องในเรื่องการค้าเท่านั้น

จุดเด่นของวัดถ้ำโม่เกา เป็นถ้ำที่มีความเก่าแก่ มีพระพุทธรูป 1,000 พระองค์ประดิษฐานอยู่ ภายในถ้ำจะมีภาพวาดแกะสลักผนังถ้ำ และรูปปั้นดินที่เป็นจุดเด่นทำให้สถานที่แห่งนี้มีชื่อเสียง นอกจากนี้ยังเป็นแหล่งเก็บรวบรวมหลักฐานต่างๆทางประวัติศาสตร์และตำราทางศานาพุทธจำนวนมาก


ประติมากรรมในถ้ำโม่เกาที่สร้างในสมัยราชวงศ์ถัง 

สิ่งก่อสร้างภายใน ใช้วัสดุที่ทำจากไม้ ในสมัยราชวงศ์ถังและราชวงศ์ซ้อง สร้างวัดจำนวน 5 หลัง คัมภีร์และหนังสือต่าง ๆ 50,000 ชิ้น และประติมากรรมเกือบ 2,500 ชิ้น  ใช้เวลาสร้างตั้งแต่ราชวงศ์ฉินถึงราชวงศ์หยวน แต่มีความรุ่งเรืองอย่างมากในยุคสมัยราชวงศ์ถัง มีหอคอย 9 ชั้นอยู่บริเวณด้านหน้าของถ้ำ สร้างในสมัยอู่ เจ๋อ เทียน เพื่อปกป้องพระพุทธรูปองค์ใหญ่ที่ประดิษฐานอยู่ด้านใน ที่สร้างเพื่อทดแทนหอคอยเดิม 4 ชั้น  ซึ่งทนต่อสภาพอากาศและภัยธรรมชาติไม่ไหว

สถาปัตยกรรม ในยุคแรก เป็นถ้ำที่มีเจดีย์หนุนอยู่ตรงกลาง มีที่ประดิษฐานแท่นบูชาพระพุทธรูปแกะสลัก ยุคกลาง ได้สร้างหลังคาโค้งแบบพีระมิด มีแท่นบูชาใหญ่ชิดผนังถ้ำ และที่สำหรับประดิษฐานพระพุทธรูป และหลังคาที่เขียนด้วยภาพวาดสีสดใส ในยุคหลัง ได้สร้างเป็นถ้ำโถง ทำเป็นห้องเพื่อเก็บโบราณวัตถุและประติมากรรมต่างๆ

ประติมากรรม พบหลายรูปแบบอาทิ เช่น รูปปั้นกลม ปั้นนูน ปั้นเงา และอื่นๆ เนื้อหาในการปั้นมักเกี่ยวข้องกับพุทธองค์ พระโพธิสัตว์ นักปราชญ์ ราชาแห่งสรวงสวรรค์ ผู้พิทักษ์สวรรค์ จอมพลัง นักรบ เทพต่างๆ. มีทั้งรูปปั้นขนาดใหญ่และเล็ก  มีการใช้ดินเหนียวปั้นรูปประติมากรรมระบายหลากสี ทำให้ประติมากรรมของที่นี่มีความโดดเด่นเป็นอย่างมาก

จิตรกรรม มีภาพวาดฝาผนัง เป็นศิลปะในสมัยราชวงศ์ถัง   เป็นเรื่องราวของพุทธประวัติ  ทิวทัศน์  เก๋ง ศาลาชมวิว หอชมวิว    รูปแบบการใช้ชีวิตและวัฒนธรรม ความดี - ความชั่ว  เป็นต้น


ภาพจิตรกรรมในถ้ำโม่เกา 

เนินทรายหมิงซาซาน คำว่า “หมิงซา” มีความหมายว่า ทรายที่ก้องกังวาน ตั้งอยู่ห่างจากตัวเมือง 6 กิโลเมตร เป็นทะเลทรายที่มีพื้นที่กว้างใหญ่  จากตำนานเล่าว่า พ่อค้าและนักเดินทางทั้งหลายจะได้ยินเสียงเพลงที่หลอกหลอนจากทะเลทรายแห่งนี้ ซึ่งเกิดจากเสียงลมที่พัดผ่านเนินทรายแล้วมีเสียงทรายนุ่มๆ จุดที่เป็นไฮไลท์คือ “ทะเลสาบรูปพระจันทร์เสี้ยว” ในทะเลทรายที่มีอายุมากว่า 2000 ปีอันสวยงาม


ทะเลสาบรูปพระจันทร์เสี้ยวในทะเลทรายหมิงซาซาน

สถานที่สำคัญที่ควรไปแวะชม คือ วัดถ้ำตุนหวงและเนินทรายหมิงซาซาน นอกจากนี้ ยังมีสถานที่เที่ยวอื่นๆ ที่น่าสนใจอีกในเมืองตุนหวง อาทิ วัดม้าขาว ด่านประตูหยก เป็นต้น

ข้อแนะนำการเข้าชม ควรเตรียมร่างกายให้พร้อมก่อนการเข้าชม ควรพกหมวก แว่นกันแดด  ครีมกันแดด รวมทั้งผ้าปิดตา สำหรับในการเข้าชมวัดถ้ำโม่เกานั้น มีค่าเข้าชมคนละ 80 หยวน ปัจจุบันทางการจีนเปิดให้เข้าชมไม่กี่ถ้ำ และห้ามถ่ายรูปภายในถ้ำและไม่เปิดไฟภายในถ้ำ  เพื่อเป็นการรักษาสภาพถ้ำให้สมบูรณ์ที่สุด  ส่วนค่าเข้าชมเนินทรายหมิงซาซาน ราคาจะแบ่งออกเป็น 2 ช่วง  ได้แก่  ช่วงเดือน พ.ค - ต.ค อยู่ที่ 120 หยวน และเดือน พ.ย - เม.ย อยู่ที่ 80 หยวน เด็กที่สูงต่ำกว่า 120 เซนติเมตร เข้าชมฟรี สามารถใช้ตั๋วเข้าชมเนินทรายและทะเลสาบได้หลายครั้งภายใน 3 วัน

วิธีการเดินทาง สามรถเดินทางมายังเมืองตุนหวงโดยสะดวก ได้ทั้งทางรถไฟ รถประจำทาง และเครื่องบิน กิจกรรม ในช่วงฤดูร้อนเดือนมิถุนายน-ตุลาคม จะมีการแสดงร้องเพลงและเต้นรำในเทศกาลเส้นทางสายไหม และที่เนินทรายหมิงซาซาน มีบริการอูฐไว้สำหรับขี่ รถไฟฟ้า รถวิบาก เครื่องร่อน   เบาะนั่งสไลด์  สำหรับบริการนักท่องเที่ยว

“ตุนหวง” นอกจากจะเป็นเมืองตั้งต้นในเส้นทางสายไหม  ที่ทำหน้าที่เป็นศูนย์แลกเปลี่ยนสินค้าแล้ว  ยังเป็นจุดยุทธศาสตร์แลกเปลี่ยนวัฒนธรรมระหว่างโลกตะวันตกและตะวันออก สะท้อนให้เห็นถึงการเชื่อมโยงกันระหว่างเศรษฐกิจ และวัฒนธรรม รวมทั้งอิทธิพลของศาสนาพุทธที่เปี่ยมไปด้วยพลังศรัทธาก่อให้เกิดพุทธศิลป์ที่ยิ่งใหญ่ และโดดเด่นไม่เหมือนใคร เป็นร่องรอยหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่มีค่ายิ่ง ควรแก่การเข้าชม จีงอยากเชิญชวนผู้ที่สนใจให้มาเยี่ยมชม


อ้างอิง

ทริปเดินทาง.(2016).ถ้ำมั่วเกาแห่งตุนหวง (敦煌莫高窟) – มณฑลกานซู่.สืบค้นเมื่อ 10 กันยายน 2561, จาก: https://tripderntang.com/ถ้ำมั่วเกาแห่งตุนหวง/

Expedia TH. (2017) . ตามหาทะเลสาบพระจันทร์เสี้ยว เที่ยวทะเลทรายโกบี .สืบค้นเมื่อ 10 กันยายน2561, จาก: https://travelblog.expedia.co.th/travel-abroad/bd05_november17/

ktcworld .(มปป).ตุนหวง...เมืองอารยธรรมโบราณกลางทะเลทราย  THE ANCIENT CITY OF DUNHUANG .สืบค้นเมื่อ 10 กันยายน 2561, จาก: ttps://www.ktcworld.co.th/th/Service/TravelGuide/

oporshady .(2013).วัดถ้ำแห่งตุนหวง พุทธศิลป์สุดยิ่งใหญ่ กลางทะเลทรายของจีน.สืบค้นเมื่อ 10 กันยายน 2561 ,จาก: https://travel.mthai.com/world-travel/65224.html

ANNELISA STEPHAN .(2015). 14 Fascinating Facts about the Cave Temples of Dunhuang . Retrieved September 10, 2018, from: http://blogs.getty.edu/iris/14-facts-cave-temples-dunhuang/

BBC News.(2015). Dunhuang: a city on the old Silk Road - in pictures. Retrieved September 10, 2018, from: https://www.bbc.com/news/in-pictures-34276009

Shenyunperformingarts.(n.d.). The Mogao Caves of Dunhuang .Retrieved September 10, 2018, from: http://www.shenyunperformingarts.org/learn/article/read/item/zkEPlF7CSao/mogao-caves-dunhuang-chinese-stories-history.html

UNESCO.(n.d.).Mogao Caves. Retrieved September 10, 2018, from: https://whc.unesco.org/en/list/440

Wikitravel.(n.d.). Dunhuang . Retrieved September 10, 2018, from: https://wikitravel.org/en/Dunhuang

อ่านเพิ่มเติม »

มหาพีระมิดแห่งจีน

โดย ศิริญา  คล้ายทวน

“พีระมิด” เมื่อกล่าวคำนี้ขึ้นมาคนส่วนใหญ่จะนึกถึง “มหาพีระมิดแห่งเมืองกีซ่า ประเทศอียิปต์” ซึ่งเป็น 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลก ที่มีมาตั้งแต่ประมาณ 3150 ปีก่อนคริสตกาล  แต่ใครเลยจะรู้ว่าในทวีปเอเชียก็มีพีระมิดด้วยเหมือนกัน และที่น่าทึ่งไปกว่านั้นก็คือนักโบราณคดีและผู้เชี่ยวชาญทั้งหลายต่างเชื่อว่า พีระมิดที่ตั้งอยู่ในทวีปเอเชียแห่งนี้เป็นพีระมิดที่มีขนาดใหญ่มหึมามากกว่ามหาพีระมิดแห่งเมืองกีซ่าประเทศอียิปต์หลายเท่า และพีระมิดแห่งนี้ยังเต็มไปด้วยปริศนามากมายที่รอคอยการพิสูจน์


ภาพถ่ายดาวเทียมพีระมิดต้องห้ามของประเทศจีน

พีระมิดในประเทศจีน คาดว่ามีอายุเก่าแก่ประมาณ 2,400 ปีก่อนคริสตกาล ถูกค้นพบครั้งแรกในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ตั้งอยู่ที่เมือง Guanzhong มณฑลซานซี (Shaanxi) โดย James Gaussman นักบินชาวอเมริกัน ซึ่งในขณะที่เขากำลังบินมายังประเทศจีนอยู่นั้น เครื่องบินเกิดขัดข้องเลยทำให้ต้องบินลดระดับต่ำลงมาเรื่อยๆ จนกระทั่งเมื่อบินอยู่เหนือน่านฟ้าของเมือง Guanzhong เขาสังเกตเห็นสิ่งหนึ่ง มันมีขนาดใหญ่ยักษ์ ลักษณะคล้ายพีระมิด จึงได้ถ่ายภาพจากมุมสูงเก็บเอาไว้และรายงานไปยังผู้บังคับบัญชา แต่ไม่มีผู้ใดสนใจ           

ในช่วงปี 1994 "Hartwig Hausdorf" นักสำรวจชาวเยอรมัน ซึ่งไปท่องเที่ยวในจีนแผ่นดินใหญ่ เขาได้แอบเข้าไปสำรวจในบริเวณพื้นที่ต้องห้ามของรัฐบาลจีนในมณฑลซานซี (Shaanxi) และ ได้ถ่ายภาพของหมู่ซากโบราณสถานขนาดใหญ่บางอย่างออกมา ในภาพเป็นที่มีลักษณะเนินดินขนาดใหญ่ทรงฐานสี่เหลี่ยมคล้ายพีระมิดที่สามารถมองเห็นถึงรูปทรง เหลี่ยมที่มีมุมฉาก 4 ด้านอย่างชัดเจน



อนึ่งบริเวณพื้นที่อันเป็นที่ตั้งของพีระมิดแห่งนี้ ในช่วงเวลานั้นเป็นพื้นที่ต้องห้ามซึ่งรัฐบาลจีนได้ทำการจัดสรรเอาไว้เพื่อเป็นพื้นที่ไม่ทางการเกษตรแก่ชาวบ้าน  และพีระมิดส่วนใหญ่ทำมาจากดินเหนียวมีความแข็งแรง แต่บางส่วนได้รับความเสียหายอันเสื่องมาจากหลายสาเหตุ ไม่ว่าจะเป็นการกัดเซาะหรือพังทลายตามธรรมชาติ หรือไม่ก็อาจเกิดจากน้ำมือมนุษย์ เนื่องจากพื้นที่ตั้งของพีระมิดอยู่ใกล้กับพื้นที่เกษตรกรรมของชาวบ้านในละแวกนั้น พีระมิดบางหลังมีขนาดใหญ่มาก มันใหญ่พอๆ กับพีระมิดในเมือง Teotihuacan ของชาวอินคา และพีระมิดแทบทุกหลังมีการสร้างวิหารเล็กๆ เอาไว้บนยอดด้วย

ต่อมาในช่วงปี 2000 ทางการจีนได้เริ่มเข้าไปสำรวจอีกครั้ง แต่ก็ยังไม่มีการเปิดเผยข้อมูลทางด้านโบราณคดีหรือ ทางด้านวิทยาศาสตร์ เนื่องจากเมื่อเข้าไปตรวจสอบแล้ว อากาศภายนอกเข้าไปทำให้วัตถุโบราณต่างๆเสื่องลง จีนจึงห้ามไม่ให้เข้าไปสำรวจอีก เพื่อรักษา อนุรักษ์ไว้ซึ่งสมบัติของโลก จึงยังไม่ได้เปิดเผยข้อมูลอย่างชัดเจน ทำให้คนมากมายต่างก็ตั้งคำถามว่านั่นใช่พีระมิดหรือไม่ บ้างก็ว่านั่นคือพีระมิดแห่งประเทศจีน บ้างก็ว่าเป็นฮวงซุยที่ฝังศพ บ้างก็ว่าเป็นอารยธรรมต่างดาว และอีกหลายความเห็นที่ต่างมุมมองกันออกไป

พีระมิดของประเทศจีน มีลักษณะมองจากด้านข้างเห็นเป็นรูปเป็นร่างสามเหลี่ยมที่มีฐานสี่เหลี่ยมจัตุรัส หญ้าและต้นไม้ปกคลุมล้อมรอบ เมื่อได้รื้อผิวหน้าดินออกเห็นชัดถึงความสวยงามของพีระมิดที่สร้างด้วยดินเหนียว มีลักษณะคล้ายขั้นบรรไดรอบๆตัวพีระมิด รูปทรงคล้ายวิหารสามเหลี่ยมตั้งอยู่บนแท่นสี่เหลี่ยมจัตุรัสอีกชั้นหนึ่ง เชื่อกันว่าข้างในสิ่งที่น่าอัศจรรย์เช่นนี้อาจมีการเก็บสมบัติล้ำค่าจนประเมินราคาไม่ได้
             

ภาพถ่ายทางอากาศของหมู่พีระมิดในเขตต้องห้ามของรัฐบาลจีน มณฑลซานซี

ภาพถ่ายดาวเทียมแสดงที่ตั้งของหมู่พีระมิด มณฑลซานซี ประเทศจีน ที่มีพีระมิดจำนวนมาก มีทั้งขนาดเล็กราวกระท่อมไปจนถึงขนาดใหญ่มันใหญ่พอๆ กับพีระมิดในเมือง Teotihuacan ของชาวอินคา และพีระมิดแทบทุกหลังมีการสร้างวิหารเล็กๆ เอาไว้บนยอดด้วย

จากภาพข้างต้นแสดงให้เห็นถึงลักษณะของสิ่งที่ถูกขนานนามว่า พีระมิดแห่งประเทศจีน มีพีระมิดทั้งหมด 9 พีระมิด มีทั้งขนาดเล็กราวกระท่อมจนไปถึงขนาดใหญ่พอๆ กันกับพีระมิดในเมือง Teotihuacan ของชาวอินคา  แต่มีความแข็งแรงแม้จะสร้างด้วยดินเหนียว เนื่องจากเวลาผ่านไปนานทำให้มีหญ้า และตั้นไม้เกิดรอบพีระมิด  และเมื่อได้ทำการรื้อหน้าดินออกมาทำให้เห็นพีระมิดชัดเจนยิ่งขึ้น  พีระมิดแทบทุกหลังมีการสร้างวิหารเล็กๆ ลักษณะฐานสี่เหลี่ยมจัตุรัสมองด้านข้างจะเห็นเป็นทรงสามเหลี่ยมเอาไว้บนยอดที่ตั้งอยู่บนฐานสี่เหลี่ยมจัตุรัส รอบๆมีลักษณะคล้ายขั้นบันได แต่ละขั้นเท่ากันเรียงสวยงาม ตัวพีระมิดเองสร้างมาจากดินเหนียว เพราะบริเวณนั้นเดิมเป็นพื้นที่ทำเกษตรกรรม  บรรดาพีระมิดเหล่านี้มีที่ตั้งอยู่ใกล้ๆ กัน

อย่างไรก็ดีหากนั่นคือพีระมิดจริงอาจจะกล่าวได้ว่าพีระมิดของจีนมีอายุเก่าแก่กว่าของอาณาจักรมายา 1,900 ปีก่อนคริสตกาล และหลังอียิปต์แค่ 750 ปี เพราะพีระมิดของอียิปต์มีอายุราว 3,150 ปีก่อนคริสตกาล  พีระมิดของจีนราว 2,400 ปีก่อนคริสตกาล  พีระมิดของแม็กซิโก (มายา) ราว 500 ปีก่อนคริสตกาล

สิ่งที่น่าทึ่งเหล่านี้ทำให้นักโบราณคดีและผู้เชี่ยวชาญทั้งหลายต่างศึกษาค้นคว้าและให้ความสนใจเป็นอย่างมาก  หากแต่ยังไม่มีใครสามารถเข้าไปสำรวจโครงสร้างภายในของพีระมิดดังกล่าวได้ เนื่องด้วยทางสำนักโบราณคดีแห่งชาติของจีนเคยออกมาประกาศว่า ถ้าหากยังไม่สามารถมีเทคโนโลยีที่ทันสมัย หรือเทคโนโลยีที่มั่นใจว่าจะสามารถรักษาทรัพย์สมบัติ ภาพเขียน รวมถึงโบราณวัตถุที่อยู่ภายในพีระมิดได้ ทางการจีนเองก็ไม่สามารถเปิดพีระมิดให้ผู้เชี่ยวชาญจากชาติต่างๆ เข้ามาพิสูจน์โครงสร้างภายในของมหาพีระมิดเหล่านี้ และเนื่องจากก่อนหน้านี้ทางการจีนเคยเปิดให้ผู้เชี่ยวชาญชาวจีนเองเข้าไปสำรวจมาแล้วครั้งหนึ่ง แต่เมื่อเจออากาศภายนอก ทำให้โบราณวัตถุต่างๆ ที่อยู่ภายในมีสภาพเสื่อมลงอย่างเห็นได้ชัด และเพื่อเป็นการรักษาสมบัติของชาติ พีระมิดเหล่านี้จึงต้องถูกปิดกั้นจากโลกภายนอกอย่างไม่มีกำหนด


อ้างอิง

ความลับแดนมังกร! ‘มหาพีระมิดแห่งเมืองจีน’ ปริศนากาลเวลาที่ยังรอคอยให้นักสำรวจมาพิสูจน์. สืบค้นเมื่อ 13 กุมภาพันธ์ 2561, จาก : https://www.spokedark.tv/posts/the-great-pyramid-of-china/

พีระมิดในจีน..เขตพื้นที่ต้องห้ามรัฐบาลจีน ปริศนาโลกโบราณ 4,500 ปี ที่ยังไม่เปิดเผย. สืบค้นเมื่อ 20 กุมภาพันธ์ 2561, จาก : http://krangufo.blogspot.com/2014/09/4500.html?m=1

ค้นพบปิรามิดยักษ์! กำลังจะเผยโฉมในปี 2011 นี้. สืบค้นเมื่อ 20 กุมภาพันธ์ 2561, จาก :
http://allmysteryworld.blogspot.com/2011/07/2011.html?m=1#axzz57ns8tV6z




อ่านเพิ่มเติม »

มหาสฟิงซ์ (The Great Sphinx of Giza)

โดย ชนัญญา วุฒิภิรมย์

อารยธรรมอียิปต์ เป็นอารยธรรมที่เก่าแก่และมีความยิ่งใหญ่อีกแห่งหนึ่งของโลก และยังเป็นอารยธรรมที่รู้จักกันอย่างกว้างขวางตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน เนื่องจากมีมรดกทางสถาปัตยกรรมที่ผู้คนทั่วโลกต่างรู้จัก คือ รูปสลักสฟิงซ์ที่มีความมหัศจจรรย์ งดงาม และลึกลับ  โดยสฟิงซ์ที่ใหญ่และได้รับความสนใจจากนักโบราณคดีมากที่สุด คือ มหาสฟิงซ์ (The Great Sphinx of Giza)



มหาสฟิงซ์ (The Great Sphinx of Giza) คือ รูปสฟิงซ์แกะสลักด้วยหินก้อนเดียวที่ขนาดใหญ่ที่สุด ในโลกชิ้นหนึ่ง ซึ่งพันธุ์ของสฟิงซ์ในอียิปต์ถูกเรียกว่า แอนโดรสฟิงซ์ (Andro-Sphinx) โดยมีตัวเป็นสิงโตและมีหัวเป็นมนุษย์อยู่ในบริเวณพีระมิดแห่งกิซ่า มีความยาววัดจากหัวถึงหางกว่า 240 ฟุต (74 เมตร) มีความสูงประมาณ 66 ฟุต (20 เมตร) และเฉพาะส่วนใบหน้าของ มหาสฟิงซ์ กว้างประมาณ 14 ฟุต หมอบเฝ้าอยู่ใกล้กับพีระมิดคาเฟร โดยหันหน้าไปทางทิศตะวันออก

โครงสร้างก่อหินภายในมหาสฟิงซ์ก่อตัวสูงขึ้นจากด้านทิศตะวันออกไปยังทิศตะวันตก กล่าวคือจากส่วนนอกไปยังส่วนหลัง แล้วลาดลงจากด้านทิศเหนือไปทางทิศใต้ ดังนั้นมหาสฟิงซ์จะหันหน้าไปทางทิศตะวันออกเช่นเดียวกับทิศทางตำแหน่งของมหาพีระมิดดังที่กล่าวไปในข้างต้น



ใบหน้าของมหาสฟิงซ์นับแต่ส่วนหัวลงมาไม่รวมใบหู มีลักษณะเอียงเล็กน้อย ตาด้านซ้ายสูงกว่าตาด้านขวา และตรงกลางริมฝีปากไม่อยู่ในตำแหน่งที่สมดุล กล่าวคือ ค่อนไปทางด้านขวามากกว่า ซึ่งบริเวณใบหน้าของมหาสฟิงซ์นั้นถูกทำลายไปอย่างมาก โดยส่วนจมูกหายไป ดวงตาและบริเวณโดยรอบแตกต่างจากสภาพเดิมที่สร้างในระยะแรก

ชาวอียิปต์โบราณเชื่อว่า สฟิงซ์เปรียบเสมือนเป็นตัวแทนของกษัตริย์ หรือเป็นสัตว์ที่ชาญฉลาดและมีพลังเพื่อปกป้องพระศพและทรัพย์สมบัติภายในพีระมิด และนอกจากสฟิงซ์จะมีหน้าที่เฝ้าพีระมิดแล้ว บริเวณรอบๆด้านหลังและทุกด้านของสฟิงซ์มีพื้นที่ที่เรียกว่า นครมรณะ ซึ่งนครมรณะประกอบไปด้วยอาณาบริเวณที่คลอบคลุมผืนทรายทางใต้ ทางตะวันตกและทางเหนือของสฟิงซ์ ซึ่งเป็นบริเวณที่ถูกขุดเจาะเป็นโพรง เพื่อใส่โลงหินที่บรรจุร่างของพระราชวงศ์ ขุนนาง และนักบวชชั้นสูงโดยผ่านกรรมวิธีการทำมัมมี่มาแล้ว สฟิงซ์จะคอยทำหน้าที่ขจัดวิญญาณชั่วร้ายให้พ้นจากหลุมศพเหล่านั้นด้วย

นักโบราณคดีเชื่อว่า มหาสฟิงซ์แห่งกิซ่าเป็นอนุสาวรีย์ของ ฟาโรห์คาเฟร (Khafre) หรือ คีเฟรน(Chephren) ฟาโรห์ในราชวงศ์ที่ 4 ผู้สร้างพีระมิดคาเฟร เมื่อประมาณ 2600 ปี ก่อนคริสตกาล โดยเชื่อว่าใบหน้าของมหาสฟิงซ์ จำลองมาจากใบหน้า ของฟาโรห์คีเฟรน และสามารถสังเกตว่าส่วนหัวของมหาสฟิงซ์ มีสัญลักษณ์ของฟาโรห์อียิปต์ แสดงเอาไว้อย่างชัดเจน คือมีเคราที่คางซึ่งปัจจุบันถูกนำไปเก็บรักษาไว้ที่พิพิธภัณฑ์อังกฤษ กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ มีงูจงอางแผ่แม่เบี้ยที่หน้าผาก และยังมีเครื่องประดับ รัดเกล้าแบบฟาโรห์ ประกอบเข้ากับผ้าคลุมศีรษะ และคอ อียิปต์โบราณถือกันว่าสฟิงซ์เป็นร่างจำแลงภาคหนึ่งของเทพเจ้า การที่ฟาโรห์คาเฟร ให้แกะสลักใบหน้าสฟิงซ์เป็นใบหน้าของพระองค์ จึงเป็นการแสดงว่าพระองค์เปรียบดังเทพเจ้านั่นเอง

ประมาณ 1 พันปีต่อมา คือ1400 ก่อนคริสตกาล หลังจากยุคสมัยของฟาโรห์คาเฟรที่มหาสฟิงซ์ถูกสร้างขึ้น ซึ่งตรงกับรัชกาลฟาโรห์ทุตโมซิสที่ 4 มหาสฟิงซ์ถูกพายุทรายพัดทับถมจนเหลือให้เห็นเพียงส่วนหัว เล่ากันว่ามีเทพเจ้ามาเข้าฝันเจ้าชายทุตโมส บอกให้พระองค์นำทรายที่ทับถมมหาสฟิงซ์ออก หากทำตามจะส่งผลให้ พระองค์ได้เป็นฟาโรห์ที่ยิ่งใหญ่ มหาสฟิงซ์ จึงได้รับการดูแลรักษาเป็นครั้งแรกต่อมาเจ้าชายทุตโมสได้ขึ้นครองอียิปต์เป็น ฟาโรห์ทุตโมซิสที่ 4 (Thutmosis IV) แห่งราชวงศ์ที่ 18 นับเป็นฟาโรห์ที่ยิ่งใหญ่พระองค์หนึ่ง หลังยุคสมัยของฟาโรห์ทุตโมซิสที่ 4 ในเวลาต่อมา มหาสฟิงซ์ถูกทรายทับถม  แต่ก็ได้รับการดูแลรักษาขึ้นมาใหม่ จนเห็นเต็มตัวอย่างในปัจจุบัน




อย่างไรก็ตามปัจจุบันใบหน้ามหาสฟิงซ์ ถูกทำลายจนแทบสังเกตรายละเอียดไม่ออก เนื่องจาก
การถูกทำลายโดยการสึกกร่อนตามธรรมชาติซึ่งความเสียหายที่ได้เกิดขึ้นนี้ไม่ได้เป็นการถูกทำลาย
โดยการสึกกร่อนตามธรรมชาติเพียงอย่างเดียว แต่มีคำกล่าวขานกันว่าเกิดจากทหารของนโปเลียน ที่มาอียิปต์ช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 18 ใช้ใบหน้าของมหาสฟิงซ์ เป็นเป้าซ้อมยิงปืนใหญ่ อย่างไรก็ตามจากหลักฐานภาพวาดเก่าแก่เมื่อ 400 ปีก่อน พบว่าจมูกของมหาสฟิงซ์ชำรุด ตั้งแต่สมัยดังกล่าวแล้ว และมีบันทึกของอาหรับว่า ใบหน้าสฟิงซ์ถูกทำลาย เนื่องจากกลุ่มชาวอาหรับบางกลุ่มทำลายโดยมีความเชื่อว่าเป็นรูปจำลองอัปมงคลของพวกนอกรีต ในคริสต์ศตวรรษที่ 14 ซึ่งเป็นเวลาก่อนหน้ายุคสมัยของนโปเลียนหลายร้อยปี

ปัจจุบันได้เปิดให้นักท่องเที่ยวได้เข้าชมมหาสฟิงซ์ นอกจากนั้นแล้วยังได้สัมผัสโลกของอายธรรมอียิปต์โบราณอย่างเต็มรูปแบบ เช่น มหาพีระมิดแห่งกีซาที่ตั้งอยู่ในบริเวณเดียวกัน

มหาสฟิงซ์ (The Great Sphinx of Giza) จึงถือได้ว่าเป็นสถาปัตยกรรมที่มีความโดดเด่น ลึกลับ งดงาม และยังสะท้อนถึงอารยธรรมของชาวอียิปต์โบราณได้เป็นอย่างดี ทั้งด้านศาสนาและความเชื่อ ด้านสังคมวัฒนธรรม การเมืองการปกครอง และที่สำคัญที่สุดคือความเพียรพยายามและความอดทนของชาวอียิปต์ที่พยายามสร้างสรรค์ และแกะสลักจากหินก้อนใหญ่กลายเป็นสถาปัตยกรรมระดับโลกจนเป็นที่รู้จักกันอย่างกว้างตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน


อ้างอิง

บรรยงค์ บุญฤทธิ์. (ม.ป.ป.). มหาสฟิงซ์ แห่งอาณาจักรไอยคุปต์. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์น้ำฝน

มหาสฟิงซ์. (2557). สืบค้นวันที่ 2 มีนาคม 2560, จาก https://th.wikipedia.org/wiki/มหาสฟิงซ์

สฟิงซ์(Sphinx). (ม.ป.ป.). สืบค้นวันที่ 2 มีนาคม 2560, จาก http://www.tumnandd.com/สฟิงซ์-sphinx/


อ่านเพิ่มเติม »

โคลอสเซียม (Colosseum)

โดย สิบสกุล โพธิ์พันธุ์กระจ่าง

หากย้อนเวลากลับไปค้นหาอาณาจักรที่มีชื่อเสียงและเป็นที่รู้จักมากที่สุดในประวัติศาสตร์ คงจะหนีไม่พ้น อาณาจักรโรมัน  อาณาจักรโรมันหรือจักรวรรดิโรมันนั้น ได้ก่อให้เกิดอารยธรรมหลายอย่างขึ้นมาที่ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางวัฒณธรรมและเป็นแบบแผนในการใช้ชีวิตในยุคปัจจุบัน ทั้งด้าน กฎหมาย ด้านการเมือง การปกครอง สาธารณูปโภค ด้านชลประทาน และอื่นๆอีกหลายๆด้าน รวมถึง ด้านกีฬา  ในสมัยกรีกนั้นได้เกิดกีฬาขึ้นมาหลายอย่าง อาทิ เช่น กีฬาโอลิมปิก และมาราธอน แต่ต่อมาในสมัยโรมันนั้นได้นิยมจัดการเล่นกีฬากลางแจ้ง เช่น การสู้รับ โดยจัดการแข่งขันในสนามกีฬาที่ถูกจัดสร้างขึ้นมาให้มีขนาดใหญ่พอที่จะจุผู้ชมให้ได้ราว 50,000 คน สนามกีฬาที่มีขนาดใหญ่มหึมาแห่งนี้ มีชื่อว่า “โคลอสเซียม”

โคลอสเซียม หรือ โคลอสโซ  ถือว่าเป็นสนามกีฬากลางแจ้งขนาดใหญ่ ที่มีลักษณะเป็นรูปวงกลมคล้ายอัฒจันทร์ก่อสร้างด้วยอิฐและหินทรายทำให้เป็นสถาปัตยกรรมที่มีความแข็งแรงและขนาดมหึมามีอายุเฉลี่ยมากกว่า 1,900ปี โดยสามารถวัดโดยรอบตัวสนามได้ประมาณ 527 เมตร สูงประมาณ 57 เมตร และสามารถจุผู้ชมได้ถึง 50,000คน ถึงแม้ว่าสนามกีฬาจะมีรูปร่างวงกลม แต่ภายในตัวสนามกีฬาจริงๆนั้นกลับมีรูปร่างเป็นวงรี ถือว่านับเป็นการก่อสร้างที่ชาญฉลาดของคนในสมัยนั้น ก็เพื่อไม่ให้มีจุดอับและให้ผู้ชมได้รู้สึกว่าตนได้เข้าใกล้นักกีฬามากขึ้นนั่นเอง อีกทั้งภายในสนามยังมีระบบระบายน้ำที่ถูกทำขึ้นเพื่อไม่ให้เกิดน้ำขังในสนามเวลาที่ฝนตกอีกด้วย

โดยปัจจุบัน โคลอสเซียมนั้นได้ตั้งอยู่ใจกลางกรุงโรม ประเทศอิตาลี ภายใต้การควบคุมดูแลของรัฐบาลอิตาลี


     
โดยแต่เดิมทีโคลอสเซียมนั้นถูกก่อตั้งในสมัยพระเจ้าจักรพรรดิเวสปาเซียน (Vespasian) ซึ่งเป็นผู้ก่อตั้งราชวงศ์ฟลาเวียน (Flavian) เมื่อพระองค์เสด็จขึ้นครองราชย์ใน ค.ศ. 69  ทำให้มีการสันนิษฐานว่าโคลอสเซียมนั้นถูกสร้างใน ค.ศ.72 แล้วเสร็จในสมัยของพระเจ้าจักรพรรดิไททัส ในคริสต์ศตวรรษที่ 1 หรือประมาณปี ค.ศ. 80 โดยใช้ระยะเวลาสร้างประมาณ 8ปี เป็นสิ่งที่ไม่น่าเชื่อว่าจะสามราถสร้างเสร็จในระยะเวลาอันสั้นด้วยเทคโนโลยีที่มีในขณะนั้น



โคลอสเซียมนั้นเป็นสนามกีฬาที่เปิดให้ชาวโรมันได้เข้าชมสัตว์ป่าต่อสู้กัน รวมถึงคนต่อสู้กับสัตว์ป่า เช่น เปิดให้คนสู้กับสิงโต หรือหมูป่าดุร้าย เมื่อคนต่อสู้สัตว์ร้ายได้จะถือว่าคนนั้นเป็นผู้ชนะและจุดเด่นของโคลอสเซียมนั้น ยังมีไว้เพื่อนชมการแข่งขันของการต่อสู้ระหว่างคนกับคน หรือที่เรียกกันว่า กลาดิเอเตอร์

กลาดิเอเตอร์ส่วนมากนั้นคือ เชลยจากสงครามหรือทาส โดยเชลยสงครามจะถูกจับมาเป็นนักกีฬาเพื่อต่อสู้ให้ผู้ชมกว่า 50,000คนได้ชมและได้พนันกันอย่างสนุกสนาน  โดยกลาดิเอเตอร์ผู้ที่ชนะก็จะต่อสู้     และสังหารผู้แพ้เพื่อที่จะไปต่อสู้กับกลาดิเอเตอร์ผู้ที่เก่งกว่าไปเรื่อยๆ  จนกว่าจะเป็นสุดยอดแห่งกลาดิเอเตอร์  เพราะเขาเหล่านั้นเชื่อว่าถ้าเป็นที่หนึ่ง ก็จะมีอิสรภาพและหลุดพ้นจากการเป็นทาสสงครามได้ สำหรับผู้ที่ตายในการต่อสู้นั้น ก็จะได้รับเงินค่าฌาปณกิจจากผู้คนที่มารับชมการแสดง  ต่อมาเมื่อยุครุ่งเรืองเริ่มจางหายไป การต่อสู้ก็เริ่มลดจำนวนน้อยลง เชื่อกันว่าการต่อสู้ครั้งสุดท้าย ของกลาดิเอเตอร์นั้นสิ้นสุดลงเมื่อ ค.ศ.404 สันนิษฐานว่าเกิดจากเหตุแผ่นดินไหวจึงไม่สามารถจัดการแข่งขันต่อไปได้

ต่อมาภายหลังจากที่อาณาจักรโรมันเสื่อมสภาพลง ก็ถูกข้าศึกเข้าทำลายหลายครั้งจนที่สุด โคลอสเซียมหรือสนามกีฬากลางแจ้งอันรุ่งโรจน์ของโรมันก็ถูกทำลายลง เหลือแต่เพียงเศษซากของสถาปัตยกรรมขนาดมหึมาดำรงไว้ถึงปัจจุบันไว้ให้ได้ชมกัน

นับได้ว่าโคลอสเซียมคือ 1 ใน 7สิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคใหม่ จากการจัดอันดับของการลงคะแนนทั่วโลกถือว่าเป็นสถาปัตยกรรมโบราณอย่างหนึ่งที่มีให้เห็นจวบจนปัจจุบันและควรค่าแก่การอณุรักษ์ไว้ โดยปัจจุบันนั้นโคลอสเซียมได้อยู่ภายใต้อำนาจกำกับดูแลของรัฐบาลอิตาลีซึ่งเปิดให้คนทั่วไปเข้าชมโดยมีค่าใช้จ่าย ปัจจุบันโคลอสเซียมตั้งอยู่บริเวณด้านข้างของประตูชัยคอนสแตนติน ซึ่งถือได้ว่าเป็นประตูชัยต้นแบบของประเทศฝรั่งเศส โดยในวันที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2550 โคลอสเซียมได้ถูกจัดอำดับให้เป็น 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกจากการโหวดโดยประชาชนทั่วไป

อ้างอิง

สมเจตน์ เจตนสุนทรเวทิน.2559. สนามกีฬากลางแจ้งขนาดใหญ่ที่มีโครงสร้างเกือบสมบูรณ์ตั้งอยู่ใจกลางกรุงโรม ใช้เวลาก่อสร้างประมาณ 10 ปี โดยเริ่มต้นสมัยจักรพรรดิเวสปาเซียน (ราวปี ค.ศ. 72)(ออนไลน์). สืบค้นเมื่อ 14 มีนาคม 2559, จาก:  http://www.sahavicha.com/?name=knowledge&file=readknowledge&id=3004

Abroad-Tour.com.2559. โคลอสเซียม(ออนไลน์). สืบค้นเมื่อ 14 มีนาคม 2559, จาก:  http://www.abroad-tour.com/italy/world_heritage/colosseum.html.

วิกิพีเดีย.2559. โคลอสเซียม. สืบค้นเมื่อ 14 มีนาคม 2559, จาก: https://th.wikipedia.org/wiki/โคลอสเซียม(ออนไลน์).


อ่านเพิ่มเติม »

ปราสาทหินนครวัด (Angkor Wat)

โดย สถิต  แสนบุญ
       
อารยธรรมเขมรเคยมีความรุ่งเรืองสูงสุดมาแต่สมัยโบราณ ทำให้มีสิ่งก่อสร้างที่เป็นตัวแทนของแต่ละยุคสมัยจำนวนมาก กระทั่งในปัจจุบันนี้ก็ยังมีการค้นพบปราสาทหินใหญ่น้อยจำนวนมากมายในหลายๆ พื้นที่ด้วยกัน ซึ่งแต่ละที่ต่างมีความสำคัญต่อการศึกษาเชื่อมโยงเรื่องราวและชีวิตความเป็นอยู่ของคนในอดีตได้เป็นอย่างดี และโดยเฉพาะสิ่งก่อสร้างที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นหนึ่งในสิ่งมหัศจรรย์ของโลกแห่งหนึ่ง นั่นคือ ปราสาทหินนครวัด

ปราสาทนครวัด  ตั้งอยู่ในเมืองพระนคร จังหวัดเสียมเรียบ ประเทศกัมพูชา สร้างในรัชสมัยของพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2  ผู้ครองอาณาจักรขอมช่วง พ.ศ.1656-1693  ได้ทรงสร้างปราสาทนครวัดเพื่อเป็นเทวาลัยบูชาและให้เป็นที่เก็บพระศพของพระวิษณุ ซึ่งเป็นมหาเทพรุ่งเรืองของพราหมณ์ฮินดูไวษณพนิกาย ปราสาทหินนครวัดจึงหันหน้าไปทางทิศตะวันตก ซึ่งเป็นทิศของผู้ตาย  และภายการหลังสิ้นพระชนม์ ทรงได้พระนามว่า “บรมวิษณุ” ปราสาทนครวัดจึงมีอีกชื่อว่า “บรมวิษณุมหาปราสาท”

นครวัดเป็นปราสาทที่มีขนาดใหญ่จนเรียกได้ว่าเป็น “มหาปราสาท”  มีพื้นที่ครอบคลุมกว่า 20,000 ตารางเมตร มีเสาจำนวนมากถึง 1,800 ต้น แต่ละต้นทำจากหินมีน้ำหนักราว 10  ตัน  และมีหอที่สูงที่สุดของปราสาทซึ่งอยู่ศูนย์กลางของกลุ่มปราสาทมีความสูงราว 60 เมตร นับเป็นสิ่งก่อสร้างที่มีขนาดใหญ่ที่ถูกสร้างขึ้นด้วยกำลังแรงจากคนและสัตว์ล้วนๆ  ปราศจากเครื่องจักรสำหรับช่วยยกหรือทุ่นแรงใดๆ เนื่องจากในอดีตยังไม่มีเทคโนโลยี

ที่มา : https://upload.wikimedia.org/

การสร้างปราสาทนครวัดที่ต้องใช้หินเป็นหลายล้านลูกบาศก์เมตรนี้มีการสันนิษฐานว่า ต้องใช้แรงงานช้างนับหมื่นเชือก แรงงานคนนับแสน เพื่อขนและชักลากหินมาจากเขาพนมกุเลน ซึ่งอยู่ห่างออกไปกว่า 50 กิโลเมตร  เพื่อมาสร้างมหาปราสาท นอกจากความยิ่งใหญ่อลังการแล้วยังมีด้านสถาปัตยกรรมตกแต่ง ที่แสดงออกถึงความประณีตความชดช้อยงดงามด้วยการนำเอารูปแบบทางวัฒนธรรมมาผสมผสานในออกแบบ กำแพงชั้นนอกรอบๆปราสาทตกแต่งด้วยงานแกะสลักหินประกอบด้วย ภาพเล่าวรรณคดีรามายณะ ภาพเทวดากับอสูรกวนเกษียรสมุทรด้วยเขาพระ สุเมรุ รวมถึงภาพนางอัปสร หรืออัปสรากว่า 1,635 นาง ที่ทั้งหมดทรงเครื่องและทรงผมไม่ซ้ำกันเลย ด้วยความอลังการหลายๆอย่างของปราสาทหินนครวัดจึงทำให้ได้รับการขนานนามว่า “เป็นปราสาทที่มีความยิ่งใหญ่และงดงามดั่งสวรรค์บนแดนดิน”

ต่อมาเมื่อถึงสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ได้ทรงเปลี่ยนปราสาทนครวัดให้เป็นศาสนสถานของพุทธนิกายมหายาน แต่ไม่นานพวกจามก็ได้เข้ามาบุกขอม ทำให้พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ต้องทรงย้ายไปตั้งเมืองใหม่ที่เมืองนครหลวง ห่างจากปราสาทนครวัดไปทางเหนือและได้ทรงสร้างเมืองนครธมและปราสาทบายนขึ้น

ภาพสลักนูนสูงรูปนางอัปสรฟ้อนรำ
ที่มา : https://upload.wikimedia.org/
                                              
และในสมัยของพระเจ้าชัยวรมันที่ 8 เขมรได้เปลี่ยนกลับมานับถือศาสนาฮินดูอีกครั้ง แต่เป็นลัทธิไศวนิกาย ที่บูชาพระศิวะ หรือพระอิศวร  จนถึงสมัยนักองค์จันทร์ (พ.ศ.2059-2099) อาณาจักรเขมรยุคเมืองพระนครได้ล่มสลายไปโดยสิ้นเชิงเมื่อตกเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรอยุธยา จากนั้นมาชาวเขมรก็หันกลับมานับถือพระพุทธศาสนาอีกครั้ง เป็นพุทธหินยานแบบอยุธยา และเมืองหลวงถูกย้ายลงไปทางใต้เรื่อยๆ ทำให้ปราสาทโบราณต่างๆ ถูกทิ้งร้างไป

ต่อมาชนนีนักองค์จันทร์เดินทางขึ้นเหนือไปทำบุญ มาพบปราสาทโบราณถูกทิ้งร้าง นักองค์จันทร์จึงได้บัญชาให้คนไปสร้างต่อสำหรับบางส่วนสร้างไม่เสร็จ จนได้กลายเป็นวัดในพุทธศาสนาที่ชื่อ “นครวัด” ซึ่งมาจาก นอกอร์ หมายถึง นคร บวกกับคำว่า วัด เดิมฝรั่งเศสเรียกชื่อ นอกอร์วัด ได้เพี้ยนเป็น อังกอร์วัด ที่ใช้มาจนทุกวันนี้ และนครวัดก็ได้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกภายใต้ชื่อ เมืองพระนคร      

เวลาล่วงเลยผ่านมาหลายศตวรรษ เมื่อกษัตริย์รุ่นต่อๆ มาย้ายเมืองหลวงลงไปทางใต้ ทำให้นครวัดถูกทิ้งร้าง กลายเป็นป่ารกขึ้นปกคลุม หลังจากสมัยที่นักองค์จันทร์ให้บูรณะปราสาทนครวัดไปแล้ว ปราสาทต่างๆถูกปล่อยร้างและถูกกลืนหายไปจากสายตาไปเป็นส่วนหนึ่งของป่าดงพงไพร        

ปัจจุบันนครวัดจึงเป็นสิ่งก่อสร้างทางศาสนาที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของโลก เป็นสัญลักษณ์สำคัญของประเทศกัมพูชา โดยปรากฏอยู่ในธงชาติ และยังเป็นแหล่งท่องเที่ยวหลักของประเทศ และเป็นสมบัติร่วมกันของชาวโลก ที่ต้องช่วยกันอนุรักษ์ไว้ สำหรับคนรุ่นหลังได้ศึกษาต่อไป


อ้างอิง

น้าชาติ ประชาชื่น / หนังสือพิมพ์ข่าวสด. นครวัด ตำนานนครวัด ประวัตินครวัด ปราสาทนครวัด. สืบค้นเมื่อ 27 สิงหาคม 2558, สืบค้นจาก  http://www.siamganesh.com/hindu/archives/306

นครวัด. สืบค้นเมื่อ 27 สิงหาคม 2558, สืบค้นจาก https://th.wikipedia.org/wiki/นครวัด

Dooasia. นครวัดสิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคใหม่. สืบค้นเมื่อ 27 สิงหาคม 2558, สืบค้นจาก http://www.dooasia.com/trips/detail.php?id=510

อ่านเพิ่มเติม »