แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สงคราม แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สงคราม แสดงบทความทั้งหมด

กองทัพมองโกลและกลศึกของเจงกีสข่าน

โดย พรพิตรา โสมี

ในบรรดายอดนักรบผู้เกรียงไกรในดินแดนเอเชีย เป็นไปไม่ได้เลยที่จะไม่นึกถึง "เจงกีสข่าน" จักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่แห่งอาณาจักรมองโกล ผู้ที่รวบรวมและสถาปนาชนเผ่าเร่ร่อนในทะเลทรายโกบีให้กลายเป็นอาณาจักรที่โลกต้องจารึก กองทัพมองโกลภายใต้การนำของเจงกีสข่านสามารถพิชิตดินแดนเอเชียตะวันออกไปจนถึงยุโรปตะวันออกได้อย่างไร เจงกีสข่านผู้นี้ใช้กลการศึกใดจึงสามารถเข้ายึดดินแดนต่าง ๆ มาไว้ในปกครองได้ บทความนี้จะตอบคำถามเหล่านั้นได้อย่างชัดเจน


อนุสาวรีย์ เจงกิสข่าน

ในคริสต์ศตวรรษที่ 13 กองทัพที่เกรียงไกรและถูกกล่าวถึงมากที่สุดก็คือกองทัพของอาณาจักรมองโกล ภายใต้การปกครองของจักรพรรดิเจงกีสข่าน เดิมชาวมองโกลเป็นเพียงชนเผ่าเร่ร่อนที่อาศัยอยู่ในเขตทุ่งหญ้าและทะเลทรายโกบี จนถึงเขตตอนกลางของทวีปเอเชีย ซึ่งมีสภาพภูมิอากาศที่ร้อนอบอ้าวในฤดูร้อน และอากาศเย็นจัดจนกลายเป็นน้ำแข็งในฤดูหนาว ชาวมองโกลมีรูปร่างอ้วนเตี้ย แก้มตอบสูง และผิวสีเหลืองออกคล้ำเนื่องจากตากแดดและลมเป็นเวลานาน มีความชำนาญในการขี่ม้า เพราะใช้ชีวิตส่วนใหญ่อยู่บนหลังอานม้า

หลังจากเจงกีสข่านได้ขึ้นมาเป็นผู้ปกครองชนเผ่ามองโกลต่อจากบิดาของเขา "เยซูไก" เขาก็ได้นำพากองทัพบุกเขายึดดินแดนต่าง ๆ นับจากเอเชียตะวันออก ถึงเอเชียตะวันตก และดินแดนยุโรปตะวันออกได้บางส่วน กองทัพของเจงกีสข่านเคลื่อนพลโดยใช้ม้าเป็นพาหนะ มีความชำนาญในการใช้อาวุธสู้รบบนหลังม้า สามารถบุกเข้าโจมตีศัตรูและถอยกลับได้อย่างคล่องแคล่วรวดเร็วทั้งในเวลากลางวันและกลางคืน จนได้รับการยกย่องว่าเป็นกองทหารม้าที่เก่งกาจที่สุดในโลกในยุคสมัยนั้น


กองทัพมองโกล
ที่มา: http://topicstock.pantip.com/  

ม้ามองโกลเป็นม้าที่มีลักษณะตัวเล็ก เตี้ย ไม่สูงใหญ่ เมื่อม้าเดินหรือวิ่งจะไม่กระโดกกระเดก หลังม้าจะราบเรียบไปกับพื้น ทำให้สามารถทรงตัวได้ดี อีกทั้งทหารทุกคนต้องมีเสบียงที่เป็นอาหารแห้งติดตัวไว้ เช่นเนื้อรมควัน นมข้นที่ใช้ละลายในน้ำดื่ม ซึ่งเก็บรักษาได้ง่ายและสะดวกต่อการพกพา ไม่เป็นอุปสรรคต่อการเดินทาง ประกอบกับทหารมองโกลมีร่างกายที่แข็งแรงและอดทนต่อความเลวร้ายของสภาพอากาศได้เป็นอย่างดี พวกเขาถูกฝึกให้ขี่ม้า ล่าสัตว์ ตั้งแต่ครั้งยังเป็นเด็ก นอกจากนี้ทหารมองโกลยังมีระเบียบวินัยในตนเองสูง ทำให้ได้เปรียบศัตรูเป็นอย่างมาก

เมื่อกองทัพมองโกลเข้ายึดครองดินแดนใด ก็จะนำเอาความรู้วิทยาการในด้านต่าง ๆ ของดินแดนเหล่านั้นมาปรับและประยุกต์ใช้ให้เข้ากับอาณาจักรของตน โดยเฉพาะด้านอาวุธยุทโธปกรณ์ เช่นเมื่อครั้งที่เจงกีสข่านกรีฑาทัพเข้ายึดอาณาจักรคาเธย์ หรือจีน ก็ได้นำวิธีผลิตดินปืนมาใช้ทำระเบิดเพื่อใช้ในการรบด้วย ดังนั้นกองทัพมองโกลจึงมีอาวุธยุทโธปกรณ์ที่มีประสิทธิภาพและทันสมัยอยู่ตลอดเวลา ปัจจัยต่าง ๆ เหล่านี้จึงส่งเสริมให้กองทัพมองโกลกลายเป็นกองทัพที่ยิ่งใหญ่ไม่แพ้กองทัพของชนชาติอื่น แต่ปัจจัยสำคัญอีกประการหนึ่งที่ทำให้กองทัพของมองโกลมีความแข็งแกร่ง จนสามารถบุกเข้ายึดดินแดนต่าง ๆ มาไว้ในปกครองได้ก็คือ มีผู้นำกองทัพที่เก่งกาจและมีความสามารถอย่างเจงกีสข่าน และมีกลการศึกที่ชาญฉลาดจนศัตรูไม่อาจต้านทานกองทัพของมองโกลได้


การโจมตีศัตรูของกองทัพมองโกล
ที่มา: http://www.komkid.com/

เจงกีสข่านได้วางแผนการรบอย่างรอบคอบและรัดกุม โดยไม่ได้อาศัยความชำนาญเพียงอย่างเดียว แต่เขายังใช้ปัญญาในการออกกลอุบายต่าง ๆ เพื่อให้ศัตรูพลาดท่าเสียที และทำให้เขาประสบชัยชนะในการออกรบมาโดยตลอด กลการศึกของเจงกีสข่านตามที่มีผู้รวบรวมไว้ดังนี้

1. จู่โจมแบบสายฟ้าแลบ เจงกีสข่านจะอาศัยช่วงที่ศัตรูไม่ทันระวังตัวส่งกองกำลังที่เรียกว่า "คิยัติ" เข้าจู่โจมอย่างรวดเร็ว เนื่องจากกองทัพมองโกลมีความชำนาญในการใช้อาวุธและรบบนหลังม้า จึงทำให้เคลื่อนที่ได้รวดเร็วและคล่องแคล่วกว่าศัตรูที่ใช้ทหารราบ นอกจากนี้ทหารมองโกลยังสามารถนอนหลับบนหลังม้าโดยไม่ต้องใช้เชือกหรือเข็มขัดรัดตัวกับม้า และอยู่บนหลังม้าเป็นเวลาหลายวันโดยไม่ต้องหยุดพัก

2. สร้างความสับสน หากเจงกีสข่านเห็นว่าศัตรูมีกำลังพลมากกว่า เขาจะใช้วิธีการสร้างความสับสนให้แก่ศัตรู โดยมอบหมายให้ทหารส่วนหนึ่งนำธงของมองโกลไปปักไว้ในชัยภูมิที่ศัตรูสามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจนเพื่อให้ทหารของศัตรูที่กำลังสู้กับทหารมองโกลเกิดความสับสนและคิดว่าตนกำลังจะแพ้ทหารมองโกล จึงยอมให้ทหารมองโกลปลดอาวุธแต่โดยดี และหากกองทัพมองโกลกำลังเพลี่ยงพล้ำให้แก่ศัตรูจะใช้วิธีการให้ทหารม้าฝ่าเข้าไปในกองทัพของศัตรูแล้วโยนระเบิดควันเข้าไป พร้อมทั้งตะโกนเป็นภาษาของฝั่งศัตรูว่าถอย ทำให้ทหารของศัตรูเกิดความสับสนและพยายามถอนทัพกลับจนเสียรูปขบวนการรบ หลังจากนั้นทหารมองโกลก็เข้าโจมตีศัตรูด้วยความรวดเร็วทันที

3. หลอกล่อให้โจมตี เจงกีสข่านจะใช้วิธีการหลอกล่อศัตรูโดยทำทีว่ากองทัพมองโกลไม่สามารถต้านทานศัตรูได้ แล้วล่าถอยออกจากสมรภูมิรบ เมื่อศัตรูตายใจและตามรุกเข้าโจมตี ก็จะรีบสั่งให้กำลังทหารอีกกลุ่มที่รออยู่เข้าโอบล้อมศัตรูและจู่โจมอย่างรวดเร็ว ซึ่งวิธีนี้เรียกว่า กลยุทธ์ตูลักกา

4. หลอกล่อให้ตายใจ วิธีการนี้จะใช้ในกรณีที่ศัตรูตั้งรับการโจมตีอยู่ภายในเมือง เมื่อศัตรูเริ่มทำการรบไปได้สักพัก กองทัพมองโกลจะแสร้งทำเป็นถอยหนีแล้วปล่อยควันดำกำบังจนศัตรูตายใจ และเชื่อว่าสามารถขับไล่ทหารมองโกลได้แล้ว เมื่อศัตรูไม่ทันระวังและเริ่มเฉลิมฉลองชัยชนะก็จะบุกเข้ายึดเมืองทันที

5. สร้างความหวาดกลัว ด้วยการแสดงให้เห็นว่ากองทัพมองโกลโหดร้ายและทารุณ วิธีนี้จะใช้เป็นบางครั้งเท่านั้น โดยเมื่อสามารถยึดครองเมืองได้แล้ว ก็เผาทำลายบ้านเรือนสิ่งก่อสร้างให้สิ้นซาก พร้อมทั้งสังหารชาวเมืองจนหมดสิ้น เพื่อสร้างความหวาดกลัวให้แก่ดินแดนอื่น ๆ ที่คิดจะเป็นปรปักษ์และแข็งข้อกับมองโกล กองทัพมองโกลเป็นหวาดหวั่นและน่าสะพรึ่งกลัวสำหรับดินแดนต่าง ๆ จนถูกเรียกว่า "กองทัพม้าปีศาจ"

จากดินแดนชนเผ่าเร่ร่อนกลายมาเป็นกองทัพม้าที่ยิ่งใหญ่ได้นั้น ต้องใช้เวลายาวนานกว่า 20 ปี กองทัพมองโกลมีทั้งผู้นำที่เชี่ยวชาญการรบอย่างเจงกีสข่าน บรรดาแม่ทัพนายกองก็ล้วนแล้วแต่เป็นบุคคลที่มีความสามารถ และเหล่าทหารมองโกลเองก็ได้รับการฝึกฝนจนเชี่ยวชาญทั้งในด้านการรบและความมีระเบียบวินัย ด้วยปัจจัยหลายประการที่ได้กล่าวมาในข้างต้น จึงทำให้กองทัพมองโกลภายใต้การปกครองของจักรพรรดิเจงกีสข่านมีความเข้มแข็งและเก่งกาจจนสามารถพิชิตดินแดนต่าง ๆ ทั้งในเอเชียและยุโรปมาครอบครองไว้ได้เป็นจำนวนมาก

สำหรับชาวมองโกล เจงกีสข่านไม่ได้เป็นเพียงจักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่ที่เชี่ยวชาญในการทำศึกสงคราม แต่เป็นบิดาผู้ที่วางรากฐานทางการปกครองไว้ให้อาณาจักรมองโกล คำสั่ง กฎและข้อบังคับ รวมไปถึงกลการศึกของเขาได้กลายเป็นแม่แบบให้กับคนในยุคต่อ ๆ มา ได้นำมาพัฒนาอาณาจักรจนเจริญรุ่งเรืองต่อเนื่องจนกลายเป็นยุคทองภายใต้การปกครองของ "กุบไลข่าน" หลายชายคนโปรดของจักรพรรดิเจงกีสข่านในที่สุด


อ้างอิง

บรรยง บุญฤทธิ์. (2547). เจงกีสข่าน ทหารม้าปีศาจแห่งมองโกล. กรุงเทพฯ: สร้างสรรค์บุ๊คส์.

มณฑิรา. (2558). เจงกีสข่าน Genghis Khan. กรุงเทพฯ: แสงดาว.

ปิยะโชค ถาวรมาศ. (2556). เจงกีสข่าน จักรพรรดิผู้พิชิตโลก. กรุงเทพฯ: ก้าวแรก

อ่านเพิ่มเติม »

สงครามนโปเลียน (Napoleonic Wars)

โดย พีระยุทธ ประวันทา

ภายหลังการปฏิวัติฝรั่งเศสในปี ค.ศ.1789 ทั่วทั้งยุโรปได้มีการปฏิรูปกองทัพกันอย่างขนานใหญ่ โดยเฉพาะมีการนำระบบเกณฑ์ทหารรูปแบบใหม่ ฝรั่งเศสได้ก้าวขึ้นสู่การเป็นมหาอำนาจทางการทหารภายใต้การนำของนโปเลียน โบนาปาร์ต ความขัดแย้งระหว่างฝรั่งเศสและชาติต่างๆในทวีปยุโรปในช่วงการปฏิวัติฝรั่งเศสเป็นตัวจุดชนวนทำให้เกิดสงครามที่นองเลือดที่สุดเหตุการณ์หนึ่งในหน้าประวัติศาสตร์ยุโรป


สมรภูมิเอาสเทอร์ลิทซ์ (Battle of Austerlitz)
ที่มา https://en.wikipedia.org/

สงครามนโปเลียน (Napoleonic Wars) เป็นสงครามที่เกิดขึ้นในช่วงที่ฝรั่งเศสอยู่ภายใต้การปกครองของนโปเลียน โบนาปาร์ต ทั้งนี้ไม่มีหลักฐานที่ชัดเจนว่าสงครามนโปเลียนนั้นเกิดขึ้นเมื่อใด ซึ่งอาจเป็นวันที่นโปเลียนทำการรัฐประหาร 18 บรูแมร์ หรือเป็นช่วงที่เรียกว่าสงครามการปฏิวัติฝรั่งเศส (French Revolutionary War) ซึ่งเกิดขึ้นในช่วงระหว่างปี ค.ศ. 1799 ถึงปี 1802 แต่โดยทั่วไปนับตั้งแต่วันที่อังกฤษประกาศสงครามกับฝรั่งเศสเมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม ค.ศ.1803

สงครามนโปเลียนเกิดขึ้นเนื่องจากความขัดแย้งที่สืบเนื่องมาตั้งแต่เกิดการปฏิวัติฝรั่งเศส ภายหลังจากเหตุการณ์ประหารชีวิตพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 และการประกาศก่อตั้งสาธารณรัฐฝรั่งเศสขึ้น ทำให้ประเทศต่างๆในทวีปยุโรปเริ่มสั่นคลอน ออสเตรีย ปรัสเซีย และอังกฤษซึ่งเป็นพันธมิตรหลัก ได้ร่วมกันประกาศสงครามกับฝรั่งเศสเพื่อที่จะล้มล้างการปฏิวัติ แต่ฝรั่งเศสก็สามารถต่อต้านเอาไว้ได้  ในขณะเดียวกันนโปเลียน โบนาปาร์ตดำรงตำแหน่งเป็นแม่ทัพภาคอิตาลีและได้ทำการยุทธ์ที่อิตาลี จนทำให้ออสเตรียซึ่งเป็นพันธมิตรหลักถอนตัวออก และถูกบีบบังคับให้ลงนามในสนธิสัญญาคัมโปฟอมิโอ (the Treaty of Campo Formio)

จากนั้นฝรั่งเศสได้เคลื่อนทัพไปยังอียิปต์ภายใต้การนำของนโปเลียน เพื่อตัดการเชื่อมต่อการส่งกำลังบำรุงระหว่างอินเดียและอังกฤษ เนื่องจากฝรั่งเศสเล็งเห็นว่ากองทัพฝรั่งเศสไม่สามารถสร้างความเสียหายกับกองทัพอังกฤษได้ เพราะอังกฤษมีกองทัพเรือที่เข้มแข็ง ในการรบที่อียิปต์ นโปเลียนสามารถเอาชนะกองทัพมัมลุกได้อย่างง่ายดาย แต่ทางด้านกองทัพเรือฝรั่งเศสได้พ่ายแพ้อย่างยับเยินต่อกองทัพเรืออังกฤษ ในที่สุดอังกฤษและฝรั่งเศสตกลงลงนามในสนธิสัญญาอาเมียงส์ (Treaty of Amiens) เป็นการสงบศึกกันชั่วคราว


การรุกรานรัสเซียของฝรั่งเศส

จนกระทั่งนโปเลียนได้ประกาศตนเป็นจักรพรรดิในปี ค.ศ.1804 และวางแผนยึดเกาะอังกฤษ ทั้งสองฝ่ายได้รบกันในยุทธนาวีทราฟัลการ์ โดยฝรั่งเศสเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ ทำให้ล้มเลิกการบุกเกาะอังกฤษและหันไปทำสงครามกับออสเตรียอีกครั้งและได้รับชัยชนะอย่างงดงามที่สมรภูมิเอาสเทอร์ลิทซ์ ในสงครามครั้งต่อไปฝรั่งเศสต้องการให้รัสเซียถอนตัวจากโปแลนด์จึงได้ทำสงครามกับรัสเซีย ทหารฝรั่งเศสสามารถผลักดันให้ทหารรัสเซียออกไปได้ จนทำให้พระเจ้าอเล็กซานเดอร์ที่ 1 แห่งรัสเซียต้องทำสนธิสัญญาสงบศึกที่ทิลซิท (Tilsit)

ในปี ค.ศ.1807 ได้เกิดสงครามที่คาบสมุทรไอบีเรีย (Peninsular War) กองทัพฝรั่งเศสภายใต้การนำของนายพลณ็อง อ็องด็อชร่วมกับกองทหารที่ยืมมาจากสเปน เข้ารุกรานและยึดครองโปรตุเกสเนื่องจากโปรตุเกสไม่ยอมรับระบบการค้าของฝรั่งเศส (Continental System) หลังจากนั้นจึงหันไปโจมตีสเปน ทำให้เกิดการลุกฮือของประชาชน เมื่ออังกฤษเห็นว่าชาวสเปนต่อต้านฝรั่งเศส อังกฤษจึงทำสงครามกับฝรั่งเศสโดยผนึกกำลังกับสเปนและโปรตุเกส จนกระทั่งสามารถเอาชนะได้ในที่สุด

ต่อมาในปี ค.ศ.1812 นโปเลียนทำการบุกรัสเซียเพื่อบังคับให้รัสเซียเข้าร่วมระบบการค้าของฝรั่งเศส (Continental System) เพื่อให้รัสเซียยุติการติดต่อค้าขายกับพ่อค้าอังกฤษและจะต้องยุติการยึดครองโปแลนด์ ซึ่งรัสเซียไม่เห็นด้วย ในการรบครั้งนี้รัสเซียได้ใช้ยุทธวิธีร่นถอยและทำลายทุกสิ่งที่อาจเป็นประโยชน์ต่อศัตรูหรือยุทธวิธีสกอชท์เอิร์ธ (Scorched earth) เมื่อฝรั่งเศสมาถึงกรุงมอสโคพบว่าทั้งเมืองกลายเป็นเมืองร้าง ฝรั่งเศสจึงถอนกำลังและถูกกองทัพรัสเซียไล่ติดตาม นอกจากนี้ยังต้องเผชิญกับฤดูหนาวอันโหดร้ายของรัสเซียทำให้ทหารเสียชีวิตไปถึง 370,000 นาย จากจำนวนทหารทั้งหมด 650,000 นาย ปรัสเซีย ออสเตรีย และชาติพันธมิตรอื่นๆเมื่อเห็นฝรั่งเศสเพลี้ยงพล้ำจึงรวมตัวกันเพื่อทำสงครามกับฝรั่งเศสอีกครั้ง


สมรภูมิวอเตอร์ลู (Battle of Waterloo)
ที่มา: https://www.telegraph.co.uk/

จนกระทั่งกองทัพพันธมิตรสามารถบุกมาถึงกรุงปารีส นโปเลียนตัดสินใจสู้ต่อแต่ไม่เป็นผล นโปเลียนถูกเนรเทศไปยังเกาะเอลบาและพระเจ้าหลุยส์ที่ 18 แห่งราชวงศ์บูรบงได้กลับมาปกครองฝรั่งเศสภายหลังจากถูกล้มล้างราชวงศ์ไปในสมัยปฏิวัติ แต่นโปเลียนสามารถหลบหนีออกมาได้และยึดอำนาจคืน ซึ่งเรียกช่วงเวลาดังกล่าวว่าสมัยร้อยวัน และได้ทำสงครามกับอังกฤษและปรัสเซียที่สมรภูมิวอเตอร์ลูในปี ค.ศ.1815 นับเป็นสงครามสุดท้ายในสงครามนโปเลียน สงครามครั้งนี้จบลงด้วยการพ่ายแพ้ของนโปเลียน นโปเลียนถูกบีบให้สละราชบัลลังก์อีกครั้งและถูกเนรเทศไปยังเกาะเซนต์ เฮเลนา เป็นอันสิ้นสุดสงครามนโปเลียน

สิ่งที่ทุกคนได้รับจากเหตุการณ์ในครั้งนี้นับว่าเป็นบทเรียนแห่งความสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ไม่ต่างไปจากมหาสงครามโลกทั้งสองครั้ง นอกจากนี้สิ่งที่ได้รับจากเหตุการณ์ในครั้งนี้คือเกิดการประชุมใหญ่แห่งเวียนนาเพื่อแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นภายหลังจากสงครามนโปเลียน ซึ่งส่งผลให้กลายเป็นต้นแบบของการก่อตั้งสันนิบาตชาติในสงครามโลกครั้งที่1และสหประชาชาติในสงครามโลกครั้งที่2 นับว่าเป็นความพยายามของมนุษยชาติที่ต้องการที่จะแก้ไขปัญหาความรุนแรงที่เกิดขึ้นและไม่ให้เกิดขึ้นอีกในอนาคต


อ้างอิง :

การปฏิวัติฝรั่งเศสและสงครามนโปเลียน. ค้นเมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 261, จาก http://history-ofthailand.blogspot.com/2012/11/blog-post_4766.html

นิยาย สงครามนโปเลียน. ค้นเมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2561, จาก https://writer.dek-d.com/hoshino/story/view.php?id=1584479

สงครามนโปเลียน. ค้นเมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2561, จาก https://th.wikipedia.org/wiki/สงครามนโปเลียน

สงครามนโปเลียน [หน้าต่างโลก]. ค้นเมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2561, จาก http://topicstock.pantip.com/library/topicstock/2007/05/K5456207/K5456207.html


อ่านเพิ่มเติม »

ปฏิบัติการอพยพที่ดันเคิร์ก (Dunkirk evacuation)

โดย สาธิตา  วงษาบุตร

“ดันเคิร์ก” เหตุการณ์จริงที่ถูกหยิบขึ้นมาถ่ายทอดเรื่องราวผ่านจอฟิล์ม โดยผู้กำกับฝีมือดี คริสโตเฟอร์ โนแลน  ภาพยนตร์ที่บอกเล่าเรื่องราวมหากาพย์ของการอพยพที่โกลาหลของทหารอังกฤษและฝรั่งเศสฝ่ายสัมพันธมิตรออกจากชายหาดทางตอนเหนือของฝรั่งเศส ในปี 1940 ซึ่งได้รับคำชมเป็นอย่างมากจากนักวิจารณ์และสร้างความประทับใจแก่คอภาพยนตร์ทั่วโลก แต่ความเป็นจริงน่ากลัวกว่าภาพฉายนั้นหลายเท่าทวีคูณ และยังเป็นเหตุการณ์ที่สร้างบาดแผลและความทรงจำที่ไม่อาจลืมได้ แก่เหล่านายทหารและผองเพื่อนผู้กล้าหลายชีวิต

เมื่อย้อนกลับไปในช่วงวันที่ 27 พฤษภาคม ถึง 4 มิถุนายน 1940 เป็นระยะเวลาทั้งสิ้น 9 วัน ของนายทหารผู้รอดชีวิตทั้งหมด 336,228 นาย ที่ทุกวินาทีขณะอยู่บนหาดและท่าเรือดันเคิร์กนั้นคือชีวิต และต้องอพยพหนีเพื่อเอาชีวิตรอด โดยต้นตอของปฏิบัติการอพยพอันโกลาหลครั้งนี้มาจากสงครามโลกครั้งที่ 2 เริ่มอุบัติในพื้นที่ยุโรปโดย นาซีเยอรมัน ภายใต้การนำของ อดอร์ฟ ฮิตเลอร์ และทำการบุกยึดโปแลนด์ ต่อมาอังกฤษและฝรั่งเศส จึงประกาศสงครามกับเยอรมนี 

เพราะด้วยภายใต้สนธิสัญญาช่วยเหลือกันระหว่าง อังกฤษและฝรั่งเศสและโปแลนด์ ที่ได้ทำกันไว้ก่อนหน้า จึงเรียกว่าฝ่ายดังกล่าวว่า  "สัมพันธมิตร"  สงครามครั้งนี้กองทัพอังกฤษและฝรั่งเศส พยายามต้าน นาซีเยอรมัน แต่ยับยั้งไม่ได้ นาซียังคงแข็งแกร่ง ดังนั้นอังกฤษและฝรั่งเศสจำเป็นต้องถอยร่นมาตั้งหลัก ณ เมืองดันเคิร์ก ประเทศฝรั่งเศส บริเวณชายฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติค จากนั้นไม่นานนาซีก็ได้บุกเข้าปิดล้อมดันเคิร์ก ซึ่งทำให้นายทหารกว่า 3 แสนกว่าชีวิตถูกขนาบล้อมไปด้วยกองทัพทหารนาซี ซึ่งการจะเอาชีวิตรอดจากนาซีได้ก็มีเพียงการหนีออกทางทะเลเท่านั้น

เมื่อวันที่ 26 พ.ค.1940 นาซีก็มีสั่งทหารดำเนินการบุกโจมตีดันเคิร์กอย่างหนักทั้งทางบกและทางอากาศอย่างเต็มกำลัง ทางด้านฝ่ายสัมพันธมิตร เมื่อเห็นว่าตกอยู่ในสถานการณ์ย่ำแย่ จึงมีคำสั่งถอนทัพพร้อมอพยพทันที จากชายฝั่งดันเคิร์กข้ามช่องแคบโดเวอร์ ไปขึ้นยังเมืองชายฝั่งของประเทศอังกฤษ อย่างรวดเร็วที่สุด ซึ่งระยะทางการอพยพก็ไม่ได้ใกล้ เพราะมีระยะทางเฉลี่ยถึง 100 กว่ากิโลเมตร แต่เมื่อชีวิตแขวนอยู่บนเส้นด้าย แน่นอนว่าถ้าไม่เดินหน้าก็คงจะต้องจบชีวิตลงบนหาดนี้ ซึ่งช่วงระหว่างการอพยพนี้  การอพยพครั้งแรกได้เริ่มขึ้น วันที่ 27 พฤษภาคม  โดยวันแรกนั้นสามารถอพยพนายทหารได้จำนวน 7,011 คน
                     
ที่มา: https://f.ptcdn.info/179/047/000/ogis3nnsluPAeK8iEzc-o.jpg
การอพยพนายทหารนั้นได้รับการช่วยเหลือจากฝ่ายสัมพันธมิตรเอง ที่มีการรวบรวมเรือของกองทัพเรือ  ทั้งเรือโดยสารข้ามฟาก เรือหาปลา เรือยอร์ช และแม้กระทั่งเรือออกทะเลสำหรับพักผ่อน เพื่อช่วยในการอพยพทหารครั้งนี้ โดยจะเดินเรือไประดมพลกันที่เมืองเชียร์เนส แล้วทุกลำจึงจะมุ่งหน้าไปยังดันเคิร์กและล้อมชายฝั่งใกล้ๆ เพื่อขนถ่ายกองกำลังฝ่ายสัมพันธมิตรกลับมา และนอกเหนือจากการช่วยเหลือทางน้ำแล้ว ทางอังกฤษก็ได้มีการส่งเครื่องบินเข้ามาช่วยอีกด้วย

ต่อมาในวันที่ 28 พฤษภาคม การอพยพครั้งที่สองได้เริ่มขึ้น เรือพิฆาตนับสิบลำได้ถูกเรียกระดมให้เข้ามาช่วยเหลือแต่กลับไม่ราบรื่นอย่างที่หวัง เมื่อน้ำนั้นตื้นเขินเกินไป ก็ไม่สามารถนำเรือประชิดฝั่งได้มากนัก แต่อย่างไรก็ตาม เรือเล็กที่ตามมานั้นก็สามารถเข้าประชิดฝั่งและรับนายทหารไปได้ 16,000นายกลับมาได้  แต่ขณะลำเลียงอยู่นั้น เรือหลายต่อหลายลำก็อับปางลงเนื่องมาจากยุทธการทางอากาศของทางฟากฝั่งเยอรมันที่มีการทิ้งระเบิด อีกทิ้งยังมีตอร์ปิโดจากเรือดำน้ำ ทำให้เรือหลายลำก็ได้รับความเสียหายอย่างหนัก รวมทั้งเรือพิฆาตอีก 9 ลำที่สามารถบรรทุกนายทหารได้จำนวนมาก โดยเป็นเรือพิฆาตของฝรั่งเศส 3 และเรือพิฆาตของอังกฤษอีก 6 ลำ จนเกิดความโกลาหลบนลำเรือและจำเป็นต้องสละเรือทิ้งไป

ที่มา: https://f.ptcdn.info/180/047/000/ogitdsq4x1efBBueNbn-o.jpg
นายกรัฐมนตรี วิสตัน เชอร์ชิลล์ ได้กล่าวถึงช่วงเวลาระหว่างวันที่ 28-31 พฤษภาคม ว่า "เป็นช่วงเวลา 4 วันวิกฤตที่บุรุษชาวฝรั่งเศสเหล่านี้ ที่อยู่ภายใต้การนำอย่างกล้าหาญของนายพลมอลีนีเย สามารถยันพวกเยอรมันไว้ได้ไม่น้อยกว่า 7 กองพันที่อาจไปร่วมวงที่ดันเคิร์ก นี่คือผลงานอันยอดเยี่ยมที่เปิดทางให้บรรดาสหายซึ่งมีโชคกว่า ตลอดจนกองทหารบริติชสามารถหนีรอดได้"  และผลของช่วงเวลาที่ผ่านมานั้นแสดงให้เห็นว่าสามารถช่วยชีวิตนายทหารได้เป็นจำนวนมาก เพราะในตอนโพล้เพล้ของวันที่ 30 พฤษภาคม เรือลำเล็กจำนวนมากเข้าเทียบท่าพร้อมกับช่วยทหาร 30,000 นาย  ในวันที่ 31 พฤษภาคม ทหารจำนวน 68,000 นายถูกอพยพกลับมา และอีก 10,000 นาย ภายในคืนเดียวกัน การอพยพครั้งใหญ่ครั้งสุดท้ายคือในในวันที่ 1 มิถุนายน ทหารอีก 65,000 นาย ได้เดินทางกลับมายังอังกฤษ แต่ปฏิบัติการอพยพ นั้นยังคงยังคงดำเนินต่อเนื่องไปจนถึงวันที่ 4 มิถุนายน และมีผู้รอดชีวิตทั้งหมด 338,226 นายดังที่กล่าวไปข้างต้น

นอกจากนี้ นายเชอร์ชิลล์ ยังได้กล่าวถึงเหตุการณ์ที่ดันเคิร์กว่าเป็น "หายนะทางการทหารที่ร้ายแรงที่สุดในประวัติศาสตร์" และเขาเองก็ยกย่องการช่วยเหลือทหารเหล่านี้ว่าเป็น "ปาฏิหาริย์การปลดปล่อย"  พร้อมกล่าวต่ออีกว่า... การอพยพดันเคิร์กได้สำเร็จ ถือเป็นสิ่งอัศจรรย์ยิ่ง เพราะเป็นภารกิจที่ทำได้ยากยิ่ง ช่วยสร้างขวัญกำลังใจต่อฝ่ายสัมพันธมิตรขึ้นเป็นอย่างมาก และด้วยสงวนกำลังพลถึงสามแสนกว่านายได้สำเร็จ เพื่อเป็นกำลังสำคัญในการเตรียมกลับมารับศึกต่อไป ทั้งกำชับทำนองว่า ถึงครั้งนี้ทำการสำเร็จ แต่สงครามยังไม่จบ และสงครามมิได้แพ้ชนะกันด้วยการอพยพ...และภายหลังจากปฏิบัติการอพยพนายทหารที่ดันเคิร์กเสร็จสิ้นนั้น นาซีก็ยังคงลุกลามพร้อมเป็นสงครามโลกครั้งที่ 2 อย่างเต็มรูปแบบ

เหตุการณ์อพยพที่ดันเคิร์กนั้นสร้างความสูญเสียเป็นจำนวนมาก ทหารหลายนายต้องจบชีวิชีวิตลงบนหาด แน่นอนว่าไม่มีใครอยากที่จะสูญเสีย แต่เมื่อมีสงครามการยืนอยู่ท่ามกลางสนามรบนั้นหมายความว่า หัวใจเราสามารถหยุดเต้นได้ตลอดเวลา เหตุการณ์นี้ทำให้เห็นถึงการเอาตัวรอด เห็นถึงการช่วยเหลือกันและกันที่สะท้อนผ่านสิ่งเล็กๆที่ช่วยด้วยแรงและกำลังที่แต่ละคนมีและพร้อมจะช่วยเหลือเพื่อนและพวกพ้องตลอดเวลา ...และเชื่อว่าทหารทุกนายอยากกลับบ้าน แต่พวกเขาก็ได้พยายามจนถึงที่สุดแล้ว...


อ้างอิง

ยุทธการที่ดันเคิร์ก.สืบค้นเมื่อวันที่ 23 กันยายน 2560,จาก :  https://th.wikipedia.org/

ประวัติศาสตร์ปฏิบัติการอพยพที่ดันเคิร์ก สู่ภาพยนตร์ Dunkirk. สืบค้นเมื่อวันที่ 23 กันยายน 2560,จาก: http://www.scifi.siligon.com/s_39dunk.html

เกิดอะไรขึ้นที่ดันเคิร์ก?.สืบค้นเมื่อวันที่ 23 กันยายน 2560,จาก :  http://www.bbc.com/thai/international-40686933


อ่านเพิ่มเติม »

สงครามอ่าวเปอร์เซีย (Persian Gulf War)

โดย ชุติกาญจน์  ชมภูวัฒนา

ทวีปตะวันออกกลางนับเป็นดินแดนภูมิภาคหนึ่งที่เกิดปัญหาความขัดแย้ง และส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของโลกอย่างต่อเนื่อง ทำให้ประเทศมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกา และประเทศอื่นๆพยายามเข้าไปแทรกแซงและมีบทบาทในการแก้ไขปัญหา ซึ่งรวมถึงการเข้าไปแสวงประโยชน์จากทรัพยากรน้ำมันที่ใหญ่ที่สุดของโลกอีกด้วย อย่างเช่นเหตุการณ์ สงครามอ่าวเปอร์เซีย



สงครามอ่าวเปอร์เซีย เกิดขึ้นในปีพ.ศ.2533 เป็นสงครามที่สืบเนื่องมาจากสงครามอิรัก-อิหร่าน ในปีพ.ศ.2523 ซึ่งมีสาเหตุมาจากประเทศอิรักได้รับการสนับสนุนจากประเทศต่างๆ ในตะวันออกกลาง รวมทั้งประเทศในตะวันตกอย่างสหรัฐอเมริกา เนื่องจากความเกรงกลัวในการขยายอิทธิพลการปฏิวัติทางศาสนาของประเทศอิหร่านเข้ามายังประเทศอื่นๆ ในตะวันออกกลาง เพราะประเทศในตะวันออกกลางส่วนใหญ่นับถือนิกายซุนนี แต่ประเทศอิหร่านนับถือนิกายชีอะห์ และยังมีสาเหตุมาจากประเทศอิรักไม่พอใจที่ประเทศอิหร่านเข้ามายึดครองดินแดนเกาะสำคัญในอ่าวเปอร์เซีย ซึ่งเป็นเส้นทางควบคุมการขนส่งออกสู่อ่าวเปอร์เซีย อีกทั้งยังมีปัญหาการแบ่งเขตแดน ปัญหาเรื่องชนกลุ่มน้อย จึงทำให้เกิดสงครามขึ้น และเกิดการค้าขายอาวุธสงครามครั้งใหญ่ สงครามยุติลงด้วยความเสียหายของทั้ง 2 ฝ่าย หลังจากสงครามจบลงทำให้ประเทศอิรักตระหนักว่าประเทศอิรักมีกองทัพที่เข้มแข็ง พร้อมที่จะเปิดศึกกับประเทศอื่นๆ ในตะวันออกกลาง อีกทั้งความสัมพันธ์ระหว่างประเทศระหว่างประเทศอิรัก ประเทศอียิปต์ และประเทศจอร์แดน มีความสัมพันธ์ที่ดี เพราะได้ให้การช่วยเหลือในการสงครามกับประเทศอิรักมาโดยตลอด เมื่อประเทศอิรักตระหนักว่าประเทศอิรักมีกองทัพที่เข้มแข็ง จึงทำให้กล้าที่จะยกกองทัพบุกประเทศคูเวต จนกลายเป็นสงครามอ่าวเปอร์เซีย

จุดเริ่มต้นของสงครามอ่าวเปอร์เซีย คือ เมื่อสงครามอิรัก-อิหร่านยุติลงทำให้ประเทศอิรักล้มละลาย และเผชิญกับหนี้สินจากการทำสงคราม โดยกู้ยืมมาจากประเทศซาอุดิอาระเบียและประเทศคูเวตรวมกันเป็นจำนวนมาก ประเทศอิรักได้เรียกร้องให้ทั้ง 2 ประเทศ ยกหนี้ที่ติดค้างให้ แต่กลับถูกทั้ง 2 ประเทศปฏิเสธ ทำให้ประเทศอิรักกล่าวหาประเทศคูเวตว่าลักลอบขุดน้ำมันในเขตของตน และอ้างความชอบธรรมเหนือประเทศคูเวต ในฐานะที่เคยเป็นจังหวัดหนึ่งของอาณาจักรออตโตมัน ซึ่งประเทศอิรักถือว่าตนมีสิทธิในการปกครองประเทศคูเวตต่อจากออตโตมัน อีกทั้งยังกล่าวหาว่าประเทศคูเวตมีส่วนทำให้ราคาน้ำมันตกต่ำจากช่วงที่ประเทศอิรักยุติสงครามกับประเทศอิหร่าน ซึ่งเป็นช่วงที่ราคาน้ำมันในตลาดโลกตกต่ำ และยังกล่าวหาว่าประเทศคูเวตสูบน้ำมันมาจากแหล่งประเทศของตน ประเทศอิรักจึงขอเจรจาเรื่องพรมแดนกับประเทศคูเวต ซึ่งประเทศอิรักหวังว่าจะได้ดินแดนที่เป็นแหล่งน้ำมันเพิ่มขึ้น และอาจจะได้ดินแดนที่เป็นทางออกสู่อ่าวเปอร์เซียกว้างขึ้นด้วย แต่ถูกประเทศคูเวตปฏิเสธคำขอ เนื่องจากประเทศคูเวตมีประเทศมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกาหนุนหลังธุรกิจน้ำมันอยู่

จนเมื่อวันที่ 2 สิงหาคม พ.ศ.2533 กองกำลังทหารประเทศอิรัก ภายใต้การนำของประธานาธิบดีซัดดัม ฮุสเซน บุกเข้ายึดประเทศคูเวต จึงทำให้สหประชาชาติคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจกับประเทศอิรักในทันที ให้ธนาคารทั่วโลกอายัดทรัพย์สินของประเทศอิรักและประเทศคูเวต และยังมีมติให้ใช้ปฏิบัติการทางทหารเพื่อขับไล่กองทัพอิรักออกจากประเทศคูเวต ทางฝ่ายประธานาธิบดีซัดดัม ฮุสเซน ของประเทศอิรักไม่ยอมถอนกำลังทหารออกจากประเทศคูเวตตามคำสั่งของสหประชาชาติ กองกำลังสหประชาชาติภายใต้การนำของประเทศสหรัฐอเมริกาและพันธมิตรกว่า 30 ประเทศ ได้ร่วมกับกลุ่มสันนิบาตอาหรับ 12 ประเทศ ร่วมปฏิบัติการทางทหารที่เรียกว่า ยุทธการพายุทะเลทราย กองกำลังสหประชาชาติได้เคลื่อนทัพปลดปล่อยประเทศคูเวต และยกทัพเข้าสู่ประเทศอิรักในเวลาต่อมา จนทำให้ประเทศอิรักยอมลงนามยุติการสู้รบ เป็นผลให้ประเทศอิรักถูกควบคุมอย่างเข้มงวด ถูกตรวจสอบอาวุธ รวมถึงการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ

อีกหนึ่งความสูญเสียหลังการถอนกำลังออกจากประเทศคูเวตคือ ประเทศอิรักได้จุดไฟเผาบ่อน้ำมันหลายร้อยบ่อ และปล่อยลงสู่อ่าวเปอร์เซีย เป็นการจงใจทำลายทรัพยากรธรรมชาติและระบบนิเวศ ต่อมาประเทศสหรัฐอเมริกาได้ส่งกองทัพบุกเข้าประเทศอิรักเพื่อปลดปล่อยประเทศอิรักจากระบอบเผด็จการของประธานาธิบดีซัดดัม ฮุสเซน จึงโคนล้มรัฐบาลของซัดดัม ฮุสเซนลง และจัดตั้งรัฐบาลใหม่ที่นิยมตะวันตก ประเทศสหรัฐอเมริกาได้ใช้ทฤษฎีการทำสงครามก่อนที่จะถูกศัตรูโจมตี หรือเรียกว่า สงครามป้องกันตนเอง มีการถล่มทางอากาศครั้งใหญ่ ซึ่งเป็นยุทธวิธีการทำลายขวัญและกำลังใจ สร้างความหวาดกลัว จนฝ่ายตรงข้ามยอมจำนนในรูปของสงครามจิตวิทยา ชนะโดยไม่ต้องสู้รบและสูญเสียน้อยที่สุด

ปฏิบัติการดังกล่าวเสร็จสิ้นลงอย่างรวดเร็ว ด้วยการทหารและอาวุธสงครามที่เหนือกว่าของประเทศสหรัฐอเมริกา สงครามครั้งนี้ ถือเป็นสงครามไฮเทคดิจิตอลของระบบทุนนิยมโลก โดยอ้างความชอบธรรมในนามของความมั่นคงที่ยั่งยืน และสันติภาพที่ถาวรของโลก มีการนำอาวุธที่ทันสมัยออกมาสู้รบ

ต่อมาในวันที่ 13 ธันวาคม 2546 กองกำลังของประเทศสหรัฐอเมริกาสามารถจับตัวซัดดัม ฮุสเซน ได้สำเร็จ และส่งมอบให้แก่รัฐบาลของประเทศอิรัก เพื่อนำตัวไปไต่สวน ซึ่งศาลของประเทศอิรักได้ตัดสินให้ซัดดัม ฮุสเซน มีความผิดในข้อหาอาชญากรสงคราม อาชญากรรมต่อมนุษยชาติ และฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ และให้ลงโทษประหารชีวิตโดยการแขวนคอ

สงครามที่เกิดขึ้นนี้เป็นปัญหาที่ท้าทายบทบาทของสหประชาชาติ และเป็นปัญหาภาพลักษณ์ของประเทศสหรัฐอเมริกาที่ชี้นำและดำเนินการโดยพลการในนามสหประชาชาติ ถือเป็นการละเมิดกฎบัตรสหประชาชาติและหลักการของประชาคมโลก ผลจากสงครามนี้ทำให้มาตรการคว่ำบาตรของสหประชาชาติได้บีบคั้นเศรษฐกิจของประเทศอิรักมากขึ้นกว่าเดิม ประชาชนอดอยากขาดแคลนอาหารและยารักษาโรค และต้องเผชิญกับภาวะเงินเฟ้ออย่างรุนแรง อีกทั้งยังมีการทำสงครามเล็กๆ และการรอบสังหารทหารและพลเรือน อยู่เป็นประจำ รวมทั้งยังเกิดกลุ่มกบฏตามเขตชายแดน และกลุ่มผู้ก่อการร้ายมาปฏิบัติการในประเทศอิรัก จากเหตุการณ์สงครามอ่าวเปอร์เซียที่เกิดขึ้นทำให้เห็นว่า เมื่อประเทศมหาอำนาจร่วมมือกันระบบความมั่นคงร่วมเกิดขึ้นได้ และมีผลเด็ดขาด

อ้างอิง

กนกรัตน์ ใบแสด และพันธ์ทิพย์ อะภัย. (2555). สงครามอ่าวเปอร์เซีย. ค้นเมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2560, จาก https://www.slideshare.net/sm037/ss-14727188

กฤษฎา พิจิตรแสงเสรี. (2554). มหาสงครามอ่าวเปอร์เซีย. ค้นเมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2560, จาก https://krissada93.wordpress.com/เปียงยาง/

กองวิจัยและพัฒนาการรบ กรมยุทธการทหารอากาศ. (ม.ป.ป.). วิเคราะห์สงครามอิรัก (Operation Iraqi Freedom). ค้นเมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2560, จาก http://www.awfc.rtaf.mi.th/index.php?option=com_content&view=article&id=104&Itemid=79

DLIT Resources คลังสื่อการสอน. (2016). สงครามอ่าวเปอร์เซีย ตอน 1 สังคมศึกษาฯ ม.4-ม.6 (วิดีทัศน์). ค้นเมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2560, จาก https://www.youtube.com/watch?v=thdOdQwo-ck

DLIT Resources คลังสื่อการสอน. (2016). สงครามอ่าวเปอร์เซีย ตอน 2 สังคมศึกษาฯ ม.4-ม.6 (วิดีทัศน์). ค้นเมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2560, จาก https://www.youtube.com/watch?v=tHjrK_EeSr8


อ่านเพิ่มเติม »

โฮราชิโอ เนลสัน (Horatio Nelson)

โดย พิทวัส  ไชยปิยะพันธุ์                

เขาคือวีรบุรุษแห่งสงครามยุทธนาวีที่ Trafalgar เขาเป็นผู้บัญชากองทัพเรือของประเทศอังกฤษที่ประสบความสำเร็จจากการทำยุทธนาวีต่างๆเช่น ยุทธการที่ไนล์ ยุทธการที่โคเปนเฮเกน เป็นจอมทัพที่มีชื่อเสียงมากในอังกฤษ เขานำอาสากองเรือหลวงวิคตอเรียเป็นเขาประจัญบาณกับกองเรือของฝรั่งเศษและสเปนเป็นเรือล่ำแรกที่เข้าปะทะเป็นการสร้างขวัญและกำลังใจให้กับทหารอังกฤษให้ลุกขึ้นสู้ประกอบกับวาทะของเขาที่ว่า อังกฤษต้องให้ทุกคนทำหน้าที่ของตนให้ดีที่สุด ชื่อของเขาก็คือ โฮราชิโอ เนลสัน (Horatio Lord Nelson)
       
เนลสัน เกิดเมื่อวันที่ 29 กันยายน 1758 ที่มณฑลนอร์ฟอล์ก (Norfolk) ประเทศอังกฤษ  มีบิดาชื่อ  เอ็ดมุนด์ เนลสัน มารดาชื่อ แคทเธอรีน ซัลลิง อภิเษกสมรส เขามีมีพี่น้องชื่อ แคทเธอรีน แมตชม และ ซูซานนาห์ โบลตัน มีลุงชื่อ มอริส ซัลลิง ในวัยเด็กก่อนได้รับราชการ ได้ศึกษาอยู่ที่ Paston School  มณฑลนอร์ฟอล์ก

ด้วยนิสัยที่กล้าหาญ กล้าได้กล้าเสี่ยง ทำให้เขาเริ่มเข้ารับราชการทหาร เมื่อวันที่ 1 มกราคม 1771 โดยการชักชวนของลุง เนลสันได้รับการฝึกฝนและเขามีการพัฒนาอย่างรวดเร็วจนได้เป็นวาที่เรือตรีได้รับหน้าที่อย่างต่อเนื่องจนมีความชำนาญการ ท้ายสุดก็ได้เป็นนายพลเรือ                      
 


เหตุการณ์ยุทธนาวีที่ทราฟัลการ์ เกิดในช่วงต้นศตวรรตที่20 เป็นช่วงที่ชาติมหาอำนาจทางทะเลในยุโรปต้องการแย่งชิงความเป็นใหญ่ ต้องการครอบพื้นที่แหล่งทรัพยากรทั่วทุกมุมโลก แต่ในช่วงนี้ชาติมหาอำนาจอย่างสเปนและโปรตุเกสเริ่มอ่อนแอ่ลงทำให้ต้องหลีกเหลี่ยงการทำสงครามกับชาติมหาอำนาจอื่นในยุโรป เช่นฝรั่งเศษและอังกฤษที่มีการพัฒนาและสามารถครอบครองแหล่งทรัพยากรได้มากกว่าจนทำให้การแข่งขันและความขัดแย้งของชาติมหาอำนาจใหญ่ในยุโรปเป็นการเผชิญกันระหว่างอังกฤษและฝรั่งเศษจนนำสู่เหตุการณ์ ยุทธนาวีที่ทราฟัลการ์

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นจากการที่จักรพรรดินโปเลียนต้องการครอบครองแผ่นดินยุโรปมาเป็นของประเทศฝรั่งเศส แต่มีประเทศหนึ่งที่เป็นภัยคุกคามที่น่าเกรงขาม นั้นคือ ประเทศอังกฤษ

นโปเลียนเล็งเห็นว่า อังกฤษมีกองทัพบกที่อ่อนแอ่ ดังนั้นจุดคิดที่จะบุกเกาะอังกฤษ นโปเลียนได้แต่งตั้งให้ พลเรือโท ปิแอร์ วิลเนิฟ เป็นผู้บัญชาการกองเรือฝรั่งเศส ส่วนอังกฤษมีพลเรือที่มีความสามารถเคยรบชนะนโปเลียนมาแล้วครั้งหนึ่งที่ยุทธนาวีที่ไนส์นั้นคือ นาย พลเรือ โฮเรชิโอ เนลสัน  การเคลื่อนไหวครั้งแรกจนพาไปสู่สงคราม เหตุการณ์ที่ ตูลอง วิลเนิฟ อาศัยช่วงสภาพอากาศที่แปรปรวนทำให้สามารถฝ่าแนวกองเรืออังกฤษออกไปได้ ออกไปทางทิศตะวันตก  ซึ่งเป็นแผนการของฝรั่งเศส ที่จะพยายามให้กองเรือของอังกฤษออกจาแนวชายฝั่งเกาะอังกฤษให้มากที่สุดเพื่อที่จะอาศัยตอนที่กองเรืออังกฤษห่างไกลจากชายฝั่งจากนั้นได้นำเรืออีกส่วนมุ่งลอบเข้าเกาะอังกฤษ        

ซึ่งทำให้ เนลสัน ต้องคิดว่ากองเรือฝรั่งเศษจะแล่นไปที่ใด จากนั้นไม่นาน เนลสัน ก็แล่นเรือตาม วิลเนิฟ ไป โดยได้แบ่งกองเรือส่วนหนึ่งค่อยเฝ้าท่าเรือไว้อีกส่วนก็แล่นตามกองเรือฝรั่งเศสไปโดยมี เนลสันนำเรือแล่นตามไปด้วย ระหว่างที่แล่นเรือตามไปของ เนลสัน ก็ได้แต่คาดการณ์ว่ากองเรือฝรั่งเศสจะแล่นเรือไปถึงในกันแน่ ขณะที่เรืองฝรั่งเศสแล่นห่างไกลออกไปทุกที่ กว่าเนลสันจะได้ข่าวคราวก็ล่าช้ามา   ขณะที่กองเรือฝรั่งเศสหันหัวเรือมุ่งหน้ากลับไปทางยุโรป เป็นเวลานานนักที่เนลสันกว่าจะได้ข่าวที่แน่นอนนี้ ทำให้ เนลสัน ส่งกองเรือเร็วแล่นกลับอังกฤษและสามารถไล่ทันกองรือของ วิลเนิฟ ทำให้เนลสันรู้ถึงเส้นทางเดินเรือของ วิลเนิฟ ที่แน่นอน เนลสัน จึงเร่งเดินทางให้เร็วขึ้น

ขณะที่กองเรือของฝรั่งเศสใก้ลถึงชายฝั่งทางด้านตะวันตกของทวีปยุโรปก็มีเรืออังกฤษที่ เนลสันแบ่งไว้ให้เฝ้าท่าเรือค่อยดักรอไม่ให้กองเรือฝรั่งเศสบุกเข้าไปถึงเกาะอังกฤษได้ ในเวลาใกล้กัน เรือเร็วที่  เนลสัน ให้แล่นนำไปก่อนนั้น  ทำให้กองเรือฝรั่งเศษต้องถอยร่นไปเพราะเกรงว่าจะถูกตีกระหนาบ

จนมีข่าว วิลเนิฟ แล่นเรือลงใต้จากปอร์ทมัธ เนลสันก็แล่นเรือตามไปกับกองเรือของอังกฤษจนถึงทีคารดิชทัพเรือฝรั่งเศสมี่มาชุมนุมกันอยู่ เนลสัน ทำการปิดล้อมอ่าวเพื่อบีบบังคับให้ทัพเรือฝรั่งเศสออกมาทำสงครามใกล้แถว แหลมทราฟัลการ์ จึงเกิดเป็นยุทธนาวีที่ Trafalgar ขึ้น เนลสัน มีแผนการรบที่กล้าหาญคือแทนที่จะแล่นไปเป็นเส้นขนานกับกองทัพเรือของฝรั่งเศสเขาโจมตีทางมุมขวาเบียดแยกเรือกองเรือฝรั่งเศสให้กลายเป็นสามกลุ่มก่อนจะค่อยเริ่มเปิดฉากโจมตี
 


เนลสันนำทัพเรือหลวงชื่อว่า เรือวิกตอเรีย เป็นเรือลำแรกๆที่เข้าประจัญบานกับกองเรือผสม ในศึกสงครามครามครั้งนั้นมีชาติที่เป็นพันธมิตรกับฝรั่งเศสและมีชื่อเสียงด้านทัพเรือไม่แพ้อังกฤษนั้นคือประเทศสเปน
                   
เนลสันใจร้อนรีบทำสงครามไม่ค่อยกองเรือหนุนทำให้กองเรืออังกฤษมีน้อยกว่ากองเรือผสมทางวิลเนิฟโดนบีบให้ต้องสู้เลยไม่มีทางเลือกดังนั้นเข้าจึงมุ่งหน้าทำลายกองเรืออังกฤษเช่นกัน    

เนลสันได้นำเรือหลวงวิกตอเรียเข้าประจัญบานกับกองเรืองฝรั้งเศษ+สเปนอย่างกล้าหาญ ประกอบกับการวะทะการพูดที่มีต่อทหารของเขาว่า  อังกฤษต้องการให้ทุกคนทำหน้าที่อย่างเต็มที่  เป็นการสร้างขวัญและกำลังใจให้กับทหารอังกฤษเป็นอย่างมาก การรบเป็นไปอย่างดุเดือด อังกฤษสามารถเข้ายึดเรือของพวกฝรั่งเศสได้ไว้ได้หลายล่ำ
                   
ก่อนการรบครั้งนี้จะยุติ เนลสัน ถูกยิงขณะบัญชาการอยู่บนด่านฟ้าเรือวิคตอเรียเขาเสียชีวิตในการรบก่อนจะได้เห็นชัยชนะที่น่าภาคภูมิของเขาและของอังกฤษ เมื่อวันที่ 21 October 1805 ทำให้ฝรั่งเศสไม่มีกองเรือที่สามารถจะบุกเกาะอังกฤษ นโปเลียน เลยหันมาทำสงครามภาคพื้นดินในยุโรปแทน



ผลที่ตามมา ความกล้าหาญและความเสียสละของ Nelson ทำให้อังกฤษรอดพ้นจากภัยคุกคามของ นโปเลียน และทำให้อังกฤษกลายเป็นชาติมหาอำนาจทางทะเลออย่างแท้จริง ซึ่งทำให้เขากลายได้       วีรบุรษในสมรภูมิรบในครั้งนี้ในที่สุด

หลังจากการรบสิ้นสุดลงร่างของ เนลสัน ถูกส่งกลับอังกฤษและถูกฝั่งศพไว้อย่างสมเกียรติ ท่ามกลางความโศกเศร้าของชาวอังกฤษทั้งประเทศ
                   
เนลสัน เป็นผู้นำทัพเรือที่ดีมีความกล้าหาญเสียสละเป็นผู้นำที่ทรงคุณค่าแก่การยกย่องของชาวอังกฤษ   การเข้าสู่สงครามระหว่างอังกฤษกับฝรั่งเศส+สเปนทำให้การแย่งชิงความเป็นชาติมหาอำนาจทางด้านกองทัพเรือ หลังสงครามครั้งทำให้ชาติอังกฤษคือชาติมหาอำนาจทางทะเลอย่างแท้จริงตราบจนทุกวันนี้


อ้างอิง

วีกีพีเดีย สารานุกรมเสรี 2559 โฮเรชิโอ เนลสัน สืบค้นเมื่อ 18 กันยายน 2559, จาก:  https://th.wikipedia.org/wiki/โฮราชิโอ_เนลสัน

วีกีพีเดีย สารานุกรมเสรี 2559 ยุทธนาวี ที่ ทราฟัลการ์ สืบค้นเมื่อ 19 กันยายน 2559, จาก: https://th.wikipedia.org/wiki/ยุทธนาวีที่ตราฟัลการ์

คอสมอส. 2555. บันทึกโลกฉบับรวมเล่ม. พิมพ์ครั้งที่ 3. กรุงเทพ: บริษัทไทยควอลิตี้บุ้คส์ (2006).

อ่านเพิ่มเติม »

สงครามฝิ่น สงครามที่โลกไม่ลืมเลือน

โดย จณิสตา   แสนเพชร

เมื่อเอ่ยถึงสงครามครั้งสำคัญในประวัติศาสตร์ระหว่างโลกตะวันออกกับโลกตะวันตก หลายๆคนคงจะนึกถึงเหตุการณ์อย่างสงครามโลกหรือสงครามเวียดนามมาเป็นอันดับต้นๆ  แต่หารู้ไม่ว่ายังมีอีกหนึ่งสงครามซึ่งเป็นเหตุการณ์สำคัญเช่นกัน นั่นก็คือสงครามฝิ่นระหว่างจีนกับอังกฤษ

ในยุคสมัยต้นๆ ประเทศจีนถือได้ว่าเป็นอีกประเทศหนึ่งที่มีความรุ่งโรจน์ในเรื่องของการค้าขายเป็นอย่างมาก  อันเนื่องมาจากความก้าวหน้าทางด้านวิทยาการการต่อเรือสำเภาและตัวของสินค้าจีนเองที่นำมาขายให้กับต่างแดนยกตัวอย่างเช่น สินค้าจำพวกใบชา ผ้าไหมและเครื่องลายคราม เป็นต้น ด้วยเหตุนี้จีนจึงเป็นที่ถูกจับตามองและเป็นที่ต้องการคบค้าสมาคมของพ่อค้าชาวตะวันตก   แต่ถึงกระนั้นนโยบายการค้าของจีนที่มีอยู่ก็ไม่เอื้ออำนวยต่อการค้าการลงทุนของชาติตะวันตกมากนัก  นั่นก็คือ ระบบการค้าแบบผูกขาดหรือที่ภาษาจีนแมนดารินเรียกว่า ก้งหอง

โดยระบบการค้าแบบนี้เองที่เป็นชนวนก่อให้เกิดสงครามครั้งใหญ่ตามมาภายหลัง ดังที่ได้กล่าวไปในข้างต้นแล้ว ซึ่งก็คือ สงครามฝิ่นระหว่างจีนกับอังกฤษ เหตุที่บอกว่าเป็นสงครามครั้งใหญ่เนื่องจากสงครามนี้ได้เกิดขึ้นต่อเนื่องกันถึงสองครั้งในยุคสมัยราชวงศ์ชิงของจีน ครั้งแรกอยู่ในช่วง ค.ศ.1834-1843 และครั้งที่สองอยู่ในช่วง ค.ศ.1856-1860  เว้นระยะเวลาห่างกันเพียงแค่ 13 ปี


ภาพวาดการทำสงครามทางเรือระหว่างจีนกับอังกฤษ

มาเริ่มต้นกันที่สงครามฝิ่นครั้งที่ 1  สาเหตุของการเกิดสงครามครั้งนี้มาจากการค้าขายที่ไม่เป็นธรรมที่จีนมีต่ออังกฤษ โดยจีนไม่ยอมรับข้อเรียกร้องระบบการค้าเสรีจากอังกฤษ ยังคงใช้ระบบการค้าแบบผูกขาดของตนดังเดิม มีการจำกัดเขตพื้นที่ทางการค้าให้กับพ่อค้าชาวอังกฤษแค่ในตัวเมืองกวางโจวและสุดท้ายคือการที่จีนไม่รับหรือนำเข้าสินค้าสินค้าจากอังกฤษทั้งๆที่อังกฤษก็ซื้อสินค้าจากตนไปมากมาย เหตุการณ์ครั้งนี้ส่งผลกระทบต่อดุลการค้าของอังกฤษเป็นอย่างมาก

ผลที่ตามมาคือ อังกฤษพยายามหาช่องทางเอาคืนจีนโดยการแอบลักลอบนำฝิ่นซึ่งถือได้ว่าเป็นสิ่งเสพติดชนิดหนึ่งที่มีต้นทุนถูกและขายได้ราคาแพงมาหลอกขายให้กับชาวจีน จนชาวจีนเกือบครึ่งค่อนประเทศติดฝิ่นกันถ้วนหน้า สร้างความหนักใจให้กับรัฐบาลจีนเป็นอย่างมาก ถึงขั้นประกาศห้ามการนำเข้าฝิ่น มีการยึดและทำลายฝิ่นที่หลงเหลืออยู่ รวมทั้งออกบทลงโทษอย่างจริงจังต่อผู้ขายและผู้เสพ


ภาพถ่ายการเสพฝิ่นของชาวจีนสมัยก่อน 

แต่กลับกลายเป็นว่าเหตุการณ์ยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้น จนจีนต้องส่งจดหมายไปหาพระนางเจ้าวิคตอเรียเพื่อถามถึงสาเหตุของการนำฝิ่นเข้ามาขายยังประเทศตน แต่พระนางเจ้าวิคตอเรียกลับปฏิเสธที่จะให้คำตอบและทำการบ่ายเบี่ยงโดยเรียกร้องให้จีนคืนสินค้าของตนที่ถูกยึดไว้มาแทน    ผู้นำจีนไม่เห็นชอบเป็นอย่างมาก จึงทำการปฏิเสธและนำเอาฝิ่นที่ยึดมาได้ไปทำลายทิ้งลงทะเล      เป็นผลให้อังกฤษเริ่มประกาศสงครามกับจีนอย่างเป็นทางการ

ผลกระทบจากสงครามฝิ่นครั้งที่ 1 นี้ ทำให้จีนต้องลงนามในสนธิสัญญานานกิง เนื่องจากเป็นผู้แพ้ในสงคราม และต้องจ่ายค่าปฏิกรณ์สงครามเป็นจำนวนเงินมหาศาล ทำการเปิดเมืองท่าให้อังกฤษได้มาทำการค้าขายเพิ่มขึ้นอีก 5 แห่ง ชดใช้ค่าฝิ่นที่ทำลายไป อีกทั้งยังต้องเสียสิทธิสภาพนอกอาณาเขตอีกด้วย เหตุการณ์ครั้งนี้ได้สร้างความบอบช้ำให้จีนเป็นอย่างมาก


ภาพสนธิสัญญานานกิง
ที่มา : https://writer.dek-d.com/

ต่อมาเป็นสงครามฝิ่นครั้งที่ 2  ที่เกิดขึ้นต่อเนื่อง หลังจากผ่านสงครามครั้งแรกไปได้เพียงแค่ 13 ปี   โดยครั้งนี้มีสาเหตุมากจากการที่อังกฤษเรียกร้องที่จะแก้ไขสนธิสัญญานานกิง เพื่อให้ตนได้รับผลประโยชน์ทางการค้าจากจีนมากขึ้น อีกทั้งยังเกิดจากการที่จีนไปจับกุมลูกเรือชาวจีนที่อยู่บนเรือบรรทุกสินค้าที่ทำการจดทะเบียนเป็นของอังกฤษ ทำให้อังกฤษเกิดความไม่พอใจ พยายามทำการเจรจาต่อรองให้ปล่อยลูกเรือเหล่านั้นไป แต่ถึงจะทำเช่นไรจีนก็ยังปฏิเสธอยู่ดี อังกฤษจึงได้เริ่มประกาศทำสงครามกับจีนอย่างเป็นทางการอีกครั้ง โดยในครั้งนี้ได้มีฝรั่งเศส รัสเซียและสหรัฐอเมริกาเข้ามาร่วมด้วย

ท้ายที่สุดจีนเป็นฝ่ายพ่ายแพ้แก่สงครามอีกครั้งและต้องลงนามในสัญญาเทียนจินเพิ่ม ผลกระทบที่ตามมาคือจีนต้องเปิดเมืองท่าเพิ่มขึ้นอีก 11 แห่งทำให้ชาติตะวันตกเข้ามาค้าขายในจีนได้อย่างสะดวกและเริ่มแผ่อิทธิพลมากจนจีนอยู่ภายใต้กึ่งเมืองขึ้น-กึ่งศักดินา นอกจากนี้จีนยังต้องออกนโยบายการเสียภาษีนำเข้าไม่เกินร้อยละ 2.5 แก่ชาติตะวันตกทั้ง 4 ประเทศ และต้องเสียพื้นที่เกาะฮ่องกงไป

การสิ้นสุดของสงครามครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่ออังกฤษก็ยอมส่งมอบเกาะฮ่องกงคืนให้กับจีน ในวันที่ 30 มิถุนายน ค.ศ.1997

จากเหตุการณ์ในอดีตครั้งนี้จะเห็นได้ว่า ฉนวนเหตุของการเกิดสงครามนั้น มักมาจากเหตุการณ์เล็กๆน้อยๆอย่างการขัดผลประโยชน์กันของบุคคลสองฝ่าย แต่พอขาดการประนีประนอมก็ย่อมเปลี่ยนจากปัญหาเล็กๆให้กลายเป็นปัญหาใหญ่อย่างการทำสงครามได้ ซึ่งพึงแต่จะให้ความสูญเสียทั้งฝ่ายที่ได้รับชัยชนะและฝ่ายที่พ่ายแพ้  ทางที่ดีควรจะทำการเจรจาประนีประนอมให้ได้ผลประโยชน์กันทั้งสองฝ่าย

สุดท้ายแล้วผู้เขียนอยากจะฝากข้อคิดเล็กๆน้อยๆไว้เป็นสิ่งเตือนใจให้กับผู้อ่านทุกคนว่า “เหตุการณ์ในอดีตได้สอนให้เรารู้ถึงพิษภัยของสงครามว่าไม่เคยให้ประโยชน์แก่ฝ่ายใด ไม่ว่าจะเป็นผู้แพ้หรือผู้ชนะ มีแต่จะสร้างความสูญเสีย และการทำสงครามไม่ใช่คำตอบของทุกๆสิ่ง”


อ้างอิง

สุมาลี  สุขดานนท์. (2554). สงครามฝิ่น. (ออนไลน์). สืบค้นเมื่อ 22 กันยายน 2559, จาก : http://www.tri.chula.ac.th/triresearch/hongkongport/poppy.html

Thai Chinese.Net . ประวัติศาสตร์จีนยุคก้าวสู่จีนยุคใหม่-สงครามฝิ่น (ค.ศ. 1839-1842) . (ออนไลน์). สืบค้นเมื่อ 22 กันยายน 2559, จาก : http://www.thaichinese.net/History/history-modern2.html

Joytotheworld . สงครามฝิ่นครั้งที่ 1 . (ออนไลน์). สืบค้นเมื่อ 25 กันยายน 2559, จาก : http://board.postjung.com/934978.html

Topten Thailand . (2556). 10 เรื่องน่ารู้ในสงครามฝิ่น.  (ออนไลน์). สืบค้นเมื่อ 25 กันยายน 2559, จาก :  http://www.toptenthailand.com/topten/detail/20131120002248652


อ่านเพิ่มเติม »

สงครามดอกกุหลาบ ( War of Roses)

โดย ขนิษฐา ทองใคร้

ทุกประเทศ ทุกยุคสมัยล้วนแต่มีความขัดแย้งหรือการแย่งชิงอำนาจการปกครองกัน เช่นเดียวกับสหราชอาณาจักรหรืออังกฤษ อังกฤษเกิดสงครามภายในประเทศมานับไม่ถ้วน สาเหตุหลักคือความไม่พอใจของประชาชนหรือขุนนางในการปกครองของกษัตริย์ เมื่อกษัตริย์ไม่สามารถทำหน้าที่ที่ดีได้จึงเกิดการปฏิวัติจากกลุ่มขุนนางหรือแม้กระทั่งประชาชน แต่ในยุคกลางมีสงครามการแย่งชิงอำนาจการปกครองอยู่หนึ่งสงครามนั่นคือ สงครามดอกกุหลาบ (war of roses) เกิดขึ้นหลังจากอังกฤษเพิ่งสิ้นสุดสงครามร้อยปีกับฝรั่งเศสในปี ค.ศ. 1453


ภาพสัญลักษณ์ประจำตระกูลของ York และ Lancaster 

สงครามดอกกุหลาบเป็นสงครามการแย่งชิงราชบัลลังก์อังกฤษระหว่างสองราชวงศ์คือ ราชวงศ์ยอร์คและราชวงศ์แลงคาสเตอร์ ซึ่งสืบเชื้อสายมาจากพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 3 โดยสงครามนี้เกิดขึ้นระหว่างปีค.ศ. 1453-1487 เหตุที่ใช้ชื่อสงครามดอกกุหลาบเพราะตราสัญลักษณ์ของสองตระกูลนี้เป็นดอกกุหลาย โดยราชวงศ์ยอร์คใช้สัญลักษณ์กุหลาบสีขาว ส่วนราชวงศ์แลงคาสเตอร์ใช้สัญลักษณ์กุหลาบสีแดง   ชนวนสงครามเกิดขึ้นเมื่อพระเจ้าเฮนรี่ที่ 5 เสด็จสวรรค์คตและพระเจ้าเฮนรี่ที่ 6 รัชทายาทไม่มีความสามารถพอที่จะปกครองบ้านเมือง จึงทำให้ริชาร์ด แพลนทาเจเน็ท ดยุคแห่งยอร์คที่ 3 อ้างสิทธฺ์ในการครองราชบัลลังก์อังกฤษและได้พิสูจน์ว่าตนนั้นมีความสามารถที่จะปกครองอังกฤษได้ นอกจากนี้ยังได้ทำการถกเถียงกับบุคคลสำคัญต่างๆในราชวงศ์แลงคาสเตอร์ต่อหน้าพระราชินีมากาเร็ตแห่งพระเจ้าเฮนรี่อีกด้วย


First Battle of St.albans 

การปะทะกันระหว่างสองราชวงศ์นี้เกิดขึ้นอยู่หลายครั้งโดยการปะทะกันครั้งแรกเกิดขึ้นในปี ค.ศ. 1455 ในยุทธการเซนต์อัลบันส์ครั้งที่ 1 ซึ่งมีผลทำให้บุคคลสำคัญของตระกูลแลงคา่สเตอร์เสียชีวิตเป็นจำนวนมาก และพวกแลงคาสเตอร์ที่ยังเหลืออยู่เกิดความแค้นต่อริชาร์ด แห่งยอร์คที่ 3มากขึ้น  ทำให้เกิดการปะทะกันที่รุนแรงขึ้นในปีค.ศ. 1459 โดยในครั้งนี้ตระกูลยอร์คฝ่ายยอร์คเสียเปรียบจนต้องหนีออกจากประเทศจน ริชาร์ด เนวิลล์ เอิร์ลแห่งวอริคที่ 16นำทัพมารุกรานอังกฤษฝั่งคาลส์ทำให้ดยุคแห่งยอร์คกลับเข้ามาอังกฤษในฐานะผู้พิทักษ์อังกฤษและขึ้นปกครองเป็นกษัตริย์อย่างเต็มตัวทำให้พระราชินีมากาเร็ตและเหล่าขุนนางแห่งราชวงศ์แลงคาสเตอร์ต้องอพยพไปอยู่ทางเหนือของอังกฤษ ราชวงศ์ยอร์คได้รับชัยชนะอย่างเด็ดขาดในยุทธการโทวทันโดยพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 4 ซึ่งเป็นบุตรคนโตของริชาร์ด ดยุคแห่งยอร์ค ถึงอย่างนั้นก็มีการต่อต้านจากราชวงศ์แลงคาสเตอร์อยู่ประปรายในช่วงต้นปีค.ศ. 1461และปีค.ศ.1464พระเจ้าเฮนรี่ถูกจับตัวไป ทำให้พระเจ้าเอ็ดเวิร์ดทรงมีความบาดหมางกับผู้สนับสนุนของพระองค์และเอิร์ลแห่งวอริค ผู้ซึ่งเป็นที่ปรึกษาส่วนพระองค์

ต่อมา เอิร์ลแห่งวอริคพยายามโค่นราชบัลลังก์โดยการยกพระอนุชาของพระเจ้าเอ็ดเวิร์ด จอร์จ แพลนทาเจเน็ท ดยุคแห่งแคลเรนซ์ที่ 1 ขึ้นแทน แต่ต่อมาก็หันไปนำพระเจ้าเฮนรีที่ 6 กลับมาเป็นกษัตริย์ได้เป็นระยะเวลาสองปีก่อนที่พระเจ้าเอ็ดเวิร์ดจะยึดราชบัลลังก์คืนได้ในปี ค.ศ. 1471


พระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 4 แห่งอังกฤษในราชวงศ์ยอร์ค
ที่มา : https://th.wikipedia.org/

บ้านเมืองถูกปกครองโดยสงบจนกระทั่งปีค.ศ. 1483 พระอนุชาริชาร์ดดยุคแห่งกลอสเตอร์พยายามยับยั้งตระกูลวูดวิลล์และพระราชินีเอลิซาเบธ วูดวิลล์ที่พระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 4 ที่แต่งงานด้วยอย่างลับๆ ในการมีอำนาจในการปกครองแทนพระราชโอรสของพระเชษฐาพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 5 ซึ่งขณะนั้นยังทรงพระเยาว์ และพระองค์ก็ทรงยึดราชบัลลังก์เป็นของตนเองและทรงขึ้นครองราชย์เป็นพระเจ้าริชาร์ดที่ 3 โดยอ้างความถูกต้องของการสมรสของเอลิซาเบธ วูดวิลล์กับพระเชษฐาเป็นข้ออ้าง  ทำให้เกิดความไม่สงบในหลายๆแห่งของอังกฤษ เพราะประชาชนหลายคนต่างก็สงสัยว่าพระองค์ทรงมีส่วนเกี่ยวข้องในการฆาตกรรมพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 5 และพระอนุชา

ในปีค.ศ.1485 เฮนรี ทิวดอร์ผู้เป็นพระญาติห่างๆ ทางสายแลงคาสเตอร์อ้างสิทธิในราชบัลลังก์ ทรงได้รับชัยชนะต่อพระเจ้าริชาร์ดและสังหารพระองค์ได้ในยุทธการบอสเวิร์ธฟิลด์ ต่อมาในปีค.ศ. 1487 ทางฝ่ายยอร์คก็ลุกขึ้นต่อต้าน ทำให้ผู้สืบสายของฝ่ายยอร์คถูกคุมขังเป็นจำนวนมากแต่การต่อต้านก็ยังคงเกิดขึ้นอยู่ประปรายจนกระทั่งเพอร์คิน วอร์เบ็ค (Perkin Warbeck) ผู้อ้างสิทธิฝ่ายยอร์คถูกสังหารปี ค.ศ. 1499 บทสรุปของสงครามครั้งนี้คือมีราชวงศ์ใหม่เกิดขึ้นนั่นก็คือราชวงศ์ทิวดอร์ซึ่งเกิดจากการรวมราชวงศ์แลงแคสเตอร์และราชวงศ์ยอร์คโดยการแต่งงานระหว่างเฮนรี ทิวดอร์และพระนางเอลิซาเบธแห่งยอร์ค สงครามครั้งนี้ทำให้เหล่าขุนนางเสียชีวิตจำนวนมาก ทำให้อำนาจของขุนนางลดน้อยลงและถูกแทนที่ด้วยอำนาจของพ่อค้าและชนชั้นกลาง

การที่อังกฤษเกิดสงครามในลักษณะการแย่งชิงบัลลังก์กันนั้นนั่นเป็นเพราะว่าอำนาจการปกครองที่เป็นอำนาจสูงสุดทำให้แต่ละราชวงศ์ต้องการที่จะเป็นเจ้าของประเทศ แม้ว่าการเกิดสงครามในครั้งนี้ทำให้เหล่าขุนนางเสียชีวิตจำนวนมากรวมถึงความเสียหายต่างๆในบ้านเมืองแต่ผลของสงครามที่ทำให้ระบบกษัตริย์ในประเทศอังกฤษเข้มแข็งขึ้น อำนาจของขุนนางลดลงทำให้อำนาจของพ่อค้ามีมากขึ้นและมีผลต่อเนื่องมาจนถึงยุคปัจจุบัน
     

อ้างอิง 

ชาโบตั๋น.สงครามดอกกุหลาบ.สืบค้นเมื่อ 24 กันยายน 2559, จาก:
http://my.dek-d.com/22569/story/view.php?id=516020

นัตยา.  ตำนานสงครามดอกกุหลาบ. สืบค้นเมื่อ  23 กันยายน 2559, จาก:
http://mblog.manager.co.th/natayaa/cxMarket-Bosworth-52/

European wars. สืบค้นเมื่อ 23 กันยายน 2559, จาก: http://europeanwars.blogspot.com/2015/02/blog-post_55.html

น้ำเงิน  บุญเปี่ยม.  (2524).  ประวัติศาสตร์ยุโรปสมัยกลาง. กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัยราคำแหง.


อ่านเพิ่มเติม »