แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สตรีสมัยโบราณ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สตรีสมัยโบราณ แสดงบทความทั้งหมด

คัมภีร์มรณะ (Book of the Death)

โดย กนกวรรณ  สมวงค์ษา

คัมภีร์มรณะ (Book of the Death) เป็นความเชื่อของชาวอียิปต์โบราณที่เชื่อกันว่าเป็นใบเบิกทางที่จะนำดวงวิญญาณของผู้ตายไปสู่ดินแดนอันเป็นที่อยู่ของเทพเจ้า “รา” เป็นการสอนวิธีการเอาตัวรอดหรือเอาชนะอันตรายที่จะต้องเผชิญในชีวิตหลังความตายให้กับวิญญาณทั้งหลาย รวมทั้งจะปกป้องและช่วยเหลือผู้ตายในปรโลกอีกด้วย 


ที่มา : https://qph.fs.quoracdn.net/

ซึ่งแต่เดิมคัมภีร์มรณะมีชื่อเรียกเป็นภาษาเฮียโรกลิฟฟิกว่า  The Cahptors of Coming-Forth-By-Day และในปี ค.ศ. 1842 Thomas G. Allen ผู้แปลภาษาอียิปต์โบราณที่เก่าแก่ที่สุดของโลก ได้ให้ความหมายของคัมภีร์มรณะว่า เป็นความปรารถนาที่จะเดินทางไปยังยมโลก (เอกชัย จันทรา, 2554 : 135)

คัมภีร์มรณะเกิดจากแนวความคิดที่ปรากฏอยู่ในภาพเขียนและจารึกบนหลุมฝังศพในพีระมิดในยุคอาณาจักรเก่า ซึ่งพีระมิดเท็กซ์หรือข้อความที่จารึกลงบนฝาผนังห้องเก็บพระศพภายในพีระมิดก็จะใช้สำหรับผู้ตายที่เป็นองค์ฟาโรห์ พระราชินี พระสนม ตลอดจนเชื้อพระวงศ์ ส่วนคอฟฟินเท็กซ์ จะใช้เก็บศพของบุคคลธรรมดาสามัญ แต่ต่อมาในระยะหลัง ๆ ขนาดของโลงศพเริ่มเล็กลงเรื่อย ๆ จนมาถึงสมัยราชอาณาจักรใหม่ก็มักจะทำโลงศพให้มีขนาดพอดีกับร่างของมัมมี่ ส่งผลให้ไม่มีพื้นที่ที่จะจารึกข้อความอันยาวเหยียดทั้งหมดลงไปได้ดังเช่นในสมัยก่อน ๆ  จึงทำให้มีการประดิษฐ์คัมภีร์มรณะขึ้นมาใช้และทำให้ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายในเวลาต่อมา (วีณา  รุธิรพงศ์, 2544 : 101)

ภายในคัมภีร์มรณะประกอบไปด้วยคาถาอาคม เวทมนตร์ บทสวด และพิธีกรรมต่าง ๆ ที่ถูกเขียนขึ้นโดยพระหรือนักบวช จารึกลงในกระดาษปาปิรัส ถูกบันทึกด้วยตัวอักษรสีดำและใช้ตัวอักษรสีแดงสำหรับบันทึกหัวข้อหรือคำสำคัญต่าง ๆ รวมทั้งมีการวาดรูปภาพประกอบไว้อีกด้วย คัมภีร์นี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อช่วยนำพาผู้ตายให้เดินทางไปยังดินแดนแห่งโลกหลังความตายได้อย่างปลอดภัย เป็นบทสวดที่ป้องกันมิให้วิญญาณของผู้ตายเสื่อมสลาย เพื่อเป็นการปลดปล่อยดวงวิญญาณที่ถูกคุมขังไว้ในยมโลก บรรยายถึงบรรยากาศของการตัดสินชะตากรรมของดวงวิญญาณต่อหน้าเทพโอซิริสในยมโลก รวมทั้งวิธีปฏิบัติตนและคำกล่าวที่วิญญาณควรกล่าวขณะอยู่ต่อหน้าเทพโอซิริส โดยจะแบ่งเป็นบท ๆ ซึ่งในแต่ละบทก็จะมีตัวเลขกำกับไว้

ภายหลังคัมภีร์มรณะกลายมาเป็นอุตสาหกรรม เป็นการผลิตเพื่อขาย เพราะ ชาวอียิปต์เชื่อว่า เวทมนตร์เป็นสิ่งที่มีความจำเป็นและขาดไม่ได้ เนื่องด้วยเทพเจ้าโอซิริสให้ความสำคัญกับการตัดสินชีวิตหลังความตายเป็นอย่างมาก ทำให้ปริมาณความต้องการเป็นเจ้าของคัมภีร์มรณะมีมากขึ้นเรื่อย ๆ สินค้าที่ผลิตขึ้นมาก็จะมีคุณภาพและราคาที่แตกต่างกันไป คัมภีร์ที่มีราคาสูงอาจมีความยาวกว่าเก้าสิบฟุต มีภาพประกอบสีสันสวยงาม มีบทสวด คาถาอาคมต่าง ๆ กว่าหนึ่งร้อยบท แต่ถ้าหากเป็นราคาที่ถูกลงมาก็จะมีข้อความคาถาสั้นลงหรือไม่มีภาพประกอบ เป็นต้น

ตำแหน่งการวางของคัมภีร์มรณะ จะวางไว้ระหว่างขาของมัมมี่หรืออาจวางไว้บนฐานของหุ่นผู้ตาย ซึ่งอาจจะเป็นรูปแกะสลักหรือรูปปั้นที่ฝังอยู่ในสุสาน ซึ่งการสร้างหุ่นไว้ในสุสานมีสาเหตุมาจากความเชื่อของชาวอียิปต์โบราณที่ว่า วีณา  รุธิรพงศ์ (2544)  หลังจากที่วิญญาณหลุดออกจากร่างแล้ว จะมี “บา” (Ba) มาเยี่ยมเยียนภายในสุสาน ซึ่งสามารถพบรูปบาตามภาพวาดบนฝาผนัง “บา” จะมาในรูปแบบของนกที่มีหัวของผู้ตายบินว่อนไปมาตามผนัง รอมาสมทบกับดวงวิญญาณเพื่อรวมกันเป็นหนึ่งเดียว

นอกจากนี้ยังมี “กา” (Ka) ที่มีความสำคัญเช่นเดียวกัน กาจะต้องเข้าไปอาศัยอยู่ในร่างของศพ จึงทำให้คนนิยมทำมัมมี่และหุ่นไว้ในสุสาน และจะพบคัมภีร์มรณะวางไว้ที่ฐานของหุ่นผู้ตาย นอกจากนี้ยังกลัวว่าหากมัมมี่ถูกทำลายไป “กา” อาจจะจำร่างของตนเองไม่ได้ จึงใช้หุ่นเป็นที่สิงสถิตแทน เพื่อเป็นการป้องกันการเข้าผิดร่างนั่นเอง รวมทั้งเป็นการรักษาร่างของศพเอาไว้จนกว่าจะได้รวมกับวิญญาณในวันที่ดวงวิญญาณเดินทางกลับจากยมโลก เพื่อรอคอยการฟื้นคืนชีพอีกครั้งหนึ่งในโลกมนุษย์อีกด้วย

ชาวอียิปต์โบราณเชื่อกันว่า หลังจากที่ตายจากโลกนี้ไปแล้ว จะมีเทพอานูบิสมารับดวงวิญญาณของผู้ตายไปสู่ยมโลก โดยจะพานั่งเรือของเทพแห่งดวงดวงอาทิตย์หรือเทพเจ้ารา (Ra) ไปยังมหาวิหารพิพากษาเทพโอซิริส หลังจากนั้นวิญญาณของผู้ตายก็ต้องเข้าไปยังห้องพิพากษาของวิญญาณ ในห้องนี้จะมีเครื่องชั่งใหญ่แบบใช้จานสองใบตั้งอยู่ โดยจะมีเทพฮอรัส (ร่างเป็นมนุษย์ หัวเป็นหยี่ยว) และเทพอานูบิส (ร่างเป็นมนุษย์ หัวเป็นสุนัข) ทำหน้าที่เป็นผู้กำกับดูแลเครื่องชั่งเอง ซึ่งเครื่องชั่งนี้จะเป็นเครื่องตรวจวัดความดีความชั่วของวิญญาณที่เคยกระทำมาเมื่อครั้งที่ยังมีชีวิตอยู่ นอกจากนี้ยังมี เทพธอท (God Thoth) เป็นผู้จดบันทึก มีมะอาท (Maat) คอยตรวจสอบความยุติธรรมอยู่ใกล้ ๆ มีเทพโอซิริส เป็นประธาน มีเทพเจ้าอีก 42 องค์รายล้อมอยู่



การพิสูจน์ความดีความชั่วของวิญญาณนั้นสามารถทำได้ โดยการควักหัวใจของผู้ตายออกมาแล้วนำมาวางบนข้างหนึ่งของตราชั่ง ส่วนอีกข้างหนึ่งเป็นขนนกของเทพีมะอาท (Maat) ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของความยุติธรรม เอกชัย  จันทรา (2554) หลังจากนั้นผู้ตายจะต้องประกาศความดีที่ตนเคยทำมา รวมทั้งประกาศว่าตนไม่เคยกระทำความผิด 42 ประการ เช่น ไม่เคยชักชวนให้ผู้อื่นเสียคน ไม่เคยใส่ร้ายป้ายสีใคร ไม่เคยกล่าวคำเท็จ ไม่เคยเบียดเบียนผู้อื่น เป็นต้น ซึ่งผู้ตายจะต้องกล่าวสิ่งเหล่านี้ต่อหน้าเทพเจ้าโอซิริส

หากสิ่งที่ผู้ตายพูดเป็นความจริง ขนนกของเทพีมะอาทจะหนักกว่าหัวใจของผู้ตาย นั่นหมายถึง การที่ผู้ตายผ่านบททดสอบแล้วและจะได้เข้าไปอยู่ดินแดนของเทพเจ้ารา เป็นดินแดนแห่งแสงสว่าง ความอุดมสมบูรณ์ และงดงามชั่วนิจนิรันดร์

แต่ถ้าหากสิ่งที่ผู้ตายกล่าวออกมานั้นเป็นเท็จ หัวใจก็จะหนักกว่าขนนก นั่นหมายถึงว่า วิญญาณไม่ผ่านการทดสอบ และยังหมายความว่าผู้ตายจะตกไปอยู่ในดินแดนแห่งความอดอยาก ยากไร้ และหิวโหย จะไม่ได้รับแสงสว่างจากเทพเจ้าราอีกเลย ซึ่งหลังจากนั้นก็ต้องเป็นหน้าที่ของเหล่าเทพทั้ง 42 องค์ ทำการซักถามผู้ตาย วีณา รุธิรพงศ์ (2544) กล่าวว่า ในช่วงเวลาวิกฤติเช่นนี้ ในคัมภีร์มรณะมีบทบาทแนะนำ คือ ต้องปฏิเสธอย่างเดียว พยายามปากแข็ง เพื่อทำให้ตนเองเป็นผู้บริสุทธิ์ จนกว่าเทพเจ้าจะเชื่อ

หลังจากนั้นผู้ตายต้องบอกชื่อลับและประวัติของเทพเจ้าทั้ง 42 องค์ ให้ถูกต้อง ซึ่งในคัมภีร์มรณะเขียนไว้ชัดเจน เพราะเชื่อว่า การที่สามารถล่วงรู้ในสิ่งเหล่านี้ได้ย่อมยืนยันว่ารู้จริง หลังจากผ่านการทดสอบนี้ไปแล้ว เทพฮอรัสก็จะนำผู้ตายไปอยู่ต่อหน้าเทพเจ้าโอซิริส ซึ่งถือเป็นผู้ตัดสินชะตาชีวิตของผู้ตายว่าจะต้องไปอยู่ ณ ที่แห่งใดแต่ก็ต้องถามวิญญาณก่อนว่าอยากจะเกิดเป็นมนุษย์อยู่อีกหรือไม่ หากไม่ต้องการเป็นมนุษย์อีกก็จะให้ไปอยู่ในทุ่งเอลิเซียน  ซึ่งในคัมภีร์มรณะกล่าวว่าจะได้พบกับความสุขสบายตลอดไป แต่ถ้าหากยังเป็นมนุษย์ต่อไป เทพโอซิริสก็จะปลดปล่อยดวงวิญญาณจากยมโลกกลับมายังโลกมนุษย์แล้วเจ้าไปอาศัยในร่างเดิมและสามารถฟื้นคืนชีพได้อีกครั้งหนึ่ง

การได้ไปเกิดยังดินแดนของเทพเจ้าราหรือการได้ไปเกิดบนสวรรค์ตามความเชื่อของชาวอียิปต์โบราณ ถือว่าเป็นความเชื่อหรือสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจของคนในสังคมในสมัยนั้น ให้ยึดมั่นในการทำความดีและละเว้นจากความชั่วทั้ง 42 ประการ เพื่อจุดมุ่งหมายหลัก คือเพื่อการดำรงอยู่ในโลกหลังความตาย ซึ่งคัมภีร์มรณะก็อาจจะเป็นเพียงหนทางหนึ่งที่จะแสวงหาผลประโยชน์จากความเชื่อความศรัทธาของคนในสังคมอียิปต์เท่านั้น และสิ่งที่เชื่อกันว่า การซื้อคัมภีร์มรณะถือว่าเป็นการซื้อใบเบิกทางให้ตนได้เข้าไปสู่อาณาจักรของเทพเจ้ารา แม้ว่าจะเคยทำผิดมาหรือไม่ก็ตาม ถือเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้คนไม่ฝักใฝ่ในการทำความดีและนำไปสู่การเสื่อมของศาสนาและหลักศีลธรรมของอียิปต์โบราณนั่นเอง


อ้างอิง

Joshua J. Mark.(2559). Egyptian Book of the Dead. ค้นเมื่อ 27 กันยายน 2561, จาก: https://www.ancient.eu/Egyptian_Book_of_the_Dead/

พรชัย  สังเวียนวงศ์. (2555).คัมภีร์มรณะ ใบเบิกทางสู่สรวงสวรรค์ ของชาวอียิปต์โบราณ.ค้นเมื่อ 28กันยายน 2561, จาก: https://board.postjung.com/646850.html

วีณา  รุธิรพงศ์. (2544). อียิปต์ดินแดนแห่งฟาโรห์ (พิมพ์ครั้งที่ 1). กรุงเทพฯ : อทิตตา พริ้นติ้ง.

ศักดิ์  บวร. (2548). ตำนานความมหัศจรรย์ของอียิปต์ (พิมพ์ครั้งที่ 1). นนทบุรี : โอเอ็นจีการพิมพ์.

เอกชัย  จันทรา. (2554). ฟาโรห์ มัมมี่ พีระมิด เปิดโลกไอยคุปต์มหาอาณาจักรพิศวงเหนือลุ่มน้ำไนล์      (พิมพ์ครั้งที่ 1). กรุงเทพฯ : ยิปซีกรุ๊ป จำกัด.


อ่านเพิ่มเติม »

ตำนานสงครามเทพเจ้าอิยิปต์

โดย ยศธร  เค้าหงษ์

ถ้าพูดถึงเรื่องของเทพเจ้าของอียิปต์นั้น ตำนานของเทพเจ้าองค์ต่าง ๆ ล้วนมีความน่าสนใจทั้งสิ้น แต่ตำนานที่หลายคนอาจจะรู้จักและค่ายหนังในต่างประเทศมักจะหยิบยกขึ้นมาทำเป็นภาพยนตร์คงจะไม่พ้นตำนานการต่อสู้ล้างแค้นในสงครามศึกสายเลือดระหว่างเซ็ธและฮอรัสนั่นเอง


ที่มา: http://ancientegyptmag.com/

ในสมัยโบราณตามความเชื่อของชาวอียิปต์ เทพรา (RA) หรือสุริยเทพนั้นคือเทพเจ้าองค์สูงสุด ได้มีการสร้างโลกและมนุษย์ขึ้น พระองค์ได้ทรงขึ้นครองราชย์เป็นองค์ฟาโรห์องค์แรกของดินแดนประเทศอียิปต์ โดยเทพรานั้นทรงมีโอรสและธิดารวมทั้งสิ้นห้าพระองค์ ดังนี้

1. โอซิริส (Osiris) เป็นเทพผู้ยิ่งใหญ่แห่งยมโลก ฟาโรห์ที่สวรรคตจะทรงไปรวมกับโอซิริสในดินแดนหลังความตาย ซึ่งในที่ฝังพระศพจะมีภาพโอซิริสเสมอ โอซิริสจะอยู่ในรูปบุรุษทรงเครื่องและมงกุฎของฟาโรห์ แต่มีผิวกายสีดำและถูกพันผ้าไว้แบบมัมมี่ โอซิริสคือศูนย์กลางความเชื่อเรื่องการกลับฟื้นคืนชีพ ตามตำนานโอซิริสถูกฆ่าโดยเทพเซธ และถูกสับเป็นชิ้น ๆ แต่ด้วยความรักของมเหสีเทพีไอซิส ผู้ตามเก็บรวบรวมพระศพมาต่อใหม่ ทำให้โอซิริสกลับฟื้นคืนมาได้อีก                                                                                                                                                       
2. ฮามาคิส (Harmakhis) เป็นเทพแห่งรุ่งอรุณ มีรูปร่างเป็นสิงโตและศีรษะเป็นมนุษย์ หรือที่เราเรียกว่า สฟิงซ์ เป็นกำลังพลสำคัญที่ช่วยหลานชายตัวเอง คือเทพฮอรัสทำสงครามกับ เทพเซธ จนประสบความสำเร็จ                                                                                                                                                         
3. เซ็ธ (Seth) เทพแห่งพายุและความรุนแรง มีรูปเป็นหน้าสัตว์ที่น่าเกลียด เช่นหมู หรือลา ตามตำนานว่าเป็นอนุชาของโอซิริส ผู้เกลียดชังพี่ของตนเอง และเป็นผู้สังหารโอซิริสด้วย                                                                                               

4. ไอซิส (Isis) อัครเทวีที่คนอียิปต์ให้ความนับถือมากที่สุด เป็นเทวีแห่งความรัก และการอุทิศตนเพื่อสามีและบุตร และยังมีมนต์คาถา มีชื่อเสียงทางด้านการรักษาโรคภัยไข้เจ็บด้วย ไอซิสมีพระรูปเป็นหญิงงาม ทรงเครื่องอย่างมเหสีแห่งฟาโรห์                                                                                                                                                                                         
5. เนพทิส (Nephtys) ชายาของเทพเซธ เทวีแห่งความลึกลับและเทพีบ้านเรือน นางช่วยเหลือเทพีไอซิสในการรักษาวิญาณของเทพโอซิริส จึงถูกยกย่องว่าเป็นชายาอีกคนหนึ่งของโอซิริส ซึ่งบางตำรากล่าวว่าหลงรักโอซิริสอยู่แล้ว จึงออกอุบายเข้าหามหาเทพจนมีลูกชายชื่อ เทพอนูบิส ที่เกิดจากสัมพันธ์ลับ …หรือบ้างว่าเป็นลูกชายของเทพเซธนั่นแหละ รูปพระลักษณ์ทรงศิราภรณ์รูปไฮโรกราฟฟิค (ทรงบ้านและตะกร้า)



เมื่อเติบโตขึ้น โอรสและธิดาของพระองค์ได้อภิเษกกันเองตามประเพณีของไอยคุปต์ กล่าวคือ เทพโอซิริส อภิเษกกับ เทพีไอซิส  ส่วน เทพเซ็ธอภิเษกกับเทพีเนพทิส มีเพียงเทพฮามาคิส เท่านั้นที่มิได้อภิเษกกับผู้ใด กาลเวลาล่วงเลยมาจนกระทั่งเมื่อเทพรา สละราชสมบัติ พระองค์จึงแต่งตั้งให้เทพโอซิริสในฐานะโอรสองค์โตขึ้นครองราชย์เป็นองค์ฟาโรห์แห่งอียิปต์ต่อไป แต่เทพเซ็ธเป็นพระอนุชา มีความปรารถนาในการขึ้นครองราชย์แทนโอซิริส เซ็ธจึงวางแผนปลงพระชนม์พระเชษฐา โดยวิธีการสร้างหีบใบหนึ่งขึ้นมาซึ่งมีความงดงาม วิจิตรเป็นอย่างมากและถวายแด่โอซิริส แต่มีข้อแม้ว่าโอซิริสต้องเข้าไปนอนในหีบนี้ได้พอดี ความงามของหีบใบนั้นดึงดูด และสะกดใจองค์ฟาโรห์เป็นอย่างมากจนพระองค์รีบเสด็จก้าวเข้าไปโดยมิทันสงสัยในความผิดปกติ และทันทีที่โอซิริสก้าวเข้าไป เทพเซ็ทก็ปิดหีบและมัดอย่างแน่นหนาจากนั้นจึงนำหีบทิ้งลงแม่น้ำไนล์

หีบดังกล่าวลอยไปติดกับต้นทามาริสต์ (ทามาริสก์ใช้เป็นพุ่มไม้ประดับ เป็นสิ่งป้องกันลมและใช้เป็นร่มเงาบังแดด ในประเทศจีนมีโครงการปลูกทามาริสก์เพื่อทำให้พื้นที่เขตทะเลทรายเขียวชอุ่ม,ใช้ในการทำปุ๋ยหมัก) และถูกกิ่งก้านของต้นไม้ห่อหุ้มจนมิดชิด ในเวลาต่อมา กษัตริย์แห่งนครไบบลอสได้นำต้นไม้ดังกล่าวไปทำเสาประดับในโถงพระโรง โดยมิทรงทราบว่ามีหีบศพอยู่ข้างใน

ฝ่ายไอซิสรับทราบการสวรรคตของสวามี ด้วยความรันทดและเสียพระทัยเป็นอย่างมาก นางจึงออกจากอียิปต์เพื่อค้นหาร่างของสวามี ระหว่างนั้นนางได้กำเนิดโอรสนามว่า ฮอรัส  เมื่อทราบว่าหีบศพอยู่ที่ไบบลอสนางได้ฝากโอรสไว้ที่เกาะแซมมิสและจำแลงร่างเป็นหญิงชราเข้าไปในวังของกษัตริย์ไบบลอสเพื่อถวายการดูแลโอรสของพระองค์ที่ทรงประชวรจนหายเป็นปกติ คืนวันหนึ่ง  ไอซิสได้ลอบเข้าไปในท้องพระโรงและร้องไห้กับเสาที่หีบศพอยู่ข้างใน ราชินีแห่งไบบลอสมาพบเข้าและรับทราบเรื่องราวทั้งหมด ด้วยความสงสารกษัตริย์และราชินีแห่งไบบลอส จึงมอบเสาต้นนั้นและหีบศพให้เทพีไอซิส พระนางนำหีบนั้นกลับอียิปต์และไปไว้ที่เกาะแซมมิส

“ข้าจะไม่ให้มันได้ตายอย่างสงบ” เทพเซ็ธ ประกาศเมื่อทราบเรื่อง จากนั้นพระองค์ได้เสด็จมายังแซมมิสและสับร่างไอซิริส ออกเป็น 14 ชิ้นทิ้งลงแม่น้ำไนล์  เทพีไอซิสและอนูบิสผู้เป็นหลานชายได้ช่วยกันเก็บร่างของโอซิริสขึ้นมาและทำเป็นมัมมี่เพื่อรอวันคืนชีพ เทพเซ็ธหลังจากจัดการกับร่างของโอซิริสแล้วก็ได้จำแลงกายเป็นแมงป่องลอบเข้าไปต่อยฮอรัสในที่บรรทมจนสิ้นพระชนม์

“โอ  ข้าแต่สุริยเทพ สวามีของข้าได้สิ้นไปแล้ว ไยต้อง พรากชีวิตโอรสของข้าด้วย” ไอซิสคร่ำครวญเมื่อทราบเรื่อง แต่ด้วยบุญญาธิการของฮอรัส จึงทำให้พระองค์คืนชีพอีกครั้งและยังความเคียดแค้นแก่เทพเซ็ทมาก “จงระวังไว้ให้ดีเมื่อใดที่มันเติบใหญ่ขึ้น  ข้าจะเอาชีวิตมัน” เซ็ธประกาศก้อง เมื่อฮอรัสเติบโตขึ้นด้วยการเลี้ยงดูของพระมารดาที่แซมมิส และได้รับการฝึกฝนการต่อสู้ การใช้อาวุธและเวทมนต์จากไอซิสและเทพฮามาคิสต์ผู้เป็นลุง เมื่อทุกอย่างพร้อมแล้ว ฮอรัสและฮามาคิสต์พร้อมเหล่านายทัพได้ยกไพร่พลมาชิงบัลลังก์คืนและล้างแค้นให้โอซิริส กองทัพของเซ็ธปะทะกับกองทัพของฮอรัสที่เอ็ดฟูริมแม่น้ำไนล์ และสงครามศึกสายเลือดก็เริ่มขึ้น

หลังจากต่อสู้ได้ไม่นานทหารของเซ็ธ ก็เริ่มล่าถอย ฮามาคิสต์ได้กลายร่างเป็นสฟิงซ์ยักษ์และตะปบเหล่าทหารศัตรูที่กำลังแตกพ่ายเอาไว้ได้ “วันเวลาของท่านกำลังจะจบลงแล้วเซ็ธ ” ฮอรัสประกาศก้องกลางสมรภูมิ แต่เซ็ธยังไม่ยอมแพ้ พระองค์กระโจนลงแม่น้ำไนล์และได้แปลงร่างเป็นฮิปโปโปเตมัสยักษ์เข้าเล่นงานฮอรัส เจ้าชายหนุ่มกระโดดขึ้นหลังของมัน และเสกฉมวกเหล็กยาวสามสิบฟุตแทงลงไปยังศรีษะฮิปโปทะลุผ่านสมองทำให้เทพเซ็ธสิ้นพระชนม์ทันทิ หลังจากนั้น ฮอรัสก็ขึ้นเป็นฟาโรห์ปกครองอียิปต์ พระนามของพระองค์ได้กลายเป็นสัญลักษณ์ ของฟาโรห์ทุกพระองค์นับแต่นั้นมา

จากบทความจะเห็นได้ว่าชาวอียิปต์มีการนับถือบูชาเทพเจ้าหลายองค์ (Polytheism) โดยเชื่อว่าธรรมชาติซึ่งบันดาลความสงบสุข ความดีงามหรือความหายนะให้แก่มนุษย์นั้น เกิดจากการกระทำของเทพเจ้าทั้งสิ้น แต่ในขณะเดียวกัน ผู้เขียนบทความเองมองว่า เรื่องราวตำนานของเทพเจ้าอียิปต์นั้น สะท้อนเรื่องของการใช้ชีวิตของคนในสังคมยุคนั้นด้วยที่มีการอุทิศทั้งชีวิตแด่เทพเจ้าและไม่ใช่แค่มนุษย์ที่มีความขัดแย้งกัน แม้แต่เทพเจ้ายังมีความอิจฉาริษยากัน หรือนั่นแสดงให้เห็นว่าจิตใจของสิ่งมีชีวิตทุกชีวิตในโลกมีอคติ 4 คือ รัก โลภ โกรธ หลงภายในจิตใจ อยู่ที่ใครจะสามารถจัดการกับสิ่งนั้นได้ อนึ่ง ตำนานสงครามเทพเจ้าอียิปต์นั้นยังสะท้อนให้เห็นจุดจบของคนที่ประพฤติปฏิบัติตนที่ไม่ดีอย่างชัดเจน หรือสุภาษิตที่ว่าไว้ว่า “ปลูกพืชเช่นไรย่อมได้ผลเช่นนั้น” หรือ “ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว” อาจมีมานานนับพันปีก็เป็นได้


อ้างอิง

เซต (เทพ). สืบค้นเมื่อวันที่ 20 กันยายน 2561, จาก : https://th.wikipedia.org/wiki/

ตำนานศึกเทพเจ้าแห่งไอยคุปต์. สืบค้นเมื่อวันที่ 20 กันยายน 2561, จาก : http://www.komkid.com/

แอดอาคาอินุ. (2558).  Gods of Egypt สงครามเทวดา [เรื่องย่อ/ตัวอย่างหนัง/ตัวละคร/โปสเตอร์/รีวิว]. สืบค้นเมื่อวันที่ 20 กันยายน 2561, จาก : https://www.metalbridges.com/movie-gods-of-egypt/

ฮอรัส. สืบค้นเมื่อวันที่ 20 กันยายน 2561, จาก : https://th.wikipedia.org/wiki/

Varin the tale. (2559). ย้อนเวลาสู่ยุคเทพเจ้ารุ่งเรือง… สมัยอียิปต์โบราณ. สืบค้นเมื่อวันที่ 20 กันยายน 2561, จาก :  http://pantae.com/content/

อ่านเพิ่มเติม »

อาร์คิมิดีส (Archimedes) นักประดิษฐ์อัจฉริยะ

โดย อัครเดช โคตรนายูง

ในสมัยกรีกยุคโบราณ นับได้ว่า เป็นช่วงที่อารยธรรมของมนุษย์มีความเจริญก้าวหน้าในหลายๆ ด้าน ทั้งในด้านวิทยาศาสตร์ ดาราศาสตร์ วิศวรกรรม หรือแม้กระทั่งด้านปรัชญา ซึ่งเกี่ยวกับความคิดที่ลึกซึ้งชาวกรีก รวมทั้งสิ่งประดิษฐ์หรืออารยธรรมต่างๆที่เคยถูกนำมาใช้ในยุคสมัยของกรีก ก็ยังส่งผลมามีอิทธิพลกับคนในยุคสมัยปัจจุบัน สิ่งนี้แสดงให้เห็นว่า ในสมัยของอารยธรรมกรีกนั้น เป็นสมัยที่มีการกำเนิดของนักคิด นักประดิษฐ์ นักดาราศาสตร์ และนักปรัชญาอย่างมากมาย ในบทความนี้ เราจะนำท่านผู้อ่าน ไปรู้จักกับนักคิด นักประดิษฐ์ วิศวกร และนักดาราศาสตร์ ที่มีอิทธิพลต่อการค้นพบในทางคณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ในปัจจุบันเป็นอย่างมาก นักวิทยาศาสตร์บางคนยังกล่าวถึงเขาว่า เป็นบิดาแห่งวิทยาศาสตร์ปฏิบัติ เพราะสามารถคิดค้นทฤษฎีต่างๆได้ด้วยการปฏิบัติให้เห็นจริง และชื่อของเขาก็คือ อาร์คิมิดีส นั่นเอง


ที่มา: https://sites.google.com/

อาร์คิมิดีส (Archimedes) ถือกำเนิดขึ้นที่ซีรากูซา แถบเกาะซิซิลี แคว้นปกครองตนเองของอิตาลีปัจจุบัน เขาเกิดขึ้นราว 287 ปีก่อนคริสตกาล โดยวันเกิดของอาร์คิมิดีส ได้ถูกอ้างอิงมาจากการบันทึกของนักประวัติศาสตร์กรีกไบเซ็นต์ไทต์ ชื่อว่า จอห์น เซตเซส ได้กล่าวไว้ว่า อาร์คิมิดีส มีอายุรวมทั้งสิ้น 75 ปี แต่อย่างไรก็ตาม ประวัติของอาร์คิมิดีส ได้มีการบันทึก และเล่าขานต่อกันมาหลายกระแส และเคยมีหนังสือชีวประวัติของอาร์คิมิดีสที่ถูกเขียนขึ้นโดย เฮราครีดีส เพื่อนของอาร์คิมิดีสเอง แต่ในที่สุดแล้ว หนังสือเล่มนี้ก็สูญหายไปจึงทำให้ชีวประวัติของอาร์คิมิดีสยังคลุมเครืออยู่ ไม่สามารถบอกชัดได้ว่า เขามีบุตร หรือมีครอบครัวหรือไม่

อย่างไรก็ตาม ก็มีบันทึกบางฉบับระบุเอาไว้ว่า อาร์คิมิดีส ได้รับการศึกษาจากอเล็กซานเดรียร์ เมืองหนึ่งในอาณาจักรอียิปต์โบราณ และเขาได้ใช้ชีวิตทั้งชีวิต ทุ่มเท และศึกษาเกี่ยวกับคณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ ทำให้ประสบความสำเร็จในการค้นพบสิ่งประดิษฐ์หลายอย่าง โดยสิ่งประดิษฐ์ต่างๆที่มีการประดิษฐ์ขึ้นนั้น ส่วนใหญ่จะเกี่ยวกับคานในการขนส่ง เช่น คานดีด คานงัด และการชักรอก เป็นต้น เพราะชีวิตในวัยเด็กของเขา คลุกคลีอยู่กับท่าเรือและการขนส่ง ทำให้เกิดแนวคิดว่าทำอย่างไร จึงจะสามารถขนส่งของในจำนวนมากๆได้ในครั้งเดียว

นอกจากนี้ยังมีอาวุธสงครามที่มีการประดิษฐ์ขึ้นเพื่อป้องกันบ้านเมืองจากการรุกรานของกองทัพโรมันอีกด้วย อาวุธนั้นก็คือ กระจกรวมแสง เมื่อนำเอากระจกนี้ไปส่องกับดวงอาทิตย์ จะทำให้แสงอาทิตย์มาโฟกัสที่กระจก แล้วเกิดเปลวไฟขึ้น ทหารกรีกได้ใช้กระจกนี้ เผากองเรือของโรมันจนพ่ายแพ้ และสิ่งประดิษฐ์ชิ้นนี้ ก็ช่วยป้องกันการรุกรานของทหารโรมันได้เป็นอย่างดี

อาร์คิมิดีส ถึงแก่กรรมเมื่อปี 222 ก่อนคริสตกาล โดยในระหว่างนั้น ได้เกิดสงครามพิวนิกครั้งที่ 2 เขาได้ถูกสังหารโดยทหารชาวโรมัน จากบันทึกของพลูทาร์ค เล่าว่า ทหารโรมันได้สั่งให้อาร์คิมิดีสออกมามอบตัว แต่อาร์คิมิดีสกำลังอยู่ในช่วงขบคิดแผนผังทางคณิตศาสตร์ชิ้นหนึ่ง จึงบอกว่า ขอแก้ปัญหาให้เสร็จก่อน ทำให้ทหารโรมันเกิดบันดาลโทสะ และสังหารเขาด้วยดาบจนเสียชีวิต



ผลงานสำคัญ

อาร์คิมิดีส ได้ประดิษฐ์สิ่งต่างๆ รวมไปถึงการค้นพบทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์หลายทฤษฎี แต่การค้นพบที่สำคัญของอาร์คิมิดีส และทำให้มีคนรู้จักชื่อเขาไปทั่วโลก ก็คือ การค้นพบการหามวลรวมของวัตถุ โดยมีเรื่องเล่าว่า กษัตริย์เฮียโรที่ 2 ต้องการจะทราบว่ามงกุฎทองคำบริสุทธิ์ที่พระองค์สั่งให้ช่างทำนั้น ได้มีการเจือปนโลหะอื่นลงไปหรือไม่ อาร์คิมิดีสสามารถแก้ปัญหานี้ได้ เมื่อเขาก้าวเท้าลงในอ่างน้ำ และสังเกตว่า น้ำมีการล้นออกมา จึงวิ่งออกไปยังถนน และตะโกนว่า “ยูเรการ์ ยูเรการ์” ซึ่งแปลว่า “ฉันรู้แล้ว ฉันรู้แล้ว” จากนั้น จึงได้นำไปกราบทูลให้กษัตริย์เฮียโรทรงทราบ สรุปทฤษฎีนี้ก็คือ น้ำที่ล้นออกมาจะเท่ากับปริมาตรของวัตถุที่ลงไปแทนที่น้ำนั่นเอง นี่จึงเป็นอีกการค้นพบหนึ่งที่สำคัญ และมีผลในการค้นพบทางวิทยาศาสตร์ในปัจจุบัน


ที่มา: http://cafef.vn/viec-lam/

นอกจากนี้ ยังมีสิ่งประดิษฐ์ที่เรายังนำมาใช้จนถึงทุกวันนี้ เช่น สว่าน การชักรอก เป็นต้น นอกจากสิ่งประดิษฐ์และทฤษฎีแล้ว ยังมีหนังสือหลายเล่มที่เขาเขียนขึ้น แต่หลงเหลือมาให้ศึกษาจนถึงปัจจุบันน้อยมาก

จากประวัติของอาร์คิมิดีส จะเห็นได้ว่า ภูมิปัญญาหรือทฤษฎีต่างๆที่เราใช้อยู่ในปัจจุบัน ส่วนใหญ่จะเป็นการค้นพบของคนในอดีต หรือที่เราเรียกกันติดปากว่า “ยุคโบราณ” ซึ่งถ้าจะมองกันในความเป็นจริงแล้ว คนในอดีต ก็ไม่ได้หมายความว่า เขาจะล้าหลัง หรือมีภูมิปัญญาด้อยกว่าปัจจุบันเลยแม้แต่น้อย ตรงกันข้าม ในปัจจุบัน เราก็ยังต้องอาศัยภูมิปัญญาของคนที่เราบอกว่า เป็นคนโบราณ ในการดำรงค์ชีวิตอยู่และก่อสร้างสิ่งต่างๆเพื่อตอบสนองความต้องการของเราเอง เป็นไปได้ไหมว่า ปัจจุบันเราเองนั่นแหละ ที่อาจจะต้องมาพิจารณาตัวเองใหม่ว่า จริงๆแล้ว เราเป็นยุคที่กำลังเสื่อมลงของอารยธรรมหรือไม่…

อ้างอิง

อาร์คีมีดีสกับมงกุฎทองคำ. สืบค้นเมื่อ 27 กันยายน 2561, จาก: https://web.ku.ac.th/schoolnet/snet2/mathematicians/arch_crown.htm

อาร์คิมิดีส. สืบค้นเมื่อ 27 กันยายน 2561, จาก: http://www.beyondpartiii.org/archimedes/

เปิดสุดยอดผลงานของอารคิมิดีส นักคณิตศาสตร์และกลศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในยุคโบราณ. สืบค้นเมื่อ 27 กันยายน 2561, จาก: https://www.wtfintheworld.com/2018/09/08/archimedes-7563/

อ่านเพิ่มเติม »

หยางกุ้ยเฟย (Yang Gui Fei) ยอดหญิงผู้น่าสงสาร

โดย เกตุวดี นวธารางกูร
                                     
หญิงงามในประวัติศาสตร์จีนนั้นมีมากมาย แต่ละนางล้วนมีเรื่องราวที่น่าสนใจแตกต่างกัน แต่จะมีเพียง
4 หญิงงามที่ได้รับการยกย่องให้เป็นยอดหญิงพธูแห่งจีน ดังคำสดุดีที่ว่า
“มัจฉาจมวารี  ปักษีตกนภา
จันทร์หลบโฉมสุดา  มวลผกาละอายนาง”
คำสดุดีดังกล่าวนั่นได้ยกย่องถึงความงามของทั่งสี่นาง โดยในวรรคสุดท้ายนั้นได้กล่าวยกย่องถึงความงามของหยางกุ้ยเฟนั้นเอง ทั่งสามสาวงาม ไซซี หวังเจาจวิ๋น และเตียวเสียน ต่างก็พลีกายถวายความงามเพื่อชาติบ้านเมือง เกียรติประวัติรวมกับความงามจึงทำให้สาวงามทั่งสามนางได้รับการยกย่องจากชาวจีน แตกต่างจากหยางกุ้ยที่ไร้เกียรติประวัติ ทำให้ชาติบ้านเมืองล่มสลาย และมีชะตากรรมน่าสงสารจนชาวจี.นจดจำไว้ในหัวใจและได้รับการยกย่องเป็นหนึ่งในสี่ยอดหญิงงามของจีน


ที่มา: http://www.planet789.com/

หยางกุ้ยเฟยเดิมมีนามว่า “ยี่ว์หวน” บิดานามว่าหยางเสวียนเหยี่ยน เป็นเจ้าหน้าที่สำรวจสำมะโนครัวในมณฑลซื่อชวน ยี่ว์หวนเกิดที่นั่น บิดาเสียชีวิตที่นั่นตั่งแต่นางยังเด็ก  อาของนางซึ่งเป็นขุนนางชั้นผู้น้อยในเหอหนานจึงรับอุปการะเลี้ยงดู และเมื่อโตขึ้นความงามของยี่ว์หวนก็ยิ่งงดงามมากยิ่งขึ้น

รัชศกไคชวน(พ.ศ.1285) ปีที่ยี่สิบสอง ยี่ว์หวนได้รับคัดเลือกให้เข้าพระราชวังเป็นพระชายาของโส้วอ๋อง พระโอรสในพระเจ้าถังเสวียนจง ต่อมาพระเจ้าถังเสวียนจงได้ข่าวว่าโส้วอ๋องมีชายารูปงามก็อยากที่จะยลโฉม จึงมีรับสั่งให้โส้วอ๋องพายี่ว์หวนเข้าเฝ้า มีพระราชานุญาตให้นางลงอาบน้ำในสระหัวซื่อฉือ เมื่อยี่ว์หวนจึ้นจากสระความผุดผาดอรชนของนาง ทำให้พระเจ้าถังเสวียนจงตะลึงและพึงปรารถนาจะครอบครองในตัวยี่ว์หวนทันที จึงตรัสขอยี่ว์หวนจากพระโอรสทันที ส่วนโส้วอ๋องนั้นหวังในตำแหน่งรัชทายาทจึงรีบสนองพระประสงค์ในทันที แต่สุดท้ายโส้วอ๋องก็มิได้ถูกแต่งตั้งตำแหน่งรัชทายาทดังหวังแต่ได้รับพระราชทานสาวสกุลเว่ยมาเป็นชายาใหม่เท่านั้น
         
พระเจ้าถงเสวียนจงให้ยี่ว์หวนออกบวชเป็นนักพรตหญิงระยะหนึ่ง จากนั้นก็ให้สึกมาถวายตัว พระเจ้าถังเสวียนจงลุ่มหลงนางอย่างหนักจนสถาปนานางให้เป็น “กุ้ยเฟย”ทั่งยังพระราชทานเกียรติและเครื่องประกาศอิสริยยศเสมอด้วยฮองเฮาทุกประการ



พระเจ้าถังเสวียนจงลุ่มหลงในหยางกุ้ยเฟยเพราะนางมีรูปโฉมคล้ายหวู่ฮุ่ยเฟย(พระสนมใรฮ่องเต้องค์ก่อน)โดยความงามนางนั้นยากที่จะอธิบายออกมาเป็นคำพูดได้หมด โดยอธิบายพอสังเขปได้ว่า หยางกุ้ยเฟยมีผมที่ดำเงางามสลวย ดวงตากลมโตคล้ายลูกท้อ ริมฝีปากเรียวงามเป็นกระจับ มีร่างกายที่ยั่วยวนใจชายเห็นส่วนเว้าและโค้งอย่างชัดเจน ใครได้เห็นเป็นต้องพึงปรารถนา ยิ่งประกอบไปด้วยผิวกายที่ขาวราวน้ำนมและกลิ่นกายที่หอมจรุงใจจากดอกไม้ ยิ่งทำให้งดงามและมีเส่นห์มากยิ่งขึ้น พระเจ้าถังเสวียนจงจึงสมปรารถนาที่ทรงใฝ่ฝันมานานที่จะหานางที่คล้ายหวู่หุ้ยเฟย อีกทั่งหยางกุ้ยเฟยนางยังเป็นผู้คิดค้นเครื่องประทินโฉมขึ้นมากมายและยังคิดวิธีให้ร่างกายมีกลิ่นหอมที่จรุงใจชายคล้ายกลิ่นดอกไม้ โดยหยางกุ้ยเฟยจะนำกลีบดอกไม้ที่มีกลิ่นหอมมาโปรยลงในสระที่จะสรงน้ำทุกครั้งและจะแช่ตัวประมาณ 2 เค่อ(30นาที)เพื่อให้กลิ่นซึมเข้าสู่ผิวหนังและมีกลิ่นที่หอมติดนาน นอกจากนี้หยางกุ้ยเฟยยังคิดค้นการนำดอกไม้มาสกัดเอาน้ำมันออกมาจนกลายเป็นน้ำหอมให้มีใช้จนทุกวันนี้
                                                           
ความลุ่มหลงหยางกุ้ยเฟยของพระเจ้าถังเสวียนจงทำให้พระองค์ทรงละเลยการบริหารบ้านเมืองและงดว่าราชการเพราะไม่ต้องการอยู่ห่างจากหยางกุ้ยนั้นเอง “อันลู่ชาง” แม่ทัพหัวเมืองจึงฉวยโอกาสนี้ก่อกบฎส่งผลให้พระเจ้าถังเสวียนจงต้องเสด็จลี้ภัยออกตากนครหลวงไปทางตะวันออกเฉียงใต้กับพระสนมเอกหยางกุ้ยเฟย ขบวนเสด็จออกจากเมืองมาได้ไม่ไกล ทัพอารักขาทั้งหกก็กราบทูลให้พระเจ้าถังเสวียนจงประหารพระสนมเอกหยางกุ้ยเฟยเสีย โดยอ้างว่านางคือน้องสาวของอันลู่ชางและเป็นเหตุให้เกิดความวุ่นวายในแผ่นดิน พระองค์มิอาจทัดทาน จึงมีรับสั่งให้มอบผ้าแพรสีขาวยาวสามต้วน ให้พระนางปลงพระชนม์องค์เองที่เนินหม่าเหวยปอ

เหล่าราษฎรโกรธแค้นที่พระนางเป็นต้นเหตุให้บ้านเมืองล่มสลาย แต่แท้จริงแล้วนางตกเป็นเหยื่อกามารมณ์ของชาย แต่ไม่มีชายใดปกป้องคุ้มครองนาง โส้วอ๋องนั้นใช้นางเพื่อหวังตำแหน่งรัชทายาท ส่วนพระเจ้าถังเสวียนจงนั้นอาศัยนางเป็นเครื่องสนองอารมณ์และเห็นนางเป็นตัวแทนของหวูฮุ่ยเฟย แต่เมื่อมีภัยถึงตัวก็สละนางเอาตัวรอด เพราะหากไม่สละนางอาจจะถูกสังหารได้ เห็นได้สามีทั่งสองของนางล้วนใช้ความงามแม้กระทั่งชีวิตเพื่อผลประโยชน์ของตัวเอง

ต่อมาเรื่องราวของหยางกุ้ยเฟยถูกถ่ายทอดออกมาในกวีนิพนธ์ เรื่องหนึ่งชื่อว่า “ซอแค้นนิรันดร์”เมื่อผู้คนได้อ่านเรื่องราวของหยางกุ้ยเฟยด้วยความงามเป็นเลิศประกอบกับโศกนาฎกรรมชีวิต และความดีความชอบในการคิดค้นเครื่องประทินโฉมและเครื่องหอม ทำให้หยางกุ้ยเฟยได้รับเกียรติเสมมอกับอีกทั้งสามนางนั้นเอง


อ้างอิง:

ถาวร สิกขโกศล.  (มปป.).  4 ยอดหญิงงามผู้พลิกประวัติศาสตร์จีน. กรุงเทพฯ :  ก.ไก่.

ทวีป วรดิลก. 2548. ปริศนาการตายหยางกุ้ยเฟย. (ออนไลน์). สืบค้นเมื่อ 10 กันยายน 2559, จาก: http://www.manager.co.th/China/ViewNews.aspx?NewsID=9480000154714

Planet789 ข้อมูลท่องเที่ยว: หยางกุ้ยเฟยสนมเอกผู้ล่มแผ่นดิน. (ออนไลน์). สืบค้นเมื่อ 10 กันยายน 2559, จาก: http://www.planet789.com/2013/12/yang-guifei.html?m=1

อ่านเพิ่มเติม »

เตียวเสี้ยน ผู้พลีกายกำจัดกังฉิน

โดย กิตติยา  พากเพียร

ในประวัติศาสตร์อันยาวนานหลายพันปีของจีน มีบุคคลสำคัญที่ถูกจารึกไว้ในเอกสารประวัติศาสตร์ประเภทต่างๆ มากมายนับพันคน ในบรรดารายชื่อนั้นก็มีผู้หญิงอยู่ด้วย และผู้หญิงที่มีชื่อมีเสียงมากที่สุดทั้งสี่นาง ได้แก่ ไซซี หวางเจาจวิน เตียวเสี้ยน และหยังกุ้ยเฟย  แม้ว่าเตียวเสี้ยนนั้นจะมีบทบาทเด่นในแง่ของการเมือง  แต่ทว่าเตียวเสี้ยนนั้น เป็นเพียงนางในวรรณกรรมที่ “หลอกว้านจง” เป็นผู้ประพันธ์ขึ้นเท่านั้น หาได้มีตัวตนจริงในประวัติศาสตร์ไม่

เตียวเสี้ยน หรือภาษาจีนเรียกว่า 貂蝉 (เตียวฉาน)  ซึ่งเป็นตัวละครที่ปรากฏอยู่ในวรรณกรรมอิงประวัติศาสตร์ เรื่อง “สามก๊ก” ซึ่งประพันธ์โดย หลอกว้านจง  นักประพันธ์ชาวจีนในสมัยราชวงศ์หมิง  โดยกล่าวว่าเตียวเสี้ยนเป็นผู้หญิงที่มีรูปโฉมงดงามและมีสติปัญญาที่เฉลียวฉลาด อีกทั้งยังมีความสามารถด้านการฟ้อนรำ  นางจึงได้รับขนานนามว่า จันทร์หลบโฉมสุดา หรือในภาษาจีนเรียกว่า 闭月(ปี้เย่ว) มีความหมายว่า ความงามที่ทำให้แม้แต่ดวงจันทร์ยังต้องหลบเลี่ยงให้



เตียวเสี้ยน อยู่ในยุคปลายราชวงศ์ฮั่น สมัยสามก๊ก  เมื่อตอนเด็กๆ นางมีฐานะยากจน นางจึงพยายามช่วยแม่หารายได้เพื่อเลี้ยงชีพด้วยการทอเสื่อขาย  ต่อมาแม่ได้ฝากฝังนางให้มาอยู่ในจวนของอ๋องอุ่น(ขุนนางผู้ใหญ่ในพระเจ้าเหี้ยนเต้) จนกระทั่งนางได้เข้ามาเป็นนางรำในจวน และเนื่องด้วยนางมีรูปโฉมที่งดงาม มีความสารถในการฟ้อนรำเป็นเลิศและมีสติปัญญาที่เฉลียวฉลาด  อ๋องอุ่นจึงเมตตารับเป็นบุตรบุญธรรมและรักเสมือนเป็นลูกของตน

ครั้นหนึ่งอ๋องอุ่นเห็นว่า ตั้งโต๊ะ(ขุนนางกังฉิน) คิดกำเริบเสิบสานล้มราชวงศ์ฮั่นตะวันออกแล้วยกตนขึ้นมาเป็นฮ่องเต้  ซึ่งอ๋องอุ่นเกรงว่าราชวงศ์ฮั่นที่มีระยะเวลายาวนานร้อยกว่าปีจะต้องมาล่มสลายลงเพราะ “ตั้งโต๊ะ” เพียงคนเดียว จึงได้คิดแผนกำจัดตั้งโต๊ะด้วย”แผนอุบายหญิงงาม” ขึ้นมา โดยใช้เตียวเสี้ยนเป็นตัวล่อ ให้ตั้งโต๊ะ ลิโป้ บาดหมางกัน

อ๋องอุ่นเริ่มแผนการโดยเชิญลิโป้มายังจวนของตน และแนะนำเตียวเสี้ยนให้กับลิโป้ ซึ่งลิโป้เห็นเตียวเสี้ยนก็ตกหลุมรักในทันใดและได้สู่ขอเตียวเสี้ยนแต่งงานในทันที ซึ่งอ๋องอุ่นรับปากว่าจะส่งนางให้ในภายหลัง วันต่อมาอ๋องอุ่นก็ได้เชิญตั้งโต๊ะมาที่จวน โดยจัดงานเลี้ยงขึ้นมาและส่งเตียวเสี้ยนออกมาร่ายรำ เมื่อตั้งโต๊ะได้พบกับนางก็หลงเสน่ห์ในทันที อ๋องอุ่นจึงเอ่ยปากยกให้ ซึ่งแน่นอนว่าจอมตัณหาอย่างตั้งโต๊ะย่อมไม่ปฏิเสธ และพานางกลับเข้าวังไป  วันต่อมาเมื่อลิโป้จะมาขอเตียวเสี้ยนที่จวน กลับพบว่าตั้งโต๊ะได้เอานางไปแล้ว ซึ่งอ๋องอุ่นได้บอกกับลิโป้ว่า ตั้งโต๊ะได้ขอนางไปก่อนและจะยกให้เป็นลิโป้ภายหลังเพื่อที่จะได้ถูกธรรมเนียม


ภาพวาด เตียวเสี้ยนฟ้อนรำให้ตั๋งโต๊ะชม 
ที่มา;  http://printhaha.blogspot.com/

ลิโป้จึงกลับเข้าวัง แต่พบว่าเตียวเสี้ยนอยู่ที่ห้องนอนของตั้งโต๊ะ ทำให้ลิโป้ได้แต่เก็บความแค้นไว้ในอก
นับแต่นั้นมาเวลาที่เตียวเสี้ยนอยู่กับตั้งโต๊ะเพียงลำพังนางก็จะใช้มารยายั่วยวนให้ตั้งโต๊ะหลงใหล แต่หากว่ามีลิโป้อยู่ด้วยนางจะพยายามแอบส่งสายตาให้กับลิโป้  บางครั้งที่นางอยู่กับลิโป้เพียงลำพัง นางก็จะบอกลิโป้ว่าตั้งโต๊ะใช้กำลังข่มขู่นางซึ่งนางไม่อาจปฏิเสธได้  นั่นจึงทำให้ตั้งโต๊ะแอบสงสัยว่านางกับลิโป้เป็นชู้กัน นางจึงบอกกับตั้งโต๊ะว่า  ลิโป้หาทางที่จะลวนลามนางต่างๆนาๆ และนางขู่ว่าจะฆ่าตัวตายหากตั้งโต๊ะไม่เชื่อนาง  เมื่อตั้งโต๊ะเข้าไปห้ามนางไว้นางก็จะโผเข้ากอดและร้องไห้ที่ตัวของตั้งโต๊ะ  จึงทำให้แผนขั้นที่สองนี้ลุล่วงไปได้ด้วยดี ซึ่งเป็นเหตุทำให้ลิโป้และตั้งโต๊ะต่างก็ไม่ไว้ใจซึ่งกันและกัน

เมื่ออ๋องอุ่นได้ทราบข่าวจากข้างนอกจึงได้ดำเนินการขึ้นสุดท้าย ด้วยการยุให้ลิโป้สังหารตั้งโต๊ะ โดยอ้างว่าเพื่อแย่งนางกลับมาและเป็นการทำเพื่อราษฎร ซึ่งจะทำให้ชื่อของลิโป้นั้นกลายเป็นที่สรรเสริญ ในที่สุดคำยุยงของอ๋องอุ่นก็ทำให้ลิโป้สังหารตั้งโต๊ะได้สำเร็จ  หลังจากนั้นก็เอาเตียวเสี้ยนมาเป็นเมียของตนและเข้าควบคุมในเมืองหลวง  แต่ไม่กี่วันต่อมากองทัพของลิฉุยและกุยกี (ลูกสมุนของตั้งโต๊ะ) ที่อยู่นอกเมืองได้นำทัพเข้ามาล้างแค้นให้ตั้งโต๊ะ ทหารของลิโป้มีน้อยกว่าจึงไม่อาจต้านทานได้และในความวุ่นวายนั้น อ๋องอุ่นและครอบครัวได้ถูกทหารของลิฉุยและกุยกีสังหารล้างโคตร  ส่วนลิโป้นั้นหนีไปได้  หลังจากที่เตียวเสี้ยนได้ยินว่าอ๋องอุ่นตายแล้ว ก็รู้สึกเสียใจและคิดว่าเมื่อตั้งโต๊ะตายแล้ว อ๋องอุ่นต้องมาตายตามไปด้วย ความตั้งใจเสียสละของตนก็สูญเปล่า  จึงตัดสินจะปลิดชีวิตของตน พลันนึกขึ้นได้ว่าศพของอ๋องอุ่นยังไม่มีใครเอาไปฝัง จึงรีบหาศพของอ๋องอุ่นและนำไปฝังไว้บนเนินเขาใกล้วัดฮกซิว  หลังจากที่เตียวเสี้ยนได้ทำตามที่ตนตั้งใจไว้ นางจึงตัดสินใจออกบวชเป็นชีอยู่ที่วัดฮกซิว

ต่อมาคนรุ่นหลังบอกว่านางไปอยู่กับโจโฉแต่ถูกกวนอูฆ่าตาย  บ้างก็ว่านางหนีไปอยู่ลิโป้ พอลิโป้ตายก็ไปอยู่กับโจโฉและถูกกวนอูฆ่าตาย  แม้ว่าจุดจบของนางจะปรากฏไม่แน่ชัด แต่ในปัจจุบันมีการวิเคราะห์ว่า นางได้รับการยืนยันว่าไม่มีตัวตนจริงในประวัติศาสตร์ เป็นเพียงแค่หญิงใช้ของตั้งโต๊ะ ที่มีความสัมพันธ์ลับๆกับลิโป้ หรือเป็นเพียงตัวละครที่แต่งขึ้นเพื่อให้นว-นิยายมีสีสันเท่านั้น  และนั่นจึงเป็นเหตุให้นางได้รับขนานนามว่า เตียวเสี้ยน...อรไทผู้ไร้บุคคลจริงแห่งสามก๊ก


อ้างอิง

อดุลย์ รัตนมั่นเกษม. (2553).  เตียวเสี้ยน ผู้พลีกายกำจัดกังฉิน. กรุงเทพฯ: แสงดาว.

เจาะลึกเหล่าขุนพลสามก๊ก. (2558).  สืบค้นเมื่อ 29 กันยายน 2559, จาก https://writer.dek-d.com/eagle/story/viewlongc.php?id=10590&chapter=12

เตียวเสี้ยน. (ม.ป.ป.).  สืบค้นเมื่อ 29 กันยายน 2559, จาก http://board.postjung.com/749061.html





อ่านเพิ่มเติม »

หวังเจาจวิน : สาวงามผู้มิได้มีเพียงความงาม

โดย สุปรียา ปิติสม

“ปักษาโบยบินบนท้องนภา ยังร่วงหล่นลงมาเพราะตะลึงในโฉมนาง” คือ คำเปรียบเปรยความงดงามของหวังเจาจวิน เขียนจากเหตุการณ์เมื่อหวังเจาจวินต้องเดินทางจากบ้านเกิดเมืองนอนออกไปยังต่างแดน ขณะเดินทางนางได้บรรเลง “ผีผา” เครื่องดนตรีประจำตัว เมื่อเหล่าปักษาได้ยินจึงก้มมองดู  เมื่อเห็นเจาจวินก็ตะลึงในความงามจนลืมแม้กระทั่งกระพือปีกบินจนร่วงหล่นลงมาตาย

หากกล่าวขานถึงความงดงามของสาวชาวจีนคงจะไม่กล่าวถึง 4 หญิงงามผู้พลิกประวัติศาสตร์จีนไม่ได้ ไซซี มีชีวิตอยู่ช่วงศตวรรษที่ 6 ก่อนคริสตกาล ได้ฉายาว่า “มัจฉาจมวารี” หวังเจาจวิน มีชีวิตอยู่ในช่วงราชวงศ์ฮั่นตะวันตก ได้ฉายาว่า “ปักษีตกนภา” เตียวเสี้ยน มีชีวิตอยู่ในยุคสามก๊ก ได้ฉายาว่า “จันทร์หลบโฉมสุดา” และ หยางกุ้ยเฟย  มีชีวิตอยู่ในช่วงราชวงศ์ถัง ได้ฉายาว่า “มวลผกาละอายนาง” ซึ่งฉายาเหล่านี้ได้มาจากความงดงามของพวกนางที่แม้แต่ธรรมชาติยังตกตะลึง แต่นอกจากความงดงามแล้ว สาวงามเหล่านี้ยังมีอิทธิพลต่อประวัติศาสตร์จีนมากมาย โดยเฉพาะหวังเจาจวินสาวงามผู้มีอิทธิพลต่อสองแผ่นดินใหญ่


ที่มา: https://th.wikipedia.org/

หวังเจาจวิน หรือชื่อเดิม คือ เฉียงเจาจวิน เป็นหญิงสาวสามัญชนจากตระกูลจื่อกุย เมืองหนานจิง ปัจจุบันอยู่ในอำเภอฉิงซาน มณฑลหูเป่ย  นางได้รับการคัดตัวเป็นนางในแห่งพระเจ้าฮั่นหยวนตี้แห่งราชวงศ์ฮั่นตะวันตก (ราว พ.ศ.494-510) ในระหว่างอายุ 17-25 ปี แต่เนื่องจากนางในมีมากนับพันจึงทำให้พระเจ้าฮั่นหยวนตี้ไม่เคยพบหวังเจาจวินแม้สักครั้ง กอปรกับเมื่อตอนคัดตัวเข้าวังหวังเจาจวินไม่ยินยอม   ติดสินบนแก่ “เหมาเหยียนโซ่ว” ช่างเขียนภาพผู้มากด้วยความโลภ เหมาเหยียนโซ่วจึงแก้ภาพวาดหวังเจาจวินจากหญิงสาวผู้สวยสดงดงามให้งามลดน้อยกว่าความเป็นจริงแล้วนำขึ้นถวายแด่พระเจ้าฮั่นหยวนตี้  เมื่อพระเจ้าฮั่นหยวนตี้เห็นภาพนางจึงได้มองข้ามนางไป ภายหลังได้ทรงทราบความจริงจึงพิโรธและสั่งลงโทษประหารชีวิตแก่เหมาเหยียนโซ่ว

ในประวัติศาสตร์จีนบางสำนวนเล่าเหตุการณ์เดียวกันนี้ในมุมมองที่ต่างออกไป โดยยกย่องว่าช่างเขียนภาพเหมาเหยียนโซ่วเป็นผู้รักชาติ เขาเกรงว่าความงามของหวังเจาจวิน อาจเป็นเหตุให้ฮ่องเต้ลุ่มหลงจนบ้านเมืองล่มสลายจึงจงใจวาดภาพให้สวยน้อยกว่าตัวจริง

อนึ่ง ความงามบองหวังเจาจวินนั้นเปรียบดังความงามของบุปผาในวัยแรกแย้มที่ยังคงความสวยสดงดงาม  บานสะพรั่งและดึงดูดสายตาเหล่าบุรุษเพศ  งามขนาดที่แม้แต่ปลายพู่กันของศิลปินผู้มีฝีมือและมากด้วยประสบการณ์ยังมิสามารถเขียนภาพออกมาให้งามเท่ากับตัวจริงได้  หากจะมีสิ่งใดที่สามารถสะท้อนความงามของนางได้เสมือนจริงที่สุดคงจะมีเพียงกระจกเงาเท่านั้น  เป็นความงามที่อาจกล่าวได้ว่าไม่มีหญิงใดสามารถเทียมทัดหวังเจาจวินได้

แม้จะเข้ามาพำนักอยู่ในวังแล้ว แต่หวังเจาจวินยังไม่มีโอกาสได้ถวายตัวเป็นสนมแห่งพระเจ้าฮั่นหยวนตี้แม้เวลาจะผ่านไปหลายปีนับจากวันคัดตัว  นางอยู่ในวังด้วยความรู้สึกทุกข์ใจเพราะหากไม่ได้รับการแต่งตั้งเป็นสนมก็ต้องเป็นดังนกน้อยในกรงทองที่ไม่มีวันได้ออกไปใช้ชีวิตอย่างมีความสุข


ที่มา : https://my.dek-d.com/

ปี พ.ศ. 510 ข่านฮูหานเสียแห่งเผ่าซุงหนูได้เดินทางมาเจรจาขอให้มีการเชื่อมสัมพันธไมตรีด้วยการสมรสระหว่างราชวงศ์  ซึ่งพระเจ้าฮั่นหยวนตี้ได้เห็นด้วยกับความคิดนั้นเพราะการเชื่อมสัมพันธ์จะนำไปสู่ความสงบทางการเมืองและสามารถช่วยชีวิตผู้คนจากสงครามได้มากทั้งในปัจจุบันและในอนาคตต่อไป พระองค์จึงมีรับสั่งให้คัดตัวนางในวังที่มีใจยินดีที่จะสมรสกับพระเจ้าข่านฮูหานเสีย  แต่ไม่มีผู้ใดยินยอม  ขันอาสาเพราะเผ่าซุงหนูเป็นเผ่าของนักรบทางฝั่งเหนือที่มีสภาพความเป็นอยู่แร้นแค้นและอากาศหนาวเย็น ยกเว้นแต่หวังเจาจวินผู้มีความฉลาดหลักแหลม งดงามและมีใจเสียสละ นางรับอาสาที่จะแต่งงานออกเรือนจากแผ่นดินจีนไปอยู่เผ่าซุงหนู

ข่านฮูหานเสียรักใคร่หวังเจาจวินมากและสถาปนาให้เป็น “หยานจือ” ซึ่งเทียบเท่ากับฮองเฮาของจีน ทั้งสองใช้ชีวิตร่วมกันได้ไม่นานมีบุตรชายด้วยกันหนึ่งคน หวังเจาจวินได้นำเอาวัฒนธรรมจีนและภูมิปัญญาความรู้ที่ตนมีไปเผยแพร่แก่ประชาชนชาวซุงหนู เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้วัฒนธรรมขึ้น ชาวซุงหนูมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น อยู่กันได้ไม่นานข่านฮูหานเสียก็ตายจากไป ซึ่งตามธรรมเนียมของซุงหนู หยานจือหม้ายจะต้องแต่งงานกับผู้ปกครองเมืองหรือข่านคนต่อมาซึ่งในเหตุการณ์นี้คือบุตรของฮูหานเสียกับหยานจือ คนก่อนซึ่งมีศักดิ์เป็นลูกเลี้ยงของหวังเจาจวิน หวังเจาจวินไม่คุ้นชินกับประเพณีนี้จึงส่งหนังสือขออนุญาตกลับจีน แต่พระเจ้าฮั่นเฉิงตี้ซึ่งเป็นฮ่องเต้ในเวลานั้น(พ.ศ.510-536)ได้มีพระราชโองการแจ้งหวังเจาจวินให้นางปฏิบัติตามประเพณีของซุงหนู นางจึงจำยอมทำตามประเพณีแต่งกับข่านคนใหม่ มีธิดาด้วยกันสองคนและใช้ชีวิตอยู่กับครอบครัวจนสิ้นอายุได้ฝังศพหวังเจาจวินไว้ที่ดินแดนซุงหนูซึ่งก็คือเขตมองโกเลียในปัจจุบัน

หลังจากแต่งงานออกจากแผ่นดินจีนไปจวบจนสิ้นอายุของนาง หวังเจาจวินก็ไม่มีโอกาสกลับไปเยือนบ้านเกิดของนางเลยสักครั้ง แม้ชีวิตนางจะสุขสบายมากกว่าเมื่อครั้งยังเป็นนางใน แต่ก็แลกมาด้วยความเสียสละอันใหญ่ยิ่ง  แม้ว่าส่วนหนึ่งการตัดสินใจของนางจะมาจากการเอาตัวรอดและยกระดับตนเองขึ้น   แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าการกระทำครั้งนี้ได้ส่งผลดีต่อแผ่นดินจีนในระยะยาวเพราะหลังจากที่นางแต่งงานเชื่อมสัมพันธไมตรี เผ่าซุงหนูก็ได้ทำสัญญาละเว้นการทำศึกสงครามเป็นระยะเวลายาวนานถึง 60 ปี และช่วยป้องกันดินแดนทางเหนือของจีนจากศัตรูที่มารุกราน ราษฎรจีนจึงอยู่อย่างสุขสงบ  หวังเจาจวินจึงเป็นวีรสตรีนางหนึ่งที่ได้รับการยกย่องเชิดชูจากประชาชนจากทั้งฝั่งจีนและซุงหนู

หวังเจาจวินแม้เป็นหญิงแต่นางไม่ได้มีความงามเพียงอย่างเดียว นางมีความกล้าหาญที่จะเลือกใช้ชีวิตด้วยตนเอง เลือกไปอยู่เผ่าซุงหนู ดินแดนซึ่งกันดารและหนาวเหน็บ  อาจด้วยความคิดที่ฉลาดหลักแหลมและ  คิดการไกล นางแต่งงานออกจากแดนดินถิ่นเกิดเพราะเหตุผลที่ว่าหากอยู่ที่เดิมก็จะไม่มีความสุข ไม่ได้แต่งงานออกเหย้าออกเรือนเป็นปกติเฉกเช่นหญิงสาวทั่วไป จำต้องอ้างว้าง สู้แต่งออกไปกับผู้นำจากซุงหนูดีกว่า   ซ้ำยังมีใจเสียสละต่อชาติบ้านเมือง  แม้จะรับประเพณีแต่งงานซ้ำซ้อนไม่ได้แต่ก็ยอมทำตามพระราชโองการทั้งที่นางจะหนีไปก็ได้ แต่นางก็ยังอยู่และยอมทำตามประเพณีเพราะนางรู้ดีว่าหากนางหนีไปจะต้องมีผลต่อประเทศชาติ กล่าวคือแม้เป็นสตรีแต่มีความคิดและความกล้าหาญไม่ต่างจากบุรุษ

จากวีรกรรมความกล้าและความเสียสละของหวังเจาจวินทำให้ชื่อและเรื่องราวของนางถูกบันทึกลงบนหน้าประวัติศาสตร์และถูกแปรสภาพเป็นบทร้อยแก้ว บทร้อยกรอง วรรณกรรม ภาพวาด งิ้วหรืองานศิลปะด้านอื่นๆ มากมายเพื่อเผยแพร่ให้ผู้คนได้รู้จัก ไม่แม้เพียงในประเทศจีนเท่านั้นแต่ยังถูกส่งต่อเรื่องราวจากชาติหนึ่งสู่อีกชาติหนึ่ง จนประวัติศาสตร์หน้านี้ได้ลือไกลไปทั่วทุกแผ่นดิน      


อ้างอิง

จั๋วจือ, ไช่.  (2554).  ๑๐๐ ยอดหญิงจีน.  ไช่จั๋วจือ: เขียน;  ปานชีวา  บุตราช: แปลจาก Bai nu tu.  กรุงเทพฯ  ถาวรสิกข: อมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง.

ถาวร สิกขโกศล.  (มปป.).  4 ยอดหญิงงามผู้พลิกประวัติศาสตร์จีน. กรุงเทพฯ :  ก.ไก่.

นรา. 2559. หญิงงามในแดนกันดารห่างไกล. (ออนไลน์). สืบค้นเมื่อ 10 กันยายน 2559, จาก: http://www.manager.co.th/Entertainment/ViewNews.aspx?NewsID=9500000121975

ถาวรสิกข ลักษณวงศ์. 2559. สุดยอดหญิงงาม (ของจีน) ๑ : หวังเจาจวิน. (ออนไลน์). สืบค้นเมื่อ 10 กันยายน 2559, จาก:  https://www.gotoknow.org/6

อดุลย์  รัตนมั่นเกษม.  (2553).  หวางเจาจวิน ภาพสะท้อนนโยบายอับปัญญา. พิมพ์ครั้งที่ 2.  กรุงเทพฯ :    ลักษณวงแสงดาว.

อ่านเพิ่มเติม »