แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ศาสนาและปรัชญา แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ศาสนาและปรัชญา แสดงบทความทั้งหมด

พระแม่กาลี เทวีผู้ทรงมหิทธา

โดย โชคชัย คำจันทา

หนึ่งในเทวีผู้ทรงมหิทธาในศาสนาฮินดู นั่นคือ “พระแม่กาลี” หรือ “กาลิกา” ซึ่งใครหลายคนคงทราบกันดีว่าพระแม่กาลีนั้นเป็นอวตารปางหนึ่งของพระอุมาเทวี ซึ่งทรงมีอำนาจอิทธิฤทธิ์ในการปราบปรามสิ่งชั่วร้ายทั้งปวง มีเทวานุภาพอันแรงกล้าสามารถสร้างความวิบัติแก่เหล่าอสูรอย่างรุนแรง นอกจากนี้พระแม่กาลียังมีรูปกายที่แฝงเร้นไว้ซึ่งความน่ากลัว หากผู้บูชาพระแม่กาลีอย่างถูกต้องและเคร่งครัดพระแม่ก็จะประทานความแข็งแกร่ง ความกล้าหาญ และอำนาจเหนือผู้อื่น



ตามตำนานกล่าวว่า องค์พระศรีมหาอุมาเทวีเทพสตรีแห่งสวรรค์ ชายาของพระศิวะ มีความประสงค์ที่จะออกปราบอสูรร้าย ซึ่งพระองค์ได้ขอพรต่อพระศิวะผู้เป็นเจ้าเพื่อให้ได้รับชัยชนะในครั้งนี้ แล้วจึงเสด็จออกบำเพ็ญตบะทำพิธีศักดิ์สิทธิ์ให้มีฤทธิ์อำนาจปราบศัตรูร้ายได้ทั้งปวง ซึ่งได้ทำพิธีในเขตอุทยานป่าหิมพานต์ โดยพระศรีมหาอุมาเทวีได้ทรงมอบหมายให้องค์ขันทกุมาร ซึ่งเป็นโอรสของพระศิวะและพระแม่อุมาเทวีรับหน้าที่ดูแลไม่ให้ใครย่างกรายเข้าไปในพิธีโดยเด็ดขาด

เมื่อเวลาผ่านไปพระศิวะจึงได้เสด็จเข้าไปในอุทยานเพื่อให้รู้แน่ว่าเกิดเหตุอันใดขึ้น พระองค์ก็ได้พบกับพระขันทกุมารจึงสอบถามและขอเข้าพบพระอุมาเทวี พระขันทกุมารจึงไม่สามารถให้พระศิวะเข้าพบพระแม่อุมาเทวีได้ด้วยทรงรับสั่งไม่ให้ใครย่างกรายเข้ามาขณะทำพิธี เมื่อเป็นเช่นนั้นจึงเกิดการโต้เถียงกันขึ้นและเกิดการปะทะกำลังกันระหว่างพระขันทกุมารกับพระศิวะ เหตุการณ์ผ่านไปไม่นานนักพระแม่อุมาเทวีบำเพ็ญตบะเสร็จจึงได้เสด็จออกมา แต่สิ่งที่ปรากฏกลายเป็นรูปลักษณ์ที่เปลี่ยนไปจากเดิมเป็นพระแม่กาลี!! โดยองค์พระขันทกุมารเมื่อเห็นพระแม่กาลีก็ทรงทราบได้ว่านี่คือพระมารดาของตน

พระแม่อุมาได้ฟังคำจากพระขันทกุมารว่าพระศิวะไม่มีความเกรงใจและจะผ่านเข้าไปในพิธีให้ได้ พระแม่กาลีจึงเกิดความโมโห ตาถลนออกนอกเบ้า หน้าตาดุดัน แลบลิ้นยาวน่าเกลียดน่ากลัว ทำปากแบะกว้างเห็นเขี้ยวโง้ว มีเลือดไหลจากมุมปากและตามมือและลำตัว ส่งกลิ่นคาวคลุ้งไปทั่ว ทรงตรงเข้าหาพระศิวะทันทีด้วยความโมโห เมื่อพระศิวะเห็นถึงกับตกใจรีบหลบหนีไปทันที พระแม่กาลีก็ทรงไล่ตามจนพระศิวะพ้นจากเขตอุทยานไป จากนั้นพระนางจึงย้อนกลับไปหาพระขันทกุมารด้วยเห็นถึงความซื่อสัตย์ จงรักภักดี ไม่ยอมผิดคำสัตย์ที่พระองค์ทรงมอบหมายให้ ถึงแม้ว่าพระศิวะจะเป็นพระบิดาของตนก็ตาม เหตุการณ์นี้จึงเป็นที่พอพระทัยแก่พระแม่กาลีเป็นอย่างมาก



จากนั้นพระแม่กาลีจึงรีบเสด็จออกจากอุทยานโดยทันทีเพื่อตามล่าสังหารอสูรทารุณ ซึ่งไม่นานพระองค์ก็ได้เผชิญหน้ากับอสูรทารุณ และเกิดการต่อสู้กันด้วยเวลาที่ยาวนาน เหตุนี้ทำให้พระแม่กาลีทรงใช้ดาบฟันคออสูรขาด เลือดของอสูรก็หยดลงพื้น อสูรจำนวนมากจึงผุดขึ้นมาจากหยดเลือดเหล่านั้น อสูรที่เพิ่มทวีขึ้นเรื่อยๆ ตามหยดเลือดของอสูรทารุณ พระแม่กาลีเห็นดังนั้นจึงคิดว่าคงไม่มีวันฆ่าอสูรตนนี้ให้ตายได้เป็นแน่ พระองค์จึงคิดกลอุบายเพื่อจะเอาชัยชนะในครั้งนี้ให้ได้ โดยการตัดหัวของอสูรพร้อมทั้งดูดกินเลือดอสูรก่อนที่เลือดจะตกลงพื้น เมื่อกินจนหมดสิ้นแล้วรูปกายของพระแม่กาลีจึงอ้วนใหญ่ขึ้น และในมือนั้นถือหัวของอสูรที่ตัดร้อยเป็นพวงไว้ อสูรทารุณจึงสิ้นฤทธิ์ลง

หลังจากชนะอสูรพระนางทรงดีพระทัยจึงกระโดดโลดเต้นเพื่อฉลองชัยชนะ แต่ด้วยตบะอันแรงกล้าทำให้เกิดความเดือดร้อน ต่อโลกธาตุทั้งปวงเมื่อพระนางกระทืบพระบาท พระศิวะจะเข้าห้ามปรามก็เกรงความดุร้ายของพระนาง จึงใช้อุบายทรงทอดพระกายลงบนพื้นที่พระนางจะกระทืบพระบาท เมื่อพระกาลีเห็นพระศิวะที่พื้น ด้วยปางหนึ่งที่เป็นพระปารวตี ซึ่งรักและภักดีในพระศิวะยิ่งก็ทรงชะงักและหยุดการกระทำนั้น เหล่าเทวดาทั้งหลายทั้งมวลจึงยกย่องพระศิวะและพระแม่กาลี พากันศรัทธาในพระองค์ยิ่งขึ้นจากการปราบอสูรร้ายและการแก้ไขเหตุการณ์ในครั้งนี้


เทวรูปพระแม่กาลีศิลปะบาหลี
ที่มา : https://th.wikipedia.org/

ตามความเชื่อว่าพระแม่กาลีนั้นทรงมีความลึกลับที่สุดในบรรดาเทพเทวาทั้งปวง พระนางทรงมีความดุดัน เกรี้ยวกราด รูปลักษณ์และอุปนิสัยล้วนเต็มไปด้วยความน่ากลัว แต่กระนั้นพระนางก็จะทำลายเฉพาะอสูร ปีศาจ และมนุษย์ที่กระทำการชั่วร้ายเท่านั้น เพราะพระแม่กาลีก็คือเทพที่ปกป้องคุ้มครองผู้กระทำความดีเช่นเดียวกันกับเทพทุกพระองค์ ฉะนั้นแม้ผู้ที่บูชาพระแม่อย่างเคร่งครัด แต่เป็นคนที่ไม่ดีมีความคิดที่ชั่วร้าย พระแม่ท่านก็จะทำลายบุคคลผู้นั้นเสียเช่นกัน



ตามตำราอินเดียโบราณที่เมืองกัลกัตตากล่าวไว้ว่าการบูชาพระแม่กาลี ผู้บูชามักจะสังเวยพระแม่ด้วยเลือดแพะ น้ำสีแดง เพราะน้ำสีแดงถือเป็นสิ่งสำคัญมากเนื่องจากสีแดงคือ สีแห่งพลัง ที่มีการเคลื่อนไหว เป็นสีแห่งการกำเนิดและความเร่าร้อนตลอดจนเปรียบได้ดั่งโลหิตของอสูรร้าย นอกจากนี้ยังมีการถวายขนมสีแดง อาหารคาว (เป็นเทพองค์เดียวของฮินดูที่ถวายเนื้อสัตว์อาหารคาวได้) เนื้อสัตว์จะต้องปรุงสุกหรือกึ่งสุกกึ่งดิบแล้วนำมาถวายได้ แต่ห้ามถวายเนื้อวัวเนื้อควาย ควรใช้เนื้อไก่หรือเนื้อเป็ด ถ้าถวายอาหารคาวก็ควรมีเหล้าถวายด้วย แต่ถ้าถวายเพียงขนมก็ไม่จำเป็นต้องมีเหล้า

ผู้บูชาที่เคร่งครัดจำต้องสวดบูชาสรรเสริญพระแม่กาลีด้วยมนต์ที่ถูกต้องอย่างสม่ำเสมอที่ว่า
"โอม ศรี มหากาลิกาไย นะมะห์
โอม เจมาตากาลี
โอม สตี เยมา ตา กาลี
โอม ศรี มหากาลี มาตา นมัช"
นอกจากนี้จำต้องทำสมาธิทุกวันเพื่อประกอบ "ปราณยาม" หรือการทำสมาธิด้วยการหายใจเข้า-ออกโดยลากให้ยาวสุดเป็นระยะเวลาเท่าๆ กัน อย่างสม่ำเสมอทุกวัน และควรถือศีลอดบ้างเป็นครั้งคราวเพื่อถวายแด่พระองค์



พระแม่กาลียังคงได้รับความนิยมและเคารพนับถือมากในปัจจุบันดังจะเห็นได้จากการนำเสนอผ่านสื่อซีรีส์เรื่อง พระมหากาลี เทพีพิทักษ์โลก โดยมีการดัดแปลงโครงเรื่องหรือตำนานเพียงบางส่วนแต่ก็ยังคงเหลือเค้าโครงเดิมของตำนานเป็นส่วนมาก ไม่เพียงแต่เค้าโครงเรื่องเท่านั้นแต่รูปลักษณ์ของพระแม่กาลียังผิดแผกแปลกไปจากเดิมตามยุคสมัย เพื่อง่ายต่อการนำเสนอเรื่องราวผ่านสื่อและผู้ที่รับชมสื่อจะสามารถเข้าถึงสารได้ง่ายมากยิ่งขึ้น เพราะผู้นำเสนอต้องการที่จะกล่าวถึงบทบาทสำคัญของพระแม่กาลี อีกทั้งยังเป็นอีกวิธีการหนึ่งที่จะช่วยกระตุ้นให้คนหันกลับมาเคารพและศรัทธาพระแม่กาลีเป็นจำนวนมากดั่งเช่นในอดีต

ถึงแม้ว่าความเชื่อและศรัทธาในพระแม่กาลี มิได้มากล้นเหมือนดังในอดีต หากแต่ยังคงไว้ซึ่งตำนานที่มีมาอย่างยาวนาน และประวัติศาสตร์ที่ยังถูกเล่าขานสืบต่อกันมาผ่านสื่อซีรีส์หรือภาพยนตร์ต่างๆ ล้วนแล้วแต่อยากจะสื่อเรื่องราวให้ทุกผู้ทุกคนได้รับรู้และตระหนักถึงความสำคัญของพระองค์ ทั้งนี้รูปแบบการนับถือในปัจจุบันก็อาจจะแตกต่างกันออกไปตามกาลเวลาที่ผ่านไป


อ้างอิง

สยามคเณศ.(ม.ป.ป.) พระแม่กาลี เทวีผู้ทรงมหิทธา. สืบค้นเมื่อ 9 กุมภาพันธ์ 2562, จาก :
https://siamganesh.com/kali.html?

วิกิพีเดียสารานุกรมเสรี.(ม.ป.ป.) กาลี. สืบค้นเมื่อ 9 กุมภาพันธ์ 2562, จาก :
https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A5%E0%B8%B5

sanook. (2556).พระแม่กาลี. สืบค้นเมื่อ 9 กุมภาพันธ์ 2562, จาก :
https://guru.sanook.com/2702/

popcornfor2.(2561) [ภ.อินเดีย] มหากาลี เทวีพิทักษ์โลก. สืบค้นเมื่อ 9 กุมภาพันธ์ 2562, จาก :
http://www.popcornfor2.com/cafe/view-7820

อ่านเพิ่มเติม »

ศาสนาโซโรอัสเตอร์ (Zoroastrianism) รากฐานแห่งศรัทธา

โดย อานนท์  รอยเวียงคำ

ในปัจจุบัน ศาสนาที่คนนับถือมากที่สุดในโลก ได้แก่  ศาสนาคริสต์ และศาสนาที่มีผู้ให้ความสนใจและมีผู้นับถือเพิ่มมากขึ้นอย่างรวดเร็ว ได้แก่ ศาสนาอิสลาม แน่นอนว่า ทั้งสองศาสนานับเป็นศาสนาที่สำคัญที่ยิ่งใหญ่ของโลก อย่างไรก็ตาม ยังมีศาสนาที่มีผู้นับถือเพียง 2 แสนคนทั่วโลก แต่กลับเป็นศาสนาที่มีผลต่อมนุษยชาติทั้งทางตรงและทางอ้อมอย่างลุ่มลึกกว้างขวางที่สุดตลอดระยะเวลา 2 พันปีที่ผ่านมา ซึ่งได้แก่ ศาสนา "โซโรอัสเตอร์"


รูปโซโรอัสเตอร์ 

ศาสนาโซโรอัสเตอร์เกิดขึ้นในช่วง 600-500ปี ก่อนคริสตศักราช  เป็นศาสนาที่เกิดขึ้นในอาณาจักรเปอร์เซียโบราณ ซึ่งในปัจจุบันคือ ประเทศอิหร่านโดยมีศาสดาชื่อ ซาราทุสตรา (Zarathustra) ซึ่งมีชื่อเรียกในภาษากรีกว่า โซโรอัสเตอร์ (Zoroaster)  ความเป็นมาของศาสนาโซโรอัสเตอร์เริ่มจากที่โซโรอัสเตอร์ได้รับประสบการณ์ทางจิต เริ่มค้นหาสัจธรรมบนโลก วิเคราะห์โลกและธรรมชาติๆ รวมถึงการที่เป็นคนมักชอบสังเกตเกี่ยวกับปรากฏการณ์ธรรมชาติต่างๆ ทำให้สังเกตุเห็นความเป็นไปของโลกทั้งสองด้าน อันได้แก่ กลางวันและกลางคืน ความมืดและความสว่าง หรือความดีและความชั่ว ไม่มีอำนาจใดเปลี่ยนความชั่วให้เป็นความดีได้ ดังความดีเปลี่ยนกลับเเป็นความชั่วไม่ได้ ดังนั้น การที่นักบวชหรือหมอผีที่อวดอ้างว่ามีอำนาจเหนือธรรมชาติย่อมเป็นไปไม่ได้ ทำให้โซโรอัสเตอร์ประกาศศาสนาเนื่องจากมีความมั่นใจและได้รับประสบการณ์จิต ที่เทพเจ้าแห่งความดีมอบหมายให้เปลี่ยนแปลงความชั่วเป็นความดี นับตั้งแต่ตอนนั้นก็ถือเป็นจุดเริ่มต้นขึ้นของศาสนาโซโรอัสเตอร์

ในสมัยที่อาณาจักรเปอร์เซียถูกปกครองด้วยกษัตริย์ วิศตาสปา (Vishtaspa) ซึ่งทรงนับถือศาสนาโซโรอัสเตอร์ และประกาศเป็นศาสนาประจำราชอาณาจักร นับเป็นจุดแสดงให้เห็นถึงการเติบโตของศาสนานี้เป็นอย่างมาก ดังนั้น ศาสนาโซโรอัสเตอร์ เป็นศาสนาที่มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งของชาวอิหร่านยุคก่อนที่จะหันมานับถือศาสนาอิสลาม โดยในปัจจุบันยังมีชาวอิหร่านที่นับถือศาสนาโซโรอัสเตอร์อยู่ และมีชาวปาร์ซีในประเทศอินเดียที่อพยพมาจากอิหร่าน เนื่องจากถูกคุกคามจากศาสนาอิสลามในช่วงอิสลามยึดอำนาจเปอร์เซีย ยังคงนับถือศาสนาโซโรอัสเตอร์อยู่ 

ที่สำคัญศาสนาโซโรอัสเตอร์ เป็นต้นแบบทัศนคติในเรื่องทวินิยมของโลก คือ เป็นเรื่องของความเชื่อของ 2 สรรพสิ่งที่คู่กัน ได้แก่ ความดีและความชั่ว และจุดหมายปลายทางของมนุษย์คือ มีความเชื่อชีวิตหลังความตายเรื่องการพิพากษาจากพระเจ้า ได้แก่ อหุระมาซดะ โดยผู้ทำดีจะได้ขึ้นสวรรค์ ผู้ทำชั่วจะตกนรก และ เป็นผู้ริเริ่มในการนำวิชาโหราศาสตร์ เวทย์มนต์มาสอน และเป็นศาสนาที่มีอิทธิพลต่อพัฒนาการของศาสนายูดาห์และการเกิดขึ้นของศาสนาคริสต์

ตามหลักคำสอนของศาสนาโซโรอัสเตอร์ คือ  โลกคือสมรภูมิแห่งสงครามอันศักดิ์สิทธิ์ของฝ่ายความดีและความชั่ว ซึ่งมีตัวแทนเป็นเทพเจ้า ได้แก่ ฝ่ายความดีมี เทพเจ้าอหุระมาซดา (Ahura Mazda) เป็นแม่ทัพ และฝ่ายความชั่ว มีพญามารอังคระไมนุย (Angra Mainyu ) เป็นแม่ทัพ อหุระมาซดา ทรงเป็นเทพเจ้าแห่งแสงสว่างหรือปัญญา และเป็นผู้สร้างสิ่งดีทั้งปวง ส่วนอังคระไมนุย เป็นมารในศาสนาโซโรอัสเตอร์มีลักษณะตรงข้ามกับ อหุระมาซดา คือ เป็นผู้สร้างสิ่งเลวร้ายทั้งปวง

แนวคิดการแบ่งฝั่งเทพ และ ฝั่งมาร ของศาสนาโซโรอัสเตอร์ มีอิทธิพลต่อแนวคิดทวินิยมแนวเทพเจ้ากับซาตานของศาสนายิว หรือศาสนายชูดาห์ รวมไปถึงศาสนาอื่นๆ ที่ต่อยอดจากศานายูดาห์อีกที โดยมีความเป็นไปได้ว่า อาจเกิดจากที่พระเจ้า ไซรัสมหาราช ( Cyrus the Great ) แห่งเปอร์เซีย ได้ยึดอำนาจกรุงบาบิโลนและปลดปล่อยผู้คนเชื้อชาติต่างๆ ที่เป็นเชลยศึกของกรุงบาบิโลนให้เป็นอิสระ ซึ่งชาวยิวก็เป็นหนึ่งในผู้ที่ถูกปลดปล่อย  จึงได้รับคติของศาสนาโซโรอัสเตอร์ เช่น การสู้รบระหว่างทพเจ้าแห่งแสงสว่าง(พระยาห์เวย์) และ เทพเจ้าแห่งความมืด (ซาตาน)


Ahura Mazda 
 

Angra Mainyu 
ที่มา : https://www.pinterest.com/

นอกจากนี้ยังมีคำกล่าวในคัมภีร์ยัสนะ 3 ว่า “ ในเบื้องต้นแห่งสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย ได้มีวิญญาณแห่ง อหุระมาซดา และ อังคระไมนุย ซึ่งแทนความดีและความชั่ว เทพทั้ง 2 นี้ ได้พบกันเพื่อสร้างชีวิตและศีลธรรมสากลโลกที่จะเกิดมีขึ้น พญามารได้ถูกสร้างขึ้นสำหรับคนชั่ว ส่วนอหุระมาซดา เพื่อคนที่บริสุทธิ์ที่มีศรัทธา คนชั่วย่อมเลือกวิญญาณฝ่ายชั่ว คนที่บริสุทธิ์และมีศรัทธาย่อมเลือกฝ่ายวิญญาณดี มนุษย์มีอิสระในการเลือกของตนเอง เขาอาจจะเลือกสิ่งดีหรือชั่ว และเขาก็จะต้องรับผิดชอบต่อการกระทำของเขา”

จากคำสอนดังกล่าวจะเห็นได้ว่า ศาสนาโซโรอัสเตอร์เน้นเจตจำนงเสรี หรือ Free will คือการเปิดโอกาสให้มนุษย์เลือกทำดีหรือทำชั่ว แต่ในที่สุดก็จะมี “วันพิพากษา” ที่ผู้ตายสามารถคืนชีพมาได้อีกครั้ง ซึ่งแนวคิดวันพิพากษาและการฟื้นคืนชีพ เป็นแนวคิดอีกแนวคิดหนึ่งที่มีอิทธิพลต่อศาสนายูดาห์ และศาสนาคริสต์ และที่สำคัญ ชีวิตหลังความตายถูกกำหนดขึ้นจากความสมดุลระหว่างความดีกับความชั่วที่ผู้นั้นได้กระทำขณะที่มีชีวิตอยู่ รวมทั้งการใช้วาจาและความคิด มีอยู่ 2 อย่างในการลบล้างความชั่วนั้นคือการ สารภาพบาป และไม่กลับมาทำอีก ซึ่งเหมือนกับพิธี Treasury of Merit ของศาสนาคริสต์

ศาสนาโซโรอัสเตอร์ยังมีอิทธิพลในทางอ้อมไปไกลถึงประเทศจีน เพราะมีความเกี่ยวพันกับลัทธิแมณี และพรรคเม้งก้าหรือพรรคจรัสที่เป็นที่รู้จักในนิยายกำลังภายในของจีน ซึ่งลัทธิแมณี ก่อตั้งโดยท่าน แมณี (Mani) ชาวกรุงบาบิโลน ซึ่งขณะนั้นเป็นเมืองขึ้นของเปอร์เซีย โดยผสมผสานลัทธิความเชื่อของศาสนาโซโรอัสเตอร์ ศาสนาพุทธ และศาสนาคริสต์ โดยเชื่อว่าคำสอนของศาสนาตนมีความสมบูรณ์มากกว่าคำสอนของ โซโรอัสเตอร์ พระพุทธเจ้า และ พระเยซู กล่าวคือ การนำเอาคำสอนศาสนาอื่นที่มองว่าศาสนาเหล่านั้นเป็นการนำร่องเท่านั้น มาทำให้คำสอนสมบูรณ์ยิ่งขึ้น

ลัทธิแมนีเริ่มเผยแผ่เมื่อท่านแมนีอายุ 27 ปี โดยเดินทางไปเอเชียกลาง อินเดีย และทางตะวันตกของจีน และจึงกลับเปอร์เซีย เมื่อกลับมาถึงบ้านเกิดเมืองนอนก็ถูกเบียดเบียนจากพระในศาสนาพื้นเมืองและถูกกษัตริย์บาหรัมที่ 1 ทรมานและถลกหนังจนตาย

ลัทธิแมณีได้เข้าสู่ประเทศจีนในช่วงราชวงศ์ถังโดยการติดต่อค้าขายระหว่างจีนกับเปอร์เซียบนเส้นทางสายไหม ซึ่งลัทธินี้มีชื่อภาษาจีน(แต้จิ๋ว) ว่า เม้งก้า แม้ลัทธิเม้งก้าจะมีแนวปฏิบัติที่ไม่เหมือนลัทธิแมณีอยู่บ้าง เช่น ไม่กินเหล้า กินอาหารมังสวิรัติ แต่หลักๆใหญ่ๆ เช่นเรื่องเทพเจ้าแห่งแสงสว่างและพญามารแห่งความมืดยังคงเหมือนกัน

ลัทธิเม้งก้าในจีนมีบทบาทสำคัญทางการเมือง เช่น รัชสมัยถังหวู่จงฮ่องเต้ ราชวงศ์ถัง ลัทธิเม้งก้าได้เป็นลัทธินอกกฎหมายเนื่องจากมีคำสอนเน้นหนักไปในทางต่อต้านชนชั้นปกครอง จึงทำให้ลัทธินี้แพร่หลายในหมู่คนที่ถูกกดขี่อย่างรวดเร็วในสมัยราชวงศ์ซ่ง และพยายามโค่นล้มราชสำนักนักหลายครั้งแต่ไม่สำเร็จ แต่พอถึงปลายราชวงศ์หยวน ก็มีกบฏโพกผ้าแดงซึ่งเป็นพลพรรคของลัทธิเม้งก้าและดอกบัวขาวได้โค่นล้มราชวงศ์หยวน และจูหยวนจางได้สถาปนาราชวงศ์หมิงขึ้น ซึ่งคำว่าหมิง มาจากต้าหมิง ซึ่งได้ตั้งชื่อตามลัทธิหมิงเจี๊ยว (ลัทธิเม้งก้าในภาษาจีนกลาง)


รูป ศาสดาแมณี 

จากบทความข้างต้น จะเห็นได้ว่า ระบบความเชื่อหรือศาสนาที่มีคนรู้จักน้อยมากในปัจจุบัน อย่างเช่น ศาสนาโซโรอัสเตอร์ อาจจะซุกซ่อนในความคิด แนวคิด คำสอน วิถีชีวิต และศิลปวัฒนธรรมในอารยธรรมต่างๆ อย่างแนบเนียน ซึ่งในโลกยุคโลกาภิวัตน์ในปัจจุบัน ที่เดินไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว หรือแม้กระทั่งการเปลี่ยนแปลงในอดีตย่อมทำให้เกิดวิวัฒนาการทางความเชื่อและศาสนา นั่นย่อมแสดงให้เห็นว่า บางสิ่งบางอย่างที่เราคิดเราทำอยู่ในวันนี้ บางทีอาจจะมีอิทธิพลในวันข้างหน้าก็เป็นได้


อ้างอิง

กรกิจ ดิษฐาน.( 2560). จูหยวนจางกับลัทธิเม้งก่า gypzyworld . สืบค้นเมื่อ วันที่ 27 กันยายน 2561,จาก:  http://www.gypzyworld.com/article/view/820

บัญชา ธนบุญสมบัติ.(2555).ท่องยานเวลาบุกฝ่าอารยธรรม. กรุงทพฯ : สำนักพิมพ์สารคดี
ประทีป สาวาโย.(2545). สิบเอ็ดศาสนาของโลก. กรุงทพฯ : สำนักพิมพ์โอเดียนสโตร์.

Beliefnet. (n.d.) .10 Things You Didn’t Know About Zoroastrianism. Retrieved September 27, 2018, from beliefnet  web site :  http://www.beliefnet.com/faiths/zoroastrianism/

Hammering Sheid. (2013). Zoroastrianism: Little Religion, Big Influence. Retrieved September 25, 2018, from hammeringshield web site  :  https://hammeringshield.wordpress.com/2013/09/01/

อ่านเพิ่มเติม »

ฮาเธอร์ (Hathor) เทพีแห่งความรัก

โดย พิรญาณ์ โพธิ์มี

เมื่อกล่าวถึงเทพเจ้าในสมัยอียิปต์โบราณ ทุกคนคงจะนึกถึงเทพเจ้ารา โอซิริส เซธ ฮอรัส ซึ่งอาจเคยได้ยินหรือรู้จักผ่านตำนานสงครามเทพเจ้า เทพเจ้าที่กล่าวมานั้นล้วนเกี่ยวข้องกับสงคราม การเกิดของสรรพสิ่ง และความตาย แต่เทพเจ้าที่ชาวอียิปต์นับถือยังมีอีกหลายองค์ที่มีความสำคัญ เมื่อมีสงคราม การเกิด และความตาย  ยังมีอีกสิ่งหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับชีวิตมนุษย์ นั่นก็คือความรัก ซึ่งเทพีแห่งความรักที่ได้รับการนับถือจากชาวอียิปต์โบราณคือ เทพีฮาเธอร์ (Hathor)

ฮาเธอร์ ทรงมีพระนามในภาษาอียิปต์ว่า เฮ็ท-เฮร์ท (Het-Hert) พระนางทรงเป็นเทพีที่ได้รับการเคารพอย่างกว้างขวางอีกองค์หนึ่งทั่วแผ่นดินอียิปต์โบราณ นอกจากที่ทรงเป็นเทพีแห่งความรัก พระนางยังทรงเป็นเทพีแห่งความงาม ความสุข พิธีกรรม ศิลปวิทยาการ การเกิดของเด็ก และคุณสมบัติที่ดีของเพศหญิง ลักษณะของพระนางส่วนศรีษะและลำตัวเป็นมนุษย์ บนศรีษะสวมศิราภรณ์รูปเขาวัวคู่โอบดวงสุริยะ หรือปรากฏเป็นรูปวัวทั้งตัวและทรงถือซิสทรัม (เครื่องให้จังหวะในพิธีกรรม)


เทพีฮาเธอร์

โดยดั้งเดิมนั้นพระนางทรงได้รับการนับถือในฐานะของแม่โคแห่งสวรรค์ บางคัมภีร์กล่าวไว้ว่าพระนางคือเทพีแห่งเอกภพ ผู้ซึ่งครอบครองท้องฟ้าทั้งในบูรพทิศและประจิมทิศ นอกจากนี้ยังมีตำนานที่ระบุไว้ในคัมภีร์มรณะกล่าวว่าเมื่อวิญญาณของมนุษย์ไปถึงทางเข้าสู่ยมโลก เทพีฮาเธอร์จะไปต้อนรับในลักษณะของวัว วิญญาณเหล่านั้นจะขอร้องให้พระนางช่วยพาเข้าไปสู่โลกวิญญาณโดยนั่งบนหลังวัว

พระนางทรงได้รับความเคารพบูชาอย่างต่อเนื่องในทุกราชวงศ์ และในแทบทุกเมืองของอาณาจักรอียิปต์โบราณ พระนางถูกดึงเข้าไปเกี่ยวข้องกับลัทธิที่นับถือเทพเจ้าในหลายลัทธิ ลัทธิใดนับถือเทพองค์ใดเป็นใหญ่และเคารพเทพีฮาเธอร์ด้วยก็จะพยายามดึงพระนางเข้าไปเกี่ยวข้องกับเทพเจ้าองค์นั้น ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง

ลัทธิที่บูชาฮอรัส เทพเจ้าแห่งท้องฟ้า กล่าวว่าพระนางทรงเป็นชายาและพระมารดาของฮอรัส ซึ่งในสมัยหนึ่งเชื่อว่าเป็นองค์เดียวกับไอซิส (ชายาเทพเจ้าโอซิริส) แต่ภายหลังได้แยกออกจากกัน คือไอซิสเป็นมารดาของ    ฮอรัสและฮาเธอร์เป็นแม่นม พระนามของเทพีฮาเธอร์ที่เขียนด้วยอักษรภาพเฮียโรกลิฟฟิคมีรูปนกเหยี่ยวซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของฮอรัสอยู่ในกำแพงล้อม มีความหมายว่า “บ้านแห่งฮอรัส” พระนามนี้แสดงถึงว่าพระนางเป็นผู้ปกป้องคุ้มครองเทพเจ้าฮอรัส


ฮาเธอร์และฮอรัส
ที่มา : https://pixels.com/featured/

ชาวอียิปต์โบราณมีการจัดพิธีที่เรียกว่าพิธีกรรมการพบปะที่งดงาม (Festival of Beautiful Reunion) ซึ่งจัดขึ้นเพื่อเทพเจ้าฮอรัสและเทพีฮาเธอร์โดยเฉพาะ ในพิธีนี้เทวรูปของเทพีฮาเธอร์จะล่องเรือจากวิหารเดนดรา(Dendera) เพื่อลงมาร่วมอภิเษกสมรสกับเทวรูปของเทพเจ้าฮอรัสในวิหารเอ็ดฟู (Edfu) เทวรูปของทั้งสองจะประดิษฐานคู่กันเป็นเวลานาน 2 เดือนหลังจากนั้นเทพีฮาเธอร์จะตั้งครรภ์และล่องเรือกลับวิหารเดนดรา

วิหารเดนดรา (Dendera Temple) เป็นวิหารที่สร้างขึ้นเพื่อบูชาเทพีฮาเธอร์ ถือว่าเป็นสถานที่ซึ่งเทพเจ้า ฮอรัสจะเสด็จมาเยี่ยมเยือนพระชายาและพระโอรสเป็นประจำ วิหารนี้เป็นสถานที่ที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดแห่งหนึ่งบนแผ่นดินอียิปต์ เป็นหนึ่งในวิหารทั้งสามที่ในสมัยฟาโรห์เชื้อสายกรีกแห่งราชวงศ์ปโตเลมีให้การอุปถัมภ์เป็นพิเศษและทรงปฏิสังขรณ์วิหารโดยสร้างเสริมขึ้นอย่างใหญ่โต ส่วนมากคนอียิปต์ที่นับถือเทพีฮาเธอร์รู้กันว่า หากหนุ่มสาวคู่ใดปรารถนาความสมหวังในเรื่องความรัก ก็จะไปขอพร ณ เทวสถานของพระนาง เพื่อรับพรจากพระนางให้คุ้มครองชีวิตสมรสให้ยั่งยืนตลอดไป


วิหารเดนดรา (ด้านหน้า)

ลัทธิย่อยที่บูชาเทพเจ้าราและนางพญาสิงโตเซ็ค-เม็ต เชื่อว่าพระนางฮาเธอร์ทรงเป็นธิดาของเทพเจ้ารา   มีตำนานเล่าว่า ครั้งหนึ่งเทพีฮาเธอร์ได้รับมอบพระเนตรที่ทรงพลังจากเทพเจ้ารา เนรมิตร่างใหม่ให้มีศรีษะเป็นสิงโตและร่างกายเป็นมนุษย์ เรียกใหม่ว่า เซ็คเม็ต-ฮาเธอร์ เทพีสิงโตฮาเธอร์ทรงหลงลืมทุกสิ่ง พระนางตามล่าเหยื่อ สังหารมนุษย์ผู้ชั่วร้ายและฉีกเนื้อมุษย์กินเป็นอาหาร ทรงพอพระทัยในรสชาติเลือดของมนุษย์และตระเวนไปทั่วดินแดนอียิปต์โบราณ

เทพเจ้าราทรงเห็นความโหดร้ายนี้จึงมีรับสั่งให้ทหารนำรากต้นไม้ชนิดหนึ่งซึ่งมีลักษณะคล้ายมนุษย์มาทุบจนมีสีแดงคล้ายเลือด ผสมกับดินแดง และเบียร์จากข้าวบาร์เลย์ ใส่ไว้ในตุ่ม 7,000 ตุ่ม รุ่งเช้าสิงโตฮาเธอร์ผ่านมาและเห็นรอยเลือดอยู่ทั่ว พระนางทรงประหลาดใจแต่ด้วยความชอบในรสชาติของเลือดจึงดื่มจนมึนเมาและสิ้นฤทธิ์ไป จากนั้นพระนางจึงสำนึกได้และเลิกฆ่ามนุษย์นับแต่นั้นและทรงกลายมาเป็นเทพีแห่งความรัก และเมตตาต่อมนุษย์

แม้ว่าในตำนานของเทพีฮาเธอร์พระนางจะมีความเกี่ยวข้องกับเทพเจ้าหลายองค์ รวมถึงมีการเกี่ยวข้องกับการสังหารมนุษย์แต่ด้วยความที่พระนางเป็นเทพีแห่งความรัก พระนางก็สามารถสำนึกได้และเลิกสังหารมนุษย์ ตำนานนี้แสดงให้เห็นว่าถึงแม้เทพีฮาเธอร์จะเป็นเทพแต่พระนางก็ทรงมีความรัก โลภ โกรธหรือหลงดังเช่นมนุษย์คนหนึ่ง ซึ่งท้ายที่สุดแล้วหากจิตใจของมนุษย์นั้นเป็นจิตใจที่มีความรักและเต็มไปด้วยความเมตตาก็จะสามารถกลับตัวและสำนึกได้ดังเช่นเทพีแห่งความรักองค์นี้


อ้างอิง

คุรุเทพแห่งอียิปต์โบราณ ตอนที่ 2 (ออนไลน์). สืบค้นเมื่อ 15 กันยายน 2561, จาก: http://sacredisis.blogspot.com/2018/03/2.html

มหาสงครามแห่งทวยเทพแห่งแดนไอยคุปต์ (ออนไลน์). สืบค้นเมื่อ 15 กันยายน 2561, จาก: https://www.thairath.co.th/content/580097

The Goddess : Hathor (ออนไลน์). สืบค้นเมื่อ 15 กันยายน 2561, จาก: https://www.egyptian-witchcraft.com/the-goddess-hathor/

The Dendera Temple (ออนไลน์).สืบค้นเมื่อ 15 กันยายน 2561, จาก: http://letseetheworld.thaimultiply.com/photos/83992/the-dandara-temple
อ่านเพิ่มเติม »

พระศิวะ มหาเทพแห่งการทำลายล้าง

โดย  พีรณัฐ  เจริญพงศ์อนันต์

ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู เป็นศาสนาที่เก่าแก่ที่สุดในโลก ซึ่งหากจะพูดกันถึงเรื่องเทพเจ้าของศาสนาพราหมณ์-ฮินดูนั้น เทพเจ้าแต่ละองค์ก็มีภาระหน้าที่ที่แตกต่างกันออกไป เช่น เทพผู้สร้าง เทพผู้ดูแลรักษา เทพผู้ทำลายล้าง เป็นต้น บทความนี้จะขอพูดในหัวข้อเรื่อง “เทพผู้ทำลายล้าง” ซึ่งเป็นเทพที่ถือว่ามีหน้าที่ที่สำคัญมากองค์หนึ่ง

เทพผู้ทำลายล้างหรือชื่อที่เราได้ยินกันบ่อยๆว่า “พระศิวะ” นั้นเป็นหนึ่งในตรีมูรติ หรือเทพเจ้าสูงสุดสามพระองค์ตามความเชื่อในศาสนาพราหมณ์-ฮินดู ซึ่งได้แก่ พระพรหม  เทพเจ้าผู้สร้างจักรวาลและโลก   พระวิษณุหรือพระนารายณ์  เทพผู้รักษาคุ้มครองโลก และพระศิวะหรือพระอิศวร  เทพผู้ทำลายล้าง

ที่มา: https://lord-shiva-wallpaper-landing-state.th.aptoide.com/

รูปลักษณ์ของพระศิวะนั้นมีปรากฏมากมายหลายลักษณะด้วยกัน แต่จุดเด่นที่ถือว่าเป็นเอกลักษณ์ของพระศิวะก็คือ รูปพระจันทร์เสี้ยวและดวงตาดวงที่ 3 บนพระนลาฏ สร้อยประคำที่เป็นหัวกะโหลกและงูที่คล้องพระศอของพระองค์อยู่นั้น ซึ่งถือได้ว่าเป็นเอกลักษณ์ของพระศิวะที่เป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลาย  พระศิวะนั้นเป็นเทพที่นิยมประพฤติองค์เป็นโยคีหรือผู้ถือศีล ดังนั้นรูปของพระองค์จึงมักปรากฏเป็นเทพที่ทรงเครื่องแบบที่ค่อนข้างติดดิน เป็นต้นว่า ทรงแต่งองค์คล้ายๆ พวกโยคะหรือพวกฤาษีสยายผมยาวแล้วม่นมวยผมเป็นชฎาบนศีรษะ ทรงนุ่งห่มด้วยหนังกวางบ้าง หนังเสือบ้าง

คัมภีร์โบราณหลายเล่ม กล่าวถึงสีพระวรกายของพระศิวะแตกต่างกันออกไป บางคัมภีร์ระบุว่าพระวรกายของพระศิวะนั้นเป็นสีแดงเข้มราวกับเปลวไฟหรือโลหิต บางคัมภีร์ว่าพระวรกายขององค์พระศิวะนั้นเป็นสีขาว นวล บริสุทธิ์ ดั่งสีของพระจันทร์ แต่หลายๆคัมภีร์กล่าวไว้ตรงกันว่า พระศิวะนั้นเป็นเทพที่มีพระเนตร 3 ดวง คือดวงที่ 3 นั้นจะปรากฏขึ้นอยู่บนพระนลาฏขององค์โดยปรากฏเป็นดวงตารูปแนวนอนบ้าง รูปตั้งทรงพุ่มช้างบิณฑ์บ้าง นอกจากนี้ดวงตาที่ 3 นี้สามารถมองเห็นอดีตและอนาคตได้อีกด้วย   

อาวุธในปางต่างๆของพระศิวะนั้น มักจะปรากฏพระกรแต่ละข้างของพระศิวะทรงถืออาวุธที่แตกต่างกันออกไปแต่ส่วนใหญ่อาวุธที่ถือได้ว่าเป็นเอกลักษณ์ของพระองค์นั้น คือ คทา – ที่ยอดเป็นรูปหัวกะโหลก ชื่อชัฏวางค์  ตรีศูล – ชื่อปีนาก  คันศร – ชื่ออชคพ นอกจากนั้นอาวุธของพระศิวะที่ปรากฏว่าทรงถืออยู่ในหลาย ๆ ปางหลาย ๆ รูปลักษณ์ก็คือ บัณเฑาะว์ พระสังข์ บ่วงบาศ เปลวเพลิง พระขรรค์

พาหนะประจำของพระศิวะ คือ โคที่มีชื่อว่า “ อุศุภราช ” บ้างก็มีชื่อเรียกที่ต่างกันไป ว่า โคนนทิราช ซึ่งมีการเกิดที่ไม่ธรรมดา คือโคนี้ไม่ได้เกิดขึ้นมาจากพ่อโค แม่โคเหมือนกับโคอื่นๆ แต่เกิดมาจากมหาเทพ ซึ่งในบางคัมภีร์นั้นก็กล่าวถึงประวัติการเกิดของโคนนทิราชที่แตกต่างกันออกไป ดังนั้นการที่ชาวฮินดูไม่นิยมฆ่าวัวก็เป็นเพราะเคารพและบูชาโคนนทิราช ซึ่งถือเป็นโคศักดิ์สิทธิ์นั่นเอง

ที่ประทับพระศิวะนั้น ทรงประทับอยู่บนยอดเขาไกรลาส ตามคัมภีร์นั้นได้บันทึกไว้ว่า พระศิวะเสด็จมาเยือนมนุษย์โลกหนึ่งครั้งเท่านั้นในแต่ละปี วันที่จะเสด็จลงมาจากยอดเขาไกรลาสนั้น คือวันขึ้น 7 ค่ำ เดือนยี่ และพอถึงวันแรม 1 ค่ำ เดือนยี่ ก็จะเสด็จกลับสู่ยอดเขาไกรลาสซึ่งเป็นที่ประทับของพระองค์

พระศิวะทรงมีเอกอัครมเหสีคือ “ พระแม่อุมามหาเทวี ” หรือที่ชาวฮินดูนิยมเรียกกันว่าพระนางปาราวตี ซึ่งเป็นอิตถีเทพ ที่งดงามเป็นยิ่งนัก และยังเป็นเทพเทวีที่มีผู้คนนิยมบวงสรวงบูชามากมายกว่าเทพนารีองค์อื่นองค์ใด นอกจากนั้นพระศิวะยังทรงเป็นพระบิดาของ “ พระพิฆเนศวรและพระขันธ์กุมาร ”  พระโอรส 2 พระองค์นี้ประสูติจากพระนางปาราวตี หรือพระแม่อุมาอัครมเหสีคู่บารมี ซึ่งพระขันธ์กุมารนั้นเป็น เทพแห่งนักรบ และ พระพิฆเนศวรเป็นเทพแห่งความสำเร็จ

พระองค์มักจะทรงประทานพรวิเศษให้แก่ผู้หมั่นกระทำความดี และยึดมั่นในศีลธรรม หากผู้ใดประพฤติดีเพื่ออุทิศถวายแก่พระองค์แล้วปรารถนาสิ่งวิเศษใดๆ พระองค์ก็จะประทานพรนั้นๆให้ แต่ถ้าได้พรสมปรารถนาแล้ว วันหน้ากระทำเรื่องไม่ดี ผู้นั้นจะถูกพระองค์ลงโทษ  มีความเชื่อกันว่าพระศิวะนั้นสามารถรักษาอาการเจ็บไข้ได้ป่วยต่างๆได้อย่างมหัศจรรย์ หากผู้ใดที่เจ็บป่วยหรือต้องการขอพรให้คนในครอบครัวหายจากอาการเจ็บไข้ได้ป่วย ถ้ากระทำการบวงสรวงบูชาและขอพรจากพระศิวะ ความเจ็บป่วยนั้นก็จะถูกปัดเป่าให้หายไปได้ในเร็ววัน

นอกจากนี้พระองค์ยังทรงเป็นเทพที่จะคอยขับไล่สิ่งชั่วร้ายให้ห่างไกล และทำให้เกิดความดีงามเป็นศิริมงคลเกิดขึ้น ผู้ที่มีความทุกข์ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไร หากบวงสรวงบูชา ขอพรให้พ้นทุกข์ พระศิวะก็จะประทานพรให้ผู้นั้นได้พ้นจากความทุกข์ด้วยเช่นกัน

สุดท้ายนี้ เรื่องที่อยากจะฝากกับทุกๆคนก็คือ มิควรที่จะลบหลู่การบูชาสักการะหรือพิธีกรรมต่างๆของศาสนา ไม่ว่าจะเป็นศาสนาที่ตนนับถือหรือไม่ก็ตาม  เนื่องจาก การบูชาสักการะเรื่องเทพเจ้านั้นถือเป็นความเชื่อส่วนบุคคลซึ่งถือเป็นเรื่องที่ศักดิ์สิทธิ์อย่างมาก ซึ่งหากกระทำเช่นนั้นอาจจะทำให้เกิดความขัดแย้งหรือการทะเลาะวิวาทต่างๆตามมาได้ในภายหลัง


อ้างอิง

ตำนานพระศิวะ มหาเทพผู้ยิ่งใหญ่. (2558). สืบค้นเมื่อ 11 กันยายน 2561,จาก http://www.siamganesh.com/ongtep/?p=15

พระศิวะ. (2561). สืบค้นเมื่อ 11 กันยายน 2561,จาก https://th.wikipedia.org/wiki/พระศิวะ

ตำนานเทพ พระพรหม พระศิวะ พระนารายณ์ พระพิฆเนศวร พระราหู. สืบค้นเมื่อเมื่อ 11 กันยายน 2561,จาก http://www.oceansmile.com/KHM/Tamnanthep.htm


อ่านเพิ่มเติม »

ศาสนาคริสต์นิกายมอรมอน (Mormon)

โดย อภิณห์พร นามจรัสเจริญกิจ

น้อยคนนักที่จะรู้จักกับศาสนาคริสต์นิกายมอรมอนเพราะว่าศาสนาคริสต์ได้แตกออกเป็นหลายนิกาย โดยจุดเด่นของนิกายนี้คือ พระคัมภีร์มอรมอน ซึ่งถูกแปลโดยศาสดาโจเซฟ สมิธ มอรมอนเป็นนิกายที่แตกต่าง เพราะไม่มีบาทหลวง ไม่มีนักบวช และไม่มีโป๊ป และมีคัมภีร์มอรมอนเป็นของตัวเอง จึงเกิดคำถามขึ้นว่าเพราะเหตุใดนิกายนี้จึงเติบโตได้ เรามาทำความรู้จักกับศาสนาคริสต์นิกายมอรมอนกันเถอะค่ะ

พระคัมภีร์มอรมอน

ก่อนอื่นเราจะมาพูดถึงต้นกำเนิดของศาสนาคริสต์ มีกำเนิดขึ้นในช่วงปลายของสมัยโรมัน โดยมีศาสดาคือพระเยซูคริสต์ หลังจากนั้นประมาณ 300 ปีอาณาจักรโรมันต่อต้านศาสนาคริสต์อย่างรุนแรงและมีคำทำนายว่าจะมีทารกเกิดใหม่ที่จะเป็นผู้ยิ่งใหญ่เหนือกษัตริย์ จึงมีการฆ่าเด็กทารก และต่อมาเมื่อพระเยซูเติบโตท่านก็ได้สอนศาสนาให้กับผู้คนมากมายซึ่งขัดกับหลักความเชื่อในสมัยนั้น มีการใส่ร้ายจนนำไปสู่การประหารพระเยซูคริสต์ในที่สุด ในคริสต์ศตวรรษที่ 4 มีจักรพรรดิคอนสตันไทน์ที่ 1 นับถือศาสนาคริสต์และได้ประกาศให้ศาสนาคริสต์เป็นศาสนาที่ถูกกฎหมายในปีคริสตศักราช 313 ตามพระราชกฤษฎีกาแห่งมิลาน


จักรพรรดิ คอนตันไทน์ที่ 1

ในปีคริสต์ศักราช 394 เมื่อโรมันล่มสลายศาสนาก็เข้ามามีบทบาทในยุโรปทั้งเรื่องการเมือง สังคม เศรษฐกิจ และเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ ชาวยุโรปจึงมีความเคร่งคัดทางศาสนาและมีศรัทธาในคริสตจักรอย่างมาก หากผู้ใดทำผิดก็จะถูกไต่สวนและลงโทษโดยศาสนาจักร และคริสตจักรยังมีอำนาจเหนือกษัตริย์

ในปีคริสตศักราช 476 เศรษฐกิจตกต่ำการเมืองและวัฒนธรรมก็เช่นกันจึงเรียกยุคนี้ว่ายุคมืดแต่ก็มีการสร้างอารยธรรมใหม่เกิดขึ้นมากมายโดยศาสนาจักรมีอำนาจมากที่สุดและเกิดความขัดแย้งทางศาสนาสืบเนื่องมาจากการปฏิรูปทางศาสนาในยุคกลางของตะวันตกซึ่งนำโดย มาร์ติน ลูเทอร์ โดยมูลเหตุที่ทำให้เกิดการปฏิรูปคือการไม่เห็นด้วยกับการที่ศาสนาคริตส์นิกายแคทรอลิคออกมาขายใบไถ่บาปเพื่อสร้างพระวิหารเซนปีเตอร์ จึงเกิดการประท้วงและมีการกำเนิดนิกายโปแตสแตนท์ินับตั้งแต่นั้นก็ได้มีนิกายเกิดใหม่หลายนิกาย และนิกายมอรมอนก็แตกออกมาอีกที ก่อตั้งโดย โจเซฟ สมิธ ในปีคริสตศักราช 1820


ศาสดาโจเซฟ สมิธ ผู้แปลพรคัมภีร์มอรมอนและผู้ก่อตั้งมอรมอน
ที่มา : https://www.lds.org/

บุคคลที่นับถือนิกายมอรมอน จะเรียกตัวเองว่าชาวมอรมอนไม่ใช้คำว่านิกาย โดยในประเทศไทยมีชาวมอรมอนประมาณ 20,730 คน โดยจะใช้คำว่าสมาชิกแห่งศาสนาจักรของพระเยซูคริสต์แห่งวิสุทธิชนยุคสุดท้าย ชาวมอรมอนไม่มีนักบวชหรือบาทหลวงมีเพียงผู้สอนศาสนาที่เราเห็นปั่นจักรยานเป็นคู่ใส่ชุดสุภาพและมีป้ายชื่อติดที่ตรงหน้าอกและมีฐานะปุโรหิตเพื่อประกอบพิธีการต่างๆ และยังมีศาสดาพยากรณ์และโครัมอัครสาวก 12 และ 70 ในการดูแลสมาชิกของศาสนาจักร และหลักคำสอนที่อยู่ในพระคัมภีร์มอรมอน ซึ่งเชื่อว่าเป็นส่วนที่หายไปจากพระคัมภีร์ไบเบิ้ล เนื้อหามีความเชื่อมโยงกันและที่สำคัญชาวมอรมอนไม่มีการนับถือรูปเคารพไม่ว่าจะเป็นไม้กางเขนหรือรูปปั้นพระแม่มารี ซึ่งจะแตกต่างจากนิกายทั่วไป

เอาล่ะค่ะเดี๋ยวเรามาทำความรู้จักต้นกำเนิดของชาวมอรมอนกันดีกว่า หลังจากเกิดการปฏิรูปศาสนาจนทำให้มีนิกายหลายนิกายกำเนิดใหม่ความเลื่อมใสในศาสนาได้แพร่กระจายไปทั่ว ในขณะนั้นโจเซฟ สมิธ มีอายุเพียง 14 ย่างเข้า 15 ปี ครอบครัวของท่านค่อนข้างเคร่งศาสนา ท่านได้เข้ารวมฟังคำสอนของนิกายต่างๆโดยเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ต่างคนต่างบอกว่านิกายตนนั้นถูกต้องจนบาทหลวงของแต่ละนิกายทะเลาะกัน ซึ่งท่านรู้สึกว่ามันไม่จริง จนกระทั่งวันหนึ่งท่านรู้สึกสับสนอย่างมากท่านจึงอ่านพระคัมภีร์ไบเบิ้ลและสวดอ้อนวอนอย่างหนัก จนท่านได้ไปอ่านเจอข้อความหนึ่งในพระคัมภีร์ไบเบิ้ล ในหนังสือพันธะสัญญาใหม่

แมททิว บทที่ ข้อที่ 7-8 กล่าวว่า 
7  “จงขอแล้วเจ้าจะได้ จงหาแล้วเจ้าจะพบ จงเคาะแล้วจะเปิดให้แก่ท่าน” 
8 “เพราะว่าทุกคนที่ขอก็ได้ ทุกคนที่แสวงหาก็พบ ทุกคนที่เคาะก็จะเปิดให้แก่เขา”

หลังจากนั้น โจเซฟ สมิธ ก็เข้าไปในป่าเพื่อสวดอ้อนวอนทูลถามพระเจ้าต่อสิ่งที่เกิดขึ้นและความสับสนของท่าน กล่าวกันว่าในขณะที่ท่านสวดอ้อนวอนได้มีแสงสว่างปรากฎและสิ่งที่มาประกฏต่อหน้าท่านเห็นคือ พระบิดา พระเยซู และพระวิญญาณบริสุทธิ์ มาปรากฎเพื่อตอบคำถามและมอบหมายงานให้แก่ท่าน พระเจ้าเลือกท่านมาเป็นผู้ฟื้นฟูคำสอนหลังจากเกิดการละทิ้งความเชื่อมาเป็นเวลานาน เมื่อวันที่คริสตศักราช 1823 เทพโมโรไนมาปรากฎต่อท่านบอกถึงงานที่ท่านต้องทำ 4 ปีต่อมาเทพโมโรไนมาปรากฎต่อท่านและมอบแผ่นจารึกทองคำให้แก่ท่านเมื่อค้นพบว่าแผ่นจารึกถูกฝังไว้เนินใกล้บ้านของ ท่านนำแผ่นจารึกออกมาเพื่อเริ่มแปล


พระบิดาและพระเยซูมาปรากฎต่อ โจเซฟ สมิธ
ที่มา https://www.lds.org/

เมื่อข่าวเริ่มแพร่กระจายไปทั่ว ท่านก็ต้องย้ายไปเมืองอื่นเพราะมีคนพยายามขโมยพระคัมภีร์ต้นฉบับงานแปลถูกขโมยไป 116 หน้า โดยคนที่ขโมยไปนั้นคือคนที่ช่วยท่านแปลพระคัมภีร์ไปในตอนแรก ซ้ำยังโดนคนกล่าวหาว่าหลอกลวงและเป็นคนบ้าท่านจึงเริ่มสวดอ้อนวอนอย่างหนักอีกครั้ง พระเจ้าได้ทรงได้ประทานพรด้านการแปลให้โจเซฟ สมิธ และได้จัดพิมพ์ออกมาโดยมีเพื่อนและครอบครัวช่วยเหลือและและพระคัมภีร์ได้ออกสู่สาธารณะชนครั้งแรกในวันที่ 6 มีนาคม คริสตศักราช 1830 และวันที่ 6 เมษาในปีเดียวกันพระคัมภีร์เผยแพร่ออกมาก็มีคนเห็นด้วยและไม่เห็นด้วยโดยศาสดาโจเซฟ สมิธและพักพวกของท่านต้องหลบหนีเพราะมีคนไล่ล่าหมายเอาชีวิตท่านโดยเป็นคำสั่งจากผู้ว่าการรัฐมีซูรี สุดท้ายท่านได้เสียชีวิตพร้อมกับพี่ชายของท่านในคุกที่เมืองคาร์เทจ รัฐอิลลินอยส์ และหลังจากนั้นก็มีคนเผยแพร่พคำสอนต่อๆไป

สุดท้ายแล้ว หลายคนเข้าใจว่าการที่เข้ามาเป็นมิสชันนารีหรือผู้สอนศาสนานั้นคือ ศาสนาจักรจ้างพวกเขาให้เข้ามาทำการเผยแผ่ศาสนา แต่ความจริงแล้วคือ พวกเขาอาสาเข้ามารับใช้เอง โดยใช้ทุนของตัวเอง ผู้ชายจะใช้เวลาอยู่ในมิชชั่นนานกว่าผู้หญิง ในขณะที่ผู้ชายอยุูในมิชชัน 2 ปีแต่ ผู้หญิงจะอยู่ในมิชชัน 1 ปี 6 เดือน เนื่องจากผู้ชายมีอำนาจฐานะปุโรหิตที่ผู้หญิงไม่มีและมีความเข้มแข็งกว่าผู้หญิง จึงทำให้ผู้ชายอยู่ในมิชชั่นนานกว่าเมื่อครบตามเวลาที่กำหนดผู้สอนก็กลับบ้านของพวกเขา

ปัจจุบันอัครสาวกผู้ถูกเลือกจากการสวดอ้อนวอนก็ได้ทำตามคำสอนของโจเซฟ สมิธมาเรื่อยๆ จนคำสอนได้แผ่ก็กระจายไปทั่วโลกและเติบโตจนมาถึงปัจจุบัน


อ้างอิง

พระคัมภีร์ไข่มุกอันล้ำค่า เรื่องโจเซฟ สมิธ ประวัติ จัดพิมพ์โดยศาสนจักรของพระเยซูคริสต์แห่ง
วิสุทธิชนยุคสุดท้าย ซอลท์เลคซิตี้, รัฐยูทาห์, สหรัฐอเมริกา 2010.

พระคัมภีร์ไบเบิ้ล พันธะสัญญาใหม่ แมธทิว7 ; 7-8 จัดพิมพ์โดยศาสนจักรของพระเยซูคริสต์แห่งวิสุทธิชนยุคสุดท้ายซอลท์เลคซิตี้, ยูทาห์, สหรัฐอเมริกา.

หนังสือคำสอนของประธานศาสนาจักร โจแซฟสมิธ จัดพิมพ์โดยศาสนาจักรของพระเยซูคริสแห่งวิสุทธิชนยุคสุดท้าย ซอลท์เลคซิตี้, ยูทาห์,สหรัฐอเมริกา 2007.

หนังสือรากฐานการฟื้นฟู คู่มือครู จัดพิมพ์โดยศาสนจักรของพระเยซูคริสต์แห่งวิสุทธิชนยุคสุดท้ายซอลท์เลคซิตี้, ยูทาห์, สหรัฐอเมริกา.

จักรรพรรดิคอนตันไทน์ที่1. สืบค้นเมื่อ 29 พฤษภาคม 2561, จาก : https://th.m.wikipedia.org/wiki/จักรพรรดิคอนสตันไทน์มหาราช

ต้นกำเนิดศาสนาคริสตร์ สืบค้นเมื่อ 29 พฤษภาคม 2561, จาก : https://th.m.wikipedia.org/wiki/พระเยซู

อ่านเพิ่มเติม »

คัมภีร์ “พระเวท” มหาคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์แห่งฮินดู

โดย  วิรุฬห์ นาทะยัพ

ศาสนาฮินดูถือว่าเป็นศาสนาที่มีความเชื่อเกี่ยวกับเหล่าเทพเจ้าทั้งหลาย มีพิธีกรรมมนตราอันศักดิ์สิทธิ์ประกอบกับหลักประพฤติตนเพื่อให้บรรลุจุดสูงสุดของศาสนานั้นก็คือ “โมกษะ” ซึ่งสิ่งชี้แนะที่จะทำให้ถึงจุดนั้นก็คือ “พระเวท”

คัมภีร์พระเวทเป็นแหล่งกำเนิดของปรัชญาอินเดียทุกแขนง พระเวทแบ่งออกเป็น 3 ได้แก่ ฤคเวท สามเวท ยชุรเวท ในเวลาต่อมาก็เกิดอถรวเวท หรืออถรรพเวทเพิ่มเข้ามา แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังเรียกว่า ไตรเพท หรือพระเวท 3 ตามเดิม ชาวฮินดูถือว่าพระเวทเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ไม่มีข้อผิดพลาดเพราะว่าพระเจ้าได้ประทานให้มนุษย์โดยตรง



ต้นกำเนิดนั้นเชื่อกันว่าพวกฤาษีได้ไปบำเพ็ญเพียรในป่า แล้วได้ยินเสียงซึ่งเชื่อว่าเป็นพระสุรเสียงของพระพรหมธาดาได้ถ่ายทอดพระเวทแก่เหล่าฤาษีนั้น จึงได้มีการเล่าต่อกันมาเรียกว่า ศรุติ แปลว่าเรื่องที่ได้ยินได้ฟังกันมา ศาสตราจารย์ ดร.ราธกฤษณัน อดีตประธานาธิบดีอินเดีย สันนิษฐานว่าน่าจะเกิดช่วง 1,000 - 100 ปี ก่อน พ.ศ. เพราะในคัมภีร์พระพุทธศาสนาในครั้งพุทธกาลมีกล่าวถึงไตรเพท แต่ยังไม่ปรากฏอถรวเวทซึ่งน่าจะเกิดขึ้นภายหลังนั้น เนื้อหาของพระเวททั้ง 4 มีดังนี้

ฤคเวท ประกอบด้วยมันตระหรือบทสวดสรรเสริญเทพเจ้าทั้งหลาย ว่าแต่ละพระองค์มีความสำคัญอย่างไร มีคุณสมบัติอย่างไร และในบรรดาเทพเจ้าทั้งหลาย พระสาวิตรี พระวรุณะ พระอินทร์ และพระยม เป็นเทพเจ้ารุ่นแรกสุดในสมัยพระเวท เมื่อสวดสรรเสริญเหล่าเทพเจ้าจบ ก็อัญเชิญให้เสด็จมาทรงเป็นประธานในพิธีกรรมบูชายัญ ฤคเวท เป็นบทร้อยกรอง เป็นคำฉันท์ มีถึง 1,017 โศลก

สามเวท ว่าด้วยบทสวดทำนองเสนาะเพื่อขับกล่อมเทพเจ้าที่เสด็จมาถึงมณฑลพิธีบูชายัญ คำว่า สามะ แปลว่า เพลง หรือขับร้องทำนองเสนาะ ซึ่งมาจากฤคเวทแต่ตัดเอามาเป็นบทสั้นๆเพื่อให้เทพเจ้าพอพระทัย ควบคู่ไปกับการถวายน้ำโสมให้ทรงดื่ม

ยชุรเวท กล่าวถึงขั้นตอนพิธีกรรมในการบูชายัญบวงสรวงสังเวย ซึ่งก็นำมาจากฤคเวทอีกเช่นกัน เพียงแต่นำมาบางตอนดัดแปลงให้เป็นบทร้อยแก้ว เพื่อให้เหมาะกับการกล่าวเซ่นสังเวย และยชุร นั้นแปลว่าร้อยแก้ว

อถรวเวท หรือ อถรรพเวท ว่าด้วยเวทมนตร์ที่นำไปใช้ตามจุดประสงค์ต่างๆ เช่น ทำลายศัตรูให้ย่อยยับ แก้เสนียดจัญไร หรือนำโชคดีมีชัยมาให้แก่ตน เป็นต้น

และนอกจากจะแบ่งพระเวทออกเป็น 4 ดังข้างต้นแล้ว แต่ละพระเวทก็ไม่ได้มีเฉพาะเรื่องใดเรื่องหนึ่งเท่านั้น แต่จะประกอบไปด้วยอีก 4 เรื่อง ได้แก่

มันตระ  บทสำหรับสรรเสริญเทพเจ้า คัมภีร์ที่รวบรวมมันตระเข้าด้วยกันเรียกว่า สัมหิตา ดังนั้นในคัมภีร์ฤคเวทเรียกว่า ฤคสัมหิตา ในคัมภีร์สามเวทเรียกว่า สามสัมหิตา ในคัมภีร์ยชุรเวทเรียกว่า ยชุรสัมหิตา และในคัมภีร์อถรรพเวทก็เรียกว่า อถรรพสัมหิตา

พราหมณะ ขั้นตอนในการประกอบพิธีกรรมบูชายัญ เป็นคำอธิบายมันตระอีกทีหนึ่งว่า บทสวดสดุดีใด ควรใช้ในที่ใด เมื่อใด มีระเบียบทำอย่างไร เป็นต้น

อารัณยกะ เรื่องละเอียดนุ่มลึก ควรที่จะไปใช้ความคิดเพื่อวิเคราะห์พิจารณาในที่สงบ เช่น ในป่า เป็นต้น เช่น เรื่องปรมาตมัน อาตมัน มายา อวิชชา สังสารวัฏ และโมกษะเป็นต้น
อุปนิษัท ปรัชญาที่ได้จากการขบคิดในป่า

นอกจากพระเวทที่เกิดจากศรุติหรือได้ยินได้ฟังมาแล้ว ยังมีอีกส่วนหนึ่งนั้นก็คือสมฤติ ซึ่งเป็นคัมภีร์ที่แต่งเพิ่มเข้ามาในภายหลังเพื่ออธิบายความ หรือประกอบพระเวท ซึ่งได้แก่
มหากาพย์ ซึ่งมี 2 เล่ม คือ รามายณะ และมหาภารตะ                                                                         

รามายณะ เป็นเรื่องราวการทำสงครามระหว่างพระรามซึ่งเป็นอวตารของพระนารายณ์ กับทศกัณฐ์ เพื่อตามนางสีดา พระชายาของพระรามที่ถูกทศกัณฐ์ลักพาตัวมา แต่งโดย ฤาษีวัลมีกิ


พระราม นางสีดา พระลักษณ์ และหนุมานในรามายณะของอินเดีย
ที่มา : http://www.findmessages.com/l          

มหาภารตะ เชื่อว่าเป็นเรื่องราวสงครามครั้งใหญ่ที่สุดของอินเดีย ณ ทุ่งกุรุเกษตร ระหว่างพี่น้องตระกูลเการพกับตระกูลปาณฑพ แต่งโดย ฤาษีเวทวยาส หรือพระกฤษณะ


สงคราม ณ ทุ่งกุรุเกษตร

คัมภีร์ปุราณะ เรื่องราวตำนานเทพเจ้า การบูชาเทพเจ้าต่างๆที่มีมาตั้งแต่สมัยพระเวท

คัมภีร์พระธรรมศาสตร์ ว่าด้วยกฎหมาย ระเบียบแบบแผนการปฏิบัติของชาวฮินดู ตลอดจนแนวในการครองชีวิต อาทิ ระบบวรรณะ หลักธรรม 10 ประการ เป็นต้น

คัมภีร์ตันตระ เน้นหนักไปในด้านของไสยศาสตร์และเวทย์มนต์คาถา เป็นการสนทนาระหว่างพระศิวะเจ้า กับพระนางทุรคาเทวี ซึ่งคัมภีร์นี้ก่อให้เกิดลัทธิศักติ หรือการบูชาเทพฝ่ายสตรีบรรดาชายาของเหล่าเทพเจ้า เช่น พระอุมา พระลักษมี พระสุรัสวดี เป็นต้น


พระศักติ ซึ่งเป็นการรวมภาคของพระอุมา พระลักษมี และพระสุรัสวดี
ที่มา : http://baanjompra.com/

คัมภีร์อุปเวท ศึกษาทำหน้าที่เป็นนักรบ แพทย์ และนักแสดง

คัมภีร์ภควัทคีตา เป็นส่วนหนึ่งของมหากาพย์มหาภารตะในตอนที่พระกฤษณะปลุกใจอรชุนให้มีกำลังใจในการรบกล่าวถึงปรัชญา ศาสนา และจริยศาสตร์  เป็นปรัชญาที่ประสานความรู้ กรรม และความภักดีต่อพระเจ้าเข้าด้วยกัน กล่าวถึงการเข้าถึงโมกษะ

คัมภีร์พระเวทถือเป็นจุดกำเนิดของบรรดาปรัชญาทั้งหมดของอินเดีย ซึ่งได้เผยแพร่ไปทั่วทั้งเอเชียรวมถึงประเทศไทยก็ได้รับอิทธิพลมาเป็นอันมาก ดังนั้นการศึกษาพระเวทจึงเป็นสิ่งที่ทำให้เกิดความเข้าใจเกี่ยวกับบริบทสังคมของคนฮินดูหรือของคนไทยเองในยุคสมัยปัจจุบันที่ได้รับอิทธิพลมาตั้งแต่อดีตกาลจนฝังลึกเป็นรากเหง้า อีกทั้งความลึกลับน่าค้นหายังเป็นเสน่ห์ของคัมภีร์พระเวทก็ยังคงความท้าทายสำหรับผู้ที่ศึกษาเกี่ยวกับปรัชญาดินแดนภารตะเป็นอย่างมาก จึงไม่น่าแปลกที่คนฮินดูจะยังให้ความเคารพและนับถือพระเวทว่าเป็นคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์แม้จะผ่านกาลเวลามาเนิ่นนานจนถึงปัจจุบัน


อ้างอิง

กรุณา-เรืองอุไร กุศลาสัย. (2537). ภารตวิทยา. พระนคร: ศยาม.

ฟื้น ดอกบัว. (2555). ปวงปรัชญาอินเดีย. พระนคร: ศยาม.

สุนทร ณ รังษี. (2530). ปรัชญาอินเดีย : ประวัติและลัทธิ.  พระนคร: จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.




อ่านเพิ่มเติม »

หลักคำสอนเรื่องจริยธรรมของขงจื้อ

โดย ภาณุพงษ์ ต่อสกุล

ในบรรดาบุคคลสำคัญของดินแดนมังกร บุคคลที่มีชื่อเสียงท่านหนึ่ง ผู้ทรงอิทธิพลอย่างมากในด้านลัทธิปรัชญาจีนมาแต่โบราณ โดยเฉพาะหลักจริยธรรมของท่านนั้น แม้จะผ่านมาเนิ่นนานปีก็ยังสามารถนำมาประยุกต์ใช้กับยุคปัจจุบันได้เสมอ บุคคลท่านนั้นก็คือ “ขงจื้อ” นั่นเอง

ขงจื้อ มีชื่อแบบสามัญว่า ข่งชิว บรรพบุรุษของ ขงจื๊อ เดิมเป็นชนชั้นสูงใน ประเทศซ่ง ซึ่งปัจจุบันคือจังหวัดเหอหนาน ภายหลังพวกเขาได้อพยพไปอยู่ในประเทศหลู่ (ปัจจุบันคือซานตง) ภายหลังที่พ่อของขงจื๊อ ถึงแก่กรรม แม่ผู้ยังเยาว์วัยได้หอบหิ้วขงจื๊อเข้าไปอยู่ในเมือง ชวีฝู่ ซึ่งเป็นเมืองหลวงของประเทศหลู่ ผู้เป็นแม่เป็นห่วงเรื่องการศึกษาของขงจื๊อเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากเล็งเห็นว่าการจะมีชีวิตที่มีอนาคตนั้น ขงจื๊อต้องเป็นขุนนาง และมีวิธีเดียวที่จะบรรลุได้ คือการเรียนหนังสือให้อ่านออกเขียนได้ ซึ่งเป็นหนทางของการมีความรู้


ภาพวาดขงจื๊อ
ที่มา   http://thai.cri.cn

ขงจื้อ (Confucius) เป็นชาวจีนคนหนึ่งที่มีความสามารถเป็นนักปราชญ์ อาจารย์และรวมถึงเป็นผู้ที่มีความรู้ความสามารถในเรื่องของปรัชญา ศีลธรรมและการเมือง ขงจื๊อนั้นเป็นที่รู้จักกันดีในเรื่องของคำสอนที่ให้แง่คิดในด้านต่างๆไม่ว่าจะเป็น จารีต ประเพณี วัฒนธรรม และท่านได้มีการนำคำสอนมาให้ความหมายพร้อมทั้งจัดทำเป็นหมวดหมู่และมีการอธิบายเพิ่มเติมเสริมความเข้าใจในเรื่องของจริยธรรมเพื่อทำให้เกิดการเข้าใจในหลักคำสอนที่ถูกต้อง ในเรื่องที่เกี่ยวกับจริยธรรมนั้น ขงจื้อได้แบ่งจริยธรรมออกเป็น 2 ระดับ คือ ระดับปัจเจกบุคคลกับระดับสังคม


ตัวอย่างคำคมของขงจื๊อ

จริยธรรมระดับปัจเจกบุคคล มี 5 ประการ ได้แก่

ความชอบธรรม (อี๋) จัดเป็นความดีสูงสุด หมายถึง ความถูกต้องเหมาะสม, การวางตัวให้เหมาะสมกับสถานการณ์ต่าง ๆ เข้ากับทำนองที่ว่า “รู้กาลเทศะ” หากเราเกิดความสงสัยว่า เราจะรู้ได้อย่างไรและอะไรจะเป็นตัวบ่งบอกให้เราวางตัวได้เหมาะสม ขงจื้ออธิบายว่า “ก็คือหน้าที่” ซึ่งจะเป็นตัวบอกเราว่า ฐานะของเราในปัจจุบันเปิดโอกาสให้เราทำอะไรในขอบเขตแค่ไหน เช่น พ่อแม่จะปฏิบัติต่อบุตรหลานอย่างไร ยอมรับว่าเป็นลูกของตนหรือไม่ อย่างนี้แหละเรียกว่า “ความชอบธรรม” คนฉลาดและมีปัญญาจะมีลักษณะเช่นนี้

มนุษยธรรม (เหริน) คือ “รักผู้อื่น” เราอยู่ในสังคมและมีหน้าที่ต้องรับผิดชอบแตกต่างกันมากมาย แต่มีหน้าที่อยู่อย่างหนึ่งที่สำคัญมากซึ่งคนทั่ว ๆ ไปมักจะมองข้าม นั่นก็คือในฐานะที่เราเกิดมาเป็นมนุษย์เรามีหน้าที่ต้อง “รักผู้อื่น” และต้องรักจริง ๆ ปัญหาก็คือว่า เราจะรักผู้อื่นจริง ๆ ได้ไหม หรือรักอย่างไร ขงจื้อแสดงทัศนะว่า ถ้าพิจารณาจากคนใกล้ตัว ให้เอาใจใส่คนในครอบครัว เช่น พ่อแม่ ลูก ถ้าไกลตัวออกไป ก็รักคนทั้งโลก เหมือนกับพระพุทธศาสนาที่สอนเราว่าให้มีเมตตาธรรมต่อเพื่อนมนุษย์ อย่าตกเป็นทาสของความรักแบบเสน่หาซึ่งไม่จีรังยั่งยืน หรือที่ศาสนาคริสต์บอกว่า “คนทั้งโลกเป็นครอบครัวเดียวกัน” เพราะเกิดมาจากการสร้างสรรค์ของพระผู้เป็นเจ้า

ความรู้สึกผิดชอบ (จง) “อยากให้เขาปฏิบัติกับเราอย่างไร เราก็ปฏิบัติอย่างนั้นกับเขา” หรือพูดตามสำนวนไทยว่า “เอาใจเขามาใส่ใจเรา” ปกติแล้วเราปรารถนาจะให้ผู้อื่นเข้าใจเรามากกว่าเลยลืมนึกถึงหัวอกของผู้อื่น ถ้าเราอ่อนไหวต่อความรู้สึกของผู้อื่น เราจะซึ้งใจดีว่า มนุษย์ทุกคนล้วนเกลียดความทุกข์ มุ่งหวังปรารถนาความสุขด้วยกันทั้งนั้น วิธีคิดแบบนี้ขงจื้อมองว่า เมื่อเราพัฒนาตัวเองให้ดีแล้ว สังคมก็จะดีตาม ความรู้สึกผิดชอบเป็นกลไกของความเอื้ออาทร ดูแลห่วงใยซึ่งกันและกัน เพราะเราอยู่คนเดียวในโลกไม่ได้

เห็นแก่ผู้อื่น (ซู่) “อย่าปฏิบัติต่อเขาในสิ่งที่เราไม่ต้องการให้เขาปฏิบัติต่อเรา” จริยธรรมข้อนี้จะเน้นพฤติกรรมของคนที่เราไม่ชอบ แต่เราเอาพฤติกรรมนั้นไปใช้กับผู้อื่น เข้าทำนอง “นินทากาเล” ใส่ร้ายป้ายสีก่อให้เกิดความแตกแยก แตกร้าว เป็นการสร้างศัตรู บ่มเพาะความอาฆาตมาดร้าย ชิงชัง รังเกียจกันไม่มีที่สิ้นสุด

ทำหน้าที่เพื่อหน้าที่ (หมิ่น) ก็คือการทำหน้าที่ของตนเต็มกำลังความสามารถ โดยไม่ต้องกังวลถึงผลที่จะได้รับจากงานนั้น ทำงานด้วยเหตุว่า เป็นสิ่งที่ดีงามและสมควรทำ งานเป็นสิ่งที่มีค่าในตัวเอง ไม่ว่าผลของงานจะออกมาในรูปแบบไหนก็ไม่ยึดติดกับงานนั้น เหมือนกับที่ท่านพุทธทาสบอกว่า “ทำหน้าที่เพื่อหน้าที่” เป้าหมายมิใช่หวังอามิสสินจ้างรางวัลใด ๆ แต่ทำงานเพราะเป็นสิ่งมีคุณค่าที่มนุษย์พึงกระทำ

จริยธรรมระดับสังคม มีอยู่ 2 ประการ ได้แก่

ความสัมพันธ์ทางสังคม สังคมที่ดีที่สุดคือสังคมที่มีความชอบธรรม ความชอบธรรมจะเกิดขึ้นได้อย่างไร ขงจื้ออธิบายว่า เกิดจากครอบครัวเพราะครอบครัวเป็นรากฐานของสังคม และรากฐานของครอบครัวอยู่ที่ความสุข ความมั่นคง ความสุขในครอบครัวจะเกิดจากความสัมพันธ์ของคนเหล่านี้คือ
  • พ่อแม่กับลูก  หน้าที่ของพ่อแม่คือให้ความรักความเมตตาต่อลูก ส่วนลูกต้องมีความกตัญญู รู้คุณ
  • พี่กับน้อง หน้าที่ของพี่คือให้ความสุภาพอ่อนโยนกับน้อง ส่วนน้องก็มีความอ่อนน้อมถ่อมตน และเคารพนับถือพี่
  • สามีกับภรรยา   หน้าที่ของภรรยาสามีคือความซื่อสัตย์ ไม่นอกใจกัน
  • เพื่อนกับเพื่อน   มีหน้าที่ที่สำคัญคือมีความจริงใจ และซื่อสัตย์ต่อกัน
  • นายกับบ่าว หน้าที่ของนายหรือผู้บังคับบัญชาคือมีความเมตตากรุณา ไม่อคติต่อบ่าวหรือผู้ใต้บังคับบัญชา ส่วนบ่าวก็มีหน้าที่คือ เชื่อฟัง
การกำหนดตำแหน่งและขอบเขตการทำงานให้ชัดเจน เพื่อป้องกันความสับสนวุ่นวายเกี่ยวกับบทบาทและภารกิจของตนเอง และเป็นสิ่งกำกับหน้าที่ความรับผิดชอบต่อตัวเอง

จริยธรรมของขงจื้อจะเริ่มจากตัวเองเสียก่อนแล้วค่อยขยายวงกว้างออกไปสู่สังคม เข้ากับทำนองที่ว่า “ก่อนจะสอนคนอื่น ต้องสอนตัวเองให้ได้เสียก่อน” พูดได้ทำได้ ปากกับใจต้องตรงกัน

จริยธรรมของขงจื้อที่ได้กล่าวมาดังข้างต้นนั้นล้วนเป็นสิ่งที่ดีงามควรค่าแก่การนำไปปฏิบัติตามและที่สำคัญเลยสิ่งดีๆเหล่านี้จะเกิดขึ้นไม่ได้ ถ้าหาก เราไม่ลงมือปฏิบัติด้วยตนเอง เพราะจริยธรรมดีๆที่เกิดจากตัวเราเองนั้นเราเป็นผู้สร้างมันขึ้นมาเอง ถ้าเราทำได้ก็จะเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับคนใกล้ตัวหรือแม้แต่คนในสังคมซึ่งนั่นเองทำให้จริยธรรมที่ดีงามเช่นนี้แผ่ขยายไปสู่สังคมที่กว้างต่อไปได้ในอนาคต


อ้างอิง

ทวีวัฒน์ ปุณฑริกวิวัฒน์, ดร. ศาสนาและปรัชญาในจีน ทิเบต และญี่ปุ่น. พิมพ์ครั้งที่ 1. กรุงเทพฯ: สุขภาพใจ, 2545.

ศาสนาขงจื๊อ.ค้นเมื่อ 22 กันยายน 2559 จาก hselearning.kku.ac.th/UserFiles/chapter7(3).pdf

การศึกษาหลักจริยศาสตร์ของขงจื๊อ (A Study of the Ethical Principles). ค้นเมื่อ 22 กันยายน 2559 จาก center.bkkthon.ac.th/journal/upload/doc/spit/6/files/2.pdf

อ่านเพิ่มเติม »